คลังเก็บหมวดหมู่: การเมือง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มนพร” นำทัพเพื่อไทยบุกดงหลวง! เปิดตัว “นายกปุ๋ย” สู้ศึก ส.ส.มุกดาหาร เขต 2 มั่นใจคนรุ่นใหม่ครองใจชาวบ้าน สานต่อนโยบายพรรค

แชร์เนื้อหานี้

สนามการเมืองมุกดาหารระอุอีกครั้ง “มนพร เจริญศรี” อดีต รมช.คมนาคม นำทีมเพื่อไทยขึ้นเวทีโรงเรียนดงหลวงวิทยา เปิดตัว “นายกปุ๋ย-ปิยธิดา” เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้สนับสนุนคับคั่ง

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารว่ามีความคึกคักเป็นพิเศษ โดยที่โรงเรียนดงหลวงวิทยา อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร

นางมนพร เจริญศรี ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาเป็นประธานขึ้นเวทีปราศรัยพบปะพี่น้องประชาชน พร้อมทำพิธีเปิดตัว

นางสาวปิยธิดา บุตรกาล หรือ “นายกปุ๋ย” นายก อบต.โชคชัย เป็นว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดมุกดาหาร เขต 2 ในนามพรรคเพื่อไทย

บนเวทีปราศรัย นางมนพร ได้กล่าวฝากฝัง “นายกปุ๋ย” กับพี่น้องชาวดงหลวงและเขต 2 มุกดาหาร โดยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคที่ต้องการผลักดันคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามา

เป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและพัฒนาพื้นที่ ซึ่งนางสาวปิยธิดา ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทั้งวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงานท้องถิ่น เป็นลูกหลานชาวมุกดาหารโดยกำเนิด

ด้าน นางสาวปิยธิดา บุตรกาล ได้กล่าวแนะนำตัวและแสดงวิสัยทัศน์ โดยระบุว่าตนจบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

และเคยผ่านงานบริหารท้องถิ่นมาแล้ว พร้อมยืนยันความตั้งใจที่จะเข้ามารับใช้พี่น้องประชาชนในฐานะ ส.ส. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของพรรคเพื่อไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่

ทั้งนี้ การได้รับแรงสนับสนุนจากแกนนำพรรคคนสำคัญอย่างนางมนพร ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงในพื้นที่เขต 2 (นิคมคำสร้อย, คำชะอี, หนองสูง, ดงหลวง) มากยิ่งขึ้น

เพื่อไทย #มุกดาหารเขต2 #นายกปุ๋ย #ปิยธิดาบุตรกาล #มนพรเจริญศรี #ข่าวมุกดาหาร #การเมืองมุกดาหาร #เลือกตั้ง2569 #ข่าววันนี้ #เมืองมุกดาหาร////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ดร.เนาวรัตน์ เลขาธิการวุฒิสภาสรุปประเด็น การคัดค้าน (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับ….) พ.ศ…..จำนวน 3 ฉบับ

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและ
อุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) โดยร่วมกับสภาองค์การนายจ้างอีก 16 สภาองค์การนายจ้าง ได้ลงนามในหนังสือคัดค้าน
1. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับ..) พ.ศ…สำเนาเลขรับ 157/2567 วันที่ 18 ธันวาคม 2567 (โดย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ

  1. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับ..) พ.ศ…สำเนาเลขรับ 158/2567 วันที่ 18 ธันวาคม 2567 (โดยน.ส.วรรณวิภา ไม้สน)
  2. ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่. ) พ.ศ.. เสนอโดย นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ
  3. ข้อเสนอแนะและสรุปประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายที่กระทบต่อสถานประกอบการ/นายจ้าง ตามที่ ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างฯ และคณะสภาองค์การนายจ้างอีก 16 สภาร่วมลงนาม แสดงความเห็นต่อท้าย ซึ่งได้สรุปสาระสำคัญที่เป็นเหตุผลการคัดค้าน ขอเสนอแนะ และสรุปประเด็นปัญหาในข้อกฎหมายที่กระทบ ต่อสถานประกอบกิจการเพื่อให้ท่านได้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าและคณะสภาองค์การนายจ้าง ได้นำเสนอมานี้

ฉบับที่ 1 (ร่าง) ฉบับที่มีเลขรับ 157/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เสนอโดย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.พรรคประชาชนและคณะ
หลักการที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังต่อไปนี้แก้ไขเพิ่มเติมระยะเวลาทำงานของลูกจ้าง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23) จากเดิมทำงาน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ลดลงเป็น 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์แก้ไขเพิ่มเติมวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 28) เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วันเป็น 2 วัน แก้ไขเพิ่มเติมสิทธิการลาพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 30)

ฉบับที่ 1 ร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ.…. ของ นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.พรรคประชาชน และคณะ
เหตุผลที่คัดค้าน ดังนี้สืบเนื่องจากการแก้ไขเพิ่มในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีสาระสำคัญในภาคบังคับใช้ ปัจจุบันนั้นเหมาะสมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข หากผลของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับใช้ เป็นเหตุให้เกิดภาระและปัญหาการจ้างงานในหลายประการดังต่อไปนี้

  1. ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น กระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
  2. มีผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบกิจการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมประเภท วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
    ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมเป็นส่วนมากของประเทศ อาจต้องปิดตัวลง
  3. ก่อให้เกิดการขาดสภาพคล่องในการลงทุนภายในประเทศ และจากการลงทุนของผู้ประกอบการต่างประเทศด้วย
  4. อาจเป็นปัญหาให้เกิดผลกระทบย้อนกลับไปถึงการจ้างงานของลูกจ้างในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบกิจการจะต้องแสวงหา
    รูปแบบการจ้างงานรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกว่าต่อไป เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ เช่นการนำ AI หรือนำหุ่นยนต์
    มาใช้แทนการจ้างงาน

ฉบับที่ 2 (ร่าง) ฉบับที่มีเลขรับ 158/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน สส. พรรคประชาชน
หลักการที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ดังต่อไปนี้
แก้ไขเพิ่มเติมในการจ้างงานที่มีความเท่าเทียมในทุกด้านให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมด้วย โดยไม่เลือกปฏิบัติ
(แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา 15)
แก้ไขเพิ่มเติมให้การลาเนื่องจากมีประจำเดือน มิให้ถือว่าเป็นวันลาป่วย (เดิมมีสิทธิอยู่แล้ว 30 วันต่อปี)
(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 32/3)

  1. กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใดที่มีความใกล้ชิด (เพิ่มมาตรา32/1)
  2. กำหนดให้ต้องจัดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือ
    บีบน้ำนมในที่ทำงาน (เพิ่มมาตรา 39/2)
    กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือน (เพิ่มมาตรา 40/1)
    -2-ฉบับที่ 2 (ร่าง) ฉบับที่มีเลขรับ 158/2567 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน สส. พรรคประชาชนเหตุผลที่คัดค้าน มีดังนี้การลาเนื่องจากมีประจำเดือน (3 วันต่อเดือน)สภาองค์การนายจ้างเห็นว่าเป็นการออกกฎหมายฉบับนี้เกินความจำเป็นการบัญญัติสิทธิลาพิเศษที่สำคัญสำหรับสตรีอาจจะถือเป็นการเลือกปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาฉบับที่ 111 โดยถือเป็นเอกสิทธิ์ที่เกินกว่ามาตรการพิเศษเพื่อการคุ้มครองหรือความช่วยเหลือที่อนุสัญญา อนุญาตกำหนดไว้และยังอาจถือว่าไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฉบับที่ 100 เนื่องจากส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมความเสมอภาคและเป็นธรรมระหว่างลูกจ้างชายและหญิง ดังนั้นควรให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมาย ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ต่อไป
    2) ในส่วนการให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด (ปีละไม่เกิน 15 วันทำงาน)
    สภาองค์การนายจ้างฯ เห็นว่าควรระบุให้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง เพราะบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เป็นถ้อยคำที่กว้างเกินไปทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ถ้อยคำที่สมควรใช้ต้องชัดเจนและแน่นอน เช่น บิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยา เช่นเดียวกับถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 193 ซึ่งกำหนดลักษณะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด
    3) การให้นายจ้างจัดพื้นที่ให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนม
    สภาองค์การนายจ้างเห็นว่าปัจจุบันผู้ประกอบการได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งมุมนมแม่ ของกระทรวงสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรส่งเสริมความร่วมมือมากกว่าการออกกฎหมายบังคับและการออกกฎหมายเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในกลุ่มแรงงาน ภาคเกษตร ภาคบริการ ร้านค้าปลีกและค้าส่ง ไม่สามารถปฏิบัติได้ เป็นต้น

ฉบับที่ 3 ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ.. เสนอโดย นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ
เหตุผลที่คัดค้าน มีดังนี้
สาระสำคัญของร่างฯในข้อที่ 2
เกี่ยวกับการกําหนดให้ยกเลิกบทนิยามคําว่า “นายจ้าง” “วันลา” เพื่อขยายขอบเขตของบทนิยามให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดย “นายจ้าง” ให้หมายความครอบคลุมถึงการจ้างงานด้วยสัญญาต่างๆ
ในข้อ 2 สภาองค์การนายจ้างไม่เห็นด้วยสืบเนื่องจาก กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีการบังคับใช้
ซึ่งมีความเหมาะสมอยู่แล้ว

สาระสำคัญของร่างฯ ในข้อ 3 กําหนดให้เพิ่มบทนิยามคําว่า “การจ้างงานรายเดือน” เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะ เป็นงานประจําและเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน
ในข้อ 3 สภาองค์การนายจ้างฯไม่เห็นด้วยเนื่องจาก การจ้างแรงงานในสภาพการทำงานที่เป็นจริง ปัจจุบันนี้
สมควรให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายค่าตอบแทนตามความเหมาะสมกันเองสาระสำคัญของ ร่างฯ ในข้อ 4 กําหนดให้การจ้างงานในสถานประกอบการ ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนทั้งหมดโดยไม่เลือกปฏิบัติ
ในข้อ 4 สภาองค์การนายจ้างฯไม่เห็นด้วยในกรณีที่จะมาปรับ จากการจ้างงานรายวัน มาเป็นรายเดือน
ทั้งหมดไม่เห็นด้วยเพราะสาเหตุจาก สภาพของงานแตกต่างกัน เห็นควรให้เป็นทางเลือกของนายจ้างและ
ลูกจ้างตามสภาพงานที่เหมาะสม
และเห็นว่าการกำหนดให้เพิ่ม บทนิยามคำว่า “การจ้างงานรายเดือน” เป็นการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นงานประจำ และเต็มเวลา โดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เป็นการกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการทำสัญญาจ้าง เพียงแบบเดียว

-3-
สาระสำคัญของร่างฯ ในช้อ 5 กําหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี
ในข้อที่ 5 สภาองค์การนายจ้างฯไม่เห็นด้วย ในเรื่องการกำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี ไม่เห็นด้วยเพราะเนื่องจากเห็นว่าการปรับอัตราจ้างขั้นต่ำย่อมขึ้นอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนให้เห็นถึง ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและค่าครองชีพของลูกจ้างตามที่บัญญัติไว้แล้วในกฎหมายปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับคณะกรรมการค่าจ้างฯ คณะกรรมการไตรภาคีจังหวัด และหลักเกณฑ์ที่บังคับในมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เหมาะสมอยู่แล้ว

สาระสำคัญของร่างในข้อ 6 กําหนดให้เพิ่มบทกําหนดโทษในกรณีที่นายจ้างทําสัญญาในลักษณะอื่นใดกับลูกจ้างโดยมีเจตนาเพื่ออําพรางสัญญาจ้างแรงงาน (ร่างมาตรา 11)
ในข้อที่ 6 สภาองค์การนายจ้างฯ ไม่เห็นด้วยที่มีการกำหนดโทษทางอาญา
ข้อเสนอแนะ
ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ไม่เหมาะสมในหลายด้าน ซึ่งการลงทุนในประเภทกิจการค้าและอุตสาหกรรม ที่ต้องมีภาระ
เพิ่มขึ้นทำให้การค้าในประเทศเข้าสู่การแข่งขันได้ยากขึ้นในรูปแบบของกฎหมาย ทำให้การค้าในประเทศเข้าสู่การ
แข่งขันได้ยาก
สมควรให้ใช้มาตรการยืดหยุ่นในการเพิ่มคุณภาพชีวิตในการจ้างแรงงาน โดยให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันเอง
ตามความเหมาะสมของสภาพในการทำงานของแต่ละองค์กร จะได้มีการเสริมสร้างสันติสุขในการทำงานได้ดีกว่า
หลักการทำประชาพิจารณ์ขาดความโปร่งใสและไม่ทั่วถึง สามารถอ้างอิงได้ว่า ทางฝ่ายผู้ประกอบกิจการไม่มีส่วนร่วม
ที่เหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นในการจัด ร่าง “แก้ไขเพิ่มเติม” พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในครั้งนี้
โดยหลักการปกติแล้ว จะมีผู้แทนจากสภาองค์การนายจ้าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าและคณะ
ต้องเป็นผู้รับภาระทางกฏหมายที่มีผลใช้บังคับในครั้งนี้
เหตุผลที่เป็นสาระสำคัญ ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับที่ใช้ปัจจุบันนี้ ได้มีการปรับปรุงแก้ไข
มาแล้วหลายครั้ง จึงเป็นกฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับได้เหมาะสมอยู่แล้ว และสอดคล้องกับบทบัญญัติขององค์
การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อีกด้วย

ทั้งนี้ สภาองค์การนายจ้างได้ร่วมกันลงนามคัดค้านและยื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย 

สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (สภา 1)
สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (สภา2)
สภาองค์การนายจ้างสภาอุตสาหกรรมเอ็สเอ็มอี แห่งประเทศไทย (สภา3)
สภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค (สภา4)
สภาองค์การนายจ้างแห่งชาติ (สภา 5)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจไทย (สภา 6)
สภาองค์การนายจ้างไทยสากล (สภา 7)
สภาองค์การนายจ้างการเกษตร ธุรกิจ อุตสาหกรรมไทย (สภา 8)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจ การค้าและบริการไทย (สภา 9)
สภาองค์การนายจ้างไทย (สภา 11)
สภาองค์การนายจ้าง ธุรกิจ และอุตสาหกรรมแห่งชาติ (สภา12)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจอุตสาหการไทย (สภา13)
สภาองค์การนายจ้าง เอส.เอ็ม.อี แห่งประเทศไทย (สภา 14)
สภาองค์การนายจ้างบริการไทย (สภา 15)
สภาองค์การนายจ้างธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว-ภาค 8 (สภา 16)
สภาองค์การนายจ้างเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (สภา 17)
สภาองค์การนายจ้างเพื่อการลงทุนแห่งประเทศไทย (สภา 18)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นนทภูมิ” ลุยดอนตาล! พร้อมเป็นปากเสียงพี่น้องมุกดาหาร ผลักดันแก้ปัญหาปากท้อง–ถนน–ไฟส่องสว่าง เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายนนทภูมิ ตั้งปณิธานนท์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร เพื่อรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องปากท้อง ถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ รวมถึงไฟฟ้าส่องสว่างที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน

ระหว่างการปราศรัยแนะนำตัว นายนนทภูมิประกาศความตั้งใจว่า “พร้อมแล้ว” ที่จะอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน พร้อมย้ำว่าต้องการเป็นตัวแทนของพี่น้องชาวมุกดาหารอย่างแท้จริง โดยมีความมั่นใจในประสบการณ์ทำงานทั้งด้านการเมือง การบริหาร และด้านธุรกิจ

สำหรับประวัติการทำงานด้านการเมือง นายนนทภูมิ เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางมนพร เจริญศรี , เคยทำงานหน้าห้องนายกรัฐมนตรี, เป็นผู้ช่วย ส.ส. มาแล้วหลายสมัย รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการนายกเทศมนตรี นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้เข้าใจทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างลึกซึ้ง

ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี 2 ใบ ได้แก่ ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขานโยบายสังคมและการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนิติศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยเจ้าตัวย้ำว่ามีแรงบันดาลใจจากครอบครัวที่ส่งเสริมให้เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาบ้านเกิดมุกดาหาร

ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนปัญหาถนนชำรุดและไฟฟ้าส่องสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างยาวนาน โดยนายนนทภูมิระบุว่า ในฐานะประชาชนทั่วไปอาจไม่มีอำนาจแก้ไขได้ทันที แต่หากได้รับเลือกเป็น ส.ส. จะนำปัญหาเหล่านี้เข้าสู่สภาและผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังคงย้ำจุดยืนแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมสานต่อและพัฒนานโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างมหาศาล เช่น นโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” ซึ่งเป็นหลักประกันสุขภาพที่คนไทยเชื่อมั่นมายาวนาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของนายนนทภูมิ ที่มุ่งสร้างความใกล้ชิดกับชุมชน รับฟังทุกปัญหาอย่างจริงใจ พร้อมประกาศจุดยืนว่าหากได้รับความไว้วางใจ จะเป็นปากเสียงและผลักดันให้มุกดาหารพัฒนาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

มุกดาหาร #ดอนตาล #โพธิ์ไทร #เพื่อไทย #นนทภูมิ #เลือกตั้ง2568 #พัฒนามุกดาหาร #ปัญหาปากท้อง #30บาทรักษาทุกโรค #ข่าววันนี้ _////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บรรยากาศเลือกตั้งประธานสภาทนายความพัทยาคึกคัก! “สุขสันต์ มิสสาจันทร์” คะแนนล้น 251 เสียง นั่ง ปธ.สภาทนายความพัทยาคนใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 พ.ย.68 มีรายงานบรรยากาศเปิดหีบลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งประธานสภาทนายความประจำพัทยาคนใหม่ ที่บริเวณศาลจังหวัดพัทยา โดยพบว่ามีสมาชิกพี่น้องทนายความเดินทางมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคักรวม 453 คน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 1,019 คน

ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานสภาทนายความพัทยาในครั้งนี้มีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรวม 3 คน ได้แก่ หมายเลข 1 นางสาวสุภาพรณ์ (ซาร่า) แพรซัน หมายเลข 2 นายสรีน หมานหยะ
และหมายเลข 4 นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ โดยการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และโปร่งใส มีสีสันความคึกคักจากกลุ่มเชียร์ผู้สมัครอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

หลังปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 15.00 น.ก่อนทำการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ผลการเลือกตั้งปรากกฏว่า หมายเลข 1
นางสาวสุภาพรณ์ (ซาร่า) แพรซัน ได้ 34 คะแนนเสียง, หมายเลข 2 นายสรีน หมานหยะ ได้ 168 คะแนนเสียง และหมายเลข 4 นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ได้ 251 คะแนนเสียง ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาทนายความพัทยาคนล่าสุด

นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความพัทยาคนล่าสุด เผยว่า ขอขอบคุณพี่น้องสมาชิกสภาทนายความทุกที่ได้ไว้วางใจมอบคะแนนเสียงและให้โอกาสทำหน้าที่ประธานสภาทนายความในครั้งนี้ คะแนนทุกคะแนนมีคุณค่าและมีความหมายมาก เพราะสะท้อนถึงความ

เชื่อมั่นและภารกิจสำคัญที่จะต้องทำ และขอยืนยันว่าจะทำงานด้วยความเป็นกลางที่สุด ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ไม่เลือกปฏิบัติ และจะยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของสมาชิกทุกคนเป็นหลักสำคัญ จะทำให้สภาทนายความเป็นพื้นที่ที่ทนายความทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม พร้อมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สส.ส.อนุชา สะสมทรัพย์ อดีต รมต.ช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ดูการติดตั้งไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์ พื้นที่ อ.นครชัยศรี

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่ ฝ่ายปกครองและฝ่ายบริหารตำบลศรีมหาโพธิ์ได้ทำเรื่องขอไฟส่องสว่างโซล่าเซลล์ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม โดยการประสานงานของ ส.ส. อนุชา สะสมทรัพย์ เร่งจัดติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา 4 ตำบล มีตำบลศรีมหาโพธิ์

ตำบลแหลมบัวตำบลบางละมุดตำบลสัมมทวนเพื่อเป็นการลดการก่ออาชญากรรมและอุบัติเหตุในท้องถนนวันนี้ สส.อนุชา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วย สจ.บรรทูล สนน้อย สจ.เขตนครชัยศรี

ได้ลงพื้นที่ในเขตตำบลศรีมหาโพธิ์ เพื่อดูการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างโซล่าเซลล์ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม โดยการประสานงานจากท่าน สส.อนุชาสะสมทรัพย์
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาและ ลดอาชญากรรม และอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้

      ทั้งนี้  ทางด้านฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครองต้องขอกราบขอบคุณท่านนายกจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์  นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ที่ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งไฟฟ้าส่งสว่างโซล่าเซลล์ในครั้งนี้ไว้เป็นอย่างสูง

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาธิปัตย์”มั่นใจ”อภิสิทธิ์หวนกลับนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค เรียกศรัทธามวลชนอีกครั้ง ไม่เหมือนพรรคน้ำเงิน แดง ส้ม ที่มีคนบ่งการผู้เบื้องหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 พ.ย.68 ห้องประชุมอ่าวมะนาวรีสอร์ท ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาพบปะสมาชิกที่แสดงความจำนงค์ เพื่อรับลงการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในอนาคนใกล้นี้ โดยมีผู้เดินทางมาแสดงความจำนงค์เป็นตัวแทนลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส จำนวนกว่า 30 คน

โดยที่ จ.ยะลา มีเขตเลือกตั้ง 3 เขต ปัตตานี 5 เขต และ นราธิวาส 5 เขต ที่มีจำนวนมากกว่าเขตเลือกตั้ง ซึ่งนายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบคัดเลือกผู้ที่มีความจำนงค์ มาลงสมัครในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องของวุฒิสภาวะ ประสบการณ์ด้านการเมือง ที่จะต้องมีการตัดสินใจใครจะได้รับสิทธิ์ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ เพื่อจะนำรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา และจะประกาศผู้สมัครอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนธันวาคม

นอกจากนั้นนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบตะกร้าและเงินเยียวยาให้กับสมาชิกพรรคประธิปัตย์ที่โดนระเบิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อำเภอจะแนะซึ่งในที่ประชุมนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในห้องประชุมเพื่อให้ผู้ที่แสดงความจำนงค์ เพื่อรับลงการสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของพรรคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับทราบนโยบายรวมถึงในช่วงที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์

ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้างพอสรุปว่า การใช้กฎอัยการศึก พรบ.ฉุกเฉิน หรือกระบวนการยุติธรรมบางครั้งมีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ถ้าบอกว่าเขาจะถูกนำไปเป็นพยาน ก็ควรเชิญไปตามกระบวนการ ไม่ใช่นำกำลัง 10–100 นายไปปิดล้อมบ้านจนเพื่อนบ้านเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ ส่งผลกระทบกับครอบครัว ทั้งด้านภาพลักษณ์และสภาพจิตใจ ถ้าย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย เหตุความไม่สงบไม่ได้รุนแรงเท่าวันนี้ แม้ในปี 2552 ตอนที่เราเป็นรัฐบาล เราก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผมจึงเชื่อว่าปัญหาชายแดนใต้ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ซึ่งมีอยู่จริง 2.เจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนร่วมในความไม่เป็นธรรม รัฐต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เกี่ยวข้อง การก่อเหตุก็จะไม่ทำได้ง่ายขนาดนี้แน่นอน

“ ซึ่งนโยบายสันติภาพของเราต้องเป็นการพูดคุยแบบ เปิดใจและเข้าใจบริบทจริง ไม่ใช่แค่พูดคุยเชิงวรรณกรรม วันนี้พี่น้องในสามจังหวัดจำนวนมากอพยพออกนอกพื้นที่เพราะความไม่ปลอดภัย รัฐบาลต้องสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคง สร้างแรงจูงใจให้คนอยู่ในระบบ เพื่อให้มีรายได้มั่นคง พร้อมกับปลูกฝังค่านิยมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เราต้องถามรัฐบาลตรง ๆ ว่า จริงจังแค่ไหน?ผมขอเรียกร้องไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เวลาลงพื้นที่สามจังหวัดใต้ ต้องลงด้วยหัวใจ ไม่ใช่หวังแค่ดึง ส.ส. เพื่อสร้างเสียงข้างมากในสภา ประชาชนเสียชีวิตอีกกี่ศพ ต้องเกิดเหตุร้ายอีกกี่ครั้ง ราคายางต้องตกต่ำอีกแค่ไหน ท่านถึงจะจริงจัง ท่านพูดเสมอว่าชายแดนใต้คือหัวใจของปลายด้ามขวาน แต่หัวใจจริง ๆ คือประชาชน ไม่ใช่จำนวน ส.ส. ของพรรค ผมอยากให้ท่านประกาศให้ชัดว่าภายในหนึ่งเดือน จะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม กฎอัยการศึก และเหตุร้ายในพื้นที่อย่างไร เพราะสองเดือนที่ผ่านมาเราเห็นเพียงการดูด ส.ส. เท่านั้น “

นายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เกือบ 2 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีระกุล มาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเดียวที่ท่านสร้างคือ ดูดและดึง ส.ส.มาเข้าพรรคแค่นั้น ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่า ถ้าเราได้กลับมาเป็นรัฐบาล เราจะแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยความจริงใจและจริงจัง เรามีตัวแทนอยู่ในพื้นที่เรามอบหมายให้ นายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดคลินิกกฎหมายให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกฎอัยการศึก พรบ.ฉุกเฉิน พร้อมกับรวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดเพื่อตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐได้เยียวยาอะไรแล้วบ้าง เรายังจะตรวจสอบงบประมาณลับของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาจริงหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างในสามจังหวัดชายแดนใต้ ว่าเป็นไปตามขั้นตอนหรือใช้วิธีพิเศษที่อาจมีการทุจริต

แต่ถึงอย่างไรก็ตามนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการเรียนรู้เท่าเทียมกัน การแข่งขันทางการเมืองนั้นคือการแข่งขันทางความคิด ถ้าเราชิงการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ และประชาชนเชื่อมั่นผมคิดว่านั้นคือเนาได้ความศรัทธาคืนมา ที่สำคัญในวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชรชีวะ ต้องยอมรับเป็นนักการเมืองในประเทศนี้ ใช้คำว่าน่าจะหายากเป็นผู้นำที่มีสัจจะ รักษาคำพูดและสุจริต ท่านเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่มีจิตวิญญาณ ท่านเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณ ท่านไม่มีใครอยู่ข้างหลัง เราทราบดีว่าถ้าเลือกพรรคไหนไปใครอยู่ข้างหลัง เลือกน้ำเงินใครควบคุม เลือกแดงใครควบคุม เลือกส้มใครควบคุม งั้นเลือกประชาธิปัตย์แน่นอนอยู่ข้างหลังคือประชาชน

                                                                ///////////////////////

ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกโต้ง เล็งพัฒนาเส้นทางเข้าแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกสีเสียด มาบอำมฤต/รวบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง–จนท.กอ.รมน.” ต้มเหยื่อสูญกว่า 4.8 หมื่นบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 พ.ย.68 ที่น้ำตกสีเสียด หมู่ 13 ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (นายกโต้ง) นายอภิชาติ มากยอด นายปรีชา งามผิว นายอติชาต วรรณณีต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เขตอำเภอปะทิว ได้เดินทางไป

พบปะกับผู้นำท้องที่นำโดย นายศราวุธ ทองเหลือ กำนันตำบลดอนยาง ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตร ผู้นำท้องถิ่น นำโดย นายกฤษณ์ สุขแก้ว นายก อบต.ดอนยาง สมาชิกสภา อบต.นายณพล เอื้องเรืองโรจน์ รองนายกเทศมนตรีตำบลมาบอำมฤต สมาชิกสภาฯ กลุ่มพลังสตรี อำเภอเมืองรอบนอก ตำบลสะพลี ทรัพย์อนันต์ ปากคลอง ดอนยาง ชุมโค และประชาชนในพื้นที่

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (นายกโต้ง) เปิดเผยว่า ต้องการมาพบปะกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อมารับฟังปัญหาในการพัฒนาพื้นที่ เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร มีงบประมาณที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับ เทศบาล และ อบต.ได้หากได้รับการร้องขอ เช่นถนนเส้นทางที่จะเข้ามาเที่ยวน้ำตกสีเสียด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามร่มรื่น แต่ปัจจุบันถนนทางเข้าชำรุดเป็นหลุมหลายแห่ง

เท่าที่ทราบเป็นเขตติดต่อทั้ง อบต.ดอนยางและเทศบาลตำบลมาบอำมฤต อีกทั้งในพื้นที่น้ำตกยังเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ในเบื้องต้นจากการประชุม ท้องถิ่น ต้องการให้ อบจ.เข้ามาร่วมพัฒนาเส้นทาง ดังนั้น จะส่งเครื่องจักรกล หนักเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงเส้นทางเบื้องต้นก่อน และหากเทศบาล หรือ อบต.ได้จัดทำแผนโครงการไว้ สามารถที่จะส่งโครงการเข้าไปขอรับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามาพัฒนาเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวได้ต่อไป

นอกจากนี้ยังได้พบปะพูดคุยประเด็นปัญหาต่างๆในการพัฒนา แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และได้เปิดตัว นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายก อบจ.ชุมพร ที่จะส่งลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทยในครั้งต่อไปด้วย

ด้านนายอนวัช สุคนธฉายา อดีต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 หรือผู้ใหญ่ติ๊ก ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวที่น้ำตกสีเสียดซึ่งสามารถที่จะเข้ามา กางเต็นท์ หรือพาบุตรหลานมาเล่นน้ำ ถ้ามาเป็นหมู่คณะสามารถ โทรหาผู้ใหญ่ติ๊กได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0921654595
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

รวบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง–จนท.กอ.รมน.” ต้มเหยื่อหวังฝากเข้าทำงาน สูญกว่า 4.8 หมื่นบาท ก่อนนัดรับเงินงวดสุดท้ายไม่รอดถูกล่อซื้อคาวัด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 081-892-3514 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชุมพร ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร เปิดปฏิบัติการจับกุมชายวัย 42 ปี หลังแอบอ้างตำแหน่งใหญ่โตระดับ “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง” ควบ “เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.” หลอกลวงชาวบ้านว่าสามารถฝากเข้าทำงานราชการได้ แลกกับเงินก้อนโตรวมหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 48,000 บาท ก่อนถูกวางแผนล่อซื้อขณะนัดรับเงินรอบสุดท้ายที่ศาลาวัด

เหตุจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว นายจิระศักดิ์ หรือหนุ่ม (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ภายในศาลาวัดท่ายางกลาง (วัดพิชัยยาราม) ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร พร้อมของกลางธนบัตรล่อซื้อ 15,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และเอกสารส่วนตัวของผู้เสียหายหลายรายการ นอกจากนี้ยังพบชุดสีกากีติดป้ายชื่อปลอม อ้างตำแหน่ง “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง” เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง

ผู้เสียหาย นายอภิชาตฯ อายุ 45 ปี เปิดเผยว่า ถูกผู้ต้องหาหลอกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าสามารถฝากให้ไปขับรถประจำหน่วยงานของ กอ.รมน. เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว ดูแลเหตุอุทกภัยและงานชลประทานในพื้นที่จังหวัดชุมพร อีกทั้งอ้างว่าจะให้ไปรายงานตัวที่ค่ายวิภาวดีรังสิต พร้อมส่งข้อมูลปลอมว่าตนมีภารกิจจับยาเสพติด ประชุมต่างจังหวัด ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อสนิทใจ

แรกเริ่ม ผู้ต้องหาเรียกเก็บเงิน 100,000 บาท อ้างว่าเป็น “ค่าดำเนินการเข้าทำงาน” ก่อนจะต่อรองเองเหลือ 63,000 บาท โดยให้หักส่วนที่เหลือจากเงินเดือนในอนาคต ผู้เสียหายจึงนำเงินสด 48,000 บาท พร้อมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ส่งมอบให้ตามนัดหมาย

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ต้องหายังนัดขอเงินเพิ่มอีก 15,000 บาท อ้างเป็นค่าชุดปฏิบัติการและอุปกรณ์ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงวางแผนล่อซื้อ และสามารถจับกุมได้ทันทีหลังรับเงินและซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง

ต่อเนื่องจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจค้นห้องพักรายวันของผู้ต้องหาในโรงแรมแห่งหนึ่ง พบชุดเครื่องแบบสีกากีปลอม ป้ายชื่อปลอม และเอกสารสำคัญของผู้เสียหายจำนวนมากวางกองอยู่ในห้องพัก ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา อ้างตกงาน มีปัญหาการเงิน จึงซื้อเครื่องแบบและเครื่องหมายมาหลอกชาวบ้านเพื่อหาเงินใช้

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ฉ้อโกง” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมรายงานเรื่องต่อสำนักงานอัยการจังหวัดชุมพรทันที หน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่มีนโยบายรับเงินหรือเอกสารส่วนตัวเพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงานเด็ดขาด หากพบการติดต่อในลักษณะนี้ให้ปฏิเสธทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพประเภทนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วิเคราะห์การเมืองนราธิวาส เขต 1 “สจ.โป่ง” ขยับแรง จับตาแรงสั่นสะเทือนตระกูล “ยาวอหะซัน”ชี้ชัด

แชร์เนื้อหานี้

วิเคราะห์การเมืองนราธิวาส เขต 1 “สจ.โป่ง” ขยับแรง จับตาแรงสั่นสะเทือนตระกูล “ยาวอหะซัน”ชี้ชัด : การเมืองยุคใหม่ ประชาชนคือศูนย์กลางพื้นที่การเมืองนราธิวาส เขต 1 กำลังถูกจับตามองถึงการแข่งขันที่อาจจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต หลังการปรากฏตัวของ นายปารมี พิมานแมน (สจ.โป่ง) อดีต ส.อบจ. และเลขานุการสภา อบจ.นราธิวาส

ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมลงสนาม ส.ส. ด้วยการศึกษาข้อมูลและสอบถามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเชื่อว่าการเมืองยุคใหม่ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งการเมือง ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มขยับเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะใน เขต 1 จังหวัดนราธิวาส ที่ถือเป็น “สนามหลัก” ของตระกูลการเมืองใหญ่ “ยาวอหะซัน” ซึ่งครองพื้นที่มายาวนานหลายสมัย

ล่าสุดชื่อของ นายปารมี พิมานแมน หรือ ‘สจ.โป่ง’ อดีตเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส และสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวเตรียม “ขยับสนาม” จากท้องถิ่นสู่เวทีการเมืองระดับประเทศ โดยระบุความพร้อม “เกือบ 90%” ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เขต 1 นราธิวาส

ชื่อของ “สจ.โป่ง” นายปารมี พิมานแมน จึงถูกมองว่าเป็น “ตัวแปรใหม่” ที่น่าสนใจในสมการนี้ เพราะไม่ได้มาจากสายตระกูลการเมือง หากแต่เติบโตจาก “ระบบราชการท้องถิ่น” และ “เครือข่ายภาคแรงงาน–เอกชน–การทูต”ซึ่งการมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจแรงงานระหว่างประเทศ และการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ “สจ.โป่ง” มีจุดแข็งด้าน ความเข้าใจเชิงนโยบาย และการเข้าถึงคนทำงานจริงในพื้นที่

สำหรับ นายปารมี พิมานแมน โปรไฟล์แน่น เครือข่ายหลากหลาย แม้ “สจ.โป่ง” จะมาจากเส้นทางการเมืองท้องถิ่น แต่เส้นสายและเครือข่ายของเขากลับโยงกว้างกว่าที่หลายคนคิด ทั้งด้านแรงงาน การศึกษา และการทูต

  • ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสมาคมการค้าพัฒนาแรงงาน
  • ที่ปรึกษาบริษัทเอ็นเอส สยาม จำกัด บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ
  • กรรมาธิการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนราธิวาส
  • คณะกรรมการระดับสุขภาพพื้นที่ อบจ.นราธิวาส
  • และที่น่าสนใจคือบทบาท ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตบังคลาเทศ ประจำประเทศไทย ด้านแรงงานต่างด้าว (ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน)

นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่ง เลขาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนราธิวาส สะท้อนภาพ “คนทำงานภาคสนาม” ที่มีสายสัมพันธ์กับทั้งภาคแรงงานและกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ทั้งนี้คู่แข่งตัวจริง “วัชระ ยาวอหะซัน” – แชมป์เก่า 3 สมัย อีกฟากหนึ่งของสนามคือ นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส. 3 สมัย ปัจจุบันสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นลูกชายของ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือเป็นตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่มายาวนาน

โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา เขต 1 นราธิวาสแทบจะเป็น “ฐานเสียงเหนียวแน่น” ของบ้านยาวอหะซัน ทว่าในยุคที่สังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาท และประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเริ่มเห็นได้ชัดอย่างไรก็ตา “สจ.โป่ง” ชี้ชัด : การเมืองยุคใหม่ ประชาชนคือศูนย์กลาง

ซึ่งจากบทสัมภาษณ์เชิงลึกของ “สจ.โป่ง” สะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่เน้น “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มากกว่าเกมอำนาจ เขาระบุว่า “ประชาชนสมัยนี้รับรู้ข่าวสารเร็ว ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่หรือมาเลเซีย ก็รู้ว่าพื้นที่นราธิวาสเกิดอะไรขึ้น… การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นคำตอบทั้งหมด”

เขายังทิ้งประโยคสำคัญที่สะท้อนแนวทางทางการเมืองของตัวเองว่า “เราไม่มองแพ้หรือชนะ แต่ถามว่าประชาชนได้อะไร ถ้าได้ เราก็พร้อมลง”โดยน้ำเสียงดังกล่าวสะท้อนถึงการพยายามสร้างภาพลักษณ์ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่ไม่ยึดติดกลุ่มอิทธิพล แต่เน้นนโยบายที่จับต้องได้ในระดับท้องถิ่นแม้ยังไม่มีการประกาศพรรคการเมืองที่จะสังกัดอย่างเป็นทางการ แต่จากถ้อยคำของ “สจ.โป่ง” ที่ระบุว่า “อยู่ที่ว่าเคมีตรงกัน” ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า เจ้าตัวอาจกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับหลายพรรคในส่วนกลาง

แหล่งข่าวทางการเมืองท้องถิ่นระบุว่า หาก “สจ.โป่ง” ตัดสินใจลงสมัครจริง เขต 1 จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่ “น่าจับตาที่สุด” ของจังหวัด เพราะเป็นการท้าทายอำนาจของตระกูลการเมืองใหญ่ที่ครองพื้นที่มายาวนานสำหรับสนามเลือกตั้งนราธิวาส เขต 1 จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการชิงเก้าอี้ ส.ส. อีกครั้ง แต่คือ บททดสอบระหว่าง “การเมืองสายตระกูล” กับ “การเมืองสายประชาชน”ทั้งนี้“สจ.โป่ง” จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในฐานะผู้ท้าชิงหน้าใหม่ได้หรือไม่?หรือ “วัชระ ยาวอหะซัน” จะยังคงรักษาฐานเสียงของตระกูลได้ต่อไป?คำตอบสุดท้ายคงต้องรอฟังจาก “ประชาชนในพื้นที่” ที่วันนี้ดูจะพร้อมตัดสินด้วยข้อมูล มากกว่าอิทธิพลแบบเดิม
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัว “ประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ยะลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 พย. 68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีได้มีโอกาสพบคนการเมืองจากภรรคภูมิใจไทย จึงแสดงบัตรนักข่าว และแนะนำำตัวเองว่า
เป็นนักข่าวในพื้นที่ปัตตานี เป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของสำนักข่าวไทย ประจำ จ.ปัตตานี จึงขออนุญาต สัมภาษณ์ นายสิระภพ ดวงสอดศรี ผช.รมต กระทรวงยุติธรรม และะเป็นผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทยด้วยเลยขอท่านสัมภาษณ์ ภายในร้านอาหาร แห่งหนึ่งในย่านเศรษฐกิจ ผู้คนพลุกพล่าน ตรง ถนนสาย มอ.ปัตตานี

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 ที่ผ่านมานั้น ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ ทางด้านพรรคภูมิใจไทย ได้ขยับหมากรุกตัวสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 1 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามากที่สุดในเวทีเลือกตั้งรอบนี้

สวัสดีครับท่าน ก่อนขอแสดงงความยินดีที่ท่านได้รับตำแหน่งงทางการเใหเมืองให้เให้ป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ที่มาเจอกันโดยบังเอิญ ท่านให้เกียรติสัมภาษณ์ผมขอขอบพระคุณท่านมากๆครับ ถึงเรื่องของการเปิดตัว คนมั่งคั่งเจ้าสัวใน จ.ยะลา คือ “ประสิทธิ์ชัย” ลงชิงชัยเก้าอี้ ส.ส.เขต 1 จ.ยะลา
จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามแรก‘ ท่านมาอยู่ในตำแหน่งงทางการเมืองมาจากความตั้งใจ จริง หรือ…ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง ?

นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเลือก “ประสิทธิ์ชัย” มาเป็นตัวแทนพรรคในเขต 1 จังหวัดยะลา ไม่ได้เกิดจากโควต้า ไม่ได้เลือกจากศาสนา ไม่ได้ตั้งใจจะเน้นว่าเป็น “ไทยพุทธ” คนเดียวในสนาม แต่เลือกเพราะ “หัวใจ” และ “ความสามารถ” ที่จะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของประชาชนทุกศาสนา ทุกชุมชน”“เราไม่ได้เลือกเขาเพราะเขาเป็นไทยพุทธ หรือเพื่อความแตกต่างทางศาสนา แต่เลือกเพราะเขาเป็นคนที่ฟังพี่น้องประชาชนได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะพุทธ มุสลิม หรือศาสนาใดก็ตาม”

@พื้นฐานที่แข็งแรง…จากรุ่นสู่รุ่นประสิทธิ์ชัย มาจากครอบครัวนักการเมืองที่คนในพื้นที่รู้จักกันดี — พี่ชายของเขาคือ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อดีต ส.ส.ยะลา 6 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองน้ำดีที่ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านมายาวนาน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าภูมิหลังคือ “การลงมือทำงานที่ต่อเนื่อง” – หากจะมองตระกูลนี้ มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ยากไร้คน ที่ยากไร้ พวกเค้ามักส่งเสริมการสร้างอาชีพในชุมชน และให้โอกาสกับกลุ่มเปราะบาง มานานกว่าทศวรรษ โดยไม่ต้องรอถึงช่วงเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวเลยถามเลยงัดต่อเนื่อง ถึงประเด็น เหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทย เลือกนายประสิทธิ์ ทางด้าน นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และ เป็นผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ตอนนึงในบทสัมภาษณ์ราว2 ชม. ระบุว่า ในการพิจารณาว่าที่ผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทย แต่ละเขตการเลือกตั้ง โดยพรรคมีความเหให้็นพ้องว่า เราให้ความสำคัญกับคุณสมบัติ ความตั้งใจ และความสามารถจริง ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ หรืออิทธิพลแฝง หรือแม้แต่กระแสชั่วคราวอย่างโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย์ ถ้าถามว่าดีไหม “ดีสิ” แต่โซเชียลมีเดียร์นั้นมันจะเป็นดาบสองรมทันทีหากนักการเมืองทุกคนนำมาใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดและไร้จรรยาบรรณ ซึ่งมารยาททางการเมืองเค้าไม่ใช้กันวิถีอย่างนี้ ”ผอ.พรรคภูมิใจไทยกล่าว“

“นายประสิทธิ์ชัย เป็นคนที่เรามองว่า ไม่เพียงแต่เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมใจคนในชุมชนพุทธและมุสลิมได้อย่างแท้จริง”แต่นี่ไม่ใช่ .. แค่ลงเลือกตั้ง แต่เรามาพร้อมทีมงานเข้มแข็ง ทำด้วยใจจริง และพรรคสนับสนุนให้เป็นจริง สิ่งนี้คือ เบื้องหลังการเปิดตัวครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากระดับผู้บริหารพรรค โดยนายทพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้การสนับสนุนโดยตรง พร้อมด้วยผู้ใหญ่ในพื้นที่และทีมงานคุณภาพที่พร้อมสนับสนุนการทำงานทั้งในและนอกสภา

ผู้สื่อข่าวได้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ The Stringer Today เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568ซึ่งกระทู้ดังกล่าว ผู้ติดตามก็ว่า 2 แสนคนโดยผมจะเจาะรายระเอียดสำคัญๆมา เนื่องจากในกระทู้นั้นโดนบล็อกภายหลังจากตั้งกระทู้ถามีถึงชาวจ.ยะลา ว่าทำไมต้องเลือก “ประสิทธิ์ชัย”?

  • ทำไมต้องเลือก “ประสิทธิ์ชัย”?
  • เป็นผู้สมัครที่ “ไม่ได้มาเพื่อแข่งขัน” แต่ “มาเพื่อรับใช้”
  • เข้าใจพื้นที่ รู้จักปัญหาทุกซอกทุกมุมของเขต 1
  • เชื่อมโยงได้ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม
  • มีประสบการณ์ครอบครัวด้านการเมืองที่ไม่ทิ้งประชาชน
  • ได้รับการสนับสนุนจากพรรคและทีมผู้บริหารระดับชาติ
  • ภายหลังจากนั้น ก็จบการสนทนาสั้นๆกับทาง ผอ.พรรคภูมิใจไทย

บทสรุปจาก “พี่ใหญ่”
“เรามั่นใจว่าเขาคือคนที่ดีที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นใคร แต่ว่าเพราะเขาทำอะไรให้พี่น้องประชาชนมาตลอด และเราก็มั่นใจว่าถ้าได้โอกาสครั้งนี้ เขาจะทำได้มากกว่าที่เคย” บทสรุปจาก “พี่ใหญ่”“เรามั่นใจว่าเขาคือคนที่ดีที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นใคร แต่ว่าเพราะเขาทำอะไรให้พี่น้องประชาชนมาตลอด และเราก็มั่นใจว่าถ้าได้โอกาสครั้งนี้ เขาจะทำได้มากกว่าที่เคย” ต่อมา ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าเพิ่มเติม ของนายสิรภพอีกว่านอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าหากประชาชนในจังหวัดยะลา (เขต1) กำลังมองหา “ตัวแทนของชาวบ้าน ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่จริง และะลงพื้นที่จริง จิตใจดี เมตตา มีหัวใจเพื่อส่วนรวม ที่สำคัญเลยคือ ไม่แบ่งแยกศาสนา และกล้าที่จะพูดแทนประชาชน”

พรรคภูมิใจไทยได้เลือก “นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” มาเป็นทางเลือกให้พี่น้องประชาชน ที่พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองในเวทีการเมืองระดับชาติ ด้วยผลงานและเจตนาที่ชัดเจน ถึงเวลาแล้ววที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวของท่านเองให้เข้าไปมีบทบาท มาเป็นกระบอกเสียงให้ชาวยะลาเขต1 เป็นตัวแทนของพลังงานร่วมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีอย่างยาวนานในพื้นที่ที่เรียกได้ว่า เป็นระเบียงแห่งงเมทองมักกะหฺ์ ประชาชนทุกคนจะได้เห็นภาพ กลิ่นอายความจริงที่ชาวบ้านมึเงินสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน จุนเจือพ่อแม่ เพราะมั่นใจได้เลยว่า เศษฐกิจที่ซบเซาในเมืองจ.ยะลา กลับมายุคเฟื้องฟูอีกครั้ง เลือก นายประสิทธิ์ ยะลาเขต1 คนใหม่ ที่ใครๆ ทุกศาสนาเข้าถึงได้ ด้วยสโลแกนว่า “เสียงจากประชาชน ต้องมีคนจริงใจ เป็นกระบอกเสียงแทน”

ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สส.อีฟ สส.ศรีสะเกษเขต 5 สส.ใหม่ป้ายแดงลงพื้นที่ชายแดนร่วมกับผู้ใจบุญจิตอาสาเพื่อทำถนนให้ทหารไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมพ.ศ 2568 นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สส.อีฟ สส.ศรีสะเกษเขต 5 ได้ลงพื้นที่พร้อมภาคประชาชนจิตอาสาตามโครงการ ตั้มสายบุญทุกดิน-ทุกค่าย และรถไถดินดิน โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนรถขนหิน

จากโรงโม่หินปรางค์ทรัพย์ โรงโม่ศิริสิน โยธาการ และโรงโม่หิน ศิลาภู และเจ้าของรถดั๊มผู้ใจบุญที่เข้ามาร่วมโครงการมากกว่า 50 คัน การทำบุญครั้งนี้ได้รับการร่วมมือและประสานงานจากเสี่ยแมน-แม็คโคร แดงสติ๊กเกอร์ อนุพงษ์ สมเพชร และกรมป่าไม้ ตชด

การจัดทำโครงการในครั้งนี้เพื่อทำถนนให้กับทหารตระเวนชายแดน เส้นทางช่าปีกา-พลานตากผ้า-โดนไป เพื่อให้สะดวกและปลอดภัยต่อการเดินทางของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาดินแดนไทยของเรา

นอกจากนั้นสส.อิฟ สส.ศรีสะเกษเขต 5 ยังได้ให้กำลังใจและร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าหน้าที่ทหารตระเวนชายแดนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และพี่น้องประชาชนจิตอาสาทุกๆ

คนอย่างเป็นกันเองโดยมีชาวบ้านตำบลห้วยจันทร์ มาร่วมทำอาหารให้ทุกคนได้ล้อมวงทานข้าวกันอย่างอร่อยและอบอุ่น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์