คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทุนฟื้นฟูฯ จัดสัมมนาภาคเหนือ วางแผนยุทธศาสตร์-เสริมบทบาทอนุกรรมการจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมแกรนด์บอลรูม โรงแรมดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จัดโครงการสัมมนาจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด ปีงบประมาณ 2568 และสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรระดับจังหวัด ภาคเหนือ

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนา โดยมีนายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวต้อนรับ

พร้อมด้วยนายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร และคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมกว่า 395 คน เข้าร่วม

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินงานระดับประเทศ โดยแบ่งการสัมมนาออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่น ภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคกลาง

ที่จังหวัดเพชรบุรี และภาคเหนือ ที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นเวทีสุดท้ายของโครงการ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ มีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตามระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง สามารถกำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

ด้านนายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกมีเกษตรกรเป็นประชากรหลัก โดยมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรกว่า 270,622 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกองทุนฟื้นฟูฯ จำนวน 857 องค์กร และมีสมาชิกขึ้นทะเบียนหนี้สินเพื่อขอรับการแก้ไขปัญหากว่า 10,465 ราย รวมมูลหนี้กว่า 3,088 ล้านบาท ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยให้คณะอนุกรรมการฯ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในโอกาสนี้ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ดำเนินการมอบเช็คชำระหนี้แทนเกษตรกร จำนวน 6 ราย จาก 6 สหกรณ์ รวมมูลค่ากว่า 5.2 ล้านบาท ช่วยรักษาที่ดินทำกินของเกษตรกรได้รวม 24 ไร่ 2 งาน 22.6 ตารางวา โดยเกษตรกรที่ได้รับการชำระหนี้แทนต่างกล่าวขอบคุณภาครัฐที่ช่วยเหลือและให้โอกาสได้กลับมาประกอบอาชีพต่อไป

การสัมมนาครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนากลไกการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ระดับจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางที่ชัดเจนและสามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ/บุญยวึ์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยป่าไม้ นายอำเภอเวียงสา ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อหารือแนวทาง ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 พื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน หลังพบว่าปัจจุบันมีจุดความร้อนสะสมแล้ว 1,698 จุด ซึ่ง อำเภอเวียงสา เป็นพื้นที่ที่พบจุดความร้อนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง

ที่ประชุมจึงได้กำหนดมาตรการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา ได้แก่
✅ นโยบาย “เคาะประตูบ้าน” โดยให้นายอำเภอ ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชนในการงดเผา
✅ประกาศ “ปิดป่า” จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากผู้ใดฝ่าฝืนย้ำลงโทษอย่างเด็ดขาด
✅ ตั้ง “ด่านสกัด” ร่วมกับชุมชน บริเวณทางเข้าอุทยานฯ เขตป่า เพื่อตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันการลักลอบเผาอย่างเข้มงวด

จังหวัดน่าน ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตาหากพบเห็นไฟป่าหรือการลักลอบเผาป่า สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้ทันที เพื่อลดปัญหาไฟป่าและมลพิษทางอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯศรีสะเกษ มอบใบประกาศเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการดีเด่น ปี 2567 / ตร.ภาค 3 รุดตรวจด่านช่องสะงำ ตรวจเยี่ยม “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ น. องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง มอบหมายให้ นางวิลาสินี ไพรสิน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง, นางสาวลักสมี พันธ์ภักดี หัวหน้าสำนักปลัด, นายสรนนท์ ขจรเจริญกุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ, นายประดับพันธ์ บุตรไชย นิติกรปฏิบัติการ และนายฐิรศิลป์ อินทรบุตร นักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ

เข้าร่วมกิจกรรมวันท้องถิ่นไทย ณ บริเวณลานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ ๑๘ มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันท้องถิ่นไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะ ตำบลท่าฉลอมขึ้นเป็นสุขาภิบาลท่าฉลอม

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ถือเป็น “ปฐมบทแห่งการปกครองท้องถิ่นไทย” และเป็นรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น และในการนี้ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๗ ระดับจังหวัด โดยท่านอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานมอบให้กับ นางสาวลักสมี พันธ์ภักดี หัวหน้าสำนักงานปลัด ในประเภทข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มที่ ๒ และนายสรนนท์ ขจรเจริญกุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ในประเภทข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มที่ ๓

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ

องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ได้รับการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ได้ตอนรับคณะศึกษาดูงานจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอไพรบึง (สกร.) จำนวน ๓๐ คน

เพื่อมาศึกษาดูงานโครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเพื่อต่อยอดนวัตกรรมจัดการขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมท้องถิ่น ที่องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ใช้ในการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การประเมินในรอบการประเมินของสถาบันการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 รุดตรวจด่านช่องสะงำ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

วันที่ 18 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เรืองเดช รองจเรตำรวจ ช่วยราชการ ภูธรภาค3 ,พล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ

ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ชายแดน ตามนโยบายของรัฐบาล เปิดปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยนายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่ให้การต้อนรับ

พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า การลงพื้นที่ด่านช่องสะงำวันนี้ เป็นพื้นที่ที่มีแนวเขตติดกับประเทศกัมพูชา โดยขณะนี้ได้บูรณาการร่วมกันในพื้นที่ร่วมหาแนวทาง เพื่อสกัดกั้น ไม่เพียงปัญหายาเสพติด ยังปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่อาจมาก่ออาชญากรรมในพื้นที่ประเทศไทย ได้กำชับสั่งการเดินหน้ากวดขัน ซึ่งดำเนินการตามยุทธการ Seal Stop Save ที่เป็นแนวทางเดียวกับการปราบปรามยาเสพติดที่ตำรวจภูธรภาค 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเร่งดำเนินการ

พล.ต.ท.วัฒนา กล่าวอีกว่า สำหรับวันนี้ได้เดินทางลงมาพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีรายงานความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ป้องกันยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับไซเบอร์ ทุกหน่วยมีความพร้อมในการปฏิบัติ ทั้งฝ่ายปกครอง ทหารจากกองกำลังสุรนารีได้ร่วมมือกับกองกำลังทหารพราน และประชาชนให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้า Stop

ในเรื่องของพื้นที่ชั้นใน ทางแนวชายแดน Seal ทางภาคทหารและหน่วยความมั่นคงต่างๆในการหาข่าว มีความพร้อม รวมทั้งหน่วย Save ก็คือทางปกครอง แบ่งหน้าที่กันปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล สำหรับการเดินทางผ่านเข้า-ออก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนผ่านทางจุดผ่านแดนถาวร

ด่านช่องสะงำนี้ ก็ยังไม่มีปัญหาใด แต่สำหรับปัญหาที่เฝ้าห่วงคือปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทางจังหวัดศรีสะเกษมีความพร้อมในการดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาใช้มาตรการปราบปรามทางกฎหมายอย่างจริงจัง
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ หนุ่ม คิดสั้น วิ่งราวทอง ได้ไป 3 บาท ไม่ถึงนาทีถูกจับทันควัน

หนุ่มวัยเบจญเพศ คิดสั้น บุกวิ่งราวทอง ได้ไป 3 บาท ออกมาถึงหน้าร้านกำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ เตรียมหลบหนี สุดซวย ถูกเจ้าของร้านทองกระโดดจับตัว มิหนำซ้ำใกล้กัน พบตำรวจสายตรวจอยู่ใกล้ที่เกิด สุดท้ายถูกจับ คอตกเข้าซังเต

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 18 มีนาคม 2568 ร.ต.อ. นิพนธ์ ท้าวบุญเรือง พนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล รับแจ้งเหตุ มีคนร้ายชิงทรัพย์ ที่ร้านทองเยาวราชราษี ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ หลังทราบเรื่อง ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบยังที่เกิด ซึ่งเป็นร้านทองตั้งอยู่ใจกลางอำเภอราษีไศล มีผู้คนพลุกพล่านและมีร้านค้าจำนวนมาก

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด จะเห็นว่าคนร้าย เพศชาย สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นสีขาว สวมรองเท้าแตะ เข้ามาภายในร้านทอง มี เจ้าของร้านทองอยู่ภายในลูกกรงร้านทองเพื่อขายทองให้ ซึ่งคนร้ายขอลองสร้อยทอง จำนวน 3 บาท โดยทางเจ้าของร้านทอง นำมาให้ลองจำนวน 2 ลาย แต่ปรากฏว่า เมื่อคนร้ายได้นำทองไปสวมใส่ที่คอแล้ว ก็อาศัยจังหวะ วิ่งออกจากร้านทองอย่างรวดเร็ว โดยมี เจ้าของร้านทองวิ่งตามอย่างติดๆ

จากการสอบถาม เจ้าของร้านทอง ( ไม่ขอเอ่ยชื่อนามสกุล และเปิดเผยใบหน้า) ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตนสังเกตความผิดปกติในพฤติกรรมของคนร้าย ตั้งแต่เดินทางเข้ามาภายในร้านทอง ที่มีอาการไม่นิ่ง และมองซ้ายขวาตลอดเวลา แต่ด้วยตนความยังไม่แน่ใจ ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น จึงให้คนร้าย ลองสร้อยทองตามปกติ ซึ่งตนพยายามบอกให้คนร้าย

ถอดสร้อยทองออกจากคอแล้ว แต่คนร้ายทำนิ่งเฉย และสุดท้าย จึงวิ่งหนีไป ตนเห็นเช่นนั้น จึงวิ่งตามไปติดๆ ซึ่งตนร้ายจอดจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไว้หน้าร้าน และในขณะที่กำลังจะสตาร์ทรถเพื่อเตรียมหลบหนี ตนได้กระโดดคว้าตัวคนร้าย จนคนร้ายล้มลง แต่คนร้ายพยายามดิ้นสู้ แต่เคราะห์ดี บริเวณดีนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และสายตรวจ อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ จึงมาช่วยจับตัวคนร้ายได้สำเร็จ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.ราษีไศล ได้ควบคุมตัวคนร้าย ทราบชื่อภายหลัง คือ นายอนิรุต ม่วงศรี อายุ 25 ปี ชาวตำบลวังจุฬา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนร้ายที่ก่อเหตุ มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล เพื่อดำเนินการสอบสวน
จากการสอบสวน เบื้องต้น นายอนิรุต คนร้าย ให้การว่า ตนเดินทางมาจากพระนครศรีอยุธยา มาอาศัยกับพ่อ ที่อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เกือบ 1 เดือนแล้ว โดยก่อนก่อเหตุ ตนได้ขับรถจักรยานยนต์ ของญาติในบ้านออกมา แบบไม่มีเหตุผล และขับรถจักรยานยนต์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอร้านทองแห่งนี้ ที่อำเภอราษีไศล โดยที่ไม่ได้วางแผน แต่อย่างใด ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้คิดอะไรมาก ซึ่งสาเหตุที่ตนก่อเหตุในครั้งนี้ ต้องการนำทองไปขาย เพื่อนำเงินใช้หนี้ เพื่อน หลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปยืมเงินเพื่อนมา จำนวน 40,000 บาท เพื่อมาใช่จ่ายส่วนตัว ซึ่งสิ่งที่ตนกระทำนั้น เป็นสิ่งที่คิดสั้น และทำแบบไร้ความคิดเป็นอย่างมาก

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล ได้ตั้งข้อหา กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ หลังจากนั้นจะได้ดำเนินการสอบสวนขยายผลในเรื่องนี้ ต่อไป/////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวศรีสะเกษ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมนักธุรกิจไทยอินเดียพัทยา และสมาคมอินเดียพัทยา เตรียมจัดงานเทศกาลโฮลี 2025 / ผู้ว่าฯททท.-นอภ.บางละมุง-นายกพัทยา เดินเท้าพบปะพี่น้องธุรกิจเอนเตอร์เทรนเท้นต์ภารตะกลางวอล์กกิ้งสตรีท

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 13.30 น. วันที่ 10 มี.ค.2568 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน Amazing. Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025
พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา คณะผู้บริหารเมืองพัทยา ประกอบด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย TIPBA และสมาคมอินเดียพัทยา นำเสนอรูปแบบการจัดงาน ณ ห้องประชุม 221 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

เมืองพัทยา ร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทยอินเดียพัทยา และสมาคมอินเดียพัทยากำหนดจัดงาน Amazing. Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025
ในระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. 2568 ณ ถนนชายหาดพัทยา ฝั่งตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา เพื่อให้พี่น้องชาวไทย-อินเดีย และนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสเทศกาลแห่งสีสันที่มีพื้นเพมาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการเฉลิมฉลองโดยการสาดสีสัน ป้ายสี ซึ่งเป็นสีฝุ่นผงออแกนิกใส่กันอย่างสนุกสนาน ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป ตามความเชื่อของชาวอินเดีย ซึ่งคล้ายกับเทศกาลวันสงกรานต์ของไทย

โดยในวันนี้คณะผู้จัดงานนำโดย นายประเสริฐ ศักดิ์จิระพงศ์ เลขาสมาคมนักธุรกิจไทย -อินเดีย นำเสนอรูปแบบการจัดงานเพื่อร่วมกันพิจารณาในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร, ด้านการพยาบาล, ตลอดจนกิจกรรมภายในงาน นอกเหนือจากการสาดสี ยังมีการแสดงดนตรีของศิลปินไทย(F.HERO) และศิลปินจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานคือวันที่ 15 มี.ค.นับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนานและมีสีสัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเศรษฐกิจในพัทยา และภาพลักษณ์ที่ดีต่อไป

คณะสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ร่วมแสดงความยินดีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีป้ายแดง

วันที่ 13 มี.ค.68 มีรายงานว่า นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พร้อมคณะได้ร่วมแสดงความยินดีกับนายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี คณะบริหารฯ และสมาชิกสภาฯ หลังได้รับการประกาศรับรองจาก กกต. และรับมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย กล่าวว่า ในนามสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่นายวิทยา คุณปลื้ม ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีอีกหนึ่งสมัย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อบจ.ชลบุรี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวให้เข้มแข็ง ในฐานะสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานเพื่อความยั่งยืนของบ้านเมืองนี้ต่อไปด้วย

‘ดีแคทลอน’ ปักหมุดพัทยา เปิด Experience Store สาขาแรกในภาคตะวันออก ตอบโจทย์คอกีฬา

วันที่ 14 มี.ค.68 ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการสำหรับ ดีแคทลอน แบรนด์กีฬาเมืองน้ำหอมชื่อดังระดับโลก ได้เปิดสโตร์ใหม่ในเมืองพัทยา เป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก บนพื้นที่ 3,500 ตร.ม. ริมสุขุมวิทพัทยา ปากซอยเทพประสิทธิ์ พัทยาใต้ จ.ชลบุรี โดยมี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมือง ตัวแทน ททท. กองทัพเรือ และผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติในงาน

มร.ดีเรน เชตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแคทลอน ประเทศไทย เผยว่า สำหรับสาขาพัทยานี้เปิดเป็น Experience Store สาขาแรกในภาคตะวันออก ที่ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งครบทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งที่เลือกเปิดตัวสาขาพัทยาในครั้งนี้เพื่อตอบรับกระแสกีฬาซีเกมส์ มี่จะมีขึ้นในจังหวัดชลบุรี ในช่วงปลายปีนี้

ภายในเป็นพื้นที่สโตร์และเพลย์กราวด์ขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์กรฬาครอบคลุมกว่า 60 ประเภทกีฬา รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมทางน้ำที่ครบครันสำหรับชาวภาคตะวันออกซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งติดทะเล ที่สำคัญเมืองพัทยาเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำเพราะเป็นเมืองทะเล ที่แต่ละปีมีอีเว้นต์การแข่งขันระดับชาติและระดับโลกมากมาย ตอกย้ำความเป็น Sport Destination อย่างแท้จริง

เปิดแล้ว! งาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 กระตุ้นสีสันท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมระดับชาติ

วันที่ 14 มี.ค.68 ที่บริเวณปะรำพิธีชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นางสาวฐานปนี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานในพิธีเปิดงาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค.68

โดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้กล่าวต้อนรับและมอบกระเช้าให้กับนายนาเคศ สิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ที่ให้เกียรติเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์และกล่าวอวยพร นายสุขราช กาลรา ในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย นายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมอินเดียพัทยา ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ด้วยเมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะมีผู้คนหลายเชื้อชาติ ศาสนา จากหลายประเทศมาพักผ่อนและอยู่อาศัย งาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 หรืองานเทศกาลโฮลี เปรียบเสมือนเป็นการเปิดพื้นที่สร้างสีสันการท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรม ซึ่งเทศกาลโฮลี เป็นเทศกาลระดับชาติของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนานเช่นกัน

เทศกาลโฮลี หรือเทศกาลแห่งสีสันของชาวอินเดีย คล้ายกับเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย ที่ผู้คนจะเฉลิมฉลองสร้างความสนุกสนานด้วยการเล่นสาดผงสี ซึ่งเป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ ไม่เป็นอันตราย นำมาสาดเล่นกัน เป็นประจำทุกช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี นับเป็นเทศกาลแห่งมิตรภาพที่ญาติสนิทมิตรหาย และเพื่อนฝูง ได้มาพบปะและร่วมสนุกสนานกัน

ภายในงาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 นอกจากมีการเล่นสาดสีแล้ว ยังมีการจัดแสดงต่างๆ ตามแนวทางกิจกรรมเฉลิมฉลองของชาวอินเดีย มีการเปิดพื้นที่ให้พี่น้องชาวเชื้อสายอินเดีย ตลอดจนนักท่องเที่ยวอินเดียได้มีพื้นที่กิจกรรมสนุกสนานร่วมสร้างสีสันการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาร่วมกันต่อไป

ผู้ว่าฯททท.-นอภ.บางละมุง-นายกพัทยา เดินเท้าพบปะพี่น้องธุรกิจเอนเตอร์เทรนเท้นต์ภารตะกลางวอล์กกิ้งสตรีท

มีรายงานว่า นางสาวฐานปนี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินเท้าริมฟาตปาธชายทะเลตั้งแต่พัทยากลางถึงโครงการถนนคนเดินพัทยาใต้ หรือโครงการวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา รวมระยะทางกว่า 1 กม. เพื่อเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวและพยปะผู้ประกอบการยามค่ำคืนของเมืองพัทยา

ทั้งนี้ ทางคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เดินทักทายผู้ประกอบการตลอดถนนวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา ก่อนจะเดินทางไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการต่อที่จังหวัดระยอง โดยทางผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดโครงการถนนคนเดินพัทยาใต้

ด้าน นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดงานเทศกาลโฮลีพัทยา ทางคณะผู้ว่าฯ ททท. ได้ลงพื้นที่พบปะพูดคุยผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอินเดีย ที่มีการเติบโตมากขึ้น ตลอดจนทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยา ซึ่งบรรยากาศต้อนรับเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง

เปิดร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และช็อปสินค้าที่ระลึกจากที่ราบสูง

วันที่ 15 มี.ค.68 ได้มีพิธี Grand Opening เปิดเป็นทางการสำหรับร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 ริมถนนพัทยาสาย 3 เยื้องโรงพยาบาลเมืองพัทยา โดยพบว่ามีแขกเหรื่อเข้าร่วมแสดงความยินดีกับนายพงษ์ชาณัท เรืองรุ่ง และ น.ส.สิริกัญญา กังศิริกุล ผู้บริหารฯ กันอย่างคึกคัก

ร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขานี้ ถือเป็นสาขาที่ 2 ซึ่ลงทุนด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท ตกแต่งด้วยค็อนเซ็ปต์อีสานโมเดิร์นคลาสสิก บริการอาหารอีสาน เครื่องดื่ม Thai Style และทั่วไปในมุมม่วนจอยบาร์ อีกทั้งยังมีช็อปสินค้าที่ระลึกจากภาคอีสานในมุมเฮือนพวนชวนคราฟท์

ทั้งนี้ ร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น.- 22.00 น. โดยสามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้ 140 คน กลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยวทั่วไป โทรศัพท์สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 062-607 3398

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าเพชรฯ นำทีมซับน้ำตาผู้ประสบวาตภัยในพื้นที่ อ.ชะอำ /นักวิ่งคึกคักในชุดบิกีนี่เซ็กซี่แน่นหาด งาน ‘CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025’

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.68 ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี นางณัฐฐินีย์ คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ปลัดจังหวัดฯ นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ สิ่งของอุปโภคบริโภค

และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบวาตภัยพายุงวงช้างในพื้นที่หมู่บ้านหนองโพและหมู่บ้านหนองคาง ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่งผลให้หลังคาบ้านเรือน ร้านค้า และป้ายโฆษณาได้รับความเสียหายรวม 27 หลังคาเรือน และมีต้นไม้หักโค่นในบางจุด ซึ่งทางอำเภอชะอำและเทศบาลเมืองชะอำได้สำรวจความเสียหายทั้งหมดแล้ว โดยเบื้องต้นจะใช้งบประมาณของเทศบาลเมืองชะอำช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนก่อน

หากไม่เพียงพอจะต้องเสนอขอใช้งบประมาณจากอำเภอชะอำและจังหวัดเพชรบุรีต่อไป ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี ได้กล่าวแสดงความห่วงใยและได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับให้ความช่วยอย่างเร่งด่วน หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถแจ้งที่นายอำเภอชะอำได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรงในพื้นที่หมู่บ้านหนองโพ หมู่บ้านหนอง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จากนั้นได้เกิดพายุงวงช้างขนาดใหญ่ตามมาพัดหลังคาบ้านและป้ายโฆษณา ตกลงใส่บ้านเรือนของประชาชนในละแวกใกล้เคียงได้รับความเสียหายไปหลายหลังคาเรือน และยังส่งผลให้ต้นไม้ล้มหักโค่นอีกหลายแห่ง

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ต่อมา นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยในเบื้องต้นแล้ว.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

นักวิ่งคึกคักในชุดบิกีนี่เซ็กซี่แน่นหาด งาน ‘CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025’

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานวิ่งแข่งขันมินิมาราธอน CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025 “ชะอำ บิกินี บีช รัน ครั้งที่ 16” ประจำปี 2568 ณ ชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นไปด้วยความคึกคัก มีนักวิ่งหญิงและชายทั้งชาวไทยและต่างชาติในชุดบิกินี่ ชุดเซ็กซี่เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย หาดทรายชายทะเลยามเช้าที่งดงาม

โดยมี นายณัฐวุฒิ เพชรพรหมศร อดีตผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานเปิดงานและปล่อยตัวจุดเริ่มต้นและเส้นชัยบริเวณหน้าชายหาดโรงแรมลองบีช ชะอำ พร้อมด้วย นางทนาดา วิจักขณะ รอง ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเข้าร่วมงาน

นายณัฐวุฒิ เพชรพรหมศร กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Thailand Sports Tourism) โดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ให้จัดรายการแข่งขันมหกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ทุกประเภทกีฬาที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเมืองรอง ทั้งนี้ หาดชะอำ เมืองท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญของไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย การเดินทางสะดวก เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขันวิ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรายการ “หาดชะอำ 14K” ต่อเนื่องมาหลายปี ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อรายการเป็น “หาดชะอำ บิกินีบีชรัน” โดยมีการวิ่งในประเภทบิกินี เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประเภทของการแข่งขัน และจัดต่อเนื่อง 14 ปีผ่านมา โดยความร่วมมือของ จังหวัดเพชรบุรี, เทศบาลเมืองชะอำ, สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก, สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี,

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี, หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี, โดย JOG&JOY ฝ่ายจัดการแข่งขันได้พัฒนาปรับปรุงรายการแข่งขันนี้อย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้เพิ่มประเภทระยะทางวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 21.1 KM ขึ้นมาเพื่อสร้างให้สนามนี้เป็นสนามวิ่งระยะไกลนานาชาติมากกว่าเดิม โดยในแต่ละปีก็มีผู้สนับสนุนภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวสลับสับเปลี่ยนไปจนกลายเป็นงานวิ่งที่นักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติสนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าประจวบฯ เปิดโครงการจังหวัดเคลื่อน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พื้นที่ ต.อ่างทอง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 12 มี.ค. 2568 ที่ศาลาประชุมหมู่บ้านสีดางาม ม.3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล นายสินาทร โอ่เอี่ยม นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัด นางสาวจีรประภา สาระประจวบ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด

นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ข้าราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนจำนวนมากร่วมพิธี ในการนี้ ได้รับเมตตาจาก พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก วัดอ่างสุวรรณ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ให้ศีลให้พรแก่ประชาชน จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวเปิดโครงการ และชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตำบลอ่างทอง ช่วงถนนอ่างทอง-หนองมะค่า ม.1,ม.5 และ

ถนนสายหนองหอย-มรสวบ ม.5,ม.8 เชื่อมตำบลชัยเกษม พร้อมทั้งระบุว่า จากที่ได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพื้นที่ ต.อ่างทอง ได้ประสานหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน เร่งดำเนินการแก้ปัญหาการบริหารจัดการขยะ ขุดลอกคูคลอง นอกจากนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ได้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องการขอรับบริจาคเลือดแก่กาชาด เพื่อนำไปช่วยผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้ประกาศวาระ “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” 10 หัวข้อ รวมถึงกลยุทธการสร้าง Wellness Economy 8 หัวข้อที่จะเป็นการเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ร่วมกับคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคลภายในบริเวณศาลาหมู่บ้าน และได้เดินเยี่ยมชมบูธจากหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในบริเวณที่จัดงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐมาร่วมออกให้บริการประชาชนเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อราชการ ณ สถานที่ตั้ง รวมทั้งได้มอบพันธุ์ปลาน้ำจืดให้กับผู้นำท้องที่ และมอบเเตนเบียนบราคอนให้แก่ผู้แทนเกษตรและผู้นำชุมชนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้าน และร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค โดยมาจากพระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี 100 ชุด จากสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ 100 ชุด และจากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดฯ 100 ชุด รวมจำนวน 300 ชุด มอบให้แก่ประชาชน

ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเวลา 08.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนบ้านสีดางาม เพื่อมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียน พร้อมกับได้แนะนำแนวทางด้านการศึกษาแก่เด็กนักเรียน โดยชี้ให้เห็นความสำคัญด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เทคโนโลยี และความรู้ด้าน AI ซึ่งเป็นเรื่องที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เด็กๆก็ได้แสดงความเห็นในเรื่องอาชีพที่ใฝ่ฝันในอนาคต เช่น อยากเป็นผู้พิพากษา และจากนั้น ได้ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนผู้พิการ และได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนที่บ้านใน ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จำนวน 2 หลังอีกด้วย

สภาพและข้อมูลพื้นฐาน ตำบลอ่างทอง ทิศเหนือจรดตำบลนาหูกวาง ทิศใต้จรดตำบลชัยเกษมและตำบลธงชัย ทิศตะวันออกจรดอ่าวไทย ทิศตะวันตกจรดสหภาพพม่า มีพื้นที่ทั้งหมด 104 ตารางกิโลเมตร หรือ 65,000 ไร่ เป็นพื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก มีภูเขาสูงทางทิศตะวันตก และมีที่ราบส่วนใหญ่สลับภูเขาเล็กน้อย อาชีพหลักชาวบ้านได้แก่ ทำสวน ทำไร่ ประมง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ วัดอ่างทอง วัดวังยาง วัดอ่างสุวรรณ ชายหาดลับทับสะแก เกาะรำร่า เป็นต้น และมีปัญหาหลักที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาศัตรูมะพร้าวและปัญหาชายฝั่งกัดเซาะ
/////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

SSIร่วมสร้างสรรค์สังคมเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน รับรางวัลองค์กรต้นแบบสุขภาวะดีเด่นระดับก้าวหน้า

นางสาวสุริยา ดวงมณี (ที่ 3 จากขวา) หัวหน้าสายทรัพยากรบุคคลและธุรการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “องค์กรสุขภาวะดีเด่นระดับก้าวหน้า ในโครงการส่งเสริมงานสุขภาวะในองค์กรเพื่อคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี” จากนายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ (กลาง) ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น เมื่อเร็วๆ นี้

โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของสสส.และสมาคมนักสร้างสุขภาวะองค์กร เพื่อส่งเสริมการมีวิถีชีวิตสุขภาวะทั้ง 4 มิติ (กาย ใจ สังคม และจิตปัญญา) และดูแลคุณภาพชีวิตบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้ เอสเอสไอได้นำแนวคิดการสร้างองค์กรสุขภาวะ (Happy workplace) และความสุข 8 ประการ (Happy 8) มาสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของเอสเอสไอ iFacts+ (คนเก่ง ดี มีใจ) ส่งเสริมให้บุคลากรมีความพร้อม และร่วมสร้างสรรค์การดำเนินงานและสังคมที่ดีเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน

เอสวีแอล กรุ๊ป เสริมสร้างความรู้เยาวชน สร้างแกนนำคัดแยกขยะ เพื่อดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เอสวีแอล กรุ๊ป โดยทีมชุมชนสัมพันธ์และพัฒนาชุมชน ร่วมกับเครือข่ายชุมชนต้นแบบ บ้านทางสาย บ้านระหาร และอาสาชวนน้องรักษ์โลก จัดกิจกรรมเรียนรู้การคัดแยกขยะที่ถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “อ่านป้ายก่อนทิ้งลงถัง” โดยมีเยาวชนจาก 8 โรงเรียน ได้แก่ รร.บ้านห้วยทรายขาว, รร.บ้านดอนทอง, รร.บ้านดอนสง่า, รร.วัดนาผักขวง, รร.วัดดอนยาง, รร.บ้านหนองมงคล, รร.บ้านถ้ำเขาน้อย และ รร.อนุบาลบางสะพาน รวมกว่า 300 คน เข้าร่วมในโครงการ “กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือและเนตรนารี” ประจำปี 2568 เอสวีแอล กรุ๊ป(SVL Group) มุ่งเน้นการปลูกฝังความรู้ด้านการจัดการขยะและสร้างแกนนำเยาวชน เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจัดขึ้นที่ศาลาเอนกประสงค์บ้านห้วยทรายขาว ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประจวบคีรีขันธ์ _ หลายหน่วยงานร่วมกิจกรรม โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี งบประมาณ 2568

วันที่ 12 มี.ค.68 พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ (สส./ปส.) มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป.สภ.ห้วยยาง ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง ชป.ตำบลยั่งยืน สภ.ห้วยยางพร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย พระมหาสัญญา สิทฺธิญาโณ เจ้าคณะตำบลห้วยยาง

นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดอำเภอทับสะแกฝ่ายความมั่นคง นางณุกานดา จันทรภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก นายภัทรดนัย สมศรี กำนันตำบลแสงอรุณ นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณ นางวิภาภรณ์ ภัทรภิญโญ ผอ.สกร.อำเภอทับสะแก นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาการอำเภอทับสะแก นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ผอ.รพ.สต.บ้านหินเทิน ผญ.บ้านไร่ใน ม.1 และ ผญ.บ้านแสงทอง ม.2 ต.แสงอรุณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,ชรบ.,อส., ทหารชุดเฉพาะกิจ ฉก.จงอางศึก พร้อมด้วย ประชาชนบ้านไร่ในและบ้านแสงทอง

ร่วม kick off เปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ณ ศาลาประชาคมบ้านไร่ใน ม.1 ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมนี้ได้ร่วมกันลงนามข้อตกลงการดำเนินโครงการฯ (MOU) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธี
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กลุ่มตัวแทนผู้ที่สอบผ่านจำนวนกว่า 50 คน รวมตัวหน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หลังสอบผ่าน

วันพุธที่ 12 มีนาคม 2568 กลุ่มตัวแทนผู้ที่สอบผ่านจำนวนกว่า 50 คน รวมตัวบริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม
โดยมีคุณ นิชานันท์ ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานร้องทุกข์สำนักรัฐมนตรี
ร่วมกับ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงมหาดไทย ขอประสานให้กลุ่มตัวแทนจำนวน10 คน เข้าพบ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขามท.1 และ อ.มนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ตรวจการกระทรวงมหาดไทย (โฆษกกระทรวงมหาดไทย)

โดยกลุ่มตัวแทนได้นำเสนอข้อมูลปัญหาสถานะปัจจุบันปัญหาของการสรรหาสายบริหารท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตปัญหาข้อสอบที่ผิดพลาดหรือการตรวจสอบรายงานปัญหาจากมหาวิทยาลัยธัญบุรี ตลอดจนข้อมูลสรุปผลการประชุมการออกเสียง 4:3 เสียง ของคณะอนุสรรหา

พร้อมชี้แจงเหตุผลที่จังหวัดสมุทรปราการแจ้งว่าข้อสอบไม่ได้มาตรฐานนั่นกลุ่มผู้ยื่นเรื่องได้ให้ข้อสังเกตุว่ามหาลัยผู้ออกข้อสอบก็ชี้แจงเรื่องนี้แล้ว ประกอบกับอีก 8 จังหวัดที่ใช้ข้อสอบและกระบวนการเดียวกัน ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขามท.1 โทรศัพท์สายตรงกับผวจ.สมุทรปราการ ได้ข้อสรุปว่า วันที่ 13 มีนาคม 2568 จะมีข้อสรุปในที่ประชุม ก.จังหวัดที่ชัดเจนสรุปโดยจะไม่โยนเรื่องส่งต่อไปมาให้หน่วยงานอื่นใดพิจารณาอีก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลการขึ้นบัญชีหรือประกาศยกเลิกผลการสอบก็ตาม

ล่าสุด การประชุม กทจ.และก.อบต จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2568 นี้ มีผลสรุปมติในที่ประชุมตรงกันคื ในการประชุมคณะอนุสรรหาสายงานผู้บริหารของจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมานั้น มติการโหวตให้ประกาศผลการขึ้นบัญชีสายงานผู้บริหาร มีความถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรประกาศผลลำดับบัญชีได้เลย สามารถเสนอเอกสารผลลำดับบัญชี ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามเพื่อประกาศได้เลย โดยไม่ต้องมีการประชุมคณะอนุสรรหาเพิ่มเติมแต่อย่างใด

/////////////////////

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ยะลาจัดใหญ่! รอมฎอนสัมพันธ์ ฮาลาล ฟู้ด คอนเทสต์ 2025 หาสุดยอดข้าวหมกไก่-ซุปเนื้อเมืองยะลา

แชร์เนื้อหานี้

ยะลา – ศูนย์สันติวิธี ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมฮาลาล ฟู้ด คอนเทสต์ และ รอมฎอนสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน รวมถึง การทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ในห้วงเดือนรอมฎอน

การประกวดครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฟ้นหา เมนูเด็ดจาก จ.ยะลา ไปเข้าร่วมการประกวด กับ จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ระหว่างวันที่ 10-20 มีนาคม 2568 แบ่งเป็น 2 เมนูหลัก คือ ข้าวหมกไก่ และซุปเนื้อ โดยมี 5 ทีมจากเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วม

พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสุขในช่วงรอมฎอน เสริมสายสัมพันธ์ในสังคม และส่งเสริมอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าวหมกไก่และซุปเนื้อ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

ผลการประกวด ทีมจากกองสันติวิธี และ กองภาคประชาสังคม ได้เป็นตัวแทนยะลาไปแข่งในรอบต่อไป โดยจะแข่งขันกับทีมจาก จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ในการประกวดครั้งต่อไป
////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.นฤมล” ก.เกษตรฯ นำคณะพบชาวสวนยางบึงกาฬ เร่งแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ ประกาศ Kick off “โครงการโฉนดต้นยาง” 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจก 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 มี.ค. เวลา 13.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษา พรรคกล้าธรรม เดินทางลงพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เปิดการอบรม หลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพารา ที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense

หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” พร้อมรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นต่อการพัฒนาด้านการเกษตร จากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้แทนของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ โดยมีนายจุมพฏ วรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าร่วมอบรม และให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนเซกา ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การอบรม หลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา แพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 สร้างความเสียหายให้กับสวนยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ต่อมาได้แพร่กระจายในพื้นที่รับผิดชอบของการยางแห่งประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยพบการเกิดโรค ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ เลย และนครพนม รวมพื้นที่ 3,685.5 ไร่ 259 ราย สำหรับจังหวัดบึงกาฬ พบการแพร่ระบาด จำนวน 52 ราย กินพื้นที่ 581 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงมอบหมายให้ การยางแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมหลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568”

ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในวันที่ 15 มีนาคม 2568 ณ โรงเรียนเซกา ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ การบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ในยางพารา นอกจากนี้ยังมีการมอบปัจจัยการผลิต และการจัดนิทรรศการ จากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน และสภาเกษตรกร

นายจุมพฏ วรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า บึงกาฬ มี 8 อำเภอ 63 ตำบล 617 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 418,733 คน เป็นแรงงานภาคเกษตร 126,587 คน มีพื้นที่ ทั้งจังหวัด 4,305 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,691,091 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,407,105 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 52.29 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญคือ ยางพารา จำนวน 875,915 ไร่ มีผลผลิต 211,348 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 6,564.46 ล้านบาท และข้าวนาปี 475,558 ไร่

มีผลผลิต 146,378 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,756.53 ล้านบาท ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัด GPP ปี 2565 มีมูลค่า 31,755 ล้านบาท โดยเป็นภาคเกษตร 10,758 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.88 ของมูลค่าทั้งหมด จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่โดดเด่น โดยการสนับสนุนของรัฐบาล มีเมกะโปรเจคที่สำคัญในปัจจุบัน คือ โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ – บอลิคำไซ ซึ่งจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เชื่อมโยงระหว่างประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้รับการรายงานการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Collet0trichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา และมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกันดูแลแก้ไข และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราอย่างต่อเนื่อง นับจากได้รับรายงานการเกิดโรคนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย แต่จากปัญหาการขนส่งเคลื่อนย้าย และการเคลื่อนไหวของทิศทางลมตามธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถยับยั้ง

การแพร่กระจาย การระบาดจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ มาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบการเกิดโรคในพื้นที่สวนยางพารา 5 จังหวัด การจัดโครงการอบรมหลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense

หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” และการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกร ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ทั้งยังหาทางป้องกันและต่อยอดนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นวันนี้ จะสามารถสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการพัฒนาการทำการเกษตร จะก่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพการทำสวนยาง และการเกษตรชนิดอื่นของไทยต่อไปในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของยางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนปฎิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อให้เขารู้ว่า เราไม่ได้ไปบุกรุกป่า ซึ่งตอนนี้มีเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่ เหลืออีก 4 ล้านไร่ ที่ยังไปเป็นที่ดินทับซ้อน โดยเราได้มีการพูดคุยกัน และจะมีการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับชาวสวนยางพารา เพื่อให้เขามีเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง สามารถครอบครองพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่อยู่แล้ว เราจะออกโฉนดต้นยางสร้างมูลค่าให้กับต้นยางพาราที่ปลูกอยู่บนที่ดินของตนเอง ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.และนำไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยจะ Kick off เปิดโครงการในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล รมว.เกษตรฯ และนายอิทธิ รมช.เกษตรฯ ได้ร่วมกันมอบโฉนดที่ดิน(ส.ป.ก.) เพื่อการเกษตร จำนวน 500 ราย พร้อมปัจจัยการผลิต อาทิ น้ำหมักปลาหมอคางดำ 1,000 ลิตร จำนวน 33 ราย ,ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง, หน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง, กล้วยน้ำว้า และพันธุ์มะละกอ รวมถึงพันธุ์ปลาจำนวน 200 ถุง และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวจำนวน 130 ตัน แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 กลางสายฝนโปรย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 มี.ค.68 ที่บริเวณเวทีหลักชายหาดพัทยากลาง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 โดยมี นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานกลุ่มยุทธศาสตร์เมืองท่องเที่ยวน่าอยู่  นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี 

นางอำไพ ศักดานุกูลจิต สไลวินสกี้ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี นางอัจฉรา บัณฑิตยานุรักษ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ผู้บริหารและสมาชิกเมืองพัทยา ส่วนราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมพิธีเปิด ท่ากลางสายฝนโปรย

เมืองพัทยาร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดงาน PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ตลอดเดือนมีนาคม 2568 จำนวน 3 สัปดาห์ รวมศิลปินระดับประเทศ และร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสร้างรายได้ โรงแรมที่พักมียอดจองเพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ เทศกาลดนตรี PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 จัดเป็นงานฟรีคอนเสิร์ตที่จัดต่อเนื่องยาวนานและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเริ่มจัดงานตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น Sound on the Sand หรือเสียงเพลงบนผืนทราย ผสมผสานความโมเดิร์นของเทศกาลดนตรีริมชายหาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กับอัตลักษณ์ของพัทยา ที่ชัดเจนในความเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยติดอันดับโลก

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพบก จัดโครงการ ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(6 มี.ค. 68)  นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย  พันเอก โชติ ยิกุสังข์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร)

ร่วมในการตรวจสภาพความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร ภายใต้โครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจช่วยภัยแล้ง”  ประจำปี 2568 บริเวณลานหน้าศาลาเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

จากประกาศกรมอุตนิยมวิทยาแจ้งว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2568 โดยกองทัพบก

ได้อนุมัติโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เนื่องจากในหลาย พื้นที่เริ่มขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารประกอบกับการเข้าสู่ฤดูร้อนทำให้มีปริมาณน้ำ ไม่เพียงพอ

เป็นเหตุให้สถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างมากขึ้น ดังนั้นมณฑลทหารบกที่ 44 ร่วมกับหน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 44, หน่วยงานทหารภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์,สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร,

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร, การประปาส่วนภูมิภาคสาขาชุมพร, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชุมพร,กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พื้นที่จังหวัดชุมพร จึงกำหนดตรวจสภาพความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร

 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ภารกิจการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยแล้งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญยิ่ง ที่พวกเราจะต้องเข้าไปดำเนินการ ช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ทุรกันดารที่ประสบภัยแล้งด้วยการระดมศักยภาพ

และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานในการแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การสนับสนุนถังบรรจุน้ำ ให้ประชาชนใช้จัดเก็บน้ำ การซ่อมและปรับปรุงบ่อบาดาลให้เป็นจุดจ่ายน้ำถาวร การสนับสนุนกระแสไฟฟ้า ในการ ดำเนินการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงการสนับสนุนน้ำประปาเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด

ในห้วงนี้ทุกภูมิภาคของประเทศกำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง และอาจมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น ฉะนั้นพวกเรา จะต้องมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และในวันนี้กองทัพบก โดย มณฑลทหารบกที่ 44 ได้บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ กับเหล่าทัพและทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพร

จัดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 ขึ้น พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่าทุกภาคส่วนพร้อมเคียงข้าง ประชาชนเสมอ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส

///เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชุมพร098-9515199

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ”อลงกรณ์“ชี้คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิตคือภารกิจที่ท้าทายอนาคตของประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิต :ภารกิจที่ท้าทายอนาคตของประเทศไทยภายใต้กรมป่าไม้และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม“เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจจึงเห็นควรนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ของสาธารณชน
โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า “…ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกและปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาความยั่งยืนของโลกแต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ…“ ประเทศไทยประกาศเป้าหมายจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30-40 ภายในปี 2030 และเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมในการลด ก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มอบแนวคิดว่า “เราชนะธรรมชาติได้บางอย่าง แต่เราไม่สามารถกำหนดธรรมชาติได้ทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงและต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วย” “เราต้องเปลี่ยนมุมมองของโลก หลายคนมองว่าการบริหารต้องมีมือดีทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่ตนมองว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนอาศัยอยู่ เพราะอย่างไรเราก็ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม” จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวจึงนำมาสู่กรอบภารกิจ 6 ด้าน
1.ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2.ด้านทรัพยากรน้ำทั้งระบบ
3.ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขยะ และมลพิษ 

  1. ด้านยุทธศาสตร์ แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    5.ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
    6.ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โดยเฉพาะภารกิจสำคัญและเร่งด่วนคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวทุกประเภท 55% ของพื้นที่ประเทศ ในจำนวนนี้เป็น
    พื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
    แบ่งเป็น
    1.พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 25%
    2.พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15% ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ราว 102,353,484 ไร่ หรือ 31.64% ของพื้นที่ประเทศจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 8.36 %หรือ 26.75 ล้านไร่
    ป่าชุมชนเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนโดยมีป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จำนวนรวม 11,327 โครงการ 13,028 หมู่บ้าน มีเนื้อที่รวม 6,295,718 ไร่
    ซึ่งแต่เดิมมีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทรัพยากรของป่าชุมชน5 ประการคือ
  2. ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน/พักผ่อนหย่อนใจ
  3. เก็บหาของป่า
  4. ใช้ประโยชน์จากไม้ เพื่อการยังชีพและสาธารณะประโยชน์
  5. ใช้บริการทางนิเวศ เช่น น้ำ
  6. ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  7. ส่วนแนวทางการพัฒนาใหม่ในการพัฒนาป่าชุมชน (Community Forest) สู่ป่าคาร์บอน (Carbon Forest)เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนกว่า1.1หมื่นแห่งทุกภาคทั่วประเทศให้เป็น
  8. 1.แหล่งอาหารชุมชน (Community Food Bank)
  9. 2.แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Bank)
  10. 3.แหล่งคาร์บอน(Carbon Bank)
  11. 4.แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(Ecological Tourism)
  12. 5.แหล่งผลิตอาหารแบบสมาร์ทฟาร์ม(3F’s: Food Farm Forest)
  13. โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการใหม่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคีในพื้นที่ด้วยโมเดล3หุ้นส่วน( 3‘P : Public-Private-People Partnership model)ซึ่งถอดบทเรียนจากโครงการสระบุรี แซนด์บ็อกซ์และโค้งตาบางโมเดลจะเห็นได้ว่าการพัฒนาป่าชุมชนแนวใหม่นอกจากจะช่วยตอบโจทย์การลดโลกร้อนยังได้ให้ความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพและไบโอ เครดิต

ประเทศไทยได้เริ่มจัดทำนโยบายและมาตรการระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินงานเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ สอดคล้องกับมาตรา 6 ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่กำหนดให้ภาคีจัดทำนโยบายและกลยุทธ์ระดับชาติ เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ประเมินว่า GDP ของโลก กว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ
ขณะที่รายงานความยั่งยืน(Sustainability Trends 2024 )ระบุว่า Bio-Credits เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ การเพิ่มจำนวนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Net Gain) เพื่อก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน โดยไบโอเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตรวจสอบปริมาณ คุณภาพ ชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และที่อยู่อาศัยผ่านการซื้อขายหน่วยความหลากหลายทางชีวภาพได้ ทำให้ทราบถึงการเพิ่มจำนวนของความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบัน ทั้งนี้ หลายหน่วยงานได้เริ่มมีความสนใจใน Bio-Credits เช่น สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อปี 2565 ได้ริเริ่มโครงการสำรวจศักยภาพของสินเชื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Finance) เพื่อปลดล็อกการจัดหาเงินทุนใหม่สำหรับผลลัพธ์เชิงบวกที่วัดได้สำหรับธรรมชาติและผู้ดูแลธรรมชาติ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินเชื่อความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจ แต่ก็ยังไม่สามารถทำ Biodiversity Finance ได้เต็มที่ เนื่องจากยังขาดมาตรฐานการออกไบโอเครดิต ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับโลก
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อไบโอเครดิต (Biodiversity Credit Alliance) ขึ้นในปี 2565 โดยมีสมาชิกเป็นองค์กรจากภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร หน่วยงาน ภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคส่วนอื่นๆ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (Sida)
ในส่วนประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) อธิบายถึง Bio-Credits (Biodiversity Credits) หรือ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ ว่า เป็นหนึ่งนวัตกรรมที่มีการนำกลไกตลาดมาใช้ในการระดมทุนเพื่อดูแลธรรมชาติและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่โดยมีลักษณะการทำงานที่คล้ายกับคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Credits) ซึ่งเป็นการซื้อ – ขาย ระหว่างผู้ซื้อที่มีความยินดีในการจ่ายเพื่อปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และผู้ขายที่เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการที่สามารถปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้
 ซึ่งหลังจากนวัตกรรมของตลาดไบโอเครดิตเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดการปกป้องหรือฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณมาแสดงเพื่อขอใบรับรอง ว่ามีการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้จริง และผู้ผลิตสามารถนำไบโอเครดิตที่อยู่ในใบรับรองไปขายให้ผู้ซื้อที่ยินดีจ่ายเงินได้

สถานการณ์ภัยคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย แบ่งได้ดังนี้
1) พรรณไม้ จำนวนทั้งสิ้น 12,050 ชนิด มีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามจำนวน 999 ชนิด
2) สัตว์มีกระดูกสันหลัง จำนวนทั้งสิ้น 5,005 ชนิด มีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ประกอบด้วย ชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ใกล้สูญพันธุ์ และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จำนวน 676 ชนิด
  3) จุลินทรีย์ก็อยู่ในภาวะถูกคุกคามเช่นกัน
ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกคุกคามและไบโอ เครดิตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพื้นที่ทรัพยากรป่าและป่าชุมชนเช่นกรณีตัวอย่าง“ทีมปรับป่าโดย
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ริเริ่ม โครงการศึกษาความหลากหลาย ขึ้นเพื่อติดตามความสมบูรณ์ของป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 – ปัจจุบัน โดยการเก็บข้อมูลและสำรวจพื้นที่ป่าดอยตุงอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะ อยู่ระหว่างดำเนินการโดยมีทีมทำงานเก็บข้อมูลที่เรียกว่า “ทีมปรับป่า” ที่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และชุมชนร่วมกันทำงานได้ช่วยต่อยอดภูมิปัญญาของคนบนดอยตุงในการอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงของโลก แต่ก็ยังมีภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เกิดจากมนุษย์และภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ไบโอเครดิตจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อประโยชน์ในการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยให้คงอยู่เป็นมรดกของลูกหลาน
กล่าวโดยสรุป คือ ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกและปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาความยั่งยืนของโลกแต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศโดยมีการกำหนดภาษีคาร์บอนเช่นภาษีระบบCBAMของสหภาพยุโรปที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยและอีกไม่นานก็จะมีมาตรการทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพเช่นเดียวกับภาษีคาร์บอน
ดังนั้นคาร์บอน เครดิตและไบโอเครดิต จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายต่ออนาคตความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้บทบาทและความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งขอชื่นชมกรมป่าไม้ที่ได้พัฒนาบุคคลากรให้เกิดความรู้และทักษะในเรื่องคาร์บอน เครดิตและไบโอ เครดิต
เป็นประโยชน์ต่อการลดคาร์บอนและเพิ่มความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง.