#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯจ.เชียงรายเปิดโครงการ”อำเภอยิ้ม อำเภอเคลื่อนที่”  ของจ.เชียงราย

ณ หอประชุมโรงเรียห้วยสักวิทยาคม ต.ห้วยสักอ.เมือง.จ.เชียงราย เวลา09.00 น. นายญาณวุฒิ สุดพิมพ์ศรี นายอำเภอเมือง เชียงราย ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงาน

โครงการ”อำเภอยิ้ม อำเภอเคลื่อนที่”  ของอำเภอเมืองเชียงราย ต่อนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานพิธีเปิดโครงการอำเภอยิ้ม เคลื่อนที่ของอำเภอเมืองเชียงรายที่เปิด ให้บริการประชาชนในพื้นที่ตำบลห้วยสักและตำบลดอยลาน
    

สำหรับอำเภอเคลื่อนที่ครั้งนี้มีหน่วยงานภาครัฐครบทุกหน่วยงาน ตั้งบูธให้บริการประชาชน ให้คำแนะนำปรึกษาปัญหา  บริการตรวจสุขภาพ เพื่อหาไวรัสตับอักเสบบี ตัดผมฟรีแก่ประชาชนที่เดินทางเข้างานเพื่อรับบริการ  มีหน่วยงานดังต่อไปนี้  

ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย สำนักงานพาณิชย์ จังหวัดเชียงราย สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย กรมการข้าวเชียงราย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เชียงราย กระทรวงแรงงาน ประกันสังคมจังหวัดชียงราย สำนักป้องกันภัยที่ 15 เชียงราย  

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองเชียงราย   เรือนจำกลางจังหวัดเชียงราย สำนักงานประมงอำเภอเมืองเชียงราย สำนักงานโยธาธิการผังเมืองเชียงราย สำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงราย สภ.เมืองเขียงราย

สำนักงานเกษตรพื้นที่สูงเชียงราย  ซึ่งอำเภอเคลื่อนที่ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากเข้ารับบริการ ซึ่งเป็นการลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางและลดปัญหาความแออัด ในสถานที่เข้ารับบริการจากหน่วยงานภาครัฐได้เป็นอย่างดี .


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ภูธรภาค 5 ลุยน้ำท่วมน่าน ตั้งโรงครัวพระราชทาน–ส่งอาหารและถุงยังชีพถึงประชาชน ตามนโยบาย ผบ.ตร.

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยในความปลอดภัย สวัสดิภาพ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย จึงได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 5 เร่งบูรณาการกำลังทุกหน่วยในพื้นที่

oplus_3145730

เข้าช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พล.ต.ท.กฤตธาพลฯ กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้ง โรงครัวพระราชทาน ในพื้นที่อำเภอเมืองน่านและอำเภอปัว เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ ถูกสุขอนามัย มากกว่า 300 กล่องต่อมื้อ สำหรับแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้จัดถุงยังชีพจำนวน 300 ชุด ประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและตำรวจจิตอาสาได้ลุยน้ำเข้าถึงชุมชนและบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมขัง เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือถึงมือประชาชน

โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถเดินทางออกมารับความช่วยเหลือได้ตามปกติ ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้เปิดจุดรับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากพี่น้องประชาชน ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ จุดประชาสัมพันธ์ (โต๊ะสิบเวร) อาคารที่ทำการตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดน่านและพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 5

การปฏิบัติครั้งนี้มี พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ผบก.ภ.จว.น่าน) พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่ประสบภัย ข้าราชการตำรวจในสังกัด และตำรวจจิตอาสา ร่วมกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ยืนยันว่า จะยังคงระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งนำความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /สมาคม อสมช.ภาคประชาชน พาสาวโรงงานถูกสวมสิทธิ์ “บัญชีม้า” อายัดยกสาย ร้องตำรวจไซเบอร์! รับเรื่องยืนยันบริสุทธิ์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ ชั้น 4 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) และ นายวงศกร ศรีสวัสดิ์ ผอ. “อีกร ไขความจริง” พานางปุ้ย (นามสมมุติ) พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เข้าพบ พงส.บก.สอท.1 เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังพบว่าบัญชีธนาคารทุกแห่งของตนถูกสั่งอายัดจนไม่สามารถนำเงินเดือนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

นางปุ้ย เปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีก่อน มีตัวแทนจากธนาคารออมสินเข้ามาให้บริการเปิดบัญชีออนไลน์ถึงที่ทำงาน ตนจึงเปิดบัญชีทิ้งไว้โดยไม่เคยใช้งานหรือมีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีกเลย จนกระทั่งล่าสุดพบว่าบัญชีดังกล่าวถูกอายัด เมื่อติดต่อไปยังสายด่วน 1441 และ สน.ลุมพินี จึงทราบความจริงว่า บัญชีที่ไม่เคยใช้งานนั้นกลับมีเงินโอนเข้า-ออกผ่านระบบอัตโนมัติรวมกว่า 40,000 บาทภายในวันเดียว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่าเข้าข่ายพฤติกรรม “บัญชีม้า” เนื่องจากมีการโอนเงินออกทันทีและไม่มีการแจ้งอายัดล่วงหน้า ซึ่งผลจากการถูกระงับบัญชีดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเนื่องจากระบบทำการอายัดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นบัญชีรับเงินเดือนหลักของเธอไปด้วย ส่งผลให้ตนตกอยู่ในภาวะความเครียดอย่างหนัก ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการผิดกฎหมายดังกล่าว

นายวงศกร กล่าวว่า พาผู้เสียหาย มาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 เพื่อเข้าให้การพร้อมยื่นหลักฐานประกอบ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นผู้บริสุทธิ์ และติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดตัวจริงมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ”นายกเชฟยงยุทธ“ ชูขนมจีนน้ำยาปูสูตรแม่อบ-บ้านบึง ขึ้นเมนูโรงแรม 5 ดาวพัทยา

เชฟยงยุทธ เพียรประสิทธิ์ หรือเชฟยุทธ พ่อครัวใหญ่ โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา และนายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เปิดเผยว่าได้เตรียมเมนูอาหารไทยแท้แม่ให้มาขึ้นโรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ตั้งอยู่ริมทะเลนาเกลือ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ด้วยไฮไลท์ ขนมจีนน้ำยาปู สูตรแม่อบ จากอำเภอบ้านบึง จ.ชลบุรี ที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำอาหารท้องถิ่น และขนมจีนบ้านบึงก็ถือได้ว่าเป็นอีกเมนูที่การันตีความอร่อยอันดับต้นๆ ของจังหวัดภาคตะวันออก ตัวอย่างเช่น ขนมจีนแม่กิมซัวที่มีชื่อเสียงมาจนปัจจุบัน

ย้อนไปกว่า 50 ปีที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังใช้ชีวิตวัยเด็กที่อำเภอบ้านบึง ที่บ้านจะทำอาหารรับประทานเอง โดยมีมารดาคือคุณแม่อบ จะคิดเมนูต่างๆ เพื่อให้คนในครอบครัวที่อาศัยอยู่หลายคนได้รับประทาน และอาหารที่จำรสชาติมือแม่ได้ดีคือขนมจีนน้ำยาปู ที่แม่อบทำให้กินตั้งแต่เด็ก โดยใช้วัตถุดิบแถวบ้านที่ไม่ต้องซื้อ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว หรือปลาตามท้องไร่ท้องนา รวมทั้งกะทิคั้นเองที่ได้จากสวนมะพร้าวข้างบ้าน

เชฟยงยุทธจะมีหน้าที่ออกไปซื้อแค่ปูม้า สัตว์ทะเลพื้นบ้านชลบุรี โดยแม่อบจะให้ไปซื้อปูม้าตัวเป็นๆ ตัวสดๆ ที่ตลาดประมงอ่างศิลา แล้วกลับมาทำเอง รสชาติน้ำยาจะเผ็ดไม่มาก เด็กกินได้ มีเครื่องเคียง ผักกาดดอง ถั่วงอก ถั่วฝักยาว และพริกแห้ง จน

กลายเป็นสูตรน้ำยาขนมจีนที่นำเข้าเมนูอาหารของโรงแรมเคป ดารา โดยได้เพิ่มเครื่องเคียงผักกาดหอมนอก และใบสะระแหน่ ผ่านมาตรฐาน ISO 22000 ซึ่งอยากเชิญชวนให้มาชิมรสชาติตำรับไทยแท้แม่ให้มา ขนมจีนน้ำยาปูสูตรแม่อบได้ที่ห้องอาหารเรเดียส โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เปิดโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings @สองสมุทร…สุดสาคร” ซึ่งจัดขึ้น 14–16 สิงหาคม 2569“เสน่ห์ไทย สองสมุทร-สุดสาคร”

ค่ำวันที่14 สิงหาคม 2569ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานเปิดโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings @สองสมุทร…สุดสาคร” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและนำเสนอเสน่ห์ของจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามในหลากหลายมิติโดยมีนางวรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายกอบจ.นาย อภิชาต โพธิ์ถนอม รองนายกอบจ.สมุทรสาคร พร้อมด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมงาน

วัตถุประสงค์ในการจัดงานเพื่อส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร วิถีชีวิตชุมชน ประมงชายฝั่ง และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยนำเสนอผ่านแนวคิด 5 Must Do in Thailand ครบทั้งการกิน ช้อป ชม เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ ดังนี้โซนที่ 1 “ตลาดสองสมุทร” อิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสด อาหารทะเลแปรรูป และเมนูซิกเนเจอร์จากวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมเลือกซื้อสินค้า GI และของดีขึ้นชื่อจากทั้งสองจังหวัด อาทิ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว เกลือสมุทร ส้มโอขาวใหญ่ ปลาทูแม่กลอง น้ำตาลมะพร้าว กะปิคลองโคน รวมถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่
โซนที่ 2 เปิดประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทำจริงกับกิจกรรมสร้างสรรค์ตลอดทั้งวัน อาทิ การเพ้นท์ลายเบญจรงค์จากดอนไก่ดี การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากวัสดุเหลือใช้ การ

สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ Paper Art Thai จากกระดาษเหลือใช้ การเรียนทำขนมไทยโบราณจากบ้านเตาตาล และการสาธิตการทำอาหารสำรับชาววังจากอุทยาน ร. โซนที่ 3 ชวนเรียนรู้เรื่องราวอันทรงคุณค่าของ “สองสมุทร” ผ่านนิทรรศการและการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนต้นแบบ โดยเฉพาะบ้านท่าฉลอม พร้อมนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รู้จักและเข้าใจเสน่ห์ของพื้นที่มากยิ่งขึ้นโซนที่ 4 เพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมตลอด 3 วัน อาทิ การแสดงเชิดสิงโตและมังกร โขนเด็กจากเยาวชนสมุทรสาคร และระบำสาวนาเกลือ ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสองจังหวัดโซนที่ 5 จุดเช็กอินขนาดใหญ่ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของสองสมุทร เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและแบ่งปันประสบการณ์แห่งความ

ประทับใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Passport สองสมุทร สำหรับสะสมตราประทับเพื่อรับของที่ระลึก และกิจกรรม Lucky Draw ลุ้นรับแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก และของรางวัลจากผู้ประกอบการในพื้นที่การจัดงานครั้งนี้มุ่งสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการเดินทางเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางถนนพระราม 2 ภายใต้แนวคิด “เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย ประหยัดพลังงาน เที่ยวได้เลย”
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ส.ส.อนุชา สะสมทรัพย์ ลงพื้นที่โรงพยาบาลห้วยพลู ให้กำลังใจคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่

วันนี้ ส.ส.อนุชา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลห้วยพลู อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท

ในการดูแลและให้บริการพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งร่วมให้คำแนะนำด้านสุขอนามัยและการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เพื่อป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรค NCD’s

และวันนี้ทางด้านคุณสุรภาพร จิรักษาประธาน กลุ่มบ้านใหญ่ใจดี และ ประธาน กต.ตร.สภ.นครชัยศรี และสจ บรรทูล สนน้อย และ กลุ่มบ้านใหญ่ใจดี” ที่ร่วมแบ่งปันน้ำใจ นำอาหารและน้ำดื่มมาบริ

การแก่พี่น้องประชาชนที่เข้ารับการตรวจในวันนี
สุขภาพที่ดีของพี่น้องประชาชน คือสิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องร่วมกันดูแล เพราะการดูแลประชาชน ต้องใส่ใจตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“เหิมเกริม” ลอบขนประชิดฐาน นรข.! รวบ 3 ชาวลาว นำเรือเหล็กขนอะโวคาโด 6 ตันขึ้นฝั่งตลาดอินโดจีน ก่อนถูกสกัด

มุกดาหาร – เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตนครพนม ได้รับแจ้งว่าจะมีการใช้เรือลักลอบลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย โดยมีเป้าหมายนำสินค้าขึ้นบริเวณด้านท้ายตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

หลังรับแจ้ง นาวาโท โอรส ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำมุกดาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงด้านท้ายตลาดอินโดจีน ชุมชนศรีสุมัง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยจุดที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำดังกล่าวอยู่ห่างจากสถานีเรือมุกดาหารประมาณ 1.2 กิโลเมตร

จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบชาว สปป.ลาว จำนวน 3 ราย พร้อมเรือเหล็กติดตั้งเครื่องยนต์ท้าย จำนวน 1 ลำ และตรวจยึดอะโวคาโดประมาณ 250 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 6 ตัน ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จึงควบคุมตัวบุคคลทั้ง 3 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางไว้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

ของกลางประกอบด้วยอะโวคาโดประมาณ 250 ลัง น้ำหนักประมาณ 6 ตัน และเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย จำนวน 1 ลำ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ถูกควบคุมและของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายศุลกากร พร้อมตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าข้ามแม่น้ำโขงต่อไป

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดน เพื่อเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแนวชายแดนสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร

สำหรับผู้ถูกควบคุมตัวและของกลางทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้นำกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว – เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “ธีรรัตน์” ผช.รมต.ลงพื้นที่แม่สายตรวจความพร้อมรับมืออุทกภัย–ศูนย์พักพิง ย้ำรัฐบาลห่วงใยชาวแม่สาย พร้อมสู่การแก้ไข

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยในพื้นที่ โดยได้รับฟังบรรยายสรุปจากนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ

นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารศูนย์บริการประชาชนแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) ที่ว่าการอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นางสาวธีรรัตน์ กล่าวว่า ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีความห่วงใยสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเป็นอย่างมาก

จึงมอบหมายให้ลงพื้นที่อำเภอแม่สายในวันนี้ เพื่อติดตามว่ายังมีจุดใดที่น่าเป็นห่วง รวมถึงรับทราบสภาพปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยในช่วงปลายเดือนนี้ รองนายกรัฐมนตรีมีกำหนดลงพื้นที่อำเภอแม่สาย เพื่อติดตามสถานการณ์ รับทราบข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงรายประสบสถานการณ์อุทกภัยมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เป็นสถานการณ์ในลักษณะทั่วไป ยังไม่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์ในปี 2567 ทั้งนี้ จังหวัดได้เตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง

โดยนำข้อมูลจากระบบเตือนภัยของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ข้อมูลจากระบบ Flood Boy ตลอดจนข้อมูลจากส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาใช้ในการติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ เพื่อเตรียมรับมือและแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที

ขณะที่นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย รายงานว่า ภายหลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการขุดลอกลำน้ำสายและลำน้ำรวก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รวมทั้งก่อสร้างแนว Big Bag ริมลำน้ำสาย เพื่อช่วยป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจและตรวจสอบจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับปรุงซ่อมแซมจุดที่อาจได้รับผลกระทบให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

จากนั้นในช่วงบ่าย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานทางหลวงชนบท บริเวณชุมชนเหมืองแดง เพื่อรับฟังปัญหาและความคืบหน้าการดำเนินงานรื้อถอนอาคารที่กีดขวางลำน้ำสาย พร้อมชมนวัตกรรม Big Bag ซอยซีเมนต์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมแนวป้องกันน้ำในพื้นที่

ต่อมา คณะเดินทางไปยังศูนย์พักพิงวัดพรหมวิหาร เพื่อตรวจติดตามการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์สาธารณภัย โดยเน้นย้ำให้ศูนย์พักพิงมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ ระบบบริหารจัดการ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อให้สามารถรองรับและดูแลประชาชนที่อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นายก อบจ.นครปฐม เปิดโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของสตรี ต.ดอนตูม จ.นครปฐม ปีงบ 2569

วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของสตรีตำบลดอนตูม จังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมด้วย นางวิลาสินี สะสมทรัพย์ ภริยา, สมาชิกสภาฯ, หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม ณ อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา อ.เมืองนครปฐม โดย อบจ.นครปฐม จัดทำโครงการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้มีการรวมกลุ่มอันก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและส่งเสริมประชาชนให้เห็นความสามารถของกลุ่มสตรี
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นร.ตื่นเต้น ’วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปี 69‘ /มารีวิทย์จัดเต็ม!“กลุ่มผลลูกอินทร์ปันสุข”ซื้อชุด นร.แจก 11 โรงเรียน/Alexface ลุยพัทยา โชว์ผลงานสตรีทอาร์ต

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ ได้เป็นประธานเปิดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมีคณะครูผู้สอน และนักเรียนทุกระดับชั้นเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทางโรงเรียนมารีวิทย์ได้จัดขึ้นทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระปรีชาสามารถด้านดาราศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในกิจกรรมดังกล่าว มีการแสดงบนเวที การสาธิตการทดลองทางวิทยาศาสตร์ การตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ การออกร้านจิตอาสา ซุ้มเล่นเกมวิทยาศาสตร์และฐานกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งพบว่านักเรียนต่างให้ความสนใจในกิจกรรมวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

อนึ่ง วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่ตำบลหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ล่วงหน้าถึง 2 ปีได้อย่างแม่นยำ พระองค์จึงได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”

“กลุ่มผลลูกอินทร์ปันสุข” หนุนการศึกษาท้องถิ่น 6.6 แสนบาท ซื้อชุด นร.แจก 11 โรงเรียนเมืองพัทยา

มีรายงานว่า ที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายสกน ผลลูกอินทร์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ตัวแทนกลุ่มผลลูกอินทร์ปันสุข และทีมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขตอำเภอบางละมุง ประกอบด้วย นายนคร ผลลูกอินทร์, ดร.วรพต พงษ์พาลี, นายสาธิต นุชประมูล และนายสิทธิไชย อาจทรง

ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษท้องถิ่น ด้วยการมอบชุดนักเรียนให้แก่นักเรียนโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาทั้ง 11 แห่ง จำนวน 440 ชุด รวมมูลค่า 660,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวและสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน มีตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาทั้ง 11 แห่ง เข้ารับมอบชุดนักเรียน ท่ามกลางคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นสักขีพยาน

นายสกน ผลลูกอินทร์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจที่อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยมองว่า “ชุดนักเรียน” เป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กวัยเรียน และเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบ การมอบชุดนักเรียนจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว พร้อมฝากถึงนักเรียนทุกคนให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ใช้โอกาสทางการศึกษาให้เกิดประโยชน์ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

ด้าน นายศรชัย เข้มแข็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) เป็นตัวแทนสถานศึกษาในสังกัดเมืองพัทยาทั้ง 11 แห่ง กล่าวขอบคุณนายสกน ผลลูกอินทร์ พร้อมทีมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เขตอำเภอบางละมุง กลุ่มผลลูกอินทร์ปันสุข และผู้ใหญ่ใจดีที่ร่วมกันสนับสนุนชุดนักเรียนในครั้งนี้ ซึ่งจะนำไปส่งต่อให้แก่นักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองโดยตรง ถือเป็นการร่วมกันส่งต่อสิ่งของที่จำเป็นต่อการศึกษา พร้อมเติมโอกาสให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้มีความพร้อมในการเรียนมากยิ่งขึ้น

นทท.เมืองกรุงยิ้มไม่ออก เที่ยวพัทยาขากลับซื้อปูม้าไข่ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ แต่เจอปูเน่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีนักท่องเที่ยวชาวกรุงเทพมหานครฯ รายหนึ่ง แจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘สายตรงพี่เบียร์ พัทยา‘ หลังเดินทางมาเที่ยวเมืองพัทยา และได้ใช้บริการซื้ออาหารทะเลเป็นปูม้าไข่จำนวน 1 ก.ก. ในราคา 340 บาท จากร้านแห่งหนึ่งในตลาดลานโพธิ์นาเกลือ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยพนักงานของร้านเป็นคนเลือกปูให้

เมื่อเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อแกะออกมากลับพบว่าปูม้าไข่ที่ซื้อมาเป็นปูเน่าทั้งหมด แต่ของร้านอื่นยังสดอยู่ จึงอยากให้ตรวจสอบร้านดังกล่าวด้วย เพราะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเมืองพัทยา ด้วยความที่อยากได้เงินคืนแต่ไม่มีหมายเลขโทรศัพท์จึงฝากเรื่องผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจดังกล่าวให้รับทราบ เพื่อติดต่อเจ้าของร้านให้แสดงความรับผิดชอบ จึงประสานเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาตรวจสอบเพราะทำให้เสียภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาอย่างมาก

ต่อมา นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยามอบหมายฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักปลัดเมืองพัทยา, ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข, ฝ่ายสุขาภิบาลและอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ลงตรวจสอบร้านขายปูดังกล่าวตามที่ผู้ร้องแจ้งมา เจ้าของร้านขายปูจึงได้ดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ร้อง และทางสาธารณสุขได้มีการคาดโทษไว้เป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม หลังเฟซบุ๊กแฟนเพจ สานตรงนายกเบียร์ พัทยา ได้โพสต์เรื่องราวดังกล่าวลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก พบว่ามีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกิดเรื่องทำนองนี้หลายครั้ง จึงอยากเตือนให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังด้วยการเลือกซื้อาหารทะเลด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้คนงานของร้านเลือกให้ อาจเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นได้ ซึ่งไม่น่าจะเกิดในเมืองพัทยา

ศิลปินกราฟฟิตี้ดัง Alexface ลุยพัทยา โชว์ผลงานสตรีทอาร์ต ปลุกสีสันตรอกโรงยา บ้านนาเกลือ

มีรายงานว่า กลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังของไทย นำโดย Alex Face หรือพัชรพล แตงรื่น ศิลปินไทยเจ้าของคาแรกเตอร์เด็กหน้าบึ้งใส่ชุดกระต่ายที่มีผลงานดังไกลทั่วโลก ได้ลงพื้นที่บ้านนาเกลือ พัทยา จ.ชลบุรี เพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปะสร้างสีสันในเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลาย

โดยทางคณะศิลปินได้เลือกกำแพงและผนังของอาคารภายในตรอกโรงยา ซึ่งเป็นซอยเก่าแก่ในชุมชนนาเกลือที่ยังมีเสน่ห์ความคลาสสิกหลงเหลือ เพื่อแสดงผลงานศิลปะสตรีทอาร์ท ไว้เป็นจุดเช็คอินหรือถ่ายภาพที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเดินทางยังเมืองพัทยา ซึ่งบ้านนาเกลือยังมีเอกลักษณ์น่าสนใจอีกหลายอย่าง

อนึ่ง ศิลปินกราฟฟิตี้ คือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะบนพื้นที่สาธารณะหรือกำแพง โดยใช้สเปรย์หรือสีพ่นเพื่อสื่อสารเรื่องราว สังคม หรือตัวตน ผ่านงานศิลปะที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ในที่สาธารณะ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยทั่วไป ศิลปินกลุ่มนี้มีทั้งระดับโลกและศิลปินไทยที่สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ภูธร ภาค 7 สภ.ห้วยยาง โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ปี พ.ศ.2569

วันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่ศาลาประชาคมบ้านน้ำตก ม.11 ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ศิริชัย ไชยดี รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์

พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง ชป.ตำบลยั่งยืน สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย และผู้นำชุมชน

ประกอบด้วย นายธวัชชัย แดงฉ่ำ นายก อบต.ห้วยยาง นางสาวณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุข อ.ทับสะแก นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง รักษาราชการแทน นายอำเภอทับสะแก นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาชุมชนอำเภอทับสะแก น

ายชาตรี วณิชวรสกุลประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง น.ส.อุษณีย์ ทอดสนิท กำนันตำบลห้วยยาง นาง พัชชา แดงฉ่ำ ผู้ใหญ่บ้าน ม.3 นาย สมศักดิ์ ถ้ำลอย ส.อบต.ห้วยยาง นาง แววมณี จีนอ่ำ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน ผู้แทน สกร.อำเภอทับสะแก ผู้แทน ฉก.จงอางศึก ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน .อสม. คณะกรรมการคุ้ม ม.3 , ม.11 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก

ให้การต้อนรับคณะรับการตรวจประเมินผลการปฎิบัติงาน โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 ของ ตำรวจภูธรภาค 7นำโดย พ.ต.อ.สุภาพ วัยนิพิฐพงษ์ รอง ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.จรรยวรรธน์ วิเศษชูชาติกุล รอง ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.ภูวดิท คงเพ็ชร ผกก (สอบสวน) บก.สส.ภ.7 พร้อมคณะตรวจประเมิน ภ.7

สภ.ห้วยยาง ได้ดำเนินงานโครงการตำบลยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่บ้านทุ่งยาว ม.3 และบ้านน้ำตกสายหนึ่ง ม.11 ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการตรวจประเมิน จาก ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นลำดับที่ 1 นับว่าเป็นปีที่ 4 ที่ดำเนินโครงการนี้แล้วดีเด่นเป็นลำดับที่ 1. ของจังหวัด

ในวันนี้ (17ส.ค.69) ได้รับการตรวจประเมินจากคณะตรวจประเมินของตำรวจภูธรภาค 7 ซึ่งผลการดำเนินการ ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างความรัก ความอบอุ่นให้กับชุมชนของตนเอง

ส่งเสริมการศึกษาให้ผู้บำบัดได้เรียนต่อ ส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้และมีเงินเหลือใช้เพิ่มมากขึ้น ด้วยความรักความปรารถดีจาก
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการตำบลยั่งยืน สภ.ห้วยยาง

//////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดเต็มเทคโนโลยีทางการแพทย์! ผอ.รพ.มุกดาหาร เตรียมติด CT Scan ตึกฉุกเฉิน นำร่อง Robot จัดยาอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พญ.นภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร เปิดเผยว่า โรงพยาบาลมุกดาหารเตรียมปฏิรูปใหญ่ระบบบริการทางการแพทย์ครั้งสำคัญในห่วงระยะเวลา 5-6 เดือน เพื่อมุ่งแก้ปัญหาความแออัดและตัดลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเตรียมขยายพื้นที่ห้องฉุกเฉิน (ER) ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งเครื่อง CT Scan ประจำตึก ER เพิ่มเติมอีก 1 เครื่อง เพื่อให้คนไข้วิกฤตได้รับการสแกนสมองและตรวจวิเคราะห์ได้ทันทีโดยไม่ต้องย้ายตึก ซึ่งคาดว่าระบบใหม่นี้จะพร้อมเปิดใช้งานไม่เกินเดือนเมษายน 2570

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังทุ่มงบประมาณ 20 ล้านบาท นำร่องเทคโนโลยี “หุ่นยนต์จัดยาอัตโนมัติ” (Robot) เข้ามาช่วยจัดยาสำหรับผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็วในการรับยา ควบคู่กับการยกเครื่องระบบห้องปฏิบัติการเป็น “Lab Automation” ที่สามารถวิเคราะห์ผลตรวจพร้อมกันได้ครั้งละ 100 เคส รวมถึงการสร้างห้องเจาะเลือดอัจฉริยะ (Smart Lab) บริเวณหน้าโรงพยาบาล ซึ่งจะส่งตัวอย่างผ่านระบบกระสวยด่วนตรงไปยังห้องแล็ปทันทีขณะเดียวกัน โรงพยาบาลมุกดาหารยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำร่องโครงการสร้างแพทย์ประจำจังหวัด

โดยเริ่มส่งนักศึกษาแพทย์เข้าเรียนปีละ 16 คน เพื่อเตรียมกลับมาปฏิบัติงานคลินิกและดูแลสุขภาพประชาชนชาวมุกดาหารในปี 2572ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการติดตามงบประมาณผูกพัน 3 ปี วงเงิน 995 ล้านบาท จากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อเตรียมจัดสร้างอาคารศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษา ตึกสนับสนุนการบริการ 8 ชั้น หอพักบุคลากร 400 ยูนิต และอาคารจอดรถอัจฉริยะ (Smart Parking) วงเงิน 200 ล้านบาท เพื่อยกระดับโรงพยาบาลมุกดาหารสู่มาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุดในอนาคต

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ตำรวจ สภ.ดอนตาล ฮีโร่! พังหน้าต่างช่วยสาวเมาเครียดอกหัก รอดวิกฤตตัดช่องน้อยแต่พอตัวหวุดหวิด

ดอนตาล, มุกดาหาร — เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตาล เข้าช่วยเหลือหญิงสาวได้ทันท่วงที หลังเกิดอาการเมาสุราและเครียดหนักจากปัญหาความรัก จนขังตัวเองอยู่ภายในบ้านพักและมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21:10 น. ของวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิทยุแจ้งเหตุ สภ.ดอนตาล ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือว่ามีหญิงสาวร้องไห้ฟูมฟาย บ่นไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้ว เหตุเกิดที่ร้านสกลปลาสด บริเวณหลังตลาดเทศบาลตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร หลังรับแจ้ง ร้อยเวรป้องกันและปราบปราม พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจจึงรีบรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึง พบพลเมืองดีให้การว่า ผู้ก่อเหตุคือ น.ส.บุศริน พันศรีหะ ลูกจ้างของร้านสกลปลาสด สาขาดอนตาล อยู่ในอาการเมาสุราอย่างหนักและมีความเครียดสะสมจากปัญหาหัวใจ ได้เข้าไปขังตัวเองอยู่ภายในบ้านเพียงลำพัง พร้อมส่งเสียงตัดพ้อว่าอยากเลือกจากไป พลเมืองดีเห็นท่าไม่ดีและเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายจึงรีบแจ้งตำรวจ

ในการช่วยเหลือ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานเจ้าของบ้านเพื่อนำกุญแจสำรองมาเปิด แต่ปรากฏว่าไม่มีกุญแจสำรอง เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจขออนุญาตเจ้าของบ้านพังหน้าต่างเข้าไปด้านใน ซึ่งเป็นจังหวะที่ น.ส.บุศริน กำลังจะก่อเหตุอันตรายเองพอดี นาทีนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พังหน้าต่างแล้วพุ่งเข้าระงับเหตุและช่วยเหลือไว้ได้ทันท่วงทีอย่างหวุดหวิด

ภายหลังควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้ประสานรถกู้ชีพโรงพยาบาลดอนตาลเพื่อนำตัว น.ส.บุศริน ส่งตรวจรักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดต่อไปหากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังประสบปัญหาความเครียดหรือต้องการคนรับฟัง สามารถติดต่อ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดมนต์เสน่ห์ “ถนนสู้ศึก” สัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า ผ่านเสียงเพลงลูกกรุง การแต่งกายย้อนยุค และไฮไลท์ “ลีลาศกลางถนนสู้ศึกกับฟลอร์เต้นรำที่ยาวที่สุด”

วันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่ร้าน ART CAFÉ GRANDMA’ HOUSE
อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พันจ่าเอกพัณณ์ภัสส์ สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกมล แก้วเทศนายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ นางสาววรกานต์ ถาวร รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ นายกิตติศักดิ์ จั่นเพชร ประธานคณะกรรมการถนนสายวัฒนธรรมสู้ศึก ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์

ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาววันชัยนาอ์ วัฒนาวงศาน วัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายธรรมรัตน์ สิงห์ศรี ปลัด อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นางรัชนีวรรณ พรมเล็ก ปลัดเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน แขกผู้มีเกียรติ ร่วมแถลงข่าว เตรียมสร้างสีสันให้กับถนนสู้ศึกอีกครั้ง กับงาน “ย้อนวันวาน มนต์เสน่ห์สู้ศึก” ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์วันวาน…เมืองแห่งเรื่องเล่า” ระหว่างวันที่ 3–4 กันยายน 2569 เวลา 16.00–22.00 น. ณ ถนนสู้ศึก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เทศบาลเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ เตรียมสร้างสีสันให้กับถนนสู้ศึกอีกครั้ง กับงาน “ย้อนวันวาน มนต์เสน่ห์สู้ศึก” ภายใต้แนวคิด “เสน่ห์วันวาน…เมืองแห่งเรื่องเล่า” ณ ถนนสู้ศึก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของวันวาน มาร่วมสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า ผ่านเสียงเพลง การแต่งกาย กิจกรรม และเรื่องราวของเมืองประจวบฯ ในรูปแบบร่วมสมัย

งานครั้งนี้มุ่งนำเสน่ห์ของอดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยเปลี่ยนพื้นที่ถนนสู้ศึกให้กลายเป็น “ถนนแห่งความทรงจำ” ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศย้อนยุค แสงไฟสวยงาม ดนตรีลูกกรุง การแสดง และมุมถ่ายภาพที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้เก็บภาพความประทับใจไฮไลท์สำคัญของงาน คือ “ฟลอร์ลีลาศกลางถนนสู้ศึก” ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางงานให้กลายเป็นฟลอร์เต้นรำย้อนยุค ท่ามกลางเสียงเพลงลูกกรุงและบรรยากาศแสงไฟยามค่ำคืน

พร้อมการแสดงลีลาศจากนักเต้นในชุดย้อนยุค และกิจกรรมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามาร่วมเต้นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเต้นมืออาชีพอีกหนึ่งสีสันที่ไม่ควรพลาด คือ “Vintage Ballroom Show” การแสดงลีลาศที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ของงานเต้นรำในอดีต ผ่านจังหวะเพลงและเครื่องแต่งกายย้อนยุค ก่อนเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานได้ออกมาเต้นรำและสนุกไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การแสดงย้อนยุค ดนตรีลูกกรุง ตลาดย้อนยุค การประกวดแต่งกายย้อนยุค กิจกรรมสำหรับครอบครัว ร้านค้าชุมชน และจุดถ่ายภาพย้อนวันวาน เพื่อให้ผู้ร่วมงานทุกวัยสามารถเข้ามาสัมผัสบรรยากาศและมีส่วนร่วมกับงานได้ตลอดทั้งสองวัน“ย้อนวันวาน มนต์เสน่ห์สู้ศึก” จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยสร้างสีสันให้กับย่านเมืองเก่าของประจวบคีรีขันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างประสบการณ์ใหม่

ในการท่องเที่ยว ผ่านการนำเรื่องราวและเสน่ห์ของอดีตมาถ่ายทอดในรูปแบบที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมแต่งกายย้อนยุค ฟังเพลงลูกกรุง ชมการแสดง ถ่ายภาพ และที่สำคัญ…“จับมือคนที่คุณรัก แล้วออกมาเต้นลีลาศใต้แสงดาว”

////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / พิธีเปิดกิจกรรมตลาดวัฒนธรรมย้อนยุค ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร

เมื่อเวลา 17.30 น.ของวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ พื้นที่ส่วนขยายศูนย์ฝึกอบรมสุดาเดือนเพ็ญ มูลนิธิชัยพัฒนา เขื่อนขุนด่านปราการชล ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายธนวัตน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมตลาดวัฒนธรรมย้อนยุค ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร โดยมีนายราเมศ ลิ่มสกุล วัฒนธรรมจังหวัดนครนายก กล่าวรายงาน

วัตถุประสงฆ์ของการจัด งานฯ พร้อมมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร แขกผู้มีเกียรติ ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมฯ เป็นจำนวนมาก ภายในบริเวณงานได้จัดให้มีการแสดงระบำทวารวดีศรีดงละคร และได้รับเกียรติจากคุณน้ำตาล ณภษร ปั้นพานิช มิสแกรนดฺ์ นครนายก 2025 เข้าร่วมในกิจกรรมนี้ พร้อมเชิญประธานในพิธีร่วมถ่ายภาพหมู่กับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานเป็นอันเสร็จพิธี

ด้วยจังหวัดนครนายก เป็นจังหวัดที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และแหล่งท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์ โดยเฉพาะเมืองโบราณดงละคร ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่สะท้อนร่องรอยอารยธรรมและพัฒนาการของชุมชนในอดีต อันเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของจังหวัดนครนายก
จังหวัดนครนายกมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งของ ชุมชนเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัด จึงได้ดำเนินการจัดงาน “ตลาดกาลเวฬา ทราวดีศรีดงละคร” ขึ้น ภาย

ใต้กิจกรรม ยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตาประจำปี เสริมสิริมงคล เมืองนครนายก ณ เมืองโบราณดงละคร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาและ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวนครนายก กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก โดยกิจกรรม กำหนดขึ้นในระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๙ ณ พื้นที่ส่วนขยายศูนย์ฝึกอบรมสุดาเดือนเพ็ญ มูลนิธิชัยพัฒนา เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเมืองโบราณดงละคร และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัด ผ่านรูปแบบตลาดวัฒนธรรมย้อนยุคที่ผสมผสานความเป็นไทย เข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัย
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ ดังนี้

  1. เพื่อนำ“ทุนวัฒนธรรม” มาสร้างคุณค่า สร้างประสบการณ์ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่ชุมชน
  2. เพื่อเชื่อมโยงมิติด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ควบคู่กับการ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
    3.เพื่อยกระดับเมืองโบราณดงละคร สู่การเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดนครนายกและประเทศต่อไป
  3. สมบัติ เนินใหม่//กนิษฐา เนินใหม่//รัชชานนท์ เนินใหม่//ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครนายก

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ทับสะแก ขึ้นโชว์การแสดงวิถีชีวิตชุมชน ในงานท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จ.ประจวบฯใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์”

วันที่ 15 ก.ค. 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก

นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และต่างชาติ เข้าชมกิจกรรมการแสดงวิถีชีวิตของชาวอำเภอทับสะแกเมื่อสมัยอดีตที่ผ่านมา โดยการนำของ นายมนต์ชัย หนูสาย

นายอำเภอทับสะแก และนักเรียน ผู้ปกครองอำเภอทับสะแก โดยมีเสียงตบมือให้กำลังใจอย่างกึกก้องสำหรับโครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ “ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์” ในระหว่าง วันที่ 10-18 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัด แหล่งท่องเที่ยว และ กิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและ ประชาชนใน

พื้นที่ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากการเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นโดยใน วันที่ 16 สิงหาคม มีการแสดง แฟชั่นผ้าไทยใส่ให้สนุก เส้นด้ายเดินทางครั้งที่ 9

17 สิงหาคม มันส์ให้สุดกับ วงกางเกง 18 สิงหาคม เตรียมคู่มาให้พร้อมกับจังหวะดนตรีลีลาศ และการแสดงแสง สี เสียง ของอำเภอต่างๆ ชมฟรีดลอดงาน.! และ จองเที่ยวฟรี กับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพียง 4 วัน 4 เส้นทาง (วันที่ 13-14,17-18 สิงหาคม) อร่อยกับร้านค้าในงานกว่า 100 ร้าน

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกเมืองพัทยาร่วมฉลองวันเอกราชอินเดีย ครั้งที่ 80 สานสัมพันธ์ไทย-อินเดีย

มีรายงานว่า นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา เป็นผู้แทนนายกเมืองพัทยา ร่วมงานเลี้ยงกาลาดินเนอร์ของสมาคมชาวอินเดียภาคตะวันออก พร้อมกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันเอกราชอินเดีย ครั้งที่ 80

โดยมีนายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี และนายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมชาวอินเดียภาคตะวันออก เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งมีสมาชิกสมาคมชาวอินเดียฯ แขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ปลัดอาวุโสอำเภอบางละมุง ปลัดอำเภอบางละมุง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี ผู้แทน สสปน.ภาคกลาง-ภาคตะวันออก และ ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เข้าร่วมที่โรงแรมเดอะ ไซมีส พัทยา จ.ชลบุรี

สำหรับงานเฉลิมฉลองวันเอกราชอินเดียในครั้งนี้ จัดโดยสมาคมอินเดียภาคตะวันออก (Indian Community Eastern – ICE) ภายใต้แนวคิด “India @80 – 80th Independence Day Celebration” เพื่อรำลึกถึงวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของสาธารณรัฐอินเดีย สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือในการส่งเสริมมิตรภาพ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างชุมชนชาวอินเดียในประเทศไทย ชาวไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างยั่งยืนตลอดมา

ครอบครัว ‘สมิทธ์ บัณฑิตย์‘ ขอบคุณคนใจบุญช่วยบริจาคเลือดช่วยชีวิตอดีตนักร้องดัง หวังโรงพยาบาลไม่ทอดทิ้ง

นายปัญจรัตน์ หรือสุรัตน์ บัณฑิตย์ บิดาของ สมิทธ์ บัณฑิตย์ หรือสมิทธ์-สมิทธ์แอนด์เชน อดีตนักร้องดูโอ้ชื่อดัง ที่ป่วยเป็นผู้ติดเตียง เปิดเผยว่า สมิทธ์ได้มีอาการช็อกในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงได้นำส่งยังโรงพยาบาลชลบุรี ก่อนทราบว่าเกิดจากมีการติดเชื้อในโลหิต ต้องมีการให้เลือดกับผู้ป่วย ตนเองจึงได้ขอความช่วยเหลือจนมีคนใจบุญร่วมบริจาคโลหิตมาช่วยเหลือเป็นการเบื้องต้น

เมื่อมีผู้บริจาคโลหิตมาแล้ว ทางโรงพยาบาลชลบุรี ที่สมิทธ์เข้าทำการรักษา แจ้งว่าได้ให้เลือดผู้ป่วยไปแล้วในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 จำนวน 1 ถุง 300 มล. จนผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และให้กลับบ้านในวันต่อมา ทางครอบครัวบัณฑิตย์ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ได้ช่วยเหลือสมิทธ์ในครั้งนี้ ทั้งผู้ที่มีใจกุศลร่วมบริจาคโลหิตส่งต่อให้ในนามสมิทธ์โดยตรง จนได้เลือดมากถึงประมาณ 6-7 ถุง

นอกจากนี้ต้องขอบคุณทางโรงพยาบาลชลบุรีและคณะแพทย์เป็นอย่างยิ่งในการให้การรักษานายสมิทธ์ ในฐานะผู้ป่วยคนพิการ ทั้งนี้อยากขอความกรุณาจากทางโรงพยาบาลให้ช่วยคอยติดอาการของผู้ป่วย หลังจากหมอได้อนุญาตให้กลับไปพักที่บ้านได้ เนื่องด้วยผู้ป่วยเป็นกลุ่มเปราะบาง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางโรงพยาบาลจะไม่ทอดทิ้ง

อย่างไรตาม ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้มีใจกุศลอยากให้การสนับสนุนช่วยเหลือสมิทธ์ บัณฑิตย์ สามารถติดต่อพูดคุยกับลุงสุรัตน์ บิดาของสมิทธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 086-827 3175 หรือสมทบทุนช่วยเหลือได้ที่ พร้อมเพย์ 086-827 3175 นายปัญจรัตน์ บัณฑิตย์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ผบก.ทล. มอบประกาศนียบัตรให้ข้าราชการตำรวจ ที่จับกุมยาบ้า 300,000 เม็ด

ผบก.ทล.ได้เดินทางมามอบประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจที่จับกุมยาบ้า ได้ 300,000 เม็ดพล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม รอง ผบก.ทล.พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล.ได้เดินทางตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจทางหลวงนครปฐม ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.

โดยมี พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. และข้าราชการตำรวจทางหลวงในสังกัดให้การต้อนรับ ในการนี้เพื่อกำกับ ติดตาม และตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติราชการ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการประชาชน ตลอดจนรับทราบปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของหน่วย

ทั้งนี้ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.ได้มอ[ประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจชุดจับกุมกระบะไม่ติดแผ่นป้าย ได้ทำการตรวจค้นพบซุกยาบ้า ภายในรถ 300,000 เม็ดณ ห้องประชุม ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เหตุด่วนบนทางหลวง โทรสายด่วน 1193
ด้วยความห่วงใยจากตำรวจทางหลวงนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เก๋งแดงซิ่ง 113 กม./ชม. เจอด่านมุกดาหารโป๊ะแตก! คนขับหนีหมายจับ 2 คดี โยงยาบ้ากว่า 9 หมื่นเม็ด

ตำรวจทางหลวงมุกดาหารตั้งจุดกวดขันวินัยจราจรบนทางหลวงหมายเลข 12 สกัดรถเก๋งสีแดงซิ่ง 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรวจสอบคนขับพบพิรุธ ทั้งไม่มีใบขับขี่ ให้ข้อมูลชื่อไม่ตรง และมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ตรวจประวัติพบเป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ 2 หมาย คดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธปืน เจ้าตัวรับสารภาพเคยทำหน้าที่ดูแลยาบ้าของนายทุนชาวลาว รับออเดอร์และนำยาไปซุกซ่อนตามจุดนัดหมาย ก่อนส่งตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงจังหวัดมุกดาหาร ตั้งจุดกวดขันวินัยจราจรบริเวณทางหลวงหมายเลข 12 หลักกิโลเมตรที่ 716 ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายบนเส้นทางสายหลักระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งสีแดงคันหนึ่งขับมาจากจังหวัดกาฬสินธุ์

ด้วยความเร็ว 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจตามขั้นตอนจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบพิรุธหลายประการ โดยผู้ขับขี่ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตขับรถต่อเจ้าหน้าที่ได้ เมื่อสอบถามข้อมูลส่วนตัวและชื่อผู้ขับขี่ กลับให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ประกอบกับมีท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างละเอียดผลการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ขับขี่รายดังกล่าวเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ถึง 2 หมาย โดยหมายจับแรกเป็นคดีร่วมกันครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่าย และสมคบกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับขบวนการยาบ้าจำนวนกว่า 90,000 เม็ด

ส่วนหมายจับที่สองเป็นคดีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องควบคุมตัวผู้ต้องหารายนี้ไว้ดำเนินการตามกฎหมายจากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเคยทำหน้าที่ดูแลยาบ้าที่ได้รับมาจากนายทุนชาวลาว โดยมีหน้าที่รับคำสั่งซื้อหรือ “ออเดอร์”จากลูกค้า จากนั้นจะนำยาเสพติดไปวางหรือซุกซ่อนตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามารับยาในภายหลังเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.ห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ รับตัวไปดำเนินคดีตามหมายจับและข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” เปิดโครงการ “เพื่อนกันมันส์โนแอล” แข่งขันฟุตซอลรุ่น U-18 ต่อยอดจาก U-15 สู่ U-18 เปลี่ยนสนามกีฬา โรงเรียน ชุมชน

รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” ลงพื้นที่บึงกาฬ เปิดโครงการ “เพื่อนกันมันส์โนแอล” แข่งขันฟุตซอลรุ่น U-18 ต่อยอดจาก U-15 สู่ U-18 เปลี่ยนสนามกีฬา โรงเรียน ชุมชน เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ปลอดภัยให้เด็กเยาวชน ด้าน สสส.-สคล. ผนึก 8 สถาบันศึกษา ลงนาม MOU สร้างสถานศึกษาปลอดปัจจัยเสี่ยง เผยผลสำรวจเด็ก 90.5% ชี้ กีฬาช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้จริง อีก 69.6% รับมีวินัยมากขึ้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ส.ค. 2569 ที่หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ BUENGKAN U-18 FUTSAL CHAMPIONSHIP SCHOOL LEAGUE 2026 “เพื่อนกันมันส์โนแอล” ไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เสพ ไม่พนัน และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ขับเคลื่อนสถานศึกษาปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด ร่วมกับ สถานศึกษา 8 แห่ง และภาคีเครือข่าย

โดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิต โดยการดูแลเด็กและเยาวชนไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม โดยโครงการนี้ เป็นการส่งเสริมการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะชีวิต สร้างภูมิคุ้มกัน ถือเป็นการเปลี่ยน “สนามกีฬา” ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เปลี่ยน “สถานศึกษา” ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และเชื่อม “ชุมชน” ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่าสร้างสรรค์“การลงนาม MOU

สถานศึกษาปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติด จะต้องไม่เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็นกลไกในการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องนำไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งด้านการป้องกัน การสร้างความรู้ การสร้างกิจกรรมทางเลือก และการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ขอชื่นชมเครือข่ายสถานศึกษาทั้ง 8 แห่งที่เข้าร่วม สามารถขยายผลเป็นต้นแบบไปยังพื้นที่อื่นต่อไป และขอฝากไปถึงเด็กและเยาวชนให้รู้เท่าทัน รู้จักคิด กล้าปฏิเสธ และเป็นเพื่อนที่ดี ชวนกันทำสิ่งที่สร้างสรรค์ เพราะชัยชนะที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เพียงการชนะในสนามแข่งขัน แต่คือการชนะใจตนเอง และเลือกเส้นทางชีวิตที่ดีให้กับตัวเอง” รองนายกฯ กล่าว

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีสุขภาวะที่ดี มีทักษะชีวิต มีวินัย และเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมองว่ากีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน เพราะนอกจากช่วยส่งเสริมสุขภาพแล้ว ยังช่วยพัฒนาวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม การเคารพกติกา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น โครงการ “เพื่อนกันมันส์โนแอล” จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันฟุตซอล แต่เป็นการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “ไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เสพ ไม่พนัน” พร้อมเน้นย้ำว่า จังหวัดต้องการเห็นการทำงานร่วมกันของสถานศึกษา ชุมชน ครอบครัว และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเด็ก

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์และเครือข่ายโค้ชฟุตซอล ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เพื่อใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความรอบรู้สุขภาวะ ภูมิคุ้มกัน และทักษะชีวิตในการป้องกันและลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ การพนัน และยาเสพติด ซึ่งโครงการนี้เป็นการเพิ่ม “โอกาส” และ “พื้นที่” ให้เยาวชนสามารถเติบโตต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่สร้างสรรค์และปลอดภัย จากการดำเนินงานที่เริ่มนำร่องในปี 2561 จากทีมเข้าร่วม 74 ทีม ปัจจุบันขยายตัวเป็นมากกว่า 1,000 ทีม จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีนักกีฬาและทีมงานเข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในวงกว้าง

“จากการประเมินผลโครงการจากเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขัน SDN Futsal No-L Cup 2026 จำนวน 1,144 คน จาก 11 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พบว่า เยาวชน 30.3% หรือ 347 คน เคยมีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนเข้าสู่กิจกรรมกีฬา และหลังเข้าร่วมกิจกรรม เยาวชนกลุ่มดังกล่าว 90.5% หรือ 314 คน สามารถลดหรือเลิกพฤติกรรมเสี่ยงได้ ขณะที่ 69.6% ระบุว่าตนเองมีระเบียบวินัยมากขึ้น มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน และใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น

สะท้อนว่า ‘พื้นที่สร้างสรรค์’ ไม่ได้สร้างเพียงกิจกรรม แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม ทักษะชีวิต และภูมิคุ้มกันของเยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว นายฉลอง นพคุณ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ ในฐานะเจ้าภาพและตัวแทนสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 แห่ง กล่าวว่า สถานศึกษาทั้ง 8 แห่ง มีความมุ่งมั่นที่จะใช้กีฬาเป็นฐานการเรียนรู้ หรือ Sport for Development เพื่อพัฒนาความรอบรู้ ทักษะชีวิต วินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำของเยาวชน และสร้างเครือข่ายและสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง ผ่านกระบวนการทั้งการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ การอบรมแกนนำเยาวชน

นายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน กล่าวว่า การขยายแนวคิดพื้นที่สร้างสรรค์จากสนามกีฬาไปสู่โรงเรียนและชุมชน โดยสถานศึกษาในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสในจังหวัดบึงกาฬ อย่างโรงเรียนบ้านคำไผ่ มีบทบาทสำคัญช่วยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย พร้อมเชื่อมโยงการทำงานระหว่างครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีเครือข่าย ร่วมกันดูแลเด็ก เป็นการสร้าง

“ระบบนิเวศการดูแลเด็ก” เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไม่สามารถเกิดขึ้นจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงลำพัง ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมสร้างโอกาสและลดพื้นที่เสี่ยงไปพร้อมกัน ภายใต้เป้าหมาย สร้างคนรุ่นใหม่ ที่สุขภาพดี มีทักษะชีวิต ห่างไกลปัจจัยเสี่ยง “เพื่อนกันมันส์โนแอล” จึงไม่ใช่เพียงคำขวัญของการแข่งขัน แต่เป็นแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของเยาวชนบึงกาฬ เพื่อนชวนเพื่อนทำสิ่งดี โรงเรียนเปิดพื้นที่ ชุมชนช่วยดูแล และทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างอนาคตให้เด็กและเยาวชน

สำหรับสถานศึกษาที่เข้าร่วมทั้ง 8 แห่ง ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โรงเรียนหนองเข็งวิทยาคม โรงเรียนศรีวิไลวิทยา โรงเรียนบุ่งคล้านคร โรงเรียนศรีชมภูวิทยา โรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม โรงเรียนหนองยองพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก และโรงเรียนบึงโขงหลงวิทยาคม ซึ่งจะร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมและสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสถานศึกษา
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พิธีฉลองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประกวด Line Dance ของกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.โรงเรียนดรุณราษฎร์วิทยา อำเภอแม่สาย จังหวัด​เชียงราย​ ได้รับ รางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทาน​พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ​การประกวดไลน์แดนซ์กรมพลศึกษา 2569​

นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย มอบหมายให้นายจิรวัฒน์ ดีวะรัตน์ ปลัดอำเภอ เป็นประธานในพิธีฉลองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในการประกวด Line Dance ของกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัย ได้ใช้กิจกรรมการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ เพื่อพัฒนาสุขภาพ และสมรรถภาพทางกาย

โดยผลการประกวดไลน์แดนซ์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ปรากฏว่า ชมรมแอโรบิกเพื่อสุขภาพ รักดรุณฯ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับรางวัลชนะเลิศ และได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลพระราชทาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จิตอาสาบึงกาฬรวมพลัง ลงแขกดำนา “ดำนาวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” สืบสานวิถีเกษตรไทย สร้างพลังสามัคคีชุมชน

บึงกาฬ – เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 คณะทำงานจิตอาสาจังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรม “ดำนาวันแม่เกี่ยววันพ่อ” ณ แปลงนาสาธิต 15 ไร่ บ้านโพธิ์น้อย – บ้านหนองสิมพัฒนา ตำบลท่ากกแดง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ โดยมี นางแว่นฟ้า ทองศรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย คณะทำงานจิตอาสาจากหลายจังหวัด และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสืบสานวิถีชีวิตและภูมิปัญญาการทำนาของคนไทย โดยเฉพาะประเพณี “ลงแขกดำนา” ซึ่งสะท้อนถึงความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลและความสามัคคีของคนในชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตรตามแนวทาง เกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นางแว่นฟ้า ทองศรี นายก อบจ.บึงกาฬ กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อชุมชน เพราะไม่ได้เป็นเพียงการร่วมกันปลูกข้าว แต่ยังเป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พร้อมชื่นชมคณะทำงานจิตอาสาและทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของชุมชน

สำหรับแปลงนาสาธิต 15 ไร่ ดำเนินงานในรูปแบบผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยมีเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน เยาวชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไป สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ คณะทำงานจิตอาสาจังหวัดบึงกาฬได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิปิยะศักดิ์ 1955 ในการขับเคลื่อนโครงการแปลงนาสาธิต โดยพื้นที่อำเภอเซกาดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และมีเป้าหมายขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างร่วมแรงร่วมใจกันลงแขกดำนา ท่ามกลางความสนุกสนานและความสามัคคี สะท้อนพลังของจิตอาสาและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ด้าน คณะทำงานจิตอาสาจังหวัดบึงกาฬ กล่าวขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย คณะทำงานจิตอาสาจากทุกจังหวัด และพี่น้องประชาชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจนกิจกรรมสำเร็จลุล่วง พร้อมย้ำแนวคิดการทำงานของคณะทำงานว่า

“สิ่งไหนที่ทำด้วยใจ สิ่งนั้นยิ่งใหญ่เสมอ”กิจกรรม “ดำนาวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” จึงนับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับวิถีเกษตรดั้งเดิม พร้อมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งต่อพลังแห่งความสามัคคีให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในชุมชนจังหวัดบึงกาฬ
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นายกเมืองพัทยา ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันประกาศอิสรภาพประเทศอินเดีย

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายกิตติคม ธีวรางกูล คณะทำงานนายกเมืองพัทยา ด้านการท่องเที่ยว กีฬา วัฒนธรรม และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร เมืองพัทยา และนายอติชาต สุขยืน บก.ข่าวฉลามนิวส์ เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปี วันประกาศอิสรภาพประเทศอินเดีย ปี 2026 โดยมี ดร.ดิโอ คูมาร์ ซิงห์ นายกสมาคมภารัต (อินเดีย) ชลบุรี ผู้จัดงาน ให้การต้อนรับ ที่ร้าน Indigo Indian Restaurant Pattaya จ.ชลบุรี

ทางสมาคมภารัต (อินเดีย) ชลบุรี ได้จัดบริการน้ำชาและของว่างให้กับผู้ร่วมงานเป็นพี่น้องเชื้อสายอินเดียและฮินดูที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก เพื่อให้เกียรติและเฉลิมฉลองความเป็นหนึ่งเดียว ตลอดจนเป็นการรำลึกถึงการเสียสละของบรรพบุรุษ เป็นความภาคภูมิใจและความรักที่มีต่อประเทศ ที่พี่น้องชาวอินเดียจะร่วมเฉลิมฉลองกันทั่วโลก

อนึ่ง วันประกาศเอกราชของอินเดีย เฉลิมฉลองทุกวันที่ 15 สิงหาคม และถือเป็นวันหยุดในประเทศอินเดีย เพื่อรำลึกถึงการประกาศเอกราชของประเทศจากการปกครองของสหราชอาณาจักร ในวันที่ 15 สิงหาคม 1947 เมื่อรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรประกาศพระราชบัญญัติเอกราชอินเดีย ค.ศ.1947 ส่งผ่านเอกราชสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติจนเป็นสาธารณรัฐอินเดีย หรือประเทศอินเดียในปัจจุบัน..

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /มณฑลทหารบกที่ 38 จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบ 36 ปี รำลึกกำลังพลผู้เสียสละ พร้อมเผยแพร่ภารกิจทหารเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่สโมสรนายทหาร ค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มณฑลทหารบกที่ 38 จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบ 36 ปี โดยมี พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน พร้อมด้วยคุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ดร.ธาราทิพย์ วงษ์บรรณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 38 นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน อดีตผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ กำลังพล และครอบครัว เข้าร่วมพิธภายในงานมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยและกำลังพล พร้อมรำลึกถึงกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตลอดจนเชิดชูเกียรติและสานต่อภารกิจของหน่วยในการดูแลความมั่นคงและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน

สำหรับมณฑลทหารบกที่ 38 มีประวัติการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จังหวัดน่านมาอย่างยาวนาน ย้อนไปเมื่อปี 2509 จังหวัดน่านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงและการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ กองทัพบกจึงได้จัดกำลังเข้ามาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ต่อมาในปี 2512 ได้จัดตั้งหน่วย “จังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ (ส่วนแยกน่าน)” เพื่อสนับสนุนหน่วยทหารในพื้นที่ ก่อนแปรสภาพเป็น “จังหวัดทหารบกน่าน” ในปี 2533 และเปลี่ยนเป็น “มณฑลทหารบกที่ 38” ในปี 2558 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 36 ปี

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มณฑลทหารบกที่ 38 ได้สนับสนุนกำลังพล สรรพกำลัง และยุทโธปกรณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะภารกิจด้านการบรรเทาสาธารณภัยและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากโครงการ “ทหารพันธุ์ดีน่าน” นำผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของหน่วยมาจัดแสดงและจำหน่าย สะท้อนแนวทางการพึ่งพาตนเองและการสร้างประโยชน์ให้แก่กำลังพลและประชาชน ขณะที่โรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์นำชุดแพทย์เคลื่อนที่มาให้บริการ พร้อมให้คำแนะนำด้านสุขภาพและการป้องกันโรคเบื้องต้น

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงภารกิจของชุดป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลาก และสาธารณภัยรูปแบบต่าง ๆ

การจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามณฑลทหารบกที่ 38 ในครั้งนี้ จึงเป็นทั้งการรำลึกถึงประวัติศาสตร์และกำลังพลผู้เสียสละ ตลอดจนสะท้อนบทบาทของกองทัพในการดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความมั่นคง การส่งเสริมอาชีพ การดูแลสุขภาพ และการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเดินหน้าปฏิบัติภารกิจเพื่อความสงบสุขและประโยชน์ของประชาชนในจังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง

มณฑลทหารบกที่ 38 จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบ 36 ปี รำลึกกำลังพลผู้เสียสละ พร้อมเผยแพร่ภารกิจทหารเพื่อประชาชน/บุญยงค์ สดสอาเ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม ฯรายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทส. ลุยฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำตกห้วยแก้ว ชูโมเดล “ป่าเปียก” สู้ไฟป่า-ต่อลมหายใจสัตว์ป่า

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายพิชิต สมบัติมาก หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามภารกิจ ณ สวนสัตว์เชียงใหม่ โดยมี นางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 หัวหน้าส่วนราชการในสังกัด ทส.

ในพื้นที่ คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำตกห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้น นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโดยรอบในพื้นที่ของโครงการ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นคืนความสมดุลของระบบนิเวศ ดึงความชุ่มชื้นกลับสู่ธรรมชาติ

ทั้งนี้ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ได้มอบนโยบายและข้อเสนอแนะเชิงรุก โดยเน้นย้ำให้เกิดการบูรณาการข้ามหน่วยงานภายใน ทส. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับโครงการไปสู่การสร้าง “ป่าเปียก” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกลไกนี้จะเป็นกุญแจสำคัญ

ในการกักเก็บความชุ่มชื้น เพิ่มแหล่งน้ำสำรองทางยุทธศาสตร์สำหรับใช้ในภารกิจดับไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการปลูกป่าทดแทน เพื่อฟื้นฟูผืนป่าเชียงใหม่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ต่อไป……

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จัดประชุมคณะกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2570 ระดับจังหวัด

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสิริศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2570 จังหวัดน่าน โดยมีคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลการสืบเสาะเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ/ขอบคุณภาพ-ข่าวสนง.ปชส.น่าน/ บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

โดยการคัดเลือกครั้งนี้ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการพิจารณา จำนวน 3 ราย ได้แก่ นางพรลภัส อ่างหงษ์ ครูโรงเรียนปัว, นางสาวกัลยา เจนจิจะ ครูโรงเรียนบ้านสบปืน และ นายสุริน ธีเขียว ครูศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอนาหมื่น โดยคณะอนุกรรมการได้ดำเนินการสืบเสาะเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อประกอบการพิจารณาคุณสมบัติ ผลงาน และการปฏิบัติงานของผู้ได้รับการเสนอชื่อในมิติต่าง ๆ

บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ญาติใจสลาย “คืนที่เจ็บปวดที่สุด” ! รพ.มุกดาหาร รับประเมินล่าช้า ทำผู้ป่วย ‘หลอดเลือดใหญ่โป่งพองปริแตก’ เสียชีวิต

มุกดาหาร — เกิดเหตุความสูญเสียสะเทือนใจขึ้นที่โรงพยาบาลมุกดาหาร หลังผู้ป่วยชายวัย 63 ปี เสียชีวิตจากภาวะเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาดปริแตกอย่างรุนแรง ด้านลูกสาวโพสต์เดือดโซเชียลระบายความเจ็บปวด เผยนาทีวิกฤตรอนานกว่า 2 ชั่วโมงโดยไร้การเหลียวแล จนบิดาช็อกเกร็ง-อาเจียนดับต่อหน้าต่อตา ตั้งคำถามเหตุใดไม่จับตรวจ CT Scan ตั้งแต่แรกปล่อยให้นอนรอความตายในสถานที่แห่งความหวัง ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลออกมายอมรับความล่าช้าในการประเมินซ้ำ ชี้ช่วงเวลาดังกล่าวมีเคสฉุกเฉินวิกฤตเข้ามาพร้อมกัน ยืนยันไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบและพร้อมนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงระบบบริการ

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางอ่อนสี กงนะ อายุ 54 ปี พร้อมด้วย นางสาวธัญรัตน์ กงนะ อายุ 28 ปี ภรรยาและบุตรสาว ได้นำตัว นายชาม กงนะ อายุ 63 ปี ส่งเข้ารับการรักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร เนื่องจากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยในระหว่างการซักประวัติ นายชามได้แจ้งพยาบาลอย่างชัดเจนว่า “รู้สึกปวดท้องและเหมือนมีก้อนอะไรแข็งๆ อยู่ที่ท้อง” ก่อนถูกนำตัวเข้าไปรอภายในห้องฉุกเฉิน

ต่อมา นางสาวธัญรัตน์ บุตรสาวผู้เสียชีวิต ได้โพสต์ข้อความสะเทือนใจผ่าน Facebook ระบุหัวข้อ #เป็นคืนที่เจ็บปวดใจที่สุดในชีวิต ถ่ายทอดนาทีวิกฤตว่า หลังจากแพทย์เข้าสอบถามอาการและทำการอัลตราซาวด์เบื้องต้นเสร็จแล้ว ไม่ได้แจ้งรายละเอียดโรค เพียงแต่บอกว่าจะฉีดยาแก้ปวดให้แล้วจะให้กลับบ้าน ทั้งที่อาการของบิดาแย่ลงเรื่อยๆ แต่หลังจากแพทย์เดินออกไป บิดาต้องนอนรอฉีดยาอยู่นานถึง 2 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เดินมาตรวจดูอาการ และไม่ได้มีการส่งตรวจ CT Scan ทั้งที่ผู้ป่วยแจ้งตั้งแต่แรกว่ามีก้อนแข็งในท้อง

กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. นางสาวธัญรัตน์ซึ่งนั่งรออยู่ด้านนอก ได้รับโทรศัพท์จากผู้เป็นแม่แจ้งว่าบิดาปวดท้องหนักมาก เธอจึงรีบไปสอบถามเจ้าหน้าที่บริเวณเคาน์เตอร์ห้องฉุกเฉินว่าต้องรออีกนานเท่าใด เพราะบิดาปวดจนเกรงว่าจะเข้าสู่ภาวะช็อก แต่กลับได้รับท่าทีเมินเฉยและสายตาที่ไม่พอใจกลับมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตอบเพียงว่าจะไปดูให้ แต่ก็ไม่ได้เดินตามมาทันที

เมื่อเธอกลับมาถึงเตียง พบว่าบิดเริ่มมีอาการเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกทั่วร่างกาย จนเธอต้องตะโกนก้องห้องฉุกเฉินว่า “มาดูคนไข้หน่อยค่ะ แกชักแล้ว!” เจ้าหน้าที่จึงรีบนำตัวเข้าห้องกู้ชีพ ให้ออกซิเจน และพบว่าความดันโลหิตพุ่งสูงถึง 200 มิลลิเมตรปรอท ก่อนจะรีบนำตัวส่งตรวจ CT Scan อย่างเร่งด่วน ซึ่งเธอตั้งข้อสังเกตด้วยความอัดอั้นว่า “งงว่าตั้งแต่มาทำไมไม่ CT เลย ทั้งๆ ที่นอนปวดนาน 2 ชั่วโมง ถ้าพ่อไม่ชักจะทำไหม”

ผลการตรวจ CT Scan ปรากฏว่าเส้นเลือดในท้องแตก แพทย์แจ้งว่าต้องผ่าตัดด่วนมิฉะนั้นจะไม่รอดชีวิต ครอบครัวจึงเซ็นยินยอมทันที พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจและประสานแพทย์เฉพาะทางหลอดเลือดเข้ามาดูแล แต่เนื่องจากสัญญาณชีพของผู้ป่วยอ่อนลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่มีชีพจร แม้แพทย์จะพยายามปั๊มหัวใจกู้ชีวิตแต่ก็ไม่สามารถยื้อไว้ได้ และแจ้งให้ครอบครัวทำใจปล่อยผู้ป่วยไปในที่สุด

“ทำไมไม่ CT ดูตั้งแต่แรกจะได้รู้ทันท่วงทีว่ามีเลือดออกในช่องท้อง ทำไมแค่จะฉีดยาแก้ปวดให้แล้วกลับบ้าน ทำไมให้นอนรอการรักษาถึง 2 ชั่วโมง โดยไม่มีการเดินมาดูอาการคนไข้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ใน 2 ชั่วโมงนั้นถ้าพาพ่อไป CT แล้วพาขึ้นไปผ่าตัดตั้งแต่แรก พ่อน่าจะรอดเพราะพ่อยิ้มพูดคุยมีสติ… เรารับไม่ได้ที่พ่อไปนอนรอความตายในที่ที่มีความหวังอย่างโรงพยาบาล ภาพทุกอย่างในคืนนั้นมันติดตา” ข้อความส่วนหนึ่งจากโพสต์ของบุตรสาวผู้เสียชีวิต ก่อนจะร้องเรียนสื่อมวลชนเพื่อขอความเป็นธรรม

ต่อมาในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านพักของผู้เสียชีวิต ซึ่งตั้งอยู่หน้าวัดมงคลโสภา บ้านนาโสกน้อย ตำบลโพนทราย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยบรรยากาศการจัดงานศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ร้องไห้ระงมของครอบครัวและญาติมิตร

นางอ่อนสี ภรรยาผู้เสียชีวิต และนางสาวธัญรัตน์ บุตรสาว ยืนยันตรงกันว่า ครอบครัวไม่ติดใจเอาความหรือประสงค์ดำเนินคดีกับผู้ใด แต่อยากขอคำชี้แจงและอธิบายจากทางโรงพยาบาลมุกดาหารว่า เหตุใดกระบวนการตรวจวินิจฉัยจึงล่าช้า จนทำให้ต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป พร้อมฝากเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้โรงพยาบาลนำไปปรับปรุงระบบการดูแลผู้ป่วยให้ใกล้ชิดและรวดเร็วกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้กับครอบครัวอื่นอีก

ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 18.18 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อขอคำชี้แจง โดยมี แพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร พร้อมด้วย นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวชี้แจง

แพทย์หญิงนภาพร ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมอธิบายว่า ในขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้น นายชามถูกจัดอยู่ในผู้ป่วยฉุกเฉินระดับที่ 2 หรือ “สีชมพู” ซึ่งมีความเร่งด่วนรองจากระดับที่ 1 หรือ “สีแดง” (กลุ่มวิกฤตสูงสุด) โดยตามเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ป่วยระดับสีชมพูจะต้องได้รับการตรวจประเมินอาการซ้ำทุกๆ 30 นาที แต่ในกรณีนี้มีช่วงห่างของการติดตามประเมินซ้ำยาวนานถึงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งยอมรับว่ากระบวนการดังกล่าวมีความล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนดจริง

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร ชี้แจงถึงสาเหตุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีผู้ป่วยระดับสีแดง (วิกฤตคุกคามชีวิต) เข้ามาพร้อมกันถึง 2 ราย ได้แก่ ผู้ป่วยถูกงูเห่ากัดที่มีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นซึ่งต้องทำการกู้ชีพอย่างเร่งด่วน ทำให้บุคลากรต้องทุ่มกำลังระดมช่วยเหลือผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลไม่ได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้อแก้ตัว และขอน้อมรับความผิดพลาดในความล่าช้าของการประเมินซ้ำ

“หลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง เมื่อพบว่าอาการผู้ป่วยหนักขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด และส่งตรวจ CT Scan ซึ่งผลตรวจออกมาพบว่าเป็น ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด (Ruptured Aortic Aneurysm) ซึ่งในทางการแพทย์ถือเป็นภาวะวิกฤตสูงสุดของโรคหลอดเลือด ส่งผลให้สัญญาณชีพอ่อนลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในที่สุด” แพทย์หญิงนภาพรกล่าว

ขณะที่ นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า โรงพยาบาลมุกดาหารจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวนเคสอย่างละเอียด เพื่อปรับปรุงระบบการดูแล การประเมินติดตามอาการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง นำข้อบกพร่องมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ เพิ่มความปลอดภัยและโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียในลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #เป็นคืนที่เจ็บปวดใจที่สุดในชีวิต #ห้องฉุกเฉิน #ร้องเรียนโรงพยาบาลมุกดาหาร #มุกดาหาร #อุทาหรณ์การรักษา #บทเรียนการแพทย์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สาธารณสุขนครปฐม จัดกิจกรรมประชุมเสวนา “แนวทางวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก“ วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมประชุมเสวนา “แนวทางวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก“ วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมประชุมเสวนา “แนวทางวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก“

โดยมี นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุลนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

ศาสตราจารย์ (คลินิก) แพทย์หญิงศิริเพ็ญ กัลยาณรุจ
ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านไข้เลือดออก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีและที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกทางด้านโรคไข้เลือดออก ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงวิภา ธนาชาติเวทย์
ภาควิชาอายุรศาสตร์เขตร้อนคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนองค์ความรู้แก่ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ทั้งในระดับโรงพยาบาลและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้มีความรู้

ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการวินิจฉัย การประเมินความรุนแรง และการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้องประชุมจตุรภัทร ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / หยุดความซิ่ง…วินัยจราจร!ที่โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม ในโครงการ “หนูน้อยทางหลวง EF ดี มีวินัยจราจร”

หยุดความซิ่ง… แล้วมาเติมความมุ้งมิ้งและวินัยจราจรกันครับ!
ที่โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม ในโครงการ “หนูน้อยทางหลวง EF ดี มีวินัยจราจร” แล้วบอกเลยว่าพี่ ๆ ตำรวจทางหลวงและทีมงานทุกคน “อิ่มเอมใจ” และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ!กองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมมือกับ คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำ

หลักสูตรสุดเจ๋งอย่าง ทักษะสมอง EF (Executive Functions) มาผสมผสานกับการเรียนรู้ ผ่าน “เมืองจราจรจำลอง” และ “เกม EF ดี ขับขี่ปลอดภัย” ฝึกให้น้อง ๆ ได้สนุก ได้คิดก่อนทำ รู้จักยับยั้งชั่งใจ วางแผน และตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าบนถนนได้อย่างปลอดภัย “ป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง” โดยการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งวินัยให้เด็ก ๆ ซึ่งจะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติบนท้องถนน

จากเรื่องกฎจราจรที่ดูยาก ๆ กลายเป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัวไปเลย!และต้องขอขอบพระคุณคณะผู้ใหญ่ใจดีทุกท่าน
พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ประธานในพิธี)พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.อ.ภคพล สุชล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.อ.วิษณุ คำโนนม่วง ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจทางหลวง

พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง รอง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจทางหลวงนครปฐม และข้าราชการตำรวจในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรมและวิเทศสัมพันธ์, คณาจารย์ และบุคลากร)

ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม
นายนที ขวัญแพ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครปฐม (สนับสนุนสัญญาณไฟจราจร)นายสมโชค พงษ์ขวัญ และคณะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครปฐม นายธานี อ่อนละเอียด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครปฐม (ร่วมสนับสนุนรถจักรยานในกิจกรรม)ที่มาร่วมสร้างรอยยิ้มและสร้างภูมิคุ้มกันบนท้องถนนให้น้อง ๆ ด้วยกันครับ
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม


.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/จัดเสวนาใหญ่ “คิด พัฒนา สร้างมูลค่า สู่ความสำเร็จ” ดันแปรรูปสินค้าเกษตรพิกุลทองฯ เจาะตลาดไทย-อินเตอร์ ชู “ส้มแขก-ดาหลา-น้ำผึ้งชันโรง”

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเวทีเสวนาถกทิศทางอนาคต “คิด พัฒนา สร้างมูลค่า สู่ความสำเร็จ” ในงานชมศูนย์ศึกษาฯ ครั้งที่ 27 ดึง กปร. มหาวิทยาลัย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยผนึกกำลัง ร่วมถอดรหัสยกระดับอัตลักษณ์ผลผลิตชายแดนใต้ ทั้งกิมจิผักกูด น้ำผึ้งชันโรง ชาดาหลา และเครื่องดื่มส้มแขกโซดา พร้อมอัดฉีดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และช่องทางตลาด หนุนเกษตรกรในพื้นที่เปลี่ยนสินค้าชุมชนสู่สินค้านวัตกรรมสร้างรายได้งดงาม

วันนี้ (14 สิงหาคม 2569) ณ ห้องประชุม 1 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ได้มีการจัดเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “คิด พัฒนา สร้างมูลค่า สู่ความสำเร็จ” ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญส่วนหนึ่งของงาน “ชมศูนย์ศึกษา พัฒนาความรู้ ดูนิทรรศการ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “สืบสานพระราชปณิธาน สานประโยชน์สุขสู่ปวงประชา”เพื่อหาแนวทางร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ในการพัฒนาอัตลักษณ์เกษตรแปรรูปชายแดนใต้ไปสู่ระดับสากล

โดยได้รับเกียรติจาก นายอภิศักดิ์ สุรวิสูตร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 (ภาคใต้), นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ, ผศ.ดร.นิรันดร หนักแดง รองคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางการพัฒนาอย่างเข้มข้น โดยมี นางสาวปพิชญานันท์ เทพรักษ์ นักสื่อสารมวลชนชำนาญการ ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน ครู อาจารย์ ตลอดจนนักศึกษา เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก

ช่วงการเสวนาในรอบแรก นายอภิศักดิ์ สุรวิสูตร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 4 (ภาคใต้) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายและการอนุมัติงบประมาณว่า ปัจจุบัน สำนักงาน กปร. มุ่งเน้นการส่งเสริมให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ “กินได้จริง” และสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรโดยไม่อยู่เพียงแค่ขั้นตอนการวิจัยทดลอง แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงการส่งเสริมอาชีพเชิงพาณิชย์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ศูนย์ฯ พิกุลทองฯ สามารถเป็นต้นแบบในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง ยึดหลักภูมิสังคมตามแนวพระราชดำริ

ด้าน นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ชี้แจงถึงการสนองพระราชดำริและนโยบาย กปร. ในยุคปัจจุบันว่า ศูนย์ฯได้ปรับบทบาทรุกหนักด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างตัวอย่างนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นของจังหวัดนราธิวาสและชายแดนใต้ อาทิเครื่องดื่มโซดารสส้มแขก และ เครื่องดื่มโซดารสดาหลา ที่ให้ความสดชื่นและคงคุณประโยชน์ทางสมุนไพร น้ำผึ้งชันโรง คุณภาพสูง กิมจิผักกูด และ กิมจิกระเจี๊ยบเขียว การฟิวชันเมนูสุขภาพตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ชาใบหม่อน และ ชาดาหลา ชาเพื่อสุขภาพกลิ่นหอมเฉพาะตัวนางสายหยุดระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เพียงเพื่อการสาธิต แต่เพื่อเป็นพิสูจน์ให้เห็นว่า พืชท้องถิ่นที่เคยถูกมองข้าม สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล

ขณะที่ ผศ.ดร.นิรันดร หนักแดง รองคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มรน.) ได้วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์แปรรูปของศูนย์ฯ ในมุมมองนักวิชาการว่า จุดเด่นที่ชัดเจนคือ “อัตลักษณ์วัตถุดิบดิบพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์สูง” เช่น ส้มแขก ดอกดาหลา และผักกูด ซึ่งมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดสายสุขภาพอย่างไรก็ตาม ข้อที่ต้องเร่งปรับปรุงหรือเติมเต็ม (จุดด้อย) คือ เรื่องของ “อายุการเก็บรักษา (Shelf Life)” มาตรฐานกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้ดึงดูดใจ และการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ผลิตภัณฑ์

โดยในรอบที่ 2 ผศ.ดร.นิรันดร ย้ำว่า มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมใช้ศักยภาพตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ สำนักงาน กปร. ในการลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีการถนอมอาหาร การคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอดจนการตรวจวิเคราะห์มาตรฐานความปลอดภัย ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่รวมตัวกัน เพื่อให้สินค้าชุมชนพร้อมออกสู่ตลาดในวงกว้างด้าน นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงบทบาทการเชื่อมโยงภาคการเกษตรกับภาคธุรกิจว่า สมาพันธ์ฯ พร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมการตลาด” โดยนำนวัตกรรมและเครือข่ายธุรกิจเข้ามาช่วยเกษตรกร ในส่วนของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงมาก

กลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์และมีโอกาสเติบโตสูงทั้งในและต่างประเทศ คือ “อาหารฮาลาลนวัตกรรม” “เครื่องดื่มสุขภาพจากพืชอัตลักษณ์ชายแดนใต้” และ “สมุนไพรบำรุงสุขภาพ” เนื่องจากตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศกลุ่มมุสลิมและกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพ มีความต้องการสินค้าเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง หากศูนย์ฯ พิกุลทองฯ และเกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพ ผลิตในปริมาณที่สม่ำเสมอ และมีการรับรองมาตรฐานฮาลาลที่ถูกต้อง สินค้าจากนราธิวาสก็พร้อมก้าวไปสู่ตลาดระดับสากลได้อย่างแน่นอน

สำหรับการเสวนาในครั้งนี้ทุกฝ่ายได้สรุปแนวทางร่วมกันว่า จะร่วมมือกันขับเคลื่อนแบบบูรณาการ โดย กปร. สนับสนุนงบประมาณและนโยบาย, ศูนย์ฯ พิกุลทองฯ เป็นฐานผลิตและต้นแบบวิจัย, มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เติมเต็มองค์ความรู้เทคโนโลยี และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ขยายช่องทางการตลาดนอกจากกิจกรรมเสวนาแล้ว ในวันเดียวกันศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ยังได้เปิดการอบรมหลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้นให้แก่ประชาชนทั่วไป ได้แก่ หลักสูตร “แหนมเห็ด อร่อย สร้างรายได้” โดย นางกัญญ์ชญา น้อยสร้าง และหลักสูตร “สบู่น้ำผึ้งชันโรง” โดย นางสาววิภารัตน์ กุลจรัสบรม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมฝึกปฏิบัติจริง เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรมตามพระราชปณิธานต่อไป
//////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /“สมาคม อสมช.ภาคประชาชน” เข้าพบ “ดร.ปภาดา” ยื่นเรื่องร้องเรียนแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อ.เขาค้อ

“สมาคม อสมช.ภาคประชาชน” เข้าพบ “ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ” เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียน! แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 2 ที่

วันนี้ (14 ส.ค.69) เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นายวงศกร ศรีสวัสดิ์ ประธานชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นายบุญเลิศ ทาแก้ว ผู้

อำนวยการเครือข่าย สมาคมฯ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมคณะเข้าพบ ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร และ นายศุภวัชร ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ หม่อมหลวง วรานุชสรณ์ วัชรีวงศ์ เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนแหล่งท่องเที่ยว พญางูใหญ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่สั่งปิดตาย และพื้นที่กังหันลมเขาค้อ ที่

ทั้งนี้ ทาง ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร ได้รับเรื่องจากทาง สมาคม อสมช.(ภาคประชาชน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเสนอถึงกรรมมาธิการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปิดแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้ง 2 ที่

พร้อมทาง ดร.ปภาดาฯ เปิดเผยว่า จะพาเข้าร้องเรียนทาง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมหารือกับผู้ใหญ่ถ้าเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อได้ ก็จะเกิดผลประโยชน์กับเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ของชาวบ้านในพื้นที่ และเป็นแลนมาร์คของจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้ง 2 ที่ต่อไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดยิ่งใหญ่! “Flow of Lanna Textile”ดันซอฟต์พาวเวอร์ผ้าทอล้านนาตะวันออก สู่เศรษฐกิจ และ การท่องเที่ยว

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 นำโดย จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ได้จัดการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ
“Flow of Lanna Textile งานมหกรรมแพรพรรณผ้าทอล้านนา ผลิตภัณฑ์ชุมชนสัมพันธ์ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน
2″ ขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมเวียงแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เพื่อโชว์ศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะ “ผ้าทอล้านนา” ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้วาราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้มีที่มาจากเป้าหมายการพัฒนาของกลุ่ม
จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ และม่งเน้นการพัฒนาสู่การเป็น “ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” โดยยึดเป้าหมายหลักคือ “ท่องเที่ยวบนพื้นฐานวัฒนธรรมร่วมสมัย ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สิ่งแวดล้อมยั่งยืนเศรษฐกิจมั่นคง”โดยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 นี้มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวและศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะภูมิปัญญาวัฒนธรรมผ้าทอล้านนา ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่อ โครงการนี้จึงเป็นการผลักดัน นโยบาย Soft Power เปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนทางเศรษฐกิจ และสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมผ้าทอให้เติบโต อย่างยั่งยืน

นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน กล่าวเสริมว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาผ้าทอล้านนาอย่างครบวงจร เริ่ม
ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านกิจกรรม Workshop และ Young Designer & Young Startup Camp 11 จนถึงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงแหล่งผลิต ไฮไลด์สำคัญคือการจัดงาน “Flow of Lanna Textile งานมหกรรมแพรพรรณผ้าทอล้านนา ผลิตภัณฑ์ชุมชนสัมพันธ์ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2” ซึ่งจะหมุนเวียนจัดใน 4 จังหวัด ได้แก่

จังหวัดพะเยา: วันที่ 28-30 สิงหาคม 2569 ณ Top Plaza
จังหวัดแพร่: วันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9
จังหวัดเชียงราย: วันที่ 12-14 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
จังหวัดน่าน: วันที่ 25-29 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ราชการจังหวัดน่าน

ภายในงานมหกรรมฯ พบกับนิทรรศการผลงานการออกแบบผ้าทอแพรพรรณล้านนา นิทรรศการเส้นทางท่องเที่ยว
แพรพรรณผ้าทอล้านนา Fashion Show ผ้าทอล้านนาร่วมสมัย ผลิตภัณฑ์ชุมชนและงานอออกแบบจากผู้ประกอบการ 40 ราย จาก 4 จังหวัด และ Workshop สร้างสรรค์งานผ้า เติมแรงบันดาลใจ รวมถึงการประกวดออกแบบ
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแฟชั้นล้านนาตะวันออก ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนนักออกแบบและ
ผู้ประกอบการ

ด้าน นางสาวธีรวรา ริพล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านหัตกรรมผ้า ตัวแทนภาคเอกชน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสาน”การออกแบบเชิงสร้างสรรค์” และ “กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล” โดยนำเอกลักษณ์ลวดลายมาประยุกต์เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ หรือ Art Toy พร้อมวางโครงสร้างอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งและระบบ CRM เพื่อขยายฐานสู่คนรุ่นใหม่

ขณะที่ คุณอรรถพล ทวีสุนทร รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน เผยกลยุทธ์นำภูมิ
ปัญญาผ้าทอล้านนามาต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทั้งความงามของผ้า งานศิลปหัตถกรรมจิตรกรรมฝาผนัง และเรียนรู้เทคนิคการทอผ้าในชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายประโยชน์สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

ท้ายนี้ ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผ้าทอล้านนา และอุดหนุน
ผู้ประกอบการในงาน”Flow of Lanna Textile งานมหกรรมแพรพรรณผ้าทอล้านนา ผลิตภัณฑ์ชุมชนสัมพันธ์ 4
จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2″ ตามวันและสถานที่ดังกล่าว เพื่อร่วมผลักดันผ้าทอให้เป็น Soft Power ของไทยอย่างภาคภูมิ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ปักหมุดชายแดนใต้! นราธิวาสจัดใหญ่อลังการ “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ชูเสน่ห์ Unseen Thai-Thai กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ 19-23 ส.ค.นี้

ตะลุยชายแดนใต้สัมผัสเสน่ห์มรดกโลก! จ.นราธิวาสเปิดเมืองจัดเต็มความยิ่งใหญ่ “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ชวนเที่ยว ชิม ช้อป สัมผัสวิถีชีวิต ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมตระการตา มนต์เสน่ห์แห่งสยามและมลายู พร้อมทัพศิลปินดัง ขนความสนุกเต็มอิ่ม 5 วัน 5 คืน ณ ศาลากลางหลังเก่า 19-23 สิงหาคมนี้

จังหวัดนราธิวาส พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์อันโดดเด่นของชายแดนใต้สู่สายตาชาวโลก ในงาน “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ภายใต้โครงการส่งเสริมและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชายแดนใต้ ประจำปีงบประมาณ 2569 ร่วมผสานความร่วมมือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (นราธิวาส ยะลา ปัตตานี) เปลี่ยนมรดกทางปัญญาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

วันที่12 ส่ง.คุย.69 ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (หลังเก่า) ได้มีการจัดพิธีแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นำโดย นาย
กฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดแถลงข่าว พร้อมด้วย นายอุทิศ อินทร์แก้ว วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส, นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส, นางพจนารถ เหล่าที ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์ฯ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส, นายสูไฮมี มะรอดิ่ง รองนายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส และ

พล.ต.ต. ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ร่วมยืนยันความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านกิจกรรม การท่องเที่ยว การสนับสนุนชุมชน ความพร้อมของพื้นที่ และมาตรการรักษาความปลอดภัยดูแลความสะดวกด้านการจราจรอย่างเข้มงวดสำหรับไฮไลต์สุดตระการตา Unseen ชายแดนใต้ ที่คุณห้ามพลาด ซึ่งภายในงานท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่หาชมได้ยาก รวบรวมสุดยอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ดนตรี อาหาร และแฟชั่นไว้อย่างครบครัน อาทิ

  1. การแสดง Light & Sound & Mixed Media สุดอลังการ ในชุด “เสียงกลองแห่งสยาม – มลายู : วิถีแห่งจังหวะและจิตวิญญาณร่วม” นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นผ่าน 5 องก์การแสดง ตั้งแต่กำเนิดเสียงกลอง จังหวะแห่งแผ่นดิน เสียงกลองแห่งศรัทธา มิตรภาพ จนถึงเสียงกลองแห่งอนาคต
  2. พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ (20 ส.ค. 69) ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงโขน ตอน “ยกรบ” โดยโรงเรียนสายบุรีแจ้งประชาคาร, การแสดง “มโนราห์มรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน”, อลังการตระการตากับ แฟชั่นโชว์ผ้าไทย ผ้าถิ่น ชายแดนใต้สู่อาเซียน และคอนเสิร์ตจากวงดนตรีระดับตำนาน “แฮมเมอร์”
  1. มหกรรมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดัง จัดเต็มการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ดนตรีพื้นบ้าน และศิลปินคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น คิงออฟมโนราห์ “ไข่เหลี่ยม วิเชียรศรชัย”, ศิลปินใต้ระดับตำนาน “เอกชัย ศรีวิชัย”, พร้อมความคึกคักจาก RROW CREW “แร็พ นายู” และ “ชายชนบท คนบ้านเรา”
  2. ตักตุนความสุขกับ 70 ร้านค้าภูมิปัญญา (CPOT) อิ่มอร่อยกับอาหารท้องถิ่นรสเลิศ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมไทย ของดีของเด็ดส่งตรงจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
  3. ย้อนรอยประวัติศาสตร์กับ Night Museum เปิดประสบการณ์ชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืนฟรี! พร้อมนิทรรศการ “มรดกวัฒนธรรมไทย: ภูมิทัศน์ผ่านกาลเวลา” และ “เสียงสะท้อนแห่งสยามสู่อาเซียน”
  1. ร่วมสืบสานมรดกทางดนตรี ร่วมลุ้นและส่งกำลังใจให้ผู้เข้าร่วม การประกวดเครื่องดนตรีพื้นถิ่น “กลองกุมปัง” และ “กรือโต๊ะ” มรดกทางปัญญาที่พร้อมส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่

สำหรับงาน “มหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงศักยภาพทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงมิตรภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง ขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ จังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมครั้งยิ่งใหญ่นี้ วันที่จัดงาน: 19 – 23 สิงหาคม 2569 (5 วัน 5 คืน) สถานที่ ณ บริเวณศาลากลางจังหวัดนราธิวาส (หลังเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

นายอุทิศ อินทร์แก้ว วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จุดเด่นของมหกรรมมรดกวัฒนธรรมไทยสู่อาเซียน คือการนำเสนออัตลักษณ์และวิถีชีวิตของจังหวัดชายแดนใต้ ผ่านอาหาร การแสดง ศิลปวัฒนธรรม และซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะ “ปัญจศิลปะ” และการประกวดแข่งขันกลอง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมร่วมของประเทศในอาเซียน และมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและศาสนาของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมย้อนยุคที่สะท้อนเรื่องราวการตั้งถิ่นฐาน รวมถึงการเปิด “พิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส” ตลอด 5 คืนของการจัดงาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นภาพรวมของแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญในจังหวัด และสามารถเชื่อมโยงไปท่องเที่ยวตามจุดต่าง ๆ ได้ต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาสัมผัสเสน่ห์ของนราธิวาส

ด้านนายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสคาดหวังให้การจัดมหกรรมครั้งนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งด้านแฟชั่น การแต่งกาย อาหาร ศิลปวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
โดยเฉพาะ “ปัญจศิลปะ” ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ระดับอาเซียนได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชิม ช็อป และชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น รวมถึงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และขยายโอกาสทางการตลาด

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสยังเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวมาร่วมงาน เพื่อสัมผัสเสน่ห์และอัตลักษณ์ของปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่นำมารวมไว้ในงานเดียว โดยคาดหวังว่าจะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้ในระดับหลักล้านบาทสามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส: โทร 073-511-1650
เว็บไซต์: https://narathiwat.m-culture.go.th/th/
Facebook: สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส
YouTube: Naraculture TikTok: @narathiwatcultural
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จากยุโรปถึงริมโขง! นรข.มุกดาหาร ยึดหนังหมู 100 กระสอบ พบผลิตจากโรงงานเยอรมนี คาดนำเข้าผ่านเวียดนามก่อนถึงลาว

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม โดย น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบนำสิ่งของต้องสงสัยจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในราชอาณาจักร บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านนาโปใหญ่ เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงสั่งจัดชุดลาดตระเวนทางเรือเฝ้าตรวจพื้นที่เป้าหมาย

กระทั่งเวลาประมาณ 02.30 น. ชุดลาดตระเวนพบเรือต้องสงสัยลำหนึ่งแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าเข้ามายังฝั่งไทย ขณะเดียวกันพบกลุ่มคนประมาณ 8-10 คนยืนรออยู่บริเวณริมฝั่ง เมื่อเรือเข้าเทียบ กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ช่วยกันลำเลียงกระสอบต้องสงสัยจากเรือขึ้นฝั่ง

เจ้าหน้าที่จึงเร่งปิดระยะและแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ นรข.ทันที เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ได้ทิ้งกระสอบและเรือ ก่อนอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่และพบว่าเป็นหนังหมูแช่แข็งบรรจุในกระสอบจำนวนมาก

จากการตรวจนับและชั่งน้ำหนักโดยละเอียด พบหนังหมูแช่แข็งจำนวน 86 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,591 กิโลกรัม กระสอบละประมาณ 18.5 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังตรวจยึดเรือเหล็กจำนวน 1 ลำ และเครื่องยนต์ติดท้ายจำนวน 1 เครื่อง ซึ่งคาดว่าใช้ในการลำเลียงสินค้าข้ามแม่น้ำโขง

เจ้าหน้าที่ได้เฝ้ารออยู่บริเวณจุดเกิดเหตุจนถึงเวลาประมาณ 04.00 น. แต่ไม่พบผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ จึงนำของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำส่ง สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ของกลางบางส่วน พบเครื่องหมายการค้า “TÖNNIES 202” ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากสุกรในประเทศเยอรมนี อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาของหนังหมูล็อตดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตถึงเส้นทางการลำเลียงว่า สินค้าล็อตดังกล่าว อาจถูกนำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม ก่อนส่งต่อมายัง สปป.ลาว และลำเลียงมายังพื้นที่ริมแม่น้ำโขงฝั่งแขวงสะหวันนะเขต จากนั้นจึงใช้เรือเหล็กข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังฝั่งไทยบริเวณจังหวัดมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลติดตามกลุ่มบุคคลที่หลบหนี รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบนำเข้าสินค้าดังกล่าว โดยจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย 092-5259777

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /พาณิชย์นครพนม ยกทัพของดีบุกกรุงฯ จัดงานใหญ่ “นครพนมเทรดแฟร์ 2026” ชูจุดขาย 3 ที่สุด หวังเงินสะพัดกว่า 6 ล้านบาท

​กรุงเทพมหานคร – สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม เตรียมจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “นครพนมเทรดแฟร์ 2026” (Nakhon Phanom Trade Fair 2026) ระหว่างวันที่ 12 – 16 สิงหาคม 2569 ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ขยายช่องทางการตลาด และเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ซึ่งได้รับเกียรติจาก ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค นางสาวกวิสรา ฝ่ายศิลา นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครพนม ส่วนราชการ เข้าร่วมพิธี

โดยมี นางสาว กมลขวัญ ตัณสถิตย์ พาณิชย์จังหวัดนครพนม จัดงานภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการค้าการลงทุนจังหวัดนครพนม เพื่อตอกย้ำศักยภาพของจังหวัดในฐานะเมืองหน้าด่าน และประตูการค้าที่เชื่อมโยงสู่ประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ทั้ง สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 นอกจากนี้ยังเป็นการผสมผสานการส่งเสริมการค้าควบคู่กับการท่องเที่ยว โดยมีการจัดนิทรรศการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของจังหวัดภายใต้แนวคิดอัตลักษณ์ “3 ที่สุดของนครพนม” ประกอบด้วย

ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด: ด้วยองค์พระธาตุพนมงามที่สุด: ด้วยทิวทัศน์ภาพริมฝั่งแม่น้ำโขงสวยที่สุด: ด้วยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3ภายในงานได้รวบรวมสุดยอดผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนจากจังหวัดนครพนมและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ารวมกว่า 50 ราย นำเสนอสินค้าคุณภาพมาตรฐานที่หลากหลาย

ครอบคลุมทุกหมวดหมู่การใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น สินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป งานหัตถกรรม ผ้าพื้นเมือง สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าสุขภาพ/ความงาม โดยมีสินค้าอัตลักษณ์ชื่อดังของจังหวัด

นครพนมมาร่วมจำหน่าย อาทิ กาละแมธาตุพนม, สับปะรดท่าอุเทน, กระเป๋าจักสานจากกก บ้านเหล่าพัฒนา และผ้าทอจากอำเภอนาหว้า พร้อมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดงานทั้ง 5 วัน

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม คาดการณ์ว่าการจัดงานครั้งนี้ จะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายและมูลค่าการสั่งซื้อสินค้าได้ไม่น้อยกว่า 6 ล้านบาท อันจะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด ยกระดับขีดความสามารถ

ในการแข่งขันของผู้ประกอบการ และสร้างการรับรู้สินค้าของจังหวัดนครพนมในระดับประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการกระจายรายได้สู่ชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ ร่วมชมงาน เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์คุณภาพจากจังหวัดนครพนมและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรไทย ในงาน “นครพนมเทรดแฟร์ 2026” ระหว่างวันที่ 12 – 16 สิงหาคม 2569

ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร ข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ: สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนม ตั้งอยู่ที่เลขที่ 213/1 ถนนอภิบาลบัญชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 48000 โทรศัพท์: 042-511-117

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / วั“นายกหน่อย” สั่งเรียกประชุมด่วน!!“ผอ. – ครูแกนนำ” โรงเรียนในสังกัดฯ ถอดบทเรียนปัญหาสุขภาพจิตเด็ก ยก “ซึมเศร้า” ภัยเงียบที่ต้องเร่งแก้ไข

ด่วน!! “นายก หน่อย – ยลดา” เรียก ผอ. – ครูแกนนำ หารือแนวทางแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตนักเรียน เผย ปัญหาสุขภาพจิตและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักเรียนและเยาวชนไทยกำลังวิกฤต และมีอัตราวัยรุ่นเผชิญภาวะเครียดสะสมสูง จำเป็นต้องเร่งหามาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ย้ำ โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับนักเรียน

วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ ห้องประชุมสำนักช่าง อบจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา เป็นประธานประชุมผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูแกนนำ รร.สังกัดฯ ทั้ง 58 แห่ง พร้อมเปิดเวทีถกปัญหาสุขภาพจิตในนักเรียน โดยมี นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ รองนายก อบจ. กำกับดูแลด้านการศึกษา นพ.สุผล ตติยนันทพร รองนายก อบจ. กำกับดูแลด้านสาธารณสุข นอกจากนี้

ยังได้รับเกียรติจาก พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตตะ รอง ผบก.ตร.ภ.ชัยภูมิ และ นพ.ชวิศ เมธาบุตร รองนายแพทย์ สสจ. ร่วมพูดคุยแนวทางในการสร้างเกราะป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยเรียน เพื่อดำเนินการหามาตรการดูแลสุขภาพจิต ให้แก่นักเรียนของโรงเรียนในสังกัด ทั้ง 58 แห่ง โดยที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และกองสาธารณสุข ร่วมกันดำเนินการภายใต้โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด TO BE NUMBER ONE รวมถึง การอบรมให้ความรู้แก่นักเรียน

เพื่อเป็นเกราะป้องกันภาวะซึมเศร้า ครูต้องสร้างการมีส่วนร่วมในการคัดกรองนักเรียนและจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกันภาวะซึมเศร้า สร้างเครือข่ายครูแกนนำ เฝ้าระวังและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตนักเรียน นอกจากนี้ บุคลากรด้านสาธารณสุข ก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินงาน ซึ่ง อบจ.นครราชสีมา มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัด จำนวน 182 แห่ง โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และเฝ้าระวังป้องกันภาวะซึมเศร้าในกับนักเรียนรวมไปถึงคนในชุมชนอย่างเป็นระบบ

นางยลดาฯ นายก อบจ.นครราชสีมา เผยต่อว่า จากที่ได้รับรายงานผลการคัดกรองภาวะซึมเศร้าในนักเรียน ช่วงปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนสมัครใจเข้ารับการคัดกรอง จำนวน 10,837 ราย จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 29,782 ราย พบว่า มีภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรง 246 ราย ระดับมาก 580 ราย ระดับปานกลาง 1,599 ราย ระดับเล็กน้อย 3,787 ราย และ ไม่พบภาวะซึมเศร้า 4,625 ราย

โดยได้เน้นย้ำผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่งต้องดำเนินการเฝ้าระวังตรวจคัดกรองนักเรียน ยึดตามมาตรการเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนและ ความปลอดภัยในโรงเรียน พร้อมทั้งหาแนวทางการป้องกัน รับมือเหตุการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในสถานศึกษา ซึ่งการรับมือกับปัญหานี้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ต้องเริ่มจากการสร้างระบบเฝ้าระวังสุขภาพจิต การรับมือกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียน การสร้างช่องทางให้เยาวชนเข้าถึงการขอความช่วยเหลือได้โดยที่เขารู้สึกปลอดภัย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นายก อบจ.นครปฐม ประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพจ.นครปฐม คณะกรรมการกองทุนฯ

ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนประชาชน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบาง
นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์นายก อบจ.นครปฐม ประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย คณะกรรมการกองทุนฯ ผู้ช่วยผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ รก.ปลัด อบจ. เจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม, พม. จ.นครปฐม, รพ.ดอนตูม สสจ., รพ.สต. และผู้นำชุมชนในพื้นที่

ร่วมลงพื้นที่สำรวจบ้านประชาชน จำนวน 9 หลัง บริเวณ ต.ตาก้อง อ.เมืองฯ, ต.ห้วยพระ,ต.สามง่าม,ต.บ้านหลวง ต.ดอนรวก, ต.บ้านหลวง อ.ดอนตูม จ.นครปฐม เพื่อสำรวจบ้านเพื่อประเมินสภาพแวดล้อม เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบางต่อไป
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าฯจ.นครปฐม – เหล่ากาชาด นครปฐม ประธานพิธีมอบบ้าน ตามโครงการบ้านกาชาดรวมใจ งบประมาณปี 2569

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ในฐานะนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีมอบบ้าน ตามโครงการบ้านกาชาดรวมใจ ของเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ 2569

ให้แก่ นางสมจิตร แซ่ตั้น อยู่บ้านเลขที่ 8 หมู่ 10 ตำบลสามง่าม ซึ่งมีที่พักอาศัยเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว และมีรายได้น้อย จึงได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ เทศบาลตำบลสามง่าม

นำโดย ผศ.ดร อภิชา พรเจริญกิจกุล นายอานนท์ มีใจดี รองนายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม ปลัดเทศบาล ประธานสภาเทศบาลฯ สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าสำนักปลัด พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดนครปฐม รองนายก/คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม นายอำเภอดอนตูม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.

และประชาชนในเขตพื้นที่ ร่วมแสดงความยินดีเป็นจำนวนมากสำหรับโครงการบ้านกาชาดรวมใจ จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง และปลอดภัย อันเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามภารกิจ

ด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 เหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐมได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านจำนวน 7 หลัง ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอของจังหวัด ด้วยงบประมาณหลังละ 200,000 บาท
สมคิด พรมมี ผู้ข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ น้ำทะเลซัดตลิ่งสวนสาธารณะริมทะเลกระทิงรายพังกว่า 20 เมตร นักออกกำลังกายวอนแก้ไข

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ไปออกกำลังกายบริเวณสวนสาธารณะเมืองพัทยาริมชายหาดกระทิงรายว่าน้ำทะเลได้ซัดจนตลิ่งสวนสาธารณะได้รับความเสียหาย จึงเดินทางไปตรวจสอบ

พบว่าบริเวณริมตลิ่งช่วงกลางโครงการสวนสาธารณะ น้ำทะเลได้ซัดจนตลิ่งพังเป็นแนวยาวกว่า 20 เมตร ทำให้ดินใต้ฐานทรุดตัวจนพื้นปูนแตก และทำให้ช่วงปลูกต้นไม้ริมทะเลบริเวณดังกล่าวแตกพังจำนวน 3 จุด รวมทั้งฟุตปาธใกล้ที่นั่งพักได้รับความเสียหายด้วย

ข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นเป็นต้นไปจะมีประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักออกกำลังกาย นักเรียน นักศึกษา มาออกกำลังกายบริเวณสวนสาธารณะแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งเดิน วิ่งและปั่นจักรยาน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการซ่อมแซมปรับปรุงในส่วนที่ได้รับความเสียหายด้วย

เลขานายกพัทยา‘ ลงพื้นที่ตรวจสอบตลิ่งพังริมหาดกะทิงราย สั่งปิดกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ก่อนชงนายกฯ หาแนวทางแก้

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการเมืองพัทยา พร้อมเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและสำรวจความเสียหายบริเวณทางเดินเท้าภายในสวนสาธารณะเมืองพัทยาริมหาดกะทิงราย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี หลังรับทราบข้อร้องเรียนจากประชาชนไปออกกำลังกายที่สถานที่ดังกล่าวในการเบื้องต้น พบว่าริมตลิ่งทางเดินเท้าและแนวกั้นคลื่นได้รับความเสียหายเป็นทางยาวกว่า 50 เมตร

นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการเมืองพัทยา ที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหาทำนองนี้มาแล้ว โดยพบว่าแนวกั้นคลื่นระยะทางรวม 59 เมตร ได้รับความเสียหายตลอดแนว ทำให้น้ำทะเลเข้ากัดเซาะตลิ่งพัดพาดินใต้ทางเดินเท้าจนเป็นช่องกว้าง ส่งผลให้พื้นทางเดินเท้า และช่องปลูกต้นไม้เสียหาย

โครงการก่อสร้างกำแพงกันดิน ชายหาดกะทิงราย ความยาวประมาณ 59 เมตร เมืองพัทยาได้ประกาศหาผู้รับจ้าง ด้วยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปจำนวน 2 ครั้ง แต่ไม่มีผู้รับจ้างยื่นข้อเสนอ จึงได้ทำการยกเลิกการยื่นข้อเสนอ และจะดำเนินการออกแบบใหม่ พร้อมจัดทำราคากลางใหม่ โดยงานที่จะออกแบบใหม่จะมีความยาวเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยออกแบบไว้ เนื่องด้วยพื้นที่มีการกัดเซาะยาวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่เมืองพัทยาทำแผงรั้วเหล็กมาปิดกั้นบริเวณที่อาจเกิดอันตราย พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน และคนที่มาใช้สถานที่ออกกำลังมีความระมัดระวัง โดยเมืองพัทยาจะได้เร่งหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนในการเบื้องต้นไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่าเดิม และจะได้นำข้อมูลรายงานต่อนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เพื่อหาแนวทางแก้ไขซ่อมแซมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

ส.F&B ภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย เตรียมจัดโครงการแบ่งปันน้ำใจ เพื่อน้องผู้ด้อยโอกาส มูลนิธิบ้านจริงใจพัทยา 31 ส.ค.นี้

ดร.ศุภชัย ศรีทับทิม นายกสมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออก เตรียมจัดโครงการแบ่งปันน้ำใจ เพื่อน้องผู้ด้อยโิอกาส มูลนิธิบ้านจริงใจพัทยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กด้อยโอกาส ด้วยการสนับสนุนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องแต่งกาย และของใช้ทั่วไป ให้แก่เด็กๆ ในดูแลของมูลนิธิฯ

และเป็นการสนับสนุนการศึกษา โดยจะได้มอบอุปกรณ์การเรียนเพื่อเพิ่มโอกาสและความพร้อมในการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน ตลอดจนเพื่อส่งเสริมจิตสาธารณะและการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นศูนย์กลางให้สมาชิกสมาคมฯ และประชาชนทั่วไปได้ร่วมแบ่งปันน้ำใจ สร้างประโยชน์คืนสู่ชุมชนท้องถิ่น

สมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออกฯ ชวนประชาชนทั่วไปร่วมบริจาคสิ่งของ ในโครงการแบ่งปันน้ำใจ เพื่อน้องผู้ด้อยโอกาส ที่มูลนิธิบ้านจริงใจ พัทยา วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 13:00 – 15:00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คุณโบว์ (เลขาธิการสมาคมฯ) หมายเลข 097-354 0514 และคุณโฮม (นายกสมาคมฯ) 089-086 4441

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ภาค 5.จับยา เสพติด 2 คดีใหญ่ ผู้ต้องหา 6 คน ไอซ์ 500 กิโลกรัม ยาบ้า 1 ล้านเม็ดรถยนต์ 3 คัน

13/สิงหาคม.2569 ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 คดีใหญ่ ได้ผู้ต้องหารวม 6 คน พร้อมของกลางไอซ์ 500 กิโลกรัม ยาบ้า 1 ล้านเม็ด และรถยนต์ 3 คัน ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)

​สำหรับคดีแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 05:00 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจค้นยาเสพติดสะเลียมหวาน สถานีตำรวจภูธรเวียงมอก จังหวัดลำปาง ได้รับแจ้งจากชุดสกัดกั้นฯ AI ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5(ศอ.ปส.ภ.5) พบรถยนต์เก๋งโตโยต้า อัลติส สีดำ ทะเบียน 8 กก 8776 กรุงเทพมหานคร ขับเข้าจุดตรวจ พบนายธนาวินท์ฯเป็นคนขับ และนายชัยวัฒน์ฯนั่งโดยสาร แม้ตรวจค้น

เบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ทั้งคู่มีท่าทางมีพิรุธ และโทรศัพท์ติดต่อปลายสายตลอดเวลา เชื่อว่าเป็นรถนำสำรวจเส้นทาง เจ้าหน้าที่จึงเชิญตัวไปสอบสวน และส่งชุดออกตรวจเส้นทางล่วงหน้าจนพบรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีเทา ทะเบียน กฉ 4238 สิงห์บุรี จอดอยู่ห่างด่านตรวจประมาณ 10 กิโลเมตร พบนายอภิเชษฐ์ฯพยายามหลบหนี ตรวจค้นภายในห้องโดยสารตอนหลังพบไอซ์น้ำหนัก 500 กิโลกรัม และพบเบอร์โทรศัพท์ติดต่อตรงกับนายธนาวินท์ จึงควบคุมตัวทั้ง 3 คนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

​คดีที่สอง เกิดขึ้นในวันเดียวกัน(10 ส.ค.)เวลาประมาณ 17:00 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5(กก.ปพ.บก.สส.ภ.5) ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน โดยใช้รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ สีดำ ทะเบียน กร 7818 แพร่

จึงนำกำลังสะกดรอยติดตามจนถึงบริเวณบ่อขยะริมถนนสายบ้านธิ-สันกำแพง ตำบลห้วยยาบ พบชายวัยกลางคน 2 คนกำลังขนถุงดำท้ายรถ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จึงวิ่งหลบหนีแต่ถูกไล่จับกุมไว้ได้ พร้อมควบคุมตัวชายผู้ขับขี่ไว้อีก 1 คน ตรวจค้นท้ายรถและบริเวณใกล้เคียงพบถุงดำรวม 10 กระสอบ บรรจุยาบ้าประทับตรา 999 รวมจำนวน 1,000,000 เม็ด จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง สภ.บ้านธิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

​นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ยังสรุปผลการจับกุมยาเสพติดในภาพรวม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 12 สิงหาคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้รวม 27,866 คดี(เป็นคดีรายสำคัญ 321 คดี) ตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้ากว่า 426 ล้านเม็ด, ไอซ์ 10,850 กิโลกรัมเศษ, เฮโรอีน 106 กิโลกรัมเศษ, เคตามีน 1,300 กิโลกรัมเศษ, ฝิ่น 460 กิโลกรัมเศษ และสามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้มูลค่ารวมกว่า 1,601 ล้านบาท#
//สมจิตร์แสงบัลลังค์รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชรบ.ชี้เป้า! ปกครองหว้านใหญ่ล็อกเก๋งต้องสงสัย ผงะยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด รวบนักบินหญิงวัย 44 ปี

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ด้านความมั่นคง และนางศศิธร

โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองบูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เข้าตรวจสกัดการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนอำเภอหว้านใหญ่

นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ พร้อมด้วย นายหมวดเอกวิชัย ทาธร ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง กำลังพลสมาชิก อส.อ.หว้านใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หว้านใหญ่ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าอาจใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นจากข้อมูลของคนในพื้นที่ โดยชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านสองคอน แจ้งเบาะแสว่าอาจมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านพื้นที่ตำบลป่งขาม เจ้าหน้าที่จึงเร่งวางจุดตรวจและจัดกำลังดักซุ่มตามเส้นทางต่าง ๆ

กระทั่งพบ รถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ขข 7082 อุบลราชธานี ขับมาตามถนนสาธารณะบริเวณบ้านสองคอน หมู่ที่ 2 ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ลักษณะตรงตามข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง จึงเรียกให้หยุดและเข้าตรวจค้น

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบกระสอบจำนวน 5 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า รวมประมาณ 1,924,000 เม็ด จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์เก๋งเชฟโรเลตคันดังกล่าว จำนวน 1 คัน

เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาเป็นหญิง อายุ 44 ปี พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัยมุกดาหาร รายงาน

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง