สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ดร.ยงยุทธ อดีต สส.เขต 2 ลงพื้นที่บางปู หาเสียงขอทวงเก้าอี้คืน ชูนโยบายเพื่อไทยยกระดับชีวิตประชาชน

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 2 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เคาะประตูบ้านย่านบางปู รับการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน เด็ก ๆ แห่ช่วยเชียร์ ชูนโยบายแก้หนี้ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตทุกกลุ่ม

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 2 พร้อมทีมงาน ได้ลงพื้นที่หาเสียง ภายในซอยเทศบาลบางปู 93 (รสทิพย์) ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ และ ซอยหมู่บ้านบางปูแลนด์ ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับการตอนรับเป็นอย่างดี มีชาวบ้านมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ เข้าสวมกอด และมีเด็ก ๆ มาช่วยตะโกนเลขของผู้สมัคร

พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบาย ดังนี้ 1.ประกันกำไรพืชผลการเกษตร 30% – รัฐช่วยประกันสำหรับข้าว , ยางพารา , ข้าวโพด , มันสำปะหลัง เป้าหมายดันราคา ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน , ข้าวขาว/ข้าวเหนียว 10,000 บาท/ตัน , ยางพารา 70 บาท/กก. , ข้าวโพด 7.25 บาท/กก. , มันสำปะหลัง 3 บาท /กก. – // 2.เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยความรู้และเทคโนโลยี – ต่อยอดสิค้าเกษตรด้วยอุตสาหกรรมอาหาร – //

3.คืนที่ดินให้ประชาชน – สปก.เป็นโฉนดแบบมีเงื่อนไข , คืนความเป็นธรรม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคนโดนป่าทับ – // 4.คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์ – ปลูกถูกพันธุ์-ใส่ปุ๋ยถูกสูตร คือ รัฐแจกคูปองดิจิทัลซื้อปุ๋ยถูกสูตรไม่เกิน 250 กก./ราย , คูปองดิจิทัลซื้อเมล็ดพันธุ์-กล้าพันธุ์คุณภาพไม่เกิน 150 กก./ราย , ตรวจดินก่อนใส่ปุ๋ย ดินดี ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด – // 5.กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน SML – คืนอำนาจใช้งบประมาณให้ชุมชน คือ เล็ก : 200,000 บาท , กลาง : 300,000 บาท , ใหญ่ : 400,000 บาท // 6.พร้อมสานต่อ หวยเกษียน // 7.

พร้อมสานต่อ ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI // 8.บ้านเพื่อคนไทย – คนไทยเข้าถึงบ้านราคาเหมาะสม มีคุณภาพ ผ่อนเพียง 4,000 บาท/เดือน ไม่ต้องดาวน์ ทุกยูนิตแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ // 9.เคลื่อนไทยด้วย AI และเทคโนโลยี AI for All – ทุกคนเรียนหลักสูตร AI ฟรี เรียนจบให้เครดิต เพื่อใช้ AI แพลตฟอร์มต่าง ๆ ฟรี , ยก

ระดับเกสรกรด้วย AI , กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ลดอาชญากรรม จัดการจราจร ลดอุบัติเหตุ , อินเตอร์เน็ตราคาประหยัด เข้าถึงทุกพื้นที่ใน 5 ปี , ทนาย AI ฟรี เพื่อคนไทย // 10.พร้อมสานต่อ ปราบยาเสพติด ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบ ไม่เลิก // 11.พร้อมสานต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย-รถเมล์ติดแอร์ 10 บาท // 12.พร้อมสานต่อ THACCA –

ยกระดับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ 14 ด้าน ให้โดดเด่นบนเวทีโลก สร้างงาน-สร้างรายได้ พัฒนาคนไทยให้มีทักษะสูง ให้หลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง // 13.ล้างหนี้ประชาชน – หนี้สินต่ำกว่า 200,000 บาท จ่าย 10% ปิดจบล้างหนี้ , พักหนี้เกษตรกร , ล้างหนี้วัยเกษีรณ , ล้างหนี้นอกระบบ , ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด // 14.เรียนได้งบ จบได้งาน คือ ทุน 100,000 บาท ปีละ 1 ล้านคน ต่อเนื่อง 4 ปี เพื่อการเรียนรู้ทักษะใหม่ พร้อมหางานให้พร้อม

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 2 เบอร์ 8 กล่าวว่า สมัคร สส.เบอร์ 8 ในนามตัวแทนพรรคเพื่อไทย ได้มาเดินหาเสียงในซอยรสทิพย์ ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนอย่างดี ขอขอบคุณอย่างสูง วันที่ 8 ทุกคนยินดีที่จะออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียง กาเบอร์ 8 พรรคเพื่อไทย นโยบายช่วยเหลือยกระดับให้หลุดพ้นจากความยากจน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สพม.น่าน เปิดงาน “ท่าวังผาวิชาการ ครั้งที่ 23” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผสานนวัตกรรม Generative AI ยกระดับการศึกษา

วันที่ 12 มกราคม 2569 ณ โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม จังหวัดน่าน
นางนัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ ท่าวังผาวิชาการ สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ครั้งที่ 23 ประจำปีการศึกษา 2568

ภายใต้หัวข้อ “สืบฮีตวิถีถิ่น ยลศิลป์เมืองสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ท่าวังผาวิชาการ สานปณิธานแม่ของแผ่นดิน” โดยมี ว่าที่ ร.อ. จิรภัทร มหาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

✨ไฮไลต์พิธีเปิดและความโดดเด่นทางวัฒนธรรม ต้อนรับ 6 ภาษา: ตัวแทนนักเรียนกล่าวต้อนรับและแนะนำกิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ, ญี่ปุ่น, ไทยลื้อ, จีน, เกาหลี และไทย สะท้อนวิสัยทัศน์ความเป็นสากล
✨เชิดชูเกียรติคนเก่ง: ประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตรแก่โรงเรียน ครู และนักเรียนที่มีผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ดีเยี่ยม ประจำปีการศึกษา 2567

✨การแสดงอัตลักษณ์น่าน: รับชมการตีกลองปูจาโดย นายเกรียงไกร คำวัง แชมป์ตีกลองปูจาระดับจังหวัด พร้อมการแสดง “ตีฆ้องร้อยหน่วย” และนาฏศิลป์ชุด “จินตลีลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์” และ “ฟ้อนสาวน้อยสิบสองปันนา”

🚀 นิทรรศการ 9 กลุ่มสาระฯ: จากภูมิปัญญาสู่อนาคต ภายหลังพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมทางวิชาการที่น่าสนใจ อาทิภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียนรู้อัตลักษณ์ “หัวเรือน่าน” โดยช่างมนูญ ประระมะนวัตกรรมดิจิทัล การแข่งขัน Generative AI ในหัวข้อ “เที่ยวท่าวังผาม่วนใจ่ ด้วยพลัง AI & Imagination”ทักษะอาชีพ สาธิตการทำข้าวจี่ ข้าวหลาม งานจักสาน และโครงงานอาหารสู่อาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการปลูกพืชไร้ดินศิลปะและดนตรี การประกวดขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งและการแสดงโฟล์คซอง

การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยคณะครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งพร้อมใจกัน แต่งกายด้วยชุดผ้าไทยหรือชุดพื้นเมืองแบบไว้ทุกข์ เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ กิจกรรมนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ขอแสดงความยินดี
นักเรียนโรงเรียนสตรีศรีน่าน ได้รับรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ และเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี นักเรียนที่เข้ารับรางวัลประกอบด้วย

  1. นางสาวพิมพ์พิศา แสงแก้วสันติสุข ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.1
  2. นางสาวพอฤทัย วิชัยยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.1
  3. นายปัญญากร คิดดี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1
  4. นางสาวอภิรญา ดีปินตา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.2
  5. นางสาวธัญชนน ลิ้มประยูร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.3

ครูผู้ฝึกสอน นางปุณณดา ปราบริปู นายอัศวิน ธะนะปัด ครูผู้ควบคุมนักเรียนเข้ารับรางวัลนางสาวณลีกาญจน์ ทาคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/ทีมข่าวสมาคมสิ่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรับทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้เชิญผ้าไตร น้ำสรง พุ่มบัว พร้อมเครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน ไปถวายแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ วัดพระครูบาบุญชุ่ม (วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) เชียงแสน จ.เชียงราย

วันนี้ 9 มกราคม พ.ศ.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว พร้อมเครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทานถวายแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสฺวโร อรัญวาสีภิกขุ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวง อายุวัฒนมงคลครบรอบ 62 ปี 42 พรรษา

ณ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานอัญเชิญผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว เครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน โดยได้มีการจัดขบวนเชิญน้ำสรงพระราชทาน อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางประชาชนจาก 4 ประเทศ ไทย-พม่า-ลาว-จีน โดยเฉพาะศรัทธากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2508 ที่บ้านแม่คำหนองบัว ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีชื่อเดิมว่า บุญชุ่ม ทาแกง เป็นบุตรของพ่อคำหล้า แม่แสงหล้า ทาแกง เมื่ออายุได้ 11 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญยืน ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

โดยมีพระครูหิรัญเขตคณารักษ์ วัดศรีบุญเรือง เจ้าคณะอำเภอเชียงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์ ตลอดช่วงเวลาที่เป็นสามเณร ได้สร้างธรรมนุสรณ์ที่เกิดจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหลายแห่ง ทั้งพระธาตุดอยเวียงแก้ว พระธาตุเงา พระธาตุดอยดอกคำ พระธาตุจอมสวรรค์บ้านโปร่ง ประเทศพม่า พระธาตุจอมยอง ประเทศพม่า และอีกหลายๆ แห่ง เคยธุดงค์ไปอยู่ที่ถ้ำผาไทย อ.งาว จ.ลำปาง

โดยมีศรัทธาชาวบ้านแวะเวียนมากราบไหว้ท่านมาก มีชาวบ้านเคยเรียนท่านว่ามีอีกถ้ำหนึ่งมีน้ำไหลผ่าน ท่านจึงเสาะหาจนเจอถ้ำราชคฤห์และได้บำเพ็ญเพียร
ปี 2529 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และได้จาริกไปตามที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือของไทย พม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน

โดยเฉพาะตอนท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเนปาล ท่านได้พบพุทธศาสนิกชนในต่างแดนท่านก็ได้แผ่เมตตาและแนะนำให้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ นั่นจึงทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนหลายแผ่นดิน รวมไปถึงสมาชิกพระราชวงศ์ภูฏาน ในปี 2560 ท่านเดินทางไปที่เมืองสาด รัฐฉาน

เพื่อปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ถ้ำเมืองแกส ห่างจากเมืองสาดไปประมาณ 5 กิโลเมตร ตลอดช่วงพรรษา โดยก่อนเข้าถ้ำก็มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมารอกราบไหว้เป็นจำนวนมาก โดยตลอดระยะเวลาที่ท่านปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้นท่านจะปิดวาจา ปัจจุบันท่านเป็นประธานสงฆ์ วัดพระครูบาบุญชุ่ม ( วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ หลังจากได้รับผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว เครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสฺวโร อรัญวาสีภิกขุ ได้กล่าวเจริญพรขออนุโมทนา ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนชาวไทยไปตลอดกาลยิ่งนานเท่านาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โคราชเปิด “ซิตี้แล็บ” ไทย–เยอรมัน ทดลองคมนาคมพลังงานสะอาด ปั้นเมืองอัจฉริยะยั่งยืน

เมื่อวันที่ (12 มกราคม 2569) ที่สวนสาธารณะ Art Gallery ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ TGC-EMC หรือความร่วมมือไทย–

เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ GIZ โดยมี Dominika Kalinowska ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง ประเทศไทย สำนักงานองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการ “ซิตี้แล็บ” หรือห้องทดลองเมือง มุ่งทดสอบนวัตกรรมด้านพลังงานและการคมนาคมในพื้นที่จริง ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.โดมินิกา คาลินอฟสกา เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมาได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากเป็นมหานครหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีความมุ่งมั่นชัดเจนในการพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการซิตี้แล็บ

สำหรับระยะเวลาดำเนินโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยกิจกรรมแรกคือ โครงการรถรับส่งนักเรียนพลังงานสะอาด ซึ่งเริ่มทดลองใช้งานแล้ว เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง จนถึงกลางเดือนมีนาคม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินผล เพื่อพิจารณาการขยายผลในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีแผนทดลอง รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และนวัตกรรมด้านการคมนาคมรูปแบบอื่น ๆ ตามมาในอนาคต โดยจะดำเนินการเป็นลำดับขั้น พร้อมประเมินผลอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ผู้บริหารโครงการยังเชิญชวนประชาชนชาวโคราชร่วมติดตามและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการ TGC-EMC ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา ในการพัฒนาเมืองสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต นาย อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการทดลองระบบขนส่งด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการนำร่องเพื่อทดสอบการนำระบบรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้แก้ไขปัญหาการจราจร

โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่มีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าออกสถานศึกษา ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นระบบเครื่องยนต์ที่สะอาด จะช่วยลดมลพิษทางอากาศ ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักเรียน รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในเมืองได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง เพื่อศึกษารูปแบบที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะไม่ใช่การตัดสินใจโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ปกครอง ภาคีเครือข่ายด้านการขนส่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และขับเคลื่อนโครงการไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานสะอาดของรัฐบาลที่มีการออกกฎหมายรองรับแล้ว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาเมืองสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ ตามเป้าหมายของจังหวัดและเทศบาลนครนครราชสีมา โดยระยะเวลาการทดลองจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงช่วงปิดภาคการศึกษา เพื่อเก็บข้อมูล ประเมินผล และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงและเหมาะสมเพียงใด ก่อนจะพิจารณาแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดประเดิมระดมสมอง กต.ตร.จว.ชลบุรี ‘ผู้ว่าฯ นริศ‘ ชื่นชมความร่วมมือภาคเอกชนช่วยงานตำรวจทำสังคมชลบุรีปลอดภัย

วันที่ 9 ม.ค.69 ที่โรงแรมคริสตัลพาเลส พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีการจัดประชุม กต.ตร.จว.ชลบุรี ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในฐานะ ปธ.กต.ตร.ชลบุรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 1 น.ส.บุศรินทร์ ปานกลาง อัยการจังหวัดชลบุรี รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 2 น.ส.บุศรินทร์ ปานกลาง อัยการจังหวัดชลบุรี รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 3 และนายสุรินทร์ บุญท้วม ปธ.อนุกรรมการขับเคลื่อน กต.ตร.จว.ชลบุรี (ภาคประชาชน) รอง ปธ.กต.ตร.จว.ชลบุรี คนที่ 4 ร่วมประชุมท่ามกลางคณะ กต.ตร.จากทุกสถานีตำรวจทั้งจังหวัดชลบุรี

นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ปธ.กต.ตร.ชลบุรี กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีมีความเข้มแข็งเพราะทุกภาคส่วนร่วมใจกันช่วยงานตำรวจ ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม พี่น้อง กต.ตร.ที่รวมตัวกันวันนี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่มาจากหลากหลายธุรกิจมารวมกันทุกสถานีทุกอำเภอทั้งจังหวัด ถ้านับมูลค่าก็เป็นแสนล้านบาท ดังนั้นการสนับสนุนของภาคเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยดูแลปราบปรามป้องกันอาชญากรรมและดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ส่งผลให้สังคมชลบุรีสงบสุขอันจะทำให้เศรษฐกิจการค้าขายก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

ปธ.กต.ตร.ชลบุรี ยังได้ให้แนวทางในการทำงานแก่คณะ กต.ตร.ทั้งหมดที่เข้าร่วมในวันนี้ โดยระบุว่า ดัชนีมวลรวมจีดีพีของจังหวัดชลบุรีถือเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ถ้าไม่นับกรุงเทพมหานครฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ขอฝากในเรื่องของการักษาความมั่นคงไปกับตำรวจทั้ง 23 สถานี

ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนปกป้องดูแลรักษาบ้านเมืองให้คิดว่าจังหวัดชลบุรีเป็นบ้านของทุกคน เหมือนคนชลบุรีเป็นพี่น้องของท่าน ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ช่วยช่วยสามารถดูแลพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และถือโอกาสอวยพรปีใหม่ให้ทุกคนมา ณ โอกาสนี้ด้วย ขอให้ร่วมมือกันพัฒนาจังหวัดชลบุรีร่วมกันต่อไปจา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดโครงการเด็กไทยสายตาดี มอบแว่นเป็นของขวัญวันเด็ก 480 อัน ณ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก

วันนี้ (7 ม.ค. 69) ที่ห้องประชุมราชพฤกษ์ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12 เป็นประธานเปิด “โครงการเด็กไทยสายตาดี มอบแว่นเป็นของขวัญวันเด็ก 480 อัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยมี นพ.วุฒิชัย ดิลกธราดล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก กล่าวรายงาน ซึ่งมี นพ.กู้ศักดิ์ บำรุงเสนา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส, นพ.เอกวิทย์ จินดาเพ็ชร นายแพทย์เชี่ยวชาญ(ด้านเวชกรรมป้องกัน)รองนายแพทย์

สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส, นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์, คณะผู้บริหาร สาธารณสุขอำเภอ ผอ.โรงพยาบาลชุมชน และบุคลากรสาธารณสุข คณะครู นักเรียน บุคลกรทางการศึกษา เข้าร่วม สำหรับกิจกรรม “การส่งมอบแว่นสายตาแก่นักเรียน” ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการดำเนินงานของ โครงการเด็กไทยสายตาดี มอบแว่นเป็นของขวัญวันเด็ก 480 อัน

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียนในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะในด้าน สุขภาวะทางการมองเห็น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการการเรียนรู้ และคุณภาพทางการศึกษาของเด็กและเยาวชน

โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนราธิวาส ได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรม เช่น การคัดกรองสายตาเบื้องต้นของนักเรียนอายุ 3-15 ปี โดยใช้แผ่นทดสอบสายตา Snellen Chart ดำเนินการโดยครูอนามัยโรงเรียน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ (รพ.สต.) การตรวจยืนยันสายตานักเรียนที่สงสัยว่ามีปัญหาสายตา โดยทีมจักษุแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติทางตา และนักทัศนมาตร การตัดแว่นสายตา โดยโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก สําหรับเด็กนักเรียนอายุ 3-21 ปี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กลุ่มเปราะบาง การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ในเด็กอายุเกิน 12-15 ปี

สำหรับผลการดำเนินงานในส่วนของโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก พบว่าในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงปาดี อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน และอำเภอเจาะไอร้อง มีนักเรียนเข้ารับการตรวจยืนยัน สายตาทั้งสิ้น หนึ่งพันสามร้อยสี่สิบเจ็ดคน จากผู้ที่ได้รับการตรวจยืนยันรวม 1,540 คน ในจํานวนนี้พบความผิดปกติทางสายตา 1,112 คน โดยมีนักเรียนจำนวน 1,088 ได้รับการตัดแว่นสายตาเพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็น และอีก 31 คน ได้รับการส่งต่อเพื่อพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโรคทางตาเพิ่มเติม

นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12 กล่าวว่า โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานด้านสาธารณสุข การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพตาของเด็กและเยาวชน ในจังหวัดนราธิวาสอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดกรอง การตรวจยืนยัน การตัดแว่น และการส่งต่อรักษาอย่างเหมาะสม สุขภาพการมองเห็นถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก หากเด็ก

สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ย่อมส่งผลให้เกิดโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ โครงการ จึงนับเป็นโครงการที่มีคุณค่า สะท้อนถึงการดูความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ ประชาชนเชิงรุก และเป็นรูปธรรมของการ อีกทั้ง “โครงการเด็กไทยสายตาดี มอบแว่นของขวัญวันเด็ก 480 อัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” แสดงความยินดีกับนักเรียนที่ได้รับแว่นสายตาในวันนี้ จํานวน 480 ราย และร่วมพิธีส่งมอบแว่นสายตาให้แก่ตัวแทนนักเรียนร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์
////////////////
ข่าวกรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรม MOU เปิดตลาดใหม่ ขนาดใหญ่สินค้าไทย สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย-ไทย (Saudi–Thai Business Council) กับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

วันที่ 9 มกราคม 2569 ณ ชั้น 19 อาคารเกษร ทาวเวอร์ ราชดำริ กรุงเทพฯ สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย จับมือ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ลงนาม MOU เชิงยุทธศาสตร์ เสริมความร่วมมือการค้า–การลงทุนเปิดประตู SME ไทยสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย ผ่าน “คลัสเตอร์ SIE (ธุรกิจชุมชนร่วม)” รับโอกาส Vision 2030 กรุงเทพมหานคร – 9 มกราคม 2569

สภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย (Saudi–Thai Business Council) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญภายใต้สหพันธ์หอการค้าซาอุดีอาระเบีย ร่วมกับ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (Federation of Thai SMEs) นำโดย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ ณ อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ตลาดราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “คลัสเตอร์ SIE (Social Integrated Enterprise)”

พิธีลงนามได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม อาทิ คณะผู้บริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และผู้แทนจากสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมพลังให้ผู้ประกอบการ SME และส่งเสริมการเติบโตของการค้าและการลงทุนอย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
Mr. Osama Kokandy ประธานสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงข้อตกลงอย่างเป็นทางการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน เป้าหมายร่วม และความมุ่งมั่นในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและประเทศไทย โดยธุรกิจไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐานการทำงาน และความยืดหยุ่น ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเป็นพันธมิตรทางการค้าในตลาดโลก

ด้าน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยในการผลักดัน SME ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ ผ่านการพัฒนาเชิงระบบ การสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงกับตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยซาอุดีอาระเบียถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ภายใต้นโยบาย Vision 2030 ที่เปิดกว้างต่อการค้า การลงทุน และความร่วมมือจากนานาประเทศ

ขณะที่ คุณสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ รองประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และหัวหน้าโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการคลัสเตอร์ SIE มีแนวคิดจากงานวิจัย โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้สนับสนุนทุนแก่สมาคมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย โดยได้ออกแบบให้ SIE เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับศักยภาพ SME ไทยให้สามารถรวมกลุ่ม สร้างมาตรฐาน และขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่สมาชิกของทั้งสองฝ่าย อาทิ การเพิ่มการเข้าถึงตลาด การจับคู่ธุรกิจ การสนับสนุนด้านกฎระเบียบ การพัฒนาองค์ความรู้ และการส่งเสริมการลงทุนในสาขาสำคัญ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ โลจิสติกส์ การผลิต บริการดิจิทัล และการท่องเที่ยว

การลงนามครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของสภาธุรกิจซาอุดีอาระเบีย–ไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ในฐานะกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และสนับสนุน SME ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของนวัตกรรมและการสร้างงานในเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ พร้อมปูทางสู่ความร่วมมือเชิงลึกและยั่งยืนในอนาคต

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวสวนริมโขงบึงกาฬรวมตัวร้องสื่อ คัดค้านเทศบาลขึ้นทะเบียนที่ทำกินกว่า 100 ปี เป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบึงกาฬใต้ หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า ตัวแทนชาวบ้านประมาณ 30 คน ได้รวมตัวเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ พร้อมถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านกรณีเทศบาลเมืองบึงกาฬ เตรียมนำที่ดินชายหาดริมแม่น้ำโขง เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

ชาวบ้านระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ทำกินที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ลักษณะพื้นที่บางปีน้ำหลากท่วมถึง บางปีน้ำไม่ท่วม ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกพืชถาวร เช่น ยางพารา ทำนาข้าว และในช่วงฤดูน้ำลดจะปลูกพืชผักระยะสั้นหมุนเวียนส่งขายตลาด เพื่อเลี้ยงชีพและส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา มีงานทำ ขณะที่ผู้สูงอายุยังคงทำการเกษตรเลี้ยงชีพต่อไป

ชาวบ้านแสดงความกังวลว่า หากเทศบาลเมืองบึงกาฬนำพื้นที่ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เหมือนเดิม หรืออาจถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จึงรวมตัวกันร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน นสล. ดังกล่าวด้าน นายวิทยา เสนจันทร์ธิไชย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ กล่าวว่า

พื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่ที่ว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ระหว่างปี 2555–2563 ได้กันพื้นที่ริมแม่น้ำโขงให้ห่างจากแนวโฉนดประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ประชาชนใช้ทำกิน ต่อมาทางเทศบาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน เพื่อขอรังวัดพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็น นสล. ซึ่งชาวบ้านไม่ยินยอม ส่งผลให้การรังวัดไม่สำเร็จมาแล้วถึง 3 ครั้ง

ล่าสุด ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือผ่านกำนันตำบลบึงกาฬ นายอาทิตย์ สิริวงศ์ เพื่อส่งเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หากยังไม่ได้รับการแก้ไข จะตั้งตัวแทนยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักนายกรัฐมนตรีต่อไปขณะที่ นางเล็ก ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นแหล่งทำกินของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมเวลากว่า 100 ปี และตนเองทำกินต่อเนื่องมากว่า 70 ปี ไม่เคยปล่อยให้พื้นที่รกร้าง น้ำลดก็ปลูกพืชผักทุกชนิด ทั้งพริก มะเขือ ฟักทอง

กล้วย รวมถึงเพาะกล้ามะเขือเทศเพื่อปลูกลงดิน ส่งขายตลาดเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว นางเล็กกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเลี้ยงดูลูก 5 คน โดย 4 คนรับราชการ อีก 1 คนยังไม่มีงานทำ ต้องอาศัยรายได้จากการกรีดยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว หากถูกยึดคืน ต้นยางพาราอาจถูกตัดโค่น ทำให้ขาดรายได้เลี้ยงชีพ จึงอยากวิงวอนหน่วยงานรัฐขอให้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไป ไม่ปฏิเสธความเจริญ แต่ไม่อยากให้การพัฒนาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับตัวแทนชาวบ้านในเบื้องต้น และได้ข้อสรุปว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในระดับจังหวัด โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน ผู้บริหารเทศบาล หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชิญตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /โคราช เจ้าภาพหลักแถลงข่าว มหกรรมการแข่งขันกีฬาคนพิการ อาเซี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

ศักยภาพ “โคราชเมืองกีฬา” เจ้าภาพหลัก เปิดบ้านรับทัพนักกีฬา 11 ประเทศกลุ่มอาเซียน “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” กีฬาคนพิการ “อาเซียนพาราเกมส์” ครั้งที่ 13 โคราช โชว์ศักยภาพเมืองกีฬา แถลงข่าวเปิดบ้าน ในฐานะเจ้าภาพจัดมหกรรมการแข่งขันกีฬาคนพิการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค “อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13” แล้วมาร่วมชม ร่วมเชียร์ ร่วมให้กำลังใจทัพนักกีฬา ในการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 ณ จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา นายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ กรรมการสมาคมกีฬาแห่ง จ.นครราชสีมา และ พ.ต.อ.เอนก ศรีกิจรัตน์ รอง ผบก.ตร.ภ.จว.นครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวการจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2568 (ค.ศ.2025) ที่จะจัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 โดยมี นายปรีชา ลิ้มอั่ว ผจก.ปฏิบัติการ บ.เดอะมอลล์ราชสีมา จำกัด

กล่าวต้อนรับผู้ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนร่วมทำข่าวเป็นจำนวนมากการได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งนี้ 13 เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย โดย จ.นครราชสีมา จังหวัดที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “โคราชเมืองกีฬา” นั้น มีความพร้อมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านกีฬา ด้านคมนาคม การท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ หรือ แม้กระทั่งอาหารพื้นถิ่น ที่พักและโรงแรม โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล ที่จะทำหน้าที่ต้อนรับทัพนักกีฬาคนพิการจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย

ประเทศบรูไน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ประเทศไทย (เจ้าภาพ), ติมอร์-เลสเต และ เวียดนาม เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์และส่งเสริมศักยภาพของ “เมืองกีฬาแห่งอีสาน” ให้ประจักษ์แก่สายตาประชาคมโลก เชื่อว่าจะสามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนและสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของ จ.นครราชสีมา ให้กลับมาคึกคัก ส่วนชนิดกีฬาที่ใช้ในการแข่งขันจำนวน 19 ชนิดกีฬาหลัก และ 2 กีฬาสาธิต ครอบคลุมทั้งกีฬาสากลยอดนิยมและกีฬาที่ต้องใช้ทักษะความสามารถเฉพาะตัวสูง โดยสนามที่ใช้ทำการแข่งขันแต่ละชนิดกีฬา ประกอบด้วย

สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ทำการแข่งขันทั้งสิ้น 11 ชนิดกีฬา ได้แก่ กรีฑา, ว่ายน้ำ, วีลแชร์เทนนิส, ฟุตบอลคนตาบอด (5 คน), วอลเลย์บอลนั่ง, บอคเซีย, จักรยาน (ประเภทลู่), ยิงปืน, แบดมินตัน รวมถึงกีฬาสาธิตอย่าง วีลแชร์รักบี้ และลอนโบวล์สห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์โคราช ทำการแข่งขันกีฬายูโด และ วีลแชร์ฟันดาบศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ทำการแข่งขันกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลโรงแรมเซ็นเตอร์พอยต์ โคราช ทำการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ทำการแข่งขันกีฬาโกลบอล และ ยิงธนู

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช ทำการแข่งขันกีฬา เทเบิลเทนนิส
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ทำการแข่งขันกีฬาฟุตบอลผู้พิการทางสมอง (7 คน) และ กีฬาหมากรุกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ทำการแข่งขันกีฬาจักรยาน (ประเภทถนน)
ส่วนกีฬา สำหรับกีฬาโบว์ลิ่ง ทำการแข่งขัน ที่กรุงเทพมหานคร ณ เอสพลานาด รัชดา (Esplanade Ratchada) โดยได้มีการวางระบบการจัดการสนามแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักกีฬา ซึ่งทุกสนามแข่งขันได้รับการปรับปรุงให้มีมาตรฐานสากล พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับนักกีฬาผู้พิการได้อย่างเท่าเทียมทุกสนามนอกจากนี้ ในส่วนของ อบจ.นครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 อบจ.นครราชสีมา ได้รับมอบหมายจาก จ.นครราชสีมา ดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ในการเป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และสร้างการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าภาพที่ดีของ จ.นครราชสีมา ให้สมกับที่ได้รับการประกาศให้เป็น “โคราชเมืองกีฬา” Korat Sport City
“ขอเชิญชวนชาว จ.นครราชสีมา ร่วมส่งแรงเชียร์ แรงใจ

ให้กับทัพนักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ และร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี พร้อมต้อนรับทุกภาคส่วนด้วยความอบอุ่น มีไมตรี อย่างสมเกียรติ เพื่อให้การแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 นี้ เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการจัดมหกรรมกีฬาระดับนานาชาติ ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจและรอยยิ้มสู่พี่น้องชาวอาเซียนทุกคนอย่างแท้จริง”

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร – “มนพร” ปลุกพลังมุกดาหาร เลือก นนทภูมิ เพื่อไทย

เพื่อไทย รุกหนัก มนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม แม่ทัพหาเสียงอีสานโซนเหนือ ควง เอกพร รักความสุข อดีต สส.เพื่อไทย นำทีมลุยปราศรัยปลุกพลังคนมุกดาหาร เลือก นนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ เบอร์ 3 เพื่อไทย ยกจังหวัดทั้ง 2 เขต ชูนโยบายล้างหนี้ มั่นใจเป็น ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อมั่นเพื่อไทย พรรคเดียวที่นโยบายเข้าถึงประชาชน คนยากคนจน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่เวทีปราศรัย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ความเคลื่อนไหวหาเสียงพรรคเพื่อไทย ยังเดินหน้าหาเสียงเชิงรุก ในพื้นที่อีสาน โดยเฉพาะ พื้นที่ 3 จังหวัดกลุ่มสนุก นครพนม สกลนคร และมุกดาหาร มี นางมนพร เจริญศรี เบอร์ 1 ผู้สมัคร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม ในฐานะแม่ทัพหาเสียงโซนอีสานเหนือ พร้อมด้วย นายเอกพร รักความสุข

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นำทีมแกนนำครอบครัวเพื่อไทย ลุยปราศรัยในพื้นที่ เขต 1 มุกดาหาร รวมถึง 3 เวที ประกอบด้วย อ.หว้านใหญ่ อ.ดอนตาล และ อ.เมืองมุกดาหาร เพื่อหาเสียงสนับสนุน เลือกเพื่อไทยยก จ.มุกดาหาร ทั้ง 2 เขต คือ นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ เบอร์ 3 ผู้สมัคร สส.เขต 1 มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย และสนับสนุนเลือก นางสาวปิยธิดา บุตรกาล เบอร์ 4 ผู้สมัคร สส เขต 2 มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ถือเป็นการรวมพลังคนมุกดาหาร เลือกเพื่อไทย เข้าไปตั้งรัฐบาล เสียงข้างมาก

ด้าน นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ เบอร์ 3 ผู้สมัคร สส.เขต 1 มุกดาหาร พรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยว่า ยอมรับว่าพื้นที่ จ.มุกดาหาร 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการพัฒนา ทำให้ตนพร้อมที่จะเข้ามาเป็น ผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนา ลงสู่พื้นที่ การเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อว่านโยบายสำคัญที่จะเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน มากที่สุด คือ

การล้างหนี้ แก้หนี้นอกระบบ พักหนี้เกษตรกร เพราะเชื่อว่าประชาชน ประสบปัญหาเศรษฐกิจมานาน ต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย การแก้หนี้จะเป็นการฟื้นฟูสภาพคล่อง ให้ประชาชน สามารถ ลงทุนค้าขาย รวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า อีกนโยบายคือ อยากผลักดันให้ มุกดาหาร มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับสร้างโอกาสด้านการศึกษา ลูกหลานเยาวชน รวมอีกหลายนโยบาย เชื่อมั่นเกิดประโยชน์ต่อประชาชน แน่นอน

ด้าน นางมนพร เจริญศรี เบอร์ 1 ผู้สมัคร สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม กล่าวปราศรัยว่า การเลือกตั้ง ครั้งนี้ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นการชี้ชะตาคนยากคนจน เพราะที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย มาจากเสียงประชาชนรากหญ้า แต่ถูกกระทำด้วยนิติสงคราม ถูกปลดนายก ล้มรัฐบาลเสียงข้างมาก จากปัญหาการเมืองบิดเบี้ยว ซ้ำร้ายรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาหนีการตรวจสอบ ถือว่าไม่สง่างาม วันนี้จึงมาปลุกพลังคนมุกดาหาร ปลุกพลังคนอีสาน รวมพลังเลือกพรรคเพื่อไทย ทั้งคนทั้งพรรค

ให้ถล่มทลายทุกจังหวัด เข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก แสดงพลังให้รับรู้ว่า เสียงประชาชนมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาเสียงประชาชนถูกมองข้าม พรรคการเมืองเสียงข้างมากไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ การเลือกตั้งที่จะมาถึงต้องชนะทุกจังหวัด ส่วนนโยบายสำคัญ มั่นใจพรรคเพื่อไทย เข้าใจความต้องการประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้หนี้สิน การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน แก้ปัญหายาเสพติด การดูแลสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ กองทุนหมู่บ้าน เชื่อว่าทุกนโยบายประชาชนได้ประโยชน์
เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง