คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวอาชญากรรม

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับได้อีก! ทหารเรือ นรข.”สถานีเรือบึงกาฬ” ร่วมหน่วยความมั่นคง สกัดจับยาบ้าล๊อตใหญ่ 1 ล้านเม็ด กลางดึก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 พ.ค.68 ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง(นรข.)เขตหนองคาย สถานีเรือบึงกาฬ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.มอบหมายให้ น.อ.สุชาติ อุดมนาค รอง ผบ.นรข. เป็นผู้แทนในการแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 1,006,000 เม็ด

ภายใต้อำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข โดยมี น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย, น.ท.โอรส พุทธโค หัวหน้าสถานีเรือบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก รองผบก.ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ, พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช รอง ผบ.บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, กอ.รมน.จังหวัดบึงกาฬ, ตำรวจสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดบึงกาฬ, เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ, ผู้แทนกองร้อย ตชด.244, ผู้แทนตำรวจน้ำบึงกาฬ ผู้แทนนายด่านศุลกากรบึงกาฬ, ผู้แทน บก.อส.จ.บึงกาฬ ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 พ.ค. เวลา 23.00 น. ที่ผ่านมา ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ แจ้งว่ามีสายลับรายงานสืบทราบมาว่าจะมีการขนลักลอบยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บริเวณริมแม่น้ำโขงระหว่างบ้านท่าไคร้ หมู่ 5 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ ได้รายงาน น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้ทราบ จึงสั่งการให้ ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ นรข.ได้จัดชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ ออกวางกำลังเข้าตรวจในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าไคร้ ตลอดแนวคาดว่าจะมีการกระทำผิด

กระทั่งเวลา 02.00 น.ของวันที่ 16 พ.ค. เจ้าหน้าที่แบ่งกำลังซุ่มอยู่บริเวณริมโขงบ้านท่าไคร้ ตรวจพบรถยนต์1คัน วิ่งมาพร้อมรถจักรยานยนต์ 1 คัน มาจอดดับไฟบริเวณริมโขง ชุดปฏิบัติการได้ซุ่มเฝ้าตรวจพบมีชายจำนวน 2 คน กำลังยกวัตถุหีบห่อคล้ายยาบ้าเสร็จแล้วรีบขับรถออกไป เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ จึงส่งสัญญาณใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืน

ให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ ผู้ต้องสงสัยกลับเร่งเครื่องยนต์หลับหนีเข้าไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 212 – บก.3013 จึงประสานหน่วยความมั่นคงแจ้งพิกัดรถต้องสงสัย ได้ทำการติดตามค้นรถยนต์ต้องสงสัยขนยาเสพติดถึงบ้านห้วยสามยอด ต.โป่งเปื่อย อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ในระหว่างไล่ล่าติดตามตรวจค้นรถยนต์ดังกล่าว

ผู้ต้องสงสัยมีพฤติการณ์หลบหนีเจ้าหน้าที่ นรข.ทหารเรือจึงตัดสินใจขับรถพุ่งชนรถเก๋งของกลาง ส่งผลให้ทั้งเจ้าหน้าที่ นรข.ทหารเรือ และผู้ต้องหาได้รับบาดเจ็บสาหัส สามารถตรวจยึดของกลางรถเก๋งยี่ห้อ นิสสัน ซันนี่ นีโอ สีบรอนเงิน ทะเบียน กฉ 4045 นครพนม จำนวน 1 คัน ผู้ต้องหา จำนวน 1 ราย ทราบชื่อต่อมา ชื่อนาย เอ็ม(นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ชาวตำบลหอคำ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1(ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงลงไปตรวจดูเปิดดูด้านในรถเก๋งยี่ห้อ นิสสัน ซันนี่ นีโอ สีบรอนเงิน ทะเบียน กฉ 4045 นครพนม พบว่าเป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) จึงได้นำของกลางทั่งหมดตรวจสอบเพิ่มเติมที่ หน่วยสถานีเรือบึงกาฬ นรข.เขตหนองคาย ซึ่งจากการตรวจสอบโดยละเอียดแล้วพบว่าทั้ง 3 กระสอบ เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 171 แพ็ค รวมเป็นเป็นยาบ้าทั้งสิ้นจำนวน 1,006,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดบันทึกจับกุมและนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งให้กับพนักงานสอบสวน สภ.หอคำ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน น.อ.สุชาติ อุดมนาค รอง ผบ.นรข. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่ามารับยาบ้าจากคนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน(ชื่อพงศ์) ส่งแล้วโดยไม่ได้คุยอะไรกันต่อ เงินจะยังไม่ได้ต้องส่งของล็อตนี้ไปจังหวัดกาฬสินธุ์ก่อนถึงจะได้ แต่มาโดนจับเสียก่อน ผู้ต้องหาก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการแจ้งเบาะแสสืบสวนขยายผลต่อได้ นรข.

ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในการแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งจะนำกำลังพลหน่วย นรข.พบปะประชาชน เยาวชน มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจปัญหายาเสพติด และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบคือครอบครัว โดยจะกลับไปให้ข้อมูลที่ดีกับประชาชนให้ความร่วมมือลดละเลิกยาเสพติด

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ด่านศุลกากรมุกดาหารเข้ม จับคนขับรถบรรทุกลักลอบนำยาบ้าข้ามสะพานมิตรภาพ 2 / ​จนท.กรมควบคุมโรค ตรวจร้านแพเจ้าสำราญ ปฏิบัติตามกฎหมายยาสูบและแอลกอฮอล์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม สืบเนื่องจากนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ทปษ.ด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร และนาวสาวลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศภ.2 มีนโยบายให้เข้มงวดในการตรวจสอบการกระท่าความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้รับข้อมูลว่าจะมีการลักลอบนำยาบ้าเข้ามาในราชอาณาจักรจึงได้สั่งการให้ นายสานุ ศิลปไชย ผู้อํานวยการ ส่วนควบคุมทางศุลกากร และนายปริญญา ผลมั่ง หัวหน้าฝ่ายควบคุมและตรวจสอบทางศุลกากร ร่วมกับ ร้อยทหารพรานที่ 2105 ฉก.ทพ.21 ด่านตรวจสัตว์ป่ามุกดาหาร และ ตชด.234 ทำการตรวจค้นรถบรรทุกต้องสงสัย ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน 70-1187 / 70-1188 นครพนม ขณะแล่นมาจอดที่บริเวณช่องขาเข้าด่านพรมแดนมุกดาหาร

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต )พบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกซุกซ่อนบริเวณที่ใส่ของด้านขวาข้างประตูผู้ขับขี่ รวมจำนวน 372 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายปองคุณ แซ่หว่อง อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 325 หมู่ที่ 5 ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ผู้ขับขี่ดำเนินคดีในข้อหาลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ลักลอบนำเข้ายาบ้าสะพานมิตรภาพ2 #ด่านพรมแดนมุกดาหาร #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​จนท.กรมควบคุมโรค ลงพื้นที่ร้านแพเจ้าสำราญ ตรวจเข้มการปฏิบัติตามกฎหมายยาสูบและแอลกอฮอล์

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เจ้าหน้าที่ติดตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าทำการตรวจสอบร้านอาหารแพเจ้าสำราญ เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ว่าทางร้านได้มีการปฏิบัติให้เป็น

ไปตามกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ อาทิ การติดแสดงเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่ การห้ามโฆษณา/สื่อสารการตลาด ผลิตภัณฑ์ยาสูบ และการติดป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ซึ่งในครั้งนี้เมื่อพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเจ้าหน้าที่จะได้ทำบันทึกแจ้งเตือนให้ทางร้านดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามที่กฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงตรวจร้านแพเจ้าสำราญ #คุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า #โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ #แพเจ้าสำราญ #จังหวัดมุกดาหาร #กรมควบคุมโรค #กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ออกมาโต้แล้ว!! พ่อน้องแพนยันไม่ได้บุกรุก-ลักทรัพย์ ตามที่ถูกยายแจ๋วแจ้งความ “เอาเสื้อผ้าเครื่องใช้ของลูกกลับมาทำบุญให้จากบ้านที่ตนและลูกอยู่อาศัยก็เป็นความผิดหรืออย่างไร?”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม นายเพิน วงค์กระโซ่ พ่อของน้องแพน ผู้ป่วยป่วยเป็นมะเร็งปากเสียชีวิต เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวปรากฏอยูในสื่อต่างๆ ว่า มีทนายความคนหนึ่งได้พานางแจ๋ว หรือยายแจ๋ว ขวัญม่วง ยายของน้องแพน ไปแจ้งความดำเนินคดีตนกับพวกรวม 7 คน

ต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง โดยกล่าวหาว่าบุกรุกบ้านและลักทรัพย์ ในบ้านที่น้องแพนอาศัยอยู่ก่อนเสียชีวิตนั้น นั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะบ้านหลังดังกล่าวตนกับนางสาวจิดาภา เดิมชื่อสุกัลยา หรือ น้องแพน วงศ์กระโซ่ นายวิชิต วงค์กระโซ่ และ ด.ญ.กนกกาญจน์ หรือน้องต้นข้าว วงค์กระโซ่ ลูกของนายวิชิต ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกและหลานของตน ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวมานานหลายปีตั้งแต่เกิด

ซึ่งน้องแพนขณะเสียชีวิตก็อายุ 34 ปี แล้ว ทรัพย์สินภายในบ้านก็เป็นของตนและลูกที่อยู่อาศัยกันภายในบ้านนั้นดังกล่าว ส่วนยายแจ๋ว กับนางสาวสมจิตรหรือน้าเตี้ย ทรัพย์ประเสริฐ ลูกสาว ไม่เคยมาพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันตนและลูกหลานเลย โดยนางแจ๋วและน้าเตี้ยพักอาศัยอยู่ในบ้าน

อีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของบ้านที่ตนกับลูกพักอาศัย ยายแจ๋วและน้าเตี้ยจะเข้ามาบ้านหลังเฉพาะในช่วงเวลาที่จะต้องมาคอยดูแลน้องแพม ตามที่น้องแพมได้จ่ายเงินเป็นค่าดูแลให้กับน้าเตี้ยไว้ในแต่ละเดือน แต่ทั้งยายแจ๋วและน้าเตี้ยไม่เคยมานอนพักเป็นประจำ โดยตอนกลางคืนก็จะกลับไปนอนพักที่บ้านของตัวเอง

ในช่วงวันเกิดเหตุญาติทางจังหวัดมุกดาหารได้เดินทางมาร่วมพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล 100 วันให้กับน้องแพน โดยหลังวันงานเสร็จสิ้นก็ได้เดินทางกลับมุกดาหาร และได้นำเอาเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของน้องแพนกับวิชิตและเสื้อผ้าของน้องต้นข้าว กลับไปด้วย โดยในตู้เสื้อผ้าก็มีแต่เสื้อผ้าของน้องแพนกับน้อวต้นข้าว ตอนที่ขนสิ่งของขึ้นรถเป็นเวลาประมาณ 15.30 น.

ยายแจ๋วกับน้าเตี้ย ก็อยู่ด้วยและเห็นเหตุการณ์โดยตลอด โดยยายแจ๋วยังได้ทักท้วงว่าเป็นคนออกเงินซื้อตู้เสื้อผ้า ขณะที่ตนรับทราบมาว่าน้องแพนเป็นคนซื้อตู้เสื้อผ้า แต่ก็ไม่อยากให้มีปัญหากระทบกระทั่งกันประกอบกับในตู้เสื้อผ้ามีเสื้อผ้าของน้องแพนและของหลานสาวอยู่ภายใน จึงไม่อยากนำออกจากตู้ เลยสอบถามให้ยายแจ๋วคิดมูลค่าตู้เสื้อผ้าดังกล่าว

ว่าจะต้องจ่ายเงินให้เท่าไหร่จึงจะเอาตู้เสื้อผ้ากลับไปได้ ซึ่งนางแจ๋วก็ตอบว่าต้องจ่ายให้ 3,000 บาท จึงได้มีการจ่ายเงินให้กับนางแจ๋วไป และจากนั้นญาติก็ได้เดินทางกลับมุกดาหาร โดยไม่ได้มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นอีก จนกระทั่งเวลาผ่านมานานร่วม 5 เดือน จึงได้มีทนายความพายายแจ๋วไปแจ้งความดำเนินคดีตนกับพวกดังกล่าว

ทั้งนี้ ตนและลูกหลานญาติพี่น้องอยากจะฝากความในใจไปถึงยายแจ๋วและน้าเตี้ย ว่า พวกเรายังคงรักและเคารพยายและน้าฉันญาติผู้ใหญ่เหมือนเดิม อยากให้กลับมารักใคร่ผูกพันกันเช่นเดิม ไม่อยากให้ไปเชื่อคนที่มายุแหย่ให้พวกเราผิดใจกัน โกรธเคืองกัน ฟ้องร้องกัน

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวยายและน้าจะรู้เรื่องดีที่สุดว่าที่จริงแล้วไม่ได้มีการบุกรุกและไม่ได้มีการลักเอาทรัพย์สินของยายกับน้าเตี้ยไปแต่อย่างใด เป็นเพียงเอาทรัพย์สินของน้องแพนกลับมาเพื่อระลึกถึงเป็นการเตือนความทรงจำ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่น้องแพนเท่านั้น ส่วนเรื่องทรัพย์มรดกของน้องแพนก็อยากให้มีการพูดคุยกันในวงญาติเพื่อจะได้จบเรื่องดังกล่าวด้วยดีต่อกัน นายเพินกล่าว

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อุทยานแห่งชาติน้ำตก ห้วยยางบุกจับผู้ต้องหาลักลอบล่าสัตว์ป่า คุ้มครองในพื้นที่ป่าสงวน หลังพบหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายหลายข้อหา

แชร์เนื้อหานี้

นายนพพร ประทุมเหง่า ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สาขาเพชรบุรี) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ หย.2 (น้ำตกขาอ่อน) ได้ออกตรวจลาดตระเวนในพื้นที่ป่าบ้านหนองโปร่ง (ช่องหนองบอน) และจับกุม นายชิต (สงวนนามสกุล) อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 464 ตำบลชัยเกษม อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผู้ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย

เจ้าหน้าที่พบซากลิงกัง 1 ซาก พร้อมของกลางอื่นๆ ประกอบด้วย อาวุธปืนลูกซองเดี่ยว 1 กระบอก กระสุน 9 นัด มีดพก 1 ด้าม หนังสติ๊ก 1 อัน ไฟคาดหัว 3 อัน กระสอบปุ๋ยสีขาว 1 ใบ และเปลนอน 1 ผืน ณ จุดเกิดเหตุในป่าหนองโปร่ง บ้านหนองโปร่ง หมู่ที่ 9 ตำบลชัยเกษม อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายจิรายุ พูลทวี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง กล่าวว่า ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงหลายข้อ ทั้งตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ฐานเก็บหาของป่าและกระทำการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ฐานล่าและครอบครองซากสัตว์ป่าคุ้มครอง

และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ฐานนำออกและทำอันตรายต่อทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์และอาวุธเข้าไปในเขตอุทยาน และยิงปืนภายในอุทยานแห่งชาติ นอกจากนี้ ยังถูกร้องขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนอีกด้วย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีภูธรธงชัย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ​การดำเนินงานตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ป่าคุ้มครองและการบุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงเข้มงวดตรวจตราเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทหาร กกล.สุรศักดิ์มนตรี ยึดเฮโรอีน-ยาบ้า ขณะลักลอบนำข้ามโขงมาส่งมุกดาหาร/นบ.ยส.24 ปฏิบัติการ Seal Stop Safe ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 355 มัด710,000 เม็ด อ.บ้านแพง จ.นครพนม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ร.ต.กฤษดา มุลมาตย์ ผู้บังคับหมวดสกัดกั้นฯ ที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (กกล.สุรศักดิ์มนตรี) ได้จัดกำลังออกซุ่มตามจุดเสี่ยงจุดล่อแหลม บริเวณ บ้านพาลุกา ม.4 ต.ชะโนด อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

ได้ตรวจพบเรือแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เห็นคนบนเรือโยนกระสอบขนาดใหญ่ขึ้นมาไว้บริเวณริมตลิ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าไปตรวจสอบ แต่เมื่อคนที่อยู่บนเรือเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้รีบขับเรือแล่นกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบว่าภายในกระสอบเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1(ยาบ้า) ที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษไข พิมพ์อักษร Y 1 มีถุงพลาสติกใส่ห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่ง รวม 14 มัด จำนวน 86,000 เม็ด

และยังตรวจพบเฮโรอีน จำนวน 1 แพ็ค น้ำหนัก100กรัม จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทหารยึดเฮโรอีนยาบ้าขณะลักลอบนำข้ามแม่น้ำโขงส่งมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

นบ.ยส.24 ปฏิบัติการ Seal Stop Safe ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 355 มัด ประมาณ 710,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24)

ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “Seal Stop Safe” เพื่อป้องกันยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เวลา 1500 อำนวยการให้ พันเอกอินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ผบ.ฉก.ทพ.21)

ซึ่งได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว มาพักคอยในพื้นที่เพื่อลำเลียงขนย้ายเข้าสู่พื้นที่ตอนใน จึงสั่งการให้ ร้อยโทวันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 (ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21)

จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าทำการเฝ้าตรวจพื้นที่ตามภาพข่าว บริเวณริมตลิ่งลำห้วยม่วง บ้านปากห้วยม่วง หมู่ที่ 2 ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ตรวจพบชายต้องสงสัย จำนวน 2 คน เดินแบกกระสอบสิ่งของต้องสงสัย

เดินมาตามเส้นทางในภูมิประเทศ เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวขอตรวจสอบกระสอบสิ่งของต้องสงสัย เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ กลุ่มชายดังกล่าวได้ทิ้งสิ่งของและอาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไป

จากการตรวจสอบพบภายในบรรจุยาเสพติดประเภทที่ 1 (ยาบ้า) จำนวน 3 กระสอบ (ประมาณ 710,000 เม็ด) หน่วยจึงได้ประสานหน่วยงานความมั่นคง ในพื้นที่ ร่วมบันทึกภาพผลการตรวจพบ

และนำยาเสพติดของกลาง มายัง บก.ร้อย.ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 เพื่อทำการตรวจนับอย่างละเอียด และนายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพรฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง เป็นประธานการแถลงข่าว

พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.บ้านแพง จ.นครพนม เข้าร่วม ณ บก.ร้อย ฉก.ทพ.2101 ฉก.ทพ.21 บ.ปากห้วยม่วง ต.นาเข อ.บ้านแพง จ.นครพนม พร้อมทั้งได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้ สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

เด​วิท​ ​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จนท.ทหาร ตรวจเข้มรถเข้าออกด่านมุกดาหาร ขณะหน่วยงานกังขาเหตุใดศุลกากรปล่อยคนขับรถขนบุหรี่ไฟฟ้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร เจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2105 และเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังสุรนารี เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่ามุกดาหาร ปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร -สะหวันนะเขต) อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรวจตรารถโดยสารที่วิ่งเข้าออกสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะรถโดยสารประจำทางที่วิ่งระหว่างประเทศ สายมุกดาหาร-สะหวันนะเขต โดยสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตรวจพบว่ารถโดยสารระหว่างประเทศสายมุกดาหาร-สะหวันนะเขต หมายเลขทะเบียน 10-0716 มุกดาหาร ได้มีการดัดแปลงพื้นที่ด้านหลังห้องโดยสารทำเป็นช่องลับและใช้ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและของผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้กว่า 4,000 แท่ง และสินค้าหนีภาษีศุลกากรอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ คดีตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าวยังสร้างความกังขาให้กับหน่วยงานที่ตรวจยึดว่า เหตุใดด่านศุลกากรมุกดาหาร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องการปราบปรามดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร และสินค้าหนีภาษี กลับไม่ดำเนินคดีกับพนักงานขับรถโดยสารคันดังกล่าว ทั้งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอาจมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนในการกระทำความผิด

เนื่องจากการนำเอาสิ่งของซึ่งเป็นกระสอบและกล่องขนาดใหญ่เข้ามาไว้ในรถโดยสาร ทั้งยังนำไปซุกซ่อนไว้ในบริเวณที่ถูกดัดแปลงให้เป็นช่องลับ โดยปกติการนำพัสดุหรือสิ่งของใดๆขึ้นมาบนรถย่อมจะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานขับรถซึ่งเป็นผู้ควบคุมรถ อีกทั้ง บขส. ยังมีระเบียบขั้นตอนการส่งพัสดุภัณฑ์ ว่าต้องกรอกใบฝากส่งพัสดุภัณฑ์ ระบุที่อยู่ผู้รับและผู้ส่ง หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับและผู้ส่ง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพัสดุภัณฑ์เพื่อป้องกันสิ่งของผิดกฎหมายหรือยาเสพติด ไว้ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติอย่างชัดเจน

ดังนั้น การที่ด่านศุลกากรมุกดาหารไม่ดำเนินคดีกับพนักงานขับรถโดยสารที่บรรทุกบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าว ย่อมอาจทำให้สังคมเกิดข้อครหาถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างโปร่งใสหรือมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ด่านศุลกากรมุกดาหารไม่ดำเนินคดีกับพนักงานขับรถโดยสารบรรทุกบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในราชอาณาจักร #ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่โปร่งใส #ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ #จังหวัดมุกดาหาร #บขส #ปปช #ปปท #กรมศุลกากร #รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /อุกอาจ! โชเฟอร์ขับรถโดยสารมุกดาหาร-สะหวันนะเขต ซุกบุหรี่ไฟฟ้า 4,200 แท่ง ใส่ช่องลับของรถ บขส. ระหว่างประเทศ จนท.ศุลกากรตรวจปล่อยออกจากด่านแต่ทหารตามไปตรวจพบจับดำเนินคดี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2105 และเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่ามุกดาหาร ปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร -สะหวันนะเขต) อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ได้ตรวจรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศ สายมุกดาหาร-สะหวันนะเขต) หมายเลขทะเบียน 10-0716 มุกดาหาร ขณะวิ่งข้ามสะพานมิตรภาพ 2 จากแขวงสะหวันนะเขต​ เข้ามาที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร เมื่อเปิดดูบริเวณที่เก็บสัมภาระใต้ท้องรถพบกล่องกระดาษขนาดใหญ่ต้องสงสัยจำนวน 6 กล่อง

จึงได้นำมาเปิดตรวจสอบพบว่าภายในเป็นบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,200 แท่ง แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานกำลังจะขึ้นไปตรวจค้นที่ด้านบนรถ ปรากฏว่าได้มีเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านซึ่งเข้ามาร่วมตรวจค้นด้วยบอกกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารว่าข้างบนรถตรวจแล้วไม่พบอะไรมีแต่กล่องขนมและได้ปล่อยให้รถโดยสารคันดังกล่าวแล่นออกไปจากด่านพรมแดน

แต่ต่อมาผู้บังคับบัญชาของหน่วยทหารทราบเรื่องว่ามีการตรวจค้นพบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลและกองทัพบกมีนโยบายให้กวดขันจับกุมโดยเด็ดขาด จึงได้สอบถามว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้ขึ้นไปตรวจได้ด้านบนด้วยหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีเจ้าหน้าทหารขึ้นไป ทางผู้บังคับบัญชาจึงได้ให้ติดตามรถโดยสารคันดังกล่าวไปทำการตรวจค้นที่ด้านบนรถโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตม.มุกดาหาร ตชด.234 ชุดสืบสภ.เมืองมุกดาหาร ตำรวจน้ำ ติดตามไปพบรถโดยสารคันดังกล่าวไปจอดอยู่ที่ด้านหลังสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร

จึงได้ขึ้นไปทำการตรวจค้นที่ด้านบนรถพบว่าที่บริเวณด้านท้ายสุดของห้องโดยสาร มีการดัดแปลงทำเป็นช่องลับภายในพบกล่องบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าอีกจำนวน 15 กล่อง

ภายในบรรจุบุหรี่ไฟฟ้ารวมจำนวน 3,000 แท่ง นอกจากนี้ยังพบเสื้อกันฝนและขนมขบเคี้ยวอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ผ่านพิธีศุลกากร จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ดำเนินคดี

ส่วนคนขับรถโดยสารประจำทางคือนายสมบัติ โคตรสงคราม อยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่ 13 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ศุลกากรมุกดาหารแจ้งว่าจะกันตัวไว้เป็นพยาน

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อ.ศรีสัชนาลัยจัดยุทธการเด็ดปีกผู้ค้ายาเสพติด.

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าวันพุธที่ 30 เมษายน 2568ตั้งแต่เวลา 08.00 – 13.00 น.อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ภายใต้การอำนวยการของ นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยโดย นายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธการเด็ดปีกผู้ค้ารายย่อย” ภายใต้โครงการ ศรีสัชนาลัย สีขาว โดยบูรณาการความร่วมมือกับ พ.ต.อ.วรวิทย์ คชไกรผกก.สภ.บ้านแก่ง มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอศรีสัชนาลัย

ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ชป.ปส.สภ.บ้านแก่ง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอศรีสัชนาลัยที่ 6 ขับเคลื่อนโครงการ “ศรีสัชนาลัย สีขาว” ภายใต้โครงการจังหวัดสุโขทัย และมหาดไทยสีขาว เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งภัยยาเสพติด Safe Zone No Drugs และขับเคลื่อนนโยบายจัดระเบียบสังคมปราบปรามผู้มีอิทธิพล ของกระทรวงมหาดไทย

โดยร่วมกันเปิดปฏิบัติการยุทธการเด็ดปีกผู้ค้ารายย่อย ในพื้นที่บ้านโป่ง หมู่ที่ 6 ตำบลสารจิตร อำเภอศรีสัชนาลัย การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ได้มอบหมายให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เป็นสายลับเข้าไปสังเกตุการณ์ในพื้นที่เป้าหมาย ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 2 ราย รายละเอียดดังนี้

ผู้ถูกจับรายที่ 1 พบของกลางเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวน 7 เม็ด จึงได้ “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต”

ผู้ถูกจับรายที่ 2 พบของกลางเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวน 30 เม็ด จึงได้ “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต”


เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้ควบคุมตัวผู้ถูกจับกุม พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแก่ง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
การดำเนินการในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกันระหว่างนายอำเภอ เจ้าคณะอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ที่ดำเนินการจัดทำพิธีลงนาม MOU แก้ไขปัญหายาเสพติด เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตจำนงค์ในการร่วมมือกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของทุกภาคส่วน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ณ บ้านโป่ง หมู่ที่ 6 ตำบลสารจิตร อำเภอศรีสัชนาลัย
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 แถลงปฏิบัติการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด ในพื้นที่ จ.เลย / วิบัติ! โจรแสบลักสายไฟตลาดอินโดจีน เสียหายย่อยยับนับ 100 ห้อง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 เมษายน 2568 เวลา 13.30 น. ที่กรมทหารพรานที่ 21 ต.ศรีสองรัก อ.เมืองเลย จ.เลย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) พร้อมด้วยนายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ร่วมกันแถลงข่าวปฏิบัติการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe

ในพื้นที่อำเภอชายแดน ของจังหวัดเลย โดยมี พล.ต.ต.วีระเดช เลขะวรกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย นายกิตติคุณ บุตรคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พันเอก สุพรเทพ ไชยยงค์ ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 3 ( ร.8 ) นางสาวภูมารินทร์ คงเพียรธรรม ปลัดจังหวัดเลย พันเอกอินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 นายสุชิน จันทร์ป่าน นายอำเภอปากชม และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมแถลงข่าว

โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 เวลา 02.00 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2109 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 สืบทราบจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนย้ายยาเสพติดเข้ามายังฝั่งไทย บริเวณพื้นที่บ้านปากมั่ง ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย จึงได้ประชุมวางแผนการปฏิบัติ ร่วมกับ ชป.505 กกล.สุรศักดิ์มนตรี ,จนท.สภ.ปากชม จากนั้นได้วางกำลังซุ่มเฝ้าตรวจพบ เรือกีบ 1 ลำ แล่นเข้ามายังฝั่งไทยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ ประมาณ 5 คน กำลังแบกกระสอบสีดำขึ้นจากเรือมาวางริมถนน

จากนั้นได้มีรถยนต์กระบะถอยเข้ามาเพื่อทำการขนกระสอบสีดำขึ้นท้ายกระบะ จนท.ชุดซุ่ม จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ พบเห็นว่าเป็น จนท. จึงได้กระโดดลงน้ำแม่โขงหลบหนีไปได้ แต่จนท.สามารถควบคุมตัวไว้ได้ 2 คน ต่อมาจึงได้ประสานหน่วยที่เกี่ยวมาร่วมทำการตรวจสอบกระสอบสีดำ

พบเป็นกระสอบบรรจุยาบ้ารวม ทั้งหมดประมาณ 15 กระสอบ พบเป็นยาเสพติดทั้งหมด 5,566,000 เม็ด พร้อมทั้งนำส่งผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ให้ สภ.ปากชม เพื่อทำการขยายผลในส่วนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

กรณีที่มีการตรวจยึดจับกุมในครั้งนี้ นบ.ยส.24 ในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอ พื้นที่ตามแนวชายแดน ในห้วงที่ผ่านมานั้น มีสถิติการจับกุมในพื้นที่อำเภอชายแดนของจังหวัดเลย จำนวน 186 ครั้ง ผู้ต้องหา 240 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 14,898,762 เม็ด, ไอซ์ 993 กิโลกรัม และเคตามีน 250 กิโลกรัม การจับกุมในพื้นที่รับผิดชอบของ

หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งหมด 7 จังหวัด 25 อำเภอ จำนวน 696 ครั้ง ผู้ต้องหา 974 คน โดยมี ของกลางยาบ้ามากถึง 104,955,437 เม็ด, ไอซ์ 4,084 กิโลกรัม, เฮโรอีน 124 กิโลกรัม, เคตามีน 777 กิโลกรัม, และอื่นๆ (ยาอี 3,490 เม็ด, happy Water 1,156 ซอง, ฝิ่น 1 กรัม) รวมมูลค่ามากถึงเจ็ดพันกว่าล้านบาทเศษ

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

มุกดาหาร​ -​วิบัติ! โจรแสบลักสายไฟตลาดอินโดจีน เสียหายย่อยยับนับ 100 ห้อง

เมื่อวันที่ 28 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ได้เกิดเหตุลักลอบขโมยสายไฟครั้งยิ่งใหญ่มโหฬารในบริเวณอาคารตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดินของจังหวัดมุกดาหาร จนทำให้โครงการก่อสร้างซ่อมแซมโครงสร้างและปรับปรุงตลาดอินโดจีน จังหวัดมุกดาหาร

มูลค่า 149,950,000 บาท ได้รับความเสียหาย โดยสืบเนื่องจากได้มีผู้ไปออกกำลังกายที่บริเวณริมแม่น้ำโขงหน้าตลาดอินโดจีนได้สังเกตเห็นสายไฟบริเวณที่เชื่อมต่อกับแผงหลอดไฟมีลักษณะถูกตัดเป็นจำนวนมาก คาดว่าอาจถูกคนร้ายเข้ามาลักลอบตัดสายไฟไปขาย จึงได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดิน ซึ่งเป็นอาคารยาวประมาณ 700 เมตร และอยู่ในระหว่างการซ่อมแซมและปรับปรุง ปรากฏว่าที่บริเวณห้องซึ่งจะทำเป็นร้านค้าจำนวนกว่า 100 ห้อง และบริเวณทางเดิน ซึ่งมีการเดินสายไฟร้อยท่อเชื่อมต่อกับแผงหลอดไฟและอุปกรณ์ควบคุม ได้ถูกรื้อและขโมยตัดเอาสายไฟไปเกือบทั้งหมด โดยคาดว่าคนร้ายจะลักลอบเข้ามาขโมยตัดสายไฟหลายครั้งโดยใช้เวลาหลายวัน จึงทำให้มีพื้นที่ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

เหตุดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ได้รับทราบข่าวต่างพากันวิตกกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินเนื่องจากคนร้ายกระทำโดยอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งที่ตลาดอินโดจีนตั้งอยู่ใจกลางเมืองมีผู้คนพลุกพล่าน และ

ที่สำคัญการถูกลักลอบตัดขโมยสายไฟดังกล่าวยังอาจทำให้งานก่อสร้างต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก ซึ่งจะส่งผลต่อเสียหายต่อเศรษฐกิจการค้าของจังหวัดมุกดาหารลดต่ำลงจากที่เคยมีรายได้จากการค้าและการท่องเที่ยวเมื่อครั้งเปิดให้บริการตลาดอินโดจีนปีละประมาณ 200 ล้านบาท อีกด้วย

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อ.แม่สะเรียง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ “คนร้ายยิงราษฎรเสียชีวิต” บ้านแม่กองคา ต.แม่ยวม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 23 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 07:00 น. ตามที่ได้รับแจ้ง”มีคนร้ายผู้ก่อเหตุใช้อาวุธอื่นลูกซองยาว ยิงราษฎรเสียชีวิต จำนวน 1 ราย และยังตามหาตัวไม่พบ อีก 1 ราย ท้องที่เกิดเหตุ หมู่ที่ 10 บ้านแม่กองคา ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอแม่สะเรียงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้ติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิด ตั้งแต่เวลา 13:30 น. ซึ่งยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้

ผู้ถูกยิงเสียชีวิต นายดิเก สุกุลกิจ อายุ 65 ปี ราษฎรหมู่ที่ 10 บ้านแม่กองคา ตำบลแม่ยวมราษฎรที่คาดว่าจะถูกยิง 1 ราย แต่ยังหาตัวไม่พบ ชื่อ กมล สุกุลกิจ อายุ 41 ปี ราษฎรหมู่ที่ 10 แม่กองคา ตำบลแม่ยวมผู้กระทำความผิด/ผู้ก่อเหตุ ชื่อ ยุทธนา จตุพรสีวลี อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นบุคคลที่ครอบครัวแจ้งความหายออกจากบ้านเมื่อประมาณ 10 กว่าวันที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการติดตามค้นหาของเจ้าหน้าที่

วันนี้ 23 เมษายน 2568 เวลา 18:30 น. นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมทั้ง ร่วมวางแผนวางกำลังเจ้าหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน โดยบูรณาการหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ปลัดอำเภอ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เจ้าหน้าที่ทหารกรมทหารพรานที่สาม 36 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าตาฝั่งร่วมกับ ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ และผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง จำนวนมากกว่า 50 นาย

จัดกำลังรักษาความปลอดภัยดูแลความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน เพื่อสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในพื้นที่ จนกว่าจะติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยศัพท์เปลี่ยนหมุนเวียนกำลังรักษาความปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมงทั้งนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะมีการกระทำความผิดเพิ่มเติม ประกอบกับได้รับแจ้งจากราษฎรในพื้นที่ว่าผู้กระทำความผิดอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติด และมีการประกาศว่าจะกลับมาทำร้ายราษฎรในหมู่บ้านอีก

สมจิตร แสงบัลลังก์ ภาพ/ข่าว ทีมข่าว บก. รายงาน