คลังเก็บหมวดหมู่: ทหารบก (ทบ.)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 พบประชาชน บรรบายพิเศษเรื่อง “ปลูกจิตสำนึกรักความเป็นไทย” รร.สูงเนิน โคราช

แชร์เนื้อหานี้

ในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ปลูกจิตสำนึกรักความเป็นไทย” เพื่อสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติไทย ความเสียสละของชนชาติไทย และเห็นคุณค่าพื้นแผ่นดินไทย

ในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 ณ อาคารกตเวที 60 ปี โรงเรียนสูงเนิน เวลา 13.30 น. รับมอบรางวัลนักเรียนเขียนเรียงความและเข้าพบประชาชนที่มาส่งกำลังใจให้แนะนำสิ่งของมอบให้กับ

ท่านรองแม่ทัพ และให้นักเรียนถามคำถามท่านรองแม่ทับเกี่ยวกับชายแดน และมีประชาชนส่งกำลังใจและขอถ่ายรูปกับท่านแม่ทัพและนักเรียนจำนวนมากเข้าขอถ่ายรูปกับท่านแม่ทัพแล้วท่านแม่ทัพยังสอนน้องๆนักเรียนให้รักศาสนาพระมหากษัตริย์

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ทหารได้ป้องกันประเทศชาติและรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ ให้กับพวกเราได้เรียนหนังสือ ให้กับคุณพ่อ คุณแม่ได้ทำมาค้าขาย พวกเราต้องสามัคคีกัน อย่าทะเลาะกัน

สร้างตัวเอง สร้างประเทศไทย ขอให้มีความรักสามัคคี มีความเคารพต่อบรรพบุรุษ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ คำสอนของพ่อแม่ พระภิกษุสงฆ์ คำสอนของพระพุทธศาสนา คนนั้นจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประสพผลสำเร็จ

ภาพ/เดชา ชัยวิฑูอนกูล
ข่าว/กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบยางรถยนต์และเสบียงช่วยเหลือทหารในพื้นที่ปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่(28 สิงหาคม 2568) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้นำทีมร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด, รายการข่าวสามมิติ และสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ลงพื้นที่ส่งมอบสิ่งของเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่ 2 โดยมีพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ค่ายสุรนารี ตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือด้านการประสานงานจากนางสาวปภิญญา ทองสมจิตร แรงงานจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับสิ่งของที่นำไปมอบ ได้แก่ ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า 100 ลัง เมล็ดแตงโม 100 ลัง และข้าวโอ๊ต 50 ลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด นอกจากนี้ยังมียางรถยนต์จำนวน 100 เส้น จากบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด โดยได้รับความร่วมมือด้านการขนส่งจากบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด สิ่งของทั้งหมดนี้จัดเตรียมไว้เพื่อเป็นเสบียงและของว่างสำหรับเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่สำหรับยางรถยนต์ที่มอบในครั้งนี้ บางส่วนจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิบัติการของ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสร้างเกราะป้องกัน และเสริมความปลอดภัยในภารกิจสร้างหลุมหลบภัยและเส้นทางยุทธวิธีสำคัญ

นางเธียรรัตน์ เปิดเผยว่า การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการเสริมสร้างความพร้อมและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สำคัญ เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งเล็งเห็นถึงความทุ่มเทและความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกคน จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยืนยันว่าจะเดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคมและสนับสนุนผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ชุมชนและประชาชน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ร่วมกับ สถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานแสดงเทคโนโลยีเกษตรและเครื่องจักรแปรรูปทางการเกษตรแห่งปี!

วันที่ 9 กันยายน 2568เวลา 08:30 – 16:00 น.AgriTech & Agro-Processing Machinery Fair 2025 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมาไฮไลต์ภายในงาน ชมเทคโนโลยีและเครื่องจักรเกษตรรุ่นใหม่ล่าสุด
เสวนาเจาะลึกอนาคตเกษตรไทยยุคเปลี่ยนผ่าน
แนวทางสู่ “ เกษตรอัจฉริยะ” ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมพิเศษ! เข้าชมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมสิทธิ์ลุ้นรับ เครื่องจักรแปรรูปสุดพรีเมียม ภายในงานลงทะเบียนล่วงหน้า ผ่าน QR Code หรือลิ้งก์ลงทะเบียนได้ที่https://forms.cloud.microsoft/r/u9nZwJYrtk

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.38 ตรวจความพร้อมรับมือพายุ “คาจิกิ” จัดกำลัง 60 ชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ หน้าค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พลตรีบุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 เป็นประธานตรวจความพร้อมกำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องมือ

เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์อิทธิพลพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดน่าน อาจก่อให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 ได้จัดกำลัง 60 ชุดปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติที่รวดเร็ว รอบคอบ และปลอดภัย รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพสูงสุด

การตรวจความพร้อมครั้งนี้ มีหน่วยงานเข้าร่วม ได้แก่ กำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 38, กรมทหารพรานที่ 32, กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2, กองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2, กองพลพัฒนาที่ 3, โรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดน่าน

พลตรีบุญญฤทธิ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมครั้งนี้ว่า มทบ.38 มีหน่วยรับผิดชอบในพื้นที่โดยตรง หากเกิดสถานการณ์วิกฤต จะต้องรีบเคลื่อนย้ายประชาชนและผู้ป่วยไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่กองพันทหารม้าที่ 2 กรมทหารม้าที่ 15 ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 150 เตียง เพื่อดูแลประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมย้ำว่าทุกกำลังพลต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน รอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

พลตรีบุญญฤทธิ์ ยังกล่าวชื่นชมกำลังพลและทุกหน่วยงานที่เข้าร่วม พร้อมยืนยันว่าการเตรียมการครั้งนี้จะสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนจังหวัดน่านว่า หากเกิดภัยพิบัติขึ้น หน่วยงานภาครัฐจะสามารถเข้าถึงพื้นที่และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศปปค.ฝกพ.ศปก.ทบ.ตรวจเยี่ยม ทภ.4และมทบ.44 ในการดำเนินโครงการฯ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น พล.ต.มานพ แฝดกลาง ผอ.ศปปค.ฝกพ.ศปก.ทบ.เดินทางมาตรวจเยียมการดำเนินโครงการ ประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้แก่กำลังพล ทบ. ที่ปลดพิการทุพพลภาพ และครอบครัว ประจำปี2568

เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ พร้อมกับ พ.อ.หญิง โสมนัส ว่องไววุฒิกุลเดช รอง หน.คณะฯ/ ที่ปรึกษา ศปปค.ฯ พ.อ.หญิง อัจฉรี อ่อนแก้ว หน.ชป.4 ร.อ.สุทธิชัย โสดามรรค นายทหารประจำศูนย์ ร.ท.ชุมพล พานพระ นายทหาร ปฏิบัติการ พร้อมคณ

คณะเดินทางออกจากบ้านพักรับรอง บทม.44 สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และ พระอนุสาวรีย์ กรมหลวงชุมพร ค่ายเขตอุดมศักดิ์  เสร็จแล้ว คณะตรวจเยี่ยมฯ เข้าเยี่ยมคำนับ ผบ.มทบ.44  ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า โดยมี รองประธาน สม.ทบ.มทบ.44 , ฝสธ., ฝอ.มทบ.44 , คุณพรชนก  บุญโพธิ์แก้ว ผอ.ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดชุมพร (พมจ.) ,
คุณวงเดือน  คงจร นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร และ คุณพิชัย  โพธิ์กระสังข์ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกให้แก่คณะตรวจเยี่ยม ณ ห้องพระบารมีปกเกล้า บก.มทบ.44

ต่อจากนั้น คณะตรวจเยี่ยมฯ ออกเดินทางที่บ้านเลขที่ 31 ม.6 ต.ตากแดด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร ตรวจเยี่ยมโครงการโครงการเลี้ยงไก่ไข่ (ปศุสัตว์) ของ จ.ส.ท.ธนัส สุขจตุรภัทร ผู้ดูแลใช้สิทธิแทนบุพการี นางบุญเยาว์ ชัยบุรี อายุ 68 ปี
การดำเนินการโครงการได้รับการสนับสนุนโครงการฯจาก บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ปีที่ได้รับ พ.ศ.2568

ได้รับตลอดปีดำเนินการโครงการ จำนวน 116,836.50 บาท 1.จัดชื้อวัสดุสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นเงิน 40,000 บาท 2.จ่ายค่าจ้างช่างสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ เป็นเงิน 10,000 บาท

3. จัดซื้อไก่ไข่ จำนวน 30 ตัว เป็นเงิน 7,500 บาท 4. ค่าอาหารสำหรับไก่ไข่ เป็นเงิน 36,000 บาท 5. วิตามินสำหรับไก่ไข่ เป็นเงิน 12,540 บาท ผลสรุปได้ดำเนินการเลี้ยงไก่ไข่ไปตามแผนงานของโครงการ ยังไม่มีรายได้จากการดำเนินโครงการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /มณฑลทหารบกที่ 38 จัดพิธีวันสถาปนาครบรอบ 35 ปี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 มณฑลทหารบกที่ 38 จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย ครบรอบปีที่ 35 ณ สโมสรนายทหาร ค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี พลตรีบุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 เป็นประธานจัดงาน

ภายในพิธี คณะผู้บังคับบัญชาและกำลังพลได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลและอดีตผู้บังคับบัญชาที่ล่วงลับ พร้อมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย

โอกาสนี้ พลเอกวิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน อดีตผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยทหารในพื้นที่ ข้าราชการบำนาญ กำลังพล และครอบครัว ร่วมแสดงความยินดี

ทั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ 38 ยังได้จัดบูทแสดงผลิตภัณฑ์จากโครงการ “ทหารพันธุ์ดีน่าน” ให้ผู้ร่วมงานได้ชมและเลือกซื้อ พร้อมทั้งโรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์นำชุดแพทย์เคลื่อนที่มาให้บริการตรวจวัดความดันและให้คำแนะนำด้านสุขภาพ

สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ภายใต้เจตนารมณ์การปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองและการดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด/ภาพ/ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บำรุงขวัญกำลังใจ น้องๆทหาร คุณนายแม่ ณัฐวรรณ ฉายะบุตร นำ อาหาร และสิ่งของ มอบให้ มทบ.44

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 คุณนายหน่อย มอบอาหารและสิ่งของบำรุงขวัญกำลังใจทหาร มทบ.44 พร้อมมอบทุนการศึกษาและเงินรางวัล
ชุมพร – เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 เวลา 11.00 น. คุณนายหน่อย ณัฐวรรณ ฉายะบุตร ประธานคณะกรรมการจริยธรรมประจำจังหวัดชุมพร ได้เดินทางไปยังค่ายมณฑลทหารบกที่ 44

เพื่อจัดเลี้ยงอาหารและมอบสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่ทหารกองประจำการจำนวน 300 นาย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
คุณนายหน่อยได้จัดเตรียมอาหารหลากหลายเมนู อาทิ พิซซ่า ก๋วยเตี๋ยวเรือทองผกา โค้กกระป๋อง และไอศกรีม

นอกจากนี้ยังได้มอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ได้แก่ พัดลม เครื่องทำน้ำร้อน-น้ำเย็น กาแฟ และขนมให้กับกำลังพลอีกด้วย นอกจากกิจกรรมเลี้ยงอาหารแล้ว คุณนายหน่อยยังได้มอบเงินรางวัลพิเศษจำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท ให้กับพลฯทหารที่ได้รับคัดเลือก และรางวัลพิเศษ

สำหรับพลฯทหารที่มีความกล้าแสดงออก มาเล่าถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามารับราชการทหาร และการฝึกต่างมีความเป็นวินัยเพิ่มมากขึ้น และมีความภูมิใจที่ได้มารับใช้ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็น ที่เคารพรักของพี่น้องประชาชนชาวไทย อีก 2 รางวัล ๆละ 1000 บาท ยัง

มีมอบทุนการศึกษาจำนวน 150,000 บาท ให้กับนางสาวกฤตา พงเพชร พนักงานธุรการของมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อมทั้งสนับสนุนการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมของ มทบ.44 และมอบเงินสนับสนุนการปรับปรุงขยายสนามฟุตบอลอีกด้วย

พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ได้ให้เกียรติมารับมอบสิ่งของด้วยตนเอง โดยมี ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในงาน

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า คุณนายหน่อย ณัฐวรรณ ฉายะบุตร เป็นผู้ที่มีความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคม มาโดยตลอด กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการแสดงน้ำใจและให้กำลังใจแก่ทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้คุณนายหน่อยยังได้เคยบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ให้กับ (กันจอมพลัง) โดยไม่ประสงค์ออกนามอีกด้วย

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี จัดกิจกรรมการประสานเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อพัฒนาความมั่นคงในพื้นที่ชุมชนชายแดนมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มอบหมายให้ พันเอก จักรพงษ์ โพธิ์นาแค รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทนในการเป็นประธานในกิจกรรมการประสานเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อพัฒนาความ

มั่นคงในพื้นที่ชุมชนชายแดน จังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ 2568 ภายใต้ชื่อกิจกรรม “รวมพลังประชาชน” ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจัดจาก เครือข่ายมวลชน ในพื้นที่ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร รวม 500 คน

ตามแผนงานโครงการของฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ประจำปี 2568 เป็นการดำเนินการประสานเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อพัฒนาความมั่นคงในพื้นที่ ด้านการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงไปสู่ประชาชนใน

พื้นที่ชายแดน โดยมี พันเอก ศิวดล ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) , นายชาคริต ชุมจันทร์ นายอำเภอดอนตาล , ผู้อำนวยการโรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

  โดย รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันปลูกจิตสำนึกให้การช่วยเหลือกันเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต จากปัญหาภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่ต้องเผชิญ อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนพื้นที่ชายแดนเป็นเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความมั่นคง ครอบคลุมถึงการป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงปลอดภัยและการเป็นพลเมืองที่ดี โดยประชาชน ชุมชน องค์กรเอกชน และองค์กรของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความตระหนักรู้ ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ รวมถึงผลกระทบจากปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีต่อประเทศชาติ และยึดมั่น ในสถาบันหลักของชาติ และตั้งปณิธานในการมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความมั่นคง ในพื้นที่ชายแดน อันจะสร้างเกราะคุ้มกันให้กับประเทศชาติ 

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับชมการแสดง การรณรงค์ปลุกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน “สร้างคนดีด้วยประวัติศาสตร์ สร้างชาติด้วยอุดมการณ์” ซึ่งเป็นการแสดงของ ชุดปฏิบัติการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 3 (ขุนศึก 21) ร่วมกับคณะครู นักเรียน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นการให้ความรู้กับนักเรียน และประชาชน โดยการ

บรรยายประกอบการแสดงแสง สี เสียง และสื่อผสมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้เป็นการสร้างการรับรู้ถึงความเป็นมาของการก่อสร้างบ้านเมือง อันจะนำไปสู่ความภาคภูมิใจ และหวงแหนแผ่นดิน ที่บรรพบุรุษของเราได้เสียสละเลือด เนื้อเพื่อพิทักษ์ปกป้องรักษา อีกทั้งพระปรีชาสามารถ ของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ และพวกเราทุกคนจะต้องดูแลรักษาแผ่นดินผืนนี้สืบไป

จากนั้น รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันมอบถุงยังชีพ สิ่งของอุปโภค-บริโภค และไม้เท้า ให้กับ ประชาชน และผู้สูงอายุ พร้อมทั้งได้มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษา , อุปกรณ์กีฬา , อุปกรณ์การเรียนการสอน ให้กับ โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เพื่อนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนตามหลักสูตรของโรงเรียน ปลูก

ฝังให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ และใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจากยาเสพติด อีกทั้งยังเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ให้กับประชาชน และผู้ปกครองนักเรียน ได้อีกทางหนึ่ง กองทัพบกพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกโอกาส และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชุมชน สังคมให้มีความเข้มแข็งต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.44 ร่วมถวายราชสักการะ-ถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบรมราชินีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิม 12 สิงหา

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันนี้ (8 สค. 68) เวลา 7.30 น. หน้าสโมสรนายทหารสัญญาบัตร มทบ. 44(ค่ายเขตอุดมศักดิ์จังหวัดชุมพร) ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบก ที่ 44 นำ ผอ. กองกำลังฝ่ายต่างๆ

ตลอดจนเหล่าข้าราชการทหารในสังกัด มทบ. 44(ค่ายเขตรอุดมศักดิ์) ร่วมถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ จากนั้น ได้ร่วมพิธีถวายสักการะ หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมให้ ผอ.กองกำลังฝ่ายต่างๆ เข้าร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบก ที่ 44 พร้อมด้วย สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑล ทหารบก ที่ 44 และกำลังพลของค่ายเขตอุดมศักดิ์/ ที่มาชุมนุมพร้อม เพรียงกัน ณ สถานที่แห่งนี้/ ต่างมีความปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้แสดง ความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ/ เนื่องในโอกาส/ วัน เฉลิมพระชนมพรรษา/บรรจบอีกคำรบหนึ่ง/ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท/ ที่ได้เวียนมา
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ/ล้นเกล้า ล้นกระหม่อม อย่างหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท/ทรงปฏิบัติบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุข/ของอาณาประชาราษฎร์ และความอุดมสมบูรณ์/ ของประเทศชาติ ตลอดมาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาท ทั้งในด้านการสังคมสงเคราะห์ อันเปี่ยมด้วยพระเมตตา เพื่อช่วยเหลือราษฎรผู้ยากไร้ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้คน อยู่คู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ด้านการ ส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม และงานศิลปะช่างฝีมือทุกแขนง ให้ดำรงคงอยู่คู่ประเทศไทย สืบทอดถึงอนุชนคนรุ่นหลัง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อปวงประชา ประดุจดัง “แม่ของแผ่นดิน” จารึกแนบแน่นอยู่ในใจ/ของปวง ข้าพระพุทธเจ้า สืบไป
ในศุภวาระอันเป็นมิ่งมหามงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 ปี ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทาน พระราชานุญาต น้อมเกล้า น้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ด้วยความ จงรักภักดี และร่วมตั้งจิตอธิษฐาน ขออานุภาพแห่ง คุณพระศรี รัตนตรัย พระบารมีแห่งพระสยามเทวาธิราช ตลอดจน พระบรม เดชานุภาพ แห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทุกพระองค์ ได้โปรดบันดาลอภิบาลประทานพร ให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรง พระเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ พระราชหฤทัย ชื่นบาน/ มีพระราชประสงค์ จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ ดั่งพระ ราชหฤทัยปรารถนา มีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน พระเกียรติคุณ แผ่ไพศาล เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตราบกาลนิรันดร์เทอญ พระพุทธเจ้าข้าขอรับ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

จากนั้น พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบก ที่ 44 เป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ 10 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่จะมาบรรจบคำรบหนึ่งในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจเยี่ยม ชป.จรยุทธ์ กำชับมาตรการควบคุมพื้นที่เชิงรุก-พิทักษ์กำลังพล ควบคู่ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของชุดปฏิบัติการจรยุทธ์ กองร้อยทหารพรานที่ 4511 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ณ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยได้ให้กำลังใจแก่กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เผชิญความเสี่ยง และประชุมร่วมกับผู้บังคับหน่วย พร้อมฝ่ายอำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุการณ์ความมั่นคงร่วมกัน

ในการประชุมครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำจุดสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการ “ควบคุมพื้นที่เชิงรุก” ควบคู่กับ “แผนพิทักษ์กำลังพล” โดยมุ่งให้ทุกหน่วยปฏิบัติการไม่เพียงแค่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน แต่ต้องเดินหน้าสร้างความปลอดภัยเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการข่าว การลาดตระเวน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยร่วมกับชุมชน สิ่งสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเน้นย้ำคือ

“ถ้าเจ้าหน้าที่เองไม่พร้อม หรือได้รับอันตรายเสียก่อน แล้วใครจะไปดูแลพี่น้องประชาชนได้?” ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่ชัดเจนของผู้นำกองทัพภาคที่ 4 ว่า การดูแลประชาชนอย่างยั่งยืนเริ่มต้นที่ความพร้อมและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ต้องมีสติ รอบคอบ และไม่ประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สามารถยืนหยัดทำภารกิจได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 4 ยังแสดงความห่วงใยถึงกลุ่มเป้าหมายเปราะบาง โดยเฉพาะ เด็ก คนชรา พี่น้องไทยพุทธ และประชาชนในทุกหลังคาเรือน ที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงเชิงมนุษยธรรม พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยเข้าถึงและสื่อสารกับประชาชนในภาษาที่เขาเข้าใจ โดยเฉพาะ “ภาษาไทยถิ่น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของผู้นำทหารในพื้นที่ว่า ภารกิจความมั่นคงต้องไม่ละเลยมิติของมนุษยธรรมที่ดีงาม ภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยทั้งในทางกายภาพและจิตใจ และเชื่อมั่นว่าทหารคือผู้ที่อยู่เคียงข้างเขาอย่างแท้จริง
//////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารไทย อัดคืน ‘กัมพูชา’ ฟ้อง ‘คณะทูตฯ’ ไล่ไทม์ไลน์ ‘กัมพูชา’ จุดไฟชายแดน จัดกิจกรรมยั่วยุ-รุกอธิปไตย เปิดฉากยิงสู่การสู้รบ-โจมตีพลเรือน ใช้ ‘ประชาชนโล่มนุษย์’ บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายไทย ใช้อาวุธเคมี ทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเรือน

แชร์เนื้อหานี้

1 ส.ค. 68 ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบก ได้ชี้แจงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อคณะนักการทูต คณะผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำประเทศไทย และ สื่อมวลชน ระบุว่า การดำเนินงานของกองทัพ ในการรักษาอธิปไตย และยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และย้ำถึงความมุ่งมั่งของกองทัพที่จะแก้ปัญหา ด้วยทวิภาคีที่ไทย และกัมพูชามีอยู่ ด้วยความจริงใจและโดยสันติวิธีมาโดยตลอด

ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุ เพื่อสร้างความตึงเครียด ด้วยกิจกรรมทางทหาร และพลเรือน โดยมีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ ดังนี้ 13 ก.พ. 68 การพานักท่องเที่ยวขึ้นมาร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม 28 ก.พ. 68 การเผาศาลาตรีมุข สัญลักษณ์ความร่วมมือ ไทย กัมพูชา และ สปป.ลาวมี.ค. ถึง เม.ย.68 ทหารกัมพูชา ดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดน เพื่อทางการทหาร เสริมความแข็งแรงของที่มั่น ปรับปรุงเส้นทาง และการขยายแนวเขตคูเลตเข้ามาในเขตประเทศไทย

เม.ย. ถึง พ.ค. 68 ฝ่ายกัมพูชา ได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม และอาวุธยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดนไทย – กัมพูชาเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตามที่มีหลักฐานการพิสูจน์ ทราบจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของนักวิจัยชาวออสเตรเลีย ต่อมาฝ่ายกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทย โดยเข้ามาขุดคูเลตติดต่อ

28 พ.ค. กัมพูชาเริ่มเปิดฉากการยิง (Skirmish) ระหว่างหน่วยในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยได้ตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันตัว บริเวณช่องบก กองทัพและรัฐบาลไทยพยายามใช้แก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี ซึ่งไม่เป็นผล

ห้วงเดือน ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ได้รุกล้ำเข้ามาลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหลายพื้นที่ในเขตแดนไทย จนทำให้ทหารไทยลาดตระเวน บาดเจ็บสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ถึง 2 ครั้ง ทำให้เกิดการสูญเสีย ขาขาด 2 นาย และมีบางส่วนบาดเจ็บ

ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่ายกัมพูชาจงใจละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นการจงใจ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาที่ทั้งไทย และกัมพูชาให้สัตยาบัน นอกจากนั้นในพื้นที่ดังกล่าว ได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิด ภายใต้ความร่วมมือของนานาชาติ จนมีความปลอดภัยเป็นที่ประจักษ์แล้ว

ในขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชา พยายามแสดงการยั่วยุ โดยส่งทหารกัมพูชาทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบแสดงเป็นพลเรือน ตลอดจนจัดตั้งมวลชนชาวกัมพูชา จากกรุงพนมเปญและใกล้เคียง เข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือน และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เพื่อจัดกิจกรรม ทำคอนเทนต์ แสดงออกในลักษณะยั่วยุนักท่องเที่ยวชาวไทย ประชาชนไทยและทหารไทย

ในพื้นที่จนเกิดการกระทบกระทั่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันระหว่างคนไทย และคน กัมพูชา ในพื้นที่ปราสาทต่าง ๆกองทัพบก ยังชี้แจง มาตรการควบคุมชายแดน และการเปิดฉากยิงของกัมพูชา เมื่อ24 ก.ค.68 ทหารกัมพูชา ปราสาทตาเมือนธมโดยใช้ ปืนเล็กยาว, ปืน และ เครื่องยิงลูกระเบิด mortar จนนำไปสู่การปะทะกัน

จากนั้น ฝ่าย กัมพูชา ได้ ยกระดับเป็นการใช้กำลังรบ และอาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โจมตีฝ่ายไทยตลอดแนวชายแดน จงใจยิงเป้าหมายพลเรือน ซึ่งหากจากชายแดน เกือบ 10 กม. ถึง 30 กม.โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ ปั๊มน้ำมัน PTT บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ , โรงเรียนใน จ.สุรินทร์ และ จ.ศีรสะเกษ , บ้านเรือนราษฎร เช่น หมู่บ้านกรวด บ้านกุดเชียง ในพื้นที่ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และ อุบลราชธานี

ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 36 ราย เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิต 1 ในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 8 ปี และมีราษฎรต้องอพยพจำนวนมากกว่า 150,000 คนกองทัพบก กล่าวต่อว่า ฝ่ายไทยตอบโต้ภายใต้หลักการแห่งการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ(Article 51 of the UN Charter)

ซึ่งระบุว่า “ไม่มีบทบัญญัติใดในกฎบัตรนี้จะกระทบสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเองโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีการโจมตีด้วยอาวุธเกิดขึ้นต่อรัฐนั้น”การตอบโต้ของฝ่ายไทยจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ภายใต้หลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity and Proportionality)

โดยมีเป้าหมายเพียงเพื่อ ยับยั้งภัยคุกคาม ลดการสูญเสียของพลเรือน และรักษาเสถียรภาพของอธิปไตยแห่งชาติทั้งนี้ฝ่ายไทยมิได้มีเจตนาที่จะรุกรานหรือกระทำการใด ๆ ที่เกินขอบเขตการป้องกันตนเองจากการคุกคามโดยฝ่ายกัมพูชา

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยทำการโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาใช้การโจมตีแบบ indiscriminate target ทำให้เกิดการสูญเสียทางพลเรือนของฝ่ายไทย นอกจากนี้ที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนในเขตชุมชนพลเรือน เสมือนเป็นใช้โล่ห์มนุษย์ ซึ่งฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ไปเป้าหมายดังกล่าว ถือเป็นการเจตนาละเมิด

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนไม่สามารถให้อภัยได้ และไม่มีประเทศอารยธรรมใดในโลกที่ยอมรับการกระทำ ซึ่งไร้มนุษยธรรมในลักษณะดังกล่าวกองทัพยังสรุปถึง สถานการณ์ปัจจุบัน กัมพูชายังคงดำเนินการทางทหาร หลังจากมีการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง ที่มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 แล้ว เวลาหลังเที่ยงคืน ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงการหยุดยิง ในพื้นที่ดังต่อไปนี้ (1) Chong Bok Area, Ubon Ratchathani Province(2) Sam Tae Area, Si Sa Ket Province(3) Pha Mor E Daeng, Si Sa Ket Province(4) Phu Ma Khua/Khanmar Area, Si Sa Ket Province(5) Phlan Yao Area, Si Sa Ket Province(6) Ta Kwai Temple, Surin Province

ทั้งนี้ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนถึงวันที่ 30 ก.ค.68 เวลา 05.10 น. และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 68 ตรวจพบทหารกัมพูชาเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทยและการใช้อากาศยานไร้คนขับของฝ่ายกัมพูชา บินตรวจการณ์ในพื้นที่ตอนในของฝ่ายไทย อย่างมีนัยสำคัญ

การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลกัมพูชากล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชา และละเมิดกติกาสหประชาชาติ อำนาจอธิปไตย และอาณาเขตรัฐ ซึ่งตามข้อเท็จจริงประเทศไทยเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักการไม่ใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ (Article 2(4) UN Charter)

การปฏิบัติของฝ่ายไทยเป็น การป้องกันตนเองอย่างจำเป็นและได้สัดส่วน (necessity & proportionality) ตามสิทธิที่ระบุไว้ใน มาตรา 51 ของกฎบัตรฯ หลังจากฝ่ายกัมพูชา ใช้อาวุธโจมตีด่านทหาร ฝ่ายปกครอง และชุมชนไทยในหลายพื้นที่ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนกำลังเข้ามาในเขตแดนของไทยหลายครั้ง

พร้อมใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายของฝ่ายไทยโดยเฉพาะเป้าหมายพลเรือน เช่น โจมตี รพ.พนมดงรัก ซึ่งหากจากชายแดน เกือบ 10 กม. , ปั้มน้ำมันบ้านผือ ที่หากจากชายแดน 30 กม.สำหรับการใช้ระเบิดเคมี เป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรง และไร้มูลความจริงโดยสิ้นเชิง ประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี(Chemical Weapons Convention – CWC) และปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่มีหน่วยใดในกองทัพไทยที่ใช้อาวุธเคมีทั้งในแง่ยุทธวิธีหรือยุทธศาสตร์การกล่าวหาเช่นนี้เข้าข่าย war propaganda และเป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้าย

กรณีภาพ “ระเบิดเคมี” ที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่ โดยรัฐบาลกัมพูชา แท้จริงคือภาพภารกิจการดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ปี2022 ซึ่งสามารถดูภาพดังกล่าวได้ผ่านทางสื่อออนไลน์ส่วนที่ไทยใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธหนักจำนวนมากนั้น อาวุธทั้งหมดที่ใช้ในการตอบโต้และมีความเหมาะสมตามสัดส่วน เป็นเพื่อสกัดการรุกล้ำของฝ่ายกัมพูชา และกระทำต่อเป้าหมายทางทหาร บริเวณแนวชายแดน ไม่ใช่การโจมตีเชิงรุก แต่เป็นฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่วางกำลังและยิงอาวุธจากพื้นที่พลเรือน ใช้ชุมชนเป็น “โล่มนุษย์” ซึ่งเป็นการละเมิด International Humanitarians Laws อย่างร้ายแรงกองทัพบกชี้แจงต่อว่า ต่อประเด็นไทยใช้ระเบิด MK-84 ตกใส่บ้านเรือนของประชาชนกัมพูชา ตามคำแถลงของ ‘เฮง รัตนา’ หัวหน้า CMAC ของกัมพูชา มีลักษณะชัดเจนของการ บิดเบือนข้อมูล โดยอ้างภาพเก่าและสร้างการเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริง

ฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อกล่าวหาของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง ซึ่งภาพวัตถุระเบิดที่กัมพูชาอ้างว่าเป็น MK-84 นั้น เป็นระเบิดเก่าจากยุคสงครามเวียดนาม และไม่เป็นไปตามหลักทางวิทยาศาสตร์ทั้งนี้ไทยขอประนาม และให้กัมพูชาหยุดการกล่าวหาอันเป็นเท็จ เพื่อปลุกปั่นกระแสความเกลียดชัง และขอให้หันมาร่วมมือกับประเทศไทยและประชาคมระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนอย่างสันติผ่านการเจรจาและความร่วมมือที่ตรงไปตรงมา ล่าสุด เมื่อ 30 ก.ค.68 ฝ่ายกัมพูชาเชิญคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชาไปตรวจพื้นที่การรบห่างจากชายแดน 30 กม. แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเปลี่ยนแผน พาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ ประจำกัมพูชา ไปพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบ ยังมีความเสี่ยงต่ออันตราย

กองทัพบก กล่าวสรุปช่วงท้ายว่าขอเน้นย้ำว่า การปะทะระหว่างไทย กับกัมพูชานั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มยิงก่อน โดยอาวุธระยะไกลยิงต่อ เป้าหมายพลเรือน และทำให้เกิดความเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินหายของพลเรือนที่ยอมรับไม่ได้ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเจรจาตกลงหยุดยิงแล้วแต่ ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กัมพูชา เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลอย่างเป็นระบบขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ ร่วมติดตามสถานการณ์ด้วยความเข้าใจ และร่วมกันผลักดันให้มีการเจรจาทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ขอบคุณ ข้อมูลจากกองทัพไทย ข่าว/ภาพ