#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าฯจ.เชียงราย เชิญผ้าไตรพระราชทานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กค. 2569

นายกสมาคมสื่อมวลชน และนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ร่วมในพิธี 💥เชียงราย พิธีปิดและมอบใบประกาศนียบัตร โครงการส่งเสริมกีฬาที่มีศักยภาพอย่างเต็มระบบครบวงจร Domestic Power 2025 – 2026 ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” ระดับภาคเหนือ

✒วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธีปิดและมอบใบประกาศนียบัตร โครงการส่งเสริมกีฬาที่มีศักยภาพอย่างเต็มระบบครบวงจร Domestic Power 2025 – 2026

ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” ระดับภาคเหนือ💥จังหวัดเชียงราย ในฐานะเมืองกีฬา (Sports City) รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการจัด กิจกรรมกีฬาที่เปิดโอกาสให้นักกีฬาวอลเลย์บอลเยาวชนจากทั่วภูมิภาคได้เรียนรู้เทคนิค การฝึกซ้อมที่ถูกต้อง

และยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างมิตรภาพ และ พัฒนาเครือข่ายผู้ฝึกสอนจากทุกจังหวัดในภาคเหนือ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานการ พัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงการก้าวสู่การเป็นนักกีฬา อาชีพและนักกีฬาทีมชาติไทยในอนาคต

✒โครงการนี้เป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการดำเนินงาน เพื่อสนองพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการส่งเสริมและพัฒนา เยาวชนของชาติผ่านการกีฬา อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคนดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ

และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อีกทั้งยังนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต💥ให้เชิญพระตราสัญลักษณ์ “โครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรม ราชูปถัมภ์”

ประดิษฐานบนประกาศนียบัตรที่จะมอบแก่ผู้ผ่านการอบรมในวันนี้ นับเป็น เกียรติอันสูงยิ่ง ถือเป็นสิริมงคล และเป็นขวัญกำลังใจในการพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศ ทางการกีฬา

✒จากการรับฟังรายงานสรุปการดำเนินโครงการจากท่านเลขาธิการฯ ได้เห็นถึงความ มุ่งมั่นตั้งใจของนักกีฬาเยาวชนและผู้ฝึกสอนทุกคน ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ฝึกฝน ทักษะ และต่อยอดศักยภาพของตนเอง

ขออำนวยพรให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาเยาวชน ทุกคน ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการไปต่อยอดพัฒนาศักยภาพ ของตนเองให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ พร้อมทั้งเป็นกำลังสำคัญของวงการกีฬาวอลเลย์บอล ไทยในอนาคตต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เตรียมจัดยิ่งใหญ่ Pattaya Sand & Art Festival 2026 เทศกาลศิลปะทรายริมชายหาดพัทยา

วันที่ 11 ส.ค.69 ที่ห้องประชุม 221 ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี คณะสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ชลบุรี ได้นำเสนอรูปแบบการจัดงาน Pattaya Sand & Art Festival 2026 เทศกาลศิลปะทราย โดยมี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานดังกล่าว

สำหรับงาน Pattaya Sand & Art Festival 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-31 สิงหาคม 2569 นี้ ที่ริมชายหาดพัทยา บริเวณตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และยกระดับเมืองพัทยาให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวด้านศิลปะ และไลฟ์สไตล์ริมชายหาดระดับโลก ผ่านการนำเสนอผลงานศิลปะบนผืนทรายรูปแบบร่วมสมัย

โดยใช้เทคโนโลยีนำทรายพ่นที่ผสมผสานทรายกับวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นโครงสร้างโดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประติมากรรมเทคนิคไฟเลเซอร์และเสียงรูปแบบต่างๆ กลางวันเป็นไฮไลต์ศิลปะทราย 4 ภาค ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ และเมืองพัทยา โดยกลางคืนจะเป็นไฮไลต์ศิลปะทรายตกแต่งไฟประดับประดาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเก็บความประทับใจได้

งาน Pattaya Sand & Art Festival 2026 กำหนดจัดขึ้นริมทะเลห่างจากร่มเตียงชายหาดประมาณ 5 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบผู้ประกอบการท้องถิ่น ตั้งแต่ปากซอย 9 ถนนเลียบชายหาดพัทยา ถึงปากทางเข้าโรงแรมฮิลตัน พัทยา เป็นระยะทาง 120 เมตร นอกจากนี้ที่ประชุมได้พูดคุยเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ทั้งการรักษาความปลอดภัย การรักษาความสะอาด และการจัดการการจราจรในช่วงจัดงานด้วย

’สม.วุฒิธร‘ สวมบทกุนซือทีมฟุตบอลเมืองพัทนา คว้าแชมป์ฟุตบอลประชาชนจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2569 เป็นตัวแทนจังหวัดร่วมชิงชัยกีฬาแห่งชาติ

นายวุฒิธร แสงอุไร สมาชิกสภาเมืองพัทยา เปิดเผยในฐานะเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลเมืองพัทยา ว่าเมืองพัทยาได้ส่งทีมฟุตบอลร่วมการแข่งขันฟุตบอลประชาชน–อาวุโส จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

โดยการแข่งขันในปีนี้ ทีมฟุตบอลเมืองพัทยาสามารถคว้าแชมป์ประเภทประชาชนมาครองได้สำเร็จ พร้อมได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนจังหวัดชลบุรี ก่อนจะได้ทำการฝึกซ้อมและเตรียมทีมเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่จังหวัดสมุทรสาคร หลังจากนี้

ทั้งนี้ การคว้าแชมป์ของทีมฟุตบอลเมืองพัทยาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจด้านการพัฒนากีฬาท่้องถิ่นของเมืองพัทยาให้มีศักยภาพในระดับประเทศ และระดับที่สูงกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ปกครองกระทุ่มแบน บุกทลายวงไฮโล รวบผีพนันได้นับ10คนพร้อมของกลาง

วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2569 นายอำเภอพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ทางอำเภอได้รับแจ้งเบาะแสมาว่า มีการลักลอบตั้งวงเล่นพนันไฮโลกันหลังร้านค้า คลองมะเดื่อ

ทุกคืนวันหยุดศุกร์เสาร์อยู่เป็นประจำโดยเมื่อคืนที่ผ่านมาสายข่าวได้แจ้งเข้ามาว่าร้านค้าดังกล่าวได้ตั้งวงเล่นไฮโลกันแล้วมีนักพนันจำนวนมาก นายพิรุณโรจน์ จึงได้สั่ง การให้ นายณัฐพล บุญทวีปลัดอาวุโส นายศักดาพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นำกำลังฝ่ายปกครองเร่งลงพื้นที่

เมื่อไปถึงเป้าหมายบริเวณหมู่ 5 คลองมะเดื่อ กระทุ่มแบน ด้านหน้าเป็นร้านค้า มีรถจักรยานยนต์จอดอยู่หลายคัน มีคนเดินเข้าเดินออกหลังร้านตลอดเวลา พร้อมกับได้ยินเสียงเฮ ทางชุดจับกุมจึงทำทีเข้าไปซื้อของที่ร้านค้า ได้ยินเสียงจากข้างในว่าทั้งหมดกี่ร้อยเอาไปต่ำหมดเลย จึงแน่ใจแล้วว่ามีการลักลอบเล่นการพนันกันจริง จึงส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มอยู่เข้าไปที่หลังร้านทันที

พบนักพนันนับ10คนกำลังนั่งล้อมวงเล่นพนันไฮโลกันอย่างสนุกสนาน ชุดจับกุมสามารถควบคุมตัวนักพนันไว้ได้ทั้งหมด พร้อมของกลาง ลูกเต๋าและแผงเลขที่ใช้แทงพนันตลอดจนเงินสดอีกจำนวนหนึ่ง นักพนันทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าตั้งวงเล่นการพนันไฮโลจริง จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมดทำบันทึกส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน ดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ (12 ส.ค.69)

วันที่ 11 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น.พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วยพล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล รอง ผบช.ภ.7ผบก.ในสังกัด ภ.7 คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.7

ร่วมพิธีถวายราชสักการะ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ (12 ส.ค.69)ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคาร ภ.7
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าว “แข่งขันเรือยาวประเพณีเทศบาลตำบลโพสังโฆ” ครั้งที่ 21 ชิงถ้วยพระราชทานฯ สืบสานมรดกวัฒนธรรมสายน้ำ 100 ปี

สิงห์บุรี, 11 สิงหาคม 2569 – เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ผ่านมา นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติเป็นประธานในการแถลงข่าวความพร้อมการจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณี เทศบาลตำบลโพสังโฆ ประจำปี 2569 (ครั้งที่ 21)

โดยมี ดร.จีราธิวัฒน์ มะโนวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี, พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี, นายแสน สุรวิญญูวร นายอำเภอค่ายบางระจัน และ นายกิตติเชษฐ์ ทุ่งสะโร ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี

ร่วมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ​การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมจัดกิจกรรม “คืนความสุขให้ประชาชน” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569

ณ สนามแข่งขันลำแม่น้ำน้อย บริเวณหน้าวัดกลางท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี (บริเวณท่าน้ำที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเคยเสด็จประทับเรือมาดจำปาทอง)​สืบสานตำนานสายน้ำ 100 ปี แห่งแม่น้ำน้อย
​จังหวัดสิงห์บุรีเป็นเมืองแห่งสายน้ำ

โดยมีแม่น้ำน้อยเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต สร้างขนบธรรมเนียม และประเพณีอันดีงามมาอย่างยาวนาน ในอดีตช่วงเทศกาลเข้าพรรษาและออกพรรษา ประชาชนริมน้ำจะพายเรือมาร่วมทำบุญทอดกฐิน นำไปสู่ “ประเพณีการแข่งขันเรือยาวของวัดกลางท่าข้าม” ที่สืบทอดมานานกว่า 100 ปี

แม้จะเคยหยุดจัดไปช่วงปี พ.ศ. 2530 แต่ทางเทศบาลตำบลโพสังโฆและชุมชนได้ร่วมกันฟื้นฟูประเพณีนี้กลับมาอีกครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนกลายเป็นการแข่งขันระดับมาตรฐานสากลในปัจจุบัน​ไฮไลต์การแข่งขันเรือยาว (22-23 สิงหาคม 2569)
​การแข่งขันในปีนี้ มีเรือยาวจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชันฝีพายไม่น้อยกว่า 22 ลำ

แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ เรือยาวใหญ่ (55 ฝีพาย) เรือยาวกลาง (40 ฝีพาย) เรือยาวเล็ก (30 ฝีพาย)
​เรือดังที่เข้าร่วมแข่งขัน: นำทัพโดย เรือแม่ประดู่ทอง, เรือเจ้าแม่ประดู่เงิน, เรือพญาชาละวันสิงห์ลีโอ, เรือพรพระแก้ว, เรือสิงห์ปทุม, เรือเทพฤทธิ์, เรือจักรนารายณ์, เรือเทพขุนอินทร์ และเรือเทพนรสิงห์มหกรรมบันเทิง “คืนความสุขให้ประชาชน” (21-23 สิงหาคม 2569)

นอกจากการแข่งขันสุดมันส์แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมสร้างสีสันและความสนุกสนานตลอด 3 คืนเต็ม ได้แก่
​วันที่ 21 สิงหาคม: ชมการแสดงลิเกคณะดัง “ศรราม น้ำเพชร”
​วันที่ 22 สิงหาคม: ชมการแสดงลิเก “พรเทพ พรทวี”
​วันที่ 23 สิงหาคม: สนุกเต็มพิกัดกับดนตรี “บังนัส ฟิวเจอร์แบนด์”

จังหวัดสิงห์บุรี และ เทศบาลตำบลโพสังโฆ ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมสัมผัสบรรยากาศความสนุกสนาน วิถีชีวิตริมสายน้ำ และร่วมเชียร์ฝีพายจากทั่วประเทศ ในงานแข่งขันเรือยาวประเพณีครั้งที่ 21 ณ หน้าวัดกลางท่าข้าม อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรีสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
สำนักงานเทศบาลตำบลโพสังโฆ ​โทรศัพท์: 0-3659-7123
​มือถือ: 096-249-9548

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ณ รร.บางระจันวิทยาจ.สิงห์บุรี

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 19.39 น.ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเยี่ยมสมาชิกและติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อมทรง #เปิดชมรม TO BE NUMBER ONE และศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE ณ #โรงเรียนบางระจันวิทยา อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

โดยมี #นายวราดิศร_อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรสิงห์บุรี หัวหน้าศาล นำหัวหน้าส่วนราชการ คณะครู นักเรียน และประชาชน ร่วมรับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง

จังหวัดสิงห์บุรีได้ดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE มาอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ปี โดยบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ให้เยาวชน “กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก” และยึดมั่นในค่านิยม “เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด” การดำเนินงานปัจจุบันมีสมาชิกอายุ 6 – 24 ปี จำนวน 39,495 คน (คิดเป็นร้อยละ 82)

มีชมรมรวม 284 ชมรม ครอบคลุมทั้งสถานศึกษา ชุมชน สถานประกอบการ สถานพินิจฯ เรือนจำ และสำนักงานคุมประพฤติ พร้อมศูนย์เพื่อนใจฯ อีก 40 แห่ง โดยจังหวัดสิงห์บุรีเป็น “#จังหวัดต้นแบบระดับเงิน”

โดยมีผลงานชมรมเด่น ดังนี้กลุ่มต้นแบบระดับทอง: เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรีกลุ่มต้นแบบระดับเงิน: สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี, บริษัท คอมพาวเคลย์ จำกัด และโรงเรียนบางระจันวิทยากลุ่มดีเด่นระดับประเทศ: ชุมชนบ้านท่าข้ามกลาง

สำหรับศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE โรงเรียนบางระจันวิทยา เปิดให้บริการทั้ง onsite และ online ภายใต้แนวคิด “ปรับทุกข์ สร้างสุข แก้ปัญหา พัฒนา EQ” พร้อมส่งเสริมทักษะอาชีพหลากหลาย อาทิ การทำดอกไม้จากเกล็ดปลา ลายผ้ารวงทอง ตุ๊กตาชาววัง งาน Coding และเครื่องประดับศิราภรณ์

ในโอกาสนี้ ได้พระราชทานพระอนุญาตให้สมาชิกโครงการ “ใครติดยายกมือขึ้น” จากสถานพินิจฯ และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี เข้าเฝ้ารับพระราชทานกำลังใจเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมทั้งพระราชทานคำแนะนำแก่ตัวแทนเยาวชนเพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป

ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี รับสิ่งของพระราชทานจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ในโอกาสเสด็จติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ณ โรงเรียนบางระจันวิทยา

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 19.39 น. #ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเยี่ยมสมาชิกและติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE พร้อม #ทรงเปิดชมรม TO BE NUMBER ONE และศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE ณ โรงเรียนบางระจันวิทยา อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

ในการนี้ #นายวราดิศร_อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าศาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะครู นักเรียน และประชาชนชาวจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมเฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง และในช่วงส่งเสด็จกลับ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี #ได้รับสิ่งของพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่จังหวัดสิงห์บุรีและผู้ปฏิบัติงานโครงการ TO BE NUMBER ONE เป็นอย่างยิ่ง

จังหวัดสิงห์บุรีดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 ปี โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตาม 3 ยุทธศาสตร์หลักของโครงการ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เด็กและเยาวชน ส่งเสริมให้ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก” และยึดมั่นในค่านิยม “#เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด”

ปัจจุบันจังหวัดสิงห์บุรีมีสมาชิกโครงการ TO BE NUMBER ONE อายุระหว่าง 6–24 ปี จำนวน 39,495 คน คิดเป็นร้อยละ 82 มีชมรม TO BE NUMBER ONE จำนวน 284 ชมรม ครอบคลุมสถานศึกษา ชุมชน สถานประกอบการ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เรือนจำ และสำนักงานคุมประพฤติ รวมทั้งมีศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE จำนวน 40 แห่ง โดยจังหวัดสิงห์บุรีได้รับการยกระดับเป็น “จังหวัดต้นแบบระดับเงิน”

สำหรับผลงานชมรม TO BE NUMBER ONE ที่มีความโดดเด่น ได้แก่กลุ่มต้นแบบระดับทอง คือ เรือนจำจังหวัดสิงห์บุรีกลุ่มต้นแบบระดับเงิน ได้แก่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี บริษัท คอมพาวเคลย์ จำกัด และโรงเรียนบางระจันวิทยาและกลุ่มดีเด่นระดับประเทศ ได้แก่ ชุมชนบ้านท่าข้ามกลาง

ด้านศูนย์เพื่อนใจ TO BE NUMBER ONE โรงเรียนบางระจันวิทยา เปิดให้บริการทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ภายใต้แนวคิด “ปรับทุกข์ สร้างสุข แก้ปัญหา พัฒนา EQ” พร้อมส่งเสริมทักษะอาชีพและการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ การทำดอกไม้จากเกล็ดปลา การออกแบบลายผ้ารวงทอง การทำตุ๊กตาชาววัง งาน Coding และการจัดทำเครื่องประดับศิราภรณ์ เพื่อให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พัฒนาศักยภาพ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

โอกาสเดียวกันนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานพระอนุญาตให้สมาชิกโครงการ “ใครติดยายกมือขึ้น” จากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดสิงห์บุรี เข้าเฝ้ารับพระราชทานกำลังใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมพระราชทานคำแนะนำแก่ตัวแทนเยาวชน เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองต่อไป

การเสด็จติดตามผลการดำเนินงานโครงการ TO BE NUMBER ONE ในครั้งนี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณและเป็นขวัญกำลังใจแก่เด็กและเยาวชน สมาชิกโครงการ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของจังหวัดสิงห์บุรี ในการร่วมกันขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกษตร จ.น่าน ร่วมงาน “การขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”


วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน นายสันติ มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และตัวแทนเกษตรกรจังหวัดน่าน ร่วมงาน “การขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร

เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ อาคารหอประชุมจังหวัดเชียงราย (ศาลากลางจังหวัดเชียงราย) ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยมี นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึง เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากร ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โอกาสนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดน่านได้ร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ด้าน Climate Smart Agriculture (CSA) เรื่อง กาแฟน่าน : จากไร่พืชเชิงเดี่ยวสู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น้ำโขงทะลักท่วมใต้อาคารตลาดอินโดจีน! ผู้ว่าฯ มุกดาหาร รับมือน้ำโขงจ่อแตะ 12.90 เมตร เสริมกระสอบทรายรับมือ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายภูมินทร์ สิเนหะวัฒนะ นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร นายทศพล บัวผัน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานมุกดาหาร และนายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้า

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจดูสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่บริเวณตลาดอินโดจีน เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อวางมาตรการป้องกันน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่การเกษตร

จากการลงพื้นที่สำรวจสภาพทั่วไปของตลาดอินโดจีน พบว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ยกลอยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมสิ่งปลูกสร้างริมน้ำหลายรายการแล้ว โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชั้นล่าง

ลานทางเดินริมแม่น้ำโขง บันไดทางเดิน และโครงสร้างพื้นที่ชั้นล่างสุดของตลาด ถูกน้ำโขงไหลเข้าท่วม ส่งผลให้ร้านค้าและผู้ประกอบการบางส่วนที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ชั้นใต้ดิน ต้องเร่งรีบเก็บข้าวของและสินค้าขึ้นมายังพื้นที่ชั้นบน

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ระดับน้ำของแม่น้ำโขงในขณะนี้ยกลอยสูงขึ้นจากท้องน้ำอยู่ที่ประมาณ 12.00 เมตร ซึ่งใกล้จุดวิกฤตที่ 12.50 เมตร อย่างไรก็ตาม ตลาดอินโดจีนมีระบบป้องกันน้ำท่วมเดิมรองรับได้ถึงระดับ 13.20 เมตรก่อนจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ส่วนบน

ทั้งนี้ สำหรับมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในวันนี้ เกิดจากน้ำฝนทางตอนบนและการระบายน้ำของเขื่อนไชยบุรี ในประเทศ สปป.ลาว เมื่อ 3 วันก่อน ในอัตรา 16,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจังหวัดมุกดาหารพอดี

ทางด้านมาตรการป้องกัน ทางจังหวัดมุกดาหารได้บูรณาการร่วมกับเทศบาลเมืองมุกดาหาร ชลประทาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และอาสาสมัคร ระดมกำลังกรอกกระสอบทรายเสริมเป็นพนังกั้นน้ำในจุดเสี่ยงริมตลิ่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและยกระดับการป้องกันน้ำได้เพิ่มอีกถึง 120 เซนติเมตร

แม้ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คาดการณ์ว่าในอีก 2–3 วันข้างหน้า ระดับน้ำอาจจะเพิ่มขึ้นอีกวันละ 30–40 เซนติเมตร จนไปแตะระดับ 12.80–12.90 เมตร แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่จังหวัดสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตามต่างจังหวัดมุกดาหารขอเตือนประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ต่ำให้ทยอยยกของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อความไม่ประมาท

นายภูมินทร์ สิเนหะวัฒนะ นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร กล่าวว่า ตัวโครงสร้างเดิมของตลาดอินโดจีนมีการก่อสร้างพนังกั้นน้ำสูงกว่าระดับปกติไว้แล้วประมาณ 1.20–1.30 เมตร ทางเทศบาลเมืองมุกดาหารจึงเข้ามาร่วมกับทางจังหวัดในการจัดเตรียมกระสอบทรายเข้าอุดกั้นเฉพาะจุดเสี่ยงทางน้ำลอดเพิ่มเติม และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและดูแลสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ประชาชนไว้วางใจและไม่ต้องตื่นตระหนก

ขณะที่นายทศพล บัวผัน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานมุกดาหาร ให้ข้อมูลถึงภาพรวมลุ่มน้ำในจังหวัดมุกดาหารว่า ลุ่มน้ำสายหลักทั้ง 3 สาย ได้แก่ ห้วยบางทราย ห้วยบางอี่ และห้วยมุก ขณะนี้น้ำไม่มีการหนุนสะสมมาจากทางตอนบน เนื่องจากมุกดาหารเป็นพื้นที่รับน้ำปิด ซึ่งสถานการณ์น้ำในลำห้วยทั้ง 3

สายเริ่มลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ แม้การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงจะทำได้ช้าลงเนื่องจากระดับน้ำโขงหนุนสูง แต่เมื่อแนวโน้มระดับน้ำโขงเริ่มทยอยลดลง คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดมุกดาหารอย่างแน่นอน

นายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร (ปภ.) กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ได้จัดประชุมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ

เป็นประจำทุกวันในเวลา 10.00 น. โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ชลประทาน, สทนช. ภาค, เทศบาลเมืองมุกดาหาร ตลอดจนอำเภอต่างๆ อาทิ อำเภอเมือง อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอดอนตาล เพื่อประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน

นอกจากนี้ ในเชิงป้องกัน ปภ. ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว (ช้างน้อย) จำนวน 2 จุด เพื่อเตรียมพร้อมในการเร่งระบายน้ำออกจากห้วยแข้และห้วยมุกทันทีหากมีฝนตกหนักลงมาในพื้นที่

พร้อมทั้งฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ “ตระหนัก แต่ไม่ต้องตระหนก” ขอให้คอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นในมาตรการและการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

น้ำท่วมมุกดาหาร #สถานการณ์น้ำโขง #ตลาดอินโดจีน #มุกดาหาร #ผู้ว่ามุกดาหาร #ชลประทานมุกดาหาร #ปภมุกดาหาร #เตือนภัยน้ำท่วม #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร. เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” ออกหมายจับ 45 ต่างชาติ-หมายเรียก 39 คนไทย มูลค่าเสียหายกว่า 300 ล้าน

ตร. เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” ออกหมายจับ 45 ต่างชาติ-หมายเรียก 39 คนไทย มูลค่าเสียหายกว่า 300 ล้าน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนธิกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” เข้าตรวจค้นเป้าหมายพูลวิลล่าและบ้านเดี่ยวหรูในพื้นที่ อ.หัวหิน หลังพบขบวนการนอมินีคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อสิทธิ์ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 300 ล้านบาท พร้อมออกหมายจับชาวต่างชาติ 45 ราย และหมายเรียกคนไทยร่วมขบวนการอีก 39 ราย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นำกำลังตำรวจร่วมกับ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7 และ พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมที่ดิน รวมกว่า 200 นาย นำหมายค้นเข้าตรวจค้นเป้าหมายพร้อมกัน 15 จุด

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจค้นในครั้งนี้ มุ่งเป้าไปที่โครงการบ้านเดี่ยวและพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์น ในพื้นที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจากการสืบสวนเชิงลึกพบพฤติการณ์ของนิติบุคคลที่มีการนำคนไทยมาเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติตามสัดส่วนเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย และใช้เป็นช่องทางในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้แล้วจำนวน 12 ราย จากหมายจับทั้งหมด 45 ราย และอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี ส่วนกลุ่มคนไทยที่ยินยอมให้ใช้ชื่อเป็นนอมินี เจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียกแล้วจำนวน 39 ราย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินและโครงสร้างนิติบุคคลในเบื้องต้น พบว่ามีอย่างน้อย 33 บริษัทที่เข้าข่ายถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ

คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 300 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น จากการตรวจสอบฐานข้อมูลนิติบุคคลในพื้นที่ อ.หัวหิน ทั้งหมด ยังพบกลุ่มบริษัทที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายเป็นนอมินีอีกมากถึง 849 ราย ซึ่งหลังจากนี้ คณะทำงานจะทำการตรวจสอบอย่างละเอียดและขยายผลดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /วช. ลงพื้นที่น่าน ติดตาม “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” เสริมระบบเตือนภัยชุมชน รับมืออุทกภัยอย่างทันท่วงที

วันที่ 9 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการใช้นวัตกรรม “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” ณ ตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ ววน. ด้านการบริหารน้ำ วช. นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน นายภูเบศ วณิชชานนท์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายสุมน ตันต่อมแก้ว นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำปั้ว พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร วช. ผู้บริหารท้องถิ่นและท้องที่ นักวิจัย และเครือข่ายการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย เข้าร่วม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง โดยเฉพาะการรับมืออุทกภัยที่จำเป็นต้องมีระบบแจ้งเตือนที่เข้าถึงชุมชนและสามารถทำงานได้ในสถานการณ์วิกฤต “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยเสริมการเฝ้าระวังและการตัดสินใจของชุมชน โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย ต้นทุนไม่สูง และสามารถทำงานได้แม้เกิดไฟฟ้าดับหรือสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และช่วยเพิ่มความพร้อมของชุมชนในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายบรรจง ขุนเพชร กล่าวว่า การมีระบบแจ้งเตือนภัยในระดับชุมชนจะช่วยเพิ่มระยะเวลาให้ประชาชนสามารถเตรียมความพร้อม เก็บสิ่งของ และอพยพได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ลำน้ำสาขาซึ่งอาจเกิดน้ำหลากอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำท้องที่ และประชาชน ให้สามารถรับรู้สถานการณ์และรับมือกับอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการเสริมระบบแจ้งเตือนที่มีอยู่เดิมให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในระดับชุมชนมากขึ้น

นายภูเบศ วณิชชานนท์ กล่าวว่า เครื่องเตือนภัยดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงบริบทและข้อจำกัดของชุมชน เน้นให้เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย ดูแลรักษาได้ และสามารถทำงานได้ในภาวะที่ระบบไฟฟ้าหรือสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง โดยมีระบบแจ้งเตือน 3 ระดับตามความรุนแรงของสถานการณ์ ได้แก่ ระดับเตรียมตัว ระดับเฝ้าระวัง และระดับอพยพ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้สถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ได้ติดตั้งและทดลองใช้งานในพื้นที่ตำบลน้ำปั้วแล้ว เพื่อนำผลจากการใช้งานจริงมาปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่มากยิ่งขึ้น

นายสุมน ตันต่อมแก้ว กล่าวว่า จากการนำเครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันมาใช้งานในพื้นที่ตำบลน้ำปั้ว ทำให้เจ้าหน้าที่และชุมชนมีเครื่องมือช่วยติดตามสถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนประชาชนได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เครื่องสามารถส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนรับทราบและเตรียมความพร้อมได้ทันเวลา ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และหากสามารถพัฒนาระบบให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

สำหรับ “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” เป็นผลงานที่พัฒนาโดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ ใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์เป็นหลัก สามารถเชื่อมต่อไฟฟ้าปกติได้ และใช้สัญญาณวิทยุคลื่นสั้น (วอ.) ในการสื่อสาร ซึ่งยังสามารถใช้งานได้ในกรณีสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง ส่วนการวัดระดับน้ำใช้ระบบลูกลอยที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ซ่อมบำรุงง่าย ต้นทุนประมาณ 1,500–1,590 บาทต่อเครื่อง โดยมีการแจ้งเตือนด้วยเสียงพูดและสัญญาณเสียง 3 ระดับ ได้แก่ เตรียมตัว เฝ้าระวัง และอพยพ

จากการทดลองใช้งานในพื้นที่ที่ผ่านมา เครื่องสามารถส่งเสียงเตือนได้ในระยะประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการปรับปรุงการตั้งค่าเวลาแจ้งเตือน (Delay) ให้เหมาะสมกับบริบทการใช้งาน ทั้งนี้ มีแนวทางส่งมอบนวัตกรรมให้เป็นครุภัณฑ์ขององค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณในการดูแลและซ่อมบำรุง และนำไปใช้ประโยชน์ในการเสริมระบบเตือนภัยของชุมชนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ พันเอกพยอม บุญทร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เพลิงโหมไหม้บ้านกลางซอยแคบ เจ้าของพร้อม 6 สมาชิกหนีตายระทึก! บ้านวอดทั้งหลัง ลามยุ้งฉางข้าวเสียหาย 100 กระสอบ

มุกดาหาร – เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักประชาชนในพื้นที่บ้านด่านคำ อำเภอเมืองมุกดาหาร เจ้าของบ้านพร้อมสมาชิกครอบครัวรวม 7 คน เผชิญเหตุระทึกก่อนพากันหนีออกมาได้

อย่างปลอดภัย ขณะที่เปลวเพลิงโหมไหม้บ้านเสียหายทั้งหลัง และลุกลามไปยังยุ้งฉางข้าว ทำให้ข้าวเปลือกได้รับความเสียหายประมาณ 100 กระสอบ น้ำหนักรวมราว 5,000 กิโลกรัม

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ร.ต.อ.หญิงสุนิษา คงพัฒน์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองมุกดาหาร ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าระงับเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเลขที่ 46/2 บ้านด่านคำ ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร พบเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง โดยยังมีควันลอยออกจากบริเวณบ้านอย่างต่อเนื่อง

ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบ้านถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหลัง เหลือเพียงโครงสร้างและเสาบางส่วน ส่วนทรัพย์สินภายในบ้านอยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย

จากการสอบถาม นางเทียม พันพิพัฒน์ อายุ 57 ปี เจ้าของบ้าน ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ขณะตนเองอยู่ภายในบ้าน หลานสาวได้วิ่งมาแจ้งว่าพบควันออกมาจากปลั๊กไฟบริเวณห้องเก็บของ จึงรีบเข้าไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าเปลวเพลิงกำลังโหมไหม้อย่างรุนแรงออกมาจากห้องดังกล่าว

จากนั้นไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังส่วนต่าง ๆ ของตัวบ้าน เจ้าของบ้านและสมาชิกที่อยู่ภายในรวม 7 คน จึงรีบพากันออกจากบ้านเพื่อเอาชีวิตรอด ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะเดินทางเข้าระงับเหตุและใช้เวลาควบคุมเพลิงจนสถานการณ์สงบลง

อย่างไรก็ตาม จุดเกิดเหตุอยู่ภายในซอยขนาดเล็กและค่อนข้างแคบ ทำให้รถดับเพลิงขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงตัวบ้านได้โดยตรง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการระงับเพลิงภายใต้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ ท่ามกลางความกังวลว่าเปลวเพลิงจะลุกลามไปยังสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียง

นอกจากนี้ บ้านหลังดังกล่าวยังอยู่ติดกับยุ้งฉางเก็บข้าว ทำให้เปลวเพลิงลุกลามไปยังบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้ข้าวเปลือกได้รับความเสียหายประมาณ 100 กระสอบ กระสอบละประมาณ 50 กิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักรวมประมาณ 5,000 กิโลกรัม

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียด โดยประเด็นเบื้องต้นที่เจ้าของบ้านให้ข้อมูลคือพบควัน

ออกมาจากปลั๊กไฟภายในห้องเก็บของ ก่อนเกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรง อย่างไรก็ตาม ต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตัดเกมขบวนการลอบขนไม้ข้ามแดน! สถานีเรือมุกดาหารสกัดเรือเหล็กกลางโขง ยึดพะยูง-ชิงชัน จ่อข้ามลาว พร้อมรวบ 2 ผู้ต้องหา

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่สถานีเรือมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ตำรวจตามมุกดาหาร

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร ด่านศุลกากรมุกดาหาร และ ร้อย ตชด.234 ร่วมแถลงข่าว ตรวจยึดไม้พะยูงและไม้ชิงชัน ลักลอบหนีภาษีศุลกากรพร้อมด้วยผู้ต้องหา 2 ราย ขณะกำลังใช้เรือลำเลียงข้ามไปยังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว

สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา นาวาโท โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง

(นรข.) เขตนครพนม โดยสถานีเรือมุกดาหาร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครองในพื้นที่ ออกปฏิบัติการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง จังหวัดมุกดาหาร

ระหว่างเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและเฝ้าตรวจบริเวณแม่น้ำโขง บ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร พบเรือเหล็กติดเครื่องยนต์

ท้ายลำหนึ่งแล่นอยู่ในพื้นที่ โดยภายในเรือมีสิ่งของลักษณะเป็นไม้จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและสกัดเรือลำดังกล่าวไว้เพื่อทำการตรวจค้น

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวชาย 2 ราย ทราบชื่อคือ นายทรงศักดิ์ อายุ 52 ปี และนายพลยุทธ์ อายุ 42 ปี พร้อมตรวจยึดไม้พะยูงและไม้ชิงชัน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นไม้ที่มิได้

ผ่านพิธีการศุลกากรตามที่กฎหมายกำหนด โดยของกลางทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจนับและตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งชนิดไม้ ปริมาตร จำนวน และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนก่อนดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย จำนวน 1 ลำ ไว้เป็นของกลาง เนื่องจากเป็นพาหนะที่ใช้ในการขนถ่ายไม้ดังกล่าว เพื่อประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามขั้นตอน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าไม้ทั้งหมดมีแหล่งที่มาอย่างไร มีเอกสารหรือหลักฐานการครอบครองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการลำเลียงและปลายทางของไม้ เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการลักลอบขนทรัพยากรป่าไม้ตามแนวชายแดน

การปฏิบัติครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของหน่วยงานความมั่นคงและฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสินค้า รวมถึงทรัพยากรป่าไม้ผ่านพื้นที่ชายแดนแม่น้ำโขง

โดยไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติศุลกากร ตลอดจนกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้นำตัวชายทั้ง 2 ราย พร้อมไม้และเรือของกลางกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อจัดทำบันทึกการตรวจยึด

ตรวจนับและจำแนกของกลางโดยละเอียด ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #แม่น้ำโขง #นรข #สถานีเรือมุกดาหาร #ไม้พะยูง #ไม้ชิงชัน #ลักลอบขนไม้ #ลักลอบข้ามแดน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ดร.ฉวีวรรณ-คุณชิน -หมอชลน่าน ร่วมมอบเงินทุน อุปโภค บริโภค ให้โรงพยาบาล.การศึกษาเด็กยากจน 600 กว่าชีวิต 8 แสนกว่าบาท วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย

วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2569 พระไพศาลประชาทร วิ.(เจ้าคุณพบโชค)เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง เชียงราย ได้เป็นประธานสืบชะตาให้กับ

ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ คุณสุชิน รัตนประเสริฐ คล้ายวันเกิด ของท่าน ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค ทุนการศึกษา พร้อมด้วยปัจจัย จำนวน 8 แสนกว่าบาท

ทำบุญวันเกิด พร้อมกับ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว กำลังมีแนวคิดหาทางออกเพื่อช่วยเหลือ โรงพยาบาลห้วยปลากั้ง ( รักษาฟรี) และอีกหลายๆโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนชาวเชียงรายและคน

ทั่วไป ทำเพื่อสังคม การรักษาคนไข้โดยไม่มีค่ารักษาพยาบาลใดๆ ท่านเจ้าคุณพบโชค ท่านต้องใช้ เงินเพื่อจ้างหมอ พยาบาล พนักงาน จำนวนมาก

ได้กล่าวว่าที่โรงพยาบาลนี้มีห้องรักษาทุกอย่าง ยกเว้นห้องเก็บเงิน และทางวัดมีเด็กจากชนเผ่าต่างๆและทางวัดดูแลมีจำนวน

เกือบพันคน และทางวัดยังมีการดูแลผู้สูงอายุอีกด้วย หากท่านใจมีวัตถุประสงค์จะร่วมทำบุญ มายังวัดห้วยปลากั้ง อ.เมือง จ.เชียงราย

กับท่านเจ้าคุณพบโชค ได้นำคณะศรัทธาไปชมโรงพยาบาลวัดห้วยปลากั้งเพื่อสังคมอีกด้วย และดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรม

ราชูปถัมภ์ และ คุณสุชิน รัตนประเสริฐ พร้อมด้วยพนักงาน ได้ถวายถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ สามเณร และเด็กนักเรียนด้วย ตามลำดับ

การช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอและไร้ที่พึ่ง ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่งดงามที่สุดรูปแบบหนึ่ง เพราะความเมตตาไม่ได้วัดจากคำพูดแต่สะท้อนผ่าน

การลงมือช่วยเหลือด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ เพราะทุกการให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นบุญที่งอกงาม และเป็นพลังที่ทำให้โลกนี้อบอุ่นขึ้นเสมอ

ความอบอุ่นไม่ใช่สิ่งก่อสร้างจากไม้และปูน แต่คือรังแสงจากใจที่มั่นคงความอ้างว้างไม่ใช่ความว่างเปล่าของห้องโถงใหญ่ แต่คือเสียงสะท้อนของใจที่ยังหิวโหย

ท้ายที่สุดแล้ว บ้านที่แท้จริงของเราคือ “จิตใจที่พอดี”เมื่อนั้น แม้ในคืนหนาว ใต้หลังคาเก่าๆ

ก็ยังสว่างไสวด้วยแสงแห่งความเพียงพอ และนั่นคือความร่ำรวยที่ไม่มีอะไรมาพรากไปได้เลย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวสายบุญ…วัดห้วยปลากั้ง ขอเชิญชวนญาติโยมและศิษยานุศิษย์ทุกท่าน มาร่วม “เชื่อมบุญ” และ

ติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว รวมถึงงานบุญต่าง ๆ ของวัดห้วยปลากั้ง จังหวัดเชียงราย ได้ง่าย ๆ

และใกล้ชิดยิ่งขึ้น ผ่านทาง LINE Official Account ติดต่อสอบถามข้อมูล กับทางวัดได้โดยตรง วิธีการเพิ่มเพื่อนง่าย ๆ เพียง 3 ขั้นตอน:เปิดแอปพลิเคชัน LINE เลือกเมนู “เพิ่มเพื่อน” (Add Friend)สแกน QR Code

จากภาพ ⁠image.png⁠ นี้ได้เลย!หรือพิมพ์ค้นหาไอดี LINE ID: @HuayPlaKang (มี @ ข้างหน้าด้วยนะครับ)มาร่วมสะสมบุญ บำรุงจิตใจ และรับข่าวสารมงคลไปด้วยกันนะครับ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ภาค 5 ลุยทลายขบวนการค้ายาข้ามชาติ ยึดบา 3.2 ล้านเม็ด-เฮโรอีนเพียบ ผลงานสะสม 10 เดือนรวบทรัพย์ทะลุ 1.5 พันล้าน จับหญิงสาวอุ้มลูกน้อยส่งยาบ้า

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 69 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก ภ จ เชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และตัวแทนผู้ว่าจังหวัดเชียงรายฝ่ายปกครองเชียงราย เปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติด สามารถจับกุมคดีใหญ่ได้ต่อเนื่องถึง 3 คดี รวบผู้ต้องหา ยึดยาบ้าได้รวมกว่า 3.2 ล้านเม็ด และเฮโรอีนอีก 8.62 กิโลกรัม

พล.ต.ท กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช ภาค 5 ได้เปิดเผยว่า การจับกุมคดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 07.30 น. ชุดสืบสวน กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 ร่วมกับ สภ.สันกำแพง และ สภ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ รวมทั้งฝ่ายปกครอง อ แม่ออน ได้สะกดรอยติดตามกลุ่มขนยาเสพติดจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่ใช้รถยนต์อีซูซุ ทะเบียน งบ 8147 เชียงใหม่ นำยามาส่งต่อในพื้นที่ อ.แม่ออน เพื่อเตรียมลำเลียงไปส่ง ปทุมธานี เจ้าหน้าที่จึงวางแผนปลอมเป็นสายลับนำรถไป

จอดรอ กระทั่งพบการส่งมอบยาเสพติดเสร็จสิ้นจึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่คนร้ายขับรถเร่งเครื่องหลบหนีไปจนถึงหน้าสวนอุดมพรรณไม้เชียงใหม่ ก่อนจอดรถเอาหัวรถทิ่มกับต้นไม้ทิ้งแล้ววิ่งหนี เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัว จนพบนางสาว แว ได้ขณะซ่อนตัวในบ้านพักคนงาน อุ้มลูกน้อย เพื่อขอความตบตาขอความเห็นใจเจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ควบคุมตัวไว้ พร้อมของกลางยาบ้าบรรจุในกระสอบปุ๋ย 8 กระสอบ รวมประมาณ 2.5 ล้านเม็ด ควบคุมตัวส่ง พงส.สภ.แม่ออน ดำเนินคดี

โดยจากคลิปกล้องวงจรปิดเส้นทางขนยาเสพติดของคนร้ายนั้น พบว่าคนร้ายมีความชำนาญในพื้นที่ขับรถแหกด่านและขับรถพุ่งหัวทิ่มต้นไม้และออกจากรถวิ่งหนี ตำรวจไล่ติดตามจนพบผู้ต้องหาเป็นหญิงอุ้มลูกน้อยเพื่อขอความเมตตาตำรวจ ส่วนที่เหลือวิ่งหนีหลบไปได้ พบยาบ้าจำนวนมากถึง 2.5 ล้านเม็ดซุกซ่อนในรถ

คดีที่สองในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 16.00 น. สภ.แม่จัน จ.เชียงราย พร้อมกำลังทหาร นบ.ยส.35 และ ป.ป.ส. เข้าตรวจสอบบริษัทขนส่ง สาขาป่าซาง อ.แม่จัน หลังได้รับแจ้งพบกล่องพัสดุต้องสงสัย 5 กล่อง ส่งมาจากสาขาย่อยหน้าโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง จากการตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในรวมประมาณ 704,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางส่ง พงส.สภ.แม่จัน เพื่อขยายผลติดตามตัวผู้ส่งมาดำเนินกฎหมายต่อไป

ส่วนคดีที่สาม สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 ร่วมกับ ชปส.สภ.เมืองเชียงใหม่ และชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบกล่องพัสดุต้องสงสัย 2 กล่อง ที่บริษัทขนส่ง สาขาถนนมหิดล อ.เมืองเชียงใหม่ พบภายในบรรจุเฮโรอีน น้ำหนักรวมประมาณ 8.62 กิโลกรัม จากนั้นได้สืบสวนขยายผลจนทราบตัวผู้ส่ง คือ น.ส.พลอย และ น.ส.วิไลวรรณ์ จึงติดตามจับกุมตัวได้ขณะเดินทางอยู่บนรถโดยสารประจำทางสายเชียงราย – เชียงของ บริเวณริมถนนบ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยผู้ต้องหาทั้งสองรับสารภาพว่าได้รับการจ้างวานให้นำเฮโรอีนมาส่งพัสดุต่อ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองเชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ซระทึกมุกดาหาร! ปิดล้อมชายวัย 35 ปี อาละวาดถืออาวุธนาน 10 ชั่วโมง จุดไฟเผิาบ้าน–ขึ้นหลังคา ก่อนยอมวางอาวุธมอบตัว

มุกดาหาร – เกิดเหตุระทึกกลางดึก เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ปิดล้อมบ้านพักนานหลายชั่วโมง หลังได้รับแจ้งชายมีอาการคลุ้มคลั่งและพยายามทำร้ายมารดา ก่อนพบถืออาวุธปืนอยู่ภายในบ้าน ยิงขึ้นฟ้าหลายนัด และจุดไฟเผาประตูชั้น 2 สุดท้ายยอมโยนอาวุธปืนลงมาให้เจ้าหน้าที่ ก่อนถูกควบคุมตัว ตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะ พร้อมยึดอาวุธปืนดัดแปลง 2 กระบอกและเครื่องกระสุน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่ามีชายมีอาการมึนเมาและอาละวาด ทำร้ายมารดาของตนเอง จึงเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 89 หมู่ 4 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบ นางคำมี มารดาของชายที่ก่อเหตุ ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า นายชาตรี หรือ “โอเล่” บุตรชาย มีอาการคลุ้มคลั่งและพยายามจะทำร้ายตนเอง ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามเข้าตรวจสอบภายในบ้าน ผู้ก่อเหตุไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมส่งเสียงเอะอะโวยวาย

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจกำลังจะเข้าไปภายในบ้าน ได้สังเกตเห็นชายดังกล่าวถืออาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงถอนกำลังออกจากบริเวณดังกล่าว เพื่อความปลอดภัย พร้อมปิดกั้นพื้นที่และกันประชาชนไม่ให้เข้าใกล้ ก่อนรายงานเหตุให้ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร ทราบ

ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. พ.ต.อ.ประยุทธ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองมุกดาหาร เดินทางมายังพื้นที่เกิดเหตุ ก่อนวางกำลังปิดล้อมบ้านและพยายามเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ผู้ก่อเหตุสงบสติอารมณ์และยอมออกมาจากบ้าน แต่การเจรจายังไม่เป็นผล

เจ้าหน้าที่ใช้วิธีควบคุมพื้นที่และเจรจาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 23.15 น. ผู้ก่อเหตุปรากฏตัวบริเวณหน้าต่างห้องนอนชั้น 2 ของบ้าน โดยอยู่เพียงลำพังและมีอาการคลุ้มคลั่ง ส่งเสียงเอะอะโวยวาย ก่อนใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 1 นัด ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่ตรึงกำลังอยู่โดยรอบ

จากนั้นเวลาประมาณ 23.45 น. ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าอีก 1 นัด จากบริเวณเดิม เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มความระมัดระวังและยังคงพยายามเจรจา เพื่อให้เหตุการณ์ยุติลงโดยไม่เกิดความสูญเสียกระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สถานการณ์เข้าสู่ช่วงวิกฤต เมื่อผู้ก่อเหตุเกิดอาการคลุ้มคลั่งและใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าอีก 3 นัด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ก่อเหตุกำลังจุดไฟเผาประตูภายในบ้านบริเวณชั้น 2

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด ผู้ก่อเหตุได้โยนอาวุธปืนสั้นสีดำลงมาจากบ้านให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ด้านล่าง เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ และสามารถดับไฟภายในบ้านได้สำเร็จ เหตุการณ์ยุติลงโดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว จากการตรวจค้นตัวผู้ต้องหา ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายเพิ่มเติม ขณะที่การตรวจค้นภายในบ้านพบของกลาง ประกอบด้วย อาวุธปืนสั้นชนิดลูกโม่ดัดแปลง 1 กระบอก อาวุธปืนสั้นชนิดแมกกาซีนดัดแปลง 1 กระบอก ซองปืนชนิดผ้าสีดำ 2 ซอง ซองบรรจุกระสุน 1 อัน และเครื่องกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 3 นัด

ภายหลังเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมายัง สภ.เมืองมุกดาหาร ได้ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ ผลการตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่จึงแจ้งสิทธิและข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบ โดยผู้ต้องหารับทราบและเข้าใจสิทธิและข้อกล่าวหาเป็นอย่างดี ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งให้ ร.ต.ท.ปุณรวิชญ์ ยะราไสย ร้อยเวรสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม บก.สส.ภ.7พบ พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7มอบนโยบาย ปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด อาวุธปืน

“ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม บก.สส.ภ.7”มอบ 7 นโยบายหลักมุ่งเป้ายกระดับสู่ “ศูนย์กลางการข่าวและการสืบสวน”พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม บก.สส.ภ.7พบ พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7
รอง ผบก.สส.ภ.7ผกก.สส.ภ.7และข้าราชการตำรวจ รอรับการตรวจเยี่ยม

ทั้งนี้ ผบช.ภ.7 ได้รับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติการ และได้มอบโอวาทโดยมีข้อสั่งการ ดังนี้

  1. ด้านการถวายความปลอดภัย
    พัฒนาระบบการข่าวให้ถูกต้อง ทันสถานการณ์ และบูรณาการกับทุกหน่วยงาน
    เตรียมกำลังพล แผน และชุดปฏิบัติการให้พร้อมรองรับภารกิจถวายความปลอดภัยทุกระดับ
  2. ด้านการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรม
    เร่งรัดการสืบสวนเชิงรุก ปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมร้ายแรง องค์กรอาชญากรรม
    ผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
    ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยเฉพาะคดีสำคัญและหมายจับค้างเก่า
    พร้อมขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการ
  3. ด้านการข่าวและการวิเคราะห์อาชญากรรม
    พัฒนาฐานข้อมูลและระบบข่าวกรองให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
    ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมกำหนดเป้าหมายและวางแผนการปฏิบัติ
  4. ด้านเทคโนโลยีและการพัฒนางานสืบสวน
    ส่งเสริมการใช้ AI เทคโนโลยีดิจิทัล นิติวิทยาศาสตร์ และการสืบสวนทางไซเบอร์
    พัฒนารูปแบบการนำเสนอข้อมูลและสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับงานสืบสวน
  5. ด้านการสนับสนุนและการบูรณาการ
    สนับสนุนการสืบสวนคดีสำคัญของหน่วยในพื้นที่ และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน
    ติดตามผลและถ่ายทอดองค์ความรู้จากคดีสำคัญสู่หน่วยปฏิบัติ
  6. ด้านการพัฒนาศักยภาพนักสืบ
    พัฒนาความรู้ ทักษะ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของนักสืบ
    ส่งเสริมระบบพี่เลี้ยง การฝึกอบรม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง
  7. ด้านกำลังพล ระเบียบวินัย และสวัสดิการ
    กำกับดูแลวินัย การปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรมตำรวจอย่างเคร่งครัด
    ดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจ พร้อมส่งเสริมความสามัคคีและความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่

เน้นย้ำ ให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7 เป็นศูนย์กลางด้านการข่าวและการสืบสวนของตำรวจภูธรภาค 7 มีความพร้อมด้านบุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยีและการบูรณาการ สนับสนุนทุกหน่วยได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ คลี่คลายคดีสำคัญ ป้องกันอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนพร้อมขับเคลื่อนนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 7 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
สมคิด พรมมี ผู้ข่าว นครปฐม

ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” ภ.จว.นครปฐม เดินหน้าสร้างอาชีพที่ยั่งยืนให้เด็กพิเศษ ตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” (ด้านเด็กพิเศษ) การสร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสมาคมแม่บ้านตำรวจ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจ ภ.7

มอบหมายให้ คุณจิดาภา ปุระธนานนท์ รองประธานชมรมแม่บ้านตำรวจ ภ.7
พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม คุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้านตำรวจ ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจิรญวัติ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.อ.อภิศักดิ์ กำเนิด ผกก.สภ.บางเลน พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เจริญวิชยเดช
ผกก.สภ.สามพราน พ.ต.อ.เลอศักดิ์ ตุมรสุนทร ผกก.สภ.นครชัยศรี คุณปะพิมพ์ชิสา วรรณสูตร

คุณสุธาสินี ตุมรสุนทร คุณกิ่งแก้ว ศุภผล คุณนิยม ฆ้องรัตนพรชัย
สมาชิกแม่บ้านตำรวจ ภ.จว.นครปฐม และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง
เป็นคณะผู้แทน ร่วมเดินทางไปเยี่ยมและแสดงความขอบคุณผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ที่ให้ความอนุเคราะห์รับบุตรของข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นเด็กพิเศษเข้าทำงาน ตามโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” พร้อมสนับสนุนด้านรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการมีอาชีพ สร้างความมั่นคงในคุณภาพชีวิต และให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน ดังนี้

บริษัท แอลเอ็น อุตสาหกรรมเหล็กไทย จำกัด (หลิงนันสตีล) อ.เมือง จว.นครปฐม โดย ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ ผู้บริหาร ได้รับ น.ส.กนกนภัส ใจชื้น บุตรของข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ เข้าทำงาน พร้อมสนับสนุนรายได้เดือนละ 9,500 บาท และสิทธิประโยชน์ประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2564

บริษัท อิมแพค คลีนนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด อ.บางเลน จว.นครปฐม โดย คุณฐิติพงศ์ วัฒนาอนันต์กุล ผู้บริหาร ได้รับ นายเรืองศักดิ์ เชิดโกทา บุตรของข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ เข้าทำงาน พร้อมสนับสนุนรายได้เดือนละ 5,000 บาท และสิทธิประโยชน์ประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2566

บริษัท บางกอกไพบูลย์ไพพ์ จำกัด อ.สามพราน จว.นครปฐม โดย คุณสิงห์ชัย เปรมรัตนชัย ผู้บริหาร ได้รับ น.ส.สุภาวนา สร้อยสาริกา บุตรของข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ เข้าทำงาน พร้อมสนับสนุนรายได้เดือนละ 10,000 บาท และสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนรายล่าสุดของโครงการ

ในการนี้ ได้มอบใบประกาศนียบัตรของสมาคมแม่บ้านตำรวจแก่ผู้ประกอบการทั้ง 3 แห่ง เพื่อยกย่องและแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนโครงการ โดยมีนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจเป็นผู้ลงนาม พร้อมทั้งชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 และ ภ.จว.นครปฐม ได้มอบของที่ระลึกเพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นกำลังใจในการสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสมาคมแม่บ้านตำรวจ
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ท่านพัฒนา พร้อมพัฒพัฒน์) ตรวจเยี่ยมหน่วยบริการโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 13.15 น. ท่านพัฒนา พร้อมพัฒพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่โรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี สส.จังหวัดลพบุรี เขต1 เขต 2 และเขต 3 พรรคภูมิใจไทย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี

นายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง) คณะผู้บริหาร กรรมการบริหารโรงพยาบาลโคกสำโรง เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอโคกสำโรง ร่วมต้อนรับ ณ บริเวณโรงพยาบาลโคกสำโรง รัฐมนตรีพร้อมคณะเดินทางเยี่ยมชม อาคารหลวงปู่บุญตา โรงพยาลโคกสำโรง และสถานที่ฟอกไตเทียมโรงพยาบาลโคกสำโรงนายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง กล่าวต้อนรับพร้อมนำเสนอแผนพัฒนาโรงพยาบาลโคกสำโรง และขอรับสนับสนุน รัฐมนที่ว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อเสนอแนะและมอบนโยบายสอบถาม เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจต่อเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอโคกสำโรง

จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมหน่วยบริการเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอโคกสำโรง ตรวจเยี่ยมหน่วยบริการ สถานที่ก่อสร้างหน่วยไตเทียม และรับฟังบรรยายถึงอาคารผู้ป่วยใน 7 ชั้น บูธให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ บูธคัดกรองกล่า 80 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลโคกสำโรงได้เติบโตจากศูนย์ศาลาขนาดเล็กพัฒนาสู่โรงพยาบาลชุมชน ที่เป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อำเภอโคกสำโรงและพื้นที่ใกล้เคียงจากโรงพยาบาลขนาด 10 เตียงขยายเป็น 30 เตียงและพัฒนามาเป็นโรงพยาบาล 120 เตียง พร้อมเพิ่มศักยภาพการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของประชาชน

ปัจจุบันโรงพยาบาลโคกสำโรงมีภารกิจที่มากกว่าการรักษาผู้ป่วยทั่วไป แต่เป็นโรงพยาบาลแม่ขายที่ให้บริการประชาชนในหลายอำเภอรวมถึงเป็นจุดรองรับผู้ป่วยอุบัติเหตุจากเส้นทางคมนาคมสายหลักของประเทศ จำนวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดภาวะความแออัดของหอผู้ป่วยอัตราการครองเตียงสูงเกินศักยภาพในหลายช่วงเวลาบุคลากรต้องปฏิบัติงานภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ ขณะที่ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความไม่สะดวกในการเข้ารับบริการ แม้โรงพยาบาลจะพยายามปรับปรุงและขยายบริการมาโดยตลอด รวมถึงการจัดตั้งหน่วยไตเทียมและพัฒนาระบบบริการด้านต่างๆ

แต่พื้นที่อาคารเดิมไม่สามารถรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป การก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 7 ชั้น จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาล อาคารแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มจำนวนเตียงลดความแออัดพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการรักษาเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยและรองรับการขยายบริการทางการแพทย์ในอนาคต ไม่เพียงตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในวันนี้ แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมของระบบบริการสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุซับซ้อนและเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

โรงพยาบาลโคกสำโรงเติบโตได้ด้วยพลัของบุคลากรความร่วมมือของภาคีเครือข่ายและการสนับสนุนจากประชาชนทุกภาคส่วน วันนี้ถึงเวลาอีกหนึ่งก้าวสำคัญการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 7 ชั้นไม่ใช่เพียงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ แต่คือการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สร้างความปลอดภัยให้ผู้ป่วยและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขของจังหวัดลพบุรี โรงพยาบาลโคกสำโรงพร้อมก้าวสู่อนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประชาชนทุกคน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/รองผู้ว่าฯ ปัตตานี พร้อม ผบ.ฉก.ปัตตานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด่านความมั่นคง 3 ฝ่าย ติดตามสถานการณ์และเสริมขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายไชยพร นิยมแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ทหาร ตำรวจ นายอำเภอเมืองปัตตานี หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี จำนวน 3 จุด ได้แก่ จุดตรวจเกาะหม้อแกง บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 43 (ถนนสายเอเชีย) ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จุดตรวจ PTT Station ปตท.ดอนยาง ปัตตานี และจุดตรวจบริเวณหน้าโรงไฟฟ้าตะลุโบะ อำเภอเมืองปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามและประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนสถานประกอบการและพื้นที่สำคัญ พร้อมเน้นย้ำการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงการเตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้สามารถเข้าระงับเหตุและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี

ในโอกาสนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้เน้นย้ำว่า จุดตรวจแต่ละแห่งถือเป็นพื้นที่สำคัญในการดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะจุดตรวจที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสัญจรสายหลัก ซึ่งมีประชาชนเดินทางและมีรถสัญจรผ่านเป็นจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่บริเวณโรงไฟฟ้าย่อย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ ได้มอบนโยบายให้หัวหน้าหน่วยและผู้บังคับบัญชากำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มงวด รอบคอบ และไม่ประมาท โดยยึดหลักสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ว่า “การดูแลความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก” เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องมีความปลอดภัยก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ดูแลและคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวัง เฝ้าระวังพื้นที่โดยรอบ และนำหลักยุทธวิธีมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่บริเวณจุดตรวจอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันเหตุและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และฐานปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชนในจังหวัดปัตตานีอย่างต่อเนื่อง
// ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ประจำจังหวัดปัตตานี // รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/’นายกเบียร์‘ ร่วมแสดงความยินดีร้าน Two Brothers Chill 90‘S สถานที่พบปะแห่งใหม่ริมหาดจอมเทียน

ค่ำวันที่ 8 ส.ค.69 ที่ร้าน Two Brothers Chill 90‘S ซอย 14 ถนนจอมเทียนสายสอง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีในโอกาสเปิดร้านให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยมี นายรุ่งศักดิ์ วงศ์ศิวาพร ผู้บริหารร้านและพนักงานให้การต้อนรับ

สำหรับร้าน Two Brothers Chill 90‘S สถานที่พบปะแห่งใหม่ริมหาดจอมเทียน ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 30 ล้านบาททบนพื้นที่ริมถาสจอมเทียนสายสองกว่า 2 ไร่ ตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ที่หวังให้เป็นมากกว่าร้านอาหารคือศูนย์กลางการพบปะสังสรรค์ที่รองรับลูกค้าได้ 100-200 คน

ภายในจะมีบริการอาหารนานาชนิด ทั้งอาหารนานาชาติสเต้ก พิซซ่า อาหารไทย ซีฟู้ด อาหารอีสาน และคาเฟ่ เสน่ห์ของร้านคือการขับกล่อมด้วยบทเพลงยุค 90 วงดนตรีแสดงสด การแสดงวัฒนธรรม โชว์กระบองไฟ และอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยจะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ถือเป็นร้านสาขาที่ 2 ของร้าน Two Brothers หลังจากเปิดสาขาแรกในวอล์กกิ้งสตรีทพัทยามาแล้ว

ทั้งนี้พบว่ามีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อาทิ นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ร.ต.ท. ชัยนาม ไวยณางค์ ประธานชมรมฟุตบอล VIP หนองปรือ นายไพบูลย์ ตั้งธนวัฒน์ อดีตประธานสภาทนายความเมืองพัทยา และนายสุนทร กังศิริกุล อดีตประธานชุมชนวอล์กกิ้งสตรีท

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /วช. ผนึกจ.น่าน “รวมพลนวัตกรรม” รับมืออุทกภัย ระดมวิจัย–เทคโนโลยี ยกระดับเตือนภัยและช่วยประชาชน

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดประชุมเตรียมการและแถลงข่าว “รวมพล! นวัตกรรมเตรียมรับมืออุทกภัย จังหวัดน่าน” ณ ศาลากลางจังหวัดน่าน โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ ววน. ด้านการบริหารน้ำ วช. พร้อมผู้บริหารส่วนราชการ นักวิจัย เครือข่ายการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย และประชาชนเข้าร่วม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องในจังหวัดน่าน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลาก วช. ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมภายใต้แผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” มาสนับสนุนจังหวัด ได้แก่ “เครื่องเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน” “Flood-Eye” “ฝายแกนดินซีเมนต์” “ดินซีเมนต์ป้องกันตลิ่งพัง”

“แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” “ระบบโดรนรับมือภัยพิบัติ” และ “การจัดการความเสี่ยงและการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน” ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวัง แจ้งเตือน ประเมินสถานการณ์ บริหารจัดการน้ำ ป้องกันพื้นที่เสี่ยง และสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชน

ด้าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ กล่าวว่า จังหวัดน่านยินดีร่วมกับ วช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาเสริมความพร้อมรับมืออุทกภัย แม้สถานการณ์น้ำโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ฝนที่เพิ่มขึ้นและภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขา ทำให้มีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก จังหวัดจึงเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ การเตรียมบุคลากรและอุปกรณ์ และการนำองค์ความรู้จาก วช. และ อว. มาเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและปฏิบัติงาน

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนแนวทางโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ พร้อมนักวิจัยและเครือข่ายจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ อบต.บ่อสวก และเครือข่ายทรัพยากรน้ำจังหวัดน่าน

โอกาสนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ส่งมอบ “แพลตฟอร์มเสริมสร้างความพร้อมรับมืออุทกภัยจังหวัดน่าน” ให้แก่ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ เพื่อใช้สนับสนุนการเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และบริหารจัดการอุทกภัย พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการนวัตกรรมรับมือภัยพิบัติ สะท้อนความร่วมมือของ วช. จังหวัดน่าน หน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย และภาคีเครือข่าย

ในการนำงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อรับมืออุทกภัยอย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และลดผลกระทบต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม วช. ผนึกจังหวัดน่าน “รวมพลนวัตกรรม” รับมืออุทกภัย ระดมวิจัย–เทคโนโลยี ยกระดับเตือนภัยและช่วยประชาชน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 5 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพิธีส่งมอบโครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม รูปแบบ 1 ณ บ้านต้นลาน หมู่ที่ 5 ตำบลสัมปทวน อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

วัน ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ร่วมพิธีเปิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพิธีส่งมอบโครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม รูปแบบ 1 ณ บ้านต้นลาน หมู่ที่ 5 ตำบลสัมปทวน อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

โดยมี นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต ๕ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและส่งมอบ ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 8 (ราชบุรี) นายกองค์การบริหารส่วนตำล หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 400 คน

โดยโครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลฯดังกล่าว กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินการเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลและระบบประปาบาดาลให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพที่ดี นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการน้ำบาดาลให้แก่หน่วยงานท้องถิ่นและประชาชนผู้ใช้น้ำ

เพื่อให้สามารถดูแล บำรุงรักษาระบบ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำหรับโครงการรูปแบบที่ ๑ ถือเป็นระบบประปาบาดาลขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง ประกอบด้วยเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพ

ในการจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่ตำบลสัมปทวน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากการส่งมอบโครงการฯแล้ว ยังมีการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน การ

บำรุงรักษาระบบ และการบริหารจัดการน้ำบาดาลอย่างเหมาะสม ให้แก่ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและจัดการทรัพยากรน้ำในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืนต่อไป
สมคิด พรมมี ผู้สื่ิข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กลุ่มยุวเกษตรกร รร.บ้านสบปืน อ.เฉลิมพระเกียรติ เข้าชิงการประกวด รร.การเรียนรู้การสหกรณ์ รางวัลพระราชทาน ประจำปี 2569

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านสบปืน หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เข้าร่วมการคัดเลือกโครงการประกวดโรงเรียนจัดการเรียนรู้การสหกรณ์โรงเรียนรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด

โดยมีนายณัฐพล แป้นนอก ผู้ตรวจราชการกรม เขตตรวจราชการที่ 9,11 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการในการคัดเลือกโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ดีเด่น ระดับประเทศ ให้ได้รับรางวัลพระราชทาน และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริการสอนสหกรณ์โรงเรียน โดยโรงเรียนบ้านสบปืน

ได้เข้าร่วมการประกวดประเภทโรงเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ในการประกวดครั้งนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ โดยนางสาวศุภาวดี สุทธิแสน เกษตรอำเภอเฉลิมพระเกียรติ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ระดับอำเภอและจังหวัด ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษา

รวมทั้งผู้ปกครองนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับและสนับสนุนข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง กลุ่มยุวเกษตรกร โรงเรียนบ้านสบปืน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เข้าชิงการประกวดโรงเรียนจัดการเรียนรู้การสหกรณ์รางวัลพระราชทาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ตร.นราธิวาส จับมือสรรพสามิต-ศุลกากร-ทหาร บุกทลายรังบิ๊กล็อต ยึดบุหรี่นอก “กูดังการัม” กว่า 4.5 ล้านมวน 162 ล้านบาท!

ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาสเปิดแผนสนธิกำลังครั้งใหญ่ นำโดยกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (กก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส/ฉก.ตร.นราธิวาส 93 จับมือภาคีเครือข่าย ทั้งฝ่ายปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นราธิวาส ด่านศุลกากรตากใบ

กองกำลัง บก.ควบคุมสุริโยทัย และ ฉก.นราธิวาส นำกำลังเข้าทลายคลังซุกซ่อนสินค้านำเข้าผิดกฎหมายรายใหญ่ชายแดนใต้ ยึดบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศยี่ห้อดัง “GUDANG GARAM” ล็อตมโหฬารรวม 474 กระสอบ คิดเป็น 379,200 ซอง (4,550,400 มวน) มูลค่าสินค้ากว่า 20.4 ล้านบาท ประเมินอัตราค่าปรับตามกฎหมายสูงถึง 162,108,000 บาท

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอ เมืองนราธิวาส นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.อ.อนิรุจน์ ดิษฐ์ประชา รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส, นายสิทธิโชค เดชบุญ นวก.สรรพสามิตชำนาญการ และ พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.ปพ.จว.นราธิวาส/ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93

ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติตรวจยึดยาสูบเถื่อนข้ามชาติล็อตมโหฬาร คาบ้านร้างในพื้นที่อำเภอตากใบ ได้ของกลางบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศยี่ห้อดัง “GUDANG GARAM” รวมทั้งสิ้น 474 กระสอบ คิดเป็น 379,200 ซอง (4,550,400 มวน) มูลค่าสินค้ากว่า 20.4 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าภาษีเฉียด 10.8 ล้านบาท และมีมูลค่าเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายสูงถึง 162,108,000 บาท

สำหรับยุทธการกวาดล้างครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดของ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.เอกชัย พราหมณกุล รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส, พ.ต.ท.ศักดิ์สิทธิ์ แสนเกื้อ รอง ผกก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส

และ พ.ต.ต.สมชาย เกตุทอง สว.กก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดป้องกันปราบปรามยาเสพติด กก.ปพ.ภ.จว.นราธิวาส ผนึกกำลังร่วมกับกรมสรรพสามิต ภายใต้การอำนวยการของ ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต และ นายภาณุพงศ์ ศรีเกตุ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ตลอดจนฝ่ายสืบสวนปราบปราม กรมศุลกากร

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสจากสายลับว่า มีกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้ายาสูบหนีภาษีรายใหญ่ แอบนำสินค้าจำนวนมากมาซุกซ่อนไว้ที่ บ้านร้าง 2 ชั้น ไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 3 ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเตรียมกระจายส่งขายต่อ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมและซุ่มสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบ แต่เนื่องจากไร้เงาผู้มาแสดงตนเป็นเจ้าของ คาดว่าสายข่าวของกลุ่มขบวนการจะแจ้งเตือนให้หลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่เข้าประชิดตัว

เมื่อเข้าตรวจสอบภายในตัวบ้านร้าง พบกระสอบสี่เหลี่ยมสีขาววางกองเรียงรายซ้อนกันเป็นจำนวนมาก จากการสุ่มเปิดตรวจพิสูจน์พบเป็นบุหรี่ซิกาแรตต่างประเทศยี่ห้อ GUDANG GARAM ขนาดบรรจุ 12 มวนต่อซอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 37,920 คัตตอน (379,200 ซอง) พนักงานเจ้าหน้าที่จึงใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 127 และ 128 ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นพยานหลักฐาน

เบื้องต้นได้นำของกลางส่งบันทึกตรวจยึด ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นราธิวาส พร้อมตั้งข้อกล่าวหา “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” และ “มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 204(1) และ 203(1) ก่อนส่งมอบพนักงานสอบสวนเพื่อสืบสวนขยายผล เร่งติดตามตัวนายทุนและผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
///////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ม.กลันตัน ยึดโมเดล “พิกุลทอง” ขยายผลเกษตรยั่งยืนดึง นศ. มาเลเซีย ฝึกงานไทย ยกระดับแปรรูปสินค้าเกษตรชุมชน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ต้อนรับคณะผู้บริหารและนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน (UMK) ในโอกาสเดินทางศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรยั่งยืน หวังต่อยอดนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ พร้อมเล็งดึงความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเกษตรของมาเลเซีย ช่วยเกษตรกรไทยแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทาง

วันที่ 6ส.ค.69 ณ ห้องประชุม 1 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พร้อมด้วย นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และ นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ

ร่วมให้การต้อนรับ นายภาษิต จูฑะพุทธิ กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และ Dr. Raimi binti Mohamed Redwan คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน (Universiti Malaysia Kelantan – UMK) พร้อมคณะบุคลากรและนักศึกษา

ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานระหว่างวันที่ 4–7 สิงหาคม 2569 โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ โครงการเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ สิ่งแวดล้อม และแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและการเกษตรยั่งยืนของทั้งสองประเทศ

สำหรับการศึกษาดูงานในวันนี้ นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้บรรยายแนะนำภารกิจของศูนย์ฯ ก่อนนำคณะนั่งรถลากพ่วง

เยี่ยมชมกิจกรรมการดำเนินงานจริงภายในศูนย์ฯ โดยมี นายซาฟิก สารี ทำหน้าที่ล่ามแปลภาษา สำหรับช่วงบ่าย คณะจาก ม.กลันตัน ได้เข้าชมการสาธิตและทดลองชิมเครื่องดื่มโซดารสส้มแขก

ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อของศูนย์ฯ เพื่อศึกษานวัตกรรมแปรรูปอาหารในพื้นที่ นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ สำนักงาน กปร. เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการเยือนในครั้งนี้ว่า มหาวิทยาลัย

มาเลเซียกลันตันให้ความสนใจในแนวทางการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมองเห็นประโยชน์จากการนำไปปฏิบัติจริงในเรื่องเกษตรยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงาน กปร.

“ทางมาเลเซียสนใจถึงขั้นที่อยากส่งนักศึกษาเดินทางมาฝึกงานจริงที่ศูนย์พิกุลทองฯ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ขณะเดียวกัน ศูนย์พิกุลทองฯ ที่ดำเนินงานมากว่า 40 ปี มีความเข้มแข็งเรื่ององค์ความรู้และการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่

แต่สิ่งที่ต้องทำต่อคือการเพิ่มมูลค่าและการหาช่องทางจำหน่าย ซึ่งคณะอุตสาหกรรมเกษตรจาก UMK มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหาร เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อช่วยกระจายสินค้าเกษตรของไทยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

ด้าน นายภาษิต จูฑะพุทธิ กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู กล่าวเสริมว่า การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างรัฐบาลไทยกับมหาวิทยาลัยในประเทศมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพด้านการเกษตรและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล
รัฐกลันตันให้ความสนใจเป็นพิเศษกับความก้าวหน้าและศักยภาพด้านการเกษตรของประเทศไทย เพราะมองว่าไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถตอบโจทย์สำคัญของประเทศเขาในเรื่อง ความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) ได้เป็นอย่างดี
/////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ “ซูเปอร์ตุ้ม” เตรียมสร้างสถิติกินเนสส์บุ๊กใหม่ ดิ่งพสุธาธงชาติไทยลงหาดพัทยา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล หรือซูเปอร์ตุ้ม นักกระโดดร่มชาวไทย เจ้าของสถิติโลกจาก Guinness World Records ในฐานะผู้ริเริ่มและเจ้าของโครงการ “One Flag One Nation One World Record” พร้อมคณะ ได้เข้าหารือกับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และนายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เพื่อพิจารณาโครงการ “One Flag One Nation One World Record” หารือแนวทางการจัดกิจกรรมสร้างสถิติโลกและความเป็นไปได้ในการที่เมืองพัทยาจะร่วมเป็นเจ้าภาพ ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยได้นำเสนอรายละเอียดรูปแบบการจัดกิจกรรม พร้อมขอรับการสนับสนุนการใช้พื้นที่บริเวณชายหาดเมืองพัทยา รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ของเมืองพัทยา เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์และการฝึกซ้อมก่อนการจัดงาน โดยร่วมกับ บริษัท ไทยสกายแอดเวนเจอร์ จำกัด มีเป้าหมายจัดกิจกรรมสร้างสถิติโลก (Guinness World Records Attempt) ด้วยการกระโดดร่มพร้อมอัญเชิญธงชาติไทยขนาดใหญ่เหนือท้องฟ้าเมืองพัทยา และลลลลร่อนลงยังจุดหมายบริเวณชายหาดเมืองพัทยา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาติไทย

นอกจากการสร้างสถิติโลกแล้ว โครงการยังมุ่งส่งเสริมความรักชาติ ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมเชิญชวนคนไทยร่วมร้องเพลงชาติไทยพร้อมกัน เพื่อร่วมบันทึกช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของประเทศ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในมิติด้านกีฬา การท่องเที่ยว และการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติคณะผู้จัดงานเปิดเผยว่า หลังจากพิจารณาพื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศ เห็นว่าเมืองพัทยามีศักยภาพ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และประสบการณ์ในการรองรับกิจกรรมระดับนานาชาติ จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นสถานที่จัดกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้ พร้อมเสนอให้เมืองพัทยาร่วมเป็น เจ้าภาพร่วมและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Host City)

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้ขอความอนุเคราะห์ใช้พื้นที่บริเวณชายหาดเมืองพัทยา เพื่อฝึกซ้อมการกระโดดร่มและเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัย การประเมินสภาพแวดล้อม ทิศทางลม และการซักซ้อมแผนปฏิบัติการร่วมกับทุกหน่วยงาน โดยกำหนดฝึกซ้อมทุกวันอังคารและวันพุธ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.00–11.00 น. ก่อนการจัดกิจกรรมจริงในวันที่ 5 ธันวาคม 2569ด้านนายกเมืองพัทยาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดโครงการในทุกมิติ จึงได้มอบหมายส่วนที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการพื้นที่ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและการท่องเที่ยว เพื่อให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองพัทยาและประเทศไทยบนเวทีระดับโลกต่อไป

อนึ่ง รศ.ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล หรือ “ซูเปอร์ตุ้ม” นักกระโดดร่มชาวไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์และได้รับการบันทึกสถิติโลกจาก Guinness World Records อย่างเป็นทางการในฐานะเจ้าของ 3 สถิติโลก จากการทำภารกิจกระโดดร่มระดับเอ็กซ์ตรีมเพื่อนำธงชาติไทยไปโบกสะบัดในพื้นที่สำคัญต่างๆ รวม 3 สถิติโลกที่ได้รับการรับรองคือ ภารกิจยอดเขาเอเวอเรสต์ กระโดดร่มโรยธงชาติไทยขนาดมหึมาถึง 150 ตารางเมตร เหนือยอดเขาเอเวอเรสต์ ประเทศเนปาล, ภารกิจทวีปแอนตาร์กติกา กระโดดร่มนำธงชาติไทยผืนใหญ่จากจุดที่สูงที่สุดเหนือยอดเขาแอนตาร์กติกา, ภารกิจภูเขาไฟที่สูงที่สุดในโลก กระโดดร่มลงจอดบนยอดภูเขาไฟ โอโฮส เดล ซาลาโด (Ojos del Salado) ประเทศชิลี ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับที่อยู่สูงที่สุดในโลกก่อนหน้านี้ เขายังเป็นคนไทยคนแรกที่ผ่านหลักสูตรการกระโดดร่มขั้นสูงแบบ HALO (High Altitude Low Opening) โดยได้ทำการกระโดดร่มปล่อยธงไตรรงค์เหนือน่านฟ้าแถบสแกนดิเนเวีย (ประเทศเดนมาร์ก) ที่ความสูงกว่า 25,000 ฟุต จนกลายเป็นกระแสฮือฮาและนำไปสู่การทุบสถิติโลกในเวลาต่อมา

แฟร์เท็กซ์จับมือศูนย์การเซ็นทรัลมารีน่า เปิดช็อปเอ้าท์เลทแห่งแรก รับการขยายตัวผู้ชื่นชอบกีฬามวย ลดสูงสุดกว่า 70%

วันที่ 1 ส.ค.69 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มารีน่าเอ้าท์เลท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายอริยะวัฏ บุษราบวรวงษ์ ผู้บริหารค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ Fairtex ค่ายมวยไทยและแบรนด์อุปกรณ์กีฬาการต่อสู้ระดับโลก และนายพลวัสน์ อัครนพรักษา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการแฟร์เท็กซ์ นายณัชวุฒิ ม่วงดี ผู้จัดการฝ่ายร้านค้าแฟร์เท็กซ์ ได้เปิดตัว Fairtex Outlet บริเวณชั้น 2 ของศูนย์การค้าฯ โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ผู้บริหารค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ Fairtex เปิดเผยว่า เป็นโอกาสอันดีที่แฟร์เท็กซ์ได้ร่วมกับศูนย์การค้าฯ เปิดให้บริการสินค้าและอุปกรณ์ออกกำลังกายในเครือของแฟร์เท็กซ์ เป็นร้านเอ้าท์เลทพื้นที่ให้บริการขนาด 142 ตร.ม. ที่มีสินค้าลดราคาทั้งร้านรวมกว่า 70% ด้วยส่วนลดสูงสุงสุดถึง 70%

ภายในบริการจำหน่ายอุปกรณ์ฝึกซ้อมกีฬามวยอย่างครบวงจรทั้งมวยไทย มวยสากล และ MMA พร้อมด้วยเสื้อแบรนด์รูปแบบเสื้อยืดแฟชั่นต่างๆ มากมาย โดยมุ่งกลุ่มลูกค้าชาวพัทยาและชาวต่างชาติที่ปัจจุบันชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยศิลปะป้องกันตัวมากขึ้น จึงร่วมกันทำเป็นเอ้าท์เลท์แห่งใหม่ ที่อยู่ร่วมกับศูนย์รวมแบรนด์กีฬาต่างๆ และถือเป็นการทำโปรโมชั่นลดราคาครั้งแรกของแฟร์เท็กซ์

สำหรับการเปิดให้บริการของร้าน Fairtex Outlet ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรับมารีน่าเอ้าท์เลทในครั้งนี้ในวันแรก ถือเป็นความร่วมมือที่ดีที่จะสร้างศูนย์รวมร้านค้าแบรนด์กีฬาขื่อดังจากทั่วโลกมารวมไว้ในจุดเดียวแบบร้านขายสินค้าแบรนด์เนมโดยตรงจากผู้ผลิตในราคาลดพิเศษตลอดทั้งปี ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองพัทยาซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของแฟร์เท็กซ์ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ FAIRTEX OUTLET CENTRAL MARINA PATTAYA เปิดให้บริการทุกวัน ตามเวลาทำการของศูนย์การค้าเซ็นทรัล มารีน่า เอาต์เล็ต ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โดยตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 2 โซน Fashion & Sports พร้อมต้อนรับทั้งชาวพัทยา นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพของแท้จากแฟร์เท็กซ์ในราคาสุดคุ้ม..

ส่งรพ.ด่วน! ’นายกเบียร์‘ สั่ง ’เลขาบอล‘ ช่วยน้องหมาหน้าเน่า ตระเวนทั่วเขาพระตำหนักพัทยา

นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการนายกเมืองพัทยา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้การช่วยเหลือสุนัขจรจัดเพศผู้ สีขาว ไม่ทราบอายุ ตัวหนึ่ง ที่อาศัยอยู่บริเวณเขาพระตำหนัก จุดชมวิว ส.ทร.5 หลังรายงานต่อนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา แล้วได้รับคำสั่งให้ช่วยเหลือในทันที เนื่องจากมีประชาชนร้องขอความช่วยเหลือสุนัขตัวดังกล่าวได้รับบาดเจ็บเป็นแผลสาหัสมีแผลเน่าทั้งใบหน้า

จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้นำเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาไปตามหาสุนัขตัวที่ได้รับแจ้ง เพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์ทำการรักษา ก่อนพบว่าสุนัขตัวดังกล่าวมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณใบหน้าจนเนื้อบางส่วนเริ่มตาย และเริ่มเป็นแผลเน่าเฟะ อยู่ในอาการหวาดกลัว ก่อนเจ้าหน้าที่ทำการหลอกล่อ และใช้เวลาไม่นานจึงสามารถจับตัวส่งไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลสัตว์ในทันที

นายบัญชา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ได้สอบถามข้อมูลจากทาวสัตวแพทย์ผู้ทำการรักษา คาดว่าอาจโดนสุนัขตัวอื่นรุมทำร้าย หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุอย่างรุนแรงจนใบหน้ามีแผลเป็นรูขนาดใหญ่ จากนั้นก็เริ่มติดเชื้อและมีอาการน่าจนมีหนอนบริเวณบาดแผล เบื้องต้นได้ทำการรักษาตามขั้นตอน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งในกรณีที่นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา มีเป็นห่วงทุกชีวิตในเมืองพัทยา ที่ไม่เว้นแม้แต่สัตว์จรจัดที่ตกทุกข์ได้ยาก ทั้งลูกแมวที่ตกกลางถนนเลียบทางรถไฟ และหมาจรจัดติดท่อระบายน้ำ จะมีการสั่งให้ให้ปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในทันที ซึ่งเป็นที่น่าชมเชยถึงความมีจิตใจอารีของนายกเมืองพัทยาคนนี้เป็นอย่างยิ่ง

“เสี่ยบรรจง” ผนึกสนามมวยลุมพินี เปิดตัวคอลเล็กชัน “Fairtex x ลุมพินี”
ต่อยอดอุปกรณ์มวยไทยสู่ตลาดโลก

วันที่ 5 ส.ค.69 นายจงเดชา บุษราบวรวงษ์ ผู้ก่อตั้งค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ (Fairtex) ค่ายมวยไทยครบวงจรชื่อดังระดับโลก และ พล.อ.พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (มวยไทยลุมพินี) ได้ลงนามข้อตกลงในการส่งเสริมและต่อยอดกีฬามวยไทยร่วมกันระหว่างค่ายมวยแฟร์เท็กซ์กับสนามมวยลุมพินี ที่ห้องรับรอง VVIP ชั้น 2 ของสำนักงานสนามมวยเวทีลุมพินี

นายจงเดชา บุษราบวรวงษ์ ผู้ก่อตั้งค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ เปิดเผยว่า ตนเองได้คุ้นเคยกับสนามมวยลุมพินีมาตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 19-20 ปี และเคยเป็นโปรโมเตอร์มวยที่นี่มามากกว่า 20-30 ปี จนมีความผูกพันกับสนามมวยไทยแห่งนี้ที่ถือเป็นตำนานสนามมวยไทยของประเทศ และดีใจมากที่ได้มีโอกาสร่วมมือกับลุมพินีทำ

แบรนด์อุปกรณ์มวยไทย ”Fairtex-สนามมวยลุมพินี“ เป็นเสื้อกีฬา และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกีฬามวยไทยอย่างครบวงจร โดยจะเริ่มจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์คอลเลกชั่นนี้ อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 สิงหาคม 2569 นี้ พร้อมกันที่ช้อปแฟร์เท็กซ์ยิมทุกสาขา ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

ด้าน พล.อ.พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก (มวยไทยลุมพินี) กล่าวเสริมว่า สนามมวยไทยเวทีลุมพินีอยู่คู่มากับประเทศไทยมาอย่างยาวนานจนครบรอบ 69 ปี และค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ก็นับได้ว่าเป็นค่ายมวยไทยที่สร้างตัวเองจนมีชื่อเสียงไปถึงระดับนานาชาติ การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมส่งเสริมและสืบสานวัฒนธรรมศิลปะแม่ไม้มวยไทยซึ่งเป็นสมบัติของชาติให้ต่อยอดต่อไปได้ตราบนานเท่านาน

อย่างไรก็ตาม หลังจากพิธีการเสร็จสิ้นจากนั้นทางคณะแฟร์เท็กซ์และสนามมวยลุมพินี ได้เข้าเยี่ยมชมช้อปแฟร์เท็กซ์ บริเวณด้านหน้าสำนักงานสนามมวยเวทีลุมพินี พร้อมกับได้ทักทายและถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับนักท่องเที่ยวที่สนใจกีฬามวยไทยและเข้ามาดูสินค้าภายในช้อปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ก่อนแยกย้ายกันเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ..

ขุนพลสมาพันธ์เชฟ ตอ. ปักหมุดงาน Pattaya Hospitality Show 2026 เวทีแข่งขันให้บริการท่องเที่ยวใหญ่สุดในประเทศไทย

เชฟยงยุทธ เพียรประสิทธิ์ นายกสมาพันเชฟภาคตะวันออก ได้เรียกคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ ประชุมย่อยหารือการดำเนินการของสมาพันธ์ฯ พร้อมติดตามความคืบหน้าและวางแนวทางประชาสัมพันธ์งานของสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก

และในระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 นี้ ขะได้มีการจัดงาน Pattaya Hospitality Show 2026 หรือมหกรรมคนโรงแรม ภายใต้แนวคิด “The Hidden Heroes – Behind Every Great Experience” ที่โรงแรม ⁠Brighton Grand Hotel & Convention Pattaya เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ทางสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกได้ร่วมงานมาทุกทุกปี และปีนี้ก็จะได้วางแผนส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันการทำอาหารและงานบริการในเวทีนี้ด้วย เพราะถือเป็นเวทีการแข่งขันบริการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อรวมพลังคนโรงแรมและธุรกิจการท่องเที่ยวได้เพิ่มขีดความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตานานาชาติ

นอกจากนี้ทางสมาพันธ์เชฟตะวันออกยังได้พูดคุยหารือกิจกรรมตอบแทนสังคมหรือกิจกรรม CSR ของสมาพันธ์ฯ โดยร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ซึ่งได้วางแผนจะจัดงานในช่วงปลายปี 2569 นี้ ส่วนรายละเอียดของกิจกรรมจะต้องมีการประชุมใหญ่เพื่อหารือจากสมาชิกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกตามวาระต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เกษตรน่าน เดินหน้าจัดกระบวนการโรงเกษตรกร (ข้าวเหนียว สายพันธุ์ กข.6)

สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน เดินหน้าจัดกระบวนการโรงเกษตรกร (ข้าวเหนียว สายพันธุ์ กข.6) ซึ่งข้าวเหนียวถือเป็นพืชสำคัญของของจังหวัดน่าน โดยชาวบ้านในจังหวัดน่านนิยมปลูกเพื่อบริโภคกันภายในครัวเรือน ทั้งยังนำไปจัดจำหน่าย และสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ข้าวแต๋น ข้าวซี่ ข้าวอัดสูญญากาศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

จึงถือเป็นพืชสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของจังหวัดน่านโดยแท้จริง โดยกิจกรรมที่จัดขึ้น คือการเน้นย้ำ เพื่อฝึกให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง (Lenarning by doing) ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงเปรียบเทียบและทดสอบกับวิธีการดั้งเดิมที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ เพื่อให้เกิดการยอมรับนวัตกรรม/เทคโนโลยีการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ เช่น

การฝึกปฏิบัติทำสารชีวภัณฑ์ การใส่ปุ๋ยในนาข้าว การป้องกันกำจัดศัตรูพืชด้วยหลักการ IPM โดยร่วมออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกันกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอำเภอภูเพียง จำนวน 20 ราย ณ แปลงใหญ่ข้าวตำบลน้ำเกี๋ยน และแปลงใหญ่ข้าวตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดฉาก “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” ผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดการค้าเสรีระดับโลก

ประจวบคีรีขันธ์ เปิดฉาก “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” ผลักดันผู้ประกอบการท้องถิ่นสู่ตลาดการค้าเสรีระดับโลก
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เปิดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” อย่างเป็นทางการ ภายใต้โครงการ

พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และขยายช่องทางการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การค้าระหว่างประเทศ โดยมีพาณิชย์จังหวัด ผู้ซื้อ นักลงทุน คณะผู้แทนทางการค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งในรูปแบบการร่วมงานในสถานที่จริง และการเข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์จากต่างประเทศ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญและมิติใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเมืองท่องเที่ยวทางผ่านและเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม มุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าเชื่อมโยงภูมิภาค” โดยเป็นพื้นที่สร้างโอกาสทางการค้าจริงที่เชื่อมโยงความต้องการของผู้ซื้อ (Demand) และผู้ขาย (Supply)

ได้อย่างตรงจุด หลังจากที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับการบ่มเพาะและยกระดับศักยภาพจากการอบรมเชิงลึกพร้อมคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง ให้สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจของผู้ซื้อและนักลงทุนระดับสากลเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แสดงศักยภาพ นำเสนอจุดเด่น นวัตกรรม และเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อรายใหญ่ สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ

ซึ่ง นางสาว อภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯได้กล่าวเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าด้วยความมั่นใจ ใช้ทักษะและความรู้ในการเจรจาการค้า พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากผู้ซื้อเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจ โดยคาดหวังว่ากิจกรรมในวันนี้จะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นำไปสู่การลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOU) การเกิดคำสั่งซื้อสินค้ามูลค่ามหาศาล และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เลียงผา สัตว์ป่าสงวนหายาก ปรากฏโชว์ตัวใกล้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด สะท้อนความสมบูรณ์ของผืนป่า

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด บันทึกภาพนาทีประวัติศาสตร์ เลียงผา สัตว์ป่าสงวนหายาก เดินอวดโฉมอย่างสง่างามบริเวณใกล้ที่ทำการอุทยานฯ สร้างความตื่นเต้นและยินดีให้กับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวที่พบเห็น

เลียงผา (Capricornis sumatraensis) เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ในธรรมชาติ โดยมักอาศัยอยู่ตามภูเขาหินปูนที่สูงชันและเงียบสงบ การปรากฏตัวของเลียงผาในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

นายเอกฤทธิ์ ดวงมาลา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เปิดเผยว่า “การได้พบเห็นเลียงผาในระยะใกล้เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผืนป่าสามร้อยยอดเป็นบ้านที่ปลอดภัยและสมบูรณ์สำหรับสัตว์ป่าหายากชนิดนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

ชาวบ้านในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ และนักท่องเที่ยวที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ ทั้งนี้ อุทยานฯ จะยังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามมาตรการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลาดตระเวนเฝ้าระวัง การศึกษาวิจัย และการรณรงค์สร้างจิตสำนึก เพื่อให้เลียงผาและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในผืนป่าแห่งนี้ได้อย่างยั่งยืน”

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ อย่างเคร่งครัด ไม่รบกวนสัตว์ป่า ไม่ทิ้งขยะ และช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสการกระทำผิด เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของผืนป่าสามร้อยยอดไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมต่อไป.

เทศบาลหัวหินลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเช่าบ่อฝ้าย หลังโซเชียลตั้งข้อสงสัยเรียกเก็บเงินเพิ่ม เจ้าหน้าที่ตรวจพบ มีการระบุในสัญญาเช่า ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน พร้อมด้วย พันจ่าเอกเรื่องเดช สิทธิชัย หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ สำนักปลัดเทศบาล นายภูมิรินทร์ สุขประเสริฐ รก.หัวหน้าฝ่ายควบคุมและจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม กอง

สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในฐานะ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ประจำเทศบาลนครหัวหิน ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องพักในชุมชนบ่อฝ้าย หลังมีกระแสข่าวในสื่อออนไลน์ว่า ผู้เช่าอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมจากค่าเช่ารายเดือน

นายจีรวัฒน์ พราหมณี ปลัดเทศบาลนครหัวหิน กล่าวว่า ประเด็นข้อสงสัยในสื่อออนไลน์ดังกล่าว นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน มีความห่วงใยผู้ที่เกี่ยวข้องจึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานเทศบาลนครหัวหิน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมให้คำแนะนำในข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ในกรอบอำนาจหน้าที่ของเทศบาลนครหัวหิน

ด้านพันจ่าเอกเรื่องเดช สิทธิชัย หัวหน้ากลุ่มงานนิติการ สำนักปลัดเทศบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ตรวจสอบสัญญาเช่าห้องพัก ซึ่งทางผู้ประกอบการมีเอกสารแสดงทั้งหมด พร้อมทั้งตรวจ เตือน ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายหอพัก กฎหมายการสาธารณสุข และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

”ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเก็บเงินเพิ่มเติม 300 บาท จากค่าเช่าห้องพักรายเดือน กรณีนำบุคคลภายนอกเข้าพักในห้องพักนั้น จากการตรวจสอบพบว่า ในสัญญาเช่าห้องพัก มีการระบุรายละเอียดในประเด็นดังกล่าว โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัยในห้องพัก โดยมีการทำสัญญากันไว้ระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่า ทั้งนี้ผู้ให้เช่าชี้แจงว่า มีการทำความเข้าใจกับผู้เช่าแล้ว ซึ่งท้ายที่สุดผู้เช่าเข้าใจ และยังพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักตามปกติ“


นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ท่องเที่ยวและกีฬาประจวบฯ ร่วมกับ เทศบาลนครหัวหิน เตรียมจัดงาน ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์”ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์”

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมฮิลตันหัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสรายุทธ ไกรเกรอะ หัวหน้ากองจัดการเดินรถเขต 4 การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีแถลงข่าว การจัดงาน โครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์ ในระหว่าง วันที่ 10-18 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัด แหล่งท่องเที่ยว และ กิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและ ประชาชนใน

พื้นที่ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากการเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน กล่าวว่า “ชวนคุณมาย้อนรอยประวัติศาสตร์ สัมผัสเสน่ห์เมืองประจวบฯ กิจกรรมต่างๆ ชมฟรีดลอดงาน! ตระการตากับนิทรรศการ Next Move เล่าเรื่องราวศรีคีรีขันธ์ จาก8 อำเภอ ร่วมชมการแสดงคีตศิลป์นแห่งความภักดี และตระการตากับแฟชั่นโชว์ผ้าถิ่นไทยสุด

อลังการ” ไฟประดับตกแต่ง แบบจัดเต็ม ไฮไลท์ในงาน อาทิ
10 สิงหาคม พิธีเปิด พบกับดนตรี Jazz มิสเตอร์โก๋ แซกแมน และ เก่ง ธชย มาร่วมโชว์ ดนตรี JAZZ ผสมขลุ่ยแบบไทย11 สิงหาคม ศิลปินมีนตรา อินทิรา
12 สิงหาคม กิจกรรมจุดเทียนน้อมรำลึกฯ การแสดงสดอลังการ กิจกรรมรวมพลังจิตอาสาพระราชทาน และ ศิลปิน Moccagarden

15 สิงหาคม คนภัคดี ศรีคีรีขันธ์ ณ Hua Hin Convention center และ ศิลปินแพร ชนา16 สิงหาคม แฟชั่นผ้าไทยใส่ให้สนุก เส้นด้ายเดินทางครั้งที่ 9
17 สิงหาคม มันส์ให้สุดกับ วงกางเกง18 สิงหาคม เตรียมคู่มาให้พร้อมกับจังหวะดนตรีลีลาศการแสดงแสง สี เสียง 8 อำเภอ ชมฟรีดลอดงาน.! และ จองเที่ยวฟรี กับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพียง 4 วัน 4 เส้นทาง (วันที่ 13-14,17-18 สิงหาคม) อร่อยกับร้านค้าในงานกว่า 100 ร้าน สอบถามเพิ่มเติม FMO ฟอร์ส แมเนีย ออแกไนเซอร์ 095 018 4555

พาณิชย์จังหวัดประจวบฯ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ พัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการ ขยายช่องทางการค้า สู่การค้าระหว่างประเทศ

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมประจวบแกรนด์โฮเทล อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางอภิญญา เอี่ยมอำภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน

เปิดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ Prachuap Khiri Khan to Global Trada Business Matching 2026 โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายช่องทางการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การค้าระหว่างประเทศปีงบประมาณพ.ศ 2569

โดยมี นางสาวศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวกุลณิศ ศรีวชิรวัฒน์ พัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสัตวแพทย์จามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ น.ส.กนกกร เอี่ยมเพชร์ คลังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดประจวบให้การต้อนรับ

น.ส.ศิริวรรณ คณะศร พาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า “กิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business Matching 2026” ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และขยายช่องทางการค้าจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ สู่การค้าระหว่างประเทศ

ปึงบประมาณ พ.ศ. 2569″ กิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ ถือเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นภาพตัวอย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากที่คณะผู้จัดงาน ได้ดำเนินกิจกรรมอบรมยกระดับ องค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้เราได้เข้าสู่ “เวทีจริง ตลาดจริง” ที่จะเปลี่ยนความรู้ และศักยภาพของผู้ประการให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการซื้อขายจริง

อย่างที่ทราบกันดีว่า สินค้าจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มเกษตร เกษตรแปรรูป สินค้าประมง อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารทะเลแห้งแปรรูป
ตลอดจนสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ สปา และสินค้า OTOP อัตลักษณ์ชุมชน ล้วนเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานการผลิตที่สูง และมีเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดโอกาสในการเข้าถึง “ช่องทางการตลาด” และการพบปะกับ “ผู้ซื้อรายใหญ่” โดยตรง ทำให้สูญเสียโอกาสในการ
ขยายธุรกิจไปอย่างน่าเสียดาย คณะผู้จัดงานจึงได้ตั้งใจออกแบบ และขับเคลื่อนกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ Prachuap Khiri Khan to Global Trade Business
Matching 2026″ ในวันนี้ขึ้น

โดยการจัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจในวันนี้ คณะผู้จัดงานได้ทำการคัดสรรผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และสินค้ามีศักยภาพสูง ของจังหวัดประจวบฯ
เข้าร่วมนำเสนอสินค้า จำนวนกว่า 30 รายการ และได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ซื้อ รายใหญ่ ทั้งจากกลุ่มโมเดิร์นเทรด

ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าจากต่างประเทศเช่น จีน, เวียดนาม, มาเลเซีย, ลาว และตะวันออกกลาง รวมกว่า 30 บริษัท มาร่วมเจรจาการค้าในวันนี้ ซึ่งคณะผู้จัดงานดาดการณ์ว่า จะเกิดการจับคู่สำเร็จไม่น้อยกว่า 30 คู่ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการซื้อขาย ทั้งใน ระยะสั้น และระยะยาว รวมกันเป็นมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท

///////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ตระเวนชายแดนที่ 14 ประกอบพิธีวันคล้ายวันสถาปนา “ค่ายพระมงกุฎเกล้า” ครบรอบ 39 ปี

วันนี้ 6 ส.ค. 69 เวลา 10.00 น. ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

พล.ต.ต.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผู้บังคับการ ตชด.ภาค 1 พร้อมด้วย นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน

ในพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวิชราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 39 ปี “ค่าย

พระมงกุฎเกล้า” กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 โดยมี พ.ต.อ.อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 พล.ต.ท. ยงเกียรติ มนปราณีต

อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) พล.ต.ท.ประพันธ์ จันทร์เอม อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกอบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นาย

มนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก นายธวัชชัย แดงฉ่ำ นายกอบต.ห้วยยาง พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ศาล ตำรวจ ทหาร ข้าราชการจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเอกชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

โดยในพิธีช่วงเช้า หัวหน้าส่วนราชการและผู้เเทนหน่วยงาน ได้ร่วมวางพวงมาลัยดอกไม้สด ถวายราชสักการะหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ เมื่อประธานในพิธีมาถึง ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14

กล่าวคำถวายราชสดุดีฯ จากนั้นประธานในพิธี ประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะพานพุ่ม และผู้บังคับกองเกียรติยศ สั่งแถวถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์ฯและเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นอันเสร็จพิธี

ด้วยในวันที่ 6 สิงหาคม 2541 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และป้ายชื่อค่ายพระมงกุฎเกล้า

กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 จึงได้กำหนดให้วันที่ 6 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาค่ายพระมงกุฎเกล้า โดยจัดให้มีพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

/////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ซิ่งหนีไม่รอด! จับหนังหมูเถื่อน 2.5 ตัน ชนการ์ดเรลกลางมุกดาหาร ศพร.รวบคนขับ ยึดของกลาง 130 กระสอบ ขยายผลถึงเครือข่ายนำเข้า

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดปฏิบัติการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลักลอบขนส่งหนังหมูเถื่อนเข้าสู่พื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จึงจัดกำลังเฝ้าสังเกตการณ์และติดตามเป้าหมายอย่างใกล้ชิด

ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บจ 7838 มุกดาหาร มีลักษณะตรงตามข้อมูลที่ได้รับ จึงสะกดรอยติดตามเพื่อตรวจสอบ แต่เมื่อผู้ขับขี่รู้ตัวว่าถูกติดตาม ได้เร่งเครื่องหลบหนีไปตามถนนสายด่านคำ–คำตุนาง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

กระทั่งถึงช่วงทางโค้งบริเวณหน้าสวนน้ำยิ้มแย้ม รถกระบะคันดังกล่าวเกิดเสียหลักพุ่งชนการ์ดเรลข้างทาง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมตัวผู้ขับขี่ไว้ได้ ทราบชื่อคือ นายพรสุทธิวัฒน์ จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบสีเขียวจำนวน 130 กระสอบ

ภายในบรรจุหนังหมู น้ำหนักรวมประมาณ 2.5 ตัน จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า หนังหมูดังกล่าวมีต้นทางจากประเทศเยอรมนี ลำเลียงผ่านประเทศเวียดนาม ก่อนถูกลักลอบข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมนำส่งด่านกักกันสัตว์เพื่อดำเนินการฝังกลบและทำลายตามมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านโรคระบาดและความปลอดภัยทางอาหาร ขณะเดียวกันได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลถึงเครือข่ายผู้นำเข้า ผู้ร่วมขบวนการ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมตรวจสอบเส้นทางการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างละเอียด

รวมถึงดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการศุลกากร กฎหมายด้านการกักกันสัตว์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหารและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าฯ จ.นครปฐมฐมบูรณาการทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง ยกระดับการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ที่ห้องประชุมพิมานปฐม ศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดนครปฐม และการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมี นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายจรุงวิทย์ วิภาวิน อัยการจังหวัดนครปฐม พันตำรวจเอก วรัญญู กุลดิลก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล และยกระดับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนด้านความมั่นคงของจังหวัดนครปฐม ซึ่งครอบคลุม 9 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การตรวจสอบ

ธุรกิจนอมินี การแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การจัดการผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคงระหว่างหน่วยงาน โดยกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลักและหน่วยงานสนับสนุนในแต่ละด้าน พร้อมเร่งรัดการจัดทำฐานข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจั

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ได้รับทราบคำสั่งจังหวัดนครปฐมเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะทำงานฯ รวมถึงข้อมูลสถานการณ์ผู้รับจ้างเปิดบัญชีม้าและการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีในพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ กำหนดมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดจนพิจารณาแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด โดยมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้แก่ประชาชน การเฝ้าระวังพื้นที่และกลุ่มเสี่ยง การเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด การตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรม การช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และภาคีเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม อำเภอทุกอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการตามภารกิจ พร้อมรายงานผลการจับกุม การประชาสัมพันธ์ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และผลการดำเนินงานต่อจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน

เพื่อให้สามารถติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในทุกมิติ สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของจังหวัดอย่างยั่งยืน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตามล่าจนพบ! ตำรวจนครปฐมจับกุมคนร้ายภายใน 48 ชั่วโมง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

วันนี้ 6 ส.ค.69 เวลา 09.00 น. ตามนโยบายรัฐบาล “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษสันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เพื่อสร้างความปลอดภัย ควาสงบเรียบร้อย และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน” ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

พล.ต.ต.ชมชวิน ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ พ.ต.อ.อิทธิพล พรเทวบัญชา รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.พัฒพงศ์ คนแรง รอง ผบก.บก.กค.ภ.7 ช่วยราชการ ภ.จว.นครปฐม

พ.ต.อ.พรชัย อริยานนท์ ผกก.สภ.พุทธมณฑล พ.ต.อ.ไพรัตน์ รอดทอง ว่าที่ พ.ต.อ.สถาพร พาหาผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวนฯ พ.ต.อ.ธนบดี บุญพา นวท.(สบ4)กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศพฐ.7 จนท.ชุดสืบสวน สภ.พุทธมณฑลจนท.ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.นครปฐม และ นปพ.กก.สส.ภ.จว.นครปฐม

ร่วมแถลงผลการจับกุม นายเด่นพงศ์ คำวิเศษ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ 821/2569 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่น และพาอาวุธ (มีด) ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย หรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร” พร้อมตรวจยึดของกลาง ได้แก่ มีดทำครัวที่ใช้ก่อเหตุ เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ และรถจักรยานยนต์ที่ใช้หลบหนี

ได้เกิดเหตุชายสัญชาติเมียนมาถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิตในพื้นที่ สภ.พุทธมณฑล เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งตรวจสถานที่เกิดเหตุ สอบปากคำพยาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และติดตามเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายอย่างต่อเนื่อง จนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างชัดเจน

ต่อมาในวันที่ 5 ส.ค.2569 พนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.พุทธมณฑล ร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.นครปฐม จะเข้าจับกุมผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดของกลาง แจ้งสิทธิตามกฎหมาย ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาณ ห้องประชุม ชั้น 3 สภ.พุทธมณฑล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จว.นครปฐม สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“เอมี่ ณัฐสินี” ตัวแทนชลบุรี สวยสุดสะดุจตาบนเวที Mrs. Thailand World 2026 วัยทองคำอายุแค่เพียงตัวเลข ใฝ่ฝันเข้าวงการบันเทิง

แม้ผลการประกวดจะจบลง แต่ความประทับใจยังคงอยู่ สำหรับ “เอมี่” น.ส.ณัฐสินี จีระฐานิตกิติกุล ผู้เข้าประกวดหมายเลข 3 ตัวแทนจังหวัดชลบุรี บนเวที Mrs. Thailand World 2026 ที่สามารถคว้าหัวใจผู้ชมและแฟนนางงาม ด้วยบุคลิกที่สง่างาม ความมั่นใจ และเสน่ห์อันโดดเด่น จนได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามตลอดการประกวด

เอมี่เผยว่า การก้าวขึ้นสู่เวที Mrs. Thailand World 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของชีวิต ที่ไม่เพียงเป็นการท้าทายตัวเอง แต่ยังเป็นการต่อเติมความฝันในเส้นทางวงการนางงาม พร้อมเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง ทั้งงานในวงการบันเทิง งานเพื่อสังคม และการเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นทำตามความฝัน

นอกจากนี้ เอมี่ยังถือโอกาสฝากเนื้อฝากตัวและฝากผลงานกับพี่ ๆ สื่อมวลชนทุกแขนง พร้อมหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนและติดตามผลงานในก้าวต่อไป โดยยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณภาพและตอบแทนทุกกำลังใจที่ได้รับ

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.กมลพร กัลยาณมิตร คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ร่วมให้กำลังใจผู้เข้าประกวด พร้อมชื่นชมศักยภาพของผู้หญิงไทยที่สามารถนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ชีวิต มาต่อยอดสู่เวทีแห่งแรงบันดาลใจได้อย่างงดงาม

สำหรับ “เอมี่” ในฐานะตัวแทนจังหวัดชลบุรี สามารถสะกดทุกสายตาด้วยลุคที่สง่างาม เปล่งประกายความมั่นใจ และถ่ายทอดเสน่ห์ของผู้หญิงไทยยุคใหม่ได้อย่างลงตัว จนได้รับคำชื่นชมจากผู้ร่วมงาน แฟนนางงาม และสื่อมวลชนจำนวนมาก ถือเป็นอีกหนึ่งผู้เข้าประกวดที่สร้างสีสันและได้รับการจับตามองตลอดการแข่งขัน

ทั้งนี้ รอบตัดสิน (Final) ของการประกวด Mrs. Thailand World 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ภายใต้การบริหารของ คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด Mrs. Thailand World และ CEO บริษัท ไอซ์เอจ จำกัด ร่วมกับ คุณจิรัฐฏ์ รัตนวงค์ผัน Co-Partner และผู้จัดการกองประกวด

การประกวดปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Rise Up Hope” ถ่ายทอดพลังของผู้หญิงที่สมรสแล้วในการลุกขึ้นสร้างแรงบันดาลใจ สร้างคุณค่าให้กับครอบครัว สังคม และประเทศ พร้อมเฟ้นหาสตรีที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลิกภาพ ความสามารถ และศักยภาพในการเป็นตัวแทนประเทศไทยสู่เวที Mrs. World โดย “เอมี่” น.ส.ณัฐสินี จีระฐานิตกิติกุล คืออีกหนึ่งตัวแทนผู้หญิงไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความงามที่แท้จริง คือความมั่นใจ ความสามารถ และหัวใจที่ไม่หยุดไล่ตามความฝัน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / นายยกนก ลงพื้นที่แม่สายดูสถานการณ์น้ำท่วม ด่านพรมแดนแม่สายและเกาะช้าง

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2569 ระดมสรรพกำลังสู้ภัยน้ำ! “นายก นก” นำทัพ อบจ.เชียงราย ผนึก สส. ท้องถิ่น ลุยแม่สาย-เกาะช้าง จ่อส่งเครื่องจักรกลหนักบรรเทาน้ำท่วมซ้ำซาก เมื่อมวลน้ำสร้างความเดือดร้อนกับปัญหา “น้ำท่วมซ้ำซาก” ในพื้นที่ชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะรอช้าได้ ล่าสุด “นายก นก” นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

ได้ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลตำบลแม่สาย และองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่จุดเสี่ยงที่มักได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นประจำทุกปี การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหา และเร่งหาแนวทางแก้ไขวิกฤตที่เรื้อรังมานาน เพื่อคืนรอยยิ้มและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

การขับเคลื่อนเชิงรุกครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยมี ส.อบจ.เชียงราย อำเภอแม่สาย เขต 1 และเขต 2 พร้อมด้วยปลัด อบจ.เชียงราย นายอนุชา ยอดเชียงคำ นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย และ ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง และทีมบุคลากรจากกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย

เข้าร่วมภารกิจอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ยังได้รับการผนึกกำลังกับ ทีมงานของ นางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 6 ที่มาร่วมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด โดย อบจ.เชียงราย ได้วางแผนการปฏิบัติงาน เตรียมระดมสรรพกำลังนำ “เครื่องจักรกลหนัก” ลงพื้นที่ทันทีที่ระดับน้ำลดลง เพื่อทำการจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอก และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งซ้ำรอยอีก

ในมุมมองของการทำงานด้านสาธารณภัยและการทำงานระดับท้องถิ่น ภาพการจับมือกันระหว่าง อบจ.เชียงราย และฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติ ถือเป็นมิติใหม่ของการบริหารจัดการวิกฤตที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่เพียง

การลงพื้นที่เพื่อสำรวจและเยียวยาเบื้องต้น แต่คือการ “วางแผนแก้ปัญหาที่ต้นตอ” อย่างเป็นรูปธรรม ชาวแม่สายและเกาะช้างจึงมั่นใจได้ว่า หลังวิกฤตน้ำหลากผ่านพ้นไป โครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันภัยพิบัติของพื้นที่จะได้รับการฟื้นฟูและยกระดับให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับฤดูกาลต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / วช. หนุนใช้โดรนอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพกู้ภัย ลดความเสี่ยงเจ้าหน้าที่

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และคณะ ลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาระบบการใช้โดรน

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจ ประเมินสถานการณ์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้ติดตามการสาธิตการใช้งานโดรนลาดตระเวนและโดรนสำรวจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยแบบเรียลไทม์ ทั้งภาพมุมสูง ระดับน้ำ

เส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาด รวมถึงการตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดที่มีผู้ประสบภัยติดค้าง และสภาพแวดล้อมโดยรอบ พร้อมส่งสัญญาณภาพสดกลับไปยังศูนย์บัญชาการ เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตภารกิจของโดรนลำเลียงสัมภาระ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เช่น พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ถนนถูกตัดขาด

หรือพื้นที่ที่การเดินทางของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยโดรนสามารถบินอัตโนมัติ ขนส่งยา อาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์กู้ภัย ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์ไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เทคโนโลยีโดรนดังกล่าวยังช่วยลดจำนวนเที่ยวบินในการลำเลียงสิ่งของ รองรับการขนส่งสัมภาระได้หลากหลายประเภท และสามารถปฏิบัติงานได้ในหลายสภาพแวดล้อม แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นทางคมนาคมหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยยานพาหนะทั่วไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยกระดับระบบเฝ้าระวัง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เวทีแห่งความภาคภูมิใจ! GLOBAL WORLD AWARDS 2026 มอบรางวัลเชิดชูบุคคลต้นแบบระดับโลก

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่! “GLOBAL WORLD AWARDS 2026” มอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ เชิดชูบุคคลและองค์กรต้นแบบจากหลากหลายสาขากรุงเทพ ฯ – 2 สิงหาคม 2569 ณ คาลิโซ่ เอเชียทีค เดอะรีเวอร์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ที่จัดขึ้น ณ Calypso Asiatique The Riverfront

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา เวทีมอบรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชิดชูบุคคล องค์กร ผู้ประกอบการ อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ เน็ตไอดอล และผู้มีผลงานโดดเด่นจากหลากหลายสาขา ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาประเทศ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พ่อหม่อม พลตรีหม่อมหลวงวัยวัฒน์ จักรพันธุ์ ให้เกียรติเป็น ประธานในพิธีมอบรางวัล แก่ผู้ได้รับการคัดเลือกจากหลากหลายสาขา สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้รับรางวัลและผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่งบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก มีผู้ได้รับการเสนอชื่อและเข้าร่วมรับรางวัลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยว และองค์กรนานาชาติ

การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือของคณะผู้จัดงาน ประกอบด้วย :คุณกล้ามชาย จีนสวัสดิ์ ประธานโครงการเก้าเสาหลักพิทักษ์แผ่นดิน และประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทยคุณกฤษณา จีนสวัสดิ์ นายกสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทยคุณก๊อต ดราก้อน ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์การท่องเที่ยวไทย

คุณ Serdar Atila ผู้ช่วย Mr. Faruk Alkaya ประธานองค์กร i.O.F.F. ซึ่งร่วมประสานความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติภายในงานได้มีการมอบรางวัลเกียรติยศในหลายสาขา รวมถึง ATTOF Tourism World Award of Excellence 2026 เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม ธุรกิจ และการสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ

การจัดงาน GLOBAL WORLD AWARDS 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในระดับสากลต่อไป

งานในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของผู้จัดงานในการยกระดับเวทีรางวัลของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้บุคคลและองค์กรที่อุทิศตนเพื่อสังคม ได้รับการยอมรับและเชิดชูเกียรติในระดับนานาชาติอย่างสมเกียรติ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แถลงข่าวยิ่งใหญ่! “โครงการร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 14” ส่งโอกาสสู่เด็ก 1,700 คน จ.บึงกาฬ

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งการแบ่งปัน เมื่อ โครงการ “ร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 14” จัดงานแถลงข่าวและประชุมใหญ่ในวันนี้ (2 สิงหาคม 2569) ณ ห้างบิ๊กซี สาขาสำโรง 2 ชั้น 2

ชมรมเทียนทิพย์โหรา เพื่อประกาศความพร้อมในการดำเนินโครงการ พร้อมเชิญคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้สนับสนุน สื่อมวลชน และผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล การดำเนินงานครั้งนี้

นำโดย เกตน์ศิรณี บุญมา ประธานดำเนินงานโครงการ พร้อมด้วย คุณชัยยุทธ–คุณสุชาดา ทวีปวรเดช ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ได้แก่ อาจารย์คุณหญิงปารณีย์ ทัดรอง, ดร.วโรดม ศิริสุข, นายชัยสิทธิ์ อู่วิเชียร และนางจิดาภา อู่วิเชียร รวมถึงคณะรองประธานและคณะกรรมการจากหลากหลายภาคส่วน

โครงการร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นธุรกันดาร ปีที่14 รองประธาน ดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ ดร.รัชดาภรณ์ เกตุเทศ สุนทรี คำจุลลา อี๊ดที่รักสตูดิโอ แพรทอง โคชะดา กองเพชร โคชะดา ติณณภพ ครีมสวัสดิภาพ รัตนา บัณฑิตสอน
ดร.นันท์ชญาน์ ตะวันเที่ยง ดร.ศิริกฤช วสุวานิช นาย เกริกวุฒิ

สมอยู่ น.ส.รุ่งอรุณ แวงน้อย ดาด้า / น้ำฝนทวีพร / ลุงก้อง / สกาย / ไอซ์ กรรมการ ด.ญ.ธรรศกร วสุวานิช น้องพอดี / น้องมีนา / น้องเฌอเบลล์ / น้องสุดที่รัก / น้องเตโช / น้องไอเดียร์ / น้องทิวา/ปัทมานันท์ ตาลทอง / น้องผิงผิง / น้องหว่าหวา / น้องลัคกี้/ พี่จิ๋ม ที่ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชน สำหรับกิจกรรมหลักของ

โครงการจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 ณ ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โดยมีโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายจิตอาสา รวม 23 หน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อส่งมอบอุปกรณ์การเรียน เครื่องอุปโภคบริโภค กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชนกว่า 1,700 คน

โครงการได้รับความร่วมมือจาก นายวิทยา ภารจรัส นายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง, นายวิกร นาชัย รองนายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง และ นางสาวชฎาพร คุณสมบัติ รองปลัดเทศบาลตำบลบึงโขงหลง ในการประสานงานพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมของทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการ “ร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร” ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ด้วยความมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสที่ดีให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี พิธีประชุมประจำเดือน การบริหารงานตำรวจ สภ.โคกสำโรง (กต.ตร.) และเปิดใช้สนามเปตอง

วันที่ 3 สิงหาคม 25569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรงนายณัฐพงษ์ อารยางกูร ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง (เป็นประธานประชุม)

โดยมี พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดฯ คณะกรรมการ กต.ตร. และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้การประชุมประจำเดือนได้สรุปงานตำรวจและสถานการณ์อาชญากรรมในพื้นที่ สภ.โคกสำโรง รวมทั้งงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมรายงานผลการปฏิบัติในรอบ 6 เดือนตั้งแต่เดือนมกราคม

ถึงเดือน มิถุนายน 2569งานสืบสวนรายงานผลการปฏิบัติการจับกุมในรอบ 6 เดือนเช่นเดียวกัน รวมถึงรับฟัง ปัญหาและอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน และข้อเสนอแนะต่างๆ ในที่ประชุม

จากนั้นได้มีพิธีเปิดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาเปตองเชื่อมความสามัคคี ระหว่างคณะ กต.ตร.สภ.โคกสำโรง พบกับทีมผู้บังคับบัญชา สภ.โคกสำโรง อีกด้วย โดยแบ่งเป็นทีมผู้ชนะ ออกเป็น 3 ทีม

จะได้รับรางวัลที่ 1 รางวัลที่ 2 และรางวัลที่ 3 ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธร โคกสำโรง ได้มอบเครื่องทำน้ำเย็น ให้กับทางสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ไว้ใช้ จำนวน 1 เครื่อง

สถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ได้จัดสร้างและเปิดใช้งานสนามเปตองแห่งใหม่นี้ ก็เพื่อให้ข้าราชการตำรวจได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เป็นสถานที่ออกกำลังกายและพัฒนาทักษะกีฬา ส่งเสริมให้ออกกำลังกายมีสุขภาพที่แข็งแรง พูดคุย

สร้างความคุ้นเคย และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกติกา โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรงและคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง (กต.ตร.)

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของข้าราชการตำรวจทุกช่วงวัย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคี ความรักใคร่กลมเกลียว และความสัมพันธ์อันดีภายในหน่วยงานอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ” เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว เป็นประธานเปิด “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” และเป็นประธานในพิธีแห่เทียนพรรษา ประจำปี ๒๕๖๙

วันนี้ (30 ก.ค.69) เวลา 10.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา ตำบลคำโตนด อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี นำโดย พระครูปลัดปรีดา โชติกโร

หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา (ประธานฝ่ายสงฆ์) พร้อมด้วย ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร (ประธานในพิธี)

นายศุภวัชร ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ใน หม่อมหลวง วรานุชสรณ์ วัชรีวงศ์ (รองประธานในพิธี) นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) (ประธานฝ่ายดำเนินงาน) นายวงศกร ศรีสวัสดิ์

ประธานชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) (ประธานฝ่ายจัดกิจกรรม) นายทวีศักดิ์ คำดำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี

เขต 3 พร้อมคณะกรรมการ “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” ร่วมพิธีเปิดป้ายที่ทำการสำนักงาน “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” และบวงสรวงตั้งศาลใหม่ ศาลพระภูมิตายายเจ้าที่


ต่อมาเวลา 13.00 น. ประธานในพิธี พร้อมกับ สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร่วมกับ ชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นำเทียนพรรษา ถวายเพื่อเป็นพุทธบูชานำทางแสงสว่าง โดยมี คณะ

ศิษย์ยานุศิษย์สายบุญ จากจังหวัดตราด นำผ้าป่าสามัคคีแห่มาร่วมสมทบ และมีคณะนางรำจาก ชมรมศิลปะรำพื้นบ้านไทย

เครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม นำทีมโดย นางฐิติรัตน์ สักนะพรต ประธานชมรม นำทีมนางรำขบวนแห่ในครั้งนี้.

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /รมต.ลงพื้นที่สิงห์บุรี ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เร่งขับเคลื่อนโครงการป้องกันน้ำท่วม ย้ำทุกหน่วยงานบูรณาการดูแลประชาชน

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย ตรวจสอบความพร้อมในการรองรับมวลน้ำจากภาคเหนือ และเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี นายภานุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา พลตำรวจตรีชัยรพ จุณณวัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี นายณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสิงห์บุรี กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอพรหมบุรีนายอำเภออินทร์บุรีอำเภอเมืองสิงห์บุรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามจุดเสี่ยงและโครงการสำคัญด้านการบริหารจัดการน้ำ 3 แห่ง ประกอบด้วย บริเวณปากคลองกระทุ่มโพรง หมู่ที่ 6 ตำบลพระงาม อำเภอพรหมบุรี ซึ่งประสบปัญหาตลิ่งทรุดตัวและมีความเสี่ยงจากกระแสน้ำ โดยรับฟังแนวทางแก้ไขและแผนเสริมความมั่นคงของตลิ่งจากโครงการชลประทานสิงห์บุรี

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี เพื่อติดตามแผนก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมระยะทางประมาณ 800 เมตร พร้อมรับฟังความก้าวหน้าของโครงการด้านวิศวกรรม งบประมาณ และแผนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยและเสริมความมั่นคงของระบบบริหารจัดการน้ำ

ต่อมา ได้ลงพื้นที่บริเวณแยกศาลหลักเมือง อำเภอเมืองสิงห์บุรี เพื่อติดตามแนวทางการจัดทำแนวป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด รวมถึงติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสาย 311 ช่วงแยกไกรสรราชสีห์–แยกศาลหลักเมือง และพื้นที่ก่อสร้างสะพานบางระจันแห่งใหม่ โดยโครงการมีความคืบหน้าประมาณร้อยละ 20 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 พร้อมแผนก่อสร้างวงเวียน ปรับปรุงสะพาน และติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

ในการรายงานสถานการณ์ หน่วยงานด้านชลประทานได้ชี้แจงว่า พื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำเชียงรากกว่า 38,300 ไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมรายงานเกณฑ์การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยหากมีการระบายน้ำ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่ และหากเพิ่มเป็น 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะเริ่มล้นตลิ่ง นอกจากนี้ยังได้รายงานมาตรการเตรียมความพร้อม ทั้งการเสริมคันดิน วางกระสอบทราย การเตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ระบบแจ้งเตือนภัย การช่วยเหลือประชาชน และแผนฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

ด้านโครงการระยะยาว ได้มีการติดตามแผนแก้ไขปัญหาตลิ่งพังบริเวณตำบลพระงาม ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างแนวป้องกันด้วยเสาเข็มลึก 16 เมตร แบ่งดำเนินการ 4 ระยะ วงเงินรวม 180 ล้านบาท บรรจุในแผนงบประมาณปี 2571–2574 รวมถึงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่ออุดช่องว่างแนวป้องกันน้ำหรือ “ฟันหลอ” ระยะทางประมาณ 700–800 เมตร โดยเสนอของบประมาณ 250 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2571 เพื่อป้องกันน้ำหลากเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งกรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดสิงห์บุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง จัดทำแผนเผชิญเหตุ เตรียมกำลังพล เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติงาน แม้ว่าการคาดการณ์ปริมาณฝนในปี 2569 จะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ทุกหน่วยงานต้องไม่ประมาท และต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

การลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเร่งรัดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันน้ำท่วม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดผลกระทบจากอุทกภัยซ้ำซาก สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านการป้องกันอุทกภัยของจังหวัดสิงห์บุรีอย่างยั่งยืน

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง