เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หลังจากสงครามสงบ..นักท่องเที่ยวนานาชาติ ร่วมงานเทศกาลคติชนวิทยาพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 37 ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 68 ที่วัดนาโนน ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายพิศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย เป็นประธานเปิดงานเทศกาลคติชนวิทยาพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 37 โดยงานเทศกาลดังกล่าวเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สร้างความเชื่อมั่นหลังจากที่สงครามสงบ ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และสร้าง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง และการแสดง โดยมี พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ชาวต่างประเทศจากนานประเทศ รวม 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***ทั้งนี้คำว่า คติชนวิทยา ถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา วิถีชีวิต ความเชื่อ และของกลุ่มคนในสังคมไทยหรือนานาชาติ ทำให้เราเข้าใจและเห็นคุณค่าของ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ของบรรพบุรุษ ช่วยอบรมสั่งสอน และสร้าง คุณธรรมจริยธรรม ให้กับคนในสังคม นอกจากนี้ยังให้ความรู้ ฝึก ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และการสร้าง การแสดง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง ซึ่งสามารถคลายความเครียดได้

***โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน ผ่านการแสดง และเสียงเพลง จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย อาทิ การเล่นดนตรี เต้นรำ ของชาว โปแลนด์, การเต้นรำ ของชาวฟิลิปปินส์, การร้องเพลวจาก สปป.ลาว, การแสดงวิธีแกลมอ ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย) และการแสดงประเพณีการเลี้ยงปู่ตา ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย)

***นอกจากนี้ยังมีการแสดงปฐกถาจาก พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ในหัวข้อ “บทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้ธรรมและสมาธิเพื่อสร้างสันติสุข” การสอนชาวนานๆชาติตั้งสติและนั่งสมาธิ การนำชาวนานาชาติร่วมขึ้นเกวียนแห่กองยาวชมความงามรอบพระธาตุหนุนดวง ของวัดนาโนน

ซึ่งความสนุกสนานให้กับชาวต่างชาติ และผู้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดภัยสงครามระหว่างไทยกัมพูชาทำให้นานาชาติไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่สงครามได้สงบทำให้นานาชาติมีความเชื่อมั่นและหันเข้ามาเที่ยวและทำกิจกรรมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัว มหัทธรา มอบเครื่องมือแพทย์–สิ่งของจำเป็นให้ชมรมโฮปฯ ช่วยผู้ป่วยยากไร้และสัตว์จรจัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงาน ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ คุณ ศิรวิช์ มหัทธรา พร้อมครอบครัว ได้มอบเครื่องมือแพทย์และสิ่งของจำเป็นหลายรายการให้แก่ชมรมโฮปฯ

เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และสัตว์จรจัดในพื้นที่ ประกอบด้วย โลงศพ จำนวน 20 ใบ / แพมเพิส จำนวน 8 แพ็ค / อาหารสุนัขขนาด 20 กิโลกรัม จำนวน 4 ถุง / รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 2 คัน / เครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 1 เครื่อง / เครื่องวัดความดัน จำนวน 1 เครื่อง / พร้อมมอบเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 2,000 บาท สำหรับโครงการ “รถปันสุข”

ซึ่งทางชมรมโฮปฯ กำลังจัดสร้าง เพื่อใช้ในภารกิจลงพื้นที่แจกข้าวให้ ผู้ประสบภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้หรือภัยพิบัติต่าง ๆการมอบสิ่งของในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจและความห่วงใยของ

ครอบครัว มหัทธรา ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความสุขให้สังคม พร้อมสนับสนุนภารกิจของชมรมโฮปฯ ซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและสัตว์ที่ขาดการดูแล

นายวสุ เผ่าตำรวจ รองประสานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า ตนได้รับมอบจาก นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ ให้เป็นตัวแทนรับมอบสิ่งของ ที่ทาง คุณ ศิรวิช์ มหัทธรา พร้อมครอบครัว

ได้มามอบโดยประกอบด้วย โลงศพ 20 ใบ รถวีลแชร์อีก 2 คัน เครื่องผลิตออกซิเจน 1 เครื่อง เครื่องวัดความดัน 1 เครื่อง แพมเพิส 8 ถุง อาหารสุนัขนักหนัก 20 กิโล 4 ถุง

และเงินช่วยสนับสนุนทำรถปันสุข 2,000 บาท ตนก็ขออนุโมทนาบุญกับครอบครัวนี้ด้วย ทำอะไรก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568 ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นำข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ข้าราชการพลเรือน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ทั้งด้านการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหาร การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกอบ พระราชกรณียกิจหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนคนไทย โดยพระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง

คือ “การเลิกทาส” ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสในแบบของพระองค์ท่าน เป็นไปอย่างมีขั้นตอนและสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะกันหรือก่อให้เกิดสงครามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีหลายอย่างให้ทันสมัย และเป็นไปแบบสากล เช่น เลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า

เปลี่ยนมาเป็นให้ยืนหรือนั่งเก้าอี้แทนและใช้ถวายคำนับตามแบบฝรั่งแสดงความเคารพ การเปลี่ยนทรงผม โดยแต่เดิมชายไทยไว้ทรงหลักแจว (มหาดไทย)

มาเป็นทรงสากล ผู้หญิงเดิมไว้ผมปีก (ผมทัด) เปลี่ยนมาไว้ ผมยาว ประเพณีการแต่งกายก็เช่นกัน เริ่มมีการสวมถุงเท้า รองเท้า ใส่เสื้อนอก มีผ้าผูกคอ หรือแต่งเครื่องแบบเวลาเข้าเฝ้า ออกแบบชุดข้าราชการที่เรียกว่าเสื้อราชแปตแตน ต่อมาเรียกราชปะแตนท์ หรือแปลว่า แบบหลวง นุ่งผ้าสีม่วง

โจงกระเบนตามแบบไทยเดิม ทรงจัดระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดด้วง หน่วยเงินเฟื้องโดยสร้างหน่วยเงินขึ้นใหม่ให้ใช้เหรียญบาท เหรียญสลึง เหรียญสตางค์แทน ด้านสาธารณูปโภค โปรดให้เริ่มดำเนินการประปาขึ้นโดยเก็บกักน้ำที่คลองเชียงราก จังหวัดปทุมธานี

แล้วขุดคลองประปาสำหรับส่งน้ำเข้ามาจนถึงคลองสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกและอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้ราษฎรมีน้ำสะอาดใช้ พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ ล้วนเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทย และเพื่อการพัฒนาประเทศให้

ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้นี้ ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนเทิดพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณมิเสื่อมคลาย และพร้อมใจถวายพระราชสมัญญานามพระองค์ว่า “พระปิยมหาราช”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง นำพา ธ.ก.ส ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ เชิญชวน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ carbon credit.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล นายอำเภอโคกสำโรง นำพนักงานพัฒนาลูกค้า สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลพบุรี

พร้อม นางเพยาว์ (เป้ว) แสงประไพ ประธาน ธตม. ภาคกลาง เข้าเยี่ยมชมสวนสักทองของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ เกษตรกรปลูกป่าดีเด่นกรมป่าไม้ลพบุรี สระบุรี ที่หมู่ 3 ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อที่จะเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมโครงการ carbon credit.

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นผู้ที่ประสานงานเกษตรกรในพื้นที่มาร่วมรับฟังและเยี่ยมชมสวนสักทองพืชสมุนไพรของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์. โดย ธ.ก.ส.มีเป้าหมายในการรับขึ้นทะเบียนจำนวน 37,000 ต้นในจังหวัดลพบุรี

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้ ยกระดับต้นไม้ที่ปลูกให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นหลักประกันเงินกู้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ และสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นก

ลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. (2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เพื่อสร้างกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ และตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ประชาชนที่สนใจ แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ทำการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล เช่นจำนวนแปลง จำนวนไร่ จำนวนต้นไม้ และนำส่ง ธ.ก.ส. หรือท่านที่สนใจ จะโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร
095 635 9356
063 228 9985

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ BAAC Carbon Credit ของ ธ.ก.ส. คือ การส่งเสริมให้ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ผ่านการ “เปลี่ยนอากาศเป็นเงิน” โดยการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้

ถือว่าเป็นข่าวดี สำหรับ เกษตรกร และผู้ปลูกป่า หรือผู้รัก ชอบปลูกต้นไม้ป่า ไม้ยืนต้น เริ่มตั้งแต่ 9 ต้นขึ้นไป ขนาดต้นไม้ วัดความสูงจากพื้นดิน 130 ซ.ม. มีเส้นรอบวง มากกว่า 150 ซ.ม. สามารถ สมัครเข้าเป็นสมาชิก เข้าร่วมโครงการ ขายคาร์บอนเครดิต ติดต่อ ขอรายละเอียด ได้ที่ธนาคาร ธ.ก.ส. จังหวัดใกล้บ้าน. หรือ สหกรณ์สวนป่า ภาคเอกชน จังหวัดลพบุรีจำกัด

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมชาวใต้ สมุทรปราการ แถลงข่าว จัดงานแสดงสินค้า FACTORY OUTLET FAIR 2025จัดขึ้น 5 – 14 ธค.2568ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 แพรกษาใหม่ สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

นายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ร้านบ้านเกาะยอ ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025

โดยมีนายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวข้อมูลการจัดงาน พร้อมด้วยนายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน สมเกียรติ ทองเหลือ อรุณ บุญเพชรทอง ถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าว สมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมงานแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน “สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025”

ในวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน ดังนี้ จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุ อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็น นำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้ส่วนหนึ่งจะดำเนินการ ดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆต่อไป

สำหรับสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้จดทะเบียนยกฐานะ จากชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ซึ่งได้มีประวัติ บันทึกไว้ว่าราวปี 2540 พี่น้องชาวใต้ 14 จังหวัด ในสมุทรปราการ ได้รวมตัวกันตั้งชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ขึ้นมา โดนมี นายสุรเชษฐ์ คุยยกสุย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น เป็นประธานชมรมคนแรก และได้มีการจัดกิจกรรมสังสรรค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือที่น้องชาวใต้ และสาธารณประโยชน์ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี พ.ศ. 2556 กรรมการปริหารชมรมฯ ขณะนั้นมีความประสงค์จะยกฐานะให้ชมรมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นองค์กรที่ สมารถทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเป็นทางการมากยิ่งขึ้น จึงได้มีมติจัดตั้งเป็นสมาคม ขึ้น

โดยมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายเฉลิม จันทร์เภา และนายพิศิษฐ์ รมย์ทอง เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคม เมื่อปี พ.ศ.2550 และมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว เป็นนายกสมาคม คนแรก มีกรรมการปริหารสมาคม ชุดก่อตั้งทั้งหมดรวม 15 คน ต่อมาสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ และพี่น้องทั้งชาวใต้ และชาว จ.สมุทรปราการ จนสามารถจัดซื้อที่ดินของสมาคมได้เป็นที่เรียบร้อย มูลค่าหนึ่งล้านเศษ ไว้เพื่อสร้างสำนักงาน และที่พักพิงให้พี่น้องชาวใต้ที่ต้องการที่พักชั่วคราวในอนาคต และเพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลานของชาวใต้สืบไป

การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลา 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรใช้รวมตัวพบปะสังสรรค์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณประโยชน์ในเรื่องต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และ เอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อน การสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้
โดยประมาณการผู้เข้ารวมงาน จำนวน 2,000 คน โดยในครั้งนี้ได้มีการจัดงานในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ งานพบประสังสรรค์พี่น้องสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ มีสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายในราคาถูก ได้รับการสนับสนุนร่วนมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไป บูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และสมาคม

มีกิจกรรมร่วมของชาวชุมชุนเพื่อส่งเสริมเยาวชน การประกวดคนตรีระดับเยาวชนและประชาชน ทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน นอกจากนี้กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม 2568 บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม 2568 รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์โพสต์มีดพับผู้โดยสารถูกนำมาขายในกลุ่มออนไลน์ตามที่ปรากฏโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chongpriang Taonangam” ระบุว่าพบมีดพับของตน ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิดำเนินการยึดไว้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ปรากฏถูกนำออกมาประกาศขายในกลุ่มออนไลน์ “Leatherman Thailand Club” นั้น
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ทสภ. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ดำเนินการตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำวัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในพื้นที่เขตหวงห้ามของสนามบินหรือขึ้นไปบนอากาศยาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยการบินพลเรือนที่กำหนดโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และกฎระเบียบของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งมาตรการของ AOT เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการเดินอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากผู้โดยสารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่าสิ่งของดังกล่าวไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นเพื่อขึ้นเครื่องได้ ผู้โดยสารสามารถดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ 1) จัดส่งสิ่งของกลับทางไปรษณีย์ด้วยตนเอง 2) นำสิ่งของไปกับสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง 3) นำไปทิ้งในกล่องใส่วัตถุของมีคมที่ ทสภ. จัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยกล่องดังกล่าวจะมีการปิดล็อกไว้เพื่อควบคุมรักษาความปลอดภัย และป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องในการเข้าถึง ซึ่งผู้โดยสารต้องเป็นผู้ทิ้งด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่มิได้ทำการยึดสิ่งของจากผู้โดยสารโดยตรง
สำหรับสิ่งของต้องห้ามที่ผู้โดยสารไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นได้และได้ทำการทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะถูกจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย โดยจะมีคณะทำงานจัดเก็บวัตถุต้องห้ามเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาแล้ว ทสภ. จะดำเนินการนำสิ่งของไปทำลาย

ทั้งนี้ ในระหว่างรอการทำลาย หากมีหน่วยงานราชการ โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหนังสือขอรับการบริจาคเพื่อนำไปเป็นสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทสภ. จะทำการบริจาคส่งมอบให้ต่อไปโดยกระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการบริจาคสิ่งของต้องห้ามฯ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ทสภ. ได้บริจาคสิ่งของดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่ร้องขอ จำนวน 7 หน่วยงานอย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทสภ. ได้ยกเลิกการบริจาควัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามทุกประเภท โดยจะดำเนินการนำของต้องห้ามทั้งหมดไปทำลายอย่างเหมาะสมภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 20 รายปลายทางจังหวัดสงขลาส่งต่อประเทศเพื่อนบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับรายงานจาก พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ) กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว มีแรงงานต่างด้าวมาแอบพักพิงอยู่บริเวณ เพิงพักชายเขา ในพื้นที่ บ.หาดหนองหอย ม.6 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จึงได้ประสานหน่วยงานรับผิดชอบ สนธิกำลัง ฝ่ายปกครอง จนท.ทหารกอ.รมน.จว.ชุมพร จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ชุมพร ตม.จว.ชุมพร ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเพิงพักชั่วคราวจำนวนสามหลังคุมด้วยผ้าใบสีฟ้าขาวและพบแรงงานชาวต่างด้าวจำนวน 20 รายต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมจับกุมบุคคลต่างด้าว สัญชาติพม่า เป็นชาย จำนวน 18 คน หญิงจำนวน 2 คน และร่วมกันนำตัวมาที่ สภ.ท่าแซะ

เพื่อคัดกรองเบื้องต้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรองฯ 1.MR.KYAW HTAY (นายจอ เท) อายุ 42 ปี สัญชาติ เมียนมา 2.MR.SOE MYINT AUNG (นาย โซ เมี๊ยะ อาว) อายุ 22 ปี สัญชาติ เมียนมา 3.MR.AUNG KO MYINT (นาย อาว โก มิ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 4.MR.MYO HTET NING (นาย มิว เทด นาย) อายุ 35 ปี สัญชาติ เมียนมา 5.MR.THEIN THAN HTAY (นาย เต ทาน เท้)

อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 6.MR.AUNG ZAYA (นาย อาว เซ ยะ) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา 7.MR.MOE WIN (นายมู เวน) อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมา 8.MR.THEIN ZAW LWIN (นายเต ซอ ลุย) อายุ 19 ปี สัญชาติ เมียนมา

9.MR.MAUNG NAING (นาย มาว นาย) อายุ 37 ปี สัญชาติ เมียนมา 10.MR.U MYO (นายอู มิ้ว) อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 11.MR.THAN TONE AUNG (นายตาน เต อาว) อายุ 18 ปี

สัญชาติเมียนมา 12.MR.NAY MYO AUNG (นายเน มิว อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติเมียนมา 13.MR.AUNG MYO THUYA (นายอาว มิว ตู ยะ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 14.MR.MIN WAI AUNG (นายเม เว อาว) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา 15.MR.ZAW LIN AUNG

(นายซอ ลิน อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 16.MR.MAUNG LWIN (นายเมา ลวย) อายุ 44 ปี สัญชาติ เมียนมา 17.MR.AUNG THAN

(นายเอา แตะ) อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา 18.MR.NAING TUN (นายไน ทอน) อายุ 32 ปี สัญชาติ เมียนมา 19.MISS AYE AYE SOE (น.ส.เอ้ เอ้ ซู) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 20.MRS.YIN YIN HTAY (นาง เย เยน เท่) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา
จากการตรวจสอบชาวเมียนมาจำนวนดังกล่าวไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (พาสสปอร์ต )

จากการสอบถามชาวเมียนมา ให้การว่าตนเองเดินทางมาจากพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ สมม. ขึ้นรถโดยสารมาลงที่ย่างกุ้ง สมม. จากนั้นนายหน้าพาเดินทางต่อโดยรถโดยสารไปยัง เมาะลำไย สมม. และโดยสารรถตู้มาลงที่ เจดีย์สามองค์ จว.ก.จ. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 เวลา 0145 จากนั้นเดินทางต่อโดยรถเอสยูวี สีดำ (1 ในรถขน) โดยมีการสลับรถจำนวน 4 คัน

จนมาลงที่บริเวณสวนปาล์มน้ำมัน วันที่ 21 ต.ค.68 เวลา 1700 จากนั้นเดินเท้ามายังบริเวณ ป่าใกล้สวนปาล์มน้ำมัน และพักอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 วัน เพื่อรอเดินทางต่อไปไปยัง พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จว. ส.ข. และประเทศมาเลเซีย โดยเสียค่าเดินทางไป จว.ส.ข. เป็นเงินจำนวน 22,000 บาท

และประเทศมาเลเซียเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท โดยจะจ่ายเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมแรงงาน ฯ ส่ง สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.44จัดพิธีถวายราชสักการะและวางพวงมาลา พระบรมรูป ร.5

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 07.30 น ชุมพร พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบก ที่ 44 นำ ผอ. กองกำลังฝ่ายต่างๆ ตลอดจนเหล่าข้าราชการทหาร

ในสังกัด มทบ. 44(ค่ายเขตรอุดมศักดิ์) ผบ.หน่วยภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์ นขต.มทบ.44 ผศ.ช.พ. -รพ.ค่ายเขตอุดมศักดิ์ – นศ.นศท.มทบ.44 – ป5พัน 25 และร.25 พัน 1 สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 44 ร่วมพิธี ถวายราชสักการะและวางพวงมาลา พระบรมรูป ร.

พลตรี สมคิด ชูเผือก คำกล่าวพระเกียรติคุณ เนื่องในงานน้อมรำลึก ครบ 115 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เวียนมาครบ ๑๑๕ ปี ในวาระนี้

ข้าพระพุทธเจ้า พลตรี สมคิด ชูเผือก/ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบก ข้าราชการ ภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์ ต่างน้อมจิตตั้งมั่น เพื่อร่วมแสดง ความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ/แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ อย่างหาที่สุดมิได้

ตลอดรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว/ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์/ด้วยทศพิธราชธรรม พระอัจฉริยภาพอันล้ำเลิศ และพระปรีชาญาณอันกว้างไกล ทรงบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจนานัปการ

ทั้งภายในและภายนอก ราชอาณาจักร เพื่อวางรากฐาน การพัฒนากิจการด้านต่าง ๆ ให้ก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ อาทิ ด้านการปกครอง ด้านกฎหมาย ด้านการพาณิชย์ ด้านการคมนาคม ด้านการสาธารณสุข ด้านความมั่นคง

และทรงปกป้องประเทศ ให้รอดพ้นจากวิกฤตต่าง ๆ จนสามารถธำรงไว้ ซึ่งเอกราชของชาติไทย ยังความร่มเย็น เป็นสุข แก่ราษฎรโดยถ้วนหน้า ในขณะเดียวกัน/ทรงปฏิรูปกิจการทางทหาร พัฒนากองทัพให้มีความ

เจริญก้าวหน้า มีความทันสมัยตามแบบสากล และมี ศักยภาพพร้อมต่อ การป้องกันประเทศ ตลอดจน/พระราชทานกำเนิด โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สถาบันอันทรงเกียรติ ที่ผลิตนายทหารสัญญาบัตรหลัก ที่มีความรู้ ความสามารถ ให้แก่กองทัพ

ในการปฏิบัติ หน้าที่เพื่อพิทักษ์ปกป้องสถาบันชาติ/ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาตราบจนปัจจุบัน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขอน้อมจิตแสดงความจงรักภักดี ถวายเป็นราชสักการะ ขอเดชะพระบารมี แห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว/ทรงโปรดดลบันดาล ให้เหล่าอาณา ประชาราษฎร์ และผืนแผ่นดินไทย ประสบแต่ ความเจริญรุ่งเรืองผาสุก ตราบนิจนิรันดร์เทอญ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร 🌕🎆✨ ขอเชิญร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ✨🎆🌕

แชร์เนื้อหานี้

ในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 📍ณ ชั่งทองฟาร์ม บ้านคำเม็ก ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหารร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษ 💖พร้อม ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 42,000 บาท!!🏅ผู้ชนะการประกวดมี “สายสะพายและมงกุฎ” มอบให้ด้วยนะ 👑

👧 การประกวดหนูน้อยนพมาศ
✨ สำหรับน้อง ๆ อายุ 5–10 ปี
💵 ค่าสมัคร 400 บาท
🏆 รางวัลที่ 1 — 6,000 บาท
🥈 รางวัลที่ 2 — 4,000 บาท
🥉 รางวัลที่ 3 — 2,000 บาท
💰 รวมมูลค่ารางวัล 12,000 บาท

💃 การประกวดนางนพมาศ
👑 สำหรับสาวงามอายุ 15 ปีขึ้นไป (หญิง และสาวประเภทสอง)
💵 ค่าสมัคร 800 บาท
🏆 รางวัลที่ 1 — 10,000 บาท
🥈 รางวัลที่ 2 — 5,000 บาท
🥉 รางวัลที่ 3 — 3,000 บาท
💰 รวมมูลค่ารางวัล 18,000 บาท

🌸 การประกวดกระทงสวยงาม
🌿 ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ย่อยสลายได้ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
📏 กำหนดรัศมีรอบฐาน 50 เซนติเมตรขึ้นไป
💵 ค่าสมัคร 400 บาท
🏆 รางวัลที่ 1 — 6,000 บาท
🥈 รางวัลที่ 2 — 4,000 บาท
🥉 รางวัลที่ 3 — 2,000 บาท
💰 รวมมูลค่ารางวัล 12,000 บาท

📅 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2568
📣 ประกาศรายชื่อผู้เข้าประกวด วันที่ 29 ตุลาคม 2568
📲 สนใจสมัครหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ 👉 ชั่งทองฟาร์ม (Changthong Farm)

🌕 มาร่วมแต่งชุดไทยสุดงดงาม 💐
จุดเทียน ลอยกระทงกลางสระน้ำ 💦
พร้อมดนตรี แสงสี เสียงสุดอลังการ 🎶
มาร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยไปด้วยกันที่ “ชั่งทองฟาร์ม” 💛

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาเชื่อมใจ ปันน้ำใจสู่ผู้เปราะบางเมืองปัตตานี พร้อมมอบสิ่งของจำเป็น สร้างสุข สร้างความปรองดองในชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. นายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี พร้อมด้วยนางหัสนัย หะยีมะสาและ

เจ้าหน้าที่ปกครองตำบลสะบารัง ร่วมกับวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง และชุมชนตลาดโต้รุ่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบางในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสุข ส่งต่อ ปันน้ำใจ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชน โดยใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสู่หมู่บ้านศีลธรรม สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสังคมแห่งความเมตตา

ในกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้ร่วมงานได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบางจำนวน 2 ราย ณ บ้านเลขที่ 56/1 ถนนโรงอ่าง และบ้านเลขที่ 28/4 ถนนสะบารัง ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม โดยมี นายกุมโชค แสงธรรมนาถ ประธานชุมชนตลาดโต้รุ่ง คณะกรรมการชุมชนตลาดโต้รุ่ง ประธานชุมชนโรงอ่าง สมาชิกเทศบาลเมืองปัตตานี อสม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ศาสนา และชุมชน ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อความหวังและน้ำใจให้แก่ผู้ที่ต้องการการดูแล สร้างสังคมที่อบอุ่น ปรองดอง และยั่งยืน

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัดผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย/ “แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”

แชร์เนื้อหานี้

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัดผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย พร้อม
ลงพื้นที่ จชต. ในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติของ สมช. หวังเสริมสร้างความเข้าใจของหลักศาสนาที่ถูกต้องและเพื่อสันติสุขในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงาน (วานนี้) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพมหานคร พลโท นรธิป โพยนอกแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมให้การต้อนรับ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม

ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสาย จากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และคณะ

ในโอกาสมายืนประเทศไทย ในฐานะแขกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้,

ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามและนำคณะ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของ พี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน

ในการนี้ได้เข้าเยี่ยมนาย อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีและพบปะผู้นำศาสนาอิสลาม ประจำสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำกิจการด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านศาสนาอิสลามร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัด แห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และ

โดยคณะมีหมายกำหนดการ เยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 21 -23 ตุลาคม 2568 ซึ่งการมาเยือนของผู้นำศาสนาระดับโลก จะเป็นผลดีต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยว

กับหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ผ่านผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ที่ทุกคนยอมรับและเคารพนับถือ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

“แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”ประชุมแถลงแผนถวายความปลอดภัย (ถปภ.904) ผ่านระบบ VTC ขับเคลื่อนภารกิจถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

📅 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.
ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 15
ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี / ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าร่วมการประชุมแถลงแผน “ถปภ.904” ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC)
โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานการประชุม

📡 การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการถวายความปลอดภัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกองทัพภาคที่ 4 บูรณาการกำลังร่วมกันวางมาตรการถวายความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการข่าว การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความสะดวกด้านเส้นทาง และการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

💬 พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของภารกิจถวายความปลอดภัยในครั้งนี้ ว่าเป็นภารกิจอันทรงเกียรติสูงสุดของกองทัพ ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมของหน่วยในพื้นที่ที่จะปฏิบัติภารกิจด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

🌿 การแถลงแผน “ถปภ.904” ในครั้งนี้ ยังถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกองทัพบกในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พสกนิกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หลัก “หนึ่งใจเดียวกัน เพื่อถวายความปลอดภัยแด่องค์ราชันและพระราชินีของปวงชนชาวไทย”

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน ปัตตานี