คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวประมงนราธิวาสวอน ส.ส. “วัชระ ยาวอหะซัน” แก้ปัญหา 6 ปี ถูกจับ-ขาดรายได้ เหตุทำประมงใกล้ฝั่งช่วงมรสุม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้( 2 มกราคม 2569 )ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 3 นราธิวาส เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่บริเวณหาดนราทัศน์ ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนปัญหาหลักคือ ต้องเผชิญกับปัญหากฎหมายประมงที่เข้มงวดเกินไปจนเป็นเหตุให้ถูกจับกุมและขาดรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะข้อจำกัดในการทำประมงในระยะใกล้ฝั่งและในช่วงมรสุม ซึ่งปัญหาได้ยืดเยื้อมานานถึง 6 ปียังไร้ทางออก

ล่าสุด นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 นราธิวาส หมายเลข 3 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อน พร้อมรับปากผลักดันแก้ไขในระดับนโยบายโดยชาวประมงระบุว่า กฎหมายประมงมีความเข้มงวดเกินไปสำหรับวิถีประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะการห้ามจับสัตว์น้ำในระยะ 3 ไมล์ทะเล และการบังคับใช้กฎหมายที่นำไปสู่การจับกุม ยึดอุปกรณ์ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประกันตัว รวมถึงค่าอุปกรณ์ใหม่ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8,000–10,000 บาท สร้างภาระหนักให้กับชาวบ้านที่มีรายได้เพียงวันต่อวัน

นายมะยากี มะยูโซ๊ะ ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือการที่เจ้าหน้าที่จับกุมชาวประมงที่ออกหา “กุ้งขาว” ในช่วงมรสุม โดยเฉพาะในระยะ 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กม.) ซึ่งชาวบ้านจำเป็นต้องทำกินใกล้ฝั่งเพื่อความปลอดภัยและใช้เวลาทำประมงเพียงประมาณ 20 วันในช่วง 3 เดือน (ธันวาคม-มีนาคม) ที่มีมรสุม ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงมรสุม เราต้องทำงานใกล้ฝั่ง พอออกไปก็ได้ไม่กี่วัน และถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเรื่องจับกุ้งภายใน 3 ไมล์ทะเล เราต่อสู้มา 6 ปีแล้ว เพื่อขอให้ผ่อนปรน อย่างน้อยในช่วงมรสุมเราออกไปทำงานสองสามวันก็ได้ 4-5 พันบาท เลี้ยงครอบครัว” นายมะยากีกล่าว และยังระบุอีกว่า การถูกยึดเครื่องมือทำประมงแต่ละครั้งทำให้ต้องเสียรายได้ไปสร้างเครื่องมือใหม่ถึง 8,000-10,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักมาก

ทั้งนี้ชาวประมงจึงรวมตัวกันเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายวัชระ ยาวอหะซัน ในฐานะผู้มีอำนาจที่อาจจะสามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขหรือผ่อนปรนกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพด้านนายวัชระ ยาวอหะซัน กล่าวภายหลังรับฟังปัญหาว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ตนรับทราบมาโดยตลอด ตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ในสมัยที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวมีความยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปีจริง โดยย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วสมัยที่ตนเองเป็น ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เคยจัดสัมมนาใหญ่ที่หาดนราทัศน์ และเคยจัดเวทีสัมมนาร่วมกับกลุ่มประมง หน่วยงานรัฐ และตัวแทนจังหวัด รวมถึงกลุ่มประมงกว่า 120 คน เพื่อรวบรวมข้อเสนอและสะท้อนปัญหาไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพื่อหาทางออกและนำปัญหาเข้าสู่สภาฯ และพรรคการเมืองแล้ว

นายวัชระ ยอมรับว่า การแก้ไขปัญหายังติดขัดที่ข้อกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมประมง ทำให้การผ่อนปรนในระดับพื้นที่ทำได้ยาก พร้อมย้ำว่าทางออกที่แท้จริงคือ การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในช่วงมรสุมชาวประมงหลายร้อยลำในพื้นที่ทำงานได้เพียงไม่กี่วันต่อฤดูกาล แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งรายได้และกฎหมาย ผมเห็นใจและจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่

โดย”กฎหมายประมงมีความเข้มข้น” และกรมประมงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคตนในขณะนั้น จึงทำให้การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องยาก “ผมก็ไปเจอกรมประมง…เขาก็บอกว่ากฎหมายเข้มข้น ยากที่จะผ่อนได้ ต้องแก้กฎหมายอย่างเดียว ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในพรรคที่มีกระทรวงนั้นด้วย มันก็ทำงานลำบาก นายวัชระกล่าว“

นอกเหนือจากปัญหากฎหมายประมงแล้ว นายวัชระยังได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่ชาวประมงต้องเผชิญ เช่น ปัญหา ปากร่องน้ำตื้นเขิน ที่ไม่มีการขุดลอกมานานกว่า 4-5 ปี ทำให้เรือออกทะเลลำบากโดยนายวัชระกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะเร่งสะท้อนปัญหานี้ในช่วงของการหาเสียงไปยังกระทรวงที่รับผิดชอบและรักษาการอยู่ให้มาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ เพราะปัญหาประมงพื้นบ้านเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่ออาชีพหลักของชาวบ้านจำนวน 400-500 ลำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่หาเช้ากินค่ำ
/////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โวยเทศบาลตำบลหนองหอย ปล่อยปะละเลยให้ผู้รับเหมาสร้างรางระบายน้ำทำรั้วชาวบ้านพังและทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านไม่ได้มาตรฐาน

แชร์เนื้อหานี้

ชาวบ้านสันป่าเลียงหนองหอยรวมตัวกันร้องเรียนเทศบาลหนองหอยให้ลงมาแก้ไขปัญหากรณีทำรางระบายน้ำเป็นเหตุให้รั้วพังพื้นบ้านทรุดระบบไฟฟ้าน้ำประปาเสียหายและทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านไม่ตรงตามมาตรฐานเดิมบางบ้านได้ทางเชื่อม3อันบางบ้านหายไปไม่มีสร้างความเดือดร้อนและเสียหายกับชาวบ้านการทำงานสองมาตรฐานการออกแบบไม่ได้ดูจากสภาพจริงการก่อสร้างไม่มีวิศวกรเชี่ยวชาญดูแลจนเกิดความเสียหายเทศบาลในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องเข้ามารับผิดชอบแก้ไขให้ชาวบ้านโดยเร็วเพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านเทศบาลเป็นผู้ออกแบบประมาทเลินเล่อขาดประสบการณ์

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม2568 ที่หมู่บ้านสันป่าเลียง(สระว่ายน้ำ) ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ นางประพิศภรณ์เจ้าของบ้านเลขที่100/22 หมู่ 3 ร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวว่า เทศบาลตำบลหนองหอยได้ว่าจ้าง หจก.สุธีร์กรุ๊ป(2021)ผู้รับเหมาก่อสร้างรางระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว140 เมตร โดยลำเหมืองนี้ผ่านมาจากหมู่บ้านเสาหินมายังหมู่บ้านสันป่าเลียง ลงมือทำตั้งแต่เดือนตุลคม2568 ได้ใช้รถแมคโฮขนาดใหญ่ขุดร่องน้ำลำเหมืองผ่านทะลุรั้วกำแพงจนรั้วบ้านพังไปทั้งแถบความยาวประมาณ 35 เมตรกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ จึงเรียกร้องให้ผู้รับเหมาและเทศบาลร่วมกันรับผิดชอบ

ต่อมาผู้รับเหมานำสะแลมมาขึงกั้นไว้และไม่มีกำหนดว่าจะซ่อมแซมให้เมื่อไรจึงได้ทวงถามเทศบาล-ผู้ว่าจ้างก็โยนก็โยนกันไปมา ตอนแรกก็รับปากว่าจะรับผิดชอบทำโครงเสา และกำแพงให้ใหม่ทั้งหมด แต่ภายหลังก็ไม่ดำเนินการใด ๆมีกระแสข่าวว่าให้ฟ้องเอาเอง “โครงการนี้เป็นโครงการของรัฐจัดทำเพื่อบริการสาธารณะโดยใช้เงินภาษีของประชาชนก่อสร้าง เมื่อมันเกิดความประมาทเลินเล่อในการก่อสร้าง และขาดการดูแลของเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขเยี่ยวยาไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้นานจนรั้วอยู่ในสภาพทรุดเอียงลงอีก หากปล่อยไว้นานกว่านี้คงลามถึงตัวบ้านแน่นอน จึงร้อนใจที่อยากจะให้เร่งทำโดยด่วน” นางประพิศภรณ์กล่าว

ขณะเดียวกันก็มีเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบ(นางพิชาภา บรรเลง) ให้ข้อมูลเสริมว่า การทำงานที่ไม่รับผิดชอบของผู้รับเหมา ยังมีรั้วบ้านอีกหลายหลังได้รับผลกระทบเสียหาย และการทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านโดยนำแผ่นแท่งคอนกรีตมาปิดฝารางระบายน้ำก็ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งขณะนี้สัญญาการจ้างเหมาได้สิ้น

สุดลงแล้ว แต่งานไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์โดยทางเทศบาลจะให้ชาวบ้านร่วมเซ็นรับงานไปก่อน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาได้ส่งงาน จึงทำไม่ได้เพราะดูทีท่าผู้รับเหมาอาจทิ้งงาน ชาวบ้านได้ปรึกษากับทนายความหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะไปฟ้องศาลปกครอง และส.ต.งตรวจสอบโครงการดังกล่าวต่อไป….
ขอบคุณท่านเจ้าของข้อมูลภาพถ่าย

สมจิตร แสงบัลลังก์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ่อเมืองลำปาง สั่งการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลำปาง และนายอำเภอวังเหนือ เข้าตรวจสอบกรณีลุงกับป้าตัดไม้สัก ถูกปรับ ดำเนินคดี

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีสองตายายร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับกรณีการใช้อำนาจของผู้ใหญ่บ้าน การถูกดำเนินคดีป่าไม้ การถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการที่หลานถูกย้ายออกจากโรงเรียนในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ นั้น
อำเภอวังเหนือได้ลงพื้นที่ และสอบถามข้อมูลจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็น ดังนี้

ประเด็นการใช้อำนาจและการปรับเงิน 5,000 บาท
ในประเด็นนี้ขอชี้แจงว่า เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามธรรมมนูญตำบลวังทรายคำ และทุกหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ ได้มีการลงมติตกลงร่วมกันของทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นการตักเตือนและระงับเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ขึ้นได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการธำรงไว้ซึ่งระเบียบของชุมชน ก่อนการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของรัฐ โดยเมื่อปี พ.ศ.2566 นายถนอม ใจไหว ได้ตัดต้นไม้ซึ่งอยู่ในเขต คสล.(ป่าสงวน) จำนวน 1 ต้น จึงได้กระทำผิดตามธรรมมนูญฯ ข้อที่ 7.1 ว่าถ้าตัดไม้ในที่สาธารณะประโยชน์ จับได้ปรับต้นละ 5,000 บาท ดังนั้นนายจำลอง แสนจิตร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านขณะนั้น ได้ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านปรับตามธรรมมนูญฯ ต่อมานายถนอม ใจไหว ได้ยื่นฟ้องนายจำลอง แสนจิตรต่อศาลแขวงลำปาง ซึ่งในระหว่างดำเนินการพิจารณาคดีในชั้นศาล ศาลแขวงลำปางได้นัดไกล่เกลี่ย โดยนายจำลอง แสนจิตร ได้คืนเงินให้กับนายถนอม ใจไหว จนเป็นที่พอใจและนายถนอม ใจไหว แถลงต่อศาลว่าตนไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับนายจำลอง แสนจิตร ขอถอนฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ประเด็นการร้องเรียนและการถูกดำเนินคดีป่าไม้ ประเด็นแรก เรื่อง “การตัดต้นสัก 1 ต้น และมีการปรับ 100,000 บาท และครอบครัวไม่มีเงินคุณตาต้องบำเพ็ญประโยน์ถึง 400 ชั่วโมง” อำเภอวังเหนือได้สอบถามข้อมูลไปยังหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง ทราบว่า มีชาวบ้านบ้านทุ่งฮี ตำบลวังทรายคำ จำนวนหนึ่ง ได้ไปร้องเรียนที่หน่วยฯ ว่ามีการตัดไม้สัก 1 ต้น ในพื้นที่ป่าสงวนที่นายถนอม ใจไหว อ้างสิทธิ์ครอบครองอยู่ หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง จึงได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีการตัดต้นสักจริง จึงมีการพูดคุยทำความเข้าใจ แต่ชาวบ้านบ้านทุ่งฮี จำนวนหนึ่ง ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าทีไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่อาจจะมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นที่สอง เรื่อง “ป่าไม้แจ้งความข้อหาแผ้วถางพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาตั้งแต่ ปี 2506 ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นพ่อ” ขอชี้แจงว่ามี ราษฎรบ้านทุ่งฮี หมู่ที่ 1 ตำบลวังทรายคำ ได้มีหนังสือร้องเรียนต่ออำเภอวังเหนือว่า นายถนอม ใจไหว ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกันและล้อมรั้วในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนวังแปลงสองมาเป็นของตนเอง อำเภอวังเหนือจึงได้มีหนังสือประสานสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ และต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นายถนอม ใจไหว ได้ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินทางสาธารณประโยชน์ฯ ตามข้อร้องเรียนจริง ซึ่งได้มีการพูดคุยกับ นายถนอม ใจไหว เพื่อแจ้งให้ดำเนินการรื้อถอน แต่นายถนอม ใจไหว ไม่ได้ดำเนินการรื้อถอน ดังนั้น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

ประเด็นยาย ที่ถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า จากการตรวจการสอบข้อเท็จจริงจากสาธารณสุขอำเภอวังเหนือ พบว่า บุคคลดังกล่าว ยังไม่ถูกออกจากตำแหน่งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันบุคคลดังกล่าว ยังดำรงตำแหน่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ประเด็นที่หลานย้ายออกจากโรงเรียนในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า ได้สอบถามรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งฮี ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้ปกครองมายื่นหนังสือลาออกให้เด็กนักเรียนกรณีดังกล่าวจริงในช่วงปิดภาคเรียน และเด็กนักเรียนดังกล่าวไม่ได้ถูกเพื่อน ๆ กดดันหรือบังคับแต่อย่างใด และได้ย้ายไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่สุข ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร

    ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 อำเภอวังเหนือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมตรวจสอบลงพื้นที่ตามที่เป็นข่าว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ได้ตรวจสอบ พบว่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ คทช. ซึ่งการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องจึงจะดำเนินการได้ โดยอำเภอวังเหนือจะเร่งกำหนดการประชุมร่วมทุกภาคส่วน เพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายต่อไป..

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้น ทะเลหนุนท่วมตลาดปากน้ำสมุทรปราการ พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ

    แชร์เนื้อหานี้

    น้ำทะเลหนุนสูง ทำน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นท่วมปากน้ำหลายจุดเช้านี้
    สมุทรปราการเผชิญน้ำทะเลหนุนสูงช่วงเช้า ทำระดับน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมตลาดปากน้ำ–ถนนสายหลักหลายเส้นลึก 20–30 เซนติเมตร พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติก่อนเที่ยง

    เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ได้มีน้ำทะเลหนุนสูงในจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้น้ำใน “แม่น้ำเจ้าพระยา” เออล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ถนน และตลาดปากน้ำ ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำสูง 20-30 เซนติเมตร

    พื้นที่ได้รับผลกระทบ น้ำเอ่อเข้าท่วมหลายจุดทั่วเขตเมืองสมุทรปราการ ได้แก่ บริเวณรอบตลาดปากน้ำ น้ำท่วมทุกช่องทาง / ถนนสายลวด / ถนนด่านเก่า / ถนนศรีสมุทร / ถนนประโคนชัย หน้า สภ.เมืองสมุทรปราการ / วงเวียนท้ายบ้าน /

    รวมไปทางฝั่งถนนท้ายบ้าน ด้านหลังโรงพยาบาลสมุทรปราการ / ถนนปู่เจ้าสมิงพราย บริเวณท่าน้ำปู่เจ้า / สะพานข้ามคลองขุด น้ำหนุนทุกช่องทาง
    คาดว่าหลังจากผ่านช่วงก่อนเที่ยง สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยวันนี้ ( 6 ธันวาคม 2568 )

    สมุทรปราการ น้ำทะเลหนุนสูงสุด ช่วงเวลา 07.00 น. และจะเริ่มลดลงตามลำดับ น้ำเอ่อล้น ท่วมในบางพื้นที่และจะเริ่มแห้งตามระดับน้ำที่ลดลง
    ส่วนบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงนั้น

    ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 10-15 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า หน้าแข้ง พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เดินรณรงค์ “งดใช้โฟม–ลดพลาสติกหูหิ้ว” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 10.00 น. นายกศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ร่วม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ “งดใช้โฟมบรรจุอาหาร ลดการใช้พลาสติกหูหิ้ว” ประจำปีงบประมาณ 2569

    ณ บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร ซึ่งตรงกับ วันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโฟมและพลาสติก รวมถึงร่วมกันลดใช้เพื่อลดปัญหาขยะมูลฝอยในเขตเมืองชุมพร

    ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธาน พร้อมรับฟังรายงานการจัดกิจกรรม ซึ่งระบุว่า กล่องโฟมและพลาสติกผลิตจากปิโตรเลียม เมื่อนำมาใส่อาหารร้อนหรือ

    อาหารทอดอาจก่อให้เกิดสารสไตรีน (Styrene) และสารเบนซิน (Benzene) ปนเปื้อนในอาหาร สารเหล่านี้หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นขยะที่ย่อยสลายยากและสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อม

    เทศบาลเมืองชุมพรได้ออกประกาศให้ทุกภาคส่วนร่วมกัน งดใช้โฟมและลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ในพื้นที่ราชการ สถานศึกษา ร้านค้า ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า สถานประกอบการ รวมถึงครัวเรือนภายในเขตเทศบาล เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะตามแผนแม่บทระดับประเทศ

    สำหรับกิจกรรมเดินรณรงค์ในปีนี้ มีเส้นทางเริ่มจากศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา – แยกมอนเดียร์ – ถนนศาลาแดง – แยกชุมพรราม่า – ถนนประชาอุทิศ – แยกสุขเสมอ ตลอดเส้นทางมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนปรับพฤติกรรมใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    มีหน่วยงาน องค์กร และสถานศึกษาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย 1. เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองชุมพร 2. โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา 3. โรงเรียนเทศบาล 2 วัดเกาะแก้ว 4. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร 5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร 6. ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าโอเชี่ยน ชุมพร 7.

    ประธานชุมชนทุกชุมชนในเขตเทศบาล 8. ประธาน อสม. 9. ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย 10. ผู้อำนวยการโรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา 11. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลชุมพร 12. ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร 13. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองชุมพร วัดสุบรรณนิมิต 14.

    โรงแรมริทซี่ เฮ้าส์ 15. โรงแรมฮ็อป อินน์ ชุมพร 16. โรงแรมลอฟท์ มาเนีย บูติก โฮเทล 17. โรงแรมนานาบุรี 18. โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน

    กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพรที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะจากโฟมและถุงพลาสติก สร้างความตระหนักรู้สู่สังคมที่ใส่ใจสุขภาพและโลกของเรามากยิ่งขึ้น

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โคราชระดมพลังน้ำใจ ส่งขบวนสิ่งของกว่า 8 พันกิโลและเงินบริจาค 8.7 แสน ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ขึ้น C-130 ลำเลียงสู่หาดใหญ่

    แชร์เนื้อหานี้

    ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 จังหวัดนครราชสีมา นาย อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานปล่อยขบวนลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ หลังจังหวัดนครราชสีมาเปิดศูนย์รับบริจาคตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงองค์กรการกุศล ที่ร่วมบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

    สำหรับสิ่งของที่ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมบริจาค ประกอบด้วย ข้าวสาร 6,500 กิโลกรัม น้ำดื่ม 7,600 แพ็ค อาหารสำเร็จรูปและปลากระป๋อง 4,350 ลัง เสื้อผ้า–เครื่องนุ่งห่ม 1,860 ลัง รวมถึง เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 875,051.92 บาท ซึ่งได้ผ่านการรวบรวมและจัดลำเลียงเพื่อส่งมอบต่ออย่างเป็นระบบ

    จังหวัดนครราชสีมาได้ประสานการลำเลียงสิ่งของจากโคราชไปยัง ที่ว่าการอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อจัดเตรียมนำขึ้นเครื่องบินลำเลียง C-130 ของกองทัพอากาศ จากสนามบินฝูงบิน 237 (น้ำพอง) ส่งตรงไปยังสนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนกระจายต่อให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้

    ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปด้วยความร่วมมือใกล้ชิดจากหน่วยงานในพื้นที่ โดยมี
    นางสาววรางคณา ถนอมวงษ์ ผู้อำนวยการส่วนฝึกอบรม ศูนย์ปภ.เขต 5 นครราชสีมา ,นายกฤษฏิ์ พูนเกษม เป็นหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา

    และ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา (ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา) ร่วมอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลกระบวนการลำเลียงสิ่งของทั้งหมด เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้เป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด จังหวัดนครราชสีมายืนยันจะเดินหน้ารวบรวมความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณทุกน้ำใจจากชาวโคราชที่ร่วมกันส่งต่อพลังแห่งความห่วงใยสู่ผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้.

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /นายก อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนนที่ชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อลึกส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ นายสิทธิชัย เกษรสิทธิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

    นางสาวจันทร์เพ็ญ สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนน สป.3075 หมู่ 19 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชำรุด พื้นผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ท่อระบายน้ำอุดตัน ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง เป็นระยะเวลานาน

    โดยทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยการนำหินคลุกมาลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่เนื่องด้วยถนนเส้นนี้มีรถยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ใช้งานตลอดเวลา ทำให้ถนนเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก สัญจรไปมาเกิดความเดือดร้อน และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้ถนนได้


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำท่วมใต้ สายธารน้ำใจหลั่งไหล ชาวหลังสวน รวมพลังช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร – สายธารน้ำใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหลังสวน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัย

    โรงเรียนสวนศรีวิทยา โรงเรียนอนุบาลทอรัก ตลอดจนชาวบ้าน ร้านค้า ผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ ต่างร่วมกันแสดงพลังแห่งความห่วงใยต่อผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้วยการร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก

    สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ โรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัย และโรงเรียนสวนศรีวิทยา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของจากประชาชน โดยรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ยารักษาโรคที่จำเป็น และน้ำดื่มชนิดต่าง ๆ

    ทั้งนี้ สาเหตุของน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาจากอิทธิพลของ ร่องมรสุมกำลังแรง และ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้

    ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ระดับน้ำในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ถนนหลายสายขาด การสัญจรลำบาก บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ภายหลังการรวบรวมสิ่งของ สามารถบรรทุกได้เต็มจำนวน 1 คันรถสิบล้อ ก่อนเคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่หลังสวน เพื่อเดินทางไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและซับน้ำตาพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ตอนล่าง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เอกชนพัทยา รวมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ปลายด้ามขวาน

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ส่งผลให้ทุกจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนสร้าง

    ความเสียหายนับหมื่นล้านบาท ซึ่งทุกหนาวยงานทั่วประเทศต่างระดมกำลังหาแนวทางช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้นั้น

    วันที่ 25 พ.ย.68 มีรายงานว่า ที่จุดบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี กลุ่มผู้ประกอบการเอกชนในเมืองพัทยา

    นำโดย นางอำพร แก้วแสง ปธ.กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ได้รวบรวมสิ่งจำเป็น อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งและน้ำดื่ม นำไปบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

    ทั้งนี้ ทางคณะได้รับเกียรติจากนายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานในการรับมอบสิ่งของบริจาคช่วย

    เหลือน้ำท่วมภาคใต้ ก่อนจะประสานให้หน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ฯ พัทยา นำไปช่วยเหลือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยด่วนที่สุด

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สุชาติ ชมกลิ่น รองนายก รมว.กระทรวงทรัพยาฯ เร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดช่วยประชาชน รอบ “แม่น้ำรวก” เชียงราย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งด่วนให้กรมทรัพยากรน้ำเร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ

    ข้ามแดน ซึ่งส่งผลให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกก,แม่น้ำรวก ปนเปื้อนสารหนูในระดับที่เกินมาตรฐาน สร้างความกังวลต่อการใช้น้ำของประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือ

    ในการนี้ #นายธีระชุณ #บุญสิทธิ์ #อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ #มีข้อสั่งการให้สำนักทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่สำรวจและจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชน เยาวชน และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    โดยประสานงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด #โดยมีนางสาวสุพัดสอน #สีมืด #ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 #พร้อมด้วยนายศุภักษร #ผลเจริญ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ ลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร

    เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่บ้านวังลาวหมู่ที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายไสว หินแรง รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเวียง นายเอนก ขจร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ผู้นำชุมชน และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ หากโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หนองหญ้าไซ ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถช่วยเหลือประชาชน ซึ่งประกอบอาชีพปลูกพืชไร่ ถั่วฝักยาว ข้าว ข้าวโพด ฟักทอง และสวนผลไม้ มากกว่า 450 ไร่ 320 ครัวเรือน ให้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตรอย่างปลอดภัยพอเพียง

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้เน้นย้ำว่า การจัดการแหล่งน้ำครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงด้านน้ำของพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมรองรับสถานการณ์ปนเปื้อนที่อาจยืดเยื้อ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัยจากสารพิษในระยะยาว

    โดยกระทรวงทรัพยากรฯ จะเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวด และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการเพิ่มเติมตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และรองนายกฯ และ รมว.ทส. (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ต่อไป..