คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวสังคม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ กฟผ.แถลงข่าว กินข้าว เล่าเรื่อง กับสื่อมวลชน จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณเฮือนภูคา ผ้าน่านบุรี เดินหน้าดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า สร้างพลังงานมั่นใจเพื่อคนไทยทั่วประเทศ กฟผ. เดินหน้าภารกิจดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า พร้อมเพิ่มพลังงานสะอาดต้นทุนต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความเหมาะสมและเสริมเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว

นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีความสมดุล หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง มั่นคง ในราคาที่เหมาะสม

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ซึ่งรัฐบาลไทยและ สปป.ลาว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายกรอบการรับซื้อไฟฟ้าเมื่อปี 2565 จาก 9,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,500 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2018 Rev.1) ที่กำหนดให้ประเทศไทยรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนร้อยละ 10 ของกำลังผลิตทั้งหมด พร้อมทั้งก่อสร้างโครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว

โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มอบหมาย กฟผ. ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง จำนวน 1,460 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง จำนวน 912 เมกะวัตต์ เพื่อส่งไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มแหล่งพลังงานที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งการลงทุนระบบส่งและต้นทุนรวมของการรับซื้อไฟฟ้ายังต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าในประเทศ จึงไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ทั้งนี้ การก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคของประเทศจำเป็นต้องดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัย มีความเสถียร และไม่เป็นภาระต่อประชาชนในระยะยาว

ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง กฟผ. กล่าวต่อไปว่า กฟผ. ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่อย่างรอบคอบในการดำเนินโครงการฯ โดยพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างหรือที่อยู่อาศัยของประชาชนให้มากที่สุด สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม กฟผ. ได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว ส่วน

พื้นที่ในแนวเขตระบบไฟฟ้าที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในแนวเขตระบบไฟฟ้าเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งนี้ พื้นที่ที่ยังคงสภาพป่าธรรมชาติหรืออยู่นอกเขตป่าเสื่อมโทรม กฟผ. ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน เมื่อได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้แล้วจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสำรวจและคัดเลือกไม้ตามระเบียบ โดยไม้ทั้งหมดจะอยู่ในความดูแลของหน่วยงานภาครัฐ มิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กฟผ. และ กฟผ. พร้อมดำเนินการปลูกป่าทดแทนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและชดเชยพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบ

โครงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ นอกจากช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับจังหวัด ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังมีแผนดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง โดยที่ผ่านมา กฟผ. ได้ดำเนินกิจกรรม อาทิ โครงการแว่นแก้ว โครงการน่าน Light Up & Smart City

โครงการกล้าดี การมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงการร่วมจัดงานประเพณีท้องถิ่นกับชาวบ้านในชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในชุมชนเจ้าของพื้นที่
การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าบริเวณจังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ เป็นโครงการพลังงานของประเทศที่จะช่วยให้ภาคเหนือและคนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง และยั่งยืน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวสมุทรปราการ ร่วมบุญใหญ่!! กฐินสามัคคีวัดมหาวงษ์ พุทธศาสนิกชนร่วมพิธีแห่องค์กฐิน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ วัดมหาวงษ์ ปากน้ำ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ คณะศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมแห่องค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยได้รับความเมตตาจากท่านพระปลัดสราวุธ โรจนธมฺโม (พระอาจารย์แดง) เจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ สมุทรปราการ

โดยมี พระครูยุทธนา ภททญาโณ (พระอาจารย์ตุ๋ย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ ร่วมกับ คณะสงฆ์วัดมหาวงษ์ คณะกรรมการ

ไวยาวัจกร อุบาสก อุบาสิกา คณะสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาเจริญพระพุทธมนต์รับองค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยมี คุณธนิตพงษ์

ด้วย คุณทิพย์ประภา วรัณวงศ์เจริญ ประธานอุปถัมภ์ กฐินสามัคคีประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังได้รับการอุปถัมภ์ จากครอบครัวพาณิชย์พิศาลเศรษฐีผู้ใจบุญ

โดย คุณอัครนันท์ พร้อมด้วย คุณธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ผศ.พญ.เกศริน พาณิชย์พิศาล ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล คุณจรูญ กระแชงขาว

คุณแม่เรณู งามสมทรคุณแม่ทองม้วน อิษวาส คุณแม่น้อย พงษ์จันทร์ และคณะเจ้าหน้าที่ชมรมโฮมสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา อีกทั้งในปีนี้ยัง

ได้รับเกียรติจาก คุณภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ และผู้นำท้องถิ่น เดินทางมาร่วมในพิธีตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย พุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญ ชาวอำเภอเมือง และอำเภอใกล้เคียง

ร่วมบุญกันอย่างเรียบง่ายและร่วมไว้อาลัยแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญยังได้ร่วมกันนำอาหารปรุงสุกนำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้แก่ประชาชน

ที่ร่วมในพิธีครั้งนี้ ก่อนจะแห่องค์กฐินรอบพระอุโบสถและร่วมถวายองค์กฐิน

ซึ่งในปีนี้ทางวัดมหาวงษ์ ปากน้ำ ได้ยอดเงินทอดกฐินสามัคคี จากการทำบุญของพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญรวมกว่า 1 ล้านบาท


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวชุมพรพร้อมใจถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความอาลัยยิ่ง

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ผู้ประกาศข่าว: ที่จังหวัดชุมพร วันนี้ (26 ตุลาคม 2568) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร ร่วมกันถวายน้ำสรงพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย ณ ลานอเนกประสงค์หน้าเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร

บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สะเทือนใจ และเปี่ยมด้วยความอาลัยยิ่ง พสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนมชีพ

ทั้งนี้ ทุกอำเภอในจังหวัดชุมพรได้พร้อมใจกันจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ และลงนามถวายความอาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วทั้งจังหวัด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปวงชนชาวจ.ชุมพร น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย /ศบภ.มทบ.44 ติดตามสถานการณ์น้ำอ.สวี เตรียมพร้อมกำลังช่วยเหลือประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 25 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปวงชนชาวจังหวัดชุมพรต่างแสดงความโศกเศร้าและความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ ภายหลังทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยประชาชนจำนวนมากต่างร่วมกันแสดงความจงรักภักดี น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยหัวใจแห่งความภักดี

รายงานข่าวระบุว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2562 เพื่อทรงติดตามพระอาการทางระบบต่าง ๆ จนกระทั่งวันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21.21 น. พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษา 93 ปี

ประชาชนชาวจังหวัดชุมพรต่างรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนของปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด ทรงอุทิศพระวรกายบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรทั่วทุกภูมิภาค และทรงเป็นต้นแบบแห่งความงดงาม ทั้งจิตใจและพระสิริโฉม จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “สตรีที่แต่งกายงดงามที่สุดในโลก” หลายปีติดต่อกัน

นายธรรมนูญ เศวตเวช ประธานชมรมคนรักในหลวงจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า “เมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระพันปีหลวง รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระองค์คือแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ ในนามของชมรมคนรักในหลวงจังหวัดชุมพร ขอร่วมถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง”

ขณะที่ นายพิทยา วงศ์สัมฤทธิ์ ประธานกลุ่มสุมหัวรักบ้านพ่อ และ นางสุมิตา วงศ์สัมฤทธิ์ เจ้าของร้านบ้านสวยเฟอร์นิเจอร์ จังหวัดชุมพร กล่าวว่า “ชาวจังหวัดชุมพรรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สูญเสียแม่ของแผ่นดินไป พวกเราขอปฏิญาณว่าจะเดินตามรอยพระยุคลบาท ทำความดี และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ตลอดไป”

ด้าน นายชาญยุทธ สังข์ทอง พ่อค้าจำหน่ายเสื้อผ้ามือสองในพื้นที่ ตำบลท่ายาง อำเภอเมืองชุมพร กล่าวว่า “เมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระพันปีหลวง ก็ได้จัดเตรียมเสื้อผ้าสีดำไว้ให้ประชาชนได้ร่วมไว้ทุกข์ในราคาย่อมเยา เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและความจงรักภักดีต่อแม่ของปวงชนชาวไทย”

ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรได้จัดสถานที่สำหรับให้ประชาชนลงนามถวายความอาลัย และแต่งกายไว้ทุกข์ทั่วทั้งจังหวัด เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระแม่แห่งแผ่นดินไทย

ชุมพร – ศบภ.มทบ.44 ติดตามสถานการณ์น้ำอำเภอสวี เตรียมพร้อมกำลังช่วยเหลือประชาชน

ธนากร โกศลเมธีรายงาน0818923514 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 44 (ศบภ.มทบ.44) โดยกองร้อยมณฑลทหารบกที่ 44 ได้ดำเนินการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ ทำให้ระดับน้ำในคลองมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น

ศบภ.มทบ.44 ได้เตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพื่อรองรับสถานการณ์หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมกำลังพลจำนวน 12 นาย ประกอบด้วยนายทหารประจำกองร้อย 2 นาย และพลทหาร 10 นาย พร้อมรถ FTS จำนวน 1 คัน ประจำการ ณ ที่ตั้งหน่วย เพื่อพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดอุทกภัย

ทั้งนี้ ชุดช่วยเหลือประชาชนร้อย.มทบ.44 ได้ร่วมประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการในพื้นที่ และผู้นำท้องถิ่น เพื่อเฝ้าระวังและติดตามปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมการสนับสนุนด้านกำลังและเครื่องมือในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอสวี หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ศบภ.มทบ.44 ยังคงยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และจะรายงานความคืบหน้าสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แสดงความเสียใจกับครอบครัวของ นายเจริญ หมะเห” อดีตประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ผู้ร่วมงานสร้างคุณงามความดีในพื้นที่ชายแดนใต้

แชร์เนื้อหานี้

สงขลา – ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. พันเอก เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี (ค่ายอิงคยุทธบริหาร) ต.บ่อทอง อ.หนองจิก ปัตตานี โดยคณะของท่านได้เดินทางไปยังอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมแสดงความเสียใจและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของ นายเจริญ หมะเห อดีตประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ โดยได้เดินทางไปเข้าพบครอบครัว ที่ บ้านพักในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จึงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ นางสาวมีนา (บุตรสาวของนายเจริญฯ) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการธรรมวิทยามูลนิธิ

โดย พันเอกเอกธวุฒิ คงคาเขตร ผอ.โรงเรียนการเมือง ได้กล่าวว่า วันนี้เราได้มีโอกาสเดินทางมาที่บ้านพักครอบครัว นายเจริญ หมะเห อดีตประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ โดยมาให้กำลังใจ และขอชื่นชม ในคุณงามความดีที่ผ่ารมาของนายเจริญฯ ที่เคยเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของสังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานในฐานะประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ เป็นหนึ่งในชมรมที่คอยขับเคลื่อนเเละช่วยเหลืองานด้านมวลชนให้กับทหาร โดยหลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของท่านได้พักสงบในอ้อมกอดของพระเจ้า

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นเงาสอดผ่านม่านตา สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจรักและความใส่ใจของเจ้าหน้าที่ทหาร และความมีน้ำใจจิตมิตรไมตรีส่งผ่านมาซึ่งทางโรงเรียนการเมืองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่มีต่อบุคคลเก่งๆที่เคยร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมในตลอดช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชายเเดนใต้ และประเทศชาติ แม้วันนี้ทางครอบครัวต้องตกอยู่ในช่วงยามที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งสำคัญ

“อินนาลิลาฮฮิวาอินนาอิลัยฮิรอญิอูน“ ….

ตอริก สหสันติวรกุล
บรรณาธิการข่าว
(ศูนย์ข่าวภาคใต้) รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัว มหัทธรา มอบเครื่องมือแพทย์–สิ่งของจำเป็นให้ชมรมโฮปฯ ช่วยผู้ป่วยยากไร้และสัตว์จรจัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงาน ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ คุณ ศิรวิช์ มหัทธรา พร้อมครอบครัว ได้มอบเครื่องมือแพทย์และสิ่งของจำเป็นหลายรายการให้แก่ชมรมโฮปฯ

เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และสัตว์จรจัดในพื้นที่ ประกอบด้วย โลงศพ จำนวน 20 ใบ / แพมเพิส จำนวน 8 แพ็ค / อาหารสุนัขขนาด 20 กิโลกรัม จำนวน 4 ถุง / รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 2 คัน / เครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 1 เครื่อง / เครื่องวัดความดัน จำนวน 1 เครื่อง / พร้อมมอบเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 2,000 บาท สำหรับโครงการ “รถปันสุข”

ซึ่งทางชมรมโฮปฯ กำลังจัดสร้าง เพื่อใช้ในภารกิจลงพื้นที่แจกข้าวให้ ผู้ประสบภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้หรือภัยพิบัติต่าง ๆการมอบสิ่งของในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจและความห่วงใยของ

ครอบครัว มหัทธรา ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความสุขให้สังคม พร้อมสนับสนุนภารกิจของชมรมโฮปฯ ซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและสัตว์ที่ขาดการดูแล

นายวสุ เผ่าตำรวจ รองประสานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า ตนได้รับมอบจาก นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ ให้เป็นตัวแทนรับมอบสิ่งของ ที่ทาง คุณ ศิรวิช์ มหัทธรา พร้อมครอบครัว

ได้มามอบโดยประกอบด้วย โลงศพ 20 ใบ รถวีลแชร์อีก 2 คัน เครื่องผลิตออกซิเจน 1 เครื่อง เครื่องวัดความดัน 1 เครื่อง แพมเพิส 8 ถุง อาหารสุนัขนักหนัก 20 กิโล 4 ถุง

และเงินช่วยสนับสนุนทำรถปันสุข 2,000 บาท ตนก็ขออนุโมทนาบุญกับครอบครัวนี้ด้วย ทำอะไรก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

คิกออฟแคมเปญ “77th Waterfall Province of Bueng Kan Passport” กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดบึงกาฬ เตรียมเปิดตัวแคมเปญ “77th Waterfall Province of Bueng Kan Passport” เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมแห่งบึงกาฬ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ,

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ และ กลุ่ม YEC จังหวัดบึงกาฬ ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนและคำปรึกษาจาก นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

แคมเปญนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ แต่เป็นการรวมพลัง “ร่วมคิด ร่วมทำ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวบึงกาฬในฐานะเมืองแห่งน้ำตก

ทั้งนี้ จังหวัดบึงกาฬได้กำหนดจัดกิจกรรม “คาราวานท่องเที่ยวเส้นทางน้ำตก 7 แห่ง” พร้อมทดลองใช้ “Bueng Kan Passport” สำหรับสะสมตราประทับสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 โดยจะมีพิธีปล่อยขบวนคาราวาน ณ บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ

กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการเตรียมความพร้อมของจังหวัดบึงกาฬ ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักกีฬาจากต่างประเทศ ที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเปิด สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภ.จว.บึงกาฬ จับกุมขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00 น. ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้รับแจ้งข้อมูลจากศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) เกี่ยวกับกลุ่มคนร้ายที่ทำธุรกรรมถอนเงินสดจากบัญชีในพื้นที่อำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มบุคคล 3 ราย ประกอบด้วยชาย 2 ราย และหญิง 1 ราย เข้าทำธุรกรรมถอนเงินสดจำนวน 260,000 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหน้าโรงเรียนบึงกาฬ ก่อนนำเงินไปฝากต่อที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาตลาดสดบึงกาฬ เข้าบัญชีหญิงชาวต่างชาติ สัญชาติ สปป.ลาว เพื่อฟอกให้เป็นเงินสะอาด

จากการสืบสวนเพิ่มเติม ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีเครือข่ายรวมประมาณ 10 คน พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยเช่าห้องพักจำนวน 3 ห้อง มี “เจ้นาง” ชาวลาว เป็นนายทุนผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับในครั้งนี้ได้เดินทางโดยเครื่องบินจากจังหวัดหาดใหญ่ มาลงที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้าพักที่จังหวัดบึงกาฬ และในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ได้เปิดบัญชีธนาคารในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ก่อนถอนเงินสดมาฝากต่อเข้าบัญชีของเครือข่ายข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลการสอบสวน เพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ
ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ
พลตำรวจตรีศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ

พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ
พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง พ.ต.อ.พีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์
พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก พ.ต.อ.ชิษณุพงษ์ พรมมีเดช
และพ.ต.อ.ประยุทธ์ พิทักษ์เผ่าสกุล

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สธ.ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ปราบปรามลักลอบส่งออกกัญชายึดพัสดุต้องสงสัยกว่า 1,500 ชิ้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจยึด พัสดุต้องสงสัย คาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น ผ่านระบบขนส่งพัสดุหลังพบพัสดุต้องสงสัยตกค้างจำนวนมาก

ที่ศูนย์ไปรษณีย์ไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดด้านกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข,

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา,นายวิน ธนพชรโภคิน ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงฯ ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกับไปรษณีย์ไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบ ส่งออกกัญชาไปต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางตรวจสอบพัสดุบันทึกหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย


โดยมอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เข้าตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยคาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด และศุลกากร ทำการบันทึกตรวจยึด พร้อมระบุรายละเอียดผู้ส่ง-ผู้รับปริมาณ และเหตุผล ก่อนดำเนินการแจ้งความ และส่งมอบของกลาง ให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า การลักลอบส่งออกช่อดอกกัญชาเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาในประเทศจะถูกปลดล็อกบางส่วน แต่การส่งออกยังถูกควบคุมเข้มงวด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2568 กรมฯ

ได้ร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครองบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง พบผู้กระทำผิดจำนวน 33 ราย ยึดช่อดอกกัญชากว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง พร้อมสร้างความตระหนักให้ประชาชน รับทราบถึงข้อห้ามในการส่งออกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสนอถนนเส้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง รับฟังความคิดเห็นเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ต.ค.68 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี โดยมีผู้แทนส่วนราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมจำนวนทั้งสิ้น 200 คน เข้าร่วมพิธีเปิดฯ ณ ห้องปทุมทิพย์ โรงแรมมรกตทวิน อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ดำเนินงานโดย นางสาวปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร

โดยนายอนิรุท พลราม นายกองค์การบริหารส่วน ตำบล สลุย อำเภอท่าแซะ ได้นำเสนอถนนเส้นเลียบชายแดนประจวบ-ชุมพร-ระนอง เพื่อเป็นเส้นทาง
ยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดน นำเสนอทางลอดใต้สะพานถนนเพชรเกษม เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนน นำเสนอกล้วยเล็บมือนางสินค้า GI ของจังหวัดชุมพรควบคู่กับทุเรียน เพื่อจะนำไปสู่การตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต และการใช้ประโยชน์ป่าชุมชนแบบยั่งยืนที่มีการบริหารโดยชุมชนและตรงเป้าหมายในการอนุรักษ์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการประชุมประชาคมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี (พ.ศ. 2566 – 2585) ช่วง พ.ศ. 2571 – 2575 ของจังหวัดชุมพร จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ที่มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและขับเคลื่อนจังหวัดร่วมกันต่อไป
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ร้านค้าประจวบฯ คึกคัก! ร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ประชาชนรอลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิ์ 29 ต.ค.นี้ /

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานเปิด “ศูนย์ One Stop Service คนละครึ่งพลัส ประจวบคีรีขันธ์” โดยมีนางสาวกนกกร เอี่ยมเพชร์ คลังจังหวัดประจวบฯ นางมรกต ลิมปิวรรณ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขาประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานคลังจังหวัดฯ เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจเดินทางมาเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก การเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปและร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในพื้นที่ จ.ประจวบฯ โดยได้จัดทีมงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ระหว่างวันที่ 15 – 26 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมบางนางรม ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดประจวบฯ

นายปรีดา สุขใจ กล่าวว่า จังหวัดประจวบฯ ได้มอบหมายให้แต่ละอำเภอในพื้นที่ จัดตั้ง “ศูนย์ให้บริการ One Stop Service คนละครึ่งพลัส” เป็นศูนย์ย่อยให้บริการประชาชนกระจายครอบคลุมทุกอำเภอในจังหวัดฯ และมีศูนย์กลางให้บริการฯ ประจำการที่ศาลากลางจังหวัดฯ เปิดให้บริการและสนับสนุนช่วยเหลือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดได้ไม่พลาดสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบโอกาสในการใช้สิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ สำหรับร้านค้าได้เริ่มเปิดลงทะเบียนให้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. – 19 ธ.ค. 68

ในส่วนของประชาชนจะเปิดให้ผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 22.00 น. และใช้สิทธิได้ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68 ด้านสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ภาครัฐจะช่วยจ่าย 50% ของค่าสินค้าและบริการ มีวงเงินสูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,400 บาท ผู้ที่ไม่ยื่นแบบภาษีจะได้รับวงเงินรวม 2,000 บาท เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่ 29 ต.ค. – 31 ต.ค. 68 เวลา 06.00 – 23.00 น. สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิในเฟส 5 ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ต้องอัปเดตแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และกดเข้าร่วมโครงการฯ ได้เลย ที่ีผ่านมามีประชาชนจำนวนมากสอบถามเข้ามาและรอเข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ตอบโจทย์“แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.”วิเคราะห์โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเขียนบทความเชิงวิเคราะห์ปัญหาสังคมสูงวัยในเฟสบุ้ควันนี้เรื่อง“จาก’แก่ก่อนรวย’สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”โดยวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสของไทยในยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์พร้อมเสนอแนวทางสินทรัพย์ใหม่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสีเงินหรือเศรษฐกิจสูงวัยไว้อย่างน่าสนใจโดยมีข้อความในบทความเชิงวิเคราะห์ดังนี้

“จาก‘แก่ก่อนรวย‘สู่สินทรัพย์ใหม่
: โอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตประธานกิตติมศักดิ์ที่ประชุมการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ของสหประชาชาติ (UN-GFHS)และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

“เศรษฐกิจสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของ “วัยเกษียณ” แต่คือโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่(Silver Economy)ที่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” และ “ปัญญา”
อลงกรณ์ พลบุตร

ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับปรากฏการณ์ เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงตลาดสินค้าบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่มอง “วัย”เป็นทรัพยากรที่มีค่า
ในอดีต “วัยเกษียณ” ถูกมองเป็นภาระแต่วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่า “ประสบการณ์และปัญญา”ของผู้สูงวัยคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดภายใต้เศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ได้นำเราเข้าสู่ “ศตวรรษแห่งผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว
ความท้าทายที่เคยเป็นเรื่องของการดูแลและสวัสดิการ กำลังถูกแปลงโฉมเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัย” (Silver Economy) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานสู่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 ด้วยแรงขับเคลื่อนจากประชากรสูงอายุที่คาดว่าจะแตะ 2.1 พันล้านคนภายในปี 2050
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพของคนสูงวัยจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตของเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าโดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน(Transformation)ครั้งนี้คือการเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ของผู้สูงวัยให้เป็น “สินทรัพย์ที่ตีราคาได้จริง”

ตัวอย่างจากหลายประเทศพิสูจน์แล้ว

นานาประเทศได้พัฒนากลไกที่หลากหลายเพื่อดึงดูดและใช้ประโยชน์จากแรงงานสูงวัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการประสบการณ์และปัญญาเข้ากับระบบเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่น
“ธนาคารแรงงานสูงวัย” กว่า 4.2 ล้านคน คือคลังสมองขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมสร้างมูลค่า ญี่ปุ่นใช้กฎหมายขยายการจ้างงานไปจนถึงอายุ 70 ปี ส่งผลให้มีผู้ทำงานอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึง 9.1 ล้านคนในปี 2023 โดยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่ม 65-69 ปีสูงกว่า 52%

เยอรมนี
เปิดโอกาสงานพาร์ทไทม์ปลอดภาษีสำหรับวัย 65+ ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังต้องการประสบการณ์
เสนอนโยบาย “Aktiverente” ที่ให้รายได้ปลอดภาษีสูงถึง 2,000 ยูโรต่อเดือน

สหรัฐอเมริกา
ใช้โครงการ “Returnship” เพื่อนำมืออาชีพกลับสู่สายงานทักษะสูงอย่าง IT และการเงิน ผ่านการฝึกอบรมเข้มข้น 15-16 สัปดาห์ เป็นการตอกย้ำว่าทักษะที่สั่งสมมายาวนานไม่มีวันล้าสมัย

จีน
ใช้ ระบบเครดิตภาษี เพื่อกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในการ ฝึกอบรมพนักงานสูงวัย ควบคู่แรงจูงใจทางภาษี เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นทักษะสมัยใหม่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้าง มูลค่าเพิ่ม ให้กับทุนมนุษย์จนทำให้ “ประสบการณ์และปัญญา” กลายเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง

อาเซียน: ตัวอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย
ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับ “คลื่นสูงวัย” อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 127 ล้านคนในปี 2035 ซึ่งมีสองประเทศที่แสดงแนวทางที่แตกต่างกันในการจัดการกับความท้าทายนี้

สิงคโปร์
มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 20% ในปี 2024ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อบังคับใช้การทำงานที่ยาวนานขึ้น
มีการปรับเพิ่มอายุเกษียณ (Retirement Age) และอายุการจ้างงานซ้ำ (Re-employment Age) อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่อายุ 65 ปีและ 70 ปีตามลำดับภายในปี 2035ผลจากนโยบายเชิงรุกนี้ทำให้อัตราการจ้างงานในกลุ่มอายุ 65-69 ปีพุ่งสูงถึงประมาณ 49.1% ในปี 2024 ทำให้สิงคโปร์มีอัตราการมีส่วนร่วมของแรงงานสูงวัยติดอันดับสูงของโลก

มาเลเซีย
ใช้แนวทางแรงจูงใจทางภาษีและการปฏิรูปสวัสดิการกระตุ้นนายจ้าง โดยขยาย แรงจูงใจทางภาษี สำหรับบริษัทที่จ้างงานผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปไปจนถึงปี 2025 นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมปฏิรูปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (EPF) ให้มีระบบการถอนเงินแบบรายเดือนคล้ายบำนาญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากข้อมูลระบุว่า 42% ของผู้สูงอายุยังคงมีฐานะค่อนข้างยากจน กลยุทธ์จึงมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการจูงใจให้เกิดการจ้างงาน

สถานการณ์ไทย: วิกฤตหรือโอกาส?
จาก “ผู้รับสวัสดิการ” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วโดยประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวน 13.5 ล้านคน คิดเป็น 20.2% ของทั้งประเทศและจะเพิ่มเป็น 35% ภายในปี 2583 ทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุขและสวัสดิการเพิ่มขึ้นทุกปี
ในขณะที่สัดส่วนการจ้างงานของผู้สูงอายุมีอยู่เพียง 2% ของประชากรทั้งหมด และปัญหาที่พบคือการประกอบอาชีพของผู้สูงอายุ โดยส่วนมากยังอยู่ในภาคใช้แรงกาย แทบจะไม่ได้ใช้ทักษะหรือประสบการณ์ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำ
คำถามสำคัญคือเรายังมอง“ประชากรผู้สูงอายุ”เป็นปัญหาสังคม หรือมองเห็น “ตลาดใหม่” ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท?
การเผชิญกับภาวะ “แก่ก่อนรวย” เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาใช้นโยบายหลักโดยการจูงใจนายจ้างผ่านการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% สำหรับค่าจ้างผู้สูงอายุที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม แรงงานสูงวัยของไทยยังคงกระจุกตัวในงานทักษะต่ำ โดยกว่า 57.8% อยู่ในภาค เกษตรกรรม และมีค่าตอบแทนต่ำ
ในอีกด้านหนึ่งคิอโอกาสทางเศรษฐกิจสูงวัยของไทยเพราะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2566 และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 3.55 ล้านล้านบาทภายในปี 2576 โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่มีฐานะมีมูลค่าตลาดกว่า 1.2 ล้านล้านบาท จากจำนวน 6.7 แสนคน
ยิ่งกว่านั้นศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัยไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจ้างงาน แต่รวมถึงการเกิดตลาดใหม่เช่น
1.นวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (Silver Tech)ได้แก่ นวัตกรรมสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์และบริการเฉพาะกลุ่ม
2.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism)สำหรับตลาดผู้สูงวัย
3.ที่อยู่อาศัยและชุมชน(Co-living Space)สำหรับผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางการแปลงประสบการณ์และปัญญาเป็นสินทรัพย์สำหรับไทยมีหลายโมเดลที่ควรพิจารณา:

  1. ระบบเครดิประสบการณ์(Experience Credit System)
    พัฒนาระบบบันทึกและประเมินมูลค่าทักษะที่สั่งสมมา เป็น “เครดิต” ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนทางการเงิน หรือโอกาสในการทำงานได้
    2.คลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณ (Silver Knowledge Bank)
    สร้างคลังความรู้ผู้เชี่ยวชาญวัยเกษียณในรูปแบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่บริษัทสามารถเข้าถึงได้
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive Model)
    ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่จ้างผู้สูงอายุเป็นที่ปรึกษา
    4.สร้างพื้นที่ทำงานร่วมระหว่าง
    เยเนอเรชัน (Inter-generational Collaboration)เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์

บทสรุป: โจทย์ใหญ่ของไทย: การเปลี่ยนจาก “ภาระ” สู่ “พลังเศรษฐกิจ”

เราต้องถอดบทเรียนจากประเทศผู้นำในการก้าวข้ามจากมาตรการจูงใจทั่วไป ไปสู่การ ลงทุนในการเปลี่ยนผ่านทักษะ (Skill Transformation) ของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง
ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มการฝึกอบรมเพื่อเปลี่ยน “ประสบการณ์และปัญญา” ที่มีค่าให้เป็น “สินทรัพย์” ที่สามารถสร้าง ผลิตภาพ (Productivity) และ มูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน
การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจสร้างประโยชน์ในหลายมิติเพราะเมื่อยังทำงานมีรายได้ใช้จ่ายและเสียภาษีเป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจและยังลดภาระการพึ่งพิงเงินภาครัฐและครอบครัวนอกจากนี้การมีผู้ทำงานมากขึ้นช่วยเพิ่มฐานภาษีทำให้รัฐมีงบประมาณเพิ่มขึ้นประการสำคัญคือผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าไม่เป็นภาระอีกต่อไป
การเปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระ” สู่ “พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ“จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในการตอบโจทย์”แก่ก่อนรวย“สู่สินทรัพย์ใหม่คือโอกาสไทยภายใต้เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)”

(อ้างอิง: Dataintelo, UN, nippon.com, IamExpat.de, JPMorgan Chase, MOM, ASEAN , DOP 2023, TDRI, Deloitte, Royal Decree No. 639 B.E. 2560 ,nippon.com, Bernama)