เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /รมว.อุตสาหกรรม เรียกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 10 สมาคมเหล็ก ถกเร่งแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กของไทย /เทศบาลบ้านกรูด ประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ ประจำปี 2567

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดกระทรวง เชิญแกนนำกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก ร่วมหารือปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก และหาแนวทางแก้ไขเพื่อความอยู่รอดตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในการประชุมที่กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม หารือกับผู้แทนอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก คณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. และ 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งมีสมาชิกรวม 510 บริษัท จ้างงานโดยตรงกว่า 50,000 อัตรา และจ้างงานทั้งระบบกว่า 3 แสนคน

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานส.อ.ท. กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาและพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมเหล็กเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของระบบอุตสาหกรรม เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ได้แก่ ก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ โดยหลายประเทศต่างก็ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติของตน แต่ขณะนี้โลกเผชิญวิกฤตกำลังการผลิตเหล็กของโลกล้นเกินความต้องการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจและธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ถดถอย ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศของจีนลดลง ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กในจีนยังคงผลิตเหล็กในสัดส่วนสูงมากราวร้อยละ 58 ของการผลิตเหล็กของทั้งโลกรวมกัน จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าเหล็กไปยังภูมิภาคหรือประเทศที่มีช่องโหว่ซึ่งจีนสามารถทุ่มตลาดได้ โดยในช่วง 9 เดือนแรก ประเทศจีนได้ส่งออกสินค้าเหล็กแล้ว 81 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปี 2567 จีนจะส่งออกสินค้าเหล็กมากสุดในรอบ 8 ปี ปริมาณสูงถึง 109 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าเหล็กจากจีนที่ส่งมายังประเทศไทยปีนี้มีแนวโน้มปริมาณมากกว่า 5.1 ล้านตัน และครองส่วนแบ่งปริมาณเหล็กนำเข้ามากที่สุดร้อยละ 44 ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในไทยมีการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ถึงขั้นวิกฤตต่ำกว่าร้อยละ 30 แล้วจนหลายโรงงานเหล็กต้องทยอยปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานไป ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก จึงขอเสนอ 7 แนวทางบรรเทาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก ดังนี้

มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กเฉพาะประเภทที่มีกำลังการผลิตมากเกินความต้องการใช้ภายในประเทศไทยแล้ว ได้แก่ โรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นต้น มาตรการส่งเสริมให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้สินค้าเหล็กในประเทศที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon การเร่งกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป มาตรการสงวนเศษเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเหล็กในประเทศ นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดการซากรถยนต์ เพื่อให้มีการบริหารจัดการและสามารถนำวัสดุต่างๆ มาแปรใช้ใหม่ (Recycle) ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นโยบายส่งเสริมการใช้สินค้าที่ได้รับการรับรองจากส.อ.ท. ว่าผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) ไม่เพียงแค่เฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเท่านั้น โดยขยายไปยังโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public – Private Partnership หรือ PPP) และโครงการก่อสร้างของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) ด้วย

การสนับสนุนให้ใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ โดยเข้มข้นขึ้นตามสถานการณ์และทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping หรือ AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention หรือ AC) กับสินค้าเหล็กบางประเภทเท่านั้น โดยไม่มีการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty หรือ CVD) และมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard หรือ SG) แต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถูกจีนส่งสินค้าเหล็กมาทุ่มตลาดปริมาณเฉลี่ยกว่า 4.2 แสนตันต่อเดือน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องสนับสนุนด้วยมาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงที โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็ต้องมีการปรับตัวรับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและประโยชน์ของประเทศชาติด้วย ทั้งนี้หลายข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กบางประเภท การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อาคารโครงสร้างเหล็ก มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเศษเหล็ก รวมถึงการจัดการซากรถยนต์ เป็นต้น โดยจะเร่งรัดผลักดันมาตรการต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล็กยังคงอยู่เป็นพื้นฐานสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศไทย

เทศบาลบ้านกรูด ประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ รายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ประจำปี 2567

ที่สำนักงานเทศบาลตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายพันธ์เทพ จิตต์การุณย์ ประธานในการประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ เจ้าหน้าที่งานสวัสดิการสังคม และคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด เข้าร่วม การประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด ครั้งที่ 3/2567 เพื่อรายงานผลการดำเนินการโครงการบ้านพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา

และนอกจากนี้ คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด ยังได้เสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ตามที่ได้ดำเนินการสำรวจและจัดทำข้อมูลบ้านพอเพียงแล้ว
////////////////

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่ม บีเจซี บิ๊กซี ทอดผ้าพระกฐิน พระราชทาน ณ วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง 1,834,991 บาท

แชร์เนื้อหานี้

กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เป็นเจ้าภาพอัญเชิญผ้าพระกฐิน พระราชทาน ณ วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง รวมปัจจัย กฐินพระราชทาน และกฐินสามัคคี รวมทั้งพุ่มผ้าป่าฯจากสายธารศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ร่วมสมทบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.8 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) และบริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) โดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายยังชุมนุมสงฆ์ที่จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง อ.เซกา จ.บึงกาฬ

โดยมี พระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจ้าอาวาสวัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายสัญญา โยธา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานภาคเอกชน ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และบุคลากรของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ทั้งส่วนกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมพิธี ดังกล่าว


เมื่อเวลา 13.09 น.( 4 พฤศจิกายน 2567) ขบวนอัญเชิญพระกฐินพระราชทานพร้อมเครื่องบริวารพระกฐินเดินทางถึงบริเวณพระอารามหลวง โดย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานในพิธี เดินทางมาถึงด้านหน้าพระอุโบสถ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายความเคารพ และรับผ้าพระกฐินพระราชทาน วงดุริยางค์ทหารบก บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
จากนั้น โดย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน เดินเข้าสู่พระอุโบสถ วางผ้าพระกฐินที่พานแว่นฟ้า หน้าพระสงฆ์รูปที่2 จุดธูปเทียนบูชาพระประธานในพระอุโบสถ ยืนประนมมืออุ้มประคองผ้าพระกฐินไว้

โดยหันหน้าไปทางพระประธาน กล่าวนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน เมื่อกล่าวคำถวายจบ ได้ยกประเคนถวายแด่พระสงฆ์รูปที่ได้รับฉันทานุมัติในหมู่สงฆ์ให้เป็นผู้ครองผ้าพระกฐิน คือ พระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจ้าอาวาส วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง ต่อจากนั้นประธานในพิธี ถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทาน แด่พระราชภาวนาโสภณ วิ. ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ถวายเครื่องไทยธรรมพระสงฆ์รูปที่ 2 แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมพิธี นำเครื่องไทยธรรม ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ 9 รูป เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับ พิธีทอดผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆของพระอาราม เช่น จัดสร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณร โดยได้ยอดเงินรวม 1,834,991 บาท
ทั้งนี้ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดโรงทานให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน มีทั้งอาหาร หวาน คาว ขนมขึ้นชื่อของแต่ละจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ นโยบายการพัฒนาการศึกษา “สพม.น่าน องค์กร คุณภาพ-คุณธรรม/รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนไตรประชาวิทยา อ.ปัว

แชร์เนื้อหานี้

นางนัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน กล่าวภายหลังเปิดการประชุมผู้อำนวยการสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ครั้งที่ 5/2567 พ.ศ. 2567 ว่า การประชุมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการชี้แจงข้อราชการในการดำเนินงาน และติดตามผลการดำเนินงานแล้ว ยังเป็นการมอบนโยบายในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 โดยใช้สหวิทยาเขตเป็นฐานและเครือข่ายนิเทศ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ ตั้งเป้า “ปีทองแห่งคุณภาพ
คู่คุณธรรม” สร้างค่านิยมให้ สพม.น่าน เป็น “องค์กรแห่งคุณภาพคู่คุณภาพ ขับเคลื่อนนวัตกรรม สู่อนาคตที่ยั่งยืน” จัดการบริหารแบบมีส่วนร่วม ด้วยกระบวนการ SPARK “เชิงลุก” (LOOK) Model

S = SWOT (Look Over) มองให้ทั่วให้รอบด้านทุกมิติ
P = PLAN & PREVIEW (Look Ahead) มองไปข้างหน้า วางแผนอนาคต
A = ACTION & ACTIVE (Look Into) ลงมือปฏิบัติเชิงรุกอย่างรอบคอบ
R = REVIEW & MONITORING (Look Back) ทบทวน ปรับปรุง กำกับ ติดตาม
K = Knowledge Management (Look Up to) จัดการความรู้เพื่อพัฒนาต่อยอด ชื่นชม ยกย่อง พร้อมมอบ 5 นโยบายภายใต้ธรรมาภิบาล เพื่อให้โรงเรียน “น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน” เป็นบ้านแห่งความสุขของครูและนักเรียน
ตามนโยบาย เรียนดี มีความสุข

  1. นโยบายด้านความปลอดภัย (Safety) ที่มี “3 เสาหลัก” ปลอดภัยทุกมิติ คือ ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงเรียน ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติการจัดทำแผนเผชิญเหตุ และ ด้านการศึกษา ลดความเสี่ยง และการรับรู้ปรับตัวจากภัยพิบัติ พร้อมเดินหน้าสถานศึกษาปลอดภัย ด้วยหลัก 3 ป “ป้องกัน” คือ การวางแผน จัดโครงสร้างการบริหารประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน “ปลูกฝัง” คือ พัฒนาความรู้ ทักษะ เจตคติสมรรถนะด้านความปลอดภัยให้แก่ นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา และ “ปราบปราม” คือ ดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู และดำเนินการ
    ตามขั้นตอนของกฎหมาย
  2. นโยบายด้านคุณธรรม (Morality) พัฒนาคุณธรรม ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนด้วยหลัก
    “พุทธธรรม” เพื่อให้เป็นคนดี มีความสุข เช่น อิทธิบาท 4 สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 ไตรสิกขา อริยสัจ 4 สัปปุริสธรรม 7 และกัลยาณมิตร 7 เป็นต้น
  3. นโยบายด้านคุณภาพ (Quality) พัฒนานักเรียนทั้งในด้านวิชาการ วิชาชีพ วิชาชีวิตและองค์กรคุณภาพ พัฒนานวัตกรรม สร้างคนดี มีความสุข
  4. นโยบายด้านโอกาส (Opportunity) ส่งเสริมการเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime), เฟ้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (Thailand Zero Dropout), การดูแลช่วยเหลือนักเรียน การแนะแนวการเรียนและเป้าหมายชีวิต และนักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)
  5. นโยบายด้านประสิทธิภาพ (Efficiency) การบริหารจัดการโดยใช้พื้นที่ (สหวิทยาเขต) เป็นฐาน, การนำเทคโนโลยีดิจิทัล
    มาใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน, พัฒนาคุณภาพข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา,
    เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารองค์กรและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน
    “ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจ เป็นนโยบายรวมทั้งจุดเน้นที่ตั้งใจจะนำมามอบให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับทราบและจะได้เตรียมการเพื่อร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนยกระดับการศึกษาของ สพม.น่าน
    ให้กลายเป็นองค์กรแห่งคุณภาพคู่คุณธรรม ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สู่อนาคตที่ยั่งยืน” นางนัฑวิภรณ์ กล่าวปิดท้าย /บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จัดประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนไตรประชาวิทยา อำเภอปัว

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 น. คณะอนุกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2568 จังหวัดน่าน ณ โรงเรียนไตรประชาวิทยา อำเภอปัว โดยมีดร.สุวรินทร์ เพ็ญธัญญการ รองศึกษาธิการจังหวัดน่าน เป็นประธานประเมิน และเก็บข้อมูลเชิงลึก
ในครั้งนี้มีบุคคล และหน่วยงานเสนอรายชื่อครู ผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568

โดยเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ ครูผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายศุภนิตย์ สิทธิชัย โรงเรียนวรนคร (ลูกศิษย์เสนอชื่อ) นางวิมลรัตน์ ทักษิณ โรงเรียนไตรเขตประชาวิทยา (หน่วยงานเสนอชื่อ) นางวาสนา นันทเสน โรงเรียนสมาคมพยาบาลไทย (หน่วยงานเสนอ) และนางสาวมัญชรี ศรีเวียงฟ้า โรงเรียนตาลชุมพิทยาคม (หน่วยงานเสนอชื่อ) เพื่อเข้ารับการคัดเลือกผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ระดับจังหวัดต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ มีกำหนดการออกประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2568 จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 4-8 พฤศจิกายน 2567

วันนี้เป็นการลงพื้นที่ประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ของนางวิมลรัตน์ ทักษิณ ซึ่งมีลูกศิษย์ คณะครู ผู้ปกครองเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกแก่คณะอนุกรรมการเป็นจำนวนมาก

สำหรับ นางวิมลรัตน์ ทักษิณ ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนไตรประชาวิทยา ปฏิบัติการสอนมาเป็นเวลา 15 ปี ในรายวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ เป็นครูผู้ได้รับการยกย่องจากทั้งลูกศิษย์ คณะครู และผู้ปกครอง ทั้งด้านเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และด้านผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา มีความมานะพยายามในการดูแลลูกศิษย์ทั้งในชั้นเรียน และนอกชั้นเรียน นอกจากนี้ครูวิมลรัตน์ ยังได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย อาทิ ได้รับรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2557 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับรางวัลเสมา ป.ป.ส. ประเภทผลงานดีเด่น ระดับเพชร โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ปีการศึกษา 2565 กระทรวงศึกษาธิการ

ได้รับรางวัลเสมา ป.ป.ส. ประเภทผลงานดีเด่น รักษามาตรฐานระดับเพชรปีที่ 1 โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ปีการศึกษา 2566 กระทรวงศึกษาธิการ รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ระดับชาติ รางวัลเหรียญทอง ครูผู้สอนยอดเยี่ยมระดับประถมศึกษา ผู้ปฏิบัติงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนระดับประถมศึกษา ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน โครงการประกวดหน่วยงานและผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ครั้งที่ 11 ประจำปีการศึกษา 2564

รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ระดับภาคเหนือ รางวัลเหรียญทอง ครูผู้สอนยอดเยี่ยมระดับประถมศึกษา กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนโครงการประกวดหน่วยงานและผู้มีผลงานดีเด่นที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ครั้งที่ 12 ประจำปีการศึกษา 2565-2566 เป็นต้น/ข่าว/กัมปนาท พอจิต/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กรมอุทยานฯ สร้างกรงพักเพิ่ม 2 กรงใหญ่ แก้ปัญหาลิงล้นเมืองเพชรฯ- ประจวบฯ/ตม.เพชรบุรี จัดหางานตรวจแรงงานต่างด้าวในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.67 ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ประธานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดเพชรบุรี นายชาตรี วชิระเผด็จศึก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรี นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.3) สาขาเพชรบุรี

นายแมนชาติ บัวทอง ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่ 3 เพชรบุรี สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 7 เดินทางลงพื้นที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานการก่อสร้างกรงพักพิงลิง หลังที่ 2 และ 3 ที่สามารถรองรับลิงในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบฯ ได้ ในวงเงินงบประมาณ 5,700,000 บาท ที่มีโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน ร่มรื่น โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างถังกักเก็บน้ำ ขนาด 1 ล้านลิตร

ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมืองเพชรบุรี ดร.ยุทธพล กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ช่วยผลักดันโครงการนี้ฯ วันนี้ได้ลงพื้นที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย เพื่อติดตามการดำเนินงานตาม

โครงการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมืองเพชรบุรี ซึ่งจากการมาดูโครงการในวันนี้ ต้องขอขอบคุณ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ได้เห็นความสำคัญการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมือง พร้อมยังได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำ ดำเนินการวางท่อส่งน้ำและจัดสร้างถังกักเก็บน้ำ ขนาด 1 ล้านลิตร เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของสัตว์ป่า รวมไปถึงลิงแสมที่เคลื่อนย้ายมาจากจังหวัดเพชรบุรี และการดำเนินการก่อสร้างกรงพักพิงลิงเพิ่มเติมของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ ก็เพื่อติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างกรงพักพิงลิงอีกสองกรงในโครงการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมือง พร้อมติดตามความเป็นอยู่ของลิงที่ย้ายมาจากเขาวัง ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจและสอบถามมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งลิงทุกตัวมีสุขภาพดี แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการนำร่องและประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก.


ตม.เพชรบุรีนำทีมบูรณาการร่วมกับจัดหางานตรวจแรงงานต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ
วันพุธที่ 6 พ.ย.67 ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเพชรบุรีนำโดย พ.ต.ท.หรรถพร
เสวะกะ สว.ตม.จว.เพชรบุรี พร้อมชุดสืบสวน บูรณา การร่วมกับ จัดหางาน จว.เพชรบุรี ตรวจสอบแคมป์ที่พักแรงงานต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ ต.ต้นมะม่วง อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ผลการปฏิบัติตรวจสอบพบบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 6 ราย กัมพูชา 3 ราย มีเอกสารการเดินทางและอยู่ในราชอาณาจักรถูกต้องตามกฎหมายแต่นายจ้างยังได้แจ้งที่พักอาศัยของคนต่าวด้าวตามาตรา 38ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จึงดำเนินการจับกุมและเปรียบเทียบปรับพร้อมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พร้อมทำความเข้าใจ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง -พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว-และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องให้ตรงตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัดต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ​ด่านศุลกากรมุกดาหารแพ้อุทธรณ์ คณะกรรมการวินิจฉัยฯ สั่งให้เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าหิน กรวด ทราย จาก สปป.ลาว​ แก่ ‘สุเทียน’

แชร์เนื้อหานี้

ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาเศรษฐกิจและการคลัง ได้มีคำวินิจฉัยเรื่อง อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของด่านศุลกากรมุกดาหาร เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายและพิกัดแผนที่การดูดหิน กรวด ทราย ซึ่งตนเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ โดยมีด่านศุลกากรมุกดาหารเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมาตนได้ทำหนังสือถึงด่านศุลกากรมุกดาหาร ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผู้ประกอบการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ทำสัญญาซื้อขายหิน กรวด ทราย กับผู้ประกอบการขออนุญาตนำเข้านอกทางอนุมัติในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร แต่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้เหตุผลว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการและเป็นข้อมูลการประกอบธุรกิจการค้าในนิติสัมพันธ์ของเอกชน จึงไม่สามารถ จัดส่งข้อมูลให้กับผู้อุทธรณ์ตามที่ร้องขอได้ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นเหตุให้ตนได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของด่านศุลกากรมุกดาหาร ดังกล่าวต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งต่อมาคณะกรรมการฯ ได้รับคำขออุทธรณ์ไว้วินิจฉัย โดยมีด่านศุลกากรมุกดาหารคัดค้านว่า ข้อมูลผู้ประกอบการของ สปป.ลาวและพิกัดรูปแผนที่ของแปลงสัมปทาน ดูดทรายนั้นเป็นสิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ถือว่าเป็น “ข้อมูลข่าวสาร” และเป็นข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับเอกชนที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ คือ ด่านศุลกากรมุกดาหาร จึงถือว่าเป็น “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” และข้อมูลข่าวสารของราชการดังกล่าว ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่หน่วยงานของรัฐต้องส่งพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนทราบ และไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ข้อมูลที่ร้องขอเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่ผู้ประกอบการยื่นต่อด่านฯ เพื่อใช้ประกอบการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในการนำเข้าทรายตามปกติเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสาร ที่ผู้ประกอบการประสงค์จะให้ด่านฯ นำไปเปิดเผยได้ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ร้องขอของผู้ประกอบการ สปป.ลาว จะเป็นข้อมูลเฉพาะบุคคลซึ่งเป็นผู้ขายทราย จึงถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นข้อมูล ที่เกี่ยวพันกับคู่สัญญาที่มีนิติสัมพันธ์กันระหว่างเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นใดเป็นข้อมูลที่ไม่รู้กันโดยทั่วไป เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้า จึงเป็นความลับทางการค้า ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไปที่สามารถแสดงหรือเปิดเผยต่อสาธารณชนได้

ต่อมา คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ คำชี้แจงด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ รวมทั้งคำชี้แจงและเหตุผลในการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของด่านศุลกากรมุกดาหาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในใบยั่งยืนซึ่งมีรายละเอียด ชื่อบริษัท ผู้ขาย ข้อกฎหมาย พื้นที่และเนื้อที่ที่ใช้ในการดูด หิน กรวด และทรายใน สปป.ลาว กำหนดระยะเวลาในการดูด หิน กรวด และทรายในพื้นที่ สปป.ลาว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับ ผู้ประกอบการจาก สปป.ลาว แต่อย่างใด สำหรับประเด็นที่ด่านศุลกากรมุกดาหารอ้างว่า ข้อมูลสัญญาซื้อขายและข้อมูลใบยั่งยืนมีลักษณะเป็นความลับทางการค้านั้น เห็นว่ารายละเอียดของสัญญาซื้อขายหิน กรวด ทราย และ ข้อมูลใบยั่งยืนของผู้ประกอบการ สปป.ลาว ที่ทำสัญญาซื้อขายกับ ผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วยชื่อบริษัทผู้ขาย ข้อกฎหมาย พื้นที่และเนื้อที่ที่ใช้ในการดูดหิน กรวด และทรายใน สปป.ลาว กำหนดระยะเวลาในการดูดหิน กรวด และทรายในพื้นที่ สปป. ลาว ซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมิใช่ข้อมูลทางการค้าเกี่ยวกับสูตร รูปแบบงาน ที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธี อันจะถือได้ว่าเป็นข้อมูลความลับทางการค้าแต่อย่างใด จึงมิใช่ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น ข้ออ้างที่ว่าข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าจึงไม่อาจรับฟังได้

ประกอบกับ ผู้อุทธรณ์เป็นประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร และหัวหน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต ๑ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้รับเรื่องการร้องเรียนร้องทุกข์จากชาวบ้าน ข้าราชการ ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการปกป้อง ผลกระทบต่อชุมชนชาวประมง เส้นทางคมนาคม และสิ่งแวดล้อมในจังหวัดมุกดาหาร และ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้อันจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของด่านศุลกากรมุกดาหาร ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงการปฏิบัติ หน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้อง ประกอบการแล้ว เห็นว่าข้อมูลสัญญาซื้อขาย หินกรวด ทราย ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการ ของ สปป.ลาว เปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตาม มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จึงวินิจฉัยให้ด่านศุลกากรมุกดาหารเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสัญญา ซื้อขาย หิน กรวด ทราย ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการของ สปป.ลาว จำนวน 11 สัญญา และใบยั่งยืนที่ใช้ประกอบการยื่นคำขออนุญาตนำเข้านอกทางอนุมัติ จำนวน 5 ฉบับ พร้อมทั้งให้สำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องแก่ผู้อุทธรณ์ “ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวข้างต้นจะนำไปเป็นพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของท่าทรายที่ลักลอบดูดกรวดและทรายในแม่น้ำโขง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่ไม่โปร่งใสปฏิบัติหน้าที่โดยขัดต่อประมวลจริยธรรม ต่อไป” ร้อยตำรวจตรี สุเทียนกล่าว

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ ​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /”ฮันนี่ ณภัค” คว้ามงกุฎจักรวาล MRS.CLASSIC UNIVERSE 2024 และ Best National costume

แชร์เนื้อหานี้


MRS.CLASSIC UNIVERSE2024 ที่ประเทศบัลกาเรีย โดยมีการตัดสินในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เวลา 19.00 น. ตามเวลาที่ประเทศบัลกาเรีย ซึ่งจะตรงกับประเทศไทยในเวลา 24.00 น. ที่ผ่านมา งานนี้ตัวแทนสาวไทยอย่าง ฮันนี่-ณภัค มุทธาเสถียร Mrs. Grand International2022 และ Mrs. Universe Thailand2023 ก็คว้าจักรวาลมาได้สำเร็จ!!! โดยซิวตำแหน่งอันดับ 1 คว้ามงกุฎ MRS.CLASSIC UNIVERSE2024 สมดังจิตปรารถนาที่เธอทุ่มเทกว่า 3 เดือนเพื่อเตรียมตัวเข้าประกวดเวทีใหญ่ระดับโลก!! ยังจึ้งไม่พอ!!! เธอยังคว้าตำแหน่ง Best National costume หรือ ชุดประจำชาติ เป็นตำแหน่งแรก เพราะชุดที่เธอสวมใส่นั้น สวยสง่า ออร่าพุ่ง จนกรรมการต้องมอบตำแหน่งให้


“ตอนแรกที่ได้รับตำแหน่ง Best National costume ก่อน ก็เซอร์ไพร้สมาก เพราะทุกประเทศก็จัดใหญ่ เล่นใหญ่กันทุกคน พอประกาศชื่อ Thailand ก็ยังไม่ออก ประมาณว่า ชัวร์มั้ย ประเทศฉันใช่มั้ย พอเค้าประกาศซ้ำอีกที OK ชื่อประเทศเรา ฮันนี่ก็เดินออกไป ตอนนั้นแบบตื่นเต้นมาก ว้าววว….เลย”
ช่วงถึงคิวไฮไลท์ของงาน สาวฮันนี่ก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร เพราะสาวๆ กว่า 28 ประเทศ แต่ละคนก็สวยจับจิต จับใจ แต่พอได้ยินเสียง Thailand Thailand เท่านั้นแหละ!!!


“คิดว่าฝันไปเลยค่ะ ตกใจมาก คือกองประกวดเค้าประกาศตรงนั้นเลย ไม่มีจับมือใดๆ คนที่ได้เริ่มออกไปหน้าเวที ข้างหลังคือนางงามแต่ละประเทศรอด้วยความใจจดใจจ่อว่า ประเทศของตนหรือเปล่า ฮันนี่ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ พอพิธีกรประกาศ The Winner Mrs. Classic Universe2024 is is is…………Thailand!!! ฮันนี่แบบ เหมือนตัวเองกำลังฝัน จริงๆ นางงามข้างหน้าก็ตะโกนเรียก Thailand Thailand ฮันนี่ ก็รีบเดินออกไป คือในใจคิด เราจริงๆ ใช่มั้ย พอมงกุฎอยู่บนหัว ก็ใช่เราแล้ว ดีใจมากๆ เลยค่ะ ที่เหนื่อยมา 3 เดือน หายเหนื่อยแล้ว ถึงจักรวาลแล้วค่า”


หลังจบการประกวด สาวฮันนี่ยังต้องอยู่ต่อเพื่อปฏิบัติภารกิจนางงาม โดยจะกลับเมืองไทยช่วงต้นเดือนธันวาคม เธอวางแผนไว้ว่า กลับเมืองไทยคราวนี้จะเดินสายขอบคุณคนไทย และสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนในการประกวดครั้งนี้ของเธอ!!!


“ฮันนี่ต้องกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจจากคนไทยทุกคนที่ให้การสนับสนุนฮันนี่ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม มีแฟนๆ inbox มาใน facebook ให้กำลังใจกันเยอะมาก ต้องขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ รวมทั้งพี่ๆ สื่อมวลชนที่ลงข่าวให้ฮันนี่มาโดยตลอด ที่สำคัญฮันนี้จะกลับมาตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพราะการเรียนในระดับปริญญาเอก (คณะนวัตกรรมการเกษตร หลักสูตรการจัดการและการพัฒนาทรัพยากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่) ก็ยากเหมือนกัน แต่ก็ได้รับความเมตตาจากคณะอาจารย์ และเพื่อนๆ ในห้อง ช่วยซัพพอร์ต และดูแลฮันนี่อย่างเป็นอย่างดี ฮันนี่ก็ตั้งใจว่าถ้าเรียนจบ ป.เอก แล้ว ก็จะเอาความรู้ที่ได้ไปให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง ช่วยเหลือสังคม และประเทศชาติให้มากที่สุด เพราะฮันนี่ก็ถึงฝั่งฝันในการเป็นนางงามแล้ว

ด้านการศึกษา ฮันนี่ ก็อยากเรียนจบด็อกเตอร์ เพื่อให้คนในครอบครัวภูมิใจในตัวฮันนี่ด้วยค่ะ”สวยทั้งภายนอก และภายใน แถมมีมายด์เซ็ทที่เยี่ยมยอด ขอแสดงความยินดีกับ ฮันนี่ ณภัค Mrs. Classic Universe2024 สมคำร่ำลือที่ว่า สาวไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ!!!

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / งานเทศกาลดิวาลี พัทยา 2024 ริมหาดพัทยา/แถลงข่าว “Chonburi Coffee on The Beach 2024″/สสส.ออสตาร์ไทยแลนด์ ชิงถ้วยวีไอพี ซีเนียร์ไทยแลนด์ 2024

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 4 พ.ย.67 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา  เป็นประธานการประชุมหารือเตรียมจัดงานเทศกาลดิวาลี พัทยา 2024 หรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง ประจำปี 2567 ของชาวอินเดีย กิจกรรมพหุวัฒนธรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยมี นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย นายประเสริฐ ศักดิ์จิระพงศ์ เลขาสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ดร.ดีโอ กูมาร์ ซิงค์ นายกสมาคมอินเดียชลบุรี นายราม ซิงห์ รองนายกสมาคมอินเดียพัทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

สำหรับการจัดงานเทศกาลดิวาลี พัทยา 2024 (DIWALI Festival Pattaya 2023) เมืองพัทยาได้ร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย สมาคมอินเดียพัทยา และนายกสมาคมอินเดียชลบุรี กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2567 ที่บริเวณชายหาดพัทยากลา
โดยภายในงานจะตกแต่งเป็นบรรยากาศเทศกาลดิวาลี มีกิจกรรมมากมายสร้างสีสัน ทั้งศิลปะเฮนนาแบบดั้งเดิม การแข่งขันรันโกลี การออกบูธอาหาร โซนศาสนา เวทีการแสดง การออกบูธเครื่องแต่งกายและอื่นๆ

เพื่อเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายของชาวอินเดียในพื้นที่เมืองพัทยา อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการจัดงานเทศกาลดิวาลี ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองแสงสว่างสำหรับวัฒนธรรมฮินดู ซิกข์ และชุมชนคนอินเดียทั่วโลก

แถลงข่าว “Chonburi Coffee on The Beach 2024” เทศกาลกาแฟริมชายหาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 22-24 พ.ย.นี้ ที่ชายหาดพัทยา

  มีรายงานว่า นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “ชลบุรี คอฟฟี่ ออน เดอะ บีช ประจำปี 2567 (Chonburi Coffee on the Beach 2024) โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา นายบุญอนันต์ พัฒนสิน นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา นายธนกร วนะภูติ ประธานชมรมคาเฟ่ แอนด์บิสโทร คลับ พัทยา และคุณธัญรัตน์ ภูศรีวัฒนกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวสูง บ.แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าว

ด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ได้ร่วมกับเมืองพัทยา ททท.พัทยา สมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา และชมรมคาเฟ่ แอนด์ บิสโทร คลับ พัทยา กำหนดจัดงาน “ชลบุรี คอฟฟี่ ออน เดอะ บีช 2567” (Chonburi Coffee on the Beach 2024) ระหว่างวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2567 ณ ชายหาดพัทยากลาง (ตรงข้าม Hard Rock Hotel Pattaya) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีในภาพลักษณ์มุมมองใหม่ สร้างกิจกรรมที่ตอบรับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ ในจังหวัดชลบุรี ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

และสร้างกิจกรรมประจำปีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรีให้มีความหลากหลายและแปลกใหม่ ให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งเป็นการแสดงถึงศักยภาพของผู้ประกอบการในวงการกาแฟในเมืองพัทยา-ชลบุรีให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีในภาพรวม

    ภายในงานจะมีร้านอาหาร คาเฟ่ โรงคั่ว และร้านค้าแฮนด์คราฟต์ริมหาด การแข่งขันค้นหาแชมป์กาแฟ ชิมกาแฟเคล้าบรรยากาศริมหาด สนุกไปกับกิจกรรม Art & Craft อีกทั้งกิจกรรมร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญกาแฟ และอินฟลูเอนเซอร์ในวงการกาแฟ พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อป ฟรี! ทั้ง 3 วัน 

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “Chonburi Coffee on The Beach 2024” ริมชายหาดพัทยากลาง (ตรงข้าม Hard Rock Hotel Pattaya) 22 – 24 พฤศจิกายนนี้ ตั้งแต่เวลา 07.00 – 21.00 น.

สสส.ออสตาร์ไทยแลนด์ ชิงถ้วยวีไอพี ซีเนียร์ไทยแลนด์ 2024

       มีรายงานว่า นายกังวาล เจริญการ หรือ โค้ชอ๊อฟ พัทยานำทีม สสส.ออสตาร์ไทยแลนด์ สู้ศึกการกุศลชิงถ้วย พลโทรัฐพล ประธูปสงค์ เจ้ากรมสารบรรณทหาร รายการ “วีไอพี ซีเนียร์ไทยแลนด์ 2024” ครั้งที่11 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก กรุงเทพมหานครฯ 

โดยมี พ.ต.อ.ทศพร ปทุมยา รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดน, นายบุญเลิศ ผลอุดม ประธานจัดแข่งขัน, นายเชาวลิต ย่อมดอน, นายเสน่ห์ ฤทธิ์นอก ให้การต้อนรับ ส่วนการแข่งขันจัดขึ้นเพื่อหาทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์, สื่อการเรียน อุปกรณ์กีฬา

โดยผลการแข่งขันทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีมพนัสซีตี้ รองชนะเลิศ ได้แก่ ทีมK.สตาร์ ที่3 ได้แก่ ทีมสสส.ออลสตาร์ และที่4 ได้แก่ ทีมซีเนียร์ ไทยแลนด์ นอกจากนั้น นายกังวาล เจริญการ หรือโค้ชอ๊อฟ สานฝันความจริงให้กับเยาวชนพัทยาอะคาเดมี่ โดยนำเยาวชนกว่า 30 คน พร้อมผู้ปกครองได้ร่วมลงเตะในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งสร้างความตื่นเต้น และมีความสุขกับบครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ลงเล่นในสนามระดับชาติที่ใช้แข่งในรายการต่างๆระดับประเทศมาหลายครั้ง

สื่อรัฐทีวี สื่อรัฐนิวส์ / คัดเลือกครู ได้รับพระราชทาน ครั้งที่ 6 ปี 2568 โรงเรียนบ้านปรางค์อ.ปัวจ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 เวลา 09.00 น. คณะอนุกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2568 จังหวัดน่าน ณ โรงเรียนบ้านปรางค์ อำเภอปัว โดยมีดร.สุวรินทร์ เพ็ญธัญญการ รองศึกษาธิการจังหวัดน่าน เป็นประธานประเมิน และเก็บข้อมูลเชิงลึก

ในครั้งนี้มีบุคคล และหน่วยงานเสนอรายชื่อครู ผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568 โดยเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ ครูผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายศุภนิตย์ สิทธิชัย โรงเรียนวรนคร (ลูกศิษย์เสนอชื่อ) นางวิมลรัตน์ ทักษิณ โรงเรียนไตรเขตประชาวิทยา (หน่วยงานเสนอชื่อ)

นางวาสนา นันทเสน โรงเรียนสมาคมพยาบาลไทย (หน่วยงานเสนอ) และนางสาวมัญชรี ศรีเวียงฟ้า โรงเรียนตาลชุมพิทยาคม (หน่วยงานเสนอชื่อ) เพื่อเข้ารับการคัดเลือกผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ระดับจังหวัดต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ มีกำหนดการออกประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี พ.ศ. 2568 จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 4-8 พฤศจิกายน 2567

วันนี้เป็นการลงพื้นที่ประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ของนายศุภนิตย์ สิทธิชัย (ลูกศิษย์เสนอชื่อ) โรงเรียนบ้านปรางค์ (โดยได้รับการเสนอชื่อขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงเรียนวรนคร อ.ปัว) ซึ่งมีลูกศิษย์ คณะครู ผู้ปกครองเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกแก่คณะอนุกรรมการเป็นจำนวนมาก

สำหรับ นายศุภนิตย์ สิทธิชัย ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านปรางค์ ปฏิบัติการสอนมาเป็นเวลา 17 ปี ในรายวิชาศิลปะ เป็นครูผู้ได้รับการยกย่องจากทั้งลูกศิษย์ คณะครู และผู้ปกครอง ทั้งด้านเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และด้านผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา มีความมานะพยายามในการดูแลลูกศิษย์ทั้งในชั้นเรียน และนอกชั้นเรียน สามารถนำพาลูกศิษย์เข้าร่วมการแข่งขันด้านศิลปะ จนสามารถคว้ารางวัลทั้งระดับภาคและระดับประเทศหลายรายการ นอกจากนี้ครูศุภนิตย์ ยัง

ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย อาทิ เป็นผู้เข้าร่วมเผยแพร่การจัดการเรียนรู้ Active Learning กิจกรรม 129 สุดยอด Best Practice
การจัดการเรียนรู้ Active Learning ของสพฐ. ปีการศึกษา 2564 จากการทำโครงการวาดน่านบ้านฉัน ได้รับรางวัลระดับเหรียญทองรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับภาคเหนือ รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) ครั้งที่ 12
ปีการศึกษา 2565 – 2566เป็นตัวแทนเข้าร่วมประกวดระดับชาติ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโรงเรียนวรนคร

ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ภาคเหนือ การแข่งขันสร้างสรรค์จินตนาการผ่านศิลปะ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ธนาคารไทยพาณิชย์ ปีการศึกษา 2566 ได้รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติหนึ่งแสนครูดี เป็นผู้จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อสังคม ถนนศิลปะปัว เป็นต้น/ข่าว/ กัมปนาท พอจิต/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ -วางกฎเหล็กจัดระเบียบใหม่ชายหาดพัทยา สร้างความปลอดภัยรีบไฮซีซั่น/นักวิ่งครึ่งหมื่นกระหึ่ม Bikini Run 24 ท้าลมหนาวอ่าวพัทยา/นายกเมืองพัทยาทอดกฐินสามัคคี วัดบุญสัมพันธ์ ยอดกฐินแตะ 3 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 พ.ย.67 นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และนายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ เลขานุการนายกเมืองพัทยา ลงพื้นที่ตรวจสอบแนวชายหาดพัทยาเพื่อเตรียมพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว หลังจากมีการบูรณาการวางแนวทางจัดระเบียบผู้ประกอบการชายหาดเมืองพัทยาใหม่ทั้งหมด

โดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้ให้ข้อมูลว่า ด้วยเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่น ประจำปี 2567 และบรรยากาศการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาได้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนทำกิจกรรมและใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ โดยที่ผ่านมาเมืองพัทยาได้วางแนวทางจัดระเบียบทางบกไปจนมีผลเป็นรูปธรรมที่ดีขึ้นแล้ว จึงได้ดำเนินการจัดระเบียบทางน้ำต่อ

ทั้งนี้ ชายหาดพัทยาไม่มีท่าเทียบเรือ ทำให้ผู้ประกอบการเรือเร็วหรือเรือสปีดโบ้ทที่มีกว่า 200 ลำ ขึ้นฝั่งได้ตลอดชายหาดพัทยา แล้วช่วงฤดูการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวมากขึ้นจึงจำเป็นต้องวางกฎระเบียบให้ผู้ประกอบการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่มาทำกิจกรรมทางน้ำมากขึ้น

เมืองพัทยา กรมเจ้าท่า และป้องกัยภัยพิบัติทางทะเล จัดร่วมกันจัดระเบียบชายหาดเมืองพัทยาครั้งใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่มำกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวที่มาชายหาดพัทยามากขึ้น ด้วยการขอความร่วมมือผู้ประกอบการเรือเร็วห้ามขับเรือเข้าชายฝั่ง ให้จอดลอยลำตามแนวทุ่นที่เมืองพัทยาจัดระเบียบการจอดเรือ โดยสามารถรับส่งผู้โดยสารขึ้นลงเรือได้ 2 จุดเท่านั้น คือ

ต้นหาดพัทยาเหนือและสุดหาดพัทยาใต้ ไม่ให้มารับผู้โดยสารระหว่างหาดพัทยากลางโดยเด็ดขาด โดยได้เริ่มดำเนินการในวันที่ 1 พ.ย.67 เป็นวันแรก ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการต่างให้ความร่วมมือดีเพื่อประโยชน์สูงสุดของนักท่องเที่ยว และจะไม่กระทบโครงการถมทรายชายหาดเมืองพัทยา แต่หากเรือยังเข้าหน้าหาดอยู่ จะส่งผลต่อสภาพธรรมชาติทางทะเลแน่นอน

นักวิ่งครึ่งหมื่นกระหึ่ม Bikini Run 24 ท้าลมหนาวอ่าวพัทยา

วันที่ 2 พ.ย.67 ที่บริเวณชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานกล่าวเปิดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในกิจกรรมการจัดงาน Pattaya International Bikini Beach Race 2024

ด้วยเมืองพัทยา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา จัดงาน Pattaya International Bikini Beach Race 2024 กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้เข้าร่วม ผ่านกิจกรรมวิ่งชายหาดระยะทาง 5 กิโลเมตร

ซึ่งเป็นกิจกรรมงานวิ่งที่มีผู้เข้าร่วมมากติดอันดับโลก ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาในด้านการเป็น Sports City และ Sports Tourism โดยในปีนี้พบว่ามีนักวิ่งตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน สร้างความคึกคักให้กับเมืองพัทยาเป็นอย่างมาก

ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยาเป็นเจ้าภาพจัดทอดกฐินสามัคคีวัดบุญสัมพันธ์ สมทบทุนสร้างวิหารหลวงปู่อาด “เทพยดาแห่งท้องทะเลพัทยา” เกจิดังภาคตะวันออก ยอดกฐินแตะ 3 ล้านบาท

วันที่ 3 พ.ย.67 ที่วัดบุญสัมพันธ์ จ.ชลบุรี นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา และครอบครัว เป็นเจ้าภาพฝ่ายฆราวาส ในงานทอดกฐินสามัคคีวัดบุญสัมพันธ์ ประจำปี 2567 โดยภายในงานบุญดังกล่าวมีประชาชนและพุทธศาสนิกชนนับหมื่นเข้าร่วม

และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมกันเป็นจำนวนมาก อาทิ นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายรัฐกิจ เฮงตระกูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ และนายศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ นักธุรกิจชื่อดังเมืองพัทยา

ทั้งนี้ การจัดงานทอดกฐินสามัคคีวัดบุญสัมพันธ์ ประจำปี 2567 นี้ มียอดทำบุญกฐินรวมล่าสุดจำนวน 2,924,440 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้น โดยจะได้สมทบทุนในการสร้างวิหารหลวงปู่อาด ปิยธัมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดบุญสัมพันธ์ เกจิดังภาคตะวันออก เพื่อให้ประชาชนและสาธุชนได้กราบสักการะต่อไป

อนึ่ง หลวงปู่อาด ปิยธัมโม หรือ “พระครูวิสุทธิ์ปิยากร” อดีตเจ้าอาวาสวัดบุญสัมพันธ์ ถือเป็นพระเกจิที่ชาวบ้านต่างห้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก ถือเป็นพระอีกรูปหนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเสมอต้นเสมอปลาย และมีเมตตาธรรมอย่างสูง

นอกจากนี้ ยังเป็นพระเกจิผู้สืบทอดพุทธาคมสายกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา เป็นศิษย์สายตรงหลวงพ่อยิ้ม วัดเจ้าเจ็ด ผู้เป็นเพื่อนกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก สามเสือกรุงเก่า (ยิ้ม-ปาน-จง) และกับเกจิอีกหลายท่าน ตลอดวิทยาคมสายภาคตะวันออกจนชาวบ้านเรียกขานว่า “เทพยดาแห่งท้องทะเลพัทยา”

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ช้างป่ากุยบุรีขณะผสมพันธุ์ท่ามกลางธรรมชาติ/ผู้ว่าประจวบฯ นำทีมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เมืองหัวหิน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.67 นายอรรถพงษ์ เภาอ่อน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการบันทึกภาพช้างป่าวัยเจริญพันธุ์ขณะกำลังเกี้ยวพาราสีและผสมพันธุ์กันภายในผืนป่ากุยบุรี จ.ประจวบฯ ซึ่งถือเป็นภาพที่หาชมได้ยากและสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ จากการศึกษาพบว่า การผสมพันธุ์ของช้างป่าจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงฤดูหนาว

โดยช้างเพศเมียจะเริ่มพร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 18-20 ปี และจะสิ้นสุดวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุราว 40-50 ปี ทั้งนี้ ช้างเพศเมียจะตั้งท้องนานประมาณ 19-21 เดือน และมักให้กำเนิดลูกครั้งละ 1 ตัว โดยจะมีระยะห่างระหว่างการตั้งท้องแต่ละครั้งประมาณ 3 ปี ตลอดช่วงชีวิตของช้างเพศเมีย 1 ตัว จะสามารถให้กำเนิดลูกได้เฉลี่ย 3-4 ตัว

ซึ่งภาพความประทับใจครั้งนี้นับเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการขยายประชากรตามธรรมชาติของช้างป่าในผืนป่ากุยบุรี และสะท้อนถึงความสำเร็จในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าที่เป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่าและสัตว์ป่านานาชนิด
ผืนป่ากุยบุรีถือเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการอนุรักษ์ช้างป่าในประเทศไทย

ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์และเป็นที่อยู่อาศัยของช้างป่าจำนวนมาก การพบเห็นพฤติกรรมการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติเช่นนี้ จึงเป็นความหวังของการดำรงอยู่และการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของช้างป่าไทยต่อไปในอนาคต.

อช.กุยบุรี เร่งช่วยชีวิตช้างป่าตกบ่อโคลนจนปลอดภัย
เมื่อวันที่ 2 พ.ย.67 นายอรรถพงษ์ เภาอ่อน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้รับแจ้งจากชาวไร่ว่าพบเห็นช้างป่าตกอยู่ในบ่อน้ำภายในไร่ของชาวบ้าน หมู่ 3 บ้านหนองเป่าปี่ ต.ไร่เก่า อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบฯ ไม่สามารถขึ้นจากบ่อได้ จึงพร้อมด้วย นายนพพร อัคคมณี ผช.หน.อช.กุยบุรี และนายสนธยา หอมทั่ว หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ กร.4 บ้านหุบมะซาง นำกำลังเจ้าหน้าที่รีบไปช่วยเหลือจุดที่ช้างป่าตกบ่ออยู่นอกเขตอุทยานฯ บริเวณพิกัด E0577131 N1356072 เป็นช้างป่าตัวผู้กำลังรุ่นมีงา อายุประมาณ 5-10 ปี ยืนนิ่งจมอยู่ในบ่อน้ำลักษณะโคลนสูงประมาณ 1 เมตร จนเกือบมิดตัวต้องใช้งวงชูหายใจ คาดว่าเหนื่อยจากดิ้นทุรนทุรายพยายามขึ้นจากบ่อ

ตรวจโดยรอบพบร่องรอยการลื่นไถลของช้างป่าบริเวณขอบบ่อที่มีความชันเกือบ 90 องศา จากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ฯ ได้ประสานรถไถพร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยกันขุดขอบบ่อเพื่อเปิดทางน้ำออกและปรับความชันของขอบบ่อให้มีความชันน้อยลง ใช้เวลานานเกือบ 3 ชม. จนในที่สุดช้างป่าตัวดังกล่าวสามารถขึ้นจากบ่อได้อย่างปลอดภัย สร้างความดีใจให้กับเจ้าหน้าที่ก่อนผลักดันช้างกลับเข้าสู่ป่าเป็นที่เรียบร้อยต่อไป.

ผู้ว่าประจวบฯ นำทีมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน


เมื่อวันที่ 4 พ.ย.67 นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ พร้อมด้วย นายอภิวัฒน์ เลาหวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 4 ประจวบฯ นายธนวัฒน์ เรืองเดช หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดประจวบฯ นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรเมืองหัวหิน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่บริเวณคลองตะเกียบ (คลองพระราชดำริ) ข้างวัดเขาไกรลาศ อ.หัวหิน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่

นายสมคิด จันทมฤก กล่าวว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ในพื้นที่ จ.ประจวบฯ และ จ.เพชรบุรี ในช่วงวันที่ 4-6 พ.ย.นี้ โดยเฉพาะที่ อ.หัวหิน ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มเคยประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วมขังเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ถ้าสถานการณ์เป็นไปตามที่พยากรณ์ไว้ปริมาณน้ำอาจจะมีมากขึ้น โอกาสที่น้ำจะท่วมขังในบริเวณพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองหัวหินนานขึ้น จึงได้ประสานกับท่านนายกเมืองหัวหิน นายอำเภอหัวหิน รวมทั้งบรูณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ปภ.จังหวัด ปภ.เขต 4 และชลประทาน วางแผนเตรียมความพร้อมโดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำพร้อมเจ้าหน้าที่

เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่เทศบาลเทศบาลหัวหินได้ติดตั้งไว้แล้ว
“โดยคลองตะเกียบที่เป็นจุดรับน้ำ มีโอกาสที่น้ำจะเอ่อท่วมในบริเวณชุมชนก็เลยมาติดตั้ง 2 เครื่องมือ เครื่องมือแรกก็คือเครื่องมือผลักดันน้ำ โดยประสานทางชลประทานมาติดตั้งเครื่อง จุดนี้เป็นจุดที่จะมาเสริมเครื่องมือของ ปภ.4 เป็นเครื่องสูบน้ำที่มีกำลังแรงสูงสุด 28,000 ลิตรต่อนาที เชื่อว่าการบูรณาการร่วมกันจะช่วยไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังหรือถ้ามีกรณีท่วมขังก็จะท่วมขังน้อยที่สุด

ใช้เวลาน้อยสุดในการระบายน้ำลงทะเล และอีกจุดที่บริเวณสวนหลวงราชินี 19 ไร่ ก็จะไปดูตรงจุดนั้นด้วย นอกจากนี้ ที่ อ.บางสะพาน และ อ.ทับสะแก ก็มีโอกาสน้ำท่วมขังในชุมชนเพราะว่าดูตามแนวทางที่อุตุฯ พยากรณ์ไว้ว่าจะมีฝนตกหนัก น่าจะเป็นในเรื่องของพวกน้ำที่ลงมาจากภูเขา อาจจะมีในเรื่องของดินสไลด์หรือว่าเกิดความเสียหายได้เช่นเดียวกัน ก็มีการเตรียมพร้อมรับมือแล้ว” นายสมคิด กล่าว.

Night Market On The Beach ตลาดนัดกลางคืนริมทะลคลองวาฬนักท่องเที่ยวคึกคัก กินอาหารบรรยากาศสุดชิล บนหาดทรายมองทะเลชมจันทร์ ไม่ตกกระแสขนมอาลัวหมูเด้งก็มา

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ที่ริมทะเลคลองวาฬ ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ น.ส.ภัทรทิรา สุวรรณศิริ ผู้ประกอบการร้านรศนาคาเฟ่ ร่วมกับ น.ส.ลภา บัวประดิษฐ์ ผู้ประกอบการโคโค้มาร์เก็ต จ.เพชรบุรี จัดกิจกรรม Night Market On The Beach ตลาดนัดยามค่ำคืน ในพื้นที่เอกชน โคโค้มาร์เก็ตและรศนาคาเฟ่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นการรวมกลุ่มร้านอาหารพื้นถิ่นของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรีกว่า 60 ร้านค้า จัดในธีมบรรยากาศสีขาวและแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ด้วยการให้ร้านค้าตกแต่งร้านเป็นสีขาวใช้ผ้าฝ้ายดิบ ใช้วัสดุภาชนะใส่อาหารเป็นกระดาษชานอ้อย มีกองฟางไว้ให้นั่ง

โดยร้านค้าจะต้องจำหน่ายสินค้าไม่ซ้ำชนิดกัน มีอาหารคาวเช่น เนื้อโคขุนย่าง ขนมจีนน้ำเงี้ยว ทอดมัน หอยจ้อ หอยเชลล์ย่างเนย สปาเก็ตตี้ พิซซา ไส้กรอกเยอรมัน แซลมอนย่าง อาหารหวานเช่น น้ำมะนาวตาลโตนดเพชรบุรี ไอติมกะทิสดกะลา โรตี เครื่องดื่มชาไทยและกาแฟสด และเพื่อไม่ให้ตกกระแสนิยม ขนมอาลัวเมืองเพชรบุรีในรูปสีสันต่างๆ พร้อมกับอาลัวรูปร่างหมูเด้ง อย่างน่ารักน่าชัง และอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับลูกค้ากว่าครึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างถิ่น ที่ตั้งใจเดินทางมาพักผ่อนในตำบลคลองวาฬเมืองทะเลที่เงียบสงบ จับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารรับประทานในยามค่ำคืน ด้วยบรรยากาศนั่งริมหาด ฟังคลื่น มองทะเล ชมจันทร์ ซึ่งผู้จัดใช้ข้อได้เปรียบทางธรรมชาติที่มี ประกอบด้วย Sun Sand Sea Smile หรือ พระอาทิตย์ ทราย ทะเล และรอยยิ้ม เป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวทุกราย

นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781