สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “อดีตรองประธานกรรมาธิการการทหาร-อลงกรณ์“ชี้ไทยตอบโต้กัมพูชาไม่พอต้องรุกกลับยึดฐานทัพในจังหวัดชายแดนเขมร

แชร์เนื้อหานี้

“อดีตรองประธานกรรมาธิการการทหาร-อลงกรณ์“ชี้ไทยตอบโต้กัมพูชาไม่พอต้องรุกกลับยึดฐานทัพในจังหวัดชายแดนเขมรเพื่อป้องกันภัยคุกคามพร้อมเสนอขจัดระบอบฮุนเซนและไทยเทาศัตรูตัวจริงของประเทศไทยให้สิ้นซาก

กรณีกัมพูชาเปิดฉากโจมตีประเทศไทยล่าสุดจนมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บ ประชาชนคนไทยในจังหวัดชายแดนหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัยนั้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัย พรรคประชาธิปัตย์และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรโพสต์ข้อความในเฟสบุ้ค“อลงกรณ์ พลบุตร”
วันนี้ว่า
ถึงเวลาขจัดภัยคุกคามประเทศไทยจากระบอบฮุนเซนอย่างถาวร โดยรัฐบาลและกองทัพต้องปฏิบัติการทางทหารแบบฉับพลันและเฉียบขาดไม่ใช่เพียงการตอบโต้แต่ต้องรุกกลับยึดฐานที่มั่นทางทหารและฐานทัพที่อยู่ในจังหวัดชายแดนกัมพูชาทั้งหมดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย(Safe Zone)ให้กับคนไทยและขจัดระบอบฮุนเซนรวมทั้งไทยเทาที่มีผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซนต้องกำจัดให้สิ้นซาก

“ผมยืนยันว่าการปฏิบัติการทางทหารรุกกลับดังกล่าวเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality)ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence)ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ”

นายอลงกรณ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรยังกล่าวด้วยว่าเราต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขจัดภัยที่ต้นเหตุเพราะกัมพูชามีการเคลื่อนไหวทางทหารที่พร้อมรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยชัดเจน และเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีไทยก่อน
ทั้งนี้ปรากฏหลักฐานจากถ้อยแถลงของ
พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศที่แถลงเช้านี้โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า..“จากข้อมูลการตรวจสอบทางยุทธการพบว่า มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัด กำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย..”

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกล่าวสรุปว่า คนไทยและ ประเทศไทยเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรูของคนกัมพูชาและประเทศกัมพูชาแต่เป็นศัตรูกับระบอบฮุนเซน ต้นเหตุที่สร้างความแตกแยกบาดหมางให้กับสองประเทศเพียงเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของครอบครัวและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทั้งยังเป็นภัยคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพของอาเซียนรวมทั้งเป็นภัยต่อขาวโลกในฐานะผู้สนับสนุนและมีผลประโยชน์ร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา.

โครงการสัมมนา เรื่อง ผู้นำท้องที่กับการเสริมสร้างประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานปกครองและระดับพื้นที่ จัดโดย คณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร วันจันทร์ที่ ๘

ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำน้ำผุด
อำเภอเมือง จังหวัดพังงา นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและชื่อรายชื่อ

“พรรคกล้าธรรม” ประธานเปิดการสัมมนา นายโสภณ สุวัฒนพิมพ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการปกครอง กล่าวรายงาน นายชวนากร กันยะมาตร์ หัวหน้ากลุ่มงานระเบียบการ ส่วนบริหารงานกำนันผู้ใหญ่

บ้าน สำนักบริหารการปกครองท้องที่กรมการปกครอง บรรยายในหัวข้อการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติลักษณะฉบับที่13 และการคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง

เพื่อให้คงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในทุกพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านของจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ตเข้ารับฟัง

ในการนี้คณะกรรมาธิการฯได้ศึกษาดูงานที่ตลาดกาดลองแล บ้านบางนุชหมู่6 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ มอบถุงซิปห่อศพ 105 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

ชมรมโฮปฯ มอบถุงซิปห่อศพ 105 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ ชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา เดินหน้าสนับสนุนการทำงานด้านสาธารณกุศล มอบถุงซิปห่อศพกว่า 100 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของ บุ๋ม ปนัดดา เพื่อนำไปกระจายให้กับมูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับห่อร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วม

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่มูลนิธิองค์กรทำดี หมู่ 4 ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมด้วยนายวสุ เผ่าตำรวจ รองประสานงานชมรมโฮปฯ คณะกรรมการ และอาสาสมัคร เดินทางนำถุงซิปห่อศพจำนวน 105 ถุง มอบให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี

การมอบถุงซิปในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ นำไปใช้ในการจัดการร่างผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง
ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า ถุงซิปห่อศพเหล่านี้เกิดจากการร่วมบริจาคของเพื่อน ๆ และสมาชิกชมรมโฮปฯ

เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง พร้อมทั้งย้ำว่าทางชมรมโฮปฯ ยังเตรียมจัดส่งข้าวสารและอาหารแห้งเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
“ในนามของชมรมโฮปฯ ขอส่งกำลังใจให้ชาวใต้ทุกคน เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพยุงสถานการณ์ และหวังว่าสิ่งของที่เรานำมามอบนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง” ดร.ปิยนุช กล่าว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดโครงการ “พลังชุมชน สร้างถนนปลอดภัย ปี 4” ลงนามความร่วมมือ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ปะทิว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–12.00 น. ณ สนามฟุตบอลเทศบาลตำบลมาบอำมฤต ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีการจัดพิธีลง

นามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “พลังชุมชน สร้างถนนปลอดภัย ปี 4” โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี กิตติภาพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน ซึ่งยังคงเกิดเหตุซ้ำซากและมีความเสี่ยงสูงธนชาตประกันภัยนำทีม เอกชน–ชุมชน จับมือสร้างเส้นทางปลอดภัย

นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งลดอุบัติเหตุบนถนนระดับชุมชนตามแนวคิด “พลังชุมชน สร้าง

ถนนปลอดภัย” ซึ่งได้ดำเนินงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี พร้อมเผยว่าโครงการสามารถลดอุบัติเหตุในพื้นที่ที่เข้าร่วมได้กว่า 50% และไม่พบความสูญเสียใหญ่ในพื้นที่ดำเนินงาน ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ธนชาตประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์รายใหญ่ มีความกังวลต่อจำนวนอุบัติเหตุบนถนนสายรองในชุมชนที่เพิ่มขึ้น

โดยพบปัญหาความสูญเสียที่ส่งผลกระทบหนักต่อครอบครัวผู้ประสบเหตุ จึงผลักดันโครงการนี้เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน เทศบาลมาบอำมฤต–ภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังกำจัด “จุดเสี่ยง”

นายวีระชัย เตือนวีระเดช นายกเทศมนตรีตำบลมาบอำมฤต กล่าวรายงานว่า เทศบาลได้คัดเลือกพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเข้าร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนให้แก้ไขจุดเสี่ยงสำคัญ บริเวณสามแยกโบสถ์คริสต์ ตำบลดอนยาง ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

เขาย้ำว่า โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ชุมชนจะได้ร่วมกันสะท้อนปัญหา วิเคราะห์ และจัดลำดับแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด โดยเทศบาลจะร่วมดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยอย่างต่อเนื่องรองผู้ว่าฯ เปิดงาน ย้ำจังหวัดชุมพรเอาจริง “ลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน”

ว่าที่ร้อยตรี กิตติภาพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยในพิธีว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการลดอุบัติเหตุทางถนนในทุกมิติ

ทั้งมาตรการด้านคน รถ ถนน สภาพแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย โดยเห็นว่าโครงการระดับชุมชนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดการสูญเสียได้อย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายความปลอดภัยทางถนน และชุมชนที่ร่วมแรงผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุญสำเร็จ! จัดหารถบรรทุก 3 คัน ลำเลียงถุงยังชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ /

แชร์เนื้อหานี้

“ทส. ไม่ทิ้งประชาชน”
ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน บัดนี้ บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของท่านได้บังเกิดผลเป็นความสำเร็จแล้ว ปัจจัยบริจาคที่ทุกท่านได้ร่วมแรงร่วมใจกันมอบให้ผ่านทาง มูลนิธิพุทธภูมิธรรม สามารถจัดหารถบรรทุกถึง 3 คันช่วยไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่ง

รถบรรทุกทั้งสามคันนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นยานพาหนะแห่งบุญอย่างเต็มกำลัง โดยได้รีบเร่งลำเลียงขนส่งสิ่งของบริจาคและถุงยังชีพจำนวนมหาศาล มุ่งหน้าสู่พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่อำเภอ

หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ในโครงการ “มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568” อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทีมงานและเหล่าจิตอาสาผู้เสียสละของไทยพีบีเอส

และที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหมดได้ถูกส่งมอบถึงมือพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมเรียบร้อยแล้วขอจงรับทราบว่า อานิสงส์แห่งการให้นี้

ได้เกื้อหนุนให้เกิดการบรรเทาทุกข์แก่เพื่อนมนุษย์อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ขอทุกท่านจงได้เข้าถึงความปีติและอิ่มเอมในบุญกุศลนี้โดยถ้วนหน้าเทอญ
สาธุๆๆ อนุโมทามิฯ 🙏


ภาพรวมการปฏิบัติการช่วยเหลือมหาอุทกภัยภาคใต้
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่ย้ำหลักการชัดเจนว่า “ทส. ไม่ทิ้งประชาชน”
ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้สามารถเริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทส. ระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วย ทั้งเจ้าหน้าที่หลักพันนาย รถยกน้ำหนัก เครื่องสูบน้ำ เครื่องกลหนัก เรือท้องแบน รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ถูกตัดขาดและมีความเสี่ยงสูงในหลายอำเภอของจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และพื้นที่โดยรอบ ทุกภารกิจถูกขับเคลื่อนแบบวันต่อวัน แข่งกับสภาพอากาศและระดับน้ำที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

ในปฏิบัติการครั้งนี้ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้ลงพื้นที่จริงตั้งแต่วันแรก ทำหน้าที่ประสานงานเชิงลึกกับหน่วยปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดได้รวดเร็วและแม่นยำ

บทบาทสำคัญของท่านประกอบด้วย
• ประสานนำ เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบางที่ถูกตัดขาดในพื้นที่น้ำลึก
• ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสนับสนุนการฟื้นฟู โรงเรียนและสถานศึกษา ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เด็กกลับมาเรียนได้เร็วที่สุด
• ประสานภารกิจช่วยเหลือ

และปรับสภาพพื้นที่ มัสยิดและสถานศาสนา ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางจิตใจของชุมชน
• เยี่ยมและดูแล ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา ครอบครัวกลุ่มเสี่ยง รวมถึงชุมชนที่เข้าถึงความช่วยเหลือได้ยาก
• คอยเสริมความพร้อมของกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตั้งแต่การลำเลียงน้ำดื่ม อาหาร ไปจนถึงอุปกรณ์กู้ภัยต่างๆ

การทำงานของ พล.ต.ต. นันทชาติ เป็นการเสริมพลังการทำงานของท่านรัฐมนตรีและทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้การประสานงานเกิดความคล่องตัว ผลักดันนให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นบทบาทที่ เติมเต็ม ภารกิจของกระทรวง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้เร็วและทั่วถึงที่สุด พร้อมทั้งเร่งสริมกำลังภาคสนาม ให้คล่องตัวขึ้น เชื่อมโยงทุกหน่วยเข้าหากัน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลจริงในเวลาอันสั้น

หลังระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ทส. ได้เดินหน้าขั้นตอนฟื้นฟูด้วยปฏิบัติการ Big Cleaning เมืองหาดใหญ่ ทั้งถนนชุมชน โรงเรียน วัด มัสยิด และสถานที่ราชการ เพื่อให้เมืองกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพลังการทำงานร่วมกันของรัฐบาล กระทรวงฯ และทุกเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ยืนข้างประชาชนในเวลาที่ยากที่สุด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด ทภ.2 สั่งรับมือเต็มรูปแบบ-เจ็บ 2 นาย /หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กองทัพภาคที่ 2 แถลงการณ์ด่วน สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หลังประเมินสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงภายใต้ปฏิบัติการ “ยุทธสินทร์” ระบุว่า เมื่อเวลา 14.15 น. ขณะที่หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ได้เกิดการเผชิญหน้ากับกองกำลังติดอาวุธฝ่ายกัมพูชา (กพช.) โดยฝ่ายตรงข้ามได้เปิดฉากระดมยิงด้วยอาวุธปืนเล็กเข้ามายังฝ่ายไทยก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎการใช้กำลัง (ROE) อย่างได้สัดส่วน

รายงานระบุว่าสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 14.16 น. เมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธหนักประเภทปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) ยิงถล่มเข้าใส่แนวปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมรบเต็มรูปแบบทันที

การปะทะกินเวลานานกว่า 30 นาที ก่อนจะยุติลงในเวลา 14.50 น. อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะจำนวน 2 นาย ได้แก่ 1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (สังกัด ป.6 พัน.6) ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา และ 2. พลฯ พรชัย จำปาจุม (สังกัด ร.6 พัน.3) ถูกกระสุนปืนยิงเข้าอย่างจังบริเวณหน้าอก แต่โชคดีที่สวมใส่เสื้อเกราะป้องกันไว้ได้ ทำให้มีเพียงอาการฟกช้ำและแน่นหน้าอก

โดยล่าสุดเมื่อเวลา 14.53 น. หน่วยได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งต่อจาก บก.โดนเอาว์ ไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงได้ออกประกาศ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชนโดยด่วนเพื่อความปลอดภัย โดยหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังและตรึงกำลังอย่างใกล้ชิด

เหตุปะทะชายแดน #ภูผาเหล็ก #กันทรลักษ์ #กองทัพภาคที่2 #ยุทธสินทร์ #ข่าวชายแดน #ศรีสะเกษ #ทหารไทย #อพยพประชาชน #ข่าววันนี้////เดวิท โชคชัย รายงาน

ประชดแม่ไม่ให้เงินซื้อยา! หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง เจ้าหน้าที่คุมตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ฝ่ายความมั่นคงอำเภอนิคมคำสร้อยได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านคำกั้ง ตำบลนิคมคำสร้อย ว่ามีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่งและลงมือเผาบ้านของตัวเอง เจ้าหน้าที่กองร้อย อส.อำเภอนิคมคำสร้อย ที่ 7 พร้อมด้วยตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.นิคมคำสร้อย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านชั้นเดียว ถูกเพลิงโหมลุกไหม้จนเสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาไม่นาน แต่สภาพบ้านถูกเผาวอดทั้งหลัง

ต่อมาทราบชื่อผู้ก่อเหตุ คือ นายสิทธิเดช คำนนท์ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 29 หมู่ 7 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านและคำให้การของนายสิทธิเดช ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ทำการเผาขยะหน้าบ้าน แล้วเกิดอาการเครียดเนื่องจากขอเงินมารดาเพื่อนำไปซื้อยาเสพติด แต่ไม่ได้รับเงิน จึงก่อเหตุประชดด้วยการนำไฟจากกองขยะเข้าไปเผาภายในบ้าน

ตรวจสอบประวัติพบว่า นายสิทธิเดชเคยมีประวัติเสพยาบ้า และเคยพยายามเผาบ้านตัวเองมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ไม่สำเร็จ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนและบันทึกจับกุมที่ สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คลุ้มคลั่งเผาบ้าน #นิคมคำสร้อย #ไฟไหม้บ้าน #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ไฟไหม้ #ปกครองนิคมคำสร้อย #ตำรวจนิคมคำสร้อย #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นบ.ยส.24” จับกุมขบวนการค้ายาไอช์ 889 กก., เคตามีน 200 กก. 150,460,000 บาท / สกัดมะม่วงเถื่อนกว่า 6.2 ตันริมโขงมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 เวลา 03.20 น. กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 จัดกำลังพล ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกองกำกับการ สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย เฝ้าตรวจ/สกัดกั้น บริเวณช่องทาง บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ซึ่งคาดว่าจะใช้ลำเลียงยาเสพติด ผ่านเข้ามาในพื้นที่ จนกระทั่งวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 02.30 น. พบความเคลื่อนไหวบริเวณช่องทางโรงสูบน้ำ บ้านบอนฯ ตรวจพบรถยนต์ตู้ทึบ วิ่งออกจากช่องทาง ไปตามถนนหลวง หมายเลข 212 มุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันออก

จึงแจ้งให้ชุดสกัดกั้น (หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ร่วมกับ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย) ทำการสกัดกั้นตรวจสอบรถคันดังกล่าว และเมื่อเวลา 03.20 ณ ชุดสกัดกั้น ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย บริเวณปากทางเข้าบ้านดงเวร ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จึงได้ทำการขอตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบ ข้างในบรรจุยาเสพติดประเภท 1 (ไอซ์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 889 กก. (กระสอบสีดำ 20 กระสอบ กระสอบสีขาว 2 กระสอบ) เคตามีน 200 กก. บรรจุในกระสอบสีขาว จำนวน 5 กระสอบ ซากหนังเสือจำนวน 1 ผืน และรถยนต์ จำนวน 1 คัน และผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายคมสัน อายุ 28 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดหนองคาย ตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดและควบคุมตัวผู้ต้องหามา ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 เพื่อสอบปากคำเบื้องต้นและทำบันทึกการจับกุม

ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โรงเรียนบ้านดงเวร ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย นายศรัณศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี , พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผบก.จ.หนองคาย , พ.อ.วีรเทพ การุณรอบดุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด น.ค.(ท.) , นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดหนองคาย

พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ได้รับรายงานด้านการข่าวจาก ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ทราบว่ามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนัก ค้ายาเสพติด ในพื้นที่ บ้านควายแดง เมืองหาดทรายฟอง เขตนครหลวงเวียงจันทน์ ฝั่งตรงข้าม บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดข้ามมายังฝั่งไทย ในห้วงวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568

จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น รับว่าทำมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้รับค่าจ้างครั้งละ 7,000 บาท ครั้งนี้เมื่อส่งของเสร็จจึงจะได้รับเงินค่าจ้าง ซึ่งของกลางทั้งหมดคาดว่า น่าจะนำไปส่งในพื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย รายงาน

สกัดมะม่วงเถื่อนกว่า 6.2 ตันริมโขงมุกดาหาร! ขบวนการลอบนำเข้าเผ่นหนีลอยนวล ทิ้งรถ–ของกลางไว้ให้แทน

เจ้าหน้าที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย สน.เรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า มีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงสนธิกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่ทันที

กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลายรายกำลังลำเลียงวัตถุลักษณะเป็นกล่องพลาสติกสีดำขึ้นรถยนต์กระบะที่จอดริมฝั่งโขง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้ทิ้งสิ่งของและอาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบของกลางเป็นผลมะม่วงสด จำนวน 250 ลัง น้ำหนักรวม 6,250 กิโลกรัม พร้อมรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาว 1 คัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และนำไปเก็บรักษาที่ สน.เรือมุกดาหาร เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบ ก่อนส่งมอบให้ศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นรข #กกลสุรศักดิ์มนตรี #ลักลอบนำเข้า #ศุลกากรมุกดาหาร #มุกดาหาร #ริมโขง #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่อัพเกรดอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ฮับเอทานอลE100 ของโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ฉายา“มิสเตอร์เอทานอล” ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII) บรรยายพิเศษในการเสวนา “ เชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel   พลังงานเกษตรแห่งอนาคต” จัดโดยสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
ในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42  วันพฤหัส ที่ 4ธันวาคม  พศ.2568 ภายใต้ธีม “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ
“เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

โดยตั้งคำถามว่า เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้กว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเปล่าไปหรือไม่? เรามีทางเลือกที่จะ “ต่อยอด” อุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่? ปัจจุบัน ประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน เป็นยานยนต์สันดาปถึง 98% และเป็นฐานการผลิตอันดับที่ 12 ของโลก พร้อมกับเสนอวิสัยทัศน์เชิงปฏิรูปสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์แนวทางใหม่อย่างน่าสนใจว่า
สหรัฐฯ, จีน, และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV
ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่เพื่อการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางใหม่ที่ผสานพลังงานเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

โดยมีเนื้อหาการบรรยายดังนี้ “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ “เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรมิสเตอร์เอทานอลประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)
ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII)
4 ธันวาคม พ.ศ. 2568บรรยายพิเศษในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42“ ถ้าเอไอ.คืออนาคตของเทคโนโลยีเอทานอลคืออนาคตของพลังงานที่ยั่งยืนของไทยและของโลก..มิสเตอร์เอทานอล“

ภายใต้ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และโลกเดือด ทั่วโลกกำลังแสวงหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหารของตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาคและภัยคุกคามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme Climate Change)โดยเฉพาะคำเตือน”ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ“ของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติจากการประชุมCOP30 ที่บราซิลเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาและถัดมาไม่กี่วันสหภาพยุโรปก็ประกาศนโยบายปลดแอกด้านพลังงานด้วยความตกลงร่วมกันที่จะไม่นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในปลายปี 2570 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นยาวนานหลายทศวรรษ

ความท้าทายของประเทศไทย: พลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นเทรนด์โลกและมีอัตราการเติบโตสูงถึงกว่า 50% ต่อปี หลายคนอาจตั้งคำถามว่ายานยนต์สันดาปภายใน (ICE) กำลังจะถึงจุดจบหรือไม่?
นี่คือความท้าทายที่เราต้องเผชิญ:

  • ระบบส่งกำลัง มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท อาจสูญพันธุ์
  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 2,500 แห่ง ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
  • ศูนย์บริการและอู่ซ่อมรถ 35,000 แห่ง อาจต้องปิดตัว
  • เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้กว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเปล่าไปหรือไม่? เรามีทางเลือกที่จะ “ต่อยอด” อุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่? ปัจจุบัน ประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน เป็นยานยนต์สันดาปถึง 98% และเป็นฐานการผลิตอันดับที่ 12 ของโลก
  • วิสัยทัศน์ใหม่สู่ศูนย์กลาง E100 ของโลก
  • สหรัฐฯ, จีน, และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV
  • ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่เพื่อการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางใหม่ที่ผสานพลังงานเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

ศักยภาพเอทานอล:จุดเปลี่ยนพลังงาน-อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีค.ศ. 2000 ปีแรกของศตวรรษที่ 21ประเทศไทยได้เริ่มต้นศักราชใหม่ของเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลมาแล้วกว่า 25 ปีปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง ทั่วประเทศ รวมกำลังการผลิต 7.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ E10, E20, และ E85 จำหน่ายทั่วประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศเป็นลำดับต้นของโลกนับเป็นฐานสำคัญที่ เราสามารถยกระดับเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก ด้วยการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลก”บราซิล: ตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วบราซิลเป็นผู้นำโลกด้านยานยนต์ Flex-Fuel (FFV:Flex-Fuel Vehicles) ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ตั้งแต่ E27 (แก๊สโซฮอล์ 27%) จนถึง E100 (เอธานอล 100%) โดยตลาดรถยนต์บราซิลพิสูจน์แล้วว่า เทคโนโลยี Flex-Fuel สามารถประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ โดยมีรถยนต์จากทุกแบรนด์ใหญ่รองรับ E27-E100 มีรถ Flex-Fuel เกือบ 40 ล้านคัน

รถยนต์ Flex-Fuelในบราซิล

1.Volkswagen เยอรมนี ครองส่วนแบ่งตลาด 22.3% เริ่มผลิตปี 20032.Fiat อิตาลี 21.5% 2004
3.General Motors (Chevrolet) สหรัฐอเมริกา 18.7% 2004
4.Toyota ญี่ปุ่น 9.2% 2006
5.Hyundai เกาหลีใต้ 8.5% 2009
6.Renault ฝรั่งเศส 7.1% 2006
7.Honda ญี่ปุ่น 4.8% 2006
8.Ford สหรัฐอเมริกา 4.5% 2004
9.Nissan ญี่ปุ่น 2.1% 2010เทคโนโลยี E100
เทคโนโลยี E100ใช้งานปัจจุบัน

  • Bosch ได้พัฒนาระบบ Flex-Fuel ที่ใช้ได้ทั้ง E100 และน้ำมันเบนซิน
  • Magneti Marelli ได้พัฒนาชุดหัวฉีดพิเศษสำหรับเอทานอล
  • การพัฒนาเครื่องยนต์ E100 ประสิทธิภาพสูง
  • การออกแบบเกียร์พิเศษที่รองรับแรงบิดสูงของเอทานอล
  • การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการเผาไหม้ที่แม่นยำ

บราซิลได้ดำเนินนโยบายเอทานอลมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจน:

  • ยานยนต์ Flex-Fuel คิดเป็น 85% ของรถยนต์ใหม่ที่จำหน่าย
  • สามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้ 120,000 ล้านดอลลาร์
  • สร้างงานในภาคเกษตรกรรมได้ถึง 1.5 ล้านตำแหน่ง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล
  • ด้วยการพัฒนาเหล่านี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
  • พิมพ์เขียวและเป้าหมายใหม่ของไทย (Thai E100 Blueprint)

จากความสำเร็จของบราซิล ประเทศไทยสามารถพัฒนาสู่ศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลกได้ โดยมีเป้าหมายหลัก 10 ข้อ:

I. เป้าหมายเชิงเศรษฐกิจและการส่งออก

  1. ส่งออกยานยนต์ E100 500,000 คันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 350,000 ล้านบาท
  2. เป็น Hub การผลิตชิ้นส่วน E100 ของโลก เช่น ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงและถังน้ำมันที่ทนทานต่อการกัดกร่อนของเอทานอล
  3. ส่งออกชิ้นส่วน E100 สู่ตลาดโลก มูลค่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
  4. เพิ่มมูลค่าส่งออกเอทานอล 50,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี
  5. ส่งออกเทคโนโลยี E100 ไปยังประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เช่น บราซิล อินเดีย และประเทศในอาเซียน

II. เป้าหมายด้านสังคมและเกษตรกรรม

  1. สร้างงานและรายได้ ให้เกษตรกรกว่า 2.3 ล้านครัวเรือน ให้ก้าวข้ามความยากจน
  2. สร้างงานใหม่ ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม 65,000 อัตรา

III. เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงาน

  1. ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ได้ 60,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ได้ถึง 6.5 ล้านตันต่อปี และลดการปล่อย PM2.5 ได้ 30% – 40%
  3. กำหนดมาตรฐาน E100 (Thai E100 Standard) สู่มาตรฐานโลก

แผนยุทธศาสตร์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transformation Period)
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น เราต้องเดินหน้าพร้อมกันในหลายมิติ:

  1. ยานยนต์สะสม: ยานยนต์เบนซินกว่า 44 ล้านคัน ยังคงใช้แก๊สโซฮอล์ E10, E20, E85 ต่อไป
  2. ยานยนต์ใหม่: ส่งเสริมให้ยานยนต์รุ่นใหม่ใช้ E100
  3. การผลิต: ส่งเสริมการตั้งโรงงานเอทานอลเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแบบสมาร์ทฟาร์มแปลงใหญ่
  4. พัฒนาต่อยอดสู่เศรษฐกิจอนาคต(New S-Curve-Future Economy) Bio-refinery, Ethanol & Biodiesel Gen2, SAF (Sustainable Aviation Fuel), PHEV ,Hydrogen & Fuel Cell ,Future Food&Health Innopolis

ปัจจัยความสำเร็จ: ก้าวที่กล้าเดินเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ความสำเร็จของวิสัยทัศน์นี้ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญในการตัดสินใจและปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ:

  1. นโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจน จากภาครัฐ
  2. การพัฒนารถยนต์ Flex-Fuel ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ
  3. ระบบกระจายเชื้อเพลิง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
  4. การกำหนดราคาเอทานอล ที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
    5.การตรากฎหมายเชื้อเศรษฐกิจชีวภาพ-เชื้อเพลิงชีวภาพ หนทางแห่งโอกาสยังยาวไกล แต่ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่ม ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน
    การตัดสินใจครั้งสำคัญคือการเลือกว่า ประเทศไทยจะเลือกเป็น“ผู้ตาม”หรือ”ผู้นำระดับโลก(Global Leader)”ของอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ของโลกในการสร้างเศรษฐกิจใหม่(New Economy)ตอบโจทย์อนาคตการพัฒนาที่ยั่งยืนและความท้าทายใหม่ๆท่ามกลางภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศแบบสุดขั้วรวมทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในวันนี้และวันหน้า.

ทั้งนี้ นายสุเมฆ  ปัณฑรานุวงศ์  ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) ได้กล่าวเปิดเสวนาโดยพูดถึงที่มาของการจัดเสวนาว่ามูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)องค์กรสาธารณกุศลไม่แสวงหากำไร ได้รับการสนับสนุนจากนาย ขวัญชัย ปภัส์รพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากลจำกัด
ผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์นานาชาติ  “ อลังการ งานแสดง “ ครั้งที่ 42/2568  ให้ความสำคัญส่งเสริมนโยบายภาครัฐ  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดสภาวะโลกร้อน สู่สังคม Net Zero   ในปี  2050 (พศ.2593) ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่   พลังงานทดแทน พลังงานธรรมชาติ เป็น พลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิลและถ่านหิน……พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel  เป็นพลังงานหมุนเวียน สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้ จากพืชผลผลิตจากการเกษตรวัสดุใช้แล้ว เป็นพลังงานทางเลือก ที่ประเทศต่างๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นฐานทางด้านการเกษตร…..ประเทศไทยเรามีศักยภาพสูงมาก.
นอกจากนี้ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ความรู้และประสบการณ์ได้แก่

พลเรือเอก ดร.สมัย ใจอินทร์     รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)วิศวกรเครื่องกลอังกฤษ์  ที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ทางด้านขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเชื้อเพลิง ไบโอ ดีเซล ศึกษาวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่เริ่มแรก ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จริง “ 25 ปี โครงการเชื้อเพลิงชีวภาพ  เหลียวหลังแลหน้า “
ดร.บุรินทร์   สุขพิศาล    อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ” อ้อยและปาล์ม จากพลังงานที่รัฐต้องอุดหนุน สู่พลังงานที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน .”
นายสุรพร เพชรดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท BSGF จำกัด   ในกลุ่มบางจาก ครั้งแรกของประเทศไทยกับการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel )
ดร.เสกสรร พาป้อง   ผู้เชี่ยวชาญวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัย MTEC   แนวทางพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของวัตถุดิบขบวนการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
ดำเนินรายการโดย คุณธิบดี หาญประเสริฐ นายกสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (สวยท.) รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
คุณพัฒนา  ทิวะพันธุ์     กรรมการบริหารและเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.การกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.30น.ของวันที่16ธันวาคม2568 ณ. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานพิธีเปิดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568

โดยนายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย กล่าวต้อนรับ ต่อจากนั้น นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โอกาสนี้ นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา นางนงลักษณ์ ก้านเขียว สมาชิกวุฒิสภา นางฐิติพร ศิริโกศล

นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย เรือโท ภัทรชัย ขันธหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการอำเภอศรีสัชนาลัย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำฝ่ายปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้มีเกียรติและประชาชนร่วมในพิธีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเปิดงาน ลั่นฆ้องชัย เปิดบานประตูเมืองสู่งาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568 รับชมการแสดง พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงนิทรรศการและสาธิตภูมิปัญญา เครื่องเงิน ทอง ลายโบราณศรีสัชนาลัย

จากนั้น ประธานในพิธีและคณะเดินเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์ OTOP ผ้าไทยพื้นเมือง เงิน ทอง ลายโบราณ และเยี่ยมชมหมู่บ้านวิถีไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 6 แห่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นนั่งเครื่องทอผ้าพื้นเมืองและได้ทอลองทอผ้า.

จากนั้นก็รับชมชุดการแสดงวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง การแสดงชุด น่อเจี่ยซอ โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ต่อจากนั้น นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต้อนรับประธานในพิธี ประธานกล่าวพบปะประชาชน ณ เวทีกลาง และเยี่ยมชมบูทวัฒนธรรม

อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงาน“ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 6 – 10 ธันวาคม 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตคนไทยสมัยสุโขทัยของเมืองศรีสัชนาลัย

ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศย้อนยุค และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองของอำเภอศรีสัชนาลัยให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวแพร่หลายยิ่งขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

จัดอบรมให้ความรู้ผู้สมัครเลือกตั้ง อบต. ย้ำเลือกตั้งต้องสุจริต–โปร่งใส ทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการกำกับดูแล

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน0818923514 วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรม ลอฟต์ มาเนีย บูทิกโฮเทล จังหวัดชุมพร สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร ได้จัดกิจกรรม อบรมให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ

เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชุมพร เพื่อยกระดับความเข้าใจในกฎหมาย กติกาเลือกตั้ง และส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. สัญญา แก้วอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน อาทิ
• นางสาวประไศรี คงตระกูล ผอ.สำนักงานสกร.ชุมพร
• นางสาวประดับ ชูดำ พัฒนาการจังหวัดชุมพร
• นางปุณรัตน์ เมืองงาม นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ

• นายชิตภร จันทวงศ์ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ
• นางสาวณัฐพร คงสวี นิติกรชำนาญการ
• นางสาวณิชา ชูสังกิจ ปลัด อบต.ถ้ำสิงห์
• นายชยพล พลสิงห์ ผอ.กกต.อบต.ตากแดด
• นายเกียรติพงษ์ ลือชัย ผอ.กกต.อบต.หาดพันไกร
• นางสุภาพร อารีราษฎร์ ปลัด อบต.นาทุ่ง
• นายองอาจ งามธรรมนิตย์ ปลัด อบต.บ้านนา

พร้อมด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร ได้แก่
นายพงษ์ชาญ พันธุ์ทอง, ร.ต.อ.บุญเกื้อ พูลชัย, นายเฉลิมพล ครุอำโพธิ์, นายสัมพันธ์ ทองขาว และนายไพโรจน์ ทิมจันทร์เน้นบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม

การจัดอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ แผนบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการกำกับดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่นให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 224 ซึ่งมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัด

และควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ไปจนถึงการมีส่วนร่วมตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และยุทธศาสตร์สำนักงาน กกต. 20 ปี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเลือกตั้งให้ประชาชนเชื่อมั่น

โดยในการอบรม ได้อธิบายสาระสำคัญ เช่น
• ขั้นตอนและกระบวนการหาเสียง
• ข้อควรระวังและข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง
• การป้องกันการทุจริตและการกระทำผิดเลือกตั้ง

• การทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. ศส.ปชต. และเครือข่ายประชาธิปไตย • บทบาทของผู้สมัครและผู้สนับสนุนในการสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ส่งเสริมเครือข่ายประชาธิปไตย – ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง

โครงการนี้ยังสนับสนุนการทำงานของ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.), นักศึกษาวิชาทหาร (รด.), ลูกเสืออาสา กกต., ดีเจประชาธิปไตย

และภาคีเครือข่ายในทุกตำบลของจังหวัดชุมพร ภายใต้แนวคิด “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย” เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ และร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง

โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย อบต.ละ 10 คน รวมทั้งจังหวัดกว่า 52,910 คน ที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตยมุ่งสร้างความรู้ – ความเข้าใจ – ความโปร่งใส

ดร. สัญญา แก้วอนันต์ กล่าวย้ำว่า “การเลือกตั้งที่ดี เริ่มจากผู้สมัครที่มีความเข้าใจในกฎหมาย และยึดมั่นในความสุจริต โปร่งใส เพราะการบริหารท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยไทย”

บรรยากาศการอบรมเป็นไปด้วยความสนใจ ผู้สมัครให้ความร่วมมือเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมรับคู่มือปฏิบัติจากสำนักงาน กกต. ชุมพร เพื่อนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงอย่างถูกต้อง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สพป.น่าน เขต 1 เขต 2 และเครือซีพี ดันโครงการ “ซีพีน่านปันปลูก ปันรัก” ปีที่ 4 ส่งเสริมทักษะอาชีพ–เสริมอาหารกลางวันเด็กน่าน

แชร์เนื้อหานี้

อีกโครงการสำคัญของวงการศึกษาและภาคเอกชน สพป.น่าน เขต 1 และ เขต 2 จับมือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เดินหน้า “โครงการซีพีน่านปันปลูก ปันรัก ปีที่ 4” เปิดพื้นที่นอกห้องเรียนให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และร่วมสร้างความ

มั่นคงทางอาหารให้โรงเรียนในพื้นที่ จ.น่านอย่างยั่งยืน
โครงการฯ ในปีการศึกษา 2568 ขยายผลสู่ 8 โรงเรียน ได้แก่
รร.ป่าแลวหลวงวิทยา อ.สันติสุข รร.บ้านซาวหลวง อ.เมืองน่าน
รร.บ้านนาเหลืองไชยราม อ.เวียงสา รร.บ้านน้ำแก่นเหนือ อ.ภูเพีย รร.ภูเค็งพัฒนา อ.เวียงสา รร.บ้านบ่อหอย อ.เวียงสา
รร.ตาลชุมมิตรภาพ 186 อ.ท่าวังผา รร.พระพุทธบาทวิทยา อ.เชียงกลาง

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิเชียร วาพัดไทย ผอ.สพป.น่าน เขต 1
คุณพรชัย นาชัยเวียง รอง ผอ.สพป.น่าน เขต 2 คุณบัญชา โชติกำจร ผอ.สนง.ด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณเอกชัย ไชยชมพู ผู้จัดการเขต ซีพีออลล์ น่าน
ร่วมเปิดกิจกรรมและให้กำลังใจนักเรียนถึงพื้นที่ โครงการมุ่งเน้นให้เด็กๆ ได้ “ลงมือจริง” ตั้งแต่การผสมดิน ปลูกผัก ดูแลผลผลิต ไปจนถึงเก็บเกี่ยวและจำหน่าย

โดยนำผลผลิตเข้าสู่ โครงการอาหารกลางวัน ช่วยลดต้นทุนให้โรงเรียน พร้อมต่อยอดเป็น “รายได้เสริม” ภายในโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง คุณบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือซีพี กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของโครงการ เราไม่ได้ปลูกแค่ผัก แต่เราปลูกทักษะชีวิตให้เด็กๆ

ด้วย เขาได้ทั้งความรู้เรื่องอาชีพ ได้ลองขาย ได้สร้างรายได้เล็กๆ จากผลผลิตของตัวเอง ช่วยโรงเรียนลดต้นทุนอาหารกลางวัน และสร้างประโยชน์ให้ชุมชนด้วย” ปีนี้ซีพีสนับสนุน ต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว คะน้า มะเขือเจ้าพระยา พริก ถั่วฝักยาว ให้โรงเรียนปลูกหมุนเวียนได้ตลอดปีการศึกษา นำไปใช้ในโคงการอาหารกลางวันและจำหน่ายได้จริง

โครงการ “ซีพีน่านปันปลูก ปันรัก” ถือเป็นหนึ่งในโมเดลความร่วมมือสำคัญของภาครัฐ–เอกชนในจังหวัดน่าน ที่เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่พัฒนาทักษะเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน