ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก

แชร์เนื้อหานี้

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ….การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก…”อลงกรณ์ พลบุตรในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน “แร่หายาก” (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียน สถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

จุดเปลี่ยนของอาเซียน: เมื่อสหรัฐฯรุกกลับ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากจีนประกาศใช้มาตรการใหม่อย่างครอบคลุมเพื่อจำกัดการส่งออกแร่หายาก โดยกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่เหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนล่วงหน้า และต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีด้วยการขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% และเตรียมออกข้อจำกัดใหม่ต่อการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญบางประเภท เพื่อปกป้องเศรษฐกิจเทคโนโลยีของตนเองการลงนามข้อตกลงกับ 4 ชาติอาเซียนในครั้งนี้ คือการปฏิบัติการเชิงรุกโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. กระจายความเสี่ยง เพื่อลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน
  2. สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายการผลิตและแปรรูปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับกลุ่มประเทศอาเซียน
  3. เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน
    โดยเฉพาะอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯในการพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์
  4. จีนรุกก่อน: ความร่วมมือมาเลเซียโรงสกัดแร่หายากแห่งใหม่

ข้อมูลจาก U.S. Geological Survey 2025 ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบอย่างยิ่งของจีนในตลาดแร่หายากโลก โดยจีนควบคุม 71% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และครองส่วนแบ่งสูงถึง 86% ของการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งปัจจุบัน แร่หายากจัดเป็นหมวดแร่ธาตุยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน จนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น หลอดไฟ หน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้ยูโรเปียมเป็นส่วนประกอบ และการขัดกระจกหรือกลั่นน้ำมันที่ใช้ซีเรียมและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงทางยุทธวิธีเช่นขีปนาวุธนำวิถีและระบบอาวุธต่างๆความได้เปรียบของจีนถูกแปลงเป็นอำนาจต่อรองผ่านมาตรการจำกัดการส่งออก โดยในเดือนกรกฎาคม 2023 จีนประกาศควบคุมการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งส่งผลกระทบถึง 94% ของอุปทานโลก

กล่าวได้ว่าจีนคือผู้เล่นที่ถือไพ่เหนือกว่า เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และประเทศที่มีทรัพยากรแร่หายากมากที่สุดในโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มสร้างพันธมิตรในอาเซียน
จีนเดินหน้าก่อนหนึ่งก้าวด้วยการลงนามความร่วมมือสำคัญกับมาเลเซีย เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งใหม่ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซียมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีกำลังการผลิตสามารถแปรรูปแร่หายากได้ 5,000 ตันต่อปีด้วยเทคโนโลยีนำเข้าจากจีนโดยบริษัท China Nonferrous Metal Mining Groupคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 2027โอกาสของอาเซียน: จากการเป็น “ผู้ตาม” สู่ “ผู้เล่นหลัก”อาเซียนไม่เพียงเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจเท่านั้นแต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานโลก
1.มาเลเซียกำลังพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางแร่หายากของภูมิภาค2.เวียดนามมีศักยภาพเป็นฐานผลิตแร่หายากแทนจีน
3.อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อุดมด้วยทรัพยากรแร่และกำลังแรงงาน4.ไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกและเติบโตเร็วที่สุดในโลกสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

ทั้งนี้ทำเนียบข่าวเผยแพร่เอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การแปรรูปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโครงการแร่หายากในประเทศไทย: ศักยภาพและความคืบหน้าเมื่อ“แร่หายาก”กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ประเทศไทยก็มีแร่หายาก และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ6 ของโลกโดยผลิตได้ 13,000 ตันในปี2024เพิ่มขึ้นกว่า 260% จากปีก่อนหน้าและมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018ถือเป็นการเติบโตที่ “เร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตแร่หายากโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกและภาคใต้

  1. โครงการในจังหวัดนครราชสีมาโรงงานNeo Magnequenchที่นครราชสีมาผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่ฝBYD (จีน) ลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 486 ล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อเชื่อมโยงซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก2.โครงการในจังหวัดกาญจนบุรี
    บริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากนอกประเทศจีนรายใหญ่ที่สุด กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานแปรรูปแร่หายากในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ การศึกษาครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
    ทั้งนี้พื้นที่อำเภอทองผาภูมิมีการค้นพบแหล่งแร่โมนาไซต์ (Monazite) ซึ่งมีธาตุหายากกลุ่ม LREE (Light Rare Earth Elements) ที่มีค่าสูง เช่น แลนทานัม (Lanthanum) เซอเรียม (Cerium) และนีโอดิเมียม (Neodymium) ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
    จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี คาดว่ามีปริมาณสำรองเบื้องต้นประมาณ 50,000 ตัน โดยมีเป้าหมายเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2028 3.โครงการในจังหวัดภูเก็ตและพังงา
    การสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแร่เซอไรต์ (Xenotime) และเซนอไทต์ (Synchysite) ในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีธาตุหายากกลุ่ม HREE (Heavy Rare Earth Elements) ที่มีมูลค่าสูง เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) เทอร์เบียม (Terbium) และเออร์เบียม (Erbium)
    โดยบริษัท Thaisarco ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการถลุงแร่ดีบุก กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกแร่โคลัมเบต-แทนทาไลท์ (Columbite-Tantalite) ที่มีธาตุหายากปนอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแยกแร่
    4.โครงการวิจัยและพัฒนา
    กรมทรัพยากรธรณีกำลังดำเนินการทำแผนที่แหล่งแร่หายากทั่วประเทศอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และการวิเคราะห์ทางธรณีฟิสิกส์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2026
    ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยกระบวนการแยกแร่หายากด้วยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาระบบรีไซเคิลสารเคมีและลดของเสียจากการผลิต ผลการศึกษาคาดว่าจะเผยแพร่ภายในไตรมาสแรกของปี 2026

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมแร่หายากถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมความพร้อมได้แก่
1.การพัฒนาบุคลากร
ต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปแร่หายาก
3.การจัดการสิ่งแวดล้อม
กระบวนการแปรรูปแร่หายากต้องได้มาตรฐานสากล
4.การรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน

อนาคตที่ต้องจับตาการแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่ออัพเกรดสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน(Global Supply Chain)แร่หายากของโลก
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนรวมทั้งการขับเคลื่อนความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐอย่างสมดุลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในเกมใหญ่เกมนี้ของเรา.

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

  1. U.S. Geological Survey (2025). Mineral Commodity Summaries: Rare Earths
  2. Reuters (26 ตุลาคม 2025). “U.S. signs trade and critical minerals pacts with four ASEAN nations”
  3. Department of Mineral Resources Thailand (2025). “รายงานการศึกษาศักยภาพแร่หายากในประเทศไทย”
  4. Lynas Rare Earths (2025). “Thailand Project Feasibility Study Report”
  5. Thaisarco (2025). “การศึกษาความเป็นไปได้การแยกแร่หายากจากแร่โคลัมเบต-แทนทาเลต”
  6. King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang (2025). “งานวิจัยกระบวนการแยกแร่หายากอย่างยั่งยืน”
  7. China Nonferrous Metal Mining Group 2025“ข้อมูลโครงการมาเลเซีย”
    หมายเหตุ:
    แร่ธาตุหายาก” (Rare Earths)
    แร่หายากเป็นกลุ่มของโลหะหนัก 17 ชนิด ประกอบด้วยธาตุเคมี ได้แก่ ซีเรียม (cerium), พราเซโอไดเมียม (praseodymium), นีโอไดเมียม (neodymium), โพรมีเทียม (promethium), ซามาเรียม (samarium), ยูโรเปียม (europium), แกโดลิเนียม (gadolinium), เทอร์เบียม (terbium), ดิสโพรเซียม (dysprosium), โฮลเมียม (holmium), เออร์เบียม (erbium), ทูเลียม (thulium), อิตเทอร์เบียม (ytterbium), ลูทีเทียม (lutetium) และแลนทานัม (lanthanum) ซึ่งเป็นธาตุต้นแบบของกลุ่ม รวมถึงสแกนเดียม (scandium) และอิตเทรียม (yttrium) ทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่า “แร่แรร์เอิร์ธ” หรือ “ธาตุหายาก”
    แม้แร่เหล่านี้จะพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ แต่เหตุที่ถูกเรียกว่า “หายาก” มาจากความยากในการสกัดให้ได้ในรูปแบบบริสุทธิ์ โดยมักกระจายตัวปะปนอยู่กับแร่ชนิดอื่นในปริมาณน้อย อีกทั้งกระบวนการสกัดต้องใช้สารเคมีเข้มข้นและก่อให้เกิดของเสียที่เป็นพิษจำนวนมาก จึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

10 อันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลก ปี 2024
1.จีน 270,000 ผู้นำเบอร์หนึ่งของโลก ควบคุมตลาดกว่า 70% มีเหมือง Bayan Obo ที่มองโกเลีย
2.สหรัฐอเมริกา 45,000 ผลิตจากเหมือง Mountain Pass (California) ภายใต้บริษัท MP Materials
3.เมียนมา (พม่า) 31,000 แม้มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มติดอาวุธ แต่ยังเป็นแหล่งแร่หนักสำคัญของจีน
4.ออสเตรเลีย 13,000 บ้านของ Lynas Rare Earths เหมือง Mount Weld หนึ่งในแหล่งแร่หายากชั้นนำของโลก
5.ไนจีเรีย 13,000 ดาวรุ่งใหม่ของแอฟริกา เริ่มจับมือฝรั่งเศสพัฒนาเหมืองและโรงแปรรูป
6.ประเทศไทย 13,000 ผลิตพุ่ง 261% ในปีเดียวมีโรงงาน Neo Magnequench ที่โคราช
7.อินเดีย 2,900 มีทรัพยากรชายฝั่งมากแต่ผลิตน้อย เข้าร่วมโครงการ Minerals Security Partnership (MSP)
8.รัสเซีย 2,600 มีแหล่งสำรองใหญ่แต่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เหมืองหลักคือ Tomtor
9.มาดากัสการ์ 2,000 มีศักยภาพสูงแต่ถูกต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องสิ่งแวดล้อม
10.เวียดนาม 300 มีแหล่งแร่ใหญ่ แต่สะดุดเพราะคดีทุจริตในวงการเหมืองปี 2023

‘เสถียรธรรมสถาน’ เชิญชวนผู้ศรัทธา ร่วมส่ง – ปฏิบัติภาวนา เพื่อเป็นอาจาริยบูชา ‘แม่ชีศันสนีย์’


นางสายสัมพันธ์ ปัญญศิริ ประธานมูลนิธิเสถียรธรรมสถาน กล่าวว่า เสถียรธรรมสถานกำหนดให้มีการเคลื่อนกายสังขาร แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ออกจากเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ อย่างถาวร สู่เสถียรธรรมสถาน หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี โดยเรียกชื่องานนี้ว่า ‘จากบ้านสู่บ้าน จากปณิธานสู่ความจริง’ ขอเชิญลูกศิษย์และผู้ศรัทธาแม่ชีศันสนีย์ได้ร่วมส่งท่านผ่าน

การร่วมงานสวดพระอภิธรรม ในวันที่ 28-30 ต.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 18.23 น. เป็นต้นไป ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ และในวันที่ 31 ต.ค. จะจัดเป็นขบวนเคลื่อนกายสังขารของแม่ชีศันสนีย์ออกจากเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ ในเวลา 04.00 น. โดยคาดว่าจะถึงเสถียรธรรมสถาน หุบเขาโพธิสัตว์ ในเวลาประมาณ 09.00 น. และจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมจนถึงวันที่ 2 พ.ย.นั้น


นางสายสัมพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกำหนดการงาน ‘จากบ้านสู่บ้าน จากปณิธานสู่ความจริง’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ชาตกาล และการเคลื่อนกายสังขารแม่ชีศันสนีย์ จากเสถียรธรรมสถาน สู่หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี ดังนี้ วันที่ 28 – 30 ต.ค. ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ การปฏิบัติภาวนาในกิจกรรม Spiritual Trip ตั้งแต่เวลา 10.15น. และสวดพระอภิธรรมตั้งแต่เวลา 18.23 น. เป็นต้นไป

โดยระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค. เวลา 17.00 – 18.00 น. จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา โดยวันที่ 28 ต.ค. เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จาก ‘ผู้ได้โอกาส’ สู่ ‘ผู้ให้โอกาส’ โดย พระครูนนทสังฆกิจจาพิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 29 ต.ค. เรื่อง วันนี้ของเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่แม่ปลูก

โดย พระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 30 ต.ค. พระธรรมเทศนา เรื่อง ‘หัวใจแม่หัวใจโพธิสัตว์ของ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ โดย พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ส่วนวันที่ 31 ต.ค. ครบรอบ 72 ปี

ชาตกาล แม่ชีศันสนีย์ จะมีพิธีเคลื่อนกายสังขาร แม่ชีศันสนีย์ สู่หุบเขาโพธิสัตว์ ตั้งแต่เวลา 03.00น. เมื่อถึงหุบเขาดพธิสัตว์ เวลา 14.00-15.30 น. จะมีกิจกรรม Spiritual Talk เวลา 17.00-18.00 น. พระธรรมเทศนา เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กับการให้ธรรม…ให้ทาง

ดูเรื่องนี้

โดย พระครูจารุปริยัติการ เจ้าอาวาสวัดหนองขุ่น จ.อุบลราชธานี จากนั้นวันที่ 1-2 พ.ย. ที่หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี จะมีการจัดปฏิบัติภาวนาถวาย แม่ชีศันสนีย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ line : @sdsline หรือ โทร. 02-510-6697

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ พระอุโบสถ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คณะพระภิกษุสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย

ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ จุดเทียนธูปหน้าตูพระธรรม และตัวแทนไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราช

ชนนีพันปีหลวง พระสงฆ์ วัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 10 รูป สวดอภิธรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ อบต.บางพลี ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี และประชาชนชาวอำเภอบางพลี เข้าร่วมพิธี


สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้แจ้งแนวทางให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศ และวัดไทยในต่างประเทศ ดำเนินการบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล โดยตั้งโต๊ะหมู่บูชา พร้อมพระฉายาลักษณ์ หรือพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเครื่องราชสักการะภายในพระอุโบสถ

หรือสถานที่ให้สมพระเกียรติ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมถวายพระราชกุศลทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จัดพิธีบำเพ็ญกุศลครบกำหนดสัตตมวาร (7 วัน) ปัณรสมวาร (15 วัน) ปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) ตามกำหนด

พร้อมจัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ ฟังธรรม และถวายสังฆทาน ให้สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมถวายพระราชกุศลในวันสำคัญตามกำหนด และให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสวดมนต์ ในพิธีดังกล่าว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงเวลาหลังทำวัตรเย็นเป็นประจำทุกวัน ตลอดระยะเวลาไว้ทุกข์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สืบ ภาค 5, ศปอส.ภ.5, บก.สส.ภ.5 เปิดปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS”3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา บุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน

แชร์เนื้อหานี้

โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕ ร่วมกันจับกุม

1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่

2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” พร้อมของกลาง

  1. บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท)
  2. คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด
  3. โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน ​ 2 ​ เครื่อง
  4. กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​ 2,000 กล่อง
    5. เร้าเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​ 1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

​จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น

​จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น

​จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น

​(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป..

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เตือนภัยชาวมุกดาหาร! โจรแสบบุกขโมยพระและของมีค่าภายในร้าน “ลานเพลิน”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “เตือนภัยบุคคลในภาพ” หลังเกิดเหตุคนร้ายเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในร้าน ว่า

“วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ช่วง 06.24 น. มีโจรเข้ามาขโมยของที่ร้านลานเพลิน เส้นตัดใหม่ธนาคาร ธกส ได้ทรัพย์สินไปส่วนนึง รบกวนพี่น้องท่านใดเคยเห็นบุคคลในภาพ รบกวนแจ้งกลับทางผมด้วยนะครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง คนร้ายถอดปลั๊กกล้องที่

เขาสามารถเอื้อมถึงออกทั้งหมด แต่ไม่รู้อีท่าไหนมองไม่เห็นตัวด้านหน้ามัน ปีนขึ้นขโมยพระบนหิ้งไปแล้วก็หลบหนีออกไปทางหน้าร้าน ใครคุ้นๆกับท่าทางการเดิน หรือเคยเห็นคนนี้รบกวนแจ้งด้วยนะครับ จะไปเป็นภัยกับคนอื่น พอดีทางร้านเพิ่งทราบจะเข้าไปแจ้งความช่วงเช้านี้ ขอบคุณครับ”

ทั้งนี้ เหตุเกิดที่ร้าน “ลานเพลิน” บริเวณถนนเส้นตัดใหม่ ใกล้ธนาคาร ธ.ก.ส. สาขามุกดาหาร คนร้ายซึ่งปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิด ได้ก่อเหตุขโมยของภายในร้าน ก่อนถอดปลั๊กกล้องวงจรปิดบางตัวออก แต่ไม่ทันสังเกตว่ามีกล้องอีกมุมหนึ่งบันทึกภาพไว้ได้

จากภาพพบว่าคนร้ายเป็นชาย สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขาสามส่วนสีเข้ม ใส่หน้ากากอนามัย และถือถุงพลาสติกสีเหลือง เดินอยู่บริเวณหน้าร้าน ก่อนจะปีนเข้าไปขโมยพระเครื่องบนหิ้งบูชาและทรัพย์สินอื่น ๆ แล้วหลบหนีออกทางด้านหน้า

เจ้าของร้านระบุว่าเพิ่งตรวจสอบกล้องและพบเหตุ จึงเตรียมเข้าแจ้งความกับตำรวจในช่วงเช้าวันนี้ พร้อมฝากประชาชนช่วยสอดส่อง หากใครเคยเห็นบุคคลในภาพหรือจำลักษณะท่าทางได้ ขอให้แจ้งข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่น

ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #เตือนภัย #ขโมยร้านลานเพลิน #มุกดาหาร #โจรขโมยพระ #วงจรปิดจับภาพ #ช่วยกันสอดส่อง #ภัยใกล้ตัว///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /กฐินสามัคคี เพื่อสร้างศาลาเอนกประสงค์สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก)/ เทศบาลเมืองชุมพร เชิญชวนร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” นาน 44 วัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่สำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก) หมู่ที่ 8 ตำบลวังไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ได้มีการจัดพิธี ทอดกฐินสามัคคี เพื่อสมทบทุนสร้างศาลาเอนกประสงค์ของสำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก) โดยมีคณะศรัทธาชาวจังหวัดชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

การจัดงานครั้งนี้มี พระสุนทรสุธมฺโม รักษาการเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ศรีอุปถัมภ์ (ถ้ำเขาปก) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส ได้แก่ คุณอำไพ ปานคล้าย
รองประธานฝ่ายฆราวาสได้แก่

คุณธรรมนูญ เศวตเวช, คุณอัมพร เศวตเวช, คุณโสภณ อุดมศรี และ คุณนิตยา ขำจิต พร้อมด้วยคณะกรรมการดำเนินงานและอุปถัมภ์ นำโดย คุณอภิวัฒน์ วงศ์สุวัฒน์ และคณะ ร่วมแรงร่วมใจจัดงานอย่างเรียบร้อยงดงาม

ยอดกฐินสามัคคีในปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 349,618 บาท โดยจะนำไปใช้ในการก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ เพื่อให้เป็นสถานที่ใช้ประกอบศาสนกิจและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชนต่อไป บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและร่มเย็น พุทธศาสนิกชนจากหลาย

พื้นที่ต่างนำอาหารคาวหวานมาจัดโรงทาน ทั้งอาหารพื้นบ้าน ขนมไทย และเครื่องดื่มไว้บริการผู้มาร่วมงาน สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจ ความสามัคคี และพลังแห่งศรัทธาของชาวชุมพรที่ร่วมกันสร้างบุญใหญ่ในครั้งนี้
ธนากร โกศลเมธี
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดชุมพร
โทร. 081-892-3514

เทศบาลเมืองชุมพร เชิญชวนร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” นาน 44 วัน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ชุมพร – วันที่ 28 ตุลาคม 2568 สำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน พ่อค้า และประชาชนชาวจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัด พิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่อถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พิธีบำเพ็ญกุศลฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 12 ธันวาคม 2568 รวมระยะเวลา 44 วัน ณ มณฑลพิธีลานเอนกประสงค์ หน้าสำนักงานเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยเริ่มพิธีทุกวันเวลา 18.00 น.

พร้อมกันนี้ เทศบาลเมืองชุมพรยังขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธา ร่วมเป็นเจ้าภาพ จัดตั้งโรงทานถวายพระราชกุศล เพื่อร่วมสร้างบุญกุศลในวาระสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนี้ด้วย

ผู้สนใจแจ้งความประสงค์ร่วมเป็นเจ้าภาพหรือจัดตั้งโรงทานได้ที่ห้องปฏิบัติงานนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ชั้น 2 สำนักงานเทศบาลเมืองชุมพรหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายศรีชัย วีรนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร

ทั้งนี้ ในการเริ่มต้นจัดพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากภาคประชาชน โดย คุณณัฐวรรณ ฉายะบุตร (คุณนายหน่อย) ประธานคณะกรรมการจริยธรรมจังหวัดชุมพร ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อสมทบทุนการจัดพิธีในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างแห่งความจงรักภักดีและกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

เร่งรัดตรวจสอบโครงการขุดลอกคลองหลังสวน งบกว่า 6 พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

ผู้สื่อข่าว : ธนากร โกศลเมธี โทร. 081-8923514
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมเกาะพิทักษ์ ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดชุมพร สภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร ได้จัดการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร ครั้งที่ 1/2569

โดยมี นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร เป็นประธานการประชุม มีสมาชิกจากทุกอำเภอและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมครั้งนี้ได้พิจารณาแนวทางการบูรณาการโครงการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร รวม 6 โครงการสำคัญ ได้แก่

โครงการวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร

  1. โครงการพัฒนาคุณภาพทุเรียนชุมพรเพื่อการส่งออกตลาดจีน
  2. โครงการเพิ่มมูลค่าผลไม้ชุมพรด้วยนวัตกรรมแปรรูป
  3. โครงการตรวจสอบสารตกค้างในทุเรียน
  4. โครงการเพิ่มช่องทางการตลาดและการกระจายผลผลิตทางการเกษตร
  5. โครงการบูรณาการสร้างการรับรู้แผนแม่บทพัฒนาเกษตรกรรม
    พร้อมทั้งมีการหารือร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569
    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าในการประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำ เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล สนับสนุนการขุดเจาะบาดาลและระบบท่อส่งน้ำ การขุดหลุมน้ำ การสร้างฝายชะลอน้ำ รวมถึงการเร่งรัดสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
    ในช่วงการประชุม นายสุรินทร์ ทองน้อย สมาชิกสภาเกษตรกรอำเภอหลังสวน เขต 1 ได้สอบถามถึงความคืบหน้า โครงการขุดลอกคลองหลังสวน เพื่อผันน้ำออกสู่อ่าวไทย แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ตำบลพ้อแดง และตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ สำนักชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน
    โครงการดังกล่าวมีวงเงินงบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยาวในพื้นที่ลุ่มน้ำหลังสวน โดยจะสามารถป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลบ้านควน ตำบลพ้อแดง ตำบลนาพญา และตำบลบางมะพร้าว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,000 ไร่ และช่วยบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง โดยสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 3.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่กว่า 29,000 ไร่
    นายธีระศักดิ์ ยมสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยังกรมชลประทานแล้ว ซึ่งได้รับคำชี้แจงจากสำนักชลประทานที่ 14 ว่าการดำเนินโครงการมีอุปสรรค เนื่องจากมีราษฎรบางส่วนในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลท่ามะพลา ไม่ยินยอมให้ใช้พื้นที่ทำกินบริเวณหัวงานโครงการ ส่งผลให้ยังไม่สามารถเข้าดำเนินการสำรวจปฐพีวิทยาได้ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชุมพรกล่าวเพิ่มเติมว่า สภาเกษตรกรจะเสนอแนวทางให้กรมชลประทานพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางการขุดลอกใหม่ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่กระทบสิทธิ์ของประชาชน และเพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากของชาวอำเภอหลังสวนเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ กฟผ.แถลงข่าว กินข้าว เล่าเรื่อง กับสื่อมวลชน จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณเฮือนภูคา ผ้าน่านบุรี เดินหน้าดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า สร้างพลังงานมั่นใจเพื่อคนไทยทั่วประเทศ กฟผ. เดินหน้าภารกิจดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมเพิ่มพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความเหมาะสมและเสริมเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว

นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีความสมดุล หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง มั่นคง ในราคาที่เหมาะสม

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ซึ่งรัฐบาลไทยและ สปป.ลาว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าเมื่อปี 2565 จาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2018 Rev.1) ที่กำหนดให้ประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนร้อยละ 10 ของกำลังผลิตทั้งหมด พร้อมทั้งก่อสร้างโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว

โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบหมาย กฟผ. ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง จำนวน 1,460 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง จำนวน 912 เมกะวัตต์ เพื่อส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งพลังงานที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการลงทุนระบบส่งและต้นทุนรวมของการรับซื้อไฟฟ้ายังต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าในประเทศ จึงไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ทั้งนี้ การก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคของประเทศจำเป็นต้องดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัย มีความเสถียร และไม่เป็นภาระต่อประชาชนในระยะยาว

ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง กฟผ. กล่าวต่อไปว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่อย่างรอบคอบในการดำเนินโครงการฯ โดยพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างหรือที่อยู่อาศัยของประชาชนให้มากที่สุด สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม กฟผ. ได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว ส่วน

พื้นที่ในแนวเขตระบบไฟฟ้าที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในแนวเขตระบบไฟฟ้าเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งนี้ พื้นที่ที่ยังคงสภาพป่าธรรมชาติหรืออยู่นอกเขตป่าเสื่อมโทรม กฟผ. ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน เมื่อได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้แล้วจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสำรวจและคัดเลือกไม้ตามระเบียบ โดยไม้ทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของหน่วยงานภาครัฐ มิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กฟผ. และ กฟผ. พร้อมดำเนินการปลูกป่าทดแทนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและชดเชยพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ

โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ นอกจากช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัด ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังมีแผนดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินกิจกรรม อาทิ โครงการแว่นแก้ว โครงการน่าน Light Up & Smart City

โครงการกล้าดี การมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงการร่วมจัดงานประเพณีท้องถิ่นกับชาวบ้านในชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในชุมชนเจ้าของพื้นที่
การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เป็นโครงการพลังงานของประเทศที่จะช่วยให้ภาคเหนือและคนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และยั่งยืน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขทช.มุกดาหาร ตั้งจุดตรวจเข้ม! สกัดรถบรรทุกหนัก-ควันดำ ตรวจเอกสารขนส่ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทมุกดาหาร (ขทช.มุกดาหาร)

จัดตั้งจุดตรวจการณ์ขนส่ง บริเวณถนนเลี่ยงเมืองมุกดาหาร–อุบลราชธานี หน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจรักไทย มุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถที่กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รวมถึงดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับรถที่ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

เพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศและลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบรถบรรทุกหนักและรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายต่อพื้นผิวถนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสังเกตพบว่ามีรถบรรทุกจำนวนมากที่แล่นมาจากทางอำเภอนิคมคำสร้อย และเมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองแล้วเห็นว่ามีการตั้งจุดตรวจการณ์ได้พากันยูเทิร์นกลับรถ

ไม่ยอมผ่านเข้าจุดตรวจเลี่ยงมาใช้ถนนเส้นในเพื่อจะแล่นไปทางด่านพรมแดนมุกดาหาร โดยคาดว่าอาจเกรงถูกตรวจสอบเอกสารการขนส่ง หรือพบว่ามีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

มุกดาหาร #ขนส่งมุกดาหาร #ตรวจรถบรรทุกหนัก #ควันดำ #PM25 #จุดตรวจการณ์ขนส่ง #ข่าวมุกดาหาร #บรรทุกเกิน #ตรวจเข้ม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรมิการามฯ เขาช่องกระจก ยอดทำบุญทะลุ 2.4 ล้านบาท/พิธีมอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ที่ จ.ปัตตานี

แชร์เนื้อหานี้

adminแก้ไขโปรไฟล์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ วัดธรรมิการามวรวิหาร (เขาช่องกระจก) อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมีนางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นายอิษฎา เสาวรส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง


สำหรับพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ มียอดรวมเงินทำบุญทั้งสิ้น 2,498,014.75 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัดและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
วัดธรรมิการามวรวิหาร หรือ “วัดเขาช่องกระจก” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร

ตั้งอยู่เชิงเขาช่องกระจก ถือเป็นวัดสำคัญคู่เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขาช่องกระจก ซึ่งเป็นจุดหมายทางศาสนาและการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด

การถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้ นับเป็นอีกกิจกรรมที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการสืบสานพระพุทธศาสนา และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไป.

ผู้ว่าประจวบฯ นำอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา ภาคีเครือข่ายชาวมุสลิม เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ที่ จ.ปัตตานี


เมื่อวันที่ 27 ต.ค.68 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ มอบรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2568 และมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ประจำปี 2567 ณ หอประชุม องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี


ในการนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2567 เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล โดยมีผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมพิธี สำหรับปีนี้ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2567

เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล รวมทั้งสิ้น 26 ราย แบ่งเป็น คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จำนวน 6 ราย อิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 20 ราย พร้อมกันนี้ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ ได้นำอิหม่าม ผู้นำทางศาสนา ภาคีเครือข่ายชาวมุสลิม และตัวแทนผู้ทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจากจังหวัดประจวบฯ เข้าร่วมในพิธีด้วย


กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำโครงการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น เพื่อเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล มาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ส่งผลให้เกิดความภาคภูมิใจ และมีส่วนร่วม

ในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับทางราชการและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นการกระตุ้น และส่งเสริมให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป
โอกาสนี้ กรมการปกครอง

ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลทุกท่าน ขอให้ทุกท่านได้รักษาคุณงามความดีและเกียรติคุณที่ท่านได้รับครั้งนี้ไว้สืบไป เพื่อจะเป็นแบบอย่างแก่บุคคลทั่วไป และขอให้ประสบความสุขความเจริญตลอดไป.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ จัดกิจกรรมโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “พลังสร้างสรรค์เมืองน่านยั่งยืน”27/10/2568 – 77

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารวิชาคาม 1 ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานเปิดโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 โดยมี นายศิริพงษ์ สุขเสริมศาล หัวหน้าแผนกเสริมสร้างทัศนคติภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าววัตถุประสงค์โครงการฯ และ นายสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน กล่าวต้อนรับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน

สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และเยาวชนกล้าดีจากพื้นที่ต่างๆ โดยก่อนการเปิดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ยืนไว้อาลัย เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า

โครงการ “กล้าดี” เป็นกิจกรรมที่ช่วยปลูกฝังแนวคิดให้เยาวชนกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ กล้าทำความดี และมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า

ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ รวมถึงนวัตกรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดน่านในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยในช่วงท้าย รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสนับสนุนโครงการกล้าดีอย่างต่อเนื่องตลอด 9 ปีที่ผ่านมา พร้อมเชิญชวนให้เยาวชนทุกคนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง” เพื่อร่วมสร้างเมืองน่านให้น่าอยู่และยั่งยืนสืบไป

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดกิจกรรม “Nan Youth Design Camp” หรือค่ายพัฒนาเยาวชนกล้าดี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมของเยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมออกแบบคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยความร่วมมือระหว่าง จังหวัดน่าน ,

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , มูลนิธิฮักเมืองน่าน , และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจังหวัดน่านได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ราบงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวสมุทรปราการ ร่วมบุญใหญ่!! กฐินสามัคคีวัดมหาวงษ์ พุทธศาสนิกชนร่วมพิธีแห่องค์กฐิน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ วัดมหาวงษ์ ปากน้ำ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมแห่องค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยได้รับความเมตตาจากท่านพระปลัดสราวุธ โรจนธมฺโม (พระอาจารย์แดง) เจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ สมุทรปราการ

โดยมี พระครูยุทธนา ภททญาโณ (พระอาจารย์ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ร่วมกับ คณะสงฆ์วัดมหาวงษ์ คณะกรรมการ

ไวยาวัจกร อุบาสก อุบาสิกา คณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาเจริญพระพุทธมนต์รับองค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยมี คุณธนิตพงษ์

ด้วย คุณทิพย์ประภา วรัณวงศ์เจริญ ประธานอุปถัมภ์ กฐินสามัคคีประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังได้รับการอุปถัมภ์ จากครอบครัวพาณิชย์พิศาลเศรษฐีผู้ใจบุญ

โดย คุณอัครนันท์ พร้อมด้วย คุณธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ผศ.พญ.เกศริน พาณิชย์พิศาล ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล คุณจรูญ กระแชงขาว

คุณแม่เรณู งามสมทรคุณแม่ทองม้วน อิษวาส คุณแม่น้อย พงษ์จันทร์ และคณะเจ้าหน้าที่ชมรมโฮมสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา อีกทั้งในปีนี้ยัง

ได้รับเกียรติจาก คุณภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ และผู้นำท้องถิ่น เดินทางมาร่วมในพิธีตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย พุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญ ชาวอำเภอเมือง และอำเภอใกล้เคียง

ร่วมบุญกันอย่างเรียบง่ายและร่วมไว้อาลัยแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญยังได้ร่วมกันนำอาหารปรุงสุกนำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้แก่ประชาชน

ที่ร่วมในพิธีครั้งนี้ ก่อนจะแห่องค์กฐินรอบพระอุโบสถและร่วมถวายองค์กฐิน

ซึ่งในปีนี้ทางวัดมหาวงษ์ ปากน้ำ ได้ยอดเงินทอดกฐินสามัคคี จากการทำบุญของพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญรวมกว่า 1 ล้านบาท


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ