เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขารัฐมนตรีว่ามหาดไทย..สถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น. 8 พย. 2568

แชร์เนื้อหานี้

เลขารัฐมาตรีมหาดไทยพร้อมพ่อเมืองสุโขทัยลงพิ้นที่แก้ไขและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น.ของวันที่8พย.2568

นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมรักษ์ ยกน้อยวงค์รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยและนายอำเภอเมืองสุโขทัยหัวหน้าส่วนงานราชการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ตำบลปากแคว ตำบลบ้านกล้วย โรงพยาบาล
สุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย พร้อมทั้งเร่งระดมเครื่องสูบน้ำเครื่องสูบน้ำระยะไกล จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 8 กำแพงเพชร และเขต9 พิษณุโลก เครื่องสูบน้ำนวัตกรรม เขต 9 พิษณุโลก

สูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำยมที่ยังมีระดับไม่สูงมากพอรับมวลน้ำได้และ คราดว่าภายใน 2 วัน น้ำน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง.ทั้งนี้เนื่องจากพายุฝน พายุดีเปรสชัน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดสุโขทัยทำให้มีฝนตกปริมาณน้ำฝนมากตกลงมา

ในพื้นที่พร้อมมวลน้ำทที่ล้นสปริงเวย์จากอ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่านเก็บน้ำแม่รำพันทีอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองสุโขทัยทำให้มีมวลน้ำมากไหลลงสู่ตัวเมืองจึงทำให้มวลล้นคลองส่งน้ำไหลเอ่อท่วมตัวเมืองดังกล่าว.
กิตติ(ถาวร) พรดวงจันทร์ สุโขทัย 0821632939

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุโขทัยรับขบวนแห่ไฟพระฤกษ์ และพระประทีปพระราชทานไปประดิษฐาน ณ ตระพังตระกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ ตระพังตระกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์และพระประทีปพระราชทานไปประดิษฐาน ณ แท่นที่จัดเตรียมไว้ ในการนี้ นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ศาล ทหาร ตำรวจ อัยการ หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการร่วม

ในพิธีโดยขบวนแห่ไฟพระฤกษ์ และพระประทีปพระราชทานผ่านศาลปู่ผาดำ ตลาดสดเทศบาลตำบลเมืองเก่า เข้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มายังตระพังตระกวน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการ ตั้งแถวรอรับขบวนแห่ไฟพระฤกษ์ และพระประทีปพระราชทาน วงโยธวาทิตโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม

บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี กองเกียรติยศ จากมณฑลทหารบกที่ 39 ตั้งขบวน พร้อมทำความเคารพ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยรับไฟพระฤกษ์จากผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ แท่นที่จัดเตรียมไว้ กำลังพลจาก กองทัพภาคที่ 3 อัญเชิญพระประทีปพระราชทานทั้ง 11 พระองค์ ไปประดิษฐาน ณ แท่นที่จัดเตรียมไว้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยเป็นผู้รับไปประดิษฐานจนครบทุกพระองค์

จังหวัดสุโขทัยกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และได้ขอพระราชทานพระประทีป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระประทีป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูล สิริวิบูลยราชกุมาร และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อเชิญไปลอยเป็นปฐมฤกษ์ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

แชร์เนื้อหานี้

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดน พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พลเอก ณัฐพล ได้รับการรายงานสถานการณ์จาก พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้นำตรวจพื้นที่และสรุปภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพล พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ และมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนภารกิจ

พลเอก ณัฐพล ได้เน้นย้ำให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ รวมถึงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษเตรียมจัดประกวด มิสแกรนด์ศรีสะเกษ 2026 ครั้งที่ 11 ดึงสาวงามร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 68 ที่ คิงส์ วัสดุ โฮมเซ็นเตอร์ จำกัด ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ศรีสะเกษ ภายการการถือลิขสิทธิ์ของบริษัท พรอมต์ชนม์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จากบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อม นายนพวิทย์ สุระศรีพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารคิงส์วัสดุ โฮมเซ็นเตอร์ และบริษัทในเครือคิงส์วัสดุ นำสาวงามผู้เข้าร่วมประกวด และอดิตมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ ร่วมแถลงเตรียมจัดการประกวดมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 ครั้งที่ 11 เพื่อค้นหาตัวแทนของจังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี 2026 เพียง 1 คน จากตัวแทนมิสแกรนด์ทั้ง 22 อำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าร่วมการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026 ในช่วงเดือน มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ พร้อมเปิดตัวผู้สนับสนุนการประกวดอย่างเป็นทางการ

***นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร เปิดเผยว่า การประกวดมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 ในครั้งนี้จะนำสาว
งามมิสแกรนด์ของแต่ละอำเภอ ไปเป็นกระบอกเสียงสื่อกลางในการขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด
ศรีสะเกษในด้านต่างๆ อาทิ ของดีศรีสะเกษ, สถานที่ท่องเที่ยวในศรีสะเกษ และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกองประกวดจะมีการนำผู้ประกวดลงพื้นที่ชายแดน เพื่อไปสัมผัสกับชายบ้านตามแนวชายแดน ให้ได้รู้ถึงปัญหาชายแดนในพื้นที่จริง และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการประกวดจะได้เข้าร่วมกับกิจกรรมต่างๆกับทางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อจะได้ช่วยโปรโมทกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆของจังหวัดศรีสะเกษ อีกด้วย

***ทั้งนี้ มิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 นอกจากมงกุฎเพชร และรางวัลต่างๆที่จะได้รับแล้ว ทาง บริษัท ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด จะเข้ามาช่วยผลักดันให้น้องๆได้เป็นนักร้อง นักแสดง ในเครือบริษัท ไทบ้าน อีกด้วย เพื่อจะเข้ามาช่วยขับเครื่อง ส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ อีกทางหนึ่ง โดยปีนี้นอกจากความสวย ความสามารถเฉพาะตัวของผู้สมัครแล้ว ทางกองประกวดจะมีการให้น้องได้มีประสบการด้านโซเชียล ได้ไลน์สดขายของออนไลน์ เพื่อน้องจะได้มีอาชีพต่อ มีช่องทาง มีรายได้ หลังจบการประกวด


***เบื้องต้นสาวงามที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวด และเข้าไปดูรายละเอียนได้ที่ https://forms.gle/fBRwDub2QZrvztgc9 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งจะเริ่มมีการเก็บตัวผู้ประกวดในวันที่ 23-27 ธันวาคม 2568 ส่วนการประกวดจะมี 2 วัน คือในวันที่ 26 ธ.ค. 68 จะประกวดรอบ Preliminary Competition (รอบพรีลิม) ณ อาคารพลศึกษา วีสมหมาย เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และวันที่ 27 ธ.ค. 68 จะเป็นการประกวดรอบ Final Competition (รอบตัดสิน) ณ อาคารพลศึกษา วีสมหมาย เวลา 19.00 น. ซึ่งสามารถชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง youtube : Grand TV ได้ในวันและเวลาดังกล่าว
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 0300 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข.เขตหนองคาย โดย หน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย

เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และ สภ.โพนพิสัย

ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.และ นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคง

ในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป
ภาพ/ข่าว : วัชรา – พรพิพัฒน์ ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง.รถส่งออกกระทบรายได้ประชาชนราษฎรตำบลห้วยผา ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจ.แม่ฮ่องสอน

แชร์เนื้อหานี้

ร้องรถส่งออกกระทบรายได้ประชาชราษฎรตำบลห้วยผา อ.#เมืองแม่ฮ่องสอน จ.#แม่ฮ่องสอน #ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิงวอนขอให้ราษฎรในพื้นที่มีรายได้จากการขับรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดน ส่งออกไปยังช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้งเหมือนเดิม เนื่องจากราษฎรขาดรายได้และการใช้รถสไลด์และรถจอขนรถขึ้นไป ทำถนนเสียหาย ก่ออุบัติเหตุได้ง่าย

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. นายสุพัฒน์ กันทะสี ตัวแทนราษฎรตำบลห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และยื่นหนังสือร้องเรียน เรื่อง การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งรถยนต์ ส่งออกชายแดนร้องแห้ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อราษฎรและก่อความเสียหายต่อผิวถนนและรวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ตามที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง นำรถยนต์ เก่าส่งออกไปยังประเทศเมียนมาร์ ผ่านช่องทางห้วยผึ้ง ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยการบรรทุกบนรถสไลด์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งผ่านหมู่บ้านชุมชนไปยังจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนร้องแห้งนั้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการขนส่งรถดังกล่าว

  1. รถที่วิ่งรับจ้างขนส่ง ขับขี่ด้วยความเร็วสูงในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน ทำให้เกิดการชนทับสัตว์เลี้ยง (สุนัข,ไก่ ฯ)ของชาวบ้านเป็นประจำ จากการเร่งรีบทำรอบของรถบรรทุก
  2. ถนนในช่วงบ้านห้วยผึ้งถึงบ้านห้วยทรายขาว เป็นถนนกว้างเพียง 4 เมตร ทำให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถที่จะวิ่งสวนทางกันได้ ต้องหลบลงไหล่ทาง ทำให้เหยียบท่อประปาภูเขาของหมู่บ้านเสียหาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่มารับผิดชอบ ชาวบ้านต้องทำการซ่อมแซมเอง และยังทำให้ไหล่ทางเสียหาย เป็นหลุมเป็นบ่อเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  3. รถบรรทุกมีความสูง เกี่ยวสายไฟฟ้า สายระบบสื่อสารของชาวบ้านเสียหายจากการบรรทุกที่สูงเกิน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบทรัพย์สินเสียหาย รวมทั้งในพื้นที่ได้มีนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนในตัวเมือง ทุกๆวัน จึงมีความเสี่ยงต่อบุตรหลานเขาวชนในพื้นที่ ที่อาจเกิดอุบัติเหตุเพราะรถที่วิ่งด้วยความเร็วและมีขนาดใหญ่ในทุกๆปีห้วงวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านชุมชนจะร่วมกันพัฒนารักษาความสะอาดตัดหญ้าตามแนวถนนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมากลับไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆจากการประกอบการชายแดนนี้เลย

จากมาตรการ ในการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหมู่บ้านต่อชุมชนในพื้นที่แต่อย่างใด ยังได้สร้างผลกระทบทั้งมลภาวะฝุ่น เสียง และความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้านของชุมชน เสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ข้าพเจ้าผู้มีรายชื่อแนบท้ายหนังสือนี้จึงขอความอนุเคราะห์มายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทบทวนมาตรการในการขนส่งสินค้า การส่งออกของจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง ที่พี่น้องราษฎรได้รับผลกระทบในครั้งนี้ด้วย

ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการจะ ขนรถเพื่อส่งออกไปช่องทางจุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง เวลาประมาณ 05.00 น. ของทุกวัน เพื่อจะเอาเที่ยวให้มาก สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก ถ้าบางวันรถที่มาจากเชียงใหม่ ตี 3 ตี 4 ขับขึ้นไปเสียงดังมาก ตอนขาลงมาก็ขับไวทำเวลาอีกแล้วประจวบเหมาะกับรถนักเรียนที่เรียนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน.จะรับไปส่งด้วยเด็กบางคนก็นำมอเตอร์ไซค์ไปเองเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ

นายสุชาติ งามประพฤติ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตอนแรกก็กระทบเหมือนกันแต่ว่ากระทบน้อยหน่อย คือมีการกระจายให้คนในชุมชนรับจ้างขับรถเที่ยวละ 500 บาท ขับรถส่งออกขึ้นช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้ง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ แต่มาภายหลังได้มีการนำรถส่งออกบรรทุกบนรถสไลด์ หรือรถจอ บรรทุกขึ้นไปแทน เนื่องจากถนนแคบ ทำให้บางที่ก็ทรุด ปูนแตก เหยียบท่อประปา มันกระทบหนักกว่าเดิม ที่สำคัญชาวบ้านไม่มีรายได้แล้ว เขาให้รายละ 500 บาท ต่อ 1 เที่ยว ทำให้ชาวบ้านมีรายได้พอใช้จ่ายบ้าง แต่ช่วงหลังตามระเบียบของจราจร เขาให้บรรทุกบนรถสไลด์แทนการขับขึ้นไปเอง ข้อเสียคือรถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถสวนทางกันได้เนื่องจากถนนแคบ เวลารถน้ำหนักเกินทำให้ ถนนเสียหาย อยากให้มีปัญหาน้อยที่สุดด้วยการให้ชาวบ้านขับรถขึ้นไปเหมือนเดิม//

สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เตรียมแผนลดอุบัติเหตุปี 2569/ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ครั้งที่ 3/2568 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) จากห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีคณะกรรมการศปถ.จังหวัดชุมพรเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมเกาะลังกาจิว ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดชุมพร

การประชุมครั้งนี้ได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ พร้อมรับทราบการจัดกิจกรรมรณรงค์ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims)” และการเตรียมจัดกิจกรรม “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ในวันที่ 21 มกราคม 2569 เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความสูญเสียและความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาร่างแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและวันหยุดสำคัญ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานในจังหวัดและระดับประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565–2567

นายเธียรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมกันสร้างถนนปลอดภัย “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เพื่อให้ชุมพรเป็นเมืองแห่งความปลอดภัยในการเดินทางอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ดื่มสุราก่อนและขณะขับรถ สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขี่จักรยานยนต์ คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อนั่งรถยนต์ ไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับขี่ และตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

ครูศรียาภัยถ่ายทอดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระพันปีหลวง ด้วยปลายดินสอแห่งความจงรักภักดี
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-8923514 ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร ถ่ายทอดความรู้สึกแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านปลายดินสอ

สร้างสรรค์ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” คู่กับ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” สื่อถึงความรัก ความผูกพัน และการครองชีวิตคู่ที่ควรเป็นแบบอย่างของพสกนิกรชาวไทย
นายประสิทธิ์ เพ็ชรจร ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย อำเภอเมืองชุมพร เปิดเผยว่า ตนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์พระบรมสาทิสลักษณ์ทั้งสองพระองค์ มาจากความประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ทั้งสองทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งหนใด สมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงติดตามไปด้วยเสมอ แสดงถึงความรัก ความเสียสละ และความผูกพันอันลึกซึ้ง เป็นชีวิตคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทยทุกคน

ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ของครูประสิทธิ์เคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ “เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด แสงธรรมแห่งศรัทธา” ประพันธ์และเรียบเรียงโดย “พลอยพันแสง” ซึ่งเคยวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และได้รับคัดเลือกจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่มหลายครั้งครูประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพวาดทั้งสองใช้เทคนิคดินสอผสมคาร์บอนและชาโคล เพื่อให้เกิดความนุ่มนวลและละเอียดอ่อน สื่อถึงพระเมตตาและอิริยาบถอันสง่างามของทั้งสองพระองค์ ภาพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานศิลปะ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีและแรงบันดาลใจทางจิตใจของศิลปิน

นอกจากนี้ ในฐานะครูผู้สอนศิลปะ ครูประสิทธิ์ยังปลูกฝังความจงรักภักดีในหมู่เยาวชน โดยมอบหมายให้นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “โครงการแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เช่น งานด้านหัตถกรรม ศิลปาชีพ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย โดยมีศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทรงริเริ่มไว้

“ภาพการครองชีวิตคู่ของทั้งสองพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนคนไทย นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพ่อของแผ่นดินแล้ว สมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่ทรงงานเพื่อประชาชนเสมอมา พวกเราควรน้อมนำแนวพระราชดำริและพระจริยวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต” ครูประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน
ธนากร โกศลเมธีรายงสย 0818923514 31 ทีมประชันฝีพายกลางคลองบางแหวน เสียงเชียร์กึกก้อง – ต่อยอดงานลอยกระทงสร้างสีสันชุมชน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่บ้านบางแหวน หมู่ที่ 4 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายวิทยา สุวรรณ์สิทธิ์ นายอำเภอปะทิว เป็นประธานเปิดการแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพาย ภายใต้โครงการ “กองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน”

โดยมีนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร ทีมงานพลังชุมพร นายทรงสิทธิ์ พุ่มศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง นายสุนทร ธรรมเนียม ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอปะทิว พร้อมด้วยฝ่ายปกครองท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชน เยาวชน และนักกีฬาร่วมงานอย่างคึกคัก

นายสิทธิพร บัวบาน ผู้ใหญ่บ้านบางแหวน ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน กล่าวว่า โครงการกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวนต้านภัยยาเสพติด ประจำปี 2568 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ผ่านสำนักงาน ป.ป.ส. เมื่อปี 2546 เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน

สำนักงาน ป.ป.ส. ได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกันใช้พลังสามัคคีในการขจัดภัยยาเสพติดให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความปรองดอง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ บ้านบางแหวนได้จัดการแข่งขันเรือยาวประเภท 6 ฝีพาย มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 31 ลำ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 5 พฤศจิกายน ยังจะมีการจัดงานประเพณีลอยกระทง ณ บ้านบางแหวน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในชุมชน และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

“อัครา” เปิดสาขาพรรคกล้าธรรม ว่าที่ผู้สมัครครบทั่ง 3 เขต ชูนโยบายพัฒนาชุมพร ใจถึงพึ่งได้ ทำไม่มีวันหยุด
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพร

เพื่อเป็นประธานเปิดสาขาตัวแทนพรรคกล้าธรรม ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม บริเวณสี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีนายบุญสิงห์ วรินรักษ์ รองหัวหน้าพรรค และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร ผู้อำนวยการพรรค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางมาด้วย
ภายในงาน มีประชาชนชาวชุมพรให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคกล้าธรรม จังหวัดชุมพร ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายสุรชัย แดงละอุ่น เขต 1, นายสมมิตร ทองเหลือ เขต 2 และ ดร.ชลทิพย์ สุวรรณการ เขต 3

นายอัครา กล่าวระหว่างพบปะประชาชนว่า “วันนี้พรรคกล้าธรรมตั้งใจมาเปิดพื้นที่ทำงานการเมืองในชุมพร เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และจะนำความต้องการเหล่านี้ไปกำหนดเป็นนโยบายขับเคลื่อนประเทศ เรามีความผูกพันกับชุมพรดี เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เข้าใจวิถีชีวิตและปัญหาของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี”รัฐมนตรีฯ ยังกล่าวถึงนโยบายสำคัญของพรรคว่า จะมุ่งพัฒนาคนและอาชีพภายใต้ 4 กระทรวงที่พรรคกำกับดูแล โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสังคม พร้อมดึงศักยภาพของจังหวัดชุมพรที่อุดมสมบูรณ์

ไปต่อยอดด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงท่าเรือ 2 ฝั่งชุมพร–ระนอง เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคง “เราส่งผู้สมัครครบ 400 เขตทั่วประเทศ และหวังจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวชุมพร ช่วยกันสนับสนุนพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้จังหวัดของเรา” นายอัครากล่าว

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักธุรกิจท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ต่างกล่าวว่ารู้สึกดีที่จังหวัดชุมพรได้รับความสนใจจากภาครัฐและพรรคการเมือง ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดความยั่งยืน
ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนยังมองว่า การที่มีการเปิดสาขาพรรคการเมืองในจังหวัด จะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนโยบายและมีส่วนร่วมในการพัฒนา

บ้านเกิดมากขึ้น พร้อมฝากความหวังให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในจังหวัดชุมพร เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางพัฒนาในสาขาพรรคกล้าธรรม สี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชุมพรให้น่าอยู่และเติบโตไปพร้อมกับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณี นายเสนอ เกิดแก้วหรือหนึ่ง อายุ 62 ปี ชาว อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าของสวนยางพารา พร้อมด้วย ลูกชาย และลูกเขย รวม 7 คน เดินทางออกจากบ้านพักในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 26 ต.ค.68 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมถวายอาลัยและสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ครอบครัว นายเสนอ แก้วเกิด เดินทางเข้าพื้นที่ ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาทั้งหมดได้หยุดพักผ่อนหลับนอนที่ วัดรักดีคีรีวัน ต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขตรอยต่อ อ.ทับสะแก

โดยนายเสนอ แก้วเกิด กล่าวว่าตนและครอบครัว ออกเดินทางเป็นวันที่ 11 แล้ว ระยะทางกว่า 280 กม. ซึ่งการเดินไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งต้องเดินกี่กิโลเมตร มืดไหนนอนนั้น เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ซึ่งการแสดงออกถึงความจงรักภักดีครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคนในครอบครัว และไม่มีอุปสรรคใดๆระยะเวลา

การเดินทางมีเพียงบางช่วงที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักจำเป็นต้องหยุดเดิน คาดว่าจะเดินเท้าผ่านจังหวัดประจวบได้คงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน ซึ่งนี้เป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากจังหวัดประจวบตั้งแต่ อ.บางสะพานน้อยจนถึง อ.หัวหินมีระยะทางกว่า 220 ก.ม.ที่ผ่านมา การเดินเท้าครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจของคนในครอบครัว และพสกนิกรที่ต้องการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ แม่ของแผ่นดิน อย่างใกล้ชิดที่สุด

จากนั้นนายเสนอได้เดินทางออกจากร้านข้าวแกง อาหารเช้าของวันนี้ ไปตามริมถนนเพชรเกษมขาขึ้นกรุงเทพโดยมีนายสิทธิชัย ทองสุวรรณ อายุ 27 ปี ลูกเขย ถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เดินนำหน้าขบวน มีอาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวง มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยค่ำวันนี้น่าจะพักที่คลองวาฬ เขตเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะมีชาวบ้านที่เห็นคณะเดินก็จะมอบของ น้ำ ของกิน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเดินครั้งนี้

ชาวบ้านกรูดจัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

เมื่อค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ที่บริเวณคลองวังพลูสถานที่จัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางเทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ร่วมจัดพิธีถวายความอาลัย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายวิฑูรย์ พุกจันทร์ สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)

นายวิชาญ แก้วจีน ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านกรูด นายณฐพล ภูมิรินทร์ ปลัดเทศบาล พร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี

จากนั้น นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อม ผู้นำชุมชน ได้ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตตำบลธงชัย จำนวน 7 โรงเรียน

จากรายได้หลังจากการจัดกิจกรรม “บ้านกรูดรันเดอร์แลนด์” BANKRUT RUNDERLAND 2025 ครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แก่ โรงเรียนธงชัยวิทยา โรงเรียนวัดดอนยาง โรงเรียนวัดธงชัยธรรมจักร โรงเรียนวัดถ้ำคีรีวงศ์ โรงเรียนบ้านหนองระแวง โรงเรียนบ้านหนองมงคล และโรงเรียนบ้านดอนสำราญ

นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบ้านไฟไหม้ จากกองทุนพระตำหนักเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ เขาธงชัย จำนวน 4 ครอบครัว จากนั้นได้ร่วมกันลอยกระทงประจำปี ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกสุชาติ ปล่อยแถว สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวรับไฮซีซัน พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน/พัทยาเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยใช้พื้นที่ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา(บาลีฮาย)ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันปล่อยแถว

ทั้งนี้ ในนามจังหวัดชลบุรี โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ และนายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 2 พันเอกประเสริฐ ใจกล้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ทหาร เมืองพัทยาและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด

ในส่วนของเมืองพัทยาถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ที่ร่วมมือกันดูแลนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงถือได้ว่าไฮซีซั่นนี้เป็นการแสดงการเพิ่มศักยภาพเรื่องมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มระบบในสายตานานาชาติด้วย เพราะมีชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยื

วันที่ 5 พ.ย.68 มีตัวแทนหลากหลายภาคส่วนในเขตพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าร่วมการประชุมแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว ที่โรงละครอัลคาซ่าร์ พัทยา จ.ชลบุรีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า

การท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งสพคัญในการสร้างเม็ดเงินเจ่าสสู่ประเทศ สิ่งสำคัญคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการสร้างเมืองท่องเที่ยวสีเขียวในนามตัวแทนภาครัฐอยากขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวเพื่อ

ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักตามที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมอย่างที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

หาดพัทยาขอความร่วมมือไม่ลอยกระทงลงทะเล คนแห่ขอขมาพระแม่คงคาคึกคักสวนสาธารณะหนองปรือ

ค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ในค่ำคืนวันลอยกระทง ประจำปี 2568 มีรายงานบรรยากาศเทศกาลขมาพระแม่คงคาในปีนี้ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือเป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวและประชาชนพาบุตรหลานและคนในครอบครัวเข้าร่วมด้วยบรรยากาศที่คึกครื้น

ทั้งนี้ เมืองพัทยาได้ขอความร่วมมือให้งดการลอยกระทงประจำปีนี้ลงทะเลเพื่อรักษาสภาพแวเล้อม ไม่สร้างมลพิษทางน้ำ โดยมีการจัดสถานที่หลักบริเวณสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือ และมีการเตรียมจุดให้ลอยกระทงแทนจากที่ผ่านมาจะเปิดให้ลอยกระทงลงทะเล ซึ่งสร้างขยะเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี

อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเปลี่ยนหมุดหมายจากชายหาดพัทยาเป็นสถานที่อื่นใกล้เคียงแทน ทำให้บรรยากาศงานลอยกระทง ประจำปี 2568 ของเทศบาลเมืองหนองปรือดูมีสีสันขึ้นอย่างถนัดตา โดยในงานได้รับเกียรติจากนายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ และคณะ ร่วมให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี

พัทยาวางกรอบร่วมเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (The 33rd SEA Games 2025) ในพื้นที่เมืองพัทยา โดยมี สมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสมาคมกีฬาแฮนด์บอลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 จังหวัดเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี เพื่อส่งเสริมมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน

เมืองพัทยาในฐานะหนึ่งในเมืองเจ้าภาพ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาชั้นนำจาก 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ติมอร์-เลสเต เวียดนาม และ ประเทศไทย โดยการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสนามแข่งขัน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบการต้อนรับให้ครบวงจร มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพเมืองพัทยาสู่การเป็น “Sports City” หรือ เมืองกีฬาแห่งภูมิภาคอาเซียน

สำหรับสนามแข่งขันในพื้นที่เมืองพัทยา ที่จะใช้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประกอบด้วย กีฬาแฮนด์บอล แข่งขันระหว่างวันที่ 9 – 19 ธันวาคม 2568 ที่อาคารกรีฑาในร่ม ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก (พัทยา), กีฬาเจ็ตสกี แข่งขันระหว่างวันที่ 10 – 14 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาปัญจกีฬา (Modern Pentathlon) แข่งขันระหว่างวันที่ 16 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวินด์เซิร์ฟ แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 18 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวอลเลย์บอลชายหาด แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไอซ์ทะลักรับลอยกระทง!! นรข.บึงกาฬ แถลงสกัดยึดยาไอซ์กว่า 137 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 137 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

ที่ สถานีเรือบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) พร้อมด้วยนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการตรวจยยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 137 ห่อ ห่อละประมาณ 1 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 137 ล้านบาท

ซึ่งดำเนินการตรวจยึดโดยสถานีเรือบึงกาฬ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนององคาย ตามนโยบายของ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ที่เน้นย้ำให้หน่วยในบังคับบัญชาปฏิบัติตามภารกิจที่กองทัพเรือมอบหมายคือ การ

ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย คุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ตามหลักมนุษยธธรรมในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบก ในการรักษาความมั่นคงและป้องกันประเทศ

น.ท.จักรกฤษ วังกรานต์ หน.สน.เรือบึงกาฬ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 09.30 น. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงได้นำเรียนผู้บังคับบัญชา จากนั้นผู้บังคับบัญชาก็สั่งการทันทีให้เร่งวางแผน และประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ในการสกัดกั้นและจับกุม

จึงได้ออกวางกำลังและปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนกระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.50 น. ชุดซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณด้านใต้ป่าช้า บ.ห้วยดอกไม้ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือกีบเพลายาวลักษณะต้องสงสัยแล่นมาจากกลางลำแม่น้ำโขงแล่นตรงเข้ามายังป่าช้า บ.ห้วยดอกไม้ ต.โคกก่อง อ.เมืองบึงกาฬ และแล่นทวนน้ำโขงขึ้นไปด้านเหนือน้ำ เมื่อเห็นดังนั้นชุดซุ่มฯ จึงได้ออกจากจดซุ่มและเคลื่อนตัวติดตามเรือต้องสงสัยลำดังกล่าวไป

เมื่อเรือลำดังกล่าวแล่นมาถึงด้านใต้ บ.ห้วยดอกไม้ กลุ่มบุคคคลต้องสงสัยที่นั่งมากับเรือจำนวน 2 คน ได้ช่วยกันทิ้งกระสอบต้องสงสัยลงจากเรือกองไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเห็นดังนั้น ชุดชุ่มฯ จึงได้ส่งสัญญาณตะโกนให้หยุด และแสดงตัวเป็น จนท.นรข.เพื่อขอทำการตรวจสอบ แต่ชายต้องสงสัยทั้ง 2 คน ได้ผลักหัวเรือออกจากฝั่งและขับออกไปกลางลำแม่น้ำโขงทันที จากนั้น จนท.ได้เข้าทำการ

ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบกระสอบปุ๋ยสีเหลืองกองกระจัดกระจายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จำนวน 7 กระสอบ เมื่อทำการเปิดตรวจสอบพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ทั้ง 7 กระสอบ รวมจำนวน 137 ห่อ จึงได้ทำบันทึกตรวจยึด และจะนำของกลางส่ง สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//ยึงกาฬ 0961464326