#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สมาคม อสมช” ลงพื้นที่ “สภ.แก่งคอย” เป็นพยานการสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย กรณีเคสสาววัย 35 ปี ถูกรถกระบะชนยับ!! กระเด็นร่วงข้างล่างสะพานดับ

สืบเนื่องมาจากวันที่ (9 พ.ค.69) ประมาณเวลา 02.30 น. นายสาโรจน์ฯ ได้ขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน มาตามถนนสุดบรรทัดมุ่งหน้าไปแยกแสลงพัน และได้ขับรถขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟบ้านป่ามุ่งหน้าไปยังถนนมิตรภาพเพื่อกลับรถที่จุดกลับรถบริเวณทางลงสะพานเพื่อกลับรถใช้เส้นทางเข้าบ้านพัก เมื่อขับมาถึงจุดเกิดเหตุบริเวณบนสะพานได้มี นางสาวนิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เป็นขับขี่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ M รุ่น มิลาโน่ (ไฟฟ้า) เลขทะเบียน๑ กฝ -๘๕๓ สระบุรี โดยขับมาตามถนนสุดบรรทัดขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟ บ้านป่ามุ่งหน้าแก่งคอย และรถทั้งสองคันได้เกิดการเฉี่ยวชน จนทำให้ผู้ตายร่างกระเด็นร่วงลงไปด้านล่างสะพาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย

วันนี้ (18 พ.ค.69) เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ชมผาสาท อุปนายกสมาคมฯ พร้อมด้วย สามีและแม่ ของ น.ส.นิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เดินทางเข้ารับสอบปากคำจาก พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อตกลงค่าชดเชยและเยียวยาการตกลงคุยกันทั้ง 2 ฝ่ายด้าน สามี ได้เสียใจจากการจากไปของแฟน จึงอยากได้รับการเยียวยาในครั้งนี้ เพราะลูกมีทั้งหมด 3 คน แถมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พึ่งออกมาได้จ่ายไป 3 งวด และแฟนก็ได้เกิดอุบัติเหตุ

จากการสอบสวน พนักงานสอบสวน พิจารณาแล้วเห็นว่าการเฉี่ยวชนกันของรถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์ เป็นความประมาทของ นายสาโรจน์ฯ ที่ขับขี่รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน ที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถยนต์ไปเฉี่ยวชน นางสาวนิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เป็นขับขี่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ EM รุ่น มิลาโน่ (ไฟฟ้า) เลขทะเบียน๑ กฝ -๘๕๓ สระบุรี ด้วยความประมาทและไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงในการขับขี่ที่โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ จึงเป็นการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ทำให้เกิดอับัติเหตุในครั้งนี้ จนมีผู้เสียชีวิตและรถได้รับความเสียหาย และนายสาโรจน์ฯ ในชั้นนี้ยังไม่รับว่าตนเองเป็นฝ่ายประมาทโดยจะนำไปปรึกษาญาติก่อน และอยากทราบการเรียกร้องของคู่กรณีก่อน

ผลการเจรจาเป็นดังนี้..
1.โด้เรียกร้องให้ซ่อมรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายให้ใช้งานได้ ตามปกติ
2.ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและค่าขาดประโยชน์เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาทซึ่งนายสาโรจน์ฯ ได้รับข้อเสนอไว้ โดยจะนำไปปรึกษาญาติก่อน และได้นัดหมายกันอีกในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. จึงได้ให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานทั้งนี้ สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เป็นเพียงสื่อกลาง ให้คำปรึกษา ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป.

ภาพข่าว : วงศกร ศรีสวัสดิ์ ทีมข่าวภาคสนาม//รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ สื่อรัฐทีวี / สนง. ป.ป.ช. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจ.น่าน

เมื่อวันที่ 17 – 18 พฤษภาคม 2569 ผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. นำโดย นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศรชัย ชูวิเชียร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5

นายวัฒนชัย ส้มมี ผู้ตรวจราชการ และนายมงคล วุฒินิมิต ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานและอาคารที่พักของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดน่าน


ในการนี้ นายศรัณ อภิสิทธิเวช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดแพร่ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดน่าน พร้อมบุคลากรสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับและร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าว

คณะผู้บริหารได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหา อุปสรรค และความก้าวหน้าของการดำเนินงานก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหารยังได้ตรวจเยี่ยมและพบปะบุคลากรสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดน่าน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น ปัญหาในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดน่าน ยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ.ปปชน่าน #สำนักงานปปชน่าน #ปปช #NACCNan #โปร่งใสตรวจสอบได้ #ต่อต้านการทุจริต

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. นางเข็มทอง ศรีโพธิ์ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน มอบหมายให้นายภัคพงศ์ ทองฟู นางสาววันทนีย์ นันศิริ ผู้ปฏิบัติงานสำนักงานจังหวัด และนายภัทร์ศรุต คล้ายสุบรรณ ผู้ปฏิบัติงานกลุ่มงานบริการ ลงพื้นที่ อ.เวียงสา เพื่อติดตามและประเมินผล สรุปข้อมูล ปัญหาอุปสรรค พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าของโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ได้รับการอนุมัติ ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) กลุ่มผู้เลี้ยงวัวบ้านหลับมืนพรวน”โครงการเลี้ยงวัวแม่พันธุ์วัวไทยผสมบราห์มัน”งบประมาณ 1,675,940 บาท โดยมีนายบุญยงค์ สดสอาด ประธานอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ และนายอุไร สารถ้อย อนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เข้าร่วมด้วย ณ หอประชุมบ้านหลับมืนพรวน หมู่ 5 ต.จอมจันทร์ อ.เวียงสา จ.น่าน

เรือนจำจังหวัดน่าน รับมอบอุปกรณ์ฝึกวิชาชีพ หนุนกิจการ “หับเผยคาเฟ่” เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย มุ่งสร้างทักษะอาชีพ คืนคนดีสู่สังคม
น่าน

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ร้านหับเผยคาเฟ่ เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย จังหวัดน่าน นางสาวรัตนภรณ์ เวียงนาค ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดน่าน รับมอบอุปกรณ์ฝึกวิชาชีพงานบริการ สำหรับใช้ในการดำเนินกิจการของ “ร้านหับเผยคาเฟ่” เพื่อยกระดับและส่งเสริมการฝึกทักษะวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดน่าน

การสนับสนุนอุปกรณ์ในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จาก พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้สนับสนุนหลัก โดยมี นางเพลินจิต พ่วงเจริญ เป็นผู้แทนในการส่งมอบ พร้อมกันนี้ยังมี นางทัศนีย์ นันทสว่าง และ นายบุญฤทธิ์ ชาเตียม ที่ปรึกษากองทุนพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชนจังหวัดน่าน (DNYC) ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมส่งมอบอุปกรณ์ดังกล่าวด้วย

สำหรับ “ร้านหับเผยคาเฟ่” ณ เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย ถือเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานจริง ที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ฝึกทักษะด้านงานบริการ การชงเครื่องดื่ม และการทำเบเกอรี่ เพื่อให้มีวิชาชีพติดตัว สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพที่สุจริต สร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวภายหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งการได้รับมอบอุปกรณ์ฝึกวิชาชีพเพิ่มเติมในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพและมาตรฐานในการฝึกปฏิบัติงานบริการของร้านให้ดียิ่งขึ้น

เรือนจำจังหวัดน่าน ขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีและภาคีเครือข่ายทุกท่าน ที่เล็งเห็นความสำคัญของการให้โอกาส ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ส่งกำลังใจ และชิมเครื่องดื่มฝีมือผู้ต้องขังได้ที่ ร้านหับเผยคาเฟ่ เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย จังหวัดน่าน เปิดให้บริการทุกวัน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “อำเภอพึ่งได้” DOPA 2026 : Better Together ปฏิบัติการตั้งจุดตรวจจุดสกัด ลาดตระเวน ของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป
นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง เป็นประธานปล่อยแถว ปฏิบัติการการตั้งจุดตรวจจุดสกัด ลาดตระเวน ของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลัดอำเภอ สมาชิก อส.กองร้อย อส.อ.ท่าหลวงที่ 9 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าหลวง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ตำบลท่าหลวง ตำบลแก่งผักกูด และตำบลซับจำปา

ทั้งนี้ ได้ดำเนินภารกิจตามมาตรการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบ โดยตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และป้องกันปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดในพื้นที่ และลาดตระเวนในพื้นที่ ตำบลท่าหลวง แก่งผักกูด และซับจำปา

โดยอำเภอท่าหลวงมีปฏิบัติการตั้งจุดตรวจจุดสกัดลาดตระเวนของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)สัปดาห์ละ 3ครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 6 ตำบล 45 หมู่บ้าน ของอำเภอท่าหลวง

โดยจะเน้นพื้นที่เสี่ยง เส้นทางลำเลียง และจุดล่อแหลมการปราบปรามอาชญากรรม มุ่งเน้นการตรวจค้นและสกัดกั้นยาเสพติด อาวุธปืนผิดกฎหมาย

และสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ รวมถึงจัดระเบียบสังคมและกวาดล้างบ่อนการพนันการข่าวเชิงรุก เพิ่มความเข้มงวดในการหาข่าวในพื้นที่อำเภอท่าหลวง เพื่อเฝ้าระวังบุคคลหรือกลุ่มบุคคล

ที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยสำหรับประชาชนในพื้นที่อำเภอท่าหลวง (หรือพื้นที่ใกล้เคียง) หากพบเบาะแสการกระทำความผิด ยาเสพติด หรือ

เหตุเดือดร้อนรวดเร็ว สามารถแจ้งได้โดยตรงที่ ที่ทำการปกครองอำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี และสถานีตำรวจภูธรท่าหลวง จุดตรวจ สายตรวจชุด ชรบ.
โทร 036-497087
หรือ 191

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกมพลิกกลางดึก! ทพ.ซุ่มกล้องอินฟราเรดรวบของเถื่อนริมโขง แก๊งขนบุหรี่หนีภาษีเผ่นหนีทิ้งรถ 2 คัน ของกลาง 3.6 หมื่นซอง มูลค่ากว่า 2.1 ล้าน

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 (ร้อย.ฉก.ทพ.2101) หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ภายใต้การอำนวยการของ ร.อ.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2101

นำกำลังชุดปฏิบัติการควบคุมพื้นที่ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการที่ 1 (โพธิ์ไทร) เปิดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนริมแม่น้ำโขง โดยใช้ เครื่องพิเศษและกล้องตรวจการณ์กลางคืน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน

การปฏิบัติการเกิดขึ้นในพื้นที่ บ้านโพธิ์ไทร หมู่ 2 ตำบลไผ่ล้อม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีตามแนวชายแดนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น.

เจ้าหน้าที่ซึ่งซุ่มเฝ้าตรวจด้วยอุปกรณ์ตรวจการณ์กลางคืน ตรวจพบ รถยนต์กระบะต้องสงสัยจำนวน 2 คัน ขับเข้ามาจอดบริเวณริมแม่น้ำโขง ก่อนจะสังเกตเห็นกลุ่มบุคคลหลายรายกำลังช่วยกันแบกสิ่งของจากริมฝั่งแม่น้ำขึ้นมาบรรทุกใส่ท้ายรถอย่างเร่งรีบ

เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติ จึงแสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ แต่ทันทีที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ต่างพากัน วิ่งแตกกระเจิงอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้หลังควบคุมพื้นที่ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถยนต์ทั้ง 2 คัน พบเป็น รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีขาว โดยทั้งสองคัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

จากการตรวจค้นภายในรถ พบ บุหรี่ต่างประเทศที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร และผิดตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต บรรจุอยู่ใน 36 กระสอบ กระสอบละ 2 ลัง รวมทั้งสิ้น 72 ลัง ภายในลังบรรจุ 50 คอตอน รวมทั้งหมด 3,600 คอตอน หรือประมาณ 36,000 ซองเจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าความเสียหายจากการหลีกเลี่ยงภาษีครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 2,160,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ กองบังคับการ ร้อย.ฉก.ทพ.2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและตรวจนับอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อน

ประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมบูรณาการตรวจยึดอย่างเป็นทางการ และส่งมอบของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งสืบสวนขยายผลติดตามกลุ่มผู้ลักลอบขนของเถื่อนมาดำเนินคดีต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

บุหรี่เถื่อน #หนีภาษี #นครพนม #บ้านแพง #ริมโขง #ทหารพราน #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ลักลอบนำเข้า #ชายแดนไทยลาว #สภบ้านแพง #ข่าวด่วน #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #ข่าววันนี้ #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /น้ำตาข้ามโขง…ยายรับศพลูกสาวดับคารถทัวร์ กอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร

จากบางบัวทองสู่มุกดาหาร…ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย ยายข้ามโขงรับศพลูกสาว พร้อมกอดหลานวัย 5 ขวบกลับบ้าน หลังเด็กต้องเห็นแม่จากไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่ พัฒนาสังคมและบ้านพักเด็กมุกดาหารยื่นมือเข้าช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด

จากกรณีเหตุสลดหญิงชาวลาวเสียชีวิตบนรถโดยสารปรับอากาศสาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร ระหว่างเดินทางกลับภูมิลำเนาพร้อมลูกชายวัย 5 ขวบ ก่อนถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร โดยพบร่างนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณด้านท้ายรถ ขณะที่ลูกชายนั่งร้องไห้อยู่ข้างร่างแม่ สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้โดยสารทั้งคันรถ เหตุเกิดช่วงเช้ามืดวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร นางนวน พันทิลาด มารดาของนางพอน พันทิลาด ผู้เสียชีวิต ชาวบ้านนาสีดา เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ได้เดินทางพร้อมญาติข้ามพรมแดนจาก สปป.ลาว มายังจังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดต่อรับศพลูกสาวและรับตัวหลานชายวัย 5 ขวบกลับบ้าน

โดยมีนางรุ่งทิพย์ นันทสาร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายอนุวัฒน์ บุญพันธ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางเข้ามาอำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการ และเข้าดูแลสภาพจิตใจของเด็กชายวัย 5 ขวบ ซึ่งอยู่ในภาวะสูญเสียอย่างกะทันหันด้วย

บรรยากาศภายใน สภ.เมืองมุกดาหาร เต็มไปด้วยความเศร้าสลด เมื่อยายได้พบหน้าหลานชายที่ยังอยู่ในอาการซึมและอ่อนล้าหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจจากการสูญเสียแม่ต่อหน้าต่อตา ญาติพี่น้องต่างช่วยกันปลอบโยนเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด

นางนวน ให้การกับพนักงานสอบสวนว่า ก่อนเกิดเหตุ นางพอนผู้เสียชีวิตได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ก่อนเดินทางไปหานายน้อย ผู้เป็นสามี ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี และพักอาศัยอยู่ด้วยกันระยะหนึ่ง

กระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นางพอนได้พาลูกชายวัย 5 ขวบ เดินทางไปขึ้นรถโดยสารปรับอากาศที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ หมอชิต 2 เพื่อเดินทางกลับมายังจังหวัดมุกดาหาร โดยโดยสารมากับรถทัวร์สาย 927-10 กรุงเทพฯ–มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม และนั่งอยู่ที่เบาะหมายเลข 34

ระหว่างการเดินทาง ผู้โดยสารที่นั่งใกล้เคียงให้ข้อมูลว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการไม่สบาย ปวดท้องอย่างเห็นได้ชัด และเคยขอให้เพื่อนร่วมทางช่วยซื้อนมให้ตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ กระทั่งเมื่อรถใกล้ถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร นางพอนได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ ก่อนเดินกลับมาด้านท้ายรถและทรุดตัวลงนอนกับพื้น จากนั้นลูกชายได้ร้องไห้อย่างหนักจนผู้โดยสารและพนักงานบนรถเข้าไปตรวจสอบ ก่อนพบว่าเสียชีวิตแล้ว

นางนวน กล่าวว่า ตอนทราบข่าวจากลูกเขยที่โทรศัพท์มาบอก แทบไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครคิดว่าการเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของลูกสาว“รีบเดินทางมาทันที เพราะอยากมาดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย และมารับหลานกลับบ้าน สงสารหลานมาก เขายังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่ตื่นกลับมาอีก” นางนวนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นางรุ่งทิพย์ เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุ หน่วยงาน พม. ได้เร่งเข้ามาตรวจสอบและให้การช่วยเหลือในมิติด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะเด็กซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียแม่อย่างฉับพลัน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือด้านสิทธิเด็กและอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ด้านนายอนุวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลสภาพจิตใจของเด็กให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกปล่อยให้อยู่ใน

ภาวะหวาดกลัวหรือสับสนตามลำพัง ซึ่งจากการพูดคุยพบว่าเด็กยังมีอาการซึมและเกาะติดญาติใกล้ชิดตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงให้การดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าญาติจะรับตัวกลับอย่างเรียบร้อยหลังจากให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว นางนวนพร้อมญาติได้เดินทางไปรับศพนางพอนที่โรงพยาบาลมุกดาหาร โดยมีรถกู้ชีพจากแขวงสะหวันนะเขต เดินทางมารับร่างกลับไปยัง สปป.ลาว เพื่อบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาที่บ้านเกิดต่อไป. ภาพ/ถ่าย เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / โรงพักกระทุ่มแบนแห่งใหม่!!ฤกษ์งามยามดีบนเนื้อที่ กว่า2ไร่ ในซอยสุคนธวิท 25 งบกว่า 40 ล้านบาท

“รายงานพิเศษ”โรงพักกระทุ่มแบนแห่งใหม่!!ยกระดับบริการ ” เพื่อให้เป็นโรงพักของประชาชน”ฤกษ์งามยามดีบนเนื้อที่กว่า2ไร่ ในซอยสุคนธวิท 25 ด้วยงบประมาณกว่า40ล้านบาทในการก่อสร้างสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนแห่งใหม่ ได้

เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการกับประชาชน โดยพลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เป็นประธานเปิดอาคารที่ทำการสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนแห่งใหม่ จังหวัดสมุทรสาคร

โดยมี นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธร พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.

นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัด.จังหวัด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมพิธีได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นศิริมงคล ก่อนร่วมกันในการตัดริบบิ้นเปิดป้ายอาคารอย่างเป็นทางการ

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 กล่าวว่า อาคารแห่งใหม่นี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการยกระดับการบริการประชาชน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนมาก

ขึ้นพ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผู้กำกับการ สภ.กระทุ่มแบน เปิดเผยว่า อาคารเดิมมีอายุกว่า 100 ปีแล้วและมีพื้นที่ไม่เพียงพอต่อภารกิจปัจจุบัน จึงได้ก่อสร้างอาคารหลังใหม่บนพื้นที่ที่ได้รับจากภาคเอกชน สร้างตึก 4 ชั้น ใช้งบประมาณกว่า 41 ล้านบาท พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย

ทั้งนี้ การเปิดใช้อาคารแห่งใหม่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น “โรงพักเพื่อประชาชน” เพื่อคอยอำนวยความสะดวกสบายให้กับประชาชนอย่างดีที่สุดต่อไป
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ลาสิกขาอย่างงดงาม ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติและปัญญาในโลกยุคดิจิทัล

สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม 17 พฤษภาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณรในโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ส่งท้ายอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่งดงามตลอด 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งมุ่งขัดเกลาสามเณรทั้ง 12 รูปให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของชีวิต ตลอดระยะเวลาการ

บรรพชาสามเณรได้ซึมซับบทเรียนแห่งการเข้าใจตนเอง เรียนรู้การให้โดยไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง และใช้ชีวิตอย่างมีสติเท่าทันโลก ภายใต้ความเมตตาของพระพรหมบัณฑิต ในฐานะพระอาจารย์ใหญ่ ผู้ถวายการสอนและติดตามการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด โดยหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของวันลาสิกขา คือการที่ตัวแทนสามเณร 4 รูป ขึ้นแสดงพระธรรมเทศนาที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา ในหัวข้อ “สติสัมปชัญญะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รักจักรวาล แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” เพื่อถ่ายทอดปัญญาธรรมที่ได้รับสู่สาธารณชน เผยให้เห็นความงอกงามจากการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมอย่างเด่นชัดและเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมทั้ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ

อยุธยา และ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการผลิตโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด และผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญ ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

และในปีนี้โครงการยังได้รับความเมตตาจากพระผู้ใหญ่ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร พระพรหมพัชรญาณมุนี องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิปัญญาประทีป พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี พระราชภาวนาวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

วัดไร่เชิญตะวัน พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระมหาภูมิชาย อคฺคปญฺโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวัง มาให้โอวาทแก่สามเณร ซึ่งหลังจบโครงการฯ จะรวบรวมคำสอนจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย มาเป็นคลังธรรมะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเนื้อหาหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และจีน ซึ่งสามารถรับชมได้ทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการยกระดับการเรียนรู้ธรรมะที่ให้เข้าถึงทุกช่วงวัย เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ได้จัดบรรพชาแก่สามเณรและแม่ชีน้อยรวมแล้วกว่า 154 รูป เพื่อบ่มเพาะเยาวชนต้นแบบที่มีคุณธรรม และส่งต่อหลักธรรมสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการเติบโตเป็นคนดี มีธรรมะเป็นหลักยึด และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองได้จริง ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการสื่อสารธรรมะสู่ผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น

ผ่านคอนเทนต์รูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะคลิปสั้นบน TikTok ช่อง “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ที่ช่วยให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและใกล้ตัวขึ้น อีกทั้งตลอดการออกอากาศในปีนี้ โครงการยังได้รับกระแสตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ชมทั่วประเทศและทั่วโลก สะท้อนผ่านข้อความร่วมอนุโมทนาบุญและกำลังใจที่ส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ยืนยันถึงพลังของธรรมะที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนในสังคมได้อย่างชัดเจน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เตรียมกระหึ่มปากน้ำปราณ! “Rimlay 4” มหกรรมดนตรีเพื่อชีวิตริมเลที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี ขนทัพศิลปินระดับตำนานบุกประจวบฯ 4 ก.ค. นี้

เตรียมตัวให้พร้อมและเตรียมเสียงไปตะโกนให้สุดเสียงกับเทศกาลดนตรีริมทะเลที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ! เมื่อ Pazan Music Festival ประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ “Rimlay 4 เพื่อชีวิตริมเล” ซึ่งในปีนี้การันตีความเดือดและอลังการกว่าเดิมด้วยการจับมือร่วมกับพี่ใหญ่อย่าง “เครื่องดื่มคาราบาว” และ “ตะวันแดง” ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ พร้อมผนึกกำลังกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเนรมิตลานสโมสรลานมหาราช ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์ดนตรีที่จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำ ในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 นี้

ความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ถูกยืนยันผ่านงานแถลงข่าวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงแรมวินแดม หัวหิน ปราณบุรี รีสอร์ต แอนด์ วิลล่า โดยได้รับเกียรติจาก นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน-ชะอำ และ อบต.ปากน้ำปราณ ที่พร้อมใจกันเดินหน้าผลักดันให้งานนี้เป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้กลับมาคึกคักอย่างขีดสุด โดยมีศิลปินรุ่นใหญ่ระดับครูอย่าง น้าหงา คาราวาน และ สุเมธ วงละมัย มาร่วมยืนยันความพร้อมว่าบนเวทีปีนี้ไม่มีคำว่าธรรมดาแน่นอน

ไฮไลท์ที่ทำเอาแฟนเพลงต้องรีบจองตั๋วคือการรวมตัวของ 10 ศิลปินระดับตำนานที่จะมาพ่นไฟบนเวทีเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นวงคาราบาว, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, หงา คาราวาน, อ้อย กะท้อน, เสือ ธนพล, ทอม ดันดี, L.กฮ., มายมอมแมม และละมัย ซึ่งทุกคนพร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เข้มข้น เคล้าไปกับมนต์เสน่ห์ของลมทะเลและกลิ่นอายธรรมชาติริมหาดปากน้ำปราณที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในไทย

ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันก่อนงานจริง นายกเป็ด-นำลาภ อิ่มทั่ว นายก อบต.ปากน้ำปราณ ร่วมกับภาคธุรกิจชุมชน ได้เตรียมของขวัญพิเศษมอบความสนุกแบบอุ่นเครื่องให้ชมฟรี! กับมหกรรมรำวงชื่อดังจากเมืองเพชรบุรีถึง 5 คณะใหญ่ ทั้งรุ่งนภาเมืองเพชร, เพชรโสภาดาวรวมใจ, เพลินพิศ วงศ์ทัศวรรณ, ขวัญใจตาลกง และทรายทองเมืองเพชร ที่จะมาเปิดฟลอร์ให้เต้นกันให้ยับตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน ณ ลานมหาราชที่เดิม เพื่อเป็นการต้อนรับมิตรรักแฟนเพลงและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าสู่บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

นี่คือโอกาสเดียวในรอบปีที่คุณจะได้สัมผัสความมันส์ระดับพระกาฬท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลล์ริมทะเล สำหรับใครที่ยังไม่มีบัตร อย่ารอช้า! สามารถสั่งจองได้ทันทีทาง Inbox เพจ Pazan Music Festival หรือแอดไลน์ @pazanmusicfestival และสอบถามข้อมูลที่เบอร์ 098-828-2187 แล้วมาสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันที่ปราณบุรี 3-4 กรกฎาคมนี้ ความมันส์กำลังจะซัดเข้าฝั่งแล้วครับ!
//////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สลดคารถทัวร์! แม่ชาวลาวดับปริศนาระหว่างกลับบ้าน ลูกชายวัย 5 ขวบร้องไห้เรียกแม่ไม่หยุด ปลุกผู้โดยสารทั้งคันสะเทือนใจ

เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ 191 สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในรถโดยสารปรับอากาศอาม่าทัวร์ สาย 927-10 กรุงเทพฯ – มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม ซึ่งจอดอยู่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงประสาน พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ พนักงานสอบสวนเวร พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถโดยสารจอดอยู่ภายในชานชาลา บริเวณด้านท้ายรถพบร่างนางพอน พันทิลาด หญิงชาวลาว อยู่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว นอนเสียชีวิตในลักษณะตะแคงอยู่บนพื้น ใกล้กลับมือขวามีถุงขนมมินิบิสกิตสอดไส้แยมสับปะรดตกอยู่ ใกล้กันยังพบขวดน้ำดื่มและสัมภาระส่วนตัว เมื่อตรวจสอบกระเป๋าพบมียาติดตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาการป่วยหรือโรคประจำตัว แต่ยังต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียชีวิตเดินทางขึ้นรถมาจาก สถานีขนส่งหมอชิต 2 กรุงเทพมหานคร พร้อมลูกชายวัยเพียง 5 ขวบ โดยนั่งอยู่เบาะหมายเลข 34 ด้านท้ายรถนายสุรพล กุลบก พนักงานขับรถทัวร์ ให้ข้อมูลว่า รถออกจากกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 18.30 น. ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีเหตุผิดสังเกตระหว่างทาง จนกระทั่งช่วงใกล้ถึงสถานีขนส่งมุกดาหาร มีผู้โดยสารเดินมาบอกด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “พี่ครับ เหมือนมีผู้โดยสารไม่หายใจแล้ว” ตนจึงรีบจอดรถและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายสุรพล กล่าวว่า สังเกตเห็นผู้เสียชีวิตเดินทางมากับลูกชายตัวเล็ก นั่งอยู่โซนท้ายรถมาตลอดทาง แต่ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติรุนแรงจนกระทั่งช่วงท้ายของการเดินทางนางเติมและนายแว่นผู้โดยสารสามีภรรยาชาวลาว ซึ่งนั่งรถคันเดียวกัน เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับผู้เสียชีวิตตั้งแต่ตอนนั่งรอขึ้นรถที่หมอชิต 2 โดยผู้เสียชีวิตบ่นว่า “ปวดท้องมาก ไม่ค่อยสบาย” พร้อมขอให้ช่วยไปซื้อนมจากร้านสะดวกซื้อมาให้ เพราะรู้สึกไม่มีแรง

ผู้โดยสารรายดังกล่าวเล่าว่า ระหว่างเดินทาง ผู้เสียชีวิตยังพอพูดคุยได้ แต่มีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ก่อนช่วงใกล้ถึงมุกดาหารจะลุกไปเข้าห้องน้ำด้านหลังรถ เมื่อกลับออกมาเหมือนเดินไม่ค่อยมีแรง จากนั้นก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนอนบริเวณพื้นที่ว่างท้ายรถ“ตอนแรกคิดว่าเขาคงไม่สบาย เลยนอนพัก เพราะไม่ได้มีใครคิดว่าจะหนักขนาดนี้” ผู้โดยสารกล่าวจุดที่สร้างความสะเทือนใจที่สุด คือช่วงที่ ลูกชายวัย 5 ขวบ เริ่มร้องไห้อย่างหนัก พร้อมพยายามเขย่าเรียกแม่ตามภาษาของเด็ก ทำให้ผู้โดยสารหลายคนรีบเดินเข้าไปดูเด็กพยายามพูดกับแม่ในทำนองว่า “แม่…ตื่น…แม่กลับบ้าน” ก่อนจะร้องไห้ไม่หยุดและเกาะร่างแม่ไว้ตลอดเวลา

หลังเกิดเหตุ มีผู้โดยสารมากับรถใจดีพยายามพูดปลอบเด็ก สอบถามชื่อ และให้เงินคนละพันสองพัน แต่เด็กยังอยู่ในอาการตกใจและตอบได้เพียงสั้น ๆ ว่ามากับแม่จากกรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรอย่างละเอียด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเด็กชายวัย 5 ขวบ และติดตามญาติของผู้เสียชีวิตมารับตัวต่อไป ท่ามกลางความสะเทือนใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่า การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการจากลาอย่างไม่มีวันกลับ.
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชีวิตรันทด ครอบครัวแม่ลูกอ่อน อยู่ห้องเช่าสุดแออัดกับลูกวัย 6 เดือน สภาพสกปรกเสี่ยงโรค-สัตว์มีพิษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวกรชวัล อินทร์ชะมาต กลุ่ม “ซานตาคลอสข้างถนน” ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือครอบครัวของ นางบี (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวและหลานชายวัยเพียง 6 เดือน ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

โดยพบว่าสภาพความเป็นอยู่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ภายในห้องมีทั้งกองเสื้อผ้า ที่นอน หมอน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เด็กเล็กวางระเกะระกะในพื้นที่คับแคบ อากาศอับชื้นและสกปรก เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ รวมถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษกัดต่อย

หลังเห็นสภาพชีวิตที่น่าเวทนา กลุ่มซานตาคลอสข้างถนนจึงเร่งประสานผู้ใหญ่ใจบุญเข้าช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวดังกล่าวให้ดีขึ้นต่อมา คุณภัคชัญญา สุขนิษฐากุล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท พีทีเอสเค จำกัด และบริษัทในเครือ ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที โดยพาครอบครัวย้ายเข้าอยู่ห้องเช่าแห่งใหม่ ในพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม พร้อมมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าอ้อมเด็ก ที่นอน เครื่องครัว และอุปกรณ์จำเป็นในการดำรงชีวิตอีกจำนวนมาก

บรรยากาศขณะนำสิ่งของเข้าช่วยเหลือเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ทำเอา กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม. ในพื้นที่ ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นสภาพชีวิตของครอบครัวที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักมาโดยตลอดคุณภัคชัญญา เปิดเผยว่า หลังได้รับการประสานจากกลุ่มซานตาคลอสข้างถนนว่ามีครอบครัวหนึ่ง

กำลังใช้ชีวิตอย่างลำบาก ตนจึงตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทันที เพราะเป็นคนชอบทำบุญและอยากเห็นคนที่ลำบากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้เช่าห้องพักใหม่ให้ในราคาเดือนละ 1,500 บาท พร้อมทำสัญญาเช่านาน 1 ปี รวมถึงจัดซื้ออาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้หลายรายการ หวังว่าตลอด 1 ปีจากนี้ ครอบครัวดังกล่าวจะสามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้

ด้าน นางบี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ห้องพักเก่าทั้งแออัดและสกปรก ไม่มีเงินพอจะปรับปรุงคุณภาพชีวิต จนเมื่อมีผู้ใหญ่ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ครอบครัวได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว และเป็นคนดีของสังคมต่อไป

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”ชี้เป้าโอกาสไทยในยุโรป สร้างแกน“ประตูการค้า(Gateway)อาเซียน-อียูรุกตลาดพันล้านคน 27ล้านล้านดอลล่าร์

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand)อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวันนี้ว่า ในปี 2568 สหภาพยุโรปถือเป็น คู่ค้าอันดับ 4 ของไทย (รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น) โดยมีมูลค่าการค้ารวม 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% จากปี 2567 โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 9.27% และนำเข้าจากอียูมูลค่า 18,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86%ทั้งนี้ไทยเป็นฝ่าย ได้เปรียบดุลการค้า ประมาณ 7,865 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภาพรวมในปี 2569 นี้ คาดว่ามูลค่าการค้าจะยังคงขยายตัวได้ในกรอบ 3-5% โดยมีภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอาหารแปรรูปเป็นตัวชูโรงหลักครับ 
ส่วนความคืบหน้า FTA ไทย-อียูสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท หลังจากการเจรจารอบที่ 8 ที่เชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569ซึ่งหากปิดดีลได้ตามเป้าหมายภายในปีนี้ จะส่งผลให้มูลค่าการค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) คือมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่ อียูเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนอย่างเข้มงวด เป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทยที่ต้องเร่งปรับตัว
ในมุมมองของตนคิดว่า ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ มีประชากร 450 ล้านคนและมีจีดีพี.23 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนอาเซียน 11 ประเทศมีประชากร 700 ล้านคน จีดีพี. 4.5 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐแนวทางหนึ่งที่จะเพิ่มการค้าคือสร้างแกนเชื่อม2ประตูการค้าโดยไทยเป็นประตูการค้า(Gateway)
ของอาเซียนและลักเซมเบิร์กเป็นประตูการค้า(Gateway)ของยุโรป
ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลักเซมเบิร์กมีความราบรื่นและแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานในหลายมิติ
1.ความสัมพันธ์ทางการทูต
การสถาปนาความสัมพันธ์: ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดโดยเฉพาะในระดับพระราชวงศ์
  • สถานเอกอัครราชทูต: ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ (เบลเยียม) ที่ดูแลเขตอาณาครอบคลุมลักเซมเบิร์ก ส่วนลักเซมเบิร์กมีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ณ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นสถานทูตแห่งเดียวของลักเซมเบิร์กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับไทยเป็นอย่างมาก
  1. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
    ลักเซมเบิร์กแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่มีความโดดเด่นระดับโลกในด้านการเงินและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดที่ไทยให้ความสนใจในการร่วมมือ:
  • ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub): ลักเซมเบิร์กเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการกองทุนรวมอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ไทยและลักเซมเบิร์กมีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน FinTech, Green Finance (การเงินสีเขียว) และการพัฒนาตลาดทุน
  • อุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียม: ลักเซมเบิร์กเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ (Space Resources) ซึ่งมีความร่วมมือกับไทยผ่านทางสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ในด้านการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม
  • โลจิสติกส์: สายการบิน Cargolux ของลักเซมเบิร์กใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดกระจายสินค้าสำคัญในภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง
  1. การค้าและการลงทุน
  • สินค้าส่งออกสำคัญของไทย: เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, อัญมณีและเครื่องประดับ, ผลิตภัณฑ์ยาง และของชำร่วย/ของตกแต่งบ้าน
  • สินค้านำเข้าสำคัญจากลักเซมเบิร์ก: เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า, และเคมีภัณฑ์
  • การลงทุน: บริษัทชั้นนำจากลักเซมเบิร์กมีการลงทุนในไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ยานยนต์ และลวดเหล็ก (เช่น บริษัท Bekaert)
  1. โอกาสในอนาคต: “Green & Digital”
    ในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวกันคือ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้
  • Circular Economy: การแลกเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งลักเซมเบิร์กมีความเชี่ยวชาญในการจัดการทรัพยากร
  • AI และ Deep Tech: การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศ เพื่อใช้ลักเซมเบิร์กเป็นประตู (Gateway) สู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU)
    “ความสัมพันธ์นี้เป็นลักษณะ “Small but Strategic” หรือเป็นพันธมิตรขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง โดยเฉพาะการใช้จุดแข็งด้านการเงินและนวัตกรรมมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกันซึ่ง
    ลักเซมเบิร์ก เป็นประเทศเล็กในใจกลางทวีปยุโรปแต่มั่งคั่งร่ำรวยแม้มีประชากรเพียง6แสนกว่าคนตั้งอยู่ระหว่าง2ประเทศใหญ่คือฝรั่งเศสและเยอรมัน ครองตำแหน่งศูนย์กลางการบริหารจัดการกองทุนรวม (Investment Fund Center) อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และเป็น อันดับ 1 ในยุโรป.
    “ผมมีโอกาสร่วมวงสนทนากับเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย ฯพณฯ แพทริก เฮมเมอร์ (H.E. Mr. Patrick Hemmer) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 นอกจากประเทศไทยแล้ว ท่านยังดูแลครอบคลุมประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีกหลายประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และเวียดนาม มีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลักโดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะในมิติใหม่ๆ ที่ลักเซมเบิร์กมีความเชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ
    “Green Finance” และเศรษฐกิจยั่งยืน: นายแพทริก เฮมเมอร์ เป็นผู้ผลักดันหลักในการสร้างความร่วมมือด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) โดยนำองค์ความรู้จากลักเซมเบิร์กซึ่งเป็นผู้นำด้านนี้มาแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงินและตลาดหลักทรัพย์ของไทย เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space & Connectivity): ท่านให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีดาวเทียมและการสื่อสาร ซึ่งลักเซมเบิร์กมีศักยภาพสูง โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านอวกาศของไทย (GISTDA) และภาคเอกชน
  • การทูตเชิงพาณิชย์และนวัตกรรม: ในช่วงปี 2567-2568 ท่านได้เข้าพบหารือกับรัฐมนตรีหลายกระทรวงของไทย เพื่อหาแนวทางเพิ่มมูลค่าการค้า โดยเน้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ดิจิทัล และโลจิสติกส์
  • การจัดประชุม Bilateral Consultations ครั้งแรก: ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ท่านมีบทบาทสนับสนุนการจัดประชุมหารือทวิภาคี (Bilateral Consultations) ไทย-ลักเซมเบิร์ก ครั้งที่ 1 เพื่อวางรากฐานความร่วมมือในอีกทศวรรษข้างหน้า
    นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เช่น การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมยุโรปในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
    “ผมเห็นด้วยกับท่านเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กที่ย้ำถึงการใช้ลักเซมเบิร์กเป็น “Gateway to Europe” สำหรับผู้ประกอบการไทย และในขณะเดียวกันก็ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของลักเซมเบิร์กในภูมิภาคอาเซียน.”

สำหรับเวทีสนทนาจัดโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ประธานสถาบันสร้างชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยมีบุคคลสำคัญร่วมหารือแลกเปลี่ยนเช่น

  1. นายแพทริค เฮมเมอร์เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์ก
  2. อลงกรณ์ พลบุตร: ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
  3. นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
  4. รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม (องค์การมหาชน) ประเทศไทย
  5. ดร. ชัยยงค์ สัจจิพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, อิตาลี, อินโดนีเซีย และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ
  6. นายไซมอน โมแรน ประธานหอการค้าไทย-ออสเตรเลีย
  7. ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการของสถาบันสหสวรรษ
  8. นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีตรองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO)
  9. ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ กรรมการบริหาร (ผู้เชียวชาญ) สภาปัญญาสมาพันธ์ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
  10. ดร.บัณฑิต นิจถาวร ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลอดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
  11. นายธีรศักดิ์ ศิริพันธ์ กรรมการผู้จัดการ โบเวอร์กรุ๊ปเอเชีย (ประเทศไทย)
  12. ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
  13. นายเจน นำชัยศิริ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  14. เบรนตัน มอริเอลโล เอเอ็ม กรรมการ บริษัท แคปิตอล พรูเดนเชียล ฯลฯ

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / กกต.ชลบุรี เปิดเวทีพบสื่อมวลชน สร้างความเข้าการทำงาน-รับรู้กฎหมายก่อนเลือกตั้งพัทยา

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องเทียนกิ่ง 1 ชั้น 3 โรงแรมเฮลท์แลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นางสาวมนัสนันท์ วิทนา ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กิจกรรมย่อยที่ 3 สำนักงาน กกต.ชลบุรี พบสื่อมวลชนท้องถิ่นโดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นางสาวจันทร์เพ็ญ วิริยะประกอบ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี ในนามผู้ดำเนินจัดกิจกรรม สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี พบสื่อมวลชนท้องถิ่น กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชลบุรี กำหนดจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น

รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับสื่อมวลชนท้องถิ่นในพื้นที่ ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งทุกระดับให้แต่ประชาชน ได้รับทราบข่าวสารได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึง ถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อันดี สร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจในหน้าที่ อำนาจ และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการการเลือกตั้ง อีกทั้งยังเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับสื่อมวลชน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการสื่อสารสาธารณะและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสื่อมวลชนท้องถิ่นหลายแขนง ซึ่งประกอบด้วย สื่อมวลชน นักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่จากเมืองพัทยา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความสำคัญของบทบาทสื่อมวลชนในการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งเป็นไปตามครรลองที่ดีของสังคมต่อไป

โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จัดกิจกรรมวันความดันโลหิตสูงโลก 2569

จากข้อมูลสถานการณ์สุขภาพ ปี 2568 พบว่า คนไทยมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ทั้งความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารเค็ม และการขาดการออกกำลังกายขณะที่หลายคนยังไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในภาวะเสี่ยง

โรคความดันโลหิตสูง ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบ ที่สำคัญของคนไทยและประชากรทั่วโลกเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหัวใจ สมอง ไต และดวงตา หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ไตวาย และสูญเสียการมองเห็นได้

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทางโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จึงได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ใส่ใจวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยในวันข้างหน้า Check Today, Stay Safe Tomorrow” โดยมี แพทย์หญิงปิยาภรณ์ ทิพยะรัตน์ ผู้อำนวยการ รพ.กรุงเทพพัทยา กล่าวต้อนรับผู้ร่วมกิจกรรมและกล่าวเปิดงาน

ภายในงานมีการเสวนาสุขภาพจากทีมแพทย์สหวิชาชีพ ที่จะร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะสำคัญ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยด้านสุขภาพ ได้แก่ นพ.ธีร์ทัศน์ ชมบัณฑิตย์ อายุรแพทย์โรคหัวใจพญ.วนันวัชญ์ ด่านวรพงศ์ อายุรแพทย์ระบบประสาทและผู้มีประสบการณ์ด้านโรคลมชักและ

เวชศาสดร์การนอนหลับ , นพ.วรา รักสงฆ์ จักษุแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ด้านท่อน้ำดา , นพ.ชวน พฤกษวิวัฒน์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ ยังมีบูธตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคและรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ฟรี

นายกเล็กบางละมุงขอเสียงชาวบ้านจัด “เทศกาลหาหอยบางละมุง” สร้างร้ายได้ให้ท้องถิ่นพ่วงกระตุ้นท่องเที่ยว

วันที่ 14 พ.ค.69 เทศบาลตำบลบางละมุง โดย นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง พร้อมคณะผู้บริหาร ได้จัดโครงการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อบรูณาการแผนพัฒนาท้องถิ่นและแผนพัฒนาหมู่บ้าน เทศบาลตำบลบางละมุง ประชาคมท้องถิ่น หมู่ที่ 2 บ้านชายทะเล ที่โดมวิสุทธาจาร เทศบาลตำบลบางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมนำเสนอปัญหาในชุมชนเพื่อหาแนวทางแก้ไข

ในกิจกรรมทางตัวแทนประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านชายทะเล ได้หยิบยกปัญหาในพื้นที่ของตนเองให้ทางคณะเทศบาลได้รับทราบ พร้อมร่วมกันหาทางออกเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไข ทั้งเรื่องถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ, ถนนชายทะเลมีแสงสว่างไม่เพียงพอ, การปรับปรุงสายไฟฟ้าและสายสื่อสาร, ปัญหาน้ำกัดเซาะชายหาด, ท่อระบายน้ำอุดตัน และอื่นๆ ก่อนทางเทศบาลจะนำไปหาแนวทางดำเนินการที่เป็นรูปธรรมต่อไป รวมทั้งนำเสนอโครงการการพัฒนาพื้นที่ใช้สอยในชุมชนด้วย

ทั้งนี้ นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการจัดเทศกาลหาหอยบางละมุง เนื่องด้วยทะเลบางละลุงมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางทะเลจำนวนมาก และหากมีการผลักดันจัดกิจกรรมจะทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสสร้างรายได้ภายในท้องถิ่น รวมทั้งเป็นการกระตุ้นความคึกคักด้านการท่องเที่ยวไปในตัวด้วยอย่างไรก็ตาม

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00 น. ที่ว่าการอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย

ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง”จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีนายณัฏฐ์กร ศิริผ่องแผ้ว นายอำเภอเมือง ร่วมกับนางอัจนา ปาลบุตร พาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรี จ่าจังหวัดสิงห์บุรี ไปรษณีย์ไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักทั้ง 6 อำเภอ

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade กลุ่มผู้ผลิตสินค้า SMEs และเครือข่ายชุมชน เพื่อกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในชุมชนและพื้นที่ห่างไกล จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือในการบริหารจัดการโครงการ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ง่าย รวดเร็ว และใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้า OTOP มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนอีกทางหนึ่ง

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯ พิจิตร เปิดงาน “พิจิตรพิสดาร…มองพิจิตรใหม่ ให้ไกลกว่าเดิม” ชูสินค้าเกษตร-OTOP สู่ตลาดสากล

วันที่ 13 พษภาคม 2569 เวลา 16.00 น.นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานเปิดงาน “พิจิตรพิสดาร…มองพิจิตรใหม่ ให้ไกลกว่าเดิม” อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกวุฒิ ชุมวรฐายี พาณิชย์

จังหวัดพิจิตร นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์นนทบุรี นางสาวจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการบริษัทพาราไดซ์พาร์ค จำกัด หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ จัดงานเพื่อส่งเสริมและยกระดับสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดพิจิตร ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ภายในงานรวบรวมสินค้าเด่นจากจังหวัดพิจิตร ทั้งสินค้าเกษตรคุณภาพ ข้าว ส้มโอ มะม่วง สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ CPOT และ OTOP ระดับพรีเมียม จากผู้ประกอบการกว่า 40 ร้านค้า มาจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงศิลปวัฒนธรรม และลุ้นรับของรางวัลมากมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จังหวัดพิจิตรมีศักยภาพด้านการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เข้มแข็ง

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น ด้วยการนำเทคโนโลยีและการตลาดสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ขยายโอกาสทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง
นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าและของดีจังหวัดพิจิตร

ให้เป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน สำหรับงาน “พิจิตรพิสดาร…มองพิจิตรใหม่ ให้ไกลกว่าเดิม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 – 21.00 น. ณ ศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามช้างป่าภูวัว “พลายสีดอหูสร้อย” พลัดหลงจากโขลง เฝ้าระวังความปลอดภัยประชาชน

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) เวลา 15.30 น. พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่บริเวณป่าชุมชนบ้านนาแสงสาคร ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ เพื่อติดตามสถานการณ์กรณีช้างป่าภูวัว เพศผู้ ชื่อ “พลายสีดอหูสร้อย” ซึ่งพลัดหลงจากโขลงลงมาหากินในพื้นที่อำเภอศรีวิไล เป็นวันที่ 4

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มี พ.ต.อ.เสกสรรค์ บาอุ้ย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีวิไล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และทีมกู้ชีพกู้ภัยองค์การบริหารส่วนตำบลนาสะแบง ร่วมติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบร่องรอยการนอนของช้างป่าดังกล่าว มีลักษณะเป็นแอ่งขนาดใหญ่ คาดว่าขณะนี้ “พลายสีดอหูสร้อย” อาจอยู่ห่างจากจุดที่พบร่องรอยประมาณ 1–2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินสำรวจและติดตามความเคลื่อนไหวของช้างอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเฝ้าระวังและวางมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีช้างป่าลงมาในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อน พร้อมทั้งเตรียมผลักดันช้างกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งประชาชนและช้างป่าเป็นสำคัญ

ก่อนเดินทางกลับ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้มอบเงินจำนวน 1,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามช้างป่าในพื้นที่ ซึ่งได้ร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เทศบาลนครนครราชสีมา จับมือ สตง.ภูมิภาคที่ 4 ติวเข้มเจ้าหน้าที่งานพัสดุ การเงิน-การคลัง ยกระดับเป็นองค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำของประเทศ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา โดย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ และความร่วมมือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา โดย นางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) เพื่อพัฒนาบุคลากรของเทศบาลนครนคราชสีมา หลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการจัดซื้อ

จัดจ้าง และการบริหารพัสดุ” และหลักสูตร “การพัฒนา และเพิ่มทักษะการปฏิบัติงานด้านการเงิน และการคลัง” โดยมีบุคลากรของเทศบาลนครนครราชสีมาที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับพัสดุ การเงิน และการคลัง รวมถึงผู้บริหารทุกระดับเข้ารับการอบรมทั้ง 2 หลักสูตร จำนวน 300 คน ใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมจำนวน 2 วัน ระหว่างวันที่ 14 -15 พฤษภาคม 2569

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า โครงการฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุ การเงิน และการคลังเป็นอย่างมาก โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ เสริมสร้างทักษะ และความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน เข้าใจวินัยการเงิน การคลัง และการพัสดุที่ชัดเจน ลดข้อผิดพลาด และข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน อันจะนำพาให้เทศบาลนครนครราชสีมาไปสู่องค์กรธรรมาภิบาลชั้นนำระดับประเทศต่อไป

นางกชพร เดชธนภัทร์กุล ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.4) กล่าวว่า การฝึกอบรมทั้ง 2 หลักสูตรของ สตง.ภูมิภาคที่ 4 นครราชสีมา ถือเป็นการทำงานเชิงรุกด้านการป้องกันการทุจริต ลดความเสี่ยงทางวินัยของในบุคลากรหน่วยงานภายนอก อีกทั้งบุคลากรของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่ร่วมเป็นคณะวิทยากรยังได้พัฒนาความรู้ สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเพิ่มทักษะในการสื่อสาร และการถ่ายทอดความรู้

เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน่วยงานภายนอก โดยการฝึกอบรมมีทั้งการบรรยายให้ความรู้ใหม่ๆ การเสวนา และให้คำปรึกษา แนะนำ ตอบข้อซักถามในประเด็นปัญหาของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการเชื่อมโยงกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีรวมถึงหนังสือสั่งการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เข้ารับการอบรมเห็นภาพที่ชัดเจนสามารถนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน

ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ “ท่าเรือประจวบ” เปิดบ้านรับคณะ ดร.รอยล ชมศักยภาพท่าเทียบเรือน้ำลึก ประตูหลักเชื่อมเศรษฐกิจอ่าวไทย

วันที่ 14 พ.ค.69 นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด บรรยายสรุปพร้อมต้อนรับคณะของดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายนิมิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน

นายบรรดิษฐ์ ไวยมิตรา หัวหน้ากองควบคุมการปฏฺิบัติการ การรถไฟแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเยี่ยมชมเพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางน้ำให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ณ ท่าเทียบเรือ C

ในการนี้ นายชนยุธ นิลพานิช หัวหน้าสายอำนวยการท่าเรือ บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด ได้ให้การต้อนรับพร้อมบรรยายสรุปข้อมูลเชิงเทคนิค โดยประเด็นสำคัญในการหารือมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้า และ

การวางยุทธศาสตร์โลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งสินค้าหนักและวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม รวมถึงแผนการพัฒนาท่าเรือในอนาคต

“ท่าเรือประจวบ” ได้ชื่อว่าเป็นท่าเรือพาณิชย์เอกชนที่มีความสำคัญระดับประเทศ ด้วยศักยภาพการในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป (General Cargo Vessel) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงถือเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจร ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกและนำเข้าสินค้าทั่วไป ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ตอนบน นับเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึกที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งทะเลอ่าวไทย

//////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0624644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ท่าวังผา จ.น่าน ต้อนรับคณะทำงาน การประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต ประจำปี 2569 ณ วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นำโดย นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายมหรรณพ ไชยสลี ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร นางเฉลิมพร ลำน้อย

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอท่าวังผา หัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนหน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต

ในการลงพื้นที่พิจารณาคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2569 ณ วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โดยมีคณะกรรมการและสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ร่วมต้อนรับและได้นำเสนอผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่ม

วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ ได้ดำเนินกิจกรรมในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวของชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ การควบคุมคุณภาพ การแปรรูป และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”

เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างรายได้ และเกิดการจ้างงานในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา/บุญยงค์ สดสอาด
นายกสมาคมสื่อมวลชนจัง@หวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแก๊งขนของเถื่อน! นรข.มุกดาหาร สกัดจับกระเทียมเถื่อน 10 ตันริมโขง ยึดเรือเหล็ก 1 ลำ คนร้ายไหวตัวหนีทัน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นาวาโทโอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (นรข.เขตนครพนม) ร่วมหน่วยงานความมั่นคงแถลงข่าวการตรวจยึดกระเทียมเถื่อน เปิด

เผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีขบวนการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีจากฝั่งแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ลักลอบข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขึ้นฝั่งบริเวณริมแม่น้ำโขงบ้านบางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

ภายหลังได้รับแจ้ง จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามบริเวณจุดต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนกำลังช่วยกันขนกระสอบกระเทียมขึ้นจากเรือขึ้นฝั่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ ต่างอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบกระเทียมแห้งบรรจุกระสอบจำนวนประมาณ 500 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 10 ตัน พร้อมตรวจยึด เรือเหล็กติดเครื่องยนต์จำนวน 1 ลำ ซึ่งคาดว่าใช้เป็นพาหนะในการลำเลียงสินค้าดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดกลับมายังสถานีเรือมุกดาหาร เพื่อตรวจสอบที่มา ขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงานข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #นรข #นรขมุกดาหาร #มุกดาหาร #แม่น้ำโขง #จับกระเทียมเถื่อน #ลักลอบนำเข้า #ของเถื่อน #หนีภาษี #ชายแดนไทยลาว #สะหวันนะเขต #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวชายแดน #กระเทียมเถื่อน10ตัน

มุกดาหาร -ปค.เมืองมุกดาหาร ผนึก ตชด.234 รวบหนุ่มบางทรายใหญ่ค้ายานรก ยึดยาบ้า 6,000 เม็ดริมถนนใกล้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร และนายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง) ได้สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

จากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย คือ นายชูชิต อายุ 30 ปี ชาวตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมตรวจยึดของกลางเป็น ยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ดการจับกุมเกิดขึ้นบริเวณริมถนนชยางกูร ใกล้ปั๊มน้ำมัน บนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาทำการสอบสวน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand #มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาบ้า6000เม็ด #ยาเสพติด #ปราบปรามยาเสพติด #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #ตชด234 #เมืองมุกดาหาร #บางทรายใหญ่ #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ข่าวอาชญากรรม #กวาดล้างยาเสพติด #ล่ายานรก

ช็อก! ลาวจัดหนัก”แก๊งคอลฯไทย 101 คนถูกจับที่ลาว”
ปกส.ทลายแก๊งคอลฯ กลางสะหวันนะเขต ยึดคอมพ์-มือถือเพียบ ใช้โรงแรมบังหน้าเปิดฐานปฏิบัติการ

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองบัญชาการป้องกันความสงบ (ปกส.) แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว แถลงผลปฏิบัติการร่วมกับพนักงานอัยการประชาชน แขวงสะหวันนะเขต เข้าตรวจค้นอาคารลักษณะคล้ายโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ บ้านหนองผือ นครไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต หลังได้รับข้อมูลว่ามีความเคลื่อนไหวต้องสงสัยเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบชาวต่างชาติซึ่งเป็น คนไทยรวม 101 คน เป็นผู้หญิง 42 คน อยู่ภายในอาคารดังกล่าว พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้ง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร สายเชื่อมต่อ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายรายการ ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับการใช้งานเป็นศูนย์ปฏิบัติการออนไลน์

จากปฏิบัติการพบว่าภายในอาคารมีการจัดโต๊ะคอมพิวเตอร์เรียงต่อกันหลายจุด ลักษณะคล้ายสำนักงานปฏิบัติการ โดยมีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมากนั่งรวมกันทั้งภายในตัวอาคารและบริเวณภายนอก ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งขนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวและตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียด

เบื้องต้นทางการลาวระบุว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่าง การสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายของ สปป.ลาว เพื่อตรวจสอบลักษณะการกระทำผิด เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทของผู้ถูกควบคุมตัวแต่ละราย
เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ข่าวด่วน #สะหวันนะเขต #ลาว #แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #อาชญากรรมออนไลน์ #ค้ามนุษย์ #บุกทลาย #คนไทยในลาว #ไซเบอร์ #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวต่างประเทศ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดอบรมผู้ประกอบการนวัตกรรมวัสดุชีวภาพ เพื่ออนาคตเกษตรกรไทยเพิ่มมูลค่า “สับปะรด “ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.เวลา09.00น. ที่ อาคารปฏิบัติการ 4 ผศ.ดร.สุทธิวัลย์ สีเทา ประธานเปิดโครงการอบรม เปลี่ยนมีใบสับปะรดเหลือทิ้งให้มีมูบค่านวัตกรรมวัสดุชีวภาพเพื่ออนาคตการเกษตรไทยสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

จัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้สนใจเข้าอบรมประมาณ 50คน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติงาน กระบวนการใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือใช้ในโซ่ผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสับปะรด พันธุ์นางและภูแล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ขึ้นทะเบียน GI

อันเป็นลักษณะโดดเด่น ของสัปรดะันธุ์ดี ที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดเชียงราย โดยหลักสูตรเน้นการปฏิบัติเป็นรูปธรรมสามารถประยุกต์ สามารถสร้างรายได้ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต เพราะทุกส่วนของสับปะรดมีประโยชน์ทุกส่วนอย่างน่าอัศจรรย์ ในวันดังกล่าว

ผศ.ดร.พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์ ผศ ดร .ริรงรอง ทองดีสุนทร และผศ.ดร.ณัฏยา คนซื่อ แห่งสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตรและศูนย์วิจัยนวตกรรมบรรจุภัณฑ์และวัสดุชีวภาพ เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้สู่การปฏิบัติ ระหว่างวันที่ 9-10 พ.ค.2569 ณ อาคารปฏิบัติการ S. 4 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ธนกฤต วรรมณี ผู้สื่อข่าวเชียงราย รายงาน

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องติดหน้าอกตำรวจ หรือ Body-Worn Camera บันทึก นาทีชีวิตกลางดึก ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา แสดงไหวพริบและความกล้าหาญ ช่วยเหลือหญิงสาววัย 31 ปี ที่อยู่ในอาการเครียดหนัก หลังทะเลาะกับแฟน จนคิดสั้นปีนขึ้นนั่งบนราวสะพานลอยเตรียมกระโดดลงมาเคราะห์ดีตำรวจสายตรวจพบเห็นและเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.19 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานลอยคนข้ามหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ ก่อนสังเกตเห็นหญิงสาวมีอาการคล้ายมึนเมา ร้องไห้เสียใจ และเดินขึ้นไปบนสะพานลอย

จากนั้นหญิงสาวได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานลอย ห้อยขาลงมาด้านล่าง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบตะโกนพูดคุยเจรจาเกลี้ยกล่อมไม่ให้ก่อเหตุ ขณะเดียวกันได้วางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง โดยตำรวจอีกชุดอ้อมขึ้นไปด้านหลัง ก่อนจังหวะเหมาะเข้าชาร์จดึงตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ทัน ท่ามกลางความโล่งใจของผู้พบเห็นในเหตุการณ์

ต่อมาทราบชื่อคือ น.ส.บี นามสมมุติ อายุ 31 ปี ชาว ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา โดยหญิงสาวยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงทะเลาะกับแฟน จนเกิดความเครียดและตัดสินใจมาก่อเหตุดังกล่าว โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทันเวลา ก่อนประสานญาติมารับตัวกลับไปดูแลต่อไป

ภายหลังเกิดเหตุได้มีการรายงานให้ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครราชสีมา รับทราบ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการทำงานเชิงรุกของตำรวจสายตรวจ ที่ไม่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังช่วยเหลือประชาชนในนาทีวิกฤตได้อย่างทันท่วงที

กันตินันท์ เรืองประโคน/ประสิทธิ์ วนะชกิจ ทีมข่าว จ.นครราชสึมา

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / Wonder S นำทัพศิลปินรุ่นใหม่ ร่วมสืบสานพลัง “ม้าไฟ” ในโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ 103 พรรษา

Wonder S ตอกย้ำภาพลักษณ์ค่ายบันเทิงคนรุ่นใหม่หัวใจไทย โดย คุณจุ๊ฟ-ปุญชิดา กุลรัตนโอภา ผู้บริหารบริษัท Wonder S ได้นำเหล่าศิลปินและนักแสดงในสังกัด เข้าร่วมโครงการเฉลิมพระเกียรติ ครบ 103 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ณ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

งานนี้ศิลปินจาก Wonder S ร่วมแสดงศักยภาพกันอย่างคับคั่ง นำโดย พอตเตอร์-ชยพล และ อุลตร้า-ณัฐธนนท์ สองหนุ่มที่โชว์พลังเสียงขับร้องบทเพลงไทยมหาเสน่ห์ พร้อมด้วยทีมนักแสดงดาวรุ่ง ไข่มุก-ภูริดา, เนเน่-เนติรักษ์, เตชินท์ กนกโชติกุล และน้องเล็ก ญาญ่า-ณฤชล ที่ร่วมถ่ายทอดความงดงามผ่านการแสดงประกอบเพลงไทยสุดอลังการ

ทั้งนี้ ทางผู้บริหาร บริษัท Wonder S และเหล่าศิลปิน ได้กล่าวแสดงความซาบซึ้งและขอบพระคุณคณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ในพระองค์ฯ และวัดราชผาติการาม วรวิหาร รวมถึงมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่เปิดโอกาสให้เยาวชน

ได้เป็นส่วนสำคัญในการสืบสาน “ต่อชีวิตเพลงไทย” พร้อมร่วมทำนุบำรุงวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าของชาติให้คงอยู่สืบไป สำหรับแฟนๆ ที่อยากให้กำลังใจและติดตามความเคลื่อนไหวของเหล่านักแสดงและศิลปินรุ่นใหม่ สามารถติดตามผลงานได้ทางโซเชียลมีเดียทุกช่องทางที่ Wonder S Thailand

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / “ธนาธร” ควง “เท้ง” เขย่ากระแสเลือกตั้งพัทยา เปิดตัว แคนดิเดตนายกพัทยาพร้อม สม.ครบทีม ชูเมกะโปรเจ็กต์ “เมืองพัทยา เพื่อทุกคน“

วันที่ 12 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน ได้จัดเวทีบริเวณพื้นที่อเนกประสงค์ ริมถนนเฉลิมพระเกียรติฯ สายสอง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พร้อมว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ โดยพบว่ามีประชาชนในหลากหลายสาขาอาชีพที่เป็นผู้สนับสนุนทยอยเข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

โดยเริ่มกิจกรรม ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา ประกอบด้วย เขต 1 นายสันติ ทองสุข นายนทนต์ ทิมกระจ่าง นายรณเชษฐ์ ปิ่นเพชร นายไววิทย์ ชวลิตรนิติธรรม นันท์ทิพย์ สุรพันกุล และนายอัมรินทร์ บริบูรณ์นาคม, เขต 2 นายอินทโชติ แสนกุดเลาะ นายพัชรกฤษ วิริยะยุทธ น.ส.สุมาลี มีเงิน นายมาตุภูมิ รุ่งโรจน์ นายอรรถพล ชมภูทอง และนายราชัย ปาทาน,

เขต 3 นายรณชัย ด่านเจ้าแดง นายอุดร สอนได้ นายชาติชาย พันธ์แสง นายธงไชย สุขในใจ น.ส.นุสรา เจ๊ะหมัด และนายจารุษพงศ์ ศรีปาน, เขต 4 นายธีรธรรม คำพา นายปนต สมบุญ นางพรรณีย์ รัตนเหลี่ยม นายวาณิชย์ กันดิษฐ์ นายธนวัฒน์ จันดาว และนายเสนีย์ ค้าขาย โดยทั้งหมดได้ขึ้นเวทีแนะนำตัวแนะนำเสนอข้อมูลสภาพจริง พร้อมแนวทางแก้ไขพัฒนาบ้านเมืองพัทยาในเบื้องต้น

นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี พรรคประชาชน ได้ขึ้นเวทีขึ้นปราศัยเพื่อปลุกเร้าผู้เข้าร่วมงานด้วยการร่วมกันสร้างความฝันที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาท้องถิ่นบ้านเราอย่างที่ควรจะได้ และฝันว่ากลุ่มต่างๆ จะมีเสรีภาพในการทำมาหากินอย่างถูกกฎหมายโดยไม่ถูกกดขี่ข่มแห่งจากกลุ่มการเมืองใดๆ

จากนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นเวทีทักทายพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก ก่อนจะปราศัยนำเสนอผลงานของ สส. พรรคประชาชน ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปทำงานช่วยผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างที่ทราบกัน และขอโอกาสนี้อีกครั้งในการเลือกตั้งเมืองพัทยาที่จะถึงด้วย

ต่อมา ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ได้ขึ้นเวทีแนะนำตัว พร้อมขอโอกาสในการลงรับสมัครเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในครั้งนี้ พร้อมชี้ว่าเมืองพัทยาเกิดขึ้นได้ด้วยคนพัทยา เพราะเคยทำงานเป็น สม. มา ทุกวันนี้ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้เห็นแก่ตำแหน่งแต่ทำงานแก้ไขปัญหาให้บ้านแห่งนี้พัฒนาไปอย่างแท้จริง

เมื่อถึงเวลาอันควร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ขึ้นเวทีปราศัยเปิดนโยบายเมกะโปรเจ็กต์ “พัทยา เพื่อทุกคน” อาทิ แนวคิดจัดทำศูนย์เด็กเล็ก 24 ชม. ช่วยดูแลบุตรหลานให้ผู้ปกครองได้ออกไปทำงานหาเงินอย่างมีมาตรฐาน น้ำประปาเข้าถึง การจราจรเมืองท่องเที่ยว ห้องสมุดที่ใช้งานได้จริง พัฒนาศูนย์เยาวชนให้มีพื้นที่ใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพ และการบริการสาธารณสุขที่เชื่อมต่อกันโดยแทบไม่ต้องออกไปโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตามวาระการบริหารเมืองพัทยาของคณะผู้บริหารเมืองพัทยาในชุดปัจจุบันจะครบวาระในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นี้ ก่อนทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนชาวเมืองพัทยาอย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายกเมืองพัทยาและสมาชิกสภาเมืองพัทยา ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้ด้วย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ทลายคาเฟ่น้ำท่อมแหล่งมั่วสุมแรงงานข้ามชาติขณะล้อมวงนั่งก๊งกันอย่างเมามัน

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 มีแรงงานต่างด้าวเปิดคาเฟ่ร้านน้ำกระท่อม มีการตั้งวงมั่วสุมนั่งดื่มน้ำกระท่อมกันเป็นประจำทุกวัน

นายพิรุณโรจน์ จีงได้สั่งการให้ ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ลงพื้นที่ตรวจสอบเบาะแสดังกล่าว โดยได้ลงพื้นที่หาข่าว หาหลักฐานอยู่หลายวัน จนแน่ใจแล้วว่ามีการกระทำความผิดตามที่ได้รับเบาะแสมาจริงจึงได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน บุกเข้าเป้าหมายร้านภายในซอยคลองมะเดื่อ 17 กม.12 หมู่ที่ 6 ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน

จังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีการเปิดเป็นร้านขายน้ำต้มใบกระท่อมแบบครบวงจร โดยเปิดจำหน่ายน้ำกระท่อมแบบซื้อกลับบ้าน และเปิดขายให้แรงงานต่างด้าวมานั่งมั่วสุมดื่มน้ำกระท่อมกันภายในร้าน ขณะเข้าตรวจค้นพบแรงงานต่างด้าวนั่งมัวสุมดื่มน้ำกระท่อมกันอย่างสนุกสนานเมามันอยู่

ภายในร้านเป็นจำนวนมาก โดยผู้ขายน้ำต้มใบกระท่อมเป็นแรงงานต่างด้าว สัญชาติ เมียนมา ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและรวบรวมพยานหลักฐานของกลางทั้งหมด นำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบนโดยได้แจ้งข้อกล่าวหา

เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ ผิดประเภทงาน ขายสินค้า
จำหน่ายน้ำต้มใบกระท่อมผสมน้ำอัดลม มีความผิดตาม พรบ. อาหาร พ.ศ.2522
ของกลางที่ตรวจยึดได้น้ำต้มใบกระท่อม ยาแก้ไอ สมุดจดบันทึกรายการขาย งินสดจำนวนหนึ่ง น้ำอัดลมสำหรับผสมน้ำต้มใบกระท่อม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

ทลายแก๊ง F4 เมียนมา คารัง พร้อมของกลางยาบ้าและยาไอซ์

วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2569 พ.ต.อ. จักรพงศ์ ตราบดี ผกก.สภ.โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.โคกขาม นำโดย พ.ต.ท.ไชยภูมิ ฉลองภูมิรองผกก.พร้อมกำลัง สามารถจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดชาว เมียนมา ได้แบบยกแก๊งพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษ
โดยเริ่มจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ออกตรวจพื้นที่บริเวณ4000ห้อง หมู่2โคกขามซึ่งเป็นที่ชาวเมียนมาพักอาศัยกันอยู่เป็นจำนวนมาก พบนายหม่องเนลิน อายุ25ปีมีท่าทีพิรุธลุกลี้ลุกลนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจค้น พบยาบ้า3เม็ดอยู่ในกระเป๋า กางเกง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้


หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามนายหม่องเนลินว่าซื้อยาบ้ามาจากไหนเพื่อทำการขยายผลต่อ นายหม่องเนลินยอมรับโดยดีว่าซื้อมาจากเพื่อนร่วมชาติที่ตั้งแก๊งชื่อแก็ง”เอฟโฟร์”มีอยู่ด้วยกัน4คนขายยาบ้าอยู่ที่ชั้น3ของตึกและขายยาบ้าให้เฉพาะชาวเมียนมาด้วยกันเอง ส่งภาษาเดียวกันจะไม่ยอมขายให้กับคนไทยโดยคิดว่าตำรวจไทยจะได้ไม่รู้รอดจากการถูกจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนให้นายหม่องเนลิน กลับไปล่อซื้อยาบ้าอีกครั้ง นายหม่องจึงกลับไปเคาะประตูส่งภาษาเพื่อขอซื้อยาบ้าอีกครั้ง แก๊งเอฟโฟร์จึงไม่ได้เฉลียวใจเปิดประตูออกมาเพื่อขะขายตามปรกติ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่หน้าห้องจึงได้กรูกันเข้าไปภายในห้องพบว่าทั้ง4คนอยู่กันครบนอนถอดเสื้อเล่นโทรศัพท์กันอย่างสบายใจเฉิบ

เจ้าหน้าที่ได้ครวจค้นภายในห้องพบยาบ้ากว่า700เม็ดยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่งพร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง4คนประกอบด้วยนายชูเท็ดอายุ35ปี นายชินมินแคทอายุ25ปี นายโซตูอ่องอายุ38ปีและนายทูนอ่องจอ อายุ36ปี ทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าได้ตั้งแก๊งขายยาบ้าจริงพ.ต.อ.จักรพงศ์ ตราบดี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางสภ.มีนโยบายชัดเจนมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยเมื่อจับผู้เสพได้จะต้องขยายผลไปถึงตัวผู้ค้าให้ได้ต่อไปเพื่อให้ยาเสพติดลดลงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทีมข่าวสมุทรสาคร

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ สภาอุตสาหกรรมผนึกกำลังกับโรงพยาบาลยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลลูกจ้างให้ดียิ่งขึ้น

วันที่ 11พฤษภาคม 2569 นพ.มงคล วณิชภักดีเดชา ได้เปิดเผยถึงแนวทางในการยกระดับมาตรฐานในการดูแลและรักษาพยาบาลลูกจ้างผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน โดยมีการผนึกกำลังกับทุกภาคส่วนทั้งสถานพยาบาลคู่สัญญาลูกจ้างและนายจ้าง โดยได้รับความร่วมมือจากดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ในฐานะกรรมการกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม ผู้แทนนายจ้าง และ คุณเสรี เงางาม สหภาพแรงงานผู้แทนลูกจ้าง พร้อมกับทีมแพทย์จากโรงพยาบาลวิชัยเวชคู่สัญญา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวทางวิธีการทำงานและขับเคลื่อน

โดยมีแนวคิดที่ว่า ปัจจุบันนี้การดูแลผู้บาดเจ็บจากการทำงานนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การให้การรักษาพยาบาลในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบการดูแลที่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงบริการที่รวดเร็ว การรักษาที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย ไปจนถึงการสนับสนุนให้ผู้บาดเจ็บสามารถกลับไปใช้ชีวิตและปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งการจะพัฒนาระบบดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และสถานพยาบาล

ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังมุมมองและความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงทั้งในมิติของการเข้าถึงบริการ คุณภาพการรักษา สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงประสบการณ์ตรงของผู้รับบริการ จะถูกนำไปใช้วิเคราะห์และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบการให้บริการของโรงพยาบาล เพื่อให้สามารถตอบสนองและรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

มุมมองนายจ้าง ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล”อุบัติเหตุจากการทำงานไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือความต่อเนื่องของธุรกิจและการลดความเสี่ยง (Business Risk) การวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็ว ช่วยลดความสูญเสียและสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรว่าลูกจ้างจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด เพื่อกลับมาทำงานได้อย่างปลอดภัย”มุมมองลูกจ้าง คุณเสรี เงางาม
“หัวใจสำคัญคือความพร้อมของระบบ ความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการ และการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างโรงงานกับโรงพยาบาล เพื่อให้มั่นใจว่าลูกจ้างจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่และกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง”

มุมมองสถานพยาบาล นพ.มงคล วณิชภักดีเดชา พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบการให้บริการ โดยนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาวิเคราะห์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบสวัสดิการและการรักษาพยาบาลของกองทุนเงินทดแทน ให้ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยอย่างยั่งยืน
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ด่านศุลกากรประจวบฯกวาดล้างสินค้าหนีภาษี 2 ไตรมาสแรก ยึดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าเพียบ มูลค่าของกลางรวมกว่า 34 ล้านบาท

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ แถลงผลงานการปกป้องเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 2 ไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 โดยโชว์ผลสัมฤทธิ์จากการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ตามนโยบายเร่งด่วนของกรมศุลกากร

ผลการจับกุมเข้มข้น: จากการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงทั้งทางบกและช่องทางไปรษณีย์ พบการกระทำผิดรวม 211 คดี มูลค่าของกลางรวม 34 ล้านบาทสกัดกั้นสินค้าทำลายสุขภาพ: ยึดบุหรี่หนีภาษีมูลค่ารวม 29.7 ล้านบาท และบุหรี่ไฟฟ้าอีกกว่า 3.9 ล้านบาท โดยล่าสุดได้มีการทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้วเป็นบุหรี่กว่า 2 ล้านมวน

มิติด้านรายได้และการค้า: แม้จะเน้นการปราบปราม แต่ด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกมีมูลค่าการค้านำเข้ารวม 13,746 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 997 ล้านบาทการเชื่อมโยงระบบขนส่ง: ด่านฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อท่าเรือประจวบ-แหลมฉบัง เพื่อยกระดับโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์มุ่งมั่นที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐมีมาตรการควบคุมสินค้าให้นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจประเทศ

///////////////////////////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ปิดเกมแหล่งมั่วยา! ทหารพราน-ตชด.-ฝ่ายปกครอง บุกทลายแหล่งมั่วยา รวบหนุ่มบ้านแพง พร้อมยาบ้าและเงินสด

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ชุดสกัดกั้นตอนบน ภายใต้การควบคุมของกองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) นำโดย ร.ท.วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยกองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2101 ฉก.ทพ.21 พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน

มว.ตชด.2373 และฝ่ายปกครองอำเภอบ้านแพง เข้าตรวจสอบบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านท่าลาดทุ่ง หมู่ 14 ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม หลังได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบมั่วสุมเสพและจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ จนสร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านที่เกรงว่ายาเสพติดจะระบาดกระทบต่อเยาวชนและบุตรหลาน

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุเวลาประมาณ 13.30 น. พบชายต้องสงสัยกำลังพรวนดินอยู่บริเวณหลังบ้าน แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กลับมีอาการตกใจผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวไว้ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวีระพงษ์ ก่ำเสริฐ จากการตรวจค้นตัวพบยาบ้าจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าคาดเอวสีดำ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลตรวจค้นภายในบ้านพักและบริเวณโดยรอบ โดยให้นายวีระพงษ์นำตรวจค้น ก่อนพบยาบ้าอีก 2 ถุง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษชำระภายในห้องนอน เมื่อนำของกลางทั้งหมดมาตรวจนับอย่างละเอียดที่ฐานปฏิบัติการ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวม 430 เม็ด แยกเป็น สีแดง 426 เม็ด และสีเขียว 4 เม็ด พร้อมเงินสดจำนวน 2,400 บาท

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวีระพงษ์ให้การยอมรับว่ายาบ้าดังกล่าวเป็นของตน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ดำเนินการบันทึกภาพและวิดีโอการควบคุมตัวตาม มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เดวิด โชคชัย มุกดาหารรายงาน

ยาบ้า #ยาเสพติด #จับยาบ้า #ทหารพราน #ตชด #บ้านแพง #นครพนม #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ภัยสังคม #ยานรก #จับกุมผู้ต้องหา #สกัดยาเสพติด #ข่าววันนี้ #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #CIAThailand

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองเสนาธิการ ลงพื้นที่ตรวจติดตามภารกิจการพัฒนา มุกดาหาร ขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมรากฐานความมั่นคงของประชาชน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นาวาอากาศเอก เชิดชู ชูเสน ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 (สองสี่) สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา นำกำลังพลของหน่วยให้การต้อนรับ พลตรี บัญชา หะรินเดชรองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และคณะ ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อติดตาม

การดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการ พัฒนาพื้นที่ และการช่วยเหลือประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 ในพื้นที่เป้าหมายการพัฒนา ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยตรวจติดตาม โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน งานก่อสร้างเส้นทางคมนาคม โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงการสร้างอาคารบริการน้ำดื่มระบบ RO

พร้อมกันนี้ยังได้ติดตามความก้าวหน้าในโครงการส่งเสริมอาชีพ และโครงการเกษตรผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่หน่วยได้ดำเนินการ ซึ่งการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้รองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนายังได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่รวมถึงผู้นำชุมชนผู้นำท้องถิ่นและกลุ่มอาชีพต่างๆเพื่อที่จะได้รับฟังความคิดเห็นปัญหาข้อเสนอแนะโดยตรงซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญ

สำหรับการปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้รองเสนาธิการ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยดำรงมาตรฐานในการพัฒนาพร้อมทั้งขับเคลื่อนงานโดยใช้พลังของชุมชนเป็นสารเสริมการมีส่วนร่วมในทุกระดับเพื่อ

สร้างความเชื่อมั่นอันเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่มั่นคงและความไว้วางใจ ระหว่างประชาชนและกองทัพ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อการ พัฒนาระยะยาว มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนากองบัญชาการกองทัพไทย ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จับกำนัน นอนคุก ควงปืนยิงใส่ เจ้าของเขียงหมู คา BMW ป้ายแดง ไปสิ้นใจตายที่ รพ.นครปฐม พูดจาไม่เข้าหูกำนัน

เมื่อเวลา 02.10 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ร.ต.ต.กิตติพัฒน์ วิไลลักษณ์ตระกูล รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่หน้าร้านสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จึงรายงาน พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรังสรรค์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครปฐม

พ.ต.ท.ฤทธิชัยปกรณ์ ดำรงค์อิทธิสกุล รอง ผกก.สส.สภ.เมืองนครปฐม ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.7 เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รพ.นครปฐม มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เกิดเหตุ พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ BMW สีดำ ป้ายแดง ทะเบียน กรุงเทพมหานคร

จอดอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าร้าน มีนายอุดมพงษ์ อายุ 54 ปี เจ้าของเขียงหมู และโรงเชือดหมู รายใหญ่ นั่งหมดสติอยู่ที่เบาะคนขับ มีบาดแผลถูกยิงที่ศรีษะ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเร่งทำการช่วยกันปฐมพยาบาล เร่งทำ CPR ก่อนนำส่งโรงพยาบาลนครปฐม แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และที่พื้นเบาะรถผู้บาดเจ็บ พบอาวุธปืน .38 ตกอยุ่ 1 กระบอก

ในที่เกิดเหตุ มีนายคมศักดิ์ หรือ กำนันจิ๋ว กำนันตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองนครปฐม ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแสดงตนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยมีอาวุธปืนสั้น กึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ COLT มีหมายเลขทะเบียนปืน 1 กระบอก ซองบรรจุกระสุน จำนวน 1 ซอง ลูกกระสุนปืน ขนาด .45 จำนวน 7 นัด (บรรจุอยู่ในซองบรรจุกระสุนจำนวน 6 นัด) (บรรจุอยู่ในรังเพลิงจำนวน 1 นัด) ซองพกในชนิดหนัง สีดำ จำนวน 1 ซองที่ใช้ก่อเหตุพกติดตัวอยู่หลังจากเจ้าหน้าที่ทำการค้นตัว จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.เมืองนครปฐม

สอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า เรื่องการก่อเหตุออาจจะเป็นเรื่องหึงหวงกัน เพราะผู้ตายมีคบหากับ อดีตภรรยา กำนันจิ๋ว ทำให้มีเรื่องขุ่นเคื่องกันและมาบังเอิญเจอกันที่ร้านอาหารดังกล่าวและมีปากเสียงกันในร้านก่อนจะออกมาก่อเหตุยิงกันที่หน้าร้านจนมีผู้เสียชีวิต เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุม สภ.เมืองนครปฐม พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม

ได้เดินทางมาติดตามคดียิงหน้าสถานบันเทิง กำชับสืบสวนเข้ม ดำเนินคดีโปร่งใส่ โดยได้เข้าประชุม ร่วมกับ พ.ต.อ.พัฒน์พงศ์ คนแรงทรอง ผบก.กค.ภ.7 ปฏิบัติราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อุดมชาติ ทองไซร้ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวนฯ ว่าที่ พ.ต.อ.วันนิวัติ ปัญญาวานิชกุล ผกก.(สอบสวน) กตค.บก.กค.ภ.7

พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจิรญวัติ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 7 ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงบริเวณหน้าสถานบันเทิงในพื้นที่ พร้อมประชุมกำชับแนวทางการสืบสวนติดตามผู้ร่วมก่อเหตุและมาตรการป้องกันเหตุอาชญากรรมในพื้นที่อย่างเข้มงวดโดยได้รับฟังการสรุปผลการปฏิบัติ แนวทางสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหา พร้อมกำชับการทำสำนวนการสอบสวนให้ดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย โดยละเอียด รอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / โตโยต้า คาร์ท แอดวานซ์ เทรนนิ่ง ปี 2026 ปั้นเยาวชนนักขับโกคาร์ทรุ่นใหม่ ด.ช.ภูวริช วงษ์สืบ 11 ขวบ

โตโยต้า คาร์ท แอดวานซ์ เทรนนิ่ง ปี2026 ปั้นเยาวชนนักขับโกคาร์ทรุ่นใหม่ ด.ช.ภูวริช วงษ์สืบ อายุ 11 ปี ขับขี่ทดสอบทำเวลาดีที่สุดของปีนี้ ปังปอนด์ อัครวุฒิ และ เจมส์ ภูริพรรธน์ ร่วมสร้างแรงบรรดาลใจให้กับน้องๆ

ทูดับเบิลยูคาร์ทติ้ง ได้ร่วมกับ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด , บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดโครงการฝึกอบรมรถคาร์ทเยาวชน “ทรูวิชั่นส์ – โตโยต้า จูเนียร์โกคาร์ท แอดวานซ์ เทรนนิ่ง 2026” โครงการดังกล่าว เป็นโครงการขั้นที่ 2 จาก 3

โครงการ ที่ช่วยพัฒนาวงการรถคาร์ทของประเทศไทยอย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้เยาวชนอายุ 8-11 ปี ที่ทำผลงานดีที่สุด จากโครงการขั้นต้น จำนวน 60 คน จะได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนทั้งหมด เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมรถคาร์ทระดับสูง ใน

ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีคุณค่าที่สอนให้เยาวชนได้เรียนรู้ การใช้ความเร็วอย่างปลอดภัย , “การรู้จักพัฒนาตนเอง” และโครงการฯนี้ยังเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็นนักกีฬารถคาร์ทอย่างเต็มตัว

โดยมี 2 นักขับรถแข่ง ปังปอนด์ อัครวุฒิ และ เจมส์ ภูริพรรธน์ ร่วมส่งกำลังใจให้น้องๆ พร้อมร่วมกิจกรรมขับรถโกคาร์ท และยังมี “น้องพายุ”

ได้เข้าร่วมกิจกรรมขับขี่ทดสอบจับเวลาในรุ่น 9 ปี ได้ตำแหน่งที่ 3 มาครองในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับปีนี้ได้รับเกียรติจาก คุณขจร เจียรวนนท์ ประธานโครงการ

พัฒนากีฬารถคาร์ทเยาวชน ทูดับเบิลยูคาร์ทติ้ง , คุณชรินทร์ ศิริอนันต์ชัย รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด , คุณธีระ เสริมภักดีกุล ผู้อำนวย

การอาวุโส ฝ่ายขายตรง บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมงานพิธีมอบรางวัลให้กับเยาวชน น้องๆที่ขับขี่ทำเวลาดีที่สุด 3 อันดับแรกมีดังนี้

กลุ่มอายุ 8 ปี อันดับที่ 1 ด.ช.ธีรดนย์ วนะภูติ ทำเวลาได้ 21.996 วินาที , อันดับที่ 2 ด.ช.ปริทัศน์ เพชรดี ทำเวลาได้ 22.037 วินาที , อันดับที่ 3 ด.ช.พีรกันต์ มงคลอริยนันท์ ทำเวลาได้ 22.512

วินาทีกลุ่มอายุ 9 ปี อันดับที่ 1 ด.ช.อภิภู รัตนเศรณี 22.034 วินาที , อันดับที่ 2 ด.ช.อลันวฤทธิ์ วงศ์พรหมินทร์ ทำเวลาได้ 22.367 วินาที , อันดับที่ 3 ด.ช.พายุ ทำเวลาได้รังสีสิงห์พิพัฒน์ ทำเวลาได้ 22.533 วินาที

กลุ่มอายุ 10 ปี อันดับที่ 1 ด.ช.ภพธรรม แตงอ่อน ทำเวลาได้ 22.016 วินาที , อันดับที่ 2 ด.ช.ธรรศปริชณ์ สวัสดิโสภากุล ทำเวลาได้ 22.202 วินาที , อันดับที่ 3 ด.ช.กฤติธี สรวงโกมล ทำเวลาได้ 22.613 วินาทีกลุ่มอายุ 11 ปี อันดับที่ 1 ด.ช.ภูวริช

วงษ์สืบ ทำเวลาได้ 21.768 วินาที , อันดับที่ 2 ด.ช.ภาคิณ สินธุฉายทำเวลาได้ 21.992 วินาที , อันดับที่ 3 ด.ช.ภูดิสพงศ์ เลิศวิวัฒน์กุล ทำเวลาได้ 22.079 วินาทีสามารถติดตามการรับสมัครเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปได้ที่ ทางเพจเฟสบุ้ค 2W Karting / LINE ID : @2w19 / 085-1748800

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น่าน-จัดงาน Nan Creative City Celebration เฉลิมฉลองใหญ่ หลังยูเนสโกประกาศยกให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน” ประจำปี 2568

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน “Nan Creative City Celebration” การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่จังหวัดน่านได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดโดยจังหวัดน่าน ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. โดยสำนักงาน

พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน (อพท.น่าน) และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของจังหวัดน่านในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในระดับประเทศและนานาชาติ และเผยแพร่แนวทางการขับเคลื่อนเมืองน่านตามกรอบการเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมีเครือข่ายปราชญ์ ศิลปิน เยาวชน ประชาชน และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมจำนวนมาก เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยภายในงาน ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำเสนอพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่าน และนิทรรศการ “น่านเมืองสร้างสรรค์” การเปิดพื้นที่การออกร้านสินค้าหัตถกรรมน่านที่ผ่านการคัดสรร การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในพื้นที่การแสดงทาง

วัฒนธรรม การแสดงชุด “หัตถกรรมน่าน บันดาลใจ” และการฟ้อนเพลงน่านเมืองสร้างสรรค์ พร้อมดนตรีจากวง “ปอน” ที่สืบสานวิถีเสียงเพลงพื้นเมืองสร้างสรรค์ และเวทีเสวนาหัวข้อ “น่าน เมืองสร้างสรรค์ : ทิศทาง 4 ปี สู่เมืองสร้างสรรค์ยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อวางรากฐานอนาคตของเมืองน่าน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า “การที่จังหวัดน่านได้รับการยอมรับจากยูเนสโกในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวน่าน และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาจังหวัดสู่เวทีนานาชาติ น่านเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านทุน

วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานทอผ้า เครื่องเงิน งานจักสาน หรืองานปูนปั้น เป็นการสืบสานหัตถศิลป์ วิถีถิ่นยั่งยืน โดยนำเสนอรูปแบบร่วมสมัย ที่ผสานเอกลักษณ์งานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านของเมืองน่าน สะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาสู่การสร้างคุณค่าใหม่ในบริบท

สังคมปัจจุบัน มุ่งยกระดับต้นทุนทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับสากล ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม”
ด้าน นายสุรกิจ ลิ้มสิทธิกุล รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวเพิ่มเติมว่า “อพท.

ได้ร่วมกับจังหวัดและภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเมืองน่านสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สืบสานหัตถศิลป์ วิถีถิ่นยั่งยืน’ เพื่อสะท้อนถึงการนำหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านมาต่อยอดทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รมต.กระทรวง.พม.ลงพื้นที่เชียงราย รับฟังปัญหา เยี่ยม ชาวเมี่ยน ต.ป่าตึงอ.แม่จัน ผู้ป่วยติดเตียงบ้านดู่ ย้ำ พร้อมดูแลทุกข์สุข ผู้สูงอายุ

เมื่อเวลา 14:00 น ของวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และ

นางสาวปิยะรัฐย์  ติยะไพรัช  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง

จังหวัดเชียงรายและรับมอบหนังสือจากผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลบ้านดู่ โดยมีนายภาธร์ รังษีกุลพิพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครชียงราย นายศรีเนตร์ ธนาคำ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร.ต.อ.ธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงรายเขต 1 ตลอดถึงประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ในการตรวจเยี่ยมชมโรงเรียนผู้สูงอายุครั้งนี้ นายนิกร โสมกลาง

รัฐมนตรีว่าการทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินชมผลิตภัณฑ์ผลงานและโอท็อปผู้สูงอายุ ตลอดถึงผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือชาวเขาเผ่ากระเหรียง

อุดหนุน พร้อมเดินทางตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง/กายภาพบำบัด นางอำไพ คล้ายรัก ในพื้นที่บ้านสันปอแตงหมู่ที่ 20 ตำบลบ้านดู่โดย มอบเงินช่วยเหลือปรับปรุงคุณภาพสิ่ง

แวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ จำนวน40,000บาท แก่นายอินสอน มโนหาญ และนางบัวจันทร์ มโนหาญสองสามีภรรยาจิตอาสาสมัครตำรวจบ้าน

โดยมีนายสัญญา มะโนเรือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 20ให้การต้อนรับ จากนั้นคณะได้เดินทางกลับ.
ธนกฤต วรรมณี รายงานๆ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /โรงเรียนบึงกาฬประชุมผู้ปกครองนักเรียน ม.1 กว่า 600 คน ขานรับนโยบาย ศธ. ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมศรีบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ เป็นประธานการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569

พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและครูที่ปรึกษา ร่วมชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน นโยบายของโรงเรียน รวมถึงมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมีผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมจำนวน 606 คน

ในการประชุมครั้งนี้ โรงเรียนบึงกาฬได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับนักเรียนอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

มาตรการสำคัญที่โรงเรียนดำเนินการ ได้แก่ การผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา การผ่อนผันการจัดซื้อเครื่องแบบลูกเสือ–เนตรนารี ในส่วนของผ้าผูกคอและหมวก การงดจัดกิจกรรมที่

ต้องมีการเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง รวมถึงงดการมอบหมายงานหรือโครงการที่อาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนออมเงินในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัย

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองในการดูแลนักเรียน โดยตั้งเป้าว่า นักเรียนโรงเรียนบึงกาฬทุกคนจะต้องไม่มีผลการเรียน “0” หรือ “รส.” พร้อมเดิน

หน้าทำงานร่วมกันในลักษณะ “พาร์ทเนอร์” ระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันติดตาม ดูแล และส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพและประสบความสำเร็จทางการศึกษา
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านเมืองบึงกาฬ ยื่นหนังสือผ่านนายอำเภอ ขอปกป้องศักดิ์ศรีนักปกครองท้องที่ หลังถูกอภิปรายพาดพิงในสภา

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายสุพศิน ประสงค์เศษ กำนันตำบลโป่งเปื่อย ในฐานะประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองบึงกาฬ พร้อมตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ ได้ยื่นหนังสือต่อนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อขอความอนุเคราะห์รายงานผู้บังคับบัญชาในการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนักปกครองท้องที่

สืบเนื่องจากกรณีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในลักษณะเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ รวมถึงขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ตัวแทนนักปกครองท้องที่ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ ได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด นำข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับทราบถึงผลกระทบจากการใช้ถ้อยคำดังกล่าว

พร้อมกันนี้ สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังยืนยันว่าพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางวินัยและกฎหมายเป็นรายบุคคล หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมโดยปราศจากหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดบึงกาฬ และสมาชิกนักปกครองท้องที่ ยังคงยึดมั่นในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง รับมอบเสื้อเกราะจาก กต.ตร.ชื่นชมการดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนฯ พร้อมลุยโครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน”

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ คุณณัฐนิช แหวนเพ็ชร ชิ้นทอง ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมี พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ให้การต้อนรับ โดยได้รับมอบเสื้อเกราะ จากคณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ที่นำมา สนับสนุนให้กับ สภ.ห้วยยาง จำนวน 10 ชุด

ผบช.ภ.7 ได้ชมเชยโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด(ชุมชนยั่งยืน) ของ สภ.ห้วยยาง และ สั่งการให้ สภ.ห้วยยาง ขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ตามนโยบาย ผบ.ตร. 1 6 9 อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ

พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ให้ถือภารกิจ ถปภ. เป็นสำคัญ และหมั่นฝึกฝนยุทธวิธีตำรวจอยู่เสมอ ตั้งมั่นบริหารงานสถานีตำรวจให้ดีอยู่เสมอ เพื่อพี่น้องประชาชน ตลอดจนให้ความสำคัญกับสวัสดิการต่างๆให้กับผู้บังคับบัญชาด้วย

ทั้งนี้ ประธานชมรมแม่บ้าน ตร.ภ.7 ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อสนับสนุนงานครอบครัวตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
///////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สบส. ม.มหิดล และ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เสริมพลัง อสม. เปิดโครงการ “รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี” รับมือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน นำร่องที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ (8 พฤษภาคม 2569) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา วิทยาลัยเทคนิคหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สบส.) ร่วมกับสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เปิดโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไป รู้เร็ว รักษาเร็ว ยิ่งดี ยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไต นำร่องที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นพ.นพพงษ์ พงศ์เลิศโกศล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยนางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เครือข่ายสุขภาพ นางวิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธาน อสม.ภาคอีสาน และประธาน อสม.เขตด่านขุนทด และ อสม.อำเภอด่านขุนทด เข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 คน ทั้งนี้เพื่อเสริมศักยภาพ อสม.ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่การคัดกรองความเสี่ยง อ่านผล ติดตาม ให้คำแนะนำ ไปจนถึงประสานส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเหมาะสม

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบความเสี่ยงของตนเอง จนกระทั่งโรคพัฒนาไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้น ข้อมูลจากโครงการ CheCKD Now ระบุว่า การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังล่าช้าเพียง 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไตวาย 63% และโรคหัวใจและหลอดเลือด 8% ขณะที่การคัดกรองกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน จากโรงพยาบาล 9 แห่ง พบว่า กว่า 45% มีภาวะโปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคไต สะท้อนช่องว่างสำคัญของการเข้าถึงการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในภาพรวมประเทศไทยกำลังเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลก ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรไทยทั้งหมด และอีกจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ทราบสถานะของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความจำเป็นของการคัดกรองเชิงรุกตั้งแต่ระดับชุมชน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างทันท่วงที

นางจีรวรรณ หัสโรค์ รองผู้อำนวยการกองสนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภาระสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งในมิติของจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบต่อทรัพยากรของประเทศในระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขจึงให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะการยกระดับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)ให้เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวัง และจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับชุมชน

รศ.ดร.ชีระวิทย์ รัตนพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และวิชาการ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไตเรื้อรังมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และมักดำเนินไปโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การจัดการโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยทั้งการป้องกัน การปรับพฤติกรรม และการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาปรับใช้ในบริบทจริงของชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือ และทักษะที่ช่วยให้ อสม.สามารถประเมินความเสี่ยง ให้คำแนะนำเบื้องต้น และติดตามผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับการปฏิบัติจริงในระบบสุขภาพ

นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการดูแลอย่างต่อเนื่อง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ มุ่งสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้ แนวทางการคัดกรอง และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมศักยภาพ อสม. ให้สามารถทำหน้าที่คัดกรอง ติดตาม และประสานการดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ระบบการดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับชุมชน และสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / “ผู้ว่า สตง.” ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการ “คลองชองเกชอนโคราช” หลังถูกวิจารณ์หนักสภาพเสื่อมโทรมคล้ายถูกทิ้งร้าง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อม นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ลำตะคอง “คลองชองเกชอนโคราช” ระยะที่ 1 บริเวณวัดสุขสันติราม เขตเทศบาลนครนครราชสีมา หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความคุ้มค่าและสภาพลำตะคองที่สกปรก

จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่โครงการระยะที่ 1 ซึ่งใช้งบประมาณ 118 ล้านบาท ระยะทาง 725 เมตร เสร็จสิ้นตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่ยังไม่มีหน่วยงานเข้ารับผิดชอบดูแล ทำให้สภาพพื้นที่ทรุดโทรม มีตะกอนสะสม ขาดไฟส่องสว่างและทางเข้าออกไม่สะดวก

นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงว่า เทศบาลยังไม่รับโอนภารกิจจนกว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้างดำเนินโครงการระยะที่ 2 มูลค่ารวมทั้งโครงการ 238 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างปีงบประมาณ 2569

ด้าน นพ.วรรณรัตน์ ระบุว่า หากโครงการเสร็จสมบูรณ์ จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเมืองโคราช ทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อน พร้อมเตรียมแผนจัดการน้ำเสียตลอดแนวลำตะคองระยะทาง 13 กิโลเมตร ใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท คาดเริ่มดำเนินการปี 2570-2571

ขณะที่ผู้ว่า สตง. ย้ำทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในอนาคต

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / อำเภอท่าหลวงเตรียมความพร้อม! ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและแก้ปัญหาเชิงรุกฯ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี
นายกองตรีนงลักษณ์ อยู่พุ่มนายอำเภอท่าหลวงผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอท่าหลวงที่ 9 เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม “โครงการสำรวจศักยภาพ ปัญหาและความต้องการของพื้นที่อำเภอในพื้นที่จังหวัดลพบุรี”

โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนและซักซ้อมความเข้าใจ ก่อนลงพื้นที่จริงใน วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีกำหนดการเข้าตรวจเยี่ยมและสถานที่สำรวจจุดสำคัญในพื้นที่ตำบลซับจำปา ดังนี้:

  1. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ (ป่าจำปีสิรินธร) : เพื่อเตรียมพร้อมสถานที่ประชุมและจัดกิจกรรม
  2. พื้นที่ สวนทุเรียน : สำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อ
  1. บ้านเด็กนักเรียนทุน : เยี่ยมเยียนเพื่อรับฟังปัญหาและส่งเสริมด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด
  2. อ่างเก็บน้ำสะพานสี่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวบ้านต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดงานใหญ่ “ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย : Lopburi Market Fest” ขนทัพสินค้าดีมีคุณภาพทั่วจ.ลพบุรี กว่า 50 ร้าน

เพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าดีถึงมือผู้บริโภค ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร ห้ามพลาด !!!
เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดงาน“ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย Lopburi Market Fest” โดยมีนางวิมล เจริญฤทธิ์ พาณิชย์จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย

หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลพบุรี ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้าผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมากซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

สำหรับงาน “ของดีเมืองละโว้ ตลาดเกษตรปลอดภัย : Lopburi Market Fest” เป็นงานที่รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์สินค้าดี สินค้าเด่นขึ้นชื่อจากทั่วทั้งจังหวัด มาไว้ในที่เดียว เพื่อสร้าง

โอกาสทางการค้าและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ของจังหวัดลพบุรี และหวังให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารปลอดภัย และสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรี ปรับตัวให้ทันต่อ

การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและความต้องการของผู้บริโภค มีช่องทางการจำหน่าย มีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการค้าสู่ผู้บริโภคนอกพื้นที่จังหวัดลพบุรี รวมทั้งประชาสัมพันธ์

สร้างการรับรู้สินค้าของจังหวัดลพบุรีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยนำสินค้าเด่นของจังหวัดลพบุรีที่มีคุณภาพ คัดมาเฉพาะงานนี้ กว่า 50 ร้านค้า อาทิ ปลาส้มฟัก

ไข่เค็มดินสอพอง ผ้าทอมัดหมี่ กางเกงลิงลพบุรี ตะกร้าสานพลาสติก กระยาสารท ข้าวหมาก ข้าวเม่าสด ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน กาละแม ไอศครีมผลไม้ สมูทตี้ผลไม้ น้ำนมข้าวโพด ข้าว เมล็ดทานตะวันคั่ว ถั่วทอง ถั่วลิสง ข้าวโพดคั่วโบราณ น้ำผึ้ง

ตะกร้าสานเส้นพลาสติก อาหารหลากหลาย และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายนาทีทอง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G เซ็นทรัล

ปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร ห้ามพลาด !!! งานนี้ไม่ได้มีดีแค่ของกิน แต่เป็นการคัดสรร “ที่สุด” ของจังหวัดลพบุรีมาไว้ในที่เดียว

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
ฝ่ายปชส.จ.ลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จ.นครปฐม ร่วมแสดงจุดยืนในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน ปราบปรามยาเสพติด

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดนครปฐม กว่า 500 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายหลังมีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด

นายเกรียงวิทย์ วิริยะหิรัญไพบูลย์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาพลักษณ์ของนักปกครองท้องที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน และเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม

ขอแสดงจุดยืนว่า สมาชิกทุกคนพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและวินัย หากพบการกระทำผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมที่ไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมยืนยันว่า จะยังคงยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติต่อไป

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้รับมอบหนังสือดังกล่าว พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดนครปฐม และหัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ผ่านกรมการปกครอง ได้รับทราบและพิจารณาต่อไป

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมนำ ‘โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน’ เติมกำลังใจผู้ต้องขังคลองเปรม กว่า 6,300 คน”

เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาและคณะกรรมการอำนวยการฯ ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารใน “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” เพื่อส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลางคลองเปรม

ในการนี้ มีผู้ต้องขังเข้าร่วมรับมอบอาหารและสิ่งของจำนวนถึง 6,320 คน โดยทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดเลี้ยงไอศกรีมและน้ำมะพร้าวกระป๋อง เพื่อสร้างรอยยิ้มและคลายความร้อนให้แก่ผู้ต้องขัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ

โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากคุณเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำชมการแสดงความสามารถจากผู้ต้องขัง ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาศักยภาพและการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานยังได้เดินตรวจเยี่ยม พูดคุย และให้กำลังใจผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการปรับปรุงตนเอง และย้ำถึงโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอนาคต นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่แสดงถึงพลังของการให้และการไม่ทอดทิ้งกันในสังคมไทย

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ” พร้อมสานต่อพระปณิธานส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ มอบทุนการศึกษา สืบสานพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงาน น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ฯ อย่างสมพระเกียรติ

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ผู้ทรงมีพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อคนพิการ โดยได้รับเกียรติจาก นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
การดำเนินงานภายใต้พระปณิธาน

งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านผู้ทรงพระราชทานนาม “ดอกแก้วกัลยา” เป็นสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้มีการฝึกอบรมการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนพิการและครอบครัว
คณะผู้บริหารและผู้มีเกียรติร่วมงาน

ในการนี้ ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้เกียรติเป็นผู้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ร่วมงานทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับการสานต่อภารกิจเพื่อคนพิการ พร้อมด้วย นางอารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยา เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของกองทุนฯ

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลและวางพานพุ่ม: เพื่อน้อมถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยมีองคมนตรีเป็นประธานในพิธี

พิธีมอบทุนการศึกษา: โดย นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นผู้มอบทุนการศึกษาให้แก่คนพิการและบุตรคนพิการ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาสนิทรรศการและสาธิต: การจัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ การสาธิตการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืนการจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมพลังภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม ร่วมกับมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์เปิดห้องเรียนอัจฉริยภาพทางด้านฟุตบอล ตามโครงการ “หนึ่งใจ…ให้กีฬา” เปิดโอกาสแก่เด็กเยาวชนที่มีความสามารถทางด้านกีฬาฟุตบอลได้ใช้ความสามารถการพัฒนาทักษะ มีอนาคตที่ดี เสริมการเรียน

▶️ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในฐานะประธานสถานศึกษาโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม กล่าวว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” การให้เด็กเยาวชนได้ใช้ความสามารถที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดควบคู่กับการเรียน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ปัจจุบันกีฬาฟุตบอลสร้างอาชีพที่มั่นคงได้

▶️คุณดารินนา ปานเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม เผยว่า การเรียนปัจจุบันมีหลากหลายวิชา รวมทั้งการสร้างอาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคล การใช้ศักยภาพของนักเรียนนั้น ทางโรงเรียนถือว่าสำคัญ เพราะผู้เรียนจะได้มีความสุขกับการเรียน รวมถึงการใช้ความสามารถทางด้านกีฬาต่อยอดได้อย่างดีกับเด็กเยาวชน เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสที่ดีจากโรงเรียนเรา

▶️คุณกฤษณะ มีดี โค้ชผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม กล่าวว่า ทางเราได้เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนได้เข้ามาทดสอบความสามารถและได้คัดเลือกน้อง ๆ ไว้ได้ในจำนวนจำกัด เนื่องด้วยมีข้อกำหนดจำกัดด้วยสถานการณ์รองรับ ขอให้น้อง ๆ ทุกคนตั้งใจในการพัฒนาตนเอง เพื่ออนาคตของน้อง ๆ เอง

▶️เด็กชาย ชยณัฐ สามารถกุล กัปตันทีมรุ่นอายุ 13 ปี กล่าวด้วยความดีใจที่โรงเรียนให้โอกาสผมและในทีม จะตั้งใจฝึกซ้อม รวมถึงรักษาซึ่งระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคนเด็กชาย กฤตเมธ ทองน้อย กัปตันทีมรุ่นอายุ 15 ปี ได้กล่าวสัญญากับผู้ปกครอง ผู้บริหาร รวมถึงผู้ฝึกสอน ว่าขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสครั้งนี้ ขอบคุณโครงการดีๆ “หนึ่งใจ…ให้กีฬา” ที่เปิดโอกาสกับ นักกีฬาฟุตบอล เพื่อจะสานฝันให้ทุกคนมีโอกาสไปถึงดวงดาว จะได้มีอาชีพที่มั่นคงดูแลครอบครัวต่อไป

▶️ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสถานศึกษาโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม ได้ย้ำว่า เพื่อให้นักกีฬาฟุตบอลของเราได้มีประสบการณ์ จึงส่งทีมเข้าร่วมทำการแข่งขัน GLO CUP ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้จัด นับว่าเป็นรายการแข่งขันฟุตบอลที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ เยาวชนที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสก้าวหน้า เพราะผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากแต่ละทีมจะได้ไปฝึกซ้อมกับทีมอาชีพในญี่ปุ่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องจะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ณ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ หนึ่งใจให้กีฬา

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง