สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรม MOU เปิดตลาดใหม่ ขนาดใหญ่สินค้าไทย สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย-ไทย (Saudi–Thai Business Council) กับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 มกราคม 2569 ณ ชั้น 19 อาคารเกษร ทาวเวอร์ ราชดำริ กรุงเทพฯ สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย จับมือ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ลงนาม MOU เชิงยุทธศาสตร์ เสริมความร่วมมือการค้า–การลงทุนเปิดประตู SME ไทยสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย ผ่าน “คลัสเตอร์ SIE (ธุรกิจชุมชนร่วม)” รับโอกาส Vision 2030 กรุงเทพมหานคร – 9 มกราคม 2569

สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย (Saudi–Thai Business Council) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้สหพันธ์หอการค้าซาอุดีอาระเบีย ร่วมกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (Federation of Thai SMEs) นำโดย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ ณ อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ตลาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “คลัสเตอร์ SIE (Social Integrated Enterprise)”

พิธีลงนามได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม อาทิ คณะผู้บริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และผู้แทนจากสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ SME และส่งเสริมการเติบโตของการค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
Mr. Osama Kokandy ประธานสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เป้าหมายร่วม และความมุ่งมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประเทศไทย โดยธุรกิจไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐานการทำงาน และความยืดหยุ่น ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเป็นพันธมิตรทางการค้าในตลาดโลก

ด้าน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยในการผลักดัน SME ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ ผ่านการพัฒนาเชิงระบบ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยซาอุดีอาระเบียถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ภายใต้นโยบาย Vision 2030 ที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และความร่วมมือจากนานาประเทศ

ขณะที่ คุณสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และหัวหน้าโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการคลัสเตอร์ SIE มีแนวคิดจากงานวิจัย โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สนับสนุนทุนแก่สมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย โดยได้ออกแบบให้ SIE เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับศักยภาพ SME ไทยให้สามารถรวมกลุ่ม สร้างมาตรฐาน และขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่สมาชิกของทั้งสองฝ่าย อาทิ การเพิ่มการเข้าถึงตลาด การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ การพัฒนาองค์ความรู้ และการส่งเสริมการลงทุนในสาขาสำคัญ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ โลจิสติกส์ การผลิต บริการดิจิทัล และการท่องเที่ยว

การลงนามครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และสนับสนุน SME ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของนวัตกรรมและการสร้างงานในเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ พร้อมปูทางสู่ความร่วมมือเชิงลึกและยั่งยืนในอนาคต

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวสวนริมโขงบึงกาฬรวมตัวร้องสื่อ คัดค้านเทศบาลขึ้นทะเบียนที่ทำกินกว่า 100 ปี เป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบึงกาฬใต้ หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า ตัวแทนชาวบ้านประมาณ 30 คน ได้รวมตัวเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ พร้อมถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านกรณีเทศบาลเมืองบึงกาฬ เตรียมนำที่ดินชายหาดริมแม่น้ำโขง เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

ชาวบ้านระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ทำกินที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ลักษณะพื้นที่บางปีน้ำหลากท่วมถึง บางปีน้ำไม่ท่วม ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกพืชถาวร เช่น ยางพารา ทำนาข้าว และในช่วงฤดูน้ำลดจะปลูกพืชผักระยะสั้นหมุนเวียนส่งขายตลาด เพื่อเลี้ยงชีพและส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา มีงานทำ ขณะที่ผู้สูงอายุยังคงทำการเกษตรเลี้ยงชีพต่อไป

ชาวบ้านแสดงความกังวลว่า หากเทศบาลเมืองบึงกาฬนำพื้นที่ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เหมือนเดิม หรืออาจถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จึงรวมตัวกันร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน นสล. ดังกล่าวด้าน นายวิทยา เสนจันทร์ธิไชย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ กล่าวว่า

พื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่ที่ว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ระหว่างปี 2555–2563 ได้กันพื้นที่ริมแม่น้ำโขงให้ห่างจากแนวโฉนดประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ประชาชนใช้ทำกิน ต่อมาทางเทศบาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน เพื่อขอรังวัดพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็น นสล. ซึ่งชาวบ้านไม่ยินยอม ส่งผลให้การรังวัดไม่สำเร็จมาแล้วถึง 3 ครั้ง

ล่าสุด ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือผ่านกำนันตำบลบึงกาฬ นายอาทิตย์ สิริวงศ์ เพื่อส่งเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หากยังไม่ได้รับการแก้ไข จะตั้งตัวแทนยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักนายกรัฐมนตรีต่อไปขณะที่ นางเล็ก ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นแหล่งทำกินของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมเวลากว่า 100 ปี และตนเองทำกินต่อเนื่องมากว่า 70 ปี ไม่เคยปล่อยให้พื้นที่รกร้าง น้ำลดก็ปลูกพืชผักทุกชนิด ทั้งพริก มะเขือ ฟักทอง

กล้วย รวมถึงเพาะกล้ามะเขือเทศเพื่อปลูกลงดิน ส่งขายตลาดเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว นางเล็กกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเลี้ยงดูลูก 5 คน โดย 4 คนรับราชการ อีก 1 คนยังไม่มีงานทำ ต้องอาศัยรายได้จากการกรีดยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว หากถูกยึดคืน ต้นยางพาราอาจถูกตัดโค่น ทำให้ขาดรายได้เลี้ยงชีพ จึงอยากวิงวอนหน่วยงานรัฐขอให้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไป ไม่ปฏิเสธความเจริญ แต่ไม่อยากให้การพัฒนาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับตัวแทนชาวบ้านในเบื้องต้น และได้ข้อสรุปว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในระดับจังหวัด โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน ผู้บริหารเทศบาล หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชิญตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /โคราช เจ้าภาพหลักแถลงข่าว มหกรรมการแข่งขันกีฬาคนพิการ อาเซี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

แชร์เนื้อหานี้

ศักยภาพ “โคราชเมืองกีฬา” เจ้าภาพหลัก เปิดบ้านรับทัพนักกีฬา 11 ประเทศกลุ่มอาเซียน “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” กีฬาคนพิการ “อาเซียนพาราเกมส์” ครั้งที่ 13 โคราช โชว์ศักยภาพเมืองกีฬา แถลงข่าวเปิดบ้าน ในฐานะเจ้าภาพจัดมหกรรมการแข่งขันกีฬาคนพิการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค “อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13” แล้วมาร่วมชม ร่วมเชียร์ ร่วมให้กำลังใจทัพนักกีฬา ในการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา นายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ กรรมการสมาคมกีฬาแห่ง จ.นครราชสีมา และ พ.ต.อ.เอนก ศรีกิจรัตน์ รอง ผบก.ตร.ภ.จว.นครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวการจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ.2025) ที่จะจัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 โดยมี นายปรีชา ลิ้มอั่ว ผจก.ปฏิบัติการ บ.เดอะมอลล์ราชสีมา จำกัด

กล่าวต้อนรับผู้ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนร่วมทำข่าวเป็นจำนวนมากการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งนี้ 13 เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย โดย จ.นครราชสีมา จังหวัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “โคราชเมืองกีฬา” นั้น มีความพร้อมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ด้านคมนาคม การท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ หรือ แม้กระทั่งอาหารพื้นถิ่น ที่พักและโรงแรม โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล ที่จะทำหน้าที่ต้อนรับทัพนักกีฬาคนพิการจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย

ประเทศบรูไน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ประเทศไทย (เจ้าภาพ), ติมอร์-เลสเต และ เวียดนาม เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์และส่งเสริมศักยภาพของ “เมืองกีฬาแห่งอีสาน” ให้ประจักษ์แก่สายตาประชาคมโลก เชื่อว่าจะสามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของ จ.นครราชสีมา ให้กลับมาคึกคัก ส่วนชนิดกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันจำนวน 19 ชนิดกีฬาหลัก และ 2 กีฬาสาธิต ครอบคลุมทั้งกีฬาสากลยอดนิยมและกีฬาที่ต้องใช้ทักษะความสามารถเฉพาะตัวสูง โดยสนามที่ใช้ทำการแข่งขันแต่ละชนิดกีฬา ประกอบด้วย

สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ทำการแข่งขันทั้งสิ้น 11 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา, ว่ายน้ำ, วีลแชร์เทนนิส, ฟุตบอลคนตาบอด (5 คน), วอลเลย์บอลนั่ง, บอคเซีย, จักรยาน (ประเภทลู่), ยิงปืน, แบดมินตัน รวมถึงกีฬาสาธิตอย่าง วีลแชร์รักบี้ และลอนโบวล์สห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์โคราช ทำการแข่งขันกีฬายูโด และ วีลแชร์ฟันดาบศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ทำการแข่งขันกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลโรงแรมเซ็นเตอร์พอยต์ โคราช ทำการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ทำการแข่งขันกีฬาโกลบอล และ ยิงธนู

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ทำการแข่งขันกีฬา เทเบิลเทนนิส
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ทำการแข่งขันกีฬาฟุตบอลผู้พิการทางสมอง (7 คน) และ กีฬาหมากรุกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ทำการแข่งขันกีฬาจักรยาน (ประเภทถนน)
ส่วนกีฬา สำหรับกีฬาโบว์ลิ่ง ทำการแข่งขัน ที่กรุงเทพมหานคร ณ เอสพลานาด รัชดา (Esplanade Ratchada) โดยได้มีการวางระบบการจัดการสนามแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักกีฬา ซึ่งทุกสนามแข่งขันได้รับการปรับปรุงให้มีมาตรฐานสากล พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับนักกีฬาผู้พิการได้อย่างเท่าเทียมทุกสนามนอกจากนี้ ในส่วนของ อบจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 อบจ.นครราชสีมา ได้รับมอบหมายจาก จ.นครราชสีมา ดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ในการเป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพที่ดีของ จ.นครราชสีมา ให้สมกับที่ได้รับการประกาศให้เป็น “โคราชเมืองกีฬา” Korat Sport City
“ขอเชิญชวนชาว จ.นครราชสีมา ร่วมส่งแรงเชียร์ แรงใจ

ให้กับทัพนักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ และร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี พร้อมต้อนรับทุกภาคส่วนด้วยความอบอุ่น มีไมตรี อย่างสมเกียรติ เพื่อให้การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 นี้ เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการจัดมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจและรอยยิ้มสู่พี่น้องชาวอาเซียนทุกคนอย่างแท้จริง”

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร – “มนพร” ปลุกพลังมุกดาหาร เลือก นนทภูมิ เพื่อไทย

แชร์เนื้อหานี้

เพื่อไทย รุกหนัก มนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม แม่ทัพหาเสียงอีสานโซนเหนือ ควง เอกพร รักความสุข อดีต สส.เพื่อไทย นำทีมลุยปราศรัยปลุกพลังคนมุกดาหาร เลือก นนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ เบอร์ 3 เพื่อไทย ยกจังหวัดทั้ง 2 เขต ชูนโยบายล้างหนี้ มั่นใจเป็น ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อมั่นเพื่อไทย พรรคเดียวที่นโยบายเข้าถึงประชาชน คนยากคนจน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่เวทีปราศรัย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ความเคลื่อนไหวหาเสียงพรรคเพื่อไทย ยังเดินหน้าหาเสียงเชิงรุก ในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะ พื้นที่ 3 จังหวัดกลุ่มสนุก นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร มี นางมนพร เจริญศรี เบอร์ 1 ผู้สมัคร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะแม่ทัพหาเสียงโซนอีสานเหนือ พร้อมด้วย นายเอกพร รักความสุข

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นำทีมแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลุยปราศรัยในพื้นที่ เขต 1 มุกดาหาร รวมถึง 3 เวที ประกอบด้วย อ.หว้านใหญ่ อ.ดอนตาล และ อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อหาเสียงสนับสนุน เลือกเพื่อไทยยก จ.มุกดาหาร ทั้ง 2 เขต คือ นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ เบอร์ 3 ผู้สมัคร สส.เขต 1 มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย และสนับสนุนเลือก นางสาวปิยธิดา บุตรกาล เบอร์ 4 ผู้สมัคร สส เขต 2 มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ถือเป็นการรวมพลังคนมุกดาหาร เลือกเพื่อไทย เข้าไปตั้งรัฐบาล เสียงข้างมาก

ด้าน นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ เบอร์ 3 ผู้สมัคร สส.เขต 1 มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยว่า ยอมรับว่าพื้นที่ จ.มุกดาหาร 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการพัฒนา ทำให้ตนพร้อมที่จะเข้ามาเป็น ผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนา ลงสู่พื้นที่ การเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อว่านโยบายสำคัญที่จะเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน มากที่สุด คือ

การล้างหนี้ แก้หนี้นอกระบบ พักหนี้เกษตรกร เพราะเชื่อว่าประชาชน ประสบปัญหาเศรษฐกิจมานาน ต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย การแก้หนี้จะเป็นการฟื้นฟูสภาพคล่อง ให้ประชาชน สามารถ ลงทุนค้าขาย รวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า อีกนโยบายคือ อยากผลักดันให้ มุกดาหาร มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับสร้างโอกาสด้านการศึกษา ลูกหลานเยาวชน รวมอีกหลายนโยบาย เชื่อมั่นเกิดประโยชน์ต่อประชาชน แน่นอน

ด้าน นางมนพร เจริญศรี เบอร์ 1 ผู้สมัคร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม กล่าวปราศรัยว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นการชี้ชะตาคนยากคนจน เพราะที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย มาจากเสียงประชาชนรากหญ้า แต่ถูกกระทำด้วยนิติสงคราม ถูกปลดนายก ล้มรัฐบาลเสียงข้างมาก จากปัญหาการเมืองบิดเบี้ยว ซ้ำร้ายรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาหนีการตรวจสอบ ถือว่าไม่สง่างาม วันนี้จึงมาปลุกพลังคนมุกดาหาร ปลุกพลังคนอีสาน รวมพลังเลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคนทั้งพรรค

ให้ถล่มทลายทุกจังหวัด เข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก แสดงพลังให้รับรู้ว่า เสียงประชาชนมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาเสียงประชาชนถูกมองข้าม พรรคการเมืองเสียงข้างมากไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ การเลือกตั้งที่จะมาถึงต้องชนะทุกจังหวัด ส่วนนโยบายสำคัญ มั่นใจพรรคเพื่อไทย เข้าใจความต้องการประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้หนี้สิน การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน แก้ปัญหายาเสพติด การดูแลสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ กองทุนหมู่บ้าน เชื่อว่าทุกนโยบายประชาชนได้ประโยชน์
เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บึงกาฬเปิดลานกีฬา “ลานพญานาค” อำเภอปากคาด จัดคลินิกสอนฟุตบอล–ฟุตซอล สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชน

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดบึงกาฬ ขับเคลื่อนโครงการ “จังหวัดบึงกาฬ 1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์” โดยกำหนดให้ ลานพญานาค อำเภอปากคาด เป็นลานสร้างสรรค์ด้านกีฬา จัดกิจกรรม คลินิกสอนฟุตบอลและฟุตซอล ให้แก่เด็ก เยาวชน และอนุชนในพื้นที่

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในโครงการ พื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน SDN FUTSAL NO-L 2026

เมื่อวันที่ 9 ม.ค.68 เวลา 16.00 น. นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ นำเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำอำเภอลงพื้นที่จัดกิจกรรมสอนฟุตบอลและฟุตซอลด้วยตนเอง ณ ลานพญานาค อำเภอปากคาด พร้อมถ่ายทอดเทคนิคพื้นฐานด้านกีฬา ปลูกฝังทัศนคติที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก่อนเข้าสู่พิธีเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการ

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขัน ฟุตซอล SDN FUTSAL NO-L 2026 รอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 มกราคม 2569 ณ สนามฟุตซอล โรงเรียนปากคาดพิทยาคม

ทั้งนี้ การจัดคลินิกฟุตซอลมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างค่านิยมป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากแอลกอฮอล์ บุหรี่ สารเสพติด และการพนัน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านกีฬาฟุตซอลอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างการทำงานเป็นทีม วินัย และภาวะผู้นำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สนุกและสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างพื้นที่สร้างสรรค์และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมขยายความร่วมมือเครือข่ายโค้ช โรงเรียน และชุมชน เพื่อใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการป้องกันปัญหาสังคม และขับเคลื่อนแนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล” ให้เป็นวัฒนธรรมในกลุ่มเยาวชนอย่างยั่งยืน

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ‘สว.มาเรีย” เปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ของ เทศบาลทับสะแก ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 มกราคม 2569 ที่หน้าเทศบาลตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จัวหวัดประจวบคีรีจันธ์ น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน ( สมาชิกวุฒิสภา ) สว.จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ของเทศบาลตำบลทับสะแก โดยมี คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ( สท. ) หัวหน้าส่วนราชการ พนักงาน เด็ก และผู้ปกครอง มาร่วมจำนวนมาก

เทศบาลตำบลทับสะแก ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน จึงได้จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับความสนุกสนานรื่นเริง กล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ และตระหนักในสิทธิหน้าที่ของตนเอง

สร้างความมีระเบียบวินัยมีความรับผิดชอบ ต่อตนเองและต่อสังคม 2. เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน มีพัฒนาการเต็มศักยภาพ ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา 3. เพื่อให้ทุกส่วนของสังคม ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ และส่งเสริมให้เด็กมีกำลังใจในการปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป

การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์และสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน ประชาชนในพื้นที่และบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่ม ของขวัญ ของรางวัล ทุนการศึกษา และจัดบูธกิจกรรม ร่วมกับทางเทศบาลตำบลทับสะแก โดยมีเด็กๆ และผู้ปกครอง มาร่วมงานกว่า 1,500 คน.

นอกจากนี้ น.ส.มาเรีย (สมาชิกวุฒิสภา) ยังได้อ่านสารของ
นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2569 ดังนี้.ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ขอให้เด็กและเยาวชนทุกคน จงเตรียมตัวให้

พร้อมด้วยการตั้งใจขยันศึกษาเล่าเรียน หมั่นฝึกฝนตนเอง ตลอดจนปฏิบัติกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์ให้เกิดทักษะและมีประสบการณ์ เพื่อที่จะนำความรู้ความสามารถไปใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า และมั่นคง ต่อไป ตามคำขวัญ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

/////////////////////

ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วันครบรอบวัน ก่อตั้ง รพ.บางเลน และพิธีส่งมอบอาคารวันรัต/กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ รพ.นครปฐม 2569

แชร์เนื้อหานี้

รพ.บางเลน จัดพิธีทำบุญครบรอบวันก่อตั้ง พร้อมรับมอบ “อาคารวันรัต” เตรียมเปิดศูนย์ฟอกไตครบวงจรเพื่อชาวบางเลน
นพ.ยุทธกรานต์ ชินโสตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางเลน
ให้การต้อนรับ นายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม ประธานในพิธีฯ

พร้อมด้วยนพ.วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม มิสเตอร์ลี อาร์บาร์ ประธานบริษัท พรประเสริฐรังนกไทย จำกัด กำนันยงยุทธ เพชรดี ประธานบริษัท ยงยุทธ ก่อสร้างและการโยธา (2499) จำกัด และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ภาครัฐและภาคเอกชน

เนื่องในวันครบรอบวันก่อตั้งโรงพยาบาลบางเลน และพิธีส่งมอบอาคารวันรัต วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569 ณ ห้องประชุมเพชรไพลิน ชั้น 4 โรงพยาบาลบางเลน ซึ่งการทำบุญครบรอบวันก่อตั้งโรงพยาบาลบางเลน ในครั้งนี้ เพื่อน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้ก่อตั้งโรงพยาบาล และ สมเด็จพระวันรัต (ปุ่น ปุณณสิริ)

ซึ่งเป็นนามจารึกของอาคารวันรัตหลังนี้ ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงพยาบาลตลอดมาแล้ว ยังเป็นการเสริมสิริมงคล สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้บริหาร และบุคลากรทุกท่าน ให้มีพลังในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยด้วยความเสียสละและความเมตตาต่อไป

นพ.ยุทธกรานต์ ชินโสตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางเลน กล่าวว่า ​“กราบขอบพระคุณท่านอนุชา สะสมทรัพย์ ที่ให้เกียรติมาเป็นประธาน รวมถึงภาคเอกชนและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนโรงพยาบาลด้วยดีเสมอมา เราขอให้คำมั่นว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาโรงพยาบาลบางเลนให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวอำเภอบางเลนและผู้รับบริการทุกท่านต่อไป”
สมคิด พรมมี ผู้ข่าวนครปฐม

กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ โรงพยาบาลนครปฐม ประจำปี 2569

นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 โดยมี แพทย์หญิง ประภัสสินี สันติปราน์รนต์ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม กล่าวรายงาน

พร้อมด้วย คุณนันทวรรณ แสงโสภิต รองผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็ก และเยาวชนที่มารับบริการ ส่งเสริมการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

ให้เด็กเป็นอนาคตที่ดีของชาติ เเละคณะผู้บริหารมอบของขวัญให้กับผู้ป่วยเด็ก หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม ชั้น 3 อาคารพระร่วงโรจนฤทธิ์ โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นครปฐม จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จังหวัดนครปฐม ร่วมกับ เทศบาลนครนครปฐม จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออก ตระหนักถึงคุณค่า บทบาท และความสำคัญของตนเอง

วันที่ 10 มกราคม 2568 นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่บริเวณสนามคลี องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ปกครองและเยาวชน

ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออก ตระหนักถึงคุณค่า บทบาท และความสำคัญของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก ให้การ

คุ้มครอง เลี้ยงดู อบรมสั่งสอนและสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็ก เป็นพิเศษ ตลอดจนปลูกฝังให้เด็ก ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นายสมโชค พงษ์ขวัญ นายกเทศมนตรีนครนครปฐม กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดในงานฉลองวันเด็กแห่งชาติในปีนี้ มีกิจกรรม และนิทรรศการ การให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม การจัดกิจกรรมเพื่อแจกของขวัญของรางวัล การแสดงกลางแจ้ง และการแสดงบนเวทีของเด็กนักเรียน

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า เด็ก และเยาวชน ควรระลึกอยู่เสมอว่าผู้ใหญ่ได้เห็นความสำคัญของเด็กและเยาวชน จึงได้จัดงานวันเด็กเป็นประจำทุกปี ดังนั้น ควรปฏิบัติตน ให้เป็นเด็กดี ของบิดามารดา ครูอาจารย์ บุคคลทั่วไปในสังคนและประเทศชาติ เป็นผู้มีระเบียบวินัย รู้จักสิทธิ หน้าที่

มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ภาคภูมิใจในความเป็นไทย และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประพฤติตน ตามคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ไว้ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แนนซี่ นำทีมชมรมโฮปฯ มอบสิ่งของร่วมงานวันเด็ก ศาลเจ้าไต้ฮงกง ปากน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

อบอุ่นวันเด็กที่ปากน้ำ “แนนซี่” ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล นำทีมชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา มอบของเล่น ตุ๊กตา และน้ำดื่ม ร่วมสนับสนุนงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง ปากน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก เด็ก ๆ แห่ร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับครอบครัวในชุมชนอย่างทั่วถึง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง ปากน้ำ (สุสานท้ายบ้าน) ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล หรือ “แนนซี่” ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมทีมงาน ได้นำ จักรยาน ตุ๊กตา ของเล่น และน้ำดื่ม มาร่วมสนับสนุน

งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นโดย ศาลเจ้าไต้ฮงกง ปากน้ำ ภายในงานมีผู้ปกครองพาบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดซุ้มอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม พร้อมกิจกรรมเล่นเกมและจับรางวัลแจกของขวัญ อาทิ ของเล่น ตุ๊กตา และจักรยาน สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง

นาย นิพนธ์ จังภัทรกุล ประธานศาลเจ้าไต้ฮงกง ปากน้ำ กล่าวว่า วันนี้ไต้ฮงกง เราได้จัดงานวันเด็กร่วมกับชุมชนร่วมสามัคคี ชมรมโฮปฯ และยังมีผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ได้มอบ อาทิจักรยาน ของแล่น และตุ๊กตา กันเข้ามาเยอะ เราก็รู้สึกดีใจและมีความสุข ด้วยการทำงานปีต่อ ๆ ไป ก็อยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวสมุทรปราการ ชุมชนต่าง ๆ มาร่วมกันจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ มีความสุข ก็ขอเชิญ

ชวน เพราะว่าเราเคยเป็นเด็กมาก่อนเราไม่เคยได้รับแบบนี้ เราก็อยากจัดให้เด็กมีความสุข ก็ในวันนี้ มีทั้งท่านประธานชุมชน และประธานชมรมโฮปฯ มาร่วมตนก็รู้สึกดีใจที่ได้รับความร่วมมือจากส่วนงานราชการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล ชุมชน แม้แต่บ้านเรื่องใกล้เคียงศาลเจ้าพ่อ ก็มาร่วม เพราะฉะนั้นโอกาสหน้าก็เชิญชวนทุกท่านที่ได้เสียงประชาสัมพันธ์นี้ก็เชิญชวนปีหน้าและปีต่อ ๆ ไปมาพบกันครับ

ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล หรือแนนซี่ ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า ชมรมโฮปฯ ก็ยินดีร่วมสนับสนุนมูลนิธิสุสานไต้ฮงกงท้ายบ้าน ในทุก ๆ กิจกรรม และก็ขอให้ทุกท่านที่อยู่บริเวณท้ายบ้านหรือรอบ ๆ สมุทรปราการ เข้า

มาร่วมบุญกันได้ที่มูลนิธิสุสานไต้ฮงกงท้ายบ้าน
ประธานชุมชนร่วมสามัคคี กล่าวว่า ตนก็รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกิจกรรม กับทางศาลเจ้าไต้ฮงกง เพราะถ้าทางชุมชนจัดเอง ก็ไม่น่าจะจัดได้ใหญ่ขนาดนี้ ต้องขอบคุณทางศาลเจ้าไต้ฮงกงด้วยค่ะ

นาย นิพนธ์ จังภัทรกุล ประธานศาลเจ้าไต้ฮงกง ปากน้ำ กล่าวเพิ่มอีกว่า ไต้ฮงกง เราเป็นทั้งสุสานก็มีศพผู้ยากไร้ ถ้าท่านใดไม่มีโลงก็มารับจากอากงได้ครับ ขอให้นำใบมรณะบัตรมาทำเรื่องรับ เรายินดีสนับสนุนเรื่องที่ไม่มีโลง แม้แต่ชมรมโฮปฯ ก็ได้เข้ามาสนับสนุนเรา และก็อยากให้ร่วมกันสร้างสิ่งดี ๆ ให้สมุทรปราการ เพราะเราเป็นคนท้ายบ้าน เป็นคนสมุทรปราการ ก็อยากจะเห็นสมุทรปราการมีสิ่งที่ดี แล้วทำให้คนสมุทรปราการมีความดีมากขึ้น


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เด็กบางพลีไม่ผิดหวัง แห่รับเงินขวัญถุงวันเด็กแน่นวัดบางพลีใหญ่กลาง วันเด็กแห่งชาติ

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศวันเด็กแห่งชาติที่วัดบางพลีใหญ่กลางคึกคัก เด็กและผู้ปกครองนับพันแห่ร่วมกิจกรรมรับของขวัญและเงินขวัญถุง สร้างรอยยิ้มและความสุขทั่วชุมชน

บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ปกครองพาบุตรหลานจำนวนมากกว่า 1,000 คน

เดินทางมาร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ และจับจองพื้นที่รอรับของขวัญและเงินขวัญถุงจากทางวัด ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและรอยยิ้ม

โดย พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อมด้วยคณะกรรมการวัด ได้ร่วมกันมอบเงินขวัญถุงให้แก่เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม คนละ 200 บาท ขณะที่เด็กทารกอายุ 1 ขวบ ได้รับเงินขวัญถุงคนละ 300 บาท สร้างความดีใจให้กับเด็กๆ และผู้ปกครองเป็นอย่างมาก

เด็กหลายคนเปิดเผยว่า จะนำเงินที่ได้รับไปหยอดกระปุกออมสิน บางรายตั้งใจนำไปมอบให้พ่อแม่ เพื่อเป็นการแบ่งปันและแสดงความกตัญญู

ด้าน พระวชิรคณาทร เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมวันเด็กในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจากลูกศิษย์และผู้มีจิตศรัทธานำปัจจัยมาถวายเพื่อแจกจ่ายแก่เด็กๆ รวมเป็นเงินกว่า 500,000 บาท

จึงนำมามอบให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชนบางพลี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และปลูกฝังให้เด็กเติบโตเป็นคนดีของสังคม รู้จักการให้และการแบ่งปันในอนาคต


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เต้ 007” ลงพื้นที่บางพลี ชูนโยบายพาคนไทยทัวร์โลก–ตั้งกองทัพอวกาศ ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

แชร์เนื้อหานี้

นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ 007” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ลงพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พบปะประชาชน นำเสนอนโยบายเชิงวิสัยทัศน์ ตั้งแต่การท่องเที่ยวระดับโลก เทคโนโลยีอวกาศ ไปจนถึงสุขภาพประชาชน

เมื่อช่วงเที่ยง วันที่ 10 มกราคม 2569นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้ 007” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคทางเลือกใหม่ ลงพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังความคิดเห็น พร้อมนำเสนอนโยบายและแนวคิดในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

โดย “เต้ 007” ได้นำเสนอนโยบายเชิงสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ด้วยแนวคิด “พาคนไทยทัวร์โลก” เพื่อเปิดมุมมองและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการขยายวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ตั้งเป้าให้ประเทศไทยก้าวสู่การท่องอวกาศในอนาคต ทั้งการเดินทางไปดวงจันทร์และดาวอังคาร

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวคิดการจัดตั้ง “กองทัพอวกาศ” เพื่อเสริมศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศ รองรับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและการป้องกันประเทศในยุคใหม่ พร้อมประกาศเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลก

ขณะเดียวกัน “เต้ 007” ยังกล่าวถึงนโยบายด้านความมั่นคง โดยระบุว่า หากได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะมีการจัดหายุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อป้องปรามภัยคุกคามในอนาคต
ในด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต พรรคทางเลือกใหม่ยังให้

ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพประชาชน โดยรณรงค์ให้การออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน พร้อมเสนอให้ “การวิดพื้น” เป็นกิจกรรมพื้นฐาน เพื่อสร้างพลเมืองที่แข็งแรง มีระเบียบวินัย และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในระยะยาว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ