สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทะเบียนอ.นครชัยศรี ภาค 7บริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง

สำนักทะเบียนอำเภอนครชัยศรีร่วมกับ ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 7 ออกหน่วยบริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง

ภายใต้การอำนวยการของนางสาวอโรชา นันทมนตรีผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมโดยนายนรวีร์ ขันธหิรัญนายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วยนายปราโมทย์ มลคล้ำ สาธารณสุขอำเภอนครชัยศร

นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี ,นายเกรียงศักดิ์ รื่นนุสาร ปลัดอำเภอนครชัยศรีนายสุทธินัย จังหวัดสุข นายกอบต.ไทยาวาส ,กำนันตำบลไทยาวาส , ผู้ใหญ่บ้าน , เจ้าหน้าที่บริหารการทะเบียนภาค 7 และเจ้าหน้าที่ปกครอง อส.

สำนักทะเบียนอำเภอนครชัยศรีร่วมกับ ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 7 ออกหน่วยบริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ให้กับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง จำนวน 9 ราย ได้แก่ ตำบลไทยาวาส ตำบลวัดละมุด ตำบลบางพระ ตำบลแหลมบัว ตำบลพะเนียด ตำบลบางระกำ ตำบลท่าตำหนัก

เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด จากการให้บริการที่มีมาตรฐาน สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงทุกพื้นที่ ทุกหลังคาเรือน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมต.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เปิดอ.ศูนย์การแพทย์แผนไทยทางเลือก เขต 6 ที่วัดสมาน จ.ฉะเชิงเทรา

นายมติชน ชูทับทิมรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัฉะเชิงเทราได้รับมอบหมายจากนายกลยุทธ ฉายแสงนายกองค์กาบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา

ให้การต้อนรับนายพัฒนา พร้อมพัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา

พร้อมกันนี้นายมติชน ชูทับทิมได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทราสู่การเป็นเมืองสมุนไพร 🌿(Herbal City)และเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness City)

ภายใต้ยุทธศาสตร์“Chachoengsao Aroma City” ✨ณ อาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเขตสุขภาพที่ 6 ตำบลบางแก้วอำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา

ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคศาสนาโดยได้รับความเมตตาจากพระราชวชิรประชานาถเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ธรรมยุต)เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนารามในการสนับสนุนพื้นที่กว่า 5 ไร่

อาคารก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2568เป็นอาคาร 4 ชั้น รองรับบริการด้านการแพทย์แผนไทยครบวงจรทั้งตรวจรักษา จ่ายยาสมุนไพรและคลินิกเฉพาะทาง 🌿เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน
ในจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่ใกล้เคียง
เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้สะดวกยิ่งขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บึงกาฬเดือด! ยึดยาไอซ์ล็อตใหญ่ 170 กิโล ริมโขง มูลค่ากว่า 5.1 ล้าน ซุก 7 กระสอบรอขนเข้าประเทศ

วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่หน้าอาคารกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 จังหวัดบึงกาฬ นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พ.อ.ศิวดล ยาคล้าย รองผอ.รมน.บึงกาฬ พ.ต.อ.ดำรงค์ศักด์ แก้วสมนึก รองผบก.บึงกาฬ พ.ต.อ.พิชิต คงพิทักษ์ ผกก.สภ.เมืองบึฃกาฬ

พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ โคตรศรีวงษ์ ผบ.ร้อยตชด.244 พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ ร่วมแถลงผลการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 170 กิโลกรัม บรรจุใน กระสอบสีเหลืองจำนวน 7 กระสอบ หลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนตรวจพบวางทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่ บ้านห้วยดอกไม้ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ชุดปฏิบัติการข่าว ร้อย ตชด.244 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้จัดกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามจุดเพ่งเล็งตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง ในพื้นที่ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัด บึงกาฬ

กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบ กระสอบต้องสงสัยสีเหลืองจำนวน 7 กระสอบ วางอยู่บริเวณริมฝั่ง แม่น้ำโขง จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณโดยรอบ เพื่อรอดูผู้มาแสดงตัวรับของกลาง

ต่อมาเวลาประมาณ 02.30 น. ไม่ปรากฏผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมบันทึกภาพในที่เกิดเหตุ ก่อนนำของกลางไปตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดที่ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244

ผลการตรวจสอบพบว่า เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 170 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,100,000 บาท ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายาเสพติดดังกล่าวถูกลักลอบลำเลียงมาพักไว้บริเวณชายแดนริมแม่น้ำโขง เพื่อรอการขนย้ายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและตรวจยึดได้ก่อน
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองผู้ว่าฯ จ.นครปฐม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด

การประชุม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก เพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด จังหวัดนครปฐม
นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานการประชุมลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุกเพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนด จังหวัดนครปฐม

โดย นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมให้การต้อนรับ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ธราธิป โคละทัต ผู้จัดการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทยฯ

พร้อมด้วยศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ แพทย์หญิงวิบูลพรรณ ฐิตะดิลก และคณะ ในการให้ข้อเสนอแนะแนวทางขับเคลื่อนระบบคัดกรอง ดูแล รักษาหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดภาวะคลอดก่อนกำหนดในจังหวัดนครปฐม ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จึ้งนะออเจ้า! ศาลากลางบึงกาฬคึกคัก ผู้ว่าฯ นำข้าราชการแต่งชุดไทย ถวายบังคมก่อนประชุมกรมการจังหวัด

27 เม.ย. 2569 บรรยากาศที่ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬเต็มไปด้วยสีสัน เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นำคณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยชุดไทยสไตล์ “ออเจ้า” เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ศาลากลางจังหวัด

ก่อนเริ่มการประชุม คณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการได้ร่วมกันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬได้มอบรางวัลให้แก่ผู้โชคดีจากการจับสลากกาชาดจังหวัดบึงกาฬ โดย รางวัลที่ 2 เป็น

ทองคำมูลค่า 10 บาท พร้อมทั้งมอบรางวัลอื่น ๆ ให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีของผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ภายหลังจึงเข้าสู่การประชุมกรมการจังหวัดบึงกาฬตามระเบียบวาระ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของส่วนราชการ การขับเคลื่อนน

โยบายสำคัญของรัฐบาล และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารราชการในพื้นที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน

ทั้งนี้ การแต่งกายชุดไทยในการประชุมครั้งดังกล่าว ยังเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย

และสร้างสีสันให้กับบรรยากาศการปฏิบัติราชการของจังหวัดบึงกาฬอีกด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านแห่!! ร่วมพิธีเททองหล่อหัวใจ “สมเด็จทวดโต พรหมรังสี” องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

วันนี้ (26 เม.ย.69) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ประธานในพิธี และภรรยา ร่วมพิธีเททองหล่อหัวใจสมเด็จทวดโต พรหมรังสีเนื้อโลหะ

องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตัก 12 เมตร สูง 18 เมตร ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนและสายบุญที่เดินทางมาร่วมพิธีอย่างเนืองแน่น ได้แก่ “ปู่หนู เดือนชัย” และ น.ส.ชณาญ์กานญ์ อรจุล ผู้อำนวยการข่าว MBB TV NEWS พร้อมทีมงานร่วมกันถ่ายทำเผยแพร่สื่อในงานครั้งนี้

สถานที่จัดงาน ณ สวนน้ำโดโนเสาร์ หมู่ที่ 2 ติดวัดไพรสะดา ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งตลอดทั้งวันมีประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมพิธีอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างบุญใหญ่และความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของ “อาจารย์ใหญ่ ชินบัญชร” เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา และสร้างวัตถุมงคลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยมีการประกอบพิธีกรรมตามแบบแผนโบราณ ทั้งการบวงสรวงและการเททองหล่อโลหะ ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์

ทั้งนี้ พิธีเททองหล่อ “หัวใจสมเด็จทวดโต พรหมรังสี” ถือเป็นอีกหนึ่งงานบุญสำคัญที่สะท้อนถึงพลังศรัทธาของประชาชน และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในพื้นที่จังหวัดราชบุรีให้คึกคักยิ่งขึ้น.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อลงกรณ์-FKII.ลุยส่งออกโมเดลใหม่ สร้างรายได้ประเทศ ผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ตลาดจีน ส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย 2.5 หมื่นล้าน พร้อมหนุน SME. บุกตลาดโลก

“อดีตรองนายกฯจุรินทร์”มั่นใจอีคอมเมิร์ซข้ามแดน(CBEC)คือทางรอดของประเทศ“ชยดิฐ”ชี้ความร่วมมือ (Collaboration)ในระดับสากลคือ “ความไว้วางใจ” (Trust)ที่ไทยต้องสร้างให้ได้ในงานเอฟเคไอไอ.บิสสิเนสฟอรั่ม “มิติใหม่การส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลกและตลาดจีนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล” ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา(TVA)นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน เอฟเคไอไอ.(FKI Thailand)ชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำที่สุดในอาเซียน และการส่งออกแบบดั้งเดิมที่กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าจะเติบโต0ปีนี้จะเติบโต0-2% ด้วยมูลค่าส่งออกต่ำกว่า12ล้านล้านบาท

เอฟเคไอไอ.และสถาบันทิวาจึงริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซ(FKII-TVA E-Commerce Alliance)ภายใต้
โมเดลใหม่คือการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน(CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 250 ล้านล้านบาทโดยจะเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ เอฟเคไอไอ.ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทหางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี เป็นพันธมิตรรายแรกในวาระปีที่51ของความสัมพันธ์ไทย-จีน (The 1st Thai-China E-commerce Alliance) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI และโมเดลสตรีมมิ่งก์ผ่าน KOLs เจาะตลาดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 1,000 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดสตูดิโอไลฟ์สดที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อผลักดันการส่งออกทุเรียนและสินค้าไทยเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 27 เมษายนนี้

“เป็นก้าวเล็กๆที่จะเปิดตลาดที่กว้างกว่าและใหญ่กว่าด้วยโมเดลการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเช่นทุเรียน ผลไม้ไทย สินค้าเกษตร-อาหาร สินค้าเอสเอ็มอี.สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกแบบB2C”นอกจากนี้เอฟเคไอไอ.ยังมีแผนขยายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มการส่งออกสู่ตลาดโลกโดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Tmall Global, JD Worldwide, Douyin (TikTok China), Amazon (USA), Allegro (Poland/East EU), Zalando (Fashion-EU), Flipkart (India), JioMart (India), Wildberries (Russia), Ozon (Russia&CIS) เป็นต้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กลยุทธ์แพลตฟอร์มดิจิทัลส่งต่อสินค้าไทยสู่ตลาดจีนและตลาดโลก” โดยระบุว่าในปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาท การพึ่งพาการส่งออกแบบดั้งเดิม (Offline Trade) จึงไม่เพียงพออีกต่อไป การทำธุรกิจการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (CBEC) จึงเส้นทางหลักในการขยายตลาด

นายจุรินทร์ ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากการนำร่องไลฟ์สดขายผลไม้ไทยผ่านแพลตฟอร์ม Tmall ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมได้ถึง 16 ล้านคนภายในเวลาเพียง 15 นาที
“สินค้าไทยในยุคดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การสร้างคอนเทนต์และการเล่าเรื่อง (Storytelling) 2) การนำระบบ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด และ 3) ระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)ในช่วงบรรยายพิเศษ “โอกาสในวิกฤตของไทย” นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKI Thailand

ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตโลก (Perfect Storm) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ประเทศไทยไม่ใช่พญามังกร หรือพญาอินทรี แต่คือ”กวางน้อย” ที่ต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่รอดนายชยดิฐ เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) ในระดับสากลคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) เพราะหากปราศจากสิ่งนี้ก็เหมือนรถยนต์ที่ไม่มีน้ำมัน พร้อมกันนี้ได้นำเสนอแนวคิด “สังคมสุขพอดี” ซึ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบพอดี คือมีกำไรหล่อเลี้ยงธุรกิจได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น แทนการแข่งขันขับเคี่ยวเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

ภายใต้การลงนาม MOU ครั้งนี้ บริษัท หางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี ได้นำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบ S2B2C ผ่านแบรนด์ “หลิวหว่านเต้า” (Liuwangdao) โดยมุ่งเน้นการยกระดับซัพพลายเชนทุเรียนไทย ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้ลึกถึงแหล่งเพาะปลูก ผสานกับการจัดส่งระบบ Cold Chain ควบคุมอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SF Express ที่การันตีการจัดส่งถึงหน้าบ้านผู้บริโภคภายใน 72 ชั่วโมง ตลอดจนการสร้างศูนย์ไลฟ์สด 8 แห่ง และใช้ KOLs มืออาชีพกว่า 100 คน ในการผลักดันยอดขายเป้าหมายการเติบโตในปี 2026-2028 พันธมิตรทั้งสองฝ่ายได้วางแผนกลยุทธ์ 3 ปี โดยตั้งเป้ายอดขาย (GMV) ทุเรียนไทยในปี 2026 ที่ 500 ล้านหยวน ก่อนที่จะขยายเครือข่ายช่องทางการขายเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านราย และผลักดันยอดขายรวมให้ถึง 5,000 ล้านหยวน ภายในปี 2028

งานสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรจำนวนมาก ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวชฎาภา ชวนานนท์ เป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายปองพล อดิเรกสาร อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นาย

สรโชติ อำพันธ์วงษ์ รองประธานอาวุโสสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ผู้แทนสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) และผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) นายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ นายพรพล เอกอรรถพร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ นายกฤชฐา โภคาสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และ e-Commerce และผู้ประกอบการไทยหลายรายตอกย้ำให้เห็นถึงก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านวิถีการส่งออกสินค้าไทยสู่การค้ารูปแบบใหม่.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สว.​ลงพื้นที่รับฟังปัญหา ขับเคลื่อนการค้าชายแดนไทย​ – มาเลเซีย ณ ด่านศุลกากรสะเดา จ.สงขลา

​เมื่อวันที่ 25 เม.ย.69ได้รับการเปิดเผยจาก นายชวพล​ วัฒนพรมงคล​ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ สำนักงานด่านศุลกากรสะเดา เพื่อติดตามสถานการณ์การนำเข้า-ส่งออกสินค้า และรับฟังข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในพื้นที่ กับคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา

​จากการร่วมรับฟังบรรยายสรุปและหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดยท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำให้เราได้เห็นภาพชัดเจนว่า ด่านสะเดาซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดหลายมิติ ทั้งความแออัดของพื้นที่ด่าน ปัญหาการจัดการจราจรของรถบรรทุกสินค้า การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนอุปสรรคด้านกฎระเบียบและขั้นตอนปฏิบัติที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานในปัจจุบัน

​ในฐานะกรรมาธิการฯ สมาชิกวุฒิสภาทุกคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับ “การอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation)” เพราะเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค​ ​ผมจะนำข้อมูลและเสียงสะท้อนที่ได้รับจากคนทำงานในพื้นที่จริงครั้งนี้

ไปร่วมศึกษาและผลักดันเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและนิติบัญญัติ นำเสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาลต่อไป เพื่อร่วมกันปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับระบบการค้าชายแดนของเราให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับการค้นพบ “กู่ปราสาทหินทราย” ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าจุดที่มีการค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี นำโดยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

นายสุชาติ ศรีนวลแก้ว อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาเจ้าของที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ดินของตนมีหน้าที่ทั้งหมด 130 ไร่ ภายหลังมีการขุดพบโบราณสถานภายในพื้นที่ ได้กันพื้นที่จำนวน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญไว้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศิลปากร เข้าดำเนินการศึกษาและตรวจสอบ พร้อมแสดงความยินดีที่จะมอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ

นายสุชาติกล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดิน จึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายหินออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนการค้นพบ เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ แต่เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงได้ระงับการดำเนินการทันที และทำหนังสือถึงกรมศิลปากรเพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้หยุดดำเนินการชั่วคราว

นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการขุดพบ ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือความเชื่อผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะปล่อยให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดภายในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต

ด้านนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับหน้าดินและพบชิ้นส่วนหินทราย จึงนำไปสู่การขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้

โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการขุดตรวจ คือการกำหนดขอบเขตโบราณสถานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้การดำเนินงานเข้าสู่วันที่ 6 ซึ่งจากการขุดตรวจพบฐานของปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะด้านทิศใต้ของโบราณสถานมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พบชุดฐานบัวและฐานเขียง ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม นอกจากนี้ ในหลุมขุดตรวจที่ 4 ยังพบฐานรองรับรูปเคารพ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถาน หรือวัดในศาสนาฮินดู

อย่างไรก็ตาม การขุดตรวจจะดำเนินการรวม 8 วัน และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำผังแสดงตำแหน่งโบราณสถานโดยละเอียด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุขนาดพื้นที่โบราณสถานที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการขุดตรวจ และต้องรอผลการหารือร่วมกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน

นายวรรณพงษ์กล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นการขุดตรวจ จะมีการกลบหลุม โดยก่อนดำเนินการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จะจัดทำแผนผังโบราณสถานอย่างละเอียด เพื่อบันทึกตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างไว้เป็นหลักฐาน จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อีกทั้งบริเวณด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ 100 เมตร

ยังพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ หรือบาราย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” ใกล้โรงเรียนอุบลรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากต้องมีแหล่งน้ำรองรับประชากรจำนวนมาก

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช คล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ

วันเสาร์ที่ 25เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ วัดใหม่สุปดิษฐาราม อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมพิธีบวงสรวง วันสวรรคต

พระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ ให้พวกเราได้อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุข

จนถึงทุกวันนี้ จึงได้จัดให้มีการบวงสรวงและวางพวงมาลา เพื่อน้อมรำลึกถึงบุญคุณของพระมหากษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่และ

กล้าหาญที่พระองค์ ได้กอบกู้อิสรภาพของประเทศไทย ให้เป็นปึกแผ่นจนทำให้ประเทศชาติไทยมีความมั่นคงจนถึงทุกวันนี้

“พิธีเปิดงานประจำปี ประเพณีสงกรานต์” พระสีวลีองค์ใหญ่ วัดใหม่สุปดิษฐาราม ประจำปี 2569พระครูปฐมชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลบางกระเบา เจ้าอาวาสวัดใหม่สุปดิษฐาราม

นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ประธานในพิธีเปิดงานประจำปี ประเพณีสงกรานต์” พระสีวลีองค์ใหญ่ วัดใหม่สุปดิษฐาราม ประจำปี 2569

พร้อมด้วย พ.ต.อ.เลอศักดิ์ ตุมรสุนทร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี , นายปราโมทย์ มลคล้ำ สาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี , นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี ,

นายวินัย วงษ์สวรรค์ นายกอบต.นครชัยศรี , นายสมศักดิ์ เอี่ยมพิมพันธุ์ นายกเทศมนตรีตำบลขุนแก้ว และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมพิธี
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.กรุงเทพพัทยา จับมือราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ จัดงาน “สัปดาห์ความรู้สู่ประชาชน” ยกระดับสุขภาพกระดูกและข้อคนไทยตะวันออก

วันที่ 25 เมษายน 2569 โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา ผนึกกำลังจัดโครงการ “สัปดาห์ความรู้สู่ประชาชน” ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี การสถาปนา และครบรอบ 60 ปี ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย มุ่งเน้นสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569 นี้ ที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พัทยา จ.ชลบุรี

โครงการดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และพญ.ชนิศา อินณชิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวต้อนรับ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านออร์โธปิดิกส์ (กระดูกและข้อ) เชิงรุกแก่ประชาชน ส่งเสริมแนวทางการป้องกันโรคก่อนเกิดภาวะทุพพลภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและร่วมขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานพบกับกิจกรรมไฮไลต์เพื่อคนรักสุขภาพมากมาย อาทิ บูธตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น: บริการวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) และทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด, เวทีเสวนาสุขภาพ (Health Talk): เจาะลึกเรื่องกระดูกและข้อ โดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ของศูนย์กระดูกและข้อ และศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ให้ความรู้ที่น่าสนใจในหลายหัวข้อ ได้แก่ “รู้ทัน ดูแลไว ข้อไม่ไปก่อนอายุ” โดย นายแพทย์สุรเดช ลอยเดือนฉาย,

“Back Pain No Gain” เจาะลึกเรื่องอาการปวดหลัง โดย นพ.พัชระ พรโสภนากร, “60 ยังแจ๋ว กระดูกยังเจ๋ง เปลี่ยนวัยทองให้เป็นเก๋า” โดย นายแพทย์บวรคุณ ตันติวุฒิกุล และ “หยุดปวดหลัง คืนพลังให้ชีวิตวัยเกษียณ” โดย นพ.พัชระ พรโสภนากร

การจัดงานในครั้งนี้เป็นรูปแบบ On Site ที่มุ่งเน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้สูงอายุ วัยทำงาน และประชาชนทั่วไปที่สนใจดูแลสุขภาพ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากแพทย์โดยตรง พร้อมสร้างตระหนักในการดูแลระบบโครงสร้างร่างกายให้แข็งแรงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้ ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569 เวลา 11.00 – 19.00 น. ที่บริเวณชั้น 4 หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดใหญ่!! รองผู้ว่าฯสระแก้ว เปิดงาน “น้อมรำลึกวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ประจำปี พ.ศ.2569

วันนี้ (25 เม.ย.69) ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ได้มีการแสดงรำถวายจากคณะนางรำจิตอาสาทั่วทุกอำเภอ ข้าราชการและครูนาฏศิลป์ ในจังหวัดสระแก้ว จำนวน 409 คน เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ต่อมาเวลา 18.30 น. นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวชลชา บุญโต ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระแก้ว หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอารยธรรม กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

“งานน้อมรำลึกวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ

จังหวัดสระแก้ว การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างการรับรู้ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังจังหวัดสระแก้ว อันจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

จังหวัดสระแก้ว ขอเชิญร่วมสัมผัสประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการย้อนรอยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชร่วมชมฉากสำคัญในประวัติศาสตร์ สงครามยุทธหัตถี

พร้อมเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจตลอดการแสดงอลังการด้วยเทคนิคแสง สี เสียง ตระการตาด้วยเอฟเฟกต์สุดพิเศษจำลองบรรยากาศสมัยอยุธยาได้อย่างสมจริงนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ถ่ายทอดอารมณ์อย่างทรงพลัง ฟรีคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดัง 3 คืนติด!

วันที่ 25 เมษายน 2569 : กานต์ ทศน
วันที่ 26 เมษายน 2569 : ดอกแคร์ ท็อปไลน์
วันที่ 27 เมษายน 2569 : พบกับ หมอลำคณะประถมบันเทิงศิลป์ เต็มวง!! และ กิจกรรมหลากหลายอาทิเช่น มวยไทย ,ประกวดไก่ชนสวยงาม ,ตลาดย้อนยุค บรรยากาศโบราณ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายน 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแต่งกายย้อนยุค แสดงพลังความรักในแผ่นดินของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ร่วมสร้างความประทับใจ พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยไปด้วยกัน.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /อ.กำแพงแสน ขับเคลื่อนนโยบาย อำเภอ…พึ่งได้”แก้จน คนกำแพงแสน”

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วย ปลัดอำเภอกำแพงแสน พัฒนาการอำเภอกำแพงแสน สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน เกษตรอำเภอกำแพงแสน ปศุสัตว์อำเภอ ประมงอำเภอ

กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ และ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกระตีบ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วง และองค์การบริหาร

ส่วนตำบลสระพัฒนา พร้อมด้วยกำนัน สาทิศ สระทองหน กำนันตำบลสระพัฒนา และ ผู้ใหญ่พงษ์ศักดิ์ ศรีทันดร ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มเปราะบาง

ในพื้นที่ตำบลกระตีบ ตำบลห้วยม่วง ตำบลสระพัฒนา และตำบลสระสี่มุม จำนวน 42 ราย ตามนโยบายกรมการปกครอง อำเภอพึ่งได้ ตามโครงการ “ แก้จน คนกำแพงแสน”

นายอำเภอไปหาถึงที่ เติมสุขถึงบ้าน ทั้งนี้ ได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นที่ได้รับการสนับสนุนจาก วโรงงานไทยฟู้ดส์ จำกัด

ไพรัตน์ฟาร์ม สมจิตรฟาร์ม ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการห้างร้านพื้นที่อำเภอกำแพงแสน และคหบดี พ่อค้าชาวกำแพงแสน ทั้งนี้อำเภอกำแพงแสนมีแผนในการลงพื้นที่เยี่ยม

กลุ่มเปราะบางเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ “น้องพริกไทย” ฟีเวอร์! ฉลามวาฬโชว์ตัวยาวตลอดเมษา ดันการท่องเที่ยวชุมพรสะพัดกว่า 20 ล้าน

ชุมพร (12 เมษายน 2569 เป็นต้นไป) – บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร คึกคักถึงขีดสุด หลังปรากฏการณ์ “น้องพริกไทย”

ฉลามวาฬยักษ์เจ้าถิ่น ออกมาอวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ณ เกาะร้านเป็ด-ร้านไก่ โดยในปีนี้ความพิเศษคือการปรากฏตัวแบบ “จัดเต็มตลอดทั้งเดือน”

ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำมีโอกาสได้สัมผัสความน่ารักแบบใกล้ชิดแทบทุกลำความฮอตของน้องพริกไทย ผนวกกับความงามของ “ทุ่งดอกไม้ทะเล” และ “ถ้ำรูปหัวใจ”

ส่งผลให้พื้นที่ทุ่งมหาและบ้านปากคลองมีเงินหมุนเวียนในรอบสัปดาห์กว่า 20 ล้านบาท โดยมีกลุ่ม “กรีนนำเที่ยว” นำโดย ป้าเขียว-เจียมจิต สมสอน

เป็นหัวหอกสำคัญในการบุกเบิกและจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโล
      พิกัด: ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร
////เอกชนะ นวนละมัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจเข้าตรวจค้นถึงกับผงะ! เจอเสื้อเกราะ2ตัวกระสุนหลายร้อยนัด ปืนจำนวนมากทั้งปืนไรเฟิลเก็บเสียง ปืนยาว ปืนสั้นติดลำกล้อง


วันที่ 24 เมษายน 2569 พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน พ.ต.ท.อชืรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รองผกก.สืบสวน พร้อมกำลังได้ร่วมกันจับกุมตัวนายอาณัติหรือ ตั้ม อายุ 45ปีพร้อมของกลางยุทธภัณฑ์อาวุธปืนเครื่องกระสุนจำนวนมาก สืบเนื่องจากที่นาย คาเลตู หนุ่มชาวเมียนมาอายุ22ปีถูกกระสุนปืนปริศนายิงเข้าที่ขา2นัดได้รับบาดเจ็บขณะนั่งอยู่กับเพื่อน2คนหน้าโรงงานรอเวลาเข้าทำงานที่หน้าโรงงาน โบเทียเล็คคอเลทีฟ ในแฟคตอรี่ คลองมะเดื่อ ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อนๆแถวนั้นช่วยกันนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลกระทุ่มแบนเพื่อเข้ารับการรักษาตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อทราบเหตุมีผู้ถูกยิงจึงรีบรุดไปตรวจสอบหามือยิง จากการสอบถามคนในโรงงานละแวกนั้นบอกได้ยินเสียงปืนมาจากโรงกลึงของช่างตั้ม ซื่งเป็นคนชอบสะสมอาวุธปืนและซ้อมยิงปืนอยู่ในโรงกลึงอยู่เป็นประจำแถมเป็นคนที่มีนืสัยชอบเอะอะโวยวายอารมณ์ร้าย ขี้โมโหโกรธงาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไปตรวจสอบที่หน้าโรงกลึงของช่างตั้มพบว่าถังน้ำมันเปล่า200ลิตรถูกยิงมีรอยกระสุนพรุนไปหมดนับไม่ถ้วน ทางเจ้าหน้าที่จึงเรียกให้ช่างตั้ม ออกมาเปิดประตูพูดคุย แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากภายในบ้านเจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนยุทธวิธีนำรถเครื่องเสียงมาเปิดจนช่างตั้มยอมออกมาพร้อมกับเอะอะโวยวายด่าทอใส่ตำรวจแล้วอาละวาดอย่างหนัก ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการควบคุมตัว เพื่อให้สงบสติอารมณ์ส่วนกำลังอีกกลุ่มหนึ่งได้เข้าไปพูดคุยกับลูกของช่างตั้มเพื่อเข้าไปขอให้นำตรวจค้นภายในบ้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปภายในถึงกับตะลึงพบอาวุธปืนจำนวนมากทั้งปืนสั้นปืนยาวถูกติดลำกล้องเก็บเสียงดัดแปลงให้ยิงได้แบบอัตโนมัติถูกวางไว้ตามจุดต่างๆทั่วทั้งบ้านพร้อมกระสุนอีกหลายร้อยนัด หลายขนาด เสื้อเกราะนอกกันกระสุนอีก2ตัว แถมยังพบยาบ้าอยู่ในถุงอีกหลายสืบเม็ดจากการสอบถามช่างตั้มยังพูดวกวนในครั้งแรกยอมรับว่าได้ยิงปืนจริงสักพักบอกว่าไม่ได้ยิงและไม่จำเป็นต้องยิงแค่ยิงขู่ก็กลัววิ่งกันกระเจิงแล้ว ส่วนอาวุธปืนซื้อสะสมมานานแล้วที่จำเป็นต้องมีไว้จำนวนมากหลายกระบอกและขึ้นลำกล้องไว้เพราะกลัวความไม่ปลอดภัย

จากแรงงานต่างด้าวจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในโรงงาน รอบๆบ้านทั้งนั้น หากบุกเข้ามาก็จะใช้ปืนยิงได้ทันทีเพื่อความปลอดภัยของคนในบ้านพ.ต.ท.รณเดช บุตรศรี รองผกก.สอบสวนสภ.กระทุ่มแบนบอกกับผู้สื่อข่าวว่าได้มีการแจ้งข้อหากับนายตั้ม ในหลายข้อหาที่เกี่ยวกับอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนยุทธภัณฑ์ที่นายทะเบียนออกให้ไม่ได้ ข้อหาครอบครองยาเสพติด พร้อมกับ คัดค้านการให้ประกันตัว และทำเรื่องให้มีการเพิกถอนใบอนุญาติในการครองครองอาวุธปืนต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมาสายสีส้มเสริมศักยภาพขนส่งมวลชนอย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่(24 เมษายน 2569) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ช่วงโรงพยาบาลเทพรัตน์–สถานีร่วมจอหอ ณ ห้องประชุมเซนเตอร์พอยต์ บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมเซนเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

โดยมี นายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม และมีผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 400 คนการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาความเหมาะสม รายละเอียดการออกแบบโครงการ แนวเส้นทาง รูปแบบและองค์ประกอบของระบบ ตลอดจนผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา มีจุดเริ่มต้นบริเวณหน้าโรงพยาบาลเทพรัตน์ บนถนนมิตรภาพ ผ่านสถานที่สำคัญ อาทิ วิทยาลัยนาฏศิลป์ ชลประทาน โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย แยกปีกธงชัย ทางรถไฟ มิตรภาพซอย 8 วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา แยกนครราชสีมา

ต่อเนื่องไปตามทางหลวงหมายเลข 224 และ 205 ผ่านโรงเรียนเมืองนครราชสีมา โรงเรียนสุรนารีวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ก่อนสิ้นสุดที่บริเวณแยกจอหอ รวมระยะทางประมาณ 24.60 กิโลเมตร มีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 26 สถานีนายสาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา สายสีส้ม ว่า

การจัดประชุมครั้งนี้เป็นการนำเสนอความคืบหน้าหลังจากเคยจัดรับฟังความคิดเห็นมาแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 โดยภายหลังจากนั้นได้มีการศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมจนมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในส่วนของแนวเส้นทาง ตำแหน่งสถานี และรูปแบบการก่อสร้าง การนำเสนอครั้งนี้จึงมีรายละเอียดครบถ้วนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งแนวเส้นทาง การวางโครงสร้างในแต่ละช่วง รวมถึงแนวทางการก่อสร้างในจุดสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณทางหลวงหมายเลข 2 และทางหลวงหมายเลข 224

ซึ่งได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าของพื้นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบางช่วงจะก่อสร้างเป็นทางยกระดับเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านการจราจร ส่วนพื้นที่อื่นโดยรวมไม่พบปัญหาสำคัญ นายสาโรจน์กล่าวว่า หลังจากได้รับความคิดเห็นจากประชาชนในครั้งนี้ จะนำข้อมูลทั้งหมดไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในช่วงปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570

เพื่อขออนุมัติโครงการ และหากเป็นไปตามแผนจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ในส่วนของอัตราค่าโดยสาร ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้เหมาะสม โดยมีหลักการสำคัญคือกำหนดค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ขณะที่ปัจจุบันโครงการระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาคที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษา นอกจากจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ยังมีจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต และล่าสุดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งทั้งสามจังหวัดหลักมีความพร้อมใกล้เคียงกัน สำหรับปริมาณผู้โดยสาร มีการประเมินเบื้องต้นว่าเมื่อเปิดให้บริการจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 12,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ ในอนาคตยังมีแผนพัฒนาโครงข่ายเพิ่มเติม โดยกำหนดแนวเส้นทางหลัก 3 สาย ได้แก่ สายสีส้ม สีม่วง และสีเขียว รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งต่อเชื่อมเพื่อสนับสนุนการเดินทางให้ครอบคลุมทั้งระบบ ส่วนรูปแบบการลงทุนโครงการ จะใช้แนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนในลักษณะสัมปทาน เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาททั้งในด้านการลงทุนและการเดินรถ ขณะที่มูลค่าการลงทุนยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงรายละเอียด เนื่องจากมีการปรับแบบโครงการเพิ่มเติม และจะมีการชี้แจงตัวเลขที่ชัดเจนในระยะถัดไป

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่สำคัญของจังหวัด ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย รองรับการขยายตัวของเมืองและการท่องเที่ยวในอนาคต อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดปริมาณการใช้รถยนต์บนท้องถนน ลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศ อันเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกให้ดำเนินการศึกษาโครงการ โดยมีแผนเริ่มก่อสร้างในปี 2571 และคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2575 ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดนครราชสีมาให้มีมาตรฐานระดับสากล

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก จับมือเครือข่าย F&B จัด “รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่” สืบสานสงกรานต์ไทย

มีรายงานว่า ที่โรงแรมไบรตัน แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น พัทยา จ.ชลบุรี สมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก และสมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออกแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์และสร้างความอบอุ่นในวงการวิชาชีพ

การจัดงานกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อเชฟอาวุโสและผู้มีคุณูปการในวงการอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทยอนุรักษ์ประเพณีการรดน้ำดำหัวให้คงอยู่สืบไป ตลอดจนสร้างความสามัคคีเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกและเครือข่ายองค์กรต่างๆ

สิ่งสำคัญคือเป็นการส่งเสริมจรรยาบรรณวิชาชีพ แสดงความเคารพต่อผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในวงการอาหารและเครื่องดื่ม โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ เชฟประยุทธ์ เพียรประดิษฐ์ นายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก, ดร.ศุภชัย ศรีทับทิม นายกสมาคมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวันออก, นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี

นอกจากนี้ยังเป็นการหารือแนวทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนองค์กร โดยมีรายละเอียดต่างๆ อาทิ การประชุมสมาพันธ์ฯ ประจำไตรมาสที่ 2, การต่ออายุสมาชิกประจำปี 2569 และการเข้าร่วมกิจกรรม PATTAYA NICE เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชลบุรี ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในแวดวงอาหารและการบริการในพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจอาหารและท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อความแข็งแกร่งในอนาคตอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมชี้แจงแนวทางคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2570

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2570 ของจังหวัดน่าน ณ ห้องประชุมสิริศึกษา สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน โดยมีคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดแนวทางและเตรียมความพร้อมในการสรรหาครูต้นแบบของพื้นที่จังหวัดน่าน

การประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการวางกรอบการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างรอบคอบและโปร่งใส พร้อมรับทราบหลักเกณฑ์สำคัญ ทั้งด้านคุณสมบัติทั่วไปและคุณสมบัติเฉพาะของครูผู้ได้รับการเสนอชื่อ กระบวนการสรรหา ขั้นตอนการคัดเลือก ตลอดจนปฏิทินการดำเนินงาน เพื่อให้ได้ครูที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่ลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับ “ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” (Princess Maha Chakri Award) เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องครูผู้ทุ่มเท เสียสละ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการพัฒนาศิษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ดำเนินการโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับคุรุสภา และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
.

ทั้งนี้ ครูผู้มีสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกต้องเป็นหรือเคยเป็นครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีสัญชาติไทย ปฏิบัติงานในประเทศ และเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมจริยธรรม โดยกระบวนการคัดเลือกจะเริ่มจากระดับจังหวัด เสนอเข้าสู่การพิจารณาระดับประเทศ ก่อนที่มูลนิธิฯ จะประกาศผลรางวัลทุก 2 ปี
.

นอกจากรางวัลหลักแล้ว ยังมีรางวัลในเครือข่าย อาทิ รางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ เพื่อเชิดชูครูในหลากหลายมิติ ขณะเดียวกัน ครูที่ได้รับรางวัลยังจะได้รับการต่อยอดศักยภาพผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาคี เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่เยาวชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จ.สิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ประจำเดือนเมษายน 2569

โดยมี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายธรรมนูญ แจ่มใส ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี/

เลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภออินทร์บุรี นายกกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี ผู้ช่วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ที่ปรึกษา/คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี

สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมการกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมพิธีดังกล่าว และหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมโครงการดัง

กล่าว ซึ่งได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จากเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 100 ชุด และมอบแว่นสายตายาวให้แก่สูงอายุ/ผู้ยากไร้ จำนวน 300 อัน

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี มอบเงินอุปการะเด็กกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 ครอบครัวๆละ 1,000 บาท พร้อมได้ตรวจเยี่ยมหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี (พอ.สว.) และหน่วยงานที่ออกบริการประชาชน ณ วัดศรีสำราญ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ทั้งนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข มอบเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่คนไข้ที่มาขอเป็นผู้ป่วย พอ.สว.รายใหม่ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 4 ราย เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพ

สิงห์บุรี “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.


นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยมี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายธรรมนูญ แจ่มใส ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี/เลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภออินทร์บุรี นายกกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี ผู้ช่วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ที่ปรึกษา/คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมการกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมพิธีดังกล่าว และหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จากเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 100 ชุด และมอบแว่นสายตายาวให้แก่สูงอายุ/ผู้ยากไร้ จำนวน 300 อัน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี มอบเงินอุปการะเด็กกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 ครอบครัวๆละ 1,000 บาท พร้อมได้ตรวจเยี่ยมหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี (พอ.สว.) และหน่วยงานที่ออกบริการประชาชน ณ วัดศรีสำราญ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ทั้งนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข มอบเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่คนไข้ที่มาขอเป็นผู้ป่วย พอ.สว.รายใหม่ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 4 ราย เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.นครปฐมจับมือศิลปากร เสริมความรู้ป้องกันอาชญากรรม–รับมือเหตุกราดยิง สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ผบก.ภ.จว.นครปฐมศ.ดร.คณิต เขียววิชัย
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์อ.ดร.เอกชัย ภูมิระรื่นรองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและพันธกิจเพื่อสังคมผศ.ดร.วชิระ จันทราชรองคณบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและนิเทศสัมพันธ์

พร้อมด้วยพ.ต.อ.ปิโยรส กัณหะสิริผกก.สืบสวน ภ.จว.นครปฐม
พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจิรญวัติผกก.สภ.เมืองนครปฐมพ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรังสรรค์รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครปฐม

พ.ต.ท.นิวัติ อินโอสถสวป.(ชส) สภ.เมืองนครปฐมข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐมคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร นักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 140 คน

ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายเพื่อให้ความรู้ในโครงการ “แนวทางการจัดการและป้องกันเหตุอาชญากรรม” ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากรและนักศึกษา ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และประเมินสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิด

เหตุอาชญากรรม รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เหตุกราดยิง (Active Shooter) ในการพัฒนาศักยภาพด้านการสังเกต วิเคราะห์

และการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสม อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเข้มแข็งภายในสถานศึกษา

ในการนี้ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม ได้มอบใบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปณ ห้อง

ประชุมหลวงพ่อวัดไร่ขิงอุปถัมภ์ชั้น 5 อาคารศึกษาศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จว.นครปฐม

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดโครงการวันเทศบาลประจำปี 2569เพื่อเป็นการะะลึกถึงความสำคัญ และความเป็นมาของการก่อกำเนิดเทศบาล

เนื่องในโอกาสวันที่ 24 เมษายนของทุกปีเป็นวันเทศบาล
เทศบาลตำบลสามง่าม นำโดย นายสมรัก มีใจดี นายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม

พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการแต่ละกอง/ฝ่าย สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ และพนักงานเทศบาลตำบลสามง่าม จัดโครงการวันเทศบาลประจำปี 2569

ขึ้น ในวันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. เพื่อเป็นการะะลึกถึงความสำคัญ และความเป็นมาของการก่อกำเนิดเทศบาล และได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะการปกครองท้องถิ่น

รูปแบบเทศบาล ตลอดจนให้คณะผู้บริหารพนักงานเทศบาล ลูกจ้างและพนักงานจ้าง ได้มองเห็นความสำคัญของการบริการ และการอำนวยความสะดวกสร้างความเป็นธรรมความเสมอภาค

ให้กับประชาชนที่มาใช้บริการของเทศบาล รวมทั้งสร้างความรักความผูกพัน ความสามัคคี ซึ่งจะก่อให้เกิดผลต่อการปฎิบัติหน้าที่ และราชการมากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในวันนี้มีการไหว้ศาลพระพรหม หน้าสำนักงานเทศบาล ไหว้มณฑปหลวงปู่เต๋คงทอง หน้าที่ว่าการอำเภอดอนตูม และพิธีสงฆ์ ณ ห้องประชุมชั้น 3 เทศบาลตำบลสามง่าม

โดยมี นายจักรกฤษณ์ ไขว้พันธุ์ นายอำเภอดอนตูม เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบำรุงรักษา ทำความสะอาดรอบอาคาร

สำนักงานเทศบาลตำบลสามง่าม ซึ่งมี กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลตำบลสามง่าม มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุดสะเทือนใจ! ปู่คลั่งยาโหด ซ้อมหลานวัย 2 ขวบดับสลด สารภาพเสพยาบ้าก่อนก่อเหตุ แม่ร่ำไห้แทบขาดใจ – ลั่นเอาผิดถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหาร สืบเนื่องจากเหตุสะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา กรณีเด็กชายวัย 2 ขวบ ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการเลือดออกในช่องท้องและสมอง โดยผู้ก่อเหตุเป็นปู่(สามีใหม่ของย่า) ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเป็นประจำล่าสุดมีรายงานว่า เด็กชายเคราะห์ร้ายได้เสียชีวิตลงแล้วในเวลาต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวจากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือทำร้ายหลานจริง โดยก่อนหน้านั้นได้เสพยาบ้าไปจำนวน 2 เม็ด เมื่อเห็นว่าเด็กมีอาการผิดปกติจึงโทรแจ้งรถกู้ชีพจากโรงพยาบาลมุกดาหารเข้ามารับตัวส่งรักษา

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านคำหอย ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งเป็นบ้านของผู้ก่อเหตุ โดยแม่ของนายศุภกิจ ชาตาสุข อายุประมาณ 37 ปี เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุพ่อแม่ของเด็กได้นำหลานมาฝากให้ลูกชายของตนเลี้ยงตามปกติ เนื่องจากทั้งสองมีความสนิทสนมกันมาก และผู้ก่อเหตุก็เป็นคนรักเด็กกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. เห็นลูกชายอุ้มหลานออกมาจากบ้าน พร้อมบอกว่าเด็กมีอาการไม่ดี เมื่อตนเข้าไปอุ้มพบว่าเด็กตัวอ่อนแรงผิดปกติ จึงสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดยลูกชายยอมรับว่าได้ตีหลานเพื่อสั่งสอน เพราะลงไปเล่นน้ำ แต่ไม่ได้บอกช่วงเวลาที่ลงมือชัดเจน

หลังจากนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลแล้ว ผู้ก่อเหตุได้รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเชื่อว่าหลานอาจไม่รอดชีวิต โดยครอบครัวคาดว่าสาเหตุเกิดจากอาการหลอนจากการเสพยาบ้าด้านนางสาวศิรประภา อันติมานนท์ อายุ 23 ปี มารดาของเด็ก เปิดเผยด้วยความเสียใจว่า ได้รับโทรศัพท์จากแม่สามีแจ้งว่าลูกถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ยังไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่สามีจะโทรมาบอกว่า ลูกไม่หายใจและไม่ตอบสนองแล้ว

มารดาเด็กยังระบุว่า ปู่เป็นคนเลี้ยงลูกมาตลอด เนื่องจากเด็กไม่ยอมไปกับใคร โดยในช่วงแรกผู้ก่อเหตุเลี้ยงดูอย่างดีมาก แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีอาการหงุดหงิดและฉุนเฉียว หากลูกเป็นอะไรไปยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายศุภกิจ ชาตาสุข ผู้ก่อเหตุไว้สอบสวน พร้อมเรียกบุคคลในบ้านมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ปู่ทำร้ายหลาน #เด็ก2ขวบเสียชีวิต #มุกดาหาร #ข่าวสะเทือนใจ #ยาบ้า #ความรุนแรงในครอบครัว #ข่าวอาชญากรรม #ข่าววันนี้ #เตือนภัยสังคม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAthailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน สืบสานฮีดฮอย ป๋าเพณีปี๋ใหม๋เมืองน่าน การวะขอพร ผบ.มทบ.ที่ 38

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ ห้องรับรอง ผบ.มทบ.ที่ 38 ค่ายสุริยพงษ์ ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พ.อ.พยอมบุญทร ที่ปรึกษาสมาคมฯนายวิสุทธิ์ ศรีเมือง เลขานุการสมาคมฯ นายธงชัย สว่างวงษ์ อุปนายกสมาคมฯพ.ต.ธนกฤต นันทะชัยศรี คณะกรรมการสมาคมฯ ร.ต.ท.ชาญชัย บรรจง นางพรรณี ณ น่าน นายกฤษณ์ ธรรมศักดิ์ สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้สืบสาน

ฮีดฮอย ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองน่าน การวะขอพร พล.ต.บุญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ก่อนพิธีการวะท่าน ผบ.มทบ.ที่ 38 ได้ประสานผู้ไต้บังคับบัญชาให้วีดีโอคอลให้เห็นถึงต้นไม้ที่ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน และสื่อน่าน ได้ร่วมกับผบ.มทบ.ที่ 38 ปลูกไว้ตอนมารับตำแหน่งใหม่ๆก็ประมาณ 1 ปี ต้นไม้ได้โตวันโตคืน จากนั้นพล.ต.บุญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผบ.มทบ.ที่38

ได้อวยพรให้ทีมข่าวและมอบกระเช้าผักให้กับทีมงานสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านอีกด้วย ในส่วนของการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆของมทบ.ที่ 38. สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ยินดีเป็นอย่างยิ่ง นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน กล่าวในตอนท้าย ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่วันสงกรานต์ แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณมีความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยมาขอขมาลาโทษซึ่งกัน

ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นพิธีต่อเนื่องจากวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยเป็นประเพณีที่แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยและขอขมาลาโทษที่ผู้น้อยอาจจะเคยล่วงเกินผู้ใหญ่อีกทั้งเป็นการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอด

ไปตั้งแต่วันแรกของการเริ่มประเพณีสงกรานต์จนถึงวันสุดท้ายของสงกรานต์ คำว่ารดน้ำดำหัวเป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมาขอโทษผู้ใหญ่และขอพรจากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือซึ่งจะมีการอาบน้ำ จริงๆ ฮือฮาทั้งตัวและดำหัวคือสระผมด้วยสิ่งที่ใช้สระผมก็จะเป็นน้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูด การดำหัว ในความหมายทั่วไปของชาวล้านนาไทยนั้นหมายถึงการสระผม แต่ในพิธีกรรมโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปีหมายถึงการชำระสะสางสิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิต ให้วิ ลาดพร้าว

ไปด้วยการใช้น้ำส้มป่อยเป็นเครื่องชำระจึงใช้คำว่าดำหัวมาต่อท้ายคำว่าลดน้ำซึ่งมีความหมายคล้ายกันกลายเป็นคำซ้อนคำว่ารดน้ำดำหัวประเพณีรดน้ำดำหัวถือว่าเป็นประเพณีที่ดีงามอีกประเภทหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติ เวลาที่ยาวนานซึ่งการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่บุคคลผู้ที่ตนให้ความเคารพนับถือการรดน้ำดำหัวนั้นจะเป็นการขอโทษขออภัยซึ่งกันและกันที่เคยล่วงเกินกันหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินทางกายล่วงเกินทางวาจาหรือว่าการล่วงเกินทางใจทั้งที่

ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ดอลลาร์หรือว่าลับหลังก็ตามประเพณีรดน้ำดำหัว หรือบางครั้งก็เรียกว่าประเพณีปีใหม่เมืองจะมีในระหว่างวันที่ 13 -15 เดือน เมษายนของทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเองประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะกระทำกันในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์เพียงวันเดียวหรือวันเถลิงศกนั่นเอง ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมายาวนานในปีใหม่ของไทยเป็นการแสดงความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ด้วยความเชื่อที่ว่าการขอขมาลาโทษพร้อมทั้งรับคำอวยพรเพื่อเสริมสิริมงคลของชีวิตและประเพณีนี้ยังทรงคุณค่ามาจนทุกวันนี้ และเมษายนของ
ทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเอง

สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน #สงกรานต์น่าน ปี2569การวะผบ.มทบ.38สืบสานประเพณีไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร จัดงานวัน อสม.แห่งชาติ 2569

วันที่ 23 เมษายน 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ได้จัดโครงการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการสุขภาพชุมชนของ อสม. จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องในวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลนครอ้อมน้อย ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีนายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธาน

พร้อมด้วยนายแพทย์ประกิจ สาระเทพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร, นายอภิชาต โพธิ์ถนอม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน, นายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย พร้อมคณะผู้บริหารเทศบาลนครอ้อมน้อย, สาธารณสุขอำเภอ, ส่วนราชการ,

ภาคเอกชน และ อสม.ในจังหวัดสมุทรสาคร เข้าร่วมงากิจกรรมในวันนี้ได้มีการปฏิญาณตนตามบทบาทหน้าที่ อสม. มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเสื้อสามารถให้กับ อสม.ดีเด่น ประจำปี 2569, พิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติ อสม.ที่ปฏิบัติงานครบ 10 ปี, 20 ปี, 30 ปี และ 40 ปี, การออกบูธนิทรรศการแสดงผลงานของชมรม อสม. ทั้ง 3 อำเภอ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการสุขภาพชุมชน ของ อสม.3 อำเภอ


งานในวันนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและพัฒนาศักยภาพ อสม. ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพอนามัย เป็นต้นแบบในการสร้างสุขภาพ นำไปสู่การดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจังหวัดสมุทรสาคร มี อสม.

รวมทั้งสิ้น จำนวน 3,683 คน แบ่งเป็น อำเภอเมืองสมุทรสาคร จำนวน1,732 คน อำเภอกระทุ่มแบน จำนวน 1,001 คน และอำเภอบ้านแพ้ว จำนวน 950 คนกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดนโยบาย “อสม.ยุคใหม่ เชื่อมต่อเทคโนโลยีกับชุมชนสู่สาธารณสุขพัฒนา” เพื่อส่งเสริมงานสุขภาพเชิงรุกในชุมชน
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “พชร์ อานนท์” แท็กทีม “แจ๊ส-จูเนียร์-แก๊ป” เปิดจักรวาลความฮา-แฟนตาซี “เห้งเจียแจ๊ส”

จัดพิธีบวงสรวงสุดคึกคัก ตีความใหม่ตำนานไซอิ๋วทะลุมิติสู่ไทย เตรียมลงจอ 30 เม.ย. นี้ เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองแห่งปี ของผู้กำกับมากฝีมือ “พชร์ อานนท์” โดยได้จับมือกับทีมผู้สร้าง M STUDIO นำทีมโดย คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) และ MONO ORIGINAL, พร้อมด้วย POSITIVE THINKING ถือฤกษ์มงคล

จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ภาพยนตร์คอมเมดี้-ดราม่า-แฟนตาซี “เห้งเจียแจ๊ส” (The Monkey Hero) เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ วิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

บรรยากาศในงานเริ่มต้นด้วยความสิริมงคลในเวลา 11.38 น. โดยมีทีมนักแสดงนำมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง นำโดย แจ๊ส ชวนชื่น (ผดุง ทรงแสง) ในบท เห้งเจีย (ซุนหงอคง), จูเนียร์-กาจบัณฑิต ใจดี ในบท

พระถังซัมจั๋ง, แก๊ป-จักริน ภูริพัฒน์ ในบท ซัวเจ๋ง และ พีจัง-กฤษณะ ปันใจ (ปีศาจจิ้งจอกขาว) น้ำมนต์-กฤตนัย (ปีศาลแมงมุม) พร้อมด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ น้องแตงไทย, น้องมาร์ค,น้องมิตะ และอีกคับคั่งที่เตรียมมาร่วมสร้างสีสันบนแผ่นฟิล์ม

ทางด้านผกก. “พชร์ อานนท์” เผยถึงโปรเจกต์นี้ว่า “เห้งเจียแจ๊ส เป็นภาพยนตร์ตลกแฟนตาซีที่เน้นความสนุกสนานแบบที่ดูได้ทุกเพศทุกวัย เราตั้งใจให้เป็นหนังแนวครอบครัวที่ไม่มีคำหยาบเลย แต่รับรองว่ายังคงความสนุกครบสไตล์พชร์ อานนท์ แน่นอนครับ”

ขณะที่นักแสดงนำอย่าง “แจ๊ส ชวนชื่น” เปิดใจถึงการทำงานครั้งนี้ว่า “ตั้งแต่ผมเล่นหนังมา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมชอบที่สุดแต่ยอมรับว่าระหว่างถ่ายทำเหนื่อยมาก ทั้งเรื่องชุดและเครื่องแต่งกายที่จัดเต็ม เราต้องสู้กับอากาศที่ร้อนจัด แถมการแต่งหน้ายัง

ใช้เวลานานหลายชั่วโมง เพราะพี่พชร์เขาละเอียดทุกขั้นตอนจริงๆ ใครที่เคยบอกว่าพี่พชร์สร้างหนังไม่มีบท ผมอยากจะบอกว่าตั้งแต่เริ่มถ่ายทำ ทุกครั้งที่เข้าฉาก พี่พชร์จะเล่าตลอดว่าเรื่องราวแต่ละซีนเป็นยังไง ลำดับเรื่องยังไง ผมว่าพี่พชร์ทำออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ”

“เห้งเจียแจ๊ส” พลิกตำนานไซอิ๋วที่ทุกคนรู้จักให้กลายเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ เมื่อการเดินทางอัญเชิญพระไตรปิฎกต้องสะดุด

ลงเพราะ “ตือโป๊ยก่าย” หายตัวไปอย่างลึกลับ! ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดกับเหล่าปีศาจที่หวังจะกินเนื้อพระถังซัมจั๋ง “เห้งเจีย”

กลับถูกพัดทะลุมิติผ่านรอยแยกกาลเวลามาโผล่กลางกองขยะขนาดยักษ์ในประเทศไทย! ที่นั่นเขาต้องใช้กระบองวิเศษคู่กาย

ปกป้องสองพี่น้องผู้ยากไร้ จนเกิดเป็นมิตรภาพต่างภพที่อบอุ่นหัวใจ ท่ามกลางการตามล่าจากเหล่าปีศาจที่ตามมาถึงโลกมนุษย์

เตรียมพบกับการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่ผสมผสานทั้งแอ็กชันจัดเต็ม ความฮาแบบไม่ยั้ง และดราม่าที่ซึ้งกินใจ พร้อมสะกดสายตาผู้ชมในโรงภาพยนตร์ 30 เมษายนนี้!

พชร์อานนท์ #แจ๊สชวนชื่น #เห้งเจียแจ๊ส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตรวจพื้นที่พระมั่วสุมใต้ต้นโพธิ์ 100 ปี หลัง อบจ.โคราช พบขวดเหล้า-กาว ยังไม่ชัดเป็นพระจริงหรือแอบอ้าง

จากกรณีประชาชนส่งคลิปให้สื่อมวลชน หลังพบกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายพระมั่วสุมดื่มสุราและดมกาว บริเวณใต้ต้นโพธิ์อายุกว่า 100 ปี ด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง
ล่าสุดวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย นายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา และพระประเสริฐ ตัวแทนเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณจุดที่ประชาชนร้องเรียน

ซึ่งเป็นพื้นที่ใต้ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาจากการตรวจสอบพบขวดสุรา กระป๋องกาว อุปกรณ์ประกอบอาหาร และเสื้อผ้าบางส่วนตกอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นจุดอับสายตา อยู่ใต้ต้นโพธิ์และมีลักษณะคล้ายโพรงหรือถ้ำ ซึ่งอาจเอื้อต่อการใช้เป็นแหล่งมั่วสุมของบุคคลบางกลุ่มนายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า เบื้องต้นขอขอบคุณประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตาในการสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคลที่แต่งกายคล้ายพระภิกษุ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบคลิปที่เผยแพร่ ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าบุคคลในคลิปเป็นพระภิกษุจริงหรือเป็นบุคคลแอบอ้าง
ทั้งนี้ หากพบพฤติกรรมมั่วสุมหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าว ประชาชนสามารถแจ้งไปยังคณะสงฆ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อคัดกรองและขจัดบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่

ด้านพระประเสริฐ ตัวแทนเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 และพระวินยาธิการ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่ยังไม่พบบุคคลตามที่ปรากฏในคลิป แม้กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะสวมผ้าจีวร แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นพระภิกษุจริงหรือเป็นบุคคลแอบอ้าง อีกทั้งยังไม่สามารถระบุได้ว่าสังกัดวัดใด เพื่อป้องกันการพาดพิงโดยไม่มีข้อเท็จจริงชัดเจนพระประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับคลิปวิดีโอดังกล่าวไว้แล้ว และจะนำส่งต่อให้เจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะตำบล เพื่อกระจายไปยังวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ช่วยตรวจสอบว่าเป็นพระจากวัดใด ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุจากสื่อสังคมออนไลน์และประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ผ่านมา ว่ามีกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายพระมามั่วสุมบริเวณคลองใกล้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ฝั่งตรงข้ามศาลแขวงนครราชสีมา โดยมีพฤติกรรมเข้าข่ายดื่มสุราและดมกาว

ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่สายตรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที แต่ไม่พบกลุ่มบุคคลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ได้มีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ พร้อมสอบถามประชาชนในละแวกใกล้เคียง เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการสืบสวนติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด และประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก รวมถึงสร้างความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ต่อไป

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

เปิดใจสาวโรงงานโดนคนขับรถบัสรับส่งลวนลามเผยยังผวากับเหตุการณ์โร่แจ้งความดำเนินคดี

จากกรณี นางสาวเอ อายุ 21 ปี แต่โพสข้อความ และคลิปวีดีโอเหตุการณ์ถูกคนขับรถส่งพนักงานลวนลาม โดยเล่าเหตุการณ์ว่า เพิ่งเริ่มเข้าทำงานในโรงงานได้เพียง 5 วัน โดยวันที่ 21 เมษายน ซึ่งเป็นวันแรกของการเริ่มงาน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเลิกงานได้ขึ้นรถโดยสารของโรงงานเพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่เกิดนั่งรถผิดสายจนเหลือเป็นผู้โดยสารคนสุดท้าย ก่อนถูกคนขับก่อเหตุลวนลามภายในรถล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรจอหอ ทางพันตำรวจเอกศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจอหอ พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำสาวโรงงาน นางสาวเออายุ 21 ปีนามสมมุติ เพิ่งได้เดินทางมาพร้อมกับแม่ยาย เพื่อมาแจ้งความร้องทุกข์ กับคนขับรถคนดังกล่าว ทราบชื่อว่านายวีระ อายุ 56 ปี เป็นผู้ก่อเหตุ ทางตำรวจจะทำการออกหมายเรียกเพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา
นางสาวเอ (นามสมมุติ) พนักงานหญิงรายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ถูกพนักงานขับรถรับส่งพยายามลวนลาม โดยระบุว่า วันเกิดเหตุเป็นช่วงที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียง 5 วัน และเป็นการใช้บริการรถรับส่งของบริษัทครั้งแรก โดยมีรถสองสายที่ปลายทางเดียวกันคือจอหอ แต่ตนขึ้นผิดสาย ระหว่างโดยสารรถพบว่าพนักงานคนอื่นทยอยลงจนหมด เหลือตนเพียงคนเดียว จึงย้ายจากเบาะด้านหลังไปนั่งด้านหน้า และสอบถามคนขับว่า ไม่จอดลงที่เจ้าสัวหรือ และต้องวนรถกลับหรือไม่ คนขับจึงถามกลับว่า ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเป็นคนละสาย พร้อมสอบถามว่าจะทำอย่างไรต่อ ตนจึงเสนอให้จอดบริเวณปั๊มน้ำมันเพื่อเรียกรถรับจ้างกลับเอง แต่คนขับปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นอันตราย ไม่สามารถปล่อยลงคนเดียวได้ ก่อนจะบอกว่าจะไปส่งเองเพื่อไม่ให้เสียค่าใช้จ่าย


ในช่วงแรกยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ กระทั่งรถไปจอดที่ปั๊มน้ำมันซึ่งคนขับจอดรถส่วนตัวไว้ จากนั้นคนขับลงจากรถและพูดเป็นภาษาถิ่นโคราชว่า ให้นั่งรอก่อน อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวจะลงมา ก่อนจะกลับขึ้นมาที่รถและล็อกประตู จากนั้นเดินเข้ามาหาและพยายามลวนลาม พร้อมพูดจาในลักษณะคุกคามว่า ขอได้ไหม อดมานานแล้ว ทำให้ตนตกใจและสติหลุด แต่พยายามตั้งสติ ไม่ต่อสู้เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น พร้อมทั้งพยายามใช้โทรศัพท์บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ แม้จะไม่ทันช่วงสำคัญทั้งหมดตนพยายามเปิดประตูรถซึ่งเป็นรถโดยสารรุ่นเก่าสามารถเปิดด้วยมือได้ ก่อนรีบลงจากรถ โดยตั้งใจจะวิ่งหนีแต่ร่างกายอ่อนแรงจนแทบล้ม จึงได้แต่เดินออกมาและหันกลับไปดูว่าคนขับตามมาหรือไม่ ซึ่งพบว่าไม่ได้ตามมาทั้งนี้ตนก็ต้องการฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานของผู้ก่อเหตุจะรู้สึกอย่างไร และยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร อีกทั้งทราบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นเคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันแต่ไม่ได้แจ้งความเนื่องจากไม่มีหลักฐาน ตนจึงต้องการเป็นตัวแทนในการแจ้งความ และอยากเชิญ

ชวนผู้เสียหายรายอื่นเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนตนต้องการให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวและยอมรับสารภาพ โดยทราบจากบริษัทว่ามีการไปติดตามตัวที่บ้านแต่พบว่าได้เก็บของหลบหนีไปแล้ว ขณะที่บริษัทรถรับส่งได้ติดต่อมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ขณะนี้ตนยังไม่สะดวกให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนดังกล่าวด้าน นางหญิง อายุ 47 ปีนามสมมุติ แม่ยายของนางสาวเอ (นามสมมุติ) เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่ลูกสะใภ้ถูกโชเฟอร์รถรับส่งพนักงานก่อเหตุลวนลามว่า

ทราบเรื่องครั้งแรกจากการที่ลูกสะใภ้โทรศัพท์มาหาด้วยอาการร้องไห้และตกใจอย่างหนัก จับใจความได้ว่าขึ้นรถผิดสาย ก่อนจะถูกคนขับมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ จึงรีบสอบถามตำแหน่งและแนะนำให้ไปอยู่ในจุดที่มีคนจำนวนมาก โดยผู้เสียหายระบุว่าวิ่งหนีลงจากรถไปยังปั๊มน้ำมัน และมีประชาชนเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่ผู้ก่อเหตุพยายามขี่รถหลบหนี จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายเรียกรถกลับบ้าน พร้อมกำชับให้เปิดสายโทรศัพท์ไว้ตลอดจนถึงที่พัก เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งไม่ได้แจ้งให้แฟนของผู้เสียหายทราบทันที เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงจากการดื่มสุราในงานรื่นเริง จึงให้ญาติไปอยู่เป็นเพื่อนตลอดทั้งคืน และตนเองได้พูดคุยกับผู้เสียหายทางโทรศัพท์จนถึงเช้า


ผู้ก่อเหตุมีอายุค่อนข้างมาก น่าจะมีครอบครัวแล้ว ควรตระหนักว่าหากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของตนจะรู้สึกอย่างไร พร้อมระบุว่าคำพูดที่ใช้คุกคามมีลักษณะรุนแรงและไม่เหมาะสม จนทำให้ตนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก อีกทั้งจากการเผยแพร่เรื่องราวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยังพบว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นในลักษณะคล้ายเคยพบพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวมาก่อน ทั้งนี้ ยืนยันว่ารู้สึกผูกพันกับผู้เสียหายเสมือนลูกคนหนึ่ง และแม้จะเป็นบุคคลอื่นก็ไม่ควรถูกกระทำในลักษณะดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่นในอนาคต เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้หญิงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าการดำเนินคดีและติดตามตัวผู้ก่อเหตุไม่น่ามีอุปสรรค พร้อมชื่นชมการปฏิบัติงานที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายเป็นอย่างดี พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจอหอ เปิดเผยถึงกรณีหญิงสาวถูกลวนลามว่า

ขณะนี้ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนแล้ว โดยได้จัดพนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้รับแจ้งความ และจากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความซับซ้อน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ต้องหาแล้ว เบื้องต้นจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องน่ากังวล และอาจเป็นภัยต่อสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายรายอื่นที่เคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมได้ โดยให้พิจารณาพื้นที่เกิดเหตุเพื่อให้เป็นไปตามอำนาจสอบสวน หากพบว่าเป็นผู้ต้องหารายเดียวกันและมีพฤติการณ์คล้ายกัน ก็สามารถแจ้งความในท้องที่ที่เกี่ยวข้องได้ โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันพร้อมให้ความเป็นธรรม และจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาทีระทึก! กระบะเสียหลักพุ่งทะลุธนาคารออมสินนิคมคำสร้อย กระจกแตกกระจายเกลื่อน บาดเจ็บ 3 ราย

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.มงคล แวงวรรณ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ

พ.ต.ต.ไพรบูรณ์ เทพนา สารวัตรป้องกันปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจร เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์กระบะเสียหลักพุ่งชนอาคารธนาคารออมสิน สาขานิคมคำสร้อย

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะสภาพด้านหน้าพังยับเยิน พุ่งทะลุกระจกด้านหน้าเข้าไปภายในธนาคาร ส่งผลให้กระจกแตกกระจายและทรัพย์สินภายในเสียหายเป็นจำนวนมาก พื้นที่โดยรอบพบเศษกระจกและชิ้นส่วนรถกระจัดกระจาย สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและพนักงานที่อยู่ภายในเป็นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 3 ราย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าว และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคาร ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อทำการรักษา

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้อย่างละเอียด ว่าเกิดจากความประมาทหรือปัจจัยอื่นใด พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท-พวงเพชร มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สาปเมือง” ปล่อยตัวอย่าง! ดึงอารมณ์ “ม่วน-ฮา-ซึ้ง”ปะทะภารกิจรักสุดอลเวง ครบเครื่อง ก่อนเข้าฉาย 14 พฤษภาคมนี้

M STUDIO ร่วมกับ KLK STUDIO เดินหน้าสร้างกระแสต่อเนื่อง ล่าสุดปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ (Official Trailer) “สาปเมือง” ออกมาเรียกเสียงฮือฮา เผยเสน่ห์หนัง โรแมนติก-คอมเมดี้ ระหว่าง “วิญญาณสาวสุดเปิ่น” กับ “คน” ที่หยิบเอาเรื่องราวพื้นบ้านมาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย ผสมผสานความขี้เล่นจากคาแรกเตอร์ของนักแสดงที่ม่วนจนหยุดไม่อยู่

ตัวอย่างภาพยนตร์เปิดด้วยบรรยากาศสุดโรแมนติก ก่อนจะพลิกสู่ความบันเทิงเมื่อ “ฟางคำ” (น้ำตาล พิจักขณา) วิญญาณสาวสุดโก๊ะต้องลุกขึ้นมาทำภารกิจสำคัญ เพื่อเขียนตำนานความรักบทใหม่ด้วยตัวเอง หวังพิชิตใจ “ไซ” (ตี๋ บุญยเกียรติ) เนื้อคู่คนสำคัญ ท่ามกลางอุปสรรคสุดป่วน ทั้ง “ประทัด” ที่เธอแสนจะกลัว และมารหัวใจที่เข้ามาทำให้แผนรักครั้งนี้วุ่นวายยิ่งกว่าเดิม

ไฮไลต์ในตัวอย่างเผยให้เห็นจังหวะโบ๊ะบ๊ะที่ครบรส ทั้งมุกตลกที่แทรกมาแบบไม่ทันตั้งตัว และการรวมพลังระหว่าง “ผี” และ “คน” ในภารกิจพิสูจน์รักแท้ ไปจนถึงเคมีของทีมนักแสดงที่ถ่ายทอดความสดใหม่และมีเสน่ห์ นำทีมโดย น้ำตาล พิจักขณา

ในบทวิญญาณสาวสายฮา ประกบคู่ ตี๋ บุญยเกียรติ พร้อมเสริมทัพด้วยนักแสดงที่มาช่วยเติมดีกรีความ “น่าฮัก” ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น อาทิ น้ำหวาน ภูริตา สุปินชุมภู, สไปร์ท บะบะบิ พัชร์ธีรัตน์ แหลมหลวง, จอห์น ณัฎฐโชติ ศรีพลวารี, เหินฟ้า ล้านนาไทย, แอน ผ่องพรรณ จอมทอง

“สาปเมือง” ถือเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตา เพราะนอกจากจะอู้คำเมืองกันทั้งเรื่องแล้ว ยังหยิบเอาเรื่องราวความเชื่อมาเล่าใหม่ในมุมที่ “ใจ๋ดี” เข้าถึงง่าย และเน้นไปที่หัวใจของเรื่องคือความรักและโชคชะตาที่เชื่อมโยงกันข้ามภพ ชูเอกลักษณ์ความบันเทิงสไตล์ล้านนาที่ทั้ง “ม่วน ฮา ซึ้ง” ครบในเรื่องเดียว

เตรียมสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ของภาพยนตร์ไทย การันตีความม่วนโดยผู้กำกับ “ค็อป – อนวรรษ พรมแจ้” (ผู้กำกับส้มป่อย) ที่จะพาทุกคนไปดูว่าตำนานรักครั้งใหม่นี้จะน่าฮักขนาดไหน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.ปัว รับมอบอุปกรณ์ ดับไฟป่า จากหจก.น่านเคมีภัณฑ์ แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่อ.ปัว จ.น่าน”

วันที่ 20 เมษายน 2569 ณ บ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่านโดยนายพิพัฒน์ เพ็ชรพิพัฒน์นายอำเภอปัว มอบหมายให้นายธีรพล บุญตัน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอปัว(เป็นผู้แทน)และนางนัยนา ทีฆาวงค์ผู้ใหญ่บ้านห้วยหาด(รักษาการกำนันตำบลอวน)

พร้อมคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้รับมอบอุปกรณ์ป้องกันและสนับสนุนการปฏิบัติงานดับไฟป่าจากห้างหุ้นส่วนจำกัด น่านเคมีภัณฑ์ เพื่อนำไปดำเนินการในภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย นายคมกฤษณ์ ระวังยศ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด น่านเคมีภัณฑ์และนายสรรเพชญ์ ปุละ หัวหน้าสำนักงานน่าน บริษัทไฟฟ้า หงสา จำกัด ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์รวมหลายรายการดังนี้

เครื่องเป่าใบไม้ยี่ห้อคาซากิ จำนวน 3 เครื่องไฟส่องสว่างติดศีรษะ จำนวน 6 ชุดไม้ตบดับไฟ จำนวน 6 ชุดเครื่องพ่นฉีดน้ำแบบสะพายหลัง จำนวน 10 ชุดชุดดับไฟป่า (ลาโค่) จำนวน 6 ชุดหน้ากาอนามัย จำนวน 20 ชุดมาม่ากึ่งสำเร็จรูป จำนวน 5 กล่อง
ปลากระป๋อง จำนวน 5 แพ็ค

สนับสนุนปัจจัยค่าน้ำมันและน้ำดื่มโดยนายธีรพล บุญตัน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง กล่าวว่าอุปกรณ์ที่ได้รับมอบในครั้งนี้ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและเสริมความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่

ซึ่งเป็นงานที่ความเสี่ยงสูง โดยทางอำเภอจะดำเนินการส่งมอบต่อให้กับชุมชนบ้านห้วยหาดและหน่วยงานหน้างานเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจและพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวยจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่พุทธสถานเมตตาธรรมานุสรณ์ วัดมิ่งเมือง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเฉลิมพระเกียรติ โดยมีพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธี

การจัดงานครั้งนี้ จังหวัดน่านจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 อีกทั้งเพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันประกอบคุณงามความดีถวายเป็นพระราชกุศล แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์.

ภายในพิธี นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะและพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรมาโดยตลอด พร้อมน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้ การจัดพิธีเทศน์มหาชาติฯ ยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันหลักของชาติ ตลอดจนเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีของประชาชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกรัฐมนตรี รมว.มท.พร้อมคณะ เดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย ผบช.ภ.5 ร่วมให้การต้อนรับ

20 เมษายน 2569 เวลา 13.20 น.พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, นายรัฐพล นราดิศร ผวจ.เชียงใหม่, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และน.อ.ธีระยุทธ์ เกื้อสกุล ผบ.บน.41

ร่วมให้การต้อนรับและติดตามรักษาความปลอดภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะ ณ ท่าอากาศยาน บน.41 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เนื่องในโอกาสเดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ในการประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5)

จากนั้นเวลา 13.30 น. ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5 ) น้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ต่อมาในเวลา 15.30 น. ร่วมติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ สำรวจและดับไฟป่าในพื้นที่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศาล จ.สิงห์บุรี จัดพิธีรำลึก”วันสถาปนาศาลยุติธรรม” ครบรอบ 144 ปี

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. นางสาวธิดา ฟูเฟื่อง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธี บำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีทางศาสนา

เนื่องในงาน “วันสถาปนาศาลยุติธรรม ครบรอบ 144 ปี”ณ ศาลจังหวัดสิงห์บุรี โดยมีนายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยคณะผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อการพัฒนาระบบศาลไทยสำหรับวันที่ 21 เมษายน ของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย โดยในปี 2569 นี้ นับเป็นวาระครบรอบ 144 ปี แห่งการสถาปนาศาลยุติธรรม การจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลในครั้งนี้

เพื่อรำลึกถึงการจัดตั้งศาลยุติธรรม ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นเสาหลักอันมั่นคงในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ตลอดจนความเสมอภาคของประชาชนชาวไทย ผ่านกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีที่บริสุทธิ์และยุติธรรมเสมอมา

นอกจากนี้ ยังเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาญาณในการวางรากฐานกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ให้กับประเทศไทย ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็น “ผู้ปฏิรูประบบศาลไทยให้ทันสมัย” ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ระบบการศาลของไทยมีความเจริญก้าวหน้าและเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนตราบจนถึงปัจจุบัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านแห่!! ร่วมประชุมจัดตั้งพรรคการเมือง “พรรคก้าวใหม่เพื่อประชาชน”

วันนี้ (19 เม.ย.69) ที่ วัดราษฎร์บำรุง ต.นิคมสงเคราะห์ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการจัดประชุมร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ใช้ชื่อว่า “พรรคก้าวใหม่เพื่อประชาชน” วัตถุประสงค์หลักในการจัดประชุมเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง คือการรวมตัวกันของบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแนวทางเดียวกัน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยในที่ประชุมมี นางลาเชลล์ พรมเลิศ ได้นำเสนอในที่ประชุม มีคณะกรรมการบริหาร ดังรายชื่อต่อไปนี้.

1.น.ส.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เสนอเป็น หัวหน้าพรรคฯ
2.นางลดาวัลย์ ถาวรเศรษฐ เสนอเป็น เลขาธิการพรรคฯ
3.นางสุกัญญา สุมิตรสันต์ เสนอเป็น รองเลขาธิการพรรคฯ
4.นายนเรศ เจียมมะเร็ง เสนอเป็น นายทะเบียนพรรคฯ
5.น.ส.ศศิธร มะสะพันธุ์ เสนอเป็น ผู้ช่วยนายทะเบียนพรรคฯ
6.นางสุชาดา มุสตาฟา เสนอเป็น เหรัญญิกพรรคฯ
7.นายพีรภัทร อุดม เสนอเป็น โฆษกพรรคฯ
8.นายภาณุวัฒน์ ถาวรเศรษฐ เสนอเป็น รองหัวหน้าพรรคฯ

9.นายพนม เผือกมา เสนอเป็น รองหัวหน้าพรรคฯ
10.นายอดุลย์ ณ ลำปาง เสนอเป็น รองหัวหน้าพรรคฯ
11.นางสาวโยธกานต์ มะสะพันธุ์ เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ
12.นางสาวสุธาสินี โคตรโสภา เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ
13.นางประเสริฐ เจียมมะเริง เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ
14.นายนรินทร์ เจียมมะเริง เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ
15.นายณัฐวัตร วงศ์วราสิทธิ์ เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ
16.นางสาวพรรัมภา แก้วไกรวรรณ เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ
17.นายสมัย เจียมมะเริง เสนอเป็น กรรมการพรรคฯ

เพื่อเป็นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 9 วัตถุประสงค์ การจัดประชุมผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อไขที่กฎหมายกำหนด ในการจัดตั้งพรรคการเมืองในการนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ กกต.ประจำจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมสังเกตุการณ์ในการจัดตั้งพรรคฯ และเลือกผู้บริหารพรรคฯ ดังกล่าว มีชาวบ้านสมาชิก เข้าร่วมประชุมกันอย่างคับคั่ง.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นาทีชีวิตของจริง! ได้กลิ่นไหม้แค่เสี้ยววินาที ตัดสินใจจอดรถทัน ช่วยชีวิตยกคันจากเหตุไฟไหม้กลางเมือง

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้และบรรเทาสาธารณภัย 199 เทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถยนต์บริเวณถนนหน้าอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลมุกดาหาร ถนนวิวิธสุรการ ภายในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมรถน้ำได้เร่งรุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีดำ หมายเลขทะเบียน กค 824 มุกดาหาร จอดอยู่ริมถนนฝั่งหน้าโรงพยาบาล โดยมีเปลวเพลิงกำลังลุกไหม้จากบริเวณห้องโดยสารและใต้ท้องรถอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงเร่งใช้น้ำฉีดสกัดเพลิง ใช้เวลาประมาณ 5 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้สำเร็จ ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณดังกล่าว

จากการสอบถามนายวีระ เจ้าของรถ ซึ่งเป็นข้าราชการครูบำนาญ โรงเรียนบ้านเหล่าหมี ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถพร้อมภรรยาและหลานรวม 4 คน เข้ามาทำธุระในตัวเมือง ระหว่างขับผ่านบริเวณวงเวียนหอนาฬิกา สังเกตได้ว่ามีกลิ่นไหม้ผิดปกติจากช่องแอร์ลอยเข้ามาภายในห้องโดยสาร จึงพยายามประคองรถหาจุดจอดที่ปลอดภัย

กระทั่งมาถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลมุกดาหาร จึงตัดสินใจจอดรถและดับเครื่องยนต์ พร้อมรีบให้ทุกคนลงจากรถทันที หลังจากนั้นไม่นาน ได้เกิดประกายไฟลุกขึ้นอย่างรวดเร็วภายในห้องโดยสาร ก่อนที่เพลิงจะลุกลามอย่างรุนแรง เจ้าของรถจึงรีบแจ้งขอความช่วยเหลือจากศูนย์ 199

เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ครั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้อง โดยอยู่ระหว่างการสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดของ ร.ต.อ.นิติภัทร์ วรรณชัย ร้อยเวร สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันเฝ้าระวัง 24 ชม. คัดค้านโครงการพลังงานลม เหตุใบอนุญาตยังถูกตรวจสอบ

20 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ประกาศจุดยืนเดินหน้าเฝ้าระวังพื้นที่ป่าภูยูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเป็นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 แต่กระบวนการได้มาของใบอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และมีการดำเนินการตรวจสภาพป่าเป็นเท็จ ด้วจการระบุว่าพื้นที่ป่าภูยูงเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ โดยปัจจุบันใบอนุญาตดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่มีข้อยุติ

โดยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 กลุ่มฯ พบว่า มีการพ่นสี ถากเปลือกไม้ และทำเครื่องหมายเป็นตัวอักษรพร้อมตัวเลขบนต้นไม้ เพื่อเตรียมการทำไม้ออกจากพื้นที่โครงการดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ทั้งที่โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA) นอกจากนี้ยังเกิดเหตุไฟไหม้ป่าภูยูง ส่งผลให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหาย ซึ่งกลุ่มฯ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการจุดไฟโดยเจตนา เพื่อทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม และเตรียมพื้นที่สำหรับการทำไม้ออก ซึ่งอาจเป็นการผลักดันโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมโดยลัดขั้นตอนเพื่อป้องกันความเสียหาย กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงจึงได้จัดตั้งจุดเฝ้าระวังและจุดตรวจสอบในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา โดยมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังพบความพยายามก่อเหตุเผาป่า การเตรียมตัดไม้ รวมถึงการปล่อยข่าวโจมตีและใส่ร้ายกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง

กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติของส่วนรวม และไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการเพื่อปกป้องป่าภูยูงที่อุดมสมบูรณ์ทั้งนี้ กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงระบุว่าจะยังคงเฝ้าระวังและตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่อไป ควบคู่กับการติดตามกระบวนการตรวจสอบใบอนุญาต โดยเรียกร้องให้การดำเนินการของภาครัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อเหตุการณ์และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จังหวัดมุกดาหาร ที่เข้าดำเนินการในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการใช้อำนาจเกินขอบเขตและไม่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายหรือไม่
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรูคอร์ปอเรชั่น เดินหน้าปลูกฝังคุณธรรมสู่สังคมไทย ปี 12

เริ่มแล้ว สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี12 12 เยาวชนก้าวสู่ร่มเงาพระธรรมภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้”เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าปลูกฝังคุณธรรมสู่สังคมไทย
ถ่ายทอดเรียลลิตีธรรมะ 24 ชั่วโมง ผ่านทรูวิชั่นส์ ทรูไอดี และทรูวิชั่นส์ นาวนครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคใหม่และกระแสดิจิทัลที่หล่อหลอมวิถีชีวิตของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ…เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงเชื่อมั่นในพลังของพระธรรมคำสอนในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน จึงสานต่อ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เรียลลิตีธรรมะแห่งแรกของไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านพิธีบรรพชาให้แก่ 12 เยาวชนชายผู้ผ่านการคัดเลือกจากกว่า 6,000

คนทั่วประเทศ ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” โดยโครงการได้รับความเมตตาจากจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ใหญ่ ถ่ายทอดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศในการปกครองตนและดำเนินชีวิต เพื่อร่วมสร้าง “แผ่นดินไทย” ให้เป็นพื้นที่ทางจิตใจที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล มีความสุข และดำรงสันติสุขอย่างยั่งยืน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนอย่างมั่นคงต้องเริ่มจากการบ่มเพาะคุณค่าภายใน จึงสานต่อภารกิจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ทางจิตใจให้เยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง จนโครงการนี้ก้าวสู่ปีที่ 12 โดยมุ่งให้เป็นมากกว่าพื้นที่เรียนรู้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้น้อมนำหลักธรรมไปปรับใช้ในชีวิต เสริมสร้างศรัทธา และร่วมสืบสานพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง

ในปีนี้ โครงการได้รับความเมตตาจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ใหญ่ วางหลักสูตรและหัวข้อธรรมอันทรงคุณค่าให้แก่สามเณรทั้ง 12 รูป ตลอดระยะเวลาแห่งการบรรพชา ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้ที่จะรักอย่างเข้าใจ ศึกษาอย่างลึกซึ้ง เพียรพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง และรู้จักการให้ด้วยจิตใจที่งดงาม เพราะเมื่อหัวใจตื่นรู้ ธรรมะจะไม่ใช่เพียงบทเรียนในห้องเรียน หากจะกลายเป็นหลักยึดสำคัญในการดำเนินชีวิต และเป็นพลังที่เกื้อหนุนให้ผู้คนอยู่ร่วมกันบนแผ่นดินไทยอย่างสงบสุขและงดงามสืบไป

เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสานต่อโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12 ด้วยความตั้งใจ เพื่อบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 74 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 48 พรรษา วันที่ 3 มิถุนายน 2569 และบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรสำหรับพระอุปัชฌาย์ในพิธีบรรพชาในวันที่ 20 เมษายนนี้”

นอกจากนี้ ยังได้รับความเมตตาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ อาทิ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และพระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร รวมถึงคณะพระอาจารย์ และวิทยากรที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศ อาทิ พระพรหมพัชรญาณมุนี วิ., พระราชวัชรธรรมภาณี (สง่า สุภโร), พระราชภาวนาวชิรญาณ, พระสุธีวชิรปฏิภาณ (วีรพล วีรญาโณ), พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี (สิทธิพล), พระครูปลัดทรัพย์ชู มหาวีโร รวมทั้งพระวิทยากรกลุ่มธรรมะอารมณ์ดี มาให้ความรู้และดูแลความประพฤติอย่างใกล้ชิด ซึ่งการจัดโครงการฯ ครั้งนี้มี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศมาร่วมรายการ อาทิ คุณอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน) ศิลปินผู้ขับร้องเพลง “รัก เรียน เพียร ให้” ร่วมด้วย คุณนที เอกวิจิตร (อุ๋ย บุดด้า เบลส) คุณแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ เปรมานนท์ ศิลปินผู้ดำเนินรายการ ที่จะมาร่วมศึกษาธรรมะไปกับเหล่าสามเณรอีกด้วย

ตลอดกระบวนการเรียนรู้ 4 สัปดาห์ สามเณรทั้ง 12 รูปจะได้ศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและฝึกน้อมนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานของหลักธรรม อันจะนำไปสู่การเติบโตเป็นผู้มีคุณธรรมและร่วมธำรง “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” ให้คงอยู่อย่างงดงามสืบไป ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบอย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็น “ระฆังแห่งสติ” สัญลักษณ์แห่งการพัฒนาตน ช่วง “ตื่นรู้สู่ธรรมะ” ที่มุ่งเน้นเสขิยวัตรและข้อปฏิบัติของนักบวช การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมะในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์ กิจกรรมจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ เพื่อฝึกความเพียรและซึมซับวิถีแห่งธรรม ตลอดจนช่วง “สามเณรน้อยบรรยายธรรม” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ร่วมรับฟังข้อคิดและบทเรียนจากการบรรพชาของสามเณรวันละ 3 รูป ผ่านมุมมองอันบริสุทธิ์ เรียบง่าย และเปี่ยมพลังแห่งศรัทธา

โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ ระหว่างวันที่ 18 เมษายน – 17 พฤษภาคมนี้ มาร่วมเรียนรู้หลักธรรม พร้อมเป็นกำลังใจ ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย รับชมกิจวัตรของสามเณรได้ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, TrueID, TrueVisions NOW อีกทั้งออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ ชมออนไลน์ www.truelittlemonk.com เช่นกัน..เตรียมเต็มอิ่มกับรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12 ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่

06.00 – 21.00 น. ถ่ายทอดสดกิจวัตรประจำวันและการปฏิบัติธรรมของสามเณร เริ่มตั้งแต่ทำวัตร ออกบิณฑบาต ศึกษาพระธรรม สวดมนต์ ฝึกสมาธิ เดินจงกรม ฟังบรรยายธรรมะ
21.00 – 21.45 น. ไฮไลต์ประจำวัน (Daily Highlight) สรุปเหตุการณ์และเรื่องเด่นรวมถึง หลักธรรมประจำวัน
21.45 – 22.15 น. รายการ “ถามธรรม ตอบธรรม” รายการพูดคุยถึงตอบคำถามธรรมะจากผู้ชมทางบ้าน ผ่านมุมมองธรรมะจากคณะพระอาจารย์ และวิทยากรสอนธรรมะ22.15 – 06.00 น. รายการธรรมะต่าง ๆ ได้แก่ พุทธสุภาษิต คติธรรม บรรยายธรรม นิทานธรรม เพลงธรรม พร้อมฉายช่วงไฮไลต์ประจำวันซ้ำ (Rerun)ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้สามเณรปลูกปัญญาธรรม พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมๆ กันกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมทั้ง 12 รูป ได้อีกด้วย

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นายก หน่อย” หวั่น ผู้สูงอายุ – กลุ่มเปราะบางเจอภาวะฮีทสโตรก หลังสภาพอากาศร้อนปรอทแตก!!!จ่อไฟเขียวใช้ รพ.สต. เปิดศูนย์พักพิงฯ ติดแอร์

อบจ.โคราช เล็งใช้พื้นที่ รพ.สต.ในสังกัดฯ ที่มีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่ เปิดศูนย์พักพิงติดแอร์ แก่ผู้สูงอายุ และ กลุ่มเปราะบาง มาทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงเวลากลางวัน เพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรกช่วงสภาพอากาศที่อุณหภูมิร้อนจัด
องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดย นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ. เตรียมแนวทางการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีความกังวลในสภาวะปัจจุบันที่สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงเกือบๆ 40 องศา กลุ่มเป้าหมายบางรายลูกหลานออกไปทำงานในช่วงกลางวันต้องอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง กับอากาศร้อนจัด เกรงว่าจะเกิดภาวะโรคฮีทสโตรกในกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิงที่รองรับผู้สูงอายุและ กลุ่มเปราะบาง จะมุ่งเน้นไปที่ รพ.สต.ในสังกัด อบจ. ที่มีความพร้อมในเรื่องของอาคาร สถานที่ เปิดห้องประชุมติดแอร์ให้เป็นจุดพักพิงแก่ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ช่วงเวลากลางวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ไปจนถึง เวลา 16.30 น. เชื่อว่าการเปิดห้องแอร์หรือการจัดสถานที่ให้มีความเย็นเพียงพอ เป็นหนึ่งในวิธีหลักที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคฮีทสโตรก และถึงแม้วิธีการนี้ อาจจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง แต่เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาการเกิดภาวะฮีทสโตรกในผู้สูงอายุ ลดลง ลูกหลานก็จะได้คลายความกังวล

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิดเชิงรุก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชน เพื่อปฏิบัติตัวในสภาวะอากาศที่ร้อนจัด ให้สามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง ที่ต้องเข้าถึงการดูแลจากหน่วยงานรัฐมากกว่าคนปกติในทุกสถานการณ์ “นายกฯ ยลดา” กล่าว

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. ทรัพยากรน้ำที่ 1 ตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟ ป่าภูพิงค์ จ.เชียงใหม่

วันที่ 19 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์

จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามภารกิจการป้องกันและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ โดยมีหัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ให้การ

ต้อนรับและรายงานสถานการณ์ไฟป่า รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและดับไฟป่าของหน่วยงาน

ทั้งนี้ รมว.ทส. กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เสียสละ ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

และรักษาพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดเชียงใหม่จากนั้น รมว.ทส. และคณะได้เข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโบราณสถานภายในบริเวณสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ เพื่อความ

เป็นสิริมงคลแก่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมมอบนโยบายให้มีการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีฯ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม

เชื่อมโยงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อไป

ในการนี้ นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้มอบหมายให้นายพงศ์พัฒน์ เสมอคำ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1

คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและรับนโยบายจาก รมว.ทส. เพื่อนำมาสนับสนุนภารกิจการดับไฟป่าในพื้นที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ร่วมกับหน่วยงาน ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บรรลุตามเป้าหมายต่อไป…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รดน้ำดำหัวขอพรประธานที่ปรึกษาสมาคมฯ

เมื่อวันที่19 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น.ณ บ้านทุ่งเศรษฐี ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พ.อ.พยอม บุญทร
ที่ปรึกษาสมาคมฯ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม นางรจนาวังคำ นายปรันตย์ เหล่าสุริยงค์

คณะกรรมการสมาคมฯ รดน้ำดำหัวขอพรพลเอกจงศักดิ์ พานิชกุล ประธานที่ปรึกษาสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ซึ่งทางสมาคมได้จัดทำมาเป็นประจำทุกปี ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่วันสงกรานต์ แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาและผู้มีพระคุณมีความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยมาขอขมาลาโทษซึ่งกัน

ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นพิธีต่อเนื่องจากวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทยเป็นประเพณีที่แสดงถึงความเคารพ นอบน้อมต่อบิดามารดาผู้ใหญ่หรือผู้มีพระคุณเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อยและขอขมาลาโทษที่ผู้น้อยอาจจะเคยล่วงเกินผู้ใหญ่อีกทั้งเป็นการขอพร

เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอดไปตั้งแต่วันแรกของการเริ่มประเพณีสงกรานต์จนถึงวันสุดท้ายของสงกรานต์ คำว่ารดน้ำดำหัวเป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมาขอโทษผู้ใหญ่และขอพรจากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือซึ่งจะมีการอาบน้ำ จริงๆ ฮือฮาทั้งตัวและดำหัวคือสระผมด้วยสิ่งที่ใช้สระผมก็จะเป็นน้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูด การดำหัว

ในความหมายทั่วไปของชาวล้านนาไทยนั้นหมายถึงการสระผม แต่ในพิธีกรรมโดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆปีหมายถึงการชำระสะสางสิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิต ให้วิ ลาดพร้าวไปด้วยการใช้น้ำส้มป่อยเป็นเครื่องชำระจึงใช้คำว่าดำหัวมาต่อท้ายคำว่าลดน้ำซึ่งมีความหมายคล้ายกันกลาย

เป็นคำซ้อนคำว่ารดน้ำดำหัวประเพณีรดน้ำดำหัวถือว่าเป็นประเพณีที่ดีงามอีกประเภทหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติ เวลาที่ยาวนานซึ่งการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่บุคคลผู้ที่ตนให้ความเคารพนับถือการรดน้ำดำหัวนั้นจะเป็นการขอโทษขออภัยซึ่งกันและกันที่เคยล่วงเกินกันหลายปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินทางกายล่วงเกินทางวาจาหรือว่าการล่วงเกินทางใจทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ดอลลาร์หรือว่าลับหลังก็ตามประเพณีรดน้ำดำหัว หรือบางครั้งก็เรียกว่าประเพณีปีใหม่เมืองจะมีในระหว่างวันที่ 13 -15 เดือน เมษายนของทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเองประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะกระทำกันในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์เพียงวันเดียวหรือวัน

เถลิงศกนั่นเอง ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องกันมายาวนานในปีใหม่ของไทยเป็นการแสดงความเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ด้วยความเชื่อที่ว่าการขอขมาลาโทษพร้อมทั้งรับคำอวยพรเพื่อเสริมสิริมงคลของชีวิตและประเพณีนี้ยังทรงคุณค่ามาจนทุกวันนี้ และเมษายนของทุกปีหรือวันสงกรานต์นั่นเอง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปิดเกมแล้ว! 🔥 ตำรวจรวบ “ชุษณะ วาปี” มือยิงสงกรานต์มุกดาหาร พบประวัติคดีเพียบ เจอข้อหาหนัก “พยายามฆ่า”

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหาร ความคืบหน้ากรณีเหตุใช้อาวุธปืนยิงกันจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ระหว่างการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ บริเวณถนนพิทักษ์พนมเขต เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว ทราบชื่อคือ นายชุษณะ วาปี อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 174 หมู่ 1 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายภารดล อายุ 28 ปี ที่หน้าท้องได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามหมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.84/2569 ลงวันที่ 17 เมษายน 2569

เบื้องต้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาหนัก ประกอบด้วย “พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต”จากการตรวจสอบประวัติ พบว่า ผู้ต้องหารายนี้เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอาญามาก่อน ได้แก่ คดีจำหน่ายยาเสพติด เมื่อปี 2567 พื้นที่ สภ.คำชะอี, คดีขับรถในขณะเมาสุรา เมื่อปี 2561 พื้นที่ สภ.บ้านกลาง จังหวัดนครพนม และ คดีเสพยาเสพติด เมื่อปี 2557 พื้นที่ สภ.เมืองมุกดาหาร

ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุของเหตุยิงกันในครั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียดของพนักงานสอบสวน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

รวบมือยิง #สงกรานต์เดือด #มุกดาหาร #ข่าวด่วน #พยายามฆ่า #อาชญากรรม #ข่าววันนี้ #CIAThailand

ล่าระทึก! โจรฉกกระบะ “รีโว” หน้าห้างดังมุกดาหาร เจ้าของใช้ GPS ตามรวบคืนทันควัน ทิ้งรถหนีปลายนา

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 18 เมษายน 2569 ศูนย์วิทยุ 191 รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุลักรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว 4 ประตู สีขาว หมายเลขทะเบียน ขน 2780 อุดรธานี บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขามุกดาหาร ก่อนขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางด่านคำ ถนนตัดใหม่ แถวโรงเรียนจุฬาภรณ์ อำเภอเมืองืจังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้ประสานกำลังจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมสายตรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจชุมชนโคกสุวรรณ (ตู้ยาม 82 พรรษา) และชุดสืบสวน “อัศวิน” ออกติดตามสกัดจับคนร้ายตามเส้นทางที่คาดว่าจะใช้หลบหนีอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน เจ้าของรถได้ใช้ระบบ GPS ที่ติดตั้งไว้ในรถติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ พร้อมประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด กระทั่งพบว่าสัญญาณรถหยุดอยู่บริเวณวัดศรีมณฑา บ้านม่วงพัฒนา ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ต่อมาเวลา 22.10 น. เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ตามพิกัด GPS พบรถยนต์คันดังกล่าวถูกนำไปจอดทิ้งไว้บริเวณกระท่อมปลายนาในพื้นที่ ต.คำป่าหลาย จากการตรวจสอบภายในรถและพื้นที่โดยรอบ ไม่พบตัวผู้ก่อเหตุ คาดคนร้ายไหวตัวทันจึงทิ้งรถหลบหนีไปเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำรถของกลางพร้อมเจ้าของรถกลับไปยัง สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการสอบสวนและสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #มุกดาหาร #รถหาย #ลักรถ #ตามรถคืน #GPSช่วยชีวิต #ตำรวจไทย #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ่อค้าแม่ค้าเฮ! ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เซ็นคำสั่งเปิดด่านสิงขรเต็มรูปแบบ! กลับมาค้าขายตามปกติ หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ชายแดนกลับมาคึกคัก

เปิดด่านสิงขรเต็มรูปแบบ! จ.ประจวบฯ สั่งยกเลิกข้อจำกัดวันเวลาค้าขาย หลังสถานการณ์มูด่องคลี่คลาย
พ่อค้าแม่ค้าเฮ! ผู้ว่าฯ ประจวบฯ เซ็นคำสั่งด่วนที่สุด เปิดทางด่านสิงขรกลับมาค้าขายตามปกติ ยกเลิกมาตรการคุมเข้มช่วงสู้รบ หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชายแดนกลับมาคึกคักอีกครั้ง มีผลทันที 17 เม.ย. นี้


เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดที่ 4/2569 เรื่องการยกเลิกมาตรการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชั่วคราว และให้กลับไปใช้แนวทางปฏิบัติตามปกติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าชายแดน

ยกเลิกมาตรการ “อังคาร-เสาร์” คืนวิถีการค้าเดิม
ก่อนหน้านี้ จากสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบในพื้นที่บ้านมูด่อง ประเทศเมียนมา จังหวัดได้ออกมาตรการจำกัดการนำเข้า-ส่งออกสินค้าให้ดำเนินการได้เฉพาะวันอังคารและวันเสาร์ ในช่วงเวลา 08.00 – 12.00 น. เท่านั้น เพื่อความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ประกอบกับทางหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกลุ่มผู้ประกอบการได้ร้องขอให้มีการทบทวน

เนื่องจากมาตรการเดิมทำให้เกิดความยากลำบากในการขนส่งสินค้าและไม่สอดคล้องกับวิถีการค้าที่เคยเป็นมายึดแนวทางเดิม เน้นความคล่องตัวแต่รัดกุมสำหรับแนวทางปฏิบัติใหม่ จะกลับไปยึดตามคำสั่งที่ 1/2566 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้:เปิดการค้าปกติ: สามารถทำการซื้อขาย นำเข้า-ส่งออกสินค้าได้ตามเวลาทำการปกติ ณ จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร

แจ้งล่วงหน้า 1 วัน: ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าและยานพาหนะเป็นหนังสือต่อจังหวัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน เพื่อความเรียบร้อยในการจัดระเบียบจราจรและพื้นที่ขนถ่าย
คุมเข้มความถูกต้อง: การนำเข้า-ส่งออกต้องเป็นไปตามกฎหมายศุลกากรและระเบียบของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเคร่งครัดพื้นที่ขนถ่าย: กำหนดให้มีการขนถ่ายสินค้าใน “พื้นที่อ้างสิทธิ” ที่จัดเตรียมไว้เท่านั้น

มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวการผ่อนปรนมาตรการในครั้งนี้ จังหวัดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน และส่งผลดีต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และการจ้างงานประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้กลับมามีรายได้สะพัดดังเดิม

ทั้งนี้ ได้มีการแต่งตั้งป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander: IC) เพื่อกำกับดูแลความเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น ณ บริเวณด่านสิงขรอย่างใกล้ชิด
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง