ลาน้องไปช่องบก – ดวงดี ศรีวิชัย สื่อรัฐทีวี

แชร์เนื้อหานี้

เพลงของนักร้องรุ่นใหญ่ ดวงดี ศรีวิชัย ที่เจ้าตัวบอกว่าแม้เด็กสมัยใหม่ จะคุ้นชินกับเพลงลูกทุ่งแบบผสมผสานตามยุคตามสมัย แต่เจ้าตัวเองขอยืนยันที่จะร้องเพลงลูกทุ่งแบบดั้งเดิม คือ ชัดถ้อยชัดคำและมีการเอื้อนเสียงที่ชัดเจน

ประวัติ ดวงดี ศรีวิชัย อดีต รองผู้อำนวยการฝ่ายการท่า ท่าอากาศยานสุวรรณภมิ
อดีตเคยรับราชการในกองทัพอากาศ ด้านศิลปิน ชนะเลิศดาวรุ่งเสียงทอง ข่อง 7 สี ลูกทุ่งหน้าใหม่ชายยอดนิยมมหานครอวอร์ดส ฮิตเก่าทำใหม่ยอดนิยมมหานครอวอร์ดส ดาวเมฆขลาลูกทุ่งตอบแทนคุณดีเด่น บ้านเกิด จังหวัดตรัง
เบอร์โทรติดต่อ 063-5322956 065-1942919

ลาน้องไปช่องบก คำร้องทำนอง อ.แดง ธิดาทิพย์ เรียบเรียง อ.มาร์ค ใบเตย

ทหารกล้า วันนี้ต้องลาแฟน พี่จะไปชายแดน น้องอย่านั่งคอตก บอกคนดี พี่จะไปช่องบก โอ้เมียจ้า น้องอย่าน้ำตาตก ที่ชายแดนช่องบก ตอนนี้มีปัญหา เขตชายแดน ถูกเขมรรุกราน เหล่าชายชาติทหาร ต้องปกป้องพารา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั่วฟ้าเมืองไทย โปรดคุ้มครองทหารไทย ให้ปลอดภัยด้วยหนา หลวงปู่ทวด หลวงพ่อโสธร กรมหลวงชุมพร ช่วยปกปักรักษา หลวงปู่ฝั้น ปู่มั่น ปู่โต๊ะ

พร้อมทั้งหลวงพ่อโต หลวงปู่ทิมต้องพา พระสมเด็จ กราบไหว้เสร็จคล้องคอ ผ้าถุงแม่ ไม่ลืมรูปถ่ายพ่อ ป้องกันตัวไว้คอ ท่องนะโม คาถา พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ น้องอยู่หลัง จงรอคอยฟังข่าว คอยติดตามเรื่องราว อย่ามัวนั่งโศกา ประเทศชาติไทยเราสำคัญ ใครมาแย่งแบ่งปัน นั้นไม่ได้หรอกหนา ศาสน์กษัตริย์ สิ่งที่เราเทิดทูน

ใครมาทำวายวุ่น เราไม่ยอมดังว่า ประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เหล่านักรบ ทหาร ยอมพลีชีพแลกมา แผ่นดินทองของเราต้องไม่แหว่ง ใครมาชิงมาแย่ง เราพร้อมสู้ยิบตา ทหารไทย หัวใจ นักสู้ ทหารไทย หัวใจ นักสู้ ใครคิดเป็นศัตรู มันต้องสิ้นชีวา ทหารกล้า

วันนี้ต้องลาแฟน พี่จะไปชายแดน น้องอย่านั่งคอตก บอกคนดี พี่จะไปช่องบก โอ้เมียจ้า น้องอย่าน้ำตาตก ที่ชายแดนช่องบอก ตอนนี้มีปัญหา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้กำกับฯ “ใหญ่ – กรภัทร์” พร้อมนำคอหนังสู่มิติใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทยในผลงานเรื่องล่าสุด “รอด/ตาย – Survive or Die?”

แชร์เนื้อหานี้

คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังและละครทีวีมาหลายปี ล่าสุด ผู้กำกับฯ ”ใหญ่ – กรภัทร์ ทั่งศรี“ พร้อมแล้วกับการนำเสนอ ”รอด/ตาย“ ผลงานเรื่องล่าสุดสู่สายตาคอหนัง ”ผมเชื่อเสมอว่าหนังที่ดีต้องเริ่มจากบทภาพยนตร์ที่ดีก่อน ดังนั้นจึงพยายามวางโครงสร้างให้ ’รอด/ตาย’ มีความแตกต่างไปจากหนังไทยแนวเขย่าขวัญทั่วไป“ ผู้กำกับฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานในหนังเรื่องใหม่

“ดังนั้นสิ่งที่ รอด/ตาย พยายามจะทำก็คือการเล่าเรื่องในแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรเดิม ๆ แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงความรู้สึกของคนดูในระดับที่ลึกกว่าหนังเขย่าขวัญทั่วไปในปัจจุบัน เพราะ รอด/ตาย กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ต่างออกไปด้วยวิธีการนำเสนอที่สดใหม่ของกลวิธีการเล่าเรื่อง ที่สำคัญผมมั่นใจว่า รอด/ตาย เป็นหนังที่มีศักยภาพในตัวเองมากพอที่จะเรียกให้คนดูหันมาให้ความสนใจ และยังสามารถพาคนดูออกจากกรอบเดิมๆ และเรียกเอาศรัทธากลับคืนมาให้กับวงการภาพยนตร์ไทยได้อีกครั้ง“

เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อพบกับ “รอด/ตาย – Survive or Die?” มิติใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ไทยโดยผู้กำกับฯ ”ใหญ่ – กรภัทร์ ทั่งศรี“ ตั้งแต่ 13 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปในโรงภาพยนตร์พร้อมกันทั่วประเทศ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนข. จัดเวที ‘แลนด์บริดจ์’ พร้อมประกาศความพร้อม การประมูลโครงการฯ ตามนโยบายของรัฐบาล /พบประชาชน ครั้งที่ 8 พื้นที่ต.วังใหม่ จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ได้ดำเนินการจัดการสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ ห้องลอฟท์ มาเนีย 1 โรงแรมลอฟท์ มาเนีย บูทิกโฮเทล อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดของโครงการ ข้อมูลและมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและข้อมูลรูปแบบการลงทุนจากข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยและต่างชาติ โดยได้รับเกียรติจาก นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการสัมมนาในครั้งนี้ และมีตัวแทนจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมการสัมมนา

นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการนำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดโครงการฯ ในทุกประเด็น ซึ่งจากการศึกษาพบว่าโครงการฯ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการลงทุน (EIRR) คิดเป็น 17.38% (กรณีวิเคราะห์เฉพาะท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง และการพัฒนาพื้นที่หลังท่า) โดยรูปแบบโครงการฯ ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย ทำเลที่ตั้งบริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร และท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน ทำเลที่ตั้งบริเวณแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง เชื่อมโยงท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งด้วยเส้นทางคมนาคม พาดผ่านพื้นที่ 2 จังหวัด 2 อำเภอ 9 ตำบล ได้แก่

จ.ระนอง อ.เมืองระนอง ต.ราชกรูด และ จ.ชุมพร อ.หลังสวน ต.บางน้ำจืด ต.นาขา ต.วังตะกอ ต.หาดยาย อ.พะโต๊ะ ต.ปังหวาน ต.พระรักษ์ ต.พะโต๊ะ ต.ปากทรง ระยะทางรวม 89.35 กิโลเมตร ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองขนาด 6 ช่องจราจร ทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน (Standard Gauge) และทางรถไฟขนาดราง 1 เมตร (Meter Gauge) พร้อมถนนบริการ ภายในพื้นที่เขตทาง 175 เมตร โดยมีการใช้ระบบขนย้ายตู้สินค้าที่ท่าเรือเป็นระบบท่าเรืออัตโนมัติ (Automation Port) การบริหารจัดการท่าเรือที่ทันสมัย (Smart Port) และการบริหารท่าเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Port) รวมทั้ง มีการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์หลังท่าที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากมีการพัฒนาโครงการ

แลนด์บริดจ์ จะสามารถลดเวลาในขนส่งตู้สินค้าได้ถึง 4 วันและสามารถลดต้นทุนการขนส่งลงถึง 15% และจะทำให้ประเทศไทยเป็นประตูการค้าในการนำเข้าและส่งออกตู้สินค้าของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน
นอกจากนี้ สนข. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน และศักยภาพของพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรอบด้านจากการพัฒนาโครงการ ได้แก่ (1) การพัฒนาระบบคมนาคมทั้งทางถนน ทางรถไฟ และสนามบินในพื้นที่ ทำให้เกิดความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน และการขนส่งตู้สินค้าเพื่อกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ (2) การสร้างโอกาสการจ้างงานในพื้นที่ และทั้งประเทศถึง 280,000 ตำแหน่ง (3) การเพิ่มโอกาสของภาคเอกชนไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารและประมง อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ยา เวชภัณฑ์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เป็นต้น และ (4) เกิดการพัฒนาต่อเนื่องทั้งด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (น้ำประปา ไฟฟ้า การกำจัดขยะ) นอกจากนี้ในการศึกษามีการระบุให้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพเพื่อส่งเสริมทักษะให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อรองรับการจ้างงานของคนในพื้นที่ เข้าทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการพัฒนา โครงการ

สำหรับประเด็นข้อกังวลต่าง ๆ จากภาคประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เช่น ผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนจากการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ หรือมาตรการในการชดเชยเยียวยา กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นอย่างไรนั้น ทาง สนข.ได้รับทราบข้อกังวลทั้งหมดจากประชาชนผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากกว่า 60 เวที และได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบร่วมกับผลการศึกษา เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยยึดหลักการพัฒนาโครงการให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้โครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนควบคู่กับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่นผ่านกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในการศึกษาครั้งนี้มีการกำหนดให้ผู้รับผิดชอบโครงการทำการจัดตั้งกองทุน โดยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สมทบเงินเข้ากองทุน และนำเงินในกองทุนเพื่อไปใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนมีการพัฒนาโครงการ

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มีความสมบูรณ์และสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการในขั้นตอนต่อไป สนข.กำลังจัดเตรียมเอกสารประกวดราคาเพื่อดำเนินการจัดหานักลงทุนทั้งชาวไทย และต่างชาติเข้ามาดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะมีความพร้อมในการประกวดราคาในปีหน้า ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ และประชาชนทั้งประเทศมีความกินดีอยู่ดี มีรายได้ มีงานทำต่อ

จังหวัดชุมพรพบประชาชน ครั้งที่ 8 พื้นที่ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้(22 ส.ค. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร, นายกัมปนาท กลิ่นเสาวคนธ์ ปลัดจังหวัดชุมพร ร่วมโครงการจังหวัดพบประชาชนจังหวัดชุมพร “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ประจำปี 2568

ณ สำนักงานเทศบาลตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยมีหัวหน้าส่วนราชหาร ข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ สาธารณสุข เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร แม่บ้านมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมออกหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน

โดยนำบริการต่างๆ อาทิ บริการด้านการแพทย์ตรวจรักษาโรคเบื้องต้น ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่นสายตาฟรี บริการทำบัตรประชาชนนอกสถานที่ บริการให้คำปรึกษา รับร้องเรียนร้องทุกข์ แจกพันธุ์ต้นไม้ พืชผัก พันธุ์ปลา มอบถุงยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุ มอบทุนการศึกษา และมอบจักรยาน ให้แก่นักเรียน เป็นต้น
โครงการจังหวัดพบประชาชนจังหวัดชุมพร “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน”

เป็นโครงการสืบเนื่องมาจากแผนพัฒนาจังหวัดชุมพร พ.ศ. 2566 – 2570 สอดคล้องตามแนวทางการพัฒนา ที่ยั่งยืนและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้เป้าหมายการพัฒนา (วิสัยทัศน์) ที่ว่า “ชุมพร เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจดีและมีคุณค่ามุ่งสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดในการสร้างคนคุณภาพ พัฒนาสังคมแห่งความสันติสุข มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและ

ทรัพย์สิน และการพัฒนาชุมชนให้มีความมั่นคงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว จังหวัดจึงได้จัดหน่วยบริการประชาชนขึ้น โดยบูรณาการหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรเอกชนต่าง ๆ ร่วมออกพบปะ เยี่ยมเยียน พร้อมนำบริการของภาครัฐ มาให้บริการพี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการออกหน่วยบริการ ไว้เดือนละหนึ่งครั้ง หมุนเวียนไปยังอำเภอต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอ


นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ เปิดเผย กระผมมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาพบปะ เยี่ยมเยียน พี่น้องประชาชนชาวตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร ทุกท่าน ในวันนี้ ภายใต้เป้าหมาย การพัฒนา (วิสัยทัศน์) ที่ว่า “ชุมพร เมืองน่าอยู่ เศรษฐกิจดีและมีคุณค่า มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนา จังหวัด ในการสร้างคนคุณภาพ พัฒนาสังคมแห่งความสันติสุข มีความ มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการพัฒนาชุมชนให้มีความ มั่นคง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากแนวทางการพัฒนาดังกล่าว จังหวัดจึงได้จัดหน่วยบริการ ประชาชนขึ้น

โดยบูรณาการหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรเอกชนต่าง ๆ ร่วมออกพบปะ เยี่ยมเยียน พร้อมนำบริการของภาครัฐมาให้บริการพี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการออกหน่วย บริการไว้เดือนละหนึ่งครั้ง หมุนเวียนไปยังอำเภอต่าง ๆ ครอบคลุม พื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดชุมพร และ

ในวันนี้ นับเป็นโอกาสอันดี ที่จังหวัดได้นำงานบริการ ของหน่วยงานต่าง ๆ มาให้บริการ และดูแล แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ในพื้นที่ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร จึงอยากให้ทุกท่านที่ได้มาร่วมงานโครงการในวันนี้ ได้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหน่วยงานที่ออกหน่วยให้บริการ ในครั้งนี้ มีความตั้งใจและพร้อมที่จะให้บริการแก่พี่น้องประชาชนทุก ๆ ท่านด้วยความยินดียิ่ง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศปปค.ฝกพ.ศปก.ทบ.ตรวจเยี่ยม ทภ.4และมทบ.44 ในการดำเนินโครงการฯ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น พล.ต.มานพ แฝดกลาง ผอ.ศปปค.ฝกพ.ศปก.ทบ.เดินทางมาตรวจเยียมการดำเนินโครงการ ประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แก่กำลังพล ทบ. ที่ปลดพิการทุพพลภาพ และครอบครัว ประจำปี2568

เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมกับ พ.อ.หญิง โสมนัส ว่องไววุฒิกุลเดช รอง หน.คณะฯ/ ที่ปรึกษา ศปปค.ฯ พ.อ.หญิง อัจฉรี อ่อนแก้ว หน.ชป.4 ร.อ.สุทธิชัย โสดามรรค นายทหารประจำศูนย์ ร.ท.ชุมพล พานพระ นายทหาร ปฏิบัติการ พร้อมคณ

คณะเดินทางออกจากบ้านพักรับรอง บทม.44 สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และ พระอนุสาวรีย์ กรมหลวงชุมพร ค่ายเขตอุดมศักดิ์  เสร็จแล้ว คณะตรวจเยี่ยมฯ เข้าเยี่ยมคำนับ ผบ.มทบ.44  ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า โดยมี รองประธาน สม.ทบ.มทบ.44 , ฝสธ., ฝอ.มทบ.44 , คุณพรชนก  บุญโพธิ์แก้ว ผอ.ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดชุมพร (พมจ.) ,
คุณวงเดือน  คงจร นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร และ คุณพิชัย  โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่คณะตรวจเยี่ยม ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า บก.มทบ.44

ต่อจากนั้น คณะตรวจเยี่ยมฯ ออกเดินทางที่บ้านเลขที่ 31 ม.6 ต.ตากแดด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ตรวจเยี่ยมโครงการโครงการเลี้ยงไก่ไข่ (ปศุสัตว์) ของ จ.ส.ท.ธนัส สุขจตุรภัทร ผู้ดูแลใช้สิทธิแทนบุพการี นางบุญเยาว์ ชัยบุรี อายุ 68 ปี
การดำเนินการโครงการได้รับการสนับสนุนโครงการฯจาก บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ปีที่ได้รับ พ.ศ.2568

ได้รับตลอดปีดำเนินการโครงการ จำนวน 116,836.50 บาท 1.จัดชื้อวัสดุสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นเงิน 40,000 บาท 2.จ่ายค่าจ้างช่างสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นเงิน 10,000 บาท

3. จัดซื้อไก่ไข่ จำนวน 30 ตัว เป็นเงิน 7,500 บาท 4. ค่าอาหารสำหรับไก่ไข่ เป็นเงิน 36,000 บาท 5. วิตามินสำหรับไก่ไข่ เป็นเงิน 12,540 บาท ผลสรุปได้ดำเนินการเลี้ยงไก่ไข่ไปตามแผนงานของโครงการ ยังไม่มีรายได้จากการดำเนินโครงการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านตำบลคีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา เดินหน้าประกาศ “ไม่เอาพืชกระท่อม” แสดงจุดยืนด้วยการ ตัด-โค่น-เผา ต้นกระท่อม

แชร์เนื้อหานี้

22 สค.68 ชาวบ้านใน ต.คีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต ร่วมกับอำเภอธารโต ได้ร่วมกันโค่นต้นกระท่อมพร้อมนำไปเผาทำลายทิ้ง เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า “ไม่เอาพืชกระท่อม” หลังพบวัยรุ่นในพื้นที่ได้นำใบกระท่อมมาต้มและนำไปผสมกับสารเสพติดแล้วนำไปดื่มทำให้เกิดอาการมึนเมา ทั้งนี้ เป็นไปตามวาระการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “ปฏิบัติการ 120 วัน ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดปัญหาการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิด โดยมีเป้าหมายให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านพิกุลทอง ม.1 ต.คีรีเขต กล่าวว่า การกวาดล้างยาเสพติดถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน แม้ว่าพืชกระท่อมจะถูกปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดแล้วก็ตาม แต่เมื่อสังคมตระหนักถึงโทษภัยที่แท้จริง ชาวคีรีเขตจึงได้มีการรณรงค์ให้โค่นทำลายและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นปัญหาซ้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า พืชกระท่อมยังคงก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี และควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้ในทางที่ผิด

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวด้วยว่า ล่าสุด ได้มีการดำเนินมาตรการสร้างการรับรู้ในกลุ่มเยาวชนระดับหมู่บ้าน เนื่องจากเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีเครือข่ายกว้าง ทั้งด้านการศึกษา กีฬา และการรวมกลุ่มกับเพื่อนฝูง เมื่อได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจถึงโทษของพืชกระท่อมอย่างแท้จริง ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงและสื่อสารต่อไปยังกลุ่มเพื่อน ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นเกราะป้องกันด่านแรกของสังคม นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยกำลังในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และองค์กรท้องถิ่น โดยมีผู้นำชุมชนและกำนันตำบลเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนมาตรการเชิงป้องปราม

นายพงษ์ศักดิ์ ไชยแก้ว ระบุด้วยว่า การกวาดล้างและป้องกันปัญหายาเสพติด รวมถึงพืชกระท่อม จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อชุมชนมีความเข้าใจตรงกันและเห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงการใช้พลังของสื่อมวลชนเป็นช่องทางเผยแพร่และกระจายข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้การรณรงค์มีพลังและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ภาพข่าว/ อัมรัน เเมหะ สวท.ยะลา
ตอริก สหสันติวรกุล ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการข่าวภูมิภาคใต้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ทุกพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

‘ประเสริฐ’ ย้ำไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน คนพิการกว่า 2.2 ล้านคน เร่งขับเคลื่อน Universal Design หรืออารยสถาปัตย์ ให้ทุกพื้นที่เข้าถึงได้-ปลอดภัย

การจัดกิจกรรม โดยมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย พัฒนาจังหวัดนครราชสีมา สู่ “เมืองสุขภาพนานาชาติ-เมืองท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ-Tourism for All” ต้นแบบอีสาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว-ยกระดับคุณภาพชีวิตคนทั้งมวลอย่างยั่งยืน เวลา 14.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่ายจัดพิธี “เปิดเมืองอารยสถาปัตย์ เมืองกีฬา และเมืองท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน หรือ Universal Design (UD)

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. กล่าวเปิดงานว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยปี 2568 มีผู้สูงอายุมากกว่า 14 ล้านคน หรือประมาณ 21.87% ของประชากรทั้งประเทศ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า

การหกล้มและอุบัติเหตุในที่พักอาศัยที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตนำไปสู่ภาวะพิการ โดยทุกปีมีผู้สูงอายุหกล้มกว่า 30% หกล้มนอกบ้าน 65% หกล้มภายในบ้าน 35% สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการลื่น สะดุด หรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกันสูงถึง 65.4% ตกหรือล้มจากบันไดและขั้นบันได 5.6% และยังมีคนพิการกว่า 2.2 ล้านคน คิดเป็น 3% ของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาล จึงจำเป็นต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านอารยสถาปัตย์ (Friendly Design)


แนวทางอารยสถาปัตย์จึงเป็นแนวทางที่ สสส. และภาคีเครือข่าย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชากรทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งจะส่งผลดีทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดและประเทศในระยะยาว โครงการนี้คือก้าวสำคัญในการยกระดับจังหวัดนครราชสีมาสู

เมืองสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub)การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism)การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All)
โดยเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ เข้าถึงได้ ใช้ได้จริง ปลอดภัย สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ และครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่กำหนดให้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์เป็นวาระสำคัญของประเทศ

นายประเสริฐ รองนายกฯ ได้กล่าว ขอบคุณจังหวัดนครราชสีมา สสส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมครั้งนี้ และแสดงความหวังว่างานดังกล่าวจะช่วยจุดประกายให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของอารยสถาปัตย์ และขับเคลื่อนโคราชสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล” อย่างยั่งยืนต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมัชชาการศึกษา จ.น่านรับรางวัลสมัชชาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประเภทการขับเคลื่อนศักยภาพพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และดร.ศิริโชค พิพัฒน์เสฐียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่านได้มอบหมายให้ ดร.สำรวย ผัดผล นายบุญยงค์ สดสอาด ดร.สุวรินทร์ เพ็ญธัญญการ นางสกนธรัตน์ วงษ์สิริโชตน์ นางปิยะนุช ไชยสมทิพย์ นางสาวปาลิกา คำวรรณ์ สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่าน เข้าร่วมประชุมสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ในโอกาสเดียวกันนี้สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่านได้รับรางวัลสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 ประเภทการขับเคลื่อนศักยภาพพื้นที่ ณ โรงแรมทีเค พาเลชแอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.บึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตย มุ่งสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ห้องประชุมเดอะวันคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ จัดโครงการเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อสร้างพรรคการเมืองคุณภาพ

โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้แทนพรรคการเมืองในพื้นที่เข้าร่วม ขณะที่ นายไพรัต คัณทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการ

ทั้งนี้ นายแสวง บุญมี กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือเป็นภารกิจสำคัญของ กกต. ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การจัดโครงการในครั้งนี้ ยังเป็นเวทีให้พรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาพรรคในเชิงคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และส่งเสริมการเมืองไทยให้โปร่งใสและเป็นธรรม
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุก​จับปลัด อบจ.มุกดาหาร เรียกรับเงินผู้รับเหมา 7 แสนบาท​ตำรวจ-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. สนธิกำลังบุกล็อกคาห้องทำงาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับนายประทีป จูฑะศร รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 4, นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการ สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ,

นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร, นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและการข่าว 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกันสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิ ชอบภาค 4 ที่ 21/2568 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2568

สืบเนื่องจากผู้รับเหมารายหนึ่งร้องเรียนว่าผู้ต้องหาเรียกรับเงินร้อยละ 8–10 ของวงเงินโครงการก่อสร้างและเสริมผิวถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกจำนวน 7 โครงการ วงเงินรวมกว่า 12 ล้านบาทผู้รับเหมาระบุว่า หลังดำเนินงานเสร็จสิ้นทั้งหมดและได้รับเงินค่าจ้างเพียง 2 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 10,278,000 บาท ส่วนอีก 5 โครงการ มูลค่า 2,495,000 บาท

ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากปลัด อบจ.มุกดาหาร ชะลอการอนุมัติ พร้อมทั้งเรียกรับเงิน ร้อยละ 10 ของวงเงินโครงการ หากไม่ยอมจ่าย จะสั่งตรวจสอบย้อนหลังโดยอ้างว่าโครงการไม่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งผู้เสียหายต้องยอมตกลงที่จะจ่ายเงินให้โดยได้มีการต่อรองจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจนสามารถตกลงกันได้เป็นจำนวนเงิน 700,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมผู้เสียหายได้จ่ายเงินให้แก่ปลัด อบจ.มุกดาหาร ไปแล้ว 500,000 บาท โดยนัดจ่ายส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาทในภายหลังหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ และได้เข้าจับกุมปลัด อบจ.มุกดาหาร

พร้อมเงินสดของกลางจำนวน 200,000 บาท ที่ห้องทำงานของปลัด อบจ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและแจ้งดำเนินคดีในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ เรียกรับผลประโยชน์ และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และ 157

เบื้องต้น ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปบันทึกจับกุมที่ สภ.เมืองมุกดาหาร และส่งตัวให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

#ปลัดอบจมุกดาหาร #สินบนผู้รับเหมา #บกปปป #ปปช #ปปท #จับคาห้องทำงาน #ทุจริตคอร์รัปชัน #ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #มุกดาหาร
ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สกัดจับรถขนยาเสพติดลงใต้ ได้ของกลางเป็นยาบ้า 1 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ทล., พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม, พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ภคพล สุชลผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง, พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผกก.2 บก.ทล.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.ชรัณ ปาณะศรี รอง สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., ร.ต.อ.วิมล แก้วชู, ด.ต.ธนพนธ์ เกิดเขาทะลุ ผบ.หมู่ ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.

ร่วมกันจับกุมตัว นายสุริยาฯ อายุ 49 ปี ในความผิดฐาน จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า, ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือประชาชนทั่วไป, เป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย แชะ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

พร้อมยึดของกลาง ยาบ้าจำนวน 1,000,000 เม็ด สถานที่จับกุม บริเวณทางหลวงหมายเลข 41 ( เอเชีย ) กม.18+400 (ขาล่องใต้) ต.วิสัยเหนือ อ.เมือง จ.ชุมพรพฤติการณ์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพร ออกตรวจพื้นที่บนถนนทางหลวงหมายเลข 41 ช่วง กม.18+400 ขาล่องใต้ พื้นที่ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็น รถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์น้ำตาล มีพฤติกรรมน่าสงสัย เนื่องจากติดฟิล์มดำทึบผิดปกติ คาดว่าจงใจจะใช้รถยนต์ในการอำพรางบรรทุกสิ่งของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงท้ายรถคันดังกล่าวมีลักษณะห้อยต่ำ คล้ายบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบทะเบียนรถคันดังกล่าวในระบบฐานข้อมูล Big Data ของตำรวจสอบสวนกลาง พบว่าเจ้าของรถคันดังกล่าวมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งต่อมาเมื่อผู้ขับขี่รถคันต้องสงสัยได้พบกับรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผู้ขับขี่กลับชะลอความเร็ว แสดงอาการพิรุธจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทำการเรียกตรวจสอบ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรถยนต์คันดังกล่าวให้หยุดได้แล้วนั้น เจ้าหน้าที่พบพิรุธว่าผู้ขับขี่มีอาการรีบเดินลงมาจากรถทันที ซึ่งคาดว่าเป็นการพยายามที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินไปที่รถ จากพิรุธดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าทำการตรวจค้นรถคันดังกล่าวอย่างละเอียด โดยพบกระสอบปุ๋ยสีขาว 5 กระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในห้องโดยสารและท้ายรถ ซึ่งเมื่อเปิดกระสอบออกมาพบเป็น “ยาบ้า” บรรจุแท่งพลาสติกอย่างแน่นหนา จำนวน 100 มัด หรือ 1,000,000 เม็ด

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้สอบถามนายสุริยาฯ ผู้ขับขี่ โดย นายสุริยาฯ รับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้ลำเลียงยาเสพติด จากนายเอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นคนที่จะคอยมอบงานรับ-ส่งยาเสพติดในพื้นที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ให้กับตนเอง โดยครั้งนี้นายสุริยาฯ ได้รับงานให้ขึ้นไปรับยาเสพติดล็อตใหญ่ จากพื้นที่ จ.ชลบุรี เพื่อนำไปส่งทางภาคใต้

โดย นายสุริยาฯ ให้การว่าได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท แต่ยังไม่ทันส่งของถึงที่หมายกลับถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังยอมรับว่า ตนเองได้เสพยาบ้าระหว่างการเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงตรวจปัสสาวะ พบมีสีม่วงชัดเจน และเมื่อส่งตรวจที่โรงพยาบาลผลยืนยัน “เป็นบวก” มีสารเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดส่งดำเนินคดีกับ พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ตามกฎหมายต่อไป