#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อำเภอแม่สายและภาคีเครือข่ายร่วมเซ็นต์ MOU ซ้อมแผนเผชิญเหตุรับมืออุทกภัย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ราชภัฏเชียงราย เทศบาลเวียงพางคำ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ต.เวียงพางร่วมกับภาคีเครือข่ายผนึกกำลังทุกภาคส่วน MOU บูรณาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โชว์ศักยภาพความพร้อมซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย

3 ก ค 69 อำเภอแม่สายเดินหน้ายกระดับการจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบ โดยนาง อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นาย วรายุทธ

ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกัน

และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ศูนย์เฝ้าระวังภัยและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ราชภัฏเชียงราย เครือข่ายจัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

ตำบลเวียงพางคำ ตำบลบ้านดู่ และลุ่มน้ำลาว ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างกลไกการประสานงานที่รวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

การลงนามในครั้งนี้ มีทั้งหมด 14 หน่วยงานในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายในการดำเนินการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในรูปแบบ (ICS.Drill)เพื่อเตรียมความ

พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นการนำบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 มาถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ในการฝึกครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเตรียมการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยที่ได้ถอดบทเรียนจากอดีตมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย สำหรับการบริหารจัดการน้ำนั้น ซึ่งการทำ MOU และการฝึกซ้อมแผนในครั้งนี้

ถือเป็นเครื่องยืนยันและมุ่งมั่นที่จะบูรณาการกำลังพลจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชนจิตอาสา และมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดสถานการณ์สาธารณภัยขึ้น อำเภอแม่สายจะสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯน่าน เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก 2-4 ก.ค. 2569

วันที่ 3 ก.ค.2569 ที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน จังหวัดน่าน สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ณ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค.2569 เพื่อรวมพลังเยาวชน ระดับมัธยมศึกษา กว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา เพื่อเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังอุดมการณ์แห่งการมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองรับใช้สังคมส่วนรวม ยกระดับให้เป็นจิตอาสาที่เป็นพลชาติ เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบที่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้เกียรติมอบหมาย นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดโครงการมีพลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ และ คุณถนอมพจน์ เฉินสุจริตการกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น)
ประธานคณะหาทุน นสช.รุ่นที่ 20 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์

โอกาสนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวบรรยายพิเศษใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โรงเรียนสร้างชาติ” และ “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน และเยาวชนคือพลังหลักที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณธรรม ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน ค่ายเยาวชนสร้างชาติไม่ใช่เพียงกิจกรรม 3 วัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีภาวะผู้นำ จิตสาธารณะ และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต เพราะอนาคตของชาติ ไม่ได้รอคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่ “ดี เก่ง และกล้า” ที่พร้อมลุกขึ้นมาร่วมสร้างประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืน และน่าอยู่สำหรับคนทุกเจเนอเรชันต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ที่จัดโดยนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 สถาบันการสร้างชาติ ภายในโครงการดังกล่าว ยังได้มีการจัดอบรมกลุ่มย่อย พระสร้างชาติ, ครูสร้างชาติ และพ่อแม่สร้างชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมสร้างเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีความเข้มแข็งช่วยผลิตและสร้างเยาวชนต้นแบบให้มีคุณภาพและให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ตามโมเดลบ้าน 3 หลังของศ.ดร. เกรียงศักดิ์

สำหรับโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากส่วนราชการ วิทยาลัยเทคนิคน่าน หน่วยงานต่างๆและผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม อาทิคุณสกล ก๊กผล ประธานยุทธศาสตร์งานเยาวชน ของสถาบันการสร้างชาติ, คุณจตุรงค์ พิศุทธ์สินธุ์ ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 16 รศ.ดร. นที ขลิบทอง ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 21พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO นสช. รุ่นที่ 21, นายกองเอก ดร. ประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พันเอก ดร. ศุภณัฏฐ์ หนูรุ่ง อดีตรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ, ประธานกรรมการ, ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวย

การกองการพัฒนาบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน, คุณสิริกร พัชรกุลวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ, คุณผการัตน์ ตามชู ประทาน ชมรมวิสาหกิจร่มเตียงหาดป่าตอง,คุณพจนันท์ กองมาก ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงท่านผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และครูอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และ จังหวัดพะเยา คณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติทุกรุ่น โดยคณะผู้จัดโครงการขอขอบคุณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน,กรมทางหลวง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น),บริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด,บริษัท แลคตาซอย จำกัด,บริษัท กระดาษทัย กรุ๊ป จำกัด,บริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด,บจก.บิวตี้ แลนด์แอนด์โฮม, บจก.PF&D ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสร้างชาติรุ่นที่ 19 ในโอกาสนี้ด้วย

เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค. 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 1,200 คน โดยเป็นเยาวชนระดับมัธยมศึกษากว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา พร้อมด้วยพระสงฆ์ ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายการสร้างชาติร่วมกัน/บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ แสดงจุดยืน ’SAVE พัทยา‘ จี้ ‘ศิโรตม์‘ ขอโทษคนพัทยา หลังพ่นน้ำลายทำลายภาพเมืองท่องเที่ยว

เย็นวันที่ 3 ก.ค.69 ที่ลานอเนกประสงค์ ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา (บาลีฮาย) เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประชาชนหลากหลายอาชีพทั้งที่เป็นคนพื้นเพ และผู้ที่มาอาศัยทำมาหากินในเมืองพัทยา ได้นัดหมายกันออกมารวมพลังแสดง

จุดยืน “SAVE พัทยา” และเรียกร้องให้นาจศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ออกมาขอโทษคนพัทยา หลังออกรายการถกไม่เถียงโจมตีเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ทำนองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการยิงกันในสนามเลือกตั้ง ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้

ผู้คนที่เข้าร่วมงานแสดงจุดยืน SAVE พัทยา เป็นผู้คนหลากหลายอาชีพที่อยู่ในเมืองพัทยาที่ต้องการให้นายศิโรตม์ ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่าต้องการอะไรถึงได้โจมตีเมืองพัทยา

โดยไม่มีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนมาออกรายการ ทั้ง พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการธุรกิจ กลุ่มประมงท้องถิ่น กลุ่มสหกรณ์สองแถว แท็กซี่ จยย.รับจ้าง บาร์เบียร์ กลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ ตัวแทนชุมชนต่างๆ ในเมืองพัทยา รวมจำนวนนับพันคน

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าสิ่งที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดนั้นไม่เป็นความจริง ส่งผลกระ

ทบต่อภาพลักษณ์เมืองพัทยา เมืองแห่งโอกาสที่ผู้คนทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติ เข้ามาอาศัยทำมาหากิน การสร้างภาพให้เมืองพัทยาเป็นเมืองบ้านป่าเมืองเถื่อนกระทบโดยตรงกับคนที่อยู่ในพัทยา จึงเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบคำพูดด้วย

Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ปลุกกระแสไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีพิธีเปิดงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก โดยมี น.ส.มิลลิกา สุดเสน่ห์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา และ น.ส.หทัยรัตน์ โพธิ์เกตุ ผอ.ศูนย์การค้าฯ ร่วมเปิดงาน

สำหรับงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ถือเป็นเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่ศูนย์การค้าฯ ร่วมกับ ททท. และเมืองพัทยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-12 ก.ค.69 โดยนำเอาร้านอาหารคาว หวานและเครื่องดื่มหลากหลายแห่งในภาคตะวันออกมารวมไว้ในที่เดียว บริเวณชั้น G-Paris ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา

ภายในงานได้เพิ่มสีสันกิจกรรมด้วยการแข่งขันกินเร็วชิงแชมป์ (Speed Eating) และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน ทั้งนี้ร้านค้าที่ให้บริการในงานจำนวนมากได้

เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส ทำให้กระแสการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยดูมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ตลอดการจัดงาน 10 วันเต็ม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สส.เดียร์” เปิดสนาม การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติดEGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 ครั้งที่ 4

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่สนามฟุตบอลวัดนาล้อม หมู่ที่ 3 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันขึ้นระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โดยมี พระครูสังฆรักษ์สำราญ อภิชาโต เจ้าอาวาสวัดนาล้อม นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) นายวิบูลย์ เทียนทอง ผู้ช่วย สส.พงษ์พันธ์ เผ่าประทาน และประธานชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายกฤษดา ลือโรจน์วงษ์ ที่ปรึกษานายกเทศบาลตำบลทับสะแก นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก พร้อมคณะกรรมการชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก คณะครู อาจารย์ และนักเรียน ให้การต้อนรับ

นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานที่ดำเนินภารกิจด้านผลิตและจัดหาไฟฟ้าของประเทศ ตามแผนพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้า เพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถ และเสริมสร้างความมันคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการมีธรรมาภิบาล ดูแลรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม

กฟผ. จึงได้ริเริ่มจัดโครงการ “ฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็ก เยาวชน ได้ออกกำลังกาย สร้างทักษะด้านกีฬา เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของเยาวชน ตลอดจนผู้ปกครอง เป็นการสานสัมพันธภาพอันดีระหว่างกัน โดยมีโรงเรียนส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 16 ทีม กิจกรรมนี้ ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิงจากทุกภาคส่วน ได้แก่ วัดนาล้อม ในฐานะเจ้าของสถานที่ ความมุ่งมันตั้งใจของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.โคราช คืนเงินเหยื่อแก๊งลงทุนออนไลน์9 แสนบาท ถูกหลอกกว่า 1.8 ล้านบาท เร่งล่าบัญชีม้า / ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผู้กำกับการ สภ.มะเริง ร่วมพิธีคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายคดีหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเงินจำนวน 890,727.30 บาท ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนติดตามเส้นทางการเงินและสามารถอายัดเงินไว้ได้ทัน

คดีดังกล่าวเกิดจากผู้เสียหายถูกคนร้ายชักชวนผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อบัญชี “CONCENTRATED LIQUID KERA” อ้างชักชวนร่วมลงทุนซื้อขายอาหารเสริม พร้อมรับผลตอบแทนและกำไรในอัตราสูง ก่อนให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ศูนย์การเงินแก้ระบบ” ซึ่งแอบอ้างเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ และค่อย ๆ หลอกให้เพิ่มวงเงินลงทุนจากจำนวนน้อยไปสู่จำนวนมาก

ต่อมาเมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทน กลับถูกคนร้ายอ้างว่าระบบเกิดข้อผิดพลาด และต้องโอนเงินเพิ่มเติมเพื่อชำระภาษีแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง ผ่านบัญชีปลายทางรวม 6 บัญชี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,802,027.21 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง ก่อนเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.มะเริง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

ภายหลังรับแจ้งความ พ.ต.ต.จิรศักดิ์ ว่องไว สารวัตร (สอบสวน) สภ.มะเริง ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 บัญชี พบว่าสามารถอายัดเงินได้ 1 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีของบริษัท ฟินเทค จำกัด ผู้ให้บริการตัวกลางรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Payment Gateway) ภายใต้ชื่อทางการค้า “ChillPay” เป็นเงินจำนวน 890,727.30 บาทจากนั้น พ.ต.ต.จิรศักดิ์ ว่องไว ได้เดินทางเข้าพบผู้แทนบริษัท เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความร่วมมือคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งบริษัทได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยินยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้เสียหายครบถ้วน

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกำชับให้ทุกสถานีตำรวจเร่งรัดสืบสวนสอบสวนคดีหลอกลวงออนไลน์อย่างเต็มที่ เพื่ออายัดทรัพย์สินและติดตามเงินคืนให้ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนติดตามบัญชีม้าที่เหลือ รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และติดตามเงินส่วนที่เหลือคืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป.

ตำรวจโคราชทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์ รวบหนุ่มวัย 34 ปี ยึดปืน 15 กระบอก มูลค่ากว่า 1.17 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 20 ล้าน เตรียมขยายผลล่าเครือข่าย

เวลา 14.30 น. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สหพร เอียการนา ผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 15 กระบอก มูลค่าประมาณ 1,175,000 บาท

ผู้ต้องหาคือ นายประเสริฐ โสภา หรือ “ตั้ม บางคล้า” อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกจับกุมได้ภายในบ้านพักเลขที่ 174 หมู่ 6 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจนพบพฤติการณ์ลักลอบซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนหลากหลายชนิด ทั้งปืนลูกโม่ ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ปืนยาว และปืนกลมือ รวม 15 กระบอก อาทิ CZ 75, SIG P229, SIG P320, Glock 19, Beretta PX4, Smith & Wesson M&P9C, SIG MPX, CZ ขนาด .22, Commando M4, Derya MK12, Les Baer ขนาด .45 และ Kimber พร้อมแมกกาซีนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดอุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการประกาศขายและจัดเตรียมสินค้า ได้แก่ ชุดไฟสตูดิโอ (Softbox) แผ่นหญ้าเทียม เครื่องพิมพ์พกพา ยี่ห้อ Peripage พร้อมกระดาษม้วน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าใช้ติดต่อซื้อขายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า (ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้าอาวุธปืนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืนจากเครือข่ายดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและป้องกันการนำอาวุธไปก่อเหตุอาชญากรรมต่อไป.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกรัฐมนตรีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินฯ บึงกาฬ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาเมือง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดินในโครงการ และประชาชนร่วมพิธี

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมือง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายถนนและระบบสาธารณูปโภค

จะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองที่สนับสนุนการดำเนินโครงการจนประสบผลสำเร็จ

ด้านนางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง โดยอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินในการจัดสรรพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน

สำหรับโครงการในจังหวัดบึงกาฬ เจ้าของที่ดินได้ร่วมเสียสละพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดถนนตามผังเมืองสาย ก4 ขนาดเขตทาง 12 เมตร ระยะทาง 530 เมตร เชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจร และเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบโฉนดที่ดินแก่เจ้าของที่ดินในโครงการ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของโครงการ โดยระบุว่า การจัดรูปที่ดินเป็น

เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐและประชาชนร่วมกันพัฒนาพื้นที่ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐาน เพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศได้ในอนาคต

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี รองนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมเปิดใช้ถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการ และเยี่ยมชมพื้นที่โครงการ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนในพื้นที่
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สส.ไตรสรณคมน์ ระดมกู้ภัยรถตู้20คันทยอยรอรับสรีระสังขารพระธุดงค์กลับภูมิลำเนา และ “ออย แสงศิลป์” รอรับสรีระสังขารบิดา

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.00 น. เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ ทยอยเดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ ภูมิลำเนา โดยญาติแต่ละรายต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ จำนวนมากจอดรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา ทันทีที่การดำเนินการด้านเอกสารแล้วเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียและลดความแออัดภายในพื้นที่โรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเดินทางมาประจำการที่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังภูมิลำเนาในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่ง เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

ในจำนวนญาติที่เดินทางมารอรับสรีระสังขาร มี “ออย แสงศิลป์” นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา เพื่อรอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดา ซึ่งร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสารกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล

ด้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร รวมถึงประสานการส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลตามความประสงค์ของญาติ และอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนา

นายไตรสรณคมน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน จังหวัดมุกดาหารในฐานะเจ้าของพื้นที่ จึงได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง

พร้อมเร่งประสานการส่งสรีระสังขารและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติและปลอดภัยข่าวฉบับนี้ใช้รูปแบบการเขียนข่าวเน้นลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ภาษาเป็นทางการ และคงข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่คุณให้ทั้งหมด โดยเหมาะสำหรับเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าว หนังสือพิมพ์ และเพจข่าวท้องถิ่น.

มุกดาหาร “ออย แสงศิลป์” สูญเสียบิดา วอนมีผู้รับผิดชอบเหตุรถชนพระธุดงค์ ขณะตำรวจรอผลแพทย์ก่อนสอบสวนเด็กออทิสติก

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินธุดงค์บนถนนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเด็กผู้ขับรถคันเกิดเหตุ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการประเภทที่ 7 (ออทิสติก) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และอยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร

ขณะนี้เด็กถูกส่งตัวเข้ารับการตรวจประเมินอาการที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทั้งเด็กและเป็นผู้พิการ การดำเนินคดีจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยจะต้องรอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยก่อนว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหรือไม่

หลังได้รับผลการประเมินแล้ว พนักงานสอบสวนจะนัดหมายทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ ผู้ปกครองของเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

ด้าน ชยธร ทองบุราณ (ออย แสงศิลป์) นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมารอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดาที่ร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าว กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะรายละเอียดของคดียังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และอยากให้มีการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็ก หากกฎหมายและพยานหลักฐานสามารถดำเนินการได้ พร้อมทั้งฝากเป็นกำลังใจให้กับทุกฝ่าย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหารตั้งแต่ช่วงเช้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพทยอยเดินทางมารอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา โดยทุกครอบครัวต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่งจอดเรียงรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา โดยเจ้าหน้าที่จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสีย

นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.20 น. ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุผู้มรณภาพทั้ง 10 รูป ออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถสายตรวจของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารเปิดสัญญาณไฟและไซเรนนำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ก่อนนำสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มีพระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ร่วมดำเนินการรับส่งสรีระสังขาร พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมส่งพระภิกษุผู้มรณภาพเป็นครั้งสุดท้าย

ด้านนายไตรสรณคมน์ หนองเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง ทั้งการส่งสรีระสังขารกลับภูมิลำเนา การส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษา และการดูแลพระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการช่วยเหลือทุกด้านจนกว่าภารกิจจะแล้วเสร็จ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /”เจเศรษฐ์” ลงพื้นที่มุกดาหาร ติดตามเหตุรถชนขบวนพระธุดงค์ กำชับเร่งเยียวยาผู้ประสบเหตุ และ เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบเหตุอุบัติเหตุครั้งใหญ่ กรณีรถยนต์กระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพ 8 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

หลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ นายเจเศรษฐ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเข้าเยี่ยมอาการพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ โดยมีนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานข้อเท็จจริง

ในการประชุม นายเจเศรษฐ์ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าของคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน การดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลมุกดาหารมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ และสามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ทั้งการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจสอบสภาพรถ และการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บริเวณบ้านของผู้ขับรถจนถึงจุดเกิดเหตุ เพื่อหาข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ตนลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ ญาติผู้สูญเสีย รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

ด้าน พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่สามารถดำเนินการสอบปากคำเด็กชายอายุ 11 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถและอยู่ในฐานะผู้ต้องหาได้ เนื่องจากเด็กยังอยู่ในภาวะตกใจและมีอาการช็อกจากเหตุการณ์ จึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินสภาพจิตใจก่อน เมื่อเด็กมีความพร้อมแล้ว จึงจะนัดดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยมีผู้ปกครอง นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานคุ้มครองเด็กเข้าร่วมตามขั้นตอนของกฎหมาย

พร้อมกันนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะ คลี่คลาย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร – เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป เวลา 13.20 น. ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เปิดไซเรนนำขบวน ส่งคืนภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ จำนวน 10 รูป ออกจากบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังจากญาติได้ดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี รถยนต์สายตรวจเปิดสัญญาณไฟและไซเรนของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดเส้นทางในการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารกลับภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

บรรยากาศบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดตั้งห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร เป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพระภิกษุและญาติโยมของพระผู้มรณภาพจำนวนมากเดินทางมารอรับสรีระสังขาร ขณะที่รถตู้ของหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่จอดเรียงแถวรอรับสรีระสังขาร เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มี พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เดินทางมาร่วมดำเนินการและประกอบพิธีรับส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมาร่วมรับสรีระสังขารและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยและอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำสรีระสังขารกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมพระเกียรติ

สำหรับขบวนรถได้ทยอยเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถตำรวจนำขบวน มุ่งหน้าไปยังจังหวัด อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา เพื่อส่งสรีระสังขารของพระภิกษุทั้ง 10 รูป ให้ถึงวัดและภูมิลำเนาของแต่ละรูป เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยของพระสงฆ์ ญาติโยม และประชาชนที่มาร่วมส่งขบวนเป็นครั้งสุดท้ายขอร่วมแสดงความอาลัยและน้อมส่งดวงวิญญาณของพระภิกษุทุกรูปสู่สุคติ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พบซากโลมาลอยทะเลชุมพร คาดถูกเชือกลอบหอยพันหาง เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นางสาวภิญญดา ศรีชลธาร ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวดำน้ำดูปะการัง “จอยทัวร์ดำน้ำ” เปิดเผยว่า ระหว่างนำนักท่องเที่ยวเดินทางกลับจากการดำน้ำชมปะการังบริเวณเกาะร้านเป็ด–ร้านไก่ เมื่อเรือแล่นผ่านบริเวณเกาะเวียง ช่องเกาะพระ ใกล้บ้านเกาะเตียบ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ได้สังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำในลักษณะผิดปกติ

เมื่อนำเรือเข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด พบว่าเป็นซากปลาโลมาชนิดหนึ่ง น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ลอยอยู่ในทะเล โดยบริเวณหางมีเชือกพันติดอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเชือกดังกล่าวเป็นเชือกจากอุปกรณ์ประมงที่เรียกว่า ลอบหอย ซึ่งพันติดบริเวณหางของปลาโลมา จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ ก่อนเสียชีวิต
หลังพบซากปลาโลมา นางสาวภิญญดาได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ และนำซากปลาโลมาส่งพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด พร้อมใช้ข้อมูลประกอบการติดตามผลกระทบจากเครื่องมือประมงที่อาจส่งผลต่อสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ต่อไป

.///เอกชนะ นวนละมัยรายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สภาอุตสาหกรรมปัตตานี จัดประกวด MISS MOTORSHOW PATTANI 2026 สุดยิ่งใหญ่ ภายในงานมหกรรมมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 18

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ เวทีกลางภายในงาน บริเวณสนามหน้าออมทองอพาร์ตเมนท์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี จัดการประกวด MISS MOTORSHOW PATTANI 2026 หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของงาน มหกรรมมอเตอร์โชว์ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 18 และการแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Southern Craft Spirit by SBPAC)

การประกวดครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุไลมาน แวมามะ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางพัชรินทร์ สนธิเมือง รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดปัตตานี นางทัดทรวง บุญธรรม ประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี ผศ.ปวิชญา ชนะการณ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ศิษย์เก่าสัมพันธ์ และกิจการพิเศษ

คณะ วสส. ม.อ.ปัตตานี และนางสาวมาริสา เกียรติศักดิ์โสภณ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ.ปัตตานี ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีบุคลิกภาพดี มีความสามารถ และมีความเหมาะสมในการเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมสำคัญของจังหวัดปัตตานี

สำหรับการจัดงาน มหกรรมมอเตอร์โชว์ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 18 และการแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Southern Craft Spirit by SBPAC) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สนับสนุนและต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณสนามหน้าออมทองอพาร์ตเมนท์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมชมกิจกรรม เลือกซื้อสินค้า และร่วมสัมผัสบรรยากาศของงานตลอดระยะเวลาการจัดงานอีกด้วย

ภาพ/ข่าว : ตอริก สหสันติวรกุล

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี “เกษตรน่าน จับมือ ซีพี/น.น่าน ปั้นปลูกกาแฟภูคา ทดแทนข้าวโพด”

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร เข้าร่วมอบรมให้ความรู้การปลูกกาแฟ โครงการ ”กาแฟฟื้นฟูป่าทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว“แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ภูคา เพื่อให้ความรู้ด้านการเตรียมพื้นที่ปลูก การคัดเลือกพื้นที่ ระยะการปลูก การดูแลรักษาช่วง 1-3 ปี การให้ปุ๋ย การเฝ้าระวังโรคแมลง และการใช้ปุ๋ย สารป้องกันโรคแมลง การรวมกลุ่มส่งเสริมอาชีพ/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และร่วมกิจกรรมส่งมอบกล้ากาแฟ จำนวน 10,000 ต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ซีพี /โรงคั่วกาแฟ น.น่าน พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ ซีพี เพื่อความยั่งยืน/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชสวนน่าน /สกร.อำเภอปัว / สนง.เกษตรอำเภอปัว/ โรงคั่วกาแฟ น.น่าน ร่วมกันปลูกกาแฟต้นแรก ภายใต้โครงการ “กาแฟฟื้นฟูป่า ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว” ณ บ้านเต๋ย ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน/บุญบงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจีงหวัดน่าน ราบงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / งานแถลงข่าวการแข่งขัน “KORAT MARATHON 2026”

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อีเวนต์ฮอลล์ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน “โคราชมาราธอน 2026” (KORAT MARATHON 2026) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE MEMORABLE MARATHON” หรือ “มาราธอนแห่งความประทับใจ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2, คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์ โคราช และคุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด เข้าร่วมแถลงรายละเอียด

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ในปีนี้ชาวโคราชพร้อมใจรวมพลังจัดงานวิ่งมาราธอนสนามนี้อย่างเต็มที่ ให้เป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมาตรฐานระดับโลก จังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในทุกด้าน ทั้งเส้นทางที่ได้รับรองมาตรฐาน การดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง และการอำนวยความสะดวกต้อนรับนักวิ่งจากทั่วประเทศ รวมถึงกองเชียร์วงดุริยางค์ดีกรีระดับโลกที่มาร่วมเชียร์เป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง ผมเชื่อมั่นว่า KORAT MARATHON 2026 จะยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายนักวิ่งกว่า 10,000 คน ตอกย้ำความพร้อมของโคราชในการเป็นเจ้าภาพมาราธอนระดับ World Athletics Road Race Label อย่างยั่งยืน”

พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมต้อนรับนักวิ่งและผู้มาเยือน เส้นทางโคราชมาราธอน 2026 วิ่งผ่านพื้นที่ของทางกองทัพ ซึ่งกองทัพพร้อมอำนวยความสะดวกทุกด้านทั้งเรื่องกำลังพลและการดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง เพื่อให้นักวิ่งทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีอย่างสูงสุด สะท้อนบทบาทของกองทัพในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน”คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์โคราช กล่าวว่า “เดอะมอลล์กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย มีความเชื่อมั่นเสมอว่าศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณค่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ เดอะมอลล์ โคราช ได้เติบโตเคียงข้างชาวนครราชสีมา เราภาค

ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “KORAT MARATHON 2026” งานวิ่งมาตรฐานที่ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ยังหลอมรวมเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวโคราชไว้อย่างงดงาม พิเศษสุดสำหรับนักวิ่งทุกท่าน เดอะมอลล์ โคราช ได้เตรียมความพร้อมสู่วันแข่งขันจริง กับสินค้าและอุปกรณ์วิ่งครบวงจรในงาน Korat Marathon Sports Fest ที่ EVENT HALL 2 ชั้น 2 รวมไปถึงใน SPORTS MALL และร้านค้ากีฬาในศูนย์การค้า เดอะมอลล์โคราช เพื่อให้ทุกก้าวของการ เตรียมตัวเป็นก้าวที่มั่นใจ พร้อมมุ่งสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน “คุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า”KORAT MARATHON 2026 จัดขึ้นเพื่อสร้างงานอีเวนต์กีฬามวลชนระดับนานาชาติประจำปีของจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเป็นการสร้างงานวิ่งมาตรฐานสากลให้เป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วทุกมุมโลก และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างมาราธอนที่สุดแสนประทับใจแห่งเมืองย่าโม ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ไฮไลท์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ The Memorable Marathon มาราธอนแห่งความประทับใจ ถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมแห่งเมืองโคราช

รวมทั้ง Point to Point Route ปล่อยตัวบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) วิ่งผ่านแลนด์มาร์คเมืองโคราช Run Through Korat City และเข้าเส้นชัยวิวสวย Scenic Finish Venue ที่สวนน้ำบุ่งตาหล่วเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ภายใต้ World Class Race มาตรฐานงานวิ่งระดับโลก พร้อม World Class Cheering Team กองเชียร์และการแสดงระดับโลกตลอดเส้นทาง” สำหรับ “โคราชมาราธอน 2026” จะจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จุดปล่อยตัว ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และเข้าเส้นชัยที่สวนน้ำบุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติ ร.9 การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะมาราธอน 42.195 กม., ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., ระยะมินิมาราธอน 10 กม. และระยะไมโครมาราธอน 5 กม. กำหนดวันรับอุปกรณ์ (Expo Day) ในวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30–19.00 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เด็กพิเศษ 11 ขวบ ชิ่งรถยนต์ ชนพระสงฆ์เดินธุดงค์ มรณภาพ 5 รูป และที่รพ.อีก 3 รูป รวม 8 รูป และพระที่บาดเจ็บอีก

เกิดเหตุรถยนต์ชนพระสงฆ์ สามเณร และโยม เดินธุดงค์ธรรมยาทตรา จากอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี มรณภาพในที่เกิดเหตุจำนวน 5 รูป ที่ มรณภาพที่โรงพยาบาลมุกดาหารอีก 3 รูป

และได้รับบาดเจ็บสาหัส 13 รูป บาดเจ็บเล็กน้อย 4 รูป เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหารเป็นการเร่งด่วน ส่วนคนขับเป็นเด็กพิเศษ อายุ 11 ปี ขโมยรถที่บ้านขับมาก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 10.53 น. พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุรถยนต์ชนพระสงฆ์ที่เดินธุดงค์ ที่บริเวณถนนมุกดาหาร – ดอนตาล บ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วัลลพ โพธิวัง ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมประสานกู้ภัยร่วมใจมุกดาหาร มูลนิธิการกุศลมุกดาหาร(ธงแดง) และโรงพบาบาลมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จราจร ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้งดังกล่าว

ที่เกิดเหตุพบพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมากที่ริมถนนดังกล่าว ใกล้กันพบรถกระบะตอนเดียวยี่ห้ออีซูซุ สีบรอน์ทอง คันหมายเลขทะเบียน บต -1944 มุกดาหาร บริเวณด้านหน้าฝากระโปงรถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย และมีพระภิกษุจำนวน 2 รูป กระเด็นเข้าไปในรถกระบะ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำพระภิกษุที่บาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร เป็นการเร่งด่วน เพื่อทำการรักษาเบื้องต้นต่อไป

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุจำนวน 5 รูป บาดเจ็บสาหัส 13 รูป และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 4 รูป รวมพระภิกษุทั้งหมดที่เดินธุดงค์ 34 รูป ส่วนร่างพระภิกษุทั้ง 5 รูป ที่มรณภาพ ส่งโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อเก็บร่างไว้ ต่อมาได้รับแจ้งว่ามีพระภิกษุมรณภาพที่โรงพยาบาลเพิ่มอีก 3 รูป รวมเป็นมรณภาพ 8 รูป

จากการสอบถามนางทองยุ้น พิกุลศรี บ้านเลขที่ 78 หมู่ 4 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ยายของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า หลานชาย เด็กชายบี นามสมมติ อายุ 11 ปี ได้ขโมยขับรถกระบะคันเกิดเหตุดังกล่าวออกจากบ้าน ไม่ทราบว่าจะไปทางใหน ตนเองได้แจ้งตำรวจ191

ให้สกัดรถ โดยหลานชายได้ขโมยขับไป ต่อมาได้ทราบว่าขับผ่านด่านตรวจนาคำน้อยไป มุ่งหน้าเข้าเมืองมุกดาหาร และได้ขับเสียหลักมาชนพระสงฆ์ที่บ้านนาเวียงแก ทำให้พระสงฆ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงปลอดภัย

นครราชสีมา จากกรณีเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jaturong Chaibang ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ชายสูงวัยรายหนึ่งนั่งอยู่บนสะพานลอยคนข้าม บริเวณหน้าโรงเรียนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในลักษณะคล้ายเตรียมกระโดดลงจากสะพานลอย ก่อนคลิปดังกล่าวจะถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน

เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองกำลังเดินทางมารับบุตรหลานหลังเลิกเรียน และบริเวณดังกล่าวยังมีสถานศึกษาหลายแห่งล่าสุด วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เรียก เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปรามและงานจราจรที่ช่วยชีวิตคุณลุงวัย 55 ปี ปีนสะพานลอย มาพูดคุยชื่นชม กับการทำภารกิจครั้งนี้ โดยมีประชาชนชื่นชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการมอบเงิน

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 หน่วยงานด้วยผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งจากประชาชนผ่านทางวิทยุสื่อสารว่า มีชายสูงวัยคาดว่าจะก่อเหตุทำร้ายตนเองจากปัญหาส่วนตัว ด้วยการกระโดดจากสะพานลอย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ทั้งตำรวจจราจรซึ่งปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรหน้าโรงเรียน และเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้าระงับเหตุโดยทันที

เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการพูดคุยและเกลี้ยกล่อมด้วยความนุ่มนวล จนสามารถทำให้ชายคนดังกล่าวยอมลงมาจากสะพานลอยได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมายัง สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา พูดคุยให้กำลังใจ ประสานการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และนำตัวกลับไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

พ.ต.อ.ศิริชัย กล่าวว่า สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตำรวจจราจรและสายตรวจ โดยเน้นการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) รวมถึงการฝึกยุทธวิธีและทักษะการเจรจาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ประสบเหตุด้วยความเข้าใจ เป็นมิตร และสร้างความไว้วางใจ

จนนำไปสู่การยุติเหตุการณ์ได้อย่างปลอดภัยผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้มีการซักซ้อมแผนและถอดบทเรียนจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ ทั้งการเข้าระงับเหตุ การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการด้านการจราจร เพื่อให้ทุกเหตุการณ์คลี่คลายลงด้วยดีและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนว่า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจะทำร้ายตนเอง หรืออยู่ในภาวะวิกฤตทางอารมณ์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทันที เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และหากผู้ใดกำลังเผชิญปัญหาชีวิตหรือมีความทุกข์ใจ ไม่ควรเลือกใช้วิธีการทำร้ายตนเอง แต่ควรเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว คนใกล้ชิด หรือหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมถึงสามารถเข้าขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกหมายเหตุ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกหมดหวัง ควรรีบพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาโดยเร็ว เพราะมีผู้พร้อมรับฟังและช่วยเหลือเสมอ.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ประจวบฯสนธิกำลังบุกตรวจค้นรถไฟสายใต้ ยึดซากหมูป่าและสุราต่างประเทศหนีภาษี มูลค่ากว่า 3.5 แสนบาท

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.30 น. นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมกับ

พันตำรวจเอก อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 พันเอกธัชเดช อาบัวรัตน์ ผบ.ฉก.จงอางศึก และนายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ ณ สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนด้านการปกป้องสังคมของรัฐบาล กรมศุลกากร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีฯ และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่

กวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยจากการตรวจสอบตู้สัมภาระ เจ้าหน้าที่พบกล่องพัสดุต้องสงสัยถูกอำพรางไว้ใต้สัมภาระอื่น เมื่อตรวจสอบภายในพบซากหมูป่าชำแหละรวม 250 กิโลกรัม ที่ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายซากสัตว์ รวมถึงเหล้าและไวน์ต่างประเทศยี่ห้อดังอีก 8 ลัง รวม 96 ขวด โดยไม่มีหลักฐานการเสียภาษี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 350,000 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามฐานความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยซากสัตว์ดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลสืบสวนหาตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ หน่วยงานศุลกากร สรรพสามิต และด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ยืนยันความมุ่งมั่นในการปราบปรามสินค้าหนีภาษีที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสุขอนามัยของประชาชน โดยได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งศูนย์

ป้องกันและปราบปรามศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงด่านตรวจเฉพาะทางต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ทั้งทางรถไฟ ทางบก และทางไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /สนง.กปร. และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเกษตร

วันนี้ 1 ก.ค.69 นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ณ ห้องประชุมสภา ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริและคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามในวันนี้ (1 ก.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ

เพื่อการขับเคลื่อนการเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปและการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

โดยความร่วมมือครั้งนี้เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาทักษะ ด้านกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การ

บริหารวัตถุดิบ รวมไปถึงการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงแก่กลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาด้านการตลาด การจัดการสต็อกสินค้า และช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการบริการวิชาการ และพัฒนาทักษะการแปรรูปผลผลิตทาง

การเกษตรแก่ประชาชนและนักศึกษา ก่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมและขยายผลแก่ราษฎรในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ในการนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปลากุเลาเค็มตากใบ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกาะหัวใจเกื้อกูลบ้านปูลา โต๊ะบีซู นวัตกรรม

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรงแก้จนและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมจังหวัดนราธิวาส ผลิตภัณฑ์ อย. ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมห้องเรียนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาคารวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส
/////////////////////////////////////////////////
ภาพ/ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/จ.นราธิวาส 0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / การบรรจุ อปท.สายงาน เทศบาล อบต. ผู้ที่ได้รับบรรจุตำแหน่ง ตามสายงาน เพื่อเข้ารับราช ปกครองส่วนท้องถิ่น จ.นครสวรรค์ 249 คน ไม่มารายงานตัว 2คน

บรรยากาศการ รายงานตัวบรรจุเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่นที่จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 249 คน ไม่มารายงานตัว 2 สายงานนักวิเคราะห์นโยบายและแผนหายตัว ติดต่อไม่ได้ นัวิชาการพัสดุยันสละสิทธิ์ ไม่มารายงานตัว เจ้าหน้าที่ตามวุ่นขอคำตอบ ภาพรวมข้าราชการใหม่มั่นใจได้บรรจุด้วยยความสมารถล้วนๆลูกชาวไร่ชาวนาได้ลุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุม สำนักงานเทศบาลนครสวรรค์ ชั้น5 จังหวัดนครสวรรค์วันที่ 1 ก.ค 2569 เวลา 08.30น.ซึ่งเป็นวันนัดหมายที่ทางสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย นัดรายงานตัวเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการในส่วนของปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ในช่วงเวลา 08.30 นเป็นต้นไป

บรรยากาศในวันดังกล่าวมีบรรดา ข้าราชการใหม่ที่เดินทางมาพร้อมด้วยญาติที่มาส่งเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นในครั้งนี้เป็นจำนวนมากทุกคนต่างนำหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรายงานตัวอาทิเช่นรูปถ่ายเพื่อติดบัตรข้าราชการและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นตัวจริงและถ่ายเอกสารในการแจ้งต้นสังกัดเพื่อเข้ารับการบรรจุในอปท.

ในส่วนสายงานต่างๆในเทศบาลและอบต. ที่ประกาศรับบรรจุตำแหน่งตามสายงานที่ขอเอาไว้ต่อกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นบรรยากาศในห้องประชุม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ในส่วนของปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ตั้งโต๊ะเพื่อรองรับให้ข้าราชการใหม่ ที่มารายงานตัวได้เซ็นชื่อภายหลังนั่งเรียงตามลำดับแถวเพื่อสะดวกต่อการแจ้งลงลายมือชื่อ ในหนังสือรายงานตัวและสแกนเข้ากลุ่มไลน์

สายงานที่บรรจุ ที่ข้าราชการใหม่ได้แจ้งความประสงค์ที่จะบรรจุเข้ารับราชการครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากข้าราชการใหม่ที่มานั่งเก้าอี้ที่ทางท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์จัดเอาไว้โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มงานกหมาย และระเบียบ รับเรื่องร้องเรื่องร้องทุกข์ เป็นผู้กล่าวให้รายละเอียดและโอวาทแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งติดราชการโดยการมอบหมาย

ให้นายวุฒิธรอาจต้น ผู้อำนวยการส่วนกฎหมายและรับเรื่องราวร้องทุกข์ท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้แทนเพื่อกล่าวให้โอวาทและแนะนำเกี่ยวกับข้อระเบียบกฎหมายการปฏิบัติตัวของข้าราชการท้องถิ่นในครั้งนี้เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ติดราชการ

ในการรายงานตัวครั้งนี้มียอดจำนวนเต็ม 249 คนไม่มารายงานตัวจำนวน 2 คนโดยระบุตำแหน่งเป็นนักนักวิเคราะห์นโยบายและแผนจำนวน 1 ตำแหน่ง นักพัสดุ 1 ตำแหน่งซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อขอคำยืนยันภายหลังจากเสร็จสิ้นเวลาการ

รายงานตัวก่อนเที่ยงของวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้โทรศัพท์หาข้าราชการ ต้องมารายงานตัวเข้าบรรจุได้รับการยืนยันจากนิติกรคนล่าสุด ถือว่าเป็นคนสุดท้ายยืนยันว่าอยู่ระหว่างการเดินทาง ซึ่งหมดเวลารายงานตัวในสถานที่ข้างต้น ให้ไปรายงานตัวที่ท้องถิ่นจังหวัดนครสวรค์

อันเป็นรายสุดท้ายของวันดังกล่าว ส่วนนักวิชาการพัสดุขอสละสิทธิ์ไม่มารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เป็นที่แนะนอนแล้ว ส่วนนักวิเคราะห์นโยบายและแผนไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าสายงานดังกล่าวกำลังถูกจับตามอง สรุปยอดในการ

รายงานตัวเข้ารับราชการครั้งนี้มีจำนวน 244 คนซึ่งท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์จะได้ส่งตัวข้าราชการใหม่ซึ่งมีสายงานต่างๆเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 กรกฎาคม ในงานหน่วยต้นสังกัดและจะได้รายงานไปยังกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทยต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ PRIMUS GROUP ผนึกกำลัง 4 แบรนด์ชั้นนำ MG, ZEEKR, DEEPAL, GAC AION นำทัพรถใหม่ ร่วม 20 คัน ลุยงาน FAST AUTO SHOW

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อรถยนต์อย่างแท้จริง โดย PRIMUS GROUP ได้คัดสรรยนตรกรรม จาก 4 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ MG, DEEEPAL, ZEEKR และ GAC AION นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกยานยนต์ ที่ชื่นชอบตามต้องการได้อย่างครบถ้วน ภายในบู๊ธ PRIMUS GROUP

สำหรับรถยนต์ไฮไลท์ภายในบูธ PRIMUS GROUP ปีนี้ ได้คัดสรรยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก 4 แบรนด์ดัง ได้แก่ NEW MG URBAN, NEVO Q05, ZEEKR X MY2026 และ AION UT รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ร่วม 20 คัน ที่นำมาจัดแสดงและเปิดให้ทดลองขับ ภายในของบูธ PRIMUS GROUP เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย พร้อมมอบประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์แบบครบวงจร ผ่านการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์รถยนต์ การทดลองขับ และการมอบข้อเสนอสุดพิเศษจากทั้ง 4 แบรนด์

ด้านแคมเปญส่งเสริมการขาย ภายในงาน PRIMUS GROUP จัดเต็มด้วยข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าและมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท ดอกเบี้ย 0% โปรแกรมดาวน์น้อย ผ่อนนาน รับฟรี! HOME CHARGER พร้อมติดตั้ง หรือ LIFETIME WARRANTY รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการรับประกัน ตามเงื่อนไขของบริษัทแม่ในแต่ละแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน ได้รับความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 รับกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิระดับพรีเมียมฟรี

“PRIMUS GROUP มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ ทั้งการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ การบริการที่ได้มาตรฐาน และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจดีเลอร์รถยนต์ในประเทศไทย” นายจิระพล กล่าว+

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ทหารพราน 3101 สนับสนุนทางหลวงเชียงรายที่ 2 เคลียร์ดินสไลด์ถล่มปิดถนน สาย เชียงของ – เชียงแสน

กองร้อยทหารพรานที่ 3101 ระดมกำลังสนับสนุนแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 เคลียร์ดินสไลด์ถล่มปิดถนน สาย เชียงของ – เชียงแสน อำนวยความสะดวกการจราจร ท่ามกลางสายฝนตกหนักต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น.
กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย บูรณาการร่วมกับ แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2

เข้าตรวจสอบถนนหมายเลข 1290 เชียงของ -เชียงแสน ที่เกิดดินทรุดตัวดินสไลด์ถล่มไม่สามารถสัญจรไปมาได้ อันเนื่องมาจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีดินและเศษวัสดุไหลปิดทับผิวจราจร บริเวณทางหลวงหมายเลข 1290

เชียงของ -เชียงแสน บ้านห้วยเม็ง หมู่ 6 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา

ปัจจุบันฝนยังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยจะได้ติดตามและรายงานให้ทราบต่อไปภาพจาก กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ลำพูนเอาจริง!!! บดขยี้ท่อซิ่ง!! ทำลายท่อ จยย.แว๊นดัง กว่า 517 ท่อลั่นเด็ดขาด “ตัดวงจร” ร้านแต่ง – แก๊งขาโจ๋ป่วนเมือง

วันนี้ 30 มิ.ย.69 เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน พร้อมด้วย พ.ต.อ.วชิระ กาญจนวิภาดา รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.เอกณสันต์ ศรีสองเมือง รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน

,พ.ต.อ.รณชัย รอดลอย รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร รอง ผบก. ภ.จว.ลำพูน , หน.สภ.ในสังกัด ภ.จว.ลำพูน แถลงผลการระดมกวดขันปราบปรามการแข่งรถในทางและรถแต่งซิ่ง ผิดกฎหมาย

ในพื้นที่ จ.ลำพูน ในการเฝ้าระวังป้องกันปราบปรามกลุ่มวัยรุ่นก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ภ.จว.ลำพูน ผลการปฏิบัติการ “ไล่ล่าทรชนคนอันธพาล” ตามนโยบายของรัฐบาล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 5 ในโครงการ “คืนความสงบสุขให้กับประชาชน” โดยได้กำชับและเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ทั่วประเทศ เข้มงวดกวดขันในการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง และความผิดเกี่ยวกับรถ

จักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ และใช้ท่อไอเสียให้มีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคล สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง โดยได้มีการจับกุมและดำเนินการทำลายของกลางท่อรถดัดแปลงสภาพไปแล้ว จำนวนกว่า 300 รายการ

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา นั้นตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนได้ดำเนินการจับกุมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนมีผลการจับกุมรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ ท่อรถเสียงดังเกินกว่ากฎหมายกำหนด (ห้วงตั้งแต่ 16 มีนาคม 2567 – ปัจจุบัน) และจัดให้มีการทำลายท่อไอเสียของกลาง ที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 517 รายการ

ขอฝากเตือนไปยังผู้คิดจะดัดแปลงสภาพท่อไอเสียมีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท รวมถึงร้านแต่งรถที่จำหน่ายสินค้าที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม มีโทษจำคุกถึง 6 เดือน

และปรับถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฝากถึงพี่น้องประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแส หากพบการประทำผิดเกี่ยวกับการแต่งรถซิ่ง หรือการแข่งรถในทาง ได้ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790..

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แตกตื่นทั้งวัด! มีชายอ้างเป็นพระ ส่งเสียงโวยวาย พูดคนเดียวคล้ายหลอน ไม่มีใบสุทธิ ก่อนพบมีหมายจับ

แตกตื่นทั้งวัด! ฝ่ายปกครองเมืองมุกดาหารบุกตรวจสอบชายอ้างเป็นพระ หลังมีพฤติกรรมส่งเสียงโวยวาย พูดคนเดียวคล้ายหลอน สร้างความหวาดผวาให้พระและชาวบ้าน ตรวจสอบพบไม่มีใบสุทธิ ก่อนพบมีหมายจับค้างเก่าจากศาลจังหวัดชัยภูมิ สุดท้ายถูกควบคุมตัวส่งตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร และเทศบาลเมืองมุกดาหาร

ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในวัดศรีปทุม ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากประชาชนและพระภิกษุในวัดว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งส่งเสียงเอะอะโวยวาย พูดคนเดียว ตะโกนเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืน จนพระภิกษุรูปอื่นไม่สามารถจำวัดได้ และมีอาการหวาดระแวงคล้ายหลอน พูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีคนมาทำร้าย สร้างความวิตกกังวลให้กับพระสงฆ์และประชาชนในพื้นที่ เกรงว่าจะเกิดอันตราย

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบชายแต่งกายคล้ายพระภิกษุกำลังพูดโวยวายอยู่ภายในกุฏิเพียงลำพัง โดยอ้างว่าบวชมาแล้ว 3 พรรษา เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบสุทธิ แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการอุปสมบทได้

จากการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ทราบชื่อคือ นายบรรจง อายุ 55 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น ก่อนตรวจสอบประวัติในระบบฐานข้อมูลอาชญากรรม พบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดชัยภูมิ ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ในข้อหาเกี่ยวกับ

การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลและการคุมความประพฤติ หลังทราบผลการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามหมายจับและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #อส #ตำรวจ #วัดศรีปทุม #พระปลอม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กองทัพไทย ลงพื้นที่ประจวบฯ ตรวจเยี่ยมสร้างขวัญกำลังใจทหารพิทักษ์ชายแดนไทย-เมียนมา

29 มิถุนายน 2569 กองทัพไทยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก เน้นย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตยชายแดน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศและสวัสดิภาพของประชาชน
พล.อ. ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ

คณะ ได้เดินทางมายังพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก (ร.9) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา

โดยมี พล.ต.ณัฏฐพงษ์ อัศวินวงษ์ ผบ.กกล.สุรสีห์/ผบ.พล.ร.9 และ พ.อ.ธัชเดช อาบัวรัตน์ ผบ.ฉก.จงอางศึก ร่วมให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ คณะผู้บังคับบัญชาได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเน้นย้ำถึงการปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กองกำลังในพื้นที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการใน

ระดับท้องถิ่น และใช้กลไกคณะทำงานในระดับต่างๆ เพื่อประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม

พร้อมสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนพล.อ. ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 9 ที่มีความมุ่งมั่นและเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตย

พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความระมัดระวังและคงความต่อเนื่องในการประสานความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่พื้นที่ชายแดนของไทยสืบไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /เปิดฉาก “NARATHIWAT TRIATHLON 2026” ปีที่ 2 นักกีฬากว่า 200 ชีวิต ร่วมชิงชัยริมอ่าวมะนาว ดัน “สปอร์ตทัวริซึม” ปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้ สู่จุดหมายกีฬาโลก

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) เวลา 06.00 น. บริเวณชายหาดอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เปิดฉากการแข่งขัน “NARATHIWAT TRIATHLON 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพส่งเสริมการกีฬาจังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2569 โดยมี นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส, นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส

หัวหน้าส่วนราชการ ทัพนักกีฬาจากทั่วสารทิศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ นิวซีแลนด์ แคนาดา เลบานอน และมาเลเซีย กว่า 200 คน หลั่งไหลเข้าร่วมการแข่งขัน ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของชายหาดอ่าวมะนาว

นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม

โดยการแข่งขันไตรกีฬาในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัด

ถ่ายทอดความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแสดงศักยภาพความพร้อมในการรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติในอนาคตผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสยังกล่าวต้อนรับนักกีฬาและผู้ติดตามจากทุกพื้นที่

พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้การแข่งขันประสบความสำเร็จ และหวังว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับทั้งสุขภาพที่แข็งแรง ความปลอดภัย และความประทับใจจากเสน่ห์ของจังหวัดนราธิวาสกลับไป

ด้าน นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การจัดการแข่งขันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้

กระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้จังหวัดอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับระบบการกีฬาให้ครอบคลุมทั้งกีฬามวลชน กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ.

ร และวิ่ง 5 กิโลเมตร, ไตรกีฬาระยะสั้นประเภททีมผสม 3 คน (ชาย-หญิง) ในระยะเดียวกัน และการแข่งขันทวิกีฬา วิ่ง 2.5 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร และวิ่ง 5 กิโลเมตร
การจัดการแข่งขัน “NARATHIWAT TRIATHLON 2026” ถือ

เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับจังหวัดนราธิวาสสู่การเป็น “New Destination” ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดนักกีฬาและนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
//////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ มนต์เก่ายังขลัง! “เบียร์-ปรเมศวร์” ซิวเก้าอี้นายกสมัยที่ 2-สม. เรารักพัทยาเหมาหมดทุกเขต

ค่ำวันที่ 28 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ปี 2569 หลังปิดหีบ ทราบผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า อันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 2 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ กลุ่มเรารักพัทยา ได้คะแนนเสียรวม 20,184 คะแนน

อันดับ 2 หมายเลข 1 นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร พรรคประชาชน ได้คะแนนเสียงรวม 11,566 คะแนน อันดับ 3 หมายเลข 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ กลุ่มพัทยา 2030 ได้คะแนนเสียงรวม 1,077 คะแนน อันดับ 4 หมายเลข 4 นายสุไอนี เจริญสุข ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนนเสียงรวม 265 คะแนน และอันดับ 5 หมายเลข 5 ดร.อิทธิพล เนธิยคุปต์ สิงขรแก้ว ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนนเสียงรวม 191 คะแนน

ในส่วนของผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาอย่างไม่เป็นทางการนั้น พบว่า ผูู้สมัครกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง รวม 24 คน มีคะแนนนำโด่งผู้สมัครรายอื่น โดยเมืองพัทยามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 80,196 คน มาใช้สิทธิ 34,677 คน คิดเป็น 43.24% บัตรดี 33,283 ใบ คิดเป็น 95.98% บัตรเสีย 589 ใบ คิดเป็น 1.70% บัตรไม่เลือกผู้ใด 805 บัตร คิดเป็น 2.32%

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดแล้ว งานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จ.ประจวบฯ ปีงบประมาณ2569

ช่วงค่ำวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณชายหาดทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้อยตำรวจเอก ณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมี ดร.สันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต้อนรับ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวรายงาน นายสมหมาย แดงโชติ สจ.เขต อำเภอเมืองประจวบฯ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี พร้อม หัวหน้าส่วนราชการแขกผู้มีเกียรติและนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้การต้อนรับ

ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดให้สอดดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวยุคใหม่

ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และประสบการณ์ การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน อาหารท้องถิ่น และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอำเภอกุยบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัตถุดิบอาหารคุณภาพที่สะท้อนอัตลักษณ์ขอ
ท้องถิ่น

โดยโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จัดขึ้นในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภายใต้แนวคิด Wellness Food การสร้างสรรค์เมนูสุขภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่น และการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นอกจากนี้ ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่งเสริมผู้ประกอบการด้านอาหาร การท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่นให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากอำเภอกุยบุรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ที่ได้ร่วมกันสนับสนุนและผลักดันการดำเนินงานจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยกิจกรรมครั้งต่อไปจะจัดในวันที่ 3-5 ก.ค.69 ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในงานมีร้านค้ามาจำหน่ายกว่า 130 ร้าน และอาหารทะเลราคาถูกมาจำหน่าย

//////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นบ.ยส.24 โชว์ผลงาน สกัดกั้น จับผู้ต้องหายาเสพติด มูลค่า 65 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) ได้ปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้มอบหมายให้

กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นหน่วยงานหลัก ในการบูรณาการสกัดกั้น ปราบปราม ป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดมา ในวันนี้จึงมอบหมายให้ พันเอกศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่21/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะ

กิจทหารพรานที่ 21 (ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21) และ นายราชวัชร์ เพ็ชรไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นประธาน ในการแถลงข่าวบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในมั่นคงพื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานป้องกันชายแดนทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดมา

โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 สำหรับการปฏิบัติของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 มีการบูรณาการการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้น ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ จังหวัดนครพนม

ในห้วงที่ผ่านมา นำโดย ร้อยเอก วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101) และ ร้อยเอก อาคม คำจุลฬา ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2102) ร่วมกับ ส่วนราชการ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ตรวจยึด/จับกุม กรณี รวม 3 คดี ดังต่อไปนี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 0245 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 สามารถจับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย ของกลาง ยาไอซ์ จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กิโลกรัม ตรวจยึด รถเก๋ง ฮอนด้าซิตี้ สีดำ ทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี จำนวน 1 คัน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 1600 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 สามารถตรวจยึด ยาบ้า จำนวน 72 แพ็ค กับ 29 ถุง ประมาณ 437,000 เม็ด ตรวจยึด เรือกับ พร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำเมื่อ 24 24 มิถุนายน 2569 เวลา 2000 น.กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 จับกุม ผู้ต้องหา 1 ราย ของกลาง ยาบ้า ประมาณ 568,000 เม็ด ( 284 มัด ) เรือกีบพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 สามารถจับกุมในพื้นที่อำเภอชายแดนของจังหวัดนครพนมในวันเดียว จำนวน 3 ครั้ง ผู้ต้องหา 3 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 1,005,000 เม็ด, ไอซ์ จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กิโลกรัม พร้อมทั้งตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 1 คัน และเรือกีบ จำนวน 2 ลำ รวมมูลค่าความเสียหายมากถึง 65 ล้านบาท ถือเป็นการปฏิบัติงานด้านการหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ในการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ที่บูรณาการทุกส่วนราชการที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมกัน จนทำให้สามารถตรวจยึดจับกุมยาเสพติดในครั้งนี้ได้ความสำเร็จ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป

แตกขบวนการลอบขนข้าวเถื่อนริมโขง! ทหารสกัดทัน ยึด 34 กระสอบ หนักกว่า 1.5 ตัน รถป้ายมุกดาหารถูกทิ้งกลางที่เกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่หมวดปืนเล็กที่ 3 กองร้อยทหารราบ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (มว.ปล.ที่ 3 ร้อย.ร.กกล.สุรศักดิ์มนตรี) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายบริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่บ้านป่งขาม ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงจัดกำลังออกลาดตระเวน เฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด พระราชบัญญัติศุลกากร และพระราชบัญญัติกักพืช

กระทั่งเวลาประมาณ 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลประมาณ 10–15 คน รวมตัวอยู่บริเวณท่าน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำโขง กำลังลำเลียงกระสอบสีขาวลงจากเรือ ก่อนใช้รถเข็นขนขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บจ 7443 มุกดาหาร

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มบุคคลดังกล่าวต่างพากันวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าริมแม่น้ำโขง อาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่หลบหนีการจับกุมไปได้

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในรถและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมี ข้าวจากต่างประเทศ จำนวน 34 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,500 กิโลกรัม วางอยู่ ทั้งหมดเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นเจ้าของ จึงประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #ลักลอบนำเข้า #ข้าวเถื่อน #ศุลกากร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ผู้ว่าฯ เชียงราย ตรวจพนังกั้นน้ำ ชายแดนพม่า อ.แม่สาย รับฤดูน้ำหลาก สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

default

ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เดินหน้าสร้างความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างเต็มกำลัง หลังโครงการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรตลอดแนวแม่น้ำสายแล้วเสร็จ 100% ภายในระยะเวลาเพียง 45 วัน จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณะฝ่ายความมั่นคง ทหาร ฝ่ายปกครอง และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของพนังกั้นน้ำบริเวณจุดหัวฝายใกล้วัดถ้ำผาจม และบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 และกลางซอย 12 ชุมชนแม่สาย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

default

ภารกิจครั้งนี้เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกองพลพัฒนาที่ 3 มณฑลทหารบกที่ 37 ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สาย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ที่ระดมกำลังทหารช่างซ่อมแซมพนังกั้นน้ำบริเวณแนวตลิ่งที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยขณะนี้การดำเนินงานแล้วเสร็จครบ 100%

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดได้วางแผนรับมืออุทกภัยมาตั้งแต่ต้นปี โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวสำหรับระยะยาว เป็นโครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำถาวร ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ส่วนระยะกลาง เป็นการดำเนินงานก่อสร้างพนังในบางช่วงที่อยู่ระหว่างขั้นตอนตามกฎหมาย ขณะที่ระยะสั้น ซึ่งเป็นการเตรียมรับสถานการณ์เร่งด่วนในช่วงฤดูน้ำหลาก ได้อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำให้แล้วเสร็จทันเวลา

default

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณนายกเทศมนตรีทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลแม่สาย เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ และเทศบาลตำบลเวียงพางคำ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานอย่างเข้มแข็ง รวมถึงกองทัพภาคที่ 3 โดย พลโท วรเทพ บุญยะ แม่ทัพภาคที่ 3 ที่สนับสนุนกำลังทหารช่างและหน่วยงานในสังกัดเข้าดำเนินการ พร้อมมอบหมาย พลตรี พักตร์พงษ์ เงสันเทียะ ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ติดตามงานอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

default

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ภายใต้การบูรณาการของนายอำเภอแม่สาย จนสามารถดำเนินงานได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนครึ่ง

จากการประเมินตามหลักวิชาการ จังหวัดเชื่อว่าพนังกั้นน้ำที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยรองรับปริมาณน้ำหลากได้ในระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายขณะเดียวกัน จังหวัดยังเตรียมความพร้อมตามแผนบริหารจัดการภัยพิบัติ ตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ได้มอบหมายให้มีการซักซ้อมไว้ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจษฎ์ ไทยเศรษฐ์ ลงพื้นที่ติดตามการซ้อมแผนทั้งในรูปแบบวอร์รูมและการปฏิบัติจริง ครอบคลุมระบบแจ้งเตือน การอพยพประชาชน การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการดูแลด้านสาธารณสุข เพื่อให้สามารถรับมือ

ได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากเกินขีดความสามารถของพนังกั้นน้ำ เช่น ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงราย บูรณาการร่วม ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุ โดยสมมุติเหตุการณ์เกิดภัยพิบัติ มีการซ้อมแผนประชุมติดตามสถานการณ์เป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมจัดตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับโครงการระยะยาว วงเงินประมาณ 39 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขณะที่โครงการระยะกลาง วงเงิน 39 ล้านบาท อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของกรมธนารักษ์ เพื่อดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางและก่อสร้างพนังกั้นน้ำในพื้นที่ต่อไป

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายจัดงานเลี้ยงขอบคุณกำลังพลทหาร เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติภารกิจจนแล้วเสร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

default

และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของอำเภอแม่สายก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปีนี้ ณ หอประชุมมูลนิธิกวงเม้งแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเป็นไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และให้การขอบคุณจากใจจริงของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และทุกภาคส่วนในครั้งนี้อีกด้วย

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ข่าวบูรพา” ฉลองใหญ่ก้าวสู่ปีที่ 40 คนดัง-บิ๊กตำรวจร่วมยินดีคับคั่ง

“ข่าวบูรพา” เดินหน้าหยัดยืนเคียงข้างสังคมมาอย่างยาวนาน ล่าสุดได้จัดงานฉลองครบรอบ 39 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 40 อย่างยิ่งใหญ่ ในชื่อ “39 ปี หนังสือพิมพ์ข่าวบูรพา สู่ยุคดิจิทัล ข่าวบูรพา ออนไลน์ ข่าวทั่วไทย” ที่เซเว่นโฮล์ พัทยา โดยมี นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีพร้อมกล่าวเปิดงาน

ภายในงานมีข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ และคนดังในวงการสื่อมวลชนตบเท้าเข้าร่วมแสดงความยินดีกับ คุณสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ นักข่าวใหญ่เมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษากลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐกรุ๊ป กันอย่างคับคั่ง นำโดยคุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล

บรรณาธิการข่าวภูมิภาค ไทยรัฐกรุ๊ป คุณขิง นักข่าวไทยรัฐอาวุโส พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.อ.วรายุทธ นิตยวัน ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ 

พร้อมคหบดี ที่สังคนพัทยา และทั่วไปให้ความเคารพ คือเสี่ยสม-ศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ นักธุรกิจชื่อดังเมืองพัทยา พร้อมด้วยพี่น้องเพื่อนพ้องสื่อมวลชนจำนวนมากที่มาร่วมในบรรยากาศอันอบอุ่น สะท้อนถึงความสำเร็จและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสื่อจากหน้าหนังสือพิมพ์ดั้งเดิม สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยบรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล 50 วัน “หลวงปู่บัวเกตุ” พระเกจิผู้เปี่ยมเมตตาแห่งวัดช่องลมนาเกลือ

วันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ศาลาพิพิธภัณฑ์พระมหาบุรพาจารย์ (ศาลาเรือนไทย) วัดช่องลมนาเกลือ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ถวายแด่ พระราชวัชรปัทมคุณ หรือ “หลวงปู่บัวเกตุ” อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 13 และอดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ พระเกจิผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งในจังหวัดชลบุรีและทั่วประเทศ

โดยมีพระครูวิมลธรรมสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมอุทิศถวายเป็นกุศลและแสดงความอาลัยต่อการละสังขารของหลวงปู่บัวเกตุ ซึ่งมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา

สำหรับ พระราชวัชรปัทมคุณ หรือ “หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร” เป็นพระเถระผู้มีบทบาทสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและพัฒนาวัดช่องลมนาเกลือให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในพื้นที่ ท่านเป็นพระนักพัฒนาและพระนักปฏิบัติที่ยึดมั่นในหลักธรรม มีเมตตาธรรมสูง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง โดยตลอดระยะเวลาที่ดำรงสมณเพศได้อุทิศตนเผยแผ่พระพุทธศาสนา สร้างคุณูปการแก่สังคมและชุมชนเป็นอเนกประการ จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระราชวัชรปัทมคุณ”

แม้หลวงปู่บัวเกตุจะละสังขารไปแล้ว แต่คุณูปการและคำสั่งสอนอันทรงคุณค่าของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำและเป็นแบบอย่างแห่งการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมแก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

ไดอาน่ากรุ๊ป จัดทริปผู้บริหารเอ็กซ์คลูซีฟ “ไดอาน่า เอ้าท์ติ้ง แชร์ริ่ง โปรฟิต 67-68” เติมพลังหาไอเดียใหม่เพื่อยกระดับการให้บริการ

มีรายงานว่า ไดอาน่ากรุ๊ปได้จัดกิจกรรมการเดินทางไปศึกษาดูงานภายใต้โครงการ “ไดอาน่า เอ้าท์ติ้ง แชร์ริ่ง โปรฟิต 67-68” เส้นทาง พัทยา-ระยอง-จันทบุรี โดยมี นางโสภิญ เทพจักร์ กรรมการผู้จัดการพร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเดินทางในทริปดังกล่าว

กิจกรรมจะเป็นทริปการเดินทาง 2 วัน 1 คืน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ด้วยการท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม เป็นการพักผ่อนเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ด้านการบริหารงานโรงแรม

โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ สัมผัสธรรมชาติ ด้วยการเดินชมวิวป่าชายเลนสุดร่มรื่นที่ทุ่งโปรงทอง จ.ระยอง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ พร้อมแวะรับลมทะเลที่จุดชมวิวเนินนางพญา, ศึกษาดูงานโรงแรมด้านงานบริการระดับ 4 ดาวที่ Peggy’s Cove Resort จันทบุรี เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ นำไอเดียใหม่ๆ นำเอามาตรฐานการบริการมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงแรมในเครือไดอาน่ากรุ๊ปต่อไปด้วย

นอกจากนี้ทางคณะผู้บริหารไดอาน่ากรุ๊ป ยังได้ซึมซับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในท้องถิ่น แวะถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่สวยงามของอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล และอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นที่ชุมชนริมน้ำจันทบูร ซึ่งคณะผู้บริหารได้ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดการเดินทาง

โรงเรียนมารีวิทย์สืบสานวัฒนธรรมไทย ชวนคุณครู-นร.แต่งชุดไทยรำลึกวันสุนทรภู่ ปี 2569

ด้วยวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ตรงกับวันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญทางวรรณกรรมเพื่อรำลึกถึงพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) กวีเอก 4 แผ่นดิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่า เช่น พระอภัยมณี และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม

มีรายงานว่า โรงเรียนมารีวิทย์ จ.ชลบุรี โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ ได้จัดกิจกรรมรำลึกวันสุนทรภู่ ประจำปี 2569 เชิดชูครูกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมรำลึก ร่วมสืบสาน ร่วมเชิดชูคุณค่าภาษาไทยและวรรณคดีสู่เยาวชน

ในงานทางโรงเรียนมารีวิทย์ได้ขอความร่วมมือคุณครูและนักเรียนทุกระดับชั้นแต่งกายในชุดไทยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก และสนุกสนาน

ในกิจกรรมได้จัดสร้างสีสันด้วยการแสดงวัฒนธรรมไทยบนเวที การประกวดการแต่งชุดตามวรรณคดีจองสุนทรภู่ การทายและตอบคำถามด้วยภาษาไทย ก่อนมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก สร้างรอยยิ้มของผู้ปกครองที่เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ป.ป.ส.ภ.7 ร่วมกับ กองทุนแม่ของแผ่นดินจ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569

วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569

โดยมี นางมนัญญา ไวอัมภา ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 7 (ปปส.ภ.7) นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายยูซบ โต๊ะวัง. ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายสมปอง นุชนงค์ นายกอบต.ทองมงคล นายอังกินันท์ แก้วไทรนันท์ สจ.เขต 4 อำเภอบางสะพาน ตัวแทนจากพัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน และแขกผู้มีเกียรติร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับ

นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้การถึงกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569 ว่า เนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบ

ต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นวัยเสี่ยงต่อการหลงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และอนาคตของเยาวชนเหล่านั้น ด้วยความสำคัญ

เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีของสังคม จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการป้องกัน และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่นักเรียน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติดให้แก่นักเรียน ส่งเสริมทักษะการป้องกันตนเองจากยาเสพติดและสิ่งเสพติดให้โทษ ปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ตลอดจนส่งสริมกิจกรรมที่เป็น

ประโยชน์และสร้างสรรค์ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเป็นแกนนำในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในตลอดจนมุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด รู้จักวิธีการป้องกันตนเองจากยาเสพติด เห็นคุณค่าของชีวิต และสามารถเป็นแกนนำในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนได้ ซึ่งในวันต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2569 ได้มีคำขวัญว่า “รวมพลังไทย ต้านภัยยาเสพติด”

/////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พระธรรมวชิรกวี ขับเคลื่อนโครงการปฏิบัติธรรม “นาวา ‘วัง’ สร้างศาสนทายาทสู่แดนพุทธภูมิ ปีที่ 9” ด้านพระพุทธศาสนา

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. #ท่านเจ้าคุณพระ
ธรรมวชิรกวี (ยงยุทธ ยุตฺธมโม ป.ธ.๙) )ที่ปรึกษาเจ้าคณะ
ภาค ๓ เจ้าอาวาสวัดนอนจักรสีห์ วรวิหาร เป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนปฏิบัติธรรมแนวทางปฏิบัติธรรมนาวา “วัง” สร้างศาสนทายาทสู่แดนพุทธภูมิ ปีที่ 9 ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จังหวัดสิงห์บุรี

เพื่อเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ส่งเสริมศีลธรรม คุณธรรม และพัฒนาศาสนทายาทให้เป็นกำลังสำคัญในการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคงโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมุ่งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน

กิจกรรมสำคัญภายในโครงการประกอบด้วยการอบรมปฏิบัติธรรม การเดินธรรมยาตรา และการศึกษาสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศไทยและดินแดนพุทธภูมิในประเทศอินเดียและเนปาล เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในพระธรรมคำสอน และสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม 2569 โดยเริ่มต้นจากวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จังหวัดสิงห์บุรี เดินธรรมยาตราผ่านพื้นที่จังหวัดชัยนาท และสิ้นสุดที่วัดสังกัสรัตนคีรีจังหวัดอุทัยธานี รวมระยะทางที่เชื่อมโยงสถานที่สำคัญแห่งศรัทธากว่า 15 แห่งตลอดเส้นทาง

โครงการ “นาวา ‘วัง’ สร้างศาสนทายาทสู่แดนพุทธภูมิ” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญในการสืบสานพระราชปณิธานด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงหลักธรรม สร้างความสงบสุขภายในจิตใจ และร่วมกันสร้างสังคมแห่งคุณธรรมเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาสืบไป
ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบุญสนับสนุนโครงการได้ตามกำลังศรัทธา ผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี “กองทุนงานเผยแผ่ปฏิบัติธรรมวัดพระนอนจักรสีห์” เลขที่บัญชี 116-0-85185-9

วันที่ ๒๕ มิถุนายน วัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหารวัดโพธิ์ลังกา อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีวันที่ ๒๖ มิถุนายน วัดโพธิ์ลังกาวัดสิงห์ ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีวันที่ ๒๗ มิถุนายน วัดสิงห์วัดพงษ์สวรรค์วราราม ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรีวันที่ ๒๘ มิถุนายน วัดพงษ์สวรรค์วราราม
วัดเสือข้าม ตำบลประศุก อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

วันที่ ๒๙ มิถุนายน วัดเสือข้าม วัดคงคาราม อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท วันที่ ๓๐ มิถุนายน วัดคงคารามวัดหลวงสิริบูรณาราม อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาทวันที่ ๑ กรกฎาคม วัดหลวงสิริบูรณารามวัดราชบูรณะ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาทวันที่ ๒ กรกฎาคม วัดราชบูรณะวัดโพธิ์งาม อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาทวันที่ ๓ กรกฎาคม วัดโพธิ์งามวัดพระบรมธาตุ วรวิหาร จังหวัดชัยนาท

วันที่ ๔ กรกฎาคม วัดพระบรมธาตุ วรวิหารวัดป่าเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทวันที่ ๕ กรกฎาคม วัดป่าเจ้าพระยา วัดลัดเสนาบดี (วัดเกาะ) จังหวัดอุทัยธานีวันที่ ๖ กรกฎาคม วัดลัดเสนาบดี(วัดเกาะ)วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดอุทัยธานีวันที่ ๗ กรกฎาคม วัดปากคลองมะขามเฒ่า วัดท่าทอง จังหวัดอุทัยธานีวันที่ ๘ กรกฎาคม วัดท่าทองวัดสังกัสรัตนคีรี จังหวัดอุทัยธานี วันที่ ๙ กรกฎาคม ณ วัดสังกัสรัตนคีรีพิธีปิดและสิ้นสุดโครงการ ✨

ภาพ-ข่าว / บุญเลิศ ผลอุดม /สายข่าวรายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี”

“แม้ลมหายใจจะสิ้นสุด…แต่การกลับบ้านต้องไม่สิ้นหวัง”สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียทั่วประเทศวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีรับมอบรถตู้ รถกระบะ และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี”

เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนา โดยมุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งต่อความช่วยเหลือในวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีภายในงานได้รับการสนับสนุนยานพาหนะสำหรับใช้ในภารกิจของโครงการ ประกอบด้วย รถตู้จำนวน 2 คัน และรถกระบะจำนวน 1 คัน จาก นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ) นายสัณณ์ชัย เองตระกูล และ นายวัน อยู่บำรุง พร้อมกลุ่ม “เพื่อนเสก” เพื่อใช้เป็นยานพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยและเหมาะสม

นอกจากนี้ คุณธนัญญา พันธุ์การรุ่ง และคุณวรัทยา ฐานะเตชาภัค ยังได้ร่วมส่งมอบหีบบรรจุศพจำนวน 50 หีบ และผ้าขาวห่อศพจำนวน 50 ชุด เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่เข้ารับบริการภายใต้โครงการ ROAD HOMEร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า

“โครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนาได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญความสูญเสียในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันและการเกื้อกูลกันของสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี และเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัวในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจมากที่สุด”

โครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนทั่วประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้ล่วงลับกลับสู่บ้านได้อย่างเหมาะสม ได้รับการดูแลด้วยความเคารพและเกียรติยศแห่งความเป็นมนุษย์

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการและร่วมส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้ เพราะทุกน้ำใจที่มอบให้ ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเติมกำลังใจให้ผู้คนก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า และสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงอบอุ่นและไม่ทอดทิ้งกัน“เพราะแม้การจากลาจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การได้กลับบ้าน คือความปรารถนาครั้งสุดท้ายที่ทุกคนควรได้รับ”

เบื้องหลังความสำเร็จของ “เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 2569” กว่าจะผ่านด่านหินคัดเลือกประวัติและผลงานระดับประเทศ!

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ นำโดย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้จัดประชุมนัดสำคัญ ณ ห้องประชุม 207 ตึกมหิดล เพื่อพิจารณาและรับรองผลการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ งานนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารและที่ปรึกษาระดับประเทศร่วมขับเคลื่อน:

พลตำรวจโท ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ (ที่ปรึกษา)คุณกษมน กิตติอำพน (ที่ปรึกษา)รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ (รองเลขาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมการฯ)พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมทุกรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือก สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างแท้จริง!มาร่วมส่งกำลังใจและรอติดตามประกาศรายชื่อเยาวชนต้นแบบประจำปีนี้ไปพร้อมกัน! กดไลก์ กดแชร์ เพื่อสนับสนุนพลังของเยาวชนไทยใต้คอมเมนต์นี้เลยครับ

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / THE TITANS CONCERT สร้างตำนานคอนเสิร์ตแห่ง ปี4 มหาเทพ “BAMBAM – JEFF SATUR – PP KRIT – TIMETHAI” ติดเทรนด์โลก

ตำนานบทใหม่แห่งปรากฏการณ์คอนเสิร์ตสุดพิเศษแห่งปีถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว กับ THE TITANS CONCERT ที่รวมเอา 4 ศิลปินแถวหน้าของวงการอย่าง BAMBAM, JEFF SATUR, PP KRIT และ TIMETHAI

ไว้บนเวทีเดียวกันเป็นครั้งแรก ภายใต้คอนเซปต์ FUTURE OLYMPUS ที่เปรียบทั้ง 4 ศิลปินเสมือนเหล่า TITANS ผู้ทรงพลังที่มาร่วมกันสร้าง “สงครามแห่งความสุข” ผ่านเสียงดนตรี มิตรภาพ และความทรงจำอันงดงามให้กับแฟนเพลงตลอด 2 รอบการแสดง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เบื้องหลังความสำเร็จของ THE TITANS CONCERT ในครั้งนี้ คือการผนึกกำลังครั้งสำคัญของเหล่าผู้จัดไฟแรง อย่าง ENCHANTED VIP , OnCloud9 ENTERTAINMENT, WISEJAI ENTERTAINMENTและ ZAAP WOLRD อีกทั้งยังได้ MONDAY ON DECEMBER (MOD) มารับหน้าที่เป็น CREATIVE DIRECTOR และ PRODUCTION DESIGNER เสริมทัพความแข็งแกร่งด้วย แบงค์ ชินดนัย ภูวกุล และ ทีม B-HOUSE ที่งานนี้ขอนั่งแท่นเป็น SHOW DIRECTOR

มาร่วมกันสร้างสรรค์คอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริง พร้อมเนรมิตโลกของเหล่า TITANS ภายใต้แนวคิด FUTURE OLYMPUS ผ่านการผสาน Storytelling, Visual Content, ระบบแสง สี เสียง, จอ LED ขนาดยักษ์, ระบบสลิง และ Costume

Design ที่สะท้อนตัวตนของทั้ง 4 TITANS ได้อย่างชัดเจน โดยยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคนไว้อย่างครบถ้วน จนทำให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์การแสดงที่ผสมผสานคอนเสิร์ต มิวสิคัล และมหากาพย์แฟนตาซีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ที่ทำทุกคนในฮอลล์อึ้ง ทึ่ง ตั้งแต่เริ่มจนจบเลยทีเดียว

สิ่งที่สร้างเสียงฮือฮาได้มากที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ THE TITANS CONCERT กลายเป็นปรากฏการณ์ในชั่วข้ามคืน คือเมื่อทั้งศิลปินและผู้จัดทำได้ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ ว่าทุกคนจะได้เห็นโชว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และอาจเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้เห็น บนเวทีนี้ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว

เพราะการ Collaboration Stage สุดพิเศษและ Cross Song Performance ทุกช็อตทุกซีนบนเวทีเเห่งนี้ ที่ทั้ง 4 ศิลปินได้ร่วมออกแบบมาเสิร์ฟให้กับทุกคนคือครั้งแรกของทุกๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เพลง FIRE BOY ที่ PP KRIT และ BAMBAM ร่วมกันสร้างโมเมนต์สุดพิเศษที่แฟนๆอยากเห็นมากที่สุด ,เพลง LAST PARADE ของ BAMBAM ที่ JEFF

หยิบมาถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์แบบพร้อมเซอร์ไพรส์ผู้ชมด้วยโมเมนต์หายาก เมื่อ JEFF ออกสเต็ปเต้นแบบจัดเต็ม ปิดท้ายเพลงนี้ด้วยการปรากฏตัวของ BAMBAM เจ้าของเพลง ขึ้นมา Join Stage ส่งพลังด้วยกันได้อย่างลงตัว, เพลง DUM DUM ที่

BAMBAM หยิบเพลงนี้ของ JEFF มาโชว์ performance ทั้งที่เรียกได้ว่าดุดัน ดุเดือด ทรงพลัง ทำเอาแฟนๆแทบหยุดหายใจ, เพลง MONSTER ที่ JEFF และ TIMETHAI ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว , เพลง EARNED IT ที่ PP KRIT และ TIMETHAI

ถ่ายทอดอารมณ์และพลังได้แบบสะกดทุกสายตา, เพลง เส้นเรื่องเดิม ของ PP ที่ ได้ JEFF มาร่วม collab stage ด้วย เป็นต้น ซึ่งทุกโชว์ล้วนเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทุกคนใน THE TITANS CONCERT โดยเฉพาะ และกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่าง

ล้นหลามจากผู้ชมทั้งในฮอลล์และบนโลกออนไลน์ จนทำให้ #THETITANSCONCERT_D1 และ #THETITANSCONCERT_D2 สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 บนแพลตฟอร์ม X ประเทศไทยได้ทั้ง 2 วันติดต่อกัน พร้อมทะยานสู่ Trend Worldwide อันดับ 4 และอันดับ 6 ตามลำดับ สะท้อนถึงความสำเร็จของ THE TITANS CONCERT ได้อย่างน่าประทับใจ

ตลอดการแสดงเกือบ 4 ชั่วโมง นอกจากการ Collab Stage และ Cross Song Performance แล้ว ทั้ง 4 ศิลปินยังมอบโชว์เดี่ยวอันทรงพลัง พร้อมสร้างโมเมนต์เซอร์ไพรส์และความประทับใจอย่างต่อเนื่อง จนเสียงกรี๊ดดังสนั่นทั่วทั้งฮอลล์ตั้งแต่ต้นจนจบ

ขณะที่บรรยากาศบนเวทีในช่วง Talk ก็เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง มิตรภาพ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเคมีที่ลงตัวของศิลปินทั้ง 4 คน จนทำให้บางช่วง สนามรบแห่งความสุขนี้กลายเป็นสนามเด็กเล่นของทั้ง 4 คนไปเลยทีเดียว ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดประทับใจอีกอย่างที่ทำให้แฟนๆยิ้มได้แบบไม่พัก

เหนือกว่าความสำเร็จบนเวทีและโลกออนไลน์ คือภาพของแฟนคลับของทั้ง 4 TITANS ที่ร่วมกันส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินทุกคนโดยไม่มีเส้นแบ่ง กลายเป็นบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความรัก และความสุขที่เกิดขึ้นร่วมกันตลอดทั้งสองวัน จนทำให้ THE TITANS CONCERT ไม่ได้เป็นเพียงคอนเสิร์ต

แต่เป็นอีกหนึ่งความทรงจำสำคัญที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านพลังของเสียงดนตรีได้อย่างงดงาม และแม้สงครามแห่งความสุขของทั้ง 4 TITANS จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่เราเชื่อว่าทุกเสียงเพลง ทุกเสียงเชียร์ และทุกความทรงจำที่เกิดขึ้นบนเวที THE TITANS CONCERT จะยังคงถูกกล่าวถึง และจะยังคงอยู่ในหัวใจของทุกคนไปอีกนานแสนนาน

​ปรากฏการณ์สุดประทับใจแบบนี้จะวนกลับมาให้ทุกๆคนได้สัมผัสอีกหรือไม่ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง FACEBOOK FANPAGE : The Titans Concert /INSTAGRAM : thetitansconcert /X : @titansconcert /TIKTOK : @titansconcertTHETITANSCONCERT #THETITANSCONCERT2026

BamBam #JeffSatur #PPKritt #TIMETHAI

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อ.แม่แตงตรวจยึดยาเสพติด จากการลักลอบลำเลียงยาเสพติด 896,000 เม็ด

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. #นายจักรพันธุ์ #ทองอ่ำ #นายอำเภอแม่แตง/ผอ.ศป.ปส.อ.แม่แตง ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตชด.335 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานการตรวจยึดยาเสพติด จากการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 896,000 เม็ด โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 03.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีกลุ่มขบวนการเครือข่ายยาเสพติด อาศัยห้วงวันที่ 23-25 มิ.ย. 2569 จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาส่งกับกลุ่มเครือข่ายพื้นที่บ้านปางกื้ด ม.16 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ทางชุดปฏิบัติการ

จึงจัดกำลังพลและวางแผนเข้าสกัดกั้นกลุ่มขบวนการดังกล่าว โดยได้จัดชุดลาดตระเวนเฝ้าตรวจสังเกตุการณ์ตามที่แหล่งข่าวแจ้งมา โดยเข้าปฏิบัติการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. ของเช้าวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ชุดปฏิบัติการได้ลาดตระเวนตามถนนเส้นทางสาธารณะก่อนถึงหมู่บ้านปางกื้ด ต.อินทขิล อ.แม่แตง

จนท.ได้เห็นแสงไฟ ประมาณ 2 ดวง อยู่บริเวณป่าข้างทางถนนสาธารณะ จนท.จึงส่องแสงไฟส่องสว่างและทัศนะสัญญาณไฟกระพริบแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 2 คน เมื่อเห็นเป็นเจ้าหน้าที่ได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า จากนั้น จนท.จึงได้ตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ พบกระสอบต้องสงสัยสีฟ้า จำนวน 3 กระสอบ และถุงพลาสติกใสใบใหญ่ จำนวน 1 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในพงหญ้ามีใบกล้วยแห้งคุมวางอำพราง

จากนั้น ชุดปฏิบัติ ฯ จึงได้จัดกำลังพล เพื่อควบคุมสถานการณ์บริเวณโดยรอบพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวทัศนวิสัยมืดไม่เอื้ออำนวยต่อการตรวจสอบ จนท.จึงรอเวลาจนกระทั่งฟ้าสาง เวลา 06.00 น. เพื่อมองเห็นพื้นที่ได้ชัดเจน จนท.จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่อีกครั้ง จากการตรวจสอบ พบกระสอบต้องสงสัยถูกซุกซ่อนอยู่บริเวณพงหญ้าข้างต้นกล้วย

จำนวนทั้งสิ้น 4 กระสอบ ตรวจสอบภายในกระสอบและถุง พลาสติกใสพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) เป็นยาเสพติดทั้งสิ้นประมาณ 896,000 เม็ด ของกลางที่ตรวจพบ.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ชนิดเม็ดกลมแบนสีส้มและสีเขียวปะปนกัน จำนวน 4 กระสอบรวมของกลางเป็นยาบ้า ทั้งสิ้นจำนวนประมาณ 896,000 เม็ด จึงได้นำส่ง สภ.แม่แตง เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดดำเนินการตามกฎหมายต่อไป///

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /แก๊งยานรกชาวลาวสิ้นลาย! ทหารพรานซุ่มรวบคาริมโขงได้ 1 คน ยึดยาบ้า 5.68 แสนเม็ด ขณะที่ผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน หลบหนีไปได้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) อำนวยการให้กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยส่วนสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตอนบน กองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) เปิดปฏิบัติการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดนจังหวัดนครพนม

ภายหลัง พ.อ.ศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 21 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวภาคประชาชนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาส่งให้เครือข่ายในประเทศไทย

ผ่านพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม จึงสั่งการให้ ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 นำกำลังชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วออกลาดตระเวนและซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณบ้านนาเขท่า หมู่ 3 ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง

กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เมื่อถึงกลางแม่น้ำโขงได้ดับเครื่องยนต์ ก่อนใช้ไม้พายพายเรือเข้าหาฝั่งไทย โดยเจ้าหน้าที่ใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืน (Night Vision) เฝ้าสังเกตการณ์ พบชายต้องสงสัย 3 คนอยู่ภายในเรือ

เมื่อเรือเทียบท่าบันไดริมฝั่งไทย ชายทั้งสามได้ช่วยกันลำเลียงกระสอบขึ้นจากเรือ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น แต่ทั้งหมดได้ทิ้งของกลางแล้ววิ่งหลบหนีอาศัยความมืด เจ้าหน้าที่ไล่ติดตามและสามารถจับกุมได้ 1 ราย คือ ท้าวไพวัน อายุ 23 ปี ชาวบ้านแมง เมืองหินบูน แขวงคำม่วน สปป.ลาว ส่วนผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คนหลบหนีไปได้

จากการสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้ลำเลียงยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว มาส่งให้เครือข่ายในประเทศไทย โดยได้รับค่าจ้างคนละ 10,000 บาท และมีผู้ร่วมขนทั้งหมด 3 คน

จากการตรวจสอบของกลาง เจ้าหน้าที่พบ ยาบ้า 2 กระสอบ รวม 284 มัด คิดเป็นประมาณ 568,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดเรือกีบติดเครื่องยนต์จำนวน 1 ลำ ซึ่งใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปยังฐานปฏิบัติการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 เพื่อทำการตรวจนับและตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง

จังหวัดนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการที่หลบหนี และเครือข่ายผู้สั่งการทั้งในและนอกประเทศมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ทหารพราน2101 #กกลสุรศักดิ์มนตรี #นครพนม #บ้านแพง #ชายแดนโขง #ยาบ้า #ยาเสพติด #นบยส24 #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพ รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อม น่าน–อุตรดิตถ์

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องคอนแวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 โรงแรมดิ อิมเพลส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน กรมทางหลวงจัดการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนาครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 (อ.นาน้อย) เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 1339 (อ.น้ำปาด)

เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ก่อนดำเนินการศึกษาและออกแบบเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่เชื่อมโยงจังหวัดน่านกับจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนายพิทยา แก้วโพนยอ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงน่านที่ 1 เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม

สำหรับโครงการดังกล่าว กรมทางหลวงมีแนวทางศึกษาพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณทางหลวงหมายเลข 1026 และทางหลวงหมายเลข 1339 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ โดยมุ่งยกระดับโครงข่ายทางหลวงด้านทิศใต้ของจังหวัดน่านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อสู่พื้นที่เขื่อนสิริกิติ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค อันจะเป็นการสนับสนุนการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในอนาคต

พื้นที่ศึกษาครอบคลุมทางหลวงหมายเลข 1026 ช่วงกิโลเมตรที่ 34+942 ถึงกิโลเมตรที่ 75+957 และทางหลวงหมายเลข 1339 ช่วงกิโลเมตรที่ 46+500 ถึงกิโลเมตรที่ 101+218 รวมระยะทางประมาณ 95.733 กิโลเมตร โดยจะดำเนินการสำรวจ ศึกษา และออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ปริมาณการจราจรในอนาคต ระบบระบายน้ำ สาธารณูปโภค และองค์ประกอบด้านความปลอดภัย เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน

ทั้งนี้ เนื่องจากแนวเส้นทางบางช่วงพาดผ่านพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โครงการจึงอยู่ในข่ายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด

นายพิทยา แก้วโพนยอ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงน่านที่ 1 กล่าวว่า การจัดประชุมปฐมนิเทศโครงการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน รวมถึงร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการศึกษาและออกแบบโครงการให้มีความเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

กรมทางหลวงคาดว่า การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 1339 จะเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางและการขนส่ง ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง และสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 เชื่อมทางหลวงหมายเลข 1339 รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมจังหวัดน่าน–อุตรดิตถ์/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ทับสะแก จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่วัดอ่างสุวรรณ ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลในวาระครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

โดยในเวลา 07.39 น. ได้ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และในเวลา 08.19 น. ประกอบพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง

ในการนี้ ได้รับความเมตตาจาก พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนพสกนิกรชาวอำเภอทับสะแก ทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมถวายความอาลัยด้วยความจงรักภักดี พร้อมตั้งจิตอธิษฐานถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านอย่างพร้อมเพรียงกัน

//////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

นครราชสีมา – การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท ทรานส์ เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

(อพ.สธ.คลองไผ่) ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การประชุมครั้งนี้มี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายปกรณ์ ประดิษฐ์ทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ 2 กฟผ. ร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง ผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวบ้านคำนึงถึงคือเรื่องความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตรวมถึงโครงสร้างของเขื่อน แต่โดยภาพรวมแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมและเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีข้อเงื่อนไขว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถตอบคำถามและชี้แจงข้อกังวลในจุดต่างๆ ให้ชัดเจน หากสามารถสร้างความมั่นใจได้ก็พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการต่อ

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันประเทศยังคงพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดจะช่วยลดมลพิษที่เป็นพิษจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมลงได้ ส่วนในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานนั้น หากมองในภาพรวมของทั้งประเทศปัจจุบันถือว่ามีความเสถียรอยู่แล้ว แต่โครงการนี้มีลักษณะเด่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหาก

เป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น พลังงานจากขยะ ก็อาจจะมีประเด็นเรื่องมลพิษที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันออกไป โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.5 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เชิญประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรโดยรอบพื้นที่โครงการมาร่วมพูดคุย ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านแต่ละคนจะมีความกังวลที่แตกต่างกันไป ทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “น่านเปิด ‘ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs’ อย่างเป็นทางการ! ผนึกกำลัง ธปท.-บสย.-หอการค้าจังหวัดน่าน

“น่านเปิด ‘ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs’ อย่างเป็นทางการ! ผนึกกำลัง ธปท.-บสย.-หอการค้าจังหวัดน่าน สร้างศูนย์กลางหนุนผู้ประกอบการ เข้าถึงทุน-องค์ความรู้-พี่เลี้ยงธุรกิจครบวงจร”
จังหวัดน่านเดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น เปิด “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs” อย่างเป็นทางการ ภายใต้ความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย

สำนักงานภาคเหนือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และหอการค้าจังหวัดน่าน หวังเป็นศูนย์กลางให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดน่าน ได้มีพิธีเปิด “ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs จังหวัดน่าน” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในจังหวัดน่านเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในสภาพเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธี โดยกล่าวถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด พร้อมเน้นย้ำถึงการสร้างระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการเงิน การบริหารจัดการธุรกิจ การวางแผนการลงทุน และการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้าน นางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน กล่าวว่า ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs จังหวัดน่าน เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานหลัก เพื่อเป็น “ศูนย์กลางการให้ความรู้และคำปรึกษาแบบครบวงจร” สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำด้านการเงิน การบริหารจัดการธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่ การเข้าถึงแหล่งทุนอย่างถูกต้อง รวมถึงการสร้างเครือข่ายพี่เลี้ยงทางธุรกิจ เพื่อช่วยคัดกรอง วิเคราะห์ปัญหา และประสานการสนับสนุนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน คุณณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ และ คุณดุสิดา ทัพวงษ์ รองผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ บสย. ได้ร่วมแสดงความยินดีและประกาศเจตนารมณ์ในการผลักดันความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ โดยเห็นพ้องว่าศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับโอกาสทางการเงิน ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ และสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

การจัดตั้งศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs จังหวัดน่านในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการที่ครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพัฒนาศักยภาพ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท้องถิ่น และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดน่านและภาคเหนือให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

น่านเปิด ‘ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs’ อย่างเป็นทางการ! ผนึกกำลัง ธปท.-บสย.-หอการค้าจังหวัดน่าน สร้างศูนย์กลางหนุนผู้ประกอบการ เข้าถึงทุน-องค์ความรู้-พี่เลี้ยงธุรกิจครบวงจร/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” จับกุมนักบินมุกดาหาร 2 ราย พร้อมตรวจยึด (ไอซ์) บิ๊กล็อต! จำนวน 4 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กก.

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2102 (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ต.หนองเทา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงจัดกำลังบูรณาการ จัดชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน”

ร่วมกับร้อย.ฉก.ทพ.2101,ร้อย.ฉก.ตชด.237, ชปข.ที่ 5 กกล.สุรศักดิ์มนตรี และ นฝด.21 ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ/ซุ่มเฝ้าตรวจตามพื้นที่เพ่งเล็ง ต่อมาตรวจพบรถยนต์ ต้องสงสัย รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น ซิตี้ สีดำ

หมายเลขทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี ตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงทำการไล่ติดตามจนสามารถสกัดจับไว้ได้ บริเวณถนนหมายเลข 212 พื้นที บ.บ้านแพง ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม

จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ทราบชื่อ นายพีระกานท์ สมุหบาล ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร และนายวิศรุต ศรีประดู่ ภูมิลำเนา อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กก.

จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้รับการประสานจากนายทุนใหญ่ให้มารับของกลางเพื่อไปส่งปลายทางในพื้นที่ จ.ขอนแก่น แต่ไม่รอดสายตาของชุดปฏิบัติการ “ซีลเข้มชายแดน” นบ.ยส.24 ไปได้

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ร้อย.ฉก.ทพ.2102 อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อสืบสวนขยายผล และจะนำส่ง สลภ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 : ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง