สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวสวนมะพร้าวเดือด…!! บุก อ.บางสะพาน เผาหุ่น–โลงศพประท้วง ราคามะพร้าวตกต่ำ จี้ยื่นคำขาดถึงเลขาฯ อย. แจงปมนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็ง 14 ก.ค.นี้

วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์ศักดิ์ บุญรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวกว่า 300 คน พร้อมรถกระบะติดตั้งเครื่องเสียง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายมนิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน เพื่อเรียกร้องให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป ซึ่งชาวสวนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายชาวสวนมะพร้าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ขอให้ส่งเรื่องถึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอข้อมูลหลักเกณฑ์ วิธีการอนุมัตินำเข้า รวมถึงสถิติการนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูปย้อนหลังระหว่างปี 2566–2569 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีหนังสือ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการอนุมัตินำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หลังได้รับข้อร้องเรียนจากเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาผลผลิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ เครือข่ายชาวสวนจึงยื่นหนังสือถึงนายอำเภอบางสะพาน ขอให้ประสานเชิญ นางสาวสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่พร้อมเอกสารทั้งหมด เพื่อชี้แจงต่อเกษตรกรโดยตรง ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิด 5 ประเด็นร้อนที่ชาวสวนต้องการคำตอบเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวระบุว่า ต้องการให้ อย. ชี้แจงอย่างชัดเจนใน 5 ประเด็น ได้แก่

1.หลักเกณฑ์และอำนาจในการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป 2.หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร 3.เหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะพร้าวนำเข้าจึงไม่ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน 4.วิธีคำนวณปริมาณการนำเข้าและผลกระทบต่อโควตามะพร้าวผลในประเทศ 5.มาตรการคุ้มครองเกษตรกรไทยจากผลกระทบของการนำเข้าผลิตภัณฑ์มะพร้าว

ย้ำ 7 ข้อเสนอถึงรัฐบาล แก้วิกฤตราคามะพร้าว เครือข่ายฯ ยังยืนยันข้อเสนอ 7 ข้อที่เคยยื่นผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569 ได้แก่
1..ให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั้งหมด จนกว่าราคามะพร้าวผลใหญ่จะไม่ต่ำกว่า 18 บาทต่อผล และมะพร้าวขาวไม่ต่ำกว่า 35 บาทต่อกิโลกรัม

  1. เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าและรับฟังความคิดเห็นเกษตรกรก่อนอนุมัติ 3.จัดตั้งคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาติที่มีตัวแทนชาวสวนจากทุกพื้นที่ 4.ผลักดันให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
  2. นำปริมาณผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่นำเข้า มาคำนวณเทียบเท่ามะพร้าวผลก่อนอนุญาต6.กำหนดให้ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน7.ไม่นำมะพร้าวนำเข้าไปแปรรูปนอกกรอบ AFTA และ WTO

เวทีปราศรัยเดือด วิจารณ์ราคามะพร้าว–การทำงานรัฐบาล ระหว่างการชุมนุม นายสมหวัง พิมพ์สอ ชาวสวนมะพร้าวจากตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน ได้ขึ้นเวทีบนรถเครื่องเสียง กล่าวถึงปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและผลกระทบที่เกษตรกรกำลังเผชิญขณะที่ พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม ได้ร่วมขึ้นเวทีวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และการดำเนินงานด้านการค้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการกล่าวถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมมีการนำหุ่นจำลองและโลงศพสีขาวที่เขียนข้อความเชิงสัญลักษณ์มาใช้ในการแสดงออกเชิงประท้วง

หลังจากยื่นหนังสือให้นายอำเภอบางสะพานแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันจุดไฟเผาหุ่นและโลงศพจำลอง ก่อนแยกย้ายกลับ พร้อมนัดหมายรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่หอประชุมอำเภอบางสะพาน เพื่อรอฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแทนเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายสร้างความขัดแย้ง แต่ต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบหนักจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ Skateboarding Day 2026” รวมพลสายสตรีท สร้างสีสันเมืองกีฬา อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

นายนคร ผลลูกอินทร์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมงานแข่งขันสเก็ตบอร์ด “Pattaya Go Skateboarding Day 2026” ที่ลานกิจกรรมหาดจอมเทียน ข้างสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา สาขาโค้งดงตาล จังหวัดชลบุรี ที่จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา เมืองพัทยา

ในพิธีการแข่งขัน นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงศ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ได้มอบหมายให้นายนายวิสิษฐ์ศักดิ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการแข่งขัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสเก็ตบอร์ด เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในกีฬาประเภทนี้ และร่วมผลักดันให้เมืองพัทยาก้าวสู่การเป็นเมืองกีฬา (Sport City) อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการแข่งขันหลากหลายประเภท ได้แก่ High Ollies, Kickflip Long Ollies, Skate Jam, Ramp Jam และ Best Trick ทั้งในรุ่น Amateur และ Open ซึ่งได้รับความสนใจจากนักสเก็ตบอร์ดเข้าร่วมแข่งขันอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและพลังของกลุ่มคนรักกีฬาสตรีทร่วมสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ของเมืองพัทยา และเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับที่สูงขึ้นในอนาคตต่อไป

อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

ค่ำวันที่ 5 ก.ค.69 โครงการอเกณฑ์ พัทยา คอมมูนิตี้มอลชื่อดังริมถนนพัทยาเหนือ ได้ร่วมกับสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) โดย อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว บ้านยันต์มงคลเศรษฐี พัทยา ในฐานะนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู โดยใช้พื้นที่ลาน XL ของโครงการอเกณฑ์ พัทยา เป็นสถานที่จัดงาน

กิจกรรมงานมูเตลู เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยาสำหรับนักท่องเที่ยวสายมู หรือกลุ่มมูเตลู ที่เดินทางท่องเที่ยวโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสักการะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมดวงชะตา และขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น ความรัก การงาน หรือโชคลาภ การเดินทางรูปแบบนี้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ในงานได้มีการให้ความรู้เรื่องต่างๆ ทั้งฮวงจุ้ย การสักยันต์มงคล และการดูดวง โดยมี อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว และ อ.ภูเดชา วิทยาธนะสกุล วิทยากรผู้เชี่ยวชาญตัวแทนเมืองพัทยา มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกกับผู้ที่เจ้าร่วมกิจกรรมด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พอช. กคช.พม.น่าน จับมือภาคี มอบงบซ่อมบ้าน “แม่ครูกุหลาบ” ศิลปินซอล่องน่าน

น่าน — สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ร่วมกับขบวนองค์กรชุมชน และภาคีเครือข่าย รุดเยียวยาผู้ประสบภัยวาตภัย พร้อมร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยจัดพิธีมอบงบประมาณซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและเครื่องยังชีพให้แก่ “แม่ครูกุหลาบ ศรีทะแก้ว” ศิลปินพื้นบ้านอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านการขับซอล่องน่าน ณ บ้านหนองแดง ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 256การลงพื้นที่ช่วยเหลือในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเหตุวาตภัย พายุฤดูร้อนและลมกระโชกแรงที่พัดถล่มบ้านพักของแม่ครูกุหลาบจนได้รับความเสียหายอย่างหนักเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทาง พอช. จึงได้ประสานความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน (พมจ.)

การเคหะแห่งชาติ สมาคมศิลปินพื้นบ้านจังหวัดน่าน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ร่วมกันขับเคลื่อนการซ่อมแซมบ้านในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มเปราะบางที่ประสบภัยธรรมชาติ แต่ยังเป็นการจรรโลงและสืบสานศิลปะพื้นบ้านของชาวน่านให้คงอยู่คู่ท้องถิ่นต่อไป

สำหรับพิธีมอบงบประมาณและเครื่องยังชีพ ได้รับเกียรติจาก นายอัครา พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวแทนมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและร่วมกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย โดยมี นายบุญเย็น มโนชัย รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้าว, นายประสิทธิ์ โนทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน/กรรมาธิการศาสนา ศิลปวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร

นายกสมาคมศิลปินพื้นบ้านจังหวัดน่าน พันเอก ทศพล ผ่องศรีสุข รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 พ.อ.นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผช.ผอ.พอช. นาย วรวิทย์ นายนทวงษ์ หน.สช.ลำปาง การเคหะแห่งชาติ นายสำรวย พลัดผล ประธานขบวนจังหวัดน่าน และ นายคณพัฒน์ ๆศรีแก้ว หัวหน้ากลุ่มการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พมจ.น่าน และ น.ส.วัชรี พรมทอง ประธานหอการค้า จ.น่าน ร่วมให้การต้อนรับและแสดงความยินดี เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวของแม่ครูกุหลาบอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน นายธาราศานต์ ทองพัก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาที่อาศัยชุมชนริมราง พอช. ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ศึกษาดูงานถอดบทเรียนการจัดการภัยพิบัติและการพัฒนาที่อยู่อาศัย ณ บ้านห้วยขาบ จังหวัดน่าน พร้อมทั้งจัดประชุมสรุปผลการดำเนินงานประจำระยะ 6 เดือนของสำนักฯ ควบคู่กับการเข้าร่วมกิจกรรมมอบงบประมาณเยียวยาดังกล่าว เพื่อนำโมเดลการบูรณาการและการรับมือภัยพิบัติในพื้นที่จริงไปพัฒนากระบวนการทำงานขององค์กรต่อไป

พอช. กคช.พม.น่าน จับมือภาคี มอบงบซ่อมบ้าน “แม่ครูกุหลาบ” ศิลปินซอล่องน่าน หลังพายุฤดูร้อนถล่ม #เดินหน้าฟื้นฟูที่อยู่อาศัยควบคู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น/ภาพ/ข่าว/รพีพร เพชรเจริญ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รัวยิง5นัดดับคาวงเหล้า!!หลานชายอดีตนายกเทศบาลนครอ้อมน้อย

วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร,พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน พร้อมด้วย พ.ต.ท.รณเดช บุตรศรี รอง ผกก.สอบสวน ,พ.ต.ท.อชิรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รอง ผกก.สส.,เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน,แพทย์โรงพยาบาลกระทุ่มแบน และ อาสากู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณชั้นล่าง อพาร์ตเมนต์ หมู่ที่ 13 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาครที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ นอนจมกองเลือดมีบาดแผลถูกปืน ยิงทั้งหมด 5 นัด บริเวณรักแร้ 3 นัด ข้อศอก1 นัด และที่หัวไหล่อีก1นัด ทราบชื่อผู้เสียชีวิตต่อมาคือ นายภาคภูมิ ขวัญเมือง อายุ 33 ปี เป็นหลานชายของ อดึตนายก เทศบาลนครอ้อมน้อย

ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ผู้ตายได้มานั่งกินเหล้ากับเพื่อน 3คน ตรงบริเวณที่เกิดเหตุ เปิดเป็นร้านขายของอย่างสนุกสนาน จู่ๆได้มีคนร้ายเป็นชาย 2 คน ใส่เสื้อคลุมสีดำ สวมหมวกกันน๊อค ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาที่กลุ่มของผู้เสียชีวิต ชักอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่พกมาออกมารัวยิงใส่นายภาคภูมิถึง5นัด นอนจนกองเลือดเสียชีวิตคาวงเหล้าทางด้านของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำเพื่อนผู้เสียชีวิตที่นั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกันไปสอบถามเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน เพื่อเร่งหาเบาะแสและตามตัวคนร้ายรายนี้พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ได้ให้สัมภาษณ์ในเบื้องต้น ว่าผู้เสียชีวิตถูกอาวุธปืนลูกโม่ยังไม่ทราบขนาดยิงถึง 5นัด ส่วนสาเหตุนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากอะไร จะต้องรอการสอบปากคำเพื่อนและพยาน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานอื่นๆก่อน

ทางด้าน พ.ต อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบนได้ให้สัมภาษณ์ว่าทางเราพอจะทราบตัวคนร้ายรายนี้แล้วคาดว่าน่าจะเป็นคู่อริที่พึ่งจะมีเรื่องกัน โดยก่อนเกิดเหตุ คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาวนดูลาดเลาแล้วรอบหนึ่งเห็นผู้ตายนั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนแล้วได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปสักพัก แล้ววนรถกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับ ชักอาวุธปืนอออกมารัวยิงผู้ตายถึง5นัด. ก่อนที่จะขึ่รถจักรยานยนต์หลยหนีไป ทางผู้กำกับได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เร่งกระจายกำลังกันลงพื้นที่ติดตามคนร้ายแกะรอยเส้นทางที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี เพื่อนำตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะสามารถตามจับตัวคนร้ายรายนี้ได้ในไม่ช้า
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ลำพูนร่วมพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ “Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด จ.ลำพูน”

วันนี้ 6 ก.ค.69 เวลา 16.00 น. พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก. ภ.จว.ลำพูน พร้อมด้วย พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน,

ผกก.สภ.เมืองลำพูน , ผกก.สภ.นิคมอุตสาหกรรม, ผกก.สภ.เหมืองจี้, ผกก.สืบสวน ภ.จว.ลำพูน นำกำลังข้าราชการตำรวจ กว่า 65 นาย เข้าร่วมพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ “Operation

90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด จ.ลำพูน” ณ บริเวณลานศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสะพานท่าขาม ต.ในเมือง ภ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ซึ่งได้มีฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข สถานศึกษา

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และเครือข่ายชุมชน เข้าร่วมการปล่อยแถวในครั้งนี้ โดยมี นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิด

ด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายสำคัญและข้อสั่งการ ให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการและบูรณาการ

ปฏิบัติงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ประกาศสงครามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด เปิดปฏิบัติการยุทธการ “Operation 90 Days”

สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศระดมกำลังปล่อยแถวพิฆาตกวาดล้างยาเสพติดใน 90 วัน โดยมีการเริ่มขับเคลื่อนมาตรการอย่างเข้มข้นตั้งแต่วันนี้ (1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569)

โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้งมิติด้านการป้องกัน การปราบปราม และการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง

ความพร้อมในการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในระยะเร่งด่วน ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างสูงสุด หากพบเบาะแสผู้ค้ายาเสพติดหรืออาชญากรรม สามารถแจ้งได้ที่ 191 หรือ 053-569790 ได้ตลอด 24 ชม…

ภาพ/ข่าว สมจิตร์ แสงบัลลังค์


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ท่าหลวง จ.ลพบุรี เปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด”

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอท่าหลวงนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ประธานพิธี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้กำกับการสถานีตำรวรภูธธธรท่าหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ทุกท่านพร้อมบริเวณในพิธีเปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อำเภอท่าหลวง ในวันนี้

ด้วยปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและมอบให้เป็นนโยบาย Operation 90 Daysผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน การจัดกิจกรรม

ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ของอำเภอท่าหลวง เป็นมาตรการดำเนินงานหนึ่งที่สำคัญยิ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นำมาตรการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

อำเภอท่าหลวง ได้ร่วมบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข และภาคประชาชน เพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันโดยมีเป้าหมายในการลดปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง จำนวน 9 ประเด็น ได้แก่(1) การบุกรุกที่ดิน
สาธารณะ(2) อาชญากรรมทางเทคโนโลยี(3) ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมิมีนี)(4) ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(5) การฟอกเงิน(6) ผู้มีอิทธิพล(7) หนี้นอกระบบ(8) ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและ (9) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมันคง ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบ Operation 90

Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด (ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569)ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์และแสดงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบ
ปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 90 วัน โดยมีเป้าหมายในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ค้นหาและนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดพื้ดฟื้นฟู ขยายผลจับกุมผู้ค้าและเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนสร้างความ

ปลอดภัยและความผาสกให้แก่ประชาชน การจัดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคล่วมที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนการกิจดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรมต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.มุกดาหาร สอบพยานแล้ว 28 ปาก คดีเด็ก 11 ปี ขับรถชนพระธุดงค์ แยกดำเนินคดีเด็ก-ผู้ปกครอง ขณะบ้านพักเด็กเผยยังสื่อสารกับเด็กไม่ได้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่ห้องประชุมแสงสิงแก้ว กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าคดีเด็กชายอายุ 11 ปี ขับรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุระหว่างเดินจาริกธุดงค์ เป็นเหตุให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายรายการประชุมครั้งนี้มี นางสาวชุติมา คงสกุล อัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธาน พร้อมด้วย พ.ต.อ.อำนาจ หาญชนะ, พ.ต.อ.สวัสดิ์ ศรีแสนยง และ พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร, พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร, นางยุพิน ไคลพิมาย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร,

นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีและกำหนดแนวทางดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมพ.ต.อ.อำนาจ หาญชนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานแล้ว รวม 28 ปาก ทั้งพยานผู้เห็นเหตุการณ์และพยานแวดล้อม พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และพยานบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประกอบสำนวนคดีพ.ต.อ.อำนาจ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินคดีได้แยกออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดำเนินคดีกับเด็กผู้ขับรถ และการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็ก

ในส่วนของเด็ก ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการสอบสวนได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการรักษาและบำบัดที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ จังหวัดอุบลราชธานี จึงต้องรอผลการประเมินจากแพทย์และทีมสหวิชาชีพก่อน ว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนการดำเนินคดีกับผู้ปกครอง พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานปล่อยปละละเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก หรือมีความผิดตามกฎหมายในส่วนอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นว่าเด็กสามารถนำรถยนต์ออกมาขับบนถนนสาธารณะได้อย่างไร มีผู้ใดเป็นผู้สอนให้ขับรถ หรือปล่อยให้เด็กเข้าถึงรถยนต์และกุญแจรถ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนอย่างละเอียด

พ.ต.อ.อำนาจ กล่าวอีกว่า อุปสรรคสำคัญของการสอบสวนในขณะนี้ คือ ยังไม่สามารถสอบปากคำเด็กได้ เนื่องจากทั้งเด็กและมารดายังคงอยู่ในภาวะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ทำให้พนักงานสอบสวนสามารถสอบปากคำได้เพียงตาและยายของเด็กในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดจะต้องนำมาตรวจสอบกับพยานหลักฐานอื่นก่อน จึงจะสามารถสรุปข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องได้

ด้าน นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันเด็กชายอายุ 11 ปี ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ จังหวัดอุบลราชธานี และอยู่ในกระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเมื่อแพทย์ประเมินอาการและอนุญาตให้กลับจังหวัดมุกดาหาร เด็กจะถูกส่งตัวมายังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร ก่อนที่ทีมสหวิชาชีพจะประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพ ฟื้นฟู และกำหนดแนวทางดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายอนุวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เด็กเคยถูกนำตัวมายังบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหารประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ยังไม่สามารถพูดคุยหรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ได้ เนื่องจากเด็กไม่สามารถสื่อสารข้อมูลได้ และมีพฤติกรรมเดินหรือวิ่งไปมาตลอดเวลา การสื่อสารกับเด็กจึงต้องอาศัยการพูดคุยผ่านยายและมารดาเป็นหลักด้านพนักงานสอบสวนยืนยันว่า มีพยานบุคคลและภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า เด็กเป็นผู้ขับรถยนต์ในวันเกิดเหตุ รวมทั้งมีพยานที่เห็นผู้คนช่วยนำเด็กออกจากตำแหน่งคนขับหลังเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดี

ภายหลังเด็กได้รับการรักษาและผ่านการประเมินจากทีมแพทย์แล้ว ทีมสหวิชาชีพจะร่วมกันพิจารณาแนวทางคุ้มครองสวัสดิภาพ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามกฎหมาย ขณะที่พนักงานสอบสวนจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของเด็ก และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จับรถสามล้อเมียนมา ขนยาบ้า 6 แสนเม็ด เคตามีนกว่าร้อยโล ที่ด่านพรมแดนแม่สาย

เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2569ที่บริเวณช่องทางเดินรถขาเข้ามาภายในประเทศ ด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สาย ร่วมกับ เจ้าหน้าที่

ทหาร กองร้อยทหารม้าที่ 3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการตรวจค้นรถยนต์รับจ้าง 3 ล้อขนาดเล็ก ติดป้ายทะเบียนประเทศเมียนมา คนขับเป็นชายชาวเมียนมาอายุ 41 ปี

จากการตรวจค้น พบมีตระกร้าผลไม้เปล่าบังไว้ด้านนอก เมื่อตรวจค้นด้านใน พบตระกล้าบรรจุห่อสีน้ำตาล มีสัญลักษณ์ 999 ข้างในในเป็นยาเม็ดสีส้ม ประทับอักษรภาษาอังกฤษ wy หางยาว ซองละ 200 เม็ด ห่อๆละ 10,000 เม็ด จำนวน 60 ห่อ รวมทั้งหมด 600,000 เม็ด

ตรวจสอบด้วยน้ำยาให้ผลว่าเป็นยาบ้า มีมูลค่าประมาณ 30,000,000 บาท และพบตระกร้าบรรจุถุงชาจำนวน 5 ตระกร้า นับได้รวม 107 ถุง ภายในถุงชามีวัตถุเป็นเกล็ดสีขาว น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มถุงละ 1.045 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 111.815 กิโลกรัม ตรวจสอบด้วยน้ำยาทดสอบให้ผลว่าเป็นเคตามีน มีมูลค่า 44,726,000 บาท

สอบถาม นายคุน เต็ง อู (Mr.Khun thein oo) คนขับรถชาวเมียนมา ทราบว่า มีผู้ว่าจ้างเป็นเงิน 10,000 บาท ให้นำสิ่งของทั้้งหมดจำเข้ามาในประเทศไทย โดยให้ไปจอดรอผู้มารับที่บริเวณถนนด้านหลังโรงแรมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ห่างจากด่านพรมแดนประมาณ 100 เมตร แล้วจะมีคนมารับต่ออีดทอดหนึ่ง แต่ว่าค่าจ้างจะได้รับหลังจากส่งมอบสิ่งของทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่ามีความผิดฐาน นำหรือพาของที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามมาตรา 242 ประกอบกับ มาตรา 252 พ.ร.บ.ศุลกากรพ.ศ.2560 และความผิดฐานนำหรือพาเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษ โดยผิดกฎหมาย อันเป็นความผิดตามมาตรา 91 ประกอบมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 โดยจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บก.ปทส.ร่วม ตร.ภูธร ภาค 5 ลงพี้นป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ บ้านห้วยโป่ง ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ

3-07-69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.4 บก.ปทส.ร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5
ลงพี้นที่บริเวณป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง หมู่ 1 บ้านห้วยโป่ง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ

ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช. ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพื้นที่บุกรุกได้รวม 5 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 76 ไร่ประกอบด้วย

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 948,288 บาทแปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 750,354 บาทแปลงที่ 3 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,209,642.63 บาท

แปลงที่ 4 ตรวจยึดพื้นที่ป่าเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งถูกบุกรุก เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,466,926.28 บาทและแปลงที่ 5 ตรวจยึดพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 26 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 891,620.93 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพื้นที่ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบสิทธิการครอบครอง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่ คทช. เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกันการขยายพื้นที่บุกรุก และคุ้มครองผืนป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำของประเทศ…


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ภาพยนตร์สะท้อนสังคมวัยรุ่นโดยเฉพาะยุค GEN Z ตีแผ่ปัญหาหลากหลายมุม

“SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน” ภาพยนตร์สะท้อนสังคมวัยรุ่นโดยเฉพาะยุค GEN Z ตีแผ่ปัญหาหลากหลายมุม ของสถาบันการศึกษาและสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว “จื้อหลิง ดลณพรรณ ศิริยานต์ “ แสดงเป็นแตม เป็นนักแสดงหน้าใหม่ลูกสาวเอมมี่แม็กซิม อายุเพียงแค่ 17 ปี แต่กล้าได้กล้าเสียกับฉากเลิฟซีนที่ต้อง

เปลืองเนื้อเปลืองตัว แต่ก็ยังถือว่ายังน้อย ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก ด้วยความที่ยังเป็นเยาวชน ทางผู้กำกับให้เหตุผลว่ามีขอบเขตในการถ่ายทำโดยเฉพาะฉากเลิฟซีน ถ้าโป๊มากไปกว่านี้หนังอาจจะไม่ได้ฉาย ก็ถือว่าเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่โชว์ฝีไม้ลายมือแบบสอบผ่านเลยเชียว จื้อหลิงเป็นตัวแทนของ

เด็กสาวที่มาจากสถาบันครอบครัวล้มเหลว มีแม่เป็นโสเภณี พูดจาหยาบคาย ขาดความอบอุ่น จึงต้องออกไปแสวงหาความสุขข้างนอกตามประสาวัยรุ่นทั่วไป จนทำให้เกิดการก้าวผิด ไปมีสัมพันธ์กับผู้ชายหลากหลายไม่ซ้ำหน้าโดยเฉพาะกับครูของตัวเอง

“คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา” พระเอกซีรี่ย์วายชื่อดัง กับการพลิกบทบาทครั้งแรกแสดงเป็นครูคิม ที่ต้องเข้าฉากเลิฟซีนกับผู้หญิงแท้ๆ เพราะที่ผ่านมาแสดงคู่กับผู้ชายมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ทำให้สาวกสาววายต้องผิดหวัง เพราะในเรื่อง มีฉากรักสามเศร้าเราสามคน สับสนในตัวเอง ว่าจะเลือกทางไหนดี ประตูหน้าหรือประตูหลัง

ถือว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งของคิมม่อนที่ได้เป็นพระเอกภาพยนตร์อย่างเต็มตัว เรื่องฝีมือการแสดงหายห่วงเพราะผ่านงานแสดงมาเยอะ เป็นเรื่องของคิมม่อน เป็นครูที่ก้าวผิด มีสัมพันธ์สวาทกับลูกศิษย์ของตัวเอง ซึ่งถือว่าผิดวินัยศีลธรรมจรรยาบรรณของความเป็นครูอย่างร้ายแรง ในเมื่อหักห้ามใจไม่ได้ปัญหาก็จะเกิด

“ลิลลี่เ หงียน” โด่งดังจากรายการโหนกระแสประเด็นทวงหนี้ผ่านสื่อ หลังจากนั้นก็ผันตัวเองเป็นอินฟูเอนเซอร์ แล้วเดินหน้าเข้าวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว เล่นหนังมาหลายเรื่องกับพี่พจน์ อานนท์ ล้วนแต่เป็นบทตลก แต่พอมาแสดงเรื่อง sos. ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ต้องพลิกบทบาทเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีอาชีพโสเภณี ขายกีเลี้ยงลูก บอกได้เลยว่าบทค่อนข้างแรง แต่ฝีมือการแสดงของลิลลี่เหงียนก็เอาอยู่ ออกแต่ละฉาก ฟาดทุกเม็ด เป็นตัวแทนของสถาบันครอบครัวที่ล้มเหลว

“ม่อน วรวิทย์ จันทะเสน” นักร้องหมอลำอินดี้ชื่อดัง ปัจจุบันแต่งหญิง grand opening เรื่องผัว ก่อนหน้านี้ทางผู้กำกับเคยวางตัวให้เป็นพระเอก แต่เทสไม่ได้แล้ว จึงต้องมารับบทเป็น เจแปน กระเทยสาว มีผู้ชายรายล้อม เป็นตัวแทนของคนที่ขาดการศึกษา แม้แต่หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ออก มีพฤติกรรมเมามันกับกาม การก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจนำไปสู่ความฉิบหายของชีวิต

“ริว รวินทร์ โกวิทวณิช” นักแสดงดาวรุ่งคนใหม่ หน้าตาจิ้มลิ้ม ทางผู้กำกับเห็นแววเป็นเคะ จึงจับให้เป็นคู่จิ้นกับคิมม่อน รับบทเป็นวิน ลูกศิษย์ที่แอบชอบครู มีความชัดเจนในความคิด เรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมในความรัก เป็นผู้ทลายกำแพงที่ขวางกั้นความรักระหว่างครูกับนักเรียน เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล

ถือได้ว่า “SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน” ได้สะท้อนสังคมอีกมุมหนึ่ง ที่ทางผู้กำกับกล้าที่จะเล่าเรื่องบัดสี ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลใช่ไหม กับผลงานของ โกลด์ไฟเตอร์ครั้งนี้จัดว่าดีเกินคาดกว่าที่คิด สามารถเรียกเสียงกรี๊ดและฮือฮาจากคนดูรอบสื่อสมวลชนตลอดทั้งเรื่อง

ฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อาศัยจังหวะเผลอ! โจรย่องขโมย จยย. หน้าร้านขายข้าวเมืองมุกดาหาร เจ้าของเสียบกุญแจคาไว้ กล้องวงจรปิดจับภาพชัด

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายอิษวัต บำรัมย์ อายุ 24 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ สารวัตร (สอบสวน) พนักงานสอบสวนเวรคดีอาญา สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อให้ดำเนินคดีกับคนร้ายในข้อหาลักทรัพย์ หลังรถจักรยานยนต์ที่ใช้ขับมาทำงานถูกขโมยไปอย่างอุกอาจในช่วงกลางวัน

นายอิษวัต ให้การว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟไอ สีแดง-เทา ทะเบียน 1กต 7429 มุกดาหาร ซึ่งเป็นรถของ น.ส.กาญจนา จนา ยิ่งเร่งเริง ภรรยา มาทำงานเป็นพนักงานส่งข้าวสารที่ร้าน “ข้าวสวย” บนถนนสมุทรศักดารักษ์ ตำบลศรีบุเรือง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อเดินทางมาถึงร้านเวลาประมาณ 08.00 น. ได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้บริเวณด้านข้างร้าน โดยเสียบกุญแจรถคาไว้ที่สวิตช์ วางหมวกกันน็อกไว้ที่คอรถ และใช้เสื้อกันหนาวคลุมทับ ก่อนจะเข้าไปปฏิบัติงานภายในร้านตามปกติ

กระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. เมื่อออกมาจะนำรถไปใช้งาน กลับพบว่ารถจักรยานยนต์ได้หายไปจากจุดที่จอด สอบถามผู้ที่อยู่บริเวณดังกล่าวไม่มีผู้ใดทราบว่าใครเป็นผู้นำรถออกไป จึงแจ้งให้เจ้าของร้านทราบและร่วมกันตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายต้องสงสัย 1 คน สวมกางเกงขาสั้น สวมเสื้อกันหนาวแขนยาวสีดำหรือสีเข้ม รองเท้าสีขาวคาดสายสีแดง เดินตรงไปยังจุดที่จอดรถ ก่อนยกเสื้อกันหนาวและหมวกกันน็อกที่คลุมรถออกวางไว้ จากนั้นอาศัยจังหวะที่กุญแจยังเสียบคาอยู่ สตาร์ตรถจักรยานยนต์แล้วขี่หลบหนีออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

ภายหลังเกิดเหตุ นายอิษวัตจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อติดตามรถจักรยานยนต์ของกลางกลับคืนให้เจ้าของต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากเตือนประชาชนไม่ควรเสียบกุญแจรถทิ้งไว้ แม้จะจอดรถเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะอาจตกเป็นเป้าหมายของคนร้ายได้ง่าย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ญาติพระธุดงค์ไม่ต้องสู้ลำพัง! สภาทนายความตั้งศูนย์ช่วยเหลือ เดินหน้าฟ้องคดีแพ่งฟรี พร้อมแจ้งสิทธิครบทุกด้าน

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ได้มอบหมายให้นายจิรศักดิ์ เอี่ยมดิลก กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 4 พร้อมด้วย นางสาววัชราภรณ์ สลางสิงห์ ประธานสภาทนายความจังหวัดมุกดาหาร นำคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 4 และคณะกรรมการสภาทนายความจังหวัดมุกดาหาร

ลงพื้นที่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อเข้าเยี่ยมให้กำลังใจญาติของพระสงฆ์ที่มรณภาพ และพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถกระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์คณะสภาทนายความได้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย พร้อมอธิบายขั้นตอนการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและการเยียวยาตามกฎหมายแก่ญาติผู้เสียชีวิตและพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและสามารถดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้

ในโอกาสเดียวกัน นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร ได้ชี้แจงแนวทางการรักษาและอาการอาพาธของพระสงฆ์แต่ละรูปให้แก่คณะผู้เข้าเยี่ยมและญาติได้รับทราบทั้งนี้ นายกสภาทนายความได้มอบหมายให้สภาทนายความจังหวัดมุกดาหาร ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน ให้คำปรึกษา และให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง

สภาทนายความระบุว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บและทายาทของพระสงฆ์ที่มรณภาพ มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายได้ 3 ส่วนหลัก ได้แก่1.สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถผู้บาดเจ็บหรือทายาทของผู้เสียชีวิต มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นฝ่ายผิด เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ค่าชดเชยกรณีทุพพลภาพหรือสูญเสียอวัยวะ และค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต ซึ่งจ่ายให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

2.สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งนอกจากเงินเยียวยาตาม พ.ร.บ. แล้ว ผู้เสียหายหรือทายาทยังสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ต้องรับผิดได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกินวงเงิน พ.ร.บ. ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้บาดเจ็บ ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในการประกอบพิธีศพ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และค่าเสียหายอื่น ๆ ที่สามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

3.สิทธิในคดีอาญาหากการกระทำเข้าข่ายความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายหรือทายาทมีสิทธิร้องทุกข์ ติดตามการดำเนินคดี ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ รวมทั้งเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา หรือเลือกฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากก็ได้

สำหรับกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นผู้เยาว์ สภาทนายความอธิบายว่า หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้เยาว์ต้องรับผิด และเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ผู้ปกครองอาจมีความรับผิดร่วมในการชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการดูแลหรือมีเหตุแห่งความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะเป็นไปตามดุลพินิจของศาลจากพยานหลักฐานในคดี

นอกจากนี้ สภาทนายความยังยืนยันว่าจะจัดหาทนายอาสาเพื่อดำเนินการฟ้องร้องคดีแพ่งให้แก่ผู้เสียหายและญาติของพระสงฆ์ที่มรณภาพ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทพ. 2103 สกัดจับรถตู้ทึบลอบขน “หนังหมูแช่แข็ง” 720 กก. ข้ามโขงเถื่อน เร่งหนีแต่ไม่รอด พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เจ้าหน้าที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2103 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21) สามารถสกัดจับรถกระบะตู้ทึบลักลอบขนหนังหมูแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม ซึ่งลักลอบนำเข้าจากฝั่ง สปป.ลาว โดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า บริเวณบ้านส้มป่อย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร มีกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้เรือขนสินค้าข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย ก่อนมีชายประมาณ 10–15 คน ช่วยกันแบกกระสอบจากเรือขึ้นบรรทุกใส่รถกระบะตู้ทึบ แล้วขับออกจากพื้นที่มุ่งหน้าไปตามถนนหมายเลข 203

ภายหลังได้รับข้อมูล เจ้าหน้าที่ได้วางแผนและจัดกำลังออกลาดตระเวนติดตาม จนกระทั่งเวลาประมาณ 01.20 น. พบรถกระบะตู้ทึบยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 1368 กรุงเทพมหานคร มีลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง จึงแสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่กลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องขับรถติดตามอย่างกระชั้นชิด

การไล่ติดตามสิ้นสุดบริเวณถนนวงแหวนรอบนอกหมายเลข 238 บ้านเขามโนรมย์ หมู่ 9 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่สามารถสกัดรถไว้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมควบคุมตัวผู้ขับขี่ ทราบชื่อคือ นายทักสินธ์ อายุ 58 ปี ชาวอำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจค้นภายในตู้ทึบของรถ พบกระสอบจำนวน 36 กระสอบ ภายในบรรจุหนังหมูแช่แข็ง น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม เมื่อตรวจสอบไม่พบเอกสารหรือใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์แต่อย่างใด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในข้อหานำเข้าหรือเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามมาตรา 22 มาตรา 31 มาตรา 34 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายังกองบังคับการทางยุทธการของกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2103 ก่อนประสานสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารเข้าตรวจสอบรายละเอียดของของกลาง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อำเภอแม่สายและภาคีเครือข่ายร่วมเซ็นต์ MOU ซ้อมแผนเผชิญเหตุรับมืออุทกภัย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ศูนย์เฝ้าระวังและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ราชภัฏเชียงราย เทศบาลเวียงพางคำ เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ

เพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ต.เวียงพางร่วมกับภาคีเครือข่ายผนึกกำลังทุกภาคส่วน MOU บูรณาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โชว์ศักยภาพความพร้อมซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย

3 ก ค 69 อำเภอแม่สายเดินหน้ายกระดับการจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบ โดยนาง อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นาย วรายุทธ

ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกัน

และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ศูนย์เฝ้าระวังภัยและตอบโต้ภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ราชภัฏเชียงราย เครือข่ายจัดการภัยพิบัติเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)

ตำบลเวียงพางคำ ตำบลบ้านดู่ และลุ่มน้ำลาว ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างกลไกการประสานงานที่รวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

การลงนามในครั้งนี้ มีทั้งหมด 14 หน่วยงานในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายในการดำเนินการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในรูปแบบ (ICS.Drill)เพื่อเตรียมความ

พร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเป็นการนำบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 มาถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ในการฝึกครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเตรียมการรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยที่ได้ถอดบทเรียนจากอดีตมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย สำหรับการบริหารจัดการน้ำนั้น ซึ่งการทำ MOU และการฝึกซ้อมแผนในครั้งนี้

ถือเป็นเครื่องยืนยันและมุ่งมั่นที่จะบูรณาการกำลังพลจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชนจิตอาสา และมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า หากเกิดสถานการณ์สาธารณภัยขึ้น อำเภอแม่สายจะสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯน่าน เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก 2-4 ก.ค. 2569

วันที่ 3 ก.ค.2569 ที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน จังหวัดน่าน สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ณ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค.2569 เพื่อรวมพลังเยาวชน ระดับมัธยมศึกษา กว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา เพื่อเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังอุดมการณ์แห่งการมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองรับใช้สังคมส่วนรวม ยกระดับให้เป็นจิตอาสาที่เป็นพลชาติ เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบที่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้เกียรติมอบหมาย นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดโครงการมีพลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ และ คุณถนอมพจน์ เฉินสุจริตการกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น)
ประธานคณะหาทุน นสช.รุ่นที่ 20 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์

โอกาสนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวบรรยายพิเศษใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โรงเรียนสร้างชาติ” และ “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน และเยาวชนคือพลังหลักที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณธรรม ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน ค่ายเยาวชนสร้างชาติไม่ใช่เพียงกิจกรรม 3 วัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีภาวะผู้นำ จิตสาธารณะ และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต เพราะอนาคตของชาติ ไม่ได้รอคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่ “ดี เก่ง และกล้า” ที่พร้อมลุกขึ้นมาร่วมสร้างประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืน และน่าอยู่สำหรับคนทุกเจเนอเรชันต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ที่จัดโดยนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 สถาบันการสร้างชาติ ภายในโครงการดังกล่าว ยังได้มีการจัดอบรมกลุ่มย่อย พระสร้างชาติ, ครูสร้างชาติ และพ่อแม่สร้างชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมสร้างเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีความเข้มแข็งช่วยผลิตและสร้างเยาวชนต้นแบบให้มีคุณภาพและให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ตามโมเดลบ้าน 3 หลังของศ.ดร. เกรียงศักดิ์

สำหรับโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากส่วนราชการ วิทยาลัยเทคนิคน่าน หน่วยงานต่างๆและผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม อาทิคุณสกล ก๊กผล ประธานยุทธศาสตร์งานเยาวชน ของสถาบันการสร้างชาติ, คุณจตุรงค์ พิศุทธ์สินธุ์ ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 16 รศ.ดร. นที ขลิบทอง ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 21พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO นสช. รุ่นที่ 21, นายกองเอก ดร. ประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พันเอก ดร. ศุภณัฏฐ์ หนูรุ่ง อดีตรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ, ประธานกรรมการ, ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวย

การกองการพัฒนาบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน, คุณสิริกร พัชรกุลวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ, คุณผการัตน์ ตามชู ประทาน ชมรมวิสาหกิจร่มเตียงหาดป่าตอง,คุณพจนันท์ กองมาก ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงท่านผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และครูอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และ จังหวัดพะเยา คณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติทุกรุ่น โดยคณะผู้จัดโครงการขอขอบคุณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน,กรมทางหลวง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น),บริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด,บริษัท แลคตาซอย จำกัด,บริษัท กระดาษทัย กรุ๊ป จำกัด,บริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด,บจก.บิวตี้ แลนด์แอนด์โฮม, บจก.PF&D ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสร้างชาติรุ่นที่ 19 ในโอกาสนี้ด้วย

เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค. 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 1,200 คน โดยเป็นเยาวชนระดับมัธยมศึกษากว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา พร้อมด้วยพระสงฆ์ ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายการสร้างชาติร่วมกัน/บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ แสดงจุดยืน ’SAVE พัทยา‘ จี้ ‘ศิโรตม์‘ ขอโทษคนพัทยา หลังพ่นน้ำลายทำลายภาพเมืองท่องเที่ยว

เย็นวันที่ 3 ก.ค.69 ที่ลานอเนกประสงค์ ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา (บาลีฮาย) เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประชาชนหลากหลายอาชีพทั้งที่เป็นคนพื้นเพ และผู้ที่มาอาศัยทำมาหากินในเมืองพัทยา ได้นัดหมายกันออกมารวมพลังแสดง

จุดยืน “SAVE พัทยา” และเรียกร้องให้นาจศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ออกมาขอโทษคนพัทยา หลังออกรายการถกไม่เถียงโจมตีเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ทำนองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการยิงกันในสนามเลือกตั้ง ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้

ผู้คนที่เข้าร่วมงานแสดงจุดยืน SAVE พัทยา เป็นผู้คนหลากหลายอาชีพที่อยู่ในเมืองพัทยาที่ต้องการให้นายศิโรตม์ ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่าต้องการอะไรถึงได้โจมตีเมืองพัทยา

โดยไม่มีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนมาออกรายการ ทั้ง พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการธุรกิจ กลุ่มประมงท้องถิ่น กลุ่มสหกรณ์สองแถว แท็กซี่ จยย.รับจ้าง บาร์เบียร์ กลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ ตัวแทนชุมชนต่างๆ ในเมืองพัทยา รวมจำนวนนับพันคน

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าสิ่งที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดนั้นไม่เป็นความจริง ส่งผลกระ

ทบต่อภาพลักษณ์เมืองพัทยา เมืองแห่งโอกาสที่ผู้คนทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติ เข้ามาอาศัยทำมาหากิน การสร้างภาพให้เมืองพัทยาเป็นเมืองบ้านป่าเมืองเถื่อนกระทบโดยตรงกับคนที่อยู่ในพัทยา จึงเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบคำพูดด้วย

Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ปลุกกระแสไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีพิธีเปิดงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก โดยมี น.ส.มิลลิกา สุดเสน่ห์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา และ น.ส.หทัยรัตน์ โพธิ์เกตุ ผอ.ศูนย์การค้าฯ ร่วมเปิดงาน

สำหรับงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ถือเป็นเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่ศูนย์การค้าฯ ร่วมกับ ททท. และเมืองพัทยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-12 ก.ค.69 โดยนำเอาร้านอาหารคาว หวานและเครื่องดื่มหลากหลายแห่งในภาคตะวันออกมารวมไว้ในที่เดียว บริเวณชั้น G-Paris ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา

ภายในงานได้เพิ่มสีสันกิจกรรมด้วยการแข่งขันกินเร็วชิงแชมป์ (Speed Eating) และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน ทั้งนี้ร้านค้าที่ให้บริการในงานจำนวนมากได้

เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส ทำให้กระแสการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยดูมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ตลอดการจัดงาน 10 วันเต็ม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สส.เดียร์” เปิดสนาม การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติดEGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 ครั้งที่ 4

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่สนามฟุตบอลวัดนาล้อม หมู่ที่ 3 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันขึ้นระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โดยมี พระครูสังฆรักษ์สำราญ อภิชาโต เจ้าอาวาสวัดนาล้อม นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) นายวิบูลย์ เทียนทอง ผู้ช่วย สส.พงษ์พันธ์ เผ่าประทาน และประธานชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายกฤษดา ลือโรจน์วงษ์ ที่ปรึกษานายกเทศบาลตำบลทับสะแก นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก พร้อมคณะกรรมการชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก คณะครู อาจารย์ และนักเรียน ให้การต้อนรับ

นายรภีร์ เคนแก้ว พนักงานวิชาชีพระดับ 9 ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหน่วยงานที่ดำเนินภารกิจด้านผลิตและจัดหาไฟฟ้าของประเทศ ตามแผนพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้า เพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถ และเสริมสร้างความมันคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับการมีธรรมาภิบาล ดูแลรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม

กฟผ. จึงได้ริเริ่มจัดโครงการ “ฟุตบอลเยาวชนต้านยาเสพติด EGAT Youth Cup ทับสะแก 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี และ 12 ปี กำหนดจัดการแข่งขันระหว่าง วันที่ 3-4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก โดยมีจุดมุ่งหมายให้เด็ก เยาวชน ได้ออกกำลังกาย สร้างทักษะด้านกีฬา เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของเยาวชน ตลอดจนผู้ปกครอง เป็นการสานสัมพันธภาพอันดีระหว่างกัน โดยมีโรงเรียนส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 16 ทีม กิจกรรมนี้ ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิงจากทุกภาคส่วน ได้แก่ วัดนาล้อม ในฐานะเจ้าของสถานที่ ความมุ่งมันตั้งใจของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ.ร่วมกับ ชมรมฟุตบอลอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.โคราช คืนเงินเหยื่อแก๊งลงทุนออนไลน์9 แสนบาท ถูกหลอกกว่า 1.8 ล้านบาท เร่งล่าบัญชีม้า / ทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผู้กำกับการ สภ.มะเริง ร่วมพิธีคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายคดีหลอกลวงให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเงินจำนวน 890,727.30 บาท ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนติดตามเส้นทางการเงินและสามารถอายัดเงินไว้ได้ทัน

คดีดังกล่าวเกิดจากผู้เสียหายถูกคนร้ายชักชวนผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อบัญชี “CONCENTRATED LIQUID KERA” อ้างชักชวนร่วมลงทุนซื้อขายอาหารเสริม พร้อมรับผลตอบแทนและกำไรในอัตราสูง ก่อนให้ผู้เสียหายติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ศูนย์การเงินแก้ระบบ” ซึ่งแอบอ้างเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ และค่อย ๆ หลอกให้เพิ่มวงเงินลงทุนจากจำนวนน้อยไปสู่จำนวนมาก

ต่อมาเมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทน กลับถูกคนร้ายอ้างว่าระบบเกิดข้อผิดพลาด และต้องโอนเงินเพิ่มเติมเพื่อชำระภาษีแพลตฟอร์ม ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง ผ่านบัญชีปลายทางรวม 6 บัญชี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,802,027.21 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง ก่อนเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.มะเริง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

ภายหลังรับแจ้งความ พ.ต.ต.จิรศักดิ์ ว่องไว สารวัตร (สอบสวน) สภ.มะเริง ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้ง 6 บัญชี พบว่าสามารถอายัดเงินได้ 1 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีของบริษัท ฟินเทค จำกัด ผู้ให้บริการตัวกลางรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Payment Gateway) ภายใต้ชื่อทางการค้า “ChillPay” เป็นเงินจำนวน 890,727.30 บาทจากนั้น พ.ต.ต.จิรศักดิ์ ว่องไว ได้เดินทางเข้าพบผู้แทนบริษัท เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความร่วมมือคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งบริษัทได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และยินยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้เสียหายครบถ้วน

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกำชับให้ทุกสถานีตำรวจเร่งรัดสืบสวนสอบสวนคดีหลอกลวงออนไลน์อย่างเต็มที่ เพื่ออายัดทรัพย์สินและติดตามเงินคืนให้ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนติดตามบัญชีม้าที่เหลือ รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และติดตามเงินส่วนที่เหลือคืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป.

ตำรวจโคราชทลายเครือข่าย ไอ้ตั้ม บางคล้า ค้าอาวุธปืนออนไลน์ รวบหนุ่มวัย 34 ปี ยึดปืน 15 กระบอก มูลค่ากว่า 1.17 ล้านบาท เงินหมุนเวียน 20 ล้าน เตรียมขยายผลล่าเครือข่าย

เวลา 14.30 น. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.สหพร เอียการนา ผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการสืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 15 กระบอก มูลค่าประมาณ 1,175,000 บาท

ผู้ต้องหาคือ นายประเสริฐ โสภา หรือ “ตั้ม บางคล้า” อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกจับกุมได้ภายในบ้านพักเลขที่ 174 หมู่ 6 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลจนพบพฤติการณ์ลักลอบซื้อขายอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดอาวุธปืนหลากหลายชนิด ทั้งปืนลูกโม่ ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ ปืนยาว และปืนกลมือ รวม 15 กระบอก อาทิ CZ 75, SIG P229, SIG P320, Glock 19, Beretta PX4, Smith & Wesson M&P9C, SIG MPX, CZ ขนาด .22, Commando M4, Derya MK12, Les Baer ขนาด .45 และ Kimber พร้อมแมกกาซีนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดอุปกรณ์ที่เชื่อว่าใช้ในการประกาศขายและจัดเตรียมสินค้า ได้แก่ ชุดไฟสตูดิโอ (Softbox) แผ่นหญ้าเทียม เครื่องพิมพ์พกพา ยี่ห้อ Peripage พร้อมกระดาษม้วน รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าใช้ติดต่อซื้อขายอาวุธปืนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายหรือมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองสำหรับการค้า (ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่” ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้าอาวุธปืนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ที่เคยซื้ออาวุธปืนจากเครือข่ายดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและป้องกันการนำอาวุธไปก่อเหตุอาชญากรรมต่อไป.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกรัฐมนตรีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินฯ บึงกาฬ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาเมือง

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดินในโครงการ และประชาชนร่วมพิธี

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมือง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายถนนและระบบสาธารณูปโภค

จะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองที่สนับสนุนการดำเนินโครงการจนประสบผลสำเร็จ

ด้านนางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง โดยอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินในการจัดสรรพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน

สำหรับโครงการในจังหวัดบึงกาฬ เจ้าของที่ดินได้ร่วมเสียสละพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดถนนตามผังเมืองสาย ก4 ขนาดเขตทาง 12 เมตร ระยะทาง 530 เมตร เชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจร และเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบโฉนดที่ดินแก่เจ้าของที่ดินในโครงการ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของโครงการ โดยระบุว่า การจัดรูปที่ดินเป็น

เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐและประชาชนร่วมกันพัฒนาพื้นที่ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐาน เพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศได้ในอนาคต

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี รองนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมเปิดใช้ถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการ และเยี่ยมชมพื้นที่โครงการ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนในพื้นที่
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สส.ไตรสรณคมน์ ระดมกู้ภัยรถตู้20คันทยอยรอรับสรีระสังขารพระธุดงค์กลับภูมิลำเนา และ “ออย แสงศิลป์” รอรับสรีระสังขารบิดา

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหาร ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.00 น. เต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ ทยอยเดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ ภูมิลำเนา โดยญาติแต่ละรายต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ จำนวนมากจอดรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา ทันทีที่การดำเนินการด้านเอกสารแล้วเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียและลดความแออัดภายในพื้นที่โรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเดินทางมาประจำการที่โรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังภูมิลำเนาในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่ง เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

ในจำนวนญาติที่เดินทางมารอรับสรีระสังขาร มี “ออย แสงศิลป์” นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา เพื่อรอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดา ซึ่งร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยอยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสารกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล

ด้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือการเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร รวมถึงประสานการส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลตามความประสงค์ของญาติ และอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนา

นายไตรสรณคมน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน จังหวัดมุกดาหารในฐานะเจ้าของพื้นที่ จึงได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง

พร้อมเร่งประสานการส่งสรีระสังขารและผู้ได้รับผลกระทบทุกคนกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติและปลอดภัยข่าวฉบับนี้ใช้รูปแบบการเขียนข่าวเน้นลำดับเหตุการณ์ชัดเจน ภาษาเป็นทางการ และคงข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่คุณให้ทั้งหมด โดยเหมาะสำหรับเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ข่าว หนังสือพิมพ์ และเพจข่าวท้องถิ่น.

มุกดาหาร “ออย แสงศิลป์” สูญเสียบิดา วอนมีผู้รับผิดชอบเหตุรถชนพระธุดงค์ ขณะตำรวจรอผลแพทย์ก่อนสอบสวนเด็กออทิสติก

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินธุดงค์บนถนนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ล่าสุด พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าเด็กผู้ขับรถคันเกิดเหตุ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการประเภทที่ 7 (ออทิสติก) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และอยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร

ขณะนี้เด็กถูกส่งตัวเข้ารับการตรวจประเมินอาการที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทั้งเด็กและเป็นผู้พิการ การดำเนินคดีจึงต้องเป็นไปตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยจะต้องรอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยก่อนว่าเด็กมีความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนหรือไม่

หลังได้รับผลการประเมินแล้ว พนักงานสอบสวนจะนัดหมายทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วย นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานอัยการ ผู้ปกครองของเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย

ด้าน ชยธร ทองบุราณ (ออย แสงศิลป์) นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดังชาวจังหวัดอุบลราชธานี เจ้าของฉายา “ราชารถแห่” ซึ่งเดินทางมารอรับสรีระสังขารของพระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ ผู้เป็นบิดาที่ร่วมเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์และมรณภาพจากเหตุการณ์ดังกล่าว กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะรายละเอียดของคดียังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และอยากให้มีการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ปกครองของเด็ก หากกฎหมายและพยานหลักฐานสามารถดำเนินการได้ พร้อมทั้งฝากเป็นกำลังใจให้กับทุกฝ่าย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่โรงพยาบาลมุกดาหารตั้งแต่ช่วงเช้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อญาติของพระภิกษุผู้มรณภาพทยอยเดินทางมารอรับสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา โดยทุกครอบครัวต้องดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก่อน จึงจะสามารถเคลื่อนย้ายสรีระสังขารออกจากโรงพยาบาลได้

บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดตั้งของห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร มีรถตู้จากหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิหลายแห่งจอดเรียงรอ เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับสู่ภูมิลำเนา โดยเจ้าหน้าที่จัดระบบการรับ-ส่งอย่างเป็นระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสีย

นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพกลับไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่อให้การส่งสรีระสังขารเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.20 น. ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุผู้มรณภาพทั้ง 10 รูป ออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถสายตรวจของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหารเปิดสัญญาณไฟและไซเรนนำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ก่อนนำสรีระสังขารกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล ณ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มีพระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ร่วมดำเนินการรับส่งสรีระสังขาร พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาร่วมส่งพระภิกษุผู้มรณภาพเป็นครั้งสุดท้าย

ด้านนายไตรสรณคมน์ หนองเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 กล่าวว่า จังหวัดมุกดาหารได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยกู้ภัย มูลนิธิ และภาคประชาชน เพื่อดูแลผู้ประสบเหตุและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้สูญเสียอย่างเต็มกำลัง ทั้งการส่งสรีระสังขารกลับภูมิลำเนา การส่งต่อพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษา และการดูแลพระภิกษุที่ไม่ได้รับบาดเจ็บให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการช่วยเหลือทุกด้านจนกว่าภารกิจจะแล้วเสร็จ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /”เจเศรษฐ์” ลงพื้นที่มุกดาหาร ติดตามเหตุรถชนขบวนพระธุดงค์ กำชับเร่งเยียวยาผู้ประสบเหตุ และ เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบเหตุอุบัติเหตุครั้งใหญ่ กรณีรถยนต์กระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์บนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ส่งผลให้มีพระภิกษุมรณภาพ 8 รูป และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย

หลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ นายเจเศรษฐ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเข้าเยี่ยมอาการพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ โดยมีนายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมุกดาหาร ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานข้อเท็จจริง

ในการประชุม นายเจเศรษฐ์ได้รับฟังรายงานความคืบหน้าของคดีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน การดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ การช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลมุกดาหารมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ และสามารถรองรับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ทั้งการตรวจสถานที่เกิดเหตุ การตรวจสอบสภาพรถ และการไล่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บริเวณบ้านของผู้ขับรถจนถึงจุดเกิดเหตุ เพื่อหาข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ตนลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจผู้ประสบเหตุ ญาติผู้สูญเสีย รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

ด้าน พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่สามารถดำเนินการสอบปากคำเด็กชายอายุ 11 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถและอยู่ในฐานะผู้ต้องหาได้ เนื่องจากเด็กยังอยู่ในภาวะตกใจและมีอาการช็อกจากเหตุการณ์ จึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินสภาพจิตใจก่อน เมื่อเด็กมีความพร้อมแล้ว จึงจะนัดดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการสหวิชาชีพ โดยมีผู้ปกครอง นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานคุ้มครองเด็กเข้าร่วมตามขั้นตอนของกฎหมาย

พร้อมกันนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การอำนวยความสะดวกแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะ คลี่คลาย

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร – เคลื่อนขบวนส่งสรีระสังขารพระ 10 รูป เวลา 13.20 น. ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เปิดไซเรนนำขบวน ส่งคืนภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ได้มีการเคลื่อนขบวนรถส่งสรีระสังขารพระภิกษุที่มรณภาพจากเหตุรถยนต์พุ่งชนคณะพระธุดงค์ จำนวน 10 รูป ออกจากบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร หลังจากญาติได้ดำเนินการด้านเอกสารและได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี รถยนต์สายตรวจเปิดสัญญาณไฟและไซเรนของสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นำขบวน เพื่ออำนวยความสะดวกและเปิดเส้นทางในการเคลื่อนย้ายสรีระสังขารกลับภูมิลำเนาอย่างสมเกียรติ

บรรยากาศบริเวณด้านหลังโรงพยาบาลมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดตั้งห้องเย็นเก็บรักษาสรีระสังขาร เป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพระภิกษุและญาติโยมของพระผู้มรณภาพจำนวนมากเดินทางมารอรับสรีระสังขาร ขณะที่รถตู้ของหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายพื้นที่จอดเรียงแถวรอรับสรีระสังขาร เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลยังภูมิลำเนา

ในการอำนวยการครั้งนี้ มี พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เดินทางมาร่วมดำเนินการและประกอบพิธีรับส่งสรีระสังขารของพระภิกษุผู้มรณภาพ พร้อมด้วยเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางมาร่วมรับสรีระสังขารและให้กำลังใจญาติผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ นายจักรกฤษณ์ แต่งตั้ง หรือ “ปอนด์” ผู้จัดตั้งสมาคมสายธาร ได้นำทีมรถตู้กู้ภัยและอาสาสมัครเข้าร่วมสนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร โดยประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายหน่วยกู้ภัยและมูลนิธิจากหลายจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำสรีระสังขารกลับสู่ภูมิลำเนาอย่างสมพระเกียรติ

สำหรับขบวนรถได้ทยอยเคลื่อนออกจากโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถตำรวจนำขบวน มุ่งหน้าไปยังจังหวัด อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และนครราชสีมา เพื่อส่งสรีระสังขารของพระภิกษุทั้ง 10 รูป ให้ถึงวัดและภูมิลำเนาของแต่ละรูป เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยของพระสงฆ์ ญาติโยม และประชาชนที่มาร่วมส่งขบวนเป็นครั้งสุดท้ายขอร่วมแสดงความอาลัยและน้อมส่งดวงวิญญาณของพระภิกษุทุกรูปสู่สุคติ
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พบซากโลมาลอยทะเลชุมพร คาดถูกเชือกลอบหอยพันหาง เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นางสาวภิญญดา ศรีชลธาร ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวดำน้ำดูปะการัง “จอยทัวร์ดำน้ำ” เปิดเผยว่า ระหว่างนำนักท่องเที่ยวเดินทางกลับจากการดำน้ำชมปะการังบริเวณเกาะร้านเป็ด–ร้านไก่ เมื่อเรือแล่นผ่านบริเวณเกาะเวียง ช่องเกาะพระ ใกล้บ้านเกาะเตียบ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ได้สังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำในลักษณะผิดปกติ

เมื่อนำเรือเข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด พบว่าเป็นซากปลาโลมาชนิดหนึ่ง น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ลอยอยู่ในทะเล โดยบริเวณหางมีเชือกพันติดอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเชือกดังกล่าวเป็นเชือกจากอุปกรณ์ประมงที่เรียกว่า ลอบหอย ซึ่งพันติดบริเวณหางของปลาโลมา จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ ก่อนเสียชีวิต
หลังพบซากปลาโลมา นางสาวภิญญดาได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ และนำซากปลาโลมาส่งพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด พร้อมใช้ข้อมูลประกอบการติดตามผลกระทบจากเครื่องมือประมงที่อาจส่งผลต่อสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ต่อไป

.///เอกชนะ นวนละมัยรายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สภาอุตสาหกรรมปัตตานี จัดประกวด MISS MOTORSHOW PATTANI 2026 สุดยิ่งใหญ่ ภายในงานมหกรรมมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 18

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ เวทีกลางภายในงาน บริเวณสนามหน้าออมทองอพาร์ตเมนท์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี จัดการประกวด MISS MOTORSHOW PATTANI 2026 หนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของงาน มหกรรมมอเตอร์โชว์ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 18 และการแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Southern Craft Spirit by SBPAC)

การประกวดครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุไลมาน แวมามะ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางพัชรินทร์ สนธิเมือง รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดปัตตานี นางทัดทรวง บุญธรรม ประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี ผศ.ปวิชญา ชนะการณ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ศิษย์เก่าสัมพันธ์ และกิจการพิเศษ

คณะ วสส. ม.อ.ปัตตานี และนางสาวมาริสา เกียรติศักดิ์โสภณ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข อบจ.ปัตตานี ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีบุคลิกภาพดี มีความสามารถ และมีความเหมาะสมในการเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมสำคัญของจังหวัดปัตตานี

สำหรับการจัดงาน มหกรรมมอเตอร์โชว์ ประจำปี 2569 ครั้งที่ 18 และการแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Southern Craft Spirit by SBPAC) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน สนับสนุนและต่อยอดศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน – 5 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณสนามหน้าออมทองอพาร์ตเมนท์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมชมกิจกรรม เลือกซื้อสินค้า และร่วมสัมผัสบรรยากาศของงานตลอดระยะเวลาการจัดงานอีกด้วย

ภาพ/ข่าว : ตอริก สหสันติวรกุล

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี “เกษตรน่าน จับมือ ซีพี/น.น่าน ปั้นปลูกกาแฟภูคา ทดแทนข้าวโพด”

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร เข้าร่วมอบรมให้ความรู้การปลูกกาแฟ โครงการ ”กาแฟฟื้นฟูป่าทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว“แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ภูคา เพื่อให้ความรู้ด้านการเตรียมพื้นที่ปลูก การคัดเลือกพื้นที่ ระยะการปลูก การดูแลรักษาช่วง 1-3 ปี การให้ปุ๋ย การเฝ้าระวังโรคแมลง และการใช้ปุ๋ย สารป้องกันโรคแมลง การรวมกลุ่มส่งเสริมอาชีพ/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และร่วมกิจกรรมส่งมอบกล้ากาแฟ จำนวน 10,000 ต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ซีพี /โรงคั่วกาแฟ น.น่าน พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ ซีพี เพื่อความยั่งยืน/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชสวนน่าน /สกร.อำเภอปัว / สนง.เกษตรอำเภอปัว/ โรงคั่วกาแฟ น.น่าน ร่วมกันปลูกกาแฟต้นแรก ภายใต้โครงการ “กาแฟฟื้นฟูป่า ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว” ณ บ้านเต๋ย ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน/บุญบงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจีงหวัดน่าน ราบงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / งานแถลงข่าวการแข่งขัน “KORAT MARATHON 2026”

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อีเวนต์ฮอลล์ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน “โคราชมาราธอน 2026” (KORAT MARATHON 2026) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE MEMORABLE MARATHON” หรือ “มาราธอนแห่งความประทับใจ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2, คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์ โคราช และคุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด เข้าร่วมแถลงรายละเอียด

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ในปีนี้ชาวโคราชพร้อมใจรวมพลังจัดงานวิ่งมาราธอนสนามนี้อย่างเต็มที่ ให้เป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมาตรฐานระดับโลก จังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในทุกด้าน ทั้งเส้นทางที่ได้รับรองมาตรฐาน การดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง และการอำนวยความสะดวกต้อนรับนักวิ่งจากทั่วประเทศ รวมถึงกองเชียร์วงดุริยางค์ดีกรีระดับโลกที่มาร่วมเชียร์เป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง ผมเชื่อมั่นว่า KORAT MARATHON 2026 จะยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายนักวิ่งกว่า 10,000 คน ตอกย้ำความพร้อมของโคราชในการเป็นเจ้าภาพมาราธอนระดับ World Athletics Road Race Label อย่างยั่งยืน”

พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมต้อนรับนักวิ่งและผู้มาเยือน เส้นทางโคราชมาราธอน 2026 วิ่งผ่านพื้นที่ของทางกองทัพ ซึ่งกองทัพพร้อมอำนวยความสะดวกทุกด้านทั้งเรื่องกำลังพลและการดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง เพื่อให้นักวิ่งทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีอย่างสูงสุด สะท้อนบทบาทของกองทัพในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน”คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์โคราช กล่าวว่า “เดอะมอลล์กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย มีความเชื่อมั่นเสมอว่าศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณค่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ เดอะมอลล์ โคราช ได้เติบโตเคียงข้างชาวนครราชสีมา เราภาค

ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “KORAT MARATHON 2026” งานวิ่งมาตรฐานที่ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ยังหลอมรวมเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวโคราชไว้อย่างงดงาม พิเศษสุดสำหรับนักวิ่งทุกท่าน เดอะมอลล์ โคราช ได้เตรียมความพร้อมสู่วันแข่งขันจริง กับสินค้าและอุปกรณ์วิ่งครบวงจรในงาน Korat Marathon Sports Fest ที่ EVENT HALL 2 ชั้น 2 รวมไปถึงใน SPORTS MALL และร้านค้ากีฬาในศูนย์การค้า เดอะมอลล์โคราช เพื่อให้ทุกก้าวของการ เตรียมตัวเป็นก้าวที่มั่นใจ พร้อมมุ่งสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน “คุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า”KORAT MARATHON 2026 จัดขึ้นเพื่อสร้างงานอีเวนต์กีฬามวลชนระดับนานาชาติประจำปีของจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเป็นการสร้างงานวิ่งมาตรฐานสากลให้เป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วทุกมุมโลก และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างมาราธอนที่สุดแสนประทับใจแห่งเมืองย่าโม ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ไฮไลท์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ The Memorable Marathon มาราธอนแห่งความประทับใจ ถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมแห่งเมืองโคราช

รวมทั้ง Point to Point Route ปล่อยตัวบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) วิ่งผ่านแลนด์มาร์คเมืองโคราช Run Through Korat City และเข้าเส้นชัยวิวสวย Scenic Finish Venue ที่สวนน้ำบุ่งตาหล่วเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ภายใต้ World Class Race มาตรฐานงานวิ่งระดับโลก พร้อม World Class Cheering Team กองเชียร์และการแสดงระดับโลกตลอดเส้นทาง” สำหรับ “โคราชมาราธอน 2026” จะจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จุดปล่อยตัว ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และเข้าเส้นชัยที่สวนน้ำบุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติ ร.9 การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะมาราธอน 42.195 กม., ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., ระยะมินิมาราธอน 10 กม. และระยะไมโครมาราธอน 5 กม. กำหนดวันรับอุปกรณ์ (Expo Day) ในวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30–19.00 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เด็กพิเศษ 11 ขวบ ชิ่งรถยนต์ ชนพระสงฆ์เดินธุดงค์ มรณภาพ 5 รูป และที่รพ.อีก 3 รูป รวม 8 รูป และพระที่บาดเจ็บอีก

เกิดเหตุรถยนต์ชนพระสงฆ์ สามเณร และโยม เดินธุดงค์ธรรมยาทตรา จากอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี มรณภาพในที่เกิดเหตุจำนวน 5 รูป ที่ มรณภาพที่โรงพยาบาลมุกดาหารอีก 3 รูป

และได้รับบาดเจ็บสาหัส 13 รูป บาดเจ็บเล็กน้อย 4 รูป เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลมุกดาหารเป็นการเร่งด่วน ส่วนคนขับเป็นเด็กพิเศษ อายุ 11 ปี ขโมยรถที่บ้านขับมาก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 10.53 น. พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีเหตุรถยนต์ชนพระสงฆ์ที่เดินธุดงค์ ที่บริเวณถนนมุกดาหาร – ดอนตาล บ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ต.วัลลพ โพธิวัง ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมประสานกู้ภัยร่วมใจมุกดาหาร มูลนิธิการกุศลมุกดาหาร(ธงแดง) และโรงพบาบาลมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จราจร ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้งดังกล่าว

ที่เกิดเหตุพบพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจำนวนมากที่ริมถนนดังกล่าว ใกล้กันพบรถกระบะตอนเดียวยี่ห้ออีซูซุ สีบรอน์ทอง คันหมายเลขทะเบียน บต -1944 มุกดาหาร บริเวณด้านหน้าฝากระโปงรถยนต์กระบะได้รับความเสียหาย และมีพระภิกษุจำนวน 2 รูป กระเด็นเข้าไปในรถกระบะ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำพระภิกษุที่บาดเจ็บทั้งหมด ส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร เป็นการเร่งด่วน เพื่อทำการรักษาเบื้องต้นต่อไป

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุพบพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุจำนวน 5 รูป บาดเจ็บสาหัส 13 รูป และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 4 รูป รวมพระภิกษุทั้งหมดที่เดินธุดงค์ 34 รูป ส่วนร่างพระภิกษุทั้ง 5 รูป ที่มรณภาพ ส่งโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อเก็บร่างไว้ ต่อมาได้รับแจ้งว่ามีพระภิกษุมรณภาพที่โรงพยาบาลเพิ่มอีก 3 รูป รวมเป็นมรณภาพ 8 รูป

จากการสอบถามนางทองยุ้น พิกุลศรี บ้านเลขที่ 78 หมู่ 4 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ยายของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า หลานชาย เด็กชายบี นามสมมติ อายุ 11 ปี ได้ขโมยขับรถกระบะคันเกิดเหตุดังกล่าวออกจากบ้าน ไม่ทราบว่าจะไปทางใหน ตนเองได้แจ้งตำรวจ191

ให้สกัดรถ โดยหลานชายได้ขโมยขับไป ต่อมาได้ทราบว่าขับผ่านด่านตรวจนาคำน้อยไป มุ่งหน้าเข้าเมืองมุกดาหาร และได้ขับเสียหลักมาชนพระสงฆ์ที่บ้านนาเวียงแก ทำให้พระสงฆ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงปลอดภัย

นครราชสีมา จากกรณีเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jaturong Chaibang ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ชายสูงวัยรายหนึ่งนั่งอยู่บนสะพานลอยคนข้าม บริเวณหน้าโรงเรียนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในลักษณะคล้ายเตรียมกระโดดลงจากสะพานลอย ก่อนคลิปดังกล่าวจะถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน

เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองกำลังเดินทางมารับบุตรหลานหลังเลิกเรียน และบริเวณดังกล่าวยังมีสถานศึกษาหลายแห่งล่าสุด วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เรียก เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปรามและงานจราจรที่ช่วยชีวิตคุณลุงวัย 55 ปี ปีนสะพานลอย มาพูดคุยชื่นชม กับการทำภารกิจครั้งนี้ โดยมีประชาชนชื่นชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการมอบเงิน

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 หน่วยงานด้วยผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งจากประชาชนผ่านทางวิทยุสื่อสารว่า มีชายสูงวัยคาดว่าจะก่อเหตุทำร้ายตนเองจากปัญหาส่วนตัว ด้วยการกระโดดจากสะพานลอย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ทั้งตำรวจจราจรซึ่งปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรหน้าโรงเรียน และเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้าระงับเหตุโดยทันที

เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการพูดคุยและเกลี้ยกล่อมด้วยความนุ่มนวล จนสามารถทำให้ชายคนดังกล่าวยอมลงมาจากสะพานลอยได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมายัง สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา พูดคุยให้กำลังใจ ประสานการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และนำตัวกลับไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

พ.ต.อ.ศิริชัย กล่าวว่า สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตำรวจจราจรและสายตรวจ โดยเน้นการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) รวมถึงการฝึกยุทธวิธีและทักษะการเจรจาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ประสบเหตุด้วยความเข้าใจ เป็นมิตร และสร้างความไว้วางใจ

จนนำไปสู่การยุติเหตุการณ์ได้อย่างปลอดภัยผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้มีการซักซ้อมแผนและถอดบทเรียนจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ ทั้งการเข้าระงับเหตุ การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการด้านการจราจร เพื่อให้ทุกเหตุการณ์คลี่คลายลงด้วยดีและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนว่า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจะทำร้ายตนเอง หรืออยู่ในภาวะวิกฤตทางอารมณ์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทันที เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และหากผู้ใดกำลังเผชิญปัญหาชีวิตหรือมีความทุกข์ใจ ไม่ควรเลือกใช้วิธีการทำร้ายตนเอง แต่ควรเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว คนใกล้ชิด หรือหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมถึงสามารถเข้าขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกหมายเหตุ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกหมดหวัง ควรรีบพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาโดยเร็ว เพราะมีผู้พร้อมรับฟังและช่วยเหลือเสมอ.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ประจวบฯสนธิกำลังบุกตรวจค้นรถไฟสายใต้ ยึดซากหมูป่าและสุราต่างประเทศหนีภาษี มูลค่ากว่า 3.5 แสนบาท

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.30 น. นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายวิทยา พรมโยธา สรรพสามิตพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมกับ

พันตำรวจเอก อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 พันเอกธัชเดช อาบัวรัตน์ ผบ.ฉก.จงอางศึก และนายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าตรวจค้นขบวนรถไฟโดยสารสายใต้ ณ สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบว่าจะมีการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนด้านการปกป้องสังคมของรัฐบาล กรมศุลกากร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีฯ และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่

กวาดล้างสินค้าผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยจากการตรวจสอบตู้สัมภาระ เจ้าหน้าที่พบกล่องพัสดุต้องสงสัยถูกอำพรางไว้ใต้สัมภาระอื่น เมื่อตรวจสอบภายในพบซากหมูป่าชำแหละรวม 250 กิโลกรัม ที่ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายซากสัตว์ รวมถึงเหล้าและไวน์ต่างประเทศยี่ห้อดังอีก 8 ลัง รวม 96 ขวด โดยไม่มีหลักฐานการเสียภาษี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 350,000 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามฐานความผิด พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 โดยซากสัตว์ดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลสืบสวนหาตัวการใหญ่และผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ หน่วยงานศุลกากร สรรพสามิต และด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ยืนยันความมุ่งมั่นในการปราบปรามสินค้าหนีภาษีที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสุขอนามัยของประชาชน โดยได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งศูนย์

ป้องกันและปราบปรามศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงด่านตรวจเฉพาะทางต่างๆ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ทั้งทางรถไฟ ทางบก และทางไปรษณีย์อย่างต่อเนื่อง นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /สนง.กปร. และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเกษตร

วันนี้ 1 ก.ค.69 นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ณ ห้องประชุมสภา ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริและคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามในวันนี้ (1 ก.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ

เพื่อการขับเคลื่อนการเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปและการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

โดยความร่วมมือครั้งนี้เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาทักษะ ด้านกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การ

บริหารวัตถุดิบ รวมไปถึงการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงแก่กลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาด้านการตลาด การจัดการสต็อกสินค้า และช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการบริการวิชาการ และพัฒนาทักษะการแปรรูปผลผลิตทาง

การเกษตรแก่ประชาชนและนักศึกษา ก่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมและขยายผลแก่ราษฎรในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ในการนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปลากุเลาเค็มตากใบ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกาะหัวใจเกื้อกูลบ้านปูลา โต๊ะบีซู นวัตกรรม

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรงแก้จนและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมจังหวัดนราธิวาส ผลิตภัณฑ์ อย. ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมห้องเรียนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาคารวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส
/////////////////////////////////////////////////
ภาพ/ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/จ.นราธิวาส 0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / การบรรจุ อปท.สายงาน เทศบาล อบต. ผู้ที่ได้รับบรรจุตำแหน่ง ตามสายงาน เพื่อเข้ารับราช ปกครองส่วนท้องถิ่น จ.นครสวรรค์ 249 คน ไม่มารายงานตัว 2คน

บรรยากาศการ รายงานตัวบรรจุเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่นที่จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 249 คน ไม่มารายงานตัว 2 สายงานนักวิเคราะห์นโยบายและแผนหายตัว ติดต่อไม่ได้ นัวิชาการพัสดุยันสละสิทธิ์ ไม่มารายงานตัว เจ้าหน้าที่ตามวุ่นขอคำตอบ ภาพรวมข้าราชการใหม่มั่นใจได้บรรจุด้วยยความสมารถล้วนๆลูกชาวไร่ชาวนาได้ลุ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประชุม สำนักงานเทศบาลนครสวรรค์ ชั้น5 จังหวัดนครสวรรค์วันที่ 1 ก.ค 2569 เวลา 08.30น.ซึ่งเป็นวันนัดหมายที่ทางสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ กรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย นัดรายงานตัวเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการในส่วนของปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ในช่วงเวลา 08.30 นเป็นต้นไป

บรรยากาศในวันดังกล่าวมีบรรดา ข้าราชการใหม่ที่เดินทางมาพร้อมด้วยญาติที่มาส่งเพื่อเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นในครั้งนี้เป็นจำนวนมากทุกคนต่างนำหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรายงานตัวอาทิเช่นรูปถ่ายเพื่อติดบัตรข้าราชการและเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นตัวจริงและถ่ายเอกสารในการแจ้งต้นสังกัดเพื่อเข้ารับการบรรจุในอปท.

ในส่วนสายงานต่างๆในเทศบาลและอบต. ที่ประกาศรับบรรจุตำแหน่งตามสายงานที่ขอเอาไว้ต่อกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นบรรยากาศในห้องประชุม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ในส่วนของปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ตั้งโต๊ะเพื่อรองรับให้ข้าราชการใหม่ ที่มารายงานตัวได้เซ็นชื่อภายหลังนั่งเรียงตามลำดับแถวเพื่อสะดวกต่อการแจ้งลงลายมือชื่อ ในหนังสือรายงานตัวและสแกนเข้ากลุ่มไลน์

สายงานที่บรรจุ ที่ข้าราชการใหม่ได้แจ้งความประสงค์ที่จะบรรจุเข้ารับราชการครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากข้าราชการใหม่ที่มานั่งเก้าอี้ที่ทางท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์จัดเอาไว้โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มงานกหมาย และระเบียบ รับเรื่องร้องเรื่องร้องทุกข์ เป็นผู้กล่าวให้รายละเอียดและโอวาทแทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งติดราชการโดยการมอบหมาย

ให้นายวุฒิธรอาจต้น ผู้อำนวยการส่วนกฎหมายและรับเรื่องราวร้องทุกข์ท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์เป็นผู้แทนเพื่อกล่าวให้โอวาทและแนะนำเกี่ยวกับข้อระเบียบกฎหมายการปฏิบัติตัวของข้าราชการท้องถิ่นในครั้งนี้เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ติดราชการ

ในการรายงานตัวครั้งนี้มียอดจำนวนเต็ม 249 คนไม่มารายงานตัวจำนวน 2 คนโดยระบุตำแหน่งเป็นนักนักวิเคราะห์นโยบายและแผนจำนวน 1 ตำแหน่ง นักพัสดุ 1 ตำแหน่งซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อขอคำยืนยันภายหลังจากเสร็จสิ้นเวลาการ

รายงานตัวก่อนเที่ยงของวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้โทรศัพท์หาข้าราชการ ต้องมารายงานตัวเข้าบรรจุได้รับการยืนยันจากนิติกรคนล่าสุด ถือว่าเป็นคนสุดท้ายยืนยันว่าอยู่ระหว่างการเดินทาง ซึ่งหมดเวลารายงานตัวในสถานที่ข้างต้น ให้ไปรายงานตัวที่ท้องถิ่นจังหวัดนครสวรค์

อันเป็นรายสุดท้ายของวันดังกล่าว ส่วนนักวิชาการพัสดุขอสละสิทธิ์ไม่มารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เป็นที่แนะนอนแล้ว ส่วนนักวิเคราะห์นโยบายและแผนไม่สามารถติดต่อได้ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าสายงานดังกล่าวกำลังถูกจับตามอง สรุปยอดในการ

รายงานตัวเข้ารับราชการครั้งนี้มีจำนวน 244 คนซึ่งท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์จะได้ส่งตัวข้าราชการใหม่ซึ่งมีสายงานต่างๆเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 กรกฎาคม ในงานหน่วยต้นสังกัดและจะได้รายงานไปยังกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทยต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ PRIMUS GROUP ผนึกกำลัง 4 แบรนด์ชั้นนำ MG, ZEEKR, DEEPAL, GAC AION นำทัพรถใหม่ ร่วม 20 คัน ลุยงาน FAST AUTO SHOW

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อรถยนต์อย่างแท้จริง โดย PRIMUS GROUP ได้คัดสรรยนตรกรรม จาก 4 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ MG, DEEEPAL, ZEEKR และ GAC AION นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกยานยนต์ ที่ชื่นชอบตามต้องการได้อย่างครบถ้วน ภายในบู๊ธ PRIMUS GROUP

สำหรับรถยนต์ไฮไลท์ภายในบูธ PRIMUS GROUP ปีนี้ ได้คัดสรรยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก 4 แบรนด์ดัง ได้แก่ NEW MG URBAN, NEVO Q05, ZEEKR X MY2026 และ AION UT รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ร่วม 20 คัน ที่นำมาจัดแสดงและเปิดให้ทดลองขับ ภายในของบูธ PRIMUS GROUP เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย พร้อมมอบประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์แบบครบวงจร ผ่านการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์รถยนต์ การทดลองขับ และการมอบข้อเสนอสุดพิเศษจากทั้ง 4 แบรนด์

ด้านแคมเปญส่งเสริมการขาย ภายในงาน PRIMUS GROUP จัดเต็มด้วยข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าและมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท ดอกเบี้ย 0% โปรแกรมดาวน์น้อย ผ่อนนาน รับฟรี! HOME CHARGER พร้อมติดตั้ง หรือ LIFETIME WARRANTY รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการรับประกัน ตามเงื่อนไขของบริษัทแม่ในแต่ละแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน ได้รับความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 รับกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิระดับพรีเมียมฟรี

“PRIMUS GROUP มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ ทั้งการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ การบริการที่ได้มาตรฐาน และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจดีเลอร์รถยนต์ในประเทศไทย” นายจิระพล กล่าว+

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ทหารพราน 3101 สนับสนุนทางหลวงเชียงรายที่ 2 เคลียร์ดินสไลด์ถล่มปิดถนน สาย เชียงของ – เชียงแสน

กองร้อยทหารพรานที่ 3101 ระดมกำลังสนับสนุนแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 เคลียร์ดินสไลด์ถล่มปิดถนน สาย เชียงของ – เชียงแสน อำนวยความสะดวกการจราจร ท่ามกลางสายฝนตกหนักต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น.
กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย บูรณาการร่วมกับ แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2

เข้าตรวจสอบถนนหมายเลข 1290 เชียงของ -เชียงแสน ที่เกิดดินทรุดตัวดินสไลด์ถล่มไม่สามารถสัญจรไปมาได้ อันเนื่องมาจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีดินและเศษวัสดุไหลปิดทับผิวจราจร บริเวณทางหลวงหมายเลข 1290

เชียงของ -เชียงแสน บ้านห้วยเม็ง หมู่ 6 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา

ปัจจุบันฝนยังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยจะได้ติดตามและรายงานให้ทราบต่อไปภาพจาก กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ลำพูนเอาจริง!!! บดขยี้ท่อซิ่ง!! ทำลายท่อ จยย.แว๊นดัง กว่า 517 ท่อลั่นเด็ดขาด “ตัดวงจร” ร้านแต่ง – แก๊งขาโจ๋ป่วนเมือง

วันนี้ 30 มิ.ย.69 เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน พร้อมด้วย พ.ต.อ.วชิระ กาญจนวิภาดา รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.พชรพล วงศ์รจิต รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.เอกณสันต์ ศรีสองเมือง รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน

,พ.ต.อ.รณชัย รอดลอย รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร รอง ผบก. ภ.จว.ลำพูน , หน.สภ.ในสังกัด ภ.จว.ลำพูน แถลงผลการระดมกวดขันปราบปรามการแข่งรถในทางและรถแต่งซิ่ง ผิดกฎหมาย

ในพื้นที่ จ.ลำพูน ในการเฝ้าระวังป้องกันปราบปรามกลุ่มวัยรุ่นก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ภ.จว.ลำพูน ผลการปฏิบัติการ “ไล่ล่าทรชนคนอันธพาล” ตามนโยบายของรัฐบาล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 5 ในโครงการ “คืนความสงบสุขให้กับประชาชน” โดยได้กำชับและเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ทั่วประเทศ เข้มงวดกวดขันในการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง และความผิดเกี่ยวกับรถ

จักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ และใช้ท่อไอเสียให้มีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคล สร้างความเดือดร้อนรำคาญ ให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง โดยได้มีการจับกุมและดำเนินการทำลายของกลางท่อรถดัดแปลงสภาพไปแล้ว จำนวนกว่า 300 รายการ

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา นั้นตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนได้ดำเนินการจับกุมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนมีผลการจับกุมรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ ท่อรถเสียงดังเกินกว่ากฎหมายกำหนด (ห้วงตั้งแต่ 16 มีนาคม 2567 – ปัจจุบัน) และจัดให้มีการทำลายท่อไอเสียของกลาง ที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 517 รายการ

ขอฝากเตือนไปยังผู้คิดจะดัดแปลงสภาพท่อไอเสียมีเสียงดังเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท รวมถึงร้านแต่งรถที่จำหน่ายสินค้าที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม มีโทษจำคุกถึง 6 เดือน

และปรับถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฝากถึงพี่น้องประชาชน ช่วยแจ้งเบาะแส หากพบการประทำผิดเกี่ยวกับการแต่งรถซิ่ง หรือการแข่งรถในทาง ได้ที่ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790..

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แตกตื่นทั้งวัด! มีชายอ้างเป็นพระ ส่งเสียงโวยวาย พูดคนเดียวคล้ายหลอน ไม่มีใบสุทธิ ก่อนพบมีหมายจับ

แตกตื่นทั้งวัด! ฝ่ายปกครองเมืองมุกดาหารบุกตรวจสอบชายอ้างเป็นพระ หลังมีพฤติกรรมส่งเสียงโวยวาย พูดคนเดียวคล้ายหลอน สร้างความหวาดผวาให้พระและชาวบ้าน ตรวจสอบพบไม่มีใบสุทธิ ก่อนพบมีหมายจับค้างเก่าจากศาลจังหวัดชัยภูมิ สุดท้ายถูกควบคุมตัวส่งตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร และเทศบาลเมืองมุกดาหาร

ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในวัดศรีปทุม ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากประชาชนและพระภิกษุในวัดว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งส่งเสียงเอะอะโวยวาย พูดคนเดียว ตะโกนเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืน จนพระภิกษุรูปอื่นไม่สามารถจำวัดได้ และมีอาการหวาดระแวงคล้ายหลอน พูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีคนมาทำร้าย สร้างความวิตกกังวลให้กับพระสงฆ์และประชาชนในพื้นที่ เกรงว่าจะเกิดอันตราย

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบชายแต่งกายคล้ายพระภิกษุกำลังพูดโวยวายอยู่ภายในกุฏิเพียงลำพัง โดยอ้างว่าบวชมาแล้ว 3 พรรษา เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบสุทธิ แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการอุปสมบทได้

จากการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ทราบชื่อคือ นายบรรจง อายุ 55 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น ก่อนตรวจสอบประวัติในระบบฐานข้อมูลอาชญากรรม พบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดชัยภูมิ ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ในข้อหาเกี่ยวกับ

การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลและการคุมความประพฤติ หลังทราบผลการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามหมายจับและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #อส #ตำรวจ #วัดศรีปทุม #พระปลอม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กองทัพไทย ลงพื้นที่ประจวบฯ ตรวจเยี่ยมสร้างขวัญกำลังใจทหารพิทักษ์ชายแดนไทย-เมียนมา

29 มิถุนายน 2569 กองทัพไทยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก เน้นย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตยชายแดน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศและสวัสดิภาพของประชาชน
พล.อ. ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ

คณะ ได้เดินทางมายังพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก (ร.9) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา

โดยมี พล.ต.ณัฏฐพงษ์ อัศวินวงษ์ ผบ.กกล.สุรสีห์/ผบ.พล.ร.9 และ พ.อ.ธัชเดช อาบัวรัตน์ ผบ.ฉก.จงอางศึก ร่วมให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ คณะผู้บังคับบัญชาได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเน้นย้ำถึงการปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กองกำลังในพื้นที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนราชการใน

ระดับท้องถิ่น และใช้กลไกคณะทำงานในระดับต่างๆ เพื่อประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดนป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม

พร้อมสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนพล.อ. ไพบูลย์ วรวรรณปรีชา ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลจากกองพลทหารราบที่ 9 ที่มีความมุ่งมั่นและเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตย

พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความระมัดระวังและคงความต่อเนื่องในการประสานความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่พื้นที่ชายแดนของไทยสืบไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /เปิดฉาก “NARATHIWAT TRIATHLON 2026” ปีที่ 2 นักกีฬากว่า 200 ชีวิต ร่วมชิงชัยริมอ่าวมะนาว ดัน “สปอร์ตทัวริซึม” ปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้ สู่จุดหมายกีฬาโลก

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) เวลา 06.00 น. บริเวณชายหาดอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เปิดฉากการแข่งขัน “NARATHIWAT TRIATHLON 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพส่งเสริมการกีฬาจังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2569 โดยมี นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางขนิษฐา หอมยามเย็น นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส, นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส

หัวหน้าส่วนราชการ ทัพนักกีฬาจากทั่วสารทิศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ นิวซีแลนด์ แคนาดา เลบานอน และมาเลเซีย กว่า 200 คน หลั่งไหลเข้าร่วมการแข่งขัน ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของชายหาดอ่าวมะนาว

นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม

โดยการแข่งขันไตรกีฬาในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่แล้ว ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัด

ถ่ายทอดความงดงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแสดงศักยภาพความพร้อมในการรองรับการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติในอนาคตผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสยังกล่าวต้อนรับนักกีฬาและผู้ติดตามจากทุกพื้นที่

พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้การแข่งขันประสบความสำเร็จ และหวังว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับทั้งสุขภาพที่แข็งแรง ความปลอดภัย และความประทับใจจากเสน่ห์ของจังหวัดนราธิวาสกลับไป

ด้าน นายณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า การจัดการแข่งขันครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้

กระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้จังหวัดอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับระบบการกีฬาให้ครอบคลุมทั้งกีฬามวลชน กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ.

ร และวิ่ง 5 กิโลเมตร, ไตรกีฬาระยะสั้นประเภททีมผสม 3 คน (ชาย-หญิง) ในระยะเดียวกัน และการแข่งขันทวิกีฬา วิ่ง 2.5 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร และวิ่ง 5 กิโลเมตร
การจัดการแข่งขัน “NARATHIWAT TRIATHLON 2026” ถือ

เป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับจังหวัดนราธิวาสสู่การเป็น “New Destination” ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา สร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดนักกีฬาและนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
//////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ มนต์เก่ายังขลัง! “เบียร์-ปรเมศวร์” ซิวเก้าอี้นายกสมัยที่ 2-สม. เรารักพัทยาเหมาหมดทุกเขต

ค่ำวันที่ 28 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ปี 2569 หลังปิดหีบ ทราบผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า อันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 2 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ กลุ่มเรารักพัทยา ได้คะแนนเสียรวม 20,184 คะแนน

อันดับ 2 หมายเลข 1 นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร พรรคประชาชน ได้คะแนนเสียงรวม 11,566 คะแนน อันดับ 3 หมายเลข 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ กลุ่มพัทยา 2030 ได้คะแนนเสียงรวม 1,077 คะแนน อันดับ 4 หมายเลข 4 นายสุไอนี เจริญสุข ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนนเสียงรวม 265 คะแนน และอันดับ 5 หมายเลข 5 ดร.อิทธิพล เนธิยคุปต์ สิงขรแก้ว ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนนเสียงรวม 191 คะแนน

ในส่วนของผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยาอย่างไม่เป็นทางการนั้น พบว่า ผูู้สมัครกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง รวม 24 คน มีคะแนนนำโด่งผู้สมัครรายอื่น โดยเมืองพัทยามีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 80,196 คน มาใช้สิทธิ 34,677 คน คิดเป็น 43.24% บัตรดี 33,283 ใบ คิดเป็น 95.98% บัตรเสีย 589 ใบ คิดเป็น 1.70% บัตรไม่เลือกผู้ใด 805 บัตร คิดเป็น 2.32%

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดแล้ว งานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จ.ประจวบฯ ปีงบประมาณ2569

ช่วงค่ำวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณชายหาดทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร้อยตำรวจเอก ณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมี ดร.สันติ ป่าหวาย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต้อนรับ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวรายงาน นายสมหมาย แดงโชติ สจ.เขต อำเภอเมืองประจวบฯ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี พร้อม หัวหน้าส่วนราชการแขกผู้มีเกียรติและนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้การต้อนรับ

ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดให้สอดดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวยุคใหม่

ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และประสบการณ์ การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า ซึ่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน อาหารท้องถิ่น และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอำเภอกุยบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัตถุดิบอาหารคุณภาพที่สะท้อนอัตลักษณ์ขอ
ท้องถิ่น

โดยโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่จัดขึ้นในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารควบคู่กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภายใต้แนวคิด Wellness Food การสร้างสรรค์เมนูสุขภาพจากวัตถุดิบท้องถิ่น และการเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นอกจากนี้ ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่งเสริมผู้ประกอบการด้านอาหาร การท่องเที่ยว และชุมชนท้องถิ่นให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากอำเภอกุยบุรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ที่ได้ร่วมกันสนับสนุนและผลักดันการดำเนินงานจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยกิจกรรมครั้งต่อไปจะจัดในวันที่ 3-5 ก.ค.69 ที่ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายในงานมีร้านค้ามาจำหน่ายกว่า 130 ร้าน และอาหารทะเลราคาถูกมาจำหน่าย

//////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นบ.ยส.24 โชว์ผลงาน สกัดกั้น จับผู้ต้องหายาเสพติด มูลค่า 65 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) ได้ปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้มอบหมายให้

กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นหน่วยงานหลัก ในการบูรณาการสกัดกั้น ปราบปราม ป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดมา ในวันนี้จึงมอบหมายให้ พันเอกศรณณัฐ นวลมณี ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่21/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะ

กิจทหารพรานที่ 21 (ผบ.กรม ทพ.21/ผบ.ฉก.ทพ.21) และ นายราชวัชร์ เพ็ชรไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นประธาน ในการแถลงข่าวบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในมั่นคงพื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานป้องกันชายแดนทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอดมา

โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 สำหรับการปฏิบัติของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 มีการบูรณาการการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้น ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ จังหวัดนครพนม

ในห้วงที่ผ่านมา นำโดย ร้อยเอก วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101) และ ร้อยเอก อาคม คำจุลฬา ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2102) ร่วมกับ ส่วนราชการ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ตรวจยึด/จับกุม กรณี รวม 3 คดี ดังต่อไปนี้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 0245 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 สามารถจับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย ของกลาง ยาไอซ์ จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กิโลกรัม ตรวจยึด รถเก๋ง ฮอนด้าซิตี้ สีดำ ทะเบียน ขค 5957 อุบลราชธานี จำนวน 1 คัน

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวลา 1600 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 สามารถตรวจยึด ยาบ้า จำนวน 72 แพ็ค กับ 29 ถุง ประมาณ 437,000 เม็ด ตรวจยึด เรือกับ พร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำเมื่อ 24 24 มิถุนายน 2569 เวลา 2000 น.กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 จับกุม ผู้ต้องหา 1 ราย ของกลาง ยาบ้า ประมาณ 568,000 เม็ด ( 284 มัด ) เรือกีบพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 สามารถจับกุมในพื้นที่อำเภอชายแดนของจังหวัดนครพนมในวันเดียว จำนวน 3 ครั้ง ผู้ต้องหา 3 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 1,005,000 เม็ด, ไอซ์ จำนวน 4 กระสอบ ประมาณ 200 กิโลกรัม พร้อมทั้งตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 1 คัน และเรือกีบ จำนวน 2 ลำ รวมมูลค่าความเสียหายมากถึง 65 ล้านบาท ถือเป็นการปฏิบัติงานด้านการหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ในการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด ที่บูรณาการทุกส่วนราชการที่ได้ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ในการร่วมกัน จนทำให้สามารถตรวจยึดจับกุมยาเสพติดในครั้งนี้ได้ความสำเร็จ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป

แตกขบวนการลอบขนข้าวเถื่อนริมโขง! ทหารสกัดทัน ยึด 34 กระสอบ หนักกว่า 1.5 ตัน รถป้ายมุกดาหารถูกทิ้งกลางที่เกิดเหตุ

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่หมวดปืนเล็กที่ 3 กองร้อยทหารราบ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (มว.ปล.ที่ 3 ร้อย.ร.กกล.สุรศักดิ์มนตรี) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีกลุ่มบุคคลลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายบริเวณริมแม่น้ำโขง พื้นที่บ้านป่งขาม ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงจัดกำลังออกลาดตระเวน เฝ้าตรวจ และสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติด พระราชบัญญัติศุลกากร และพระราชบัญญัติกักพืช

กระทั่งเวลาประมาณ 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลประมาณ 10–15 คน รวมตัวอยู่บริเวณท่าน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำโขง กำลังลำเลียงกระสอบสีขาวลงจากเรือ ก่อนใช้รถเข็นขนขึ้นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บจ 7443 มุกดาหาร

เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ กลุ่มบุคคลดังกล่าวต่างพากันวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าริมแม่น้ำโขง อาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่หลบหนีการจับกุมไปได้

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในรถและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมี ข้าวจากต่างประเทศ จำนวน 34 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 1,500 กิโลกรัม วางอยู่ ทั้งหมดเป็นสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นเจ้าของ จึงประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #ลักลอบนำเข้า #ข้าวเถื่อน #ศุลกากร #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ผู้ว่าฯ เชียงราย ตรวจพนังกั้นน้ำ ชายแดนพม่า อ.แม่สาย รับฤดูน้ำหลาก สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

default

ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เดินหน้าสร้างความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างเต็มกำลัง หลังโครงการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรตลอดแนวแม่น้ำสายแล้วเสร็จ 100% ภายในระยะเวลาเพียง 45 วัน จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณะฝ่ายความมั่นคง ทหาร ฝ่ายปกครอง และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของพนังกั้นน้ำบริเวณจุดหัวฝายใกล้วัดถ้ำผาจม และบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 และกลางซอย 12 ชุมชนแม่สาย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

default

ภารกิจครั้งนี้เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกองพลพัฒนาที่ 3 มณฑลทหารบกที่ 37 ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สาย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ที่ระดมกำลังทหารช่างซ่อมแซมพนังกั้นน้ำบริเวณแนวตลิ่งที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันน้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยขณะนี้การดำเนินงานแล้วเสร็จครบ 100%

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดได้วางแผนรับมืออุทกภัยมาตั้งแต่ต้นปี โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวสำหรับระยะยาว เป็นโครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำถาวร ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ส่วนระยะกลาง เป็นการดำเนินงานก่อสร้างพนังในบางช่วงที่อยู่ระหว่างขั้นตอนตามกฎหมาย ขณะที่ระยะสั้น ซึ่งเป็นการเตรียมรับสถานการณ์เร่งด่วนในช่วงฤดูน้ำหลาก ได้อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำให้แล้วเสร็จทันเวลา

default

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณนายกเทศมนตรีทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลแม่สาย เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ และเทศบาลตำบลเวียงพางคำ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานอย่างเข้มแข็ง รวมถึงกองทัพภาคที่ 3 โดย พลโท วรเทพ บุญยะ แม่ทัพภาคที่ 3 ที่สนับสนุนกำลังทหารช่างและหน่วยงานในสังกัดเข้าดำเนินการ พร้อมมอบหมาย พลตรี พักตร์พงษ์ เงสันเทียะ ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกองทัพภาคที่ 3 ลงพื้นที่ติดตามงานอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

default

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัด หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ภายใต้การบูรณาการของนายอำเภอแม่สาย จนสามารถดำเนินงานได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนครึ่ง

จากการประเมินตามหลักวิชาการ จังหวัดเชื่อว่าพนังกั้นน้ำที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยรองรับปริมาณน้ำหลากได้ในระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายขณะเดียวกัน จังหวัดยังเตรียมความพร้อมตามแผนบริหารจัดการภัยพิบัติ ตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ได้มอบหมายให้มีการซักซ้อมไว้ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจษฎ์ ไทยเศรษฐ์ ลงพื้นที่ติดตามการซ้อมแผนทั้งในรูปแบบวอร์รูมและการปฏิบัติจริง ครอบคลุมระบบแจ้งเตือน การอพยพประชาชน การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการดูแลด้านสาธารณสุข เพื่อให้สามารถรับมือ

ได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากเกินขีดความสามารถของพนังกั้นน้ำ เช่น ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงราย บูรณาการร่วม ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุ โดยสมมุติเหตุการณ์เกิดภัยพิบัติ มีการซ้อมแผนประชุมติดตามสถานการณ์เป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมจัดตั้งวอร์รูมเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

สำหรับโครงการระยะยาว วงเงินประมาณ 39 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ขณะที่โครงการระยะกลาง วงเงิน 39 ล้านบาท อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของกรมธนารักษ์ เพื่อดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางและก่อสร้างพนังกั้นน้ำในพื้นที่ต่อไป

ในโอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงรายจัดงานเลี้ยงขอบคุณกำลังพลทหาร เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติภารกิจจนแล้วเสร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

default

และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของอำเภอแม่สายก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปีนี้ ณ หอประชุมมูลนิธิกวงเม้งแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเป็นไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และให้การขอบคุณจากใจจริงของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และทุกภาคส่วนในครั้งนี้อีกด้วย

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง