เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดฉากสุดยิ่งใหญ่ Big Event รับทัพนักกีฬา 20 จว.ภาคอีสาน สู่ “โคราชเมืองกีฬา” ในศึก “ย่าโม โคราชเกมส์”

แชร์เนื้อหานี้

“เจ้าเหรียญทอง” จะเป็นใคร มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ไปพร้อมกัน 20 – 30 ต.ค. นี้ ที่โคราชไฟกระถางคบเพลิงถูกจุดขึ้น ระเบิดศึก “ย่าโม โคราชเกมส์” ศักดิ์ศรีแห่งกีฬานักเรียนท้องถิ่น รวมเหล่า ขุนพล 16 ชนิดกีฬา ตัวเต็ง จาก อปท. 20 จว.ภาคอีสาน ร่วมคว้าเจ้าเหรียญทองกันแบบดุเดือด ตลอดการแข่งขัน 10 วัน ด้าน อบจ.โคราช เจ้าภาพ เนรมิตพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่อลังการ สมศักดิ์ศรี “โคราชเมืองกีฬา”

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ เมนสเตเดียม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ. นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย รอบคัดเลือก ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 40 “ย่าโม โคราชเกมส์” โดยมี นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันกล่าวรายงาน พร้อม รองผู้ว่าราชการจังหวัด คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีเปิด พร้อมส่งนักกีฬา เข้าร่วมการแข่งขัน

ทั้งนี้ พิธีการเริ่ม เวลา 17.30 น. วงโยธวาทิตเข้าสู่สนามบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ เปิดตัวด้วยการแสดงไฮไลท์ พิธีเปิดจากนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ก่อนที่ขบวนพาเหรดคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 20 จังหวัด ภาคอีสาน เข้าสู่สนาม และชมการแสดงนาฏมวยไทย จากนั้นเป็นการเชิญธงชาติ ธงกีฬานักเรียน อปท. แห่งประเทศไทย ธงประจำ จ.นครราชสีมา ธง อบจ. 19 จังหวัด และ ธง อบจ.นครราชสีมา ขึ้นสู่เสาธง และ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา พร้อมคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าววัตถุประสงค์การจัดแข่งขันกีฬา ต่อประธานพิธีเปิด พร้อมกันนี้ ประธานในพิธีกล่าวต้อนรับคณะผู้บริหาร นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และกล่าวเปิดการแข่งขัน จากนั้น นักกีฬา ได้วิ่งคบเพลิงจุดไฟกระถางคบเพลิง และปิดท้ายด้วยการจุดพลุดอกไม้ไฟที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และสะกด อารมณ์ผู้ชมทั้งสนาม ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีเปิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“สามัคคีคือพลัง” มาร่วมชม ร่วมเชียร์ พร้อมให้กำลังใจทัพนักกีฬาทั้ง 16 ชนิดกีฬา จาก 20 จังหวัด ภาคอีสาน และร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีให้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ที่ได้เดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน และยังถือ โอกาสเดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินสะพัด ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 10 วันของการแข่งขัน ในศึก “ย่าโม โคราชเกมส์” ระหว่างวันที่ 20 – 30 ตุลาคมนี้ ณ สนามกีฬาภายในจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับกีฬาที่ใช้ทำการแข่งขัน จำนวน 16 ชนิดกีฬา ทั้งประเภทชาย – หญิง ประกอบด้วย (1) ฟุตบอลชาย
ณ สนาม มทส. / สนามกีฬา รร.ศีรษะละเลิง (2) ฟุตบอลหญิง ณ สนามกีฬา ม.วงษ์ชวลิตกุล / สำนักช่าง อบจ. / วิทยาลัยนครราชสีมา และสนามกีฬา 80 พรรษาฯ (3) ฟุตซอล (ช/ญ) ณ สนามกีฬา ทต.บ้านใหม่ / สนามกีฬา สสจ.นม. / สนามกีฬา ม.วงษ์ชวลิตกุล / สนาม รร.ราชวิทยาลัย / อาคารลิปตพัลลภ – อาคารชาติชายฮอลล์ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (4) วอลเลย์บอลในร่ม ณ สนาม รร.สุรนารี / สนาม มทร.อีสาน / สนาม มทส. (5) วอลเลย์บอลชายหาด ณ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (6) เปตอง ณ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (7)

หมากรุกไทย ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (8) หมากออสไทย ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (9) หมากล้อม ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (10) เทเบิลเทนนิส ณ หอประชุม รร.เตรียมน้อมฯ โคราช (11) เซปักตะกร้อ ณ MCC HALL เดอะมอลล์ โคราช (12) แบดมินตัน ณ สนามแบดฯ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร ภาค 3 (13) E-SPORT ณ ห้องโคราชฮอลล์ เซ็นทรัล โคราช (14) เทคบอล ณ MCC HALL เดอะมอลล์ โคราช (15) กรีฑา ณ เมนสเตเดียม สนามกีฬา 80 พรรษาฯ และ (16) จักรยานขาไถ ณ ห้องโคราชฮอลล์ เซ็นทรัล โคราช

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

หนุ่มโรงงานขับมอไซค์ชนสิบล้อดับติดใต้ท้องรถหนุ่มโรงงานขับมอเตอร์ไซด์ด้วยความเร็วสูงชนรถบรรทุกไก่ตัดหน้ากระทันหัน.เบรคไม่ทันชนอย่างแรงร่างกระเด็นอัดก็อปปี้อยู่ใต้ท้องรถตายคาที่ จุดเกิดเหตุ บริเวณ ถนน 224.หน้าโรงงานคาร์กิล อำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 21ตุลาคม.2568 เวลา 7.50 น เกิดอุบัติเหตุพนักงานของโรงงานคาร์กิล ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย.จังหวัดนครราชสีมา ขับขี่รถมอเตอร์ไชด์ทะเบียน1กต.2399 สระบุรี ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนกับรถบรรทุก10ล้อ หมายเลขทะเบียน 89-1967.นครราชสีมา คนขับสิบล้อ ทราบชื่อในเวลาต่อมา นายไพศาล ศรีสุข อยู่บัานเลขที่.30 หมู่1 บ้านโคกสะอาดตำบล อรพิม อำเภอ ครบุรี จังหวัดนครราชสีมาได้ขับรถบรรทุกมาส่งไก่ ของบริษัท คาร์กิล ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

ช่วงเวลา 7.50น.ได้ขับรถกลับ ออกจากโรงงานดังกล่าวพนักงานรักษาความปลอดภัยได้โบกรถให้ตนเองขับออกไปช่วงจังหวะนั้นได้มีมอเตอร์ไชด์ของพนักงานโรงงานดังกล่าว ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนกลางรถบรรทุกเข้าอย่างแรงทำให้คนขับมอเตอร์ไชด์กระแทกกับตัวรถแล้วมุดไปคาอยู่ใต้ท้องรถเสียชีวิตทันที
ซึ่งสภาพรถมอเตอร์ไซค์มีสภาพพังยับเยินหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าตนได้ยินเสียงดังมาจากกลางถนนเห็นรถบรรทุกวิ่งออกมาจากโรงงาน.และ รถมอไซค์โรงงานเดียวกัน วิ่งมาบนถนนสาย224 อำเภอโชคชัย-ครบุรีด้วยความเร็วสูง.พุ่งชนรถบรรทุกด้วยความแรงเป็นเหตุให้คนขับขี่มอไชด์เสียชีวิตทันที

นายไพศาลคนขับขี่รถบรรทุกบอกว่าตนส่งไก่เสร็จแล้วกำลังจะกลับไปยังบริษัท เอสแอนด์พี ที่อยู่ห่างออกไป 30 กิโลเมตร ระหว่างขับรถกลับได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นชึ่งตนก็ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก พร้อมกันนีั.ตำรวจ สภ.โชคชัยเร่งสืบสวนหาสาเหตุ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ตามกฎหมายต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวีสื่อรัฐนิวส์ / จับขบวนการขนแรงงานเถื่อน หัวใสปลอมพาสปอร์ต เจอข้อหาหนัก/ รวบแล้ว! ไอ้ต้อมมือมีดขู่ชิงทรัพย์เหยื่อสาว/จับกุมบุคคลต่างด้าว 6 รายหลบหนีเข้าเมือง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ตำรวจทางหลวงชุมพร-ตม.ชุมพร ผนึกกำลังสกัดขบวนการขนแรงงานเถื่อน หัวใสปลอมพาสปอร์ตหวังตบตาเจ้าหน้าที่ เจอข้อหาหนัก ปลอมหนังสือเดินทาง-ตราประทับ โทษจำคุกสูงถึง 10 ปี
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงาน พ.ท.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล.จับกุม
บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชาย 10 คน หญิง 3 คน รวมทั้งหมด 13 คน เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวง ส.ทล.๔ กก.๒ บุก.ทล. น้ำโดย ร.ต.ชรัญ ปาณะศรี รอง สว. ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล, ด.ต.หญิง มณีรัตน์ จันทร์ประณต, จ.ส.ต.สราวุธ กรรณสุรางค์ ,จ.ส.ต.อมรเทพ อินนิมิตร ผบ.หมู่ ส.ทล.๔ กก.ทล, เจ้าหนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.ชุมพร, ร.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.ตม.ชุมพร, ด.ต.สัณชัย ชื่อตรง, ด.ต.ยุทธพงษ์ อบเชย, ด.ต.ศราวุฒิ เล่งระบำ ผบ.หมู่ ตม.ชุมพร

สถานที่จับกุม ริมถนน ทล.41 กม.482 ขาล่องใต้ ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพรร่วมกันจับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชาย 10 คน หญิง 3 คน รวมทั้งหมด 13 คน ในข้อหา

  1. ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม 2. ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น 3. เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมตรวจยึดของกลาง หนังสือเดินทางประเทศเมียนมา (ปลอม) จำนวน 13 เล่ม

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพรออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยเมื่อถึงบริเวณถนนเพชรเกษม กม.482 ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร เจ้าหน้าที่พบรถตู้โดยสารซึ่งขับมาทางช่องทางซ้ายมีลักษณะบรรทุกหนักน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถติดตามพร้อมเปิดสัญญาณไฟเรียกให้รถคันดังกล่าวหยุดเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ขับขี่ คือ นายคุณากรฯ สัญชาติไทย และตรวจพบบุคคลต่างด้าวที่โดยสารมาภายในรถจำนวน 13 คน (ชาย 10 คน และหญิง 3 คน)

เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถาม นายคุณากรฯ (ผู้ขับขี่รถตู้โดยสาร) ว่ารับคนต่างด้าวมาจากที่ใด โดยนายคุณากรฯ แจ้งว่ารับมาแรงงานต่างด้าวมาจากจังหวัดราชบุรีเพื่อจะไปส่งที่จังหวัดชุมพร จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางที่แรงงานต่างด้าวนำติดตัวมาด้วย โดยพบว่าหนังสือเดินทางมีลักษณะผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญมาทำการตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจทางหลวงชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร ผลการตรวจสอบพบว่าหนังสือเดินทางประเทศเมียนมา ทั้ง 13 เล่ม เป็นของปลอม

พบมีการแก้ไขตัวเลข ชื่อ-สกุล ลักษณะตัวอักษร ตัดต่อภาพใบหน้า ประกอบกับผู้ต้องหาไม่สามารถจำรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของตนเองที่ตรงกับหนังสือเดินทางได้ และเมื่อตรวจสอบการตรวจลงตรา (VISA) ภายในหนังสือเดินทางก็ไม่พบข้อมูลในระบบของตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหาให้ทราบว่า “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม, ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น และเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต” พร้อมจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น แรงงานต่างด้าวทั้ง 13 คน ให้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยแจ้งถึงสาเหตุที่ทำหนังสือเดินทางปลอมก็เพื่อหวังที่จะตบตาเจ้าหน้าที่ในระหว่างการเดินทาง โดยยอมจ่ายค่าจ้างทำหนังสือเดินทางปลอมในราคาเล่มละ 15,000 บาท ให้กับนายหน้าชาวเมียนมา จากนั้นได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจากเมืองพะยาโตนซู ผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี
ในส่วนของคนขับรถตู้ ให้การว่าขณะที่ตนเองขับขี่รถตู้เพื่อนำส่งผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปยังจุดหมาย ได้มี เจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอตรวจสอบภายในรถ ตนจึงให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตามปกติ โดยตนไม่ทราบว่ากลุ่มผู้โดยสารกลุ่มนี้เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เนื่องจากมีพาสปอร์ตมาแสดงก่อนใช้บริการรถตู้ของตนทุกคน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน ในปัจจุบันมีการปลอมหนังสือเดินทางในกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอให้นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว นำแรงงานต่างด้าวที่มาสมัครงานไปขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนรับเข้าทำงาน และในส่วนของแรงงานที่มีความจำเป็นจะต้องขึ้นทะเบียนผ่านนายหน้า ขอให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนายหน้าให้ดี ระวังอย่าตกเป็นเหยื่อของ “นายหน้าเถื่อน”
สำหรับโทษของการใช้หนังสือเดินทางปลอม มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และมีโทษปรับ ตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท

รวบแล้ว! ไอ้ต้อมมือมีดขู่ชิงทรัพย์เหยื่อสาว จนมุมคาบ้านพัก
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านมาบอำมฤต ร่วมกับ บก.สส.ภ.8 และชุดเฉพาะกิจ ภ.จว.ชุมพร จับกุม นายอดุลย์ หรือต้อม อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีชิงทรัพย์โดยมีอาวุธพร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง เหตุเกิดพื้นที่ ต.หงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จากกรณี วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 15.45 น. น.ส.ละมุลาผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีแดง-ดำ ออกจากบ้านในหมู่บ้าน ถูกคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาชิงทรัพย์ โดยใช้มีดขู่ชิงทรัพย์ ภายในซอย ทรัพย์สินที่ถูกชิงไป กระเป๋าผ้าสีฟ้า เงินสดประมาณ 19000 บาท บัตร ATM ธ.กรุงเทพ พร้อมบัตรประชาชน พระเครื่อง 1 องค์ โทรศัพท์มือถือ OPPO สีดำ พร้อมซิม AIS

เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนโดยตรวจสอบกล้อง CCTV หลายจุด พบภาพคนร้ายขับรถ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขณะหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ ต่อมาพบว่าคนร้าย เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเกิดเหตุ จากเสื้อสีขาวเป็นสีเหลือง(ตรวจพบเสื้อสีขาวและกระเป๋าของผู้เสียหายในพงหญ้า ระหว่างทางหลบหนี) ตรวจสอบ สัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย พบว่ามีการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตำแหน่งของผู้ต้องสงสัย จากพื้นที่ ต.ดอนยาง ไปถึงบริเวณบ้านหนองมาก
ต่อมา พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต มอบหมายให้ตำรวจชุดสืบ สภ.บ้านมาบอำมฤต ตรวจสอบ ตำรวจติดตามจนพบรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ทิ้งไว้ในสวนยางใกล้บ้านผู้ต้องสงสัยจากการตรวจสอบพบว่า นายอุดลย์ หรืออ้อม แก้วดำ เป็นผู้ครอบครองรถและมีพฤติการณ์ตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด พยานคือ ยืนยันภาพบุคคลในกล้องว่าเป็นนายอุดลย์ ตำรวจสอบสวนและเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมด (ภาพจาก CCTV, โทรศัพท์, เสื้อผ้า, รถจักรยานยนต์) สรุปว่าคนร้ายคือ นายอุดลย์ หรือ ต้อม

เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายอุดลย์ หรือ ต้อม สถานที่จับกุม บ้านพักไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ต.หงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เมื่อ 21 ต.ค. 68 เวลาประมาณ 04.00 – 15.00 น. นำโดย พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,พ.ต.ท.ชาติชาย มูลลักษณ์ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,พ.ต.ท.ชัยญากรณ์ ศรีสัมฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.บ้านมาบอำมฤต , ร.ต.อ.มนตรี บุญรัตนไพโรจน์ รอง สว.สส.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,ร.ต.ท.วัชรินทร์ เมฆา ,ร.ต.ต.โสภณ หญีตคง รอง สว.(ป.)ฯ ,ร.ต.ท.ปัญญา ศรีวิลัย รอง สว.(ป.)ฯ ,ร.ต.ต.โยธิน ทั่งเหล็ก รอง สว(ป)ฯ ,ด.ต.เอก ตันลักขณาชัย ,จ.ส.ต.ณภัทรพงษ์ แก้วโกมล ผบ.หมู่(ผช.พงส)ฯ ,จ.ส.ต.วิศิษฏ์ เชี่ยวเลี่ยน ผบ.หมู่.(ป)ฯ ,ส.ต.อ.ณัฐพล แก้วพิชัย ผบ.หมู่.(ป)ฯ , ส.ต.อ.สิทธิโชค เหมาะเจาะ ผบ หมู่(ป)ฯ ,ส.ต.ท.จุฑาชัย พินทอง ผบ.หมู่(ผช.พงสฯ)ฯเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด บก.สส.ภ.8 นำโดย พ.ต.ท.ฐิติณัฏฐ์. ศรีสังข์ รอง ผกก.สืบสวน 3 ปรก.หน.ชป.ชุมพร ,ร.ต.อ.ปรัชญา ชัยงาม รอง สว. กก.สส.3 บก.สส.ภ.8 ,ด.ต.เริงชัย แดงบำรุง ผบ.หมู่ กก.สส.1 บก.สส.ภ.8 ,จ.ส.ต.เป็นหนึ่ง ชาญนคร ผบ.หมู่ กก.ปพ. บก.สส.ภ.8 ,ส.ต.ท.กันตพงษ์ เพียรดี ผบ.หมู่ กก.ปพ. บก.สส.ภ.8

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ฉก.ภ.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.อ.ศักดิ์ไชย ไชยศรี รอง สวฯ ,ร.ต.ท.ธวัชชัย บุญส่งแก้ว รอง สวฯ ,ร.ต.ท.วิวัฒน์ ทองศิริ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.คนึง อินทรสุวรรณ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.ประดิษฐ์ จันทร์เกตุ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.ไพรัตน์ อินกล้า รอง สว.ฯ ,ด.ต.กฤษดา กุมพิมล ,ด.ต.นันทโชติ ผลพานิช
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสะกดรอย กก.ตชด.41 นำโดย ร.ต.ท.สาคร ไชยฉิม ผบ.มว.สค ,ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ บุตบัณฑิตย์ผบส.สะกดรอย กก.ตชด.41เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเครื่องมือพิเศษ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ส.ต.ท.รัฐพงศ์ แท่นนาค ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ,ส.ต.ท.ศุภณัฐ ศิริพันธ์ ผบ หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8

ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายอดุลย์ หรือต้อม แก้วคำ (1-8602-00062-72-8) อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 ม.5 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร (จากการตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนราษฎร) เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดชุมพร ที่ จ.413/2568 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ตามคดีอาญาที่ 262/2568 ของสถานีตำรวจภูธรบ้านมาบอำมฤต ในฐานความผิด “ชิงทรัพย์ โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีอาวุธ(มีด) โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม” พร้อมด้วยของกลาง 1.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi Note 13 5g สีดำ หมายเลขอีมี่

1 : 865063076424128 หมายเลขอีมี่ 2 :865063076424136 จำนวน 1 เครื่อง 2.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Realme สีฟ้า ดำ หมายเลขอีมี่ 1 : 863571042360434 หมายเลขอีมี่ 2 : 863571042360426 จำนวน 1 เครื่อง 3.โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด ยี่ห้อซัมซุง สีดำ จำนวน 1 เครื่อง (ไม่มีแบตเตอรี่และซิมการ์ด) 4.โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด ยี่ห้อ Beyand สีดำ จำนวน 1 เครื่อง (ไม่มีแบตเตอรี่และซิมการ์ด)เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนนายอุดลย์ หรือ ต้อม ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวบรวมหลัดฐานที่ก่อเหตุแล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.บ้านมาบอำมฤตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับกุมบุคคลต่างด้าว 6 รายหลบหนีเข้าเมือง พื้นที่ อ.ท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อ 21 ต.ค.68 เวลา 09.45 น. ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร,พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รอง ผอ.รมน. จังหวัด ชุมพร.พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธุ์ รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร.พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร,พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร,พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวน

ภ.จว.ชุมพร,ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ สมสนิท รอง สว.กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร, ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา,ด.ต.ธรัช วัฒนไชย,จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์, จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว.ส.ต.ท.ณัฐชัย สุขประวิทย์ ส.ทท.๒ กก.ทท.๒ บก.ทท.๓ นำโดย ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓.ค.ต.ยุทธ พงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓.ต.ต. สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท. กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ), พ.ท.ชาญณรงค์ ทองแก้ว หน.ฝ่ายการข่าวฯ, จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง

ผช.หน.ชรต.๔๐๓(ชพ), จ.ส.อ.พงค์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ สตม.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส.) ตม.จว.ชุมพร,ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์ ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพร ร้อย ตชด.๔๑๔ นำโดย ร.ต.ท.นพพนันท์ ศรีสุภะ รอง.ผบ.ร้อย ตชด๔๑๔..ร.ต.ท.สิทธิพงษ์ ชื่นจิตร หัวหน้า ชุด ชป.ข่าวลับ.ด.ด.ทศพล รัตนบุตรา เจ้าหน้าที่ประจำชุด, ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ อินทนา เจ้าหน้าที่ประจำชุด
ได้ร่วมกันจับกุมตัว บริเวณถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ กม.458 ถึง กม.459 ม.2 ต ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

๑.MR.WILL YAN TUN อายุ ๒๐ ปี(สัญชาติเมียนมาร์) เลขประจำตัวคนต่างด้าว ๖๖๗๔๖๙๐๐๐๐๕๔๙ ผู้ขับขี่ ๒.MR.MG AUNG SAN อายุ ๒๔ ปี(สัญชาติเมียนมาร์) เลขประจำตัวคนต่างดาว ๖๖๔๔๖๙๐๐๐๕๐๑๐ ผู้ชอน
3.MR.HEIN MIN TUN อายุ 19 ปี 4.MR.NINE NINE OO อายุ 21 ปี 5.MRS.AYE THET TUN อายุ 20 ปี
6.MRS.THU ZAR MON อายุ 30 ปี พร้อมตรวจยึดของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ๑๑๐ไอ สีน้ำเงินดำ ป้ายทะเบียน ๑กง๔๘๖๑ เพชรบุรี พร้อมพ่วงข้างมีหลังคา จำนวน ๑ คัน

สอบถามผู้นำพา แจ้งว่าตนทำงานอยู่ล้งทุเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอท่าแซะ ได้ไปรับเพื่อนกลุ่มแรงงานต่างด้าว ที่หลบหนีเข้าเมือง แล้วมาแอบหลบซ่อนอยู่กับเพื่อนแรงงานด้วยกันบริเวณข้างเคียง เพื่อพาไปหาสมัครงาน จนมาเจอชุดเจ้าหน้าที่ตรวจและถูกจับกุม
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันให้พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ตามมาตรา ๖๔ แห่ง พระราชบัญญัติคนเขาเมือง พ.ศ.๒๕๒๒”เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานจึงนำส่งตัว สภ.ท่าแซะ ดำเนินคดี ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เทศกาลถือศีลกินเจ 68

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ประเพณี ถือศีล-กินเจ 68 มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกับ นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร นพพร มีสติ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ อาสาสมัครกู้ภัย และประชาชน

ร่วมงาน ทำพิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา สัญญาณแห่งการเริ่มต้น เทศกาลถือศีลกินเจ 68 ร่วมกันละเว้นจากการเบียดเบียน รักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจแข็งแรง เจริญในธรรม และอิ่มบุญตลอดช่วงเทศกาลกินเจ ณ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์

นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ กล่าวต้อนรับในวันนี้ก็นับว่าเป็นอีกวาระหนึ่ง ที่พวกเราชาวชุมพรได้ร่วมกันจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล–กินเจ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบกรรมดี และเป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันถือศีล–กินเจเป็นจำนวนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ซึ่งทราบว่าจังหวัดชุมพรเป็นเป้าหมายของผู้เดินทางจำนวนมาก ที่ประสงค์จะร่วมเทศกาลถือศีล-กินเจ ด้วย เป็นประจำทุกปีอันเนื่องจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสมบูรณ์ สวยงาม

สภาพสังคมที่มีความสงบสุขไม่วุ่นวายมาก สภาพทางเศรษฐกิจก็ไม่สูงมากนัก เพราะฉะนั้นควรถือโอกาสนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน เพื่อไปขยายผลต่อในโอกาสข้างหน้า ซึ่งจะสร้างความเจริญแก่ชุมชนพร้อมกับยึดมั่นในปณิธานของสถานที่โรงเจลิบฮกตั๊วแห่งนี้ว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทำความดีเพื่อคนชุมพร” ได้ปลูกฝังในจิตใจให้ยั่งยืนสืบไป

เทศกาลกินเจ ไม่ใช่แค่การงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งแห่งการถือศีล บำเพ็ญบุญ เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการเข้าร่วมเทศกาลกินเจ นอกจากจะช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจสดชื่น เบิกบาน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมีความสุข

กระผมถือโอกาสอันดีและเป็นมงคลนี้ขอต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ท่านนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร คณะหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าสู่งานเทศกาลถือศีล-กินเจ ประจำปี 2568 ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ มีพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง

ขอให้อานิสงส์แห่งการประกอบความดีได้ตอบสนองแต่สิ่งดี ๆ และเป็นมงคลแก่ชีวิตตลอดไป นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าวด้วยในรอบหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน ช่วงเทศกาลกินเจ จะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 และไปสิ้นสุดในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี พุทธศักราช 2568 ซึ่งตรงกับคริสต์ศักราชที่ 2025

จะตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ทั้งนี้ โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจัดล่วงหน้า 1 วัน เป็นการเตรียมพร้อม เทศกาลถือศีล-กินเจ ถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญ ทางเทศบาลเมืองชุมพร จึงได้ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และโรงเจหลิบฮกตั๊วแห่งนี้ ได้ร่วมกันจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ อันเป็นประเพณีของท้องถิ่นชุมพร ที่ได้สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ อันนำมาซึ่งความสงบร่มเย็น ความสามัคคี มีศีลธรรม มีคุณธรรม ของประชาชนในท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดทุกคนจะได้มีสุขภาพกาย – ใจ ที่สมบูรณ์แข็งแรงกลับคืนมา ส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน ได้มีความอบอุ่น มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เทศบาลเมืองชุมพร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภายใต้การนำของกระผม นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีถือศีล-กินเจ จึงได้ร่วมกับสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมพร จัดสรรงบประมาณอุดหนุนตามแนวทาง

ที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด สำหรับการจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้ เป็นเงิน 70,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมได้มีความสมบูรณ์อันนำความเจริญให้เกิดแก่ท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะประชาชนเชื้อสายไทย – เชื้อสายจีนและอื่น ๆ ที่ศรัทธาในประเพณีถือศีล – กินเจ
  2. เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรม การถือศีล การปฏิบัติธรรมให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นของท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดความสามัคคีปรองดองถ้วนหน้า
  1. เพื่อสร้างความสำนึกรักชุมชน รักท้องถิ่น นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจเพื่อสร้างขวัญ สร้างกำลังใจ ให้กับคนในพื้นที่
  2. เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น และก่อให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นมีการสะพัดยิ่งขึ้น
    การจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น เพราะจะมีประชาชนจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในชุมพรมากขึ้น ในช่วงระยะ 10 วันนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน ส่วนครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมารับอาหารเจทานได้จากโรงครัวที่จัดบริการตลอดช่วงเทศกาลนี้ ก็ขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ร่วมกันสร้างความดี มีคุณธรรม ขยายผลยิ่งๆขึ้นไป
    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กระผม รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลถือศีล – กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้
    การถือศีล – กินเจ นับว่าเป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความสุขสงบสะอาดงดงามทั้งกาย และจิตใจ ถือเป็นศิริมงคลยิ่งแก่ผู้ประพฤติตน ในช่วง 1 ปี จะมีเทศกาล ถือศีล – กินเจ ขึ้น 1 ครั้ง แม้จะมีระยะเวลาเพียง 10 วัน ก็หวังว่าจะส่งผลให้จิตใจของพี่น้องชาวชุมพร ได้หันมาทำความดีให้แพร่หลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นโอกาสดีของชาวจังหวัดชุมพรที่มีโอกาสได้รับนักท่องเที่ยวสายบุญซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นและจังหวัดชุมพร ดียิ่งขึ้นจะมีการ

จับจ่ายใช้สอยที่หลากหลายส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกมิติหนึ่งด้วย
จังหวัดชุมพร นับว่าโชคดี ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ริเริ่มก่อเกิดให้มีประเพณีถือศีล – กินเจ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากความเข้มแข็ง ของพี่น้องประชาชนผู้สืบเชื้อสายทั้งไทย-จีน ได้ร่วมมือกัน ในขณะที่หลายๆ จังหวัดไม่มีประเพณีนี้ ก็ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ใช้จุดแข็งข้อนี้ มาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาจังหวัด

ได้อีกทางหนึ่ง โดยการประสานบูรณาการร่วมกับองค์กร ภาคี เครือข่ายอื่นๆ ที่จะทำให้เติบโตได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งทางจังหวัดเองก็มีความมั่นใจว่าสามารถรองรับประชาชนที่จะเดินทางมายังจังหวัดชุมพรได้ เพราะปัจจุบันจังหวัดชุมพร ก็ได้พัฒนาไปมากโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานถนนสายต่างๆ ก็มีความสะดวกมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่เกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดีอีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้สวยงามคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์

กระผมขอขอบคุณสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งหลายที่ให้ความร่วมมือสนับสนุน จนได้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้น ขอให้การจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล – กินเจได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขอให้ทุกท่านได้มีกำลังกาย กำลังใจที่จะทำความดีมากขึ้น มีองค์เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ จงช่วยปกป้องคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องทุกๆ ท่านรวมถึงครอบครัวให้ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขับเคลื่อน ส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จ.น่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สามารถแข่งขันในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์ โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรม

จังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่

ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย

ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/เครดิตสนง.ปชส.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จีนจับมือไทยร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดศูนย์วิจัยร่วมมือที่ศูนย์เศรษฐกิจ

แชร์เนื้อหานี้

​ไทย-จีน ร่วมเปิดศูนย์วิจัย มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมทางผลผลิตมันสำปะหลังเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ คาดว่า เกษตรกรจะได้รับผลดีจากการร่วมมือ ไทย-จีน ในครั้งนี้
​ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.กำไร เขือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทางศูนย์ได้ทำพิธีเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี มันสำปะหลังไทย – จีน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์แห่งนี้ จะมุ่งเน้นพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างทั้ง ไทย-จีน พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่น คลัสเตอร์เกษตรกร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอด สู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและส่งบุคลากรไปอบรมยังประเทศจีน และร่วมมือจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยระหว่างประเทศ ร่วมกันอีกด้วย

ทางด้านนางสาวธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ ในฐานะผู้ประกอบการด้านมันสำปะหลังจากบริษัท สงวนวงษ์ อุตสาหกรรม ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังและสินค้าแปรรูปจากมันสำปะหลังระดับประเทศ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าทางการเกษตร เริ่มต้นที่มันสำปะหลังก่อนและค่อยขยายไปยังพืชเกษตรกรของไทยในรายอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอ้อยหรือข้าวโพด

วันนี้มันสำปะหลังเราเจอวิกฤตผลผลิตต่ำจนทำให้การค้าของเรา สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ วันนี้ประเทศลาวและเวียดนามเขามีผลผลิตที่ดีกว่าปละต้นทุนต่ำกว่าไทยเราทำให้เขาสามารถแย่งตลาดมันสำปะหลังของไทยเราไปค่อนข้างมาก หากเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆให้กับเกษตรกรไทย ที่ปลูกมันสำปะหลังจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น เราก็จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างลาวและเวียดนามได้ เกษตรกรเราก็จะมีทางรอด ทำให้เชื้อแป้งมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น เราก็จะแข่งขันได้ในอนาคต

ด้านนายสมชาย ศรีตระกูลประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตและประกอบการมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังของไทยปีนี้จากการสำรวจของ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย พบว่าผลผลิตปีนี้จะมีปริมาณที่ลดลงค่อนข้างมาก เพราะปริมาณฝนสามารถทำให้ผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายของเกษตรกรอยู่ที่ 1.80-2.00 บาท /กิโลกรัม และเกษตรกรสามารถผลิตต่อไร่ได้ประมาณ 3 ตัน เศษๆเท่านั้น ความร่วมมือไทย-จีน ครั้งนี้ นัยว่าเป็นเรื่องที่ดี

จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาช่วยทำให้ เกษตรกรปลูกและผลิตมันสำปะหลังให้มีจำนวนมากขึ้น 4-5 ตัน/ไร่ และปริมาณเชื้อแป้งจะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาดจากประเทศจีนซึ่งนำแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถึง 50% ของผลผลิตทั้งประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าประเทศไทยจะได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีนมาวิจัยร่วมกับจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถปลูกมันสำปะหลังได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น นัยว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านชูป้าย “ยุติความรุนแรงปฏิเสธความรุนแรง” ร่วมส่งเสียงเรียกร้องให้คืนความสงบสู่ชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้( 17 ตุลาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลังของชาวบ้านจากหลายชุมชนในพื้นที่อำเภอยี่งอ พร้อมใจกันออกมาเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านความรุนแรง”หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดร้านน้ำชากลางชุมชน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุระเบิดในครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บรวม 17 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 4 ราย ถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ส่วนที่เหลือแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยชาวบ้านจากหลายชุมชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจกันออกมาเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านความรุนแรง” รวมพลัง “ปฏิเสธความรุนแรง“ ซึ่งบรรยากาศของการเดินขบวนในวันนี้เต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจของประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการแสดงออกถึงจุดยืนร่วมกันว่า “ไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ” ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยต่างถือป้ายข้อความ “ยุติความรุนแรง” “ปฏิเสธความรุนแรง” และ “คืนสันติสุขให้บ้านเรา” เพื่อส่งสารไปยังผู้ก่อเหตุให้ยุติการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่เคยสงบและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชาวบ้านจึงออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้คืนความสงบสุขให้กับพื้นที่ และยืนยันว่า “การใช้ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหาใด ๆ”นายนิมูฮัมหมัด นิเลาะ ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะเทือนใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียใจและความตกใจให้กับคนในชุมชนอย่างมาก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยี่งอถือเป็นพื้นที่สงบ ไม่ค่อยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

“ครั้งนี้เราทุกคนรู้สึกช็อกครับ เพราะยี่งอของเราไม่เคยมีเหตุแบบนี้มานานแล้ว ชุมชนเราสงบ อยู่กันแบบพี่น้อง เราเจอกันทุกวันที่ร้านน้ำชา กินข้าวด้วยกัน คุยกันเหมือนครอบครัว แต่พอเกิดเหตุแบบนี้ ทุกคนเศร้าและกลัวมากครับ”หลังเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านได้พูดคุยกันและตัดสินใจรวมพลังออกมาเดินขบวน เพื่อส่งเสียงถึงผู้ก่อเหตุว่า “พวกเราชาวยี่งอไม่ต้องการความรุนแรงอีกต่อไป”“เรามาเดินกันวันนี้เพราะอยากบอกว่า พอแล้วครับ อย่าทำแบบนี้กับคนบริสุทธิ์อีกเลย… หลังจากนี้เราจะช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ใครมาจากนอกพื้นที่เราก็จะคอยสังเกต คอยแจ้ง ถ้ามีสิ่งผิดปกติ เราไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บอีก”เขาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า“เหตุการณ์เมื่อวาน ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายในยี่งอ อยากให้ลูกหลานของเรากลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยอีกครั้ง อยากเห็นบ้านเราสงบเหมือนเดิมครับ”

และในวันเดียวกัน นายกิตติพงษ์ อำพันธ์ นายอำเภอยี่งอ พร้อมด้วย น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและญาติ รวมถึงครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือเบื้องต้นนายกิตติพงษ์เปิดเผยว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามี 11 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิด และขณะนี้ได้จัดทำข้อมูลเพื่อเสนอจังหวัดช่วยเหลือเยียวยาทั้งในส่วนของทรัพย์สินและร่างกาย เราได้มอบเงินช่วยเหลือรอบแรกไปแล้ว

และกำลังเร่งเอกสารเพื่อจ่ายรอบสองให้กับผู้บาดเจ็บสาหัสทั้ง 4 ราย ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในเขตชุมชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนขณะที่ น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม กล่าวว่า หน่วยความมั่นคงทั้งสามฝ่าย — ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง — ได้ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว เราจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยไม่มีความยุติธรรม ผู้กระทำต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน

อย่างไรก็ตามแม้เหตุระเบิดในครั้งนี้จะสร้างบาดแผลทั้งทางกายและใจ แต่การรวมตัวของชาวบ้านในครั้งนี้สะท้อนพลังของประชาชนที่ไม่ยอมให้ความรุนแรงมาทำลายความสงบสุขที่ร่วมกันสร้างมา ทุกเสียง ทุกก้าวของชาวยี่งอในวันนี้ คือคำประกาศชัดเจนว่า “เราปฏิเสธความรุนแรง และจะร่วมกันปกป้องบ้านของเราให้ปลอดภัยอีกครั้ง”
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท.จัดกิจกรรม Road Show ทะเลตราด สู่ ภูผาน่านเชื่อมโยง ท่องเที่ยว – โอทอป / น่านเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ แข่งขันได้ในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด นำโดย คุณมุกดา เจริญประสิทธิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด และว่าที่ ร้อยตรีกรกฎ โอกาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ได้นำคณะกรรมการและ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดตราด เดินทางมาจัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว แนวทาง/รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และบูรณาการการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชื่อมโยงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

ซึ่งมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน พร้อมคณะกรรมการ รวมทั้งผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ร่วมพบปะและให้การต้อนรับ ณ โรงแรมนานกรีนเลควิว รีสอร์ท ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน/ส่งเสริมและผลักดันการท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัด

ให้เป็นภาคีเครือข่ายท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามภูมิภาค ระหว่าง จังหวัดตราด ซึ่งมีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกของประเทศไทย และมีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา กับจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกล้านนา (ภาคเหนือ) และมีชายแดนติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวร่วมกัน

ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับบริบทของคนในแต่ละพื้นที่ คือ คนที่อยู่ติดทะเล (ตราด) ก็อยากมาเที่ยวชมบรรยากาศทะเลหมอก และสัมผัสธรรมชาติภูเขา รวมทั้งสายน้ำต้นกำเนิดแห่งลำน้ำ ส่วนคนภูขา (น่าน) ก็ออยากเดินทางไปท่องเที่ยวทะเล โดยทั้ง ๒ ฝ่าย มีแนวคิดที่จะจุดขายในการท่องเที่ยวเชื่อมโยงว่า “กระซิบรัก..ที่น่าน แต่งงาน…ที่ตราด”

โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด มีกำหนดดการเดินทางมาเยือนจังหวัดน่าน ตั้งแต่ วันที่ 16-19 ตุลาคม 2568 และนำได้นำผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีจังหวัดตราด มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย บริเวณข่วงเมืองน่าน ในวันที่ 17 และ 18. ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.-20.00 น. ณ บริเวณลานข่วงน้อย ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่านฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดตราด อีกด้วย

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว พันเอกวัฒนาฯ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่านพร้อมคณะกรรมการ และนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ได้ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับ นายอนันต์ สีแดง ใน

โอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ท่านใหม่ เพื่อร่วมกันผลักดันในการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่านอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป/ข่าว/พ.อ.พยอม บุญทร/ภาพ/ร.ต.อซสถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เพิ่มคุณค่าไผ่น่านอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ของจังหวัดน่าน ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์

โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่ การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม

เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอกย้ำความเป็นเลิศ ติดอันดับ 12 ของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้ ติดอันดับ 1 ใน 50 ท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก (Most Connected Airport) จากรายงาน OAG Megahubs 2025 ซึ่งจัดทำโดย OAG (Official Airline Guide)

หน่วยงานผู้ให้บริการข้อมูลด้านการบินชั้นนำระดับโลก โดย ทสภ.อยู่ในลำดับที่ 12 ในกลุ่ม Global Airport Megahubs และติดอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในกลุ่ม Top International by region นอกจากนี้ ท่าอากาศยานดอนเมืองติดอันดับที่ 22 ในหมวด Low-Cost Carrier Airports Megahubs ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวของ OAG

เป็นการพิจารณาจากจำนวนที่นั่งที่จัดในเที่ยวบินในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2567 – สิงหาคม 2568 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากวันที่มีปริมาณการเดินทางมากที่สุด เพื่อแสดงศักยภาพและความหนาแน่นของการเชื่อมต่อเที่ยวบินในสนามบินต่างๆ ทั่วโลก การที่ ทสภ.

ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 12 ของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดของโลกสะท้อนให้เห็นว่า ทสภ. มีศักยภาพในการเชื่อมต่อเที่ยวบินและเส้นทางการเดินทางทางอากาศทั่วโลก ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและความ

พร้อมในด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน ตลอดจนความพร้อมด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดสายการบินให้ทำการบินมายังประเทศไทยมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ ทสภ. ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคองเผยสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง

แชร์เนื้อหานี้

สถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคองวันนี้ ปริมาณน้ำมีมากน้อยเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำ ของประชาชนหรือไม่ อย่างไรนายไพฑูรย์ ยังรักษา ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง เผยว่า

สถานการณ์น้ำวันนี้ อยู่ที่ 115 ล้านลูกบาศก์เซนติเมตร คิดเป็นความจุอยู่ที่ประมาณ 37% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ววันเดียวกัน อยู่ที่ประมาณ 108 ล้านฯ หรือ 34% ต่างกันประมาณ 7 ล้าน

หลังจากพ้นฤดูฝน คือ วันที่ 1 พ.ย.2568 คาดการณ์ว่าน้ำจะเข้าอ่างประมาณ 110 – 115 ล้านฯ ประมาณความจุ 40 กว่าเปอร์เซ็น แผนการใช้น้ำของเราเดี๋ยวจะมีการประชุม GMC ถ้าน้ำไม่ถึง 50% การทำนาปัง หรือปลูกพืชฤดูแล้ง เราจะงดให้การสนับสนุนก่อน น้ำใช้ในการอุปโภค บริโภค เราจะให้ความสำคัญก่อน ให้ใช้ประมาณ 70 ล่านฯ ฤดูแล้งประมาณ 23 ล้านฯ ฤดูฝนประมาณ 35 ล้านฯ

รักษานิเวศน์ฤดูฝนอยู่ที่ 26 ล้านฯ ฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านฯ แผนที่เราวางไว้ ปัจจุบันฝนตกในปีนี้ ค่าเฉลี่ย ที่โคราชประมาณ 1000 มิล/ปี ตอนนี้ฝนตกแล้วประมาณ 806 มิล คิดเป็นเปอร์เซ็น คือ 82%

น้ำเข้าอ่างอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าล้านฯ แต่ปีนี้ น้ำเข้าอ่างแล้ว 81 ล้านฯ ล่าสุดเมื่อเช้า เข้าอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านฯ กว่าๆ ค่าเฉลี่ยของน้ำเข้าอ่างแต่ละปี อยู่ที่ประมาณ 260 ล้านฯ

การบริการจีดการน้ำในตอนนี้คือ ฝนตกท้ายเขื่อนค่อนข้างเยอะ โซนท้ายเขื่อนลงมา น้ำเริ่มท่วม จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ เกิดน้ำท่วม เราบริหารการจัดการน้ำ โดยการปิดเขื่อนวันพุธที่ผ่านมา โดยอาศัยน้ำที่ตกท้ายเขื่อน นำมาบริหารการจัดการท้ายเขื่อน การบริหารการจัดการน้ำ.ไม่น่ามีปัญหา

แต่ต้องมีความปราณีต เราจะเน้นการใช้น้ำอุปโภค บริโภค เป็นหลัก น้ำในปีนี้มีมากกว่าปีที่แล้ว ผมรับประกันน้ำใช้เพื่ออุปโภค บริโภค ไม่น่าขาด ฝากถึง ประชาชนใช้น้ำให้ประหยัด

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสนอถนนเส้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง รับฟังความคิดเห็นเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ต.ค.68 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี โดยมีผู้แทนส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมจำนวนทั้งสิ้น 200 คน เข้าร่วมพิธีเปิดฯ ณ ห้องปทุมทิพย์ โรงแรมมรกตทวิน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ดำเนินงานโดย นางสาวปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร

โดยนายอนิรุท พลราม นายกองค์การบริหารส่วน ตำบล สลุย อำเภอท่าแซะ ได้นำเสนอถนนเส้นเลียบชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง เพื่อเป็นเส้นทาง
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน นำเสนอทางลอดใต้สะพานถนนเพชรเกษม เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนน นำเสนอกล้วยเล็บมือนางสินค้า GI ของจังหวัดชุมพรควบคู่กับทุเรียน เพื่อจะนำไปสู่การตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต และการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนแบบยั่งยืนที่มีการบริหารโดยชุมชนและตรงเป้าหมายในการอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนจังหวัดร่วมกันต่อไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514