สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ “Nan Craft Festival for All District” เทศกาลหัตถกรรมริมน้ำน่าน ชูซอฟต์พาวเวอร์งานคราฟต์ 6 สาขาอัตลักษณ์

​[จังหวัดน่าน – 13 มีนาคม 2569] –นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลหัตถกรรมเมืองน่าน “Nan Craft Festival for All District คราฟต์ดีวิถีน่าน”

ณ สวนสาธารณะริมฝั่งแม่น้ำน่าน โดยมี นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ เพื่อมุ่งเน้นยกระดับงานหัตศิลป์พื้นถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์งานคราฟต์จากภูมิปัญญาคนน่าน ตั้งแต่วันที่ 13-15 มีนาคม 2569

​พิธีเปิดเริ่มต้นอย่างตระการตาด้วยการแสดงพื้นเมืองร่วมสมัยชุด “ฟ้อนวิจิตรหัตถกรรมน่านนันทบุรี” โดยนักเรียนจากโรงเรียนตาลชุมพิทยาคม ซึ่งผสมผสานศิลปะการร่ายรำเข้ากับอัตลักษณ์งานฝีมือของคนน่านได้อย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศริมน้ำน่านที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวและชาวเมืองน่านที่พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทยและชุดพื้นเมือง

​ในโอกาสนี้ นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและหัตถกรรมน่าน ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับภาคเอกชน เพื่อผลักดันงานหัตถศิลป์น่านสู่ตลาดสากลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้กับศิลปินและครูช่างผู้สืบสานภูมิปัญญางานทำมือของคนน่าน

​ภายในงาน ชูจุดเด่น “คราฟต์ดีวิถีน่าน” เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของศิลปิน ครูช่าง และผู้ประกอบการงานคราฟต์ทั่วจังหวัดน่าน โดยนำเสนอผ่าน 6 สาขาอัตลักษณ์ ได้แก่ ผ้าทอพื้นเมือง สวยงามตระการตากับลวดลายกลุ่มชาติพันธุ์และดีไซน์ร่วมสมัย เครื่องเงิน งานฝีมืออันละเอียดอ่อนที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดน่าน จักสาน งานฝีมือจากวัสดุธรรมชาติที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ แกะสลักไม้ สะท้อนทักษะเชิงช่างชั้นสูง เช่น การแกะสลักหัวเรือน่าน งานปั้น ศิลปะจากดินที่ผสานความเชื่อและวิถีชุมชน และจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างน่าน การประยุกต์ลวดลายสกุลช่างน่านสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

​นอกจากโซน Craft Market กว่า 40 ร้าน และโซนอาหารชุมชนรสเลิศแล้ว งานนี้ยังเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่าน Workshop ฟรี โดยครูช่างผู้เชี่ยวชาญ (13.30 – 16.30 น.) อาทิ การแกะสลักหัวเรือ อัตลักษณ์น่านแท้ๆ โดยบ้านม่วงตึ๊ด การลงยาจี้เงิน โดยดอยซิลเวอร์ เรียนรู้การทำมัดย้อมชิโบริ โดย อ.เทิดศักดิ์ อินแสง สานดอกไม้ โดย แม่รัชนี สานศิลป์ แกะไม้ด้วยมีดคัตเตอร์ โดยศิลปิน คุณชนาธิป ชื่นบำรุง เป็นต้น ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://forms.gle/y2kmbNCNAomuxLbu9

​ดื่มด่ำกับบรรยากาศรื่นรมย์ยามเย็นริมน้ำน่าน เพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีสด ชมฟรีทุกวัน จากศิลปินท้องถิ่นและศิลปินชื่อดัง “หญิง ธิติกานต์” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันในเย็นวันที่ 15 มีนาคมนี้ ส่วนในวันที่ 13 มีนาคมพบกับการแสดงจากวง Sun Der ในวันที่ 14 มีนาคม ชิลล์กับวง “ชายชื่อกานต์” วงดนตรีในน่าน (วงโฮะ) การแสดง Cover Dance และการแสดงจากวง Cha Harmo & Friends ปิดท้ายเย็นวันที่ 15 มีนาคม นอกจาก “หญิง ธิติกานต์” แล้ว ยังมีการแสดงมากมายจากวง RibbindaSky วงชมพูสิริน และวง PATi x Nipon

​“งาน Nan Craft Festival for All District ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ความสวยงามของผลิตภัณฑ์ แต่คือการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของต้นทุนทางวัฒนธรรมน่าน ที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว” นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวปิดท้ายในช่วงพิธีเปิดงาน

​สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ขอเชิญชวนทุกท่านแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย ชุดพื้นเมือง หรือชุดไทยร่วมสมัยมาเที่ยวชมงาน สัมผัสวิถีคราฟต์ริมแม่น้ำน่าน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์และสืบสานงานหัตถศิลป์น่าน ตั้งแต่วันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ สวนสาธารณะริมฝั่งแม่น้ำน่าน (ตำบลในเวียง) อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

NanCraftFestival2569 #คราฟต์ดีวิถีน่าน #CraftNan #NanForAllDistrict #เที่ยวน่านอย่างมีความหมายสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน #AmazingThailand #ทกจ./บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน 081-0342455

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง ปีการศึกษา 2567

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา 2567

ณ หอประชุมสมเด็จย่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569

เวลา 09.30 นาฬิการถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินถึงหอประชุม ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี มีศาสตราจารย์พิเศษวันชัย ศิริชนะ

นายกสภามหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี พร้อมด้วยผู้แทนผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงาน และนักศึกษา

รวมทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 และรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ในโอกาสนี้ ทรงวางพุ่มดอกไม้ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ

จำนวน 3 ราย ได้แก่ พระไพศาล วิสาโล ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ

นายแพทย์อุดม คชินทร ปริญญาสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทาน 2 ท่าน

ได้แก่ ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ และศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร

นอกจากนี้ ยังพระราชทานรางวัลเชิดชูเกียรติ “ตุงทองคำ” แก่นายนคร พงษ์น้อย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรม

ไร่แม่ฟ้าหลวง ผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา รวมทั้งมีส่วนสำคัญในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมาอย่างต่อเนื่อง

และพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาและระดับปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 2,765 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษา

ต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 ทั้งสิ้น 174 คน จาก 23 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ 106 คน

จากประเทศต่าง ๆ อาทิ เมียนมา จีน ภูฏาน ศรีลังกา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาที่มีความพิการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้อีก 6 คน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม นำทีมตรวจสถานีบริการน้ำมัน สร้างความมั่นใจ ประชาชนด้านราคาและคุณภาพพลังงาน“

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม สำนักงานชั่งตวงวัด เขต ๐-๓ นครปฐม

สำนักงานพลังงานจังหวัดนครปฐมกอ.รมน.จังหวัดนครปฐม ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครปฐม และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่อำเภอ

นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทั้งสถานีบริการน้ำมันแบรนด์หลัก สถานีบริการน้ำมันรายย่อย และตรวจสอบข้อร้องเรียน เพื่อกำกับดูแลราคาจำหน่ายให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ที่กำชับให้ทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเป็นธรรมด้านราคาให้กับประชาชน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันให้เป็นไปตามกฎหมาย อาทิ การแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ปริมาณน้ำมันต้องถูกต้องครบถ้วน คุณภาพได้มาตรฐาน รวมทั้งป้องกัน

การฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบว่า ราคาน้ำมันของแต่ละสถานีบริการ อาจมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากต้นทุนการจัดซื้อที่ต่างกัน ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ทำเลที่ตั้ง และการแข่งขัน ทางการค้าซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐสำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่มี

ความผันผวนในช่วงนี้ เป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานและราคาสินค้า

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความเป็นธรรม ด้านราคา รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบด้านค่าครองชีพทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายน้ำมันที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครปฐม หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครปฐม หรือสายด่วน 1569 ได้ตลอด 24ชั่วโมง

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.นครปฐม ประชุมมอบนโยบาย วางแนวทางการปฏิบัติราชการ เน้นย้ำการทำงานเชิงรุก และ แก้ไขปัญหายาเสพติด

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครปฐม เพื่อมอบนโยบายและวางแนวทางการปฏิบัติราชการ เน้นย้ำการทำงานเชิงรุกและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม และนายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วย นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐมนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี

นายโชติพงศ์ เปล่งวิทยานายอำเภอเมืองนครปฐมพร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงผู้ว่าราชการจังหวัดได้เน้นย้ำถึงภารกิจสำคัญของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในฐานะกลไกหลักที่ใกล้ชิดประชาชน โดยร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายระดับจังหวัดบูรณาการร่วมกันระหว่างจังหวัดและท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดจนขอความร่วมมือท้องถิ่นทุกแห่งรวมกันมีบทบาทในการแก้ไขปัญหายาเสพติด บำบัดรักษา เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงแนวทางปฏิบัติจากหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนา สำนักงานสถิติจังหวัด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครปฐม ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและกระชับความร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พี่น้องชาวจังหวัดนครปฐมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญในการทำงานภายใต้แนวคิด “ปัญหายังอยากแก้ ความดีที่อยากทำ” “ปัญหายังอยากแก้” จากการรวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องชาวนครปฐมกว่า 3,301 คน พบว่าประเด็นเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนดับ และปัญหาเด็กและเยาวชนติดบุหรี่ไฟฟ้า

ซึ่งสอดคล้องกับ “ความดีที่อยากทำ” ที่ประชาชนอยากเห็น คือการมีไฟฟ้าส่องสว่างทั่วถึง มีกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้นเพื่อความปลอดภัย บ้านเมืองสะอาดปลอดภัย และไม่มีคนติดยาเสพติด
เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม จังหวัดนครปฐมได้อนุมัติโครงการปรับปรุงถนนและไฟฟ้าแสงสว่างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 118 โครงการ งบประมาณกว่า 1,115 ล้านบาท ครอบคลุมระยะทางกว่า 414 กิโลเมตร และติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างเพิ่มอีก 1,328 ต้น

โดยในจำนวนนี้เป็นงบอุดหนุนเฉพาะกิจสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถึง 45 โครงการ “เราจะร่วมสร้าง ร่วมพัฒนา ร่วมแก้ไขปัญหาให้นครปฐม โดยขับเคลื่อนทั้งงาน งบ ระบบ และคน อย่างเรียบง่ายแต่ได้สาระ ภายใต้ 3 เงื่อนไขหลัก คือ ต้องถูกต้อง เป็นธรรม และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ” นางสาวอโรชา กล่าวทิ้งท้ายสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ /ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดยิ่งใหญ่ เทศกาลสาดสี Holi Festival Pattaya 2026 นทท.คึกคัก

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Holi Festival Pattaya 2026 เทศกาลสาดสี ครั้งที่ 4 โดยมีนายสุขราช กาลา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย–อินเดีย พัทยา นายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมอินเดียพัทยา นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี สมาชิกสภาเมืองพัทยา หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคึกคัก ที่บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี

เมืองพัทยาได้ร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทย–อินเดีย พัทยา กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 ที่บริเวณชายหาดพัทยากลาง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างสีสันกิจกรรมท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ภายในงานมีกิจกรรมสาดสีตามวัฒนธรรมอินเดีย เวทีดนตรีและความบันเทิง คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังของประเทศอินเดีย รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ และโซนอาหารหลากหลายเมนู ท่ามกลางบรรยากาศริมชายหาด เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สนุกสนานให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

การจัดงานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และตอกย้ำภาพลักษณ์ของพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ที่เปิดกว้างและอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและการเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

สำหรับ Holi Festival Pattaya 2026 หรือเทศกาลสาดสี ถือเป็นเทศกาลสำคัญของประเทศอินเดียที่สะท้อนถึงความสุข ความหวัง การเริ่มต้นใหม่ และความสามัคคีของผู้คน การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมอันงดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากหลากหลายเชื้อชาติได้ร่วมแบ่งปันความสุขและมิตรภาพร่วมกัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ห้ามปั้มกักตุนน้ำมัน ฝ่าฝืนจำคุก7 ปี ปรับแสนสี่ ปจ.สมุทรสาคร ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีน้ำมัน พระราม 2 กำชับผู้ประกอบการ ขายในราคาเป็นธรรม

วันที่13 มีนาคม 2569 นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร นำทีมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันแนวถนนพระราม 2 จังหวัดสมุทรสาครซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักที่มีประชาชนและรถบรรทุกใช้สัญจรเป็นจำนวนมาก

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบการแสดงราคาน้ำมัน ความถูกต้องของมาตรวัดหัวจ่าย รวมถึงปริมาณน้ำมันสำรองของแต่ละสถานีบริการ โดยมีนายอำพร วายลม พลังงานจังหวัด นายพงศ์สุธี สุขศิริ พาณิชย์จังหวัด ป้องกันจังหวัด ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมตรวจสถานีบริการน้ำมัน

พบว่า สถานีบริการน้ำมันในพื้นที่มีปริมาณน้ำมันค่อยข้างที่จะน้อย โดยบางปั๊ม น้ำมันดีเซลหมด น้ำมัน E20 หมด น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณคงเหลือน้อย ซึ่งทางปั๊มก็มีการประสานคลังน้ำมันเพื่อไปรับน้ำมันเพื่อสามารถบริหารจัดการเติมน้ำมันได้ บางปั๊มน้ำมันที่มีการจำกัดการเติมน้ำมันอยู่ที่คันละไม่เกิน 1,000 บาท

แต่ละปั้มมีการน้ำป้ายมาติดที่ต่อหัวจ่ายว่า น้ำมันหมด, รอรับน้ำมันจากคลัง , ขออภัยในความไม่สะดวกน้ำมันอยู่ในระหว่างการจัดส่ง เป็นต้น ทั้งนี้ ปั๊มน้ำมันยังมีการพิจารณาเป็นรายๆ ไปในการเติมน้ำมันที่ใส่แกลลอน หรือกรณีที่ลูกค้ามีความต้องการน้ำมันในปริมาณที่มาก ซึ่งจะเป็นลูกค้าประจำ ที่นำไปใช้ทางการเกษตร ก่อสร้าง และเรือประมง ทั้งก็เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาครได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการดูเรื่องปริมาณน้ำมันสำรองให้เพียงพอ พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยต้องติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายสินค้าให้ชัดเจนและเปิดเผย

ห้ามกักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หากตรวจพบการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ซึ่งทางจังหวัดสมุทรสาครจะมีการเดินหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ใช้บริการบนเส้นทางถนนพระราม 2

และประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ทั้งนี้ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร ได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนถ้าพบเห็นปัญหาการกักตุน ราคาไม่เป็นธรรม สามารถโทรแจ้งได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร และศูนย์ดำรงธรรมทั้ง 3 อำเภอของจังหวัดสมุทรสาคร ได้ทันที
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขนส่งสิงห์บุรี จัดใหญ่! “สนามจราจรเยาวชน” รุ่นที่ 1 ปูพื้นฐานวินัยจราจร สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน

วันที่ 13 มีนาคม 2569 สิงห์บุรี เวลา 10.00 น.นายวราดิศร อ่อนนุชผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธี เปิดโครงการ “สนามจราจรเยาวชนเสริมสร้างจิตสำนึกความ

ปลอดภัย และมีวินัยจราจร” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 1 โดยมีนายณรงค์พันธ์ แจ่มจันทร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสิงห์บุรี

หัวหน้าส่วนราชการ ครู และนักเรียนร่วมกิจกรรม ณ โรงเรียนอนุบาลบางระจัน ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน จังหวัดโดยนางสาวเยาวมาศ เที่ยวทอง ขนส่งจังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการนี้มี

วัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยให้แก่เยาวชน โดยเน้นการวางรากฐานวินัยจราจรเบื้องต้นผ่านการเรียนรู้ที่สอดคล้อ

กับชีวิตประจำวัน กิจกรรมแบ่งออกเป็นภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งไฮไลต์สำคัญคือการให้เด็กๆได้ฝึกทักษะใน

“สนามจราจรจำลอง” เพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนได้จริงในอนาคต

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 ในเขตจังหวัดสิงห์บุรี โดยกำหนดจัดงานทั้งสิ้น 7 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวมเยาวชนเข้าร่วมโครงการกว่า 700 คน ซึ่ง

การดำเนินงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ซึ่งเป็นรายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวยของกรมการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ สำนักงานขนส่งจังหวัดสิงห์บุรี มุ่งหวังว่าเยาวชนที่ผ่านการอบรมจะเป็นแบบอย่างที่ดี มีจิตสำนึกความปลอดภัย และมีส่วนสำคัญในการลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดสิงห์บุรีให้ลดลงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสริมเขี้ยวเล็บ ตร.สายตรวจ!!ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร มอบรถจักรยานยนต์สายตรวจ 125 คัน พร้อมหมวกและกล้อง

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่บริเวณหน้าอาคารศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 จังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีมอบรถจักรยานยนต์สายตรวจ พร้อมอุปกรณ์ประจำรถ ให้แก่สถานีตำรวจภูธรในสังกัดทั้ง 5 แห่ง เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ โดยมี พ.ต.อ.รณกร ประคองศรี รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร,พ.ต.อ.ทินกร รังรื่น ผกก.ฝอ.ภ.จว.สมุทรสาคร,พ.ต.ท.ชุมพร ฉัตร์สงวนชัย รอง ผกก.ป.สภ.กระทุ่มแบน,พ.ต.ท.สุพจน์ จันทร์หอม รอง

ผกก.ป.สภ.บ้านแพ้ว,พ.ต.ท.ไชยภูมิ ฉลองภูมิ รอง ผกก.ป.สภ.โคกขาม,พ.ต.ท.อภิวิทย์ แจ่มแจ้ง รอง ผกก.สภ.บางโทรัด,พ.ต.ท.สำเริง ศรีนามบุรี สวป.สภ.เมืองสมุทรสาคร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ในการนี้ ผู้บังคับการฯ และคณะ ก็ได้ร่วมกันมอบหมวกกันนิรภัยให้แก่สายตรวจ ก่อนที่จะทำการปล่อยรถจักรยานยนต์สายตรวจของแต่ละสถานีฯพล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การมอบรถจักรยานยนต์สายตรวจครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร) และ พล.ต.ท.พิสิฐ ตัน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ที่ต้องการจัดสรรยานพาหนะและอุปกรณ์สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ โดยตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาครได้รับการจัดสรรรถจักรยานยนต์สายตรวจ ทดแทนจำนวนทั้งสิ้น 125 คัน พร้อมอุปกรณ์ประกอบ ได้แก่ หมวกนิรภัย

กล้องบันทึกภาพ และอุปกรณ์เชื่อมต่อแท่นชาร์จถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งจำแนกเป็น 1. สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร ได้รับรถจักรยานยนต์ จำนวน 50 คัน หมวกนิรภัย จำนวน 100 ใบ กล้องบันทึกภาพ จำนวน 100 ชุด และอุปกรณ์เชื่อมต่อแท่นชาร์จถ่ายโอนข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง, 2. สถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน ได้รับรถจักรยานยนต์ จำนวน 34 คัน หมวกนิรภัย จำนวน 68 ใบ กล้องบันทึกภาพ จำนวน 68 ชุด และ อุปกรณ์เชื่อมต่อแท่นชาร์จถ่ายโอนข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง,3.สถานีตำรวจภูธรบ้านแพ้ว ได้รับรถจักรยานยนต์ จำนวน 14 คัน

หมวกนิรภัย จำนวน 28 ใบ กล้องบันทึกภาพ จำนวน 28 ชุด และอุปกรณ์เชื่อมต่อแท่นชาร์จถ่ายโอนข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง,4.สถานีตำรวจภูธรโคกขาม ได้รับรถจักรยานยนต์ จำนวน 15 คัน หมวกนิรภัย จำนวน 30 ใบ กล้องบันทึกภาพ จำนวน 30 ชุด และ อุปกรณ์เชื่อมต่อแท่นชาร์จถ่ายโอนข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง,5.สถานีตำรวจภูธรบางโทรัด ได้รับรถจักรยานยนต์ จำนวน 12 คัน หมวกนิรภัย จำนวน 24 ใบ กล้องบันทึกภาพ จำนวน 24 ชุด และอุปกรณ์เชื่อมต่อแท่นชาร์จถ่ายโอนข้อมูล จำนวน 1 เครื่อง

พล.ต.ต.ธีระเดช กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การมอบรถจักรยานยนต์สายตรวจในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการออกตรวจพื้นที่ การเข้าถึงเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในจังหวัดสมุทรสาคร โดยตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาครยังคงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่เร่งรัดติดตามคดีชิงทรัพย์ในร้านทองจ.นครปฐม

บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนชิงทอง ในร้านทองภายในห้างสรรพสินค้า จ.นครปฐม ย้ำตำรวจพื้นที่เร่งจับกุมคนร้าย้โดยเร็ว เพื่อ สร้างความเชื่อมั่น และลดความหวาดกลัวของประชาชน ต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้เหตุแบบนี้เกิดขึ้นอีก

วันที่ 12 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายใช้อาวุธปืนแบลงก์กันชิงทองคำเส้นละ 2 บาท จำนวน 20 เส้น ในร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ อ.เมือง จ.นครปฐม

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 19.30 น. โดยมี พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7), พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7, และ

พล.ต.ต.พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม, พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7, พ.ต.อ อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สภ.เมืองนครปฐม จากนั้นได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบติดตามคดี

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ สั่งการเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางหลบหนีของคนร้าย และเร่งติดตามจับกุม รวมทั้งทบทวนแผนก้าวสกัดจับ ให้สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ ได้กำชับให้เน้นย้ำการป้องกันตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.

โดนเน้นย้ำการสร้างความร่วมมือในการป้องกันกับผู้ประกอบการร้านทอง รวมทั้งห้างสรรพสินค้า และนำระบบการประกันภัยมาใช้ในการ สร้างมาตรฐานความปลอดภัยในร้านทอง พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ย้ำกับทาง ตำรวจพื้นที่ให้รีบเร่งจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพื่อ สร้างความเชื่อมั่น และลดความหวาดกลัวของประชาชน และต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้เหตุแบบนี้เกิดขึ้นอีก
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าวจ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นโยบาย Green Gain Hub พลิกโฉมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มุ่งเป้าเกษตรกรมีรายได้ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

ภายใต้การอำนวยการของนางสาว อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม มอบหมายให้นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นาย

อำเภอนครชัยศรี เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในกิจกรรมย่อย จัดตั้ง “Green Gain Hup” ระดับจังหวัด เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้รับรับ

ซื้อวัสดุชีวมวลและผู้ผลิตพลังงานสร้างการรับรู้เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ณ ศาลาอเนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ ตำบลท่ากระชับ อำเภอนครชัยศรี

โดยมี นางสาวเอื้องพร นพคุณ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม นางพลัศริญญาอมรพันธุ์ศักดิ์ เกษตรจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ากระชับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลท่ากระชับ และเกษตรกร ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อการบริหารจัดการพื้นที่และวัสดุเหลือใช้

ทางการเกษตรที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์และการสร้างรายได้จากเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อทดแทนการเผา รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ซึ่งนับว่าเป็นกำลังสำคัญในการที่จะช่วยดูแล

รักษาสภาพแวดล้อมร่วมกันป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคนิค วิธีการจัดการให้ถูกต้องในการจัดการเศษวัสดุเพื่อลดปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร ตลอดจนเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มุ่งเป้าเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรสู่ตลาดพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนและร่วมกันสร้างสรรค์ให้ “ นครปฐม หยุดฝุ่นพิษ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย”

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ทล. ให้ข้าราชการตำรวจ หมั่นฝึกฝนอาวุธและยุทธวิธี อย่างสม่ำเสมอ

เพราะความปลอดภัยของประชาชน เริ่มต้นที่ความพร้อม
​ ตามนโยบายของ ผบก.ทล. ที่เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจหมั่นฝึกฝนอาวุธและยุทธวิธีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มทักษะและความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่

พ.ต.ท. ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. นำทีมข้าราชการตำรวจในสังกัด ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. เข้ารับการฝึกทบทวนการใช้อาวุธปืน แบบฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และยุทธวิธีตำรวจทางหลวง ณ ลานหน้าสถานีตำรวจทางหลวงนครปฐม

โดยมี จ.ส.ต.จักรกฤษณ์ ยินดี และ ส.ต.ท.นันทวัฒน์ สมบูรณ์บดีบุตร ร่วมเป็นครูฝึกถ่ายทอดทักษะในครั้งนี้ ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ช็อกมุกดาหาร! ทลายขบวนการค้ามนุษย์ – ปิดเกมแม่เล้าวัยใสใช้ X โพสต์ รับงานมุกดาหารหาแขก ช่วยเหลือ 5 ราย น้อยสุดวัยเพียง 15 เร่งขยายผล

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมแก้วกินรี ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และนายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกันแถลงผลการจัดระเบียบสังคมและปราบปรามการค้ามนุษย์ ภายใต้ปฏิบัติการ “พิทักษ์มุกดานารี”

สืบเนื่องจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เดินหน้าจัดระเบียบสังคมและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยมอบหมายให้ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, รณรงค์

ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองลงพื้นที่สืบสวนเครือข่ายค้ามนุษย์ในพื้นที่จังหวัด มุกดาหาร หลังได้รับเบาะแสว่ามีการนำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มาแสวงหาประโยชน์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองร่วมกับองค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ พบว่าขบวนการดังกล่าวใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ในแอปพลิเคชัน X โพสต์ข้อความเชิญชวนลูกค้าในลักษณะ “รับงานมุกดาหาร” ก่อนให้ผู้สนใจติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE เพื่อดูรายละเอียดของผู้ให้บริการ จากนั้นจึงนัดหมายสถานที่พบลูกค้าตามโรงแรมหรือรีสอร์ตในพื้นที่

การตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และบางรายมีอายุเพียง 15 ปี โดยขบวนการมีลักษณะทำงานเป็นเครือข่าย มีการชักชวนเพื่อนเข้ามาร่วมกระทำความผิด และมีเยาวชนทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานติดต่อจัดหาลูกค้าและรับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าว

จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า สถานที่ที่ใช้ในการกระทำความผิดส่วนใหญ่เป็นโรงแรมและรีสอร์ตในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีการเรียกเก็บค่าบริการจากลูกค้าประมาณครั้งละ 1,500 บาท และมีการหักค่าหัวคิวจากเด็กประมาณ 500 บาท ส่วนเงินที่เหลือมีการโอนผ่านบัญชีธนาคารเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 19.00 น. ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร สถานีตำรวจภูธรมุกดาหาร และองค์กรต่อต้านการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ “พิทักษ์มุกดานารี” เข้าตรวจสอบบางรักรีสอร์ท และโรงแรมในเขตพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร

ผลการดำเนินการสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ได้ 1 ราย เป็นเยาวชนอายุ 16 ปี กล่าวโทษผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์อีก 1 ราย เป็นเยาวชนอายุ 17 ปี จับกุมผู้กระทำความผิดฐานค้าประเวณี 1 ราย เป็นหญิงอายุ 21 ปีนอกจากนี้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15–17 ปี พร้อมตรวจพบพยานหลักฐานสำคัญ รวมถึงข้อมูลการติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการดำเนินการของเครือข่าย

สำหรับเด็กและเยาวชน 5 ราย ที่ได้รับการช่วยเหลือจะเข้าสู่กระบวนการ กลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) เพื่อคัดกรองและคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์โดยทีมสหวิชาชีพ ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ดำเนินการคุ้มครองและฟื้นฟูต่อไป

ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลตรวจสอบผู้ร่วมขบวนการและเส้นทางการเงินของเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567 ตลอด 24 ชั่วโมง

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.บึงกาฬ จัดกิจกรรม “กกต.พบสื่อมวลชน” เสริมความร่วมมือการสื่อสารข้อมูลการเลือกตั้ง

วันที่ 12 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรม “กกต.พบสื่อมวลชน” เพื่อสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชนในพื้นที่เกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ และการดำเนินงานด้านการเลือกตั้ง

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานเปิดกิจกรรม นายไพรัช คัณทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ และ นายสมหวัง อารีเอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทั้ง 3 เขต และคณะอนุกรรมการฯ ร่วมพบปะพูดคุยกับสื่อมวลชน

ภายในกิจกรรมมีการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวสารด้านการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลาง

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง กกต. และสื่อมวลชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และสนับสนุนให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่าง สุจริต เที่ยงธรรม และโปร่งใส

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ภารกิจของจังหวัดน่านในฐานะเมืองสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนน่านสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative City

Network : UCCN) ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วยนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน คณะกรรมการและคณะทำงานฯในหลายภาคส่วน ร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจของจังหวัดน่านในฐานะเมืองสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

การที่จังหวัดน่านได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Craft and Folk Art)” เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดน่านในการยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับเมืองสมาชิกทั่วโลก

พร้อมกันนี้ ในที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งจังหวัดน่าน เรื่องการแต่งตั้งคณะผู้แทนเมืองน่านสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน โดยมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลัก พร้อมจัดตั้งศูนย์ประสานงาน “น่านเมืองสร้างสรรค์” เพื่อเป็นกลไกหลักในการติดต่อประสานงานกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญ อาทิ การปรับเปลี่ยนคณะผู้แทนเมืองน่านในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก การกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การใช้โลโก้สมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดทำแผนงานและกิจกรรมในช่วงปี 2569 – 2570 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง

สร้างสรรค์ของจังหวัดน่านให้เป็นรูปธรรม โดยมีหน่วยงานสำคัญร่วมเสนอแนวทางการดำเนินงาน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน วิทยาลัยชุมชนน่าน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน รวมถึงภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เน้นย้ำถึงพันธกิจและแผนงาน สิ่งที่จังหวัดน่านจะต้องดำเนินการในฐานะสมาขิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ( UNESCO Creative City Network : UCCN) เพื่อสื่อสารกับเมืองสมาชิกเครือข่ายจากทั่วโลก พร้อมการบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจผ่านคณะกรรมการและคณะทำงานทั้ง 5 คณะ โดยมอบหมายภารกิจ อบจ.น่าน เป็นหน่วยประสานงานหลักและจัดตั้งศูนย์ประสานงาน

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลไกการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อน “น่านเมืองสร้างสรรค์” ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานหัตถกรรม ศิลปะพื้นบ้าน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดน่าน พร้อมยกระดับสู่เวทีนานาชาติในฐานะสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก.

ภาพ/ข่าว – สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ตร.มอบนโยบายเข้มปราบลักลอบน้ำมันเถื่อนทั่วประเทศ “พล.ต.อ.ธัชชัย” ปล่อยเรือตรวจการณ์ ชัยจินดา ลุยตรวจอ่าวไทย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ถนนสุขุมวิท ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฐานะผู้อำนวยการ ศปนม.ตร. เป็นประธานประชุมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

ลงพื้นที่กองบังคับการตำรวจน้ำ เพื่อประชุมด่วนร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง นครบาล และภูธร 1 ถึง 9 เพื่อตอบรับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ในการเฝ้าระวังการส่งออกน้ำมันนอกราชอาณาจักร ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับมาตรการปราบปรามการลักลอบน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมายทั่วประเทศ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลและขับเคลื่อนการปฏิบัติของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการปราบปรามขบวนการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

โดยมาตรการสำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ปฏิบัติการทางน้ำ มีการปล่อยเรือตรวจการณ์กว่า 30 ลำ รวมถึง “เรือชัยจินดา” ออกลาดตระเวนทั้งอ่าวไทยและอันดามัน โดยใช้เทคโนโลยีจากศูนย์ควบคุมสั่งการ มอนิเตอร์เรือทุกลำที่ขึ้นทะเบียน

หากพบเรือลำไหนออกนอกเส้นทาง หรือเป็นเรือนอกระบบที่เข้าข่าย “กองทัพมด” จะเข้าชาร์จตรวจค้นทันที / 2.ปฏิบัติการทางบก ตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางตะเข็บชายแดน เพื่อสกัดกั้นรถขนส่งที่แอบนำน้ำมันไปขายเก็งกำไรในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูงกว่าไทย

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ยังกำชับให้ตรวจสอบ “ปั๊มน้ำมัน” ที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้า หรือนำสารโซลเวนท์มาเจือปนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งถือเป็นการฉ้อโกงประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี ส่วนพวกที่ลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน มีโทษหนักจำคุกถึง 10 ปี

ขณะที่น้ำมันเขียวซึ่งเป็นน้ำมันที่อยู่ในเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเรือน้ำมันเขียวจะไว้ใช้สำหรับการเติมน้ำมันให้กับเรือประมง ในน่านน้ำไทย จะมีการตรวจสอบเข้มตั้งแต่ก่อนออกจากท่าเรือว่าขนน้ำมันไปจำนวนกี่ลิตรเติมน้ำมันให้กับเรืออะไรบ้าง ควบคู่ไปกับการตรวจสอบผ่านดาวเทียมการเดินเรือบรรทุกน้ำมันเขียว ซึ่งถ้าพบความผิดปกติ ในการเติมน้ำมันเขียว จะสามารถทราบได้ทันที

ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.ธัชชัย ได้ทำพิธีปล่อยเรือตรวจการณ์ “ชัยจินดา” พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจตราและเฝ้าระวังการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมายตามลำน้ำและพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณอ่าวไทย เพื่อสกัดกั้นการกระทำผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกของรัฐบาลที่มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามขบวนการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและสร้างความเสียหายต่อระบบพลังงานโดยรวมอย่างต่อเนื่อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผกก.สภ.ดอนตูม ให้ความรู้ความปลอดภัยนักเรียน รับมือเหตุฉุกเฉิน สร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา

วันนี้ (11 มีนาคม 2569) เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก.ดอนตูม พร้อมด้วย พ.ต.ท.สมยศ ทรัพย์จรัสแสง รอง ผกก.ป. สภ.ดอนตูม และ ว่าที่ พ.ต.ต.สมองค์ ใจสำรวม สวป. สภ.ดอนตูม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อยเวร 20 สายตรวจรถยนต์ และสายตรวจตำบลห้วยพระ

ลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านความปลอดภัยแก่คณะครูและนักเรียน โรงเรียนวัดเลาเต่า ตำบลห้วยพระ อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐมโดยได้ให้ความรู้ในหัวข้อสำคัญ ได้แก่
การเข้าระงับเหตุและการป้องกันตนเอง

จาก บุคคลคลุ้มคลั่งหรือบุคคลวิกลจริตการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุ กราดยิง ตามหลัก “หนี ซ่อน สู้ (Run Hide Fight)”การประชาสัมพันธ์มาตรการดูแลความปลอดภัยประชาชนในช่วง เทศกาลสงกรานต์ 2569

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้กับครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งสร้างความอุ่นใจด้านความปลอดภัยในพื้นที่

สภ.ดอนตูม ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและสถานศึกษาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เอาจริง! นายอำเภอหญิงหว้านใหญ่ระดมกำลังชุดใหญ่ บุกหาดมโนภิรมย์กลางดึก สกัดยาบ้า 6 แสนเม็ด พร้อม “Happy Water” ซองเหลืองเกลื่อนริมโขง

มุกดาหาร – เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นางศศิธร โพดาพล นายอำเภอหว้านใหญ่ นำกำลังฝ่ายความมั่นคงอำเภอหว้านใหญ่ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บูรณาการร่วมกับ

สภ.หว้านใหญ่, นรข. (สน.เรือมุกดาหาร), กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (ร.3), ตชด.234 และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เข้าปิดล้อมตรวจค้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังได้รับรายงานว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่เข้ามาในพื้นที่

จากการเข้าตรวจสอบบริเวณ หาดมโนภิรมย์ บ้านชะโนด ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยถูกทิ้งไว้ในพงหญ้าและริมตลิ่ง เมื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดพบเป็นยาเสพติดจำนวนมาก

ประกอบด้วย ยาบ้าบรรจุในกระสอบจำนวน 3 ใบ รวมประมาณ 600,000 เม็ด Happy Water (ยาเคลิ้ม) ยาเสพติดชนิดผงบรรจุในซองฟอยล์สีเหลืองสดใช้ชื่อแพ็กเกจ “King of Fruit” จำนวน 2 ถุงใหญ่ ประมาณ 100 ซอง

ขบวนการค้ายาเสพติดพยายามอาศัยช่วงความมืดและพื้นที่แนวชายแดนในการลำเลียงของกลาง แต่ด้วยการบูรณาการข่าวกรองที่แม่นยำและการประสานงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน ทำให้สามารถสกัดกั้นได้ทันควันก่อนจะถูกส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อสืบสวนขยายผลหาต้นตอและติดตามตัวกลุ่มขบวนการลักลอบนำเข้าในครั้งนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ปราบยาเสพติด #มุกดาหาร #อำเภอหว้านใหญ่ #หาดมโนภิรมย์ #ยึดยาบ้า #HappyWater #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวอาชญากรรม #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาและเอกชน ลงนาม MOU ยกระดับการท่องเที่ยวบนรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมุ่งสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.30 น.นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมนางสาวเมธินี นิชรัตน์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทาง

วิชาการ (MOU) ครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างจังหวัดสิงห์บุรี กับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษา และองค์กรภาคเอกชน รวมกว่า 18 หน่วยงาน เพื่อขยายฐานการท่องเที่ยวของจังหวัดโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อน

ณ ห้องจัดเลี้ยงเกษรา ร้านเกษราเบเกอรี่ จังหวัดสิงห์บุรีผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “เพื่อขยายฐานการท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรีบนรากฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง” โดยมีผู้บริหาร

จากสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร (คณะโบราณคดี), มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนอย่าง หอการค้าจังหวัด, สภาอุตสาหกรรม, และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) ร่วมลงนามอย่างพร้อมเพรียง
บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยมีพันธกิจสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้:

  1. ด้านวิชาการ: ร่วมกันศึกษา ค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมของสิงห์บุรีให้เป็นที่ประจักษ์
  2. ด้านการมีส่วนร่วม: สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาชน ในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
  3. ด้านการสร้างมูลค่า: นำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
  4. “การลงนามในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว แต่คือการหลอมรวมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย และพลังขับเคลื่อนจากภาคเอกชน เพื่อทำให้ประวัติศาสตร์ของสิงห์บุรีมีชีวิต และสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวสิงห์บุรีได้อย่างยั่งยืน”

กองบรรณาธิการ/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สคอ.-สสส. ผนึกพลังเครือข่ายทั่วประเทศ เดินหน้าบูรณาการสร้าง “ถนนปลอดภัย” อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ รร.ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุม “บูรณาการพลังสื่อ-เอกชน สร้างถนนปลอดภัย” เพื่อผนึกกำลังภาคีทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน ความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม

นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชน ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กว่า 80 คนจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสื่อสารลดความเสี่ยงและยกระดับการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ บทเรียนที่ผ่านมาทำให้เห็นชัดว่าหากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ต้องยึดข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐาน บูรณาการองค์ความรู้จากทุกฝ่าย และออกแบบการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดและครอบคลุม ซึ่งตอนนี้เรามีเครือข่ายสื่อมวลชนที่มีพลังการด้านสื่อสาร ภาคเอกชนมีพลังด้านทรัพยากรและนวัตกรรม

ภาคการศึกษามีพลังด้านองค์ความรู้และการปลูกฝังคนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อไปจะทำให้การลดอุบัติเหตุไม่ใช่เพียงการรณรงค์ระยะสั้น แต่เป็นการสร้างระบบป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ควรมีการสื่อสารให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวาง กระตุ้นเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ผลักดันให้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)ในพื้นที่ ลุกขึ้นมาจัดการอย่างเป็นระบบ เราต้องช่วยกันจัดการกับความเสี่ยงที่เกิด
จาก คน รถ ถนนและสิ่งแวดล้อม ให้ลดลงหรือหมดไป ความปลอดภัยถึงจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

นายพรหมมินทร์ กล่าวต่อว่า สคอ.และเครือข่ายได้มีกรอบความร่วมมือระยะยาว 4 ด้านสำคัญ ได้แก่การสื่อสารสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย ผลิตและขยายผลสื่อที่ต่อเนื่อง สร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมเห็นความปลอดภัยเป็นเรื่องใกล้ตัว 2. การใช้องค์ความรู้และข้อมูล พัฒนาฐานข้อมูลและงานวิจัยเชิงพื้นที่ เพื่อกำหนดมาตรการที่แม่นยำและตอบโจทย์ปัญหาจริง 3. การพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ บูรณาการหลักสูตรความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และ 4.การขับเคลื่อนเชิงนโยบายสาธารณะ ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่อ้างอิงหลักฐานทางวิชาการ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานเด่นด้านความปลอดภัยทางถนนจากภาคีเครือข่าย อาทิ ภาคเอกชนโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ถ่ายทอดประสบการณ์การสนับสนุนกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยและสร้างจิตสำนึกในกลุ่มเยาวชน รวมถึงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆที่นำมาใช้เพื่อให้มีการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่วนภาคการศึกษามีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่นำเสนอกิจกรรมส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยในรั้วมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น เพื่อออกแบบแนวทางความร่วมมือเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปขยายผลในระดับจังหวัดและภูมิภาค สะท้อนพลังเครือข่ายที่พร้อมเดินหน้าร่วมกันอย่างจริงจังการประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงระบบ ที่มุ่งสร้าง “ถนนปลอดภัย” ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ลดความสูญเสีย และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
ให้ให้มีความยั่งยืนในระยะยาว

นายวิวรรธน์. แพ่งสุภาประธานเครือข่ายสื่อออนไลน์ภาคเหนือ 17 จังหวัด. @รายงาน”

” จี้ ตร. ล่ามือปาระเบิดบ้านนักข่าวประจวบฯ 2 เดือนคดีไม่คืบ ห่างกองบังคับการแค่ 300 เมตร!
เมื่อวันที่6มี.ค.69 กลายเป็นประเด็นที่สังคมออนไลน์กำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าคดีคนร้ายปาระเบิดแสวงเครื่องถล่มบ้านพักและอู่ซ่อมรถของนักข่าวท้องถิ่น (สังกัด Top News) ในพื้นที่ ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจับกุมตัวผู้ก่อเหตุหรือผู้บงการได้ทำไมคดีนี้ถึง “ผิดปกติ”?
อุกอาจหน้าจมูกตำรวจ: จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบฯ เพียง 300 เมตร แต่คนร้ายกลับกล้าขี่จักรยานยนต์มาปาระเบิดใส่รถยนต์จนพังยับเยิน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

แม้ทาง ผบก.ภ.จว.ประจวบฯ จะยืนยันว่ารู้ตัวคนร้ายและกำลังรวบรวมหลักฐาน แต่เวลาที่ล่วงเลยไปเกือบ 2 เดือน โดยไม่มีการออกหมายจับ ทำให้ถูกตั้งคำถามว่า “ติดตอ” หรือมี “มือมืด” คอยดึงเรื่องหรือไม่?เสียงสะท้อนจากโซเชียล: “ถ้าสื่อยังไม่ปลอดภัย แล้วชาวบ้านจะพึ่งใคร?”กลุ่มองค์กรสื่อและชาวเน็ตเริ่มมีการเคลื่อนไหว เรียกร้องให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่งทีมสืบสวนส่วนกลางลงพื้นที่

เนื่องจากเกรงว่าอิทธิพลท้องถิ่นจะทำให้คดีนี้กลายเป็น “มวยล้ม” พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ หากแม้แต่นักข่าวยังถูกคุกคามถึงหน้าบ้านพร้อมร้องเรียนถึง ผบ.ตร. คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทำลายทรัพย์สิน แต่เป็นการ “พยายามฆ่า” และ “คุกคามสื่อ” ต้องลากคอผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา
นายนิพล ทองเก่า ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสริมสร้างขวัญกำลังใจ ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ตร.ทางหลวงนครปฐม จัดประชุมประจำเดือน ณ ห้องประชุม ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.

ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. (ตำรวจทางหลวงนครปฐม) จัดประชุมประจำเดือน ณ ห้องประชุม ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. นำโดย
​ พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.
พ.ต.ต.ศรัณยพงศ์ อ่อนสิงห์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.

ร.ต.อ.ชูศักดิ์ สุนทรแสง รอง สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.
ร.ต.อ.อักฤทธิ์ สมพร รอง สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.
กำชับการปฏิบัติหน้าที่ให้ยึดแนวทางตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

พร้อมมอบรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีผลงานดีเด่น ประจำเดือน ก.พ. 69 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจพิธีมอบเข็มและประดับยศให้แก่ ว่าที่ ร.ต.ต. (หมวดใหม่) จำนวน 4 นาย ในโอกาสเลื่อนตำแหน่ง
ตำรวจทางหลวง

พร้อมมุ่งมั่นทำงานเพื่อความปลอดภัยของประชาชนบนท้องถนนอย่างเต็มความสามารถทำทุกอย่างด้วยสำนึก เพราะเราคือตำรวจทางหลวง
​ สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น่านจัดโครงการ “รวมพลังสตรีน่าน เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี 2569” แสดงพลังสตรี ส่งเสริมบทบาทสตรีพัฒนาชุมชน

วันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่หอประชุมนันทพัฒน์ ศาลากลางจังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดโครงการ “รวมพลังสตรีน่าน เนื่องในวันสตรีสากล ประจำปี พ.ศ. 2569”

โดยมี นางพวงแก้ว พรมมิ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดน่าน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำสตรี และคณะกรรมการพัฒนาสตรีจากทั้ง 15 อำเภอ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ คณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดน่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี อันมีจุดเริ่มต้นจาก

การต่อสู้เรียกร้องสิทธิของแรงงานหญิงในอดีต และเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมบทบาทสตรีให้มีความเสมอภาคและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า ปัจจุบันสตรีมีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีความสามารถทัดเทียมบุรุษ และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงการดูแลครอบครัวและสังคมให้เข้มแข็ง จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพให้สตรีมีความรู้ ความสามารถ และก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงพลังสตรีน่านจากกลุ่มสตรีทั้ง 15 อำเภอ การมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่สตรีดีเด่นด้านการพัฒนาชุมชนระดับจังหวัด ประจำปี 2569 จำนวน 5 ราย การแสดงแบบ “8 ชุดไทยพระราชนิยม” และกิจกรรม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

เพื่อรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทยและผ้าพื้นเมืองน่าน การสาธิตการทำบายศรี การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพสตรีและสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี รวมถึงนิทรรศการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ตลอดจนการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม “พลังชุมชน เติมสุขทั่วไทย Give and Share Happiness” โดยองค์กรสตรีร่วมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส จำนวน 15 ราย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ภายหลังพิธีเปิด ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการและร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพสตรีและสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและพลังของสตรีจังหวัดน่านในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ร่วมเวทีนานาชาติ The 3RINCs แลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน และลดการปล่อยคาร์บอน

บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (Eastern Energy Plus) นำโดย นายอบีนาช มาจี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ The 12th3R International Scientific Conference on Material Cycles and Waste Management – Innovation Beyond Net Zero (The 3RINCs) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชนจากหลายประเทศ

ภายในงาน นายอบีนาช มาจี้ ได้ร่วมถ่ายทอดแนวทางการจัดการขยะที่มุ่งเน้นการลดการปล่อย คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) จากระบบฝังกลบแบบวิศวกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อภาวะโลกร้อน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะและการแปรรูปขยะให้เป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมขั้นสูงมาใช้ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบสถานที่ฝังกลบขยะมากกว่า 159 ไร่ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ บริษัทได้ดำเนินมาตรการควบคุมฝุ่น ควัน และกลิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามค่าฝุ่นละออง PM2.5 อย่างใกล้ชิดให้อยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

รวมถึงมีระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
นายอบีนาช มาจี้ กล่าวว่า “กระบวนการวิศวกรรมแบบบูรณาการในการจัดการขยะของบริษัท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิได้สูงสุดถึง 0.1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงของไฟฟ้าที่ผลิตได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินงานที่ก้าวข้ามระดับความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยคาร์บอนในระดับสากล” การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยการเข้าร่วมประชุมของ Eastern Energy Plus สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนแนวทางการจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานจากขยะ และการมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมในระยะยาว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ผงะทั้งวัด! พระล้างจานหลังกุฏิ เห็น “จระเข้” โผล่คลอง รีบแจ้งเจ้าอาวาส–เตรียมเรียกกู้ภัย สุดท้ายที่แท้เป็นจระเข้ยาง ผงะทั้งวัด! พระกำลังล้างจานหลังกุฏิ เหลือบเห็นคล้าย “ลูกจระเข้” โผล่คลองรีบแจ้งเจ้าอาวาสเตรียมเรียกกู้ภัย แต่สุดท้ายตรวจสอบใกล้ ๆ ถึงกับโล่งอก ที่แท้เป็นจระเข้ยางของเล่นลอยน้ำ

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากพระใบฎีกาสิรวิชญ์ ปิยสาโร (พระมอส) อายุ 32 ปี เลขานุการวัดบางหญ้าแพรก ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ว่าได้เจอจระเข้นอนอยู่ในน้ำคลองวัดบางหญ้าแพรกด้านหลังกุฏิวัดที่ พระมอส อยู่ จากนั้นผู้สื่อข่าวได้รีบเดินไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าเห็นลักษณะเป็นลูกจระเข้ พระได้เอาไม้ไผ่ยาวไปเขี่ยแต่ตัวไม่ขยับนิ่งอยู่กับที่ ถึงได้รู้ว่าเป็นจระเข้ยางของเล่นที่จมอยู่ในน้ำ จากนั้นพระจึงได้เอาขึ้นมาจากน้ำ

พระใบฎีกาสิรวิชญ์ ปิยสาโร (พระมอส) อายุ 32 ปี เลขานุการวัดบางหญ้าแพรก ได้เผยว่าขณะเกิดเหตุอาตมากำลังล้างถ้วยชามอยู่บริเวณหลังวัดที่ริมคลองได้เหลือบไปเห็นวัตถุลักษณะคล้ายจระเข้ตัวน้อย ซึ่งหางก็สะบัดตามน้ำ ด้วยความตกใจจึงไปตามท่านเจ้าอาวาส และชวนพระลูกวัดมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมกับไปคว้าโทรศัพท์มาเพื่อถ่ายรูปเป็นหลักฐาน เตรียมส่งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่เทศบาลใกล้เคียง

จากนั้นท่านเจ้าอาวาสจึงเดินทางมาดู และถามกับตนเองว่าจระเข้ตัวน้อยตัวดังกล่าวไปหรือยัง อาตมาจึงตอบไปว่ายัง และคิดว่าจระเข้ตัวดังกล่าว น่าจะมีครอบครัวซึ่งมีพ่อและแม่ของจระเข้อยู่บริเวณนี้ด้วย ซึ่งอาตมาจึงได้นำไม้ไผ่มาเขี่ยจระเข้ตัวน้อยก็พบว่า ไม่มีการตอบสนอง และจระเข้ตัวดังกล่าว ได้หงายท้องและไม่มีแขน ไม่มีขา อาตมาอยากจะฝากถึงญาติโยมที่คิดจะกระทำว่า อย่านำไปหลอกใครอีกนะ อาตมากลัว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เมืองโบราณจัด TikTok Challenge แจก 2 แสนบาท กิจกรรม “THAI STREET – ANCIENT CITY CHALLENGE” เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์คลิป

สายครีเอทีฟห้ามพลาด! เมืองโบราณจัด TikTok Challenge แจกกว่า 2 แสนบาท เมืองโบราณ สมุทรปราการ ชวนสายครีเอทีฟและผู้ใช้งาน TikTok

ร่วมปล่อยของในกิจกรรม “THAI STREET – ANCIENT CITY CHALLENGE” เปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์คลิปวิดีโอ

ท่ามกลางบรรยากาศสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมไทยภายในเมืองโบราณ พร้อมลุ้นชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท

กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมถ่ายทำคอนเทนต์ในมุมมองสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การเล่าเรื่อง หรือการนำ

เสนอวัฒนธรรมไทยในสไตล์ของตนเอง ก่อนเผยแพร่ลงบนแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อร่วมลุ้นรับรางวัลจากกิจกรรม

นอกจากนี้ เมืองโบราณยังจัด กิจกรรมพิเศษสำหรับผู้ที่แต่งกายสไตล์ไทยร่วมสมัย โดยผู้ที่ ห่มสไบ ใส่ยีนส์ หรือแต่งชุดไทยใน

แบบของตัวเอง มาถ่ายภาพเช็กอินบริเวณหน้าเมืองโบราณ และแสดงภาพต่อเจ้าหน้าที่จำหน่ายบัตร จะได้รับ สิทธิ์เข้าชมเมืองโบราณฟรี

เพื่อเข้าไปสร้างคอนเทนต์และเก็บภาพบรรยากาศสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในพื้นที่อย่างเต็มที่กิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านสื่อโซเชียลในรูปแบบที่สร้างสรรค์และเข้าถึงผู้ชมได้อย่างกว้างขวาง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คนไทยในอิหร่าน 23 คน กลุ่มแรก เซ็ต 2 ถึงไทยแล้ว เตรียมรับกลุ่ม 2 กลับอีก 69 คน และยังมีคนไทยที่ยังไม่กลับ

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 10 มี.ค.2569 ที่ อาคารผู้โดยสารขาเข้าชั้น 2 โซน ซี คนไทย 23 คนที่พำนักอยู่ที่ประเทศอิหร่าน กลุ่มแรก เซ็ต 2 ที่ได้อพยพออกจากประเทศอิหร่าน ตั้งแต่เย็นวันที่ 7 มี.ค.69 ไปยังประเทศตุรกี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย ด้วยสายการบินตุรกีแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ TK 64 โดยเดินทางจากท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศตุรกี มาถึงที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ในเวลา 08.20 น. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ที่ไปศึกษาอยู่ที่ประเทศอิหร่าน หลังจากเมื่อวานนี้ได้เดินกลับมาถึงไทยแล้วส่วนหนึ่ง 29 คน โดยมี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยให้การต้อนรับ

นายวิชาวัฒน์ เปิดเผยว่า คนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิหร่านเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเป็นกลุ่มแรก รวม 52 คน โดยทยอยเดินทางกลับ 2 เที่ยวบิน ซึ่งเมื่อวานนี้มีคนไทยเดินทางถึงก่อน 29 คน และวันนี้เดินทางถึงเพิ่มเติมอีก 23 คน โดยส่วนใหญ่มีสภาพจิตใจที่ดี แม้จะมีอาการอ่อนล้าจากการเดินทาง เนื่องจากต้องเดินทางด้วยรถยนต์เป็นระยะทางไกล แต่ทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี ทั้งนี้ ตลอดการเดินทางกลับ ทางเราก็มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดจากกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งกรมการกงสุล กรมภูมิภาค รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศตะวันออกกลางและที่กรุงเตหะราน เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัย

นายวิชาวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีคนไทยอีกประมาณ 69 คน ที่เตรียมเดินทางออกจากอิหร่านในลักษณะเดียวกัน โดยจะเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงเตหะรานไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี ก่อนต่อเครื่องบินกลับประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานกับรัฐบาลอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา เพื่อแจ้งเส้นทางการเดินทางของคณะคนไทย และขอความร่วมมือให้การเดินทางมีความปลอดภัย ขณะที่ยังมีคนไทยในอิหร่านอีกอย่างน้อย 130 คน ซึ่งสถานทูตไทยยังคงติดต่อดูแล และชักชวนให้ออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ ในประเทศอื่นของภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ก็มีคนไทยบางส่วนแสดงความประสงค์เดินทางกลับเช่นกัน โดยบางประเทศยังมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการตามปกติ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในภูมิภาคได้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ยอมรับว่าสถานการณ์ในอิหร่านยังคงมีการโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้จะไม่รุนแรงเท่าระลอกแรก แต่ยังคงมีการโจมตีเกิดขึ้นทุกวัน ทำให้สถานการณ์ยังน่ากังวล และคาดว่ายังไม่ยุติลงในเร็ว ๆ นี้

นาย อาดิล สุขศาสน์กวิน อายุ 28 ปี นักศึกษาไทยในอิหร่าน กล่าวว่า นักศึกษาไทยรู้สึกขอบคุณรัฐบาล ที่ประสานงานตั้งแต่เริ่มมีการโจมตี และรู้สึกอุ่นใจที่คนไทยได้ช่วยเหลือกัน สำหรับการเดินทางจากกรุงเตหะรานไปตุรกีก็มีความลำบากอยู่บ้าง เนื่องจากระยะเวลาในการเดินทางค่อนข้างไกล โดยที่ตัดสินใจเดินทางกลับนั้น

ก็เป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะก่อนหน้านี้ได้รับคำแนะนำจากสถานทูต ให้ลงไปอยู่ชั้นใต้ดินเพราะสถานการณ์รุ่นแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงนักศึกษาประเทศอื่นๆ ก็ได้เดินทางกลับประเทศตัวเอง นอกจากนี้ขณะที่มีการโจมตีกันนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ได้มีการปิดการเรียนชั่วคราว แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงไม่ได้น่ากลัวตามที่ปรากฏในข่าว เพราะมีการโจมตีกันแค่บางจุดเท่านั้น โดยเฉพาะสถานที่ราชการ

เบื้องต้น ตนยังไม่มีข้อมูลว่ามีคนไทยที่อยู่ในอิหร่านไม่ประสงค์เดินทางกลับ แต่จากการสอบถาม ส่วนมากก็ประสงค์จะเดินทางกลับไทย รวมถึงเพื่อนของตนที่จะเดินทางกลับในกลุ่มถัดไป (69คน) อย่างไรก็ตามนายอาดิล กล่าวทิ้งท้ายว่า “การปกป้อง ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การปกป้องอธิปไตยก็เป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ซึ่งชาวอิหร่านตอนนี้ก็ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยอยู่”
ด้าน น.ส.ญาเซมัญ สินารา อายุ 28 ปี คนไทยในอิหร่าน กล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ประเทศไทยเป็นหลัก แต่ว่า มีครอบครัวอยู่ที่อิหร่าน ซึ่งตั้งใจจะไปเยี่ยมญาติ

โดยได้ไปอยู่ที่อิหร่านได้ประมาณ 10 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น ซึ่งตนเองมีแผนที่จะบินกลับไทยอยู่แล้ว แต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน ยอมรับว่า รู้สึกกลัวมาก และรู้สึกกลัวตาย เพราะในชีวิตไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ และไม่คิดว่าจะใกล้ตัวมาก เพราะบางที ระเบิดลงใกล้บ้าน จนทำให้ตัวบ้านสะเทือน เพราะไม่รู้ว่า ระเบิดจะมาลงที่บ้านเราหรือไม่ แม้ว่า ส่วนใหญ่ระเบิดจะลงตามสถานที่ราชการ โดยคนในครอบครัวที่อยู่อิหร่าน แม้เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวมาหลายครั้ง ก็มีความกังวลอยู่บ้าง เพราะในประเทศอิหร่านจะไม่มีหลุมหลบภายใต้ไต้ดิน แต่การใช้ชีวิต

ส่วนใหญ่คนอิหร่านจะใช้ชีวิตแบบปกติทั่วไป น.ส.ญาเซมัญ กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ ตนไม่ได้รับสัญญาณเตือนอะไร จากประเทศอิหร่านมีการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต โทรออกก็ไม่ได้ แต่สามารถโทรออกภายในประเทศได้ จึงทำให้ตนสามารถโทรติดต่อสถานทูตไทยได้ แต่โทรออกนอกประเทศไม่ได้ ด้าน นายอะเดล ทาบิอิ พ่อชาวอิหร่าน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 35 ปี จนได้สัญชาติไทย กล่าวว่า ตอนเกิดเหตุการณ์ตนอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งลูกสาวได้โทรหาตนเองตอนประมาณ 01.30 น.

ซึ่งเวลานั้นมีระเบิดลงห่างจากบ้านเพียง 500 เมตร แต่ว่า บ้านไม่ได้รับความเสียหายน.ส.ญาเซมัญ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์วันนั้นคาดว่า จะเกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เพราะตอนอยู่บ้านคนเดียว และจำได้ว่า วันนั้นระเบิดลงทั้งวันในช่วงเวลากลางคืน จนบ้านสั่น ซึ่งเวลานั้นเราไม่รู้เลยว่า จะมีความปลอดภัยจริงไหม ตามที่คนพูดให้มีความสบายใจ โดยคนอิหร่านส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ขึ้น มารู้พร้อมกันตอนประเทศอิสราเอลยิงแล้ว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี ประกาศความสำเร็จ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ครบ 100% พร้อมเคาะแผน “จังหวัดสะอาด” ปี 69 มุ่งเป้าเมืองน่าอยู่ยั่งยืน

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมนายทองแสงใหญ่ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดสิงห์บุรี ครั้งที่ 1/2569 เพื่อรับรองผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและพิจารณาแผนยุทธศาสตร์การจัดการขยะในอนาคต โดยมี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี และคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้มีมติรับรองข้อมูลการจัดทำ “ถังขยะเปียก ลดโลกร้อน” ของครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นอย่างมาก โดยผลการดำเนินงาน ณ เดือนธันวาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้:จำนวนครัวเรือนเป้าหมายที่สามารถจัดทำถังขยะเปียกได้: 43,780 ครัวเรือนผลการดำเนินงานจริง:

ดำเนินการได้ครบ 100% ทั้ง 43,780 ครัวเรือนครอบคลุมพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 41 แห่ง และรายงานรับรองข้อมูลครบถ้วนทั้ง 6 อำเภอ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของภาคประชาชนในการลดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนต่อเนื่อง นายวราดิศร อ่อนนุช ได้ร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาและเห็นชอบร่าง แผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 กรอบการดำเนินงานหลัก รวม 19 ตัวชี้วัด ดังนี้

  1. ด้านการจัดการขยะต้นทาง (6 ตัวชี้วัด): เน้นการคัดแยกขยะในครัวเรือน การส่งเสริมกลุ่ม “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) และการลดใช้พลาสติก Single-use
  2. ด้านการจัดการขยะกลางทาง (5 ตัวชี้วัด): เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะแบบแยกประเภทในพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยว
  3. ด้านการจัดการขยะปลายทาง (5 ตัวชี้วัด): ตั้งเป้าขยะมูลฝอยต้องได้รับการจัดการอย่างถูกต้องร้อยละ 80 และเร่งปิด/ปรับปรุงสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ถูกต้อง
  4. ด้านกลไกส่งเสริมการบริหารจัดการ (3 ตัวชี้วัด): มุ่งเน้นการใช้ระบบสารสนเทศติดตามผล และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการถังขยะเปียก
    นอกจากแผนการจัดการขยะแล้ว จังหวัดสิงห์บุรียังเตรียมพร้อมขับเคลื่อนโครงการ “บ้านสวย เมืองงาม ตามระเบียบ เรียบเย็น ยั่งยืน” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยจะมีพิธีลงนาม MOU ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ พร้อมทั้งเตรียมหลักเกณฑ์การประกวดการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ประจำปี 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แต่ละพื้นที่ทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น

นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวปิดท้ายว่า “ความสำเร็จในการทำถังขยะเปียกครบ 100% เป็นเพียงจุดเริ่มต้น วันนี้เราเห็นแล้วว่าชาวสิงห์บุรีพร้อมใจกันเปลี่ยนเพื่อสิ่งแวดล้อม แผนปี 69 นี้จะเป็นแผนที่ทำให้เราจัดการขยะได้อย่างยั่งยืนและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนผ่านคาร์บอนเครดิตอีกด้วย”

By. กองบรรณาธิการ (ส่วนกลาง )/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ศิษย์เก่า วปอ.57 – ซินโครตรอนเดินหน้าเสริมสมรรถนะแพทย์ทหาร ส่งมอบสายรัดห้ามเลือด ให้ รพ.ค่ายสุรนารี ปกป้องกำลังพลชายแดน

คณะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดให้แก่โรงพยาบาลค่ายสุรนารีจำนวน 1,000 ชิ้น หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ในราชการภาคสนามสำหรับปฐมพยาบาลและช่วยเหลือกำลังพลชายแดนที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่

นครราชสีมา – คณะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ผลิตและส่งมอบรายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนหรือทูนิเก้ (Combat Application Tourniquet: CAT) จำนวน 1,000 ชิ้น ให้แก่ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี โดยมี นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานรุ่น วปอ.57 เป็นประธานในพิธีมอบ

นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานรุ่น วปอ.57 กล่าวว่า “คณะศิษย์เก่า วปอ. 57 ได้บริจาคเงินในการผลิตห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากหลายภาคส่วน โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้พัฒนาให้สามารถผลิตสายรัดห้ามเลือดได้ในราคาที่ประหยัดลง แต่มีคุณภาพดีเทียบเท่าสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ ผลิตได้ในเมืองไทย

ทำให้ผลิตได้มากขึ้น สามารถรักษาชีวิตกำลังพลได้มากขึ้น ส่วนโรงพยาบาลค่ายสุรนารีได้ให้การรักษาพยาบาลทางการแพทย์ในภาวะเสี่ยงอันตรายด้วยความเสียสละและกล้าหาญ และขอขอบคุณ พล.อ.สุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี และศิษย์เก่า วปอ.รุ่น 57 ที่จุดประกายให้เกิดโครงการสนับสนุนการผลิตสายรัดห้ามเลือดนี้”

“ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบคณะศิย์เก่า วปอ.57 ได้หารือกัน และตระหนักถึงความเสียสละของน้องๆ ทหารแนวหน้าที่ปกป้องอธิปไตยให้แนวหลังอยู่อย่างสงบปลอดภัย โครงการสนับสนุนการผลิตสายรัดห้ามเลือดนี้จะเป็นสิ่งที่แนวหลังได้ตอบแทนการเสียสละของแนวหน้า เรายึดหลักการว่าจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราหวังว่าสายรัดห้ามเลือดที่มอบให้แก่น้องๆ ทหารจะไม่ถูกหยิบออกมาใช้ เพราะนั่นหมายความว่าท่านปลอดภัย แต่ถ้าถูกหยิบออกมาใช้ก็ขอให้ท่านได้กลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างปลอดภัย” ประธานรุ่น วปอ.57 กล่าว

พันเอก รัฐสรรค์ ภูวนาถวรกิตติ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี กล่าวว่า “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนที่ได้รับมาในครั้งนี้ หน่วยสายการแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จะนำไปใช้ประโยชน์การสนับสนุนกองกำลังสุรนารีในภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโรงพยาบาลค่ายสุรนารีจะเป็นแม่ข่ายในการแจกจ่ายให้แก่กำลังพลเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน”

นายสำเริง ด้วงนิล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนที่มอบให้แก่โรงพยาบาลค่ายในครั้งนี้ เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สถาบันฯ และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ร่วมกันพัฒนาและทดสอบจนประสบความสำเร็จในการนำไปใช้ในราชการภาคสนามของกองทัพภาคที่ 2 แต่สถานการณ์ด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์นี้ให้เพียงพอและต่อเนื่อง คณะศิษย์เก่า วปอ.57 จึงสนับสนุนงบประมาณ โดยสถาบันฯ รับผิดชอบในการจัดทำสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้”

สำหรับสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้เป็นอุปกรณ์สำคัญทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ที่ใช้เพื่อควบคุมภาวะเลือดออกรุนแรงจากบาดแผลที่แขนหรือขา ซึ่งไม่สามารถหยุดเลือดได้ด้วยวิธีกดแผลโดยตรง ซึ่งแถบที่กว้างของสายรัดจะกระจายแรงกดและลด

ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด จึงมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าวัสดุชั่วคราว อาทิ เชือก หรือผ้าแคบ ซึ่งการพัฒนาสายรัดห้ามเลือดนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเพื่อความมั่นคงของประเทศ

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

อาชีวะจับมือภาคอุตสาหกรรม เปิดเวที PPP ที่โคราช ดันแนวคิด “หนึ่งนิคมฯ หนึ่งอาชีวะจังหวัด” ผลิตกำลังคนตรงตลาดแรงงาน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมเซ็นทารา โคราช จังหวัดนครราชสีมา นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการขับเคลื่อนความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Public–Private Partnership : PPP)

เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา และการใช้ระบบ DVE–PPP Management System ระดับภูมิภาค ครั้งที่ 2 โดยมี นางสาวจิตโสมนัส ชัยวงษ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจากหลายสถาบันเข้าร่วมประชุม

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2568–2569 เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ยกระดับการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการวางแผนหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการฝึกอาชีพจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน

นายวิทวัต เปิดเผยภายหลังการหารือความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า ได้กำหนดแนวคิด “หนึ่งนิคมอุตสาหกรรม หนึ่งอาชีวศึกษาจังหวัด” เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษากับนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 70 แห่ง และสถานศึกษาอาชีวศึกษาอยู่ใน 77 จังหวัด

แนวคิดดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาได้เข้าฝึกงานในสถานประกอบการมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้สถานประกอบการได้คัดเลือกบุคลากรตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ หากผู้เรียนมีศักยภาพก็สามารถรับเข้าทำงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา

รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยังกล่าวว่า อาชีวศึกษาถือเป็นกำลังสำคัญในการผลิตแรงงานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเป็นกำลังคนที่ตลาดแรงงานยังต้องการอีกจำนวนมาก ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ทั้งนี้ ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน การเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้ฝึกงานระหว่างเรียน ยังช่วยสร้างรายได้เสริมและแบ่งเบาภาระครอบครัว ทำให้ผู้เรียนสามารถศึกษาต่อจนจบโดยไม่ต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดโครงการท่าหลวง ท่าบุญ เจือจุนผู้ยากไร้ ประจำปีงบประประมาณ พ.ศ. 2569

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 06.30 น. ณ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ ผู้ประกอบการ องค์กรภาคเอกชน และประชาชนอำเภอท่าหลวง เดินทางถึงบริเวณจัดงาน ท่าหลวง ท่าบุญ เจือจุนผู้ยากไร้ ประจำปีงประประมาณ พ.ศ. 2569

นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงานสรุปความเป็นมาถึงวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ ตามที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริหลักการ “บวร” ให้นำบ้าน วัด โรงเรียน ราชการ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของสังคมไทยที่เป็นสายใยยึดเหนี่ยวชุมชนมาแต่อดีตที่ก่อให้เกิดการเกื้อกูลสนับสนุน

ซึ่งกันและกัน ช่วยให้สังคมไทยดำรงอยู่อย่างสันติสุขมาช้านาน มาใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาในระดับชุมชน ในลักษณะ 3 ประสาน เพื่อร่วมมือบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนอย่างเกื้อกูลกัน
ประกอบกับพื้นที่อำเภอท่าหลวง

ยังคงพบกลุ่มบุคคลที่ประสบปับปัญหาความเดือดรัอน มีรายได้ไม่เพียงพอต้อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม ทำให้เข้าไม่ถึงทรัพยากรและบริการเท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ และกลุ่ม

เปราะบาง อำเภอท่าหลวงได้ตระหนักถึงความสำคัญของกลุ่มคนดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ”ท่าหลวง ท่าบุญ เจือจุนผู้ยากไร้” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อให้ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มเปราะบาง ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง
  2. เพื่อสร้างความรักความสามัคดีในชุมชนและสืบทอดประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น
  3. เพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้ธำรงไว้สืบต่อไป

ซึ่งไมการจัดกิจกรรม “ท่าหลวง ท่าบุญ เจือจุนผู้ยากไร้”ของอำเภอทำหลวงในวันนี้ได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะอำเภอท่าหลวง และคณะสงฆ์อำเภอท่าหลวง

ท่านได้รับบิณฑบาตและได้นำสิ่งของเครื่องยังชีพไปมอบแก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 ตำบลของอำเภอท่าหลวงนอกจากนี้ อำเภอยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายในเขตพื้นที่อำเภอท่าหลวง อาทิ หัวหน้าส่วนราชการ

หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯลฯ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา องค์กรภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน

จนทำให้กิจกรรมในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยทุกภาคส่วนได้นำเครื่องของอุปโภคบริโภค มาร่วมกิจกรรมทำบุญตักบาตรอันจะนำไปสู่หมู่บ้านศีลรรรรม

อีกทั้งเป็นการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการผู้ป่วยติดเตียง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอท่าหลวง ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม

ประเพณีอันดึงามของชาวอำเภอท่าหลวง ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไปจากนั้นผูว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการประชาชนร่วมกันปลูกต้นจำปีสิรินธร และถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเสร็จพิธี สนอง แท่นสูงเนิน ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หมูกระทะเติมใจชายแดน! รองแม่ทัพณัฏฐ์ นำเพื่อนรุ่น พสบ.ทภ.2 เลี้ยงหมูกระทะ 300 ชุดทหารแนวหน้า พร้อมมอบถังเก็บน้ำ–ผ้ายางกันฝน ปรับปรุงฐานปฏิบัติการ

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และประธานนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ภท.2 รุ่นที่ 2) พร้อมด้วย พล.ต.กิตติพงษ์ พุทธิมณี เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 2 น.ส.ธนชนก

สุริยเดชสกุล ประธานฝ่าย CSR และนายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน เดินทางลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการห้วยจันทร์แดง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ในการนี้ คณะได้มอบถังเก็บน้ำดื่มขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 10 ถัง พร้อมผ้ายางกันฝนสำหรับใช้ปรับปรุงฐานปฏิบัติการ เพื่อสนับสนุนการดำรงชีพและเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ประจำการตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ คณะยังได้จัดเลี้ยงหมูกระทะให้กับกำลังพล โดยได้รับการสนับสนุนจาก หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม หรือ “พระสิ้นคิด” ที่มอบเงินให้คณะ พสบ.ทภ.2

จัดซื้อหมูกระทะจำนวน 300 ชุด เพื่อจัดเลี้ยงให้กับกำลังพล โดยเฉพาะกำลังพลชุดที่มีกำหนดเดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่ภาคเหนือในวันที่ 9 มีนาคม เพื่อสับเปลี่ยนกำลังกับกำลังพลชุดใหม่

บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางรอยยิ้มของเหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติด้าน พลทหารอรรถพร โนนเสนา จาก ร.17 พัน 4 เปิดเผยว่า ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณช่องอานม้ามาระยะหนึ่งและเคยร่วมภารกิจสู้รบมาแล้ว 2 ครั้ง

รู้สึกดีใจที่ได้ร่วมรับประทานหมูกระทะกับเพื่อนทหารก่อนเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น พร้อมกล่าวด้วยความภูมิใจว่า การได้เป็นทหารถือเป็นเกียรติของชีวิต แม้ปีนี้จะสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบกองทัพบกไม่ผ่าน แต่ตั้งใจว่าจะพยายามสอบอีกครั้งในปีหน้า

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เตรียมระเบิดความมันส์ เทศกาลสาดสี โฮลี พัทยา 2026

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลสีสุดยิ่งใหญ่ โฮลีพัทยา Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2026 (เทศกาลสาดสี ครั้งที่ 4) โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายสุขราช กาลรา นายหสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พัทยา (TIPPA) นายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมอินเดียพัทยา และผู้เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว

ทั้งนี้ พบว่ามีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายมานะ ยาประคำ ประธานสภาวัฒนธรรมเมืองพัทยา นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา นายศุภฤกษ์ ชมภูนุช สมาชิกสภาเมืองพัทยา นางสาวภคินี สุทธิธำรงสวัสดิ์ สมาชิกสภาเมืองพัทยา ท่ามกลางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับเทศกาล Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2026 (เทศกาลสาดสี ครั้งที่ 4) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 นี้ ที่บริเวณชายหาดพัทยากลาง เพื่อสร้างสีสันแห่งวัฒนธรรมอินเดียกับเทศกาลสาดสีสุดคึกคักริมทะเลพร้อมเสียงดนตรีขับกล่อง เรียกรอยยิ้มจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก และที่สำคัญเป็นอีเว้นต์การท่องเที่ยวประจำปีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ภายในงานพบกับกิจกรรมสาดสีตามประเพณีโฮลี คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังของอินเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และกิจกรรมสร้างสีสัอานืพร้อมมีการบริการอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายริมทะเล ซึ่งคาดว่าปีนี้จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และช่วยสร้างเม็ดเงินให้เมืองพัทยาได้เฉกเช่นปีที่ผ่านมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กขป. เขต 4 จับมือภาคีสื่อและเอกชน! กาง Roadmap ปี 69 รุกภารกิจ “พลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม”

วันที่ 9 มีนาคม 2569 คณะทำงานประเด็นสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด ภายใต้คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ 4 จัดประชุมนัดสำคัญเพื่อวางรากฐานการทำงานเชิงรุกปี 2569 มุ่งสร้างสุขภาวะยั่งยืนในพื้นที่ภาคกลาง ณ ร้านแมกไม้สายลม จ.สระบุรี. โดยมีนายนเรศ สุดประเสริฐ​รองประธาน กขป.เขต​พื้นที่​4 เป็นประธาน การประชุม ทั้งนี้คณะทำงานมีนายประพนธ์​เป้าทอง กขป.4 เป็นประธานคณะทำงาน นางกชพรรณ บุญ​งามสม รองศึกษา​ธิการภาค1 นายบรรหาญ เนาวรัตน์​ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู เป็นรองประธาน

ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายระดับภูมิภาค โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายประพนธ์ เป้าทอง ประธานคณะทำงานฯ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงคนสำคัญในกลไกขับเคลื่อน อาทิ:บุญเลิศ ผลอุดม เลขาธิการสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมหนุนเสริมด้านการสื่อสารนโยบายสู่ภาคประชาชนนายชวดล กรุ่นทอง คณะทำงาน กขป. เขต 4 ร่วมผลักดันแผนงานเชิงพื้นที่ไฮไลท์ Roadmap ปี 2569: มุ่งเป้า Net Zero และพลังงานทางเลือกที่ประชุมได้ร่วมกันหารือแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้ง 8 จังหวัด (สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครนายก อยุธยา และอ่างทอง)​ในเขตสุขภาพเขตพื้นที่4 ดังนี้:

Green Hospital: เร่งติดตั้ง Solar Rooftop ในสถานบริการสาธารณสุข ลดค่าไฟ ลดมลพิษSmart Community: ปั้น “ชุมชนต้นแบบพลังงานสะอาด” สนับสนุน Solar Cell ในภาคครัวเรือนและเกษตรกรรมClean Air Task Force: เฝ้าระวังคุณภาพอากาศ (PM 2.5) และจัดการขยะอุตสาหกรรม/สารเคมีอันตรายอย่างเป็นระบบการเข้าร่วมของ สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดสิงห์บุรี ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดไปสู่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมในระดับฐานราก”เรามุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าอากาศที่บริสุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่ดีจะเป็นมรดกที่ส่งต่อถึงลูกหลานเราได้จริง” นายประพนธ์ เป้าทอง ประธานคณะทำงานฯ

กขปเขต4 #พลังงานสะอาด #NetZero #สระบุรี #ลพบุรี #สิงห์บุรี #สมัชชาสุขภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปิดตำนาน แก๊ง จี5 วัยรุ่นโคราชยิงปืนกลางเมือง ยึดปืน 5 กระบอก มีด 3 เล่ม หลังไล่ล่ายิงกันเจ็บ 1

เมื่อเวลา 14.00 น.วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นม ,พ.ต.อ. อโณทัย จินดามณี รอง.ผบก.ภ.จว.นม ,

พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก สภ.เมืองนครราชสีมา , พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รอง.ผกก.สส.ภ.จว.นม ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมแก๊ง g5 วัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันกลางเมืองโคราช พร้อมของกลาง ปืน ไทยประดิษฐ์ 5 กระบอก มีดยาว 3 เล่ม มอเตอร์ไซค์ 5 คัน

ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงกันในเขตตัวเมือง หลังเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและใช้อาวุธปืนยิงกันบริเวณซอยลำปรุ 2 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย ก่อนกลุ่มผู้ก่อเหตุจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ต่อมาชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับชุดสืบสวน บก.สส.ภ.3 และ สภ.เมืองนครราชสีมา เร่งติดตามผู้ก่อเหตุจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางก่อนและหลังเกิดเหตุ จนทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มวัยรุ่น 2 กลุ่ม ซึ่งมีทั้งนักเรียนมัธยมปลายและนักเรียนอาชีวะ เคยมีปัญหากันมาก่อน ก่อนจะมาพบกันบนถนนและเกิดการไล่ยิงกัน

เจ้าหน้าที่จึงขอศาลอนุมัติหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัย 5 จุด พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนรวม 5 กระบอก ประกอบด้วย อาวุธปืนปากกา ขนาด .39 จำนวน 4 กระบอก และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .38 อีก 1 กระบอก พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย

มาดำเนินคดีตามกฎหมาย ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ขอความร่วมมือผู้ปกครองช่วยดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และหากประชาชนพบเบาะแสหรือข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิด สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอดเวลา

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลอบขนยานรกกลางโขง! สน.เรือบ้านแพง ไล่สกัดระทึก คนร้ายทิ้งของกลางหนี ยึดยาบ้า 150,000 เม็ด ริมฝั่งบึงกาฬ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่สถานีเรือบ้านแพง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตนครพนม สนธิกำลังร่วมกับ ร้อย ทพ.2108, ร้อย ตชด.2441, สภ.เหล่าหลวง และฝ่ายปกครองอำเภอบึงโขงหลง

เข้าตรวจสอบพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณบ้านหนองฮู หมู่ 8 ตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ หลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งประเทศไทย

ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง และ น.อ.แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผู้บังคับการ นรข.เขตนครพนม โดยมี ว่าที่ ร.อ.เพชรนคร ผิวขำ หัวหน้าสถานีเรือบ้านแพง และเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติ

ต่อมาเวลาประมาณ 19.40 น. ชุดซุ่มเฝ้าตรวจใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืน ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แบบเพลายาวจำนวน 1 ลำ แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้าสู่ฝั่งไทยบริเวณริมแม่น้ำโขงบ้านหนองฮู ห่างจากจุดซุ่มประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่จึงร่นระยะเข้าไปตรวจสอบ

กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. พบชายต้องสงสัย 1 คน แบกวัตถุต้องสงสัยขึ้นมาจากริมแม่น้ำโขง เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ ชายดังกล่าวเกิดอาการตกใจ รีบทิ้งกระสอบและอาศัยความมืดหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบกระสอบที่ถูกทิ้งไว้บริเวณข้างถนนริมฝั่งแม่น้ำโขง

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในกระสอบบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนมาก จึงประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมตรวจสอบ ก่อนนำของกลางทั้งหมดกลับไปยังสถานีเรือบ้านแพงเพื่อตรวจนับอย่างละเอียด

ผลการตรวจสอบพบว่า ภายในกระสอบมียาบ้าจำนวน 75 มัด แต่ละมัดบรรจุถุงพลาสติกแบบกดปิดดึงเปิด 10 ถุง ภายในถุงบรรจุยาบ้าถุงละ 200 เม็ด โดยมียาบ้าเม็ดสีแดงประทับตรา WY และเม็ดสีเขียวตรา A รวมทั้งสิ้นจำนวน 150,000 เม็ด

เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เหล่าหลวง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ยาบ้า150000เม็ด แม่น้ำโขง #บึงกาฬ #นรข #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต้อนรับ คนไทยชุดแรก 29 คน อพยพ จากอิหร่าน ถึงสุวรรณภูมิ ปลอดภัยดี เผยความรู้สึก หลังได้กลับบ้าน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ 9 มีนาคม 2569 ที่ ประตู 10 สนามบินสุวรรณภูมิ กระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับคนไทยชุดแรกจำนวน 29 คน ที่อพยพออกจากประเทศอิหร่าน และเดินทางกลับถึงประเทศไทย โดยสายการบิน Turkish Airlines เที่ยวบินที่ TK 68 ซึ่งมีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 15.02 น. โดยประมาณโดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางมาต้อนรับ พร้อมให้กำลังใจคนไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศอย่างปลอดภัย

ซึ่งเที่ยวบินดังกล่าวเป็นเที่ยวบินที่นำคนไทยชุดแรกจากอิหร่านเดินทางกลับประเทศ ท่ามกลางการติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลไทย เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดนอย่างต่อเนื่อง
โดยคนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะราน รวม 62 คน ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ 10 คนที่ไม่ได้เดินทางกลับมาด้วย ซึ่งในวันนี้มีคนไทยเดินทางกลับมา 29 คน ส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านและนักศึกษา ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (10 มีนาคม 2569)

จะมีคนไทยเดินทางกลับมาอีก 23 คน และในวันที่ 10 มีนาคม จะมีคนไทยอีกหนึ่งกลุ่มประมาณ 75 คน เดินทางออกจากกรุงเตหะราน เพื่อไปยังชายแดนตุรกี ก่อนต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คนไทยกลุ่มแรกจำนวน 29 คน สามารถอพยพออกจากประเทศอิหร่านผ่านทางประเทศตุรกี และเดินทางกลับถึงประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย พร้อมระบุว่าในวันพรุ่งนี้จะมีคนไทยอีก 23 คน เดินทางกลับตามมา ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิหร่าน ที่ช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากคนไทยต้องเดินทางด้วยรถยนต์นานกว่า 10 ชั่วโมง จากกรุงเตหะรานไปยังชายแดนประเทศตุรกี

จากนั้นพักค้างคืนที่ตุรกี 1 คืน ก่อนเดินทางต่อด้วยเครื่องบินจากนครอิสตันบูลกลับประเทศไทย
นอกจากนี้ ในวันที่ 10 มีนาคม จะมีการนำคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งประมาณ 75 คน เดินทางออกจากกรุงเตหะรานด้วยรถยนต์ไปยังชายแดนตุรกี และต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยเช่นเดียวกัน

โดยได้รับความร่วมมือจากทางการตุรกีและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางเป็นอย่างดี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังระบุว่า การอพยพคนไทยครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มีความห่วงใยคนไทยในต่างประเทศ และต้องการให้คนไทยที่ประสงค์

จะเดินทางกลับประเทศสามารถเดินทางกลับมาได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีคนไทยบางส่วนที่ประสงค์จะพำนักอยู่ในอิหร่านต่อไป เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อ พร้อมกันนี้ ยังได้ขอบคุณรัฐบาลอิหร่านที่ให้ความร่วมมือในการดูแลความปลอดภัยของคนไทย และอำนวยความสะดวกในการเดินทางออกจากประเทศอย่างราบรื่น

ขณะที่นางสงกรานต์ ฟาโรคิห์ และนางศิริมา ดาแหม่ง ตัวแทนคนไทยที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย เปิดเผยว่า รู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย รวมถึงสมาคมคนไทยในอิหร่าน ที่ให้การช่วยเหลือและประสานงานการอพยพ

ในครั้งนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าการเดินทางจะค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องใช้เวลารวมกว่า 2 วันกว่าจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานคร แต่ทุกคนก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย โดยระบุว่าที่อิหร่านยังคงมีสถานการณ์ความตึงเครียดและมีการโจมตีทางอากาศเป็นระยะ แต่ประชาชนบางส่วนยังสามารถใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ

ตัวแทนคนไทย ยังกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา คนไทยในอิหร่านได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายช่วยเหลือกัน โดยมีการติดต่อประสานงานกันอย่างต่อเนื่องผ่านสถานทูตและสมาคมคนไทย เพื่อดูแลกันและกันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมขอบคุณคนไทยใน

ประเทศที่ส่งกำลังใจมาให้ ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับคนไทยที่ยังพำนักอยู่ในอิหร่าน ส่วนใหญ่ทำงานเป็นแม่บ้านและทำงานในร้านสปา โดยหลายคนพักอาศัยอยู่กับครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ในบางพื้นที่มีชั้นใต้ดินสำหรับหลบภัย ขณะที่บางส่วนได้ย้ายไปอยู่รวมกับครอบครัวใหญ่ในพื้นที่ชนบทเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ การอพยพครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองของคนไทยในพื้นที่ หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีการอพยพในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดเมื่อครั้งสงคราม 12 วันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้หลายคนมีประสบการณ์และสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยในการอพยพครั้งก่อนต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์กว่า 14 ชั่วโมง และใช้เวลารวมเกือบ 24 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านชมเปาะ! เมืองพัทยาดึง 42 ชุมชน ร่วมงานกีฬาสัมพันธ์ต้านภัยยาเสพติดเพื่อสุขภาพ ช่วยลดภาระลูกหลาน

วันที่8 มี.ค.69 คณะทำงานป้องกันปัญหายาเสพติดเมืองพัทยา โดยฝ่ายป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ส่วนปกครอง สำนักปลัดเมืองพัทยา ได้จัดกิจกรรมพัทยาสานสัมพันธ์ต้านภัยยาเสพติด (กีฬาต้านยาเสพติด) โดยได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานเปิดงานที่โรงเรียนเมืองพัทยา 7 (บ้านหนองพังแค) จ.ชลบุรี

ด้วยคณะผู้บริหารเมืองพัทยาได้วางกรอบนโยบายพัฒนาท้องถิ่นภายใต้สโลแกน BETTER PATTAYA โดนปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายสำคัญหลัก ที่จะต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา และให้การส่งเสริม สนับสนุน ตลอดจนการปฏิบัติการในการวางแผน การดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างจริงจัง โดยความร่วมมือ ร่วมใจของทุกส่วนในสังคมเมืองพัทยา

จึงได้จัดกิจกรรมพัทยาสานสัมพันธ์ต้านภัยยาเสพติด (กีฬาต้านยาเสพติด) ขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการร่วมกันเป็นพลังในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีเครือข่ายด้านยาเสพติด ชุมชนเมืองพัทยา และอสม.เมืองพัทยา เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ร่วม 900 คน แบ่งออกเป็น 4 สี ได้แก่ สีชมพู, สีน้ำเงิน, สีแดง และสีเขียว มีการแข่งขันกีฬาเปตอง โบว์ลิ่ง และกีฬามหาสนุก รวมทั้งมีขบวนพาเหรด และการสร้างสีสันของกองเชียร์ และเชียร์ลีดเดอร์จาก 42 ชุมชนทั่วเมืองพัทยา

นางเตือนใจ ดีรบรัมย์ ประธานชุมชนวัดธรรมสามัคคี ในฐานะหัวหน้าสีชมพู โดยมีสมาชิกจาก 10 ชุมชนเมืองพัทยา ประกอบด้วย 1.ชุมชนบงกช 2.ชุมชนอรุโณทัย 3.ชุมชนหนองใหญ่บ้านบน 4.ชุมชนหนองใหญ่บ้านล่าง 5.ชุมชนวัดธรรมสามัคคี 6.ชุมชนบ้านเนินรถไฟ 7.ชุมชนเพนียดช้าง 8.ชุมชนต้นกระบก 9.ชุมชนวอล์กกิ้งสตรีท และ 10.ชุมชนเขาน้อย

สำหรับกิจกรรมกีฬาต้านยาเสพติดในครั้งนี้ต้องขอบคุณที่เมืองพัทยาได้จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชน 42 ชุมชน ได้มีโอกาสที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีไม่เป็นภาระของลูกหลาน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมประจำปีที่เมืองพัทยาดำเนินการจัดขึ้นมานาน นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนต่างๆ ในเมืองพัทยามาเจอกันและสนุกสนานร่วมกัน

ลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศแห่ร่วมงานไหว้ครูบูรพาจารย์ ปี 69 ปู่ฤาษีนารอท ผู้ประกอบการพัทยาร่วมออกโรงทานเลี้ยงอาหารฟรี

วันที่ 8 มี.ค.69 ที่โดมอเนกประสงค์ โรงเรียนบ้านบึง วัดเทพบุตร จ.ชลบุรี สำนักสักยันต์ อ.ใหม่ บ้านงามประเสิรฐ (สักยันต์ไทยรามัญ) ได้จัดงานไหว้ครูบูรพาจารย์ ประจำปี 2569 (ปีที่ 9) ปู่ฤาษีนารอท มหาจักรฤทธิมุณี โดยมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ พบว่ามีผู้ประกอบการเมืองพัทยา น.ส.ศิรณัฐ พงษ์พิระ ผู้บริหารร้าน Tree Time Cafe ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ได้ร่วมออกโรงทานเลี้ยงอาหารเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ-แห้งรวมกว่า 200 ชาม มาแจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประทานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการร่วมทำบุญในการจัดงานไหว้ครูในปีนี้

ในพิธี อ.นก บ้านงามประเสริฐ อาจารย์ใหญ่ได้เบิกฤกษ์ด้วยการครอบครูเศียรฤาษีให้กับ อ.ใหม่ บ้านงามประเสริฐ เป็นประธานในการครอบครูให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกที่มาลงทะเบียนไว้ตามลำดับจำนวนหลายร้อยคน นอกจากนี้ในพิธียังได้มีพิธีการสักยันต์ เจิมมือ เปิดบูชาเครื่องราง เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อผู้ศรัทธาอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ เลขสวย ประจำปี 2569 หมวดอักษร ขก ของขวัญล้ำค่า ก้าวหน้ามั่งมี ป้ายดีเลขมงคล

ที่ห้องสายนที โรงแรมริเวอร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ร่วมเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์เลขสวย ประจำปี 2569

หมวดอักษร ขก ของขวัญล้ำค่า ก้าวหน้ามั่งมี ป้ายดีเลขมงคล โดยมีผู้อำนวยการสำนัก ขนส่งจังหวัดนครปฐม และจังหวัดต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และประชาชน ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

นายไตรสิทธิ์ ธันยาพรสมบัติ ขนส่งจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า สำนักงานขนส่งจังจังหวัดนครปฐม ได้นำแผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวย ซึ่งมีภาพสีสันสวยงาม มีสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนครปฐม จำนวน 301 หมายเลข ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดให้มีการประมูลป้ายทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคคลไม่เกิน 7 คน มาแล้ว จำนวน 14 ครั้ง

มีรายให้จากการจัดประมูลรวมทั้งสิ้น 291,548,427 บาท (สองร้อยเก้าสิบเอ็ดล้านห้าแสนสี่หมื่นแปดพันสี่ร้อยยี่สิบเจ็ดบาทถ้วน) โดยนำเงินที่ได้จากการประมูลเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ไปใช้ในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และมอบอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ

สำหรับการประมูลในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีความประสงค์เข้าร่วมการประมูลด้วยการลงทะเบียนล่วงหน้า ครบทั้งหมด 301 หมายเลข เป็นเงินทั้งสิ้น 2,161,000 บาท

(สองล้านหนึ่งแสนหกหมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน) กระทำโดยวิธีเสนอราคาด้วยวาจาโดยการเคาะไม้และประมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อความเสมอภาค โปร่งใส และเป็นธรรม นอกจากนี้ผู้สนใจยังสามารถมาลงทะเบียนเพิ่มเติมได้อีก ณ บริเวณจัดการประมูลแห่งนี้ต่อเนื่องได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น มีผู้ประมูลหมายเลขทะเบียน ขก 9999 ในราคา 885,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 8888 ในราคา 610,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 7777 ในราคา 290,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 6666 ในราคา 240,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 5555 ในราคา 340,000 บาท,

หมายเลขทะเบียน ขก 4444 ในราคา 215,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 3333 ในราคา 225,000 บาท, หมายเลขทะเบียน ขก 2222 ในราคา 200,000 บาท และหมายเลขทะเบียน ขก 1111 ในราคา 305,000 บาทสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม –

ภาพ/ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มทภ.2 ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว ร.ต. วสันต์ ขานหัวโทน วีรบุรุษทหารกล้า ผู้สละชีวิตเพื่อผืนแผ่นดินไทย”

วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของ

ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน วีรบุรุษทหารกล้า ผู้สละชีวิตเพื่อผืนแผ่นดินไทย โดยมี พลตรี ประเสริฐ ข่าทิพย์พาที ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 และ

พันเอก ชิตวรรธน์ ฐิตสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมเยี่ยมให้กำลังใจ

และตรวจเยี่ยมการดำเนินการสร้างบ้านพักอาศัยใหม่ ให้แก่ครอบครัวของทหารกล้า ณ บ้านเลขที่ 131 หมู่ 13 บ้านเทื่อม ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สอบถามถึงความเป็นอยู่ พร้อมเน้นย้ำว่ากองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

และครอบครัว อีกทั้งยังได้กล่าวแสดงความเสียใจและชื่นชมในความเสียสละของร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน

ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและจิตวิญญาณของทหารอาชีพ โดยยืนยันว่าความเสียสละของกำลังพลทุกนาย

จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และจะเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ในการลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาระดับนโยบายที่มีต่อกำลังพลและครอบครัว พร้อมตอกย้ำบทบาทของกองทัพบกในการดูแลสวัสดิการกำลังพลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ฮือฮา! ไดโนเสาร์โลกล้านปีโผล่ริมทะเลพัทยา รับงานเทศกาลดนตรี PMF 2026

มีรายงานว่า สวนไดโนเสาร์พัทยา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังจังหวัดชลบุรี ได้จัดส่งหุ่นยนต์ไดโนเสาร์ขยับได้เสมือนจริงมาสร้างสีสันในงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา ประจำปี 2569 เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่น่าประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมงานตลอดเดือนมีนาคมนี้

โดยจะเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์บราคิโอซอรัส ขนาดความยาว 18 เมตร ความสูง 12 เมตร จํานวน 1 ตัว และไดโนเสาร์สายพันธุ์เควทซาโคทลัส ขนาดความสูง 3-5 เมตร จํานวน 3 ตัว โดยได้นำไปจัดแสดงไว้ริมชายหาดพัทยา พบว่าสร้างความตื่นเต้นให้ผู้พบเห็นได้เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สำหรับงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยาในปีนี้กำหนดจัดขึ้นทุกวันศุกร์-เสาร์ ตลอดเดือนมีนาคม 2569 โดยสัปดาห์แรกจัดที่ชายหาดพัทยา สัปดาห์ที่สองจัดที่หาดจอมเทียน สัปดาห์ที่ 3 จัดที่เกาะล้าน และสัปดาห์สุดท้ายจัดที่นาเกลือ โดยจะมีศิลปินเพลงชื่อดังเข้าร่วมกันเป็นจำนวนมาก

ฉลองครบ 22 ปี พัทยามิวสิคเฟสติวัล 2026 เปิดเป็นทางการ!

ค่ำวันที่ 6 มีนาคม 2569 นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา Pattaya Music Festival 2026 ที่ปะรำพิธีชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา คณะสมาชิกสภาเมืองพัทยา นายพันธ์ศักดิ์ เกตุวัตถา รองนายก อบจ.ชลบุรี คณะสมาชิก อบจ.ชลบุรี และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีอย่างเป็นทางการ

เทศกาลดนตรีเมืองพัทยา Pattaya Music Festival เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านเสียงดนตรีที่เมืองพัทยาร่วมกับ อบจ.ชลบุรี ททท. และหน่วยงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้เป็นเป็นเทศกาลดนตรีที่สมบูรณ์แบบที่สุดมาอย่างยาวนานติดต่อกันอย่างยาวนาน 22 ปี จนได้รับชื่อเสียงระดับโลก สร้างเม็ดเงินรายได้เข้าท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก

สำหรับปีนี้กำหนดจัดขึ้นทุกวันศุกร์-เสาร์ ทุกสัปดาห์ตลอดเดือนมีนาคม 2569 โดยสัปดาห์แรกจัดขึ้นที่ชายหาดเมืองพัทยา สัปดาห์ที่สอจะไปจัดที่ริมชายหาดจอมเทียน สัปดาห์ที่ 3 จัดที่เกาะล้าน และสัปดาห์ที่ 4 ที่ลานโพธิ์นาเกลือ โดยมีศิลปินจำนวนมากมาร่วมสร้างสีสันความสนุกสนาน

นอกจากนี้ในงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา Pattaya Music Festival 2026 ยังเปิดพื้นที่ริมชายหาดให้พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการในท้องถิ่นได้มาจำหน่ายสินค้า อาหาร เพื่อสร้างรายได้ในช่วงเทศกาลงานดนตรี โดยเปิดพื้นที่ให้จำหน่ายสินค้านานาชนิดฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ชื่นชม นศ.สู้ชีวิต บ้านล้มละลายแต่ไม่ท้อ เปิดหมวกหารายได้กลางงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา

ค่ำวันที่ 6 มีนาคม 2569 มีรายงานว่า ในงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา ประจำปี 2569 Pattaya Music Festival 2026 งานดนตรีสุดยิ่งใหญ่ อึเว้นต์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองพัทยาตลอดเดือนมีนาคม 2569

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้าร่วมงาน ผู้สื่อข่าวได้พบภาพประทับใจ เป็นนักศึกษามาทำการแสดงเปิดหมวกเต้นประกอบเพลงอย่างสนุกสนานเพื่อหารายได้ โดยพบว่ามีประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมชื่นชมและสนับสนุนปัจจัยเงินบริจาคกันไม่ขาดสาย

สอบถามทราบชื่อ น.ส.ธัญญลักษณ์ พูไม้ อายุ 18 ปี หรือน้องชมพู่ นักศึกษาการตลาดชั้น ปวส.1 วิทยาลัยเมืองชลบริหารธุรกิจ หรือ M BAC ก่อนจะเปิดเผยว่า มักจะฝะหางานหรือเทศกาลต่างๆ เพื่อเปิดหมวกแสดงการเต้นประกอบเพลงในแบบฉบับของตนเองที่เน้นความมันส์สนุกสนานและเรียกเสียงหัวเราะ หารายได้หลังเลิกเรียนมาจุนเจือครอบครัว

น้องชมพู่ เล่าด้วยว่า ที่ต้องออกมาหารายได้เพราะต้องหาเงินส่งตัวเองเรียน หบังจากครอบครัวต้องประสบภาวะล้มละลาย และด้วยพ่อแม่ที่มีอายุมากแล้วทำให้ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิม จึงต้องออกมาหาเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยจะตระเวนไปตามงานต่างๆ ทั่วจังหวัดชลบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ “วันนักข่าว” ประจำปี 2569

วันที่ 5 มีนาคม 2569 สมาคมสื่อมวลชนจังหวัด น่าน จัดกิจกรรมเนื่องใน วันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนอหางชาติ ประจำปี 2569 โดย นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นำทีมสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านร่วมทำ

กิจกรรมทำความดีและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่นักข่าวที่ล่วงลับช่วงเช้า คณะสื่อมวลชนได้ร่วมถวายสังฆทาน เนื่องในวันนักข่าว ณ วัดมิ่งเมือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่นักข่าวผู้ล่วงลับจากวงการสื่อมวลชน

โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีจุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย โดยมี พระสุนทรมุณี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสามัคคีของคณะสื่อมวลชนในจังหวัดน่าน

หลังจากนั้น คณะสมาคมสื่อมวลชนได้ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม โดยจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน สังกัดสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแบ่งปันกำลังใจและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กนักเรียน

ต่อมา สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้ลงทะเบียนคงสภาพสมาชิกประจำปี และเข้าร่วมประชุมสามัญประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมร้าน ฮั้วเลิศรส อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยที่ประชุมได้ดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการชุดเดิมครบวาระ 2 ปี

ผลการประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เสนอชื่อและเลือก นายบุญยงค์ สดสอาด ดำรงตำแหน่งประธานสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านอีกวาระหนึ่ง ในช่วงปี พ.ศ. 2569 – 2570 พร้อมทั้งได้พิจารณาเรื่องสวัสดิการของสมาชิกสมาคมฯ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างอบอุ่น ก่อนเสร็จสิ้นกิจกรรมในวันนักข่าวประจำปี 2569

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /เกิดอุบัติเหตุเครื่องเล่นปลาหมึกหลุด ด.ญ. 14 บาดเจ็บ 2 รายในงานย่าโมครบุรีโคราช

นครราชสีมา – วันที่ 5 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีการโพสต์แชร์ผ่านโลกโซเชียลกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องเล่นปลาหมึก ภายในงานฉลองชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา

เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกับทางนายปริวาส ชัยเลิศ นายอำเภอครบุรี ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องเล่นประเภทปลาหมึก (เนื่องจากมีลักษณะคล้ายตัวปลาหมึก มีที่นั่งอยู่บริเวณขาลักษณะคล้ายหนวดปลาหมึก ) เกิดหลุดจากแท่นยึด เบื้องต้น

พบว่า มีน๊อต 1 ตัว ของที่นั่งเครื่องเล่นหลวมคลายตัว หลุดออกจากแท่นยึด ทำให้ที่นั่งเอียงลงมาเตะกับพื้น ทำให้ผู้เล่นเครื่องเล่น ได้รับบาดเจ็บ เป็นเด็กหญิง 2 ราย อายุประมาณ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุได้นำตัวส่งโรงพยาบาลครบุรี เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีการแตกหักของกระดูกแต่อย่างใด มีเพียงอาการฟกซ้ำและแผลถลอกบริเวณแขนและขาเล็กน้อย ซึ่งทางแพทย์ได้อนุญาตให้เด็กทั้ง 2 ไปพักดูอาการที่บ้าน

แต่เนื่องจากครอบครัวของเด็กทั้งสอง เห็นว่ามีการกระแทกจากแรงเหวี่ยงของเครื่องเล่น จึงมีความกังวลว่าอาจจะมีการบาดเจ็บภายใน จึงอยากให้ส่งตัวไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ทุกหน่วยงานรวมถึงเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงาน ก็เห็นตรงกันว่าควรที่ส่งตัวน้องทั้ง 2 ไปให้แพทย์คอยดูแลและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลมหาราชเพื่อความแน่ใจ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงานพร้อมเป็นผู้ดูแล

ส่วนเครื่องเล่นที่เกิดเหตุหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นทางนายอำเภอครบุรี ได้มีการสั่งระงับไม่ให้ใช้เครื่องเล่นทั้งหมด จากนั้นในช่วงสายที่ผ่านมา( 5 มี.ค.69 ) ทางผู้อำนวยการกองช่างจากเทศบาลตำบลแชะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องที่ท้องถิ่น ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าเครื่องเล่นที่เป็นปัญหา มีอุปกรณ์บางส่วนเกิดการชำรุดและต้องทำการเปลี่ยนใหม่

โดยจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญเดินทางเข้ามาทำการซ่อมแซมแก้ไขเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกิดการชำรุดและสงสัยทั้งหมด และเมื่อทำการซ่อมแซมเสร็จแล้วทางคณะกรรมการตรวจสอบของท้องที่ก็จะเข้าทำการตรวจสอบซ้ำโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาว่าควรที่จะเปิดให้บริการต่อหรือไม่ ส่วนเครื่องเล่นชนิดอื่นอาทิม้าหมุน และชิงช้าสวรรค์ ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าคุณแจ้ ช่วยผู้ประสบภัยไฟไหม้ชุมชนวัดโยธินฯ มอบเงิน–สิ่งของเยียวยา 7 ครัวเรือน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ภายในซอยชุมชนวัดโยธินประดิษฐ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลสำโรง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

รวมจำนวน 7 หลังคาเรือน แบ่งเป็นเสียหายทั้งหลัง 4 หลังคาเรือน และเสียหายบางส่วนอีก 3 หลังคาเรือน ส่งผลให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนรวม 31 คน โดย”เจ้าคุณแจ้” ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพัดลม ข้าวสาร อาหารแห้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่ม ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ทั้ง 7 ครอบครัว

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และสร้างขวัญกำลังใจให้สามารถกลับมาตั้งหลักและดำรงชีวิตต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมอบเงินให้พี่ๆ ทหารจากกองทัพเรือ ที่มาช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง