คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จัดกิจกรรมเนื่องในวันครู

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายอรรภวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ เนื่องในวันครู ครั้งที่ 70 ประจำปี 2569 โดย ดร.ณัฎฐิกา ลิ้มเฉลิม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ร่วมกับ ร่วมกับกลุ่มโรงเรียนในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม

เพจอีจัน และครูจากโรงเรียนต่างๆ กว่า 2,000 คน จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อีกทั้งเพื่อระลึกถึงคุณครูของบูรพาจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูและประชาชน ตลอดจนส่งเสริม ยกย่อง เชิดชูเกียรติให้กับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่ทำคุณงามความดี หรือทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนและเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

สำหรับการจัดกิจกรรมเนื่องในวันครู ประจำปี 2569 ประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 93 รูป, พิธีแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์, พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 93 วินาที, พิธีน้อมรำลึกบูรพาจารย์, พิธีบูรพาจารย์รำลึกถึงบุญคุณ และพิธีมอบเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการครู โดยมี โรงเรียนวัดหนองปลาไหล ผอ.ชุติสรา หาดแมน ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ผู้อำนวยการสถานศึกษาดีเด่น

คุณครูน้ำฝน ทองสายใหญ่ ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูและบุคคลากรทางการศึกษาดีเด่นคุณครูพรรณทิภา สุวรรณเจริญ ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูและบุคคลากรทางการศึกษาดีเด่นคุณครูวาทินี ปรีสำเนียง ได้รับรางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ครูและบุคคลากรทางการศึกษาดีเด่นเนื่ิองในวันครูแห่งชาติครั้งที่70 และยังมีบุคลากรทางกางการศึกษาดีเด่น และบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ ด้านการศึกษา อีกด้วย

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สจ.โป่ง” ปลุกกระแสพลังเงียบในใจประชาชน เขต 1 นราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (15 มกราคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปารมี พิมานแมน หรือ “สจ.โป่ง” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนราธิวาส (อำเภอเมืองนราธิวาส และอำเภอยี่งอ) พรรค รวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5 ได้ลงพื้นที่เดินเท้าพบปะประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อย บริเวณหาดนราทัศน์และชุมชนริมทะเล เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้านปากท้องและเศรษฐกิจฐานรากอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่ “เข้าใจ เข้าถึง และพร้อมแก้ปัญหา” โดยนายปารมีให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่จริง ไม่เน้นพิธีการ แต่เปิดพื้นที่พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่ประชาชนให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดใจ

แหล่งข่าวในพื้นที่ลุ่มน้ำบางนราระบุว่า นายปารมี หรือ “สจ.โป่ง” ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองคุณภาพ มีวิสัยทัศน์ ทำงานหนัก และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในช่วงดำรงตำแหน่ง สจ. ส่งผลให้กระแส “พลังเงียบ” ในเขต 1 เริ่มขยับตัว หลังประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มเบื่อหน่ายการเมืองระบบบ้านใหญ่ และมองหาทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคตพื้นที่

ชาวบ้านหลายระดับชั้นให้ความเห็นตรงกันว่า นายปารมีเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงง่าย พูดจริง ทำจริง และมีคุณสมบัติพร้อม ทั้งด้านประสบการณ์ ต้นทุนทางสังคม และความเข้าใจพื้นที่ ส่งผลให้ชื่อของ “สจ.โป่ง” เริ่มเข้าไปอยู่ในใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้สมัครที่มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งครั้งนี้ และอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่น่าจับตาในสนามเลือกตั้งเขต 1

ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 อำเภอเมืองนราธิวาส และอำเภอยี่งอ กำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้น โดยประชาชนต่างเฝ้าติดตามท่าทีและผลงานของผู้สมัครอย่างใกล้ชิด นายปารมี พิมานแมน (สจ.โป่ง) ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 นราธิวาส พรรค รวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 5
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มอบทุนการศึกษา โล่เกียรติคุณ และกระเป๋านักเรียนพระราชทาน วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๙

แชร์เนื้อหานี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์มอบทุนการศึกษา โล่เกียรติคุณ และกระเป๋านักเรียนพระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๙

วันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์
เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีมอบทุนการศึกษา โล่เกียรติคุณ และกระเป๋านักเรียนพระราชทาน

แก่นักเรียนดีเด่น และครอบครัวส่งเสริมคุณธรรมในวัยเด็ก ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศ โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน ๔๒ ราย และผู้แทนนักเรียนผู้พิการทางสายตา จำนวน ๑ ราย

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาส วันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๙ณ ห้องประชุม ชั้น ๓ ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร

การจัดพิธีในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมการศึกษา การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศชาติสืบไป

ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นำคณะเข้าพบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สวัสดีปีใหม่ 2569

วันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น.ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมด้วยดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ

สภาสังคมสงเคราะห์ฯคุณนันทิยา วงศ์วานิชย์ รองเลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯและ คุณวรัญญู วอทอง กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯได้เข้าพบเพื่อ สวัสดีปีใหม่ ประจำปี 2569
แก่ คุณสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

โดยมีคุณพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
คุณศุภพงษ์ เชาวน์แล่น รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
คุณชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
และ คุณจิรนันท์ สุทธรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนช่วยอำนวยการและประสานราชการ กรมประชาสัมพันธ์

ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคารกรมประชาสัมพันธ์ การเข้าพบในครั้งนี้ เป็นการแสดงความปรารถนาดีเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสังคม และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ–บอลิคำไซ เชื่อมเศรษฐกิจสองฝั่งโขง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 17.13 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานร่วมในพิธีเปิด สะพานมิตรภาพไทย–ลาว

แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ณ บ้านดอนยม ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ ท่านทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

โอกาสนี้ คณะองคมนตรี พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะรัฐมนตรีไทยและ สปป.ลาว ผู้บริหาร

ระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ตุลาการ ทหาร พลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ออกแบบเป็น สะพานขึงคอนกรีตอัดแรงรูปกล่อง ขนาด 2 ช่องจราจร ความยาวรวม 1,350 เมตร พร้อมอาคารด่านพรมแดนและถนนเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมทั้งสองประเทศ โดยได้วางศิลาฤกษ์

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 แนวคิดการออกแบบโครงสร้าง ได้นำแรงบันดาลใจจาก “แคน” เครื่องดนตรีพื้นบ้าน สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม

ความเป็นมิตรไมตรี และความผูกพันของประชาชนไทยและ สปป.ลาว เสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

สะพานแห่งนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง รองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับกรอบความ

ร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) เชื่อมโยง 5 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ไทย สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เปิด จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการทุกวัน เวลา 06.00–22.00 น.

ปัจจุบัน ประเทศไทยและ สปป.ลาว มีสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงรวม 5 แห่ง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทรงเป็นองค์ประธานเปิด “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025” เทิดพระเกียรติฯ หนุนท่องเที่ยว–เศรษฐกิจฐานราก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย (Chiang Rai Flower and Art Festival 2025)” ณ สวนไม้งามริมน้ำกก อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งจังหวัดเชียงรายจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สายนทีแห่งศรัทธา ธ

สถิตในใจตราบนิจนิรันดร์” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ แม่บ้านมหาดไทย จังหวัดเชียงราย เฝ้ารับเสด็จฯ

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กราบทูลรายงานว่า จังหวัดเชียงรายตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น และเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

ยกระดับงานสู่การเป็นเทศกาลท่องเที่ยวระดับประเทศ สนับสนุนการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 19 กลุ่ม และเปิดโอกาสสร้างรายได้ให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 – 7 มกราคม 2569

การจัดงานครั้งนี้แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 4 ฤดูกาล ได้แก่ Summer, Rainy, Winter และ Spring ถ่ายทอดความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ ผสานศิลปะร่วมสมัย เทคโนโลยี แสง สี เสียง

และอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา ภายใต้แนวคิด Reflect of Seasons พร้อมนิทรรศการพระราชกรณียกิจ การแสดงจากเยาวชน กิจกรรม “Chiang Rai Talent” การออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และโซน Food Truck ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่อื่นของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อำเภอเวียงชัย และอำเภอแม่สาย เพื่อบอกเล่าเรื่องราว อัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่านสวนไม้ดอกและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม สร้างการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง


ทั้งนี้ การจัดงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายเป็นอย่างดี สะท้อนพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม ภาพ/ข่าว โดย.พงศกร ตันสุวรรณ.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.กลาโหม เข้าเคารพศพให้กำลังครอบครัว พลทหารวุ้น ย้ำจะดูแลเรื่องเงินดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 68 ที่วัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) พร้อม พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะลงพื้นที่เข้าเคารพศพ และเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ พลทหาร วุ้น สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ที่สละชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณ สมรภูมิเนิน 350 อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมี นาย นายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นำข้าราชการ พี่น้องประชาชนให้การต้อนรับ

***หลังจากที่เคราพศพ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ พลทหาร วุ้น ได้เปิดห้องพูดคุยและทำความเข้าใจกับทางครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที หลังจากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตนติดตามความคืบหน้าและวีรกรรมของพลทหาร ภานุพัฒน์ มาโดยตลอด ตนเสียใจแต่ก็ภาคภูมิใจ และก็ขอบคุณ พลทหาร วุ้น ของคุณครอบครัว ที่เสียสละทุกอย่างให้กับแผนดินไทย ที่มาวันนี้มาพูดคุยเยี่ยมเยือน ซึ่งที่ประห่วงเรื่องแรกก็คือเรื่องเงินดูแลครอบครัว

โดยเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงแล้ว ตนก็หมดห่วงไป อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นห่วงคือเรื่องบ้าน ตอนนี้ได้คุยกับกระทรวง พม. แล้ว ซึ่งทางกระทรวงรับปากจะเข้าไปสนับสนุนในเรื่องการสร้างบ้านใหม่กับครอบครัวของพลทหาร วุ้น และเรื่องสุดท้ายที่เป็นห่วงคือเรื่องอนาคตน้องสาวของพลหทาร วุ้น ตอนนี้มีการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสานเข้ามาว่าจะสนับสนุนการเรียนของน้องจนจบ ถ้าน้องสาวพลทหารต้องการจะเข้าไปเรียนหลังเรียน ขบ ม.6 ส่วนเรื่องการบรรจุทายาททางครบอครัวให้น้องสาวเจริญรอยตามพี่ชายรับราชกหารทหารต่อไป ซึ่งหลังเรียนจบ ป.ตรี แล้วทางกรมทหารก็จะรับเข้าราชการเป็นทหารทันที

***พล.อ.ณัฐพล รมว.กลาโหม กล่าวต่อไปว่า ในส่วนเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในตอนนี้ พี่น้องประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สีแดง ทางกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนทั้งในส่วนที่อยู่ในศูนย์พักพิงและที่อยู่บ้านมีทั้งทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ทางนายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สอดส่องดูแลและตรวจตาทำให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจ ส่วนสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ทางกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าไทยเราจะปกป้องอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

***ส่วนของเรื่องการเตรียมความพร้อมต่างๆจะไม่ขอลงรายละเอียดมากจะขอพูดเป็นกรอบ ทางกระทรวงกลาโหมมอบให้ทางกองทัพโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหน่วยงานต่างๆช่วยกันพิจารณาดูแลและประเมินตามสถานการณ์สวนทางกระทรวงกลาโหมก็จะพิจารณาตามกรอบนโยบายของรัฐบาล ส่วนการจะหยุดยิงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับทางกัมพูชา ทางประเทศไทยเราจะยึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด ถึงแม้กัมพูชาจะออกมาพูดต่อสาธารณะว่าต้องการสันติภาพ หรือต้องการหยุดยิง แต่ทางการปฏิบัติจริงและหน้างานนั้นกัมพูชายังระดมยิงมายังฝั่งไทยอยู่ตลอด ถึงอย่างไรทางไทยเราก็ยังยืนยันที่เรายิงหรือทำลายจุดยุทธศาสตร์ของกัมพูชาเพื่อป้องกันตัวเอง เราไม่ต้องการที่จะไปรุกรานใครครับ

ตราบใดที่กัมพูชายังมาลุกลามเราลุกล้ำอธิปไตยเรา เราก็จะต้องป้องกันตัวเองโดยได้สัดส่วนและเท่าที่จำเป็น ทหารกัมพูชาใช้ประชาชนบ้านเรือนประชาชนเป็นที่มั่นทางการทหารเราก็ต้องทำลายเป้าหมายทางทหารเหมือนกัน ทางไทยเราทำลายคลังอาวุธทำลายเส้นทางการลำเลียงทหารที่จะมาทำร้ายไทยเราเราถึงจำเป็นที่จะต้องทำลายก่อนเพื่อความปลอดภัย ***จึงอยากทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าทำไมเราถึงทำลายคลังอาวุธของกัมพูชา หรือที่เราต้องไปโจมตีทางลึกเพราะตัวอาวุธที่ทหารกัมพูชามาใช้ยิงกับเรานั้นกัมพูชานำอาวุธไปไว้ในหมู่บ้านสุดท้ายแล้วทางประชาชนชาวกัมพูชาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ

***ด้าน นางพิชญ์สินี เสาร์สา แม่ของพลทหาร วุ้น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากผ่านเหตุการณ์มาแล้วสองคืน จนถึงขณะนี้ ตนยังไม่เคยฝันเห็นลูกชาย แต่จะได้ยินเพียงเสียงของลูกในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะจังหวะที่รับแขกและมีผู้คนมาให้กำลังใจตลอดทั้งวัน ทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลีย เมื่อคิดถึงลูกก็จะมีบ้างที่นั่งร้องไห้ แต่ทุกครั้งที่ร้องไห้ จะเหมือนได้ยินเสียงลูกชายพูดปลอบใจว่า “จะร้องไห้ทำไม” ทำให้ตนหยุดร้องไห้ลง ราวกับเป็นเสียงเตือน เพราะเชื่อว่าลูกไม่อยากให้แม่เศร้าหรือเสียใจ ตนขอขอบพระคุณผู้ใหญ่และทุกภาคส่วนที่เดินทางมาให้กำลังใจ ลูกชายได้เสียสละชีวิตเพื่อชาติและประเทศ ทุกคนก็ให้ความใส่ใจและดูแลแม่เป็นอย่างดี เหมือนกับสิ่งที่ลูกชายอยากให้เกิดขึ้น

***ส่วนกรณีข่าวที่มีรายงานว่า หลังลูกชายเสียชีวิต มีการถ่ายคลิปและแอบนำอาวุธปืนประจำกายของลูกไปนั้น แม่ยอมรับว่าได้ยินเพียงจากข่าวเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในอาการช็อก แต่เมื่อทราบเรื่องก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก จนเกิดความคิดอยากไปทำหน้าที่รับใช้ชาติด้วยตนเอง ตนย้ำว่าภูมิใจในตัวลูกชายมาก แม้บางครั้งจะมีความน้อยใจอยู่ในใจว่า ลูกชายรักประเทศชาติมากกว่าแม่หรือไม่ แต่เมื่อย้อนคิดกลับไป ตนเองก็รักประเทศชาติไม่ต่างกัน จึงไม่แปลกใจที่ลูกชายจะมีหัวใจเช่นเดียวกัน และวันนี้ลูกได้มอบทั้งหัวใจและชีวิตให้กับประเทศไทย ตนก็ต้องยอมรับและภาคภูมิใจในสิ่งที่ลูกได้ทำ

***ก่อนหน้านี้ เคยตั้งใจให้ตนเองสมัครเป็นนายสิบ แต่ด้วยปัญหาสุขภาพ จึงสละโอกาสให้กับลูก ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยตั้งใจว่าต้องเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อน จึงจะสามารถสมัครได้ สิ่งที่อยากให้จดจำเกี่ยวกับลูกชาย คือ เขาเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เพื่อประเทศชาติ รักในศักดิ์ศรี ตนไม่รู้สึกเสียดายเลย และภูมิใจอย่างที่สุดที่ได้เขาเป็นลูก สิ่งที่ลูกชายกังวลมากที่สุดคือ กลัวว่าแม่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครดูแล แต่วันนี้คนทั้งประเทศได้ร่วมกันให้กำลังใจครอบครัว โดยเฉพาะแม่ของพี่วุ้น ซึ่งถือเป็นผลแห่งความดีและความเสียสละที่ลูกชายได้กระทำไว้

***นางพิชญ์สินี กล่าวต่อไปว่า ตนยอมรับว่า อยากให้สถานการณ์ยุติการสู้รบโดยเร็ว แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็อยากฝากถึงคุณแม่ของทหารทุกนายให้เตรียมใจไว้เช่นเดียวกัน เพราะเราทุกคนรักในศักดิ์ศรีของประเทศ พร้อมฝากถึงผู้มีอำนาจให้แก้ไขสถานการณ์อย่างเด็ดขาด เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอพยพหลายครั้ง ผู้ใหญ่อาจพอรับได้ แต่เด็ก ๆ ต้องเสียทั้งโอกาส ค่าใช้จ่าย และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจในระยะยาว
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดรางหมัน จัดอุปสมบทนาคหมู่ 64 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลฯ

แชร์เนื้อหานี้

วัดรางหมัน จัดอุปสมบทนาคหมู่ 64 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 และถวายเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่ พระราชมงคลวชิราคม ( หลวงปู่แผ้ว ปวโร)

ที่วัดรางหมัน จัดพิธีอุปสมบทนาคหมู่จำนวน 64 รูป เพื่อถวายพระราชกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม

ราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในรัชกาลที่ 10 โดยมี . นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานพิธีอุปสมบทนาคหมู่จำนวน 64 รูป

โดยอุปสมบทเป็นระยะเวลา 9 วัน ณ วัดประชาราษฎร์บำรุง (รางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นำโดยสมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นอำเภอกำแพงแสน

หัวหน้าส่วนราชการอำเภอกำแพงแสน และประชาชนทั่วไปร่วมพิธีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลโดยพร้อมเพรียงกันบรรยากาศงานบรรพชาอุปสมบทหมู่ดำเนินไปด้วยความเรียบง่าย สงบ และเปี่ยมด้วยศรัทธา ตั้งแต่ขบวนแห่นาค พิธีภายในพระอุโบสถ

จนถึงการประกอบสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยอย่างครบถ้วนสมบูรณ์โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีถวายแด่ พระราชมงคลวชิราคม (หลวงปู่แผ้ว ปวโร)

ผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มธรรมและที่พึ่งทางจิตใจของศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย พร้อมกันนี้ ยังเป็นการถวายเป็น พระราชกุศล
แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

นายสมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขาฯรมว.กระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win รักษาความปลอดภัย(ชรบ.)

แชร์เนื้อหานี้

18 ธันวาคม 2568 นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win ของชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) “เกิดมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน”โดยมีนายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยร่วมพิธีเปิดโดยมีนายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัยกล่าวต้อนรับและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการกิจกรรมฯในงานมีรายละเอียดกิจกรรมดังนี้ มีการร้องเพลงมาร์ช ชรบ และกล่าวร่วมส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้า”ศรีสัชนาลัยส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้าสู้ๆๆมีการร้องเพลงชาติไทย

แสดงพลังความรักชาติ กิจกรรมแสดงการฝึกระเบียบแถวฝึกการตรวจค้นการตั้งด่านของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ)อนึ่งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)เป็นประชาชนจิตอาสา เสียสละทำหน้าที่ดูแล ความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน ทำหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงานตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการช่วยเหลือเจ้าพนักงานของหน่วยกำลังคุ้มครองและรักษาความสงบ เรียบร้อยภายในหมู่บ้าน พ.ศ. 2551 โดยมีภารกิจหลัก ทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อย การตรวจลาดตระเวน การสืบสวนหาข่าว การป้องกันบรรเทาสาธารณภัยการป้องกันปราบปราม การกระทำผิดทางอาญา โดยเฉพาะขณะนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศนโยบายการแก้ไข ปัญหายาเสพติด

โดยใช้ชื่อปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ในการป้องกันและปราบปรามแก้ไข ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็น การประชาคม การ Re X-Ray การสร้างกฎชุมชน การดำรงความเข้มแข็งของหมู่บ้าน โดยชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)ต้องออกตรวจตรา รักษาความสงบและป้องกันปราบปรามผู้ค้า ผู้เสพ ป้องกันการกระทำผิดทางกฎหมาย อำเภอศรีสัชนาลัย จึงได้กำหนดจัดกิจกรรม “รวมพลัง รักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบบูรณาการ” Quick Big Win ของชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ดั่งคำปฏิญาณที่ว่า “เกิดมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน” เพื่อขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ และส่งเสริมให้ ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)

ในการปฏิบัติ หน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง ตาม นโยบาย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5″ ขอให้ผู้บังคับบัญชามั่นใจได้ว่า ชรบ.จะปฏิบัติหน้าที่ พิทักษ์ส่วนหลังให้แนวหน้าอย่างเข้มแข็ง และเป็นรั้วในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ของหมู่บ้าน ทางด้าน นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องของการรักษาความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน และจะสำเร็จไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจาก ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จนเกิดความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” อันนำไปสู่ สังคมที่ปลอดภัยในทุกมิติและ ขอให้ท่านมั่นใจว่ากรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการสนับสนุนดูแลการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ให้ดีที่สุด

ชรบ มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนภารกิจ ของ กรมการปกครองในการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายในประเทศให้บรรลุผล สัมฤทธิ์ เนื่องจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นราษฎรที่มีจิตอาสาที่อยู่ในหมู่บ้านที่ มีความรัก ความห่วงใยมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อหมู่บ้าน และชุมชนของตนเอง อันสะท้อน ให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของราษฎรในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างหมู่บ้านเข้มแข็ง ปลอดภัย และน่าอยู่ ดั่งคำปฏิญาณที่ว่า“เกิดมาตอบแทนพระคุณแผ่นดิน”นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว หลังจากนั้นนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะได้มอบชุดปฏิบัติการเสื้อกั๊กให้กับ ชรบ 550 นายที่มาร่วมงาน
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ คุมเข้มขนส่งน้ำมันชายแดน พบส่วนหนึ่งย้ายมาจากด่านช่องเม็ก หลังถูกห้ามส่งออก ก่อนส่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 แทน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม นายวรญาณ บุญณราช วรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พ.อ.วุฒิชัย สุคนธวัฒน์ วุฒิชัย สุคนธวัฒน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาย

ในจังหวัดมุกดาหาร และนางกนกวรรณ สุขศิริ กนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ร่วมตรวจสอบรถบรรทุกขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เตรียมข้ามสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 2 จากจังหวัดมุกดาหารไปแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ณ บริเวณด่านพรมแดนมุกดาหาร

จากการตรวจสอบพบว่า รถบรรทุกน้ำมันที่มีการส่งออกผ่านด่านพรมแดนมุกดาหารตามปกติมีจำนวน 18 คัน รวมปริมาณน้ำมันทั้งสิ้น 720,000 ลิตร แยกเป็นหจก.น้ำเพชรมุกดาหาร (ปตท.) ต้นทาง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปลายทาง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จำนวน 8 คัน รวม 320,000 ลิตร

บริษัท เอสบีเอ็ม อินเตอร์ จำกัด (บางจาก) ต้นทาง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปลายทาง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จำนวน 8 คัน รวม 320,000 ลิตรบริษัท ปัทมวัชร การปิโตรเลียม จำกัด (บางจาก) ต้นทาง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปลายทาง แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จำนวน 2 คัน รวม 80,000 ลิตร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบรถบรรทุกขนส่งน้ำมันจำนวน 15 คัน ซึ่งย้ายเส้นทางมาจาก ด่านศุลกากรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังถูกห้ามไม่ให้ส่งออกในพื้นที่ดังกล่าว และ

เปลี่ยนมาใช้เส้นทางด่านพรมแดนมุกดาหารแทน โดยมีปลายทางเป็นนครปากเซ แขวงจำปาศักดิ์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว รวมปริมาณน้ำมัน 637,000 ลิตร แยกเป็นน้ำมันเบนซิน 237,000 ลิตร และน้ำมันดีเซล 400,000 ลิตร

โดยการตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการคุมเข้มตรวจสอบการส่งออกน้ำมันเชื่อเพลิงและ ยุทธ์ภัณฑ์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ว่ามีความเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายผิดปกติหรือไม่

มุกดาหาร #ตรวจเข้มชายแดน #รถน้ำมัน #ด่านช่องเม็ก #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ศุลกากรมุกดาหาร #ข่าวชายแดน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.โคราช ตรวจเข้ม รร.กลางเมือง / ผบก.โคราชย้ำชัด ข่าวลือชาวต่างชาติแฝงตัว สั่งคุมเข้มด่านตรวจที่พัก ห้ามบินโดรน / ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่า 300 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 10.00–12.30 น. สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยและความมั่นคง ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังบุคคลต่างชาติที่อาจเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นทหารรับจ้าง

การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย ร.ต.อ.สากล รอดคำทุย รองสารวัตรป้องกันปราบปราม (ร้อยเวร 20) และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับ นางสาวสมทรง เขียวเกษม ปลัดอำเภอเมืองนครราชสีมา รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครราชสีมา และคณะฝ่ายปกครอง

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมและที่พักในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเดอร์ฟอร์จูน, โรงแรม KS พาวิลเลี่ยน, โรงแรมซิตี้ ปาร์ค, โรงแรมแคนทารี่, โรงแรมโครานารี, โรงแรมเดอ วี ลอฟท์, โรงแรมเซ็นเตอร์ พอยต์ และโรงแรมไทยโฮเต็ล 2

จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีบุคคลต้องสงสัยหรือชาวต่างชาติที่เข้าข่ายเป็นทหารรับจ้างเข้าพักแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับและประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการโรงแรม หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือมีพฤติการณ์ผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย

การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการเชิงรุกในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา.

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ / ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ผบก.โคราชย้ำชัด ข่าวลือชาวต่างชาติแฝงตัว ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ สั่งคุมเข้มด่านตรวจที่พัก ห้ามบินโดรน และเล่นว่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 น ที่ ห้องสวนปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้เรียกประชุม เตรียมความพร้อมและติดตามผลการปฏิบัติสถานการณ์ด้านแนวชายแดน ไทยกัมพูชา

โดยมี พ.ต.อ.นิรันดร์ แก้วอิน รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา , พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา,พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.สภ.โพธิ์กลาง , พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.จอหอ , พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผกก.สภ.มะเริง , พ.ต.อ.พิเชษฐ์ จันทรัตน์ ผกก.สภ.พลกรัง เข้าร่วมประชุม

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่มีการแชร์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการพบ ชาวต่างชาติหรือบุคคลต้องสงสัยแฝงตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงป้องกันจากความห่วงใยของเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบพฤติกรรมหรือสิ่งผิดปกติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแต่อย่างใด

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ ระบุว่า ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 3 อย่างเคร่งครัด โดยมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจตราพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสถานที่พักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮาส์ และบ้านเช่า เพื่อคัดกรองบุคคลต้องสงสัยหรือวัตถุที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความเข้มแข็ง และจนถึงขณะนี้

ยังไม่พบสิ่งผิดปกติทั้งในส่วนของบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย สำหรับการดูแลชาวต่างชาติในพื้นที่นั้น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในแต่ละปีเกือบ 9 ล้านคน ตำรวจภูธรได้บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติเป็นประจำอยู่แล้ว และในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันได้เพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ

ในส่วนกรณีการบินโดรน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้มีการกำชับและประชาสัมพันธ์ข้อห้ามการบินโดรนในช่วงสถานการณ์พิเศษดังกล่าว โดยเมื่อได้รับแจ้งจากประชาชน เจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจสอบทุกกรณี และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโดรนหรือการกระทำใดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงพร้อมกันนี้

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ บุคคลต้องสงสัย หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ขอให้รีบแจ้งสายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนงดการแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และการให้บริการประชาชนในเหตุเร่งด่วนอื่น ๆ

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่าเกือบ 300 ล้าน

กลางดึกสีคิ้ว คนร้ายไหวตัวทิ้งรถหลบหนี เมื่อคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้นโยบาย “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” สามารถสกัดตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทเอมเฟตามีน หรือยาไอซ์ ได้จำนวนมากถึง 12 กระสอบ รวมน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม

บริเวณริมถนนหน้าหน่วยสอบสวนตำรวจทางหลวงสีคิ้ว กิโลเมตรที่ 155 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ปริญญ์ โคตรมณี สวญ.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภาณุ พละศักดิ์ สว.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล., พ.ต.ต.ธีรพงศ์ ตาบัวตูม สว.(สอบสวน), ร.ต.อ.ณัฐพล ฤทธิรงค์ รอง สว.(สอบสวน) รวมถึงข้าราชการตำรวจทางหลวงชุดปฏิบัติการ

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งข้อมูลจากสายลับไม่ประสงค์ออกนาม ว่าจะมีขบวนการลำเลียงยาเสพติดใช้รถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ต้นทาง มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา

เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าระวังบนถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 เมื่อพบรถต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่ได้จอดรถบริเวณไหล่ทาง ก่อนเปิดประตูวิ่งหลบหนีไปในความมืด ทิ้งรถยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบภายในรถ พบกระสอบสีดำจำนวน 12 กระสอบ บรรจุยาไอซ์เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังตรวจยึดรถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ซึ่งตรวจสอบพบว่าใช้ทะเบียน กษ 7347 นครราชสีมา และพบแผ่นป้ายทะเบียน กษ 183 พระนครศรีอยุธยา จำนวน 2 แผ่น คาดว่าเป็นการสวมทะเบียนเพื่ออำพรางการขนส่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด และนำส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีมาดำเนินคดี

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา