สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด.ช.วัย 15 ถูกเตะสลบคาโรงเรียน ครอบครัวจี้เรียกร้องความเป็นธรรม ยันไม่เคยขอโทษ /สามี ยิงภรรยาเข้ากกหู ทะลุ ท้ายทอย 1 นัด ดื่มเหล้า เสพยา ถกเถียงกัน เกิดหึงหวง

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เฉลิมชาติ โคตรธิสาร” ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี โดยในคลิปจะเห็นนักเรียนชายที่สวมเสื้อแขนสั้นสีแดง เตะเข้าที่ใบหน้าของนักเรียนชายอีกคนที่สวมชุดนักเรียน จนสลบคาที่ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะช่วยดึงร่างของเด็กที่ถูกทำร้ายขึ้นมา พร้อมโพสต์ข้อความว่า
“หลานชายถูกเตะหลับคากลางอากาศ ช่วยหน่อยนะครับ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ช่วยแนะนำด้วยครับ เด็กอายุ 13 ปี คู่อริเป็นลูกทหาร เหตุเกิดที่ จ.อุบลฯ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านหนองหว้า ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพูดคุยกับครอบครัวของเด็กชาย ก (เด็กชายวายุ โสดากุล อายุ 15 ปี) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยเด็กชายวายุได้โชว์บาดแผลตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหลัง ข้อศอก และริมฝีปากที่ยังคงแดงอยู่ ซึ่งสามารถเห็นบาดแผลได้ชัดเจน แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 1 เดือนแล้วด.ช.วายุ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 โดยเริ่มจากการที่รุ่นน้องมาตบหัวตน ตนจึงตบหัวกลับในวันนั้น วันถัดมารุ่นน้องได้เรียกตนไปพูดคุยที่บริเวณหลังพระใหญ่ ตนจึงไปคนเดียว โดยเข้าใจว่าอาจจะไปเล่นตะกร้อ เพราะรุ่นน้องได้พาเพื่อนในห้องอีก 2 คนมาด้วย ไม่คิดว่าจะถูกทำร้าย หลังจากนั้นจึงถูกทำร้ายร่างกายจนรู้สึกเหมือนหมดสติ จำเหตุการณ์ไม่ได้ และมารู้สึกตัวอีกครั้งประมาณ 2 ทุ่ม พบว่าตนเองปากแตก เจ็บท้ายทอย มีรอยช้ำบริเวณท้ายทอย ศอกทั้งสองข้าง และแผ่นหลัง


หลังเกิดเหตุ ตนและฝ่ายคู่กรณียังไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด แต่เห็นว่าคู่กรณีโพสต์โน้ตในอินสตาแกรมว่า“เงินก็ให้ไปแล้ว ยังเอาคลิปไปลงอีก”ซึ่งตนไม่ทราบว่าอีกฝ่ายพูดถึงเงินจำนวนใด เพราะไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อย่างใด ทั้งที่พ่อของอีกฝ่ายได้พูดคุยทางโทรศัพท์ว่าจะโอนเงินค่าเยียวยาจำนวน 10,000 บาท ให้ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการนัดเจรจาใด ๆด.ช.วายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุฝ่ายคู่กรณีก็ไม่ได้มาขอโทษ และตนยังคงรู้สึกโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากเหตุการณ์ตนได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และโรงพยาบาลเบญจลักษ์ ซึ่งแพทย์ระบุว่ามีอาการฟกช้ำตามร่างกายและเจ็บบริเวณท้ายทอย

ด้านนายสุรพล โสดากุล อายุ 44 ปี บิดาของ ด.ช.วายุ เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ติดต่อผู้ปกครองของคู่กรณีก่อนเพื่อพูดคุย แต่ในตอนแรกอีกฝ่ายไม่ยอมเข้ามาไกล่เกลี่ย อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน จึงขอรอหมายเรียกหรือหมายศาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต่อมาผู้ปกครองของคู่กรณีได้ติดต่อกลับมาว่า หากกลับมาจากชายแดนเมื่อใด จะขอเปิดใจพูดคุยอีกครั้งนายสุรพลกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่ได้รับการขอโทษใด ๆ จากทั้งฝ่ายนักเรียนคู่กรณีหรือผู้ปกครอง และทางโรงเรียนก็เพียงแจ้งว่าจะดำเนินการกับผู้ที่ปล่อยคลิปวิดีโอเท่านั้น ไม่มีการติดต่อหรือดูแลเยียวยานักเรียนผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยหลังจากเหตุการณ์ ด.ช.วายุ ยังไม่ได้กลับไปเรียน และตนมีแผนจะย้ายบุตรมาเรียนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ แทน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชาย

ทั้งนี้ ครอบครัวของ ด.ช.วายุ ได้แจ้งความไว้ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันถัดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนพุทธเมตตาวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยทางคู่กรณีได้นัดเจรจาไกล่เกลี่ยในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่จะถึงนี้/////

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สามี 32 ปี อยู่อาศัยกับภรรยา วัย 19 ปี ขณะนั่งดื่มเหล้าขาว เสพยา ถกเถียงกัน เกิดหึงหวง เปิดกล่องปืนสั้น 9 มม.ยิงเข้ากกหู ทะลุ ท้ายทอย 1 นัด ก่อนโทรบอกน้าสาว ให้มาช่วยเมีย ร้องไห้กอดร่างอยู่ ตร.รุดสอบหาปืน

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 11.45 น. เจ้าหน้าที่ สภ.เบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บ้านเสียว หมู่ 12 ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ จึงรุดออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 134 บ้านเสียว ในที่เกิดเหตุในบ้านปูน ห้องโล่ง ประตูกระจกแบบเปิดออกสองข้าง ภาพที่ปรากฎด้านในห้อง พบร่องรอยการต่อสู้ พบคราบรอยเลือดกระจายอยู่เต็มพื้นปูน พบกล่องปืน 1 กล่อง พบลูกกระสุนปืน 9 มม.จำนวนหนึ่ง ราว 11 นัด ที่ห่อไว้ในถุงพลาสติก พบขวดเหล้าขาว 1 ขวด พบซองห่อยาบ้า ที่ยังมียาบ้าอยู่ 2 เม็ด และปล่อยว่าง 1 ช่อง สอบเบื้องต้น มีผู้ที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส กำลังส่ง รพ.เบ็ญจลักษ์ ทราบชื่อ นางสาว ภัคนันท์ ปัทราช หรือ อุ้ม อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลท่าคล้อ อำเภอเบ็ญจลักษ์ ได้มาอาศัยอยู่กับสามี ราว 3 เดือนเศษ

ที่บ้านเลขที่ 134 บ้านเสียว หมู่ที่ 12 ตำบลท่าคล้อ ในฐานะสามีภรรยากัน กับ นายคมสัน ทองสุ หรือ บรีส อายุ 32 ปี มาอยู่ด้วยกัน 3 เดือนเศษ ขณะที่อุ้ม มีลูกติด 1 คน อายุ 4 ขวบเศษ โดยเบื้องต้น นายบรีส เป็นผู้ก่อเหตุยิงภรรยาตนเอง 1 นัด กระสุนเข้าที่ท้ายทอย ทะลุโหนกแก้ม อาการสาหัส 50/50 ถูกส่งต่อเข้า รพ.เบ็ญจลักษ์ และส่งต่อไปที่ รพ.ศรีสะเกษ โดยมีพ่อแม่ตามไปดูแลด้วย อาการหนัก 50/50 ยังไม่ได้สติ ขณะที่ในที่เกิดเหตุยังไม่พบอาวุธปืน โดยเจ้าหน้าที่ได้พยายามหารอบบ้านแล้ว ปรากฏว่ายังไม่พบ ซึ่งหลังนายบรีส ได้สติ จะได้สอบถามอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัว นายบรีส ไว้ที่เตียงไม้ไผ่หน้าบ้าน และพยายามสอบถามหาสาเหตุ โดยนายบรีส ยังอยู่ในอาการที่มึนเมา แต่ไม่ทราบว่าเมายาบ้า หรือ เมาเหล้าขาว ได้เล่าแบบเมาๆ ว่า ตนรับว่าตนเป็นคนยิงมีย แต่ตนรักเมียตนมาก ที่ยิงตนไม่รู้สึกตัว เพราะตนเมา ตนไม่เคยทำร้ายเมีย และรับว่า เมื่อวานเย็นเสพยา ไป 1 เม็ด แต่ก่อนเกิดเหตุนั่งดื่มเหล้า คุยกันอยู่กับเมีย จากนั้นตนก็ไม่รู้เลยว่า ยิงเมียตนตอนไหน

นาง พัชนี ผิวนวล อายุ 31 ปี ( เสื้อสีเนื้อ ) น้าของอุ้ม เล่าว่า น้องสาวตน ได้มาอยู่อาศัยกับนายบรีส 3 – 4 เดือนแล้ว ในฐานะสามีภรรยา แต่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียนกัน โดยน้องสาวตนมีลูกติด 1 คน อยู่ระดับอนุบาล 2 แต่ให้อาศัยอยู่กับตายายเลี้ยง อยู่บ้านเก่า ที่บ้านหนองยาง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าคล้อ อำเภอเบ็ญจลักษ์ ที่รู้เพราะนายบรีส โทรบอกว่า ให้มาช่วยภรรยาตนด้วย เพราะภรรยาเขาถูกยิง แค่นั้นก็วางวาย ตนก็ให้สามีตนขับรถมาจากบ้านเหล่ายอด มาดู ก็พบเห็น นายบรีส กำลังล้างเลือดออกจากแขน จากตัว เพราะเขากอดเมียเขา หลังเขายิงเมีย ก่อนเจ้าหน้าที่ รพ.เบ็ญจลักษ์ จะมาถึง และนำตัวภรรยาส่ง รพ.

ขณะที่เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จาก ภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เข้าตรวจสอบเขม่าดินปืนในมือ ในร่างกายของนายบรีส และเก็บหลักฐานในที่เกิด ซึ่ง พันตำรวจเอก เกื้อประยูร หลักบุญ สารวัตรสอยสวนเวร สภ.เบ็ญจลักษ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ตั้งข้อหากับนายบรีส คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พกพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน มาในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต รอการสอบสวนอีกครั้ง
////////////////////////////
ภาพ/ข’าววนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประธานหอการค้าศรีสะเกษ เปิดเผยถึงผลกระทบหลังจากปิดด่านชายแดนช่องสะงำจ. ศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ร่วมถึงสถานการณ์การที่ประกาศล่าสุดให้มีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด ร่วมถึง ด่านถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ก่อนปิดด่าน และหลังปิดด่าน ตอนนี้สถานการณ์ไม่ต่างกัน เบื้องต้นเราได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการที่ในพื้นที่ด้านชายแดน อัพเดทสถานการณ์ปัญหาในทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการค้าด้านชายแดนซบเซา เงียบเงา ก่อนหน้าทางผู้ประกอบมีการปรับตัวมาแล้วรอบหนึ่ง ช่วงปรับเวลา ปรับวันเปิด-ปิด ด่าน แต่มีประกาศปิดด่านล่าสุดรอบนี้ก็ไม่ผิดกับการที่คาดไว้ เพราะผู้ประกอบการเตรียมการ เตรียมการรับมือ ไว้แล้วว่าอาจจะมีการปิดด่านลง แต่ทางภาคธุรกิจทางเราก็อยากให้มีการชัดเจนในเรื่องต่างๆ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้มีการวางแผนอนาคตในการรับมือได้ทัน

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า เบื้องต้นด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เป็นด่านที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เท่ากับด่านปอยเปต หรือ ด่านทางสะแก้ว ซึ่งด่านช่องสะงำของเราส่วนมากจะเป็นด่านที่ค้าขายเครื่องอุปโภค บริโภคให้กับทางกัมพูชาอาทิเช่นเครื่องดื่มมาม่าของแห้งต่างๆ ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็จะเป็นการส่งออกสินค้าทางการเกษตรกรมายังประเทศไทย เช่น มันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าทุกวันนี้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าไปขายที่ฝั่งกัมพูชาได้ ก็ต้องปรับตัวหันมาขายสินค้าภายในประเทศแทนมากขึ้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการปิดด่านในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นประเทศกัมพูชาที่ได้ผลกระทบเช่นกัน และมากกว่าประเทศไทยแน่นอน โดยเฉพาะการส่งออก (มันสำปะหลัง) จากประเทศกัมพูชามายังประเทศไทย ซึ่งถ้าปิดด่านถาวรก็จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับการส่งออกมันสำปะหลังจะทำให้มันสำปะหลังตกค้างในประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากจะส่งไปขายยังประเทศอื่นก็คงยากเพราะไม่ได้วางแผนหรือติดต่อการค้าไว้ก่อน

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนมูลค่าเศรษฐกิจการค้าชายแดน การซื้อขาย ภาพรวมตอนนี้ถ้ามีการปิดด่าน ปิดการค้าเลย ตลอด 1 เดือน เราจะเสียเงินประมาณ 100 ล้านบาท ไป แต่ต้องบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เราไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นปัญหาทาการเมือง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนไปด้วย ซึ่งทางผู้ประกอบการทุกคนอยู่ข้างรัฐบาล อยู่ข้างทหาร กันหมด ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้รับความเป็นธรรม และมาตรการต่างที่ทำออกมาทางผู้ประกอบการเราเข้าใจ

***ในส่วนปัญหาด้านการท่องเที่ยว และยอดการจองโรงแรม ในช่วงนี้ จากที่ได้คุยกับผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงนี้ได้รับผลกระทบด้านจิตวิทยาเพียงเท่านั้น เพราะว่ายังมีนักท่องเที่ยวบ้างรายคิดว่าพื้นที่ชายแดนมันเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น แต่จากการได้พูดคุยกับผู้ประกอบการโรงแรมส่วนหนึ่งก็ได้ยินมาว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไร เพียงแต่ว่าพอมันเกิดบรรยากาศการตึงเครียดในพื้นที่ บรรยากาศการท่องเที่ยว บรรยากาศการอยากจับจ่ายซื้อใช้ส่อยของคนในประเทศมันเลยลดลงด้วย

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ฝากถึงรัฐบาลไทย และกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลมีเอกภาพกับทางกองทัพ และให้รัฐบาล และกองทัพ ออกมาตรการออกมาให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน ถ้าจะเข้มงวดก็ให้เข้มงวดไปเลย ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราทะเลาะกันเอง ทำให้ภาพที่ออกไปทำให้ประเทศไทยเราเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังอยากจะฝากถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากทางรัฐบาลด้วย ถึงผลกระทบจากปัญหาชายแดน ว่าจะมีโครงการไหนบ้างที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น หาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่ส่งออกไม่ได้ หรือ โครงการสินเชื่อต่างๆเพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงิน ในช่วงที่ผู้ประกอบการขาดกระแสเงินสดในช่วงนี้ด้วย
ภาพ/ข’า ววนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัทยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มความสมดุลทางธรรมชาติชายหาดจอมเทียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 มิ.ย.68 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ร่วมกับกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน โดยมี นายปรีชา ค้าขาย ที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการ

นายกเมืองพัทยา นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น รองประธานสภาเมืองพัทยา พร้อมสมาชิกสภาเมืองพัทยา และผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน ประธานชุมชนชัยพฤกษ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม ที่บริเวณกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยา กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์อนุบาลสัตว์น้ำ ประกอบด้วยกุ้งแชบ๊วย จำนวน 100,000 ตัว และหอย

หวาน จำนวน 1,000 ตัว เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอยหวานนั้นเพาะพันธุ์ได้ยากกว่าสัตว์น้ำอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่ต้องควบคุม เช่น คุณภาพน้ำทะเล ความสะอาดของน้ำ ซึ่งคุณภาพน้ำทะเลที่มีความเค็มไม่คงที่ และการเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบูมอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดของหอย 

ซึ่งในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จะร่วมกันนั่งเรือเล็กของกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียนนำไปปล่อยที่แนวปะการังกลางทะเล ทั้งนี้เมืองพัทยานอกจากจะมีการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีเรื่องของอาหารซีฟู้ดด้วย ดังนั้นเรื่องของการอนุบาลสัตว์น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนัก เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้มีปริมาณมากขึ้น และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เฮง เฮง รับซื้อ หรือ เช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด ชลบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 มิถุนายน 2568เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้นาย ภูวดล พุทธ์เทศน์ ( เฮงกรรมการผู้จัดการบริษัทฝากขาย – ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด

นางสาว นทัยวรรณ ถิ่นถาวรซื้อทาวน์เฮ้าส์สองชั้น พฤกษาวิลล์ 74 บางพระ
392/41 ม.10 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จะ.ชลบุรี

สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา เสี่ย เฮงๆ จัดให้ท่านใดสนใจอยากได้บ้านมือสองบ้านสวยๆ ( แถวศรีราชา ) เสี่ย ( เฮง เฮง ) มีทีมงานครบวงจรสนใจ

ติดต่อเบอร์โทรนี้ได้ – 0917432784
– 0813291222
( เฮง เฮง )

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ศรีสะเกษ ขุนหาญผนึกกำลังซ้อมแผนหนีภัย! นักเรียน-ชุมชนกว่า 350 คน ฮึดรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ที่โรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ หมู่บ้านห้วยจันทร์ ตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ มีการ

จัดกิจกรรมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพและหลบภัยหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ นายปวิช รัตวาลย์ นายอำเภอขุนหาญ โดยมอบหมายให้ นายทวี นพเก้า กำนันตำบลห้วยจันทร์ เป็นผู้แทนดำเนินการ พร้อมด้วย ชุดพัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 2209, นายกองค์การบริหาร

ส่วนตำบลห้วยจันทร์, ผู้นำชุมชน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ รวมกว่า 350 คน

การซักซ้อมมีทั้งการประชุมคณะทำงาน การฝึกเข้า “บังเกอร์หลบภัย” การฝึกแถวอพยพ และแผนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุวิกฤตจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถตอบสนองสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ กิจกรรมได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำชุมชน คณะครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนที่อาจเกิดขึ้น////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่เฒ่าวัย 74 ปี ถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อรายงาน เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ จากกรณี แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน

ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปี

ลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า
เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 13.30 น. นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งประสบอุบัติเหตุ อยู่ระหว่างพักรักษาตัว ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และต้อง

เลี้ยงดูบุตรชายที่ประสบอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในโอกาสนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท ถุงยังชีพ จำนวน 1 ชุด และผ้าห่ม จำนวน 1 ผืน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในเบื้องต้ น

นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ ลูกสาวป้าแต๋ว เล่าว่า อาการของแม่ยังไม่ดีขึ้น หลังจากที่รับการรักษาที่โรงพยาบาล กลับมาที่บ้านก็มีอาการบวมที่แผลและบอกว่าออกร้อนบริเวณที่แผล และไม่สามารถนอนได้เพราะมีอาการเจ็บ ปวดที่ขาที่หักสาเหตุที่เกิดจากรถชน และยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบก็หมดได้เก็บตัวอย่างไป

ซื้อมารับประทานเพิ่มก็ยังไม่ดีขึ้น ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูล

บาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
วอนผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต่างด้าวเหิม เปิดบ่อนชนไก่ ใหญ่ที่สุด พื้นที่ปากน้ำหลังสวน จ่ายหนักกับใคร ใครอยู่เบื้องหลัง กอรมน.ชุมพร.บุกจับ เผ่นหนีกระเจิง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 มิ.ย.68 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร. พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธ์ รอง ผกก. สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวนฯ ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง.จ.ส.ต.อิสรพงษ์ อนุตรเวสารัชน์ จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์ และ จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว ผบ.หมู่ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ปฏิบัติการ ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ จนท.ฝ่ายการข่าวฯ

และ จ.ส.อ.พงษ์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล สว.กก.5 บก.ป. ด.ต.บรรจบ งานดี ด.ต.ณัฏฐ์ธนัน ม่วงยืนนาน ส.ต.อ.ทวีศักดิ์ สูงสง่าวงศ์ ผบ.หมู่.กก.5 บก.ป. เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง นำโดย นายเกียรติภูมิ โภคผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชำนาญงาน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทท.3

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3. ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ต.ต.ยุทธพงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส. ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ด.ต.สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.ชุมพร ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร, พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส) ตม.จว.ชุมพร พร้อมด้วย ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์, ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ, ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากน้ำหลังสวน

นำโดย พ.ต.ท.วัชรินทร์ เพชรทอง สว.สส.สภ.ปากน้ำชุมพร พร้อมด้วย ร.ต.ต.ยุทธชัย ชำนาญการ และ ด.ต.ณัฐวุฒิ มณีนวล ผบ.หมู่ สส.สภ.ปากน้ำหลังสวนได้ร่วมกันจับกุมตัว 1. MR.Hein Min Soe (นายฮิน มิน โช) สัญชาติเมียนมาร์ 2. Mr.Aye Naing (นายเอ นาย) สัญชาติเมียนมาร์ 3. Mr.Moe Win (นายโม วิน) สัญชาติเมียนมาร์ 4. Miss Ma Ngy (นางมา แง) สัญชาติเมียนมาร์ 5. Mr.XOKMIXAY (โชคมีชัย) สัญชาติลาว

6. MR.AUNG THU (อาว ทุ) สัญชาติเมียนมาร์ 7. นายบุญหลาย เรื่องเดช อายุ 50 ปี ที่อยู่ 5 ม.4 ต.เหล่ากวาง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ 8. นายแดง วรรณพาน อายุ 75 ปี ที่อยู่ 333 ม.13 ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร 9. นายอนุชัย ปิยะวงษ์ อายุ 48 ปี ที่อยู่ 54/1 ม.6 ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร 10.

นายสวัสดิ์ รุ่งแสง อายุ 48 ปี ที่อยู่ 182 ม.6 ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร 11. นายนิพนธ์ อินทร์น้อย อายุ 49 ปี ที่อยู่ 41/1 ม.2 ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร 12. นายธวัชชัย ควนทองสุข อายุ 33 ปี ที่อยู่ 9849 ม.13 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีปิดโครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร รุ่นที่ 9 และมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (23 มิ.ย. 68) เวลา 10.00น. ณ ห้องทับทิม โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปิดโครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร รุ่นที่ 9 และพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร ร่วมด้วย

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายวิบูลย์ศักดิ์ โพธิ์ธารส รองนายกเทศมนตรีฯ นายณัฐวัฒน์ โชติกสถิตย์ ประธานสภาเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลฯ นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลฯ นายสายันย์ หัสรินทร์ รองปลัดเทศบาลฯ และหัวหน้าส่วนการงาน ร่วมเป็นเกียรติใน

นางวรางคณา สรรเสริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ เพื่ออบรมส่งเสริมฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจและรายได้ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี คงความแข็ง

แรงไว้ให้นานที่สุด โดยหลักการดำเนินการ อยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ผู้สูงอายุมีคุณค่า มีศักยภาพและมีศักดิ์ศรี ควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้มีส่วนร่วมทำประโยชน์ให้สังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้สูงอายุและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในการอบรมครั้งนี้ ใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลเมืองชุมพร มีนักเรียนผู้สูงอายุเข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 230 คน และมีจิตอาสาร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโรงเรียน จำนวน 25 คน ระยะเวลาการอบรม 3 เดือน ทุกวันพฤหัสบดี หลักสูตรการอบรม เรียนรู้การส่งเสริม ฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจและการส่งเสริมรายได้ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพิ่มทักษะชีวิตแก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนการเป็นคลังปัญญาให้ลูกหลาน

ด้านนายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร กล่าวว่า โครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร เป็นการเตรียมการรองรับสถานการณ์และสังคมผู้สูงอายุ ของประชากรในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยการส่งเสริมความรู้และเรียนรู้การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เรียนรู้และพัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง จะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานดูแลคุณภาพชีวิตของประชากรในเขตของเทศบาลเมืองชุมพร

ได้มีการดึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง ร่วมดำเนินงานในการดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุ และใช้ชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการ ยึดหลักแนวคิดทำให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า เข้าสู่วัยชราอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และส่งต่อภูมิปัญญาสืบสานประเพณีวัฒนธรรมให้ลูกหลานต่อไป

และผมขอชื่นชมจิตอาสาร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 25 คน ที่เสียสละเวลาและกำลังกายในการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนผู้สูงอายุทุกท่านในที่นี้ จะได้รับประโยชน์จากการมาเป็นนักเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพรในครั้งนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 599 ถุงยังชีพแห่งความหวัง ถวายพระกุศลสมเด็จพระสังฆราช ครบ 98 พรรษา

แชร์เนื้อหานี้

🌸 ในบ่ายวันอาทิตย์ที่แสงแดดส่องประกายอบอุ่น วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ศาลาการเปรียญวัดตรีญาติ ต.พงสวาย อ.ราชบุรี จ.ราชบุรี ช่วงเวลาแห่งบุญและการแบ่งปัน

🏛️ #พิธีแห่งเมตตาธรรมที่งดงาม มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดยคุณเมลดา โอฬาร์ชน และคุณวนิดา เลิศสุวานนท์ กรรมการอุปถัมภ์ พร้อมด้วยคุณสาธิมา ลาชโรจน์

รองประธานมูลนิธิฯ ได้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 98 พรรษา

🧡 #599ถุงยังชีพ… 599 ดวงใจแห่งความหวัง สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง คือการมอบถุงยังชีพจำนวน 599 ชุด ให้แก่ตัวแทนตำบลและหมู่บ้านในจังหวัดราชบุรี ตัวเลข 599 ไม่ใช่เพียงแค่จำนวน แต่เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจ 599 ดวงที่จะได้รับความอบอุ่นและกำลังใจในช่วงเวลาที่ต้องการ

💎 #เมื่อถุงยังชีพกลายเป็นสะพานแห่งเมตตา ถุงยังชีพแต่ละใบไม่ได้บรรจุเพียงแค่สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความหวังดี การให้ทานในรูปแบบนี้เป็นการขยายวงกว้างของเมตตาธรรม ที่ไหลเวียนจากผู้ให้สู่ผู้รับ และสร้างคลื่นแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด และการมีพระ

พรหมมงคลวัชราจารย์ (ไสว วัฑฒโน) ซึ่งเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ในพิธีครั้งนี้ ยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความหมายลึกซึ้งให้กับงาน เสียงพระสวดมนต์ที่ก้องกังวานไปทั่วศาลาการเปรียญ ดุจจะเป็นการส่งผ่านพรพระราชทานให้ถึงทุกหัวใจที่อยู่ในงาน

🧘‍♀️ #นั่งสมาธิน้อมส่งบุญ ช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนทุกคนนั่งสมาธิและเจริญจิตภาวนาร่วมกัน เป็นภาพที่สวยงามและสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในความเงียบสงบนั้น หัวใจของทุกคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว น้อมถวายความกตัญญูและความเคารพต่อสมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงเป็นแสงประทีปนำทางด้านจิตใจให้แก่ชาวพุทธทั่วโลก

🌟 #อานิสงส์ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การทำบุญครั้งนี้สร้างผลดีในหลายมิติ สำหรับผู้ให้ทาน ได้รับบุญกุศลและปลูกฝังจิตใจให้มีเมตตากรุณา ขณะที่ผู้รับได้

รับทั้งความช่วยเหลือในทางวัตถุและความอบอุ่นใจในทางจิตใจ สำหรับสังคมโดยรวม งานนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามัคคี และสืบทอดประเพณีอันงดงามของการทำบุญตามหลักพุทธศาสนา

🌈 #เมื่อน้ำใจไทยเบิกบาน การจัดงานในโอกาสพระชนมายุสมเด็จพระสังฆราช 98 พรรษา ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการให้ การแบ่งปัน และการอยู่ร่วมกัน

ด้วยเมตตา กรุณา ขอให้พระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช และบุญกुศลจากการทำงานครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความสุข ความเจริญ และสันติสุขแก่ทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง และขยายไปสู่สังคมไทยและโลกใบนี้ตลอดไป🙏

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท. จัดยิ่งใหญ่ “คาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จ.ภาคเหนือ” นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

ททท. จัดยิ่งใหญ่ “คาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จังหวัดภาคเหนือ” นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือทางรถยนต์ โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวภาคเหนือผ่านตำนานและ Grand Moment เมืองหลัก – เมืองน่าเที่ยว 17 จังหวัด มุ่งสู่การกระตุ้นเป้านักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 26.5 ล้านคน-ครั้ง ดันรายได้ท่องเที่ยวโตไม่ต่ำกว่า 1.74 ล้านบาท
วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ณ ร้านอาหารเคียงน้ำ จังหวัดตาก

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ต้อนรับคณะคาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมี ททท.สำนักงานตาก ผู้แทนภาคส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตากร่วมต้อนรับ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตากกล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มาต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวทุกท่านอย่างเป็นทางการจังหวัดตากเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี และแหล่ง

ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีและความอบอุ่นจากคนในท้องถิ่น ทุกท่านจะได้เห็นศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดตากในการต้อนรับนักท่องเที่ยวบนมาตรฐานความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระผมเชื่อมั่นว่าหลังจากที่ท่านได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแล้วจักช่วยทำให้ท่านสามารถประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวและแบ่งปันความสุข บอกเล่าประสบการณ์ที่มีคุณค่าของจังหวัดตากต่อไปได้ สุขทันทีที่เที่ยวตาก

นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม “คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ” ระหว่างวันที่ 10-26 มิถุนายน 2568 โดยในครั้งนี้ ททท. ได้นำคณะคาราวานฯ จำนวน 150 คน พร้อมด้วยรถยนต์จำนวน 35 คัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าสู่ประเทศไทย ณ ด่านพรมแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเดินทางสัมผัสประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าประทับใจในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

กิจกรรมคาราวานในครั้งนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าจดจำและแตกต่างออกไปจากเดิม ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (story telling) 17 ตำนานอันน่าประทับใจ ในเส้นทางท่องเที่ยว 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ตำนานพระแก้วมรกต จังหวัดเชียงราย ตำนานไทลื้อ จังหวัดพะเยา ตำนานกระซิบรัก

ปู่ม่าน ย่าม่าน จังหวัดน่าน ตำนานบ้านเก่า เมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ตำนานเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำนานพระอจนะพูดได้ จังหวัดสุโขทัย ตำนานเมืองสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ตำนานเมืองชาละวัน จังหวัดพิจิตร ตำนานเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำนานปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ตำนานแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ตำนานชั่วฟ้าดินสลาย จังหวัดกำแพงเพชร ตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก ตำนานเขลางค์นคร จังหวัดลำปาง ตำนานพระนางจามเทวี จังหวัดลำพูน ตำนานสมเด็จพระสุพรรณกัลยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตำนานเจ้าดารารัศมี จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ภูมิภาคภาคเหนือยังได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวตามเส้นทาง Grand Momentที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำและมีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก แหล่งท่องเที่ยวชุมชน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความหลากหลายของอาหารพื้นเมือง สินค้าหัตถกรรมฝีมือประณีตรวมทั้งไมตรีจิตอันอบอุ่นของผู้คนในภาคเหนือ

นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก กล่าวว่าคาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าพื้นที่จังหวัดตากใน วันที่ 22-23 มิถุนายน 2568 โดยจังหวัดตากนำเสนอตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วัดดอยข่อยเขาแก้ว) ในงานเลี้ยง ททท.สำนักงานตากได้นำสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมาเสนอขาย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ รวมไปถึงเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของจังหวัดตากให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างซึ่งถือได้ว่าเป็นการเพิ่มวันพักค้างและกระจายรายได้สู่จังหวัดตากต่อไป

เที่ยวตากหน้าฝน #TATTAK #คาราวานตามรอยตำนาน17จังหวัดภาคเหนือGoNorthThailand #amazingthailand/ข่าวชวลิต วิกุล ชัยกิจ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน