#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มทร.อีสาน โชว์ “แทรมลูกอีสาน” รถไฟฟ้ารางเบาฝีมือคนไทย 100% วิ่งทดสอบใช้งานจริงที่วิทยาเขตขอนแก่น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เดินหน้าสร้างหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางไทย หลังประสบความสำเร็จในการนำรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) หรือ “แทรมลูกอีสาน” ต้นแบบที่พัฒนาโดยทีมวิจัยและวิศวกรไทย ลงวิ่งทดสอบบนรางจริง

ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมระบบรางควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศในอนาคต โดยการทดสอบดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า “การนำรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบลงวิ่งบนรางจริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางโดยคนไทย และสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้ วิจัย พัฒนา และผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง รองรับการลงทุนด้านระบบรางที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ

“สิ่งที่ประชาชนเห็นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทดสอบรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบ แต่คือภาพสะท้อนศักยภาพของคนไทยที่สามารถออกแบบ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางให้ใช้งานได้จริง เราไม่ได้กำลังสร้างรถไฟฟ้าเพียงหนึ่งขบวน แต่กำลังสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากร และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทยสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของคนไทย” อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าว

อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าวว่า “การทดสอบครอบคลุมทั้งสมรรถนะการวิ่งบนทางตรงและทางโค้ง ระบบเบรก ระบบขับเคลื่อน ชุดล้อเลื่อน รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นส่วนสำคัญที่พัฒนาโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย อาทิ อุปกรณ์ยึดราง ยางรองราง และยางรองร่องราง เพื่อให้มั่นใจว่ารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบมีความพร้อมด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการใช้งานจริง”

นอกจากนี้ การพัฒนารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบยังได้นำองค์ความรู้และมาตรฐานด้านวิศวกรรมระบบรางจากนานาประเทศมาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งด้านการออกแบบ ความปลอดภัย การควบคุมระบบ และการบำรุงรักษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต กล่าวเพิ่มเติมว่า “รางทดสอบภายในวิทยาเขตขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองเดินรถ แต่เป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การติดตั้ง การทดสอบ การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบราง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตกำลังคนด้านระบบรางที่ประเทศต้องการ”

“ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี มทร.อีสาน ได้พัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือด้านระบบรางอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ ‘แทรมลูกอีสาน’ จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัย แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้างองค์ความรู้ด้านระบบรางด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางอย่างครบวงจร”
มทร.อีสาน – RMUTI

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026″

พัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรูป ให้โด้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นประธานเปิดงาน สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานเพชรบุรี 2026
โดยนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรีกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ณ ลานโปรโมชั่น 1 สุดการค้าเซ็นทรัลมหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร

จังหวัดเพชรบุรีร่วมกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี เปิดตัวดำเนินงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026 ” ตามโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปิงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดเพชรบุรี โครงการพัฒนาภาคเกษตรส่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรป ให้ได้

มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรม “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้
มาตรฐาน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการหลายภาคส่วนเข้าร่วม นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนายวิทยา ชูแก้วรองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี

นางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์เพชรบุรี นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาครนางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ แรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี แรงงานจังหวัดเพชรบุรีปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี

ประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี รองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ผู้จัดการศูนย์กลุ่มจังหวัดให้บริการ SME ครบวงจร ภาคกลางตอนล่าง ๒ จังหวัดเพชรบุรี
เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร. นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษรักษาราชการแทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาครประธาน ศพก. จังหวัดสมุทรสาคร

โครงการนี้นับเป็นกลไกสำคัญ ในการมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าด้วยนวัดกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เภษตรกร พร้อมผลักดันจังหวัดเพชรบุรีสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านเศรษฐกิจการเกษตรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและช่องทางการจำหน่าย ถ่ายทอดเรื่องราว (Story) ของสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เช่น ทุเรียนบ้าเด็ง กล้วยหอมทอง น้ำตาลสด ขนมหม้อแกง สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค ขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง.

เปิดประตูสู่เมือง 3 รส เปรี้ยว เต็ม หวาน ของคีเมืองเพชรบุรี ในงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026″ พบกับ ของดี ของเด็ด ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน ของจังหวัดเพชรบุรี มากกว่า 30 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมความบันเทิงจัดเต็มตลอดงาน การแข่งขันกินจุ”ซองดีเพชรบุรี” วันที่ 13 กรกฎาคม 2569การแสดงมินิคอนเสิร์ต มาให้ฟินติดขอบเวที จาก กานต์ ทศน วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 รางวัลจากกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมาย อาทิ นาทีทอง

กิจกรรมหิ้วถุงผ้าแลกสินค้าอัตลักษณ์ฟรี วันละ 100 ชิ้น ทุกวัน ข้อปสินค้าครบทุก 100 บาท ลุ้นรับทองคำหนัก 1 สลึง พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมาย วันที่ 9-14 กรกฎาคม 2569
เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร จัดโดย สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / งามอย่างไทย Mersi Clinic ฉลองครบรอบ 13 ปี ภายใต้แนวคิด”THE 13-YEAR TRUST JOURNEY WITH YOU”

พร้อมประกาศ Brand Transformation เปิดบทใหม่ขององค์กรด้วยวิสัยทัศน์ “13 Years of Trust. A New Chapter Begins with the Medical Team of Mersi Clinic.” เดินหน้ายกระดับมาตรฐานเวชศาสตร์ความงามของไทยโดยย้ำว่า “ความไว้วางใจ”จากผู้เข้ารับบริการคือ รากฐานสำคัญของการเติบโตตลอด13 ปีที่ผ่านมา

ภายในงานเฉลิมฉลองที่ STILL Sukhumvit 20 ผู้บริหารได้ขอบคุณทีมแพทย์ทุกสาขาที่ร่วมสร้างมาตรฐานการรักษา พร้อมเปิดตัวแพทย์รุ่นใหม่ที่จะร่วมขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต โดยยืนยันว่าความสำเร็จของคลินิกเกิดจากความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ การรักษาเฉพาะบุคคลและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังประกาศแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องโดยตั้งเป้าขยายเป็น 17 สาขาในปี 2027 และ 20 สาขาทั่วประเทศในปี 2028 ควบคู่กับการก่อสร้าง โรงพยาบาลศัลยกรรมเฉพาะทางแห่งแรกของ Mersi Clinic เพื่อรองรับบริการศัลยกรรมและเวชศาสตร์ความงามแบบครบวงจร

ดร.ธรรมรัตน์ ธุระทอง (คุณช้อนทอง)ผู้ก่อตั้ง Mersi Clinic และ Chief Executive Officer กล่าวว่า ตลอด13 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่จำนวนสาขาแต่คือความเชื่อมั่นที่ผู้เข้ารับบริการมอบให้ พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้านเวชศาสตร์ความงามที่ได้รับความไว้วางใจในระดับประเทศ

บรรยากาศภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณแคทรียา อิงลิช และ คุณปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล ร่วมแสดงความยินดี สะท้อนก้าวสำคัญของ Mersi Clinic ที่พร้อมเปลี่ยนผ่านจากคลินิกความงามสู่การเป็นองค์กรด้านเวชศาสตร์ความงามที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความ ปลอดภัยและความเชื่อมั่น
เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการความงามไทยในอนาคต

Media Contact
Website : https://mersiclinic-thailand.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mersiclinicOfficial
Instagram : https://www.instagram.com/mersiclinicthailand
TikTok : https://www.tiktok.com/@mersiclinicthailand
LINE Official Account : https://lin.ee/YdkL8va
Tel : 094-675-8888

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เกษตรเมืองเพชร บุกมหาชัย ทั้งทุเรียน ข้าว ผลผลิตแปรรูป หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ สู่ตลาดสากลต่างประเทศ

วันที่ 10 กรกฎาคม นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เปิดงาน “สินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน 2026” ภายใต้แนวคิดการพัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน

ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้ ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรูป ให้ได้มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร

โดยมีนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรี กล่าวรายงาน พร้อมนางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนายวิทยา ชูแก้วรองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานอย่างคึกคักเนืองแน่น

วัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน และเครือข่าย SMEs รวมทั้งประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปของจังหวัดเพชรบุรีให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภายในงานได้มีการรวบรวมสินค้าเกษตรคุณภาพและของดีเมือง

เพชรจากกว่า 30 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงความบันเทิง และการประกวดต่าง ๆ ตลอดทั้งวันในการจัดงาน สามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพและร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2569
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรและปิดหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ วชส.2 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น นายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ในฐานะประธานหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม เข้าร่วมในพิธี

พล.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยว่า สมาคมตำรวจร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้ร่วมกันเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาอบรมหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคมสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Life Vaccine for Social) มาแล้วรวม 2 รุ่น โดยใช้ระยะเวลาศึกษาอบรม รุ่นละประมาณ 5 เดือน เน้นศึกษาเนื้อหาทั้งด้านสุขภาพ กฎหมาย

เทคโนโลยี ความมั่นคง และการเสริมพลังเครือข่ายสังคม เพื่อเตือนภัยที่เกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ที่บ่อยครั้งแฝงไปด้วยภัยของอาชญากรไซเบอร์ นอกจากนี้ในการศึกษายังมีการนำคณะผู้เข้าอบรมไปดูงานในประเทศทั่วทั้งสี่ภาค และในต่างประเทศด้วย

พล.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า หลักสูตร วชส. มีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 150 คน อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการระดับสูง เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ตั้งแต่ระดับพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี ขึ้นไป ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ขึ้นไป ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจเจ้าของกิจการ และภาคเอกชน ที่มีอายุระหว่าง 40 – 70 ปี หรือผู้ที่คณะกรรมการพิจารณา

สำหรับผู้บริหารระดับสูง วชส. รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ และบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆเพื่อสาธารณะประโยชน์ (CSR ) เช่น ร่วมกันมอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬา ทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา คีรีวงศ์ อ.ลานสกา มอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ขาดโอกาส

พร้อมมอบเครื่องเสียง และอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 ภาค และบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเกาะสมุย พร้อมมอบเครื่องขยายเสียง อุปกรณ์สิ่งของใช้จำเป็นให้แก่โรงเรียนบ้านเด็กพิเศษและ สภ.บ่อผุด สภ.เกาะสมุย และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี เป็นต้น

ทั้งนร้ผู้ที่จบหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 2 ประกอบด้วย อาทิ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณเพ็ชรากรณ์ วัชรพล คุณรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ คุณชไมมาศ ชาติเมธากุล คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม คุณชไมมาศ พล.อ.อ ทินกร อินทร์ทอง พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุญยศิริ ผบช.ตชด พล.อ.ท จักรกฤษ ธรรมวิชัย นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี เป็นต้น สำหรับหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 3 รับสมัครเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเปิดการศึกษาอบรมภายในเดือน ก.ค.นี้.

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ / พลิกฟื้นเสน่ห์ เมืองเก่านราธิวาส สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับสากล UNDP ผนึกกำลัง 5 ชุมชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จังหวัดนราธิวาสเดินหน้ายกระดับคุณค่าประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำบางนราสู่เวทีโลก เปิดตัวโครงการจับมือ 5 ชุมชนเมืองเก่า หนุนเศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งเป้ากระจายรายได้สู่กลุ่มเปราะบาง สตรี และเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ ร้าน WASEA BY NASIR อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการและการลงนามประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ

“โครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทเมืองเก่านราธิวาส” (Sustainable Tourism Development in the Context of Narathiwat Old Town) ผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท รู้รักสามัคคีนราธิวาส (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด โดย นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช กรรมการผู้จัดการ นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และตัวแทนชุมชนเมืองเก่านราธิวาสทั้ง 5 ชุมชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช เปิดเผยว่า จังหวัดนราธิวาสได้รับขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่เขตเมืองเก่าที่มีคุณค่าและอัตลักษณ์โดดเด่น การขับเคลื่อนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNDP ภายใต้กรอบโครงการ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ในประเทศไทย ระยะที่

2 ” โดยจะเน้นการดึงส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ผู้สูงอายุไปจนถึงคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันรวบรวมเรื่องเล่า (Storytelling) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และปั้นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อสร้าง “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” (Cultural Economy) ที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ด้าน อาจารย์สมมาตร ดารามั่น ปราชญ์ชาวบ้าน ได้สะท้อนถึงเสน่ห์ลุ่มน้ำบางนราที่หล่อหลอมวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม ไทย พุทธ จีน และมลายู มานับร้อยปี โดย 5 ชุมชนนำร่องในเขตเมืองเก่ามีอัตลักษณ์ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเสพประสบการณ์จริง ประกอบด้วย 1. ชุมชนตลาดเก่า (กะดาบาร์บี้): ย่านการค้าที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แหล่งภูมิปัญญาอาหารทะเลแปรรูป เช่น น้ำบูดู และข้าวเกรียบปลา 2. ชุมชนท่าเรือ:

แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำ อู่ต่อเรือกอและ และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการบำบัดฟื้นฟูสังคม 3. ชุมชนท่าเรือ 2000: สัมผัสบรรยากาศตลาดปลาเย็นๆ วิถีประมงพื้นบ้านที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น 4. ชุมชนตลาดสด (ตลาดมะลิ): ที่ตั้งของ “บ่อแรกของนราธิวาส” ที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี และแหล่งรวมเมนูอาหารพื้นถิ่นในตำนานอย่าง โยะอีแก่ และข้าวเกรียบบางนราที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5. หมู่บ้านชาวประมง: ไฮไลท์วิถีชีวิตธรรมชาติริมชายฝั่งที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่หาดูได้ยากในเมืองใหญ่

สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติเศรษฐกิจโดยการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง สร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ให้กลุ่มผู้หญิง เยาวชน และผู้สูงอายุ มิติสังคมและวัฒนธรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแปรรูปอาหาร ผ่าน “กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้”มิติต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมุ่งเน้นการลดขยะริมน้ำ ลดการใช้พลาสติก และฟื้นฟูระบบนิเวศริมแม่น้ำบางนรา

นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายในการจัดทำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น QR Code หรือ YouTube เพื่อปักหมุดเรื่องเล่าของแต่ละมุมเมือง และส่งเสริมให้คนในพื้นที่ทำข้อมูลสุขภาพชุมชน (SDGs Profile) เพื่อสร้างเมืองเก่านราธิวาสให้น่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs 2030 อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาสเป็น 1 ใน 5 จังหวัดเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน (Community-Driven Solutions) เพื่อยกระดับดัชนีการพัฒนาเป้าหมายความยั่งยืน (SDG Localisation) ในพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกมิติ
/////////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จับกุม บุคคลตามหมายจับคดี ยาเสพติด นายอาผ่า แลเชอ วัย 25 ปี พื้นที่บ้านห้วยไร่(ซาเจ๊ะ) ม.6 ต.แม่ไร่ อ.แม่จันฯ

นายอาผ่าฯ วัยรุ่นซาเจ๊ะ ตามจับกันมาตั้งแต่หัวหน้าเป็นสิบตำรวจตรี เดี๋ยวนี้หัวหน้าเป็นนายดาบ เองก็ยังไม่เลิก!วันนี้ทีมหมาป่าราตรี ได้ทำการวางแผนปิดล้อมตรวจค้นจับกุม บุคคลตามหมายจับคดีร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด นายอาผ่า แลเชอ วัย 25 ปี พื้นที่บ้านห้วยไร่(ซาเจ๊ะ) ม.6 ต.แม่ไร่ อ.แม่จันฯตามจับกันมาหลายรอบแล้ว เจอเมื่อไหร่ก็วิ่งหนีตลอด วันนี้ไม่รอดครับ จากการตรวจค้นห้องนอนของนายอาผ่าฯ พบยาเสพติด(ยาบ้า) อีกจำนวน 2 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกสีทอง(เงินตำลึงจีนจำลอง) วางอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอนของนายอาผ่าฯทีมเราจึงได้ทำการจับกุมนายอาผ่าฯ ในข้อหา มียาเสพติด(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองฯ และเสพยาบ้าฯ และจับกุมตามหมายจับอีก ต่างกรรมต่างวาระกันไป

ทีมหมาป่าราตรี #พิชิตคนพาลอภิบาลคนดีสืบสวนแม่จันก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่จันฯ ได้รับแจ้งจากสายลับ ( ไม่ประสงออกนามเพื่อความปลอดภัยและหวังเงินสินบนรางวัลนำจับ ) ว่ามีการมั่วสุ่มยาเสพติดที่บ้านของนายนายอาผ่า แลเชอ อยู่ภายในบ้านลขที่ 730 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งนายอาผ่า แลเชอ เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงราย ที่ จ.526/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” เมื่อทราบดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.แม่จัน จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ทำการจับกุมต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้อาศัยอำนาจเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4)

“เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทําความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทําความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทําลายเสียก่อน” เข้าทำการตรวจสอบบ้านเลขที่ 730 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ตามข้อร้องเรียนดังกล่าว เมื่อไปถึงพบนายอาผ่าฯ เป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงราย ที่ จ.526/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

(แยกบันทึกจับกุมไว้อีกฉบับหนึ่งแล้ว) อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจุบกุมแสดงตัวนั้น นายอาผ่าฯ พยายามจะวิ่งหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถจับกุมตัวไว้ได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงขอทำการตรวจค้นตัว โดยก่อนการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้นายอาผ่าฯ ดูจนเป็นที่พอใจและยินยอมให้ทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นตัวไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ขอทำการตรวจค้นภายในห้องพักของ นายอาผ่าฯ โดยก่อนการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้นายอาผ่าฯ ดูจนเป็นที่พอใจอีกครั้ง และยินยอมให้ทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบยาบ้าของกลาง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องพลาสติกสีทอง (เงินตำลึงจีนจำลอง) พบวางอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องนอนนายอาผ่าฯ

จากการสอบถามนายอาผ่าฯ ให้การรับว่าเป็นยาบ้าของนายอาผ่าฯ จริง ซึ่งซื้อมาจากชายชาวเขาไม่ทราบชื่อนามสกุล จำนวน 3 เม็ด ในราคา 100 บาท เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้นำตัวนายอาผ่าฯ พร้อมของกลางมายังที่ทำการ สภ.แม่จัน เพื่อทำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดเบื้องต้น โดยนายอาผ่าฯ ยินยอมและสมัครใจให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะของตน จากการตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในปัสสาวะของนายอาผ่าฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำตัวอย่างปัสสาวะของนายอาผ่าฯ

ไปตรวจยืนยันยังที่ ร.พ.แม่จันฯ เพื่อยืนยันผลตรวจเบื้องต้นอีกครั้ง โดยผลการตรวจจากแพทย์ยืนยันว่าพบสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในปัสสาวะของนายอาผ่าฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งกับนายอาผ่าฯ ว่าเขาจะต้องถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวไปยังที่ทำการพนักงานสอบสวน สภ.แม่จันฯ พร้อมทั้งได้แจ้งสิทธิ์ของผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาข้างต้นให้นายอาผ่าฯ ทราบและรับว่าทราบและเข้าในข้อกล่าวหาเป็นอย่างดีแล้วจึงได้จัดทำบันทึกจับกุมและนำตัวนายอาผ่าฯ พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่จันฯ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /แก๊งค้ายาข้ามโขงสะดุด! นรข.อุบลฯ แถลงยึดไอซ์ 193 กิโลกรัม ริมแม่น้ำโขงเขมราฐ หลังแก๊งลอบขนข้ามจาก สปป.ลาว ทิ้งของกลางหนี

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่กองบังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตอุบลราชธานี (บก.นรข.เขตอุบลราชธานี) บ้านนาสนาม ตำบลเขมราฐ อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) น.อ.ชชนน อิทธิภูรินท์ ผู้บังคับการ นรข.เขตอุบลราชธานี พร้อม

ด้วย น.ท.ธนชัย รอดทัศนา หัวหน้าสถานีเรือเขมราฐ นายสุพรชัย พรนิพงษ์ นายด่านศุลกากรเขมราฐ พ.ต.อ.ธนารักษ์ แก้วสนิท ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 นายมนูญ คิดเห็น นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 3 และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมกันแถลงผลการตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนักรวม 193 กิโลกรัม หลังขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบลำเลียงจาก สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศไทย

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบเรือต้องสงสัยพายออกจากบริเวณบ้านท่าแพ ฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย โดยสายลับได้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งพบเรือกีบเพลายาวเข้ามาเทียบริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณบ้านทรายทอง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี

จากการเฝ้าสังเกตการณ์ พบชายฉกรรจ์ 2 คน ช่วยกันขนถุงสีดำขนาดกลางลงจากเรือมาวางไว้บนฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงสั่งการให้กำลังพลจากสถานีเรือเขมราฐ พร้อมชุดปฏิบัติการจากที่ทำการทางยุทธวิธีบ้านนาแวงและบ้านบุ่งข้อง นำเรือจู่โจมเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายไหวตัวทัน รีบติดเครื่องยนต์เรือและหลบหนีกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว ทำให้ไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ แต่สามารถตรวจยึดถุงดำต้องสงสัยจำนวน 8 กระสอบ ตรวจสอบภายในพบยาไอซ์บรรจุอยู่จำนวน 193 ถุง น้ำหนักรวม 193 กิโลกรัม จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขมราฐ เพื่อดำเนินคดีและขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

นรข #นรขอุบลราชธานี #ยาไอซ์ #ยึดยาไอซ์ #ยาเสพติด #ปราบปรามยาเสพติด #แม่น้ำโขง #เขมราฐ #อุบลราชธานี #ชายแดนไทยลาว #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รวบ 3 ผู้ต้องหา คาแปลงบุกรุก! อ้างรับจ้างตัดหญ้าวันละ 300 บาท เผยผืนป่าลุ่มน้ำแม่ฝางเสียหายกว่า 11 ไร่“

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 2569 คณะเจ้าหน้าที่อันประกอบด้วย หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.3 (โป่งจ้อก) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอไชยปราการ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ได้ร่วมกันสนธิกำลังออกตรวจปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ เพื่อป้องกันการลักลอบทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่รับผิดชอบ

ระหว่างปฏิบัติการลาดตระเวนมาถึงบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง” ท้องที่หมู่ที่ 7 บ้านห้วยต้นตอง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่เจ้าหน้าที่พบร่องรอยการแผ้วถางเป็นบริเวณกว้าง และพบชายจำนวน 3 คน กำลังใช้เครื่องเครื่องตัดหญ้าเพื่อเคลียร์พื้นที่ป่าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังเข้าปิดล้อมและแสดงตัวเข้าจับกุมได้พร้อมของกลางในที่เกิดเหตุ ประกอบด้วย
เครื่องตัดหญ้า จำนวน 2 เครื่อง

วิทยุสื่อสาร จำนวน 1 เครื่อง (ใช้สำหรับประสานงานและดูต้นทาง)มีดดายหญ้า จำนวน 2 เล่มน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 5 ลิตร
รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 100 สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 2 คันจากการสอบสวนขยายผลเบื้องต้น
ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนให้การรับสารภาพตรงกันว่า พวกตนไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว

แต่ได้รับการว่าจ้างจากนายทุนให้เข้ามาทำการตัดหญ้าและปรับสภาพพื้นที่โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเพียงวันละ 300 บาทเท่านั้นโดยพบว่าพื้นที่ป่าสงวนฯ ที่ถูกบุกรุกแผ้วถางในครั้งนี้ ได้รับความเสียหายเป็นเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 11 ไร่ 1 งาน 61 ตารางวาเบื้องต้นคณะเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติป่าไม้

และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ในข้อหาร่วมกันลักลอบบุกรุก แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรไชยปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป..

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /รองผู้ว่าฯจ.น่าน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 หรือ OTOP Product Champion : OPC

ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 9.30 น. ณ โรงแรมดิอิมเพรส น่าน ตำบลดูใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดสรรและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดน่าน ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน สามารถพัฒนาต่อยอดสู่ระดับประเทศ

รวมทั้งเป็นการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ ใช้ประกอบการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ตลอดจนประชาสัมพันธ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน พร้อมกระตุ้นให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกำหนดการในงาน เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงาน เวลา 08.30 – 09.00 น. แขกผู้มีเกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดน่าน ภายในบริเวณงาน จากนั้นเวลา 09.30 น. เป็นพิธีเปิดงาน โดยประธานเดินทางมาถึงบริเวณงาน เยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดน่าน ชมการแสดง

นายสุทธิรักษ์ ศรีเสเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน กล่าวรายงาน และประธานกล่าวเปิดกิจกรรมการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับจังหวัดน่าน พร้อมถ่ายภาพร่วมกันบนเวทีภายหลังพิธีเปิด ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป คณะทำงานจะดำเนินการพิจารณาตรวจสอบและกลั่นกรองผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับจังหวัดน่าน

ทั้งนี้ จังหวัดน่านขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามและให้กำลังใจผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดน่าน เพื่อร่วมส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP น่าน

สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปจังหวัดน่าน จัดพิธีเปิดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569 ระดับจังหวัด/บึญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงานจังหวัดน่าน จัดพิธีเปิดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569 ระดับจังหวัด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ประชุมจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา รายงานตัวชี้วัดการขับเคลื่อนแผนพัฒนากาการศึกษา จังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านประจeปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (กลุ่มพิการและกลุ่มเปราะบาง)

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
นายกิตติพัทธ์ อานุภาเวนะวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์เป็นประธานเปิด
การประชุมจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา รายงานตัวชี้วัดการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการศึกษา
จังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในหน่วยงานทางการศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมประชุมซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็นการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการและกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่จังหวัดน่านจะมี
หน่วยงานทางการศึกษาที่เป็นเจ้าภาพหลัก คือ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนน่านปัญญานุกูล

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 56 จังหวัดน่าน และยังมีภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานทางการศึกษาอีก
หลายแห่ง เนื่องจากว่าจังหวัดน่านมีเด็กกลุ่มเหล่านี้ทุกพื้นที่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน ได้เล็งเห็น
ความสำคัญ ความยากลำบากในการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการเหล่านี้ การบูรณาการภาคีเครือข่าย
การพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่านจากทุกภาคส่วน

การศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของมนุษย์ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นสร้างโอกาส
ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแล

สนับสนุน และสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึงเป็นพิเศษมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ให้บรรลุ
ความสำเร็จได้ก็จะเกิดขึ้นได้จากการประชุม สร้างความเข้าใจ ร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันในการทำงาน
ก็จะเกิดความสำเร็จตามเป้าหมายตัวขี้วัดความสำเร็จที่กำหนดในแผนฯ

การจะชับเคลื่อนแผนพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดน่านและแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัด
น่าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569ให้ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงได้นั้น
“ข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบัน” จึงเป็นหัวใจสำคัญเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทาง
หากเรามีฐานข้อมูลสารสนเทศ (Big Data)

ด้านการศึกษาของกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบางที่ชัดเจน
ครอบคลุมในทุกมิติ เราก็จะสามารถมองเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง สามารถกำหนดตัวชี้วัด วางแผนการ
จัดสรรทรัพยากร รวมถึงออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดการประชุมในวันนี้ได้มีการบรรยายพิเศษเป้าหมายการจัดการศึกษาการพัฒนาทักษะอาชีพ

ให้กับกลุ่มเด็กพิการกลุ่มเปราะบางจากนายกิตติพัทธ์ อานุภาเวนะวัฒน์ บรรยายบทบาทหน่าที่จองสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่านและติดตามการดำเนินงานตามตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่านและแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาประจำปีงบประมาณ 2569 จากนางสกนธรัตน์ วงษ์สิริโชตน์ ผอ.กลุ่มนโยบายและแผนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน การนำเสนอข้อมูลจำนวนนักเรียนแยกตามกลุ่มเด็กพิการ ผลการจัดการศึกษาหรือผลการพัฒนาทักษะอาชีพให้กับเด็กพิการฯรวมทั้งสถาพปัญหา อุปสรรค ซึ่งเกี่ยวข้องในปีการศึกษา 2568 จาก

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน
2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 จังหวัดน่าน
3 โรงเรียนน่านปัญานุกูล
4 โรงเรียนบ้านหนองรัง
นอกนั้นยังมีการวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การบูรณาการการดำเนินร่วมกันของหน่วยงานทางการศึกษาที่จัดการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเปราะบางในปีการศึกษา 2569 การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเปราะบางระดับจังหวัด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ศิษยานุศิษย์คนนาเกลือ-พัทยา แห่ร่วมงาน “วันมหาบุรพาจารย์รำลึก”มารีวิทย์จับเด็ก ป.1 ‘ทำนา‘ เรียนรู้วิถีไทย สะสมประสบการณ์เพิ่มทักษะชีวิต

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 วัดช่องลมนาเกลือ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดกิจกรรมงานมหาบุรพาจารย์รำลึก ประจำปี 2569 “วันมหาบุรพาจารย์ วัดช่องลมนาเกลือ” โดยพบว่าบรรยากาศในงานมีคณะศิษยานุศิษย์ ประชาชนชาวบ้านนาเกลือ เมืองพัทยา และชาวบ้านที่เคารพศรัทธา เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก บริเวณพิพิธภัณฑ์พระมหาบุรพาจารย์ ศาลาเรือนไทย วัดช่องลมนาเกลือ

ภายในพิธี ประชาชนที่ร่วมงานได้ร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารเช้าแด่คณะสงฆ์ ก่อนคณะสงฆ์จะสวดมาติกา-บังสกุล และสวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นเป็นพิธีถวายภัตตาหารเพลแด่คณะสงฆ์ตามลำดับพิธีการ นอกจากนี้บริเวณภายในสภานที่จัดงานยังมีการออกโรงทานอาหารและเครื่องดื่มโดยกลุ่มคณะศิษยานุศิษย์จากทั่วประเทศร่วมออกร้านร่วมงานบุญกันอย่างเป็นกันเอง

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากคณะศิษยานุศิษย์จำนวนมากที่เข้าร่วมงานวันพระมหาบุรพาจารย์ วัดช่องลมนาเกลือ ในวันนี้ ซึ่งมาจากหลากหลายอาชีพแล้ว ยังมีแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาพระมหาบุรพาจารย์ วัดช่องลมนาเกลือ เข้าร่วม

งานบุญเช่นกัน อาทิ นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ อดีตรองนายกเมืองพัทยา คณะ ส.อบจ.ชลบุรี ดร.วรพต พงษ์พาลี นายสิทธิไชย อาจทรง ส.อบจ.ชลบุรี และคณะอดีตสมาชิกสภาเมืองพัทยา นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ นายวุฒิธร แสงอุไร นายภาสกร อยู่สมบูรณ์ นายอนุพงษ์ พุทธนวรัตน์

อนึ่ง งานมหาบุรพาจารย์รำลึก วันมหาบุรพาจารย์ วัดช่องลมนาเกลือ เป็นการร่วมกันจัดขึ้นจากความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคณะศิษยานุศิษย์ ลูกศิษย์ลูกหาของสัดช่องลมนาเกลือ ที่มีความผูกพันกับวัดมาอย่างยาวนานนับร้อยปี และแสดงออกถึง

ความกตัญญูรู้คุณถึงมหาบุรพาจารย์พระเกจิแห่งวัดช่องลมนาเกลือในอดีต ประกอบด้วย พระอธิการจู สาคโต, พระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ (พระอาจารย์เอี่ยม เมฆิโย), พระครูพิบูลย์ธรรมกิจ (พระอาจารย์เผือก ฉันโน), สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พระอาจารย์เจริญ ญาณวโร) และพระราชวัชรปัทมคุณ (พระอาจารย์บัวเกตุ ปทุมสิโร)

มารีวิทย์จับเด็ก ป.1 ‘ทำนา‘ เรียนรู้วิถีไทย สะสมประสบการณ์เพิ่มทักษะชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ ได้จัดกิจกรรมเพิ่มทักษะการเรียนรู้ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยได้จัดการทัศนศึกษาและเรียนรู้วิถีไทย ที่สวนไทย พัทยา สถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ชื่อดังของจังหวัดชลบุรี

ในกิจกรรมเด็กนักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้วิถีไทยท้องถิ่น ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ พร้อมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ประสบการณ์มากมาย อาทิ การทดลองทำนาปลูกข้าวภายในแปลงสาธิต การฝึกทำขนมไทย การฝึกทำส้มตำ การฝึกทำปลาตะเพียนสาน การละเล่นหนังตะลุง และการให้อาหารสัตว์

กิจกรรมที่ทางโรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จัดขึ้นในครั้งนี้ นอกจากนักเรียนจะได้ศึกษาเรียนรู้นอกสถานที่แล้ว ยังเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ให้นักเรียนได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ ตามวิถีท้องถิ่นของภาคต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งนักเรียนทุกคนต่างสนุกสนานในการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / มาม่า ต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทยบทเรียนจาก “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ในมุมมองของ”เอฟเคไอไอ-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)ถ่ายทอดเรื่องราวของต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทย “มาม่า” ราชาแห่งบะหมี่สำเร็จรูปและโมเดลการบริหารธุรกิจแบบยั่งยืนกับบทเรียนจากนักบริหารคนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ภายใต้วิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ และการรักษาพันธมิตรคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจโดยมีเนื้อหาดังนี้…“มาม่า ต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทย ตำนาน “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”..

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)ในโลกของธุรกิจอาหาร ไม่มีใครในประเทศไทยที่จะไม่รู้จักคำว่า “มาม่า” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ก้าวข้ามผ่านการเป็นเพียงแค่เครื่องหมายการค้า ไปสู่การเป็น “Generic Name” หรือคำสามัญที่คนไทยใช้เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อ และเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจภาคประชาชนฐานรากที่แม่นยำที่สุด หรือที่เรียกกันว่า “Mama Index”เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ระดับตำนานที่ครองใจคนไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ และแผ่กิ่งก้านสาขาไปปักธงไทยไกลในกว่า 60 ประเทศทั่วโลกนั้น มีคนๆหนึ่งที่ชื่อว่า “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ผู้ซึ่งเพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ทิ้งไว้ซึ่งบทเรียนทางธุรกิจอันล้ำค่าและตำนาน “ราชาแห่งบะหมี่สำเร็จรูป” ที่คนรุ่นหลังต้องจดจำจากจุดเริ่มต้น.. สู่การปฏิวัติรสชาติเพื่อคนไทยย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2515 ยุคที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยยังเป็นสิ่งใหม่ และมีเจ้าตลาดเดิมจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว การก้าวเข้ามาของ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ภายใต้การร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์ โดยคุณเทียม โชควัฒนา และพันธมิตรจากไต้หวัน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ในฐานะผู้บริหารยุคบุกเบิก ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คนไทยยังไม่คุ้นชิน

ในยุคแรก มาม่าส่ง “รสซุปไก่” เข้าสู่ตลาดตามพิมพ์นิยมสไตล์จีน แต่ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามเป้า จุดพลิกผันสำคัญที่พิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของคุณพิพัฒ คือการเดินหน้าทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และตั้งคำถามว่า “รสชาติแบบใดที่จะเข้าถึงหัวใจคนไทยอย่างแท้จริง?”
นำมาสู่การปฏิวัติวงการด้วยการส่ง “มาม่ารสหมูสับ” ออกสู่ตลาดในปี พ.ศ. 2523 ตามด้วย “รสต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นการถอดรหัสจากเมนูยอดฮิตในร้านก๋วยเตี๋ยวและอาหารไทย มาสถิตลงในซองบะหมี่ได้อย่างไร้ที่ติ หมัดฮุคในครั้งนั้นผสมผสานกับการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ “ซองอลูมิเนียมฟอยล์” เป็นรายแรกเพื่อป้องกันแสงแดดและกลิ่นหืน ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มาม่าพลิกเกมขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศอย่างเด็ดขาดพลังแห่งพันธมิตร: “สูตรสำเร็จ” ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย

ในฐานะอดีตรัฐมนตรี ที่เคยดูแลระบบการค้าและการส่งออกของประเทศ ผมมองเห็นโครงสร้างความสำเร็จของมาม่าว่าเป็น “โมเดลธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ” จากความร่วมมือระหว่างสองตระกูลใหญ่ คือ “โชควัฒนา” และ “พะเนียงเวทย์”นี่คือสะพานเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่าง “ต้นน้ำและปลายน้ำ” โดยฝั่งไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ภายใต้การนำของคุณพิพัฒ รับหน้าที่เป็นผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมอาหารให้ดีที่สุด ส่วนฝั่งสหพัฒนพิบูล (SPC) รับหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เจาะลึกถึงร้านโชห่วยทุกตรอกซอกซอยทั่วประเทศกลยุทธ์การแบ่งงานกันทำตามความเชี่ยวชาญเช่นนี้ ทำให้มาม่าสามารถขับเคลื่อน Supply Chain ได้อย่างทรงพลัง สินค้าผลิตใหม่สามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ในตลาดจากแบรนด์ท้องถิ่น สู่การปักธงในเวทีโลก

วิสัยทัศน์ของคุณพิพัฒไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศไทย ท่านคือฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันแบรนด์ “MAMA” ไปสู่ระดับสากล ไม่เพียงแค่การส่งออก แต่เป็นการนำองค์ความรู้และทุนไทยไปตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา กัมพูชา ข้ามฝั่งไปบังกลาเทศ จนถึงการตั้งป้อมปราการในยุโรปที่ประเทศฮังการีนี่คือต้นแบบของการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (Global Expansion) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและชื่อเสียงให้แก่อุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างความมั่นคงเป็น“ครัวไทยครัวโลก”((Kitchen of The World)และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระดับโลก

บทเรียนจากผู้สร้างตำนานการจากไปของคุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียบุคลากรระดับผู้บริหารของเครือสหพัฒน์และไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์เท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียปูชนียบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การบริหารธุรกิจให้ยั่งยืนนั้นต้องประกอบด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ และการรักษาพันธมิตรคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตำนานและคุณูปการที่คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ได้สร้างสรรค์ไว้แก่วงการอุตสาหกรรมอาหารไทย จะยังคงได้รับการจารึกและเป็นบทเรียนหน้าสำคัญให้แก่ผู้ประกอบการไทยรุ่นหลังสืบไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ภูธรโคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาวัดหนองแขม หมู่ที่ 10 ต.หนองแขม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรีโดย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.พุฒิพงศ์ พุฒฤทธิ์ รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป. (ชุดชุมชนสัมพันธ์) พรัอมด้วย นายณัฏฐพงษ์ อารยางค์กูร ประธาน กต.ตร. สภ.โคกสำโรง พร้อมคณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง

ดร.มโน มณีฉาย สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง นางประชัน ยิ้มละไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโคกสำโรง นายเชาวลิตร สุดเพียร กำนันตำบลหนองแขม นางสำอางค์ อยู่แย้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแขม

นางสาว ศศิมา สกุลเต็ม พญาบาลเทคนิคชำนาญงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแขม ผู้นำท้องที่ คณะกรรมการคุ้ม ผู้บำบัด และครอบครัว ร่วมกันดำเนินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

ทั้งนี้ ผกก.สภ.โคกสำโรง คณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง ได้นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นเพื่อมอบให้ผู้ป่วยติดเตียง ตำบลหนองแขม จำนวน 8 คนพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

ของสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ในวันนี้ได้ดำเนินการตามโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม นำพาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ของทั้ง 4 หมู่บ้าน ในตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 30 คน ผ่านการบำบัดฟื้นฟู นำไปสู่ชุมชนเข้มแข็งแบบยั่งยืน

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้

หมู่บ้านและชุมชน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด อันจะนำไปสู่การสร้าง ตำบลยั่งยืน ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เร่งเยียวยาเหตุรถชนพระธุดงค์ คณะอนุกรรมการไฟเขียวเงินช่วยเหลือรายละ 300,000 บาท ส่งมอบทายาทโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่ห้องประชุมสำนักงานคลังจังหวัดมุกดาหาร ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ประจำจังหวัดมุกดาหาร ครั้งที่ 7/2569

การประชุมครั้งนี้มี นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธาน โดย นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร ได้มอบหมายให้ นายแพทย์ณัฐนนท์ พีระภาณุรักษ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการ หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมได้พิจารณาวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเยียวยากรณีอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุระหว่างเดินจาริกธุดงค์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพจำนวน 10 รูป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เยียวยาสภาพจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย และให้การช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญาเป็นไปตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ภายหลังการพิจารณา ที่ประชุมมีมติ อนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่พระภิกษุผู้มรณภาพทั้ง 10 รูป ในอัตราสูงสุด รายละ 300,000 บาท พร้อมมีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการเบิกจ่ายและส่งมอบเงินเยียวยาให้แก่ทายาทหรือผู้มีสิทธิรับเงิน ภายใน 7 วัน นับจากวันที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือสำนักงานยุติธรรมจังหวัดมุกดาหาร ได้รับเอกสารประกอบการยื่นคำขอครบถ้วน

ทั้งนี้ จังหวัดมุกดาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะเร่งรัดการดำเนินงานทุกขั้นตอน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #พระธุดงค์ #เยียวยาผู้เสียหาย #คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ #สำนักงานยุติธรรม #รถชนพระธุดงค์ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สมเด็จพระสังฆราช โปรดประทานกัปปิยภัณฑ์แก่ พระอาพาธ 5 รูป เหตุรถพุ่งชนพระธุดงค์ ผู้ว่าฯ มุกดาหารร่วมพิธีสืบสานประเพณีเยียวยาจิตใจ

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานกัปปิยภัณฑ์แก่พระภิกษุอาพาธจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุขณะเดินจาริกธุดงค์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร

ในการนี้ นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้เชิญกัปปิยภัณฑ์พระประทานมายังจังหวัดมุกดาหาร เพื่อถวายแด่พระภิกษุอาพาธที่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมุกดาหาร

จากนั้น นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้เชิญกัปปิยภัณฑ์พระประทานไปถวายแด่พระภิกษุอาพาธ จำนวน 5 รูป ณ ตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมี นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ฝ่ายมหานิกายและฝ่ายธรรมยุต คณะสงฆ์จังหวัดมุกดาหาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระสังฆราช ก่อนเข้าเยี่ยมถวายกำลังใจพระภิกษุอาพาธ

พระภิกษุอาพาธที่ได้รับพระเมตตาโปรดประทานกัปปิยภัณฑ์ในครั้งนี้ ประกอบด้วย พระภิกษุเยือน หาญชัย, พระภิกษุสุริยา เสียงใส, พระไพรวัลย์ พันโยธา, พระภิกษุพงษ์สันต์ ปานมน และพระภิกษุพิศิษย์ อ่อนยอง ซึ่งยังคงพักรักษาอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุภายใต้การดูแลของคณะแพทย์อย่างใกล้ชิด

โอกาสเดียวกัน คณะผู้แทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร คณะสงฆ์ และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ถวายกำลังใจแก่พระภิกษุอาพาธ พร้อมติดตามอาการและรับฟังรายงานการรักษาจากคณะแพทย์ของโรงพยาบาลมุกดาหาร

การโปรดประทานกัปปิยภัณฑ์ในครั้งนี้ นับเป็นพระเมตตาของสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงห่วงใยพระภิกษุผู้ประสบเหตุ และเป็นขวัญกำลังใจแก่พระภิกษุอาพาธ คณะสงฆ์ รวมถึงญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ของคณะพระธุดงค์ในจังหวัดมุกดาหาร

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารนำพิธีสวดถอดถอนจุดโศกนาฏกรรมพระธุดงค์ สร้างสิริมงคลให้พื้นที่ ผู้ว่าฯ มุกดาหารร่วมพิธีสืบสานประเพณีเยียวยาจิตใจประชาชน

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณตลาดนาสีนวน ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุรถกระบะพุ่งชนขบวนพระภิกษุที่กำลังจาริกธุดงค์จนเป็นเหตุให้มีพระภิกษุมรณภาพและได้รับบาดเจ็บหลายรูป พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พระวิฑูรวชิรโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ได้นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีสวดถอดถอนตามประเพณีโบราณ โดยมี นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเข้าร่วมพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

พระราชรัตนโมลี กล่าวว่า คณะสงฆ์และจังหวัดมุกดาหารได้ร่วมกันประกอบพิธีตามจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมา เมื่อเกิดเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีภารกิจมาก แต่ก็ให้ความสำคัญกับความทุกข์ของประชาชน ขณะที่คณะสงฆ์ก็พร้อมให้ความร่วมมือในทุกด้าน เพื่อช่วยสร้างความสบายใจแก่ประชาชนและหน่วยงานราชการ จึงได้จัดพิธีสวดถอดถอนขึ้นในครั้งนี้

ทั้งนี้ การประกอบพิธีมีวัตถุประสงค์เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคลและสิ่งไม่ดีให้ออกจากพื้นที่ที่เกิดเหตุ พร้อมเสริมความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ ญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพ ผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าของพื้นที่ และประชาชนทั่วไป ให้เกิดความสบายใจและสามารถดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความมั่นคงทางจิตใจ

ด้าน พระครูศิริปุญญกิจ เจ้าอาวาสวัดบรรพตมโนรมย์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จากเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนขบวนพระภิกษุที่กำลังจาริกธุดงค์จนมีพระภิกษุมรณภาพและได้รับบาดเจ็บหลายรูป ถือเป็นเหตุอัปมงคลที่สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชน จึงมีความจำเป็นต้องประกอบพิธีสวดถอดถอนตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและประเพณีท้องถิ่น

ขณะที่ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จังหวัดได้รับความเมตตาจากคณะสงฆ์ในการประกอบพิธีสวดถอดถอน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ช่วยปัดเป่าสิ่งอัปมงคลออกจากสถานที่เกิดเหตุ และเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ผู้คนในพื้นที่ รวมทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

พระครูศิริปุญญกิจ กล่าวว่า พิธีสวดถอดถอนเป็นพิธีกรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาในพื้นที่ภาคอีสานและล้านนา มีจุดประสงค์เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคล คลายความผูกพันจากเหตุการณ์ร้ายแรงและการสูญเสียในสถานที่เกิดเหตุ ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ประชาชน โดยครั้งนี้มีพระภิกษุร่วมประกอบพิธีจำนวน 4 รูป เพื่ออธิษฐานให้พื้นที่กลับมามีความสงบ เป็นสิริมงคล และให้ประชาชนเกิดความอุ่นใจ ทั้งยังถือเป็นครั้งแรกที่จังหวัดมุกดาหารได้มีการจัดพิธีสวดถอดถอนในลักษณะนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00 น. คณะสงฆ์จำนวน 10 รูป จะเดินทางมาประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ตักบาตร และฉันภัตตาหารเช้า ณ จุดเกิดเหตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พื้นที่และชาวจังหวัดมุกดาหาร โดยกิจกรรมทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อเยียวยาจิตใจ คลายความโศกเศร้า ความวิตกกังวล และสร้างกำลังใจให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนี้ไปด้วยกัน

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมกินข้าวเล่าเรื่องกับสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจ.น่าน

เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2569 ณ ร้านอาหารบ้านบุ๋ม ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายสุนทร ลี้สกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือ–2 พร้อมด้วย
นายกอบเกียรติ ป้อยแก้ว วิทยากรระดับ 10 กองบริหารความสัมพันธ์เครือข่ายการสื่อสาร ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การนายธัฏชรพงษ์ เมืองแก่น หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ระบบส่งภาคเหนือ

นายเสกสรร โสทธยาสัย หัวหน้าหมวดประชาสัมพันธ์ โครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนนายภูมิพันธ์ จารุภูมิ วิทยากรระดับ 8 กองบริหารความสัมพันธ์เครือข่ายการสื่อสาร ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การนายพิษณุ สุเทปิน หัวหน้าสถานีไฟฟ้าแรงสูงน่าน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ภายใต้กิจกรรม “กินข้าวเล่าเรื่อง” โดยมีผู้แทน กฟผ.และสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนในพื้นที่ได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความสัมพันธ์อันดี และพูดคุยเกี่ยวกับการดำเนินงาน

รวมถึงประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณชน ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและสร้างสรรค์โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พ.ต.พิบุญชับ ณ ลำพูน พ.อ.พยอม บุญทร พ.ต.อ.วิวัฒน์ ตันติวัฒน์ ที่ปรึกษาสมาคมฯ

พ.ต.ธนกฤต นันทชัยศรี ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม นางเพียรพิศ ยะวิญชาญ นางสาวอรประภา พุฒหมื่น นางรจนา วังคำ นายชาตรี ทำงาม นายปรันป์ เหล่าสุริยงค์ นางพรรณี ณ น่าน นางจิติภัสร์ มานะอัครนิรุติ์ นางสาวอำภาพร กันตา นายกฤษณ์ ธรรมศักดิ์ คณะกรรมการและสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร่วมกิจกรรม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ตร.ภูธรภาค 1 แถลงทลายที่พักยาบ้า 8 ล้านเม็ด 240 ล้านบาท ตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วย นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รองจเรตำรวจ ช่วยราชการตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี

ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี นายอำเภอเมืองสิงห์บุรี หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 1 กอ.รมน.จังหวัดสิงห์บุรี และฝ่ายปกครองจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ หลังเข้าทลายโกดังพักยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย พร้อมยึดยาบ้าประมาณ 8 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 240 ล้านบาท และอยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้ต้องหาอีก 1 รายที่หลบหนี

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ตามนโยบายรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายใต้แนวทาง “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” และนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจภูธรภาค 1 ได้สืบสวนขยายผลต่อเนื่องจากการจับกุมคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมยาบ้ากว่า 5.26 ล้านเม็ด

จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ห้องอาคารพาณิชย์เลขที่ 104/13 หมู่ 3 ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นสถานที่พักเก็บยาเสพติด ก่อนกระจายส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดกระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่พบกลุ่มผู้ต้องหานำม้วนกระดาษขนาดใหญ่ลงจากรถบรรทุกและลำเลียงเข้าไปเก็บภายในอาคาร โดยเชื่อว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ภายในม้วนกระดาษ ก่อนที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนจะเดินทางกลับไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี และย้อนกลับมายังโกดังในช่วงค่ำเพื่อแกะนำยาเสพติดออกจากม้วนกระดาษ

เมื่อเห็นความเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ นายอภิเชษฐ์ หรือ “ชา” อายุ 44 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย และนายวัชรพงศ์ หรือ “วัช” อายุ 40 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ นายสุรศักดิ์ อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดนครสวรรค์ อาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นยาบ้าประมาณ 8,000,000 เม็ด และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อเกี่ยวกับการกระทำความผิดจำนวน 2 เครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่า หากยาเสพติดทั้งหมดถูกลักลอบนำออกจำหน่าย จะมีมูลค่าในท้องตลาดกว่า 240 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้แพร่กระจายสู่ประชาชน และจะเร่งขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ผู้สั่งการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหาสมคบ สนับสนุนการกระทำความผิด ฟอกเงิน และยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบบุคคลหรือรถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดด้านยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือโทรสายด่วน 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลไปสืบสวนและขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป.

ภาพข่าว / บุญเลิศ ผลอุดมทีมข่าว.สิงห์บุรี

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์ผลผลิตแปลงใหญ่สวนส้มโอ ณ.อ.นครชัยศรี

วันนี้ เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์ผลผลิตแปลงใหญ่สวนส้มโอ ณ สวนส้มโอของนายมงคลวิทย์ ธนะแก่นจันทร์ ประธานแปลงใหญ่ส้มโอตำบลดอนแฝก อำเภอนครชัยศรี

จังหวัดนครปฐม ปลูกส้มโอบนเนื้อที่ 15ไร่ ประกอบด้วยพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง พันธุ์ทองดี และพันธุ์ทับทิมสยาม โดยมีนางณัฐทิยา อชิตกุล เกษตรอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์แหล่งปลูกส้มโอคุณภาพดีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อันเป็นอัตลักษณ์และสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของจังหวัดนครปฐม

ประกอบกับการเตรียมความพร้อมต้อนรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอนครชัยศรี ซึ่งจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนที่จะถึงนี้ โดยช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงที่ส้มโอนครชัยศรีมีรสชาติหวานอร่อย กลมกล่อม และมีคุณภาพดีที่สุดในรอบปี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ขยายช่องทางการตลาดเชิงรุก และเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่ต้องการสั่งซื้อผลผลิตเกรดพรีเมียมจากสวนของเกษตรกรโดยตรง รวมถึงประชาสัมพันธ์งานส้มโอนครชัยศรี ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569 นี้
สมคิด พรมมี ผู้สี่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวสวนมะพร้าวเดือด…!! บุก อ.บางสะพาน เผาหุ่น–โลงศพประท้วง ราคามะพร้าวตกต่ำ จี้ยื่นคำขาดถึงเลขาฯ อย. แจงปมนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็ง 14 ก.ค.นี้

วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์ศักดิ์ บุญรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวกว่า 300 คน พร้อมรถกระบะติดตั้งเครื่องเสียง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายมนิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน เพื่อเรียกร้องให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป ซึ่งชาวสวนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายชาวสวนมะพร้าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ขอให้ส่งเรื่องถึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอข้อมูลหลักเกณฑ์ วิธีการอนุมัตินำเข้า รวมถึงสถิติการนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูปย้อนหลังระหว่างปี 2566–2569 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีหนังสือ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการอนุมัตินำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หลังได้รับข้อร้องเรียนจากเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาผลผลิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ เครือข่ายชาวสวนจึงยื่นหนังสือถึงนายอำเภอบางสะพาน ขอให้ประสานเชิญ นางสาวสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่พร้อมเอกสารทั้งหมด เพื่อชี้แจงต่อเกษตรกรโดยตรง ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิด 5 ประเด็นร้อนที่ชาวสวนต้องการคำตอบเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวระบุว่า ต้องการให้ อย. ชี้แจงอย่างชัดเจนใน 5 ประเด็น ได้แก่

1.หลักเกณฑ์และอำนาจในการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป 2.หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร 3.เหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะพร้าวนำเข้าจึงไม่ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน 4.วิธีคำนวณปริมาณการนำเข้าและผลกระทบต่อโควตามะพร้าวผลในประเทศ 5.มาตรการคุ้มครองเกษตรกรไทยจากผลกระทบของการนำเข้าผลิตภัณฑ์มะพร้าว

ย้ำ 7 ข้อเสนอถึงรัฐบาล แก้วิกฤตราคามะพร้าว เครือข่ายฯ ยังยืนยันข้อเสนอ 7 ข้อที่เคยยื่นผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569 ได้แก่
1..ให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั้งหมด จนกว่าราคามะพร้าวผลใหญ่จะไม่ต่ำกว่า 18 บาทต่อผล และมะพร้าวขาวไม่ต่ำกว่า 35 บาทต่อกิโลกรัม

  1. เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าและรับฟังความคิดเห็นเกษตรกรก่อนอนุมัติ 3.จัดตั้งคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาติที่มีตัวแทนชาวสวนจากทุกพื้นที่ 4.ผลักดันให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
  2. นำปริมาณผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่นำเข้า มาคำนวณเทียบเท่ามะพร้าวผลก่อนอนุญาต6.กำหนดให้ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน7.ไม่นำมะพร้าวนำเข้าไปแปรรูปนอกกรอบ AFTA และ WTO

เวทีปราศรัยเดือด วิจารณ์ราคามะพร้าว–การทำงานรัฐบาล ระหว่างการชุมนุม นายสมหวัง พิมพ์สอ ชาวสวนมะพร้าวจากตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน ได้ขึ้นเวทีบนรถเครื่องเสียง กล่าวถึงปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและผลกระทบที่เกษตรกรกำลังเผชิญขณะที่ พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม ได้ร่วมขึ้นเวทีวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และการดำเนินงานด้านการค้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการกล่าวถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมมีการนำหุ่นจำลองและโลงศพสีขาวที่เขียนข้อความเชิงสัญลักษณ์มาใช้ในการแสดงออกเชิงประท้วง

หลังจากยื่นหนังสือให้นายอำเภอบางสะพานแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันจุดไฟเผาหุ่นและโลงศพจำลอง ก่อนแยกย้ายกลับ พร้อมนัดหมายรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่หอประชุมอำเภอบางสะพาน เพื่อรอฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแทนเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายสร้างความขัดแย้ง แต่ต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบหนักจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ Skateboarding Day 2026” รวมพลสายสตรีท สร้างสีสันเมืองกีฬา อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

นายนคร ผลลูกอินทร์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมงานแข่งขันสเก็ตบอร์ด “Pattaya Go Skateboarding Day 2026” ที่ลานกิจกรรมหาดจอมเทียน ข้างสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา สาขาโค้งดงตาล จังหวัดชลบุรี ที่จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา เมืองพัทยา

ในพิธีการแข่งขัน นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงศ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ได้มอบหมายให้นายนายวิสิษฐ์ศักดิ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการแข่งขัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสเก็ตบอร์ด เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในกีฬาประเภทนี้ และร่วมผลักดันให้เมืองพัทยาก้าวสู่การเป็นเมืองกีฬา (Sport City) อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการแข่งขันหลากหลายประเภท ได้แก่ High Ollies, Kickflip Long Ollies, Skate Jam, Ramp Jam และ Best Trick ทั้งในรุ่น Amateur และ Open ซึ่งได้รับความสนใจจากนักสเก็ตบอร์ดเข้าร่วมแข่งขันอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและพลังของกลุ่มคนรักกีฬาสตรีทร่วมสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ของเมืองพัทยา และเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับที่สูงขึ้นในอนาคตต่อไป

อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

ค่ำวันที่ 5 ก.ค.69 โครงการอเกณฑ์ พัทยา คอมมูนิตี้มอลชื่อดังริมถนนพัทยาเหนือ ได้ร่วมกับสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) โดย อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว บ้านยันต์มงคลเศรษฐี พัทยา ในฐานะนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู โดยใช้พื้นที่ลาน XL ของโครงการอเกณฑ์ พัทยา เป็นสถานที่จัดงาน

กิจกรรมงานมูเตลู เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยาสำหรับนักท่องเที่ยวสายมู หรือกลุ่มมูเตลู ที่เดินทางท่องเที่ยวโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสักการะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมดวงชะตา และขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น ความรัก การงาน หรือโชคลาภ การเดินทางรูปแบบนี้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ในงานได้มีการให้ความรู้เรื่องต่างๆ ทั้งฮวงจุ้ย การสักยันต์มงคล และการดูดวง โดยมี อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว และ อ.ภูเดชา วิทยาธนะสกุล วิทยากรผู้เชี่ยวชาญตัวแทนเมืองพัทยา มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกกับผู้ที่เจ้าร่วมกิจกรรมด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พอช. กคช.พม.น่าน จับมือภาคี มอบงบซ่อมบ้าน “แม่ครูกุหลาบ” ศิลปินซอล่องน่าน

น่าน — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน และภาคีเครือข่าย รุดเยียวยาผู้ประสบภัยวาตภัย พร้อมร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยจัดพิธีมอบงบประมาณซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเครื่องยังชีพให้แก่ “แม่ครูกุหลาบ ศรีทะแก้ว” ศิลปินพื้นบ้านอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการขับซอล่องน่าน ณ บ้านหนองแดง ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 256การลงพื้นที่ช่วยเหลือในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุวาตภัย พายุฤดูร้อนและลมกระโชกแรงที่พัดถล่มบ้านพักของแม่ครูกุหลาบจนได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทาง พอช. จึงได้ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน (พมจ.)

การเคหะแห่งชาติ สมาคมศิลปินพื้นบ้านจังหวัดน่าน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ร่วมกันขับเคลื่อนการซ่อมแซมบ้านในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มเปราะบางที่ประสบภัยธรรมชาติ แต่ยังเป็นการจรรโลงและสืบสานศิลปะพื้นบ้านของชาวน่านให้คงอยู่คู่ท้องถิ่นต่อไป

สำหรับพิธีมอบงบประมาณและเครื่องยังชีพ ได้รับเกียรติจาก นายอัครา พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวแทนมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและร่วมกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย โดยมี นายบุญเย็น มโนชัย รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้าว, นายประสิทธิ์ โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน/กรรมาธิการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

นายกสมาคมศิลปินพื้นบ้านจังหวัดน่าน พันเอก ทศพล ผ่องศรีสุข รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 พ.อ.นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผช.ผอ.พอช. นาย วรวิทย์ นายนทวงษ์ หน.สช.ลำปาง การเคหะแห่งชาติ นายสำรวย พลัดผล ประธานขบวนจังหวัดน่าน และ นายคณพัฒน์ ๆศรีแก้ว หัวหน้ากลุ่มการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พมจ.น่าน และ น.ส.วัชรี พรมทอง ประธานหอการค้า จ.น่าน ร่วมให้การต้อนรับและแสดงความยินดี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวของแม่ครูกุหลาบอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายธาราศานต์ ทองพัก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาที่อาศัยชุมชนริมราง พอช. ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ศึกษาดูงานถอดบทเรียนการจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาที่อยู่อาศัย ณ บ้านห้วยขาบ จังหวัดน่าน พร้อมทั้งจัดประชุมสรุปผลการดำเนินงานประจำระยะ 6 เดือนของสำนักฯ ควบคู่กับการเข้าร่วมกิจกรรมมอบงบประมาณเยียวยาดังกล่าว เพื่อนำโมเดลการบูรณาการและการรับมือภัยพิบัติในพื้นที่จริงไปพัฒนากระบวนการทำงานขององค์กรต่อไป

พอช. กคช.พม.น่าน จับมือภาคี มอบงบซ่อมบ้าน “แม่ครูกุหลาบ” ศิลปินซอล่องน่าน หลังพายุฤดูร้อนถล่ม #เดินหน้าฟื้นฟูที่อยู่อาศัยควบคู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น/ภาพ/ข่าว/รพีพร เพชรเจริญ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รัวยิง5นัดดับคาวงเหล้า!!หลานชายอดีตนายกเทศบาลนครอ้อมน้อย

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร,พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน พร้อมด้วย พ.ต.ท.รณเดช บุตรศรี รอง ผกก.สอบสวน ,พ.ต.ท.อชิรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รอง ผกก.สส.,เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน,แพทย์โรงพยาบาลกระทุ่มแบน และ อาสากู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณชั้นล่าง อพาร์ตเมนต์ หมู่ที่ 13 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาครที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ นอนจมกองเลือดมีบาดแผลถูกปืน ยิงทั้งหมด 5 นัด บริเวณรักแร้ 3 นัด ข้อศอก1 นัด และที่หัวไหล่อีก1นัด ทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมาคือ นายภาคภูมิ ขวัญเมือง อายุ 33 ปี เป็นหลานชายของ อดึตนายก เทศบาลนครอ้อมน้อย

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ผู้ตายได้มานั่งกินเหล้ากับเพื่อน 3คน ตรงบริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านขายของอย่างสนุกสนาน จู่ๆได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใส่เสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกกันน๊อค ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาที่กลุ่มของผู้เสียชีวิต ชักอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่พกมาออกมารัวยิงใส่นายภาคภูมิถึง5นัด นอนจนกองเลือดเสียชีวิตคาวงเหล้าทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำเพื่อนผู้เสียชีวิตที่นั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันไปสอบถามเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน เพื่อเร่งหาเบาะแสและตามตัวคนร้ายรายนี้พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้ให้สัมภาษณ์ในเบื้องต้น ว่าผู้เสียชีวิตถูกอาวุธปืนลูกโม่ยังไม่ทราบขนาดยิงถึง 5นัด ส่วนสาเหตุนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากอะไร จะต้องรอการสอบปากคำเพื่อนและพยาน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานอื่นๆก่อน

ทางด้าน พ.ต อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบนได้ให้สัมภาษณ์ว่าทางเราพอจะทราบตัวคนร้ายรายนี้แล้วคาดว่าน่าจะเป็นคู่อริที่พึ่งจะมีเรื่องกัน โดยก่อนเกิดเหตุ คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาวนดูลาดเลาแล้วรอบหนึ่งเห็นผู้ตายนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนแล้วได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปสักพัก แล้ววนรถกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับ ชักอาวุธปืนอออกมารัวยิงผู้ตายถึง5นัด. ก่อนที่จะขึ่รถจักรยานยนต์หลยหนีไป ทางผู้กำกับได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เร่งกระจายกำลังกันลงพื้นที่ติดตามคนร้ายแกะรอยเส้นทางที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี เพื่อนำตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะสามารถตามจับตัวคนร้ายรายนี้ได้ในไม่ช้า
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ลำพูนร่วมพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ “Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด จ.ลำพูน”

วันนี้ 6 ก.ค.69 เวลา 16.00 น. พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก. ภ.จว.ลำพูน พร้อมด้วย พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน,

ผกก.สภ.เมืองลำพูน , ผกก.สภ.นิคมอุตสาหกรรม, ผกก.สภ.เหมืองจี้, ผกก.สืบสวน ภ.จว.ลำพูน นำกำลังข้าราชการตำรวจ กว่า 65 นาย เข้าร่วมพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ “Operation

90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด จ.ลำพูน” ณ บริเวณลานศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสะพานท่าขาม ต.ในเมือง ภ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ซึ่งได้มีฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข สถานศึกษา

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และเครือข่ายชุมชน เข้าร่วมการปล่อยแถวในครั้งนี้ โดยมี นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิด

ด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายสำคัญและข้อสั่งการ ให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการและบูรณาการ

ปฏิบัติงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ประกาศสงครามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด เปิดปฏิบัติการยุทธการ “Operation 90 Days”

สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศระดมกำลังปล่อยแถวพิฆาตกวาดล้างยาเสพติดใน 90 วัน โดยมีการเริ่มขับเคลื่อนมาตรการอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันนี้ (1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569)

โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านการป้องกัน การปราบปราม และการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง

ความพร้อมในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในระยะเร่งด่วน ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด หากพบเบาะแสผู้ค้ายาเสพติดหรืออาชญากรรม สามารถแจ้งได้ที่ 191 หรือ 053-569790 ได้ตลอด 24 ชม…

ภาพ/ข่าว สมจิตร์ แสงบัลลังค์


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ท่าหลวง จ.ลพบุรี เปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด”

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอท่าหลวงนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ประธานพิธี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้กำกับการสถานีตำรวรภูธธธรท่าหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ทุกท่านพร้อมบริเวณในพิธีเปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อำเภอท่าหลวง ในวันนี้

ด้วยปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและมอบให้เป็นนโยบาย Operation 90 Daysผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน การจัดกิจกรรม

ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ของอำเภอท่าหลวง เป็นมาตรการดำเนินงานหนึ่งที่สำคัญยิ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นำมาตรการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

อำเภอท่าหลวง ได้ร่วมบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข และภาคประชาชน เพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันโดยมีเป้าหมายในการลดปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง จำนวน 9 ประเด็น ได้แก่(1) การบุกรุกที่ดิน
สาธารณะ(2) อาชญากรรมทางเทคโนโลยี(3) ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมิมีนี)(4) ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(5) การฟอกเงิน(6) ผู้มีอิทธิพล(7) หนี้นอกระบบ(8) ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและ (9) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมันคง ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบ Operation 90

Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด (ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569)ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์และแสดงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบ
ปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 90 วัน โดยมีเป้าหมายในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ค้นหาและนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดพื้ดฟื้นฟู ขยายผลจับกุมผู้ค้าและเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนสร้างความ

ปลอดภัยและความผาสกให้แก่ประชาชน การจัดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคล่วมที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนการกิจดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรมต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.มุกดาหาร สอบพยานแล้ว 28 ปาก คดีเด็ก 11 ปี ขับรถชนพระธุดงค์ แยกดำเนินคดีเด็ก-ผู้ปกครอง ขณะบ้านพักเด็กเผยยังสื่อสารกับเด็กไม่ได้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่ห้องประชุมแสงสิงแก้ว กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าคดีเด็กชายอายุ 11 ปี ขับรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุระหว่างเดินจาริกธุดงค์ เป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายการประชุมครั้งนี้มี นางสาวชุติมา คงสกุล อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธาน พร้อมด้วย พ.ต.อ.อำนาจ หาญชนะ, พ.ต.อ.สวัสดิ์ ศรีแสนยง และ พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร, พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร, นางยุพิน ไคลพิมาย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร,

นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีและกำหนดแนวทางดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมพ.ต.อ.อำนาจ หาญชนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแล้ว รวม 28 ปาก ทั้งพยานผู้เห็นเหตุการณ์และพยานแวดล้อม พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และพยานบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประกอบสำนวนคดีพ.ต.อ.อำนาจ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินคดีได้แยกออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดำเนินคดีกับเด็กผู้ขับรถ และการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็ก

ในส่วนของเด็ก ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการสอบสวนได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรักษาและบำบัดที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ จังหวัดอุบลราชธานี จึงต้องรอผลการประเมินจากแพทย์และทีมสหวิชาชีพก่อน ว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ปกครอง พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานปล่อยปละละเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก หรือมีความผิดตามกฎหมายในส่วนอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นว่าเด็กสามารถนำรถยนต์ออกมาขับบนถนนสาธารณะได้อย่างไร มีผู้ใดเป็นผู้สอนให้ขับรถ หรือปล่อยให้เด็กเข้าถึงรถยนต์และกุญแจรถ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด

พ.ต.อ.อำนาจ กล่าวอีกว่า อุปสรรคสำคัญของการสอบสวนในขณะนี้ คือ ยังไม่สามารถสอบปากคำเด็กได้ เนื่องจากทั้งเด็กและมารดายังคงอยู่ในภาวะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ทำให้พนักงานสอบสวนสามารถสอบปากคำได้เพียงตาและยายของเด็กในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดจะต้องนำมาตรวจสอบกับพยานหลักฐานอื่นก่อน จึงจะสามารถสรุปข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องได้

ด้าน นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเด็กชายอายุ 11 ปี ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ จังหวัดอุบลราชธานี และอยู่ในกระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเมื่อแพทย์ประเมินอาการและอนุญาตให้กลับจังหวัดมุกดาหาร เด็กจะถูกส่งตัวมายังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร ก่อนที่ทีมสหวิชาชีพจะประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพ ฟื้นฟู และกำหนดแนวทางดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายอนุวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เด็กเคยถูกนำตัวมายังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหารประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถพูดคุยหรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ได้ เนื่องจากเด็กไม่สามารถสื่อสารข้อมูลได้ และมีพฤติกรรมเดินหรือวิ่งไปมาตลอดเวลา การสื่อสารกับเด็กจึงต้องอาศัยการพูดคุยผ่านยายและมารดาเป็นหลักด้านพนักงานสอบสวนยืนยันว่า มีพยานบุคคลและภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า เด็กเป็นผู้ขับรถยนต์ในวันเกิดเหตุ รวมทั้งมีพยานที่เห็นผู้คนช่วยนำเด็กออกจากตำแหน่งคนขับหลังเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดี

ภายหลังเด็กได้รับการรักษาและผ่านการประเมินจากทีมแพทย์แล้ว ทีมสหวิชาชีพจะร่วมกันพิจารณาแนวทางคุ้มครองสวัสดิภาพ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย ขณะที่พนักงานสอบสวนจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของเด็ก และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จับรถสามล้อเมียนมา ขนยาบ้า 6 แสนเม็ด เคตามีนกว่าร้อยโล ที่ด่านพรมแดนแม่สาย

เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2569ที่บริเวณช่องทางเดินรถขาเข้ามาภายในประเทศ ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สาย ร่วมกับ เจ้าหน้าที่

ทหาร กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการตรวจค้นรถยนต์รับจ้าง 3 ล้อขนาดเล็ก ติดป้ายทะเบียนประเทศเมียนมา คนขับเป็นชายชาวเมียนมาอายุ 41 ปี

จากการตรวจค้น พบมีตระกร้าผลไม้เปล่าบังไว้ด้านนอก เมื่อตรวจค้นด้านใน พบตระกล้าบรรจุห่อสีน้ำตาล มีสัญลักษณ์ 999 ข้างในในเป็นยาเม็ดสีส้ม ประทับอักษรภาษาอังกฤษ wy หางยาว ซองละ 200 เม็ด ห่อๆละ 10,000 เม็ด จำนวน 60 ห่อ รวมทั้งหมด 600,000 เม็ด

ตรวจสอบด้วยน้ำยาให้ผลว่าเป็นยาบ้า มีมูลค่าประมาณ 30,000,000 บาท และพบตระกร้าบรรจุถุงชาจำนวน 5 ตระกร้า นับได้รวม 107 ถุง ภายในถุงชามีวัตถุเป็นเกล็ดสีขาว น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มถุงละ 1.045 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 111.815 กิโลกรัม ตรวจสอบด้วยน้ำยาทดสอบให้ผลว่าเป็นเคตามีน มีมูลค่า 44,726,000 บาท

สอบถาม นายคุน เต็ง อู (Mr.Khun thein oo) คนขับรถชาวเมียนมา ทราบว่า มีผู้ว่าจ้างเป็นเงิน 10,000 บาท ให้นำสิ่งของทั้้งหมดจำเข้ามาในประเทศไทย โดยให้ไปจอดรอผู้มารับที่บริเวณถนนด้านหลังโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ห่างจากด่านพรมแดนประมาณ 100 เมตร แล้วจะมีคนมารับต่ออีดทอดหนึ่ง แต่ว่าค่าจ้างจะได้รับหลังจากส่งมอบสิ่งของทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดฐาน นำหรือพาของที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามมาตรา 242 ประกอบกับ มาตรา 252 พ.ร.บ.ศุลกากรพ.ศ.2560 และความผิดฐานนำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษ โดยผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 โดยจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บก.ปทส.ร่วม ตร.ภูธร ภาค 5 ลงพี้นป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ บ้านห้วยโป่ง ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ

3-07-69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.4 บก.ปทส.ร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5
ลงพี้นที่บริเวณป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง หมู่ 1 บ้านห้วยโป่ง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ

ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช. ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพื้นที่บุกรุกได้รวม 5 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 76 ไร่ประกอบด้วย

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 948,288 บาทแปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 750,354 บาทแปลงที่ 3 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,209,642.63 บาท

แปลงที่ 4 ตรวจยึดพื้นที่ป่าเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งถูกบุกรุก เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,466,926.28 บาทและแปลงที่ 5 ตรวจยึดพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 26 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 891,620.93 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพื้นที่ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบสิทธิการครอบครอง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่ คทช. เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกันการขยายพื้นที่บุกรุก และคุ้มครองผืนป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำของประเทศ…


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ภาพยนตร์สะท้อนสังคมวัยรุ่นโดยเฉพาะยุค GEN Z ตีแผ่ปัญหาหลากหลายมุม

“SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน” ภาพยนตร์สะท้อนสังคมวัยรุ่นโดยเฉพาะยุค GEN Z ตีแผ่ปัญหาหลากหลายมุม ของสถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว “จื้อหลิง ดลณพรรณ ศิริยานต์ “ แสดงเป็นแตม เป็นนักแสดงหน้าใหม่ลูกสาวเอมมี่แม็กซิม อายุเพียงแค่ 17 ปี แต่กล้าได้กล้าเสียกับฉากเลิฟซีนที่ต้อง

เปลืองเนื้อเปลืองตัว แต่ก็ยังถือว่ายังน้อย ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก ด้วยความที่ยังเป็นเยาวชน ทางผู้กำกับให้เหตุผลว่ามีขอบเขตในการถ่ายทำโดยเฉพาะฉากเลิฟซีน ถ้าโป๊มากไปกว่านี้หนังอาจจะไม่ได้ฉาย ก็ถือว่าเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่โชว์ฝีไม้ลายมือแบบสอบผ่านเลยเชียว จื้อหลิงเป็นตัวแทนของ

เด็กสาวที่มาจากสถาบันครอบครัวล้มเหลว มีแม่เป็นโสเภณี พูดจาหยาบคาย ขาดความอบอุ่น จึงต้องออกไปแสวงหาความสุขข้างนอกตามประสาวัยรุ่นทั่วไป จนทำให้เกิดการก้าวผิด ไปมีสัมพันธ์กับผู้ชายหลากหลายไม่ซ้ำหน้าโดยเฉพาะกับครูของตัวเอง

“คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา” พระเอกซีรี่ย์วายชื่อดัง กับการพลิกบทบาทครั้งแรกแสดงเป็นครูคิม ที่ต้องเข้าฉากเลิฟซีนกับผู้หญิงแท้ๆ เพราะที่ผ่านมาแสดงคู่กับผู้ชายมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ทำให้สาวกสาววายต้องผิดหวัง เพราะในเรื่อง มีฉากรักสามเศร้าเราสามคน สับสนในตัวเอง ว่าจะเลือกทางไหนดี ประตูหน้าหรือประตูหลัง

ถือว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของคิมม่อนที่ได้เป็นพระเอกภาพยนตร์อย่างเต็มตัว เรื่องฝีมือการแสดงหายห่วงเพราะผ่านงานแสดงมาเยอะ เป็นเรื่องของคิมม่อน เป็นครูที่ก้าวผิด มีสัมพันธ์สวาทกับลูกศิษย์ของตัวเอง ซึ่งถือว่าผิดวินัยศีลธรรมจรรยาบรรณของความเป็นครูอย่างร้ายแรง ในเมื่อหักห้ามใจไม่ได้ปัญหาก็จะเกิด

“ลิลลี่เ หงียน” โด่งดังจากรายการโหนกระแสประเด็นทวงหนี้ผ่านสื่อ หลังจากนั้นก็ผันตัวเองเป็นอินฟูเอนเซอร์ แล้วเดินหน้าเข้าวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว เล่นหนังมาหลายเรื่องกับพี่พจน์ อานนท์ ล้วนแต่เป็นบทตลก แต่พอมาแสดงเรื่อง sos. ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ต้องพลิกบทบาทเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีอาชีพโสเภณี ขายกีเลี้ยงลูก บอกได้เลยว่าบทค่อนข้างแรง แต่ฝีมือการแสดงของลิลลี่เหงียนก็เอาอยู่ ออกแต่ละฉาก ฟาดทุกเม็ด เป็นตัวแทนของสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว

“ม่อน วรวิทย์ จันทะเสน” นักร้องหมอลำอินดี้ชื่อดัง ปัจจุบันแต่งหญิง grand opening เรื่องผัว ก่อนหน้านี้ทางผู้กำกับเคยวางตัวให้เป็นพระเอก แต่เทสไม่ได้แล้ว จึงต้องมารับบทเป็น เจแปน กระเทยสาว มีผู้ชายรายล้อม เป็นตัวแทนของคนที่ขาดการศึกษา แม้แต่หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ออก มีพฤติกรรมเมามันกับกาม การก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจนำไปสู่ความฉิบหายของชีวิต

“ริว รวินทร์ โกวิทวณิช” นักแสดงดาวรุ่งคนใหม่ หน้าตาจิ้มลิ้ม ทางผู้กำกับเห็นแววเป็นเคะ จึงจับให้เป็นคู่จิ้นกับคิมม่อน รับบทเป็นวิน ลูกศิษย์ที่แอบชอบครู มีความชัดเจนในความคิด เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในความรัก เป็นผู้ทลายกำแพงที่ขวางกั้นความรักระหว่างครูกับนักเรียน เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล

ถือได้ว่า “SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน” ได้สะท้อนสังคมอีกมุมหนึ่ง ที่ทางผู้กำกับกล้าที่จะเล่าเรื่องบัดสี ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลใช่ไหม กับผลงานของ โกลด์ไฟเตอร์ครั้งนี้จัดว่าดีเกินคาดกว่าที่คิด สามารถเรียกเสียงกรี๊ดและฮือฮาจากคนดูรอบสื่อสมวลชนตลอดทั้งเรื่อง

ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อาศัยจังหวะเผลอ! โจรย่องขโมย จยย. หน้าร้านขายข้าวเมืองมุกดาหาร เจ้าของเสียบกุญแจคาไว้ กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายอิษวัต บำรัมย์ อายุ 24 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ สารวัตร (สอบสวน) พนักงานสอบสวนเวรคดีอาญา สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อให้ดำเนินคดีกับคนร้ายในข้อหาลักทรัพย์ หลังรถจักรยานยนต์ที่ใช้ขับมาทำงานถูกขโมยไปอย่างอุกอาจในช่วงกลางวัน

นายอิษวัต ให้การว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟไอ สีแดง-เทา ทะเบียน 1กต 7429 มุกดาหาร ซึ่งเป็นรถของ น.ส.กาญจนา จนา ยิ่งเร่งเริง ภรรยา มาทำงานเป็นพนักงานส่งข้าวสารที่ร้าน “ข้าวสวย” บนถนนสมุทรศักดารักษ์ ตำบลศรีบุเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อเดินทางมาถึงร้านเวลาประมาณ 08.00 น. ได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้บริเวณด้านข้างร้าน โดยเสียบกุญแจรถคาไว้ที่สวิตช์ วางหมวกกันน็อกไว้ที่คอรถ และใช้เสื้อกันหนาวคลุมทับ ก่อนจะเข้าไปปฏิบัติงานภายในร้านตามปกติ

กระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อออกมาจะนำรถไปใช้งาน กลับพบว่ารถจักรยานยนต์ได้หายไปจากจุดที่จอด สอบถามผู้ที่อยู่บริเวณดังกล่าวไม่มีผู้ใดทราบว่าใครเป็นผู้นำรถออกไป จึงแจ้งให้เจ้าของร้านทราบและร่วมกันตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายต้องสงสัย 1 คน สวมกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกันหนาวแขนยาวสีดำหรือสีเข้ม รองเท้าสีขาวคาดสายสีแดง เดินตรงไปยังจุดที่จอดรถ ก่อนยกเสื้อกันหนาวและหมวกกันน็อกที่คลุมรถออกวางไว้ จากนั้นอาศัยจังหวะที่กุญแจยังเสียบคาอยู่ สตาร์ตรถจักรยานยนต์แล้วขี่หลบหนีออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ภายหลังเกิดเหตุ นายอิษวัตจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อติดตามรถจักรยานยนต์ของกลางกลับคืนให้เจ้าของต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากเตือนประชาชนไม่ควรเสียบกุญแจรถทิ้งไว้ แม้จะจอดรถเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะอาจตกเป็นเป้าหมายของคนร้ายได้ง่าย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ญาติพระธุดงค์ไม่ต้องสู้ลำพัง! สภาทนายความตั้งศูนย์ช่วยเหลือ เดินหน้าฟ้องคดีแพ่งฟรี พร้อมแจ้งสิทธิครบทุกด้าน

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ได้มอบหมายให้นายจิรศักดิ์ เอี่ยมดิลก กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 4 พร้อมด้วย นางสาววัชราภรณ์ สลางสิงห์ ประธานสภาทนายความจังหวัดมุกดาหาร นำคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 4 และคณะกรรมการสภาทนายความจังหวัดมุกดาหาร

ลงพื้นที่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อเข้าเยี่ยมให้กำลังใจญาติของพระสงฆ์ที่มรณภาพ และพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถกระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์คณะสภาทนายความได้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย พร้อมอธิบายขั้นตอนการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและการเยียวยาตามกฎหมายแก่ญาติผู้เสียชีวิตและพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและสามารถดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้

ในโอกาสเดียวกัน นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร ได้ชี้แจงแนวทางการรักษาและอาการอาพาธของพระสงฆ์แต่ละรูปให้แก่คณะผู้เข้าเยี่ยมและญาติได้รับทราบทั้งนี้ นายกสภาทนายความได้มอบหมายให้สภาทนายความจังหวัดมุกดาหาร ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษา และให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง

สภาทนายความระบุว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บและทายาทของพระสงฆ์ที่มรณภาพ มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายได้ 3 ส่วนหลัก ได้แก่1.สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถผู้บาดเจ็บหรือทายาทของผู้เสียชีวิต มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือสูญเสียอวัยวะ และค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ซึ่งจ่ายให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

2.สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งนอกจากเงินเยียวยาตาม พ.ร.บ. แล้ว ผู้เสียหายหรือทายาทยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ต้องรับผิดได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินวงเงิน พ.ร.บ. ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้บาดเจ็บ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีศพ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่สามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

3.สิทธิในคดีอาญาหากการกระทำเข้าข่ายความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายหรือทายาทมีสิทธิร้องทุกข์ ติดตามการดำเนินคดี ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ รวมทั้งเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา หรือเลือกฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากก็ได้

สำหรับกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นผู้เยาว์ สภาทนายความอธิบายว่า หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้เยาว์ต้องรับผิด และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ผู้ปกครองอาจมีความรับผิดร่วมในการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการดูแลหรือมีเหตุแห่งความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเป็นไปตามดุลพินิจของศาลจากพยานหลักฐานในคดี

นอกจากนี้ สภาทนายความยังยืนยันว่าจะจัดหาทนายอาสาเพื่อดำเนินการฟ้องร้องคดีแพ่งให้แก่ผู้เสียหายและญาติของพระสงฆ์ที่มรณภาพ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทพ. 2103 สกัดจับรถตู้ทึบลอบขน “หนังหมูแช่แข็ง” 720 กก. ข้ามโขงเถื่อน เร่งหนีแต่ไม่รอด พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21) สามารถสกัดจับรถกระบะตู้ทึบลักลอบขนหนังหมูแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม ซึ่งลักลอบนำเข้าจากฝั่ง สปป.ลาว โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า บริเวณบ้านส้มป่อย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร มีกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้เรือขนสินค้าข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย ก่อนมีชายประมาณ 10–15 คน ช่วยกันแบกกระสอบจากเรือขึ้นบรรทุกใส่รถกระบะตู้ทึบ แล้วขับออกจากพื้นที่มุ่งหน้าไปตามถนนหมายเลข 203

ภายหลังได้รับข้อมูล เจ้าหน้าที่ได้วางแผนและจัดกำลังออกลาดตระเวนติดตาม จนกระทั่งเวลาประมาณ 01.20 น. พบรถกระบะตู้ทึบยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 1368 กรุงเทพมหานคร มีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่กลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขับรถติดตามอย่างกระชั้นชิด

การไล่ติดตามสิ้นสุดบริเวณถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 238 บ้านเขามโนรมย์ หมู่ 9 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่สามารถสกัดรถไว้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่ ทราบชื่อคือ นายทักสินธ์ อายุ 58 ปี ชาวอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจค้นภายในตู้ทึบของรถ พบกระสอบจำนวน 36 กระสอบ ภายในบรรจุหนังหมูแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม เมื่อตรวจสอบไม่พบเอกสารหรือใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์แต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในข้อหานำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 22 มาตรา 31 มาตรา 34 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายังกองบังคับการทางยุทธการของกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2103 ก่อนประสานสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารเข้าตรวจสอบรายละเอียดของของกลาง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อำเภอแม่สายและภาคีเครือข่ายร่วมเซ็นต์ MOU ซ้อมแผนเผชิญเหตุรับมืออุทกภัย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ราชภัฏเชียงราย เทศบาลเวียงพางคำ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ต.เวียงพางร่วมกับภาคีเครือข่ายผนึกกำลังทุกภาคส่วน MOU บูรณาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โชว์ศักยภาพความพร้อมซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย

3 ก ค 69 อำเภอแม่สายเดินหน้ายกระดับการจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบ โดยนาง อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นาย วรายุทธ

ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกัน

และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ศูนย์เฝ้าระวังภัยและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ราชภัฏเชียงราย เครือข่ายจัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

ตำบลเวียงพางคำ ตำบลบ้านดู่ และลุ่มน้ำลาว ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างกลไกการประสานงานที่รวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

การลงนามในครั้งนี้ มีทั้งหมด 14 หน่วยงานในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายในการดำเนินการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในรูปแบบ (ICS.Drill)เพื่อเตรียมความ

พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นการนำบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 มาถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ในการฝึกครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเตรียมการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยที่ได้ถอดบทเรียนจากอดีตมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย สำหรับการบริหารจัดการน้ำนั้น ซึ่งการทำ MOU และการฝึกซ้อมแผนในครั้งนี้

ถือเป็นเครื่องยืนยันและมุ่งมั่นที่จะบูรณาการกำลังพลจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชนจิตอาสา และมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดสถานการณ์สาธารณภัยขึ้น อำเภอแม่สายจะสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯน่าน เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก 2-4 ก.ค. 2569

วันที่ 3 ก.ค.2569 ที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน จังหวัดน่าน สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ณ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค.2569 เพื่อรวมพลังเยาวชน ระดับมัธยมศึกษา กว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา เพื่อเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังอุดมการณ์แห่งการมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองรับใช้สังคมส่วนรวม ยกระดับให้เป็นจิตอาสาที่เป็นพลชาติ เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบที่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้เกียรติมอบหมาย นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดโครงการมีพลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ และ คุณถนอมพจน์ เฉินสุจริตการกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น)
ประธานคณะหาทุน นสช.รุ่นที่ 20 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์

โอกาสนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวบรรยายพิเศษใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โรงเรียนสร้างชาติ” และ “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน และเยาวชนคือพลังหลักที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณธรรม ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน ค่ายเยาวชนสร้างชาติไม่ใช่เพียงกิจกรรม 3 วัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีภาวะผู้นำ จิตสาธารณะ และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต เพราะอนาคตของชาติ ไม่ได้รอคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่ “ดี เก่ง และกล้า” ที่พร้อมลุกขึ้นมาร่วมสร้างประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืน และน่าอยู่สำหรับคนทุกเจเนอเรชันต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ที่จัดโดยนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 สถาบันการสร้างชาติ ภายในโครงการดังกล่าว ยังได้มีการจัดอบรมกลุ่มย่อย พระสร้างชาติ, ครูสร้างชาติ และพ่อแม่สร้างชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมสร้างเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีความเข้มแข็งช่วยผลิตและสร้างเยาวชนต้นแบบให้มีคุณภาพและให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ตามโมเดลบ้าน 3 หลังของศ.ดร. เกรียงศักดิ์

สำหรับโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากส่วนราชการ วิทยาลัยเทคนิคน่าน หน่วยงานต่างๆและผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม อาทิคุณสกล ก๊กผล ประธานยุทธศาสตร์งานเยาวชน ของสถาบันการสร้างชาติ, คุณจตุรงค์ พิศุทธ์สินธุ์ ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 16 รศ.ดร. นที ขลิบทอง ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 21พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO นสช. รุ่นที่ 21, นายกองเอก ดร. ประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พันเอก ดร. ศุภณัฏฐ์ หนูรุ่ง อดีตรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ, ประธานกรรมการ, ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวย

การกองการพัฒนาบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน, คุณสิริกร พัชรกุลวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ, คุณผการัตน์ ตามชู ประทาน ชมรมวิสาหกิจร่มเตียงหาดป่าตอง,คุณพจนันท์ กองมาก ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงท่านผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และครูอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และ จังหวัดพะเยา คณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติทุกรุ่น โดยคณะผู้จัดโครงการขอขอบคุณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน,กรมทางหลวง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น),บริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด,บริษัท แลคตาซอย จำกัด,บริษัท กระดาษทัย กรุ๊ป จำกัด,บริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด,บจก.บิวตี้ แลนด์แอนด์โฮม, บจก.PF&D ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสร้างชาติรุ่นที่ 19 ในโอกาสนี้ด้วย

เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค. 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 1,200 คน โดยเป็นเยาวชนระดับมัธยมศึกษากว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา พร้อมด้วยพระสงฆ์ ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายการสร้างชาติร่วมกัน/บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ แสดงจุดยืน ’SAVE พัทยา‘ จี้ ‘ศิโรตม์‘ ขอโทษคนพัทยา หลังพ่นน้ำลายทำลายภาพเมืองท่องเที่ยว

เย็นวันที่ 3 ก.ค.69 ที่ลานอเนกประสงค์ ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา (บาลีฮาย) เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประชาชนหลากหลายอาชีพทั้งที่เป็นคนพื้นเพ และผู้ที่มาอาศัยทำมาหากินในเมืองพัทยา ได้นัดหมายกันออกมารวมพลังแสดง

จุดยืน “SAVE พัทยา” และเรียกร้องให้นาจศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ออกมาขอโทษคนพัทยา หลังออกรายการถกไม่เถียงโจมตีเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ทำนองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการยิงกันในสนามเลือกตั้ง ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้

ผู้คนที่เข้าร่วมงานแสดงจุดยืน SAVE พัทยา เป็นผู้คนหลากหลายอาชีพที่อยู่ในเมืองพัทยาที่ต้องการให้นายศิโรตม์ ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่าต้องการอะไรถึงได้โจมตีเมืองพัทยา

โดยไม่มีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนมาออกรายการ ทั้ง พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการธุรกิจ กลุ่มประมงท้องถิ่น กลุ่มสหกรณ์สองแถว แท็กซี่ จยย.รับจ้าง บาร์เบียร์ กลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ ตัวแทนชุมชนต่างๆ ในเมืองพัทยา รวมจำนวนนับพันคน

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าสิ่งที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดนั้นไม่เป็นความจริง ส่งผลกระ

ทบต่อภาพลักษณ์เมืองพัทยา เมืองแห่งโอกาสที่ผู้คนทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติ เข้ามาอาศัยทำมาหากิน การสร้างภาพให้เมืองพัทยาเป็นเมืองบ้านป่าเมืองเถื่อนกระทบโดยตรงกับคนที่อยู่ในพัทยา จึงเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบคำพูดด้วย

Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ปลุกกระแสไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีพิธีเปิดงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก โดยมี น.ส.มิลลิกา สุดเสน่ห์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา และ น.ส.หทัยรัตน์ โพธิ์เกตุ ผอ.ศูนย์การค้าฯ ร่วมเปิดงาน

สำหรับงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ถือเป็นเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่ศูนย์การค้าฯ ร่วมกับ ททท. และเมืองพัทยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-12 ก.ค.69 โดยนำเอาร้านอาหารคาว หวานและเครื่องดื่มหลากหลายแห่งในภาคตะวันออกมารวมไว้ในที่เดียว บริเวณชั้น G-Paris ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา

ภายในงานได้เพิ่มสีสันกิจกรรมด้วยการแข่งขันกินเร็วชิงแชมป์ (Speed Eating) และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน ทั้งนี้ร้านค้าที่ให้บริการในงานจำนวนมากได้

เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส ทำให้กระแสการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยดูมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ตลอดการจัดงาน 10 วันเต็ม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สส.เดียร์” เปิดสนาม การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติดEGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 ครั้งที่ 4

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่สนามฟุตบอลวัดนาล้อม หมู่ที่ 3 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันขึ้นระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โดยมี พระครูสังฆรักษ์สำราญ อภิชาโต เจ้าอาวาสวัดนาล้อม นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) นายวิบูลย์ เทียนทอง ผู้ช่วย สส.พงษ์พันธ์ เผ่าประทาน และประธานชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายกฤษดา ลือโรจน์วงษ์ ที่ปรึกษานายกเทศบาลตำบลทับสะแก นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก พร้อมคณะกรรมการชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก คณะครู อาจารย์ และนักเรียน ให้การต้อนรับ

นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานที่ดำเนินภารกิจด้านผลิตและจัดหาไฟฟ้าของประเทศ ตามแผนพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้า เพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถ และเสริมสร้างความมันคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการมีธรรมาภิบาล ดูแลรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม

กฟผ. จึงได้ริเริ่มจัดโครงการ “ฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็ก เยาวชน ได้ออกกำลังกาย สร้างทักษะด้านกีฬา เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของเยาวชน ตลอดจนผู้ปกครอง เป็นการสานสัมพันธภาพอันดีระหว่างกัน โดยมีโรงเรียนส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 16 ทีม กิจกรรมนี้ ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิงจากทุกภาคส่วน ได้แก่ วัดนาล้อม ในฐานะเจ้าของสถานที่ ความมุ่งมันตั้งใจของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.โคราช คืนเงินเหยื่อแก๊งลงทุนออนไลน์9 แสนบาท ถูกหลอกกว่า 1.8 ล้านบาท เร่งล่าบัญชีม้า / ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผู้กำกับการ สภ.มะเริง ร่วมพิธีคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายคดีหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเงินจำนวน 890,727.30 บาท ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนติดตามเส้นทางการเงินและสามารถอายัดเงินไว้ได้ทัน

คดีดังกล่าวเกิดจากผู้เสียหายถูกคนร้ายชักชวนผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อบัญชี “CONCENTRATED LIQUID KERA” อ้างชักชวนร่วมลงทุนซื้อขายอาหารเสริม พร้อมรับผลตอบแทนและกำไรในอัตราสูง ก่อนให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ศูนย์การเงินแก้ระบบ” ซึ่งแอบอ้างเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ และค่อย ๆ หลอกให้เพิ่มวงเงินลงทุนจากจำนวนน้อยไปสู่จำนวนมาก

ต่อมาเมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทน กลับถูกคนร้ายอ้างว่าระบบเกิดข้อผิดพลาด และต้องโอนเงินเพิ่มเติมเพื่อชำระภาษีแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง ผ่านบัญชีปลายทางรวม 6 บัญชี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,802,027.21 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง ก่อนเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.มะเริง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

ภายหลังรับแจ้งความ พ.ต.ต.จิรศักดิ์ ว่องไว สารวัตร (สอบสวน) สภ.มะเริง ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 บัญชี พบว่าสามารถอายัดเงินได้ 1 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีของบริษัท ฟินเทค จำกัด ผู้ให้บริการตัวกลางรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Payment Gateway) ภายใต้ชื่อทางการค้า “ChillPay” เป็นเงินจำนวน 890,727.30 บาทจากนั้น พ.ต.ต.จิรศักดิ์ ว่องไว ได้เดินทางเข้าพบผู้แทนบริษัท เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความร่วมมือคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งบริษัทได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยินยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้เสียหายครบถ้วน

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกำชับให้ทุกสถานีตำรวจเร่งรัดสืบสวนสอบสวนคดีหลอกลวงออนไลน์อย่างเต็มที่ เพื่ออายัดทรัพย์สินและติดตามเงินคืนให้ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนติดตามบัญชีม้าที่เหลือ รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และติดตามเงินส่วนที่เหลือคืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป.

ตำรวจโคราชทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์ รวบหนุ่มวัย 34 ปี ยึดปืน 15 กระบอก มูลค่ากว่า 1.17 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 20 ล้าน เตรียมขยายผลล่าเครือข่าย

เวลา 14.30 น. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สหพร เอียการนา ผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 15 กระบอก มูลค่าประมาณ 1,175,000 บาท

ผู้ต้องหาคือ นายประเสริฐ โสภา หรือ “ตั้ม บางคล้า” อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกจับกุมได้ภายในบ้านพักเลขที่ 174 หมู่ 6 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจนพบพฤติการณ์ลักลอบซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนหลากหลายชนิด ทั้งปืนลูกโม่ ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ปืนยาว และปืนกลมือ รวม 15 กระบอก อาทิ CZ 75, SIG P229, SIG P320, Glock 19, Beretta PX4, Smith & Wesson M&P9C, SIG MPX, CZ ขนาด .22, Commando M4, Derya MK12, Les Baer ขนาด .45 และ Kimber พร้อมแมกกาซีนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดอุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการประกาศขายและจัดเตรียมสินค้า ได้แก่ ชุดไฟสตูดิโอ (Softbox) แผ่นหญ้าเทียม เครื่องพิมพ์พกพา ยี่ห้อ Peripage พร้อมกระดาษม้วน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าใช้ติดต่อซื้อขายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า (ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้าอาวุธปืนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืนจากเครือข่ายดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและป้องกันการนำอาวุธไปก่อเหตุอาชญากรรมต่อไป.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกรัฐมนตรีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินฯ บึงกาฬ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาเมือง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดินในโครงการ และประชาชนร่วมพิธี

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมือง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายถนนและระบบสาธารณูปโภค

จะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองที่สนับสนุนการดำเนินโครงการจนประสบผลสำเร็จ

ด้านนางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง โดยอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินในการจัดสรรพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน

สำหรับโครงการในจังหวัดบึงกาฬ เจ้าของที่ดินได้ร่วมเสียสละพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดถนนตามผังเมืองสาย ก4 ขนาดเขตทาง 12 เมตร ระยะทาง 530 เมตร เชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจร และเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบโฉนดที่ดินแก่เจ้าของที่ดินในโครงการ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของโครงการ โดยระบุว่า การจัดรูปที่ดินเป็น

เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐและประชาชนร่วมกันพัฒนาพื้นที่ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐาน เพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศได้ในอนาคต

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี รองนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมเปิดใช้ถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการ และเยี่ยมชมพื้นที่โครงการ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนในพื้นที่
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สส.ไตรสรณคมน์ ระดมกู้ภัยรถตู้20คันทยอยรอรับสรีระสังขารพระธุดงค์กลับภูมิลำเนา และ “ออย แสงศิลป์” รอรับสรีระสังขารบิดา

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.00 น. เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ ทยอยเดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ ภูมิลำเนา โดยญาติแต่ละรายต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ จำนวนมากจอดรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา ทันทีที่การดำเนินการด้านเอกสารแล้วเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียและลดความแออัดภายในพื้นที่โรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเดินทางมาประจำการที่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังภูมิลำเนาในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่ง เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

ในจำนวนญาติที่เดินทางมารอรับสรีระสังขาร มี “ออย แสงศิลป์” นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา เพื่อรอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดา ซึ่งร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสารกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล

ด้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร รวมถึงประสานการส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลตามความประสงค์ของญาติ และอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนา

นายไตรสรณคมน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน จังหวัดมุกดาหารในฐานะเจ้าของพื้นที่ จึงได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง

พร้อมเร่งประสานการส่งสรีระสังขารและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติและปลอดภัยข่าวฉบับนี้ใช้รูปแบบการเขียนข่าวเน้นลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ภาษาเป็นทางการ และคงข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่คุณให้ทั้งหมด โดยเหมาะสำหรับเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าว หนังสือพิมพ์ และเพจข่าวท้องถิ่น.

มุกดาหาร “ออย แสงศิลป์” สูญเสียบิดา วอนมีผู้รับผิดชอบเหตุรถชนพระธุดงค์ ขณะตำรวจรอผลแพทย์ก่อนสอบสวนเด็กออทิสติก

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินธุดงค์บนถนนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเด็กผู้ขับรถคันเกิดเหตุ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการประเภทที่ 7 (ออทิสติก) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และอยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร

ขณะนี้เด็กถูกส่งตัวเข้ารับการตรวจประเมินอาการที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทั้งเด็กและเป็นผู้พิการ การดำเนินคดีจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยจะต้องรอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยก่อนว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหรือไม่

หลังได้รับผลการประเมินแล้ว พนักงานสอบสวนจะนัดหมายทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ ผู้ปกครองของเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

ด้าน ชยธร ทองบุราณ (ออย แสงศิลป์) นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมารอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดาที่ร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าว กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะรายละเอียดของคดียังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และอยากให้มีการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็ก หากกฎหมายและพยานหลักฐานสามารถดำเนินการได้ พร้อมทั้งฝากเป็นกำลังใจให้กับทุกฝ่าย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหารตั้งแต่ช่วงเช้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพทยอยเดินทางมารอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา โดยทุกครอบครัวต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่งจอดเรียงรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา โดยเจ้าหน้าที่จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสีย

นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.20 น. ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุผู้มรณภาพทั้ง 10 รูป ออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถสายตรวจของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารเปิดสัญญาณไฟและไซเรนนำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ก่อนนำสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มีพระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ร่วมดำเนินการรับส่งสรีระสังขาร พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมส่งพระภิกษุผู้มรณภาพเป็นครั้งสุดท้าย

ด้านนายไตรสรณคมน์ หนองเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง ทั้งการส่งสรีระสังขารกลับภูมิลำเนา การส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษา และการดูแลพระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการช่วยเหลือทุกด้านจนกว่าภารกิจจะแล้วเสร็จ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /”เจเศรษฐ์” ลงพื้นที่มุกดาหาร ติดตามเหตุรถชนขบวนพระธุดงค์ กำชับเร่งเยียวยาผู้ประสบเหตุ และ เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบเหตุอุบัติเหตุครั้งใหญ่ กรณีรถยนต์กระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพ 8 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

หลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ นายเจเศรษฐ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเข้าเยี่ยมอาการพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ โดยมีนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานข้อเท็จจริง

ในการประชุม นายเจเศรษฐ์ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าของคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน การดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลมุกดาหารมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ และสามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ทั้งการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจสอบสภาพรถ และการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บริเวณบ้านของผู้ขับรถจนถึงจุดเกิดเหตุ เพื่อหาข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ตนลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ ญาติผู้สูญเสีย รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

ด้าน พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่สามารถดำเนินการสอบปากคำเด็กชายอายุ 11 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถและอยู่ในฐานะผู้ต้องหาได้ เนื่องจากเด็กยังอยู่ในภาวะตกใจและมีอาการช็อกจากเหตุการณ์ จึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินสภาพจิตใจก่อน เมื่อเด็กมีความพร้อมแล้ว จึงจะนัดดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยมีผู้ปกครอง นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานคุ้มครองเด็กเข้าร่วมตามขั้นตอนของกฎหมาย

พร้อมกันนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะ คลี่คลาย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร – เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป เวลา 13.20 น. ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เปิดไซเรนนำขบวน ส่งคืนภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ จำนวน 10 รูป ออกจากบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังจากญาติได้ดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี รถยนต์สายตรวจเปิดสัญญาณไฟและไซเรนของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดเส้นทางในการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารกลับภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

บรรยากาศบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดตั้งห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร เป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพระภิกษุและญาติโยมของพระผู้มรณภาพจำนวนมากเดินทางมารอรับสรีระสังขาร ขณะที่รถตู้ของหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่จอดเรียงแถวรอรับสรีระสังขาร เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มี พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เดินทางมาร่วมดำเนินการและประกอบพิธีรับส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมาร่วมรับสรีระสังขารและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยและอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำสรีระสังขารกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมพระเกียรติ

สำหรับขบวนรถได้ทยอยเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถตำรวจนำขบวน มุ่งหน้าไปยังจังหวัด อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา เพื่อส่งสรีระสังขารของพระภิกษุทั้ง 10 รูป ให้ถึงวัดและภูมิลำเนาของแต่ละรูป เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยของพระสงฆ์ ญาติโยม และประชาชนที่มาร่วมส่งขบวนเป็นครั้งสุดท้ายขอร่วมแสดงความอาลัยและน้อมส่งดวงวิญญาณของพระภิกษุทุกรูปสู่สุคติ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พบซากโลมาลอยทะเลชุมพร คาดถูกเชือกลอบหอยพันหาง เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นางสาวภิญญดา ศรีชลธาร ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวดำน้ำดูปะการัง “จอยทัวร์ดำน้ำ” เปิดเผยว่า ระหว่างนำนักท่องเที่ยวเดินทางกลับจากการดำน้ำชมปะการังบริเวณเกาะร้านเป็ด–ร้านไก่ เมื่อเรือแล่นผ่านบริเวณเกาะเวียง ช่องเกาะพระ ใกล้บ้านเกาะเตียบ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ได้สังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำในลักษณะผิดปกติ

เมื่อนำเรือเข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด พบว่าเป็นซากปลาโลมาชนิดหนึ่ง น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ลอยอยู่ในทะเล โดยบริเวณหางมีเชือกพันติดอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเชือกดังกล่าวเป็นเชือกจากอุปกรณ์ประมงที่เรียกว่า ลอบหอย ซึ่งพันติดบริเวณหางของปลาโลมา จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ ก่อนเสียชีวิต
หลังพบซากปลาโลมา นางสาวภิญญดาได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ และนำซากปลาโลมาส่งพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด พร้อมใช้ข้อมูลประกอบการติดตามผลกระทบจากเครื่องมือประมงที่อาจส่งผลต่อสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ต่อไป

.///เอกชนะ นวนละมัยรายงาน

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง