เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ เป็นประธานพิธีบวงสรวงศาลพระพรหม–ศาลตายาย สภ.บางแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

สภ.บางแก้ว จัดพิธีบวงสรวงศาลพระพรหมและศาลตายายประจำโรงพัก เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี เจ้าคุณแจ้ หรือ

พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานประกอบพิธี พร้อมผู้บังคับบัญชา–ข้าราชการตำรวจและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้

จัดพิธีบวงสรวงศาลพระพรหมและศาลตายายประจำสถานีตำรวจ โดยมี เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานในพิธีบวงสรวง

ภายในงานมี พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทร์สุวรรณ ผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว เป็นประธานจุดเทียนชัยมงคล พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผู้กำกับการ สภ.บางปู

และรองผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว ในสายงานต่างๆ อาทิ งานป้องกันปราบปราม งานสอบสวน งานสืบสวน และงานจราจร รวมถึงข้าราชการตำรวจ สภ.บางแก้ว

คณะกรรมการ กต.ตร. กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง พิธีบวงสรวงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี พราหมณ์ ณฐกร โทนะศรี จากหอบรมครูพระพิราพสถิตย์ ทำหน้าที่เป็นเจ้าพิธีบวงสรวงตลอดงาน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าว..งานวันพริก ของดี อ.ขามสะแกแสง พริกเผ็ดที่สุดในโลก ประกวดธิดาพริก แข่งขันส้มตำลีลา แข่งขันผัดหมี่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณหน้าอำเภอขามสะแกแสง ว่าที่ร้อยตรีพรสรร อุ่นบรรเทิง นายอำเภอขามสะแกแสง พร้อมด้วย นางสาวกนกอร รวมกลาง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอขามสะแกแสง, นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา และ พ.ต.อ.ดำรงศิลป์ ดวงกลาง นายกเทศมนตรีตำบลขามสะแกแสง นายบัญชา กันหาสินธุ์
ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมาร่วมแถลงข่าวจัดงาน “วันพริกและของดีอำเภอขามสะแกแสง ประจำปี 2568” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 ธันวาคม 2568 รวม 5 วัน ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอขามสะแกแสง

นายอำเภอขามสะแกแสงเปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกพริกสำคัญของจังหวัด มีเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจรวม 6,997 ครัวเรือน บนพื้นที่กว่า 197,680 ไร่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพริกกว่า 200 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกรวม 418.50 ไร่ ให้ผลผลิตพริกสดเฉลี่ย 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจำนวนมาก ทั้งเส้นหมี่ ข้าวแตน กล้วยน้ำว้า มะละกอ มะพร้าว มะขามเทศ ฝรั่ง ข้าวโพด อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด

นางสาวกนกอร รวมกลาง สมาชิกสภา อบจ.นครราชสีมา ได้เปิดเผยว่า“งานวันพริกถือเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรของชาวขามสะแกแสงให้ก้าวสู่ตลาดใหญ่ ทั้งระดับจังหวัดและภูมิภาค อบจ.นครราชสีมาพร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ปีนี้เราตั้งใจทำให้เป็นงานเชิงเศรษฐกิจที่เห็นผลได้จริงในพื้นที่”

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายดึงดูดนักท่องเที่ยว อาทิ การประกวดริ้วขบวน การประกวดรถธิดาพริก , การแข่งขันส้มตำลีลา , การแข่งขันผัดหมี่, การแข่งขันขนมจีนน้ำยาไก่ , การประกวดผลผลิตทางการเกษตร , การประกวดไก่พื้นเมือง , การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง , การประกวดเต้นไลน์แดนซ์ , การแข่งขันตำน้ำพริกแจ่วปลาร้าพริกสด , การประกวดบูธกิจกรรมงานวันพริกผู้จัดคาดการณ์ว่าตลอด 5 วันของการจัดงานจะมีผู้ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนให้พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยประชาสัมพันธ์ของดีอำเภอขามสะแกแสงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

“งานนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งอำเภอ อปท. เกษตรกร และชุมชน เราตั้งใจให้เป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ของดีในพื้นที่ และกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีอย่างเต็มที่”งานวันพริกปีนี้จึงนับเป็นกิจกรรมใหญ่ที่มุ่งผลักดันสินค้าเกษตรและของดีท้องถิ่นสู่ตลาดระดับจังหวัดและภูมิภาค พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปลายปีที่กำลังมาถึงอย่างคึกคัก

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว นายกันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าหน้าทีบุกตรวจไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 4 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดชุมพรสนธิกำลังเข้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวภายในไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย หมู่ที่ 10 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร ตามคำสั่งจังหวัดชุมพรที่ 11697/2568 ว่าด้วยการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง เพื่อควบคุมแรงงานผิดกฎหมายและป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่การปฏิบัติประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร และฝ่ายปกครองจังหวัดชุมพร รวมกว่า 15 นาย

เมื่อเข้าตรวจสอบภายในไซต์ก่อสร้าง พบแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ 13 คน โดย 7 คนสามารถแสดงใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทางได้ถูกต้อง ขณะที่อีก 4 คน ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตทำงานได้ ได้แก่

ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 44 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 31 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ทั้ง 4 คนให้การคล้ายกันว่าเริ่มทำงานมาแล้วประมาณ 20 วัน และยังไม่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561 โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ก่อนถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่ได้ประทุษร้าย ข่มขู่ หรือกระทำการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ระหว่างการจับกุม พร้อมบันทึกภาพและเสียงตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 อย่างครบถ้วน
เจ้าหน้าที่จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัย ป้องกันการค้ามนุษย์ การจ้างงานผิดกฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัดชุมพรต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.44 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม นศท. ประจำปี 2568 ปลุกพลังเยาวชนรักษ์ชาติ รำลึกวีรกรรมยุวชนทหาร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 มณฑลทหารบกที่ 44 (มทบ.44) จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปีการศึกษา 2568

เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของ ยุวชนทหาร ผู้ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา พร้อมแสดงพลังระเบียบวินัย ความเข้มแข็ง และความพร้อมเพรียงของกำลังพลสำรองรุ่นใหม่

ณ ลานอเนกประสงค์ ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพรพิธีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 เป็นประธาน พร้อมด้วย

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการทหาร ตลอดจนผู้ปกครองนักศึกษาวิชาทหารที่มาร่วมเป็นกำลังใจอย่างอบอุ่น บรรยากาศเป็นไปด้วยความภาคภูมิใจและสง่างามของเหล่านักศึกษาวิชาทหารที่ร่วมสวนสนามอย่างพร้อมเพรียง

พลตรี สมคิด ชูเผือก กล่าวว่า วันที่ 8 ธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็น “วันนักศึกษาวิชาทหาร” เพื่อรำลึกถึงยุวชนทหารผู้เสียสละเพื่อชาติในปี 2484 พร้อมเน้นย้ำภารกิจสำคัญของนักศึกษาวิชาทหารในยุคปัจจุบันว่า

“หลักสูตร นศท. มุ่งพัฒนานักศึกษาทุกนายให้เป็นกำลังสำรองที่มีคุณภาพของกองทัพ เป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ และร่วมปฏิบัติงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับกำลังประจำการเมื่อชาติบ้านเมืองต้องการ”

ประธานในพิธีได้ฝากข้อคิดสำคัญถึงเยาวชนกำลังสำรองว่า
“ขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนายตระหนักว่า ความเป็นเอกราชของชาติเรามาจากการเสียสละของบรรพบุรุษ วันนี้พวกเรามีหน้าที่สืบสานความเสียสละนั้น ด้วยความรับผิดชอบ วินัย และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

สำหรับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 44 ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2532 มีภารกิจผลิตกำลังพลสำรองในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ปัจจุบันมี พันโท อาทิตย์ เรืองธารา ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยฝึก ดูแลนักศึกษาวิชาทหารรวมทั้งสิ้น 3,050 นาย

พิธีในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเชิดชูวีรกรรมผู้กล้า ยังเป็นเวทีปลุกพลังเยาวชนชุมพรให้มีความรักชาติ รู้คุณแผ่นดิน และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตอย่างสง่างามและภาคภูมิใจ.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ภจว.นครปฐม จนท.การกีฬาฯ ตรวจ รร.ไมด้า แกรนด์ ทราวดี ที่พัก นักกีฬาซีเกมส์ เพื่อความปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

ผบก.ภจว.นครปฐมพร้อมด้วย จนท.การกีฬาแห่งประเทศไทย
เดินทางไปตรวจที่ทำการ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทราวดี ของนักกีฬาซีเกมส์ เพื่อกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ความเรียบร้อยภายในบริเวณที่พัก

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์
ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์
ผกก.สภ.เมืองนครปฐม จนท.การกีฬาแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม เดินทางไปตรวจที่ทำการ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทราวดี ของนักกีฬาซีเกมส์ เพื่อกำกับดูแลด้านความปลอดภัย

ความเรียบร้อยภายในบริเวณที่พัก รวมทั้งสำรวจจุดสำคัญ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย ทางเข้า–ออก พื้นที่ส่วนกลาง และบริเวณโดยรอบโรงแรม โดยมี นักกีฬาเดินทางมาพัก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า ในระหว่างตรวจเยี่ยมมีนักกีฬาจากประเทศไทย มาเลเซีย พม่า เข้ามาพักแล้ว และภายในวันนี้จะมีนักกีฬา อีก 1ประเทศ คือ สิงคโปร์

ทั้งนี้ได้พบปะและพูดคุยกับนักกีฬาที่เข้าพัก เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ รับฟังข้อเสนอแนะ ตลอดจนให้กำลังใจก่อนทำการแข่งขัน นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการ

จราจร พร้อมจัดรถนำขบวนสำหรับนักกีฬาประเทศมาเลเซียที่ออกเดินทางไปซักซ้อม เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความปลอดภัย รวดเร็ว และไม่ติดขัด การตรวจพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ทั่วไปปกติ ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทราวดี อ.เมือง จว.นครปฐม
น.ส. ลาวัลย์ แสงสว่าง ผู้สืีอข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคกลาง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 – 15.30 น. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยิและผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง

จังหวัดนครปฐม โดย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้แจ้งสถานการณ์ การดำเนินการเตรียมการของเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ชั้น 4 ส่วนต่อขยาย ณ ศาลาจังหวัดนครปฐม ที่ประชุมแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลาง การติดตามสถานการณ์ และคาดการณ์แนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง ดังนี้

1.ด้านการบูรณาการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระยะสั้น
2.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร
3.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า
4.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง (ยานพาหนะ/โรงงานอุตสาหกรรม/การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่)

5.การดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และการประชาสัมพันธ์ประเด็นเน้นย้ำ กำชับในการปฏิบัติของเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2569 ในพื้นที่ภาคกลาง
1.การแจ้งเตือน ติดตามเฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์สื่อสารข้อมูลประชาชน ทราบในช่องทางต่างๆเป็นระยะ พร้อม หากมีสถานการณ์อันตราย ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ cell broadcast

2.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร ร่วมกันกำหนดพื้นที่ควบคุมการเผา ช่วงเวลา และเงื่อนไขการเผา
3.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า จัดกำลังลาดตระเวนพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง จัดทำแนวกันไฟ ปิดป่าในช่วงสถานการณ์วิกฤต
4.การควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินการเชิงรุก บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้o

5.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้กลไกลท้องถิ่น ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น เฝ้าระวัง ติดตาม บรูณาการร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข เคาะประตูบ้านพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ป้องปราบการลับลอบเผา ในพื้นที่เกษตร ที่โล่ง และพื้นที่ริมทาง พร้อมสร้างการตระหนักรู้ มาตราการข้อกฎหมาย และบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนแก่ประชาชน
6.กรณีสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้ยกระดับการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ใช้ระบบศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จ อำนวยการ และแก้ไขปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
………………………………………………………..
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “อดีตรองประธานกรรมาธิการการทหาร-อลงกรณ์“ชี้ไทยตอบโต้กัมพูชาไม่พอต้องรุกกลับยึดฐานทัพในจังหวัดชายแดนเขมร

แชร์เนื้อหานี้

“อดีตรองประธานกรรมาธิการการทหาร-อลงกรณ์“ชี้ไทยตอบโต้กัมพูชาไม่พอต้องรุกกลับยึดฐานทัพในจังหวัดชายแดนเขมรเพื่อป้องกันภัยคุกคามพร้อมเสนอขจัดระบอบฮุนเซนและไทยเทาศัตรูตัวจริงของประเทศไทยให้สิ้นซาก

กรณีกัมพูชาเปิดฉากโจมตีประเทศไทยล่าสุดจนมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บ ประชาชนคนไทยในจังหวัดชายแดนหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัยนั้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัย พรรคประชาธิปัตย์และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรโพสต์ข้อความในเฟสบุ้ค“อลงกรณ์ พลบุตร”
วันนี้ว่า
ถึงเวลาขจัดภัยคุกคามประเทศไทยจากระบอบฮุนเซนอย่างถาวร โดยรัฐบาลและกองทัพต้องปฏิบัติการทางทหารแบบฉับพลันและเฉียบขาดไม่ใช่เพียงการตอบโต้แต่ต้องรุกกลับยึดฐานที่มั่นทางทหารและฐานทัพที่อยู่ในจังหวัดชายแดนกัมพูชาทั้งหมดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย(Safe Zone)ให้กับคนไทยและขจัดระบอบฮุนเซนรวมทั้งไทยเทาที่มีผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซนต้องกำจัดให้สิ้นซาก

“ผมยืนยันว่าการปฏิบัติการทางทหารรุกกลับดังกล่าวเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality)ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence)ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ”

นายอลงกรณ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรยังกล่าวด้วยว่าเราต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขจัดภัยที่ต้นเหตุเพราะกัมพูชามีการเคลื่อนไหวทางทหารที่พร้อมรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยชัดเจน และเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีไทยก่อน
ทั้งนี้ปรากฏหลักฐานจากถ้อยแถลงของ
พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศที่แถลงเช้านี้โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า..“จากข้อมูลการตรวจสอบทางยุทธการพบว่า มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัด กำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย..”

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกล่าวสรุปว่า คนไทยและ ประเทศไทยเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรูของคนกัมพูชาและประเทศกัมพูชาแต่เป็นศัตรูกับระบอบฮุนเซน ต้นเหตุที่สร้างความแตกแยกบาดหมางให้กับสองประเทศเพียงเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของครอบครัวและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทั้งยังเป็นภัยคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพของอาเซียนรวมทั้งเป็นภัยต่อขาวโลกในฐานะผู้สนับสนุนและมีผลประโยชน์ร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา.

โครงการสัมมนา เรื่อง ผู้นำท้องที่กับการเสริมสร้างประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานปกครองและระดับพื้นที่ จัดโดย คณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร วันจันทร์ที่ ๘

ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำน้ำผุด
อำเภอเมือง จังหวัดพังงา นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและชื่อรายชื่อ

“พรรคกล้าธรรม” ประธานเปิดการสัมมนา นายโสภณ สุวัฒนพิมพ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการปกครอง กล่าวรายงาน นายชวนากร กันยะมาตร์ หัวหน้ากลุ่มงานระเบียบการ ส่วนบริหารงานกำนันผู้ใหญ่

บ้าน สำนักบริหารการปกครองท้องที่กรมการปกครอง บรรยายในหัวข้อการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติลักษณะฉบับที่13 และการคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง

เพื่อให้คงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในทุกพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านของจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ตเข้ารับฟัง

ในการนี้คณะกรรมาธิการฯได้ศึกษาดูงานที่ตลาดกาดลองแล บ้านบางนุชหมู่6 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ มอบถุงซิปห่อศพ 105 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

ชมรมโฮปฯ มอบถุงซิปห่อศพ 105 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ ชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา เดินหน้าสนับสนุนการทำงานด้านสาธารณกุศล มอบถุงซิปห่อศพกว่า 100 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของ บุ๋ม ปนัดดา เพื่อนำไปกระจายให้กับมูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับห่อร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วม

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่มูลนิธิองค์กรทำดี หมู่ 4 ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมด้วยนายวสุ เผ่าตำรวจ รองประสานงานชมรมโฮปฯ คณะกรรมการ และอาสาสมัคร เดินทางนำถุงซิปห่อศพจำนวน 105 ถุง มอบให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี

การมอบถุงซิปในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ นำไปใช้ในการจัดการร่างผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง
ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า ถุงซิปห่อศพเหล่านี้เกิดจากการร่วมบริจาคของเพื่อน ๆ และสมาชิกชมรมโฮปฯ

เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง พร้อมทั้งย้ำว่าทางชมรมโฮปฯ ยังเตรียมจัดส่งข้าวสารและอาหารแห้งเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
“ในนามของชมรมโฮปฯ ขอส่งกำลังใจให้ชาวใต้ทุกคน เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพยุงสถานการณ์ และหวังว่าสิ่งของที่เรานำมามอบนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง” ดร.ปิยนุช กล่าว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดโครงการ “พลังชุมชน สร้างถนนปลอดภัย ปี 4” ลงนามความร่วมมือ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ปะทิว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–12.00 น. ณ สนามฟุตบอลเทศบาลตำบลมาบอำมฤต ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีการจัดพิธีลง

นามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “พลังชุมชน สร้างถนนปลอดภัย ปี 4” โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี กิตติภาพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน ซึ่งยังคงเกิดเหตุซ้ำซากและมีความเสี่ยงสูงธนชาตประกันภัยนำทีม เอกชน–ชุมชน จับมือสร้างเส้นทางปลอดภัย

นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งลดอุบัติเหตุบนถนนระดับชุมชนตามแนวคิด “พลังชุมชน สร้าง

ถนนปลอดภัย” ซึ่งได้ดำเนินงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี พร้อมเผยว่าโครงการสามารถลดอุบัติเหตุในพื้นที่ที่เข้าร่วมได้กว่า 50% และไม่พบความสูญเสียใหญ่ในพื้นที่ดำเนินงาน ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ธนชาตประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์รายใหญ่ มีความกังวลต่อจำนวนอุบัติเหตุบนถนนสายรองในชุมชนที่เพิ่มขึ้น

โดยพบปัญหาความสูญเสียที่ส่งผลกระทบหนักต่อครอบครัวผู้ประสบเหตุ จึงผลักดันโครงการนี้เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน เทศบาลมาบอำมฤต–ภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังกำจัด “จุดเสี่ยง”

นายวีระชัย เตือนวีระเดช นายกเทศมนตรีตำบลมาบอำมฤต กล่าวรายงานว่า เทศบาลได้คัดเลือกพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเข้าร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนให้แก้ไขจุดเสี่ยงสำคัญ บริเวณสามแยกโบสถ์คริสต์ ตำบลดอนยาง ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

เขาย้ำว่า โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ชุมชนจะได้ร่วมกันสะท้อนปัญหา วิเคราะห์ และจัดลำดับแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด โดยเทศบาลจะร่วมดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยอย่างต่อเนื่องรองผู้ว่าฯ เปิดงาน ย้ำจังหวัดชุมพรเอาจริง “ลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน”

ว่าที่ร้อยตรี กิตติภาพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยในพิธีว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการลดอุบัติเหตุทางถนนในทุกมิติ

ทั้งมาตรการด้านคน รถ ถนน สภาพแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย โดยเห็นว่าโครงการระดับชุมชนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดการสูญเสียได้อย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายความปลอดภัยทางถนน และชุมชนที่ร่วมแรงผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุญสำเร็จ! จัดหารถบรรทุก 3 คัน ลำเลียงถุงยังชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ /

แชร์เนื้อหานี้

“ทส. ไม่ทิ้งประชาชน”
ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน บัดนี้ บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของท่านได้บังเกิดผลเป็นความสำเร็จแล้ว ปัจจัยบริจาคที่ทุกท่านได้ร่วมแรงร่วมใจกันมอบให้ผ่านทาง มูลนิธิพุทธภูมิธรรม สามารถจัดหารถบรรทุกถึง 3 คันช่วยไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่ง

รถบรรทุกทั้งสามคันนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นยานพาหนะแห่งบุญอย่างเต็มกำลัง โดยได้รีบเร่งลำเลียงขนส่งสิ่งของบริจาคและถุงยังชีพจำนวนมหาศาล มุ่งหน้าสู่พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่อำเภอ

หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ในโครงการ “มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568” อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทีมงานและเหล่าจิตอาสาผู้เสียสละของไทยพีบีเอส

และที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหมดได้ถูกส่งมอบถึงมือพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมเรียบร้อยแล้วขอจงรับทราบว่า อานิสงส์แห่งการให้นี้

ได้เกื้อหนุนให้เกิดการบรรเทาทุกข์แก่เพื่อนมนุษย์อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ขอทุกท่านจงได้เข้าถึงความปีติและอิ่มเอมในบุญกุศลนี้โดยถ้วนหน้าเทอญ
สาธุๆๆ อนุโมทามิฯ 🙏


ภาพรวมการปฏิบัติการช่วยเหลือมหาอุทกภัยภาคใต้
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่ย้ำหลักการชัดเจนว่า “ทส. ไม่ทิ้งประชาชน”
ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้สามารถเริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทส. ระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วย ทั้งเจ้าหน้าที่หลักพันนาย รถยกน้ำหนัก เครื่องสูบน้ำ เครื่องกลหนัก เรือท้องแบน รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ถูกตัดขาดและมีความเสี่ยงสูงในหลายอำเภอของจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และพื้นที่โดยรอบ ทุกภารกิจถูกขับเคลื่อนแบบวันต่อวัน แข่งกับสภาพอากาศและระดับน้ำที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

ในปฏิบัติการครั้งนี้ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้ลงพื้นที่จริงตั้งแต่วันแรก ทำหน้าที่ประสานงานเชิงลึกกับหน่วยปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดได้รวดเร็วและแม่นยำ

บทบาทสำคัญของท่านประกอบด้วย
• ประสานนำ เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบางที่ถูกตัดขาดในพื้นที่น้ำลึก
• ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสนับสนุนการฟื้นฟู โรงเรียนและสถานศึกษา ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เด็กกลับมาเรียนได้เร็วที่สุด
• ประสานภารกิจช่วยเหลือ

และปรับสภาพพื้นที่ มัสยิดและสถานศาสนา ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางจิตใจของชุมชน
• เยี่ยมและดูแล ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา ครอบครัวกลุ่มเสี่ยง รวมถึงชุมชนที่เข้าถึงความช่วยเหลือได้ยาก
• คอยเสริมความพร้อมของกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตั้งแต่การลำเลียงน้ำดื่ม อาหาร ไปจนถึงอุปกรณ์กู้ภัยต่างๆ

การทำงานของ พล.ต.ต. นันทชาติ เป็นการเสริมพลังการทำงานของท่านรัฐมนตรีและทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้การประสานงานเกิดความคล่องตัว ผลักดันนให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นบทบาทที่ เติมเต็ม ภารกิจของกระทรวง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้เร็วและทั่วถึงที่สุด พร้อมทั้งเร่งสริมกำลังภาคสนาม ให้คล่องตัวขึ้น เชื่อมโยงทุกหน่วยเข้าหากัน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลจริงในเวลาอันสั้น

หลังระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ทส. ได้เดินหน้าขั้นตอนฟื้นฟูด้วยปฏิบัติการ Big Cleaning เมืองหาดใหญ่ ทั้งถนนชุมชน โรงเรียน วัด มัสยิด และสถานที่ราชการ เพื่อให้เมืองกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพลังการทำงานร่วมกันของรัฐบาล กระทรวงฯ และทุกเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ยืนข้างประชาชนในเวลาที่ยากที่สุด