เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มุกเม็ดใหม่อันดามัน “น้องปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม” เทควันโดดาวรุ่งที่น่าจับตา

แชร์เนื้อหานี้

เทควันโด อีกหนึ่งประเภทกีฬาแห่งศิลปะป้องกันตัวที่โด่งดังมาจากประเทศเกาหลี และปัจจุบันได้รับความนิยมกันไปทั่วโลก นักกีฬาที่ชื่นชอบการต่อสู้ด้วยศิลปะป้องกันตัวประเภทนี้จึงกำเนิดเกิดขึ้นมากมาย โดยในส่วนของประเทศไทยก็เช่นกันมีนักกีฬาเทควันโดที่มีชื่อเสียงและเป็นตัวอย่างให้นักกีฬารุ่นหลังได้ก้าวตามรอย

ตัวอย่างเช่น น้องเทนนิส เรืออากาศโทหญิง พาณิภัค วงศ์พัฒนากิจ อดีตนักกีฬาเทควันโดหญิงทีมชาติไทย เจ้าของรางวัลการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนสามสมัยซ้อนได้แก่ เหรียญทองจากโตเกียว 2020 ปารีส 2024 และเหรียญทองแดงจากรีโอ 2016 ในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กิโลกรัม

แชมป์เทควันโดโลกปี 2015 รุ่นไม่เกิน 46 กิโลกรัม และปี 2019 รุ่นไม่เกิน 49 กิโลกรัม ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายทหารกีฬาสโมสรและกิจกรรมพิเศษ แผนกกีฬาสโมสรและกิจกรรมพิเศษกองการสโมสร กรมสวัสดิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ แบบอย่างที่ดีที่เป็นต้นแบบให้เยาวชนไทย

น้องปุณณ์-ปุณณ์ ศานติสมบัติเกษม นักกีฬาเทควันโดมากฝีมือที่น่าจับตามองอีกคน ที่หมั่นฝึกซ้อม ทำผลงานสร้างโปรไฟล์ให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง ได้เปิดใจกับมุมมอง ความชื่นชอบ เป้าหมายของกีฬาที่ตนเองคลั่งไคล้ โดยได้เปิดเผยว่า ส่วนตัวชื่นชอบกีฬาประเภทศิลปะป้องกันตัวอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับทางบ้านสนับสนุนกีฬาเทควันโด จึงมีโอกาสได้ศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง

ที่ผ่านมา ”น้องปุณณ์“ ได้ลงทำการแข่งขันชิงชัยมาแล้วหลากหลายทัวร์นาเม้นต์ ทั้งระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ สามารถคว้ารางวัลมาแล้วมากมาย อาทิ รางวัลชนะเลิศ ต่อสู้ A เกราะไฟฟ้า 12-14 ปี ชาย นน.45-49 กก. รายการแข่งขันกีฬาชิงชนะเลิศแห่งจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 7 ประจำปี 2566, รางวัลชนะเลิศ ต่อสู้ A เกราะไฟฟ้า 13-14 ปี ชาย นน.47-51 กก. รายการ Phuket Open Taekwondo Championship 2023, รางวัลชนะเลิศ ต่อสู้ A 13-14 ปี ชาย นน.47-51 กก.และอื่นๆ อีกหลายรายการ

ปัจจุบัน “น้องปุณณ์” อายุ 14 ปี ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนขจรเกียรติศึกษา จังหวัดภูเก็ต เป็นนักกีฬาเทควันโด สังกัดชมรมเทควันโดจังหวัดภูเก็ต ภายใต้การดูแลของ โค้ชต้อง-จักรรินทร์ กลิ่นน้อย ครูผู้ฝึกสอนผู้คร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนาน โดยที่ผ่านมาได้พัฒนาบุคคลากรด้านการกีฬามานับไม่ถ้วน ซึ่งน้องปุณณ์ถือเป็นดาวเด่นอีกหนึ่งผลงานการฝึกซ้อมของ “โค้ชต้อง” ที่น่าจับตามอง

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ทรงสิทธา จันทรา” ขับเคลื่อนความร่วมมือโครงการ “ชีวิตใหม่” ตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 – ณ อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ชีวิตใหม่” เพื่อจัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติดอย่างครบวงจร โดยมี 4 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ สมาคมแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) หน่วยแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) มูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และบริษัท อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ 360 จำกัด

นายทรงสิทธา จันทรา ที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ กล่าวอย่างชัดเจนถึงเจตนารมณ์ของโครงการว่า
“หน่วยแพทย์อาสาฯ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ จะเป็นกำลังหลักในการให้บริการทางการแพทย์และจิตเวชแก่ผู้เข้ารับการบำบัด โดยยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพและหลักการดูแลแบบองค์รวม”
พร้อมระบุว่า หน่วยงานจะดำเนินงานด้วยแนวทางที่ผสมผสานทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนไทย เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถฟื้นฟูได้ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างยั่งยืน

ดร.เอกณัฏฐ์ เรืองเดชธนาวุฒิ นายกสมาคมแพทย์อาสา (พ.อ.ส.) กล่าวว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ พร้อมเปิดเผยถึงความร่วมมือกับ Genetica Life Ai บริษัทนวัตกรรมระดับโลก ในการนำเทคโนโลยีการตรวจยีนระดับความแม่นยำ 99.9% มาใช้คัดกรองกลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่ด้อยโอกาส เพื่อให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับพันธุกรรมรายบุคคลอย่างแท้จริง

ด้าน ดร.สมโชค จันทร์ทอง กรรมการผู้ดูแลโครงการฯ จากมูลนิธิร่มเกล้าเยาวชนฯ กล่าวว่า มูลนิธิมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นกลไกเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่เยาวชน และเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

ในขณะที่ นายธนาพัฒน์ เสถียรจารุพงศา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ 360 จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้นำนวัตกรรมมาใช้สนับสนุนการบำบัดและฟื้นฟู เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา

ศูนย์บำบัดที่กำลังจัดตั้งเบื้องต้นจะตั้งอยู่ที่ ภูมิรเวชคลินิก การแพทย์แผนไทย วัดจันทร์บางกรวย จ.นนทบุรี โดยจะให้บริการแบบไม่พักค้างคืน ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟูทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงฝึกทักษะอาชีพ และมีระบบติดตามผลหลังการรักษา เพื่อให้ผู้ผ่านการฟื้นฟูสามารถกลับสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้

พิธีลงนามในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันสำคัญ ที่ทุกภาคส่วนมุ่งมั่นจะผลักดันให้โครงการ “ชีวิตใหม่” กลายเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “M STUDIO” ผนึกกำลัง “MONO”ผลิตภาพยนตร์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมเดินหน้าขยายลิขสิทธิ์สู่ตลาดอินเตอร์! /CGI เนรมิตความน่าสะพรึงกลัวให้กับอสูรยักษ์ “คราเคน” ในภาพยนตร์ตื่นเต้น-ระทึกขวัญ ”Kraken – คราเคน เลื้อยสยอง 2000 โยชน์“

แชร์เนื้อหานี้

เอ็ม สตูดิโอ (M STUDIO) ผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ของไทย ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO เดินหน้าผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมยกระดับมาตรฐานวงการภาพยนตร์ไทย ด้วยการร่วมบริหารจัดการลิขสิทธิ์และกลยุทธ์การตลาดแบบครบวงจร

ภายใต้เป้าหมายเพื่อขยายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งการลงทุนร่วมกันในปี 2567-2568 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 140 ล้านบาท
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท M STUDIO กล่าวว่า “เอ็ม สตูดิโอ มีความเชื่อมั่นในความสร้างสรรค์ของภาพยนตร์ไทยมาโดยตลอด ความร่วมมือกับโมโนฯ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจคอนเทนต์ภาพยนตร์ให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากโมโนฯ ถือเป็นผู้นำด้านคอนเทนต์อันดับ 1 ของเมืองไทย มีศิลปินและดาราชื่อดังที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและดึงดูดฐานแฟน ๆ ได้ทั่วโลก การร่วมทุนในการผลิตคอนเทนต์ เราจึงมุ่งเน้นเนื้อหาที่ตอบรับความต้องการของผู้ชมทั่วโลก และเดินหน้าเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งสร้างพันธมิตรด้านจัดจำหน่ายในระดับ Global ซึ่งเราคาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี”

ด้าน เนตรพนิต โพธารากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตรายการ และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง Mono29 บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือกับเอ็ม สตูดิโอ เป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์

โดยเราจะเน้นการผลิตผลงานภาพยนตร์ที่หลากหลายแนวให้ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งในปีนี้เราร่วมกันผลิตภาพยนตร์อย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่ ห่าก้อม, นางฟ้าขาแดนซ์, หมู่บ้านโคกะโหลก, วัยเป้ง 2, แจ๊สโคตรซิ่ง และ หอแต๋วแตก แหกหลีหู และพร้อมวางแผนร่วมกันในการจัดจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่องให้กับทั้งสองบริษัท”

การร่วมทุนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ M STUDIO และ MONO ในการร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เข้าถึงผู้ชมหลากหลายตลาดทั่วโลก เป็นการตอกย้ำบทบาทของทั้งสองบริษัท ในฐานะกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ซึ่งเชื่อว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

CGI เนรมิตความน่าสะพรึงกลัวให้กับอสูรยักษ์ “คราเคน” ในภาพยนตร์ตื่นเต้น-ระทึกขวัญ ”Kraken – คราเคน เลื้อยสยอง 2000 โยชน์“

นอกจาก “Kraken – คราเคน เลื้อยสยอง 20000 โยชน์” จะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่น-ระทึกขวัญที่พูดถึงอสุรกายในตำนานแล้ว หนังยังนำเสนอให้เห็นถึงผลที่ตามมาของการสำรวจทางวิทยาศาสตร์และอันตรายที่ไม่คาดคิดซึ่งเกิดขึ้นจากการแสวงหาความรู้ของมนุษยชาติอีกด้วย นั่นจึงทำให้ตัวหนังมีความคล้ายคลึงกับเรื่อง Godzilla ที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่เกิดจากการทดลองพลังงานนิวเคลียร์

“ตัว คราเคน ของเราสร้างขึ้นจาก CGI ล้วน ๆ เพื่อทำให้คนดูรู้สึกหวาดกลัวและน่าเกรงขามอันมาจากความยิ่งใหญ่ของมัน ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดให้สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดและอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากสัตว์ประหลาดตนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อนำมาผสมผสานเข้ากับฉากแอ็คชั่นในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดัน จึงทำให้หนังกลายมาเป็นส่วนผสมของความตื่นเต้นและความสยองขวัญได้อย่างลงตัว” ผู้กำกับฯ นิโคไล เลเบเดฟ กล่าว

นับถอยหลังสู่ความระทึกใจของ “Kraken – คราเคน เลื้อยสยอง 2000 โยชน์” โดย Movie Copyright (Thailand) 29 พฤษภาคมนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น!!!

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ยาเสพติดทะลัก!เข้าชายแดนไทย ตำรวจเชียงราย ป.ป.ส.ทหาร จับกุมยาไอซ์ 578 กก.รถยนต์ 2คัน ยาไอซ์ 20 กระสอบ

แชร์เนื้อหานี้

ยาเสพติดมหาศาล ทะลัก!เข้าชายแดนไทย ตำรวจเชียงราย ป.ป.ส.ทหาร สกัดทันจับผู้ต้องหา และยึดเคตามีนล็อตใหญ่ “แก๊งวังสะพุง “เปลี่ยนอาชีพไม่ขายหวย เปลี่ยนเป็นยาเคตามีน รวยเร็ว ย่ามใจพยายามขนเข้าชั้นในประเทศได้ค่าจ้างสูงเที่ยวเป็นล้าน สุดท้ายไปไม่รอดถูกตำรวจรวบยกแก๊ง อีกราย ก็ไปไม่รอดจอดทิ้งไว้หน้าศูนย์ราชการอบจ.เชียงราย ตำรวจซุ่มโป่งเพื่อจับกุม แต่เจ้าของรถ รู้ตัวจึงได้ขับหนีตกร่องน้ำข้างทางที่บริเวณบ้านฟร์ามไปไม่รอดถูกตำรวจ ยึดรถและหลักฐานในรถ และรู้ตัวเจ้าของรถ และไดยื่นต่อศาลจังหวัดเชียงรายออกหมายจับแล้ว ตำรวจเผยยาบ้ายาเคทะลักชายแดนหนัก เข้าเมืองและชุมชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลลูกหลานบุคคลใกล้ชิด หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเพื่อสกัด

เมื่อเวลา10.30น.วันที่19พ.ค2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค5 นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน ผบ.นบ.ยส.35 นายธันวา ผุดผ่องผอ.ปปส.ภาค5 และพล.ต.ต. มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญคดีที่1 กก.สส.ภ.จว.เชียงราย ตรวจยึดรถยนต์จำนวนสองคันขณะหลบหนีการจับกุมสามารถยึดยาไอซ์ 578กิโลกรัม ของกลางเป็นรถยนต์จำนวน2คัน ยาไอซ์จำนวน 20 กระสอบน้ำหนักรวม 578 กิโลกรัม
พฤติการแห่งคดีสืบเนื่องจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยึดยาไอซ์

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.68 เวลา 23.40 น. ที่ซุกซ่อนมาพร้อมกับรถยนต์อเนกประสงค์ SUVยี่ห้อมิตซูบิชิรุ่นเอ็กซ์แพลนเด้อ สีขาว หมายเลขทะเบียนขน.79xxเชียงราย จำนวน 20 กระสอบ 578 ก้อน รวมน้ำหนักและสิ่งห่อหุ้มประมาณ 623 . 25 กิโลกรัม ที่บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงราย (อบจ )จำนวน 20 กระสอบ 578 ก้อนรวมน้ำหนักและสิ่งห่อหุ้มประมาณ 623 . 24 กิโลกรัมได้ที่บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบเพื่อการจับกุมผู้ต้องหาปรากฎว่ามีรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุรุ่นดีแมกซ์สีขาวหมายเลขทะเบียน9 กฬ14xxกทม. ขับหนีไปทางถนนบ้านฟร์ามตำบลริมกก และเสียหลักตกลงร่องน้ำข้างทาง จึงได้ทำการตรวจสอบภายในรถยนต์ดังกล่าวพบโทรศัพท์มือถือและเอกสารอื่นๆอยู่ภายในห้องโดยสารรถยนต์

จากนั้นจึงได้ทำการเคลื่อนย้ายรถยนต์ดังกล่าวมาที่ทำการกก. สส. ภ.จว.เชียงรายเพื่อตรวจสอบของกลางที่พบอย่างละเอียดตรวจยึดพยานหลักฐานพบในรถยนต์ที่หลบหนีที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติดเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ค.2568 พร้อมได้นำรถยนต์ที่ตรวจยึดและพยานหลักฐานที่ตรวจพบในรถยนต์นำส่งพนักงานสอบสวนสภ. เมืองเชียงรายและได้รวบรวมพยานหลักฐานและทราบตัวเจ้าของรถซึ่งผู้บัญชาการตำรวจภาค5ได้สั่งการตามล่าตัวมาดำเนินคดีโดยมีการออกหมายจับแล้ว

ส่วนคดีที่2 เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.สส.ภ.จว.เชียงรายจับกุมผู้ต้องหาได้6คน ซึ่งล้วนแล้วเป็นชาวอำเภอวังสะพุง จ.เลย จับกุมพร้อมของกลางเป็นเคตามีนจำนวน 15 กระสอบน้ำหนักประมาณ 529 กิโลกรัม ผู้ต้องหา6คน คือ1.นายนเรศ อายุ 51 ปี อยู่ที่ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย 2.นายมโนทัย อายุ 42 ปี อยู่ที่ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย 3.นายสราวุธ อายุ 26 ปี อยู่ที่ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย 4.นายฤทัยอายุ 40 ปีอยู่ที่ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย 5.น.ส.วราลักสมี อายุ 55 ปี ต.น้ำหมาน อ.เมืองเลย จ.เลย 6.นายธีรวิทย์ อายุ 43 ปีอยู่ที่เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

ของกลางที่ยึดได้เป็นรถยนต์จำนวน4คัน เคตามีน จำนวน 14 กระสอบน้ำหนัก 529 กิโลกรัม โดยขบวนการค้ายาเสพติดรายที่สองแก๊งจังหวัดเลย มีการลำเลียงยาเสพติด จากฝั่งพม่าผ่านบ้านสบรวกอ.เชียงแสน จ.เชียงราย และขนเลี่ยงเมือเพื่อเข้าไปชั้นในประเทศโดยใช้เส้นทางเลี่ยงถนนสายหลักหลบหนีการจับกุมและด่านต่างๆและมีการส่งสัญญาณล่วงหน้าว่ามีด่านหรือไม่ โดนเจ้าหน้าที่ระบุว่าการขนแต่ละครั้งได้ค่าขนจำนวน1ล้านบาทต่อเที่ยวลักลอบคนมาหลายครั้งแต่ครั้งนี้ไม่สามารถหลบการจับกุมของเจ้สหน้าที่ไปได้เพราะมีการสืบสวนติดตามโดยตลอดจนที่สุดก็สามารถจับกุม

ได้ครีบแก๊งพร้อมด้วยรถยนต์จำนวน4คัน รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ สีดำ ทะเบียน บร.34xxแพร่ โตยต้ายี่ห้อฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียนกร58xxเชียงราย จับในพื้นที่แม่ต๋า อ.เมืองจ.พะเยา เมื่อวันที่18พ.ค.68 ที่ผ่านมา เสลา23.00น.และวันที่18พ.ค68 จับกุมผู้ต้องหาและยึดรถยนต์โตโยต้า หมายเลขทะเบียน ผบ11xxเชียงราย ในพื้นที่หมู่ที่11ต.หัวโง้ม อ.พาน จ.เชียงราย ส่งของกลางทั้งหมดและตัวผู้ต้องดำเนินคดีต่อไป

ธนกฤต วรรมณี ทีมข่าวกองบก.รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ศุลกากรมุกดาหารจับชาวลาวใช้รถกระบะลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าข้ามสะพานมิตรภาพ 2

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 19 พฤษภาคม สืบเนื่องจากนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ทปษ.ด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนาวสาวลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศภ.2 มีนโยบายให้เข้มงวดในการตรวจสอบการกระท่าความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้รับข้อมูลว่าจะมีการลักลอบนําเข้าสิ่งของที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากรซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ส่วนบุคคลจาก แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จึงได้สิ่งสั่งการให้นายปริญญา ผลมั่ง หน.ฝคต. และนายคําพร ธุระเจน หน.ฝปป. ประสานกําลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ร้อย ตชด.234 ตม.จังหวัดมุกดาหาร หมวดสกัดกั้นยาเสพติดที่ 2 กองกําลังสุรศักดิ์มนตรี ชปข. กอ.รมน ภาค 2 และด่านตรวจสัตว์ป่ามุกดาหารดําเนินการตรวจสอบรถกระบะ 4 ประตูโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กส 6869 สะหวันนะเขต ต้องสงสัยที่ด่านพรมแดนมกดาหาร บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2

ผลการตรวจค้น พบบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทั้ง ยี่ห้อ Pilot Vape จำนวน 20 ชิ้น และบุหรี่ผลิตในสาธารณรัฐประชาชนจีน จํานวน 1,400 มวน จึงได้ควบคุมตัวท้าวจันนิลัน สัญชาติลาว ดำเนินคดีในข้อหานําของเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร อันเป็นความผิด พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต และ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กําหนดให้บารากู่และ บารากู่ไฟฟ้า หรือบหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้อง ห้ามในการนําเข้ามาในราษอาณาจักร และดําเนินการยึดของกลางส่งด่านศุลกากรมุกดาหาร พร้อมกับนําตัวผู้ต้องหาดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับบุหรี่ไฟฟ้า #ลักลอบข้ามแดน #ศุลกากรมุกดาหาร #สะพานมิตรภาพ2 #มุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาค 2 ย้ำกองทัพไทยคุมเข้มชายแดน – ปกป้องอธิปไตยเต็มที่ กรณีทหารเขมรรุกเนิน 745

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ทหารกัมพูชาได้รุกล้ำเข้าพื้นที่เนิน 745 ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยมีลักษณะการสร้างฐานที่มั่น ขุดคูเลท และเสริมกำลังพร้อมอาวุธครบมือ ทหารพรานกองกำลังสุรนารีได้เข้าตรวจสอบและพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา กระทั่งได้ข้อสรุปว่าทหารกัมพูชาจะยุติการขุดคูเลทและถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน พร้อมตกลงจะนัดพบในห้วงเวลาโดยไม่มีอาวุธ และมีการลาดตระเวนร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานว่าทหารกัมพูชาบางส่วนยังคงอยู่ในพื้นที่ล้ำแดนบริเวณอื่นของช่องบกระยะห่างประมาณ 150 เมตร ซึ่งทหารไทยได้เจรจาเรียกร้องให้ถอยหลายครั้งแต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือ ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมสถานการณ์

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ขณะนี้ยังมีบางจุดที่เกิดความไม่เข้าใจกันซึ่งเป็นผลจากการใช้แผนที่คนละฉบับ แต่โดยรวมถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมได้ โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยยังคงลาดตระเวนตามปกติ และมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเป็นหลัก

ทั้งนี้ หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ ได้มีข้อตกลงร่วมกันในหลักการ “ใครอยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” หากจะมีการเคลื่อนไหวต้องแจ้งล่วงหน้าและพูดคุยกันก่อน พร้อมรอผลการดำเนินงานจากคณะอนุกรรมการปักปันเขตแดน

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า กองทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะดูแลผลประโยชน์ของชาติ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างดีที่สุด พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกองกำลังทั้งสองประเทศ ไม่ให้เกิดเหตุบานปลาย

ปัจจุบันจุดที่มีความเสี่ยงและยังไม่มีการปักปันอย่างชัดเจน ได้มีการถอนกำลังของทั้งสองฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ส่วนจุดที่มีการประจำการตามปกติจะยังคงอยู่เช่นเดิม โดยยืนยันว่าการแก้ปัญหาทั้งหมดจะยึดแนวทางสันติและการเจรจาเป็นหลัก

ชายแดนไทยกัมพูชา #ทหารไทย #ทหารเขมร #แม่ทัพภาคที่2 #กองทัพไทย #ปกป้องอธิปไตย #ข่าวชายแดน #อุบลราชธานี #เนิน745 #ความมั่นคงชายแดน​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ครบรอบ 102 ปี ร่วมรำลึกวันอาภากร พิธีทางศาสนา บวงสรวง ในงานรำลึกวันสิ้นพระชนม์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ เทศบาลเมืองชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (19 พ.ค. 68) เวลา 08.30 น. ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองชุมพร) นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร ปฏิบัติหน้าที่ นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธานในพิธีทางศาสนาและพิธีบวงสรวงเนื่องในงานรำลึกวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์

กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ร่วมด้วย นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนการงาน พนักงานเทศบาล พนักงานครู และพนักงานจ้างเทศบาลเมืองชุมพร กลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมด้วย ชุมชนและกลุ่มต่างๆ ร่วมประกอบพิธีทางศาสนา พิธีวางพวงมาลา พิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณฯ การกล่าวสดุดีเทิดพระเกียรติฯ และรำบวงสรวง โดยกลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองชุมพร

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2423 ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาโหมด ในปีพุทธศักราช 2439 เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารเรือ ณ ประเทศอังกฤษ ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้มีพระวิริยะอุตสาหะจนผลการศึกษาปรากฏอยู่ในขั้นดีเยี่ยม

และมีพระจริยวัตรที่งดงามเป็นที่รักใคร่ของ ครู อาจารย์ เป็นที่ยอมรับนับถือของชาวอังกฤษที่ได้ศึกษาอยู่ในคราวเดียวกัน เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาเป็นนายทหารสัญญาบัตร ในราชนาวีอังกฤษแล้ว ได้เสด็จกลับเข้ารับราชการในกระทรวงทหารเรือ ในปีพุทธศักราช 2443 รับพระราชทานยศเป็น “นายเรือโทผู้บังคับการ” ในตำแหน่ง นายธงผู้บัญชาการกรมทหารเรือ ปีพุทธศักราช 2448 ทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้ทรงปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น

ทำให้ทหารเรือไทยมีความรู้ ความชำนาญ สามารถเป็นครู และเป็นผู้บังคับบัญชาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างประเทศ ในปีต่อมาทรงมีพระดำริในการจัดตั้งโรงเรียนนายช่างกล เพื่อรับผิดชอบเครื่องจักรในเรือ และในโรงงานบนบกแทนชาวต่างประเทศที่จ้างไว้ในปีพุทธศักราช 2450 ทรงเป็นผู้บังคับการเรือหลวงมกุฎราชกุมาร นำนักเรียนนายเรือ และนักเรียนนายช่างกล ไปฝึกภาคต่างประเทศ ได้ทรงนำเรือแวะที่สิงคโปร์และเปลี่ยนสีเรือมกุฎราชกุมาร

จากสีขาวเป็นสีหมอกให้เหมือนกับเรือรบต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความกลมกลืนกับลักษณะของสีน้ำทะเล และภูมิประเทศ ซึ่งกองทัพเรือได้นำสีดังกล่าวมาใช้เป็นสีเรือทุกลำของกองทัพเรือตราบจนปัจจุบัน นอกจากจะมีคุณูปการอเนกอนันต์แก่กองทัพเรือแล้ว พระองค์ยังมีพระปรีชาสามารถในด้านการแพทย์แผนโบราณของไทย โดยในปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ ขณะทรงออกจากราชการเป็นเวลา 6 ปีเศษ เพื่อทรงศึกษาตำราหมอยาไทยอย่างจริงจัง

จนมีความรู้แตกฉาน ทรงเป็นหมอยาไทย รับรักษาประชาชนโดยทั่วไปด้วยน้ำพระทัยโอบอ้อมอารี จนได้รับพระสมัญญานามว่า “หมอพร” ในปีพุทธศักราช 2460 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กลับเข้ารับราชการทหารเรืออีกครั้ง และในปีพุทธศักราช ๒๔๖๒ พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าหลวงพิเศษ

ให้ดำเนินการจัดซื้อเรือหลวงพระร่วงจากประเทศอังกฤษ และทรงเป็นผู้บังคับการเรือ นำเรือหลวงพระร่วงเดินทางจากประเทศอังกฤษกลับมายังประเทศไทย นับเป็นครั้งแรกที่นายทหารเรือไทยเดินเรือได้ไกลข้ามทวีป ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ พระองค์ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานที่ดินพื้นที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

เพื่อใช้เป็นที่ตั้งฐานทัพเรือ และหน่วยกำลังรบต่างๆ ของกองทัพเรือ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้กราบบังคมทูลออกจากราชการเพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๖๖ เนื่องจากพระองค์ทรงมีสุขภาพไม่สมบูรณ์

และประชวรพระโรคภายในอยู่ด้วย โดยทรงประทับอยู่ทางใต้ของปากน้ำเมืองชุมพร ขณะที่พระองค์ประทับอยู่นี้ก็เกิดพระโรคหวัดใหญ่ เนื่องจากถูกฝน ทรงประชวรอยู่เพียง 3 วัน ก็สิ้นพระชนม์ที่ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ในวันที่ 19 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 สิริพระชนมายุ 43 พรรษาด้วยพระกรณียกิจตลอดระยะเวลาที่ทรงรับราชการทหารเรือ

ส่งผลให้กองทัพเรือมีความเจริญก้าวหน้า สามารถทำหน้าที่รั้วของชาติทางทะเลได้อย่างเข้มแข็งสืบต่อมา ซึ่งนับเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง กองทัพเรือจึงได้ประกาศขนานพระนามเป็น “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และได้กำหนดให้วันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี

อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็น “วันอาภากร” ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาคุณ และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน กองทัพเรือจึงได้จัดงานกิจกรรมต่างๆ เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน บิดาของทหารเรือไทย ที่ทรงมีพระกรุณาคุณต่อกองทัพเรือ.

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รถบรรทุกพ่วงพลิกตะแคงกลางวงเวียนยักษ์มุกดาหาร คาดสาเหตุถนนไม่ได้มาตรฐาน​ความปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 06.13 น. วันที่ 18 พฤษภาคม 2568 นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุรถบรรทุกพ่วงพลิกคว่ำบริเวณวงเวียนทางเข้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ป้องกันฯ พร้อมรถกู้ภัยและรถดับเพลิงเร่งเข้าตรวจสอบและเฝ้าระวังเหตุซ้ำซ้อน พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการเก็บกู้

ที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกพ่วงยี่ห้อวอลโว่ หมายเลขทะเบียน 73-9898 สมุทรปราการ พลิกตะแคงอยู่บริเวณขอบถนนเลนด้านนอกของวงเวียน มุ่งหน้าไปทางจังหวัดนครพนม สภาพรถได้รับความเสียหาย กระจกบังลมหน้าหลุดออกมาทั้งแผ่น

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าสาเหตุเกิดจากถนนบริเวณรอบวงเวียนดังกล่าวมีระดับไม่เท่ากัน โดยเลนด้านในซึ่งติดกับเกาะกลางวงเวียนมีความสูงกว่าด้านนอก ทำให้เมื่อรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าโค้งและเตรียมเลี้ยวออกจากวงเวียน จึงเสียสมดุลและพลิกคว่ำในที่สุด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณใกล้เคียงจุดที่เคยเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกพ่วงพลิกตะแคงเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านและผู้ใช้ถนนต่างแสดงความกังวล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กรมทางหลวงชนบท หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนเข้าตรวจสอบและปรับปรุงถนนโดยด่วน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

รถบรรทุกพลิกคว่ำ #วงเวียนยักษ์มุกดาหาร #ถนนไม่ได้ระดับ #อุบัติเหตุซ้ำซ้อน #มุกดาหาร #ความปลอดภัยทางถนน #สะพานมิตรภาพไทยลาว2 #กรมทางหลวงชนบท #กระทรวงคมนาคม

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมว.ท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่น่าน ร่วมหารือแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว พร้อมรับฟังข้อเสนอสร้างแลนด์มาร์คใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 เวลา 15.00 น. ที่โรงบ่มปัว คาเฟ้ แอนด์ อีทเทอรี่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและหารือแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด โดยมีนายแพทย์ชนน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายก อบจ.น่าน ให้การต้อนรับ

ในการประชุมครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว อาทิ พ.อ.วัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผู้แทนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปัว เข้าร่วมรายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวและเสนอแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภาคีเครือข่ายได้เสนอให้เร่งรัดโครงการระบบรถไฟรางคู่เชื่อมเส้นทาง เด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับจังหวัดน่านให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค พร้อมเสนอแนวคิดโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ อาทิ

  • Iconic Tourism Hub Sky Walk แลนด์มาร์คใหม่สำหรับจัดกิจกรรมท่องเที่ยว
  • โครงการกระเช้าลอยฟ้า เชื่อมต่ออุทยานแห่งชาติขุนสถาน และอุทยานแห่งชาติศรีน่าน (ดอยเสมอดาว) โดยมีศูนย์กลางที่อำเภอนาน้อย เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
    นายสรวงศ์ เทียนทอง กล่าวเน้นย้ำถึงการสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดน่านบนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน