สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กโต้ง‘ ผบช.ภาค9 !!เปิดโต๊ะแถลงข่าว 3 ฝ่าย คดีความมั่นคง ปิดล้อมตรวจค้น 35 ครั้งคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ออกหมายจับ 63 หมาย จับเพิ่มเติมอีก 13 คน)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ส.ค.68  เวลา 08.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง 3 ฝ่าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย  พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต. พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายโอฬาร บิลสัน ปลัดจังหวัดยะลา ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าในคดีความมั่นคง และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในห้วงที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม อาคารศูนย์ปฎิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ตามที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า โดยผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการเร่งรัดติดตามตัวผู้ก่ออาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว

และ กำชับทางเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เร่งเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบในเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กำชับให้หน่วยขึ้นตรงที่เกี่ยวข้อง ติดตามผู้กระทำผิดและบังคับใช้กฎหมาย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ไม่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ ดำเนินการใช้มาตราการจากเบาไปหาหนัก คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ต่อเมื่อมีพยานหลักฐาน ที่น่าเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวกับการก่อเหตุ เท่านั้น

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 บอกว่า ความคืบหน้าทางด้านคดีความมั่นคงในห้วงที่ผ่านมา ทางกองกำลังทหารพราน งานสืบสวนคดีความมั่นคงและฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันติดตามผู้กระทำผิดเพื่อมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผลการดำเนินการในห้วงเดือน กรกฎาคม เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย 35 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 20 คน ปัจจุบันมีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่ในกระบวนซักถาม รวม 18 คน เกี่ยวข้อง 10 เหตุการณ์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดในพื้นที่ฝั่งอันดามัน การดำเนินคดี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำไปสู่การออกหมายจับ จำนวน 63 หมาย จับกุมแล้ว 13 หมาย

รวมผู้ต้องหา 13 คน ทั้งนี้ ทุกคดีที่รู้ตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อออกหมายจับและติดตามจับกุม การเชิญตัวสู่กระบวนการซักถาม เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวนชั้นก่อนการดำเนินคดี ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรับทัศนคติ ระงับยับยังเหตุ อีกทั้งเปิดโอกาส

ให้ผู้หลงผิดและให้การเป็นประโยชน์ ได้กลับคืนสู่สังคม เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานว่าไม่ส่วนเกี่ยวข้องภายหลักจากการซักถามตามเหตุควรสงสัยต่าง “จากการปฏิบัติการเชิงรุกในห้วงเดือน เมษายน 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้สืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดโดยคลี่คลายคดีไปแล้ว 20 คดี นำไปสู่การออกหมายจับ 101 หมาย จับกุม 36 คน 38 หมาย

สำหรับการแยกประเภทผู้ก่ออาชญากรรมออกจากชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ได้ใช้ชีวิตตามปกติสุขเหมือนที่ผ่านมาการปฏิบัติที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่เท่าที่จำเป็น โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น สำหรับผู้ก่ออาชญากรรม ผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน หรือ ผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล และการพิจารณาในชั้นศาลทุกคดี ต้องขอบคุณเครือข่ายภาคประชาชน และชุมชนที่ได้ให้ความร่วมมือ แจ้งเบาะแสต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เราจะร่วมกันทำให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าทางด้านคดีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนเหตุระเบิด ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา นั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้

ซึ่ง ในคดีนี้ได้ดำเนินการสืบสวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยภาพรวมรายละเอียด พบว่า มีการดำเนินการ เตรียมการก่อเหตุตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา67 และ มีการสำรวจเป้าหมาย จนกระทั่งมาก่อเหตุในช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีจุดมุ่งหมายให้เกิดระเบิดในช่วงปลายปี เพื่อทำลายต่อระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายคือพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ คดีนี้ทำการสืบสวนจนเสร็จสิ้น ทราบตัวผู้กระทำความผิดรวม 26 คน ศาลอนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังทยอยแจ้งข้อกล่าวหาสุดท้ายอีกประมาณ 5 คน

“ในส่วนของความปลอดภัย ระเบิดที่ใช้ในเหตุนี้ 16 ลูก ทางท่านแม่ทัพภาค 4 สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เก็บกู้ทั้งหมดแล้ว พื้นที่ปลอดภัย ส่วนมาตรการป้องกัน ทางท่านผู้ช่วย ผบ.ตร. ก็ได้กำชับให้กำลังในพื้นที่ตรวจตรา เฝ้าตรวจ เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยว ในเขตภูธรภาค 8 และภาค 9 ส่วนเหตุผลในการวางระเบิด เพื่อให้เกิดเหตุระเบิดในช่วงปลายปี ก็สืบเนื่องมาจากต้องการปกปิดร่องรอย หลักฐาน ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือหลักฐานทางดิจิตอลต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขการจัดเก็บภาพให้นานขึ้นแล้ว ระเบิดทุกลูกถูกตั้งเวลามากกว่า 4 เดือนขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามขอให้มั่นใจ ในเรื่องของความปลอดภัยพื้นที่ท่องเที่ยว ที่ได้มีการวางมาตรการเอาไว้แล้ว”

ภาพข่าว/ อับดุลหาดี จ.ยะลา

ตอริก สหสันติวรกุล
กองบรรณาธิการข่าว /
ผู้อำนวยการข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ รายงาน

บิ๊กโต้ง‘ ระดมกำลัง ปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” สร้างชุมชนปลอดยาเสพติด-กระท่อม

วันนี้ 1 สิงหาคม 2568 ที่ บริเวณหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “ No Drugs No Dealers ” พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา

ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด แผนปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด


ซึ่งทาง จังหวัดยะลา ตำรวจภูธรภาค 9 ตำรวจภูธรจังหวัดยะลา หน่วยเฉพาะกิจ สำนักงานป้องกันปราบปรามยาเสพติด ภาค 9 และกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ได้บูรณาการ ความร่วมมือกัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ภายใน 3 เดือน มุ่งเน้นให้มีการ Re X-ray ค้นหาผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติด เข้าสู่กระบวนการบำบัด และดำเนินการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดทำการยึดทรัพย์สิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้หมดสิ้นไปทุกราย


สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสิ้น จำนวน 200 นาย ในการเข้าปิดล้อมตรวจค้น จับกุมและยึดทรัพย์สิน เป้าหมายเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เน้นย้ำภารกิจ เปิดปฏิบัติการ กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” วันนี้ ขอให้กำลังเจ้าหน้าที่ทุกนาย ช่วยกันปฏิบัติหน้าที่ ให้เต็มความสามารถเข้มแข็ง โดยยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มีความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ อย่าได้ประมาท และให้ใช้ความระมัดระวังพยายามใช้ความละมุนละม่อม ความสุภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างที่สุด รวมทั้ง ให้ใช้ยุทธวิธี ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เน้นความปลอดภัย ของผู้ปฏิบัติงาน เป็นสำคัญ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย อัดคืน ‘กัมพูชา’ ฟ้อง ‘คณะทูตฯ’ ไล่ไทม์ไลน์ ‘กัมพูชา’ จุดไฟชายแดน จัดกิจกรรมยั่วยุ-รุกอธิปไตย เปิดฉากยิงสู่การสู้รบ-โจมตีพลเรือน ใช้ ‘ประชาชนโล่มนุษย์’ บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายไทย ใช้อาวุธเคมี ทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเรือน

แชร์เนื้อหานี้

1 ส.ค. 68 ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบก ได้ชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อคณะนักการทูต คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศไทย และ สื่อมวลชน ระบุว่า การดำเนินงานของกองทัพ ในการรักษาอธิปไตย และยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และย้ำถึงความมุ่งมั่งของกองทัพที่จะแก้ปัญหา ด้วยทวิภาคีที่ไทย และกัมพูชามีอยู่ ด้วยความจริงใจและโดยสันติวิธีมาโดยตลอด

ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุ เพื่อสร้างความตึงเครียด ด้วยกิจกรรมทางทหาร และพลเรือน โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ ดังนี้ 13 ก.พ. 68 การพานักท่องเที่ยวขึ้นมาร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม 28 ก.พ. 68 การเผาศาลาตรีมุข สัญลักษณ์ความร่วมมือ ไทย กัมพูชา และ สปป.ลาวมี.ค. ถึง เม.ย.68 ทหารกัมพูชา ดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดน เพื่อทางการทหาร เสริมความแข็งแรงของที่มั่น ปรับปรุงเส้นทาง และการขยายแนวเขตคูเลตเข้ามาในเขตประเทศไทย

เม.ย. ถึง พ.ค. 68 ฝ่ายกัมพูชา ได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม และอาวุธยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดนไทย – กัมพูชาเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตามที่มีหลักฐานการพิสูจน์ ทราบจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของนักวิจัยชาวออสเตรเลีย ต่อมาฝ่ายกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยเข้ามาขุดคูเลตติดต่อ

28 พ.ค. กัมพูชาเริ่มเปิดฉากการยิง (Skirmish) ระหว่างหน่วยในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันตัว บริเวณช่องบก กองทัพและรัฐบาลไทยพยายามใช้แก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ซึ่งไม่เป็นผล

ห้วงเดือน ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหลายพื้นที่ในเขตแดนไทย จนทำให้ทหารไทยลาดตระเวน บาดเจ็บสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ถึง 2 ครั้ง ทำให้เกิดการสูญเสีย ขาขาด 2 นาย และมีบางส่วนบาดเจ็บ

ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการจงใจ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่ทั้งไทย และกัมพูชาให้สัตยาบัน นอกจากนั้นในพื้นที่ดังกล่าว ได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิด ภายใต้ความร่วมมือของนานาชาติ จนมีความปลอดภัยเป็นที่ประจักษ์แล้ว

ในขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชา พยายามแสดงการยั่วยุ โดยส่งทหารกัมพูชาทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบแสดงเป็นพลเรือน ตลอดจนจัดตั้งมวลชนชาวกัมพูชา จากกรุงพนมเปญและใกล้เคียง เข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือน และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เพื่อจัดกิจกรรม ทำคอนเทนต์ แสดงออกในลักษณะยั่วยุนักท่องเที่ยวชาวไทย ประชาชนไทยและทหารไทย

ในพื้นที่จนเกิดการกระทบกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างคนไทย และคน กัมพูชา ในพื้นที่ปราสาทต่าง ๆกองทัพบก ยังชี้แจง มาตรการควบคุมชายแดน และการเปิดฉากยิงของกัมพูชา เมื่อ24 ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ปราสาทตาเมือนธมโดยใช้ ปืนเล็กยาว, ปืน และ เครื่องยิงลูกระเบิด mortar จนนำไปสู่การปะทะกัน

จากนั้น ฝ่าย กัมพูชา ได้ ยกระดับเป็นการใช้กำลังรบ และอาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดน จงใจยิงเป้าหมายพลเรือน ซึ่งหากจากชายแดน เกือบ 10 กม. ถึง 30 กม.โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ปั๊มน้ำมัน PTT บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ , โรงเรียนใน จ.สุรินทร์ และ จ.ศีรสะเกษ , บ้านเรือนราษฎร เช่น หมู่บ้านกรวด บ้านกุดเชียง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี

ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 36 ราย เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิต 1 ในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 8 ปี และมีราษฎรต้องอพยพจำนวนมากกว่า 150,000 คนกองทัพบก กล่าวต่อว่า ฝ่ายไทยตอบโต้ภายใต้หลักการแห่งการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ(Article 51 of the UN Charter)

ซึ่งระบุว่า “ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎบัตรนี้จะกระทบสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นต่อรัฐนั้น”การตอบโต้ของฝ่ายไทยจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality)

โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อ ยับยั้งภัยคุกคาม ลดการสูญเสียของพลเรือน และรักษาเสถียรภาพของอธิปไตยแห่งชาติทั้งนี้ฝ่ายไทยมิได้มีเจตนาที่จะรุกรานหรือกระทำการใด ๆ ที่เกินขอบเขตการป้องกันตนเองจากการคุกคามโดยฝ่ายกัมพูชา

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยทำการโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาใช้การโจมตีแบบ indiscriminate target ทำให้เกิดการสูญเสียทางพลเรือนของฝ่ายไทย นอกจากนี้ที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนในเขตชุมชนพลเรือน เสมือนเป็นใช้โล่ห์มนุษย์ ซึ่งฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ไปเป้าหมายดังกล่าว ถือเป็นการเจตนาละเมิด

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถให้อภัยได้ และไม่มีประเทศอารยธรรมใดในโลกที่ยอมรับการกระทำ ซึ่งไร้มนุษยธรรมในลักษณะดังกล่าวกองทัพยังสรุปถึง สถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงดำเนินการทางทหาร หลังจากมีการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 แล้ว เวลาหลังเที่ยงคืน ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในพื้นที่ดังต่อไปนี้ (1) Chong Bok Area, Ubon Ratchathani Province(2) Sam Tae Area, Si Sa Ket Province(3) Pha Mor E Daeng, Si Sa Ket Province(4) Phu Ma Khua/Khanmar Area, Si Sa Ket Province(5) Phlan Yao Area, Si Sa Ket Province(6) Ta Kwai Temple, Surin Province

ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนถึงวันที่ 30 ก.ค.68 เวลา 05.10 น. และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 68 ตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทยและการใช้อากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชา บินตรวจการณ์ในพื้นที่ตอนในของฝ่ายไทย อย่างมีนัยสำคัญ

การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลกัมพูชากล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชา และละเมิดกติกาสหประชาชาติ อำนาจอธิปไตย และอาณาเขตรัฐ ซึ่งตามข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักการไม่ใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ (Article 2(4) UN Charter)

การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็น การป้องกันตนเองอย่างจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity & proportionality) ตามสิทธิที่ระบุไว้ใน มาตรา 51 ของกฎบัตรฯ หลังจากฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธโจมตีด่านทหาร ฝ่ายปกครอง และชุมชนไทยในหลายพื้นที่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง

พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทยโดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตี รพ.พนมดงรัก ซึ่งหากจากชายแดน เกือบ 10 กม. , ปั้มน้ำมันบ้านผือ ที่หากจากชายแดน 30 กม.สำหรับการใช้ระเบิดเคมี เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรง และไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี(Chemical Weapons Convention – CWC) และปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีหน่วยใดในกองทัพไทยที่ใช้อาวุธเคมีทั้งในแง่ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์การกล่าวหาเช่นนี้เข้าข่าย war propaganda และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้าย

กรณีภาพ “ระเบิดเคมี” ที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ โดยรัฐบาลกัมพูชา แท้จริงคือภาพภารกิจการดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี2022 ซึ่งสามารถดูภาพดังกล่าวได้ผ่านทางสื่อออนไลน์ส่วนที่ไทยใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจำนวนมากนั้น อาวุธทั้งหมดที่ใช้ในการตอบโต้และมีความเหมาะสมตามสัดส่วน เป็นเพื่อสกัดการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชา และกระทำต่อเป้าหมายทางทหาร บริเวณแนวชายแดน ไม่ใช่การโจมตีเชิงรุก แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่วางกำลังและยิงอาวุธจากพื้นที่พลเรือน ใช้ชุมชนเป็น “โล่มนุษย์” ซึ่งเป็นการละเมิด International Humanitarians Laws อย่างร้ายแรงกองทัพบกชี้แจงต่อว่า ต่อประเด็นไทยใช้ระเบิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนกัมพูชา ตามคำแถลงของ ‘เฮง รัตนา’ หัวหน้า CMAC ของกัมพูชา มีลักษณะชัดเจนของการ บิดเบือนข้อมูล โดยอ้างภาพเก่าและสร้างการเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริง

ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพวัตถุระเบิดที่กัมพูชาอ้างว่าเป็น MK-84 นั้น เป็นระเบิดเก่าจากยุคสงครามเวียดนาม และไม่เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ทั้งนี้ไทยขอประนาม และให้กัมพูชาหยุดการกล่าวหาอันเป็นเท็จ เพื่อปลุกปั่นกระแสความเกลียดชัง และขอให้หันมาร่วมมือกับประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนอย่างสันติผ่านการเจรจาและความร่วมมือที่ตรงไปตรงมา ล่าสุด เมื่อ 30 ก.ค.68 ฝ่ายกัมพูชาเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชาไปตรวจพื้นที่การรบห่างจากชายแดน 30 กม. แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเปลี่ยนแผน พาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชา ไปพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบ ยังมีความเสี่ยงต่ออันตราย

กองทัพบก กล่าวสรุปช่วงท้ายว่าขอเน้นย้ำว่า การปะทะระหว่างไทย กับกัมพูชานั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน โดยอาวุธระยะไกลยิงต่อ เป้าหมายพลเรือน และทำให้เกิดความเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินหายของพลเรือนที่ยอมรับไม่ได้ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเจรจาตกลงหยุดยิงแล้วแต่ ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมติดตามสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันผลักดันให้มีการเจรจาทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ขอบคุณ ข้อมูลจากกองทัพไทย ข่าว/ภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ภ.จว.ชุมพร แถลงข่าว No Drugs No Dealers ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด / ชนกลางยูเทิร์น วัดใจขุนกระทิง จักรยานยนต์ติดในซอกล้อ รถกระบะ เสียชีวิตคาที่

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้เกียรติ มาเป็นประธานในการแถลงข่าวปฏิบัติการกวาดล้าง ยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ณ ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร พร้อมกับ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร และแถลงแนวทางการปฏิบัติในพื้นที่

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ประกาศเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติเมื่อวันที่ 17 ก.ค.68 ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร 

โดยได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติการ อย่างเข้มข้นภายในระยะเวลา 3 เดือน (กรกฎาคม - กันยายน 2568)ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากหมู่บ้าน/ชุมชน พร้อมประกาศเป็น "หมู่บ้านชุมชนปลอดภัยยาเสพติด" อย่างชัดเจนและยั่งยืน ด้าน พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กำหนดให้มีการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญระดับชาติโดยมุ่งเน้นการดำเนินการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จึงได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยทั่วประเทศดำเนินการ ปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม ผู้ค้าและ ผู้เสพยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มงวด และสรุปผลรายงานต่อเนื่อง ซึ่งผลการปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชุมพร ระหว่างวันที่ 18 - 31 กรกฎาคม 2568 จับกุมคดีเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 147 คดี ผู้ต้องหา รวม 154 คน ของกลางยาเสพติด ยาบ้า จำนวน 77,675 เม็ด ไอซ์ จำนวน 0.188 กรัม 

ของกลางอาวุธปืน ปืนสั้น จำนวน 2 กระบอก ปืนยาว จำนวน 4 กระบอก และจับกุมตามหมายจับ ผู้ต้องหาคดีสมคบฯ และฟอกเงิน จำนวน 8 หมาย 4 เครือข่ายตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรยังคงดำเนินการตามแผนอย่างต่อเนื่องพร้อมเชิญชวนประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส และร่วมเฝ้าระวังในชุมชน เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดภัยและปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ชนกลางยูเทิร์น วัดใจขุนกระทิง จักรยานยนต์ติดในซอกล้อ รถกระบะ เสียชีวิตคาที่

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 00.40 น. ว่าที่ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ชุมมาก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร ปฏิบัติหน้าที่ พนักงานสอบสวนเวรคดีอาญา-จราจร

ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองชุมพร ว่ามีเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตที่เกิดเหตุ จึงรายงาน พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผกก.สภ.เมืองชุมพร ผู้บังคับบัญชาทราบ รุดไปที่เกิดเหตุพร้อมประสานไปยัง หน่วยกู้ชีพ กู้ภัยสายชล มูลนิธิชุมพร

เกิดเหตุ  ถนนเอเชีย 41 (ขาล่อง) บริเวณจุดกลับรถหน้าร้านเอสพี แทรคเตอร์ ม.8 ต.ขุนกระทิง อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพรพบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ทะเบียน กษย 672 ชุมพร สภาพได้รับความเสียหายตัวรถติดอยู่ที่บริเวณล้อหน้าซ้ายของรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า  สีเทา ทะเบียน บว 35 ชุมพร ซึ่งบริเวณด้านหน้าซ้ายของรถยนต์กระบะคันดังกล่าวสภาพมีร่องรอยเฉี่ยวชนได้รับความเสียหาย  จอดอยู่ในช่องทางเดินรถช่องทางซ้ายของถนนที่เกิดเหตุ  จากการสอบสวน นายวสันต์ สงวนนามสกุล อายุ 54 ปี ชาว ต.สลุย  อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร แสดงตนเป็นผู้ขับขี่รถยนต์กระบะคันดังกล่าว และมี  นายสุนันท์ สงวนนามสกุล อายุ 55 ปี แสดงตนเป็นผู้ที่นั่งโดยสารที่เบาะนั่งข้างผู้ขับขี่ของรถยนต์กระบะคันดังกล่าว กำลังกลับรถ และมีรถจักรยานยนต์วิ่งตรงเข้ามาชนเต็มที่  และในที่เกิดเหตุยังพบเศษชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่วนควบของรถคันเกิดเหตุทั้งสองคันตกอยู่   ห่างออกไป ระยะประมาณ 10 เมตร พบศพของ นายจักริน  มะลิทอง สภาพศพนอนหงายเสียชีวิต  อยู่บนถนนบริเวณที่เกิดเหตุและติดกับศพของ นายจักรินฯพบกองคราบเลือดติดอยู่กับตัวศพฝั่งขวา และในที่เกิดเหตุยังพบเศษชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่วนควบของรถคันเกิดเหตุทั้งสองคันตกอยู่  ต่อมาได้ร่วมกับ แพทย์หญิง วิภาวรรณ  เสรีพิทักษ์กุล  แพทย์ประจำ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทำการชันสูตรพลิกศพและได้รับคำร้องทุกข์ไว้เป็นคดีชันสูตรพลิกศพที่ 347/2568สั่งการให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำส่งศพ นายจักริน  มะลิทอง ผู้เสียชีวิต ไปเก็บรักษายัง รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ต่อไป

จากนั้น ว่าที่ พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ชุมมาก สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร จึงได้จัดทำบันทึก แผนที่ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุไว้ ต่อมาได้เดินทางกลับมายัง สภ.เมืองชุมพร และได้ลง ปจว. รับคำร้องทุกข์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นไว้เป็นคดีจราจรที่ 28/2568 ไว้แล้วและจะได้ดำเนินการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สุดอาลัย!สิ้นเจ้าคณะจ.ชุมพร ฝ่ายมหานิกาย / ถนนคนเดินฯชุมพรพร้อมใจติดธงชาติและไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา / ทอดผ้าป่าสามัคคี สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก) ยอดรวม 306, 417 บาท

แชร์เนื้อหานี้


ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า พระเทพวชิรปฏิภาณ (ดำเนิน อตฺถจารี) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร (มหานิกาย) และเจ้าอาวาสวัดบุรณะ (วัดนอก) พระอารมหลวง ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้ละสังขารที่โรงพยาบาลหลังสวน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ในเวลาประมาณ 00.29 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2568 สิริอายุ 72 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของบรรดาญาติโยมและพุทธศานิกชนชาวชุมพร โดยญาติโยมและบุคคลใกล้ชิดเปิดเผยว่า สาเหตุของการละสังขาร อาจเกิดจากโรคประจำตัวที่พระเทพวชิรปฏิภาณอาพาธมานานนั่นคือโรคไต อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่ชัดจำเป็นต้องรอการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากโรงพยาบาลหลังสวน วัดราชบุรณะ (วัดนอก) พระอารามหลวง และ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชุมพรก่อน

สำหรับ พระเทพวชิรปฏิภาณ (ดำเนิน อตฺถจารี) มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัณยบัฏว่า พระพรหมวัชรปฏิภาณ สุวิธานปฏิบัติศาสนกิจนายก ดิลกสุศีลาจารมหาบัณฑิต อภิธรรมปิฎกวรพุทธกิจสุตสิกขาสมาทาน
ไพศาลภัทรทัสสนียนิวาสนวีรธรรมาภรณ มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี ณ สถิต วัดราชบุรณะ (วัดนอก) พระอารามหลวง ต.ท่ามะพลา อ.หลังสวน จ.ชุมพร เคยดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 16 (กิตติมศักดิ์) เจ้าคณะจังหวัดชุมพร เจ้าอาวาสวัดราชบุรณะ พระอารามหลวง ที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลท่ามะพลา และที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอหลังสวน

ถนนคนเดินฯชุมพรพร้อมใจติดธงชาติและไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ ถนน นวมินทร์ร่วมใจ (ถนนเลียบทางรถไฟ) ตรงข้ามร้านปะการัง ซึ่งเป็นสถานที่จัดตลาดนัดชุมชน

“ถนนคนเดินเลียบทางรถไฟชุมพร” บรรดาผู้ประกอบการที่นำสินค้า มีทั้งหมดประมาณ 140 บูธ เข้าร่วมจำหน่าย ได้พร้อมใจกันแสดงออกถึงความรักชาติ ด้วย

การประดับธงชาติไทยเต็มไปหมด มีประชาขมาเดินตลาดจำนวนนับ พัน ได้พร้อมใจยืนเคารพธงชาติในเวลา 18.00 น.

ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่มาเดินเลือกซื้อสินค้า ได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อไว้อาลัยให้พี่น้องชาวไทยและเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวน

ชายแดน (ตชด.) ทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

ระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาด้วยเป็นการให้พ่อแม่พี่น้อง ชาวจังหวัดชุมพร ได้แสดงออกถึงความรักชาติ แผ่นดินของเราจะไม่ให้ใครมาย่ำยี จะไม่ยอมเสียให้ใครแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ดังคำที่ว่า คนไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด

ทอดผ้าป่าสามัคคี สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก) ยอดรวม 306, 417 บาท

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 คุณพิจิตร อ่อนละมัยนายกสมาคมข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข จ.ชุมพร ร่วมกับคุณธรรมนูญ –คุณอำพร เศวตเวช คุณโสภณ อุดมศรี คุณนิตยา ขำจิตร และข้าราชการบำเหน็จบำนาญกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นเจ้าภาพ ทอดผ้าป่าสามัคคี

พระสุนทร สุธมฺโม รักษาการเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก) มีความประสงค์ จะสร้างศาลาอเนกประสงค์ สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปุก)เพื่อความสะดวกในการประกอบศาสนกิจ ในทางศาสนาให้สะดวกยิ่งขึ้น

จึงขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธามาร่วมสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ตามกำลังศรัทธาซึ่งจะกลายเป็น อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์อันประเสริฐที่จะติดตามตัวไปทุกภพทุกชาติ

มีประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ต่างได้นำเอาอาหารมาเปิดตลาดนาบุญเลี้ยงให้กับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

และมีการแสดงฟ้อนรำนำขบวนกองผ้าป่ารอบหอระฆัง และเฉลิมฉลองกองผาป่า ก่อนท้องผ้าป่าในครั้งนี้ ยอดรวม 306, 417 บาทธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”ปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม“ พร้อมชิงชัยเก็บแรงกิ้ง “เดอะ ฮีโร่ เทควันโด อินเตอร์เนชันแนล แชมป์เปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8” ที่พัทยา

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ Heroes Taekwondo เลือกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่จัดการแข่งขันเทควันโดระดับนานาชาติ รายการ เดอะ ฮีโร่ เทควันโด อินเตอร์เนชันแนล แชมป์เปี้ยนชิพ ครั้งที่ 8 (The 8th Heroes Taekwondo International Championchip) วันที่ 9-10 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ด้าน ปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม นักกีฬาเทควันโดดาวรุ่ง ได้ร่วมลงแข่งขันรายการนี้ในประเภทต่อสู้ เยาวชนชาย รุ่นอายุ 15-17 ปี น้ำหนัก 45-48 กิโลกรัม โดยส่วนตัวมองรายการแข่งขันนี้เป็นรายการแข่งขันระดับนานาชาติที่มีหลายประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ทำให้ได้เจอนักกีฬาเก่ง ๆ จากหลากหลายประเทศ

อย่างไรก็ดี ที่สำคัญคือรายการนี้จะมีการเก็บคะแนน Ranking สำหรับนักกีฬาไทย ทำให้ส่วนตัวค่อนข้างกดดันพอสมควร แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม ด้วยการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอตามโปรแกรมที่โค้ชกำหนด และก็จะไม่ประมาทคู่ต่อสู้ และตั้งใจจะทำผลงานอย่างดีที่สุด

EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity โอกาสการลงทุนในพื้นที่ศักยภาพสูงแห่งอนาคต

งาน EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity เป็นงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาค ที่แสดงศักยภาพความพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและบริการแห่งอนาคตในพื้นที่ EEC ด้วยการบูรณาการระหว่างสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) – ทีเส็บ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

ภายในงาน จะได้พบกับการอัปเดตนโยบายการขับเคลื่อนพื้นที่ EEC โดยรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เจาะลึกสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและมาตรการสนับสนุนพิเศษในพื้นที่ EEC โอกาสจับคู่ธุรกิจและขยายเครือข่ายกับผู้ประกอบการกว่า 100 หน่วยงาน บูธแสดงสินค้าจากภาคธุรกิจมากกว่า 100 บูธ และร่วมฟังเสวนากว่า 20 หัวข้อสำคัญ

งาน EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 นี้ ที่ภิรัชฮอลล์ 1-3 ไบเทค บางนา ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงาน >> https://ers-th.informa-info.com/eecx25 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://shorturl.asia/RLFwq

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.เชียงใหม่ บูรณาการกำลังปล่อยแถวระดมกวาดล้าง ตามยุทธการฟ้าสาง เด็ดปีกนักค้ายา และ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด (No Drugs No Dealers) “ผนึกกำลังชุมชน ปลอดยาเสพติด”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 05:30 น. พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ , ผู้แทน ผอ.ปปส.ภาค 5 , ผู้แทนฝ่ายทหาร , พ.ต.อ.ชินเดช ดีแท้ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่

(รับผิดชอบงานยาเสพติด) , ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ แม่ปิง ภูพิงค์ ช้างเผือก หางดง สารภี แม่ริม แม่โจ้ สันทราย สันกำแพง กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่และ จนท.ตำรวจ ทหาร ปกครอง หน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ จำนวน 180 นาย

เข้าร่วม พิธีปล่อยแถวปิดล้อมตรวจค้นระดมกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติด ตามโครงการ ยุทธการฟ้าสาง เด็ดปีกนักค้ายา และ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด(No Drugs No Dealers)

ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ณ บริเวณลานหน้า ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี

และทุก สภ. ในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่ 38 สภ.ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพร้อมกันทุกพื้นที่ทั้งจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 75 เป้าหมาย

ยุทธการฟ้าสาง #เด็ดปีกนักค้ายา #ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด #No DrugsNoDealers #ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ #เชียงใหม่เมืองปลอดภัย #CMPD…..

…#สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หน่วยงานรัฐจับมือชุมชน ลงนามปฏิญญารวมพลัง “No Drugs No Dealers” พร้อมปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (1 ส.ค.2568) ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนราธิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.)

อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีลงนามปฏิญญารวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” เพื่อป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีพ.ต.อ.ปรัชญา ไบเตะ ผกก.สภ.เมืองนราธิวาส ว่าที่ พ.ต.อ.ธัญ ศิริขันธ์ ผบ.ฉก.ตร.นราธิวาส 93

พ.ต.อ. ภัควัฒน์วันสนุก.ผกก.สภ.ตันหยง พ.ต.อ.นพดล ดิเรกวัฒนสาร ผกก.สอบสวน รรท.ผกก.สภ.โคกเคียน ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมแสดงพลังและร่วมลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

สำหรับการลงนามปฏิญญาและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นผลักดันมาตรการ “No Drugs No Dealers” ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ปลอดภัย และห่างไกลยาเสพติด

จากนั้นนายรุสดี ปูรียา นายอำเภอเมืองนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศป.ปส.) อำเภอเมืองนราธิวาส เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” มุ่งผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างหมู่บ้านและชุมชนปลอดยาเสพติด

ซึ่งจัดขึ้นตามแผนปฏิบัติการเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเล็งเห็นความรุนแรงของสถานการณ์ยาเสพติดในปัจจุบัน ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านและชุมชน โดยรัฐบาลมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับประชาชน

พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากสังคม ซึ่งการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพร้อมเดินหน้ากวาดล้างยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน ลดปัญหาความรุนแรง และนำพาชุมชนสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย ห่างไกลยาเสพติดอย่างแท้จริง
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง กกต.มุกดาหาร สอบการเลือกตั้ง “นายกตำบลมุก” ไม่โปร่งใส “เบอร์ 2” ชี้ถูกใส่ร้ายผ่านไลน์ จูงใจให้คน “กาโหวตโน” จนแพ้

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นางสาวนันท์นภัส ธนวงศ์ทวีสิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมุก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หมายเลข 2 ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ตรวจสอบการกระทำของบุคคล 2 รายที่เผยแพร่ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 65 (5) โดยมีนายพิเชฐ สุภัคชูกุล หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้รับเรื่อง

โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 มีการส่งข้อความผ่านไลน์จากบุคคลชื่อ “กัญจนา…” และ “นันทนา…” โดยเนื้อหาในข้อความมีการแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “กาไม่เลือกใคร” หรือ “กาโหวตโน” พร้อมทั้งมีการกล่าวถึงหมายเลข 2 อย่างเจาะจงว่า “อย่าไปกาเบอร์ 2 ได้” และใส่ร้ายว่าผู้สมัครรายนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่

นางสาวนันท์นภัส ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และมีเจตนาจูงใจให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมโดยตรง และยังเปิดเผยว่าทั้งสองรายมีความเกี่ยวข้องเป็นบุตรของนายสนั่น ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายอนุชา ศรีโยหะ ผู้สมัครหมายเลข 1

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนนเสียงจำนวน 1,249 คะแนน ขณะที่คะแนน “ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด” หรือโหวตโน มีจำนวนถึง 1,560 คะแนน ซึ่งมากกว่า 311 คะแนน

ผู้ร้องจึงขอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมุกดาหาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ ระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง และแต่งตั้งตนเองเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมุก เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตยุติธรรม

เทศบาลตำบลมุก #เลือกตั้งท้องถิ่น #ร้องเรียนเลือกตั้ง #กกตมุกดาหาร #คณะกรรมการการเลือกตั้ง #โหวตโน #นายกเทศมนตรีตำบลมุก #ข่าวมุกดาหาร #การเมืองท้องถิ่น #โปร่งใสต้องมาก่อน #มุกดาหาร/////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ​ พิธีบำเพ็ญกุศลศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พลฯ สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด ร.8 พัน.2 ค่ายมหาศักดิพลเสพ จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

30 กรกฎาคม​ 2568​ เวลา​ 17.00​น.​ พลตรีกิตติพงษ์​ เนื่องชมภู ผบ.มณฑลทหารบกที่​23 จัดทหารกองเกียรติยศรับศพทหารกล้า​ พลทหารสิรวิชญ์​ ภิญโญ​สุข​ ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่​  เมื่อวันที่​ 28 กรกฎาคม​ 2568​ ณ​ วัดสายทอง​ ต.หนองแดง​  อ.สีชมพู​ จ.ขอนแก่น​  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ​พลทหารสิรวิชญ์​ ภิญโญสุข​ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

19.00​น​ นายไกรสร​  กองฉลาด​  ผู้ว่าราชการ​จังหวัดขอนแก่น​ เป็นประธานในพิธีพระราชทาน​น้ำหลวงอาบศพ​ วางพวงมาลาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว​และพระบรมวงศานุวงศ์​ เป็นประธานในพิธีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม​ และมอบสิ่งของพระราชทาน

พร้อมทั้งปลอบขวัญเป็นกำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต​ โดยมีผู้แทนกระทรวงวัฒน​ธรรม​  ปลัดจังหวัด​ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด​ วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น​ ข้าราชการ​และประชาชนในพื้นที่อำเภอสีชมพูร่วมสดุดีทหารกล้า​ เป็นจำนวนมาก

พิธีบำเพ็ญกุศลศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พลฯ สิรวิชญ์ ภิญโญสุข สังกัด ร.8 พัน.2 ค่ายมหาศักดิพลเสพ จ.ขอนแก่น

พ.อ.จักรพงษ์ โพธิ์นาแค รอง ผบ.พล.ร.3/รอง ผบ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทนหน่วยฯ พร้อมคณะ ผบช./ฝสธ.ฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพในพระบรมราชานุเคราะห์

พลฯ สิรวิชญ์ ภิญโญสุข ตำแหน่ง พลปืนเล็ก สังกัด ร.8 พัน.2 ซึ่งเสียสละปกป้องอธิปไตยผืนแผ่นดินไทย และได้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่/เหตุการณ์

ปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมี พ.อ.ยุทธนา มหาวัน รอง ผบ.มทบ.23 เป็นประธานในพิธี ณ ศาลาการเปรียญวัดสายทอง บ.โพธิ์ทอง ต.หนองแดง

อ.สีชมพู จ.ขอนแก่นสดุดีทหารกล้า #วีรบุรุษทหารกล้ากองพลทหารราบที่3กองทัพภาคที่2 กองทัพบกRoyalThaiArmy

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /”ชั่งทองฟาร์ม” แจงอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาต ปมถูกร้องเปิดสวนสัตว์ใน จ.มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 จังหวัดมุกดาหาร นางสาวอรกัญญา สะเภา ผู้บริหารบริษัท ชั่งทองฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ จำกัด และนายกสมาคมการค้าท่องเที่ยวมุกดาหาร ได้จัดแถลงข่าวนโยบายยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผสมผสานธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง และสวนน้ำ

พร้อมทั้งชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์สาธารณะ โดยมีนายวีระพงษ์ ทองผา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครพนม นายอุกฤษฏ์ ศรีพิเมือง ปลัดเทศบาลตำบลคำอาฮวน และนางวันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงข่าวด้วย

นางสาวอรกัญญา กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัท ชั่งทองฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ จำกัด ยังไม่ได้ดำเนินกิจการ “สวนสัตว์” ดำเนินการในรูปแบบประกอบกิจการฟาร์ม และคาเฟ่ มุ่งเน้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติและสัตว์

เลี้ยง ได้กำหนดนโยบายยกระดับกิจการ ขับเคลื่อนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตลุ่มน้ำโขงและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มุ่งเน้นประกอบกิจการ

เพื่อสังคม สร้าง งานสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ โอกาสนี้ผู้บริหารมีนโยบายยกระดับกิจการ เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติ สวนน้ำ และดำเนินการยื่นขออนุญาตสร้างสวนสัตว์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการ

ดำเนินการพิจารณาออกใบอนุญาต เพื่อวัตถุประสงค์เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน แหล่งศึกษาดูงานและ สร้างสรรพื้นที่ทำกิจกรรมสำหรับครอบครัว รองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ร้อยตำรวจตรีสุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร ได้ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 กรณี

การขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการ สวนสัตว์สาธารณะ “ช่างทองฟาร์ม” ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านคำเม็ก ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยขอให้ตรวจสอบว่า

ผู้ประกอบการได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตต่อส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง ตามกฎหมายว่าด้วยสวนสัตว์ สาธารณะ

และกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าแล้วหรือไม่ รวมถึงขอให้ตรวจสอบว่า กระบวนการขออนุญาตดังกล่าวเป็นไปตามลำดับขั้นตอนและผังงานที่กำหนดไว้หรือไม่

ชั่งทองฟาร์ม #แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร #สวนสัตว์ยังไม่ได้รับอนุญาต #ร้องเรียนสวนสัตว์ #มุกดาหาร #กิจการสัตว์ป่า #คาเฟ่สัตว์เลี้ยง #การท่องเที่ยวเชิงเกษตร #กฎหมายสัตว์ป่า #สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​