คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวประชาสัมพันธ์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ผู้ว่าฯจ.เชียงราย เชิญผ้าไตรพระราชทานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับมอบผ้าไตรพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระ

กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตร จำนวน 1 ไตร และผ้าไตรโดยเสด็จพระราชกุศล จำนวน 9 ไตร รวม 10 ไตร จากสำนักพระราชวัง เพื่อนำไปถวายแด่ประธานสงฆ์และพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พิธีดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.09 น.

ณ อุโบสถบุญชุ่มรัตนบุรี ศรีธรรมราชา วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี

พล.ต.อ.ดร.มนตรี ยิ้มแย้ม ประธานมูลนิธิดอยเวียงแก้ว พระครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ พร้อมผู้เข้าร่วมพิธีพร้อมกัน ณ บริเวณอุโบสถ จากนั้นประธานในพิธีประกอบ

พิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาสนพิธีกรอาราธนาศีล พระราชวชิรคณี ดร. เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา

ประธานสงฆ์ให้ศีล และประธานในพิธีจุดเทียนบูชาน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนที่พระสงฆ์ 10 รูป จะเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล ภายหลังการเจริญพระพุทธมนต์ ประธานในพิธีพร้อมด้วยผู้มีเกียรติถวายผ้าไตรพระราชทานและผ้าไตรโดยเสด็จพระราชกุศล

รวมทั้งถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ทั้ง 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีกรวดน้ำ รับพร กราบพระรัตนตรัย ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบลาประธานสงฆ์ และบันทึกภาพร่วมกัน

ก่อนเสร็จพิธี การจัดพิธีในครั้งนี้นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งร่วมถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการรายย่อย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 ก.ค.69 ที่ลานจอดรถศูนย์การค้าเอ้าท์เลตมอลล์ พัทยา จ.ชลบุรี นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 กรกฎาคม 2569 โดยมีตัวแทนศูนย์การค้าและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธี

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เลือกเมืองพัทยาจัดงาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา โดยรวมร้านอาหารเคลื่อนที่กว่า 50 ร้าน พร้อมกิจกรรมบันเทิงและโปรโมชั่น หวังกระตุ้นการใช้จ่าย ดึงนักท่องเที่ยว และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้เศรษฐกิจจังหวัดชลบุรีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า งาน Food Truck Carnival 2026 @พัทยา ซึ่งเป็นมหกรรมรวมร้านอาหารเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของปีมารวบรวมไว้ที่เดียวเพื่อบริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศในเมืองพัทยา

โดยเปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง มี Food Truck มากกว่า 50 ร้าน มาร่วมบริการ ทั้งอาหารไทย อาหารนานาชาติ อาหารฟิวชัน ของหวาน เครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมความบันเทิง การแสดงดนตรี และกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดทั้ง 5 วัน ซึ่งพบว่าวันแรกบรรยากาศค่อนข้างคึกคักและมีสีสัน

ชิลชีจรรย์ปลุกสีสันการท่องเที่ยว! ตลาดชุมชน-ศิลปะ-คราฟรี-แม่ค้าเป็นกันเอง

วันที่ 25 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ตลาดชิลชีจรรย์ ตลาดชุมชน-ศิลปะ-คราฟ ริมถนนบานเย็น ทางไปเขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี ที่เปิดให้บริการทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น.-20.00 น. ในวันนี้เมีนักท่องเที่ยวแวะชมแวะเที่ยวและเลือกซื้อสินค้ากันอย่างมีสีสัน

ภายในตลาดชิลชีจรรย์เป็นกาคออกร้านของประชานและชาวบ้านในเขตเทศบาลตำบลนาจอมเทียนที่ร่วมกันให้บริการเป็นสถานที่ท่องเที่ยววันหยุดที่รวบรวมความชิลและของอร่อยมารวมไว้ที่เดียวด้วยบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ

โดยมีการออกร้านให้บริการทั้งอสหารพื้นบ้าน ของคาว ของหวาน เครื่องดื่ม สินค้าชุมชนเก๋ๆ งานแฮนด์เมด และงานคราฟท้องถิ่น ตลอดจนองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่ให้สักการะขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัว ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าผู้ประกอบในตลาดแห่งนี้ต่างได้รับคำชื่นชมเรื่องความเป็นกันเองเป็นอย่างมาก

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดตัวโครงการ “Micro Drama Master : เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” เพื่อ เฟ้นหาครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ชิงเงินรางวัลรวม 2 แสน !!

แชร์เนื้อหานี้

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เดินหน้าสนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ยุคใหม่ ประกาศเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “Micro Drama Master : เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร” เชิญชวนผู้ที่มี passion ในการเล่าเรื่องและการสร้างสรรค์สื่อทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานโครงร่างบทละครสั้นภายใต้หัวข้อสุดท้าทาย “เมื่อความจริง ไม่มีฟิลเตอร์” เพื่อรับโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเข้าอบรมเข้มข้นเพื่อต่อยอดผลงานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และสังคมจริง พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท

โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพผู้ผลิตสื่อและสร้างสรรค์คอนเทนต์ละครแนวตั้ง (Micro Drama) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน โดยเปิดรับสมัครประชาชนทั่วไปสัญชาติไทยทุกช่วงวัยจาก 5ภูมิภาคทั่วประเทศ เข้ามาร่วมปล่อยของ ประลองไอเดียผ่านโครงร่างบทความยาว 1 หน้ากระดาษ A4 ซึ่งทางโครงการจะคัดเลือกผู้ผ่านเกณฑ์ 250 คน เข้าร่วมการฝึกอบรมในรูปแบบออนไลน์ (ระดับ Basic) และเฟ้นหาผู้ผ่านเข้ารอบ 25 คน สู่การอบรมในรูปแบบออนไซต์สุดเข้มข้น (ระดับ Advanced)

ความพิเศษของโครงการนี้ คือการรวบรวมทัพวิทยากร และ ทีม Mentor ระดับแนวหน้าของประเทศไทยมาร่วมถ่ายทอดความรู้ เทคนิค และประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิด นำโดยผู้กำกับ มือเขียนบท และครีเอเตอร์ชื่อดัง ที่จะมาร่วมเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นผลงานคุณภาพระดับมืออาชีพ

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2569 ติดตามรายละเอียด เกณฑ์การคัดเลือก และขั้นตอนการสมัครเพิ่มเติมได้ที่ >>> Facebook Page: Micro Drama Master : เล่าเรื่องสั้น ปั้นให้ปัง แบบมือโปร หรือสแกน QR Code บนโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 061-583-9963 หรือ 083-050-3886 … /// ขอขอบคุณ คุณตอริก สหสันติวรกุล Torik Sahasantiworakul

สำนักข่าวไทย อสมท รายงาน …///

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รพ.นครปฐม รับการเยี่ยมสำรวจเพื่อรับรองมาตรฐาน Hip Fracture in Elderly จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.)

แชร์เนื้อหานี้
นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย นพ.ลักษณ์ ปภินวิชกุล และ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ในการเยี่ยมสำรวจ การรับรองมาตรฐานเฉพาะโรค (Disease Specific Certificate : DSC) การดูแลการผ่าตัดข้อสะโพกหักในผู้สูงอายุ (Hip Fracture in Elderly) โดยมี นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ทีมแพทย์ พยาบาล และทีมสหวิชาชีพ ร่วมต้อนรับ เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการ ณ ห้องจตุภัทร ชั้น 4 อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ดร.ประกาย ณ สงขลา ร่วมพิธีเปิดงาน IME 2026 เปิดมิติใหม่อุตสาหกรรมอัจฉริยะของอาเซียน

แชร์เนื้อหานี้

กรุงเทพมหานคร | 22 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศภายในงาน Intelligent Manufacturing Expo Southeast Asia 2026 (IME 2026) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากหลายประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนำเสนอเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในโอกาสนี้ ดร.ประกาย ณ สงขลา ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร และประธานอนุกรรมการด้านดิจิทัล AI สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน พร้อมศึกษานวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence (AI), Smart Manufacturing, Robotics, Automation, Internet of Things (IoT), Smart Factory และ Digital Transformation

ดร.ประกายกล่าวว่า งาน IME 2026 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอนาคตการเข้าร่วมงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมใหม่ ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีของโลก และนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาต่อยอดสู่การพัฒนาการศึกษา การสร้างบุคลากร และการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย

ดร.ประกายย้ำว่า“โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ประเทศไทยจึงต้องพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและคนไปพร้อมกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง”เปิดตัว The Skill Up Academy และ AI Skill Up SmartLink เชื่อมอุตสาหกรรมสู่การศึกษาภายในงาน IME 2026 ดร.ประกาย ณ สงขลา ได้ถือโอกาสเปิดตัว The Skill Up Academy และแพลตฟอร์ม AI Skill Up SmartLink อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย

The Skill Up Academy จัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิดว่า“เทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ได้สูงสุด เมื่อประชาชนสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้จริง”สถาบันจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรด้านArtificial Intelligence (AI)Digital TransformationSmart BusinessDigital Marketingการสร้างคอนเทนต์ด้วย AIการสร้างภาพ วิดีโอ และเอกสารด้วย AIการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงานการสร้างอาชีพยุคดิจิทัล

พร้อมกันนี้ ได้เปิดตัวระบบ AI Skill Up SmartLink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบครบวงจร ที่รวบรวมบทเรียน วิดีโอ เอกสาร บทความ และฐานข้อมูลด้าน AI ไว้ในระบบเดียว เพื่อให้สมาชิกสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์จุฑามาศ ณ สงขลา ร่วมบรรยายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการเรียนรู้ด้านดิจิทัล การใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การศึกษา และการประกอบอาชีพ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

ความร่วมมือระดับประเทศ สร้างกำลังคนด้าน AI เพื่ออนาคตของประเทศไทยเพื่อแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดร.ประกาย ณ สงขลา ได้กราบเรียนเชิญ รองศาสตราจารย์ ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองสาม จังหวัดปทุมธานี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด The Skill Up Academy และ AI Skill Up SmartLink อย่างเป็นทางการ

การได้รับเกียรติจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับประเทศ สะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้กระจายสู่ทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่จำกัดอยู่เพียงในเมืองใหญ่ แต่ครอบคลุมถึงชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และภาคธุรกิจในทุกภูมิภาค

ดร.ประกายกล่าวว่า เป้าหมายของ The Skill Up Academy คือการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ด้าน AI ระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากเวทีระดับนานาชาติ เช่น งาน IME 2026 มาสู่หลักสูตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายให้ AI Skill Up SmartLink เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน AI ของประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศปิดท้ายด้วยวิสัยทัศน์ของ ดร.ประกาย ณ สงขลา ว่า

“การสร้างคนคือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด เมื่อคนไทยใช้ AI เป็น ประเทศไทยก็จะสามารถสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของอาเซียนได้อย่างมั่นคง”เรียบเรียงโดย NEWS COUNCIL TV สภาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/‘เบียร์-ปรเมศวร์‘ เข้ารับตำแหน่ง นายกเมืองพัทยา เปิดวิสัยทัศน์ BETTER PATTAYA V.2 ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ 3 เป้าหมาย 33+ นโยบาย

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 06.49 วันที่ 20 ก.ค.69 ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้นำทีมว่าที่ผู้บริหารเมืองพัทยา

และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ร่วมพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการเมืองพัทยา ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ, ศาลพระพิฆเนศ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

จากนั้นในเวลา 08.30 น. นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้ลงนามแต่งตั้งรองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา ประธานที่ปรึกษา

นายกเมืองพัทยา และที่ปรึกษานายกเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการ พร้อมลงนามในหนังสือมอบหมายงานในตำแหน่งนายกเมืองพัทยา เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกเมืองพัทยาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม หลังเสร็จสิ้นพิธีการในช่วงเช้าแล้วคณะทั้งหมดได้ออกไปต้อนรับกลุ่มประชาชนและผู้สนับสนุนที่มารอแสดงความยินดีและมอบกระเช้าให้กำลังใจกับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

คณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาบริหารเมืองพัทยาเป็นสมัยที่ 2 พร้อมถ่ายรูปที่ระลึกด้วยบรรยากาศที่คึกคัก ก่อนในช่วงบ่ายจะมีการมอบนโยบายการทำงานตามลำดับต่อไป

นายกพัทยาเปิดวิสัยทัศน์ BETTER PATTAYA V.2 ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ มอบแนวทางการทำงาน 3 เป้าหมาย 33+ นโยบาย

เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา พร้อมรองประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองทัทยา และหัวหน้าส่วนราชการศาลาว่าการเมืองพัทยา ร่วมให้การต้อนรับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา

ตามลำดับพิธีการส่งมอบงานในหน้าที่ โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้มอบประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาแก่นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ก่อนปลัดเมืองพัทยา จะได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับนายปรเมศวร์ นายกเมืองพัทยาและคณะผู้บริหารเมืองพัทยา ต่อด้วยหัวหน้าส่วนราชการเมืองพัทยาจะแนะนำตัวและรายงานผลการปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม – 19 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

และในเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา จะได้แนะนำทีมผู้บริหารเมืองพัทยา ประกอบด้วย นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 1 นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 2 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 3 และนายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยาคนที่ 4,

นายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ ประธานที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา, คณะที่ปรึกษานายกเมืองพัทยาจำนวน 4 คน คือ นายธัชชัย สุภพรพสุพัฒน์, นางสาวยุวธิดา จีรภัทร์, นายปรีชา ค้าขาย และนางจิดาภา สุวัตถาภรณ์, นายบัญชา กุลละวณิชย์ เลขานุการนายกเมืองพัทยา และคณะผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยาจำนวน 3 คน คือ นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ, นายชูเกียรติ หนองใหญ่, นายกรณ์ พัฒนสิน และนายวชิร ทองดีเลศ, นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา, รองประธานสภาเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

จากนั้น นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา จะได้แถลงนโยบาย 3 เป้าหมาย 33 นโยบาย BETTER PATTAYA V.2 ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก คุณภาพชีวิตระดับสากล ด้วยเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านเศรษฐกิจ : สร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและสร้างรายได้ 24 ชั่วโมง ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม : เมืองที่ดูแลผู้คนและฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน และยุทธศาสตร์ที่ 3 เทคโนโลยีและการบริหารเมือง : โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ขับเคลื่อนและปกป้องเมือง

รวมทั้งหมดมากกว่า 33 นโยบาย คือ 1.พัทยา เมืองมาตรฐานแห่งการจัดเทศกาล 2.ยกระดับร้านค้าทุกงาน Night Festival 3.MICE Digital Twin Smart Economy 4.หมุดหมายคนรักสุขภาพ 5.City of Insurance เกาะล้าน 6.กีฬาสร้างเศรษฐกิจ สนามกีฬาภาคตะวันออกทำให้เสร็จ 7.Digital Nomad Hub 8.เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก้ 9.Pattaya EEC Hub 10.Pattaya Go Green 11.Old Town นาเกลือ

12.อนุรักษ์ประมงพื้นบ้าน 13.โรงรับจำนำเพื่อคนรายได้น้อย 14.Happy Hub ศูนย์สร้างสุข พื้นที่แบ่งปันของคนทุกวัย 15.โรงเรียนผู้ปกครอง 16.ธนาคารเวลา 17.Child Protection Policy 18.ขยายโอกาสทางการศึกษา 19.เด็กพัทยาต้องว่ายน้ำเป็น 20.Open House ชี้เป้าเข้ามหาวิทยาลัย 21.สภาพลเมือง 22.ฝ่ากำแพงสู่ความเท่าเทียม 23.โครงการเพื่อดูแลคนกลางคืน 24.Safety City System 25.เพิ่มพื้นที่ป่าโกงกาง

26.Carbon Footprint 27.Solar Energy 28.เปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า 29.เพิ่มศูนย์สุขภาพชุมชน 30.Free Hospital Transfer 31.ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด 32.ทวงคืนพื้นที่สาธารณะ 33.Road Safety Universal Design 34.ประปาเกาะล้าน 35.พัฒนาพื้นฐานโครงสร้างดิจิทัล 36.Pattaya Open Data และ 37.ระบบบำบัดน้ำเสียอัจฉริยะ ก่อนที่นายกเมืองพัทยาจะได้มอบนโยบายให้กับหัวหน้าส่วนราชการ และถ่ายภาพร่วมกัน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บริษัท เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ฝากขาย – ซื้อหรือเช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นางภานุลักษณ์ เทพวงศ์ษารองกรรมการผู้จัดการ ได้ขายบ้านให้ นายวิสวัสดิ์ อู่สุวรรณ ซื้อทาวน์เฮ้าส์สองชั้นบ้านหลังมุม 42.7 ตารางวา 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ หมู่บ้านเอชลิฟวิ่ง สเปช บ้านเลขที่ 54/193 หมู่ 5 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

โอนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา เสี่ย เฮงๆ จัดให้ท่านใดสนใจอยากได้บ้านมือสองบ้านสวยๆ แถวศรีราชา เสี่ย ( เฮง เฮง ) ( บริษัท เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ) นายภูวดล พุทธ์เทศน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ฝากขาย – ซื้อหรือเช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิดสนใจติดต่อเบอร์โทรนี้ได้ 0917432784 0813291222 ( เฮง เฮง )

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กรมคุ้มครองสิทธิฯ มอบเงินเยียวยา 3 ล้านบาท แก่ทายาทพระมรณภาพ 10 รูป เหตุรถชนคณะพระธุดงค์ที่มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมแก้วกินรี ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร พันตำรวจเอก อิทธิกร จิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบเงินเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา กรณีอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งชนคณะพระภิกษุระหว่างเดินจาริกธุดงค์ ภายใต้กิจกรรม “คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ : เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม”

ภายในพิธีมี นายไตรยฤทธิ์ เติมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร, พระวิฑูรวชิรโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทายาทของพระภิกษุผู้มรณภาพ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ในการนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้มอบเงินเยียวยาแก่ทายาทของพระภิกษุผู้มรณภาพ จำนวน 10 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างหลักประกันด้านสิทธิให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียจากคดีอาญา

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เด็กชายอายุ 11 ปี ขับรถยนต์กระบะเสียหลักพุ่งชนคณะพระภิกษุที่กำลังเดินจาริกธุดงค์อยู่ริมถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล บริเวณบ้านนาเวียงแก ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพรวม 10 รูป ได้แก่ พระภิกษุสำรวย ระวัง,

พระภิกษุศักดิ์ดา สีลา, พระภิกษุชัยสอน นันทะสิงห์, พระภิกษุรัชตะ ทองบุราณ, พระภิกษุคำสิงห์ ชัยเลิศ, พระภิกษุโยธิน วรรณศรี, พระภิกษุยุทธ พงศ์วิเศษ, พระภิกษุนิคม อังกาบ, พระภิกษุสุรศักดิ์ ปิ่นละออ และพระภิกษุสาคร คลังสูงเนิน นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุได้รับบาดเจ็บอีกหลายรูป นับเป็นเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจแก่พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วประเทศ

พันตำรวจเอก อิทธิกร กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเผยแพร่การให้บริการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชนผู้ตกเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ให้ได้รับสิทธิตาม พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาอย่างทั่วถึง

พร้อมนำบริการด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามมาตรฐานสากลลงสู่ประชาชนในพื้นที่ ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาจากภาครัฐได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ

การมอบเงินเยียวยาในครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินงานเชิงรุกของกระทรวงยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเร่งรัดการช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียให้ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากคดีอาญาจะได้รับการดูแลตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

ภาพ/ข่าว ชูโรจน์ – เดวิดโชคชัย 092-5259777

ปิดเกมปาร์ตี้ยาไทย-ลาว! ชุดสิงห์เมืองมุกบุกจับคางานวันเกิดในอู่ซ่อมรถ รวบ 14 ผู้ต้องหา หญิง – ชาย ร่วมวงเสพยาเค – แฮปปี้วอเตอร์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ภายใต้การอำนวยการของ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายชลิต ทิพย์คำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (ด้านความมั่นคง) และนายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร รักษาราชการแทนปลัดจังหวัดมุกดาหาร

ได้สั่งการให้ นายหมวดโทธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอ/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง “สิงห์เมืองมุก” สมาชิก อส. ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการกำลังร่วมกับชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ร้อย ตชด.234

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีได้รับข้อร้องเรียนว่ามีการจัดปาร์ตี้มั่วสุมลักลอบเสพยาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ก่อนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 14 ราย

ผู้ต้องหาทั้งหมดประกอบด้วยชาย 9 คน และหญิง 5 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวลาว 4 คน แยกเป็นชาย 1 คน และหญิง 3 คน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า คนต่างด้าวชาวลาว 1 คน อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง จึงถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้รับแจ้งจากสายข่าวในพื้นที่ว่า มีการรวมตัวจัดปาร์ตี้งานวันเกิด มั่วสุมเสพยาเสพติด และส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ภายในอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง พื้นที่บ้านคำผักหนอก หมู่ 7 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จึงสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ

เมื่อเดินทางไปถึง พบประตูอู่ซ่อมรถเปิดอยู่และมีเสียงเพลงดังออกมาจากภายใน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวต่อเจ้าของสถานที่และเข้าตรวจสอบ พบกลุ่มชายหญิงจำนวนมากอยู่ในอาการมึนเมา และแสดงอาการตกใจเมื่อพบเจ้าหน้าที่

ก่อนเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจตามขั้นตอนกฎหมาย ผลการตรวจค้นพบวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เคตามีน) บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก และพบขวดน้ำดื่มบรรจุน้ำสีแดง ซึ่งเชื่อว่าเป็น “แฮปปี้วอเตอร์” เมื่อตรวจสอบด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น พบสารเมทแอมเฟตามีนปะปนอยู่ในน้ำดังกล่าว

จากการสอบสวน ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้นัดรวมตัวกันเพื่อจัดงานเลี้ยงวันเกิด และมีการนำยาเสพติดมาเสพร่วมกันภายในงานจริงเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ประกอบด้วยมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 1 ราย พร้อมของกลางเคตามีน น้ำหนัก 2.88 กรัม

มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนในลักษณะแฮปปี้วอเตอร์ผสมน้ำ) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 1 รายเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 14 ราย

คนต่างด้าวชาวลาวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง จำนวน 1 รายภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ / นราธิวาสเอาจริง! อบต.โคกเคียน จับมือ สสส. ประกาศเขตปลอดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า นำร่อง 1 ใน 5 จังหวัดระดับประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

อบต.โคกเคียน จ.นราธิวาส ผนึกกำลังมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ สสส. ประกาศความพร้อมเป็นพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% หวังปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยเงียบที่เป็นปัญหาระดับชาติ พร้อมตั้งเป้าเป็นจังหวัดต้นแบบถอดบทเรียนขยายผลทั่วประเทศ

วันนี้ (15 กรกฎาคม 2569) เมื่อเวลา 09.10 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลโคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส นายมูฮัมมัดอิมรอน มาหะมะ รองนายก อบต.โคกเคียน ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในพิธี “ประกาศพื้นที่สาธารณะในองค์กรบริหารส่วนตำบลโคกเคียน ปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า จังหวัดนราธิวาส” โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุน

การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างคับคั่ง อาทิ ตัวแทนศูนย์ข่าวปลอดควันจังหวัดนราธิวาส, ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดฯ, สมาคมป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทน สพม./สพป., ผู้อำนวยการโรงเรียน, รพ.สต., อสม., ผู้นำชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน ตลอดจนตัวแทนมัสยิด วัด และประชาชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจกันมาร่วมขับเคลื่อนวาระสำคัญนี้

นายมูฮัมหมัดซัยฟูดีน ดอเลาะ นายก อบต.โคกเคียน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ากำลังมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างน่าเป็นห่วง ซึ่งถือเป็นปัญหาระดับชาติเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของการเสพติด

“อบต.โคกเคียน ตระหนักดีว่าเยาวชนคืออนาคตของชาติที่ต้องได้รับการพัฒนาทั้งด้านการศึกษาและสังคม การประกาศให้พื้นที่สาธารณะใน อบต.โคกเคียน เป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของเรา โดยเรามุ่งหวังให้เกิดกลไกการทำงานระดับจังหวัดที่เป็นระบบและมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน” นายก อบต.โคกเคียน กล่าว

สำหรับความพิเศษของโครงการนี้คือ จังหวัดนราธิวาส ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 5 จังหวัดนำร่องระดับประเทศ จากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และ สสส. ในการดำเนินโครงการลดอัตราการสูบบุหรี่ของนักเรียนในเขตเมือง ซึ่งจะมีการตั้งระบบประเมินผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม และถอดบทเรียนความสำเร็จเพื่อใช้เป็น “โมเดลต้นแบบ” ในการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

นอกจากพิธีประกาศเจตนารมณ์แล้ว ภายในงานยังมีการบรรยายให้ความรู้จากตัวแทนมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พร้อมทั้งการระดมสมองหารือแนวทางการปฏิบัติ เพื่อกำหนดสูตรแถลงนโยบายพื้นที่สาธารณะปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่า อบต.โคกเคียน จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยไร้ควันบุหรี่อย่างแท้จริง
///////////////
ข่าว/กรียา/ เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / พิธีทำบุญอุทิศให้บูรพาจารย์ ณ วัดเจริญราษฎร์บำรุง (หนองพงนก) ต.สระพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศให้บูรพาจารย์ ณ วัดเจริญราษฎร์บำรุง (หนองพงนก) ตำบลสระพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส

นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศให้บูรพาจารย์ ณ วัดเจริญราษฎร์บำรุง (หนองพงนก) ตำบลสระพัฒนา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยความเมตตาในการดำเนินงานของพระครูอดุลประชารักษ์ เจ้าเจริญราษฎร์บำรุง

ในการนี้ ผศ.ว่าที่ ร.ต.ภูมิพัฒน์ ธนัชญาอิศม์เดช ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตฯเกษตรกำแพงแสน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระพัฒนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสระสี่มุม ผู้นำทัองที่ตำบลสระพัฒนา

พร้อม คุณ สมัชชา ศรีทันดร เจ้าของบริษัทเค็กหนองพงนก ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่ร่วมพิธีทำบุญเพื่อแสดงความกตัญญูและน้อมรำลึกถึงบูรพาจารย์ในการนี้ด้วย
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / รพ.นครปฐม ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

โรงพยาบาลนครปฐม ได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ให้ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ณ พระที่นั่งดุสิตพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ โรงพยาบาลนครปฐม ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนครปฐม ในการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อปวงชน ชาวไทยตลอดมา ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / มทร.อีสาน โชว์ “แทรมลูกอีสาน” รถไฟฟ้ารางเบาฝีมือคนไทย 100% วิ่งทดสอบใช้งานจริงที่วิทยาเขตขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เดินหน้าสร้างหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางไทย หลังประสบความสำเร็จในการนำรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) หรือ “แทรมลูกอีสาน” ต้นแบบที่พัฒนาโดยทีมวิจัยและวิศวกรไทย ลงวิ่งทดสอบบนรางจริง

ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมระบบรางควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศในอนาคต โดยการทดสอบดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า “การนำรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบลงวิ่งบนรางจริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางโดยคนไทย และสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้ วิจัย พัฒนา และผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง รองรับการลงทุนด้านระบบรางที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ

“สิ่งที่ประชาชนเห็นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทดสอบรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบ แต่คือภาพสะท้อนศักยภาพของคนไทยที่สามารถออกแบบ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางให้ใช้งานได้จริง เราไม่ได้กำลังสร้างรถไฟฟ้าเพียงหนึ่งขบวน แต่กำลังสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากร และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทยสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของคนไทย” อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าว

อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าวว่า “การทดสอบครอบคลุมทั้งสมรรถนะการวิ่งบนทางตรงและทางโค้ง ระบบเบรก ระบบขับเคลื่อน ชุดล้อเลื่อน รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นส่วนสำคัญที่พัฒนาโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย อาทิ อุปกรณ์ยึดราง ยางรองราง และยางรองร่องราง เพื่อให้มั่นใจว่ารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบมีความพร้อมด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการใช้งานจริง”

นอกจากนี้ การพัฒนารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบยังได้นำองค์ความรู้และมาตรฐานด้านวิศวกรรมระบบรางจากนานาประเทศมาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งด้านการออกแบบ ความปลอดภัย การควบคุมระบบ และการบำรุงรักษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต กล่าวเพิ่มเติมว่า “รางทดสอบภายในวิทยาเขตขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองเดินรถ แต่เป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การติดตั้ง การทดสอบ การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบราง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตกำลังคนด้านระบบรางที่ประเทศต้องการ”

“ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี มทร.อีสาน ได้พัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือด้านระบบรางอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ ‘แทรมลูกอีสาน’ จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัย แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้างองค์ความรู้ด้านระบบรางด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางอย่างครบวงจร”
มทร.อีสาน – RMUTI

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / มาม่า ต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทยบทเรียนจาก “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ในมุมมองของ”เอฟเคไอไอ-อลงกรณ์“

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)ถ่ายทอดเรื่องราวของต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทย “มาม่า” ราชาแห่งบะหมี่สำเร็จรูปและโมเดลการบริหารธุรกิจแบบยั่งยืนกับบทเรียนจากนักบริหารคนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ภายใต้วิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ และการรักษาพันธมิตรคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นบทความที่น่าสนใจโดยมีเนื้อหาดังนี้…“มาม่า ต้นแบบนวัตกรรมอาหารไทย ตำนาน “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”..

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)ในโลกของธุรกิจอาหาร ไม่มีใครในประเทศไทยที่จะไม่รู้จักคำว่า “มาม่า” แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ก้าวข้ามผ่านการเป็นเพียงแค่เครื่องหมายการค้า ไปสู่การเป็น “Generic Name” หรือคำสามัญที่คนไทยใช้เรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อ และเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจภาคประชาชนฐานรากที่แม่นยำที่สุด หรือที่เรียกกันว่า “Mama Index”เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ระดับตำนานที่ครองใจคนไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ และแผ่กิ่งก้านสาขาไปปักธงไทยไกลในกว่า 60 ประเทศทั่วโลกนั้น มีคนๆหนึ่งที่ชื่อว่า “พิพัฒ พะเนียงเวทย์”ผู้ซึ่งเพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ทิ้งไว้ซึ่งบทเรียนทางธุรกิจอันล้ำค่าและตำนาน “ราชาแห่งบะหมี่สำเร็จรูป” ที่คนรุ่นหลังต้องจดจำจากจุดเริ่มต้น.. สู่การปฏิวัติรสชาติเพื่อคนไทยย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2515 ยุคที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยยังเป็นสิ่งใหม่ และมีเจ้าตลาดเดิมจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว การก้าวเข้ามาของ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ภายใต้การร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์ โดยคุณเทียม โชควัฒนา และพันธมิตรจากไต้หวัน ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ในฐานะผู้บริหารยุคบุกเบิก ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คนไทยยังไม่คุ้นชิน

ในยุคแรก มาม่าส่ง “รสซุปไก่” เข้าสู่ตลาดตามพิมพ์นิยมสไตล์จีน แต่ยอดขายกลับไม่เป็นไปตามเป้า จุดพลิกผันสำคัญที่พิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของคุณพิพัฒ คือการเดินหน้าทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และตั้งคำถามว่า “รสชาติแบบใดที่จะเข้าถึงหัวใจคนไทยอย่างแท้จริง?”
นำมาสู่การปฏิวัติวงการด้วยการส่ง “มาม่ารสหมูสับ” ออกสู่ตลาดในปี พ.ศ. 2523 ตามด้วย “รสต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นการถอดรหัสจากเมนูยอดฮิตในร้านก๋วยเตี๋ยวและอาหารไทย มาสถิตลงในซองบะหมี่ได้อย่างไร้ที่ติ หมัดฮุคในครั้งนั้นผสมผสานกับการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ “ซองอลูมิเนียมฟอยล์” เป็นรายแรกเพื่อป้องกันแสงแดดและกลิ่นหืน ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มาม่าพลิกเกมขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศอย่างเด็ดขาดพลังแห่งพันธมิตร: “สูตรสำเร็จ” ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย

ในฐานะอดีตรัฐมนตรี ที่เคยดูแลระบบการค้าและการส่งออกของประเทศ ผมมองเห็นโครงสร้างความสำเร็จของมาม่าว่าเป็น “โมเดลธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ” จากความร่วมมือระหว่างสองตระกูลใหญ่ คือ “โชควัฒนา” และ “พะเนียงเวทย์”นี่คือสะพานเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่าง “ต้นน้ำและปลายน้ำ” โดยฝั่งไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ภายใต้การนำของคุณพิพัฒ รับหน้าที่เป็นผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมอาหารให้ดีที่สุด ส่วนฝั่งสหพัฒนพิบูล (SPC) รับหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าผ่านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่เจาะลึกถึงร้านโชห่วยทุกตรอกซอกซอยทั่วประเทศกลยุทธ์การแบ่งงานกันทำตามความเชี่ยวชาญเช่นนี้ ทำให้มาม่าสามารถขับเคลื่อน Supply Chain ได้อย่างทรงพลัง สินค้าผลิตใหม่สามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ในตลาดจากแบรนด์ท้องถิ่น สู่การปักธงในเวทีโลก

วิสัยทัศน์ของคุณพิพัฒไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศไทย ท่านคือฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันแบรนด์ “MAMA” ไปสู่ระดับสากล ไม่เพียงแค่การส่งออก แต่เป็นการนำองค์ความรู้และทุนไทยไปตั้งโรงงานผลิตในต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา กัมพูชา ข้ามฝั่งไปบังกลาเทศ จนถึงการตั้งป้อมปราการในยุโรปที่ประเทศฮังการีนี่คือต้นแบบของการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ (Global Expansion) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและชื่อเสียงให้แก่อุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างแท้จริง สอดคล้องกับแนวคิดการสร้างความมั่นคงเป็น“ครัวไทยครัวโลก”((Kitchen of The World)และสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในระดับโลก

บทเรียนจากผู้สร้างตำนานการจากไปของคุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียบุคลากรระดับผู้บริหารของเครือสหพัฒน์และไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์เท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียปูชนียบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การบริหารธุรกิจให้ยั่งยืนนั้นต้องประกอบด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง การเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ และการรักษาพันธมิตรคู่ค้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตำนานและคุณูปการที่คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ได้สร้างสรรค์ไว้แก่วงการอุตสาหกรรมอาหารไทย จะยังคงได้รับการจารึกและเป็นบทเรียนหน้าสำคัญให้แก่ผู้ประกอบการไทยรุ่นหลังสืบไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บก.ปทส.ร่วม ตร.ภูธร ภาค 5 ลงพี้นป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ บ้านห้วยโป่ง ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ

แชร์เนื้อหานี้

3-07-69 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สนธิกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.4 บก.ปทส.ร่วมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5
ลงพี้นที่บริเวณป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง หมู่ 1 บ้านห้วยโป่ง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ

ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช. ในพื้นที่อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบการเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากการลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพื้นที่บุกรุกได้รวม 5 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 76 ไร่ประกอบด้วย

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 948,288 บาทแปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 3 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 750,354 บาทแปลงที่ 3 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มแม่น้ำฝาง เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,209,642.63 บาท

แปลงที่ 4 ตรวจยึดพื้นที่ป่าเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งถูกบุกรุก เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 1,466,926.28 บาทและแปลงที่ 5 ตรวจยึดพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 26 ตารางวา คิดค่าเสียหายของรัฐ 891,620.93 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพื้นที่ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบสิทธิการครอบครอง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่ คทช. เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกันการขยายพื้นที่บุกรุก และคุ้มครองผืนป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและแหล่งน้ำของประเทศ…


#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองผู้ว่าฯน่าน เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก 2-4 ก.ค. 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 ก.ค.2569 ที่วิทยาลัยเทคนิคน่าน จังหวัดน่าน สถาบันการสร้างชาติ (NBI) ร่วมกับนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ณ จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค.2569 เพื่อรวมพลังเยาวชน ระดับมัธยมศึกษา กว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา เพื่อเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังอุดมการณ์แห่งการมีส่วนร่วมเป็นพลเมืองรับใช้สังคมส่วนรวม ยกระดับให้เป็นจิตอาสาที่เป็นพลชาติ เพื่อสร้างเยาวชนต้นแบบที่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

โดยนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านให้เกียรติมอบหมาย นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดโครงการมีพลเอกยศนันท์ หร่ายเจริญ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ และ คุณถนอมพจน์ เฉินสุจริตการกุล ผู้อำนวยการ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น)
ประธานคณะหาทุน นสช.รุ่นที่ 20 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์

โอกาสนี้ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวบรรยายพิเศษใน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ “โรงเรียนสร้างชาติ” และ “ความจำเป็นของเยาวชนในการสร้างชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่า โรงเรียนคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน และเยาวชนคือพลังหลักที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณธรรม ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน ค่ายเยาวชนสร้างชาติไม่ใช่เพียงกิจกรรม 3 วัน แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย “ชมรมเยาวชนสร้างชาติ” ในสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพ มีภาวะผู้นำ จิตสาธารณะ และพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต เพราะอนาคตของชาติ ไม่ได้รอคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่ “ดี เก่ง และกล้า” ที่พร้อมลุกขึ้นมาร่วมสร้างประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืน และน่าอยู่สำหรับคนทุกเจเนอเรชันต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ที่จัดโดยนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ 20 สถาบันการสร้างชาติ ภายในโครงการดังกล่าว ยังได้มีการจัดอบรมกลุ่มย่อย พระสร้างชาติ, ครูสร้างชาติ และพ่อแม่สร้างชาติ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมสร้างเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ที่เรียกว่า “บวร” คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีความเข้มแข็งช่วยผลิตและสร้างเยาวชนต้นแบบให้มีคุณภาพและให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ตามโมเดลบ้าน 3 หลังของศ.ดร. เกรียงศักดิ์

สำหรับโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากส่วนราชการ วิทยาลัยเทคนิคน่าน หน่วยงานต่างๆและผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้การสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม อาทิคุณสกล ก๊กผล ประธานยุทธศาสตร์งานเยาวชน ของสถาบันการสร้างชาติ, คุณจตุรงค์ พิศุทธ์สินธุ์ ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 16 รศ.ดร. นที ขลิบทอง ประธานนักศึกษา นสช. รุ่นที่ 21พลเรือเอก สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO นสช. รุ่นที่ 21, นายกองเอก ดร. ประชา ประสพดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พันเอก ดร. ศุภณัฏฐ์ หนูรุ่ง อดีตรองอธิบดีกรมคุมประพฤติ, ประธานกรรมการ, ดร.พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวย

การกองการพัฒนาบริหารจัดการน้ำ และการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน, คุณสิริกร พัชรกุลวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ, คุณผการัตน์ ตามชู ประทาน ชมรมวิสาหกิจร่มเตียงหาดป่าตอง,คุณพจนันท์ กองมาก ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงท่านผู้บริหาร ผู้อำนวยการ และครูอาจารย์จากโรงเรียนต่าง ๆ ในจังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ และ จังหวัดพะเยา คณะนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติทุกรุ่น โดยคณะผู้จัดโครงการขอขอบคุณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน,กรมทางหลวง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 2 (ขอนแก่น),บริษัท ฟาซิลิตี้ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด,บริษัท แลคตาซอย จำกัด,บริษัท กระดาษทัย กรุ๊ป จำกัด,บริษัท ไวร์เออ แอนด์ ไวร์เลส จำกัด,บจก.บิวตี้ แลนด์แอนด์โฮม, บจก.PF&D ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนค่ายเยาวชนสร้างชาติรุ่นที่ 19 ในโอกาสนี้ด้วย

เปิดโครงการค่ายเยาวชนสร้างชาติ รุ่นที่ 19 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค. 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 1,200 คน โดยเป็นเยาวชนระดับมัธยมศึกษากว่า 500 คน จากจังหวัดน่าน แพร่ และพะเยา พร้อมด้วยพระสงฆ์ ครู ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ที่เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและสร้างเครือข่ายการสร้างชาติร่วมกัน/บุญยงค์ สดสอาด น่ยกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี “เกษตรน่าน จับมือ ซีพี/น.น่าน ปั้นปลูกกาแฟภูคา ทดแทนข้าวโพด”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร เข้าร่วมอบรมให้ความรู้การปลูกกาแฟ โครงการ ”กาแฟฟื้นฟูป่าทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว“แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ภูคา เพื่อให้ความรู้ด้านการเตรียมพื้นที่ปลูก การคัดเลือกพื้นที่ ระยะการปลูก การดูแลรักษาช่วง 1-3 ปี การให้ปุ๋ย การเฝ้าระวังโรคแมลง และการใช้ปุ๋ย สารป้องกันโรคแมลง การรวมกลุ่มส่งเสริมอาชีพ/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และร่วมกิจกรรมส่งมอบกล้ากาแฟ จำนวน 10,000 ต้น ที่ได้รับการสนับสนุนจาก ซีพี /โรงคั่วกาแฟ น.น่าน พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ ซีพี เพื่อความยั่งยืน/ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชสวนน่าน /สกร.อำเภอปัว / สนง.เกษตรอำเภอปัว/ โรงคั่วกาแฟ น.น่าน ร่วมกันปลูกกาแฟต้นแรก ภายใต้โครงการ “กาแฟฟื้นฟูป่า ทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียว” ณ บ้านเต๋ย ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน/บุญบงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจีงหวัดน่าน ราบงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ PRIMUS GROUP ผนึกกำลัง 4 แบรนด์ชั้นนำ MG, ZEEKR, DEEPAL, GAC AION นำทัพรถใหม่ ร่วม 20 คัน ลุยงาน FAST AUTO SHOW

แชร์เนื้อหานี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงผู้บริโภคที่มีความต้องการซื้อรถยนต์อย่างแท้จริง โดย PRIMUS GROUP ได้คัดสรรยนตรกรรม จาก 4 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ MG, DEEEPAL, ZEEKR และ GAC AION นำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าสูงสุด เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกยานยนต์ ที่ชื่นชอบตามต้องการได้อย่างครบถ้วน ภายในบู๊ธ PRIMUS GROUP

สำหรับรถยนต์ไฮไลท์ภายในบูธ PRIMUS GROUP ปีนี้ ได้คัดสรรยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก 4 แบรนด์ดัง ได้แก่ NEW MG URBAN, NEVO Q05, ZEEKR X MY2026 และ AION UT รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ร่วม 20 คัน ที่นำมาจัดแสดงและเปิดให้ทดลองขับ ภายในของบูธ PRIMUS GROUP เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย พร้อมมอบประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์แบบครบวงจร ผ่านการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์รถยนต์ การทดลองขับ และการมอบข้อเสนอสุดพิเศษจากทั้ง 4 แบรนด์

ด้านแคมเปญส่งเสริมการขาย ภายในงาน PRIMUS GROUP จัดเต็มด้วยข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าและมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ อาทิ ส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท ดอกเบี้ย 0% โปรแกรมดาวน์น้อย ผ่อนนาน รับฟรี! HOME CHARGER พร้อมติดตั้ง หรือ LIFETIME WARRANTY รวมถึงสิทธิพิเศษด้านการรับประกัน ตามเงื่อนไขของบริษัทแม่ในแต่ละแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน ได้รับความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์เครือ PRIMUS GROUP ภายในงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 รับกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิระดับพรีเมียมฟรี

“PRIMUS GROUP มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ ทั้งการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ การบริการที่ได้มาตรฐาน และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ดีที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำธุรกิจดีเลอร์รถยนต์ในประเทศไทย” นายจิระพล กล่าว+

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ข่าวบูรพา” ฉลองใหญ่ก้าวสู่ปีที่ 40 คนดัง-บิ๊กตำรวจร่วมยินดีคับคั่ง

แชร์เนื้อหานี้

“ข่าวบูรพา” เดินหน้าหยัดยืนเคียงข้างสังคมมาอย่างยาวนาน ล่าสุดได้จัดงานฉลองครบรอบ 39 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 40 อย่างยิ่งใหญ่ ในชื่อ “39 ปี หนังสือพิมพ์ข่าวบูรพา สู่ยุคดิจิทัล ข่าวบูรพา ออนไลน์ ข่าวทั่วไทย” ที่เซเว่นโฮล์ พัทยา โดยมี นายชาญยุทธ เฮงตระกูล ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีพร้อมกล่าวเปิดงาน

ภายในงานมีข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ และคนดังในวงการสื่อมวลชนตบเท้าเข้าร่วมแสดงความยินดีกับ คุณสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ นักข่าวใหญ่เมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษากลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐกรุ๊ป กันอย่างคับคั่ง นำโดยคุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล

บรรณาธิการข่าวภูมิภาค ไทยรัฐกรุ๊ป คุณขิง นักข่าวไทยรัฐอาวุโส พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.ระยอง พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.อ.วรายุทธ นิตยวัน ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ 

พร้อมคหบดี ที่สังคนพัทยา และทั่วไปให้ความเคารพ คือเสี่ยสม-ศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ นักธุรกิจชื่อดังเมืองพัทยา พร้อมด้วยพี่น้องเพื่อนพ้องสื่อมวลชนจำนวนมากที่มาร่วมในบรรยากาศอันอบอุ่น สะท้อนถึงความสำเร็จและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสื่อจากหน้าหนังสือพิมพ์ดั้งเดิม สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยบรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล 50 วัน “หลวงปู่บัวเกตุ” พระเกจิผู้เปี่ยมเมตตาแห่งวัดช่องลมนาเกลือ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 มิ.ย.69 ที่ศาลาพิพิธภัณฑ์พระมหาบุรพาจารย์ (ศาลาเรือนไทย) วัดช่องลมนาเกลือ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ถวายแด่ พระราชวัชรปัทมคุณ หรือ “หลวงปู่บัวเกตุ” อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 13 และอดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ พระเกจิผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งในจังหวัดชลบุรีและทั่วประเทศ

โดยมีพระครูวิมลธรรมสิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมอุทิศถวายเป็นกุศลและแสดงความอาลัยต่อการละสังขารของหลวงปู่บัวเกตุ ซึ่งมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สิริอายุ 91 ปี 72 พรรษา

สำหรับ พระราชวัชรปัทมคุณ หรือ “หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร” เป็นพระเถระผู้มีบทบาทสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและพัฒนาวัดช่องลมนาเกลือให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในพื้นที่ ท่านเป็นพระนักพัฒนาและพระนักปฏิบัติที่ยึดมั่นในหลักธรรม มีเมตตาธรรมสูง เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง โดยตลอดระยะเวลาที่ดำรงสมณเพศได้อุทิศตนเผยแผ่พระพุทธศาสนา สร้างคุณูปการแก่สังคมและชุมชนเป็นอเนกประการ จนได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระราชวัชรปัทมคุณ”

แม้หลวงปู่บัวเกตุจะละสังขารไปแล้ว แต่คุณูปการและคำสั่งสอนอันทรงคุณค่าของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำและเป็นแบบอย่างแห่งการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมแก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนสืบไป

ไดอาน่ากรุ๊ป จัดทริปผู้บริหารเอ็กซ์คลูซีฟ “ไดอาน่า เอ้าท์ติ้ง แชร์ริ่ง โปรฟิต 67-68” เติมพลังหาไอเดียใหม่เพื่อยกระดับการให้บริการ

มีรายงานว่า ไดอาน่ากรุ๊ปได้จัดกิจกรรมการเดินทางไปศึกษาดูงานภายใต้โครงการ “ไดอาน่า เอ้าท์ติ้ง แชร์ริ่ง โปรฟิต 67-68” เส้นทาง พัทยา-ระยอง-จันทบุรี โดยมี นางโสภิญ เทพจักร์ กรรมการผู้จัดการพร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมเดินทางในทริปดังกล่าว

กิจกรรมจะเป็นทริปการเดินทาง 2 วัน 1 คืน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ด้วยการท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม เป็นการพักผ่อนเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ด้านการบริหารงานโรงแรม

โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ สัมผัสธรรมชาติ ด้วยการเดินชมวิวป่าชายเลนสุดร่มรื่นที่ทุ่งโปรงทอง จ.ระยอง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ พร้อมแวะรับลมทะเลที่จุดชมวิวเนินนางพญา, ศึกษาดูงานโรงแรมด้านงานบริการระดับ 4 ดาวที่ Peggy’s Cove Resort จันทบุรี เพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ นำไอเดียใหม่ๆ นำเอามาตรฐานการบริการมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงแรมในเครือไดอาน่ากรุ๊ปต่อไปด้วย

นอกจากนี้ทางคณะผู้บริหารไดอาน่ากรุ๊ป ยังได้ซึมซับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในท้องถิ่น แวะถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่สวยงามของอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล และอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นที่ชุมชนริมน้ำจันทบูร ซึ่งคณะผู้บริหารได้ร่วมกันทำบุญถวายสังฆทานเพื่อความเป็นสิริมงคลตลอดการเดินทาง

โรงเรียนมารีวิทย์สืบสานวัฒนธรรมไทย ชวนคุณครู-นร.แต่งชุดไทยรำลึกวันสุนทรภู่ ปี 2569

ด้วยวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี ตรงกับวันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญทางวรรณกรรมเพื่อรำลึกถึงพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) กวีเอก 4 แผ่นดิน ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันล้ำค่า เช่น พระอภัยมณี และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม

มีรายงานว่า โรงเรียนมารีวิทย์ จ.ชลบุรี โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ ได้จัดกิจกรรมรำลึกวันสุนทรภู่ ประจำปี 2569 เชิดชูครูกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมรำลึก ร่วมสืบสาน ร่วมเชิดชูคุณค่าภาษาไทยและวรรณคดีสู่เยาวชน

ในงานทางโรงเรียนมารีวิทย์ได้ขอความร่วมมือคุณครูและนักเรียนทุกระดับชั้นแต่งกายในชุดไทยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทย โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างคึกคัก และสนุกสนาน

ในกิจกรรมได้จัดสร้างสีสันด้วยการแสดงวัฒนธรรมไทยบนเวที การประกวดการแต่งชุดตามวรรณคดีจองสุนทรภู่ การทายและตอบคำถามด้วยภาษาไทย ก่อนมีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก สร้างรอยยิ้มของผู้ปกครองที่เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กรมประชาสัมพันธ์ เปิดเวทีสัมมนา “PRD Active Networking” รวมพลังเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ – กรมประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมสัมมนาเครือข่ายการประชาสัมพันธ์ “PRD Active Networking : พลิกโฉมการประชาสัมพันธ์ ร่วมสร้างสรรค์เครือข่ายคุณภาพ” ณ โรงแรมอัล มีรอซ กรุงเทพ (Al Meroz Hotel Bangkok) โดยมีเครือข่ายประชาสัมพันธ์จากทั่วประเทศ กว่า ๑๐๐ คน เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับขีดความสามารถด้านการสื่อสาร

มุ่งพัฒนาให้เครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์เป็นสื่อบุคคลที่มีศักยภาพสูง พร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนพิธีเปิดกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยการกล่าวรายงานโดย นางสาวถนิมรัตน์ แกล้วทนงค์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์กิจการพิเศษ

ก่อนเข้าสู่การปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังเครือข่ายไร้รอยต่อ : พลิกโลกสื่อสารรัฐ สู่ความเชื่อมั่นของชุมชน” โดย นายดุสิต สิงห์คีรี ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ ในฐานะกลไกสำคัญของการสื่อสารภาครัฐ ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร สร้างความเข้าใจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน

ภายหลังพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมเรียนรู้ในหัวข้อ “การประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล” โดย ดร.ปอยหลวง โคนทรงแสน CEO เอเจนซี The Platform ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการยกระดับบทบาทนักประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ ครอบคลุมแนวคิดการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) การเขียนข่าวและสร้างเนื้อหาให้น่าสนใจ

รวมถึงทักษะการพูด การนำเสนอ และการพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับความรู้ในหัวข้อ “Copyright for Creators : ปลดล็อกความคิด ผลิตงานอย่างปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องลิขสิทธิ์” เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ์ทางความคิด กฎหมายลิขสิทธิ์ และแนวทางการผลิตผลงานสื่อประชาสัมพันธ์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นมืออาชีพในยุคดิจิทัล

ปิดท้ายกิจกรรมวันแรกด้วย กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยคุณภูริชญ์ ไชยศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำกิจกรรมและกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ (Facilitator) ซึ่งมาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และเปิดโอกาสให้เครือข่ายประชาสัมพันธ์จากทั่วประเทศได้ทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างเครือข่ายคุณภาพ

ทั้งนี้ กิจกรรม “PRD Active Networking” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๓ – ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหวังพัฒนาศักยภาพเครือข่ายประชาสัมพันธ์ให้เป็นนักสื่อสารยุคใหม่ ที่สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการสื่อสารภาครัฐให้ทันสมัย เข้าถึงประชาชน และสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างยั่งยืน

ภาพ ข่าว/ บุญเลิศ ผลอุดม สิงห์บุรี /รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ CSR ราชบุรี มอบสับปะรดในถุง ให้โรงเรียนในพื้นที่ จ.ราชบุรี

แชร์เนื้อหานี้

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดราชบุรี ( CSR ราชบุรี ) มอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ให้กับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ตามโครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” เพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดีแก่เด็กนักเรียน พร้อมเป็นการส่งต่อความห่วงใยจากภาคธุรกิจสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ดร.วีณา ศรีสรรพางค์ รองประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนางสาวศิริกาญจน์ ศักดิ์สมบูรณ์ กรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ นายจิราวุฒิ แซ่ตั้ง ประธานศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดราชบุรี (CSR ราชบุรี)

พร้อมด้วยคณะกรรมการเครือข่าย CSR ตลาดศรีเมือง ร่วมพิธีมอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ณ ร้านใหญ่ไพศาล อำเภอเมืองราชบุรี ภายใต้โครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” โดยการดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ภาคเอกชน และศูนย์ CSR ราชบุรี เพื่อส่งต่อให้กับนักเรียน เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยมุ่งหวังให้เกิดการแบ่งปันทรัพยากรที่มีคุณค่าไปยังผู้ที่ต้องการ ตลอดจนสร้างโอกาสในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ภายหลังจากได้รับมอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นายจิราวุฒิ แซ่ตั้ง ประธานศูนย์ CSR ราชบุรี ได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และเขต 2 เพื่อสำรวจความต้องการของสถานศึกษาในพื้นที่ ก่อนรวบรวมรายชื่อโรงเรียนที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ และจัดสรรผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กนักเรียน

การส่งมอบในครั้งนี้ มีการมอบผลิตภัณฑ์สับปะรดในน้ำเชื่อม จำนวน 20,000 ถุง ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในจังหวัดราชบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และตัวแทนนักเรียนจากหลายโรงเรียนเดินทางเข้ารับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่นักเรียนและครอบครัว รวมถึงนำไปประกอบอาหารกลางวันในโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็กและเยาวชน

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำมามอบในครั้งนี้ เป็นสับปะรดในน้ำเชื่อมชนิดหวานน้อย บรรจุในบรรจุภัณฑ์แบบซองนวัตกรรมใหม่ (Stand-up Pouch) ขนาด 200 กรัม มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก เปิดรับประทานได้ทันที โดยมีทั้งแบบชิ้นหนาเต็มคำ และชิ้นเล็กพอดีคำ เหมาะสำหรับการบริโภคในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารและขนมต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

ทั้งนี้ โครงการ “เปลี่ยนชีวิต รวมพลัง สร้างสิ่งดี” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศล ในการร่วมกันสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและโภชนาการของเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต ตลอดจนปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ภาพ- ข่าว คมปิยะ อิษฎานนท์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / SSI–TCRSS ผนึก NEA ร่วมโครงการศึกษาไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ภายใต้โครงการ “การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตเหล็กสีเขียวสำหรับประเทศไทย” (Feasibility Study of Green Steel Production for Thailand) กับบริษัท นูมาน แอนด์ เอสเซอร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (NEA) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)

ในการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel) ในประเทศไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่การผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโครงการดังกล่าวครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในภาคตลาดและอุตสาหกรรมของไทย นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทย–เยอรมนี เพื่อผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือด้านไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเป็นโครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถขยายผลและพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายหลังพิธีลงนาม บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอได้นำเสนอภาพรวมองค์กร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว รวมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำคณะผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นของ TCRSS เพื่อศึกษากระบวนการผลิต เครื่องจักร และแนวทางการบูรณาการไฮโดรเจนสีเขียวเข้าสู่กระบวนการผลิตเหล็กสีเขียวของบริษัท อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กสู่การผลิตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

//////////////////////ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดยาบ้าเพิ่ม พร้อมอาวุธปืน

วันที่ 19 มิ.ย.69 เวลา 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่6 จำนวน 3 นาย และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก ประกอบด้วย นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง นายวุฒิชัย อำนวยผล ผญบ.ม.8 ตำบลอ่างทอง นางโนรี ฉัตรบรรยงค์ ผญบ.ม.4 ตำบลแสงอรุณ นายฉัตรชัย ฝักเล็ก ผญบ. ม.1 ตำบลห้วยยาง กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก

ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ จับกุม นายศักดิ์ชัย(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก แต่มาอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93/8 หมู่ที่4 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง 1.ยาเสพติดให้โทษ ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 166 เม็ด 2.อาวุปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม ยี่ห้อ CZ เลขหมายประจำปืน A315809 จำนวน 1กระบอก 3.เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 7 นัด 4.ซองบรรจุกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนสั้นยี่ห้อ CZ รุ่น 75 P-01 จำนวน 1 ซอง 5.รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเทาคันหมายเลขทะเบียน กพ 347 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา 1.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย 3.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยผิดกฎหมาย สอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ห้วยยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

//////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /เตรียมจัดใหญ่! ก้าวสู่ปีที่ 40 สื่อท้องถิ่นลายครามเมืองน้ำเค็ม ผู้ก้าวทันจากโลกน้ำหมึกสู่โลกดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

นายสุทัศน์ บุญช่วยเหลือ ปรมาจารย์แห่งวงการนักหนังสือพิมพ์ ในฐานะผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ข่าวบูรพา สื่อท้องถิ่นรุ่นเก๋าลายครามประจำจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานตากยุดหนังสือพิมพ์เฟื่องฟูมาสู่ยุคดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการผลิตคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ปรับรูปแบบเรื่อยมาเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ย้ำจุดยืนชัดเจนคือ “ฉับไว ทันเหตุการณ์ สะท้อนความจริง“

เจ้าของผลงานข่าวมากมายในฐานะที่ปรึกษากลุ่มวิหคสายฟ้า ไทยรัฐ ภาคตะวันออก เผยต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ข่าวบูรพาเติบโตควบคู่มากับความเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยาและพื้นที่ภาคตะวันออกมาโดยตลอด ทว่าในช่วง 10 ปีหลังสุด วงการสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วโลกเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ (Digital Disruption) ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือพิมพ์รูปเล่ม หันมาบริโภคข่าวสารผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังกล่าว

ทางกองบรรณาธิการข่าวบูรพาจึงได้ปรับเปลี่ยนทิศทางและยุทธศาสตร์ขององค์กร ด้วยการผันตัวเองจากสื่อสิ่งพิมพ์ก้าวเข้าสู่หน้าจอออนไลน์อย่างเต็มตัว มีการพัฒนาศักยภาพทีมข่าวในการรายงานสถานการณ์สด (Live) การนำเสนอข่าวสั้นที่กระชับ และการเข้าถึงพื้นที่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด

และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 40 ของข่าวบูรพา ทางกองบรรณาธิการได้เตรียมจัดงานฉลองครั้งใหญ่ในครบรอบปีนี้ พร้อมฉลองยอดวิวสุดปังทะลุ 300,000 วิว ในงานเปิดจะมีการเปิดตัวทีมงานข่าวบูรพาอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศความพร้อมในการขยายฐานผู้อ่านออนไลน์ ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 นี้ ที่ร้านเซเว่นโฮล์ พัทยาใต้

“เราไม่เคยหยุดพัฒนา 39 ปีที่ผ่านมาคือเครื่องพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ และในก้าวต่อไปของข่าวบูรพาบนโลกออนไลน์ เรายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีอย่างดีที่สุดต่อไป“ อาจารย์ครูแห่งวงการสื่อสารมวลชนเมืองพัทยาและสุดยอดตำนานแห่งข่าวบูรพา ระบุ

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ZEEKR PRIMUS เปิดบ้านต้อนรับ ZEEKR CLUB THAILAND ตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตรฐานบริการ

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า ZEEKR PRIMUS ในเครือ PRIMUS GROUP ได้จัดงาน X-PERIENCE DAY เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ต้อนรับสมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ร่วมสัมผัสประสบการณ์การบริการแบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม และสร้างการรับรู้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ภายในงาน คณะผู้บริหาร ZEEKR PRIMUS นำโดย นายศราวิช ไชยมังกร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมโชว์เทคโนโลยีการซ่อมบำรุงและดูแลรถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานระดับสูง โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่พร้อมให้บริการในทุกด้าน

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ZEEKR PRIMUS ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว การมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการที่มีศักยภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่เหนือระดับในระยะยาว

นายศราวิช กล่าวว่า เรามุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการในทุกมิติให้แก่ลูกค้า โดยการออกแบบและพัฒนาให้ ZEEKR HOUSE PRIMUS ราชพฤกษ์ เป็น FLAGSHIP SHOWROOM แห่งสำคัญ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อมอบการบริการและดูแลลูกค้ารถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ทั้งการจำหน่าย อะไหล่แท้ และการบริการหลังการขาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่เหนือระดับ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถ ZEEKR ในอนาคต

การเปิดบ้านในครั้งนี้ ทำให้สมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ได้สัมผัสขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยตอกย้ำความมั่นใจได้อย่างดี เพราะเราเชื่อว่า ประสบการณ์ด้านบริการหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญของการครอบครองรถยนต์ในระยะยาว

สำหรับ ZEEKR HOUSE PRIMUS สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานระดับสูงตาม CI ของบริษัทแม่ ภายใต้การบริหารงานของ PRIMUS GROUP กลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์ในธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมุ่งมั่งในการยกระดับมาตราฐานการบริการที่เหนือระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดพิธีถวายน้ำสรงพระศพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาณ อุโบสถวัดพิกุลทอง พระอารามหลวง อ.ท่าช้าง อ.สิงห์บุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เวลา 13.20 น #ท่านเจ้าคุณพระธรรมวชิรกวี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย #พระวัชรสิงหบุราจารย์ รักษาการเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี. คณะสงฆ์พระสังฆาธิการจังหวัดสิงห์บุรี.

โดย #นายวราดิศร_อ่อนนุช #ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทนเสวี

พร้อมนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรีทั้งสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าศาล หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ อบต ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พนักงาน และประชาชน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภายในพิธี ประธานในพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระรูป ลงนามถวายความอาลัย และประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระศพ จากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมถวายน้ำสรงพระศพตามลำดับ

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้มีประกาศ เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยระบุว่า

พระองค์ทรงพระประชวรหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ซึ่งสำนักพระราชวังได้แถลงอาการให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ต่อมา วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) อันเกิดจากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ร่วมกับภาวะความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ และการแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ

แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดและสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 4

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกษตรจ.น่าน ประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ และเจ้าหน้าที่กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต

จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569 ณ แปลงใหญ่ลำไยตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โดยมี นายสมรรถพล ขอดเตชะ ประธานศพก.ระดับจังหวัด จังหวัดน่าน และนายรัฐภูมิ ขันสลี ประธานแปลงใหญ่ระดับจังหวัด จังหวัดน่าน เป็นประธานการประชุม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวางแผนแนวทางการขับเคลื่อน ศพก.

ให้มีศักยภาพ เข้าสู่กระบวนการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด การรายงาน การดำเนินงานปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และแปลงใหญ่

ในพื้นที่ 15 อำเภอ และดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด (ชุดใหม่)/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน
เกษตรจังหวัดน่าน จัดประชุมคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ระดับจังหวัด ครั้งที่ 2/2569/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กรมทางหลวง “มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง -สิงห์บุรี – ชัยนาท ตอน 2” จังหวัดสิงห์บุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)” โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 พร้อมด้วย. นายแสน สุรวิญญูวร นายอำเภอค่ายบางระจัน นางศศิธร ริ้วเหลือง ปลัดอาวุโสอำเภอค่ายบางระ จัน พ.ต.ท.พนม สำราญดี ผกก.สอบสวน สภ.ค่ายบางระจัน กรมพัฒนาที่ดิน ผู้นำชุมชน อบจ.อบต.เทศบาล ท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนข้าราชการ ตำรวจท่องเที่ยว . ตำรวจทางหลวง แขวงการทาง กรมทางหลวง สาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าว ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการเกษตร ภาคชลประทาน ภาคการขนส่ง ศาสนสถาน สถานศึกษา ผู้นำชุมชนผู้ใหญ่บ้านกำนัน จังหวัดสิงห์บุรี เข้าร่วมประชุม

นายกานต์ สินสืบผล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสิงห์บุรี ผู้แทนกรมทางหลวง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โครงการ
โดยมีวิทยากรให้ความรู้ 3 ท่าน. นายกันต์ณธีร์ เนติโรจนชัยชาญ ผู้จัดการโครงการ. นางสาวณฐฏ์มณฑน์ แสนพันธุ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม นายวิชิตโชค วิทูรชวลิตวงษ์ ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 2 ในวันนี้
สืบเนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การศึกษาปริมาณจราจร และศึกษาทบทวนรูปแบบอีกครั้ง เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางระหว่างภาคเหนือ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณรอบจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มของปริมาณการจราจรอย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มศักยภาพของสายทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โครงการเบื้องต้น พบว่า โครงการเป็นระบบทางพิเศษ จึงเข้าข่ายโครงการประเภททางหลวงหรือถนน ซึ่งต้องศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ (คชก.) พิจารณาเห็นชอบในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการดังนั้น กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท
กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 ในครั้งนี้ โดยมีระยะเวลาศึกษา 450 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย

1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้มีความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2) เพื่อศึกษาทบทวนรูปแบบ สำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ตอน 2 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย มาตรฐานการออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของกรมทางหลวง และมาตรฐานการออกแบบทางหลวงของกรมทางหลวง สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
3) เพื่อศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

กรมทางหลวงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนา 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่อีก 2 ครั้ง เพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ความเป็นมาโครงการ เหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตการศึกษา ขั้นตอนและแนวทางการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ มาพิจารณาประกอบศึกษาในขั้นต่อไป

กรมทางหลวง เปิดเวทีเดินหน้าศึกษาทบทวนความเหมาะสม “มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1”

วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2569 | เวลา 09.00ณ หอประชุมอำเภอแสวงหา อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง นางสาว สุกัญญา กุลสุวรรณ์ ปลัดจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในพิธีเปิด “การประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1)” โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ และสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 โดยมี. นายนรินทร์ อร่ามโชติ นายอำเภอแสวงหา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอ่างทอง ข้าราชการ ตำรวจ แขวงการทาง กรมทางหลวง สาธารณสุข หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชนและผู้สื่อข่าว ท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ภาคการเกษตร ภาคชลประทาน ภาคการขนส่ง จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดชัยนาท เข้าร่วมประชุม

โดย นายไพรัช มากสังข์ รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงอ่างทอง ผู้แทนกรมทางหลวงกล่าวรายงานโครงการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ในวันนี้สืบเนื่องด้วยสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) การศึกษาปริมาณจราจร และศึกษาทบทวนรูปแบบอีกครั้ง

เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางระหว่างภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการจราจรแออัดบริเวณรอบจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มของปริมาณการจราจรอย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มศักยภาพของสายทาง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โครงการเบื้องต้น พบว่า โครงการเป็นระบบทางพิเศษ จึงเข้าข่ายโครงการประเภททางหลวงหรือถนน ซึ่งต้องศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ (คชก.) พิจารณาเห็นชอบในขั้นขออนุมัติหรือขออนุญาตโครงการก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการดังนั้น กรมทางหลวง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท
กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษา โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจและสำรวจและออกแบบรายละเอียด และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ในครั้งนี้ โดยมีระยะเวลาศึกษา 450 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย
1) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองให้


มีความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น และสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
2) เพื่อศึกษาทบทวนรูปแบบ สำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วง สุพรรณบุรี – ชัยนาท ตอน 1 ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทันสมัย มาตรฐานการออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของ
กรมทางหลวง และมาตรฐานการออกแบบทางหลวงของกรมทางหลวง สอดคล้องกับสภาพสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม
3) เพื่อศึกษา รวบรวมและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


กรมทางหลวงตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการศึกษาโครงการ โดยจัดให้มีการประชุมสัมมนา 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่อีก 2 ครั้ง เพื่อนำเสนอรายละเอียดโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโครงการ ความเป็นมาโครงการ เหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ของโครงการ ขอบเขตการศึกษา ขั้นตอนและแนวทางการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมฯ มาพิจารณาประกอบศึกษาในขั้นต่อไป

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / “อนุทิน” เยือนเวียดนามในฐานะนายกฯ ไทย เดินหน้าขับเคลื่อนหุ้น ส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ฉลองสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม 50 ปี

แชร์เนื้อหานี้

กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม – วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ในโอกาสเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยได้รับการต้อนรับจากนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม พร้อมร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

ภายหลังพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมการหารือเต็มคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง การท่องเที่ยว พลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

นายอนุทินกล่าวว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีไทยย้ำว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพและจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างดี โดยไทยและเวียดนามพร้อมผสานความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

สำหรับคณะผู้แทนฝ่ายไทยที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งสี่เหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามได้ส่งรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมการหารือเช่นกัน ทั้งด้านกลาโหม การต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรม ทำให้การ

ประชุมครั้งนี้เปรียบเสมือนเวทีหารือระดับคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยและเวียดนามมีต่อกัน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อนุทินชาญวีรกูล #นายกรัฐมนตรี #ไทยเวียดนาม #VietnamThailand #ความสัมพันธ์50ปี #หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน #ฮานอย #รัฐบาลไทย #รัฐบาลเวียดนาม #ข่าวการเมือง #ข่าวต่างประเทศ #ไทยเวียดนาม50ปี #ASEAN #ความร่วมมือระหว่างประเทศ #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ประชุมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ครั้งที่ ๒ แม่น้ำท่าจีน ชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร ณ หอประชุมที่ว่าการอ.นครชัยศรี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา ๐๙.๓๐ น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ ๒ งานจ้างสำรวจออกแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แม่น้ำท่าจีน จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร

ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมรับฟังข้อมูลโครงการ แนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสำรวจและออกแบบโครงการดังกล่าว

ทั้งนี้ การดำเนินการประชุมงานจ้างสำรวจออกแบบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของผลการจัดทำการออกแบบรายละเอียดของโครงการตามข้อเสนอแนะจากการจัดประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ ๑ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ทุกภาคส่วนรับทราบ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อนำมาปรับแก้ไขแบบร่างรายละเอียดให้มีความเหมาะสม

ด้านวิศวกรรมและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำและการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมทั้งสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่และความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ภาคีเครือข่ายน่าน ร่วมขับเคลื่อนการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ เสริมสร้างความร่วมมือสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดน่าน ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ หน่วยการศึกษาในพื้นที่ กลุ่มเกษตรกร และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ ได้แก่ อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง อำเภอเวียงสา อำเภอแม่จริม อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข อำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา และอำเภอปัว ได้จัดประชุม “เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความตระหนักด้านการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพในระดับจังหวัด” เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมน่านตรึงใจ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ การปกป้องคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพ และหลักการการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ (Access and Benefit Sharing: ABS) พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และภาคเกษตรกรรม เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพในระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบและเกิดประสิทธิภาพ


ภายในงานมีกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและการดำเนินงานของ BEDO การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ การจำลองสถานการณ์การเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพ ตลอดจนเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมกันกำหนดข้อเสนอเชิงปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานด้าน ABS

ในระดับพื้นที่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรชีวภาพ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพของจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป/ลุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนขังกวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี Kick-off โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ช่วยประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00 น. ที่ว่าการอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย

ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง”จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีนายณัฏฐ์กร ศิริผ่องแผ้ว นายอำเภอเมือง ร่วมกับนางอัจนา ปาลบุตร พาณิชย์จังหวัดสิงห์บุรี จ่าจังหวัดสิงห์บุรี ไปรษณีย์ไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักทั้ง 6 อำเภอ

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ Modern Trade กลุ่มผู้ผลิตสินค้า SMEs และเครือข่ายชุมชน เพื่อกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในชุมชนและพื้นที่ห่างไกล จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือในการบริหารจัดการโครงการ พร้อมสนับสนุนเครือข่ายรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ง่าย รวดเร็ว และใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้า OTOP มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของประชาชนอีกทางหนึ่ง

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / อำเภอท่าหลวงเตรียมความพร้อม! ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและแก้ปัญหาเชิงรุกฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี
นายกองตรีนงลักษณ์ อยู่พุ่มนายอำเภอท่าหลวงผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอท่าหลวงที่ 9 เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อม “โครงการสำรวจศักยภาพ ปัญหาและความต้องการของพื้นที่อำเภอในพื้นที่จังหวัดลพบุรี”

โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการวางแผนและซักซ้อมความเข้าใจ ก่อนลงพื้นที่จริงใน วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้ ซึ่งมีกำหนดการเข้าตรวจเยี่ยมและสถานที่สำรวจจุดสำคัญในพื้นที่ตำบลซับจำปา ดังนี้:

  1. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ (ป่าจำปีสิรินธร) : เพื่อเตรียมพร้อมสถานที่ประชุมและจัดกิจกรรม
  2. พื้นที่ สวนทุเรียน : สำรวจแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่อ
  1. บ้านเด็กนักเรียนทุน : เยี่ยมเยียนเพื่อรับฟังปัญหาและส่งเสริมด้านการศึกษาอย่างใกล้ชิด
  2. อ่างเก็บน้ำสะพานสี่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวบ้านต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรน่าน ลงพื้นที่และให้การต้อนรับคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายจักรพันธ์ อินไสย หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต นางสาววิชชุดา ทวีชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ

รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอภูเพียง เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอภูเพียง ลงพื้นที่และให้การต้อนรับคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569

ซึ่งนำโดยนายจาตุรนต์ สุวรรณพินท์ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต พร้อมคณะ ลงพื้นที่ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ระดับเขต ประจำปี 2569 ณ แปลงเกษตรของนายเกษม รุณใจ ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โดยมีนายพงษ์ศิลป์ ผาลา นายอำเภอภูเพียง พร้อมด้วยหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และคณะกรรมการศพก.และแปลงใหญ่ ระดับประเทศ

ร่วมให้ข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับการทำการเกษตร ในการนี้นายเกษม รุณใจ ได้นำเสนอแนวคิดริเริ่มการทำการเกษตร ภายใต้แนวคิด “การไม่หยุดเรียนรู้และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อก้าวทัน”

ได้มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

และวางรากฐานและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่ทายาทและสมาชิกในครอบครัวอย่างเป็นระบบ ไปสู่ความยั่งยืนในอาชีพ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.สิงห์บุรี เดินหน้า “One Plan” จัดอบรมเตรียมความพร้อมจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 5 ปี เชื่อมโยงทุกภาคส่วนสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารจัดเลี้ยงจุฑามาศ ภัตตาคารไพบูลย์ไก่ย่าง ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการอบรมสัมมนาการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2571-2575) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย

การจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมี นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเปิดภายในงาน นายชัชม์ชน เกษศรี ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ ในนามคณะผู้จัดโครงการ

ได้กล่าวรายงานถึงความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาจังหวัด และการบริหารราชการเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ “One Plan” เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การอบรมสัมมนาในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ฉบับใหม่ (พ.ศ.2571-2575) ให้แก่ผู้บริหารท้องถิ่น บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน เพื่อให้การจัดทำแผนพัฒนามีความครอบคลุม สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาจำนวน 200 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด บุคลากรด้านแผนพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาจังหวัดสิงห์บุรีในอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกมิติ

นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาจังหวัดสิงห์บุรีให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น เพื่อให้แผนพัฒนาที่จัดทำขึ้นสามารถตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับให้เป็นเอกภาพ

นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การประสานแผนพัฒนาระดับพื้นที่ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมสัมมนา เพื่อรวบรวมข้อมูลและมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นในอนาคต

การจัดโครงการในครั้งนี้ นับเป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดอย่างมีทิศทาง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตรนาน้อย ประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย นำโดยนายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายสันติ มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ นายทวีศักดิ์ ธิขาว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รักษาราชการแทนเกษตรอำเภอ

นาน้อย เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย ร่วมให้กำลังใจ นายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ ผู้เข้ารับการคัดเลือกในการประกวดเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ในการนี้ ได้ให้การต้อนรับคณะกรรมการประกวดฯ จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ พุ่มมรดก นายอำเภอนาน้อย หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เกษตรกรเครือข่าย และ

ผู้เกี่ยวข้อง ที่เข้าร่วมติดตามและให้กำลังใจในการประกวดครั้งนี้
สำหรับการประกวดฯ นายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ ได้นำเสนอผลงานการทำเกษตรแบบไร่นาสวนผสม แนวคิดริเริ่มในการทำไร่นาสวนผสม กิจกรรมและการจัดการภายในแปลง ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม

การถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรสู่ชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการใช้ทรัพยากรในแปลงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ โดยมีการดำเนินกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง

การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ รวมถึงการนำวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ณ แปลงเกษตรของนายกิตติศักดิ์ กรุณาก้อ บ้านหนอง หมู่ที่ 10 ตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่านเรื่องและเรียบเรียง /นางสาวบัณฑิตา เผือทะนา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ
ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนาน้อย
/บุญยงค์ สดสะอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีมอบกระเป๋าคัดกรองโครงการสนับสนุน สถานีสุขภาพชุมชน (Health Station)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานในพิธีมอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง โครงการสนับสนุนสถานีสุขภาพชุมชน (Health Station) พร้อมด้วย นายสุภัทร กตัญญูทิตา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม แพทย์หญิงบุษยมาศ บุศยารัศมี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ

คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มอบกระเป๋าอุปกรณ์คัดกรอง (Health Station) ให้แก่เจ้าหน้าที่ รพ.สต.อำเภอเมือง จำนวน 34 แห่ง เพื่อเพิ่มการเข้าถึง บริการคัดกรองสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชน โดยมีอุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิทัล เครื่องเจาะน้ำตาลปลายนิ้ว สายวัดรอบเอว และชุดอุปกรณ์มาตรฐาน ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จึ้งนะออเจ้า! ศาลากลางบึงกาฬคึกคัก ผู้ว่าฯ นำข้าราชการแต่งชุดไทย ถวายบังคมก่อนประชุมกรมการจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

27 เม.ย. 2569 บรรยากาศที่ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬเต็มไปด้วยสีสัน เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นำคณะรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่งกายด้วยชุดไทยสไตล์ “ออเจ้า” เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ศาลากลางจังหวัด

ก่อนเริ่มการประชุม คณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการได้ร่วมกันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬได้มอบรางวัลให้แก่ผู้โชคดีจากการจับสลากกาชาดจังหวัดบึงกาฬ โดย รางวัลที่ 2 เป็น

ทองคำมูลค่า 10 บาท พร้อมทั้งมอบรางวัลอื่น ๆ ให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัล ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีของผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ภายหลังจึงเข้าสู่การประชุมกรมการจังหวัดบึงกาฬตามระเบียบวาระ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของส่วนราชการ การขับเคลื่อนน

โยบายสำคัญของรัฐบาล และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารราชการในพื้นที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อประชาชน

ทั้งนี้ การแต่งกายชุดไทยในการประชุมครั้งดังกล่าว ยังเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สร้างความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย

และสร้างสีสันให้กับบรรยากาศการปฏิบัติราชการของจังหวัดบึงกาฬอีกด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อลงกรณ์-FKII.ลุยส่งออกโมเดลใหม่ สร้างรายได้ประเทศ ผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ตลาดจีน ส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย 2.5 หมื่นล้าน พร้อมหนุน SME. บุกตลาดโลก

แชร์เนื้อหานี้

“อดีตรองนายกฯจุรินทร์”มั่นใจอีคอมเมิร์ซข้ามแดน(CBEC)คือทางรอดของประเทศ“ชยดิฐ”ชี้ความร่วมมือ (Collaboration)ในระดับสากลคือ “ความไว้วางใจ” (Trust)ที่ไทยต้องสร้างให้ได้ในงานเอฟเคไอไอ.บิสสิเนสฟอรั่ม “มิติใหม่การส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลกและตลาดจีนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล” ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา(TVA)นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน เอฟเคไอไอ.(FKI Thailand)ชี้ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำที่สุดในอาเซียน และการส่งออกแบบดั้งเดิมที่กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าจะเติบโต0ปีนี้จะเติบโต0-2% ด้วยมูลค่าส่งออกต่ำกว่า12ล้านล้านบาท

เอฟเคไอไอ.และสถาบันทิวาจึงริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซ(FKII-TVA E-Commerce Alliance)ภายใต้
โมเดลใหม่คือการค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน(CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกสูงถึง 250 ล้านล้านบาทโดยจะเป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศ และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ เอฟเคไอไอ.ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทหางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี เป็นพันธมิตรรายแรกในวาระปีที่51ของความสัมพันธ์ไทย-จีน (The 1st Thai-China E-commerce Alliance) ซึ่งใช้เทคโนโลยี AI และโมเดลสตรีมมิ่งก์ผ่าน KOLs เจาะตลาดผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในจีนกว่า 1,000 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดสตูดิโอไลฟ์สดที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อผลักดันการส่งออกทุเรียนและสินค้าไทยเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 27 เมษายนนี้

“เป็นก้าวเล็กๆที่จะเปิดตลาดที่กว้างกว่าและใหญ่กว่าด้วยโมเดลการส่งออกอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน (CBEC:Cross-Border E-Commerce)ซึ่งจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเช่นทุเรียน ผลไม้ไทย สินค้าเกษตร-อาหาร สินค้าเอสเอ็มอี.สามารถเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลกแบบB2C”นอกจากนี้เอฟเคไอไอ.ยังมีแผนขยายพันธมิตรอีคอมเมิร์ซเพื่อเพิ่มการส่งออกสู่ตลาดโลกโดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Tmall Global, JD Worldwide, Douyin (TikTok China), Amazon (USA), Allegro (Poland/East EU), Zalando (Fashion-EU), Flipkart (India), JioMart (India), Wildberries (Russia), Ozon (Russia&CIS) เป็นต้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “กลยุทธ์แพลตฟอร์มดิจิทัลส่งต่อสินค้าไทยสู่ตลาดจีนและตลาดโลก” โดยระบุว่าในปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 2.27 ล้านล้านบาท การพึ่งพาการส่งออกแบบดั้งเดิม (Offline Trade) จึงไม่เพียงพออีกต่อไป การทำธุรกิจการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (CBEC) จึงเส้นทางหลักในการขยายตลาด

นายจุรินทร์ ยังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากการนำร่องไลฟ์สดขายผลไม้ไทยผ่านแพลตฟอร์ม Tmall ซึ่งสามารถดึงดูดผู้ชมได้ถึง 16 ล้านคนภายในเวลาเพียง 15 นาที
“สินค้าไทยในยุคดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การสร้างคอนเทนต์และการเล่าเรื่อง (Storytelling) 2) การนำระบบ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด และ 3) ระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability)ในช่วงบรรยายพิเศษ “โอกาสในวิกฤตของไทย” นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKI Thailand

ได้ฉายภาพให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตโลก (Perfect Storm) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ประเทศไทยไม่ใช่พญามังกร หรือพญาอินทรี แต่คือ”กวางน้อย” ที่ต้องรู้จักปรับตัวให้อยู่รอดนายชยดิฐ เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Collaboration) ในระดับสากลคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) เพราะหากปราศจากสิ่งนี้ก็เหมือนรถยนต์ที่ไม่มีน้ำมัน พร้อมกันนี้ได้นำเสนอแนวคิด “สังคมสุขพอดี” ซึ่งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบพอดี คือมีกำไรหล่อเลี้ยงธุรกิจได้ ในขณะเดียวกันก็ช่วยทำให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น แทนการแข่งขันขับเคี่ยวเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

ภายใต้การลงนาม MOU ครั้งนี้ บริษัท หางโจว หวั่งเฉา เทคโนโลยี ได้นำเสนอโมเดลธุรกิจรูปแบบ S2B2C ผ่านแบรนด์ “หลิวหว่านเต้า” (Liuwangdao) โดยมุ่งเน้นการยกระดับซัพพลายเชนทุเรียนไทย ด้วยระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ให้ผู้บริโภคชาวจีนรู้ลึกถึงแหล่งเพาะปลูก ผสานกับการจัดส่งระบบ Cold Chain ควบคุมอุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส ร่วมกับพันธมิตรอย่าง SF Express ที่การันตีการจัดส่งถึงหน้าบ้านผู้บริโภคภายใน 72 ชั่วโมง ตลอดจนการสร้างศูนย์ไลฟ์สด 8 แห่ง และใช้ KOLs มืออาชีพกว่า 100 คน ในการผลักดันยอดขายเป้าหมายการเติบโตในปี 2026-2028 พันธมิตรทั้งสองฝ่ายได้วางแผนกลยุทธ์ 3 ปี โดยตั้งเป้ายอดขาย (GMV) ทุเรียนไทยในปี 2026 ที่ 500 ล้านหยวน ก่อนที่จะขยายเครือข่ายช่องทางการขายเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านราย และผลักดันยอดขายรวมให้ถึง 5,000 ล้านหยวน ภายในปี 2028

งานสัมมนาในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหน่วยงานพันธมิตรจำนวนมาก ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายวิโรจน์ จงกลวานิชสุข รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ นายชัยศักดิ์ รินเกลื่อน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวชฎาภา ชวนานนท์ เป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายปองพล อดิเรกสาร อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ. ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต นาย

สรโชติ อำพันธ์วงษ์ รองประธานอาวุโสสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) ผู้แทนสมาคมการค้าผลไม้ยุคใหม่ (MAFTA) และผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด (DMA) นายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล รองประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ นายพรพล เอกอรรถพร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ นายกฤชฐา โภคาสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และ e-Commerce และผู้ประกอบการไทยหลายรายตอกย้ำให้เห็นถึงก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนผ่านวิถีการส่งออกสินค้าไทยสู่การค้ารูปแบบใหม่.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ฮือฮา ขุดพบ “กู่ปราสาทหินทราย” กลางหมู่บ้านจัดสรรโคราช นักโบราณคดีชี้อายุกว่า 800-1,000 ปี คาดเป็นศาสนสถานฮินดู

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีโลกออนไลน์ได้มีการแชร์รูปภาพและข้อความเกี่ยวกับการค้นพบ “กู่ปราสาทหินทราย” ซึ่งตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านจัดสรรปรางค์ทองนิเวศน์ หมู่ 2 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนสร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าจุดที่มีการค้นพบเป็นที่ดินส่วนบุคคลซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้อง โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการสำรวจทางโบราณคดี นำโดยนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายสมเดช ลีลามโนธรรม นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

นายสุชาติ ศรีนวลแก้ว อายุ 68 ปี ที่ปรึกษาเจ้าของที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ดินของตนมีหน้าที่ทั้งหมด 130 ไร่ ภายหลังมีการขุดพบโบราณสถานภายในพื้นที่ ได้กันพื้นที่จำนวน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นจุดที่พบหลักฐานสำคัญไว้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมศิลปากร เข้าดำเนินการศึกษาและตรวจสอบ พร้อมแสดงความยินดีที่จะมอบพื้นที่ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ

นายสุชาติกล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยหนามและวัชพืช จึงได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ กระทั่งพบก้อนหินจำนวนมากกระจายอยู่ใต้ดิน จึงนำขึ้นมาวางรวมไว้ด้านบน โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายหินออกนอกพื้นที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ก่อนการค้นพบ เจ้าของที่ดินมีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ต่อเนื่องไปจนถึงแนวทางรถไฟ แต่เมื่อพบหลักฐานดังกล่าว จึงได้ระงับการดำเนินการทันที และทำหนังสือถึงกรมศิลปากรเพื่อขอให้เข้ามาตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้หยุดดำเนินการชั่วคราว

นายสุชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนการขุดพบ ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือความเชื่อผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะปล่อยให้กรมศิลปากรดำเนินการสำรวจให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดภายในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอนาคต

ด้านนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนี้มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการปรับหน้าดินและพบชิ้นส่วนหินทราย จึงนำไปสู่การขุดตรวจทางโบราณคดีในครั้งนี้

โดยวัตถุประสงค์สำคัญของการขุดตรวจ คือการกำหนดขอบเขตโบราณสถานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถอนุรักษ์ได้อย่างครอบคลุม ขณะนี้การดำเนินงานเข้าสู่วันที่ 6 ซึ่งจากการขุดตรวจพบฐานของปราสาทหินในวัฒนธรรมขอม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 หรือประมาณ 800-1,000 ปีมาแล้ว

โดยเฉพาะด้านทิศใต้ของโบราณสถานมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ พบชุดฐานบัวและฐานเขียง ซึ่งเป็นลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่พบได้ทั่วไปในศิลปะขอม นอกจากนี้ ในหลุมขุดตรวจที่ 4 ยังพบฐานรองรับรูปเคารพ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเป็นศาสนสถาน หรือวัดในศาสนาฮินดู

อย่างไรก็ตาม การขุดตรวจจะดำเนินการรวม 8 วัน และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดทำผังแสดงตำแหน่งโบราณสถานโดยละเอียด ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุขนาดพื้นที่โบราณสถานที่แน่ชัดได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างกระบวนการขุดตรวจ และต้องรอผลการหารือร่วมกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน

นายวรรณพงษ์กล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นการขุดตรวจ จะมีการกลบหลุม โดยก่อนดำเนินการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จะจัดทำแผนผังโบราณสถานอย่างละเอียด เพื่อบันทึกตำแหน่งและลักษณะโครงสร้างไว้เป็นหลักฐาน จากหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน สามารถสันนิษฐานได้ว่าโบราณสถานแห่งนี้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู อีกทั้งบริเวณด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ 100 เมตร

ยังพบสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ หรือบาราย ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หนองบัว” ใกล้โรงเรียนอุบลรัตน์ สะท้อนให้เห็นว่าโบราณสถานแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่ในอดีต เนื่องจากต้องมีแหล่งน้ำรองรับประชากรจำนวนมาก

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา