คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อบรมพัฒนาศักยภาพพนักงานขับรถโดยสาร (Safety Bus Thailand) รุ่น 2 และพิธีมอบหนังสือรับรองสมรรถนะ รุ่นที่1

แชร์เนื้อหานี้

งานการอบรมพัฒนาศักยภาพพนักงานขับรถโดยสารด้านความปลอดภัย (Safety Bus Thailand) รุ่น 2 และพิธีมอบหนังสือรับรองสมรรถนะ รุ่นที่1 โดยสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ
สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย ณ โรงแรมเมเปิล บางนา กรุงเทพ วันที่ 1 เมษายน 2568

โดยมี ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ / คุณจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ / คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Soft Power

ด้านการท่อง เที่ยว /คุณปิยะ โยมา รองอธิบดี กรมการขนส่งทางบก / คุณชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และดร.วสุเชษฐ์ โสภณเสถียร นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย

โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพพนักงานขับรถโดยสารด้านความปลอดภัย (Safety Bus Thailand) ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย เพื่อเพิ่มเติมสมรรถนะในการปฏิบัติงานในเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่รถทัวร์โดยสาร ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ส่งผลให้ผู้สำเร็จการอบรมสามารถสะสมจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

การตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินต่างๆ บนรถโดยสารและการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้นในสถานการณ์สมมติ การฝึกอบรมภายใต้โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนคณะวิทยากรและเจ้าหน้าที่สอบซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากอีเมอเจนซี เมดิคอลเซอร์วิส เทรนนิ่งเซ็นเตอร์ และสถาบันฝึกอบรม เทรนนิ่ง อิน ไทย

ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการในรุ่นที่ 1 ได้แก่ พนักงานขับรถทัวร์โดยสาร ผู้บริหารสถานประกอบการสมาชิกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย จำนวน 233 คน จาก 30 สถานประกอบการรถโดยสารไม่ประจำทาง ชั้นนำของประเทศ ซึ่งในทั้ง 2 รรมแล้วกว่า 700 คน

ความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาทักษะของพนักงานขับรถโดยสาร แต่ยังสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้ประกอบการรถขนส่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งการยกระดับคุณภาพการให้บริการรถโดยสารที่มีความปลอดภัย นับเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ

ส่งเสริมความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยให้ก้าวหน้าและยั่งยืน (Safety and Sustainability) นอกจากนี้ ในการใช้บริการรถทัวร์โดยสารของนักเรียน นักศึกษา ในการเดินทางไปทัศนศึกษา กิจกรรมภาคสนาม และการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งพนักงานขับรถทัวร์โดยสารที่ได้รับการอบรมและผ่านการประเมินอย่างเข้มงวดนั้น จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนทุกคนว่า การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ส.ศิษย์เก่าฯ รร.หัวหินวิทยาคม จัดกอล์ฟการกุศลรายได้ปรับปรุงลานกีฬาโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.68 ที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน จ.ประจวบฯ นายอติชาติ ชัยศรี นายกสมาคมศิษย์เก่า ครูและผู้ปกครองโรงเรียนหัวหินวิทยาคม เป็นประธานการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรมกอล์ฟการกุศล ครั้งที่ 1 มี ดร.รุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ ประธานกรรมการคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนหัวหินวิทยาคม นายวชิระ ศิริเทียนทอง ประธานกรรมการบริษัท ติยะ มาสเตอร์ ซิทเต็ม จำกัด นายอำนาจ ป่านแก้ว ผู้จัดการทั่วไป สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน นายรัสมิ์ชัย ศรีชาติ รองผู้อำนวยการ ร.ร.หัวหินวิทยาคม นายสุรสิทธิ์ ปัญญาพานิช อุปนายกสมาคมฯ น.ส.ณิชารี ทรัพย์มา เลขานุการสมาคมฯ และสมาชิกสมาคมฯ เข้าร่วมประชุม

นายอติชาติ ชัยศรี กล่าวว่า วันนี้สมาคมฯ เราได้มาร่วมประชุมกันเพื่อเตรียมจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลให้แก่โรงเรียนหัวหินวิทยาคม ที่สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ในวันที่ 3  พฤษภาคมนี้ เพื่อจัดหาทุนให้กับสมาคมฯ นำไปบูรณะลานกีฬาของโรงเรียน ให้นักเรียนได้มีลานกีฬาที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย พร้อมรองรับการทำกิจกรรมทางการกีฬาของนักเรียนที่จะนำมาใช้ทำกิจกรรม การออกกำลังกาย การเรียนการสอน รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนความคืบหน้าของการขออนุญาตจัดตั้งสมาคมฯ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ ท่านก็จะอนุมัติและแต่งตั้งสมาคมฯ เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

นายอำนาจ ป่านแก้ว กล่าวว่า สนามกอล์ฟหลวงหัวหินในนามของ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด มีความยินดีที่จะสนับสนุนสมาคมฯ เพื่อจัดการแข่งกอล์ฟ สร้างรายได้เพื่อนำรายได้ไปสู่ชุมชน ทางสนามกอล์ฟหลวงหัวหินมีความยินดีมากๆ ที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนในครั้งนี้ และคาดหวังว่าสนามกอล์ฟหลวงหัวหินจะได้ จัดกิจกรรมแบบนี้ให้กับชุมชนอีกในครั้งต่อไป
ด้านนายวชิระ ศิริเทียนทอง กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญมาร่วมสมาคมฯ เป็นโครงการที่ดีเพื่อสังคมและเยาวชน โดยเฉพาะการก่อตั้งสมาคมศิษย์เก่า ครูและผู้ปกครอง โรงเรียนหัวหินวิทยาคม ผมก็อยู่หัวหินมา 10 กว่าปี อดไม่ได้ที่ต้องสนับสนุนในสิ่งดีๆ เหล่านี้ ท่านนายกอติชาติเองก็มีวัตถุประสงค์ที่ทำเพื่อสังคมไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตนแต่การใด หลังจากที่ฟังการประชุมแล้วก็มีความรู้ศรัทธาว่า ถ้าโครงการสมาคมฯ เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของสังคม ก็ยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ

ดร.รุ่งโรจน์ สีเหลืองสวัสดิ์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมประชุมกับทางสมาคมฯ ดีใจที่มีผู้ใหญ่ใจดีให้ทุนเริ่มต้น 100,000 บาท  มีการจัดกิจกรรมกอล์ฟโดย คุณอำนาจ ป่านแก้ว ผู้จัดการทั่วไป สนามกอล์ฟหลวงหัวหิน ท่านได้ดำเนินการไปแล้ว 30 ก๊วนๆ ละ 6 ท่าน คิดว่าคงจะสำเร็จด้วยดี ก็คงมีรายได้เข้ามาช่วยทนุบำรุงปรับลานสนามกีฬาให้ได้มาตรฐาน ผมในฐานะที่เป็นประธานกรรมการสถานศึกษาฯ ก็รู้สึกขอบคุณทุกๆ คนที่มาร่วมแรงร่วมใจ ก็ขอให้ท่านเจริญก้าวหน้าในการที่มาทำงานในการกุศลครั้งนี้ครับ.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว ประจวบฯ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / บริษัท โรงงานน้ำตาลชำนิ จำกัด ประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 น.ณ ศาลาประชาคม ต.เมืองยาง อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ บริษัท โรงงานน้ำตาลชำนิ จำกัด และ บริษัท ที่ปรึกษา จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมี นายอนุรักษ์ สุขประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานน้ำตาลชำนิ จำกัด พร้อมด้วย นายอำเภอชำนิ หัวหน้าส่วนราชการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม

นายอนุรักษ์ สุขประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฯ กล่าวว่า บริษัทโรงงานน้ำตาลชำนิจำกัด เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มโรงงานผลิตน้ำตาล kI มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการผลิตน้ำตาล โดยได้รับหนังสือรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อย และ น้ำตาลทราย ตามหนังสือเลขที่ อก 0604/1489 ลงวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2567 มีสิทธิ์ตั้งโรงงานนัำตาลกำลังการผลิต 20,000 ตันอ้อย ต่อวัน พื้นที่ประมาณ 897.9 ไร่ ตั้งอยู่ที่อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อผลิตน้ำตาลทรายดิบ น้ำตาลทรายขาวเกรด 3 น้ำตาลทรายขาว และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์

จากประเภทโครงการ กิจการหรือการดำเนินการตามประกาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2566 ได้กำหนดให้การดำเนินโครงการ หรืออุตสาหกรรมประกอบกิจการ เกี่ยวกับน้ำตาลทุกขนาด ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างเสนอต่อ(สผ.)

นายอนุรักษ์ สุขประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฯ กล่าวต่อไปอีกว่า เกษตรกรจะได้ประโยชน์โดยตรงจากโรงงาน จะเกิดอาชีพหลายอย่าง คนที่มีความสามรถสูง ความพร้อม อาจจะทำไร่อ้อยขนาดกลาง เล็ก ใหญ่ บางคนมีอุปกรณ์การเกษตรอยู่แล้ว เช่นรถไถ เราก็ให้บริการแก่ชาวบ้าน หากยังขาดเครื่องมือ และในเรื่องของรถบรรทุกอ้อยเข้าสู่โรงงาน

กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีปิดโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อำเภอเมืองบึงกาฬ “ค่ายคืนคนดี สู่สังคม”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 จ.บึงกาฬ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองบึงกาฬ โรงพยาบาลบึงกาฬ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดพิธีปิดโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อำเภอเมืองบึงกาฬ

“ค่ายคืนคนดี สู่สังคม” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีนิพนธ์ คนขยัน ส.ส.บึงกาฬ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ประธานพิธีปิด พร้อมด้วย นายภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ ฃ

พ.ต.อ.ประเสริฐ นิลยาภรณ์ ผกก.ฝอ.บก.ตชด.ภาค 2 พ.ต.อ.พิชิต คงพิทักษ์ ผกก.สภ.เมืองบึงกาฬ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ โคตรศรีวงษ์ ผบ.ร้อย ตชด.244 นายหมวดตรีไวคุณ ไชยเลิศ ผบ.ร้อย อส.จ.บึงกาฬที่ 1 แพทย์พยาบาล และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

ตามที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองบึงกาฬ นำโดยนายภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ คืนคนดี สู่สังคม ประจำปีงบประมาณ 2568 ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ถึง 31 มีนาคม 2568

ณ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 244 อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สนง.ป.ป.ส.) โดยโครงการฯ ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 มีนาคม 2568

ทั้งนี้ประธานพิธีพร้อมด้วยผู้ทรงเกียรติได้มอบประกาศนียบัตรผ่านการอบรม “ค่ายคืนคนดีสู่สังคม” จำนวน 102 คน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ผ่านการอบรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สามารถกลับไปใช้ชีวิตในชุมชน และสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่กลับไปเสพยาเสพติดช้ำ

สื่อรัฐทีวี-สื่รัฐนิวส์/ อดีตผช.ผญบ.รุดพบผู้ว่าฯชุมพรเร่งรัดคดีกำนันดังจ้างวานบุกรุกป่าอนุรักษ์โครงการพระเทพฯลั่น “ไม่มีใครทำอะไรได้”

แชร์เนื้อหานี้

อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพร้อมภรรยาและลูกชายเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและคลิปวีดีโอเป็นหลักฐาน โดยกำนันคนหนึ่งรับว่าจ้างให้บุคคลอื่นเข้าบุกรุกป่าจำนวน 10 ไร่ พื้นที่หมู่ 6 ตำบลสลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร  ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ส่วนการบุกรุกพื้นที่ดังกล่าวเป็นคดีความอยู่ที่สภ.สลุยแต่ยังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งกำนันคนดังกล่าวลั่นไว้ว่า “ไม่มีใครทำอะไรตนได้” ผู้ร้องซึ่งเกรงว่าคดีไม่มีความคืบหน้าจึงเดินทางเข้าพบร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรรับทราบและติดตามคดีความอย่างใกล้ชิด

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสายศิริ  มากประดิษฐ์  อายุ 77 ปี อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อยู่บ้านเลขที่ 180 หมู่ 4 ตำบลสองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร พร้อมด้วยภรรยาและนายธนธร  มากประดิษฐ์  อายุ 56 ปี เดินทางเข้าพบนายเธียรชัย  ชูกิตติวิบูลย์  ผู้ว่าฯจ.ชุมพร ที่ห้องประชุมเกาะลังกาจิว ศาลากลางจังหวัดชุมพร โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร เข้ารับฟังปัญหาดังกล่าวด้ว

โดยนายสายศิริและนายธนธร ผู้ร้องให้ข้อมูลว่า โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯอยู่ในพื้นที่ตำบลสองพี่น้องและตำบลสลุย อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เนื้อที่ 1,900 ไร่ โดยมีประชาชนได้เสียสละที่ดินเพื่อทำป่าชุมชน อนุรักษ์ป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า เป็นแหล่งผลิตน้ำตามธรรมชาติ และเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน อนุรักษ์หวงแหนถวายพระเทพฯ
      ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 นายสายศิริฯ อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในฐานะคนเก่าคนแก่ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯซึ่งได้ดูแลพื้นที่โครงการฯเป็นประจำ จะมีส่วนหน่วยงานราชการเข้ามาดูแลด้วยคือเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรจังหวัดรับผิดชอบด้วย ขณะนั้นได้เจอคนกลุ่มหนึ่งจำนวน 7 คน ซึ่งตามที่ได้เห็นพบว่าเป็นคนที่ไม่รู้จักหรือเคยเห็นกับบุคคลดังกล่าวเลยกำลังแผ้วถางด้วยมีดงอ กันอย่างสนุกมือโดยไม่คิดถึงความผิดของกฎหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด ปรากฏว่าป่าถูกแผ้วถางไปแล้วประมาณ 10 ไร่ จึงได้เข้าไปห้ามปรามกลุ่มบุคคลดังกล่าวจึงล่าถอยไป

หลังจากนั้นนายสายศิริฯผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้ยื่นเรื่องแจ้งไปยังสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร และได้ส่งเรื่องต่อไปที่ว่าการอำเภอท่าแซะ ด้านปลัดอำเภอพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้เดินทางเข้าพื้นที่ตรวจสอบพร้อมทั้งได้ทำการติดป้ายตรวจยึดพื้นที่เพื่อดำเนินคดี ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเรื่องคดีความอยู่ที่สภ.สลุย แต่ผ่านมาประมาณ 2 สัปดาห์ ไม่มีความคืบหน้าอีกทั้งกำนันคนดังกล่าวเคยลั่นไว้ว่า “ไม่มีใครทำอะไรเขาได้” เกรงว่าเรื่องการบุกรุกป่าจะเงียบ จึงเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรได้รับทราบและเร่งดำเนินการติดตามต่อไป
      ภายหลังผู้ร้องได้แจ้งความประสงค์การเข้าพบและยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมทั้งนำเอาคลิปวีดีโอที่บันทึกบทสนทนาของกำนันรายหนึ่ง อ้างว่าเป็นผู้จ้างวานให้ผู้อื่นเข้าไปบุกรุกแผ้วถาง ส่งให้กับมือผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเก็บไว้ตรวจสอบ

ด้านนายเธียรชัยฯ ผู้ว่าฯจ.ชุมพร เปิดเผยว่า รับปากว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนเพราะเป็นคดีความแล้วเรื่องอยู่ที่สภ.สลุย  เบื้องต้นทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เท็จจริงประการใดขอตรวจสอบตามพยานหลักฐานที่ปรากฏก่อน หากมีความผิดจริงก็จะลงโทษทางวินัยอย่างแน่นอน ผู้ว่ามาทำงานให้คนชุมพร ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับใครไม่ต้องกังวล” ผู้ว่าฯ กล่าว
…………………………………………….

ข่าว/ภาพนิ่ง
***เอกชนะ นวนละมัย ข่าวภูมิภาคจ.ชุมพร098-9515199

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชื่นชม แพทย์ พยาบาลเจ้าหน้าที่ รพ.นครปฐม ประสานงานขนย้ายผู้ป่วยไม่ทิ้งไว้ลำพัง

แชร์เนื้อหานี้

ทีมแพทย์พยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครปฐมเร่งระดมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากอาคารสูงหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงสัมผัสได้ซึ่งได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐมหลาย 100 นายเข้าร่วมในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าทำได้อย่างดีเยี่ยมไม่ได้สร้างความวิตกหวาดกลัวและยังคงเกาะติดอยู่กับผู้ป่วยวิกฤต แม้จะยังอยู่ในช่วงที่การไม่ปลอดภัย

วันที่ 28 มีนาคม 68 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์หลังเกิด เหตุแผ่นดินไหวซึ่งในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ได้รับผลกระทบและรับรู้ถึงความรู้สึกรุนแรงในหลายพื้นที่ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความแตกตื่นและ มีความวุ่นวายในการประสานงานกับสถานการณ์ และมีการส่งต่อข้อมูลการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงบ่าย โดยที่โรงพยาบาลนครปฐม ทีมแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่บุคลากรทางการ 

ได้ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิสุขสานุจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. เมืองนครปฐม เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ได้เข้ามาประสานงานในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงจากอาคารสูงซึ่งมีหลายอาคารและมีผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวอยู่เป็นจำนวนมากโดยเจ้าหน้าที่ได้มีการเร่งลำเลียงนำผู้ป่วยลงมาจากอาคารและนำมาพักในจุดต่างๆบริเวณชั้นหนึ่งที่ไม่ไม่ติดกับตัวอาคารด้วยความโกลาหล โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลาเคราะห์นครปฐม ได้ทำการช่วยเข็นเตียงและอุ้มผู้ป่วยออกจากจุดที่คาดว่าเป็นอันตรายตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้มีการประสานงานในการอำนวยความสะดวกในด้านการจราจรเพื่อรับส่งผู้ป่วยเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่และนำส่งผู้ป่วยที่มีอาการวิกฤตเข้าอยู่ในห้องฉุกเฉินซึ่งมีเจ้าหน้าที่รวมกันในพื้นที่หลาย 100 คนตั้งจุดประสานงานสั่งการ โดยมีการประเมินสถานการณ์เตรียมความพร้อมรับแรงอาฟเตอร์ช็อกที่จะตามมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้มีการควบคุมอุปกรณ์ที่เป็นอันตรายและเสี่ยงจะก่อให้เกิดเปลวเพลิงและเกิดความเสียหายในการรักษาผู้ป่วยเช่นผู้ป่วยวิกฤติหนักหรือในห้องผ่าตัดอย่างเต็มกำลัง ทำให้บรรยากาศวุ่นวายและทีมแพทย์พยาบาลเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ และทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยประสานงานได้มีการทำงานอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง 

พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม เผยว่า ตอนนี้ทางกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการประสานงานความร่วมมือในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอำนวยความสะดวกในการรับส่งผู้ป่วยโดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ในจุดต่างๆตามที่รับแจ้งและเฝ้ารอฟังการประสานงานจากเบื้องบนในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่เต็มกำลัง ตั้งแต่หลังเกิดเหตุและช่วงการขนย้ายผู้ป่วยซึ่งตอนนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว
นายสมภพ สอนดอนไพร อาสาสมัครมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม บอกว่าในส่วนของโรงพยาบาลนครปฐมได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและกลุ่มที่เป็นอาสาสมัครเข้ามาในพื้นที่ประมาณรวมแล้ว 100 กว่าคนสำหรับการนำรถขนส่งผู้ป่วย และรถกู้ชีพในการเตรียมความพร้อมเพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหากจำเป็นจะต้องมีการย้ายโรงพยาบาลไปมาสำหรับผู้ที่ต้องได้รับการเคลื่อนย้าย และมีการกำลังกระจายเจ้าหน้าที่ไปยังโรงพยาบาลต่างๆทุกอำเภอเพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มกำลังซึ่งคาดว่าน่าจะมีถึงประมาณ 200 นายเป็นอย่างน้อยที่ได้ลงปฎิบัติหน้าที่แล้วในตอนนี้

ด้าน รุ่งอรุณ ไชยธวัช 54 ปี ชาวบางเลน บอกว่าช่วงเกิดเหตุได้มาเฝ้าพ่อรักษาตัวอยู่ที่อาคารทวาราวดี ชั้นห้าจู่จู่ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นมาซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นแผ่นดินไหวเนื่องจากการสั่นนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยเรื่อยรับรู้ได้ดี จากนั้นทีมแพทย์พยาบาลได้แจ้งประกาศผ่านไมค์โดย ทีมประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลบอกว่ากำลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวซึ่งจะ มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงไปที่บริเวณชั้นล่างซึ่งตอนนี้ก็ขอให้เกิดความสมัครใจลงโดยบรรยากาศก็ไม่ได้โกลาหลแต่อย่างใดและทีมแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่เป็นระเบียบไม่เกิดความวุ่นวาย ซึ่งในการตัดสินใจตนเองจึงได้นำพ่อลงมาในพื้นที่ด้านล่างและขอชื่นชมว่าเจ้าหน้าที่ทำงานได้ดีมากและเห็นทุกคนทำงานได้เต็มกำลังความสามารถในช่วงที่เกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโรงพยาบาลนครปฐมมีอาคารสูงหลายแห่งซึ่งตอนนี้ได้มีการประสานงานจากเจ้าหน้าที่กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครปฐมโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมได้สั่งการให้เข้าตรวจสอบเหตุดังกล่าวและมีการเตรียมความพร้อมรับแผนหากเกิดอาฟเตอร์ shock ตามมาซึ่งหากสถานการณ์เข้าสู่ปกติและ ไม่มีเหตุสั่นสะเทือนหรือเกิดแผ่นดินไหวซ้ำซ้อนก็จะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าสู่ที่พักวันอังคารต่อไป

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม
………………………………..

แผ่นดินไหว #นครปฐม โรงพยาบาลนครปฐม

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /แพร่เร่งสำรวจ ความเสียหายจากแผ่นดินไหว เบื้องต้นเปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แผ่นดินไหว ณ ศาลากลางจังหวัดแพร่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.20 น วันที่ 28 มีนาคม 2568 ตามที่ได้เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมาร์ ขนาด 8.2 ริกเตอร์ ส่งผลกระทบกับประเทศไทยเป็นวงกว้างนั้นนั้น ในส่วนของจังหวัดแพร่ ทางนายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร์ ได้กำชับ ข้าราช

การ เจ้าหน้าที่ ลงจากตึกศาลากลาง เพื่อความปลอดภัยและสั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแพร่ ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แผ่นดินไหว ณ บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดแพร่เพื่อเป็นศูนย์รับเรื่องราวและสำรวจความเสียหายจากพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้

นางสาวรำพู จันต๊ะปะตุ รักษาราชการแทนป้องกันบรรเทาสารภัยจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า จังหวัดแพร่ รายงานสถาน การณ์แผ่นดินไหว ดังนี้ สถานการณ์สาธารณภัยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.2 เป็นแผ่นดินไหวบนบก ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร บริเวณประเทศเมียนมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในส่วนจังหวัดแพร่ รับรู้ถึงแรงสั่น

สะเทือนทั่วจังหวัดแพร่ สำหรับรับความเสียหายเบื้องต้นรับรายงานดังนี้ โรงจอดรถบ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 12 ตำบล ป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ และตัวบ้านได้รับความเสียหายบางส่วน ด้านการดำเนินการและการให้ความช่วยเหลือ อำเภอเมืองแพร่ และเทศบาลตำบลป่าแมต ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเบื้องต้นแล้ว

และสั่งการทุกอำเภอ หากพบความเสียหายให้เร่งให้ความช่วย เหลือโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน เฝ้าระวังติดตามอาฟเตอร์ช็อกจากแผ่นดินไหวจากหน่วยงานราชการ/แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และสื่อสารข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงเพื่อมิให้ประชาชนลดความตื่นตระหนก

ด้าน นายชัยสิทธิ์ ไชยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ลงพื้นที่ไปติดตามและเยี่ยมการช่วยเหลือผู้ป่วยที่โรงพยาบาลแพร่เนื่องจาก เป็นตึก
อาคารสูง และได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน โดยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ป่วยลงมาจากตึก สูง เพื่อมาพักรักษา ณ ชั้นล่างที่อาคารปฐมภูมิ เพื่อความ ปลอดภัยหากเกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาได้

ธีรพงษ์ #ธงออน/แพร่

061-595-5297##ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / น่านปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ “แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม” จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายประจักษ์ ไชยกิจ ปลัดจังหวัดน่าน เป็นประธานการปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพ “แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม” จังหวัดน่าน ณ ห้องประชุมดอกเสี้ยว 2

โรงแรมน่านตรึงใจ บูทีค จังหวัดน่าน เพื่อเป็นการต่อยอด ขยายผลการขับเคลื่อนคุณธรรมของชุมชน หน่วยงาน องค์กรเครือข่าย

เพื่อยกระดับสู่การเป็น “แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม”ให้ครอบคลุมทุกเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีนางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้จัดกิจกรรมร่วม

การจัดประชุมในครั้งนี้จัดโดยศูนย์คุณ ธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน โดยมีนายประมวล บุญมา หัวหน้ากลุ่มงานสมัชชาและความร่วมมือนานาชาติ

ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)กล่าวรายงานและมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรเครือข่ายทางสังคมทุกภาคส่วน จำนวน 81 คนเข้าร่วม/บุญยงค์ สดสอาดนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทวีเป็นตัวแทนรัฐบาลรับ 98 คนไทยกลับบ้านเกิดเป็นของขวัญฮารีรายอ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 27 มี.ค.68 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยพล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สอท. ปฏิบัติราชการ สตม. พ.ต.อ.พูลศักดิ์ แก้วสีขาว ผู้กำกับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนราธิวาส

น.ส.อัจฉรา โพธิ์พันธุ์ นายด่านศุลกากรสุไหงโกลกพล.ต.เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสพล.ต.ท.พัฒนวุธ อังคะนาวิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการกรรมการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นราธิวาส เขต 5 และนายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก

ได้ร่วมเดินทางไปยังด่านพรมแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อทำพิธีรับส่งมอบคนไทย จำนวน 98 คน ที่ถูกกักตัวอยู่ที่ศูนย์กักตัวบ้านตาเนาะแมเราะ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เป็นระยะเวลายาวนานเกือบ 4 เดือน ที่ทางการประเทศมาเลเซียอยู่ในระหว่างขั้นตอนตรวจสอบว่าเป็นคนไทยจริงหือไม่ ซึ่งภายหลังทางญาติทราบเรื่อง ได้ประสานขอความช่วยเหลือผ่าน พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้ ที่ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม และคณะ ได้เดินทางไปรอรับส่งมอบตัวด้วยตนเอง ที่บริเวณกลางสะพานด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก ที่ได้มีการประสานผ่าน นายมัสกรี สุไลมาน MR.Bakri sulaiman หัวหน้าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

ซึ่งภายหลังที่ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้ทำการรับส่งมอบตัว 98 คนไทยแล้วเสร็จ ได้ทำการพบปะพูดคุยสอบถามถึงความเป็นมา ซึ่งบางคนถูกกักตัวยาวนานถึง 4 เดือนลดหลั่นกันไป ซึ่งทางการประเทศมาเลเซียได้ทำการดูแลเป็นอย่างดีในระหว่างที่ถูกกักตัว และทุกคนขอขอบคุณ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรมและรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญช่วยเหลือคนไทย ที่ได้เดินทางกลับภูมิลำเนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงคาบเกี่ยวกับเดือนรอมฎอนกับฮารีรายอ ที่ได้มีโอกาสได้ร่วมเฉลิมฉลองฮารีรายอกับครอบครัว พร้อมกันนี้ พ.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรม ได้ถือโอกาสมอบอินทผาลัมและเครื่องแต่งกายมุสลิมทั้งชายและหญิง อาทิ หมวกกะปิเยาะและผ้าโสร่ง ไว้ใช้ประกอบศาสนกิจในครั้งนี้ด้วย

ด้านพลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถือว่าเป็นความสำเร็จในการประสานงานในระดับรัฐบาลและในระดับพื้นที่ โดยผู้ประสานงานหลักพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยมีการประสานงานระหว่างตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยทหารในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งขอยืนยันว่าในจำนวน 98 คนที่จะกลับมา ซึ่งอยู่ในช่วงของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงที่ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ตั้งใจตอบสนองเพื่อจะทำให้เดือนรอมฎอนสู่สันติสุขตามที่ได้ตั้งเป้าหมายกันไว้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่น่าชมเชย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานของเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ ซึ่งตรงนี้เราได้ชี้แจงโดยได้รับมอบจากรองนายกภูมิธรรม โดยมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องรอมฎอนสันติสุข โดยมีการชี้แจงกับท่านจุฬารัฐมนตรีได้เดินทางลงมาพบผู้นำศาสนาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดสงขลา ได้ร่วมพูดคุยพร้อมด้วยหน่วยงานทหาร ตำตรวจ ว่าเราแสดงออกด้วยความจริงใจที่จะทำให้เกิดประโยชน์เกิดสันติสุขในช่วงเดือนรอมฎอน และนี่คือหนึ่งงานที่ประกาศได้เลยว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจริงใจที่เป็นนโยบายของรัฐบาล และการปฏิบัติของรัฐบาลที่ท่าน ทวี สอดส่อง คือคนที่เป็นคนดำเนินการในเรื่องนี้

ขณะที่พ.ต.อ.พูลศักดิ์ แก้วสีขาว ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่าวันนี้ถือว่าเป็นวันที่ดีที่มีการส่งตัวคนไทยกลับบ้าน ในกรณีที่คนไทยที่ออกมาจากห้องกักบุคคลต่างด้าวเพื่อรอส่งกลับ ของ ต.ม.ตาเนาะแมเราะ รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยกลุ่มคนไทยกลุ่มนี้ได้กระทำผิดฝั่งมาเลเซียหลายข้อหาด้วยกัน โดยมีข้อหาหลักๆก็คือหลบหนีเข้าเมือง และคดีเล็กๆน้อยๆ และได้ผลโทษมาตั้งแต่ปี 2567 แล้ว โดยทางรัฐบาลได้มีการดำเนินการตรวจสอบว่าบุคคลกลุ่มนี้เป็นคนไทยหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบและออกเอกสารเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยประมาณ 98 คน

ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าทั้งนี้สืบเนื่องจากมีพี่น้องประชาชนได้ร้องมาหล่ยช่องทาง โดยเฉพาะทางโฆษกพรรคประชาชาติ ศอ.บต.เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และฝ่ายกอ.รมน.ด้วยว่ามีคนไทยที่ถูกกักตัวอยู่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งบางคนพาสปอร์ตขาดและบางคนเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งในขณะที่แจ้งนั้นผมอยู่ที่ประเทศจีน และได้มีข้อสั่งการว่าจะให้ความช่วยเหลือประสานท่านภูมิธรรมว่าจะให้ความช่วยเหลือ โดยขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศอ.บต. หน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีคนไทยประมาณ 100 กว่าคน แต่มีหลักฐานแค่ 34 คน ทั้งนี้ได้ประสานงานกับทางมาเลเซีย นายกอันวาอำนวยความสะดวก และทางกงสุลไทยในประเทศมาเลเซียดำเนินการ 98 คนที่มาในวันนี้และจะทยอยนำเข้ามา

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือรัฐบาลเข้าใจดีถึงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ และการช่วยเหลือในครั้งนี้ เนื่องจากผู้กักขังอยู่ในประเทศมาเลเซียในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเขาเหล่านั้นต้องปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา และความฝันคือเราอยากจะให้กลับมาพบกับครอบครัว เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลวันฮารีรายอ ซึ่งวันนี้ก็เป็นชุดแรกที่มาถึง ซึ่งเป็นชุดที่เข้ามาเยอะที่สุดโดยปกติแล้วจะแค่ 50 คน วันนี้ 98 คน และในส่วนที่เหลือเราจะดำเนินการหาทางช่วยเหลือต่อไป เพื่อที่จะให้ทันเทศกาลวันฮารีรายอ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเราจะเห็นว่าประเทศเรากับประเทศมาเลเซีย

จะเห็นได้ว่าเรามีพรมแดนกั้นแต่จริงๆแล้วเราเป็นเมืองพี่เมืองน้อง และเป็นเมืองทางเศรษฐกิจไปมาหาสู่กันระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะทางกรมศุลกากรที่ได้อำนวยความสะดวกในการใช้พื้นที่และการเดินทาง และเชื่อว่าในอนาคตเราจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้นต้องเปิดพื้นที่ให้มีความสะดวกในการค้าขายการทำมาหากินและวัฒนธรรม และสิ่งที่ทั้งสองประเทศห่วงก็คือเรื่องยาเสพติดและการค้ามนุษย์ และถือว่าวันนี้เป็นของขวัญชิ้นหนึ่งที่ทางรัฐบาลอยากมอบให้พี่น้องประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามที่ไปทำงาน เพื่อที่เขาจะได้มาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอกับครอบครัวซึ่งเป็นที่สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด คือการที่ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมบ้านในวันฮารีรายอ
/////////////////////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / นายทหารนักเรียน หลักสูตรนายทหารประชาสัมพันธ์ รุ่นที่ 43 จัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ ในโครงการ “สานสัมพันธ์พี่น้องชาวเพนียด สร้างชุมชนอย่างยั่งยืน”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 มีนาคม 2568 เวลา 09.20 น. ที่วัดราชบรรทม ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง เป็นประธานเปิดกิจกรรม ชุมชนสัมพันธ์ ในโครงการ “สานสัมพันธ์พี่น้องชาวเพนียด สร้างชุมชนอย่างยั่งยืน” จัดโดยนายทหารนักเรียน หลักสูตรนายทหารประชาสัมพันธ์ รุ่นที่ 43 โดยมี พันเอก สิปปวัสน์ โมระกรานต์ ผู้อำนวยการกองการศึกษา โรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก ส่วนราชการ

โดยมีนางนงลักษณ์ อยู่พุ่ม หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง
ผู้นำท่องที่ ผู้นำท้องถิ่น นักเรียนและประชาชนชาวตำบลเพนียด เข้าร่วมกิจกรรมฯ สำหรับกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ “สานสัมพันธ์พี่น้องชาวเพนียด สร้างชุมชนอย่างยั่งยืน” ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด โรงพยาบาลอานันทมหิดล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพนียด ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอโคกสำโรง

สัสดีอำเภอโคกสำโรง ร่วมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ คือ การจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการเมื่อสมัครเป็นทหารกองประจำการ การแนะแนวการศึกษาต่อ (การศึกษานอกโรงเรียน) กับศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอโคกสำโรง

การบริการตรวจสุขภาพและวัดสายตาเบื้องต้น การบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การบริการนวดประคบสมุนไพร การสอนทำน้ำพริกโบราณ การสอนทำขนมปังสังขยา การจัดแสดงเครื่องจักสานวิถีชุมชน การประกอบเลี้ยงรถครัวสนาม โดยกองพันปฏิบัติการจิตวิทยา และกิจกรรมสันทนาการ

โดยนายทหารนักเรียนหลักสูตรนายทหารประชาสัมพันธ์ รุ่นที่ 43 นอกจากนี้ยังได้มีการจัดการเสวนาในหัวข้อเรื่อง สิทธิประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเข้าเป็นทหารกองประจำการ โดย ร้อยเอก สุทธิชัย เอี่ยมสะอาด สัสดีอำเภอโคกสำโรง การแนะแนวการศึกษาต่อเนื่อง โดย นายทศพล พบสระใหญ่ ครูส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอโคกสำโรง

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ฯ ระหว่างวันที่ 24 – 28 มี.ค. 2568 คณะนายทหารนักเรียน หลักสูตรนายทหารประชาสัมพันธ์ รุ่นที่ 43 ลงพื้นที่ชุมชนตำบลเพนียด ร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชน โดยมีชุดประชาสัมพันธ์เดินทางเข้าพบปะประชาชน พร้อมทั้ง
มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและยาสามัญประจำบ้านให้แก่กลุ่มผู้เปราะบาง ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวในพื้นที่ รวมถึงได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิญชวนคัดเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหาร

กองประจำการ สิทธิประโยชน์ของการเป็นทหารกองประจำการ นอกจากนี้ยังได้จัดมีกิจกรรมฝึกระเบียบวินัยขั้นพื้นฐานและศิลปะป้องกันตัวให้กับผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) กิจกรรมกายภาพเบื้องต้น

ให้แก่เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด กิจกรรมจิตอาสาพัฒนา โดยได้ร่วมเก็บขยะและแยกขยะ ณ โรงเรียนวัดราชบรรทมและโรงเรียนบ้านนกเขาเปล้า ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวประจำจังหวัดลพบุรี อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี รายงาน