สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.สวรรคโลกจ.สุโขทัยเข้มผู้การสั่งเน้นย้ำตำรวจปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัดช่วงเลือกตั้ง ส.ส

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 22.มค.2569 ณ.ห้องประชุมห้อง ศปก.สภ.สวรรคโลก อ.สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
พล.ต.ต.สถาพร ศรีภิรมย์ ผบก.ภ.จว.สุโขทัย
พ.ต.อ.ประมวล ยิ้มจันทร์ รอง ผบก.ภ.จว.สุโขทัย
พ.ต.อ.ฉัตรชัย คำยิ่ง รอง ผบก.ภ.จว.สุโขทัย

ได้มาตรวจเยี่ยมและมอบหมายนโยบายเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่ สภ.สวรรคโลก สภ.ศรีนคร และ สภ.เมืองบางขลัง และ ปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดและการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง

โดยมี พ.ต.อ.นิคม พรมพิราม ผกก.สภ.สวรรคโลก
พ.ต.อ.วิษณุ นิพิฐปัญญา ผกก.สภ.ศรีนคร
พ.ต.ท.ธนพงศ์ พึ่งศักดิ์ สว.สภ.เมืองบางขลัง
พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไป ของ สภ.สวรรคโลก สภ.ศรีนคร และ สภ.เมืองบางขลัง
โดยกำชับ ดังนี้

1.ให้ข้าราชการตำรวจวางตัวเป็นการในการเลือกตั้ง
2.หากมีสถานการณ์สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้รายงานโดยด่วน
3.ปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด
4.การขยายผลยาเสพติด
5.การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง
พร้อมเน้นย้ำการปฏิบัติงานข้าราชการตำรวจ สภ.สวรรคโลกให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดและพร้อมร่วมรับประทานอาหารให้ขวัญกำลังใจตำรวจในการปฏิบัติงานด้วย
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผงะยาบ้าล็อตใหม่ “SARA” ทะลักชายแดนอีสาน ตชด.234 บูรณาการจับ 2 ชาวลาว ของกลางกว่า 8 แสนเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 พร้อมด้วย นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผู้กำกับการ ตชด.23

พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รองผู้กำกับการ ตชด.23 พ.ต.ท.ปรัชญลักษณ์ วิลาทัน รองผู้กำกับการหัวหน้ากองร้อย ตชด.234 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234 ร่วมแถลงผลการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหาชาว สปป.ลาว 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าประมาณ 820,000 เม็ด

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากการสืบสวนติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารและพื้นที่รอยต่อใกล้เคียง โดยชุดปฏิบัติการด้านการข่าว กองร้อย ตชด.234 ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมกลุ่มขบวนการอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าฝั่งประเทศไทย บริเวณอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ในช่วงคืนวันที่ 19–20 มกราคม 2569

ต่อมาได้รับรายงานว่ากลุ่มขบวนการไหวตัวทันและเปลี่ยนจุดลำเลียงเป็นพื้นที่บ้านปากกะหลาง ตำบลสองคอน อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่ ตชด.234 จึงประสานกำลังร่วมกับ ตชด.227 และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ วางกำลังซุ่มตรวจตามแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง

กระทั่งเวลา 00.30 น. วันที่ 20 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลเดินแบกกระสอบต้องสงสัยเป็นขบวน จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ ทำให้กลุ่มคนร้ายทิ้งกระสอบแล้ววิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่สามารถติดตามควบคุมตัวไว้ได้ 2 คน ทราบว่าเป็นชาวแขวงสาละวัน สปป.ลาว ส่วนผู้ร่วมขบวนการรายอื่นอาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบของกลาง พบยาบ้าบรรจุในกระสอบรวม 4 กระสอบ จำนวนประมาณ 820,000 เม็ด ซึ่งห่อด้วยกระดาษไขพิมพ์โลโก้สีแดงคำว่า “SARA” นับเป็นการตรวจยึดโลโก้ลักษณะนี้เป็นครั้งแรกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายเพื่อการค้า เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อขยายผลติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่นต่อไป

พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของเครือข่ายค้ายาเสพติดที่ใช้เส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นทางผ่านหลัก พร้อมย้ำว่าความร่วมมือจากประชาชนคือหัวใจสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติด โดยข้อมูลจากชาวบ้านจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระราชทานเพลิงศพ 3 ร่าง ครอบครัว “แท่งทอง” พี่ชาย น้องกาโตะ ยัน 10 ล้าน ก็เลือกกับการสูญเสียไม่ได้

แชร์เนื้อหานี้

***จากกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ถูกรถเครนซึ่งใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่พังถล่มลงมาทับขบวนรถ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ขบวนรถตกรางและเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในเหตุการณ์ดังกล่าว ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก

ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะเดินทางมากับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 จากกรุงเทพมหานคร มายังจังหวัดศรีสะเกษ หลังไปจดทะเบียนสมรสที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งจดได้เพียง 1 วัน ก่อนมาประสบเหตุเสียนชีวิตดังกล่าว***ล่าสุดวันนี้ (21 ม.ค. 69) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านโนนคูณ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านที่จัดพิธีบำเพ็ญกุศลของ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนหล่นทับรถไฟครั้งนี้ โดยคณะญาติๆ ได้มีการทำพิธีขอขมาศพ ก่อนจะพากันเคลื่อนศพทั้ก่อนจะพากันเคลื่อนศพทั้งสองร่างมายัง วัดบ้านแต้ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษ ท่ามกลางความโศกเศร้าของแม่ พี่น้อง และญาติๆ

***ซึ่งก่อนจะเคลื่อศพไปยังวัดบ้านแต้ ด้าน นางวิไล แท่นทอง แม่ของนายสมจิตร (ผู้เสียชีวิต) ไปดูรูปถ่ายของ นายสมจิตร แท่นทอง (ลูกชาย), นางนรินทร แท่งทอง (ลูกสะใภ้) และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง (หลานชาย) ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จากวันที่ตนต้องสูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย น้องกาโตะ ไปจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ ทุกวันนี้ตนยังทำใจไม่ได้ รู้สึกเสียใจมากข้าวก็กินไม่ลง กินข้าวกับแตงโมได้แค่ 2-3 คำ

***ก่อนที่ลูกจะเสียชีวิตเหมือนมีลางบอกเหตุมีก้อนหินมาตกใส่หลังคา หมาที่ตนเลี้ยงไว้ก็เห่าหน้าประตูเหมือนลูกชายจะเข้ามาหาแต่เปิดประตูเข้ามาหาไม่ได้ โดยวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ตนจะต้องบอกลาร่างลูกชายลูกสะใภ้และหลาน ตนอยากให้ทุกคนไปสู่ภพภูมิที่ดี ไปสู่สรวงสวรรค์ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้ลูกหลานกลับมาเกิดเป็นลูกหลานของตนอีก อย่าให้หลานชายน้องกาโตะไม่มีโรคภัยเหมือนอย่างชาตินี้ อยากบอกลูกชายว่าไม่ต้องเป็นห่วงแม่นะ

***ในส่วนของเรื่องเงินเยียวยาตนปล่อยให้เป็นลูกชายอีกคนดูแล ตนขอให้เคสของครอบครัวตนเป็นเคสสุดท้ายตนไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับครอบครัวใดอีก เพราะเหตุที่เกิดขึ้นจากผู้รับเหมา บริษัทอิตาเลียนไทย เกิดขึ้นหลายครั้งจนทำให้ต้องสูญเสียชีวิตคนไปหลายชีวิตแล้ว อยากให้ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายเพราะถ้าเกิดเหตุแบบนี้กับใคร ให้มองว่าใครเขาก็ต้องเสียใจเพราะทุกคนก็รักชีวิตตัวเอง ***โดยเมื่อศพมาถึงได้มีการทำพิธีหลอก เนื่อจากทั้ง 3 ศพ เป็นศพตายโหง ซึ่งตามประเพณีศพตายโหงจะต้องฝังไว้ 1 ปี แต่ครั้งนี้มีการพระราชทางเพลิงเลยต้องทำพิธีหลอก ด้วยการสมมุติว่าจะกำลังฝัง แล้วมีพระภิกษุ เดินมารอไม่ให้ฝังได้ไหม เอาไปเผาดีกว่า (ขอบิณฑบาต) เกิดอะไรขึ้นจะขอรับเอง ชาวบ้านจึงให้ แล้วนำไปฌาปนกิจนทมประเพณี

***ทั้งนี้ก่อนช่วงพิธีพระราชทานเพิลงศพกรณีพิเศษ มี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินทางมาร่วมพิธีพระราชเพลิงศพในครั้งนี้ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตจากเหตุอันตรายในการเดินรถ จำนวน 340,000 บาท
***นอกจากนี้มี นายจริยะ วงศ์ถ้วยทอง รองประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด พร้อมคณะ เดินทางมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ด้วย

***ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ราชพิธี จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ได้อัญเชิญกล่องไฟพระราชทานมายังเมรุวัดป่าพรหมนิมิต เจ้าหน้าที่อ่านหมายรับสั่ง ญาติอ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าหน้าที่อ่านประวัติผู้วายชนม์ ก่อนที่ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานในพิธี มอบเงินพระราชทาน รายละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ต่อมาประธานในพิธีขึ้นวางผ้าไตร ประธานจุดไฟพระราชทาน วางดอกไม้จันทร์พระราช และผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ วางดอกไม้จันทร์ส่วนตัว พระสงฆ์ แขกผู้มีเกียรติ ครอบครัว ลูกๆ และญาติพี่น้อง ร่วมขึ้นวางดอกไม้จันทร์ ก่อนจะได้นำร่างผู้เสียชีวิตประกอบพิธีฌาปนกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้าอาลัยการจากไปของ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ที่เสียชีวิตในครั้งนี้

***ทั้งนี้เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ แก่ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ณ วัดบ้านแต้ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียอย่างยิ่ง ***ด้าน นายอนาวิน สิงห์ลอ อายุ 27 ปี เป็นพี่ชายของน้องกาโตะ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันฌาปนกิจศพพ่อแม่และน้องของตน ตนอยากบอกกับทุกคนว่าขอให้ทุกคนไปสู่สุคติไปสู่ภพภูมิที่ดี ตนอยากบอกให้ทั้ง 3 คนจับมือกันไปสู่สรวงสวรรค์ ในส่วนของการเยียวยาตอนนี้มีเพียงส่วนที่ทำศพส่วนอื่นไม่รู้จะได้ตอนไหน เงินเยียวยาที่บริษัทจะให้มาและส่วนที่เหลือนั้นจะเป็นตัวแทนของย่าที่จะต้องคุยกันต่อ

***ตอนนี้ตัวเองยังรู้สึกเสียใจถ้าแลกกับชีวิตทั้ง 3 คนที่สูญเสียไปกับเงินเยียวยาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้เป็น 10 ล้านบาท ก็ไม่สามารถทดแทนได้ ตนอยากบอก บริษัทอิตาเลียนไทย ที่ยังทำโครงการต่างๆในประเทศไทยได้รับรู้ว่าควรจะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานให้ดี ตนไม่อยากเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใครอีก ถ้าเกิดการสูญเสียไปมันไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ เหมือนอย่างที่ครอบครัวตนต้องสูญเสีย ***เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟในครั้งนี้ ความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์แบบนี้กับบริษัทนี้เกิดขึ้นมาตั้งหลายรอบแล้ว มันไม่สมควรเกิดในรอบนี้ด้วย ไม่สมควรเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 เหมือนอย่างนี้ ถ้าเขาไม่ยอมที่จะปรับปรุงแก้ไขหรือสร้างมาตรฐานให้ดีมันก็อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้นะ ***การเดินทางของครอบครัวทั้ง 3 คนโดยเฉพาะแม่ที่มองว่าการเดินทางด้วยรถไฟจะมีความปลอดภัยมากกว่ารถส่วนตัวและรถสาธารณะอื่นๆ ในการเดินทางครั้งนี้แม่จึงเลือกที่จะนั่งรถไฟ ไม่คิดเลยว่าการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจะมาจบชีวิตทั้ง 3 คนแบบนี้

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญิฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับชีพจร เขต 9 ศรีสะเกษ: ‘สงครามตัวแทน’ บ้านใหญ่ ล้มแชมป์เก่าอย่าง ครูนุช ง่ายจริงหรือ

แชร์เนื้อหานี้

สนามเลือกตั้งศรีสะเกษ เขต 9 (ราษีไศล-ศิลาลาด-บึงบูรพ์-ยางชุมน้อย-โพธิ์ศรีสุวรรณ) ชั่วโมงนี้อุณหภูมิการเมืองพุ่งสูงทะลุปรอท! แม้พื้นที่จะเป็นชายขอบติดยโสธรและร้อยเอ็ด แต่สปอร์ตไลท์กลับฉายจับทุกการเคลื่อนไหว เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า “บารมีเก่า” หรือ “ผลงานใหม่” ใครจะกินขาดกว่ากันย้อนรอย ‘ล้มยักษ์’ จุดกำเนิด ‘ครูนุช’หากยังจำกันได้ การเลือกตั้งปี 66 คือตำนานบทใหม่ที่ต้องจารึก เมื่อ “ครูนุช” นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร หญิงแกร่งต่างถิ่นจากหนองคายที่มาหยั่งรากสร้างตัวในราษีไศล อาศัยลูก “ขยัน-จริงใจ-ติดดิน” ควบกระแสพรรคเดิมล้มยักษ์หลับอย่างตระกูล ‘แซ่จึง’ ที่ผูกขาดพื้นที่มานานนมลงได้อย่างราบคาบ

จุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “หัวใจสปอร์ต” ครูนุชปลุกปั้นทีมฟุตบอลราษีไศล ยูไนเต็ด จากทีมรากหญ้าจนผงาดเป็น “จ่าฝูงไทยลีก 2” กลายเป็นสัญลักษณ์ความภูมิใจของคนในพื้นที่ บวกกับบุคลิกที่ชาวบ้านบอกว่า “คุยง่ายเหมือนญาติ” ทำให้เธอรักษาแต้มต่อมาได้จนถึงนาทีนี้สงคราม ‘เงา’ และ ‘ตัวแทน’
ในศึกครั้งนี้ ฝ่ายตรงข้ามต่างปรับหมากแก้เกมกันถ้วนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือทั้งสองพรรคใหญ่กลับเลือกใช้ “นอมินีการเมือง” เข้าสู้ เบอร์ 2 ‘เจ็ท’ วิทวัส ไตรสรณกุล (ภูมิใจไทย): ทายาทการเมืองตระกูลดังและลูกเขยอดีต สส.ปวีณ-ผ่องศรี งานนี้ “สีน้ำเงิน” หวังทวงแค้นโดยใช้ความสดของคนรุ่นใหม่พ่วงบารมีบ้านใหญ่ไตรสรณกุลมาเป็นเกราะกำบังเบอร์ 10 ‘หลอ’ นฤชิต จารุรัชกุล (เพื่อไทย): ตัวแทน “บ้านใหญ่เขต 8” ที่ข้ามห้วยมาหวังเสียบแทนใน

นามพรรคเดิมของแชมป์เก่า แม้โปรไฟล์ในสนามการเมืองจะยังเป็นสีขาวจั๊วะ แต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะมี “เสื้อคลุมแดง” เป็นตัวช่วยดึงคะแนนส่วน เบอร์ 1 ‘บาส’ พงษ์เดช จากพรรคประชาชน คือ “ตัวสอดแทรก” ที่น่ากลัว ด้วยฐานคะแนนเดิมเกือบ 2 หมื่นเสียงในปี 66 หากกระแสเปลี่ยนสีส้มพัดแรงในพื้นที่ นี่อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คะแนนฝั่งอนุรักษ์นิยมแตกกระจายวิเคราะห์เจาะลึก: ชนะ ‘ครูนุช’ ไม่ยากจริงหรือ? หลายคนสบประมาทว่าพอครูนุชย้ายมาสวมเสื้อ “พรรคกล้าธรรม” จะกลายเป็น “ปลาผิดน้ำ” หรือไม่? แต่จากการลงพื้นที่จริงดูเหมือนว่า “ยี่ห้อตัวบุคคล” จะนำหน้า “ยี่ห้อพรรค” ไปแล้ว ผลงานการจัด Event กระตุ้นเศรษฐกิจและการเข้าถึงมวลชนแบบถึงลูกถึงคน ทำให้เสียงสะท้อนจากชาวบ้านอย่าง นายสาคร มหาสิงห์ แห่งตำบลเป๊าะ ยืนยันว่า “แม้อาจจะดูเป็นรองในเชิงพรรค แต่ความเข้าถึงใจคน ครูนุชยังนอนมา”

บทสรุป: ศึกเขต 9 ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกว่า “จะเอาใคร” แต่เป็นการวัดพลังระหว่าง “ผลงานที่สัมผัสได้” ของแชมป์เก่า กับ “บารมีเงา” ของผู้ท้าชิงหน้าใหม่หากครูนุชยังรักษาฟอร์มการเล่นเหมือนฟุตบอลที่เธอเคยสร้างมา ที่เน้นการบุกต่อเนื่องและไม่ประมาทคู่ต่อสู้ โอกาสที่จะ “ย้ำแค้น” บ้านใหญ่ก็มีสูง แต่หาก “กระแสพรรค” และ “พลังสีน้ำเงิน” ผนึกกำลังกันเข้มแข็ง การรักษาเก้าอี้ครั้งนี้ก็อาจจะเป็นงานหินที่สุดในชีวิตการเมืองของเธอใครพลาดน้อยกว่า… คนนั้นคือผู้ชนะ!
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอนครชัยศรี ให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษ นครปฐมหยุดฝุ่นพิษ เพื่อชีวิตปลอดภัยประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

นายอำเภอนครชัยศรี ได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ นครปฐมหยุดฝุ่นพิษ เพื่อชีวิตปลอดภัย ของอำเภอนครชัยศรี
ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม

โดยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษ นครปฐมหยุดฝุ่นพิษ เพื่อชีวิตปลอดภัย อำเภอนครชัยศรี นำโดย นายปฐมพงษ์ เส็งดอนไพร ปลัดอำเภอฝ่าย

ความมั่นคง บูรณาการความร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จนท.ส่งเสริมการเกษตร กำนันตำบลศรีษะทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านทุ่งน้อย ต.ศรีษะทอง

ลงพื้นที่ หมู่ที่ 4 ต.ศรีษะทอง เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพื้นที่ที่มีรายงานหรือตรวจสอบพบจุดความร้อน (Hotspot) และกรณีพบร่องรอยการเผา (Bum Scar) ตามที่ได้รับแจ้งจากจังหวัดนครปฐม

รายละเอียด ข้อเท็จจริง ดังนี้ เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.ของวันเสาร์ที่ 18 ม.ค.69 ได้มีการลักลอบจุดไฟเผาเศษวัชพืชในบริเวณพื้นที่ทางด้านการเกษตรดังกล่าว และดับลงเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. โดยผู้เช่าพื้นที่การเกษตรแปลงดังกล่าว คาดว่า ผู้ก่อ

เหตุน่าจะเป็นคนหาปลานอกพื้นที่ สาเหตุอันเนื่องมาจากถูกว่ากล่าวไม่ให้ลงไปจับปลาในลำคลอง ที่ล้อมรอบพื้นที่การเกษตรแปลงดังกล่าว ฯลฯผู้เช่าพื้นที่การเกษตรแปลงดังกล่าว จะเข้าแจ้งความกรณีมีการลักลอบเผาในพื้นที่เกษตรของตนเอง เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป

พร้อมทั้งแจ้ง กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ แจ้งประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ในการเฝ้าระวังและป้องปรามการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น (PM 2.5) โดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตรตามนโยบายของจังหวัดนครปฐม

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นักท่องเที่ยว แห่ชม พุทราน้ำอ้อย ลับแลพุทราแดงอินเดียของดีของเด็ดต้องบอกต่อ 1 ปีมีครั้งเดียว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประทีป เตชัย หนุ่มใหญ่เกษตรกรตัวจริง เจ้าของ PTF ฟาร์ม หมู่ที่ 13 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวและเกษตรกรที่สนใจ เข้าชม ไร่พุทราพันธุ์น้ำอ้อยและพันธุ์อินเดียแดง พื้นกว่าที่ 14 ไร่

ซึ่งมีทั้งพุทรากางมุ้ง และ พุทรากลางแจ้ง หลังศึกษาเพื่อหาพืชทดแทนการทำนา เหตุราคาข้าวไม่ค่อยสู้ดี ที่สำคัญต้องเป็นพืชใช้น้ำน้อย ทนแล้ง และเน้นเรื่องของพืชผลไม้ปลอดภัยที่ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับที่นา 2 ไร่ หันมาปลูกพุทรากางมุ้ง ด้วยการนำพุทราป่าเป็นต้นกล้า

เนื่องจากทนโรคทนแล้งและอายุยืนยาว แล้วนำกิ่งพุทราพันธุ์น้ำอ้อยและพุทราพันธุ์แดงอินเดียมาเสียบ ใน 1 ต้นมี 2 สาย พันธุ์ เมื่อติดดอกจะอาศัยพุทราพันธุ์แดงอินเดียเป็นตัวช่วยในการผสมเกสรให้กับพุทราพันธุ์น้ำอ้อย โดยอาศัยลม ซึ่งเป็น เทคนิคเฉพาะทางการเกษตร ผลผลิตพุทราจะลูกใหญ่ รูปทรงเหมือนแอปเปิลเขียว เปลือกบางกรอบ เฉลี่ย 10 ผลต่อ1 กิโลกรัม รสชาติหวานฉ่ำ กรอบอร่อย

เริ่มต้นปลูกพุทราแบบกางมุ้ง ปี 2562 ใครเห็นก็ว่า “บ้า” พยายามศึกษาและเน้นรูปแบบเกษตรแนวใหม่ ข้อดีของการกางมุ้ง กันแมลงรบกวน ควบคุมเรื่องอากาศร้อนและแสงแดด ประหยัดน้ำ ให้น้ำเพียงสัปดาห์ละ 2 รอบ ขยันสำรวจดูแลแปลงให้โล่ง กำจัดศัตรูพืช พุทราให้ผลผลิตเต็มปีเมื่อปลูกได้ 1 ปี ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 7

ไม่เพียงจะเก็บผลผลิตในส่วนของพุทรากางมุ้งขายแล้ว ยังได้ขยายปลูกพุทรากลางแจ้ง เพิ่มอีก 12 ไร่ เป็นลักษณะห่อผลกันแมลงแทน การกางมุ้ง กลายเป็น “สวนพุทราน้ำอ้อยและอินเดียงแดงที่ใหญ่สุดภาคเหนือ” นายประทีป กล่าวว่า พุทรากว่า 1500 ต้น ในพื้นที่นาดอนกว่า 14 ไร่ กลายเป็นพืชเศรษฐกิจของครอบครัว ผลผลิตปีนี้ประมาณ 4 ตัน ออเดอร์เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม

ราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 150 บาท รายได้ก็สมน้ำสมเนื้อกับการดูแลเอาใจใส่ ที่สำคัญพุทรามีอายุยาวนานกว่า 50 ปี ขอเพียงดูแล บำรุง ก็จะให้ผลผลิตตลอด ติดผลดกพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว และ เป็นเกษตรทางเลือกให้ผู้ที่สนใจ ตนเปิดสวนท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถเข้ามาชม สอบถาม ร่วมเรียนรู้ และเลือก

ซื้อผลผลิต สดๆได้ที่สวน เปิดทุกวันตั้งแต่ 10.00 – 17.00 น. และยังมีกล้าพันธุจำหน่าย ปัจจุบัน นอกจากจะเก็บผลผลิตส่งขายแล้ว ยังมีกล้าพันธุ์จำหน่าย พร้อมให้คำแนะนำ หากสนใจที่จะปลูก สอบถามผ่านเฟสบุ๊ค ชื่อ Pt Tc หรือโทร 091-8406113 เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าชมและศึกษา ไม่ได้หวงความรู้ เพื่ออนาคตจะเป็นอีกหนึ่งผลไม้ทางเลือกทดแทนผลไม้อื่นๆ ที่ปลูกแล้วราคาตกต่ำ

นาคา คะเลิศรัมย์/อุตรดิตถ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อมรมพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในด้านคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ปีงบ. 2569 จัดโดย สพป.นครปฐม เขต ๑

แชร์เนื้อหานี้

โดยมี ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต ๑ เป็นประธานเปิดการอบรมพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัด สพป.นครปฐม เขต ๑ ในด้านคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมี นายสุคันธชาติ ขันศรี รองผอ.สพป.นครปฐม เขต 1 กล่าวรายงานการอบรมฯ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ในด้านคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

สังกัด สพป.นครปฐม เขต 1 เป็นการพัฒนาส่งเสริมให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความตระหนักรู้ เข้าใจ และยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนและสังคม

โดยเน้นการปลูกฝังคุณค่าทางจิตใจ ค่านิยมที่ถูกต้อง และการประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสมกับสถานะของความเป็นข้าราชการที่ดี ในการนี้ได้รับเกียรติจาก พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพ่อน้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม พระอารามหลวง เป็นวิทยากรผู้บรรยายพิเศษ การอบรมในครั้งนี้มีผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด เข้าร่วมการอบรมฯ จำนวน 106 คน ณ ห้องประชุมทวารวดีศรีพระประโทณ โรงเรียนวัดพระประโทณเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
เครดิตภาพ น้องJab ทีม pr.วัดไผ่ล้อม พระอารามหลวง
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการสร้างโอกาสทางธุรกิจการค้าในการพัฒนาภาคกลาง-ตะวันตก

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดนครปฐม จัดสัมมนาเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการสร้างโอกาสทางธุรกิจการค้าในการพัฒนาภาคกลาง-ตะวันตก เพื่อยกระดับเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในอนาคต รวมทั้ง

ทักษะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับสินค้าและบริการในกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

วันที่ 20 มกราคม 2569 ที่โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี นครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดการสัมมนาเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการ

สร้างโอกาสทางธุรกิจการค้าในการพัฒนาภาคกลาง-ตะวันตก โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมสัมมนา 100 คน ระหว่างวันที่ 20-22 มกราคม 2569

นางสาวดวงพร วิสุทธิธรรม พาณิชย์จังหวัดนครปฐม กล่าวว่าคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยกระทรวงพาณิชย์ ดูแลรับผิดชอบในประเด็นการพัฒนาด้านการสนับสนุนผู้ประกอบการ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

จึงได้มีแนวคิดดำเนินโครงการเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค ครอบคลุมผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ 16 จังหวัด ด้วยการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการ

และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในอนาคต รวมทั้งทักษะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับสินค้าและบริการในกลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรมให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งจังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก จึงได้ดำเนินการจัดสัมมนาการเสริมสร้างสมรรถนะผู้ประกอบการสร้างโอกาสทางธุรกิจการค้าในการ

พัฒนาภาคกลาง-ตะวันตก (Central-Western Economic Corridor : CWEC) จังหวัดนครปฐม “SMEs Nakhon Pathom : Empowering Growth” เสริมสมรรถนะ สร้างโอกาส ขยายธุรกิจการค้า ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรม ดังนี้

  1. กิจกรรมการสัมมนาให้ความรู้เพื่อการพัฒนาสินค้า การพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจการยกระดับผู้ประกอบการต่อเนื่อง การส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 2 หลักสูตร ดังนี้ 1) หลักสูตรสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ Tier 1 และ Tier 2 เป้าหมายเพื่อยกระดับผู้ประกอบการต่อเนื่อง การส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับการประกอบธุรกิจการค้า
    2) หลักสูตรของกลุ่มผู้ประกอบการ Tier 3 เป้าหมายเพื่อพัฒนาพื้นฐาน การพัฒนาสินค้า การพัฒนาการบริหารจัดการธุรกิจ
  2. กิจกรรมคลินิกให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจ การค้า การลงทุน
    และการเจรจาธุรกิจ โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน มาให้คำแนะนำในการดำเนินการประกอบธุรกิจ ในครั้งนี้
    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าว เชิญเที่ยวงาน นมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ จัดอย่างยิ่งใหญ่ 22 มค. – 2 กพ.นี้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ บริเวณมณฑลพิธีด้านหน้าพระวิหารหลวง วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ พระวินัยสาทร

เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ (ธ) เจ้าอาวาสวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยนายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ประธานฝ่ายฆราวาส และนายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์

ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมีนายสุระวุธ จันทร์งาม นายอำเภอลับแล พ.ต.อ.ชาญวุธ ไชยรุ่งเรือง ผู้กำกับ สภ.ด่านแม่คำมัน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และสื่อมวลชน ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวในครั้งนี้จำนวนมาก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569

บริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง เชื่อมโยงไปถึงวัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอน เพื่อเป็นการสืบสาน รักษาประเพณีการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ ในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปี เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับประชาชน ชุมชน ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด

นมัสการพระท่านศิลาอาสน์ เชื่อกันว่า หากได้มากราบไหว้ครบสามครั้ง จะได้ไปสวรรค์ เป็นพุทธบูชาที่สืบทอดกันมานานกว่า 100 ปี พิธีกวนพุทราแขวนบาตร เป็นเอกลักษณ์ของงานนี้ โดยนำพุทรากวนมาใส่ในบาตรพระตลาดนัดพื้นบ้าน

มีร้านค้าชุมชน 2,000 กว่าร้าน ให้เลือก ชิม ช็อปใช้ ชมสามวัดสำคัญในพื้นที่ติดต่อกัน คือ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอนพุทธไสยาสน์ ซึ่งท่านสามารถเดินสายทำบุญได้ถึง 3 วัด ในที่เดียวกัน

นอกจากนี้ชมขบวนแห่ทางศิลปวัฒนธรรม และขบวนเทิดพระเกียรติฯ อันยิ่งใหญ่ และที่น่าตื่นตา ประทับใจ ในศรัทธาของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ก็คือจะมีสาวงาม 300 กว่าคน รำบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ เต็มลานหน้าพระวิหารหลวง

และพื้นผิวทางขึ้นพระแท่นศิลาอาสน์ ด้วยบทเพลง “ยอหัตถาบูชาพระแท่นศิลาอาสน์” และรำถวายความอาลัยพระพันปีหลวง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มสตรีแม่บ้าน อสม. นักเรียนนักศึกษา แต่งกายนุ่งซิ่นลับแล เสื้อแขนกระบอกสีขาว

ห่มสไบสีดำ ร่ายรำเป็นการบูชาพระแท่นศิลาอาสน์ และในปีนี้มีกิจกรรมกระตุ้นส่งเสริมการตลาด ภายใต้โครงการอุตรดิตถ์เที่ยวได้เท่ด้วย ได้จัด แคมเปญ “เที่ยวเติมบุญ หนุนบารมี ปีมะเมีย โดย 100 ท่านแรกที่มาพักในจังหวัดอุตรดิตถ์ และมาเที่ยวงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์

จะได้รับขนมสแนกพื้นบ้านเป็นชุดเฒ่าแก่น้อย 1 ชุด ไปทานฟรี – โดยกำหนดพิธีเปิดงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น จึงขอเชิญชวนมาเที่ยวงานนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ในปีนี้ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569

นาคา คะเลิศรัมย์/อุตรดิตถ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ความสำเร็จ “นราธิวาสโมเดล” ด้านการควบคุมยาสูบและบังคับใช้กฎหมายสุดเข้มแข็ง ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เผยความประทับใจ

แชร์เนื้อหานี้

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความสำเร็จ “นราธิวาสโมเดล” ด้านการควบคุมยาสูบและบังคับใช้กฎหมายสุดเข้มแข็ง ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เผยความประทับใจ เห็นโครงสร้างจังหวัดแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ทำความฝัน 20 ปีที่อยากเห็นการขับเคลื่อนระดับจังหวัดเป็นจริง พร้อมชูเป็นต้นแบบให้ทั่วประเทศเดินตาม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมภักดีบดินทร์ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (คผยช.) พร้อมคณะผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานระดับประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันควบคุมโรค ลงพื้นที่ประเมินผลการดำเนินงานของจังหวัดนราธิวาสอย่างเข้มข้นโดยมี นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน

จากข้อมูลพบว่า จ.นราธิวาส มีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปกว่า 5 แสนคน ผลการคัดกรองพบผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 12.76 ซึ่งปัญหาใหญ่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ “ค่านิยมที่ผิด” ที่มองว่าบุหรี่ช่วยคลายเครียดและไม่อันตราย ทั้งที่เป็นบันไดขั้นแรกสู่ยาเสพติดชนิดอื่น ด้วยเหตุนี้ จังหวัดนราธิวาสจึงประกาศเป็นนโยบายสำคัญ บูรณาการทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงชุมชน ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 5 มาตรการ จนสามารถคว้ารางวัลต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน และในปีนี้ได้ยกระดับความเข้มข้นในด้าน “การบังคับใช้กฎหมายและสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่” อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คผยช. กล่าวเปิดใจในที่ประชุมว่า ตนมีส่วนร่วมในการผลักดันงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของประเทศมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยประเทศไทยได้มีกฎหมายควบคุมยาสูบและคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 และต่อมาได้พัฒนากฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในระดับจังหวัดอย่างชัดเจน จังหวัดนราธิวาสถือเป็นจังหวัดที่สามารถขับเคลื่อนงานควบคุมยาสูบได้อย่างเข้มแข็งและเป็นรูปธรรม ทั้งด้านโครงสร้างการทำงาน การบูรณาการทุกภาคส่วน และการ

ดำเนินงานครบทุกมิติ ได้แก่ การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การช่วยเลิกบุหรี่ การคุ้มครองผู้ไม่สูบ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สิ่งที่ผมใฝ่ฝันมา 20 ปี คือการเห็นการปฏิบัติงานที่จริงจังในระดับจังหวัดแบบนี้ นราธิวาสมีโครงสร้างคณะกรรมการที่เข้มแข็งมาก มีการมอบหมายงานที่ชัดเจนจากท่านผู้ว่าฯ ไปจนถึงระดับปฏิบัติการ ผมลงพื้นที่มาหลายจังหวัด แต่ไม่เคยเจอที่ไหนพร้อมเท่าวันนี้ ขอบคุณทุกคนที่ทำให้ฝันของผมเป็นจริง
นอกจากนี้ นพ.ประกิต ยังเน้นย้ำว่า นราธิวาสคือตัวแทนภาคใต้ที่จะเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในเด็ก ซึ่งปัจจุบันเริ่มพบผู้สูบอายุน้อยเพียง 10 ขวบ โดยผลสำเร็จของนราธิวาสจะถูกนำไปขยายผลเป็นโมเดลระดับประเทศต่อไป

สำหรับกิจกรรมไฮไลท์ในการลงพื้นที่คณะกรรมการได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการ 10 จุดที่แสดงถึงความสำเร็จในทุกมิติ อาทินิทรรศการ Gen Z: พลังคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนสังคมปลอดบุหรี่ การบังคับใช้กฎหมาย: การประสานงานระหว่างตำรวจ อัยการ และฝ่ายปกครองต้นแบบสถานบริการปลอดบุหรี่: จาก รพ.สต.เจ๊ะเก ถึงโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ระบบ T-cep ออนไลน์: การใช้เทคโนโลยีติดตามและลงข้อมูลการตรวจร้านค้าในพื้นที่ 100%ทั้งนี้การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประเมินเพื่อรับรางวัลเกียรติยศ แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่า “นราธิวาส” พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวขบวนในการสร้างสุขภาวะที่ดีและปกป้องเยาวชนไทยจากภัยเงียบของยาสูบอย่างยั่งยืน
/////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส