#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เชียงรายจัดงาน “รำลึก 8 ปี กู้ภัยถ้ำหลวง รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” ย้อนบทเรียนภารกิจระดับโลก สู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

วันนี้ (19 มิถุนายน 2569) เวลา 09.30 น. อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) ร่วมกับ จังหวัดเชียงราย และสมาคมขัวศิลปะ จัดงาน “รำลึก 8 ปี กู้ภัยถ้ำหลวง รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” (8th Anniversary of Tham Luang Rescue 2026)

ระหว่างวันศุกร์ที่ 19 ถึงวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) อำเภอแม่สาย จังหวัดเซียงราย ภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างสรรค์บนฐานทรัพยากรชุมชนมูลค่าสูง

โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิดนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ย้อนไปในปี 2561 ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายนถึง 10 กรกฎาคม 2561 รวม 17 วัน ในการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในการนำพาเยาวชนนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี่ทั้ง 13 ชีวิต

อันนี้คือแบบว่าออกมาจากถ้ำหลวงได้สำเร็จอย่างปลอดภัย โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐภาคเอกชนและประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่หล่อหลอมรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวในการปฏิบัติภารกิจกู้ภัยด้วยความทุ่มเทและเสียสละอย่างเต็มความสามารถด้วยความกล้าหาญ

ขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย ที่ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้น เพื่อแสดงความขอบคุณพวกที่เคยให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนเพื่อรำลึกถึงผู้เสียสละจากเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้จะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่น

ด้าน นายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เปิดเผยว่า จัดงาน “รำลึก 8 ปี กู้ภัยถ้ำหลวง รวมใจเป็นหนึ่งเดียว” (8th Anniversary of Tham Luang Rescue 2026) เป็นการเผยแพร่และถอดบทเรียน การทำงานแบบบูรณาการ

สะท้อนถึงพลังความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทั้งโลก และเพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อีกทางยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ซึ่งในปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “ย้อนอดีต คิดอนาคต

เหตุการณ์กู้ภัยระดับโลก” ย้อนอดีตเพื่อจดจำบทเรียนอันทรงคุณค่า และคิดอนาคตเพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติ ควบคู่กับรัชกาลดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมบวงสรวงเจ้าแม่นางนอน เพื่อสักการะเจ้าแม่นางนอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำดอยนางนอนและพื้นที่โดยรอบ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความปลอดภัย

กิจกรรมวางดอกไม้เพื่อแสดงความรำลึกถึงผู้เสียสละและผู้เคยร่วมในเหตุการณ์ค้นหาและกู้ภัย 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง เมื่อปี 2563 โดยรำลึกถึง จ่าแซม (นาวาตรีสมาน กุนัน), นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรือโทเบรุต ปากบารา และน้องดอม

(นายดวงเพชร พรหมเทพ) พิธีเปิดงาน “รำลึกครบรอบ 8 ปี กู้ภัยถ้ำหลวง รวมใจเป็นหนึ่งเดียว (8th Anniversary Luang Rescue 2026)” ด้วยหัวข้อ “ย้อนอดีต คิดอนาคต” เพื่อระลึกถึงความสามัคดีและบทเรียบประวัติศาสตร์

การกู้ภัยระดับโลก และการวางแผนสู่การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงเวทีเสวนา หัวข้อ “ย้อนอดีต…เหตุการณ์กู้ภัยระดับโลก” โดยมี ดร.กมลไชย คชชา อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 คุณผกายมาศ เวียร์รา ประธานหอการค้าอำเภอแม่สาย

พลเรือเอก อาภากร อยู่คงแก้ว อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือกองเรือยุทธการ และประธานมูลนิธินักทำลายใต้น้ำจู่โจม คุณศศิวิมล อยู่คงแก้ว โปรดิวเชอร์สื่อสารคดี รวมพลังกู้ภัย Power of Unity

อีกทั้งยังมีนิทรรศการรำลึกกู้ภัย 8 ปี ถ้ำหลวง ที่จะพาย้อนรอยเหตุการณ์กู้ภัยครั้งประวัติศาสตร์โลก ที่ไม่เพียงแต่บอกเล่าการค้นหาและกู้ภัย แต่ยังสะท้อนพลังของความหวัง ความเสียสละ และความสามัคคี สามารถเอาชนะทุกอุปสรรคได้ และจุดถ่ายรูปภาพที่รวบรวมอุปกรณ์กู้ภัยและองค์ประกอบจากเหตุการณ์จริง

ถ่ายทอดบรรยากาศให้ผู้เข้าชมได้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำครั้งประวัติศาสตร์ผ่านภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความกล้าหาญและความเสียสละ , นิทรรศการภาพถ่ายถ้ำหลวงภายในถ้ำจำจำลอง จัดแสดงภาพภายในถ้ำหลวงจำลอง จำนวน 8 จุดที่สำคัญ , กิจกรรม Workshop ฟรี “

การสกัดสีจากธรรมชาติ ” นำวัสดุธรรมชาติมาทำเป็นสีในการใช้ระบายสี เช่น ดิน หิน โดย ศิลปิน คุณปรีชา ชัยสร จากสมาคมชัวศิลปะ เพื่อลุ้นรับรางวัลพิเศษที่มีเฉพาะภายในงานเท่านั้น
นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีร้านค้าจำหน่ายอาหารพื้นบ้าน สินค้าท้องถิ่น การแสดงอันเป็นอัตลักษณ์

วิถีชีวิตของคนในชุมชนโดยรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เช่น ผัดไทยหน้าด่าน น้ำเงี้ยว สัมตำ ข้าวซอยน้อย ปิ้งย่างหม่าล่า ไส้อั่ว สินค้าแปรรูปจากน้ำผึ้ง โดยวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผึ้งป่าก๋อย ทุเรียนนางนอน และอื่นๆ อีกมากมาย

เพื่อส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง–ขุนน้ำนางนอน และสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงรายอย่างครบถ้วน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ CSR ราชบุรี มอบสับปะรดในถุง ให้โรงเรียนในพื้นที่ จ.ราชบุรี

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดราชบุรี ( CSR ราชบุรี ) มอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ให้กับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ตามโครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” เพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดีแก่เด็กนักเรียน พร้อมเป็นการส่งต่อความห่วงใยจากภาคธุรกิจสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ดร.วีณา ศรีสรรพางค์ รองประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนางสาวศิริกาญจน์ ศักดิ์สมบูรณ์ กรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ นายจิราวุฒิ แซ่ตั้ง ประธานศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดราชบุรี (CSR ราชบุรี)

พร้อมด้วยคณะกรรมการเครือข่าย CSR ตลาดศรีเมือง ร่วมพิธีมอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ ร้านใหญ่ไพศาล อำเภอเมืองราชบุรี ภายใต้โครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” โดยการดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ภาคเอกชน และศูนย์ CSR ราชบุรี เพื่อส่งต่อให้กับนักเรียน เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยมุ่งหวังให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรที่มีคุณค่าไปยังผู้ที่ต้องการ ตลอดจนสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ภายหลังจากได้รับมอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นายจิราวุฒิ แซ่ตั้ง ประธานศูนย์ CSR ราชบุรี ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 เพื่อสำรวจความต้องการของสถานศึกษาในพื้นที่ ก่อนรวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ และจัดสรรผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กนักเรียน

การส่งมอบในครั้งนี้ มีการมอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม จำนวน 20,000 ถุง ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในจังหวัดราชบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และตัวแทนนักเรียนจากหลายโรงเรียนเดินทางเข้ารับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่นักเรียนและครอบครัว รวมถึงนำไปประกอบอาหารกลางวันในโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็กและเยาวชน

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมามอบในครั้งนี้ เป็นสับปะรดในน้ำเชื่อมชนิดหวานน้อย บรรจุในบรรจุภัณฑ์แบบซองนวัตกรรมใหม่ (Stand-up Pouch) ขนาด 200 กรัม มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก เปิดรับประทานได้ทันที โดยมีทั้งแบบชิ้นหนาเต็มคำ และชิ้นเล็กพอดีคำ เหมาะสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารและขนมต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

ทั้งนี้ โครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศล ในการร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ตลอดจนปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ภาพ- ข่าว คมปิยะ อิษฎานนท์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สว.ชีวะภาพ เปิดตัว “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” นำร่องเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ ดัน “ลำน้ำแม่ลา” สู่ Ramsar Site

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา ”แนวทางการขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งสิงห์บุรีเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์ (Singburi Sandbox)”

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย ดร.ภานุวัฒน์ คำไสย เลขาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและโฆษกโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ตลอดจนนักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมโกลเด้นดราก้อนรีสอร์ท จังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วุฒิสภาร่วมกับจังหวัดสิงห์บุรี และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดสัมมนาเปิดตัวโครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” (Singburi Sandbox) เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสิงห์บุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน


นายชีวะภาพ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับเป้าหมายระดับประเทศ ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” จะมุ่งเน้นการดำเนินงานครอบคลุม 6 ด้านหลัก ประกอบด้วย:

  1. ภาคเกษตรกรรม: ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และรณรงค์ลดการเผาตอซัง
  2. เพิ่มพื้นที่สีเขียว: เร่งปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับคาร์บอน
  3. พลังงานสะอาด: สนับสนุนการติดตั้งและใช้งานระบบโซลาร์เซลล์
  1. ระบบขนส่งสีเขียว: ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริหารจัดการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ภาคอุตสาหกรรม: ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต
  3. ภาคประชาชน: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับครัวเรือนและชุมชน
    ดัน “ลุ่มน้ำแม่ลา” สู่พื้นที่ชุ่มน้ำโลก คืนถิ่นปลาช่อนแม่ลา คือการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลาให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำต้นแบบด้านการกักเก็บคาร์บอนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมทั้งเตรียมผลักดันขึ้นทะเบียนเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site)
  1. เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสายพันธุ์เด่นในพื้นที่อย่าง “ปลาช่อนแม่ลา” รวมถึงนกน้ำหายาก
    นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความร่วมมือด้านองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจาก 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อวางรากฐานให้จังหวัดสิงห์บุรีพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกร ชุมชน และภาคธุรกิจในจังหวัดสิงห์บุรี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จากกลไก “คาร์บอนเครดิต” นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บุญเลิศ ผลอุดม /สายข่าวสิงห์บุรี รายงาน 0892241899

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดโครงการ “ตำรวจสีขาว” ตรวจปัสสาวะตำรวจในสังกัด 102 นาย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยว่า ทางพลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7ได้จัดโครงการ “ตำรวจสีขาว” ของตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจัดขึ้นตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 7 ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และปลอดจากยาเสพติดโดยมี พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร พร้อมด้วย รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ผกก.สภ. ในสังกัด และข้าราชการตำรวจ เข้าร่วม โครงการในการขับเคลื่อนนโยบาย “ตำรวจมืออาชีพ” ที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชน โดยตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาครได้กำหนดมาตรการเชิงรุกในการป้องกันไม่ให้ข้าราชการตำรวจและลูกจ้างในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกรูปแบบ พร้อมปลูกฝัง

จิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อหน้าที่
สำหรับการดำเนินโครงการในครั้งนี้ มีข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 102 นาย นำโดย ผู้บังคับการฯ และรองผู้บังคับการฯ นำข้าราชการตำรวจเข้ารับการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะโดยมีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานของตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลสมุทรสาคร รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อให้กระบวนการตรวจเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการติดตามพฤติกรรมและเฝ้าระวังข้าราชการตำรวจอย่างใกล้ชิดผ่านผู้บังคับบัญชาในทุกระดับชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือการประพฤติตนที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร
โครงการตำรวจสีขาวถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างองค์กรตำรวจให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม สอดคล้องกับนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสร้างองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจ พร้อมยืนยันว่าการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจะเริ่มต้นจากการดูแลบุคลากรภายในองค์กรให้ปลอดจากยาเสพติดอย่างแท้จริง
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / SSI–TCRSS ผนึก NEA ร่วมโครงการศึกษาไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ภายใต้โครงการ “การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตเหล็กสีเขียวสำหรับประเทศไทย” (Feasibility Study of Green Steel Production for Thailand) กับบริษัท นูมาน แอนด์ เอสเซอร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (NEA) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)

ในการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel) ในประเทศไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่การผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโครงการดังกล่าวครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในภาคตลาดและอุตสาหกรรมของไทย นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทย–เยอรมนี เพื่อผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือด้านไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเป็นโครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถขยายผลและพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังพิธีลงนาม บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอได้นำเสนอภาพรวมองค์กร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว รวมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำคณะผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นของ TCRSS เพื่อศึกษากระบวนการผลิต เครื่องจักร และแนวทางการบูรณาการไฮโดรเจนสีเขียวเข้าสู่กระบวนการผลิตเหล็กสีเขียวของบริษัท อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กสู่การผลิตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

//////////////////////ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดยาบ้าเพิ่ม พร้อมอาวุธปืน

วันที่ 19 มิ.ย.69 เวลา 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่6 จำนวน 3 นาย และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก ประกอบด้วย นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญบ.ม.8 ตำบลอ่างทอง นางโนรี ฉัตรบรรยงค์ ผญบ.ม.4 ตำบลแสงอรุณ นายฉัตรชัย ฝักเล็ก ผญบ. ม.1 ตำบลห้วยยาง กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ จับกุม นายศักดิ์ชัย(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก แต่มาอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93/8 หมู่ที่4 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง 1.ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 166 เม็ด 2.อาวุปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม ยี่ห้อ CZ เลขหมายประจำปืน A315809 จำนวน 1กระบอก 3.เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 7 นัด 4.ซองบรรจุกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนสั้นยี่ห้อ CZ รุ่น 75 P-01 จำนวน 1 ซอง 5.รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเทาคันหมายเลขทะเบียน กพ 347 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา 1.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย 3.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยผิดกฎหมาย สอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ห้วยยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

//////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ พัทยาเปิดแลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมต้อนรับ POP MART Official Store สาขาแรกภาคตะวันออก /นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา และบริเวณชายหาดพัทยากลาง บริษัท POP MART ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเมืองพัทยา จัดพิธีเปิดโครงการ “POP ON THE BEACH” แลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมเปิด POP MART Official Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก น.ส.ศิริพร แสงจันทึก Head of Southeast Asia บริษัท POP MART นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา และนายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนทีเส็บ ภาคกลาง-ตะวันออก ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และกลุ่มนักสะสม Art Toy ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับโครงการ “POP ON THE BEACH” ได้เนรมิตพื้นที่บริเวณชายหาดพัทยากลางให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้ง ภายใต้แนวคิด “CRYBABY Cry Me An Ocean Series” ถ่ายทอดเรื่องราวของอารมณ์ ความรู้สึก และการเยียวยาผ่านโลกใต้ท้องทะเล โดยมีบอลลูน Art Toy ขนาดยักษ์ ความยาว 12 เมตร สูง 8 เมตร จำนวน 4 ชิ้น ตั้งโดดเด่นริมชายหาด พร้อมประติมากรรมคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง CRYBABY, MOLLY และ SKULLPANDA ที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพและเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา

ขณะเดียวกัน POP MART ยังได้เปิด POP MART Official Store ภายใต้แนวคิด “Beachfront Art Toy Destination” บริเวณชั้น 1 ฝั่งริมหาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา รวบรวมสินค้าคอลเลกชันยอดนิยมจากคาแรกเตอร์ชื่อดัง อาทิ LABUBU, MOLLY, SKULLPANDA, CRYBABY, DIMOO และ HIRONO รวมถึงสินค้า Blind Box, Plush และ Mega Collection สำหรับนักสะสมไว้อย่างครบครัน

ทั้งนี้ โครงการ “POP ON THE BEACH” มีเป้าหมายในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรม Pop Culture เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและถ่ายภาพบริเวณชายหาดพัทยากลาง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นี้

นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

วันที่ 19 มิ.ย.69 นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา (PNBA)

ได้จัดทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 51 ปี โดยมีมิตรสหายจำนวนมากเข้าร่วมอวยพร

ทั้งนี้ ได้ใช้สถานที่ภายในร้าน Lisa Guest House จัดทำบุญเลี้ยงพระเถรานุเถระจำนวน 9 รูปจากวัดบุญย์กัญจนาราม โดยได้รับเกียรติจากนางสาวอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เดินทางเข้าร่วมงานบุญดังกล่าว ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

และในวันที่ 20 มิ.ย.69 ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป จะได้มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ปาร์ตี้วันเกิดธีมอาชีพในฝัน สำหรับพี่น้องสมาชิกสมาคม PNBA ที่ร้าน Lisa Guest House และวันที่ 22 มิ.ย.69 เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ร้านยักษ์ใหญ่แดนใต้ ตามกำหนดการต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวนาป่าแดดสุดช้ำ! ขายที่ดินให้ผู้รับเหมาทำทางรถไฟ แต่ถูกเบี้ยวเงิน ค้างจ่ายนับล้านบาท ซ้ำขุดบ่อดินลึกทำที่นาข้างเคียงพัง-น้ำท่วม

วันที่ 18 มิ.ย. 69 ชาวนาอำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย สุดทน! ร้องสื่อฯ หลังถูกบริษัทรับเหมาช่วงก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ เบี้ยวจ่ายเงินค่าที่ดินที่ทำสัญญาซื้อขายกันมานานกว่า 1 ปี 3 เดือน ยอดค้างชำระรวมนับล้านบาท แถมได้รับผลกระทบจากการขุดบ่อดินลึกโดยไม่เว้นระยะห่างตามกฎหมาย ทำดินสไลด์และที่นาข้างเคียงเสียหายหนัก ไร้หนทางสู้เพราะไม่มีเงินจ้างทนายฟ้องร้องผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวนาในพื้นที่ ต.ป่าแงะ อ.ป่าแดด จ.เชียงราย กรณีได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายย่อย (ผู้รับเหมาช่วง) เข้ามาติดต่อขอซื้อที่นาเพื่อขุดดินไปถมคันทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ แต่กลับผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามที่ตกลงกันไว้ โดยมีชาวบ้านได้รับผลกระทบหลักจำนวนหลายรายโดยผู้ร้องเรียนประกอบด้วยเจ้าของที่นาที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้รับเหมาและเจ้าของที่นาข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบ

ประกอบด้วย 1.นางอัณศยา อายุ 55 ปี ชาวบ้าน ม.13 ต.ป่าแงะ มีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 8 ตร.ว. ราคาที่ตกลงซื้อขาย 1,398,600 บาท จ่ายแล้ว 490,000 บาท คงค้าง 908,600 บาท 2.นายวิน อายุ 70 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 2 ไร่ 61 ตร.ว. ราคา 340,000 บาท ค้างจ่าย 136,184 บาท 3.นายโต อายุ 72 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 2 ไร่ 94 ตร.ว. ราคา 402,300 บาท คงค้าง 180,950 บาท และ 4.นายสมศักดิ์ อายุ 65 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 1 ไร่ 42 ตร.ว. ราคา 243,900 ค้างจ่าย 110,385 บาทและที่นาข้างเคียง ประกอบด้วย นางสมหมาย อายุ 59 ปี ชาวบ้าน ม.13 ต.ป่าแงะ ประสบปัญหาบ่อดินปิดทางน้ำ นากลายเป็นแอ่งน้ำ ทำนาไม่ได้ โดยมีที่นาตัวเอง 3 ไร่ ที่นาพี่สาว 6 ไร่ และที่นาน้องสาว 3 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบ และนางภานุชนาถ อายุ 50 ปี มีที่นาข้างเคียงบ่อดิน 16 ไร่ ผู้รับเหมาเอาดินไปถมรุกล้ำในนาเพื่อสร้างคันกันน้ำท่วมบ่อดิน เข้าข่ายบุกรุก ทำน้ำท่วมขังนางอัณศยา

หนึ่งในตัวแทนชาวบ้าน เปิดเผยว่า บริษัทรับเหมาได้เข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยอ้างว่าจะนำดินไปทำคันทางรถไฟ ชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการรัฐและให้ราคาสูงจึงตกลงขาย แต่เมื่อขุดดินไปจนเกลี้ยงพื้นที่แล้ว กลับไม่ได้รับเงินตามกำหนด โดยมียอดค้างชำระของชาวบ้านเฉพาะกลุ่มผู้ร้องเรียนรวมกว่า 1.5 ล้านบาท และเมื่อทวงถามก็ได้รับเพียงคำบ่ายเบี่ยงว่า “รอเงินจากบริษัทใหญ่” มานานกว่า 1 ปี 3 เดือนแล้วนางสมหมาย เจ้าของที่นาข้างเคียง กล่าวเสริมว่า นอกจากเงินไม่ได้แล้ว ที่ดินของตนและญาติรวมกว่า 12 ไร่ ยังได้รับผลกระทบจากการขุดบ่อดินลึกโดยไม่ทำคันกั้นหรือเว้นระยะห่างตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน

ส่งผลให้ที่นากลายเป็นแอ่งน้ำ ขาดรายได้จากการทำเกษตรนางภานุชนาถ ผู้ได้รับผลกระทบอีกราย เผยว่า พื้นที่กว่า 20 ไร่ของตนได้รับความเสียหายหนักจากดินสไลด์ และถูกผู้รับเหมาบุกรุกนำดินไปถมคันกั้นน้ำในนาตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ข้าวที่ปลูกไว้เน่าเสียทั้งหมด ร้องเรียนเทศบาลไปแล้วแต่การขุดดินยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการชดเชยด้านนายสมรภูมิ สวาทนา ปลัดอำเภอป่าแดด ยืนยันว่า ทางอำเภอได้จัดกระบวนการไกล่เกลี่ยมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 จนถึงมกราคม 2569 โดยคู่กรณีรับปากว่าจะจ่ายเงินให้ครบภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ปัจจุบันก็ยังผิดนัดสัญญา ทั้งที่งานขุดดินในพื้นที่เสร็จสิ้นไป 100% แล้ว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้องคดีแพ่ง จึงต้องหันหน้าพึ่งสื่อมวลชนเพื่อช่วยกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทเจ้าของโครงการหลัก เข้ามาตรวจสอบและเร่งรัดให้ผู้รับเหมาช่วงรายนี้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด….

สมจิตรแสงบันลังค์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ข่าวกรองแม่น! นรข.ปิดเกมขนไอซ์ข้ามแม่น้ำโขง ยึด 7 กระสอบ คนร้ายทิ้งรถพร้อมไอซ์ 300 ก้อน กลางหมู่บ้านนครพนม

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาส่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหนาด

จังหวัดนครพนม จึงสั่งการให้ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม (ผบ.นรข.เขตนครพนม) จัดกำลังเจ้าหน้าที่สถานีเรือนครพนม และสถานีเรือธาตุพนม เข้าตรวจสอบข่าว พร้อมวางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจในพื้นที่เป้าหมาย

กระทั่งเวลาประมาณ 00.50 น. เจ้าหน้าที่ใช้ทั้งการตรวจการณ์ด้วยสายตาและอุปกรณ์ตรวจการณ์เวลากลางคืน พบเรือกีบติดเครื่องยนต์เพลายาวต้องสงสัย 1 ลำ มีชาย 3 คนอยู่บนเรือ แล่นจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาจอดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงฝั่งไทย ก่อนดับเครื่องยนต์ ห่างจากจุดซุ่มของเจ้าหน้าที่ประมาณ 1 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่จึงประสานชุดซุ่มของสถานีเรือธาตุพนมเข้าปิดล้อมพื้นที่ ขณะเดียวกันพบรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส สีดำ ทะเบียน กย 4550 ร้อยเอ็ด ขับเข้ามายังจุดนัดหมาย เจ้าหน้าที่สถานีเรือนครพนมจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่คนขับรถกลับเร่งเครื่องหลบหนีไปทางทิศใต้

ต่อมา ชุดซุ่มของสถานีเรือธาตุพนมได้เข้าปิดเส้นทาง ทำให้รถคันดังกล่าวเลี้ยวกลับมาทางทิศเหนือ ก่อนนำรถไปจอดทิ้งไว้บริเวณถนนภายในหมู่บ้านกลางน้อย แล้วอาศัยความมืดหลบหนีไปเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นรถอย่างละเอียด พบกระสอบสีดำจำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) รวม 300 ก้อน จึงทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ส 1 คัน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการตรวจยึด และนำของกลางพร้อมรถยนต์ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านกลาง อำเภอเมืองนครพนม เพื่อดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
เดวิท โชคชัย ผู้สื่อข่าว NEWS 24 สะถานีประชาชน ประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

นรข #นครพนม #สถานีเรือนครพนม #สถานีเรือธาตุพนม #ยาไอซ์ #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ชายแดนไทยลาว #แม่น้ำโขง #ข่าววันนี้ #ปราบปรามยาเสพติด #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ฮือฮามารีวิทย์! สีสันพานไหว้ครูสุดแหวก มีทั้งรับกระแสบอลโลก 2026-พานพญานาค-พาน 67

วันที่ 18 มิ.ย.69 โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 โดยมี ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นประธานในพิธีดังกล่าว โดยมีคณะครู และนักเรียนทุกระดับชั้นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในกิจกรรมได้มีพิธีมอบผ้าให้ครูมารีวิทย์ที่ทำงานครบ 1 ปี และผ่านการพิจารณาเป็นบุคคลากรประจำโรงเรียนจำนวน 13 คน ก่อนจะเป็นพิธีไหว้ครู โดยนักเรียนทั้งหมดต่างร่วมกันขับร้องเพลงพระคุณที่ 3 สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างมาก

ก่อนตัวแทนนักเรียนจะนำพานไหว้ครูรูปแบบต่างๆ ที่มาก้มกราบคุณครู จากนั้นเป็นพิธีมอบเข็มและผูกข้อมือให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยความร่วมมือของรุ่นพี่สู่รุ่นน้องที่ปลูกฝังความรักในรั้วขาวเขียว ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียนมารีวิทย์แห่งนี้

สีสันและความฮือฮาในงานพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 ของโรงเรียนมารีวิทย์ จะเป็นพานไหว้ครูรูปแบบต่างๆ ที่นักเรียนช่วยกันสร้างสันออกแบบเพื่อสร้างความน่าสนใจ โดยจะมีทั้งพานไหว้ครูรูปฟุตบอลสร้างสีสันรับฟุตบอลโลก 2026 พานรูปพญานาค และพาน 67 ซึ่งช่วยเรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี

พัทยาชวนวิ่งการกุศลริมทะเล “LOMA RUN ON THE BEACH 2026” ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กผู้ยากไร้

วันที่ 18 มิ.ย.69 นายพิรุณ น้อยอิ่มใจ หรือครูน้อย ผู้จัดการโครงการมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เปิดเผยว่า การจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “LOMA RUN ON THE BEACH 2026” เป็นความร่วมมือระหว่าง

มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เมืองพัทยา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานพัทยา) โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล

สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร รองรับนักวิ่งจำนวน 1,300 คน และระยะฟันรัน 5 กิโลเมตร รองรับผู้เข้าร่วมอีก 700 คน ท่ามกลางเส้นทางวิ่งริมชายหาดที่สวยงามของหาดดงตาลและพื้นที่จอมเทียน

นอกจากจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปแล้ว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาแก่เด็ก ๆ ในโครงการของมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีนักวิ่งและผู้ติดตามเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 3,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่หาดจอมเทียนและเมืองพัทยาได้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านระบบ ThaiRun ที่ https://race.thai.run/lomarun2026

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ‘อ.กรณ์รักษ์’ ร่วมสร้างสีสันบนเวที “GLOBAL BEAUTY IN THAILAND 2026” ผ่านแฟชั่นโชว์ผสานโหราศาสตร์ ศิลปะ AI และผ้าไทยสู่เวทีนานาชาติ

อาจารย์กรณ์รักษ์ จิรัชภาบริรักษ์ อาจารย์ประจำรายวิชา “มูเพื่อธุรกิจ” แห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะอาจารย์คนแรกของประเทศไทยและคนแรกของโลกที่เปิดสอนศาสตร์มูเตลูในรูปแบบรายวิชาที่มีหน่วยกิต ได้รับเกียรติเข้าร่วมงาน “GLOBAL BEAUTY IN THAILAND 2026” งานประชุมและนิทรรศการด้านความงามระดับนานาชาติที่รวบรวมองค์ความรู้

เทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศการจัดงานครั้งนี้นำโดย อาจารย์นก ลภัสรดา ซีกรี และ อาจารย์ปัญจ์ กนกปัท หงสกุลธนาโชติ ในฐานะผู้บริหารและผู้จัดงานหลัก โดยมีผู้ประกอบการ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม และผู้สนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ภายในงาน อาจารย์กรณ์รักษ์ได้สร้างสรรค์แฟชั่นโชว์พิเศษภายใต้คอลเลกชัน “TEPVA Fashion Rain Collection” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวิจัยเรื่อง “The Impact of AI-Generated Art on Social Equity in Creative Industries: Perceptions and Economic Implications” ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ศิลปะ แฟชั่น และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านงานออกแบบที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัย พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในอนาคตแฟชั่นโชว์ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2026 ณ TK Palace Hotel & Convention กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานจากหลายประเทศ อาทิ ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ความโดดเด่นของคอลเลกชันนี้คือการนำ “ผ้าไทย” มาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผสานเข้ากับศาสตร์ด้านโหราศาสตร์และความเชื่อ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่อาจารย์กรณ์รักษ์ศึกษาและถ่ายทอดในรายวิชามูเพื่อธุรกิจ จนเกิดเป็นแนวคิดการออกแบบแฟชั่นสายมูที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวนอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากนักศึกษาสาขาศิลปการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่ นางสาววาสินี ประเสริฐสังข์ และนางสาวภรณ์นภา แถวกระต่าย ที่ร่วมออกแบบและพัฒนาผลงานในครั้งนี้ สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและวงการสร้างสรรค์

แฟชั่นโชว์ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก ด้วยการนำเสนอที่ผสมผสานแฟชั่นร่วมสมัย ศิลปวัฒนธรรมไทย และแนวคิดด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว สร้างความประทับใจและจุดประกายมุมมองใหม่เกี่ยวกับบทบาทของแฟชั่นในฐานะสื่อกลางทางวัฒนธรรมอาจารย์กรณ์รักษ์กล่าวว่า “แฟชั่นไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่เป็นภาษาสากลที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์จากทั่วโลกเข้าด้วยกัน ผมต้องการนำผ้าไทยและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาพัฒนาให้เป็น Soft Power ที่สามารถสร้างการรับรู้และสร้างคุณค่าในระดับนานาชาติ”

การเข้าร่วมงาน GLOBAL BEAUTY IN THAILAND 2026 ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมไทยมาผสานกับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อส่งต่อคุณค่าของแฟชั่นไทยสู่สายตาชาวโลก พร้อมผลักดัน Soft Power ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีสากล

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สามอ่าว ล้างบางยาเสพติด แก้ไขปัญหายาเสพติด ภายใต้แนวคิด “4 ย” (เยี่ยมเยียน แยกแยะ หยุดยั่งและยั่งยืน) ของ ผู้ว่าฯประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 เวลา 13.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่ 6 และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก

ประกอบด้วย 1.นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง 2.นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง 3.นางสาวอัมราพร บุญเสริม ผญ.ม.5 ตำบลอ่างทอง 5.นายจักรรินทร์ รวยรื่น ผช. ผญ.ม.8 ตำบลอ่างทอง ได้กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลอ่างทอง

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ นายตันติยาฯ(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง1.ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 1,202 เม็ด กับ เป็นชิ้น น้ำหนัก จำนวน 1 กรัม 2.กระเป๋าพลาสติกแบบมีซิปรูดปิด เปิด ได้ จำนวน 1 ใบ

โดยแจ้งข้อกล่าว จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมายสอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เดือดอีกแล้ว ! สจป.3 แพร่ “บูรณา” หลายหน่วย รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมไม้เถื่อนแปรรูป

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ อำนวยการโดยนายธนรัตน์ แปงใจ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ นายเสน่ห์ แสนมูล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรัก.ษาป่าและควบคุมไฟป่านายสุวิทย์ ฟูคำ หัวหน้าฝ่ายป้องกันรักษาป่า มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป. 3 สาขาแพร่ บูรณาการร่วมกับ-หน่วยป้องกันรักษาป่าที่

พร.6 (น้ำเลา) -ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.ที่ 3 สาขาแพร่ -เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ -เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อย ตชด.323 กก.ตชด.32 (พะเยา)-เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอร้องกวาง -เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ศปทส.ภาค5
-เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกรมป่าไม้ (ฉก.ปม.)ชุดปฏิบัติการประจำภาคเหนือ
-หน่วนปฏิบัติการพิเศษที่ 2 สปป.3(ภาคเหนือ)ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางดังนี้1.ไม้สักท่อน จำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 3.484 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 209,040.- บาท

  1. ไม้สักแปรรูป จำนวน 23 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.66 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 79,200.- บาท 3. ไม้กระยาเลยท่อน(ไม้ประดู่) จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 0.597 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 20,895.- บาท 4. ไม้กระยาเลยท่อน(ไม้แสมสาร) จำนวน 2 ท่อน ปริมาตร 1.568 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 15,680.- บาท 5. ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้มะค่า) จำนวน 91 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 2.272 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 159,040.- บาท
  1. ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้ประดู่) จำนวน 4 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.356 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 24,920.- บาท 7.ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้แสมสาร) จำนวน 6 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.966 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 19,320.- บาท
  2. เลื่อยไฟฟ้ายี่ห้อ MAKITA สีเขียว-ดำ พร้อมแผ่นบังคับโซ่(บาร์) ขนาด 36 นิ้ว พร้อมโซ่ 9. เลื่อยยนต์ยี่ห้อ DARK BULL 5800 สีดำ พร้อมแผ่นบังคับโซ่(บาร์) ขนาด 22 นิ้ว พร้อมโซ่ 10. ชุดสายไฟฟ้าพร้อมปลั๊ก ยาว 20 เมตร จำนวน 1 เส้น 11. เครื่องยนต์ยี่ห้อ YANMAR ขนาด 10 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง
  1. ลูกกลิ้งขนาดความยาว 100 เซนติเมตร จำนวน 4 ลูก 13. มู่เล่ย์พร้อมเพลา จำนวน 1 ชุด 14. สายพานเบอร์ 305 จำนวน 1 เส้น
  2. สถานที่เหตุเกิดบริเวณ บ้านสวนเลขที่ 22 หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ พิกัดที่ 47 Q 636260 2017138 สำหรับไม้ของกลางได้มอบให้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่พร.6 (น้ำเลา) นำไปเก็บรักษาตามระเบียบต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สะเทือนเชียงราย !! กรมปกครอง-DSI “กวาดล้างทะเบียน G เทา” จับกุมอดีตปลัดอำเภอและเครือข่าย 8 ราย เร่งล้างข้อมูลทุจริต

วันนี้( 18 มิ.ย. 2569) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผม.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย หน่วยร่วมปฏิบัติฯ และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องฯ แถลงข่าวปฏิบัติการทลายเครื่อข่ายทุจริตสวมสิทธิ G-Code อ.เวียงแก่น

ณ ที่ หอประชุม ภ.จว.เชียงราย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. กรมการปกครองร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ท. และฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย เปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” เข้าตรวจค้นพร้อมกัน 6 จุดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หลังพบขบวนการทุจริตนำบุคคลต่างด้าวสวมสิทธิเป็นนักเรียนในทะเบียนอักษร G เพื่อขอจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ

ปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยสามารถจับกุมอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่นได้ 1 ราย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) 2 ราย และผู้สวมสิทธิอีก 5 ราย พร้อมตรวจยึดเอกสารสำคัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ บัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน และเอกสารทะเบียนนักเรียนอักษร G ระหว่างปีการศึกษา 2562-2568 จำนวน 491 ราย

คดีนี้สืบเนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจความมั่นคงและพบชายต่างด้าวลักลอบเข้าประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ พร้อมเงินสดจำนวน 140,000 บาท โดยให้การว่าจะนำมาใช้ดำเนินการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ส่งผลให้ข้อมูลถูกส่งต่อไปยัง DSI เพื่อขยายผลสืบสวน

ผลการตรวจสอบพบความผิดปกติของทะเบียนนักเรียนอักษร G ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยมีการใช้รหัสทะเบียนซ้ำกันหลายครั้ง บางรายพบการใช้เลขทะเบียนซ้ำสูงถึง 11 หมายเลข และมีการนำบุคคลต่างด้าวมาสวมสิทธิเป็นนักเรียน เพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำแบบสำรวจบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ 89) และขอออกบัตรประจำตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต่อมา คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ของกรมการปกครอง ร่วมกับ DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบการสวมตัว สวมสิทธิในทะเบียนนักเรียนกลุ่ม G จำนวนมาก จึงขยายผลร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยตรวจสอบข้อมูลภาพใบหน้าและลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัย 38 ราย พบอย่างน้อย 6 รายถือหนังสือเดินทางต่างประเทศ ประกอบด้วยสัญชาติจีน 2 ราย เมียนมา 3 ราย และเวียดนาม 1 ราย

การสืบสวนยังพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ และสมาชิก อส. อีก 2 ราย เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือการกระทำความผิด จนเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ กรมการปกครองได้มอบอำนาจให้ชุดสืบสวนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เวียงแก่น จนนำไปสู่การออกหมายจับรวม 22 ราย จำนวน 27 หมายจับ ประกอบด้วย อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น 1 ราย สมาชิก อส. 2 ราย และผู้สวมสิทธิอีก 19 ราย

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายเตรียมดำเนินการเพิกถอนและจำหน่ายรายการทะเบียนที่ได้มาจากการทุจริตทั้งหมด พร้อมตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิในฐานะบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนที่อาจได้รับสิทธิโดยมิชอบ รวมถึงดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง และส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินตามกฎหมายฟอกเงินต่อไป

กรมการปกครองยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนอย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร และป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาประโยชน์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและสิทธิของประชาชน…

กรมการปกครอง ร่วมดีเอสไอ แถลงข่าวใหญ่ “กวาดล้างทะเบียน  Gเทา”ปราบปรามขบวนการทุจริตนำคนต่างด้าวสวมตัวเด็กอักษร G เพื่อจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทางทะเบียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เวลา๑๑.๐๐ น.ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย นายนฤชา โฆษนาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำตรวจแห่งชาติ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  แถลงข่าวผลการปฏิบัติการกวาดล้างทะเบียน    G  เทาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

สืบเนื่องจากตำรวจตั้งด่านตรวจความมั่นคงช่วงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๘ ตรวจพบชายต่างด้าวลักลอบเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติเข้ามาในประเทศไทย จากการตรวจค้นพบเงินสด จำนวน ๑๔๐,๐๐๐ บาท โดยชายต่างด้าวอ้างว่านำมาใช้ในการจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน จึงได้ส่งส่งข้อมูลดังกล่าวให้ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ ๕ กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ สืบสวนพบข้อมูลต้องสงสัยว่ามีการทุจริตจัดทำทะเบียนนักเรียนที่ขึ้นตันด้วยตัวอักษร G เนื่องจากพบว่านักเรียนหนึ่งคนแต่มีรหัสนักเรียนอักษร G มากถึง ๑๑ หมายเลข และมีการนำบุคคลต่างด้าวมาดำเนินการสวมทะเบียนนักเรียนเพื่อจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทางทะเบียน ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย จำนวน ๔ ราย

จึงได้ส่งข้อมูลให้กรมการปกครองตรวจสอบเพื่อยืนยันการกระทำผิดกรมการปกครอง มอบหมายคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.C.C.E.)โดยชุดปฏิบัติการสืบสวนตรวจสอบและลงพื้นที่ร่วมกับกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการพิสูจน์ทราบการกระทำผิดดังกล่าว ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบมีการทุจริตสวมตัวจัดทำบัตรประจำตัวบุคคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ขึ้นตัน
ด้วยเลข o) จำนวนมาก ซึ่งเป็นการทุจริตจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียน G)

ซึ่งมิใช่เจ้าของทะเบียนนักเรียนที่แท้จริง มาสวมรายการนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยอักษร G และยังตรวจพบว่ามีการใช้รายการ G  Code ซ้ำกับบุคคลเติมเพื่อนำบุคคลต่างต้าง มาสวมสิทธิในการจัดทำแบบสำรวจรายการบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (แบบ ๘๙) และจัดทำบัตรครั้งแรก จำนวน ๙ รายจากนั้น กรมการปกครอง จึงได้ประสานธ์ต่อต้านการร้อโกรรรอนใหน์ (ACS) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการประสานความร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อตรวจสอบภาพใบหน้าและลายนิ้วมือ

ของบุคคลต้องสงสัย จำนวน ๓๘ ราย โดยปรากฎข้อเท็จจริงว่า พบบุคคลข้างต้นมีหนังสือเดินทาง (Passport)ของประเทศอื่น จำนวน ๖ ราย ได้แก่ สัญชาติจีน จำนวน ๒ ๒ ราย สัญชาติเมียนมา จำนวน ๓ ราย และสัญชาติเวียดนามจำนวน ๑ รายเช่นนี้ จาการลืนธรรมพบว่า การบุติตามตัามตัวกนักเรียม G จำนวม สอร รายทั้งกลังเล่าวะ ได้กราาโดยอตีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย ในฐานะผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอ ซึ่งมีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จำนวน ๒ ราย เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ร่วมกันกระทำความผิดฐานกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ

ตามมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร ความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรมการปกครอง จึงได้มอบอำนาจให้ชุดปฏิบัติการสืบสวนไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเป็นคดีอาญาที่ ๒๓๐/๒๕๖๙ คดีอาญาที่ ๒๓๑/๒๕๖๙ และคดีอาญาญาที่ ๒๓๖/๒/๒๕๖๙ของสถานีตำรวจภูธรเวียงแก่น นำมาสู่การออกหมายจับบุคคล จำนวน ๒๒ ราย (หมายจับ ๒๗ หมาย

ได้แก่(๑) อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จ.เชียงราย จำนวน ๓  หมาย
(๒) สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย จำนวน ๒ ราย จำนวน ๕ หมาย และ (๓) บุคคลที่สวมตัว จำนวน ๑๙ ราย จำนวน ๑๙ หมาย เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๖๙ ภายใต้การอำนวยการของ๑. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง๒. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ๓. นายชูชีพ พงษ์โชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายโดยชุดปฏิบัติการร่วม ๕ หน่วยงาน ได้แก่๑. กรมการปกครอง นำโดย นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง และหัวหน้าคณะทำงทำงานDOPA N.I.C.E.๒. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผบ.ตร.๓. กรมสอบสวนคดีพิเศษ นำโดย พ.ต.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธิ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค๔. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำโดยนายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตโนภาครัฐ ๑๕. ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย นำโดย นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงรายได้เปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” นำหมายจับและหมายค้น ดำเนินการเข้าทำการจับกุม ได้แก่๔ อดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น จำนวน ๑ ๑ ราย6. สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน ๒ รายบุคคลผู้สวมรายการ จำนวน ๕ รายโดยได้นำตัวผู้ถูกจับกุมข้างต้นส่งพนักงานสอบสวนอีกทั้ง ได้ทำการตรวจคันตามหมายค้น จำนวน ๖ จุด ได้แก่๑. บ้านภรรยาอดีตปลัดอำเภอเวียงแก่น ณ ต.แม่กรณ์ อ.เมืองเชียงราย จากการตรวจค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน เอกสารคำขอลงรายการสัญชาติไทยหนังสือรับรองการเกิด คำขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุเกิน ๑๕ ปี ที่ดำเนินการแล้วแล้วและอยู่ระหว่างรอดำเนินการจำนวนมาก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (CPU) จำนวน ๑ ๑ เครื่อง กล้องวงจรปิด จำนวน ๓ ตัว และอุปกรณ์เก็บความจำ (Memory Card) จำนวน ๔ ชิ้น


       ๒. บ้านพักสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รายที่ ๑ ณ ต.ท่าข้าม อ.เวียงแก่น จากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือ จำนวน ๑ เครื่อง ในบ้านพัก พบรายชื่อบุคคล ไม่มีสถานะทางทะเบียน เอกสารคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย หนังสือรับรองการเกิด คำขอจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนที่มีอายุเกิน ๑๕ปี ที่ดำเนินการแล้วและอยู่ในระหว่สงรอดำเนินการเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซีพียู จำนวน๑ เครื่อง กล้องวงจรปิด จำนวน๓ตัว และอุปกรณ์ความจำ  Memory Card  จำนวน ๔ชิ้น  ๒.บ้านพักสมาชิกอาสารักษาดินแดนรายที่ 1 ณ ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น จากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือจำนวน ๑ เครื่อง ๓ บ้านพักสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนรายที่ ๒ ณ ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่นจากการตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือจำนวน ๑ เครื่อง ๔ .กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเวียงแก่น ณม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จากการตรวจค้นไม่พบเอกสารที่เกี่ยวข้อง  ๕. บ้านพักบุคคล ๓ รายการตำบลโชคชัย อำเภอดอยหลวง  จากการตรวจค้นพบบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนจำนวน ๒ใบและโทรศัพท์มือถือจำนวน ๒ เครื่อง  ๖.ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเวียงแก่นตำบลม่วงยายอำเภอเวียงแก่นจากการตรวจค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำทะเบียนนักเรียนที่มีอักษรG ระหว่างปีการศึกษาพ.ศ ๒๕๖๒ ถึง ๒๕๖๘ได้แก่ใบสมัครเรียนทะเบียนนักเรียนที่มีอักษร  G และผลการเรียนจำนวน ๔๙๑ รายจังหวัดเชียงรายจะดำเนินการยกเลิกถอนจำหน่ายรายการที่ทุจริตทางทะเบียนและตรวจสอบรายการผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ไม่ถูกต้องทั้งหมดรวมดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทุกราย ตลอดโครงการทุจริตทางทะเบียนดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานส่งให้สำนักงานปปง.ดำเนินการตรวจสอบต่อไป
การต่อต้านภัยความมั่นคงครั้งนี้ ยังจะการดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยความละเอียดรอบครอบและตรงไปตรงมา

ทั้งการกำหนดมาตรการในการป้องกับการทุจริตทางทะเปียนและบัตรประจำตัว เพื่ออุดช่องว่างทุจริตทางทะเบียนต่างด้าวเป็นความผิดมูลฐานส่งให้สำนักงานปปง.เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป การแก้ไขระเบียบกฎหมายให้เท่าหันวิธีการทุจริตทางทะเปียนในปัจจุบัน การพัฒนาและเสริมสร้างองค์ความรู้  การต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนนี้จะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยความละเอียดรอบคอบตรงไปตรงมาทั้งการกำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวเพื่ออุดช่องว่างทุจริตโดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจจับความผิดปกติในการดำเนินการพัฒนาและเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่นายทะเบียนอำเภอและนายทะเบียนท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวรวมถึงการปราบปรามทุจริตอย่างเข้มข้นจนกว่าปัญหานี้จะหมดไปจากพื้นแผ่นดินไทยจะไม่ยอมให้ใครมาฉวยโอกาสของงานทะเบียนมาทำร้ายประชาชนแม้แต่รายเดียว.
ธนกฤต วรรมณีผู้สื่อข่าวเชียงรายรายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อบต.หมอเมือง เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร! จัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เสริมความรู้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง นำโดย นายอัศวิน ชินพิเศษ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง จัดโครงการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่ ให้สามารถนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร

ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ

การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร การแจ้งเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา พร้อมสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โดยมีเกษตรกรจากตำบลหมอเมืองและตำบลน้ำปายเข้าร่วมอบรม

ภาพ/ข่าว : สำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม
/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาตมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /เตรียมจัดใหญ่! ก้าวสู่ปีที่ 40 สื่อท้องถิ่นลายครามเมืองน้ำเค็ม ผู้ก้าวทันจากโลกน้ำหมึกสู่โลกดิจิทัล

นายสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ ปรมาจารย์แห่งวงการนักหนังสือพิมพ์ ในฐานะผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ข่าวบูรพา สื่อท้องถิ่นรุ่นเก๋าลายครามประจำจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานตากยุดหนังสือพิมพ์เฟื่องฟูมาสู่ยุคดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการผลิตคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ปรับรูปแบบเรื่อยมาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ย้ำจุดยืนชัดเจนคือ “ฉับไว ทันเหตุการณ์ สะท้อนความจริง“

เจ้าของผลงานข่าวมากมายในฐานะที่ปรึกษากลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐ ภาคตะวันออก เผยต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ข่าวบูรพาเติบโตควบคู่มากับความเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยาและพื้นที่ภาคตะวันออกมาโดยตลอด ทว่าในช่วง 10 ปีหลังสุด วงการสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ (Digital Disruption) ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือพิมพ์รูปเล่ม หันมาบริโภคข่าวสารผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังกล่าว

ทางกองบรรณาธิการข่าวบูรพาจึงได้ปรับเปลี่ยนทิศทางและยุทธศาสตร์ขององค์กร ด้วยการผันตัวเองจากสื่อสิ่งพิมพ์ก้าวเข้าสู่หน้าจอออนไลน์อย่างเต็มตัว มีการพัฒนาศักยภาพทีมข่าวในการรายงานสถานการณ์สด (Live) การนำเสนอข่าวสั้นที่กระชับ และการเข้าถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด

และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 40 ของข่าวบูรพา ทางกองบรรณาธิการได้เตรียมจัดงานฉลองครั้งใหญ่ในครบรอบปีนี้ พร้อมฉลองยอดวิวสุดปังทะลุ 300,000 วิว ในงานเปิดจะมีการเปิดตัวทีมงานข่าวบูรพาอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความพร้อมในการขยายฐานผู้อ่านออนไลน์ ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 นี้ ที่ร้านเซเว่นโฮล์ พัทยาใต้

“เราไม่เคยหยุดพัฒนา 39 ปีที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ และในก้าวต่อไปของข่าวบูรพาบนโลกออนไลน์ เรายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีอย่างดีที่สุดต่อไป“ อาจารย์ครูแห่งวงการสื่อสารมวลชนเมืองพัทยาและสุดยอดตำนานแห่งข่าวบูรพา ระบุ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ลำพูน จับแล้วหนุ่มวัย 22 ปี มือแทงหนุ่มดับคาแคร่หน้าบ้าน

โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน, สั่งการให้ พ.ต.อ.ณัฐพล จันมะโน ผกก.สืบสวน ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.ณัฐวรรธน์ บุญมา ผกก.สภ.ทากาศ พร้อมด้วย จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ลำพูน, จนท.ตร.สภ.ทากาศ ออกสืบสวน ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ กรณีนายสุรินทร์ฯ ถูกทำร้ายร่างกาย (โดยการถูกแทงด้วยอาวุธมีด)

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.69 เวลาประมาณ 21.00 น. ที่บ้านแม่ขนาด ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาจากการตรวจที่เกิดเหตุพบมีดปลอกผลไม้เปื้อนเลือดจำนวน 1 ด้าม ตกอยู่บริเวณทางเข้าห้องครัวและพบหมวกผ้าสีดำ ซึ่งนายเฉลิมพลฯ (ผู้เห็นเหตุการณ์) ซึ่งเห็นคนร้ายสวมหมวกสีดำ ขับขี่รถ จยย. ไม่ทราบยี่ห้อ รุ่น ทะเบียน เดินทางสวนออกมาจากบ้านผู้ตายด้วยท่าทางเร่งรีบมีพิรุธ ยืนยันว่าเป็นหมวกของคนร้ายที่ก่อเกิดคดีนี้ พงส.จึงตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐาน

ต่อมาทราบว่าผู้ก่อเหตุ คือ นายสุขสันต์ฯ อายุ 22 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ใน ต.ทากาศ อ.แม่ทา จ.ลำพูน และมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดจากการตรวจค้นพบ 1.รถ จยย. ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นเวฟ สีดำ-เทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เปรอะเปื้อนคราบเลือด จำนวน 1 คัน, 2.รองเท้าเปรอะเปื้อนคราบเลือดจำนวน 1 คู่, 3.กางเกงขายาวสีดำเปรอะเปื้อนเลือด จำนวน 1 ตัว, 4.เสื้อยึดแขนสั้นสีขาว – เขียว เปรอะเปื้อนเลือด จำนวน 1 ตัว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลำพูน ได้เก็บ DNA มาตรวจสอบและได้เชิญตัวมาที่ สภ.ทากาศฯ เพื่อทำการสอบสวน หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยืนยันการกระทำผิดจึงขออนุมัติศาลออกหมายจับและได้เข้าจับกุม นายสุขสันต์ฯ ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทากาศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

☎️หากพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือพบเห็นอาชญากรรม โปรดแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790…

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สกัดขบวนการค้ายา! ยึดไอซ์ 500 กก. มูลค่ามหาศาล รวบผู้ต้องหา 3 ราย

วันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการจับกุมขบวนการลักลอบค้ายาเสพติดรายสำคัญ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดบึงกาฬ ได้ทำการสกัดจับขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้เปลี่ยนจากรถเก๋งมาใช้รถกระบะในการขนลำเลียงยาเสพติด เพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่


ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 500 กิโลกรัม พร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย และยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง


การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นผลงานสำคัญของการบูรณาการกำลังระหว่างหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนอย่างเข้มข้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดตัวมหกรรม “Wellness Tourism 2026” ดันเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับนานาชาติ ผสานกีฬา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อช่วงวันนี้ (16 มิ.ย.69) ที่ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Wellness Tourism 2026” พร้อมด้วย ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี และ นายสุวิทย์ อินกงลาด ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมแถลงถึงแนวทางการจัดกิจกรรม และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ (Wellness Destination) ที่สำคัญของประเทศไทย และรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในอนาคต

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ชายหาดที่สวยงาม อาหารทะเลคุณภาพสูง รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดมหกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งกลุ่มสินค้า OTOP ภาคเกษตร ประมง และธุรกิจบริการด้านสุขภาพ

สำหรับการจัดงานในปีนี้กำหนดขึ้นใน 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กิจกรรมครั้งที่ 1 ณ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี ระหว่างวันที่ 26–28 มิถุนายน 2569 ภายใต้บรรยากาศชายหาดธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีกิจกรรมเด่น อาทิ ปั่นจักรยานเลียบชายทะเลระยะทาง 40 กิโลเมตร กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และเสวนาด้าน Wellness Economy

ส่วน กิจกรรมครั้งที่ 2 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 จะเน้นกิจกรรมด้านสุขภาพใจและไลฟ์สไตล์คนเมือง อาทิ การแข่งขันวิ่ง Night Run ระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร โซนอาหารเพื่อสุขภาพ นิทรรศการศิลปะและภาพถ่าย ตลอดจนพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะแบบครบวงจร

ภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในรูปแบบ The Sound of Wellness คอนเสิร์ตริมชายหาดและแลนด์มาร์กเมืองท่องเที่ยว ที่รวบรวมศิลปินชื่อดังของประเทศมาสร้างสีสันทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. รวมถึงการแสดงกระบองไฟและโชว์พิเศษสุดตระการตา เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีโซน Therapy & Wisdom ที่รวบรวมอาหารทะเลสดจากชาวประมง สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพจากชุมชน รวมถึงศาสตร์การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และบริการสปาเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสมิติของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์คาดการณ์ว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วประเทศและต่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทได้ฟรีตลอดการจัดงาน.

///////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ส่งไม่ถึงปลายทาง! นรข.บ้านแพง สกัดขบวนการค้ายาข้ามชาติ ตรวจยึดไอซ์ 100 กิโลกรัม ริมฝั่งแม่น้ำโขงท่าอุเทน

นครพนม – หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านนาข่าท่า หมู่ 7 ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ขณะที่ผู้ลักลอบขนยาอาศัยความมืดหลบหนีกลับไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บังคับบัญชาหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม โดย ว่าที่ ร.อ.เพชรนคร ผิวขำ หัวหน้าสถานีเรือบ้านแพง ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามาส่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่บ้านนาข่าท่า จึงสั่งการให้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าซุ่มเฝ้าตรวจและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

กระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ใช้กล้องตรวจการณ์สังเกตพบเรือกีบเพลายาวติดเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ มีบุคคลอยู่ภายในเรือ 2 คน แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทย ก่อนเข้าเทียบริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณบ้านนาข่าท่า จากการเฝ้าสังเกตพบชายต้องสงสัยนำวัตถุบางอย่างขึ้นจากเรือและนำไปวางไว้ในป่าหญ้าริมฝั่ง ก่อนรีบกลับลงเรือและแล่นกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทันที

เจ้าหน้าที่จึงประสานกำลังสนับสนุนทางบกเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย จนพบกระสอบต้องสงสัยห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 1 กระสอบ วางซุกซ่อนอยู่ภายในป่าหญ้าริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเปิดตรวจสอบพบภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบและจัดทำบันทึกการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน

ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมาตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีเรือบ้านแพง ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าของกลางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แนวแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางส่งผ่านเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและสกัดกั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและทั่วประเทศ
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นครพนม #นรข #นรขนครพนม #สถานีเรือบ้านแพง #ท่าอุเทน #แม่น้ำโขง #ยาเสพติด #ไอซ์300กิโลกรัม #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวนครพนม #ชายแดนไทยลาว #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “Hongsa Power จับมือ REPCO NEX ลงนาม MOU สานความร่วมมือยกระดับศักยภาพการดำเนินงานสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน”

วันที่ 29 พฤษภาคม 2026 บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด (Hongsa Power) และ บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด (REPCO NEX) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ อาคารหงคำไซยาคาน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา แขวงไชยะบูลี สปป. ลาว เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคนิคและธุรกิจ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่

ในการลงนามครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณคทายุทธ์ ชูพูล กรรมการผู้จัดการ และ คุณสุรวุฒิ โกสินตระกูลชัย รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงไฟฟ้า บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด ร่วมลงนามกับ ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ และ คุณวริทธิ์ กฤตผล Director – Business Solutions & Commercial

บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตลอดจนพนักงานจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล

นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความน่าเชื่อถือ การบริหารความเสี่ยง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องและการบำรุงรักษา เสริมสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสาในระยะยาว

บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของสององค์กรชั้นนำเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ความเป็นเลิศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ทั้งสองประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ

ในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยมุ่งส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรไทยอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกุมยาเสพติด 4 คดี ผู้ต้องหา 7 คน ยาบ้า 864,920 เม็ด , ไอซ์ 540 กิโลกรัม , คีตามีน 533 กิโลกรัม หอประชุม ตำรวจภูธรจ.เชียงราย

✨ วันนี้( 15 มิ.ย. 2569) เวลา 13.00 น. พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย พร้อมด้วย นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย , พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จว.เชียงราย ฝ่ายทหาร,ฝ่ายปกครอง ,สำนักงานเลขาธิการ ปปส. , ปปส.ภ.5 ,หน่วยร่วมปฏิบัติฯ ,และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง

ร่วมแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี ผู้ต้องหา 7 คน ของกลาง ยาบ้า 864,920 เม็ด , ไอซ์ 540 กิโลกรัม , คีตามีน 533 กิโลกรัม ณ ห้องประชุมใหญ่ หอประชุมตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายมีการแถลงผลการจับกุม 4 ยาเสพติดคดีสำคัญดั้งนี้
🚨1. สภ.เทิง จว.เชียงราย บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณหน้าจุดตรวจตับเต่า ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 คน พร้อมด้วยของกลาง

ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 20 กระสอบ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 540 ก.ก. และ
ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (คีตามีน) จำนวน 19 กระสอบ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 523 ก.ก.
รถยนต์กระบะ 2 คัน (รถบรรทุกยาเสพติด และรถนำทาง)
เหตุเกิด บริเวณหน้าจุดตรวจตับเต่า ต่อเนื่อง สุสานบ้านต้นเขือง ถนนสาธารณะเทิง-ภูชี้ฟ้า ม.4 ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 00.10 น. ต่อมาสามารถสืบสวนขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดได้อีกจำนวน 3 คน

🚨2. สภ.เมืองเชียงรายตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณถนนเลี่ยงเมืองฝั่งทิศตะวันตก (หน้าวิทยาลัยเชียงราย) ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลาง
ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 294,320 เม็ดรถยนต์กระบะ1 คันเหตุเกิด บริเวณ จุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด ถนนเลี่ยงเมืองฝั่งทิศตะวันตก (หน้าวิทยาลัยเชียงราย) ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย เมื่อวันที่6 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 19.45 น. อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลการจับกุม

🚨3.สภ.แม่จัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม -ท่าข้าวเปลือก หมู่ที่ 7ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จันจังหวังเชียงรายสามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน (เป็นเยาวชนอายุ 14 และ 16 ปี)พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 200,000 เม็ดรถจักรยานยนต์ 2 คัน

เหตุเกิดบริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม-ท่าข้าวเปลือกหมู่ที่7 ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 8มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. ประสานชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.เชียงราย ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหารอรับปลายทางได้ที่บริเวณอาคารร้างวัดห้วยปลากั้ง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ตรวจค้นบ้านเช่าพบยาบ้าของกลางอีกจำนวนประมาณ 370,000 เม็ด คีตามีน10 ก.ก. บรรจุกล่องพัสดุ เตรียมฝากส่งทางพัสดุ(คดีที่ 4)

🚨4.สภ.แม่จัน – สภ.แม่ยาว สืบเนื่องจากกรณี เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน2569 เวลาประมาณ 07.30 น. สภ.แม่จัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติด บริเวณบนถนนทางหลวงชนบทบ้านสันโค้งงาม – ท่าข้าวเปลือก หมู่ที่ 7ต.จอมสวรรค์ อำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 200,000 เม็ดรถจักรยานยนต์2 คัน

จากการซักถามขยายผลทราบว่ายาบ้าดังกล่าวจะนำไปส่งให้ผู้รับบริเวณอาคารร้างวัดห้วยปลากั้ง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จึงประสานงานกับชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.เชียงราย เข้าทำการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่มารอรับยาเสพติดได้อีก 2 คน อายุ 23 ปี และ 17 ปี จากนั้นได้นำตัวไปค้นบ้านเช่าในเขตพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย

พบของกลางยาบ้าอีกจำนวนประมาณ 370,000 เม็ด และคีตามีน อีกจำนวนประมาณ 10 ก.ก. บางส่วนใส่กล่องพัสดุ เตรียมจัดส่งทางบริษัทรับส่งพัสดุไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศต่อไป เหตุเกิดบริเวณอาคารร้าง วัดห้วยปลากั้ง ต่อเนื่องห้องเช่า ต.แม่ยาวอ.เมืองเชียงรายฯ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 10.40 น.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จากคำอธิษฐานสู่ข่าวเศร้า พบร่าง “ขาวพอน” ลอยติดฝั่งโขง น้องสาวจำได้จากผมขาว-ชุดขาว สุดสะเทือนใจ

มุกดาหาร/สะหวันนะเขต – ปิดฉากภารกิจค้นหาที่ยาวนานกว่า 9 วัน หลังมีผู้พบร่างของ นางขาวพอน พิมมะจัก อายุ 33 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ที่กระโดดจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ลงสู่แม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 โดยญาติยืนยันว่าเป็นร่างของนางขาวพอนอย่างแน่นอน จากลักษณะเส้นผมสีขาว ชุดสีขาว และกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้พบร่างหญิงเสียชีวิตลอยมาติดอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านวัดท่าโพ เมืองไซพูทอง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว หลังจากเจ้าหน้าที่ หน่วยกู้ภัย และญาติพี่น้อง ระดมค้นหาตามแนวแม่น้ำโขงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตสวมชุดยาวสีขาวในลักษณะนอนคว่ำหน้าอยู่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขง ก่อนที่ญาติจะเดินทางไปตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นร่างของ นางขาวพอน พิมมะจัก ที่สูญหายไปหลังจากกระโดดลงจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

นางแขก พิมมะจัก น้องสาวของนางขาวพอน เปิดเผยว่า ครอบครัวสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ทันทีที่เดินทางไปถึงจุดพบร่าง แม้ว่าสภาพร่างจะเปลี่ยนแปลงไปจากการลอยอยู่ในแม่น้ำหลายวันก็ตามโดยนางแขกยืนยันว่า จำพี่สาวได้จากลักษณะเส้นผมที่มีสีขาวบางส่วน ชุดสีขาวที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ รวมถึงกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่พี่สาวสวมใส่อยู่เป็นประจำ

“ตอนที่เห็นร่าง พวกเราจำได้ทันทีว่าเป็นพี่ขาวพอน เพราะทั้งเส้นผมสีขาว ชุดที่ใส่ และกำไลที่ข้อเท้าทั้งสองข้างตรงกับที่พี่ใส่ในวันเกิดเหตุ” นางแขกกล่าวด้วยความโศกเศร้านางแขกกล่าวอีกว่า แม้ครอบครัวจะเสียใจอย่างมากกับการสูญเสียครั้งนี้ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่อย่างน้อยได้พบร่างของพี่สาวกลับคืนสู่ครอบครัว หลังจากเฝ้ารอและออกค้นหามานานหลายวัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นางแขก พร้อมด้วยญาติพี่น้อง ได้เดินทางมายังศาลพ่อปู่พญานาคอนันตนาคราช ใต้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อบนบานและอธิษฐานขอให้ได้พบร่างของพี่สาวภายในวันที่ 14 หรือ 15 มิถุนายนวันดังกล่าว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับสมาคมการค้าท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร ได้จัดพิธีบวงสรวงองค์ปู่อนันตนาคราช โดยมี พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธี

นางแขกเปิดเผยว่า ระหว่างเดินทางมาบนบาน ได้รับแจ้งจากชาวประมงในพื้นที่ว่ามีกลิ่นคล้ายศพโชยออกมาจากบริเวณดอนโพนสะหวัน ริมแม่น้ำโขงฝั่ง สปป.ลาว จึงได้เดินทางไปตรวจสอบหลังเสร็จสิ้นพิธี แต่ยังไม่พบร่องรอยของพี่สาวกระทั่งในเช้าวันที่ 15 มิถุนายน ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบร่างหญิงเสียชีวิตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านวัดท่าโพ เมืองไซพูทอง ก่อนที่ญาติจะเดินทางไปตรวจสอบและยืนยันตัวบุคคล

ตลอดช่วงเวลาการค้นหา ครอบครัวของนางขาวพอนไม่เคยยุติความพยายาม โดยก่อนหน้านี้นายแจ็คกี้ พิมมะจัก น้องชายของผู้เสียชีวิต ได้เปิดเผยว่า นางขาวพอนเป็นเสมือนแม่คนที่สอง เป็นผู้คอยดูแล สั่งสอน และเป็นเสาหลักสำคัญของครอบครัว ทำให้การจากไปของเธอสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่คนในครอบครัวภายหลังการยืนยันตัวบุคคล ญาติได้นำร่างของนางขาวพอนกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่ป่าช้าบ้านนานกเขียน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่ามกลางความอาลัยของ

ครอบครัว ญาติพี่น้อง และผู้ที่เคยรู้จัก โดยมีกำหนดประกอบพิธีฌาปนกิจศพในวันพรุ่งนี้การพบร่างของนางขาวพอนในครั้งนี้ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจค้นหาที่ดำเนินมาตลอด 9 วัน และปิดฉากการรอคอยอันยาวนานของครอบครัว แม้ผลลัพธ์จะเป็นข่าวเศร้า แต่ก็ทำให้ญาติพี่น้องสามารถนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาและส่งเธอเป็นครั้งสุดท้ายตามประเพณี
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ขาวพอนพิมมะจัก #ຂາວພອນພິມມະຈັກ #ເມືອງໄຊພູທອງ #นางขาวพอน #มุกดาหาร #สะหวันนะเขต #แม่น้ำโขง #สะพานมิตรภาพไทยลาว2 #เมืองไซพูทอง #บ้านวัดท่าโพ #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวอีสาน #ชายแดนไทยลาว #สิ้นสุดการค้นหา #ข่าวเศร้าสะเทือนใจ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สกัดแก๊งขนกระเทียมเถื่อนจากลาว! นรข.ตรวจยึดกระเทียมลักลอบนำเข้า 560 กิโลกรัม พร้อมเรือเหล็ก

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำกระเทียมจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ นรข.สถานีเรือมุกดาหาร จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดต้องสงสัยในการลักลอบขนถ่ายสินค้า

เมื่อเดินทางไปถึงพื้นที่ พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนเข้าจอดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง จากนั้นมีกลุ่มบุคคลจำนวนหลายคนช่วยกันลำเลียงกระสอบสินค้าขึ้นจากเรือมายังฝั่งไทย เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มผู้ลักลอบและคนขับเรือเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความชำนาญเส้นทางและพื้นที่โดยรอบ หลบหนีไปได้อย่างรวดเร็ว

จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุในกระสอบจำนวน 28 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 560 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังพบเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 1 ลำ ที่ใช้เป็นพาหนะในการลักลอบขนส่งสินค้า

เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดกระเทียมทั้งหมดพร้อมเรือของกลาง ก่อนนำกลับไปยังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ นรข. ยังคงเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงการกระทำความผิดข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรข #นรขมุกดาหาร #กระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #แม่น้ำโขง #ชายแดนไทยลาว #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #ศุลกากร #สะหวันนะเขต #บางทรายใหญ่ #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / โครงการส่งเสริม ระบบการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ปีงบประมาณ 2569

วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิด โครงการส่งเสริมความยั่งยืนในการพัฒนาคุณภาพระบบการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ ปีงบประมาณ 2569 โดยคุณนันทวรรณ แสงโสภิต รองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวรายงาน โครงการ ได้รับเกียรติจาก ดร.ภัทรารัตน์ ตันนุกิจ นายกสมาคมเครือข่ายพยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และคณะ ร่วมเป็นวิทยากร เพื่อพัฒนาคุณภาพการพยาบาล และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการให้สารน้ำ ยา และเลือด ทางหลอดเลือดดำ (Intravenous therapy) ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตชด.2344 สกัดยานรกริมโขง! ยึดยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกกระสอบทิ้งริมหนองน้ำดอนตาล มุกดาหาร

มุกดาหาร – เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อย ตชด.2344 สนธิกำลังออกลาดตระเวนตรวจพื้นที่แนวชายแดน ก่อนตรวจพบยาบ้าจำนวนมหาศาลถูกซุกซ่อนไว้บริเวณริมหนองน้ำในพื้นที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 200,000 เม็ด คาดเป็นยาเสพติดที่ขบวนการค้ายารายใหญ่เตรียมลำเลียงส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ภายใต้การอำนวยการของ ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23, พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รองผู้กำกับการ ตชด.23, พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รองผู้กำกับการและหัวหน้ากองร้อย

ตชด.234 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234 ได้สั่งการให้ ร.ต.ท.บุญทรง อาจวิชัย ผู้บังคับหมวด ตชด.2344 พร้อมกำลังพลรวม 14 นาย ออกปฏิบัติภารกิจเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมหนองน้ำ บ้านตาลรุ้ง หมู่ 12 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ห่างจากเทศบาลดอนตาลผาสุกไปทางทิศตะวันออกประมาณ 150 เมตร พบกระสอบต้องสงสัยถูกนำมาซุกซ่อนเอาไว้ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดพบภายในบรรจุยาบ้าจำนวนประมาณ 200,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบผู้ครอบครองหรือแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดได้นำมาพักคอยไว้ในพื้นที่เพื่อรอการลำเลียงส่งต่อไปยังเครือข่ายในพื้นที่ตอนใน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและยึดไว้ได้เสียก่อน

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล เพื่อดำเนินการสืบสวนขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว อรรครัตน์-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า200000เม็ด #ตชด2344 #ดอนตาล #มุกดาหาร #สกัดยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ชายแดนไทยลาว #ยานรก #ตชด23 #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เพุทธศาสนิกชน ร่วมงานทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ 70 ปี 50 พรรษา พระเดชพระคุณพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจ.น่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองอย่างคับคั่ง

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ พุทธสถานเมตตาธรรมานุสรณ์ วัดมิ่งเมือง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พุทธศาสนิกชนร่วมงานทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ 70 ปี 50 พรรษา พระเดชพระคุณพระสุนทรมุนี (หลวงพ่อเจ้าคุณเสน่ห์ ฐานสิริ) รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง

โดยมี พระราชศาสนาภิบาล (ดิเรก วชิรปญฺโญ, ป.ธ.๙) เจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดพญาภู พระอารามหลวง เป็นประธานสงฆ์ พระราชนันทวัชรบัณฑิต พระครูสิรินันทวิทย์ รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายบรจงขุนเพชร นางวิไลวรรณ บุดาสา นางสาวณัทยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

พล.ต.ต.ดเรศกัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน คุณพ่อไพศักดิ์ หงสุวรรณ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมลตรีเมืองน่าน ว่าที่ ร.อ.ณัฐ เธียรสูตร รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน นางภัทรภรณ์ ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน นายสุเมษ สายสูง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน

พ.อ.ดร.พงศ์ศริ พงศ์อาริยะมงคล นายธนกร รัชตานนท์ หัวหน้าส่วนราชการ คณะศรัทธาพุทธศาสนิกชน คณะญาติโยมอุปถัมภ์ คณะศิษยานุศิษย์ในพระเดชพระคุณพระสุนทรมุนี เข้าร่วมพิธีฯงานมงคลนี้ได้มีพิธีบรรพชาอุปสมบาทพระภิกษะจำนวน13 รูปซึ่งตรงกับวันเกิดของพระเดชพระคุณท่านหลวงพ่อพระสุนทรมุนี

พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระสุนทรมุนี ดร. (เสน่ห์ ฐานสิริมหาเถระ) รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน และเจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง เป็นพระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและการศึกษาในจังหวัดน่านอย่างยิ่ง โดยนอกจากดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดน่านและเจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

และเป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน รวมถึงงานสาธารณสงเคราะห์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เนื่องในวาระอายุวัฒนมงคลครบ 70 ปี 50 พรรษา คณะศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนชาวน่านได้ร่วมกันจัดงานทำบุญและจัดพิธีสืบชะตาหลวงเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยบรรยากาศภายในงานจึงเต็มไปด้วยความ

เลื่อมใสศรัทธาและความปลาบปลื้มยินดีของพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคมฯ รายงาน
น่าน พุทธศาสนิกชนร่วมงานทำบุญอายุวัฒนมงคล ครบ 70 ปี 50 พรรษา พระเดชพระคุณพระสุนทรมุนี (หลวงพ่อเจ้าคุณเสน่ห์ ฐานสิริ) รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองอย่างคับคั่ง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รวบเบิร์ดซ่อมได้ พร้อมพระ3รูป คากุฎิของกลางยาบ้าและอุปกรณ์ครบครัน

ป้องกันจังหวัดสมุทรสาครร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาบุกจับพระ3รูปพร้อมยาบ้าคากุฎิ ซัดช่างซ่อมศาลาริมน้ำเอายาบ้ามาขายให้บอกลองเสพดูแล้วจะติดใจ วันที่13 มิถุนายน พ.ศ.2569 นายวุฒิไกร สีสันต์ ป้องกันจังหวัดสมุทรสาคร

ได้สั่งการให้ เรือตรี นิติพัฒน์ ซื่อดี ผู้ช่วยป้องกันจังหวัดนำกำลังอส. กองร้อยบังคับการ ประสานความร่วมมือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบวัดแห่งหนึ่งในตำบลนาโคก จังหวัดสมุทรสาคร หลังสืบทราบมาว่า มีหัวจ่ายยาบ้ารายหนึ่ง ไปอยู่ที่วัดดังกล่าวแล้วแอบขายยาบ้าให้กับพระภายในวัด

เมื่อกำลังไปถึงจึงเข้าตรวจสอบตามกุฎิเป้าหมายที่ได้รับแจ้ง พบว่ามีทั้งยาบ้าและอุปกรณ์การเสพครบครันอยู่ภายในกุฎิของพระทั้ง 3รูป โดยพระทั้ง3รูปยอมรับว่าได้เสพยาบ้าจริง หนึ่งในพระทึ่เสพยาเล่าว่า ได้บวชพระมา8พรรษาแล้ว ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อนเลย พอดีช่วงนี้มีนายเบิร์ดเป็นช่างมาซ่อมแซมศาลาริมน้ำของทางวัด เอายาบ้ามาให้ลองเสพดูบอกว่าลองแล้วจะติดใจ จึงได้ลองเสพดู

หลังได้ยินคำซัดทอดว่าหัวจ่ายยาบ้ารายนี้อยู่ที่ไหนทางเจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลรีบนำกำลังไปยังศาลาริมน้ำตามที่พระซัดทอดมาพบ นายเบิร์ดช่างคนดังกล่าวกำลังซ่อมห้องน้ำอยู่ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ถึงกับตกใจมีพิรุธเหงื่อแตกหน้าถอดสี เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวนหนึ่งอยู่ในถุงสีดำ ราย

เบิร์ดยอมรับแต่โดยดีว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเองพร้อมกับมีการแอบขายยาบ้าให้กับพระภายในวัดด้วย
ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมนายเบิร์ดช่างซ่อมวัดพร้อมกับพระที่เสพยาบ้าและของกลางทั้งหมดมาส่งให้พนักงานสอบสวนสภ.บางโทรัดเพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ชุมพร-ฮือฮาทั้งประเทศ! เปิดตำนานลี้ลับ “เจ้าแม่ร้านตัดผม” คอหวยแห่ร่วมพิธีบวงสรวงใหญ่-เผยเลขเด็ดลุ้นรวย!

ชาวบ้านขนลุกซู่! เผยเรื่องเล่าปี 2500 หญิงชุดไทยนั่งหวีผมที่ธารน้ำป่าดงดิบ เตรียมย้ายศาลติดถนนใหญ่รองรับสายมูทั่วทิศ 18 มิ.ย. นี้เปิดระดมทุนสร้างศาลาใหม่!ชุมพร (กระแสศรัทธาแรงกล้า)– ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. 2569 ณ โรงเรียนบ้านร้านตัดผม หมู่ที่ 4 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้เกิดปรากฏการณ์คลื่นมหาชนและหลั่งไหลเข้าร่วมพิธีบวงสรวงสุดเข้มขลัง “เจ้าแม่บ้านร้านตัดผม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังระดับตำนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังศรัทธาและกลิ่นอายความลี้ลับ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยมี ว่าที่ร้อยตรี วิชิต สุขประวิทย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านตัดผม และ นายกิตติ เทพเต็ม อดีตนายก อบต.สองพี่น้อง ร่วมเป็นประธาน นิมนต์ พระสิริชัย จารุวรรณโณ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์บ้านร้านตัดผม มาประกอบพิธีสงฆ์ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายพิพัฒน์ นำพา ปราชญ์ชาวบ้านชื่อดัง ทำหน้าที่เป็นเจ้าพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดินและสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่มาร่วมงานนับร้อยคนที่รอลุ้นโชคลาภ

เครื่องบวงสรวงสุดแปลก! เครื่องสำอาง-กระจก-หวี เต็มโต๊ะพิธี
ไฮไลต์สำคัญที่ทำเอาผู้ร่วมงานตาโต คือเครื่องเซ่นไหว้ที่แตกต่างจากที่อื่น นอกจากผ้าแพร 3 สี 7 สี และผลไม้มงคล (กล้วยน้ำว้า, ส้ม, สับปะรด, แอปเปิ้ลแดง) ขนมไทยทองหยิบทองหยอดแล้ว ยังมีการนำ “เครื่องแต่งกาย-เครื่องประดับ ชุดไทย แป้งพัฟ ลิปสติก น้ำหอม ครีมบำรุงผิว กระจก และหวี” มาถวายจนเต็มปะรำพิธี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความงามและชื่อ “ร้านตัดผม” พร้อมการร่ายรำบวงสรวงอ่อนช้อยงดงามถวายแด่ทวยเทพ

เปิดตำนานเร้นลับปี 2500 หญิงชุดไทยนั่งหวีผมกลางป่าดงดิบ
นายกิตติ เทพเต็ม อดีตนายก อบต.สองพี่น้อง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงตำนานชวนขนลุกว่า ในอดีตราวปี พ.ศ. 2480 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นป่าดงดิบรกทึบ ชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกเก็บของป่าได้พบสิ่งอัศจรรย์บริเวณธารน้ำติดหมู่บ้าน เป็นลานหินกว้างที่มีเก้าอี้

หินธรรมชาติสัณฐานคล้าย “เก้าอี้ตัดผมโบราณ” ตั้งอยู่บนแท่น และยังมีก้อนหินรูปร่างคล้าย “กรรไกรและหวี” ตั้งอยู่ข้างกัน
“ที่น่าตกใจคือ อดีตมีชาวบ้านเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ มานั่งหวีผมอยู่บนเก้าอี้หินตัวนั้นอยู่บ่อยครั้ง จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า ‘เจ้าแม่ร้านตัดผม’ และกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่โรงเรียนเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ” นายกิตติ กล่าว

สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคใต้ ใครมาบนบานศาลกล่าวเรื่องการค้าขาย สมัครงาน หรือขอโชคลาภเลขเด็ด ต่างประสบความสำเร็จสมหวังกันถ้วนหน้า จนของแก้บนอย่างเครื่องสำอางและกระจกมีผู้นำมาถวายไม่ขาดสาย
เตรียมย้ายศาลรับคลื่นมหาชนสายมู 18 มิ.ย. นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก จนสถานที่เดิมในโรงเรียนเริ่มคับแคบ คณะกรรมการสถานศึกษาและชาวบ้านจึงมีมติเตรียมอัญเชิญ “เจ้าแม่บ้านร้านตัดผม” ไปประดิษฐาน ณ ศาลาหลังใหม่บริเวณด้านหน้าโรงเรียน ซึ่งติดกับถนนทางหลวงชนบทสายอ่างทอง – บ้านพละ เพื่อให้ประชาชนและนักแสวงโชคเดินทางมาสักการะได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ใน วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดกิจกรรม “จิบน้ำชา มหากุศล” เพื่อระดมทุนสร้างศาลาประดิษฐานตัวจริง จึงขอเชิญชวนสายบุญและสายมูทั่วประเทศร่วมแรงร่วมใจสืบสานพลังศรัทธาในครั้งนี้ โดยหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงวันนี้ บรรดาคอหวยต่างไม่พลาดพากันส่องเลขเด็ดจากธูปมงคลและสิ่งของในพิธี เพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดนี้กันอย่างคึกคัก!

///เอกชนะ นวนละมัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ZEEKR PRIMUS เปิดบ้านต้อนรับ ZEEKR CLUB THAILAND ตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตรฐานบริการ

มีรายงานว่า ZEEKR PRIMUS ในเครือ PRIMUS GROUP ได้จัดงาน X-PERIENCE DAY เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ต้อนรับสมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ร่วมสัมผัสประสบการณ์การบริการแบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม และสร้างการรับรู้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ภายในงาน คณะผู้บริหาร ZEEKR PRIMUS นำโดย นายศราวิช ไชยมังกร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมโชว์เทคโนโลยีการซ่อมบำรุงและดูแลรถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานระดับสูง โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่พร้อมให้บริการในทุกด้าน

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ZEEKR PRIMUS ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว การมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการที่มีศักยภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่เหนือระดับในระยะยาว

นายศราวิช กล่าวว่า เรามุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการในทุกมิติให้แก่ลูกค้า โดยการออกแบบและพัฒนาให้ ZEEKR HOUSE PRIMUS ราชพฤกษ์ เป็น FLAGSHIP SHOWROOM แห่งสำคัญ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อมอบการบริการและดูแลลูกค้ารถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ทั้งการจำหน่าย อะไหล่แท้ และการบริการหลังการขาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่เหนือระดับ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถ ZEEKR ในอนาคต

การเปิดบ้านในครั้งนี้ ทำให้สมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ได้สัมผัสขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยตอกย้ำความมั่นใจได้อย่างดี เพราะเราเชื่อว่า ประสบการณ์ด้านบริการหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญของการครอบครองรถยนต์ในระยะยาว

สำหรับ ZEEKR HOUSE PRIMUS สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานระดับสูงตาม CI ของบริษัทแม่ ภายใต้การบริหารงานของ PRIMUS GROUP กลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์ในธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมุ่งมั่งในการยกระดับมาตราฐานการบริการที่เหนือระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาณ อุโบสถวัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อ.ท่าช้าง อ.สิงห์บุรี

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 13.20 น #ท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย #พระวัชรสิงหบุราจารย์ รักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี. คณะสงฆ์พระสังฆาธิการจังหวัดสิงห์บุรี.

โดย #นายวราดิศร_อ่อนนุช #ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี

พร้อมนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีทั้งสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าศาล หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ อบต ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงาน และประชาชน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภายในพิธี ประธานในพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป ลงนามถวายความอาลัย และประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมถวายน้ำสรงพระศพตามลำดับ

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้มีประกาศ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า

พระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งสำนักพระราชวังได้แถลงอาการให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ต่อมา วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) อันเกิดจากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ร่วมกับภาวะความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ และการแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ

แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดและสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 4

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / หนีไม่รอด! 2นักบินตระการฯ ซิ่งเก๋งขนยาบ้า 1.76 แสนเม็ดหนีด่าน! สุดท้ายเสียหลักชนเกาะกลาง รวบไว้ได้ ขยายผลถึงผู้บงการ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับชุดข่าวกองกำลังสุรนารี และสน.เรือเขมราฐ จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 176,000 เม็ด หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

พ.ต.ต.ธนชัย ชมภูโคตร สว.(สอบสวน) สภ.เขมราฐ เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากสายลับว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อมาสด้า สีขาว ทะเบียน ขค 1525 อุบลราชธานี เป็นพาหนะในการขนยาเสพติด จึงรายงานให้ พ.ต.อ.อดุลย์ สุรำไพ ผกก.สภ.เขมราฐ ทราบ ก่อนประสานกำลังร่วมกับชุดข่าวกองกำลังสุรนารี วางแผนสกัดจับ

ต่อมาเวลาประมาณ 00.15 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยวิ่งเข้ามาในพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่ผู้ขับขี่พยายามเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด กระทั่งรถคันดังกล่าวเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนน ทำให้สามารถเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายอิทธิพล ศรีโนทัย อายุ 35 ปี ชาวตำบลโนนกุง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี และนายออส อ่อนคำวงค์ อายุ 46 ปี ชาวตำบลท่าหลวง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี

จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบบรรจุยาบ้าจำนวน 1 กระสอบ ภายในมียาบ้ารวม 88 มัด หรือประมาณ 176,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุและโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขมราฐ เพื่อขยายผลหาเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า176000เม็ด #จับยาเสพติด #สภเขมราฐ #อุบลราชธานี #กองกำลังสุรนารี #ข่าวอาชญากรรม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าววันนี้ #ยาเสพติด #ตำรวจไทย #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ผบช.ภ.5 นำข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น.
พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.สันติ กองสมัคร

ผบก.กค.ภ.5 และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.5
ร่วมพิธีถวายน้ำสรงพระศพ และลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์

โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน พร้อมด้วยข้าราชการทุกภาคส่วน และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงเพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกษตรจ.น่าน ประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ และเจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต

จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569 ณ แปลงใหญ่ลำไยตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โดยมี นายสมรรถพล ขอดเตชะ ประธานศพก.ระดับจังหวัด จังหวัดน่าน และนายรัฐภูมิ ขันสลี ประธานแปลงใหญ่ระดับจังหวัด จังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวางแผนแนวทางการขับเคลื่อน ศพก.

ให้มีศักยภาพ เข้าสู่กระบวนการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด การรายงาน การดำเนินงานปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และแปลงใหญ่

ในพื้นที่ 15 อำเภอ และดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด (ชุดใหม่)/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน
เกษตรจังหวัดน่าน จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธียกฉัตรทอง ยอดพระธาตุหลวงศรีแม่จริม

เมื่อวันที่12 มิถุนายน 2569 ณ พระธาตุหลวงศรีแม่จริม บ้านห้วยซ้อ ต.หมอเมือง อ.แม่จริม จ.น่าน พระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธียกฉัตรทองยอดพระธาตุหลวงศรีแม่จริม

โดยมีนายเชาวฤทธิ์ บุดาสา นายอำเภอแม่จริม ประธานพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยศาสนพิธีกร นำกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย และอาราธนาศีล พระเดชพระคุณพระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจังหวัดน่าน ให้ศีล ศาสนพิธีกร อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์ 31 รูป เจริญพระพุทธมนต์

พระคุณท่านพระครูพิพิธนันทคุณ เจ้าคณะตำบลหมอเมือง
เจ้าอาวาสวัดห้วยซ้อ ประธานดำเนินการจัดงาน ฝ่ายสงฆ์
ถวายรายงานพระเดชพระคุณพระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจังหวัดน่าน

วัดพญาภู พระอารามหลวง ประกอบพิธีเจิม ฉัตรทอง
พระเดชพระคุณพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน วัดมิ่งเมืองพระเดชพระคุณพระราชนันทวัชรบัณฑิต รองเจ้าคณะจังหวัด

น่าน วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ผู้แทนพระคุณท่านพระครูสุชัยธรรมนันท์ (ครูบาธรรมชัย)เจ้าอาวาสวัดศรีพันต้น นำ
เจ้าภาพสร้าง ฉัตรทอง อันมี คุณชูเกียรติ ตั้งเลิศสัมพันธ์ พร้อม
ด้วยครอบครัว กรุงเทพฯ

คุณประสิทธิ์ สูงสว่าง พร้อมด้วยครอบครัว กรุงเทพฯ – น่าน คุณไพศักดิ์ หงษ์ศรีสุวรรณ พร้อมด้วยครอบครัว กรุงเทพฯมี นายมานพ กันใจมา สอบจ.เขตอำเภอแม่จริม ทีมงข่าสมาคม

สื่อมวลชนจังหวัดน่าน ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น คณะศรัทธาชาวอำเภอแม่จริม อำเภอเมืองน่าน ร่วมพิธีจำนวนมาก/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน /ทีมข่าวสมาคม สื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัว!! “เอกฤทธิ” ผู้สมัคร ส.ก.เขตลาดกระบัง เบอร์ 4 ลงพื้นที่พบปะรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่

วันนี้ (9 มิ.ย.69) เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกฤทธิ เจียกขจร ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (เขตลาดกระบัง) เบอร์ 4 สังกัดอิสระ พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่พบปะรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชน และฝากเนื้อฝากตัวในเขตพื้นที่ ชุมชนริมคลองบัวขาว แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดนโยบายให้พี่น้องได้รับฟัง “สุจริต โปร่งใส เข้าใจปัญหา พัฒนาทั่วถึง อิสระ ทำงานง่าย” การทำงานที่ผ่านมา

• อดีตประธานชุมชนศีลาภิรัตอุปถัมภ์
‎• อดีตคณะกรรมการบริหารเครือข่าย สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เขตลาดกระบัง นายเอกฤทธิ เปิดเผยว่า ครั้งนี้ผมเอาจริง จึงลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง เพื่อขออาสาเข้ามาพัฒนาบ้านเมืองชุมชน เขตลาดกระบัง ให้ยั่งยืน และ เป็นชุมชนที่มีความสะอาด สะดวก เส้นทางสบายในการขับเข้าออก อยู่ที่พี่น้องจะเลือกหรือไม่ ไม่เลือกไม่เป็นไร เพราะผมก็จะทำเพื่อประชาชนในเขตลาดกระบัง

ถ้าเลือกผมเข้าไปผมอยากพัฒนาคือทุกวันนี้ ประชาชนยังเดือนร้อน ผมจึงเห็นประชาชนไร้ที่พึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาถนนทางเข้า-ออก ระบบน้ำเน่าเสียเป็นบางช่วง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ สะพานเดินเท้าริมคลองชำรุดเสียหาย ปัญหา PM 2.5 จึงอยากจะเข้ามาแก้ไขและพัฒนาชุมชน เพื่อให้ประชาได้สะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวันต่อไป. ทั้งนี้ เลือกตั้ง ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร บัตรสีเขียว และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร บัตรสีชมพู โดยจะเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 17.00 น. นี้

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีว / สส.เขต 3 ประจวบฯ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ รณรงค์ ทำหมันหมา แมว เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ประจวบฯ เขต 3 พุ่งเป้า 1,000 ตัว ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน

วันที่ 8 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิด

โครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบไปด้วย ( อ.เมือง ( ต.ห้วยทราย ) อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย )

โดยมี นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์ เขต 7 นายสัตวแพทย์จามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายลือศักดิ์ สุทธิธรรม ปศุสัตว์อำเภอทับสะแก พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลทับสะแก หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ พนักงานเทศบาล และชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงมารับบริการร่วมให้การต้อนรับ

นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดภาระพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ และลดค่าใช้จ่าย ตนเอง

จึงประสานไปยัง กรมปศุสัตว์ เพื่อจัดโครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้นครั้งที่ 1 ที่เทศบาลตำบลทับสะแก และวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ อบต.บางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.ที่ อบต.กำเนิดนพคุณ วันจันทร์ที่ 29

มิ.ย.ที่ อบต.ร่อนทอง และที่ อบต.ห้วยทราย เขต.อ.เมือง และอบต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก ตามลำดับ โดยเป้าหมายนั้น ประมาณ 1,000 ตัว สามารถลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 1,000 – 1.200 บาท ต่อตัว
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบ 114 ปี

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ กองบังคับการ กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน พลเอกปราการ ชลยุทธ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย

กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 ครบรอบ 114 ปี โดยมี พันโท ชวลิต ลุนพุฒ ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ กำลังพล อดีตข้าราชการของหน่วย และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่พรัอมทั้งสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ วันที่ 11 มิถุนายน ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนาหน่วยของกองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 โดยในปี 2569 ครบรอบการก่อตั้ง 114 ปี และยังเป็นวันครบรอบ 57 ปีแห่งการเคลื่อนย้ายหน่วยจากค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี มาประจำการ ณ จังหวัดน่าน

โอกาสนี้ หน่วยได้จัดพิธีทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลและครอบครัว พร้อมอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลผู้ล่วงลับ ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติอันยาวนานของหน่วย ซึ่งปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดูแลประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง/ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับเกษตรกรผู้นำ ครั้งที่ 3 ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย นำโดยนางสาวสุพรรษา ทับทิมหิน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอนาน้อย จัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับเกษตรกรผู้นำ ครั้งที่ 3 ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนำเกษตรกรผู้นำ จำนวน 10 ราย ศึกษาดูงาน ณ วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพร (บ้านปางเฮิร์บ) ตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

การศึกษาดูงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตสินค้าเกษตร ตลอดจนกระบวนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาชีพและยกระดับรายได้ของตนเอง

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพร (บ้านปางเฮิร์บ) ถือเป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบของจังหวัดน่านที่ประสบความสำเร็จในการนำสมุนไพรท้องถิ่นมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน โดยมีผลิตภัณฑ์เด่น ได้แก่ กระชายป่า หรือกระชายดอย ชาอัสสัม ชาเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระชายดอย

โอกาสนี้ นายสหัส สุขบรรจง ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพร (บ้านปางเฮิร์บ) ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการผลิต การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชน เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาอาชีพทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

เรื่องและเรียบเรียง /นางสาวบัณฑิตา เผือทะนา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย
/บุญยงค์ สดสะอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดโครงการพัฒนาศักยภาพสตรีด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำส่งเสริมอาชีพ และรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอ.ท่าหลวง

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพสตรีด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำส่งเสริมอาชีพ และรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอำเภอท่าหลวง ร่วมกับ พัฒนาการอำเภอท่าหลวง

ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอท่าหลวง หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านท่าหลวง ผู้บริหาร บริษัท ส.วิริยะ อินเตอร์เทรด จำกัด คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอท่าหลวง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพความมั่นใจ และภาวะผู้นำของสตรี
  • เพื่อส่งเสริมความรู้ และทักษะด้านอาชีพให้แก่สตรี สามารถนำไปต่อยอดในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในการป้องกันและยุติความรุนแรงต่อสตรี และบุคคลในครอบครัว
  • เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสตรีอำเภอท่าหลวง ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสตรี ครอบครัว และชุมชนอย่างยั่งยืน
    กิจกรรมประกอบไปด้วย
  1. การเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอำเภอท่าหลวง
  2. การอบรมให้ความรู้เรื่องการยุติความรุนแรงต่อสตรี
  3. การจัดบูธอาชีพสตรีของดีแต่ละตำบล
  4. จัดกิจกรรมเดินแบบชุดไทย “ร้อยรวมใจสตรีท่าหลวง นุ่งผ้าไทยงามเด่น ไปยลเส้นทางป่าจำปี”
  5. เพื่อพัฒนาศักยภาพสตรีให้มีบุคลิกภาพที่ดี ให้สตรีมีความมั่นใจในการแสดงออก มีภาวะผู้นำและสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงาน เพื่อชุมชนได้อย่างเหมาะสม

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สมาพันธ์เชฟ ตอ. ถกแนวทางรับเลือกตั้ง-ไฮซีซัน / สมาพันธ์เชฟ ตอ. ถกแนวทางรับเลือกตั้ง-ไฮซีซัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก โดย เชฟยงยุทธ เพียรประสิทธิ์ นายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก ได้เรียกคณะบริหารสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก ร่วมประชุมวางแนวทางการทำงานของสมาพันธ์ฯ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวในการปรับเทคนิคและแสดงฝีมือในการทำอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเตรียมความพร้อมของพี่น้องสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกในการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันของเมืองพัทยา และในเขตเมืองท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออก

นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถึงแนวทางในช่วงที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารเมืองพัทยาที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายเดือนนี้ ซึ่งสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับแนวทางการบริหารเมืองพัทยาในชุดต่อไปอย่างเต็มกำลังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้วงการอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในการประชุมหารือดังกล่าวจัดขึ้นที่ร้านสุขนิยม ซุ้มเนื้อ (โพธิสาร) พัทยา โดยมีตัวแทนสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เข้าร่วม คือ เชฟจักรพันธุ์ กรณีย์ exchef

โรงแรมดีวารี, เชฟภาคภูมิ อารมณ์รัตน์ exchef Woodland Pattaya รองนายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก, เชฟปฎิพันธ์ เดชสุภา, เชฟทอม รอยัลคลิฟ และเชฟนิรันดร์ มีมาดี

สมาพันธ์เชฟ ตอ. ถกแนวทางรับเลือกตั้ง-ไฮซีซัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก โดย เชฟยงยุทธ เพียรประสิทธิ์ นายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก ได้เรียกคณะบริหารสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก ร่วมประชุมวางแนวทางการทำงานของสมาพันธ์ฯ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตื่นตัวในการปรับเทคนิคและแสดงฝีมือในการทำอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเตรียมความพร้อมของพี่น้องสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกในการรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันของเมืองพัทยา และในเขตเมืองท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออก

นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยถึงแนวทางในช่วงที่มีการเลือกตั้งผู้บริหารเมืองพัทยาที่กำลังจะเกิดขึ้นปลายเดือนนี้ ซึ่งสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับแนวทางการบริหารเมืองพัทยาในชุดต่อไปอย่างเต็มกำลังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้วงการอาหารและเครื่องดื่มในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในการประชุมหารือดังกล่าวจัดขึ้นที่ร้านสุขนิยม ซุ้มเนื้อ (โพธิสาร) พัทยา โดยมีตัวแทนสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เข้าร่วม คือ เชฟจักรพันธุ์ กรณีย์ exchef โรงแรมดีวารี, เชฟภาคภูมิ อารมณ์รัตน์ exchef Woodland Pattaya รองนายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก, เชฟปฎิพันธ์ เดชสุภา, เชฟทอม รอยัลคลิฟ และเชฟนิรันดร์ มีมาดี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กรมทางหลวง “มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง -สิงห์บุรี – ชัยนาท ตอน 2” จังหวัดสิงห์บุรี

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)” โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 พร้อมด้วย. นายแสน สุรวิญญูวร นายอำเภอค่ายบางระจัน นางศศิธร ริ้วเหลือง ปลัดอาวุโสอำเภอค่ายบางระ จัน พ.ต.ท.พนม สำราญดี ผกก.สอบสวน สภ.ค่ายบางระจัน กรมพัฒนาที่ดิน ผู้นำชุมชน อบจ.อบต.เทศบาล ท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนข้าราชการ ตำรวจท่องเที่ยว . ตำรวจทางหลวง แขวงการทาง กรมทางหลวง สาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าว ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการเกษตร ภาคชลประทาน ภาคการขนส่ง ศาสนสถาน สถานศึกษา ผู้นำชุมชนผู้ใหญ่บ้านกำนัน จังหวัดสิงห์บุรี เข้าร่วมประชุม

นายกานต์ สินสืบผล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสิงห์บุรี ผู้แทนกรมทางหลวง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โครงการ
โดยมีวิทยากรให้ความรู้ 3 ท่าน. นายกันต์ณธีร์ เนติโรจนชัยชาญ ผู้จัดการโครงการ. นางสาวณฐฏ์มณฑน์ แสนพันธุ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม นายวิชิตโชค วิทูรชวลิตวงษ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 2 ในวันนี้
สืบเนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การศึกษาปริมาณจราจร และศึกษาทบทวนรูปแบบอีกครั้ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางระหว่างภาคเหนือ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณรอบจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มของปริมาณการจราจรอย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มศักยภาพของสายทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โครงการเบื้องต้น พบว่า โครงการเป็นระบบทางพิเศษ จึงเข้าข่ายโครงการประเภททางหลวงหรือถนน ซึ่งต้องศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ (คชก.) พิจารณาเห็นชอบในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการดังนั้น กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท
กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 ในครั้งนี้ โดยมีระยะเวลาศึกษา 450 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย

1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้มีความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2) เพื่อศึกษาทบทวนรูปแบบ สำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย มาตรฐานการออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของกรมทางหลวง และมาตรฐานการออกแบบทางหลวงของกรมทางหลวง สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
3) เพื่อศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

กรมทางหลวงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนา 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่อีก 2 ครั้ง เพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ความเป็นมาโครงการ เหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตการศึกษา ขั้นตอนและแนวทางการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ มาพิจารณาประกอบศึกษาในขั้นต่อไป

กรมทางหลวง เปิดเวทีเดินหน้าศึกษาทบทวนความเหมาะสม “มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1”

วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569 | เวลา 09.00ณ หอประชุมอำเภอแสวงหา อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง นางสาว สุกัญญา กุลสุวรรณ์ ปลัดจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)” โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 โดยมี. นายนรินทร์ อร่ามโชติ นายอำเภอแสวงหา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง ข้าราชการ ตำรวจ แขวงการทาง กรมทางหลวง สาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าว ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการเกษตร ภาคชลประทาน ภาคการขนส่ง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท เข้าร่วมประชุม

โดย นายไพรัช มากสังข์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงอ่างทอง ผู้แทนกรมทางหลวงกล่าวรายงานโครงการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ในวันนี้สืบเนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การศึกษาปริมาณจราจร และศึกษาทบทวนรูปแบบอีกครั้ง

เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางระหว่างภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณรอบจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มของปริมาณการจราจรอย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มศักยภาพของสายทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โครงการเบื้องต้น พบว่า โครงการเป็นระบบทางพิเศษ จึงเข้าข่ายโครงการประเภททางหลวงหรือถนน ซึ่งต้องศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ (คชก.) พิจารณาเห็นชอบในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการดังนั้น กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท
กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ในครั้งนี้ โดยมีระยะเวลาศึกษา 450 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย
1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้


มีความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2) เพื่อศึกษาทบทวนรูปแบบ สำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย มาตรฐานการออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของ
กรมทางหลวง และมาตรฐานการออกแบบทางหลวงของกรมทางหลวง สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
3) เพื่อศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


กรมทางหลวงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนา 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่อีก 2 ครั้ง เพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ความเป็นมาโครงการ เหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตการศึกษา ขั้นตอนและแนวทางการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ มาพิจารณาประกอบศึกษาในขั้นต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี แฟนเพลงให้ฉายา “ผึ้งน้อย” ตันข้าว สุปรียา งานรำลึกครบรอบ 34 ปี ราชินีลูกทุ่งพุ่มพวง ดวงจันทร์ 11 มิย. 2569

บรรยากาศค่ำคืนก่อนงานวันรำลึก 34 ปี ราชินีนักร้องเพลงลูกทุ่ง “แม่ผึ้ง-พุ่มพวง ดวงจันทร์” ณ วัดทับกระดาน ต.บ่อสุพรรณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีแฟนเพลงจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมระลึกถึงราชินีลูกทุ่งไทยอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวดวงจันทร์

ก่อนอื่นหนูต้องขอกราบ รำลึกนึกถึงแม่ผึ้ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ผู้เป็นบรมครูในหัวใจของหนู ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจให้หนูได้สืบสานเพลงลูกทุ่ง

ขอบพระคุณป๊าไกรสร พี่เพชร พระเดชพระคุณหลวงพ่อ คณะกรรมการวัด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้หนูได้มีเวทีในวันนี้ค่ะ ขอบพระคุณพ่อๆแม่ๆแฟนเพลงชาวสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

ขอบคุณพ่อๆแม่ๆจังหวัดใกล้เคียง และที่เดินทางมาไกลทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อเป็นกำลังใจให้หนูสนับสนุนหนูหน้าเวที “วัดทับกระดาน” ขอบคุณที่มาร่วมรำลึกถึงแม่ผึ้ง ไม่ว่า

จะฝนตก แดดร้อน หรือต้องเดินทางไกลก็ยังคงมาร่วมสนุก และร่วมรับชม รับฟังหนูมอบเสียงเพลงกันอย่างหนาแน่นมากๆแบบเต็มพื้นที่ หนูรู้สึกซาบซึ้งใจ ตื้นตันใจเป็นที่สุดค่ะ

ขอขอบพระคุณไปยัง FC แฟนเพลงทั่วประเทศไทย และในต่างประเทศ ที่ได้ติดตามซัพพอร์ตหนูอยู่ทางแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่อง Officials ของหนู และช่องอื่นๆด้วยนะคะ

คุณไกรสรและพี่เพชร พุ่มพวง พูดชัด ถึงต้นข้าว สุปรียา สวยงาม ถ่ายทอดได้เหมือนแม่พุ่มพวง ในงานวันรำลึกฯ “พุ่มพวง ดวงจันทร์”

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง