คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวประชาสัมพันธ์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / นครปฐมขับเคลื่อนการบูรณาการแผนพัฒนาพื้นที่ในลักษณะ One Plan เชื่อมโยงทุกระดับ สู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่อังคารที่ 15 กันยายน 2569 ณ อาคารพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธาน

ในพิธีเปิดโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการบูรณาการเชื่อมโยงแผนพัฒนาพื้นที่ในลักษณะแผนเดียว (One Plan) จังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ, นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม และนายณรงค์วิทย์ พบพาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ร่วมโครงการในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การบริหารราชการในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ เพื่อให้การพัฒนาในทุกระดับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด มีความเชื่อมโยงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง จังหวัดนครปฐมจึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน One Plan เพื่อเชื่อมโยงแผนพัฒนาของทุกระดับให้สอดคล้องกัน ลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน และสามารถเชื่อมโยงไปสู่การจัดทำแผนงาน โครงการ และการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการนี้ นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี และ ปลัดอำเภอกำแพงแสน หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯอำเภอกำแพงแสน ในฐานะประธานคณะกรรมการหมู่บ้าน

ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำเภอกำแพงแสน คณะกรรมการพัฒนาบทบาทสตรีอำเภอกำแพงแสน ข้าราชการพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ทับสะแก กฟผ.จัดพิธีทำบุญ มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่ ครบรอบ 10 ปี โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโรงไฟฟ้าทับสะแก เขื่อนวชิราลงกรณ ได้จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาส ครบรอบ 10 ปี การขนานเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก เข้าสู่ระบบและเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2559 ณ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก

โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส รักษาราชการแทน นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธี ภายในงานประกอบด้วย พิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล การปลูกไม้มงคลต้นจันทร์หอม สัญลักษณ์แห่งการเติบโตและความยั่งยืน และ มอบทุนการศึกษา

ให้กับนักเรียนจากสถานศึกษาในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนทับสะแกวิทยา โรงเรียนบ้านดอนทราย โรงเรียนบ้านอ่างทอง และโรงเรียนอ่างทองพัฒนา โดย นายสมชาย จันทร์เย็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ-1 เป็นผู้มอบทุนการศึกษา

นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก ร่วมให้การต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ นางสาวทิฆัมพร ยอดใหญ่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาหูกวาง นายอรุษ ห้วยหงษ์ทอง กำนันตำบลนาหูกวาง พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาอำเภอทับสะแก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาหูกวาง

ผู้บริหารสถานศึกษา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านตำบลนาหูกวาง รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภายใน กฟผ. จากฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ ฝ่ายพัฒนาและแผนงานโรงไฟฟ้า และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีการจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการดำเนินงานด้านพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนตลอดไป

 //////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /สภาSME ขานรับนโยบายรัฐ ผนึกกำลัง สคบ. – ภาคีเครือข่าย ลงนาม 2 MOU ยกระดับ “Trusted SMEs” คู่ขนานคุมเข้มรีวิว “อินฟลูเอนเซอร์”

แชร์เนื้อหานี้

สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ร่วมผนึกกำลังกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และภาคีเครือข่ายด้านโฆษณา 5 องค์กร จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2 ฉบับสำคัญ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและสักขีพยาน เพื่อยกระดับการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

การลงนามในครั้งนี้นำโดย นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย และผู้แทนภาคีเครือข่ายด้านโฆษณา โดยมี คุณรมนต์อร บุญเรือง เลขาธิการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย รวมถึงคณะผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยาน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนจากการบริโภคสินค้าและบริการ โดยกำชับให้ สคบ. ทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันปัญหาการโฆษณาเกินจริง จึงเกิดเป็นความร่วมมือ MOU 2 ฉบับ ได้แก่:

  1. MOU ว่าด้วยการโฆษณาอย่างรับผิดชอบของอินฟลูเอนเซอร์: ความร่วมมือระหว่าง สคบ. กับภาคีเครือข่าย 5 องค์กร เพื่อยกระดับมาตรฐานการโฆษณาให้โปร่งใส โดยกำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ต้องเปิดเผยวัตถุประสงค์ทางการค้าในการรีวิว ไลฟ์สด หรือเนื้อหาที่สร้างด้วย AI ให้ชัดเจน นำเสนอข้อเท็จจริง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
  2. MOU การยกระดับตลาดที่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ SMEs สุจริต: ความร่วมมือระหว่าง สคบ. กับ สภาเอสเอ็มอี เพื่อสร้างกลไกเชิงระบบ อาทิ การพัฒนาระบบรับรองผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือ (Trusted SMEs), การพัฒนากลไกระงับข้อพิพาทแบบ Fast-track Mediation และการจัดทำคู่มือ (Toolkit) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กปฏิบัติได้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดความเสี่ยงจากการกระทำผิดโดยไม่เจตนา

ทางด้าน ดร.สุทัด ครองชนม์ รองประธานอาวุโส สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, นายกสมาคมไทยไอโอที (Thai IoT Association) และประธานคณะทำงานขับเคลื่อนในนามของสภาฯ ได้กล่าวถึงความร่วมมือแบบบูรณาการในครั้งนี้ว่า “การเติบโตของ SMEs ในยุคดิจิทัลมักควบคู่ไปกับการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ การมี MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศธุรกิจอย่างแท้จริง ในส่วนของสภาฯ เราพร้อมนำเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับและยืนยันตัวตนของผู้ประกอบการ (Verified SMEs) คณะทำงานของเราพร้อมขับเคลื่อนนโยบายนี้ร่วมกับ สคบ. อย่างเต็มที่ เพราะเราเชื่อมั่นว่า การคุ้มครองผู้บริโภคและการสื่อสารการตลาดที่โปร่งใส ไม่ใช่ภาระของผู้ประกอบการ แต่คือเกราะป้องกันและเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันบนโลกดิจิทัล”

สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สคบ. และภาคีเครือข่าย มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันในการผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อสร้าง Ecosystem ที่ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถ “ซื้ออย่างมั่นใจ” ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs สุจริต ก็สามารถเติบโตและ “ขายอย่างยั่งยืน” ไปพร้อมกัน.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / พิธีเปิดแลนด์มาร์กแห่งความภาคภูมิใจ “F-5 F” อนุสรณ์แห่งเกียรติประวัติการบิน สู่แลนด์มาร์กชาวกำแพงแสน

แชร์เนื้อหานี้

ณ บริเวณหน้าแยกโรงเรียนการบิน ถนนมาลัยแมน ตำบลกระตีบ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมี พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีโดยมี พลอากาศตรี ดิษฐพล ชูวงษ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนการบิน กล่าวรายงาน

พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เชาว์ อินทร์ประสิทธิ์ รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน มอบหมายให้ รองศาสตราจารย์ กฤษณะ จันทรโชติ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกายภาพ วิทยาเขตกำแพงแสน และ นายเตชทัต ศุภสินอธิกา ผู้อำนวยการกองบริหารการวิจัยและบริการวิชาการ สำนักงานวิทยาเขตกำแพงแสน เข้าร่วมพิธีเปิดแลนด์มาร์กชาวกำแพงแสน และได้มี นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆเข้าร่วมกันเป็นจำนวนมาก

การจัดสร้างแลนด์มาร์กดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกด้านการบินของกองทัพอากาศ และสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอากาศยานที่เคยปฏิบัติภารกิจรับใช้ประเทศชาติ โดยกองทัพอากาศได้นำอากาศยานที่ปลดประจำการแล้วมาจัดแสดงตามหน่วยต่าง ๆ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งเกียรติประวัติ ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบินสำหรับประชาชนและเยาวชน

สำหรับแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของอำเภอกำแพงแสน ได้นำ เครื่องบินขับไล่ F-5 F ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทยมาอย่างยาวนาน มาจัดแสดง ณ บริเวณหน้าแยกโรงเรียนการบิน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและคุณค่าของภารกิจด้านการบินให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และจดจำ

แม้ภารกิจในฐานะอากาศยานประจำการของ F-5 F จะสิ้นสุดลงอย่างสมเกียรติ แต่เกียรติประวัติและคุณูปการจากการปฏิบัติภารกิจเพื่อประเทศชาติยังคงได้รับการจดจำ และในวันนี้ F-5 F ได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะ “Landmark แห่งความภาคภูมิใจของชาวโรงเรียนการบิน และชาวอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม” เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่สะท้อนเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความผูกพันระหว่างกองทัพอากาศ โรงเรียนการบิน และชุมชนกำแพงแสน

การเปิดแลนด์มาร์กครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำมรดกด้านการบินมาสู่พื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน เยาวชน และผู้มาเยือนอำเภอกำแพงแสน ได้สัมผัสและเรียนรู้เรื่องราวของอากาศยานที่เคยทำหน้าที่ปกป้องน่านฟ้าไทย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์การบินที่ยังคงอยู่คู่กับชุมชนกำแพงแสนต่อไป
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช. นครราชสีมา แถลงผลการดำเนินงานปี 2569 เดินหน้าป้องกันและปราบปรามการทุจริต พร้อมเปิดเผยคดีชี้มูลต่อสาธารณะ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายยุทธพงศ์ ทรวงแสวง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานการแถลงข่าว ผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2569 ของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้โครงการรณรงค์สร้างกระแสต่อต้านการทุจริต กิจกรรมรณรงค์สร้างกระแสต่อต้านการทุจริต ณ ห้องประชุม ชั้น 3 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา

การแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อ เผยแพร่บทบาท อำนาจหน้าที่ และผลการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งประกอบด้วยภารกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านป้องกันการทุจริต ด้านตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน และด้านปราบปรามการทุจริต

ให้สื่อมวลชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ตลอดจนร่วมกันขยายผลข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณะ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

และในวันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา จะเผยแพร่รายละเอียด คดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดและได้ส่งเรื่องถึงอัยการแล้วเพิ่มเติมอีก จำนวน 6 เรื่อง เพื่อให้ประชาชนและสังคมได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามการทุจริต ตลอดจนร่วมกันเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริตในสังคม


ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมพร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังและต่อต้านการทุจริต เพื่อให้สังคมเกิดความตระหนักถึงปัญหาการทุจริต

และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมสุจริตให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน การสื่อสารผลการดำเนินงานสู่สาธารณะยังเป็นส่วนสำคัญในการ สร้างความโปร่งใส เปิดเผยการทำงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา อันจะนำไปสู่การร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง แนะเมืองพัทยาจี้กรมที่ดินถามความคืบหน้าคอนโดฯเจ้าปัญหา ดีกว่าปล่อยให้ชาวบ้านรอคำตอบ

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีปัญหาการก่อสร้างคอนโดมิเนี่ยมสุดหรูภายใต้ชื่อวอเตอร์ฟร้อนท์ คอนโดมิเนี่ยม ซึ่งตั้งอยู่ริมแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จนมีการการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบดบังทัศนียภาพและการสร้างบนพื้นที่สาธารณะจนเป็นปัญหาคาราซังต่อสังคมมาอย่างยาวนานนั้น

นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง ได้แสดงความคิดเห็นพร้อมแนะแนวทางต่อเมืองพัทยาผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า“วอเตอร์ฟร้อนท์” ค้างคากว่า 10 ปี
คนพัทยาต้องรอคำตอบอีกนานแค่ไหน?ตึกวอเตอร์ฟร้อนท์บริเวณแหลมบาลีฮาย กลายเป็นภาพที่คนพัทยาและนักท่องเที่ยวเห็นมานานกว่าสิบปี แต่จนถึงวันนี้ปัญหายังไม่มีข้อยุติว่าจะ “รื้อถอน” หรือ “ปรับแก้อาคารให้ถูกกฎหมาย”

ล่าสุด เมืองพัทยาชี้แจงว่ายังรอกรมที่ดินวินิจฉัยเรื่องความถูกต้องของโฉนด หากออกโดยมิชอบต้องเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนโฉนดและรื้อถอนอาคาร แต่หากออกโดยชอบ เจ้าของโครงการต้องปรับแก้อาคารให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร รายละเอียดสถานะล่าสุด⁠

ขณะเดียวกัน ยังพบการนำพื้นที่บริเวณอาคารไปใช้จอดรถและเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ทั้งที่ตัวอาคารมีคำสั่งห้ามใช้ เมืองพัทยาจึงติดป้ายห้ามและแนะนำให้ประชาชนใช้ “ลานสีฟ้า” ซึ่งจอดรถฟรีผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนรออย่างไม่มีกรอบเวลา เมืองต้องเป็นเจ้าภาพต้องเร่งดำเนินการและเปิดเผยความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องว่า

กรมที่ดินพิจารณาถึงขั้นตอนไหนแล้ว ต้องถามไปยังกรมที่ดินว่าพิจารณาไปถึงไหนแล้วทำไมจึงพิจารณาไม่แล้วเสร็จเสียทึ ชาวบ้านต้องการคำตอบจะได้ความจริงจากกรมที่ดินเมื่อใดมีหนังสือเร่งรัดไปเป็นระยะครับใครรับผิดชอบดูแลความปลอดภัยระหว่างรอผล

เหตุใดพื้นที่ที่มีคำสั่งห้ามใช้จึงยังถูกนำไปแสวงหาประโยชน์ได้วอเตอร์ฟร้อนท์ไม่ใช่เพียงตึกร้าง แต่เป็นบททดสอบความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายของเมืองพัทยา ถึงเวลาต้องมีคำตอบที่ชัดเจน โปร่งใส และกำหนดเวลาที่ประชาชนตรวจสอบได้ ซึ่งหลังจากโพสต์ไปแล้วมีชาวเน็ตเข้ามากดถูกใจกันเป็นจำนวนมาก

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เตรียมเปิดศึกชิงเจ้าลำน้ำโขง แข่งเรือยาวประเพณี ไทย-ลาว ชิงถ้วยพระราชทานฯ 11-13 ก.ย.นี้

แชร์เนื้อหานี้

บึงกาฬ – เทศบาลเมืองบึงกาฬแถลงข่าวเตรียมจัดงาน แข่งขันเรือยาวประเพณีไทย-ลาว ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 2569 ณ บริเวณริมโขงหน้าเทศบาลเมืองบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พร้อมเปิดพื้นที่ออกร้านจำหน่ายสินค้า

ตั้งแต่วันที่ 1-13 กันยายน 2569 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. นายธนาพงศ์ แสนสุภา นายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ปลัดเทศบาล รองปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าฝ่าย และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองบึงกาฬ ร่วมงานแถลงข่าวการจัดงาน ณ ถนนข้าวเม่าริมโขง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

โดยได้รับเกียรติจาก นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วย นางจิรภา เจริญภูมิ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางนิตยา อารีย์เอื้อ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมงานแถลงข่าว

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนไทยและ สปป.ลาว โดยการแข่งขันเรือยาวเป็นกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนริมแม่น้ำโขง พร้อมสร้างสีสันและความคึกคักให้กับจังหวัดบึงกาฬ

เปิดไฮไลต์ “มวยดีวิถีไทย” 12 ก.ย. เพิ่มความมันริมโขงนอกจากการแข่งขันเรือยาวแล้ว วันที่ 12 กันยายน 2569 ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ คือ “มวยไทย มวยดีวิถีไทย” โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกให้กับงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมการแข่งขันมวยไทยควบคู่กับกิจกรรมประเพณีเรือยาว

ภายในงานยังมีการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการนำสินค้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มาจำหน่าย โดยมีร้านค้าตั้งแต่วันที่ 1-13 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

เทศบาลเมืองบึงกาฬขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมและเชียร์ การแข่งขันเรือยาวประเพณีไทย-ลาว ชิงถ้วยพระราชทานฯ ระหว่างวันที่ 11-13 กันยายน 2569 พร้อมชมไฮไลต์ “มวยไทย มวยดีวิถีไทย” ในวันที่ 12 กันยายน ณ บริเวณริมโขงหน้าเทศบาลเมืองบึงกาฬ

ร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งมิตรภาพไทย-ลาว ชมกีฬา สืบสานประเพณี และเที่ยวชมร้านค้าริมโขงในงานเดียวณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ มรภ.ราชนครินทร์ ขับเคลื่อน “โพธิ์-บางปะกง × Aroma City” ยกระดับฉะเชิงเทราสู่เมืองสุขภาพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

แชร์เนื้อหานี้

ต่อยอด MOU เมืองสมุนไพร–เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชื่อม “นวดไทย–สมุนไพร–กลิ่น–อาหาร–ท่องเที่ยว” ผ่านอัตลักษณ์ 5 สัมผัส สร้างเศรษฐกิจใหม่จากทุนลุ่มน้ำบางปะกงฉะเชิงเทรา – มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Chachoengsao Aroma City” เชื่อมการพัฒนาเมืองสมุนไพร (Herbal City)

เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness City) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ากับทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของลุ่มน้ำบางปะกง พร้อมพัฒนา “โพธิ์-บางปะกง” ให้เป็นอัตลักษณ์ด้านนวดไทยและ Wellness ของจังหวัด เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

การขับเคลื่อนดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และหน่วยงานภาคีของจังหวัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อร่วมพัฒนาฉะเชิงเทราสู่การเป็น “เมืองสมุนไพร” และ “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการนำทรัพยากร ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของพื้นที่มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้จัดโครงการส่งเสริมศักยภาพชุมชนและสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ชุมชนด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่การเป็นเมืองอโรม่า หรือ “Aroma City” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายกรกฤช ลิ้มสมมุติ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ชุมชน และภาคธุรกิจเข้าร่วม

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการทำให้คำว่า “Aroma City” ไม่ได้หมายถึงเพียงเมืองแห่งกลิ่นหอม แต่เป็นแนวคิดการพัฒนาเมืองผ่านประสบการณ์และอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยนำต้นทุนที่ฉะเชิงเทรามีอยู่แล้ว ทั้งสมุนไพร พืชหอม อาหารพื้นถิ่น การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาชุมชน สายน้ำบางปะกง ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิต มาพัฒนาด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และการออกแบบสร้างสรรค์ ก่อนเชื่อมโยงสู่สินค้า บริการ และเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้จริง

หนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญที่กำลังได้รับการพัฒนาคือ “นวดโพธิ์-บางปะกง” ซึ่งนำแนวคิดจากภูมิปัญญาการนวดไทยมาผสมผสานกับเรื่องราวและวิถีชีวิตของลุ่มน้ำบางปะกง เพื่อพัฒนาเป็นรูปแบบบริการ Wellness ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของฉะเชิงเทรา โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ต่อยอดไปสู่การพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการ สปา และบริการสุขภาพในพื้นที่

แนวทางดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการพัฒนา “โพธิ์-บางปะกง Academy” เพื่อยกระดับทักษะด้านนวดไทยและการแพทย์แผนไทย รวมถึงการสร้างระบบองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอดและพัฒนากำลังคนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่หยุดอยู่เพียงการอนุรักษ์ แต่สามารถพัฒนาเป็นอาชีพ บริการ และเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัดได้

ขณะเดียวกัน แนวคิด 5 Senses of Bang Pakong – รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จะเป็นกรอบสำคัญในการสร้างประสบการณ์ของเมือง ตั้งแต่ “กลิ่น” จากพืชหอมและสมุนไพร “รส” จากอาหารและวัตถุดิบพื้นถิ่น “สัมผัส” จากนวดไทยและ Wellness “รูป” จากภูมิทัศน์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชุมชน ไปจนถึง “เสียง” ที่สะท้อนเรื่องราวของผู้คนและสายน้ำบางปะกง

โมเดลดังกล่าวเปิดโอกาสให้แต่ละอำเภอของฉะเชิงเทราสามารถค้นหาและพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง แล้วเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายสินค้า บริการ อาหาร สุขภาพ และเส้นทางท่องเที่ยวภายใต้ภาพใหญ่เดียวกันของ Chachoengsao Aroma City ซึ่งจะช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจากตัวเมืองไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ระบุถึงแนวทางการขับเคลื่อนว่า มหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ในจังหวัดให้เกิดมูลค่าใหม่ พร้อมผลักดันฉะเชิงเทราไปสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบด้าน Green & Wellness Hub ของภาคตะวันออก

จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้าน Herbal City และ Wellness City สู่การพัฒนา “โพธิ์-บางปะกง” และ “Aroma City” จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของการพัฒนาฉะเชิงเทราที่ไม่ได้มองสุขภาพ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนแยกออกจากกัน แต่กำลังนำทุกองค์ประกอบมาสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มี “อัตลักษณ์ของพื้นที่” เป็นหัวใจ

เป้าหมายระยะต่อไปคือการเปลี่ยนองค์ความรู้และอัตลักษณ์เหล่านี้ให้เกิดเป็น ผลิตภัณฑ์ บริการ บุคลากร มาตรฐาน เส้นทางท่องเที่ยว และธุรกิจ Wellness ที่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมสร้างภาพจำใหม่ให้ฉะเชิงเทราเป็นมากกว่าเมืองอุตสาหกรรมหรือเมืองทางผ่าน แต่เป็น “เมืองแห่งประสบการณ์สุขภาวะของลุ่มน้ำบางปะกง” ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างและสามารถพัฒนาไปสู่ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในอนาคต

#ChachoengsaoAromaCity #ฉะเชิงเทราอโรมาเมืองแห่งกลิ่น #AromaCity #The5SensesOfBangPakong #โพธิ์บางปะกง #นวดโพธิ์บางปะกง #นวดไทย #WellnessThailand #WellnessCity #HerbalCity #สมุนไพรไทย #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #บางปะกง #ฉะเชิงเทรา #มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ #mrglobalstategymaven #onevisionmanyroles

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/รพ.หลวงพ่อเปิ่น โชว์ผลงานเด่น คว้ารางวัลเวทีประชุมวิชาการผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เขตสุขภาพที่ 5

แชร์เนื้อหานี้

นายแพทย์วิศว ศรีณัษฐพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น นำทีมคณะทำงานระบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) ของโรงพยาบาล เข้าร่วมงานประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้นำเสนอผลงานเด่น และนวัตกรรมการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง เขตสุขภาพที่ 5 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมทวารวดี 1 โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี จังหวัดนครปฐม

งานนี้จัดใหญ่อัดแน่นด้วยสาระความรู้ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ทั้ง นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5, นพ.สุรชัย โชคครรเชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม และ นพ.วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม

โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate Care) แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ พร้อมทั้งนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI มาช่วยสนับสนุนงานวิจัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ

และที่น่าภูมิใจที่สุดในงานนี้… โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น ได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากการเข้าร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมเด่นถึง 2 ผลงานด้วยกัน ได้แก่ผลงาน: ศูนย์การแพทย์บูรณาการสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลางแบบครบวงจรไร้รอยต่อผลงาน: Curalink เชื่อมโยงเครือข่ายการดูแลด้วยความใส่ใจ

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและก้าวสำคัญที่ยืนยันว่า พวกเราทีมงานโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะคิดค้นและพัฒนาระบบบริการ เพื่อส่งมอบการดูแลรักษาฟื้นฟูที่ดีที่สุดและไร้รอยต่อให้กับพี่น้องประชาชนค่ะ ฝากส่งกำลังใจให้ทีมงาน IMC คนเก่งของเราด้วยนะ
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

โรงพยาบาลนครปฐม รับการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองมาตรฐาน โรคหลอดเลือดสมอง

น.ท.เยาวมาลย์ เหลืองอร่าม รศ.พญ. อรอุมา ชุติเนตร และ ผศ.นพ. อิทธิชัย ศักดิ์อรุณชัย จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.)ในการเยี่ยมสำรวจ การรับรองมาตรฐานเฉพาะโรค การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) โดยมี นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล ต้อนรับ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ณ ห้องประชุมจตุภัทร โรงพยาบาลนครปฐม

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รวม 2 เจน คนรุ่นใหม่-รุ่นใหญ่ ลุยงานกับนายกพัทยาด้านการท่องเที่ยวฯ ขับเคลื่อนท่องเที่ยว- กีฬา- วัฒนธรรมเข้มแข็ง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ส.ค.69 ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการท่องเที่ยว กีฬา วัฒนธรรม และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร โดยมี นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ และนายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา ในฐานะประธานร่วมคณะทำงานนายกเมืองพัทยาด้านการท่องเที่ยวฯ ร่วมประชุมพร้อมกับคณะทำงานฯดังกล่าวที่เป็นผู้มีประสบการณ์ความรู้ด้านต่างๆ ทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ให้กรอบและแนวทางการทำงาน พร้อมมอบหมายภารกิจและการบูรณาการความร่วมมือกับคณะทำงานนายกเมืองพัทยา ด้านการท่องเที่ยว กีฬา วัฒนธรรม และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร ว่า หลักใหญ่ของการทำงานของเมืองพัทยาคือการสร้างส่งเสริมการพัฒนาเมืองเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยใช้การประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่เมืองพัทยาได้ดำเนินการตามนโยบายต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านการรับรู้ โดยให้คณะทำงานนายกเมืองพัทยา ด้านการท่องเที่ยวฯ ศึกษาหาความรู้ข้อมูลการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แผนพัฒนาเมืองพัทยาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ จะได้ช่วยสนับสนุนการทำงานอย่างมีกรอบ มีเป้าหมาย

นายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยา กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเมืองพัทยา ขับเคลื่อนแนวทาง Better Pattaya จนเกิดโครงการพัฒนาเมืองพัทยาต่างๆ มากมายเกิดขึ้น ทั้งเรื่องราวของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในทุกมิติ เรื่องราวของการท่องเที่ยวด้านกีฬา และส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรม ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ ซึ่งอยากให้เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของคณะทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

จากในในที่ประชุมได้ชี้แจงรายละเอียดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะทำงานนายกเมืองพัทยา ด้านการท่องเที่ยว กีฬา วัฒนธรรม และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร ประกอบด้วย 1.ศึกษา วิเคราะห์ พัฒนา ข้อมูลความรู้โครงการพัฒนาและส่งเสริมด้านการกีฬา การสื่อสาร และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร การสร้างเครือข่ายการดำเนินการประชาสัมพันธ์ตามนโยบายของู้บริหาค และพัฒนาช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ

2.รวบรวมข้อมูล กำหนดกรอบทิศทางในการดำเนินงานด้านการท่องเที่ยว กีฬา วัฒนธรรม และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรของเมืองพัทยาให้เป็นไปตาม 3 เป้าหมาย 33 นโยบาย และสอดคล้องยุทธศาสตร์ 5 ด้านตามแผนพัฒนาเมืองพัทยา 3.ให้คำปรึกษา ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะกับทีมผู้บริหารตามผลการศึกษา วิเคราะห์ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

4.บูรณาการแนวทางการบริหารจัดการ การสร้างภาพลักษณ์และการประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนที่มีประสิทธิภาพเหมาะสม รวดเร็ว และตอบสนองกลุ่มเป้าหมาย 5.ให้มีการพัฒนาช่องทางการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการในยุคการสื่อสารดิจิทัล 6.รายงานผลการดำเนินการต่อนายกเมืองพัทยาเพื่อรับทราบหรือเพื่อพิจารณาแล้วแต่กรณีไป รวมทั้ง 7.การปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกเมืองพัทยามอบหมาย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สาธารณสุขนครปฐม จัดกิจกรรมประชุมเสวนา “แนวทางวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก“ วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมประชุมเสวนา “แนวทางวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก“ วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม จัดกิจกรรมประชุมเสวนา “แนวทางวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออก“

โดยมี นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุลนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่

ศาสตราจารย์ (คลินิก) แพทย์หญิงศิริเพ็ญ กัลยาณรุจ
ที่ปรึกษาศูนย์ความเป็นเลิศด้านไข้เลือดออก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีและที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลกทางด้านโรคไข้เลือดออก ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงวิภา ธนาชาติเวทย์
ภาควิชาอายุรศาสตร์เขตร้อนคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนองค์ความรู้แก่ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ทั้งในระดับโรงพยาบาลและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้มีความรู้

ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการวินิจฉัย การประเมินความรุนแรง และการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ห้องประชุมจตุรภัทร ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / หยุดความซิ่ง…วินัยจราจร!ที่โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม ในโครงการ “หนูน้อยทางหลวง EF ดี มีวินัยจราจร”

แชร์เนื้อหานี้

หยุดความซิ่ง… แล้วมาเติมความมุ้งมิ้งและวินัยจราจรกันครับ!
ที่โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม ในโครงการ “หนูน้อยทางหลวง EF ดี มีวินัยจราจร” แล้วบอกเลยว่าพี่ ๆ ตำรวจทางหลวงและทีมงานทุกคน “อิ่มเอมใจ” และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ!กองบังคับการตำรวจทางหลวง ร่วมมือกับ คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำ

หลักสูตรสุดเจ๋งอย่าง ทักษะสมอง EF (Executive Functions) มาผสมผสานกับการเรียนรู้ ผ่าน “เมืองจราจรจำลอง” และ “เกม EF ดี ขับขี่ปลอดภัย” ฝึกให้น้อง ๆ ได้สนุก ได้คิดก่อนทำ รู้จักยับยั้งชั่งใจ วางแผน และตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าบนถนนได้อย่างปลอดภัย “ป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง” โดยการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งวินัยให้เด็ก ๆ ซึ่งจะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติบนท้องถนน

จากเรื่องกฎจราจรที่ดูยาก ๆ กลายเป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัวไปเลย!และต้องขอขอบพระคุณคณะผู้ใหญ่ใจดีทุกท่าน
พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง (ประธานในพิธี)พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.อ.ภคพล สุชล ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.อ.วิษณุ คำโนนม่วง ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจทางหลวง

พ.ต.ท.อุดมศักดิ์ สุวรรณแสง รอง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง รอง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงพ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจทางหลวงนครปฐม และข้าราชการตำรวจในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (รองคณบดีฝ่ายวิจัย นวัตกรรมและวิเทศสัมพันธ์, คณาจารย์ และบุคลากร)

ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม
นายนที ขวัญแพ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงนครปฐม (สนับสนุนสัญญาณไฟจราจร)นายสมโชค พงษ์ขวัญ และคณะนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครปฐม นายธานี อ่อนละเอียด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครปฐม (ร่วมสนับสนุนรถจักรยานในกิจกรรม)ที่มาร่วมสร้างรอยยิ้มและสร้างภูมิคุ้มกันบนท้องถนนให้น้อง ๆ ด้วยกันครับ
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม


.

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /“สมาคม อสมช.ภาคประชาชน” เข้าพบ “ดร.ปภาดา” ยื่นเรื่องร้องเรียนแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อ.เขาค้อ

แชร์เนื้อหานี้

“สมาคม อสมช.ภาคประชาชน” เข้าพบ “ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ” เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียน! แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 2 ที่

วันนี้ (14 ส.ค.69) เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นายวงศกร ศรีสวัสดิ์ ประธานชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นายบุญเลิศ ทาแก้ว ผู้

อำนวยการเครือข่าย สมาคมฯ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมคณะเข้าพบ ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร และ นายศุภวัชร ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ หม่อมหลวง วรานุชสรณ์ วัชรีวงศ์ เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนแหล่งท่องเที่ยว พญางูใหญ่ จ.เพชรบูรณ์ ที่สั่งปิดตาย และพื้นที่กังหันลมเขาค้อ ที่

ทั้งนี้ ทาง ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร ได้รับเรื่องจากทาง สมาคม อสมช.(ภาคประชาชน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเสนอถึงกรรมมาธิการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เพื่อสอบถามปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการปิดแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว ทั้ง 2 ที่

พร้อมทาง ดร.ปภาดาฯ เปิดเผยว่า จะพาเข้าร้องเรียนทาง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมหารือกับผู้ใหญ่ถ้าเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อได้ ก็จะเกิดผลประโยชน์กับเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ของชาวบ้านในพื้นที่ และเป็นแลนมาร์คของจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้ง 2 ที่ต่อไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ เตรียมจัดยิ่งใหญ่ Pattaya Sand & Art Festival 2026 เทศกาลศิลปะทรายริมชายหาดพัทยา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ส.ค.69 ที่ห้องประชุม 221 ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี คณะสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ชลบุรี ได้นำเสนอรูปแบบการจัดงาน Pattaya Sand & Art Festival 2026 เทศกาลศิลปะทราย โดยมี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานดังกล่าว

สำหรับงาน Pattaya Sand & Art Festival 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-31 สิงหาคม 2569 นี้ ที่ริมชายหาดพัทยา บริเวณตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และยกระดับเมืองพัทยาให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวด้านศิลปะ และไลฟ์สไตล์ริมชายหาดระดับโลก ผ่านการนำเสนอผลงานศิลปะบนผืนทรายรูปแบบร่วมสมัย

โดยใช้เทคโนโลยีนำทรายพ่นที่ผสมผสานทรายกับวัสดุธรรมชาติเพื่อเป็นโครงสร้างโดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประติมากรรมเทคนิคไฟเลเซอร์และเสียงรูปแบบต่างๆ กลางวันเป็นไฮไลต์ศิลปะทราย 4 ภาค ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ และเมืองพัทยา โดยกลางคืนจะเป็นไฮไลต์ศิลปะทรายตกแต่งไฟประดับประดาเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเก็บความประทับใจได้

งาน Pattaya Sand & Art Festival 2026 กำหนดจัดขึ้นริมทะเลห่างจากร่มเตียงชายหาดประมาณ 5 เมตร เพื่อไม่ให้กระทบผู้ประกอบการท้องถิ่น ตั้งแต่ปากซอย 9 ถนนเลียบชายหาดพัทยา ถึงปากทางเข้าโรงแรมฮิลตัน พัทยา เป็นระยะทาง 120 เมตร นอกจากนี้ที่ประชุมได้พูดคุยเตรียมความพร้อมด้านอื่นๆ ทั้งการรักษาความปลอดภัย การรักษาความสะอาด และการจัดการการจราจรในช่วงจัดงานด้วย

’สม.วุฒิธร‘ สวมบทกุนซือทีมฟุตบอลเมืองพัทนา คว้าแชมป์ฟุตบอลประชาชนจังหวัดชลบุรี ประจำปี 2569 เป็นตัวแทนจังหวัดร่วมชิงชัยกีฬาแห่งชาติ

นายวุฒิธร แสงอุไร สมาชิกสภาเมืองพัทยา เปิดเผยในฐานะเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลเมืองพัทยา ว่าเมืองพัทยาได้ส่งทีมฟุตบอลร่วมการแข่งขันฟุตบอลประชาชน–อาวุโส จังหวัดชลบุรี ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

โดยการแข่งขันในปีนี้ ทีมฟุตบอลเมืองพัทยาสามารถคว้าแชมป์ประเภทประชาชนมาครองได้สำเร็จ พร้อมได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนจังหวัดชลบุรี ก่อนจะได้ทำการฝึกซ้อมและเตรียมทีมเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่จังหวัดสมุทรสาคร หลังจากนี้

ทั้งนี้ การคว้าแชมป์ของทีมฟุตบอลเมืองพัทยาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจด้านการพัฒนากีฬาท่้องถิ่นของเมืองพัทยาให้มีศักยภาพในระดับประเทศ และระดับที่สูงกว่านี้ยิ่งๆ ขึ้นต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ (12 ส.ค.69)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ส.ค. 2569 เวลา 09.00 น.พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 พร้อมด้วยพล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล รอง ผบช.ภ.7ผบก.ในสังกัด ภ.7 คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.7

ร่วมพิธีถวายราชสักการะ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ (12 ส.ค.69)ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคาร ภ.7
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าฯ จ.นครปฐมฐมบูรณาการทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง ยกระดับการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

แชร์เนื้อหานี้

ที่ห้องประชุมพิมานปฐม ศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดนครปฐม และการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมี นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายจรุงวิทย์ วิภาวิน อัยการจังหวัดนครปฐม พันตำรวจเอก วรัญญู กุลดิลก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล และยกระดับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนด้านความมั่นคงของจังหวัดนครปฐม ซึ่งครอบคลุม 9 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การตรวจสอบ

ธุรกิจนอมินี การแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การจัดการผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคงระหว่างหน่วยงาน โดยกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบหลักและหน่วยงานสนับสนุนในแต่ละด้าน พร้อมเร่งรัดการจัดทำฐานข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจั

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ได้รับทราบคำสั่งจังหวัดนครปฐมเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะทำงานฯ รวมถึงข้อมูลสถานการณ์ผู้รับจ้างเปิดบัญชีม้าและการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีในพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ กำหนดมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดจนพิจารณาแผนปฏิบัติการระดับจังหวัด โดยมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้แก่ประชาชน การเฝ้าระวังพื้นที่และกลุ่มเสี่ยง การเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิด การตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรม การช่วยเหลือผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และภาคีเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม อำเภอทุกอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการตามภารกิจ พร้อมรายงานผลการจับกุม การประชาสัมพันธ์ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง และผลการดำเนินงานต่อจังหวัดเป็นประจำทุกเดือน

เพื่อให้สามารถติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในทุกมิติ สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของจังหวัดอย่างยั่งยืน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / วช. หนุนใช้โดรนอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพกู้ภัย ลดความเสี่ยงเจ้าหน้าที่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และคณะ ลงพื้นที่ศูนย์พัฒนาระบบการใช้โดรน

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจ ประเมินสถานการณ์ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้ติดตามการสาธิตการใช้งานโดรนลาดตระเวนและโดรนสำรวจ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยแบบเรียลไทม์ ทั้งภาพมุมสูง ระดับน้ำ

เส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาด รวมถึงการตรวจสอบจุดเสี่ยง จุดที่มีผู้ประสบภัยติดค้าง และสภาพแวดล้อมโดยรอบ พร้อมส่งสัญญาณภาพสดกลับไปยังศูนย์บัญชาการ เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนปฏิบัติการช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตภารกิจของโดรนลำเลียงสัมภาระ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เช่น พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ถนนถูกตัดขาด

หรือพื้นที่ที่การเดินทางของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยโดรนสามารถบินอัตโนมัติ ขนส่งยา อาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์กู้ภัย ตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์ไปยังผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลาและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เทคโนโลยีโดรนดังกล่าวยังช่วยลดจำนวนเที่ยวบินในการลำเลียงสิ่งของ รองรับการขนส่งสัมภาระได้หลากหลายประเภท และสามารถปฏิบัติงานได้ในหลายสภาพแวดล้อม แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นทางคมนาคมหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยยานพาหนะทั่วไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริง เพื่อเสริมศักยภาพการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยกระดับระบบเฝ้าระวัง การบริหารจัดการภัยพิบัติ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยเป็นประจำ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ผู้ว่าฯจ.เชียงราย เชิญผ้าไตรพระราชทานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับมอบผ้าไตรพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระ

กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน 1 ไตร และผ้าไตรโดยเสด็จพระราชกุศล จำนวน 9 ไตร รวม 10 ไตร จากสำนักพระราชวัง เพื่อนำไปถวายแด่ประธานสงฆ์และพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พิธีดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.09 น.

ณ อุโบสถบุญชุ่มรัตนบุรี ศรีธรรมราชา วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี

พล.ต.อ.ดร.มนตรี ยิ้มแย้ม ประธานมูลนิธิดอยเวียงแก้ว พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ พร้อมผู้เข้าร่วมพิธีพร้อมกัน ณ บริเวณอุโบสถ จากนั้นประธานในพิธีประกอบ

พิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาสนพิธีกรอาราธนาศีล พระราชวชิรคณี ดร. เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา

ประธานสงฆ์ให้ศีล และประธานในพิธีจุดเทียนบูชาน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนที่พระสงฆ์ 10 รูป จะเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล ภายหลังการเจริญพระพุทธมนต์ ประธานในพิธีพร้อมด้วยผู้มีเกียรติถวายผ้าไตรพระราชทานและผ้าไตรโดยเสด็จพระราชกุศล

รวมทั้งถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ทั้ง 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำ รับพร กราบพระรัตนตรัย ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบลาประธานสงฆ์ และบันทึกภาพร่วมกัน

ก่อนเสร็จพิธี การจัดพิธีในครั้งนี้นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งร่วมถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการรายย่อย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 ก.ค.69 ที่ลานจอดรถศูนย์การค้าเอ้าท์เลตมอลล์ พัทยา จ.ชลบุรี นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 กรกฎาคม 2569 โดยมีตัวแทนศูนย์การค้าและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เลือกเมืองพัทยาจัดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา โดยรวมร้านอาหารเคลื่อนที่กว่า 50 ร้าน พร้อมกิจกรรมบันเทิงและโปรโมชั่น หวังกระตุ้นการใช้จ่าย ดึงนักท่องเที่ยว และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้เศรษฐกิจจังหวัดชลบุรีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า งาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา ซึ่งเป็นมหกรรมรวมร้านอาหารเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของปีมารวบรวมไว้ที่เดียวเพื่อบริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศในเมืองพัทยา

โดยเปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มี Food Truck มากกว่า 50 ร้าน มาร่วมบริการ ทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ อาหารฟิวชัน ของหวาน เครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมความบันเทิง การแสดงดนตรี และกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดทั้ง 5 วัน ซึ่งพบว่าวันแรกบรรยากาศค่อนข้างคึกคักและมีสีสัน

ชิลชีจรรย์ปลุกสีสันการท่องเที่ยว! ตลาดชุมชน-ศิลปะ-คราฟรี-แม่ค้าเป็นกันเอง

วันที่ 25 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ตลาดชิลชีจรรย์ ตลาดชุมชน-ศิลปะ-คราฟ ริมถนนบานเย็น ทางไปเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ที่เปิดให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น.-20.00 น. ในวันนี้เมีนักท่องเที่ยวแวะชมแวะเที่ยวและเลือกซื้อสินค้ากันอย่างมีสีสัน

ภายในตลาดชิลชีจรรย์เป็นกาคออกร้านของประชานและชาวบ้านในเขตเทศบาลตำบลนาจอมเทียนที่ร่วมกันให้บริการเป็นสถานที่ท่องเที่ยววันหยุดที่รวบรวมความชิลและของอร่อยมารวมไว้ที่เดียวด้วยบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ

โดยมีการออกร้านให้บริการทั้งอสหารพื้นบ้าน ของคาว ของหวาน เครื่องดื่ม สินค้าชุมชนเก๋ๆ งานแฮนด์เมด และงานคราฟท้องถิ่น ตลอดจนองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่ให้สักการะขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าผู้ประกอบในตลาดแห่งนี้ต่างได้รับคำชื่นชมเรื่องความเป็นกันเองเป็นอย่างมาก

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดตัวโครงการ “Micro Drama Master : เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” เพื่อ เฟ้นหาครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ชิงเงินรางวัลรวม 2 แสน !!

แชร์เนื้อหานี้

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าสนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ยุคใหม่ ประกาศเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Micro Drama Master : เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” เชิญชวนผู้ที่มี passion ในการเล่าเรื่องและการสร้างสรรค์สื่อทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานโครงร่างบทละครสั้นภายใต้หัวข้อสุดท้าทาย “เมื่อความจริง ไม่มีฟิลเตอร์” เพื่อรับโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเข้าอบรมเข้มข้นเพื่อต่อยอดผลงานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และสังคมจริง พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท

โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพผู้ผลิตสื่อและสร้างสรรค์คอนเทนต์ละครแนวตั้ง (Micro Drama) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน โดยเปิดรับสมัครประชาชนทั่วไปสัญชาติไทยทุกช่วงวัยจาก 5ภูมิภาคทั่วประเทศ เข้ามาร่วมปล่อยของ ประลองไอเดียผ่านโครงร่างบทความยาว 1 หน้ากระดาษ A4 ซึ่งทางโครงการจะคัดเลือกผู้ผ่านเกณฑ์ 250 คน เข้าร่วมการฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ (ระดับ Basic) และเฟ้นหาผู้ผ่านเข้ารอบ 25 คน สู่การอบรมในรูปแบบออนไซต์สุดเข้มข้น (ระดับ Advanced)

ความพิเศษของโครงการนี้ คือการรวบรวมทัพวิทยากร และ ทีม Mentor ระดับแนวหน้าของประเทศไทยมาร่วมถ่ายทอดความรู้ เทคนิค และประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิด นำโดยผู้กำกับ มือเขียนบท และครีเอเตอร์ชื่อดัง ที่จะมาร่วมเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นผลงานคุณภาพระดับมืออาชีพ

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2569 ติดตามรายละเอียด เกณฑ์การคัดเลือก และขั้นตอนการสมัครเพิ่มเติมได้ที่ >>> Facebook Page: Micro Drama Master : เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร หรือสแกน QR Code บนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 061-583-9963 หรือ 083-050-3886 … /// ขอขอบคุณ คุณตอริก สหสันติวรกุล Torik Sahasantiworakul

สำนักข่าวไทย อสมท รายงาน …///

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รพ.นครปฐม รับการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองมาตรฐาน Hip Fracture in Elderly จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.)

แชร์เนื้อหานี้
นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย นพ.ลักษณ์ ปภินวิชกุล และ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ในการเยี่ยมสำรวจ การรับรองมาตรฐานเฉพาะโรค (Disease Specific Certificate : DSC) การดูแลการผ่าตัดข้อสะโพกหักในผู้สูงอายุ (Hip Fracture in Elderly) โดยมี นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ทีมแพทย์ พยาบาล และทีมสหวิชาชีพ ร่วมต้อนรับ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ณ ห้องจตุภัทร ชั้น 4 อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ดร.ประกาย ณ สงขลา ร่วมพิธีเปิดงาน IME 2026 เปิดมิติใหม่อุตสาหกรรมอัจฉริยะของอาเซียน

แชร์เนื้อหานี้

กรุงเทพมหานคร | 22 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศภายในงาน Intelligent Manufacturing Expo Southeast Asia 2026 (IME 2026) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากหลายประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในโอกาสนี้ ดร.ประกาย ณ สงขลา ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร และประธานอนุกรรมการด้านดิจิทัล AI สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน พร้อมศึกษานวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence (AI), Smart Manufacturing, Robotics, Automation, Internet of Things (IoT), Smart Factory และ Digital Transformation

ดร.ประกายกล่าวว่า งาน IME 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอนาคตการเข้าร่วมงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมใหม่ ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีของโลก และนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาต่อยอดสู่การพัฒนาการศึกษา การสร้างบุคลากร และการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย

ดร.ประกายย้ำว่า“โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ประเทศไทยจึงต้องพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและคนไปพร้อมกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง”เปิดตัว The Skill Up Academy และ AI Skill Up SmartLink เชื่อมอุตสาหกรรมสู่การศึกษาภายในงาน IME 2026 ดร.ประกาย ณ สงขลา ได้ถือโอกาสเปิดตัว The Skill Up Academy และแพลตฟอร์ม AI Skill Up SmartLink อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย

The Skill Up Academy จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิดว่า“เทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ได้สูงสุด เมื่อประชาชนสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้จริง”สถาบันจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรด้านArtificial Intelligence (AI)Digital TransformationSmart BusinessDigital Marketingการสร้างคอนเทนต์ด้วย AIการสร้างภาพ วิดีโอ และเอกสารด้วย AIการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงานการสร้างอาชีพยุคดิจิทัล

พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัวระบบ AI Skill Up SmartLink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบครบวงจร ที่รวบรวมบทเรียน วิดีโอ เอกสาร บทความ และฐานข้อมูลด้าน AI ไว้ในระบบเดียว เพื่อให้สมาชิกสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์จุฑามาศ ณ สงขลา ร่วมบรรยายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการเรียนรู้ด้านดิจิทัล การใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การศึกษา และการประกอบอาชีพ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

ความร่วมมือระดับประเทศ สร้างกำลังคนด้าน AI เพื่ออนาคตของประเทศไทยเพื่อแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดร.ประกาย ณ สงขลา ได้กราบเรียนเชิญ รองศาสตราจารย์ ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม จังหวัดปทุมธานี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด The Skill Up Academy และ AI Skill Up SmartLink อย่างเป็นทางการ

การได้รับเกียรติจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับประเทศ สะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้กระจายสู่ทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่จำกัดอยู่เพียงในเมืองใหญ่ แต่ครอบคลุมถึงชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และภาคธุรกิจในทุกภูมิภาค

ดร.ประกายกล่าวว่า เป้าหมายของ The Skill Up Academy คือการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้าน AI ระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากเวทีระดับนานาชาติ เช่น งาน IME 2026 มาสู่หลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายให้ AI Skill Up SmartLink เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน AI ของประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศปิดท้ายด้วยวิสัยทัศน์ของ ดร.ประกาย ณ สงขลา ว่า

“การสร้างคนคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด เมื่อคนไทยใช้ AI เป็น ประเทศไทยก็จะสามารถสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของอาเซียนได้อย่างมั่นคง”เรียบเรียงโดย NEWS COUNCIL TV สภาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/‘เบียร์-ปรเมศวร์‘ เข้ารับตำแหน่ง นายกเมืองพัทยา เปิดวิสัยทัศน์ BETTER PATTAYA V.2 ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ 3 เป้าหมาย 33+ นโยบาย

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 06.49 วันที่ 20 ก.ค.69 ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้นำทีมว่าที่ผู้บริหารเมืองพัทยา

และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการเมืองพัทยา ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ, ศาลพระพิฆเนศ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

จากนั้นในเวลา 08.30 น. นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้ลงนามแต่งตั้งรองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา ประธานที่ปรึกษา

นายกเมืองพัทยา และที่ปรึกษานายกเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการ พร้อมลงนามในหนังสือมอบหมายงานในตำแหน่งนายกเมืองพัทยา เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกเมืองพัทยาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม หลังเสร็จสิ้นพิธีการในช่วงเช้าแล้วคณะทั้งหมดได้ออกไปต้อนรับกลุ่มประชาชนและผู้สนับสนุนที่มารอแสดงความยินดีและมอบกระเช้าให้กำลังใจกับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

คณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารเมืองพัทยาเป็นสมัยที่ 2 พร้อมถ่ายรูปที่ระลึกด้วยบรรยากาศที่คึกคัก ก่อนในช่วงบ่ายจะมีการมอบนโยบายการทำงานตามลำดับต่อไป

นายกพัทยาเปิดวิสัยทัศน์ BETTER PATTAYA V.2 ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ มอบแนวทางการทำงาน 3 เป้าหมาย 33+ นโยบาย

เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา พร้อมรองประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองทัทยา และหัวหน้าส่วนราชการศาลาว่าการเมืองพัทยา ร่วมให้การต้อนรับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

ตามลำดับพิธีการส่งมอบงานในหน้าที่ โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้มอบประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาแก่นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ก่อนปลัดเมืองพัทยา จะได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับนายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยาและคณะผู้บริหารเมืองพัทยา ต่อด้วยหัวหน้าส่วนราชการเมืองพัทยาจะแนะนำตัวและรายงานผลการปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม – 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

และในเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา จะได้แนะนำทีมผู้บริหารเมืองพัทยา ประกอบด้วย นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 1 นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 2 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 3 และนายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 4,

นายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ ประธานที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา, คณะที่ปรึกษานายกเมืองพัทยาจำนวน 4 คน คือ นายธัชชัย สุภพรพสุพัฒน์, นางสาวยุวธิดา จีรภัทร์, นายปรีชา ค้าขาย และนางจิดาภา สุวัตถาภรณ์, นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการนายกเมืองพัทยา และคณะผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยาจำนวน 3 คน คือ นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ, นายชูเกียรติ หนองใหญ่, นายกรณ์ พัฒนสิน และนายวชิร ทองดีเลศ, นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา, รองประธานสภาเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

จากนั้น นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา จะได้แถลงนโยบาย 3 เป้าหมาย 33 นโยบาย BETTER PATTAYA V.2 ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก คุณภาพชีวิตระดับสากล ด้วยเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านเศรษฐกิจ : สร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและสร้างรายได้ 24 ชั่วโมง ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม : เมืองที่ดูแลผู้คนและฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน และยุทธศาสตร์ที่ 3 เทคโนโลยีและการบริหารเมือง : โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขับเคลื่อนและปกป้องเมือง

รวมทั้งหมดมากกว่า 33 นโยบาย คือ 1.พัทยา เมืองมาตรฐานแห่งการจัดเทศกาล 2.ยกระดับร้านค้าทุกงาน Night Festival 3.MICE Digital Twin Smart Economy 4.หมุดหมายคนรักสุขภาพ 5.City of Insurance เกาะล้าน 6.กีฬาสร้างเศรษฐกิจ สนามกีฬาภาคตะวันออกทำให้เสร็จ 7.Digital Nomad Hub 8.เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก้ 9.Pattaya EEC Hub 10.Pattaya Go Green 11.Old Town นาเกลือ

12.อนุรักษ์ประมงพื้นบ้าน 13.โรงรับจำนำเพื่อคนรายได้น้อย 14.Happy Hub ศูนย์สร้างสุข พื้นที่แบ่งปันของคนทุกวัย 15.โรงเรียนผู้ปกครอง 16.ธนาคารเวลา 17.Child Protection Policy 18.ขยายโอกาสทางการศึกษา 19.เด็กพัทยาต้องว่ายน้ำเป็น 20.Open House ชี้เป้าเข้ามหาวิทยาลัย 21.สภาพลเมือง 22.ฝ่ากำแพงสู่ความเท่าเทียม 23.โครงการเพื่อดูแลคนกลางคืน 24.Safety City System 25.เพิ่มพื้นที่ป่าโกงกาง

26.Carbon Footprint 27.Solar Energy 28.เปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า 29.เพิ่มศูนย์สุขภาพชุมชน 30.Free Hospital Transfer 31.ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด 32.ทวงคืนพื้นที่สาธารณะ 33.Road Safety Universal Design 34.ประปาเกาะล้าน 35.พัฒนาพื้นฐานโครงสร้างดิจิทัล 36.Pattaya Open Data และ 37.ระบบบำบัดน้ำเสียอัจฉริยะ ก่อนที่นายกเมืองพัทยาจะได้มอบนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการ และถ่ายภาพร่วมกัน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บริษัท เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ฝากขาย – ซื้อหรือเช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นางภานุลักษณ์ เทพวงศ์ษารองกรรมการผู้จัดการ ได้ขายบ้านให้ นายวิสวัสดิ์ อู่สุวรรณ ซื้อทาวน์เฮ้าส์สองชั้นบ้านหลังมุม 42.7 ตารางวา 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ หมู่บ้านเอชลิฟวิ่ง สเปช บ้านเลขที่ 54/193 หมู่ 5 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โอนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา เสี่ย เฮงๆ จัดให้ท่านใดสนใจอยากได้บ้านมือสองบ้านสวยๆ แถวศรีราชา เสี่ย ( เฮง เฮง ) ( บริษัท เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ) นายภูวดล พุทธ์เทศน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ฝากขาย – ซื้อหรือเช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิดสนใจติดต่อเบอร์โทรนี้ได้ 0917432784 0813291222 ( เฮง เฮง )

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กรมคุ้มครองสิทธิฯ มอบเงินเยียวยา 3 ล้านบาท แก่ทายาทพระมรณภาพ 10 รูป เหตุรถชนคณะพระธุดงค์ที่มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมแก้วกินรี ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบเงินเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งชนคณะพระภิกษุระหว่างเดินจาริกธุดงค์ ภายใต้กิจกรรม “คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ : เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม”

ภายในพิธีมี นายไตรยฤทธิ์ เติมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร, พระวิฑูรวชิรโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทายาทของพระภิกษุผู้มรณภาพ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้มอบเงินเยียวยาแก่ทายาทของพระภิกษุผู้มรณภาพ จำนวน 10 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างหลักประกันด้านสิทธิให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียจากคดีอาญา

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เด็กชายอายุ 11 ปี ขับรถยนต์กระบะเสียหลักพุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินจาริกธุดงค์อยู่ริมถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล บริเวณบ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพรวม 10 รูป ได้แก่ พระภิกษุสำรวย ระวัง,

พระภิกษุศักดิ์ดา สีลา, พระภิกษุชัยสอน นันทะสิงห์, พระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ, พระภิกษุคำสิงห์ ชัยเลิศ, พระภิกษุโยธิน วรรณศรี, พระภิกษุยุทธ พงศ์วิเศษ, พระภิกษุนิคม อังกาบ, พระภิกษุสุรศักดิ์ ปิ่นละออ และพระภิกษุสาคร คลังสูงเนิน นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุได้รับบาดเจ็บอีกหลายรูป นับเป็นเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วประเทศ

พันตำรวจเอก อิทธิกร กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเผยแพร่การให้บริการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนผู้ตกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ให้ได้รับสิทธิตาม พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาอย่างทั่วถึง

พร้อมนำบริการด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรฐานสากลลงสู่ประชาชนในพื้นที่ ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาจากภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ

การมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินงานเชิงรุกของกระทรวงยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเร่งรัดการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียให้ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากคดีอาญาจะได้รับการดูแลตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

ภาพ/ข่าว ชูโรจน์ – เดวิดโชคชัย 092-5259777

ปิดเกมปาร์ตี้ยาไทย-ลาว! ชุดสิงห์เมืองมุกบุกจับคางานวันเกิดในอู่ซ่อมรถ รวบ 14 ผู้ต้องหา หญิง – ชาย ร่วมวงเสพยาเค – แฮปปี้วอเตอร์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ภายใต้การอำนวยการของ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (ด้านความมั่นคง) และนายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร รักษาราชการแทนปลัดจังหวัดมุกดาหาร

ได้สั่งการให้ นายหมวดโทธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิก อส. ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ร้อย ตชด.234

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีได้รับข้อร้องเรียนว่ามีการจัดปาร์ตี้มั่วสุมลักลอบเสพยาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ก่อนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 14 ราย

ผู้ต้องหาทั้งหมดประกอบด้วยชาย 9 คน และหญิง 5 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวลาว 4 คน แยกเป็นชาย 1 คน และหญิง 3 คน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า คนต่างด้าวชาวลาว 1 คน อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง จึงถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้รับแจ้งจากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีการรวมตัวจัดปาร์ตี้งานวันเกิด มั่วสุมเสพยาเสพติด และส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ภายในอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง พื้นที่บ้านคำผักหนอก หมู่ 7 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จึงสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ

เมื่อเดินทางไปถึง พบประตูอู่ซ่อมรถเปิดอยู่และมีเสียงเพลงดังออกมาจากภายใน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวต่อเจ้าของสถานที่และเข้าตรวจสอบ พบกลุ่มชายหญิงจำนวนมากอยู่ในอาการมึนเมา และแสดงอาการตกใจเมื่อพบเจ้าหน้าที่

ก่อนเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจตามขั้นตอนกฎหมาย ผลการตรวจค้นพบวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เคตามีน) บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก และพบขวดน้ำดื่มบรรจุน้ำสีแดง ซึ่งเชื่อว่าเป็น “แฮปปี้วอเตอร์” เมื่อตรวจสอบด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น พบสารเมทแอมเฟตามีนปะปนอยู่ในน้ำดังกล่าว

จากการสอบสวน ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้นัดรวมตัวกันเพื่อจัดงานเลี้ยงวันเกิด และมีการนำยาเสพติดมาเสพร่วมกันภายในงานจริงเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ประกอบด้วยมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 1 ราย พร้อมของกลางเคตามีน น้ำหนัก 2.88 กรัม

มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนในลักษณะแฮปปี้วอเตอร์ผสมน้ำ) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 1 รายเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 14 ราย

คนต่างด้าวชาวลาวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง จำนวน 1 รายภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ / นราธิวาสเอาจริง! อบต.โคกเคียน จับมือ สสส. ประกาศเขตปลอดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า นำร่อง 1 ใน 5 จังหวัดระดับประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

อบต.โคกเคียน จ.นราธิวาส ผนึกกำลังมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ สสส. ประกาศความพร้อมเป็นพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% หวังปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยเงียบที่เป็นปัญหาระดับชาติ พร้อมตั้งเป้าเป็นจังหวัดต้นแบบถอดบทเรียนขยายผลทั่วประเทศ

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) เมื่อเวลา 09.10 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลโคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส นายมูฮัมมัดอิมรอน มาหะมะ รองนายก อบต.โคกเคียน ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในพิธี “ประกาศพื้นที่สาธารณะในองค์กรบริหารส่วนตำบลโคกเคียน ปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า จังหวัดนราธิวาส” โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุน

การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างคับคั่ง อาทิ ตัวแทนศูนย์ข่าวปลอดควันจังหวัดนราธิวาส, ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดฯ, สมาคมป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทน สพม./สพป., ผู้อำนวยการโรงเรียน, รพ.สต., อสม., ผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน ตลอดจนตัวแทนมัสยิด วัด และประชาชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจกันมาร่วมขับเคลื่อนวาระสำคัญนี้

นายมูฮัมหมัดซัยฟูดีน ดอเลาะ นายก อบต.โคกเคียน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ากำลังมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับชาติเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของการเสพติด

“อบต.โคกเคียน ตระหนักดีว่าเยาวชนคืออนาคตของชาติที่ต้องได้รับการพัฒนาทั้งด้านการศึกษาและสังคม การประกาศให้พื้นที่สาธารณะใน อบต.โคกเคียน เป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของเรา โดยเรามุ่งหวังให้เกิดกลไกการทำงานระดับจังหวัดที่เป็นระบบและมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน” นายก อบต.โคกเคียน กล่าว

สำหรับความพิเศษของโครงการนี้คือ จังหวัดนราธิวาส ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 จังหวัดนำร่องระดับประเทศ จากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ สสส. ในการดำเนินโครงการลดอัตราการสูบบุหรี่ของนักเรียนในเขตเมือง ซึ่งจะมีการตั้งระบบประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และถอดบทเรียนความสำเร็จเพื่อใช้เป็น “โมเดลต้นแบบ” ในการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

นอกจากพิธีประกาศเจตนารมณ์แล้ว ภายในงานยังมีการบรรยายให้ความรู้จากตัวแทนมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พร้อมทั้งการระดมสมองหารือแนวทางการปฏิบัติ เพื่อกำหนดสูตรแถลงนโยบายพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่า อบต.โคกเคียน จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยไร้ควันบุหรี่อย่างแท้จริง
///////////////
ข่าว/กรียา/ เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / พิธีทำบุญอุทิศให้บูรพาจารย์ ณ วัดเจริญราษฎร์บำรุง (หนองพงนก) ต.สระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศให้บูรพาจารย์ ณ วัดเจริญราษฎร์บำรุง (หนองพงนก) ตำบลสระพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส

นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศให้บูรพาจารย์ ณ วัดเจริญราษฎร์บำรุง (หนองพงนก) ตำบลสระพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยความเมตตาในการดำเนินงานของพระครูอดุลประชารักษ์ เจ้าเจริญราษฎร์บำรุง

ในการนี้ ผศ.ว่าที่ ร.ต.ภูมิพัฒน์ ธนัชญาอิศม์เดช ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตฯเกษตรกำแพงแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระพัฒนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระสี่มุม ผู้นำทัองที่ตำบลสระพัฒนา

พร้อม คุณ สมัชชา ศรีทันดร เจ้าของบริษัทเค็กหนองพงนก ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่ร่วมพิธีทำบุญเพื่อแสดงความกตัญญูและน้อมรำลึกถึงบูรพาจารย์ในการนี้ด้วย
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / รพ.นครปฐม ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

โรงพยาบาลนครปฐม ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ณ พระที่นั่งดุสิตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ โรงพยาบาลนครปฐม ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครปฐม ในการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อปวงชน ชาวไทยตลอดมา ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มทร.อีสาน โชว์ “แทรมลูกอีสาน” รถไฟฟ้ารางเบาฝีมือคนไทย 100% วิ่งทดสอบใช้งานจริงที่วิทยาเขตขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เดินหน้าสร้างหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางไทย หลังประสบความสำเร็จในการนำรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) หรือ “แทรมลูกอีสาน” ต้นแบบที่พัฒนาโดยทีมวิจัยและวิศวกรไทย ลงวิ่งทดสอบบนรางจริง

ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมระบบรางควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศในอนาคต โดยการทดสอบดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า “การนำรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบลงวิ่งบนรางจริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางโดยคนไทย และสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้ วิจัย พัฒนา และผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง รองรับการลงทุนด้านระบบรางที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ

“สิ่งที่ประชาชนเห็นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทดสอบรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบ แต่คือภาพสะท้อนศักยภาพของคนไทยที่สามารถออกแบบ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางให้ใช้งานได้จริง เราไม่ได้กำลังสร้างรถไฟฟ้าเพียงหนึ่งขบวน แต่กำลังสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากร และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทยสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของคนไทย” อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าว

อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าวว่า “การทดสอบครอบคลุมทั้งสมรรถนะการวิ่งบนทางตรงและทางโค้ง ระบบเบรก ระบบขับเคลื่อน ชุดล้อเลื่อน รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นส่วนสำคัญที่พัฒนาโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย อาทิ อุปกรณ์ยึดราง ยางรองราง และยางรองร่องราง เพื่อให้มั่นใจว่ารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบมีความพร้อมด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการใช้งานจริง”

นอกจากนี้ การพัฒนารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบยังได้นำองค์ความรู้และมาตรฐานด้านวิศวกรรมระบบรางจากนานาประเทศมาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งด้านการออกแบบ ความปลอดภัย การควบคุมระบบ และการบำรุงรักษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต กล่าวเพิ่มเติมว่า “รางทดสอบภายในวิทยาเขตขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองเดินรถ แต่เป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การติดตั้ง การทดสอบ การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบราง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตกำลังคนด้านระบบรางที่ประเทศต้องการ”

“ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี มทร.อีสาน ได้พัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือด้านระบบรางอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ ‘แทรมลูกอีสาน’ จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัย แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้างองค์ความรู้ด้านระบบรางด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางอย่างครบวงจร”
มทร.อีสาน – RMUTI

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / มาม่า ต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทยบทเรียนจาก “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ในมุมมองของ”เอฟเคไอไอ-อลงกรณ์“

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)ถ่ายทอดเรื่องราวของต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทย “มาม่า” ราชาแห่งบะหมี่สำเร็จรูปและโมเดลการบริหารธุรกิจแบบยั่งยืนกับบทเรียนจากนักบริหารคนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ภายใต้วิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ และการรักษาพันธมิตรคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจโดยมีเนื้อหาดังนี้…“มาม่า ต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทย ตำนาน “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”..

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)ในโลกของธุรกิจอาหาร ไม่มีใครในประเทศไทยที่จะไม่รู้จักคำว่า “มาม่า” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ก้าวข้ามผ่านการเป็นเพียงแค่เครื่องหมายการค้า ไปสู่การเป็น “Generic Name” หรือคำสามัญที่คนไทยใช้เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อ และเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจภาคประชาชนฐานรากที่แม่นยำที่สุด หรือที่เรียกกันว่า “Mama Index”เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ระดับตำนานที่ครองใจคนไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ และแผ่กิ่งก้านสาขาไปปักธงไทยไกลในกว่า 60 ประเทศทั่วโลกนั้น มีคนๆหนึ่งที่ชื่อว่า “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ผู้ซึ่งเพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ทิ้งไว้ซึ่งบทเรียนทางธุรกิจอันล้ำค่าและตำนาน “ราชาแห่งบะหมี่สำเร็จรูป” ที่คนรุ่นหลังต้องจดจำจากจุดเริ่มต้น.. สู่การปฏิวัติรสชาติเพื่อคนไทยย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2515 ยุคที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยยังเป็นสิ่งใหม่ และมีเจ้าตลาดเดิมจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว การก้าวเข้ามาของ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ภายใต้การร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์ โดยคุณเทียม โชควัฒนา และพันธมิตรจากไต้หวัน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ในฐานะผู้บริหารยุคบุกเบิก ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คนไทยยังไม่คุ้นชิน

ในยุคแรก มาม่าส่ง “รสซุปไก่” เข้าสู่ตลาดตามพิมพ์นิยมสไตล์จีน แต่ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามเป้า จุดพลิกผันสำคัญที่พิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของคุณพิพัฒ คือการเดินหน้าทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และตั้งคำถามว่า “รสชาติแบบใดที่จะเข้าถึงหัวใจคนไทยอย่างแท้จริง?”
นำมาสู่การปฏิวัติวงการด้วยการส่ง “มาม่ารสหมูสับ” ออกสู่ตลาดในปี พ.ศ. 2523 ตามด้วย “รสต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นการถอดรหัสจากเมนูยอดฮิตในร้านก๋วยเตี๋ยวและอาหารไทย มาสถิตลงในซองบะหมี่ได้อย่างไร้ที่ติ หมัดฮุคในครั้งนั้นผสมผสานกับการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ “ซองอลูมิเนียมฟอยล์” เป็นรายแรกเพื่อป้องกันแสงแดดและกลิ่นหืน ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มาม่าพลิกเกมขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศอย่างเด็ดขาดพลังแห่งพันธมิตร: “สูตรสำเร็จ” ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย

ในฐานะอดีตรัฐมนตรี ที่เคยดูแลระบบการค้าและการส่งออกของประเทศ ผมมองเห็นโครงสร้างความสำเร็จของมาม่าว่าเป็น “โมเดลธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ” จากความร่วมมือระหว่างสองตระกูลใหญ่ คือ “โชควัฒนา” และ “พะเนียงเวทย์”นี่คือสะพานเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่าง “ต้นน้ำและปลายน้ำ” โดยฝั่งไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ภายใต้การนำของคุณพิพัฒ รับหน้าที่เป็นผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมอาหารให้ดีที่สุด ส่วนฝั่งสหพัฒนพิบูล (SPC) รับหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เจาะลึกถึงร้านโชห่วยทุกตรอกซอกซอยทั่วประเทศกลยุทธ์การแบ่งงานกันทำตามความเชี่ยวชาญเช่นนี้ ทำให้มาม่าสามารถขับเคลื่อน Supply Chain ได้อย่างทรงพลัง สินค้าผลิตใหม่สามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ในตลาดจากแบรนด์ท้องถิ่น สู่การปักธงในเวทีโลก

วิสัยทัศน์ของคุณพิพัฒไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศไทย ท่านคือฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันแบรนด์ “MAMA” ไปสู่ระดับสากล ไม่เพียงแค่การส่งออก แต่เป็นการนำองค์ความรู้และทุนไทยไปตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา กัมพูชา ข้ามฝั่งไปบังกลาเทศ จนถึงการตั้งป้อมปราการในยุโรปที่ประเทศฮังการีนี่คือต้นแบบของการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (Global Expansion) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและชื่อเสียงให้แก่อุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างความมั่นคงเป็น“ครัวไทยครัวโลก”((Kitchen of The World)และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระดับโลก

บทเรียนจากผู้สร้างตำนานการจากไปของคุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียบุคลากรระดับผู้บริหารของเครือสหพัฒน์และไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์เท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียปูชนียบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การบริหารธุรกิจให้ยั่งยืนนั้นต้องประกอบด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ และการรักษาพันธมิตรคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตำนานและคุณูปการที่คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ได้สร้างสรรค์ไว้แก่วงการอุตสาหกรรมอาหารไทย จะยังคงได้รับการจารึกและเป็นบทเรียนหน้าสำคัญให้แก่ผู้ประกอบการไทยรุ่นหลังสืบไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บก.ปทส.ร่วม ตร.ภูธร ภาค 5 ลงพี้นป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ บ้านห้วยโป่ง ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ

แชร์เนื้อหานี้

3-07-69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.4 บก.ปทส.ร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5
ลงพี้นที่บริเวณป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง หมู่ 1 บ้านห้วยโป่ง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ

ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช. ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพื้นที่บุกรุกได้รวม 5 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 76 ไร่ประกอบด้วย

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 948,288 บาทแปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 750,354 บาทแปลงที่ 3 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,209,642.63 บาท

แปลงที่ 4 ตรวจยึดพื้นที่ป่าเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งถูกบุกรุก เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,466,926.28 บาทและแปลงที่ 5 ตรวจยึดพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 26 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 891,620.93 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพื้นที่ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบสิทธิการครอบครอง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่ คทช. เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกันการขยายพื้นที่บุกรุก และคุ้มครองผืนป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำของประเทศ…


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯน่าน เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก 2-4 ก.ค. 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 ก.ค.2569 ที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน จังหวัดน่าน สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ณ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค.2569 เพื่อรวมพลังเยาวชน ระดับมัธยมศึกษา กว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา เพื่อเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังอุดมการณ์แห่งการมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองรับใช้สังคมส่วนรวม ยกระดับให้เป็นจิตอาสาที่เป็นพลชาติ เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบที่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้เกียรติมอบหมาย นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดโครงการมีพลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ และ คุณถนอมพจน์ เฉินสุจริตการกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น)
ประธานคณะหาทุน นสช.รุ่นที่ 20 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์

โอกาสนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวบรรยายพิเศษใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โรงเรียนสร้างชาติ” และ “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน และเยาวชนคือพลังหลักที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณธรรม ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน ค่ายเยาวชนสร้างชาติไม่ใช่เพียงกิจกรรม 3 วัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีภาวะผู้นำ จิตสาธารณะ และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต เพราะอนาคตของชาติ ไม่ได้รอคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่ “ดี เก่ง และกล้า” ที่พร้อมลุกขึ้นมาร่วมสร้างประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืน และน่าอยู่สำหรับคนทุกเจเนอเรชันต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ที่จัดโดยนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 สถาบันการสร้างชาติ ภายในโครงการดังกล่าว ยังได้มีการจัดอบรมกลุ่มย่อย พระสร้างชาติ, ครูสร้างชาติ และพ่อแม่สร้างชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมสร้างเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีความเข้มแข็งช่วยผลิตและสร้างเยาวชนต้นแบบให้มีคุณภาพและให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ตามโมเดลบ้าน 3 หลังของศ.ดร. เกรียงศักดิ์

สำหรับโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากส่วนราชการ วิทยาลัยเทคนิคน่าน หน่วยงานต่างๆและผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม อาทิคุณสกล ก๊กผล ประธานยุทธศาสตร์งานเยาวชน ของสถาบันการสร้างชาติ, คุณจตุรงค์ พิศุทธ์สินธุ์ ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 16 รศ.ดร. นที ขลิบทอง ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 21พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO นสช. รุ่นที่ 21, นายกองเอก ดร. ประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พันเอก ดร. ศุภณัฏฐ์ หนูรุ่ง อดีตรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ, ประธานกรรมการ, ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวย

การกองการพัฒนาบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน, คุณสิริกร พัชรกุลวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ, คุณผการัตน์ ตามชู ประทาน ชมรมวิสาหกิจร่มเตียงหาดป่าตอง,คุณพจนันท์ กองมาก ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงท่านผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และครูอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และ จังหวัดพะเยา คณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติทุกรุ่น โดยคณะผู้จัดโครงการขอขอบคุณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน,กรมทางหลวง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น),บริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด,บริษัท แลคตาซอย จำกัด,บริษัท กระดาษทัย กรุ๊ป จำกัด,บริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด,บจก.บิวตี้ แลนด์แอนด์โฮม, บจก.PF&D ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสร้างชาติรุ่นที่ 19 ในโอกาสนี้ด้วย

เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค. 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 1,200 คน โดยเป็นเยาวชนระดับมัธยมศึกษากว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา พร้อมด้วยพระสงฆ์ ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายการสร้างชาติร่วมกัน/บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี “เกษตรน่าน จับมือ ซีพี/น.น่าน ปั้นปลูกกาแฟภูคา ทดแทนข้าวโพด”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร เข้าร่วมอบรมให้ความรู้การปลูกกาแฟ โครงการ ”กาแฟฟื้นฟูป่าทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว“แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ภูคา เพื่อให้ความรู้ด้านการเตรียมพื้นที่ปลูก การคัดเลือกพื้นที่ ระยะการปลูก การดูแลรักษาช่วง 1-3 ปี การให้ปุ๋ย การเฝ้าระวังโรคแมลง และการใช้ปุ๋ย สารป้องกันโรคแมลง การรวมกลุ่มส่งเสริมอาชีพ/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และร่วมกิจกรรมส่งมอบกล้ากาแฟ จำนวน 10,000 ต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ซีพี /โรงคั่วกาแฟ น.น่าน พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ ซีพี เพื่อความยั่งยืน/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชสวนน่าน /สกร.อำเภอปัว / สนง.เกษตรอำเภอปัว/ โรงคั่วกาแฟ น.น่าน ร่วมกันปลูกกาแฟต้นแรก ภายใต้โครงการ “กาแฟฟื้นฟูป่า ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว” ณ บ้านเต๋ย ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน/บุญบงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจีงหวัดน่าน ราบงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ PRIMUS GROUP ผนึกกำลัง 4 แบรนด์ชั้นนำ MG, ZEEKR, DEEPAL, GAC AION นำทัพรถใหม่ ร่วม 20 คัน ลุยงาน FAST AUTO SHOW

แชร์เนื้อหานี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อรถยนต์อย่างแท้จริง โดย PRIMUS GROUP ได้คัดสรรยนตรกรรม จาก 4 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ MG, DEEEPAL, ZEEKR และ GAC AION นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกยานยนต์ ที่ชื่นชอบตามต้องการได้อย่างครบถ้วน ภายในบู๊ธ PRIMUS GROUP

สำหรับรถยนต์ไฮไลท์ภายในบูธ PRIMUS GROUP ปีนี้ ได้คัดสรรยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก 4 แบรนด์ดัง ได้แก่ NEW MG URBAN, NEVO Q05, ZEEKR X MY2026 และ AION UT รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ร่วม 20 คัน ที่นำมาจัดแสดงและเปิดให้ทดลองขับ ภายในของบูธ PRIMUS GROUP เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย พร้อมมอบประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์แบบครบวงจร ผ่านการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์รถยนต์ การทดลองขับ และการมอบข้อเสนอสุดพิเศษจากทั้ง 4 แบรนด์

ด้านแคมเปญส่งเสริมการขาย ภายในงาน PRIMUS GROUP จัดเต็มด้วยข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าและมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท ดอกเบี้ย 0% โปรแกรมดาวน์น้อย ผ่อนนาน รับฟรี! HOME CHARGER พร้อมติดตั้ง หรือ LIFETIME WARRANTY รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการรับประกัน ตามเงื่อนไขของบริษัทแม่ในแต่ละแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน ได้รับความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 รับกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิระดับพรีเมียมฟรี

“PRIMUS GROUP มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ ทั้งการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ การบริการที่ได้มาตรฐาน และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจดีเลอร์รถยนต์ในประเทศไทย” นายจิระพล กล่าว+

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ข่าวบูรพา” ฉลองใหญ่ก้าวสู่ปีที่ 40 คนดัง-บิ๊กตำรวจร่วมยินดีคับคั่ง

แชร์เนื้อหานี้

“ข่าวบูรพา” เดินหน้าหยัดยืนเคียงข้างสังคมมาอย่างยาวนาน ล่าสุดได้จัดงานฉลองครบรอบ 39 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 40 อย่างยิ่งใหญ่ ในชื่อ “39 ปี หนังสือพิมพ์ข่าวบูรพา สู่ยุคดิจิทัล ข่าวบูรพา ออนไลน์ ข่าวทั่วไทย” ที่เซเว่นโฮล์ พัทยา โดยมี นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีพร้อมกล่าวเปิดงาน

ภายในงานมีข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ และคนดังในวงการสื่อมวลชนตบเท้าเข้าร่วมแสดงความยินดีกับ คุณสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ นักข่าวใหญ่เมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษากลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐกรุ๊ป กันอย่างคับคั่ง นำโดยคุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล

บรรณาธิการข่าวภูมิภาค ไทยรัฐกรุ๊ป คุณขิง นักข่าวไทยรัฐอาวุโส พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.อ.วรายุทธ นิตยวัน ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ 

พร้อมคหบดี ที่สังคนพัทยา และทั่วไปให้ความเคารพ คือเสี่ยสม-ศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ นักธุรกิจชื่อดังเมืองพัทยา พร้อมด้วยพี่น้องเพื่อนพ้องสื่อมวลชนจำนวนมากที่มาร่วมในบรรยากาศอันอบอุ่น สะท้อนถึงความสำเร็จและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสื่อจากหน้าหนังสือพิมพ์ดั้งเดิม สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยบรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล 50 วัน “หลวงปู่บัวเกตุ” พระเกจิผู้เปี่ยมเมตตาแห่งวัดช่องลมนาเกลือ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ศาลาพิพิธภัณฑ์พระมหาบุรพาจารย์ (ศาลาเรือนไทย) วัดช่องลมนาเกลือ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ถวายแด่ พระราชวัชรปัทมคุณ หรือ “หลวงปู่บัวเกตุ” อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 13 และอดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ พระเกจิผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งในจังหวัดชลบุรีและทั่วประเทศ

โดยมีพระครูวิมลธรรมสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมอุทิศถวายเป็นกุศลและแสดงความอาลัยต่อการละสังขารของหลวงปู่บัวเกตุ ซึ่งมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา

สำหรับ พระราชวัชรปัทมคุณ หรือ “หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร” เป็นพระเถระผู้มีบทบาทสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและพัฒนาวัดช่องลมนาเกลือให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในพื้นที่ ท่านเป็นพระนักพัฒนาและพระนักปฏิบัติที่ยึดมั่นในหลักธรรม มีเมตตาธรรมสูง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง โดยตลอดระยะเวลาที่ดำรงสมณเพศได้อุทิศตนเผยแผ่พระพุทธศาสนา สร้างคุณูปการแก่สังคมและชุมชนเป็นอเนกประการ จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระราชวัชรปัทมคุณ”

แม้หลวงปู่บัวเกตุจะละสังขารไปแล้ว แต่คุณูปการและคำสั่งสอนอันทรงคุณค่าของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำและเป็นแบบอย่างแห่งการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมแก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

ไดอาน่ากรุ๊ป จัดทริปผู้บริหารเอ็กซ์คลูซีฟ “ไดอาน่า เอ้าท์ติ้ง แชร์ริ่ง โปรฟิต 67-68” เติมพลังหาไอเดียใหม่เพื่อยกระดับการให้บริการ

มีรายงานว่า ไดอาน่ากรุ๊ปได้จัดกิจกรรมการเดินทางไปศึกษาดูงานภายใต้โครงการ “ไดอาน่า เอ้าท์ติ้ง แชร์ริ่ง โปรฟิต 67-68” เส้นทาง พัทยา-ระยอง-จันทบุรี โดยมี นางโสภิญ เทพจักร์ กรรมการผู้จัดการพร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเดินทางในทริปดังกล่าว

กิจกรรมจะเป็นทริปการเดินทาง 2 วัน 1 คืน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ด้วยการท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม เป็นการพักผ่อนเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ด้านการบริหารงานโรงแรม

โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ สัมผัสธรรมชาติ ด้วยการเดินชมวิวป่าชายเลนสุดร่มรื่นที่ทุ่งโปรงทอง จ.ระยอง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ พร้อมแวะรับลมทะเลที่จุดชมวิวเนินนางพญา, ศึกษาดูงานโรงแรมด้านงานบริการระดับ 4 ดาวที่ Peggy’s Cove Resort จันทบุรี เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ นำไอเดียใหม่ๆ นำเอามาตรฐานการบริการมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงแรมในเครือไดอาน่ากรุ๊ปต่อไปด้วย

นอกจากนี้ทางคณะผู้บริหารไดอาน่ากรุ๊ป ยังได้ซึมซับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในท้องถิ่น แวะถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่สวยงามของอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล และอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นที่ชุมชนริมน้ำจันทบูร ซึ่งคณะผู้บริหารได้ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดการเดินทาง

โรงเรียนมารีวิทย์สืบสานวัฒนธรรมไทย ชวนคุณครู-นร.แต่งชุดไทยรำลึกวันสุนทรภู่ ปี 2569

ด้วยวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ตรงกับวันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญทางวรรณกรรมเพื่อรำลึกถึงพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) กวีเอก 4 แผ่นดิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่า เช่น พระอภัยมณี และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม

มีรายงานว่า โรงเรียนมารีวิทย์ จ.ชลบุรี โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ ได้จัดกิจกรรมรำลึกวันสุนทรภู่ ประจำปี 2569 เชิดชูครูกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมรำลึก ร่วมสืบสาน ร่วมเชิดชูคุณค่าภาษาไทยและวรรณคดีสู่เยาวชน

ในงานทางโรงเรียนมารีวิทย์ได้ขอความร่วมมือคุณครูและนักเรียนทุกระดับชั้นแต่งกายในชุดไทยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก และสนุกสนาน

ในกิจกรรมได้จัดสร้างสีสันด้วยการแสดงวัฒนธรรมไทยบนเวที การประกวดการแต่งชุดตามวรรณคดีจองสุนทรภู่ การทายและตอบคำถามด้วยภาษาไทย ก่อนมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก สร้างรอยยิ้มของผู้ปกครองที่เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กรมประชาสัมพันธ์ เปิดเวทีสัมมนา “PRD Active Networking” รวมพลังเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ – กรมประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมสัมมนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ “PRD Active Networking : พลิกโฉมการประชาสัมพันธ์ ร่วมสร้างสรรค์เครือข่ายคุณภาพ” ณ โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพ (Al Meroz Hotel Bangkok) โดยมีเครือข่ายประชาสัมพันธ์จากทั่วประเทศ กว่า ๑๐๐ คน เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับขีดความสามารถด้านการสื่อสาร

มุ่งพัฒนาให้เครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์เป็นสื่อบุคคลที่มีศักยภาพสูง พร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนพิธีเปิดกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยการกล่าวรายงานโดย นางสาวถนิมรัตน์ แกล้วทนงค์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษ

ก่อนเข้าสู่การปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังเครือข่ายไร้รอยต่อ : พลิกโลกสื่อสารรัฐ สู่ความเชื่อมั่นของชุมชน” โดย นายดุสิต สิงห์คีรี ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ในฐานะกลไกสำคัญของการสื่อสารภาครัฐ ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน

ภายหลังพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมเรียนรู้ในหัวข้อ “การประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล” โดย ดร.ปอยหลวง โคนทรงแสน CEO เอเจนซี The Platform ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการยกระดับบทบาทนักประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ ครอบคลุมแนวคิดการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) การเขียนข่าวและสร้างเนื้อหาให้น่าสนใจ

รวมถึงทักษะการพูด การนำเสนอ และการพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับความรู้ในหัวข้อ “Copyright for Creators : ปลดล็อกความคิด ผลิตงานอย่างปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องลิขสิทธิ์” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์ทางความคิด กฎหมายลิขสิทธิ์ และแนวทางการผลิตผลงานสื่อประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นมืออาชีพในยุคดิจิทัล

ปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยคุณภูริชญ์ ไชยศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำกิจกรรมและกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ (Facilitator) ซึ่งมาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้เครือข่ายประชาสัมพันธ์จากทั่วประเทศได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างเครือข่ายคุณภาพ

ทั้งนี้ กิจกรรม “PRD Active Networking” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหวังพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ให้เป็นนักสื่อสารยุคใหม่ ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการสื่อสารภาครัฐให้ทันสมัย เข้าถึงประชาชน และสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืน

ภาพ ข่าว/ บุญเลิศ ผลอุดม สิงห์บุรี /รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ CSR ราชบุรี มอบสับปะรดในถุง ให้โรงเรียนในพื้นที่ จ.ราชบุรี

แชร์เนื้อหานี้

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดราชบุรี ( CSR ราชบุรี ) มอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ให้กับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ตามโครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” เพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดีแก่เด็กนักเรียน พร้อมเป็นการส่งต่อความห่วงใยจากภาคธุรกิจสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ดร.วีณา ศรีสรรพางค์ รองประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนางสาวศิริกาญจน์ ศักดิ์สมบูรณ์ กรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ นายจิราวุฒิ แซ่ตั้ง ประธานศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดราชบุรี (CSR ราชบุรี)

พร้อมด้วยคณะกรรมการเครือข่าย CSR ตลาดศรีเมือง ร่วมพิธีมอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ ร้านใหญ่ไพศาล อำเภอเมืองราชบุรี ภายใต้โครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” โดยการดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ภาคเอกชน และศูนย์ CSR ราชบุรี เพื่อส่งต่อให้กับนักเรียน เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยมุ่งหวังให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรที่มีคุณค่าไปยังผู้ที่ต้องการ ตลอดจนสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ภายหลังจากได้รับมอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นายจิราวุฒิ แซ่ตั้ง ประธานศูนย์ CSR ราชบุรี ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 เพื่อสำรวจความต้องการของสถานศึกษาในพื้นที่ ก่อนรวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ และจัดสรรผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กนักเรียน

การส่งมอบในครั้งนี้ มีการมอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม จำนวน 20,000 ถุง ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในจังหวัดราชบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และตัวแทนนักเรียนจากหลายโรงเรียนเดินทางเข้ารับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่นักเรียนและครอบครัว รวมถึงนำไปประกอบอาหารกลางวันในโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็กและเยาวชน

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมามอบในครั้งนี้ เป็นสับปะรดในน้ำเชื่อมชนิดหวานน้อย บรรจุในบรรจุภัณฑ์แบบซองนวัตกรรมใหม่ (Stand-up Pouch) ขนาด 200 กรัม มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก เปิดรับประทานได้ทันที โดยมีทั้งแบบชิ้นหนาเต็มคำ และชิ้นเล็กพอดีคำ เหมาะสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารและขนมต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

ทั้งนี้ โครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศล ในการร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ตลอดจนปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ภาพ- ข่าว คมปิยะ อิษฎานนท์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / SSI–TCRSS ผนึก NEA ร่วมโครงการศึกษาไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ภายใต้โครงการ “การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตเหล็กสีเขียวสำหรับประเทศไทย” (Feasibility Study of Green Steel Production for Thailand) กับบริษัท นูมาน แอนด์ เอสเซอร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (NEA) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)

ในการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel) ในประเทศไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่การผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโครงการดังกล่าวครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในภาคตลาดและอุตสาหกรรมของไทย นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทย–เยอรมนี เพื่อผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือด้านไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเป็นโครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถขยายผลและพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังพิธีลงนาม บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอได้นำเสนอภาพรวมองค์กร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว รวมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำคณะผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นของ TCRSS เพื่อศึกษากระบวนการผลิต เครื่องจักร และแนวทางการบูรณาการไฮโดรเจนสีเขียวเข้าสู่กระบวนการผลิตเหล็กสีเขียวของบริษัท อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กสู่การผลิตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

//////////////////////ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดยาบ้าเพิ่ม พร้อมอาวุธปืน

วันที่ 19 มิ.ย.69 เวลา 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่6 จำนวน 3 นาย และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก ประกอบด้วย นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญบ.ม.8 ตำบลอ่างทอง นางโนรี ฉัตรบรรยงค์ ผญบ.ม.4 ตำบลแสงอรุณ นายฉัตรชัย ฝักเล็ก ผญบ. ม.1 ตำบลห้วยยาง กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ จับกุม นายศักดิ์ชัย(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก แต่มาอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93/8 หมู่ที่4 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง 1.ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 166 เม็ด 2.อาวุปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม ยี่ห้อ CZ เลขหมายประจำปืน A315809 จำนวน 1กระบอก 3.เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 7 นัด 4.ซองบรรจุกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนสั้นยี่ห้อ CZ รุ่น 75 P-01 จำนวน 1 ซอง 5.รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเทาคันหมายเลขทะเบียน กพ 347 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา 1.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย 3.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยผิดกฎหมาย สอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ห้วยยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

//////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468