คลังเก็บหมวดหมู่: กิจกรรมเพื่อสังคม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หลังจากสงครามสงบ..นักท่องเที่ยวนานาชาติ ร่วมงานเทศกาลคติชนวิทยาพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 37 ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 68 ที่วัดนาโนน ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายพิศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย เป็นประธานเปิดงานเทศกาลคติชนวิทยาพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 37 โดยงานเทศกาลดังกล่าวเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สร้างความเชื่อมั่นหลังจากที่สงครามสงบ ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และสร้าง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง และการแสดง โดยมี พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ชาวต่างประเทศจากนานประเทศ รวม 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***ทั้งนี้คำว่า คติชนวิทยา ถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา วิถีชีวิต ความเชื่อ และของกลุ่มคนในสังคมไทยหรือนานาชาติ ทำให้เราเข้าใจและเห็นคุณค่าของ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ของบรรพบุรุษ ช่วยอบรมสั่งสอน และสร้าง คุณธรรมจริยธรรม ให้กับคนในสังคม นอกจากนี้ยังให้ความรู้ ฝึก ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และการสร้าง การแสดง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง ซึ่งสามารถคลายความเครียดได้

***โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน ผ่านการแสดง และเสียงเพลง จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย อาทิ การเล่นดนตรี เต้นรำ ของชาว โปแลนด์, การเต้นรำ ของชาวฟิลิปปินส์, การร้องเพลวจาก สปป.ลาว, การแสดงวิธีแกลมอ ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย) และการแสดงประเพณีการเลี้ยงปู่ตา ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย)

***นอกจากนี้ยังมีการแสดงปฐกถาจาก พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ในหัวข้อ “บทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้ธรรมและสมาธิเพื่อสร้างสันติสุข” การสอนชาวนานๆชาติตั้งสติและนั่งสมาธิ การนำชาวนานาชาติร่วมขึ้นเกวียนแห่กองยาวชมความงามรอบพระธาตุหนุนดวง ของวัดนาโนน

ซึ่งความสนุกสนานให้กับชาวต่างชาติ และผู้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดภัยสงครามระหว่างไทยกัมพูชาทำให้นานาชาติไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่สงครามได้สงบทำให้นานาชาติมีความเชื่อมั่นและหันเข้ามาเที่ยวและทำกิจกรรมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง นำพา ธ.ก.ส ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ เชิญชวน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ carbon credit.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล นายอำเภอโคกสำโรง นำพนักงานพัฒนาลูกค้า สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลพบุรี

พร้อม นางเพยาว์ (เป้ว) แสงประไพ ประธาน ธตม. ภาคกลาง เข้าเยี่ยมชมสวนสักทองของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ เกษตรกรปลูกป่าดีเด่นกรมป่าไม้ลพบุรี สระบุรี ที่หมู่ 3 ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อที่จะเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมโครงการ carbon credit.

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นผู้ที่ประสานงานเกษตรกรในพื้นที่มาร่วมรับฟังและเยี่ยมชมสวนสักทองพืชสมุนไพรของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์. โดย ธ.ก.ส.มีเป้าหมายในการรับขึ้นทะเบียนจำนวน 37,000 ต้นในจังหวัดลพบุรี

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้ ยกระดับต้นไม้ที่ปลูกให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นหลักประกันเงินกู้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ และสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นก

ลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. (2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เพื่อสร้างกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ และตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ประชาชนที่สนใจ แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ทำการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล เช่นจำนวนแปลง จำนวนไร่ จำนวนต้นไม้ และนำส่ง ธ.ก.ส. หรือท่านที่สนใจ จะโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร
095 635 9356
063 228 9985

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ BAAC Carbon Credit ของ ธ.ก.ส. คือ การส่งเสริมให้ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ผ่านการ “เปลี่ยนอากาศเป็นเงิน” โดยการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้

ถือว่าเป็นข่าวดี สำหรับ เกษตรกร และผู้ปลูกป่า หรือผู้รัก ชอบปลูกต้นไม้ป่า ไม้ยืนต้น เริ่มตั้งแต่ 9 ต้นขึ้นไป ขนาดต้นไม้ วัดความสูงจากพื้นดิน 130 ซ.ม. มีเส้นรอบวง มากกว่า 150 ซ.ม. สามารถ สมัครเข้าเป็นสมาชิก เข้าร่วมโครงการ ขายคาร์บอนเครดิต ติดต่อ ขอรายละเอียด ได้ที่ธนาคาร ธ.ก.ส. จังหวัดใกล้บ้าน. หรือ สหกรณ์สวนป่า ภาคเอกชน จังหวัดลพบุรีจำกัด

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมชาวใต้ สมุทรปราการ แถลงข่าว จัดงานแสดงสินค้า FACTORY OUTLET FAIR 2025จัดขึ้น 5 – 14 ธค.2568ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 แพรกษาใหม่ สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

นายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ร้านบ้านเกาะยอ ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025

โดยมีนายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวข้อมูลการจัดงาน พร้อมด้วยนายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน สมเกียรติ ทองเหลือ อรุณ บุญเพชรทอง ถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าว สมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมงานแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน “สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025”

ในวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน ดังนี้ จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุ อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็น นำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้ส่วนหนึ่งจะดำเนินการ ดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆต่อไป

สำหรับสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้จดทะเบียนยกฐานะ จากชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ซึ่งได้มีประวัติ บันทึกไว้ว่าราวปี 2540 พี่น้องชาวใต้ 14 จังหวัด ในสมุทรปราการ ได้รวมตัวกันตั้งชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ขึ้นมา โดนมี นายสุรเชษฐ์ คุยยกสุย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น เป็นประธานชมรมคนแรก และได้มีการจัดกิจกรรมสังสรรค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือที่น้องชาวใต้ และสาธารณประโยชน์ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี พ.ศ. 2556 กรรมการปริหารชมรมฯ ขณะนั้นมีความประสงค์จะยกฐานะให้ชมรมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นองค์กรที่ สมารถทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเป็นทางการมากยิ่งขึ้น จึงได้มีมติจัดตั้งเป็นสมาคม ขึ้น

โดยมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายเฉลิม จันทร์เภา และนายพิศิษฐ์ รมย์ทอง เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคม เมื่อปี พ.ศ.2550 และมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว เป็นนายกสมาคม คนแรก มีกรรมการปริหารสมาคม ชุดก่อตั้งทั้งหมดรวม 15 คน ต่อมาสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ และพี่น้องทั้งชาวใต้ และชาว จ.สมุทรปราการ จนสามารถจัดซื้อที่ดินของสมาคมได้เป็นที่เรียบร้อย มูลค่าหนึ่งล้านเศษ ไว้เพื่อสร้างสำนักงาน และที่พักพิงให้พี่น้องชาวใต้ที่ต้องการที่พักชั่วคราวในอนาคต และเพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลานของชาวใต้สืบไป

การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลา 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรใช้รวมตัวพบปะสังสรรค์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณประโยชน์ในเรื่องต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และ เอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อน การสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้
โดยประมาณการผู้เข้ารวมงาน จำนวน 2,000 คน โดยในครั้งนี้ได้มีการจัดงานในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ งานพบประสังสรรค์พี่น้องสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ มีสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายในราคาถูก ได้รับการสนับสนุนร่วนมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไป บูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และสมาคม

มีกิจกรรมร่วมของชาวชุมชุนเพื่อส่งเสริมเยาวชน การประกวดคนตรีระดับเยาวชนและประชาชน ทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน นอกจากนี้กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม 2568 บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม 2568 รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์โพสต์มีดพับผู้โดยสารถูกนำมาขายในกลุ่มออนไลน์ตามที่ปรากฏโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chongpriang Taonangam” ระบุว่าพบมีดพับของตน ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิดำเนินการยึดไว้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ปรากฏถูกนำออกมาประกาศขายในกลุ่มออนไลน์ “Leatherman Thailand Club” นั้น
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ทสภ. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ดำเนินการตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำวัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในพื้นที่เขตหวงห้ามของสนามบินหรือขึ้นไปบนอากาศยาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยการบินพลเรือนที่กำหนดโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และกฎระเบียบของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งมาตรการของ AOT เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการเดินอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากผู้โดยสารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่าสิ่งของดังกล่าวไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นเพื่อขึ้นเครื่องได้ ผู้โดยสารสามารถดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ 1) จัดส่งสิ่งของกลับทางไปรษณีย์ด้วยตนเอง 2) นำสิ่งของไปกับสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง 3) นำไปทิ้งในกล่องใส่วัตถุของมีคมที่ ทสภ. จัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยกล่องดังกล่าวจะมีการปิดล็อกไว้เพื่อควบคุมรักษาความปลอดภัย และป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องในการเข้าถึง ซึ่งผู้โดยสารต้องเป็นผู้ทิ้งด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่มิได้ทำการยึดสิ่งของจากผู้โดยสารโดยตรง
สำหรับสิ่งของต้องห้ามที่ผู้โดยสารไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นได้และได้ทำการทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะถูกจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย โดยจะมีคณะทำงานจัดเก็บวัตถุต้องห้ามเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาแล้ว ทสภ. จะดำเนินการนำสิ่งของไปทำลาย

ทั้งนี้ ในระหว่างรอการทำลาย หากมีหน่วยงานราชการ โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหนังสือขอรับการบริจาคเพื่อนำไปเป็นสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทสภ. จะทำการบริจาคส่งมอบให้ต่อไปโดยกระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการบริจาคสิ่งของต้องห้ามฯ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ทสภ. ได้บริจาคสิ่งของดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่ร้องขอ จำนวน 7 หน่วยงานอย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทสภ. ได้ยกเลิกการบริจาควัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามทุกประเภท โดยจะดำเนินการนำของต้องห้ามทั้งหมดไปทำลายอย่างเหมาะสมภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาเชื่อมใจ ปันน้ำใจสู่ผู้เปราะบางเมืองปัตตานี พร้อมมอบสิ่งของจำเป็น สร้างสุข สร้างความปรองดองในชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. นายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี พร้อมด้วยนางหัสนัย หะยีมะสาและ

เจ้าหน้าที่ปกครองตำบลสะบารัง ร่วมกับวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง และชุมชนตลาดโต้รุ่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบางในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสุข ส่งต่อ ปันน้ำใจ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชน โดยใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสู่หมู่บ้านศีลธรรม สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสังคมแห่งความเมตตา

ในกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้ร่วมงานได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบางจำนวน 2 ราย ณ บ้านเลขที่ 56/1 ถนนโรงอ่าง และบ้านเลขที่ 28/4 ถนนสะบารัง ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม โดยมี นายกุมโชค แสงธรรมนาถ ประธานชุมชนตลาดโต้รุ่ง คณะกรรมการชุมชนตลาดโต้รุ่ง ประธานชุมชนโรงอ่าง สมาชิกเทศบาลเมืองปัตตานี อสม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ศาสนา และชุมชน ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อความหวังและน้ำใจให้แก่ผู้ที่ต้องการการดูแล สร้างสังคมที่อบอุ่น ปรองดอง และยั่งยืน

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการสำรวจทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 228 สายชุมแพ-หนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.45 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพให้เกียรติเป็นประธาน โครงการจ้างวิศวกรสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องทางจราจร บนทางหลวงหมายเลข 228 สายอำเภอชุมแพ-อำเภอหนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู

ดำเนินงานระหว่าง 4 มีนาคม 2568-27 พฤษภาคม 2569 รวม 450 วัน โดยมีนายนพดล นุ่มน้อย วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ เจ้าของโครงการ กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมสัมนาตอบข้อซักถามสื่อมวลชน ผู้ได้รับผลกระทบและปัญหาต่างๆจากการสำรวจออกแบบทาลงหลวง 4ช่องจราจร

ในบางครั้งอาจมีผลกระทบต่อชุมชน แหล่งการศึกษา สาธารณะสถาน วัดวาอาราม โรงเรียนและสิ่งแวดล้อมต่างๆตามรายทาง การออกแบบในเชิงวิชาการติดตั้งไฟสว่าง ไฟเขียว-ไฟแดง แหล่งชุมชน ตามทางร่วมทางแยกเพื่่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

จากเส้นทางหลวงขยาย 4 ช่องจราจร ชุมแพ- สีชมพู ผ่านหลายหมู่บ้านหลายตำบลย่อมเกิดปัญหาหลายด้าน บางแห่งติดที่ดินทำกินบางตำบลมีบ้านติดถนน การให้ค่าตอบแทนของรัฐในการเวนคืนที่ดินสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

จนผู้ได้รับผลกระทบยินยอมเป็นที่พอใจโดยไม่เกิดข้อพิพาทคืองานสำเร็จในการขยายเส้นทางหลวง 4 ช่องจราจร การประชุมสัมนาจนถึงเวลา 15.50น.จึงได้ปิดการประชุม

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนใต้คึกคัก! “รมช.อามินทร์” เปิดงาน Thai Deep South Connect ครั้งที่ 2 ผนึกภาคี 5 จ.แดนใต้ คาดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 19.15 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานคนเดิน สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดมหกรรม “Thai Deep South Connect ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 2“ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายตัวของการท่องเที่ยว โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนจาก ศอ.บต.นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่

รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมเป็นจำนวนมากสำหรับมหกรรมฯดังกล่าวเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ศอ.บต. กับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อส่งเสริมการค้าขาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมหลักคือการจัด “ตลาดนัดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกว่า 300 คูหามาจำหน่าย

โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการลดภาระและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และอยู่ติดกับประเทศมาเลเซียนั้น มุ่งหวังที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

โดยคาดหวังว่ากิจกรรมตลอด 3 วันนี้ (18-20 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 – 23.00 น.) จะสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างความคึกคักทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากโอกาสในการซื้อขายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและการแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดังตลอด 3 วันเต็ม อาทิ วง “กานดา อาร์สยาม” (18 ต.ค.), วง “วงทัพห้า” (19 ต.ค.) และ วง “แทมมะริน” (20 ต.ค.)
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นยอดซื้อและความคึกคักทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ศอ.บต. ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายมูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท เช่น กิจกรรมเช็คอินรับคูปองเงินสด, ช็อปดี มีคืน, วงล้อลุ้นโชค

รวมถึงกิจกรรมสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ยุคใหม่อย่าง Tiktok Challenge แข่งขันทำคลิปวิดีโอคอนเทนต์ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท อนึ่ง มหกรรม “Thai Deep South Connect” ได้จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วที่จังหวัดปัตตานี และมีแผนจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, อำเภอเมือง จังหวัดสตูล และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายไ

ด้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้าน มีเวทีในการนำสินค้าของตนมาเสนอขายโดยตรง ถือเป็นนโยบายที่มุ่งเน้น “การสร้างรายได้ที่จับต้องได้” ให้กับประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการเสนอ

ความงดงามทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อป การสาธิตงานหัตถกรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน และการนำเสนออาหารฮาลาลที่มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่คนในพื้นที่ แต่ยังเป็นเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป
///////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง จัดกิจกรรม ทำบุญตักบาตร วันตำรวจ ประจำปี 2568 /เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.จตุพงษ์ แป้นเขียว รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.ธัญญะ จิตรจารุวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.ห้วยยาง

พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.พ.ต.ต.พิเชษฐ์ วุฒาพานิชย์ สว.สส.พ.ต.ท.จักราวุธ กลางคาร พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วย นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะกรรมการ กต.ตร. และข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง พร้อมทั้งครอบครัว และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในงานวันตำรวจ ประจำปี 2568

โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมพิธีบูชาศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยางที่เสียชีวิต จากนั้น ข้าราชการดำรวจ และครอบครัว

พร้อมบุตร-ธิดา ได้ร่วม พิธีมอบทุนฯ การศึกษาจำนวน 29 ทุน รวมเป็นเงิน 41,500 บาท และร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นศิริมงคล และในช่วงบ่ายร่วมแข่งขันกีฬากระชับความสามัคคี

สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ต้องเดินทางไปรับผลการประเมินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ 2568 อันดับที่ 1 ของภาค 7 ( ดีเด่น) จาก พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 จึงได้มาดำเนินกิจกรรมในวันนี้

เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ
   เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จาก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVL), บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด (LINE) และ

บริษัท เอสวีแอล พร็อพเพอตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVLP) ร่วมถวายปัจจัยจำนวน 70,000 บาท เพื่อร่วมเทศกาล “ทอดกฐินสามัคคี” ประจำปี 2568 โดยร่วมถวายแก่ 14 วัด ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมีนายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ในฐานะตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน

ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ร่วมงานบุญต่อเนื่องทุกปีกับพี่น้องชาวบางสะพาน SVL Group ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เทศกาลถือศีลกินเจ 68

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ประเพณี ถือศีล-กินเจ 68 มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกับ นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร นพพร มีสติ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ อาสาสมัครกู้ภัย และประชาชน

ร่วมงาน ทำพิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา สัญญาณแห่งการเริ่มต้น เทศกาลถือศีลกินเจ 68 ร่วมกันละเว้นจากการเบียดเบียน รักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจแข็งแรง เจริญในธรรม และอิ่มบุญตลอดช่วงเทศกาลกินเจ ณ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์

นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ กล่าวต้อนรับในวันนี้ก็นับว่าเป็นอีกวาระหนึ่ง ที่พวกเราชาวชุมพรได้ร่วมกันจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล–กินเจ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบกรรมดี และเป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันถือศีล–กินเจเป็นจำนวนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ซึ่งทราบว่าจังหวัดชุมพรเป็นเป้าหมายของผู้เดินทางจำนวนมาก ที่ประสงค์จะร่วมเทศกาลถือศีล-กินเจ ด้วย เป็นประจำทุกปีอันเนื่องจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสมบูรณ์ สวยงาม

สภาพสังคมที่มีความสงบสุขไม่วุ่นวายมาก สภาพทางเศรษฐกิจก็ไม่สูงมากนัก เพราะฉะนั้นควรถือโอกาสนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน เพื่อไปขยายผลต่อในโอกาสข้างหน้า ซึ่งจะสร้างความเจริญแก่ชุมชนพร้อมกับยึดมั่นในปณิธานของสถานที่โรงเจลิบฮกตั๊วแห่งนี้ว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทำความดีเพื่อคนชุมพร” ได้ปลูกฝังในจิตใจให้ยั่งยืนสืบไป

เทศกาลกินเจ ไม่ใช่แค่การงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งแห่งการถือศีล บำเพ็ญบุญ เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการเข้าร่วมเทศกาลกินเจ นอกจากจะช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจสดชื่น เบิกบาน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมีความสุข

กระผมถือโอกาสอันดีและเป็นมงคลนี้ขอต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ท่านนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร คณะหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าสู่งานเทศกาลถือศีล-กินเจ ประจำปี 2568 ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ มีพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง

ขอให้อานิสงส์แห่งการประกอบความดีได้ตอบสนองแต่สิ่งดี ๆ และเป็นมงคลแก่ชีวิตตลอดไป นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าวด้วยในรอบหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน ช่วงเทศกาลกินเจ จะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 และไปสิ้นสุดในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี พุทธศักราช 2568 ซึ่งตรงกับคริสต์ศักราชที่ 2025

จะตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ทั้งนี้ โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจัดล่วงหน้า 1 วัน เป็นการเตรียมพร้อม เทศกาลถือศีล-กินเจ ถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญ ทางเทศบาลเมืองชุมพร จึงได้ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และโรงเจหลิบฮกตั๊วแห่งนี้ ได้ร่วมกันจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ อันเป็นประเพณีของท้องถิ่นชุมพร ที่ได้สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ อันนำมาซึ่งความสงบร่มเย็น ความสามัคคี มีศีลธรรม มีคุณธรรม ของประชาชนในท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดทุกคนจะได้มีสุขภาพกาย – ใจ ที่สมบูรณ์แข็งแรงกลับคืนมา ส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน ได้มีความอบอุ่น มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เทศบาลเมืองชุมพร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภายใต้การนำของกระผม นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีถือศีล-กินเจ จึงได้ร่วมกับสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมพร จัดสรรงบประมาณอุดหนุนตามแนวทาง

ที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด สำหรับการจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้ เป็นเงิน 70,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมได้มีความสมบูรณ์อันนำความเจริญให้เกิดแก่ท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะประชาชนเชื้อสายไทย – เชื้อสายจีนและอื่น ๆ ที่ศรัทธาในประเพณีถือศีล – กินเจ
  2. เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรม การถือศีล การปฏิบัติธรรมให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นของท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดความสามัคคีปรองดองถ้วนหน้า
  1. เพื่อสร้างความสำนึกรักชุมชน รักท้องถิ่น นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจเพื่อสร้างขวัญ สร้างกำลังใจ ให้กับคนในพื้นที่
  2. เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น และก่อให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นมีการสะพัดยิ่งขึ้น
    การจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น เพราะจะมีประชาชนจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในชุมพรมากขึ้น ในช่วงระยะ 10 วันนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน ส่วนครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมารับอาหารเจทานได้จากโรงครัวที่จัดบริการตลอดช่วงเทศกาลนี้ ก็ขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ร่วมกันสร้างความดี มีคุณธรรม ขยายผลยิ่งๆขึ้นไป
    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กระผม รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลถือศีล – กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้
    การถือศีล – กินเจ นับว่าเป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความสุขสงบสะอาดงดงามทั้งกาย และจิตใจ ถือเป็นศิริมงคลยิ่งแก่ผู้ประพฤติตน ในช่วง 1 ปี จะมีเทศกาล ถือศีล – กินเจ ขึ้น 1 ครั้ง แม้จะมีระยะเวลาเพียง 10 วัน ก็หวังว่าจะส่งผลให้จิตใจของพี่น้องชาวชุมพร ได้หันมาทำความดีให้แพร่หลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นโอกาสดีของชาวจังหวัดชุมพรที่มีโอกาสได้รับนักท่องเที่ยวสายบุญซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นและจังหวัดชุมพร ดียิ่งขึ้นจะมีการ

จับจ่ายใช้สอยที่หลากหลายส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกมิติหนึ่งด้วย
จังหวัดชุมพร นับว่าโชคดี ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ริเริ่มก่อเกิดให้มีประเพณีถือศีล – กินเจ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากความเข้มแข็ง ของพี่น้องประชาชนผู้สืบเชื้อสายทั้งไทย-จีน ได้ร่วมมือกัน ในขณะที่หลายๆ จังหวัดไม่มีประเพณีนี้ ก็ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ใช้จุดแข็งข้อนี้ มาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาจังหวัด

ได้อีกทางหนึ่ง โดยการประสานบูรณาการร่วมกับองค์กร ภาคี เครือข่ายอื่นๆ ที่จะทำให้เติบโตได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งทางจังหวัดเองก็มีความมั่นใจว่าสามารถรองรับประชาชนที่จะเดินทางมายังจังหวัดชุมพรได้ เพราะปัจจุบันจังหวัดชุมพร ก็ได้พัฒนาไปมากโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานถนนสายต่างๆ ก็มีความสะดวกมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่เกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดีอีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้สวยงามคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์

กระผมขอขอบคุณสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งหลายที่ให้ความร่วมมือสนับสนุน จนได้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้น ขอให้การจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล – กินเจได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขอให้ทุกท่านได้มีกำลังกาย กำลังใจที่จะทำความดีมากขึ้น มีองค์เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ จงช่วยปกป้องคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องทุกๆ ท่านรวมถึงครอบครัวให้ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จีนจับมือไทยร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดศูนย์วิจัยร่วมมือที่ศูนย์เศรษฐกิจ

แชร์เนื้อหานี้

​ไทย-จีน ร่วมเปิดศูนย์วิจัย มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมทางผลผลิตมันสำปะหลังเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ คาดว่า เกษตรกรจะได้รับผลดีจากการร่วมมือ ไทย-จีน ในครั้งนี้
​ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.กำไร เขือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทางศูนย์ได้ทำพิธีเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี มันสำปะหลังไทย – จีน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์แห่งนี้ จะมุ่งเน้นพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างทั้ง ไทย-จีน พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่น คลัสเตอร์เกษตรกร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอด สู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและส่งบุคลากรไปอบรมยังประเทศจีน และร่วมมือจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยระหว่างประเทศ ร่วมกันอีกด้วย

ทางด้านนางสาวธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ ในฐานะผู้ประกอบการด้านมันสำปะหลังจากบริษัท สงวนวงษ์ อุตสาหกรรม ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังและสินค้าแปรรูปจากมันสำปะหลังระดับประเทศ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าทางการเกษตร เริ่มต้นที่มันสำปะหลังก่อนและค่อยขยายไปยังพืชเกษตรกรของไทยในรายอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอ้อยหรือข้าวโพด

วันนี้มันสำปะหลังเราเจอวิกฤตผลผลิตต่ำจนทำให้การค้าของเรา สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ วันนี้ประเทศลาวและเวียดนามเขามีผลผลิตที่ดีกว่าปละต้นทุนต่ำกว่าไทยเราทำให้เขาสามารถแย่งตลาดมันสำปะหลังของไทยเราไปค่อนข้างมาก หากเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆให้กับเกษตรกรไทย ที่ปลูกมันสำปะหลังจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น เราก็จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างลาวและเวียดนามได้ เกษตรกรเราก็จะมีทางรอด ทำให้เชื้อแป้งมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น เราก็จะแข่งขันได้ในอนาคต

ด้านนายสมชาย ศรีตระกูลประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตและประกอบการมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังของไทยปีนี้จากการสำรวจของ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย พบว่าผลผลิตปีนี้จะมีปริมาณที่ลดลงค่อนข้างมาก เพราะปริมาณฝนสามารถทำให้ผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายของเกษตรกรอยู่ที่ 1.80-2.00 บาท /กิโลกรัม และเกษตรกรสามารถผลิตต่อไร่ได้ประมาณ 3 ตัน เศษๆเท่านั้น ความร่วมมือไทย-จีน ครั้งนี้ นัยว่าเป็นเรื่องที่ดี

จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาช่วยทำให้ เกษตรกรปลูกและผลิตมันสำปะหลังให้มีจำนวนมากขึ้น 4-5 ตัน/ไร่ และปริมาณเชื้อแป้งจะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาดจากประเทศจีนซึ่งนำแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถึง 50% ของผลผลิตทั้งประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าประเทศไทยจะได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีนมาวิจัยร่วมกับจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถปลูกมันสำปะหลังได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น นัยว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท.จัดกิจกรรม Road Show ทะเลตราด สู่ ภูผาน่านเชื่อมโยง ท่องเที่ยว – โอทอป / น่านเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ แข่งขันได้ในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด นำโดย คุณมุกดา เจริญประสิทธิ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด และว่าที่ ร้อยตรีกรกฎ โอกาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ได้นำคณะกรรมการและ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดตราด เดินทางมาจัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว แนวทาง/รูปแบบการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และบูรณาการการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชื่อมโยงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

ซึ่งมี พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน และนายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน พร้อมคณะกรรมการ รวมทั้งผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ร่วมพบปะและให้การต้อนรับ ณ โรงแรมนานกรีนเลควิว รีสอร์ท ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน/ส่งเสริมและผลักดันการท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัด

ให้เป็นภาคีเครือข่ายท่องเที่ยวเชื่อมโยงข้ามภูมิภาค ระหว่าง จังหวัดตราด ซึ่งมีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกของประเทศไทย และมีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา กับจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีที่ตั้งอยู่สุดแดนตะวันออกล้านนา (ภาคเหนือ) และมีชายแดนติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้มีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวร่วมกัน

ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับบริบทของคนในแต่ละพื้นที่ คือ คนที่อยู่ติดทะเล (ตราด) ก็อยากมาเที่ยวชมบรรยากาศทะเลหมอก และสัมผัสธรรมชาติภูเขา รวมทั้งสายน้ำต้นกำเนิดแห่งลำน้ำ ส่วนคนภูขา (น่าน) ก็ออยากเดินทางไปท่องเที่ยวทะเล โดยทั้ง ๒ ฝ่าย มีแนวคิดที่จะจุดขายในการท่องเที่ยวเชื่อมโยงว่า “กระซิบรัก..ที่น่าน แต่งงาน…ที่ตราด”

โดยสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดตราด มีกำหนดดการเดินทางมาเยือนจังหวัดน่าน ตั้งแต่ วันที่ 16-19 ตุลาคม 2568 และนำได้นำผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีจังหวัดตราด มาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย บริเวณข่วงเมืองน่าน ในวันที่ 17 และ 18. ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00 น.-20.00 น. ณ บริเวณลานข่วงน้อย ข่วงเมืองน่าน อำเภอเมืองน่านฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดตราด อีกด้วย

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว พันเอกวัฒนาฯ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่านพร้อมคณะกรรมการ และนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ได้ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับ นายอนันต์ สีแดง ใน

โอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานน่าน ท่านใหม่ เพื่อร่วมกันผลักดันในการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดน่านอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป/ข่าว/พ.อ.พยอม บุญทร/ภาพ/ร.ต.อซสถิตย์ ศรีประสม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เพิ่มคุณค่าไผ่น่านอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไผ่ของจังหวัดน่าน ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์

โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่ การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม

เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน