เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารเรือ นรข.ร่วมหน่วยความมั่นคงแถลงตรวจยึดยาไอซ์เกรดเอ 344 กก. มูลค่า 344 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 22 พ.ค. ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย สถานีเรือบึงกาฬ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานร่วมแถลงข่าวการตรวจยึดยาไอซ์ จำนวน 344 กิโลกรัม พร้อมผู้ต้องหา 1 ราย ของกลางยาไอซ์ รถยนต์ 1 คัน

พร้อมด้วย หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย พ.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ แก้วสมนึก รองผบก.ภ.จว.บึงกาฬ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผกก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ นายธีรพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ ผู้แทนตำรวจตชด.244 พ.ต.ต.ประชานารถ แดงเนียม สว.หน.ตำรวจน้ำบึงกาฬ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ ทหารพราน2108 ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และผู้แทน บก.อส.จ.บึงกาฬ ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

ทั้งนี้เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ แจ้งว่ามีสายข่าวรายงานสืบทราบมาว่าจะมีการขนลักลอบยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บริเวณริมแม่น้ำโขง ได้รายงาน น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้ทราบ จึงสั่งการให้ ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ นรข.ได้จัดชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ ออกวางกำลังเข้าตรวจในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตลอดแนวคาดว่าจะมีการกระทำผิด ระหว่างหนองเดิ่นท่า-บ้านห้วยเล็บมือ-บ้านภูสวาท ต.หนองเดิ่น ไปจนถึงแยกโรงพยาบาลบุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ นอกจากนั้นยังมีการชุดสนับสนุนให้อยู่ที่ตั้ง ขณะที่แบ่งกำลังซุ่มอยู่ริมโขงบริเวณพื้นที่บ้านหนองเดิ่นท่า ติดริมแม่น้ำโขง ได้ตรวจพบรถเก๋งต้องสงสัยจอดอยู่ชุดปฏิบัติติการเฝ้าตรวจได้ประสานไปยังชุดสนับสนุนให้เฝ้าติดตามรถเก๋งคันดังกล่าว กระทั่งชุดเฝ้าตรวจสะกดรอยติดตามมาเรื่อย ๆ จนมาถึงถนนทางหมายเลข 212 บึงกาฬ-นครพนม

ช่วงโรงพยาบาลบุ่งคล้า ทำการส่งสัญญาณเพื่อให้รถคันดังกล่าวให้หยุดรถขอเข้าทำการตรวจค้น ปรากฎว่ารถเก๋งคันดังกล่าวเร่งเครื่องยนต์ขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงขับไล่ตาม กระทั่งรถเก๋งดังกล่าวเสียหลักลงข้างทาง ถึงได้ไปควบคุมตัวตรวจค้นภายในรถยนต์ยี่ห้อ ฮอนด้า CRV สีบรอน-เทา ทะเบียน ขต.3323 อุดรธานี

ภายในรถพบของกลางยาไอซ์ จำนวน 9 กระสอบ กระสอบเล็ก 2 กระสอบ กระสอบใหญ่ 7 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 344 กิโลกรัม พร้อมผู้ต้องหา 1 ราย ทราบชื่อนายประดิษฐ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี จึงทำการตรวจยึดของกลางดังกล่าว และจับกุมผู้ต้องหามาทำบันทึกที่ สถานีเรือบึงกาฬ ก่อนนำตัวส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ทั้งหมด นำส่งให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเปิดแผนปฏิบัติการของรัฐบาลในการ ซิล สต๊อป เซฟ และนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่ให้ นรข.ได้ร่วมบูรณาการกับหน่อยความมั่นคงในพื้นที่ในการสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบลำเลียงนำเข้ายาเสพติดเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของประเทศ เป็นความพยายามที่ต้องขอบคุณทุกภาคส่วนในการจับกุมครั้งนี้ด้วยการบูรณาการอย่างแท้จริง ทำให้สถานีเรือบึงกาฬสามารถทำการตรวจยึดจับกุมได้ประสบความสำเร็จ ไม่มีความสูญเสีย จากแหล่งข่าวที่เราได้รับ และเฝ้าติดตาม

โดยเราเฝ้าติดตามตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทำให้เราจับยาบ้าได้ครั้งที่ผ่านมา และจับยาไอซ์ได้ในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกัน และช่วยสกัดกั้นยาเสพติดที่มีปริมาณมูลค่าค่อนข้างสูง จากการตรวจสอบจากตำรวจพิสูจน์หลักฐาน พบว่า ปริมาณค่อนข้างบริสุทธิ์ เมื่อออกจำหน่ายจะมีราคากิโลกรัมละ 1,000,000 บาท รวมทั้งสิ้นที่เราสามารถตรวจยึด มูลค่ากว่า 344 ล้านบาท ผู้ต้องหาได้รับการว่าจ้าง 50,000 บาท หากงานสำเร็จถึงที่หมายคือ จังหวัดหนองคาย จึงต้องขอขอบคุณกำลังพลสถานีเรือบึงกาฬที่ร่วมแรงร่วมใจทำหน้าที่เพื่อประเทศ เพื่อกองทัพเรือ เพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ให้ยาเสพติดเข้าไปในพื้นที่ชั้นใน และต้องขอขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมบูรณาการกันจับกุมในครั้งนี้ และในครั้งต่อ ๆ ไป จะได้ร่วมกันทำงานลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป เชื่อว่า หากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจัง การสกัดกั้นและปราบปราม ก็น่าจะได้ประสิทธิภาพเหมือนครั้งนี้

ณัฎฐฺ์ บึงกาฬ ภาพข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดี​ DSI​ ห่วงใยประชาชน ชาวอ.รือเสาะ นราธิวาส ที่ประสบปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน เร่งอำนวยความยุติธรรม แบ่งสิทธิครอบครอง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขารือเสาะ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ “กรณีเป็นตัวกลางในการประสานงานจดทะเบียนนิติกรรมในที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ของประชาชนหมู่ที่ 8 (บ้านบียห์) ตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส” นำโดยนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย ร.ท.ณรงค์ เดชภักดี รองหัวหน้าแผนกฝ่ายความมั่นคง กองปฏิบัติการ สำนักอำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นายเสถียร เพชรชะ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาสสาขารือเสาะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมจดนิติกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 8 (บ้านบียิห์) ตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 145 คน ได้เดินทางมายังสำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขารือเสาะ เพื่อดำเนินการจดนิติกรรมและออกโฉนดที่ดินสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน ในกรณีที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมีความครอบครองที่ดินตามเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินมาเป็นเวลา 47 ปี ซึ่งการจดนิติกรรมและออกโฉนดเป็นขั้นตอนสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและยืนยันสิทธิในที่ดินอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในสิทธิการครอบครองที่ดินและสามารถใช้ที่ดินในการประกอบอาชีพต่อไป

ทั้งนี้ตามที่พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำความกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ที่ชาวบ้านได้มีการร้องขอความเป็นธรรม จากกรณีกลุ่มบุคคลทำการยึดถือครอบครองเอกสารสิทธิที่ดินประเภท น.ส.3 ของตนเองนำไปออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพบว่าข้อเท็จจริงในเรื่องการขัดแย้งในที่ดินบริเวณที่ร้องเรียนขัดแย้งกันมาตั้งแต่ปี 2521 เป็นเวลานานถึง 47 ปี แล้ว

​​โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ร้องกับกลุ่มผู้ถูกร้อง จนกลุ่มผู้ถูกร้องยินยอมที่จะแบ่งที่ดินให้แก่ชาวบ้านที่ได้ตั้งบ้านเรือนในเขตที่ดินตามเอกสาร น.ส.3 แปลง โดยได้นำรายชื่อชาวบ้านที่เกี่ยวข้องไปจดทะเบียนเป็นชื่อผู้ครอบครองร่วมกับกลุ่มผู้ถูกร้องตามความยินยอมของผู้ถูกร้อง และดำเนินการขั้นตอนการรังวัดสอบสวนสิทธิพิสูจน์การทำประโยชน์ เพื่อออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ 2567 ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวกลางในการจัดทำบันทึกให้ความยินยอมยกสิทธิการครอบครองที่ดินบริเวณนี้ให้แก่ทางราชการเพื่อให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้ โดยผู้ให้ความยินยอมและทายาทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน โดยการดำเนินการของคณะพนักงานสืบสวนจึงเน้นในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมและสร้างความสุขความภูมิใจในการมีที่ดินและมีบ้านเป็นของตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้านนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้ที่มาในวันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่ได้มาพูดคุยประสานงาน และทางฝ่ายผู้ถูกฟ้องเขาก็จะยินยอมที่จะที่จะยกที่ดินบางส่วน ที่ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ให้เพิ่มเติมทั้งหมด 150 แปลงเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ซึ่งถ้ารวมตรงนี้แล้ว มีประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ประมาณ 200 กว่าราย ซึ่งแต่เดิมบางรายเขายังไม่มีบ้านเลขที่ คือเขาอยู่ที่เฉยๆแต่ยังไม่มีบ้าน ซึ่งถ้ามีการแบ่งสันปันส่วนออกเป็นเอกสารสิทธิแล้ว ต่อไปเขาจะมีที่ทางอยู่แล้วเขาจะนำหลักฐานตรงนี้ไปออกเป็นเลขที่บ้านเขาก็จะได้รับประโยชน์ผลพลอยได้ของสิทธิประโยชน์ทางราชการก็ตามมา อย่างเช่นน้ำไฟต่างๆก็เพิ่มมาได้

ซึ่งทุกคนที่มาในวันนี้มาใส่ชื่อให้อยู่ใน น.ส.3 ก ของผู้มายกให้รวมเป็นผู้มีชื่อร่วมทั้งหมดโดยหลังจากนี้ก็ได้มีการออกไปรางวัดในพื้นที่แบ่งเป็นแปลงๆ โดยทางคณะพนักงานของเราได้มีการทำแปลงไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่าแปลงใครอยู่ตรงไหน ต่อไปก็ลงในพื้นที่ก็สามารถไปรังวัดตามแนวเขตของแต่ละคนที่มีชื่อ คาดว่าแล้วเสร็จคงไม่ถึงปีหน้า โดยทุกคนก็จะมีชื่อมีที่เป็นของตัวเอง และเน้นย้ำว่าการที่เขาได้รับเป็นผู้มีชื่อสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 ก ไปนั้นว่าให้ใช้เพื่อทำกินแล้วก็อยู่อาศัย ไม่ได้เอาไปแลกขายหรือขายฝากเอาไปจำนองไม่ได้

นางรออีซ๊ะ บือราฮง กล่าวว่าในนามตัวแทนของชาวบ้านทุกคนขอขอบพระคุณทุกคนที่มาช่วยในตรงนี้ทำให้เราทุกๆคนมีบ้านเลขที่ เพราะการที่จะสร้างบ้านต้องใช้โฉนด เราก็ขอบคุณแทนชาวบ้านทุกคน เพราะก่อนหน้านี่เราลำบากมาก จะขอบ้านเลขที่ก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องมีโฉนดให้ถูกต้องตามกฎหมาย และการที่จะให้ลูกเข้าโรงเรียนก็ต้องย้ายชื่อลูกให้ไปเข้าในทะเบียนบ้านอื่นก่อน เพื่อที่จะสามารถให้ลูกได้เรียนหนังสือได้
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฟ้าพิโรธ ผ่าเปรี้ยงผู้ใหญ่บ้านน้ำดี ขณะออกไปหว่านข้าวกลางทุ่งนาดับสลด ลูกเล่า นาทีฟ้าลงกลางลำตัวพ่อล้มทั้งยืน

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พ.ค. 68 เกิดเหตุฟ้าผ่า นายคำดี พันธ์แก่น อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หลังออกไปหว่านข้าวที่นาบ้านยาง หมู่ 7 ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยลูกชาย และญาติๆ ต่างช่วยกันอุ้มร่างผู้มใหญ่บ้านขึ้นมาจากนา และรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ในเวลา 21.00 น. ของวันที่ 21 พ.ค. 68 ปาฏิหาริย์ก็ไม่มามีอยู่จริง นายคำดี พันธ์แก่น ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ ก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

***ล่าสุดวันที่ 22 พ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้าน นายคำดี พันธ์แก่น อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ (ผู้เสียชีวิต) โดยช่วงเช้าญาติได้นำร่าง ผู้ใหญ่บ้านลมศักดิ์ (ผู้เสียชีวิต) กลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่บ้านเกิด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยตวามโศกเศร้า

***นายวรพงษ์ พันธ์แก่น อายุ 33 ปี เปิดเผยว่า ตนเป็นลูกชายคนโตของผู้ตาย วันเกิดเหตุตนและพ่อออกไปทำนาหว่านข้าวพร้อมกับพี่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่ง รวมเป็น 3 คน ตอนเกิดเหตุฝนกำลังตกลินๆ ตนก็นั่งหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่พ่อของตน (ผู้ตาย) กำลังหว่างข้าวอยู่กลางทุ่งนา อยู่ๆตนก็ได้ยินเสียงดังปั้ง จังหวะนั้นตนหันไปหาพ่อพอดี ก็เห็นพ่อล้มทั้งยืนนอนแน่นิ่งอยู่กลางทุ่งนา ตนกับลูกพี่ลูกน้องต่างช่วยกันอุ้มร่างพ่อขึ้นมาจากนา ก่อนจะได้เรียกให้คนแถวนั้นช่วย และรีบนำพ่อส่งโรงพยาบาลไพรบึงในเวลาต่อมา

***ด้าน นาย…… เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นหลานของผู้ตาย วันนั้นตนทำหน้าที่ขับรถไถปั่นนาให้ผู้ตาย ยังหวะที่ตนกำลังนั่งขับรถไถอยู่นั้นตนเห็นฟ้าผ่าลงมาใส่ผู้ตายอย่าจัง ตอนนั้นตนตกใจมากรีบเรียกลูกชายคนตายให้เข้าไปช่วย ก่อนจะช่วยกันอุ้มผู้ตายขึ้นมาจากนาแล้วเรียกรถโรงพยาบาลให้มาช่วยดังกล่าว

***ขณะที่นายสมยศ วงษ์ปลั่ง อายุ 58 ปี กำนันตำบลลมศักดิ์ เปิดเผยว่า ผู้ตายจะเป็นคนใจดี มีน้ำใจ และถือเป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำดีคนหนึ่ง ที่ทำงานเก่ง ชอบอาสาช่วยเหลือลูกบ้านช่วยเหลือสังคม และถือเป็นผู้ใหญ่คนแรกที่ตนคิดถึงและจะมอบหมายงานให้ไปทำงานแทน โดยผู้ใหญ่บ้าน คำดี (ผู้ตาย) ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่ได้ 6 ปี ก่อนหน้านี้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน มากว่า 20 ปี เป็นที่รักของลูกบ้าน และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานมาโดยตลอด ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าว ตนก็อยากจะขอฝากเตือนชาวบ้าน เกษตรกร ที่ออกไปทำนา ทำสวน ช่วงฤดูฝน ขอให้ระมัดระวังฟ้าฝนด้วย ถ้ามีฝนฟ้าตกขอให้ไปหลบในที่ปลอดภัยหรือรีบกลับบ้าน ไม่ให้สวมใส่เครื่องประดับหรือสิ่งล่อฟ้า ระวังเพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์สลดแบบนี้ขึ้นอีก
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

filter: 0; fileterIntensity: 0.0; filterMask: 0; captureOrientation: 0; hdrForward: 0; highlight: true; algolist: 0; multi-frame: 1; brp_mask:0; brp_del_th:null; brp_del_sen:null; delta:null; bokeh:0; module: photo;hw-remosaic: false;touch: (-1.0, -1.0);sceneMode: 2621440;cct_value: 0;AI_Scene: (-1, -1);aec_lux: 0.0;aec_lux_index: 0;HdrStatus: auto;albedo: ;confidence: ;motionLevel: 0;weatherinfo: null;temperature: 37;

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯชลบุรี เปิดงานแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศลสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา คนใจบุญแห่ร่วมงานคับคั่ง

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า สมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา โดย นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา ร่วมกับพันธมิตรจัดกิจกรรมแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศลสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา PNBA Bowling Charity 2025 ชิงถ้วยรางวัลผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ที่ SF Strike Bowl เซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี

ทั้งนี้บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างสนุกสนานและเป็นกันเองท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน นายสนธยา คุณปลื้ม นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชลบุรี

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พ.ต.อ.อเเอ สระทองอยู่ ผกก.สภาพ.เมืองพัทยา นายกฤษณ์ จิระมงคล นายกสมาคม at สมาคผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่มภาคตะวะออก แห่งประเทศไทย และนายบุญอนันต์ พัฒนสิน อดีตนายกสมาคมนักธรกิจแบบการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนกิจกรรมการกุศลต่างๆของทางสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา การแข่งขันเป็นประเภททีม 3 คน

ไม่จำกัดเพศและวัย แข่งขันทั้งหมด 2 เกมส์ แข่งขันแบบคู่สไตรค์ คี่สแปร์ นับคะแนนพินล้มสูงสุดเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน โดยมีผู้สนใจส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันกระชับมิตรรวมกว่า 120 ทีม

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สวนสัตว์นครราชสีมา เปิดตัวลูกเต่ายักษ์ อัลดาบรา เต่าบกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เปิดเผยว่า สวนสัตว์นครราชสีมา ต้อนรับฤดูฝน เปิดตัวสมาชิกใหม่ลูกเต่ายักษ์อัลดาบรา จำนวน 11 ตัว ซึ่งฟักออกจากไข่ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยลูกเต่าทั้ง 11 ตัว (ยังไม่ทราบเพศ) มีสุขภาพแข็งแรงดี ตอนนี้ อยู่ในช่วงการอนุบาลสัตว์ และได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์ และ ผู้เลี้ยง (Keeper) อย่างใกล้ชิด ซึ่งสวนสัตว์นครราชสีมา มีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เต่ายักษ์อัลดาบรา จำนวน 3 ตัว เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 2 ตัว และถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง ที่สวนสัตว์นครราชสีมา เป็นสวนสัตว์แรก ในสังกัดองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ ที่สามารถเพาะขยายพันธุ์เต่ายักษ์อัลดาบราได้ประสบผลสำเร็จ และมีแผนที่จะนำลูกเต่าที่เกิดใหม่ ทั้ง 11 ตัว นำเข้าสู่ส่วนแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมความน่ารักอย่างแน่นอน

ด้านนายสุนทร จองกลาง หัวหน้างานบำรุงสัตว์เลื้อยคลาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเต่ายักษ์อัลดาบรา เป็นเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ เป็นอันดับสองของโลก รองจากเต่ายักษ์กาลาปากอส มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะ Aldabar ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะเกาะเซเชลส์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมาดากัสการ์ ลำตัวมีความยาวมากกว่าหนึ่งเมตร เกล็ดกระดองหนาเป็นรูปโดม สีเทาเข็มจนถึงดำ มีน้ำหนักตัวได้ถึง 250 กิโลกรัม และมีอายุได้ถึง 150 ปี กินอาหารหลัก ได้แก่ หญ้า ผลไม้ พืชสมุนไพร ใบไม้ เป็นต้น ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ออกไข่ครั้งละประมาณ 9 – 25 ฟอง

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามรูปแบบธวัชบุรีโมเดล จ.สกลนคร

แชร์เนื้อหานี้

 วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 เวลา16.00น.เป็นต้นไป ภายใต้การอำนวยการของนายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นายพิสิษฐ์แร่ทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร (ความมั่นคง) นายเอกภพ โสภณ ปลัดจังหวัดสกลนคร,นายปัณณวิชญ์ กุลตังคะวณิชย์ นายอำเภอบ้านม่วง ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านม่วง นายไพโรจน์ ฦาชา ปลัดอาวุโสอำเภอบ้านม่วง

เปิดปฏิบัติการเด็ดปีกนักค้าเพื่อเป็นการป้องกันเหตุและการกระทำผิดกฏหมาย ตามนโยบายการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามรูปแบบธวัชบุรีโมเดล จังหวัดสกลนคร ได้สั่งการให้นายสุวรรณ สุโน ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิก อส.อำเภอบ้านม่วง ดำเนินการ จับกุมผู้ต้องหา: เพศชาย 2ราย

รายที่1 เพศชาย ของกลาง:ยาบ้าจำนวน20เม็ด โดยกล่าวหาว่า:เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”รายที่2:เพศชายของกลาง:ยาบจำนวน44เม็ด โดยกล่าวหาว่า:เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) และขับขี่ยานพาหนะในขณะมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย โดยผิดกฎหมาย และมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”สถานที่จับกุม หมู่3ต.หนองกวั่ง อ.บ้านม่วงจ.สกลนคร จึงนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสภ.บ้านม่วงเพื่อดำเนินตามกฎหมายต่อไป

เรื่องมีอยู่ว่า…เมื่อวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 68 เวลา 20.00 น. ผมเป็นนักร้อง ได้เดินทางไปร้องเพลงที่ร้านแห่งหนึ่ง บางบอน 3 พอถึง 4 ทุ่มได้มีตำรวจ สน.บางบอน ได้เข้ามาในร้านที่ผมร้องเพลงก็เคยเห็นหน้าคุ้นเคย เพราะตำรวจคนนี้จะมาประจำแต่ผมกับตำรวจคนนี้ ไม่เคยพูดคุยกันเลย เพราะผมไม่กินเหล้า มาร้องเพลง พอถึงเวลาเที่ยงคืน หมดเวลาผมก็เก็บโน๊ตบุ๊ค เดินลงมาจากเวทีกำลังเอาโน๊ตบุ๊คใส่กระเป๋า ผู้กองคนนี้พร้อมพวก 6 คนก็มายืนอยู่ด้านหลังผมแล้วถามขึ้นว่า เฮ้ยมึงกวนตีนเหรอ ผมหันหน้ามา ผมตอบว่าพี่ผมไม่รู้จักพี่ผมไปกวนตีนอะไรพี่ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงผม ผู้กองคนนี้ ได้หมัดขวาต่อย มาที่กกหูซ้ายผม แล้วทำท่าจะชักปืนออกจากเอว ด้านขวา ผมจึงจะกระโดดปัดมือ ลูกน้องผู้กองอีก 5 คน ก็เข้ามาล็อคคอกระทืบผม หลังจากนั้นเขาเดินออกไปนอกร้านประ 10 นาที ลูกน้องผู้กอง 5 คนนั้นได้เดินเข้ามากระทืบผม เป็นรอบที่ 2 มีคนนึงพูดขึ้นว่า เอาให้ตายแต่ถ้าไม่ตาย ก็เอาให้สองเอ๋อให้การไม่ได้ แล้วใช้สนับมือต่อยเข้าที่เบ้าตาผม จนกระดูกเบ้าตาหัก ต่อยเข้าที่หัวจนสมองบวมเลือดคลั่งในสมอง ดั้งจมูกหัก จนผมเลือดออกปาก ออกจมูก ออกหูเขาก็ไม่หยุดจนนักร้องสาว ชื่อ แอน วิ่งมาบังผมแล้วบอกพอแล้วๆ เดี๋ยวพี่เขาตาย ลูกน้องผู้กองถึงเดินออกไปนอกร้าน จังหวะนั้นมีคนโทรแจ้ง กู้ภัยปอเต็กตึ้ง มาถึงก็มาประฐมพยาบาลห้ามเลือด จะเอาผมขึ้นรถ ลูกน้องผู้กอง มารอบที่ 3 เขาตะโกนบอก กู้ภัยปอเต็กตึ้งว่ามึงจะเอามันไปไหน กูยังกระทืบไม่มันตีนเลย

กู้ภัยปอเต็กตึ้งไม่ยอมกันตัวผมไว้ แล้วรีบนำตัวผมขึ้นรถกู้ภัย ส่งโรงพยาบาล หมอบอกผมอาการสาหัส สมองบวมเลือดคลั่งในสมองกระดูกใบหน้าหัก พอผมเริ่มอาการดีขึ้น ผมมาแจ้งความที่ สน.บางบอน ผู้กำกับบอกไม่เชื่อว่าลูกน้องเขาทำ เขาถามว่ามีหลักฐานไหม กล้องวงจรปิดที่ร้าน ผู้กอง ให้เจ้าของร้านชักตัวบันทึกออก ผมเลยบอกผมมีพยาน บุคคลคือนักร้องหญิง ผมเลย โทรศัพท์ไปหานักร้องหญิงต่อหน้าผู้กำกับ และ ร้อยเวร แล้วเปิดโฟน ผมถามนักร้องหญิง ว่าใครรุมกระทืบพี่ นักร้องหญิงบอกผู้กองกับพวก ผู้กำกับเงียบไปพักนึงถามผมว่าจำหน้าได้ไหม ผมบอกผมจำได้แม่น เพราะเขาจะไปกินเหล้าที่ร้านประจำ พอผู้กำกับเรียกตัวผู้กองคนนั้นมา เข้ามาผมชี้เลยคนนี้แหละครับ ผู้กองบอกเขาไม่รู้เรื่อง พอถามว่าคืนนั้นคุณไป ร้านครัวนั้นมารึป่าวเขาบอกว่าไป แล้วผู้กำกับเดินไปคุย กับผู้กอง 2 คนผู้กองบอกผู้กำกับ ว่าต่อยผมไป 1 ที ผู้กำกับบอกจะให้ความเป็นธรรม ในเมื่อผู้กองต่อยผม 1 ที่ ก็จ่ายแค่ทีเดียวเขาพยายามบีบให้ผมรับเงิน แต่ผมไม่เอาหลังจากนั้นเขาก็ พยายามติดต่อคนที่ผมรู้จักให้มาคุยกับให้รับเงิน คำพูดที่ผู้กำกับพูด ว่าต่อยทีเดียวจ่าย ที่เดียวผมบันทึกเสียงไว้ครับ ผมขอความกรุณา ช่วยผมด้วนะครับ.

สราวุต อ่อนทรวง ภาพ/ข่าว รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / Primus Group ต้อนรับ “จู หัวหรง” ประธานฉางอาน ออโต้โมบิล เยี่ยมชมโชว์รูม “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี”

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน, นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป พร้อมผู้บริหารและทีมงาน “ดีพอล ไพรม์มัส” ให้การต้อนรับ นายจู หัวหรง ประธาน, นายหวัง ฮุย รองประธาน, นายเคลาส์ ไซซิโอรา รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล จำกัด, นายเติ้ง เฉิงหาว รองประธาน

บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DEEPAL และ นายเซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเซีย จำกัด และ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

พร้อมคณะผู้บริหาร ในโอกาสให้เกียรติเยี่ยมชม “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” โชว์รูมและศูนย์บริการที่มีขนาดใหญ่ บริการครบถ้วนสมบูรณ์แบบ และทันสมัยสุดในภาคตะวันออก

ด้วยพื้นที่โชว์รูมและศูนย์บริการ รวมทั้งสิ้น 6,290 ตร.ม. ด้านหน้า เป็นโซนจัดแสดงรถยนต์ DEEPAL ทุกรุ่นทุกแบบกว่า 10 คัน, โซนรับรองลูกค้าแบบ Exclusive Lounge ที่มีห้องรับรองพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และโซนส่งมอบรถยนต์ DEEPAL ที่จะร่วมสร้างประสบการณ์และความประทับใจในการเป็นครอบครัวเดียวกันกับ “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี”

ส่วนด้านหลัง เป็นโซนบริการหลังการขาย แบ่งเป็นศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ DEEPAL มีช่องซ่อม 8 ช่อง, ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีระดับสูง และคลังอะไหล่ที่จัดเก็บชิ้นส่วน-อะไหล่สำรองต่างๆ ทำให้ทุกงานบริการสะดวก รวดเร็วและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ โดยรองรับการให้บริการหลังการขายได้มากกว่า 500 คันต่อเดือน

พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหารระดับสูงของฉางอาน, ดีพอล และไพรม์มัส กรุ๊ป, ดีพอล ไพรม์มัส ได้ร่วมแสดงความยินดีและส่งมอบรถยนต์ SUV สปอร์ตพรีเมี่ยม ไฟฟ้า 100% ในรุ่น DEEPAL S07 ให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ “สายชล นิตรานนท์” และครอบครัว พร้อมมอบของที่ระลึก ในการต้อนรับการเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” อีกด้วย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีมอบสิ่งของ (ถุงยังชีพ) ตามโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” ณ โรงเรียนเพียงหลวง 7 (บ้านห้วยสะแตง) อ.ทุ่งช้าง

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม 2568 ณ โรงเรียนเพียงหลวง 7 (บ้านห้วยสะแตง)ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เป็นประธานในพิธีมอบสิ่งของ (ถุงยังชีพ) จำนวน 100 ชุด ตามโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” โดยมีนายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอทุ่งช้าง คณะครูโรงเรียนเพียงหลวง 7 หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเข้าร่วมพิธี

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยความห่วงใยของพระองค์ท่าน และเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า มีความรัก ความสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน อันจะนำมาซึ่งความผาสุก ของประชาชนชาวไทย

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และหน่วยงานทุกภาคส่วนจังหวัดน่าน ได้น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

จึงได้จัดโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน”ขึ้น พร้อมทั้งนำสิ่งของมามอบให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยมุ่งหวังว่า โครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อน สร้างขวัญ และกำลังใจ ให้แก่พี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี

สำหรับโรงเรียนเพียงหลวง 7 ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ตั้งอยู่หมู่บ้านห้วยสะแตง หมู่ 2 ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ปีการศึกษา 2568 มีนักเรียน 33 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 10 คน มีพื้นที่ทั้งหมด จำนวน 7 ไร่

พื้นที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 1 ไร่ สภาพทั่วไปโรงเรียนยังมีความต้องการระบบน้ำดื่ม สำหรับนักเรียน และบุคลากร ต้องการเครื่องพิมพ์ อุปกรณ์ ใช้สำหรับการจัดการจัดการเรียนการสอน และใช้ในสำนักงาน และต้องการสนามเด็กเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กนักเรียนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯประจวบ นำเหล่านักวิ่งนับพันลงสนามสอง “RUN KHAN DO 2/2 ที่ สนามทับสะแก

แชร์เนื้อหานี้

ช่วงเย็นวันที่ 21 พ.ค.68 ที่ชายหาดบ้านแหลมกุ่ม ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” Track 2 (สนามที่ 2 ) อำเภอทับสะแก มีนายสินาทร โอ่เอี่ยมนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หัวหน้าส่วนราชการ

พร้อมด้วย นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอปราณบุรี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายเชาร์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อม ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยนักวิ่งและนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม

ตามที่ จ.ประจวบฯ ได้กำหนดกิจกรรมวิ่ง Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ และระดับจังหวัด รวม 9 ครั้ง โดยได้กำหนดให้อำเภอปราณบุรีจัดกิจกรรม Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” เป็นที่แรก และในวันนี้เป็นสนามที่ 2 ของอำเภอทับสะแก เพื่อขับเคลื่อนโยบายจังหวัดประจวบฯ รักษ์สุขภาพ ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีร่างกายแข็งแรง และเพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจสุขภาพ ( Economy) ในระดับอำเภอ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” รวมทั้งจังหวัดรักษ์สุขภาพที่จะนำไปสู่การสร้าง ”สุขภาพที่ดี วิถีคนประจวบ” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างเครือข่ายสุขภาพในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด และส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ในระดับอำเภอ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร มีการออกร้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 7 แห่ง ร่วมทั้งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก และร้านค้าชุมชนนำมาจำหน่ายกว่า 10 ร้าน หลังจากจบการแข่งขันได้มีการมอบรางวัล โดย นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 6 รางวัล และมอบธงกิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ RunKhan Do II “วิ่งกันดุ๊ 3” ให้กับอำเภอหัวหิน มี นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และนักวิ่งชาวหัวหิน มาร่วมรับธง ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในสนามต่อไปที่อุทยานราชภักดิ์

ทั้งนี้กิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่ง กัน ดุ๊ 2” จะจัดขึ้นทุกวันพุธของสัปดาห์ ทั้งหมด 9 ครั้ง แบ่งออกเป็นระดับอำเภอ 8 ครั้ง และวิ่งระดับจังหวัด 1 ครั้ง สนามแรกที่ อ.ปราณบุรี วันที่ 14 พ.ค.68 / สนาม 2 อ.ทับสะแก วันที่ 21 พ.ค.68 / สนาม 3 อ.หัวหิน วันที่ 28 พ.ค.68 / สนาม 4 อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 4 มิ.ย.68 / สนาม 5 อ.สามร้อยยอด วันที่ 11 มิ.ย.68 / สนาม 6 อ.บางสะพาน วันที่ 18 มิ.ย.68 / สนาม 7 อ.กุยบุรี วันที่ 25 มิ.ย.68 / สนาม 8 อ.บางสะพานน้อย วันที่ 2 ก.ค.68 และสนามระดับจังหวัดฯ อ.เมืองประจวบฯ วันที่ 9 ก.ค.68

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวชุมพรทวงคืนผืนป่าปลูกปาล์มกว่า 2 หมื่นไร่รัฐเกียร์ว่างปล่อยนายทุนกอบโกยผลผลิตนับพันล้าน ร่วม 10 ปี

แชร์เนื้อหานี้

ชาวชุมพรทวงคืนผืนป่าปลูกปาล์มกว่า 2 หมื่นไร่ หลังหมดสัมปทานนาน 10 ปี แต่รัฐยังเกียร์ว่างปล่อยนายทุนกอบโกยผลผลิตนับพันล้าน โฆษกเผยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินวุฒิสภา เผย เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

วันที่ 20 พ.ค.68 จากกรณีที่มีชาวบ้านนับพันคน มารวมตัวกันที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้าน หมู่ที่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร นานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมทำกิจกรรมเรียกร้องถึงหน่วยงานรัฐและรัฐบาล จากปัญหาสวนปาล์มหมดสัมปทานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ถูกดองมานานนับ 10 ปี จำนวน 2 แปลง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย ในท้องที่ตำบลหงษ์เจริญ เนื้อที่ 7,109 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา และในท้องที่ตำบลรับร่อ เนื้อที่ 16,256 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา รวมกว่า 23,000 ไร่ นั้น

โดยขณะนี้ที่ศาลาอเนกประสงค์ดังกล่าว ยังคงมีตัวแทนและชาวบ้าน สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาเข้าเวรยามกันตลอด 24 ชั่วโมง วันละประมาณ 20-40 คน เพื่อมาเฝ้าถนนทางเข้าออกตรวจสอบและแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐ หากมีพวก “แก๊งพุงกาง” ลักลอบขนปาล์มออกจากพื้นที่หมดสัมปทาน ซึ่งทำกันเป็นขบวนการใหญ่ ร่วมมือกันระหว่าง นายทุนจากโรงงานใหญ่ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล กลุ่มบุคคล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยงข้อง ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวเข้าไปลักลอบตัดปาล์มออกมาขายวันละ 100-500 ตัน รวมมูลค่าเดือนละมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งได้กระทำกันมานานนับ 10 ปีแล้ว กอบโกยกันแล้วมากกว่าพันล้านบาท

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเกียร์ว่างปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน จนชาวบ้านสุดทนต้องตั้งกลุ่มจัดตั้งเวรยามคอยตรวจสอบไม่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าไปลักลอบเก็บปาล์มขาย และเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินหมดสัมปทานมาบริหารจัดการและจัดสรรให้กับราษฎรไร้ที่ทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ตามข่าวที่เสนอมาต่อเนื่องแล้วนั้น นายเศรณี อนิลบล สว.กลุ่ม 6 ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา เปิดเผยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ ป่าสลุย กว่า 2 หมื่นไร่ ทางกรรมาธิการฯ ได้รับการร้องเรียน และได้เชิญ นายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร เข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ว่ากรณีดังกล่าวหมดสัญญาสัมปทานมานาน 10 ปี แต่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย และยังมีการเก็บเกี่ยวผลประโยนช์กันมาต่อเนื่อง ทั้งๆที่ยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่แต่อย่างใด

นายเศรณี กล่าวว่า ซึ่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ทางคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้ส่งเรื่องต่อให้ทางคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำเข้าที่ประชุมเพื่อดำเนินการต่อ โดยมีเงื่อนระยะเวลาภายใน 30 วัน หลังจากนั้น ทางพลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินและคณะฯ จะลงพื้นที่ จ.ชุมพร สอบหาข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ของหน่วยงานรัฐ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในจังหวัดและในภูมิภาค เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ด้าน นายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ตนได้ไปให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา โดยนำข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่ตนมีเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ไปมอบให้ แต่ปัญหาดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมป่าไม้ไม่มีความจริงใจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมประชุมไม่สามารถพูดหรือตอบคำถามและให้ข้อมูลใดๆได้เลย จึงทำให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ จึงฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

” ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันหมดสัมปทานในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผ่านไป 10 ปี และที่ผ่านมาตนก็ออกมาเรียกร้องทวงคืนผืนป่ากว่า 2 หมื่นไร่ ให้กลับคืนมาให้ชาวชุมพรมาโดยตลอด แต่หน่วยงานรัฐปล่อยปละละเลย ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมาย แต่ยังปล่อยให้นายทุนเข้าเก็บผลผลิตกันทุกวัน ทั้งๆที่ไม่สามารถกระทำได้ ” ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร

ธนากร โกศลเมธี ภาพ-ข่าว รายงาน 0818923514