คลังเก็บหมวดหมู่: ตำรวจ(ตร.)

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตร. ภ.3 เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกการจราจรป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 3 กองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 3 พลตำรวจโท วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 /ประธานการประชุม พร้อมด้วย พลตำรวจตรี วิวัฒน์ สีลาเขตต์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมหน่วยงาน ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 และหน่วยงานภาคีเครือข่ายจำนวน 12 หน่วย ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, แขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ ๑, ๒ และ ๓, ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต ๕ นครราชสีมา, สำนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3, สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานขนส่งจังหวัดนครราชสีมา,ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา, สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จว.นครราชสีมา และมูลนิธิกู้ภัยในพื้นที่ จว.นครราชสีมา

ได้เข้าร่วมประชุมบูรณาการเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.256๘ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย ด้านจราจรและความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัด (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง) และตำรวจภูธรจังหวัดที่มีพื้นที่เส้นทางติดต่อกับตำรวจภูธรภาค 3 ประกอบด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี, สระบุรี, ปราจีนบุรี, สระแก้ว และขอนแก่น เข้าร่วมประชุมเพื่อสรุปมาตรการปฏิบัติแบบบูรณาการในการอำนวยความสะดวกการเดินทางของพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.๒๕๖๘ โดยหน่วยงานภาคี ทุกหน่วยได้รายงานต่อที่ประชุมแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ ที่เตรียมไว้ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพตำรวจภูธรภาค 3

ได้เตรียมการบริหารจัดการ โดยช่วงการควบคุมเข้มข้น ๗ วัน ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 256๘ จะเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนให้ได้มากที่สุด และกำหนดเปิดศูนย์อำนวยความสะดวกการจราจร ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.256๘ ของตำรวจภูธรภาค 3 ระหว่างวันที่ 10 – 18 เมษายน 256๘ เพื่อกำกับ ดูแล และติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยในสังกัด ในการอำนวยความสะดวกการจราจร ดูแลความปลอดภัย และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ให้กับประชาชนที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 256๘ นี้ ตามนโยบายรัฐบาล “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ”

ในทุกพื้นที่ โดยวางแผนตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจรและจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ จำนวน 278 จุด เตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว จำนวน 301 ชุด มีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ จำนวน 858 เครื่อง และเครื่องตรวจจับความเร็ว จำนวน 101 เครื่อง ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติ ทั้งสิ้น 4,614 นาย นอกจากนี้ได้ร่วมกับหน่วยงานฝ่ายปกครอง ในการปรับรูปแบบจากจุดบริการประชาชนมาเป็นการตั้งด่าน ชุมชนแทน โดยบูรณาการกำลังทุกภาคส่วน ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และประชาชนในพื้นที่

กำหนดแผนการตั้งด่านชุมชนจำนวนทั้งสิ้น จำนวน 3,971 แห่ง เพื่อป้องปรามคนที่ดื่มสุราไม่ให้ขับขี่รถออกจากหมู่บ้าน ชุมชน ไปเกิดอุบัติเหตุหากเกิดอุบัติเหตุทางถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่รถที่เกิดเหตุทุกรายและหากพบว่ามีการดื่มสุราแล้วขับรถ จะดำเนินคดีโดยไม่มีละเว้น ในมาตรการเชิงรุก ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่ ออกตรวจและขอความร่วมมือร้านจำหน่ายสุราในชุมชน หมู่บ้าน ทุกแห่ง ให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เช่น ห้ามจำหน่ายสุราในเวลาห้าม, ห้ามไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี, ห้ามไม่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับบุคคลที่มีอาการมึนเมา จนครองสติไม่ได้ เป็นต้น
คาดการณ์จากกรมทางหลวง

จะเปิดให้บริการใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ M6 ช่วงหินกอง – ปากช่อง – นครราชสีมา ทั้งขาไปและขากลับ ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะทาง 163 กิโลเมตร โดยกำหนดจุดเข้า – ออก มอเตอร์เวย์ M6 ดังนี้
จุดที่ 1 ด่านหินกอง ทล.33 กม.33+100
จุดที่ 2 ด่านสระบุรี ทล.1 กม.38+700
จุดที่ 3 ด่านแก่งคอย ทล.3222 กม.110+500
จุดที่ 4 ด่านปากช่อง ทล.2090 กม.110+500
จุดที่ 5 ด่านสีคิ้ว ทล.201 กม.154+960
จุดที่ 6 ด่านขามทะเลสอ ทล.290 กม.185+125
จุดที่ 7 ทล.204 กม196+000 (ทางเลี่ยงเมืองนครราชสีมา)

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจภูธร ภ.3 แถลงข่าวปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดจับกุมผู้ต้องหาพร้อมยาบ้า 2,000,000 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ บก.สส.ภ.3 ต. จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตำรวจภูธรภาค ๓ โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 แถลงข่าวปฎิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ตามนโยบายรัฐบาลจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 1 ราย 3 คน พร้อมยาบ้า 2,000,000 เม็ด พร้อมด้วย ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.๓ /รอง ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายมานพ แสงโสทร ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ กวาดล้างยาเสพติดในทุกมิติ การทำลายเครือข่ายตัดวงจรยาเสพติดทุกระดับ โดยให้ร่วมกันบูรณาการด้านการข่าว การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวมถึงการร่วมมือกันในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามพื้นที่แนวชายแดน และพื้นที่ตอนใน

โดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3 พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง.ผบก.สส.ภ.3 พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง.ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ทศพร เพียรปรุ รอง ผบก.สส.ภ.๓ พ.ต.อ.นิเวชร์ งามลาภ ผกก.ฯ
พ.ต.อ.พรเทพ ทุ้ยแป ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ชวาลย์ วงษ์รอด ผกก.สภ.โชคชัย พ.ต.อ.อิทธิพัทน์ ศรีมั่น ผกก.สภ.พระทองคำ สั่งการให้
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 นำโดย พ.ต.ท.คำพู พลอยผักแว่น รอง ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.ยุทธพล บุษบา รอง ผกก.สืบสวน 2, พ.ต.ท.ณัฐพร เขียวเกษม สว.กก.สืบสวน 2,ว่าที่ พ.ต.ต.หญิง เพ็ญแข ชัยรัตน์กรกิจ, เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา นำโดย พ.ต.ท.สาทิต คอกขุนทด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา, พ.ต.ท.ภทรธร ชญานันท์ รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โชคชัย นำโดย พ.ต.ท.สุชาติ ซ้อนพุดซา รอง ผกก.สส.สภ.โชคชัย และได้ร่วมบูรณาการสนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่ 2 นำโดย พ.อ.เยี่ยม ฤทธิ์น้ำคำ ร่วมสืบสวนจับกุมตัว

1.นายอัมพล หรือต้น ชิตรัตน์ อายุ 35 เลขประจำตัวประชาชน 1869900112718 ที่อยู่ 47/1 ม.7 ต.หาดทรายรี อ.เมืองชุมพร จว.ชุมพร
2.นายทนงศักดิ์ หรือต้า หรือเปี๊ยก มูลถวิล อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 3440900714451 ที่อยู่ 95 ม.12 ต.โพธิ์ชัย อ.วาปีปทุม จว.มหาสารคาม
3.พ.ต.ต.ชัยยะ มะลานาจ อายุ 49 ปี เลขประจำตัวประชาชน 3450800342926 ที่อยู่ 60/61 ม.4 ต.โป่ง อ.บางละมุง จว.ชลบุรี (ข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง สวป.(ชส.)สภ.ศรีบุญเรือง จว.หนองบัวลำภู พร้อมของกลาง 1.ยาเสพติด(ยาบ้า) จำนวน 2,000,000 เม็ด 2.โทรศัพท์ จำนวน 3 เครื่อง ตรวจยึดของกลาง -รถยนต์เก๋ง จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน 300,000 บาท) -รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน 700,000 บาท) โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุม สืบสวนทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดชาว สปป.ลาว จะทำการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน จว.มุกดาหาร ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทย ผ่านพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 และภาค 4 โดยเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวใช้ รถยนต์กระบะ ยี่ห้อFORD รุ่นRANGER สีดำ หมายเลขทะเบียน 2ฒร1575 กรุงเทพมหานคร

ในการขนลำเลียงยาเสพติด จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 , กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว จนกระทั่ง พบว่ารถยนต์กระบะ ยี่ห้อFORD รุ่นRANGER สีดำ หมายเลขทะเบียน 2ฒร 1575 กรุงเทพมหานคร มีการเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก จว.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว จะลำเลียงนำยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทย และเชื่อว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เส้นทางที่เคยวิ่งลำเลียงยาเสพติดมาก่อนหน้านี้ และพบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อTOYOTA รุ่นCOROLLA AlTIS สีขาว หมายเลขทะเบียน 8กฒ5126 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับขี่ลักษณะวิ่งตามรถยนต์กระบะคันดังกล่าว จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแผนในการจับกุม โดยวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ โดยวางกำลังเฝ้าดู พร้อมทั้งสะกดรอยติดตาม และเพื่อให้ทราบถึงขบวนการเครือข่ายในการลำเลียงยาเสพติด โดยรถยนต์ทั้งสองคันใช้เส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ จาก จว.มุกดาหาร ผ่าน จว.กาฬสินธ์ ผ่าน จว.มหาสารคาม ผ่าน สี่แยกทางผาด ต.ยะวึก อ.ชุมพลบุรี จว.สุรินทร์ และขับขี่มุ่งหน้าเข้า อ.สตึก จว.บุรีรัมย์ ผ่าน อ.เมืองบุรีรัมย์ จว.บุรีรัมย์ ผ่าน อ.นางรอง จว.บุรีรัมย์ ผ่าน อ.หนองกี่ จว.บุรีรัมย์ และมุ่งหน้าเข้า อ.หนองบุญมาก จว.นครราชสีมา จนกระทั่งมาถึง ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จว.นครราชสีมา จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสกัดกั้นและจับกุมรถยนต์ทั้งสองคันได้ ผลการตรวจค้นพบ นายอัมพล หรือต้น ชิตรัตน์ เป็นผู้ขับขี่ จึงทำการตรวจค้นตัว และรถยนต์ ผลการตรวจค้นพบ
-โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อIPHONE รุ่น12ProMax สีขาว จำนวน 1 เครื่อง สอบถาม นายอัมพลฯ ให้การรับว่า โทรศัพท์ดังกล่าว นายอัมพลฯ เป็นผู้ใช้งาน
-ถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ จำนวน 2 ห่อใหญ่ ด้านในห่อด้วยกระสอบสีขาว วางอยู่บริเวณบริเวณที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง -ถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ จำนวน 3 ห่อใหญ่

ด้านในห่อด้วยกระสอบสีขาว วางอยู่บริเวณกระโปรงท้ายรถที่ใช้บรรทุกของ
และตรวจค้นจับกุมรถยนต์กระบะ ยี่ห้อFORD รุ่นRANGER สีดำ หมายเลขทะเบียน 2ฒร1575 ที่บริเวณสี่แยกโชคชัย ถนนโชคชัย-เดชอุดม ต.โชคชัย อ.โชคชัย จว.นครราชสีมา ผลการตรวจค้นพบ นายทนงศักดิ์ หรือเปี๊ยก หรือต้า มูลถวิล และผู้โดยสารทราบชื่อว่า พ.ต.ต.ชัยยะ มะลานาจ จึงทำการตรวจค้นตัว และรถยนต์ ผลการตรวจค้นพบ -โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อSUMSUNG รุ่นGALAXY S8+ สีดำ จำนวน 1 เครื่อง สอบถาม นายทนงศักดิ์ฯ ให้การรับว่า โทรศัพท์ดังกล่าว นายทนงศักดิ์ฯ เป็นผู้ใช้งาน -โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อINFINIX X6711 สีดำ จำนวน 1 เครื่อง สอบถาม พ.ต.ต.ชัยยะฯ ให้การรับว่า โทรศัพท์ดังกล่าว พ.ต.ต.ชัยยะฯ เป็นผู้ใช้งาน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมจึงนำตัวผู้ต้อง พร้อมของกลาง มายัง กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.3 และได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 3 เพื่อตรวจเก็บพยานหลักฐาน จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อทราบถึงขบวนการและเครือข่ายยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขยายผลทราบว่า เครือข่ายลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว คือ เครือข่าย “ท้าวหิน”( ผู้สั่งการชาวลาว) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนติดตามจับกุม
ผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว : ตำรวจภูธร ภ.3 กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก. ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้จัดให้การประชุม กต.ตร.ตำรวจภูธร จว.พระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 1/2568

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 24 มี.ค. 68 เวลา 13.30 น. พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก. ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้จัดให้การประชุม กต.ตร.ตำรวจภูธร จว.พระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมกรุงศรีอยุธยา 1 โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา โดยมี นาย นิวัฒน์ รุ่งสาค ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธาน การประชุม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อีนดีระหว่าง กต.ตร.จังหวัดกับข้าราชการตำรวจ และประชาชนในพื้นที่ และให้คำแนะนำสนับสนุนการประชาสัมพันธ์งานตำรวจ จว.พระนครศรีอยุธยาการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

กราบขอพรองค์เจ้าแม่กวนอิม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านสุขาวดี ” ปาร์ตี้โฟมเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 20 เมษายน ค่ะ นี้บ้านสุขาวดีได้ปรับปรุงเมนูอาหารบุฟเฟ่ต์ให้เป็นเมนูที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลมากขึ้น มาลิ้มรสชาติ อาหารบ้านสุขาวดีในราคา คนไทย 200 บาท ทั้งเยี่ยมชมบ้าน ทานอาหาร รวมถึงการละเล่นทุกอย่างโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

บ้านสุขาวดีจัดเต็ม! เทศกาลมหาสงกรานต์ 2568 แต่งชุดไทยเล่นน้ำปาร์ตี้โฟมสุดมันส์

บ้านสุขาวดี เตรียมต้อนรับเทศกาลมหาสงกรานต์ 2568 อย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศไทยแท้ กับกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย โดยไฮไลต์เด่นของงาน เปิดให้แต่งชุดไทยฟรี! เพียงวางค่ามัดจำ 250 บาท พร้อมเจ้าหน้าที่ช่วยแต่งตัวให้สวยงาม ก่อนเดินถ่ายภาพในบรรยากาศไทยโบราณที่ ลานวัฒนธรรมไทย กิจกรรมสรงน้ำพระแก้วมรกต ครบทั้ง 3 ฤดู เสริมสิริมงคลตลอดปี และเล่นน้ำสงกรานต์สุดชุ่มฉ่ำ กับม่านสายน้ำ สาดน้ำอบไทยหอมละมุน และกลีบดอกไม้ เพิ่มความสนุกโดยสาวสวยบ้านสุขาวดี นอกจากนี้ชวนสนุกไปกับปาร์ตี้โฟมสุดมันส์ พร้อมกิจกรรมพื้นบ้าน เช่น หนุ่มน้อยตกน้ำ ยิงปืน ปาลูกโป่ง ลุ้นรับของรางวัลมากมาย

บ้านสุขาวดีชวนมาร่วมเช็กอิน-แชร์ภาพ กด Like & Share เพจบ้านสุขาวดี รับของชำร่วยกลับบ้านฟรี ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ บ้านสุขาวดี เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกสนานกับสงกรานต์แบบไทยๆ ได้ที่นี่! #สงกรานต์2568 #บ้านสุขาวดี #แต่งชุดไทย #เล่นน้ำสงกรานต์

////////////////////////////////////

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

อุมารินทร์ เกตนิกร  / 062-834-3737

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิตำรวจต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ Auxiliary Police จากสิงคโปร์พร้อมพาศึกษาอบรมดูงานในประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

มูลนิธิตำรวจ นำโดย  พล.ต.ท.ดร.มณฑล เงินวัฒนะ  ประธานมูลนิธิฯ และ คุณนิคม กนกภัยพิพัฒน์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ Auxiliary Police จากสิงคโปร์ นำโดย Dr. Matthew Yap พร้อมนำคณะศึกษาอบรมดูงานในประทศไทย ระหว่างวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2568โดยวันแรก มูลนิธิตำรวจได้พาคณะเจ้าหน้าที่ Auxiliary Police จากสิงคโปร์

ไปศึกษาดูงานที่สถานีตำรวจภูธรสำโรงเหนือ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ. สมุทรปราการ ที่นี่คณะจะได้ศึกษาดูงานเกี่ยวกับด้านการบริหารงานและการให้บริการประชาชนในด้านต่างๆ ของสถานีตำรวจภูธรสำโรงเหนือ จากนั้นนำคณะเดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจน้ำ ต.บางด้วน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

เพื่อ คณะจะได้ศึกษาดูงานด้านการบริหารงานและศักยภาพการให้บริการของตำรวจน้ำไทยส่วนวันที่สอง มูลนิธิตำรวจได้พาคณะเจ้าหน้าที่ Auxiliary Police จากสิงคโปร์ ไปศึกษาดูงานที่กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ค่ายนเรศวร)  ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

ที่นี่คณะจะได้เข้ารับการอบรมหลายอย่าง ได้แก่ การใช้อาวุธปืน เริ่มตั้งแต่ความปลอดภัย ท่าในการยิง รวมไปถึงการเล็งเป้าหมาย ณ สนามยิงปืน โดยมีครูฝึกของสนามยิงปืนเป็นผู้สาธิต พร้อมให้คำแนะนำในด้านต่างๆ เกี่ยวกับการใช้อาวุธปืน ต่อด้วยการทดสอบท้าทายกำลังใจ นั่นก็คือ การกระโดดหอสูง 34 ฟุต

ในสถานีกระโดดหอสูง โดยมีครูฝึกมาให้คำแนะนำ ตั้งแต่ท่าทางต่างๆ ที่ถูกต้องในการกระโดด  สำหรับทุกท่านที่โดดหอในครั้งนี้ก็จะได้รับใบประกาศนียบัตร พร้อมปีกติดหน้าอก ปิดท้ายด้วย การนำคณะเข้าชมการสาธิต และทดลองเหินเวหาลอยในอุโมงค์ลม ซึ่งสร้างความฮือฮา สนุกสนาน เร้าใจ และประทับใจให้กับคณะทุกๆ ท่าน

วันที่สาม มูลนิธิตำรวจได้พาคณะเจ้าหน้าที่ Auxiliary Police จากสิงคโปร์ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ไปชมความวิจิตรยิ่งใหญ่ตระการตาของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)

รวมถึงชมความงดงามของพระบรมมหาราชวัง และความสวยงามของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ( วัดโพธิ์ ท่าเตียน) ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ปิดท้ายด้วยการชมพิพิธภัณฑ์ตำรวจ ซึ่งทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์ของตำรวจไทย

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มูลนิธิตำรวจไทย-นานาชาติ จะเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจนานาชาติกับตำรวจไทย รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตาต่างชาติอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงใหม่ แจ้งผลการตรวจสอบคลิปวัยรุ่น แก็ง “เด็กไทใหญ่ 575” มีการถูกจับดำเนินคดีไปบางส่วนแล้ว กลุ่มแก๊งดังกล่าว

แชร์เนื้อหานี้

6 มี.ค.68 เวลา 11.30 น.
พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ตรวจสอบกรณีมีการโพสต์แชร์คลิปวัยรุ่น แก็ง “เด็กไทใหญ่ 575” ตามสื่อโซเชียลซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของวัยรุ่นชาวไทใหญ่พร้อมกับชูเสื้อที่มีข้อความพร้อมรูปภาพว่า “เด็กไทใหญ่ 575” ในลักษณะคึกคะนอง พูดยั่วยุ ท้าทายวัยรุ่นกลุ่มอื่นๆ

ต่อมา พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้สั่งการให้ ชุดสืบสวน (เหยี่ยวดำ) นำโดย พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รองผดก.สืบสวน ,พ.ต.ต.พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.,พ.ต.วุฒิไกร ทาหอม สว.สส.ดำเนินการตรวจสอบคลิปดังกล่าว และได้รายงานให้ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบดังนี้

จากการตรวจสอบ
คลิปดังกล่าว เป็นคลิปเก่าที่ได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 67 โดยบัญชีที่ใช้แอพลิเคชั่นติ๊กต๊อกชื่อ “ru.ok575” และในวันนี้ได้มีบุคคลนำคลิปวิดีโอดังกล่าวมาโพสต์ใหม่อีกครั้ง ทำให้เกิดเป็นกระแสตามสื่อโซเชียลขึ้นนั้น โดยในปัจจุบันบุคคลในคลิปดังกล่าวบางคนได้มีการถูกจับดำเนินคดีไปบางส่วนแล้ว

ส่วนบุคคลที่เหลือก็ได้กระจัดกระจาย แยกย้าย ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้และกลุ่มดังกล่าวก็ถูกยุบไปแล้ว ซึ่งตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการจับกุมกวาดล้างบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดการกระทำความผิดได้จับกุมดำเนินคดีผลักดันส่งออกนอกราชอาณาจักรทุกราย
//#สมจิตรแสงบัลลังค์
//#ธนวัฒน์โมมา

ทีมข่าวอาชญากรรมรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับกุมบุหรี่ไฟฟ้า และ แก๊สหัวเราะ 666 ราย ผู้ต้องหา 690 คน ของกลาง 454,958 ชิ้น มูลค่า 41,911,815 บาท

แชร์เนื้อหานี้

รอง ผบ.ตร. เร่งรัดขับเคลื่อนการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ เผยผลการปฏิบัติในห้วง 7 วัน ที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจ จับกุมทั้งสิ้น 666 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 690 คน ยึดของกลาง 454,958 ชิ้น มูลค่าของกลาง 41,911,815 บาท

วันนี้ (5 มี.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมสรุปผลการปฏิบัติการระดมกวาดล้างการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ โดยมีผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 ตร.

ทั้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันได้ปรากฏสถานการณ์การแพร่ระบาด ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา พื้นที่ใกล้โรงเรียนหรือสถานศึกษา รวมถึงสถานบริการ สถานประกอบการ และพื้นที่สาธารณะในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเอง หรือผู้อื่น สร้างความเดือนร้อน รำคาญแก่ประชาชนใกล้เคียง โดยมุ่งหวังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการผลการปฏิบัติในห้วง 7 วัน ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 4 มีนาคม 2568 ภาพรวมการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของทุกหน่วย มีผลการจับกุมทั้งสิ้น 666 ราย ผู้ต้องหา 690 คน ยึดของกลาง 454,958 ชิ้น มูลค่าของกลาง 41,911,815 บาท เป็นการจับกุมรายใหญ่ 2 ราย ผู้ต้องหา 3 คน ยึดของกลาง 409,364 ชิ้น มูลค่าของกลาง 34,200,000 บาท , จับกุมรายย่อย 645 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 669 คน ยึดของกลาง 43,483 ชิ้น มูลค่าของกลาง 7,215,005 บาท , จับกุมรอบสถานศึกษา 7 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 6 คน ยึดของกลาง 1,359 ชิ้น มูลค่าของกลาง 302,500 บาท และจับกุมบริเวณแหล่งท่องเที่ยว 12 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 12 คน ยึดของกลาง 752 ชิ้น มูลค่าของกลาง 194,310 บาท

ในส่วนการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับแก๊สหัวเราะ จับกุม 3 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 3 คน ยึดของกลาง 2,334 ชิ้น มูลค่าของกลาง 100,000 บาทพล.ต.อ.ประจวบฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และแก๊สหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และต้องการเห็นผลการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ววัน ผบ.ตร. จึงได้กำชับ เน้นย้ำ และติดตามการขับเคลื่อนให้มีผลการปฏิบัติในทุกมิติ

  1. ให้ความสำคัญกับการปราบปราม กวาดล้าง การลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย การจำหน่าย การให้บริการ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไป X-ray ในพื้นที่รับผิดชอบ เพิ่มความเข้มข้นในการกวดขัน ตรวจสอบ ทุกสถานที่ จุดล่อแหลม ซึ่งน่าจะเป็นที่ซุกซ่อนของบุหรี่ไฟฟ้า และสารตั้งต้น สารประกอบของแก๊สหัวเราะ ตลอดจนสิ่งของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า “ต่อไปจะต้องไม่มี หรือสามารถค้นหาได้โดยง่าย ว่าในพื้นมีการจำหน่าย หรือให้บริการ บุหรี่ไฟฟ้า หรือแก๊สหัวเราะ อย่างโจ่งแจ้ง”
  2. สาเหตุของการกระทำความผิดทั้งหลาย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า คือ เงิน จากผลการระดมจับกุม พบว่า ของกลางและการยึดทรัพย์สินมีมูลค่าสูงมาก นี่คือแรงจูงใจให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงให้ทุกหน่วยดำเนินการอย่างรัดกุมและเป็นแบบแผน การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามความผิดมูลฐานฟอกเงินที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เน้นย้ำว่าต้องดำเนินการ สืบสาว ไปให้ถึงต้นตอเหตุทุกกรณี เพราะการกระทำผิดส่วนมาก มักเกี่ยวข้องกับ “เงิน” ในฐานะที่ พล.ต.อ.ประจวบฯ รับผิดชอบและเป็น ผอ.ศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมบูรณาการการทำงานกับหน่วย เพื่อให้การปฏิบัติ มีความต่อเนื่อง เชื่อมโยง และเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพให้การทำงานประสบผลสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประจวบฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมุ่งมั่น จริงใจ ในการแก้ไขปัญหา ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเราจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ

ตำรวจภาค 5 จับกุมชาวต่างชาติลักลอบส่งกัญชาน้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม.
ด้วยตำรวจภาค 5 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่สถานีตำรวจภูพิงค์ราชนิเวศน์.ตำรวจท่องเที่ยวสำนักงานศุลกากรภาค 3 ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือท่าอากาศยานเชียงใหม่กรมศุลกากรสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

ได้ร่วมกันสกัดกั้นการส่งต่อช่อดอกกัญชาเมื่อวันที่ 2 และที่ 4 มีนาคม 2568 ณจุดตรวจค้นสัมภาระขาออกระหว่างประเทศภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่รวมจำนวน 3 คดีผู้ต้องหาชาวต่างชาติรวม 4 คนมีรายละเอียดแต่ละคดีดังนี้.เพราะดีที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18:00 น ผู้ต้องหาต่างชาติสัญชาติมาเลเซียเพศชายอายุ 23 ปีเดินทางจากเชียงใหม่ไปสุวรรณภูมิ.ดูไบ.ลอนดอน.พบมีการพยายามลักลอบขนช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยใส่ในกระเป๋าเดินทาง 1 ใบซึ่งช่อดอกกัญชาถูกบรรจุเป็นแพ็คในถุงพลาสติกใสจำนวน 40 ถุงน้ำหนักรวม 22.5 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 22,5000 บาทคดีที่ 2

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 09.40 นผู้ต้องหาต่างชาติสัญชาติอังกฤษเพศหญิงอายุ 19 ปีเดินทางจากดอนเมืองมาเชียงใหม่สุวรรณภูมิฮ่องกงและ.ลอนดอน.มีการลักลอบขนช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยใส่ในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบซึ่งช่อดอกกัญชาถูกบรรจุเป็นแพ็คใส่ถุงพลาสติกใสจำนวน 32 ถุงน้ำหนักรวมประมาณ 34.8 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 3480,000 บาทคดีที่ 3 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 17.0 นผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 2 คนเพศชายและหญิงสัญชาติมาเลเซียอายุ 35 ปีทั้ง 2 คนเดินทางจากสุวรรณภูมิ.มาเชียงใหม่สิงคโปร์.และลอนดอน.มีการพยายามลักลอบขนช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยใส่ในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบซึ่งช่อดอกกัญชาบรรจุเป็นแพ็คพลาสติกใสจำนวน 80 ถุงน้ำหนักประมาณ 45.4 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 4 5 4 0 00 บาทรวมช่อกัญชาที่ตรวจยึดได้น้ำหนักประมาณ 102.7 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 1027000บาท.

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18:00 น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดจับกุมได้พบความผิดปกติของสิ่งของภายในกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารต่างชาติที่กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศจึงทำการขอตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าเดินทางผลการตรวจสอบพบว่าเป็นช่อดอกกัญชาบรรจุในถุงพลาสติกจำนวนมากจึงทำการตรวจยึดพร้อมกับดำเนินการตามขั้นตอนของบทกฎหมายต่อไปและมีการสั่งการเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยช่วยกันป้องกัน

เพื่อสกัดจับตรวจยึดพร้อมกับเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่อาจจะมีการลักลอบนำช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศจีนกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 09.40 นและ 17.00 นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดจับกลุ่มชาวต่างชาติที่กำลังจะเดินทางพร้อมกับช่อกัญชาเพื่อนำออกนอกประเทศได้อีกจำนวน 2 รายดังกล่าว…

สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวบก. รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรฐนิวส์ /‘ตำรวจภูธรภาค1’เข้มงานสายตรวจ ‘รองผบช.ภ.1’กำชับนโยบาย‘สภ.เมืองชัยนาท’

แชร์เนื้อหานี้

4 มีนาคม 2568 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงษ์ รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 มอบหมายนโยบายให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1)

ปฏิบัติภารกิจเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ในทุกๆด้านทุกๆมิติ โดยเฉพาะงานสายตรวจ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้กับประชาชน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.68

พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสายตรวจ สภ.เมืองชัยนาท ภ.จว.ชัยนาท โดยได้แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ บช,ภ.1 โดยเคร่งครัด

นอกจากนี้ พล.ต.ต.โชคชัย ได้มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย 3 คดี และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ,

พ.ต.อ.นรากร บุญครอบ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท , พ.ต.อ.สุรัตน์ เป้าทอง ผกก.สภ.เมืองชัยนาท , พ.ต.ท.ชัชวาล มหาศรานนท์ รอง ผกก.ป.ฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.เมืองชัยนาท

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธร ภาค 3 แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยาบ้าจำนวน 2,572,806 เม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.00 น. ณ บก.สส.ภ.3 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมาตำรวจภูธรภาค 3 แถลงข่าวปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ตามนโยบายรัฐบาลจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยาบ้าจำนวน 2,572,806 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 3 โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 พล.ต.ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.๓ /รอง ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2
นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายมานพ แสงโสทร ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ กวาดล้างยาเสพติดในทุกมิติ การทำลายเครือข่ายตัดวงจรยาเสพติดทุกระดับ โดยให้ร่วมกันบูรณาการด้านการข่าว การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวมถึงการร่วมมือกันในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามพื้นที่แนวชายแดน และพื้นที่ตอนในโดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3 พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง.ผบก.สส.ภ.3 พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง.ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.วรวรรธน์ ขันธ์เครือ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.อ.ทศพร เพียรปรุ ผกก.สืบสวน ๒ บก.สส.ภ.๓ ,พ.ต.อ.พรเทพ ทุ้ยแป ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.วีณวัฒน์ ศรีแย้ม ผกก.สภ.โพธิ์กลาง,พ.ต.อ.สิทธิพล ทิมสูงเนิน ผกก.สภ.โนนสูง, , พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.บ้านปรางค์ พ.ต.อ.อิทธิพัทน์ ศรีมั่น ผกก.สภ.พระทองคำ สั่งการให้

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน นำโดย พ.ต.ท.สุรกฤษ คงธนกิตติ รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.บุรัสกร ลาผ่าน รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.คำพู พลอยผักแว่น รอง ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.3/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส., ร.ต.อ.หญิง เพ็ญแข ชัยรัตน์กรกิจ/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส., เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง , เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านปรางค์, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระทองคำ , และได้ร่วมบูรณาการสนธิกำลังร่วมกับ และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมสืบสวนจับกุม เครือข่ายที่ 1 วันที่ 28 ก.พ.2568 1.นายสายชล หรือดำ ศรีหนองห้าง อายุ 54 ปี เลขประจำตัวประชาชน 5470500012838 ที่อยู่ 95/1 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร
2.นายสุทธิพงษ์ หรือมอส ธรรมาภิรมย์ อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1470500065751 ที่อยู่ 198 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร
3.นายยุทธศักดิ์ หรือแนส วิถี อายุ 44 เลขประจำตัวประชาชน 3470500296384 ที่อยู่ 125 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร4.นายโชคทวี หรือเล็ก แสนโคตร อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1470500063740 ที่อยู่ 216 ม.7 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนครพร้อมของกลาง 1.ยาบ้า จำนวน 2,390,000 เม็ด (สองล้านสามแสนเก้าหมื่นเม็ด)ตรวจยึดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด-รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน 300,000 บาท)-รถยนต์เก๋ง จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท)โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย”พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุม สืบสวนทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดชาว สปป.ลาว จะทำการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.บึงกาฬ ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทย ผ่านพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 และภาค 4 โดยเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวใช้ รถยนต์กระบะ ในการขนลำเลียงยาเสพติด จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 , กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร

จังหวัดนครราชสีมา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว จนกระทั่งพบรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะต้องสงสัย ซึ่งมีการเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก จว.สกลนคร มีลักษณะขับขี่ตามกันมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าจะมีลำเลียงนำยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทยและเชื่อว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เส้นทางที่เคยวิ่งลำเลียงยาเสพติดมาก่อนหน้านี้ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแผนในการจับกุม โดยวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ โดยวางกำลังเฝ้าดู พร้อมทั้งสะกดรอยติดตาม และเพื่อให้ทราบถึงขบวนการในการลำเลียงยาเสพติดและผู้สั่งการในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้ขับรถยนต์ติดตามโดยพบว่ารถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะดังกล่าวที่บรรทุกสิ่งของบริเวณท้ายกระบะบรรทุกโดยใช้ผ้าใบปกคลุมปิดบังสิ่งของไว้ โดยรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะดังกล่าววิ่งมาถึงบริเวณ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมได้ทำการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เพื่อตั้งด่านจุดสกัดยานพาหนะที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว สามารถสกัดรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะได้จำนวน 2 คัน พร้อมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน และของกลางยาบ้าจำนวน 2,390,000 เม็ด ทเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลาง มายัง กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.3 พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 3 เพื่อตรวจเก็บพยานหลักฐาน จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อทราบถึงขบวนการและเครือข่ายยาเสพติด สอบถามผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การรับว่าพวกตนเองได้รับการว่าจ้างจากนายพจน์ ไม่ทราบชื่อและสกุลจริง ให้ลำเลียงยาเสพติดไปส่งที่ จว.สระบุรี เมื่อไปถึงแล้ว จึงแจ้งให้นายพจน์ ทราบ และนายพจน์ จะแจ้งให้ทราบว่าไปส่งต่อที่ใด แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับได้ก่อน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างในการลำเลียงยาเสพติดแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปเครือข่ายที่ 2ภายใต้การอำนวยการของ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 , พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.3 ,พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3, พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ,พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.3,
สั่งการให้ พ.ต.อ.วรวรรธน์ ขันธ์เครือ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.สุรกฤษ คงธนกิตติ รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.บุรัสกร ลาผ่าน รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 สั่งการให้ พ.ต.ท.อิทธิพล เพ็ญเดิมพันธ์ สว.กก.สืบสวน 1ฯ ร.ต.อ.โสภณ ละเอียด และ ร.ต.อ.ธนะศักดิ์ ปุ๊กกระโทก รอง สว.กก.สืบสวน 1ฯ ว่าที่ ร.ต.ต.สันติชัย ไชยเสริฐ, ปรกฯ รอง สว.กก.สืบสวน 1ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 , เจ้าพนักงาน ปปส.ภ.3 ร่วมกันทำการสืบสวนจับกุม ร่วมกันสืบสวนจับกุม

เครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 3 จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย รวมยาบ้า 202,806 เม็ด ตรวจยึดทรัพย์สิน ประมาณ 1,300,000 บาท
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมนายอำนาจ หรือแอ๋ม มุ่งปานกลาง อายุ 32 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 2 ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์น.ส.รุ้งนภา หรือก้อย สัญญารักษ์ อายุ 32 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 2 ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์นายนพชัยหรือบูม รักไร่ อายุ 25 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 246 หมู่ที่ 3 ต.ห้วยแถลง อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมาน.ส.ลินดาหรือกิ๊ก ยอดพิกุล อายุ 27 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 207 หมู่ที่ 2 ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ในฐานความผิด “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 24,000 เม็ด , โทรศัพท์มือถือจำนวน 5 เครื่องตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 900,000 บาทพฤติการณ์การจับกุม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1ฯ จากการจับุกม นายธนพล หรือทัดฯ พร้อมด้วยยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด ชุดสืบสวนจึงได้การขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมผุ้ต้องหาดังกล่าวได้สำเร็จสถานที่จับกุมบริเวณ ริมถนนหน้าทางเข้าแก้วมณีรีสอร์ท ม.2 ต.สารภี อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมานำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปต่อมาชุดสืบสวนได้ทำกาขยายผลจับกุมเครือยาเสพติดกลุ่มนักค้าชาวลาว ได้เพิ่มเติมดังนี้

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมนายบุญช่วย หรือจุ้ย ด้วงชำนาญ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 105 หมู่ 1 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ในความผิดฐาน “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย”
พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 132,000 เม็ด และได้ทำการตรวจยึดยาบ้าอยู่ภายในบ้าน จำนวน 200,00 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 152,000 เม็ด , ตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 200,000 บาทพฤติการณ์การจับกุม เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1ฯ ทำการจับกุม นายนพชัยหรือบูม พร้อมพวกรวม 4 ราย และยาบ้า จำนวน 42,000 เม็ด ชุดสืบสวนจึงได้การขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวได้สำเร็จสถานที่จับกุมบริเวณทางเข้าบ้านเลขที่ 105 ม. 1 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายซึ่งทั้งสองราย ได้จากการขยายผลการจับกุมยาเสพติดนายเจตพล หรือแจ๊บฯ เพชรกระโทก อายุ 23 ปี ในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 806 เม็ดและขยายผลจับกุม นายธนพล หรือทัต เทกระโทก อายุ 30 ปี ในความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมของกลาง ยาบ้า

ภาพ/ข่าว : ตำรวจภูธรภาค 3

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่อ.ปาย

แชร์เนื้อหานี้

22 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.30 น. พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน , พ.ต.อ.สำเร็จ สามสีทอง ผกก.สภ.ปาย ,พ.ต.ท.วีรภัทร คำลาพิช รอง.ผกก.สภ.ปาย ร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยแม่ฮ่องสอน ,ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน , ฝ่ายปกครองอำเภอปาย, สาธารณสุขอำเภอปาย,กต.ตร.สภ.ปาย

ร่วมกันแถลงข่าวการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่อำเภอปาย จากนั้นได้ทำการตรวจศูนย์ ศปก.สภ.ปาย จุดบริการประชาชนถนนคนเดิน และเดินตรวจบริเวณถนนคนเดิน เพื่อแนะนำนักท่องเที่ยวที่ฝ่าฝืนสูบกัญชาในที่สาธารณะ และทำการเปรียบเทียบปรับ ณ ศปก.สภ.ปายฯ จำนวน 10 ราย ตลอดจนแนะนำร้านจำหน่ายกัญชาห้ามจำหน่ายกัญชาเพื่อสูบในร้านหากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ..

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ทท.1 เปิดติวเข้มอาสาสมัคร ตร.ทท.พัทยา ปี 68

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 25 ก.พ.68 พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 เป็นประธานในพิธีเปิดครงการอบรมสัมมนาอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ.2568 ที่บริเวณห้องประชุมชั้น 2 ศาลาประชาคมที่ว่าการอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ศุภรัตน์ มีปรีชา พ.ต.ต.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมให้การต้อนรับ

ด้วยผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้อนุมัติลงวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ให้สถานีตำรวจท่องเที่ยวทุกแห่งในสังกัดดำเนินการจัดทำโครงการฝึกอบรมสัมมนาอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ.2568 โดยสอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย (Resilient Tourism) มุ่งเน้นการสร้างความเจริญทางการท่องเที่ยวให้เข้าถึงทุกพื้นที่

โดยอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือขับคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยว และสนับสนุนการปฏิบัติงานภายใต้อำนาจหน้าที่ ภารกิจและความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวได้มีความรู้ ความเข้าใจในภารกิจหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และภารกิจหน้าที่ของอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว การสังเกตตำหนิรูปพรรณคนร้าย การแจ้งข้อมูลข่าวสาร การเข้าระงับเหตุในสถานการณ์ต่างๆ

อีกทั้ง เพื่อให้อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความเข้าใจในงานการบริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนเพื่อให้อาสสสมัครตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความเข้าใจทักษะขั้นตอนการปฏิบัติ ในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีประสบเหตุ และเพื่อให้อาสมัครตำตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความเข้าใจ ในแนวทางการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับด้านยุทธวิธีในการปฏิบัติงาน สามารถทำหน้าที่ในการร่วมปฏิบัติงานกับตำรวจท่องเที่ยว ภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา) จึงดำเนินการจัดโครงการอบรมสัมมนาอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมีผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้รวมประมาณ 180 คน

พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กล่าวด้วยว่าขอเป็นกำลังใจให้ผู้อบรมทุกท่านที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันกับตำรวจท่องเที่ยว มาร่วมทำงานเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยร่วมกันต่อไป