คลังเก็บหมวดหมู่: ทหารบก (ทบ.)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มทภ.2 ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว ร.ต. วสันต์ ขานหัวโทน วีรบุรุษทหารกล้า ผู้สละชีวิตเพื่อผืนแผ่นดินไทย”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของ

ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน วีรบุรุษทหารกล้า ผู้สละชีวิตเพื่อผืนแผ่นดินไทย โดยมี พลตรี ประเสริฐ ข่าทิพย์พาที ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 และ

พันเอก ชิตวรรธน์ ฐิตสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมเยี่ยมให้กำลังใจ

และตรวจเยี่ยมการดำเนินการสร้างบ้านพักอาศัยใหม่ ให้แก่ครอบครัวของทหารกล้า ณ บ้านเลขที่ 131 หมู่ 13 บ้านเทื่อม ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สอบถามถึงความเป็นอยู่ พร้อมเน้นย้ำว่ากองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

และครอบครัว อีกทั้งยังได้กล่าวแสดงความเสียใจและชื่นชมในความเสียสละของร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน

ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและจิตวิญญาณของทหารอาชีพ โดยยืนยันว่าความเสียสละของกำลังพลทุกนาย

จะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และจะเป็นกำลังใจให้ครอบครัวสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

ในการลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาระดับนโยบายที่มีต่อกำลังพลและครอบครัว พร้อมตอกย้ำบทบาทของกองทัพบกในการดูแลสวัสดิการกำลังพลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ผนึกกำลังไทย-สหรัฐฯ-สิงคโปร์ ผนึกกำลังส่งมอบอาคารอเนกประสงค์ มุ่งยกระดับการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่นครราชสีมา

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 08.00 น. พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร พร้อมด้วย พลตรี วิลเลี่ยม เจ. เพรนเดอร์แกสด์ที่ 4 (MG William J. Prendergast IV) ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 สหรัฐอเมริกา กองกำลังรักษาดินแดน รัฐแคลิฟอร์เนีย และพลจัตวา หว่อง ปุย ชวน (BG Wong

Pui Chuan) ผู้แทนกองทัพสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานร่วม ในพิธีส่งมอบอาคารอเนกประสงค์ โครงการช่วยเหลือประชาชน (Humanitarian/Civic Assistance : HCA) ภายใต้การฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 ณ โรงเรียนรักเมืองไทย 1 (มูลนิธิเตชะไพบูลย์) ตำบลบ่อปลาทอง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยอาคารดังกล่าวเริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

โดยพิธีมอบ อาคารอเนกประสงค์ได้เริ่มขึ้นเวลา 08.30 น. นำโดยเสนาธิการทหาร พร้อมด้วยผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 สหรัฐอเมริกา กองกำลังรักษาดินแดน รัฐแคลิฟอร์เนีย และผู้แทนกองทัพสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งส่งมอบอาคารอเนกประสงค์ให้แก่นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา

นครราชสีมา เขต 3 และผู้อำนวยการโรงเรียนรักเมืองไทย 1 (มูลนิธิเตชะไพบูลย์) และได้ร่วมปลูกต้นรวงผึ้งบริเวณหน้าอาคารอเนกประสงค์กับมิตรประเทศ และส่วนราชการพลเรือน พร้อมทั้งเยี่ยมชมภายในอาคารอเนกประสงค์ นับเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพมิตรประเทศ ในการร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่

โครงการช่วยเหลือประชาชน (Humanitarian Civic Assistance: HCA) เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ 2026 โดยเป็นความร่วมมือในการก่อสร้างระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกา และกองทัพมิตรประเทศ ประกอบด้วย กองทัพสาธารณรัฐสิงคโปร์ กองทัพญี่ปุ่น กองทัพสาธารณรัฐเกาหลีใต้ กองทัพมาเลเซีย และกองทัพอินเดีย
ซึ่งในปีนี้ มีจำนวน 5 โครงการ

  • โครงการที่ 1 โรงเรียนรักเมืองไทย 1 อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
  • โครงการที่ 2 โรงเรียนบ้านหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
  • โครงการที่ 3 โรงเรียนบ้านหนองโสมง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
  • โครงการที่ 4 โรงเรียนบ้านบึงตะกาด อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง
  • โครงการที่ 5 โรงเรียนบ้านแก่งน้อย อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ นอกจากนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไปในอนาคต

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหารจัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร/ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปี

โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ภายในพิธีมีการอ่านสารของผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน และประกอบพิธีถวายราชสักการะ เพื่อรำลึกถึงภารกิจและบทบาทของกองอาสารักษาดินแดนในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และการช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น เวลา 09.30 น. ได้มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลกองอาสารักษาดินแดนและผู้เข้าร่วมพิธีทุกนาย ต่อด้วยพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่กำลังพลอาสารักษาดินแดนที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น

นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ให้แก่บุตรของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 5 ทุน และมอบทุนการศึกษาของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย จำนวน 72 ทุน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษาแก่บุตรหลานของกำลังพล

โอกาสนี้ ประธานในพิธีได้กล่าวแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจแก่กำลังพลกองอาสารักษาดินแดนทุกนาย ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน และยึดมั่นในอุดมการณ์การรับใช้ประเทศชาติและประชาชน

พร้อมเน้นย้ำให้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มแข็ง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารต่อไป
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เชิดชูวีรบุรุษชายแดน! เปิดอนุสาวรีย์ ‘พลตรี ธวัชชัย บุสภา’ ผู้สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ครอบครัวสุดตื้นตันสืบสานปณิธานทหารกล้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงเรียนบ้านโนนสังข์ศรี ต.บ้านซ่ง อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร พลเอกบุญสิน พาดกลาง นายทหารราชองครักษ์พิเศษ และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีเปิดอนุสาวรีย์และหอเกียรติยศ พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าโต๋) วีรบุรุษผู้สละชีพในเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีครอบครัวและข้าราชการเข้าร่วมพิธีอย่างสมเกียรติ

โดยมีนายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร นายนราวิชญ์ มณีฤทธิ์ นายอำเภอคำชะอี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน พร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวบุ นำโดย นายเฉลิมชัย บุสภา (บิดา) และ นางวิไล บุสภา (มารดา)

นางสาวรจรินทร์ ภรรยาของจ่าโต๋ ซึ่งปัจจุบันได้รับบรรจุเข้ารับราชการทหารในยศ ส.อ.หญิง รจรินทร์ เพื่อสานต่อหน้าที่รับใช้ชาติทดแทนสามีที่ล่วงลับ และบุตรชายของจ่าโต๋ ร่วมอยู่ในบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจด้วย

พลเอกบุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวสดุดีวีรกรรมว่า “เกียรติยศไม่ได้เกิดจากการร้องขอ หากแต่เกิดจากการกระทำที่เสียสละเพื่อส่วนรวม” พร้อมย้ำว่าการป้องกันประเทศและราชบัลลังก์คือเจตนารมณ์สูงสุดของทหารไทยที่ต้องยืนหยัดด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนถึงคุณค่าของคำว่า “วีรบุรุษ” ของประชาชนอย่างแท้จริง และจะเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรักชาติสืบไป

นายธราวิชญ์ มณีฤทธิ์ นายอำเภอคำชะอี กล่าวว่า การจัดสร้างอนุสาวรีย์นี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยงบประมาณกว่า 250,000 บาท เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความจงรักภักดี และเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารไทย

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์วีรกรรม “จ่าโต๋” ผู้กล้าแห่งสัตตะโสม เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2554 ขณะนั้น จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา ปฏิบัติหน้าที่ผู้ตรวจการณ์หน้า ณ จุดตรวจการณ์สัตตะโสม ฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น จ.ศรีสะเกษ

ในช่วงวิกฤตที่มีการระดมยิงอย่างหนัก จ่าโต๋ได้ตัดสินใจฝ่าอันตรายยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อทำหน้าที่ตรวจการณ์และร้องขอการยิงสนับสนุนให้กองกำลังฝ่ายไทย จนสามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้สำเร็จ แต่ตนเองต้องเสียชีวิตในหน้าที่จากการถูกยิงด้วยอาวุธสนับสนุนจากฝ่ายตรงข้าม

จากวีรกรรมความกล้าหาญ กองทัพบกจึงได้มีคำสั่งปูนบำเหน็จพิเศษ เลื่อนชั้นยศเป็น “พลตรี ธวัชชัย บุสภา” และได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ เพื่อเป็นเกียรติประวัติสูงสุดแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลสืบไป
ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

พลตรีธวัชชัยบุสภา #วีรบุรุษทหารกล้า #จ่าโต๋ #ปกป้องแผ่นดินไทย #เหรียญกล้าหาญ #อำเภอคำชะอี #มุกดาหาร #ครอบครัวทหารกล้า #สดุดีวีรบุรุษไทย #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand

สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ ( 29 ม.ค. 69) เวลา 09.30 น. ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครราชสีมา พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและการให้ข้อเสนอแนะของผู้บริหารเพื่อนำไปสู่การ “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ” ต่อการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานแบบบูรณาการให้มีความประสานสอดคล้อง และสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน อันจะทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเพื่อสร้างความรู้จัก และความสัมพันธ์ที่ดีในระดับผู้บริหาร โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จากพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมในการประชุมฯ

โดยเป็นการประชุมเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ ในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในครั้งนี้ ได้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้แก่ การป้องกันภัยคุกคามเร่งด่วนการสกัดกั้นภัยคุกคามข้ามชาติ และปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดนการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์ และการก่อการร้ายข้ามชาติการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มาตรการสกัดกั้นข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งปัญหาดังกล่าว นับว่าเป็นภัยคุกคามซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นส่วนรวม

ซึ่ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในห้วงต่อไป โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจ ขอบเขต บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามกรอบกฎหมาย มีความเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ที่ประจักษ์ต่อทุกภาคส่วน โดยกำหนดเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง จำนวน 5 ประการ ได้แก่ การสร้างความชัดเจนในบทบาทหน่วยงานด้านความมั่นคง การยกระดับศักยภาพในการรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ การทำงานเชิงรุกโดยอาศัยข้อมูล การประเมินสถานการณ์ และความร่วมมือจากประชาชน การบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ พร้อมการติดตามประเมินผล และการเสริมสร้างบทบาทกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ในการช่วยเหลือประชาชน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ได้ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงอย่างบูรณาการ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินและรับมือภัยคุกคามเชิงรุก การดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี สาธารณภัย และการเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในห้วงการเลือกตั้งและประชามติ

ทั้งนี้ หวังว่าความร่วมมือดังกล่าว จะทำให้การรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงให้แก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหา จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จังหวัดชายแดนที่มีการแจ้งเตือน, การอพยพประชาชน, การจัดระเบียบในพื้นที่อพยพ, การตรวจสอบสายลับ และการดูแลพื้นที่ส่วนหลังจังหวัดตอนใน รวมถึงการมอบสิ่งของบริจาค, จัดพิธีศพทหาร, การตรวจสอบแรงงานต่างด้าว ความมุ่งมั่นตั้งใจ เสียสละของทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างการรับรู้แก่ประชาชน เพื่อให้ความร่วมมือสนับสนุน และการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติภารกิจให้เกิดความมั่นคงของชาติ ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีความรัก ความสามัคคี ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ อย่างยั่งยืนสืบไป

ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มณฑลทหารบกที่ 38 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน พลตรีบุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 เป็นประธานในพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลของหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2569

โดยมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยหัวหน้าศาล อัยการ ตำรวจ ส่วนราชการพลเรือน ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ และสมาคมแม่บ้านทหารบก เข้าร่วมในพิธี เพื่อ

ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช องค์วีรกษัตริย์ไทย ตลอดจนบูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ และเหล่าบรรพบุรุษผู้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทย

ทั้งนี้ พิธีดังกล่าวยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้กำลังพลตระหนักถึงภารกิจหน้าที่อันสำคัญยิ่งในการพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของประเทศชาติ เพื่อให้แผ่นดินไทยดำรงอยู่เป็นมรดกแก่ลูกหลานสืบไป

ภายในงานมีกำลังพลเข้าร่วมสวนสนามจำนวน 2 กองพัน พร้อมการแสดงก่อนพิธีจำนวน 2 ชุด ได้แก่ การแสดงจากหมวดดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 38 การแสดงวงโยธวาทิตจากโรงเรียนนาน้อย และกรมทหารพรานที่ 32

โดยมีข้าราชการ ทหาร ครอบครัวกำลังพล นักศึกษาวิชาทหาร และประชาชนจังหวัดน่าน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ณ สนามหน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ค่ายสุริยพงษ์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลทหารเรืองศักดิ์ กลับบ้านสู่อ้อมกอดครอบครัว พร้อมโชว์ของดีประจำกาย

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณี พลทหารเรืองศักดิ์ รัตนพันธ์ หน่วยทหารราบ (หน่วยเฉพาะกิจ) ซึ่งประจำการ บริเวณ ช่องตาเฒ่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 และได้รับการผ่าตัดหลายครั้ง

ปัจจุบันทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งพลทหารเรืองศักดิ์ รัตนพันธ์ ทหารแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้าห้องผ่าตัดถึง 5 ครั้ง จากเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้าห้องผ่าตัดถึง 5 ครั้ง บาดแผลกระจายตั้งแต่ลำคอด้านหลัง ใกล้แนวกระดูกสันหลัง คิ้ว ขมับ ใต้ตา แก้ม ฟันกรามแตกถึง 6 ซี่ ซึ่งหลังจากกลับมาทางชาวบ้านและญาติได้ทำการผูกข้อมือสู่ขวัญเมื่อว่านที่ผ่านมาก (7 มกราคม 69)

ผู้สื่อข่าวได้พบกับครอบครัวและพลทหารเรืองศักดิ์ ซึ่งวันนี้ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวที่บ้านเกิด คือบ้าน บ้านเลขที่ 107 หมู่ 2 บ้านหนองน้ำเต้า ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดหาร โดยทางพลทหารเรืองศักดิ์ เปิดเผยว่าตนเองเป็นทหารสกัด ร.3 พัน3. ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้าร่วมการต่อสู้กับเขมรทั่ง2 ครั้ง

ซึ่งครั้งที่หนักสุดก็เป็นครั้งที่ 2 เพราะตนเองถูกฝ่ายเขมรยิงปืนคอมาตกตรงหน้าบังเกอร์ซึ่งขนาดนั้นกำลังวิ่งออกไปเอาปืนจนทำให้ตนเองโดนสะเก็ดปืนคอบาดเจ็บสาหัส จนต้องนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งระหว่างนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเยี่ยมและพระราชทานสิ่งของ ซึ่งตนเองอยู่รักษาอาการบาดเจ็บ และได้กลับมาที่บ้านเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บภายในช่องปาก เมื่อหายดีแล้วก็จะกลับไปทำหน้าที่ของทหารต่อ พร้อมกับเตรียมตัวสอบเป็นนายสิบ เพราะรักในอาชีพของทหารและเลือกทางนี้แล้ว ปล่อยเสียง

ด้านนายกองศิลป์ รัตนพันธ์ อายุ 59 ปี พ่อของพลทหารบอกกับผู้สื่อข่าวว่า อยากให้ลูกชายมีอาชีพเป็นทหารเพราะเขาชอบ พ่อก็เลยพาลูกไปสมัครโดย ร้องขอผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งตั้งแต่ตอนนั้นมากก็รู้สึกเลยว่าลูกชายเป็นเสาหลักของครอบครัวแบ่งเงินที่เป็นเงินเดือนมาช่วยเหลือครอบครัวตลอดตอนนี้ก็หวังว่าลูกชายจะได้เป็นนายสอบต่อไป

นอกจากนี้ทางพลทหารเรืองศักดิ์ ได้บอกกลับผู้สื่อข่าวตนเองเชื่อว่าที่ตนเองรอดมาได้ในครั้งนี้นอกจากการได้รับความช่วยเหลือจากทางหมอแล้วยังมีสิ่งที่ยึด ยึดเหนี่ยวจิตใจ คือตะกรุดที่ทำจากลูกปืนพร้อมเหรียญหลวงปู่เจียม อติสโย ที่ แม่ทัพเติ่ง พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นคนมอบให้โดยตนเองเชื่อว่าสิ่งของเหล่านี้ปกปักรักษาให้ปลอดภัยในการรบแต่ละครั้ง

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดภาพ “เสธ.ปู-แม่ทัพเติ่ง” ขึ้นเหยียบพื้นที่เนิน 350 ปราสาทตาควาย ยันคือพื้นที่อธิปไตยไทยอย่างสมบูรณ์

แชร์เนื้อหานี้

เปิดภาพ “เสธ.ปู-แม่ทัพเติ่ง” ขึ้นเหยียบพื้นที่เนิน 350 ปราสาทตาควาย ยันคือพื้นที่อธิปไตยไทยอย่างสมบูรณ์ แผ่นดินที่เรายืน จะเป็นของลูกหลานเราตราบชั่วกัลปาวสาน”

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พร้อม พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2

และคณะ ลงพื้นที่ตรวจภูมิประเทศ ยืนยันการควบคุมพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างสมบูรณ์ ธงไตรรงค์โบกสะบัดอย่างสง่างาม บนผืนแผ่นดินไทย

โดยระหว่างลงพื้นที่ได้กล่าวว่า ผมขอยืมคำน้องๆ ทหารหาญในแนวหน้ามาใช้ “ที่ๆ เราเหยียบ แผ่นดินที่เรายืน จะเป็นของลูกหลานเราตราบชั่วกัลปาวสาน”
โดยกำลังพลในพื้นที่ยังคงมีขวัญและกำลังใจดีเยี่ยม ทั้งนี้ เสธ.ทบ./

เสธ.ศปก.ทบ. ได้กล่าว ขอบคุณในความเสียสละของกำลังพลทุกนาย รวมทั้งได้ตรวจแนวการวางกำลังตลอดพื้นที่
เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดภาพเบื้องหลังปฏิบัติการเนิน 350 ภารกิจ 120 ชม. บทพิสูจน์ “แม่ทัพภาคที่ 2” ผู้นำการรบเพื่อชัยชนะ อย่างสมศักดิ์ศรี เพื่อทำลายภัยคุกคามให้สิ้นสภาพ

แชร์เนื้อหานี้

จากสถานการณ์ชายแดนที่กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และใช้อาวุธโจมตีกำลังพลของไทยอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาที่คนไทยต้องรับรู้เบื้องหลังปฏิบัติการเนิน 350 ภารกิจ120 ชม. การยึดพื้นที่คือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ ภาพสะท้อนจากเนิน 350 สู่สมรภูมิประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกต้องจดจำตลอดภารกิจของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้บัญชาการรบอยู่หน้าแนวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2

สถานการณ์บริเวณ เนิน 350 พื้นที่ปราสาทตาควาย ทำให้สังคมไทยได้ประจักษ์อีกครั้งว่า “พื้นที่สูง” ไม่ใช่เพียงตำแหน่งบนแผนที่ แต่คือจุดชี้ขาดของความมั่นคง เป็นทั้งสายตา เป็นทั้งเกราะ และเป็นเส้นแบ่งระหว่าง ความปลอดภัยของประชาชนกับความเสี่ยงในแนวหน้าภายใต้การบัญชาการรบของกองทัพภาคที่ 2 การปฏิบัติการในพื้นที่ดังกล่าวดำเนินไปบนหลักความรอบคอบ ความแม่นยำ และการควบคุมสถานการณ์ เพื่อจำกัดความสูญเสีย การตัดสินใจแต่ละขั้น มิได้มุ่งผลลัพธ์เฉพาะหน้า แต่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อเสถียรภาพและ
ความมั่นคงโดยรวมเพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม

ไทม์ไลน์ เหตุการณ์ 5 วัน เนิน 350 จากการปะทะสู่การควบคุมสถานการณ์ (16–20 ธันวาคม 2568)16 ธันวาคม 2568 วันที่ความกล้าหาญถูกพิสูจน์ มีรายงานเหตุปะทะในพื้นที่ เนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย ส่งผลให้กำลังพลไทย เสียชีวิต 2 นาย พื้นที่ดังกล่าวถูกจับตาในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องได้รับการควบคุมอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม นี่คือวันที่ความกล้าหาญของทหารแนวหน้าปรากฏชัด และเป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจเชิงความรับผิดชอบในระดับบัญชาการ

17 ธันวาคม 2568 คุมจังหวะสถานการณ์ การดำเนินการในพื้นที่ปรับเข้าสู่กรอบการควบคุมสถานการณ์อย่างเป็นระบบโดยมุ่งยับยั้งการรุกคืบ ควบคุมพื้นที่สำคัญและป้องกันการเสริมกำลังของฝ่ายตรงข้าม เป้าหมายหลักในช่วงนี้คือ ไม่ให้ความสูญเสียเกิดซ้ำและไม่เปิดช่องให้ความรุนแรงขยายตัว18 ธันวาคม 2568 การทำงานของระบบบัญชาการรบ การปฏิบัติการดำเนินอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ทีมบัญชาการรบ กำลังแนวหน้า และฝ่ายสนับสนุน ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดโดยยึดหลักความรอบคอบ ความแม่นยำ และการลดความเสี่ยงต่อชีวิตกำลังพล “ความนิ่งในวันนี้ไม่ใช่ความชะลอ แต่คือการตัดสินใจที่ไม่ใช้อารมณ์นำ”

19 ธันวาคม 2568 สถานการณ์เริ่มชัดเจนรายงานข่าวสะท้อนว่า การควบคุมพื้นที่มีความคืบหน้า การเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ยุทธศาสตร์ถูกจำกัด สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะที่การคุกคามไม่สามารถขยายตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ 20 ธันวาคม 2568 ควบคุมพื้นที่ ปิดวงจรความสูญเสียมีการยืนยันว่าฝ่ายไทยสามารถ ควบคุมพื้นที่เนิน 350 และบริเวณปราสาทตาควายได้ พร้อมการลำเลียงร่างทหารผู้เสียสละลงมาประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ และการตรวจความเรียบร้อยของพื้นที่ รวมถึงการตรวจยึดอาวุธจากฐานปฏิบัติการ เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงย้อนกลับมาอีก “วันนี้ไม่ใช่วันแห่งการเฉลิมชัย แต่คือวันที่ความสูญเสียถูก “หยุดไว้” ด้วยการตัดสินใจอย่างมีศักดิ์ศรี

สมรภูมิเนิน 350 มีผู้กล้ายืนหยัดฝ่ากระสุนตลอดการรบ 5 วัน หวังนำพี่น้องกลับบ้านอย่างสมเกียรติไม่ได้มีเพียง ผู้เสียสละที่จากเราไปเท่านั้น แต่ยังมี “ผู้กล้า” ที่ยืนหยัดฝ่ากระสุนและกับระเบิด ตลอดการรบ สู้กันยาวนานกว่า 120 ชั่วโมง หลังจาก กองทัพภาคที่ 2 สามารถเข้าควบคุมและสถาปนา “เนิน 350” พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เป็นผลสำเร็จ หลังการปะทะอย่างรุนแรงกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา ในครั้งนี้ส่งผลให้ จ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 พลีชีพ ขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่สมรภูมิปราสาทตาควาย และเนิน 350 และได้นำกลับบ้านอย่างสมเกียรติอย่างวีระบุรุษ ขอคำนับ กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่หวั่นไหว พวกคุณคือคุณค่าแห่งเกียรติยศ คือหัวใจ ของคำว่า “ไม่ทิ้งกัน” ขอบคุณ และขอเป็นกำลังใจให้วีรบุรุษทุกนายอย่างสมศักดิ์ศรี เพื่อทำลายภัยคุกคามให้สิ้นสภาพต่อไป
เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาคที่ 2 ผบ.กกล.สุรนารี ร่วมบัญชาการรบ บนเนิน 350 ปรับแผน ก่อนยึดได้ พร้อมยกย่องความเสียสละของ 2 ทหารกล้าแม่ทัพเติ่งตรวจยึด คลังแสง เนิน 350 และปราสาทตาควาย

แชร์เนื้อหานี้

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ภายใต้การบัญชาการรบของ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผบ.พล.ร.6/ผบ.กกล.สุรนารี

สามารถเข้าควบคุมและสถาปนา “เนิน 350” พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ได้เป็นผลสำเร็จ หลังการปะทะอย่างหนัก กับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า การปฏิบัติการนี้ ดำเนินไปด้วยความรอบคอบและรัดกุม เพราะทหารกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดไว้ทั่วพื้นที่ ทำให้ทุกขั้นตอนต้อง

ใช้ความระมัดระวังสูงสุด และกล่าวยกย่องว่า “การเสียสละของ ทหารกล้า / นายเป็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญ สมกับคำว่า ‘ทหารอาชีพ’ ที่ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย”

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า เรารักษาความมั่นคงของอธิปไตยไทยในพื้นที่ชายแดน และเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติและศักดิ์ศรีของกองทัพไทย

ที่ยังคงมีลูกหลานพร้อมยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยชีวิต เนิน350ปราสาทตาควายกัมพูชาเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ

เดวิท โชคชัย รายงาน

แม่ทัพเติ่งตรวจยึด คลังแสง เนิน 350 และปราสาทตาควาย“แม่ทัพเติ่ง” ตรวจยึดคลังแสงอาวุธเขมร บน เนิน 350–ปราสาทตาควาย กลางดึก ร่วมวางแผน วางกำลัง คุมพื้นที่ให้ได้แบบเด็ดขาด ขอบคุณกำลังพลทุกคน

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเท้าขึ้นยอดเนิน 350 ปราสาทตาควาย เมื่อช่วงกลางดึก ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบอาวุธและยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 ตรวจยึดได้

จากฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชาบนเนิน 350 เพื่อการควบคุมสถานการณ์ตามยุทธวิธี และวางแผนการวางกำลังในพื้นที่ พร้อม ประเมินสถานการณ์ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่โดยตรง

พร้อมตรวจเยี่ยม สร้างขวัญกำลังใจ และขอบคุณกำลังพล พร้อมย้ำทุกหน่วยให้รักษาพื้นที่ ให้ได้อย่างมั่นคง ควบคุมสถานการณ์อย่างเด็ดขาด

ปกป้องอธิปไตยของชาติ และยึดความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลเป็นสำคัญสูงสุดแม่ทัพเติ่งปราสาทตาควายเนิน350กัมพูชาต้องสิ้นสภาพทางการทหาร

เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.44 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม นศท. ประจำปี 2568 ปลุกพลังเยาวชนรักษ์ชาติ รำลึกวีรกรรมยุวชนทหาร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 มณฑลทหารบกที่ 44 (มทบ.44) จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปีการศึกษา 2568

เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของ ยุวชนทหาร ผู้ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา พร้อมแสดงพลังระเบียบวินัย ความเข้มแข็ง และความพร้อมเพรียงของกำลังพลสำรองรุ่นใหม่

ณ ลานอเนกประสงค์ ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพรพิธีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 เป็นประธาน พร้อมด้วย

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการทหาร ตลอดจนผู้ปกครองนักศึกษาวิชาทหารที่มาร่วมเป็นกำลังใจอย่างอบอุ่น บรรยากาศเป็นไปด้วยความภาคภูมิใจและสง่างามของเหล่านักศึกษาวิชาทหารที่ร่วมสวนสนามอย่างพร้อมเพรียง

พลตรี สมคิด ชูเผือก กล่าวว่า วันที่ 8 ธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็น “วันนักศึกษาวิชาทหาร” เพื่อรำลึกถึงยุวชนทหารผู้เสียสละเพื่อชาติในปี 2484 พร้อมเน้นย้ำภารกิจสำคัญของนักศึกษาวิชาทหารในยุคปัจจุบันว่า

“หลักสูตร นศท. มุ่งพัฒนานักศึกษาทุกนายให้เป็นกำลังสำรองที่มีคุณภาพของกองทัพ เป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ และร่วมปฏิบัติงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับกำลังประจำการเมื่อชาติบ้านเมืองต้องการ”

ประธานในพิธีได้ฝากข้อคิดสำคัญถึงเยาวชนกำลังสำรองว่า
“ขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนายตระหนักว่า ความเป็นเอกราชของชาติเรามาจากการเสียสละของบรรพบุรุษ วันนี้พวกเรามีหน้าที่สืบสานความเสียสละนั้น ด้วยความรับผิดชอบ วินัย และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

สำหรับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 44 ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2532 มีภารกิจผลิตกำลังพลสำรองในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ปัจจุบันมี พันโท อาทิตย์ เรืองธารา ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยฝึก ดูแลนักศึกษาวิชาทหารรวมทั้งสิ้น 3,050 นาย

พิธีในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเชิดชูวีรกรรมผู้กล้า ยังเป็นเวทีปลุกพลังเยาวชนชุมพรให้มีความรักชาติ รู้คุณแผ่นดิน และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตอย่างสง่างามและภาคภูมิใจ.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 ซีลเข้มชายแดนในรอบ 2 เดือน ( ต.ค.-พ.ย.68 ) ป้องกันการทะลักยาเสพติด 18 กว่าล้าน ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในรอบ 2 เดือน ( ต.ค.-พ.ย.68) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด, หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สกัดกั้นป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องด้วยสถานการณ์ปัญหาด้านยาเสพติดที่มีความรุนแรงในปัจจุบัน ทางรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี จึงได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดขึ้น โดยมีการกำหนดพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความจำเป็นเร่ง

ด่วน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้จัดตั้ง หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้น โดยมอบหมายให้ “กองทัพภาคที่ 2” เป็นผู้รับผิดชอบ พื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน

สำหรับ นบ.ยส.24 มีหน้าที่ในการ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนในพื้นที่รับผิดชอบ เข้าดำเนินการ และปฏิบัติการ สกัดกั้น ยับยั้ง และจับกุม ไม่ให้มีการลักลอบนำยาเสพติด เข้ามาในประเทศ และสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ผ่านไปยัง พื้นที่แหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ, ปราบปราม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติด และวงจรทางการเงินของกลุ่มนักค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน, ปราบปรามการ

ลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านระบบโลจิสติกส์ตามแนวชายแดน,เสริมสร้างความเข้มแข็งของ หมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดน เพื่อต่อต้าน ยาเสพติด เฝ้าระวัง และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข่าว ในพื้นที่รับผิดชอบ ให้มากที่สุดและยั่งยืน,ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดและหลบหนีหมายจับเข้าไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ยาเสพติดถูกลักลอบลำเลียงเข้ามาในประเทศ

โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานตาม 6 มาตรการหลัก ที่ ป.ป.ส. กำหนด ได้แก่ มาตรการสกัดกั้น มอบให้ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และกองกำลังสุรนารี เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก, มาตรการปราบปราม มอบให้ ตำรวจภูธรภาค 3, ภาค 4 และกองบังคับการ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก,มาตรการป้องกัน มอบให้ จังหวัด ในบทบาทของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก, มาตรการบำบัด มอบให้ สาธารณสุขจังหวัด

เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก, มาตรการบูรณาการ ทุกส่วนราชการ มีส่วนร่วมกัน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด, มาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ช่องทาง ของคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ระหว่างจังหวัดกับแขวง (GBC), ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ของกองกำลังป้องกันชายแดน และ หน่วยประสานงานประจำพื้นที่ชายแดน ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2

โดยในห้วง 2 เดือน ที่ผ่านมา สามารถตรวจยึด ผู้ต้องหาได้ 224 ราย ของกลาง ยาบ้า 23,930,404 เม็ด, ไอซ์ 1,216 กิโลกรัม, เฮโรอีน 22 กิโลกรัม และยาเสพติดชนิดอื่นๆ อีกหลายรายการ รวมเป็นมูลค่าของกลาง 875,715,401 บาท ในวันนี้ ได้กำหนดจัดการประชุมแถลงคำสั่ง

และมอบแนวทางการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 ขึ้น เพื่อให้ทุกหน่วย ทุกส่วนราชการ ได้รับทราบ บทบาทอำนาจหน้าที่ และแนวทางการปฏิบัติภารกิจ บูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาค 2 ต้อนรับ หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ ตรวจพื้นที่โรงเรียนบ้านปะทาย รองรับการฝึก Cobra Gold 2025

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พันเอก สมเด็จ พวงผกา หัวหน้าสถานีวิทยุสื่อสาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พันเอก วินัย บุญวิจิตร หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2, พันเอก ภคพล มีทิพย์ รองผู้บัญชาการ ที่บัญชาการทางยุทธวิธี กองกำลังสุรนารี,

นายลิขิต เพ็งประสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 4 รวมทั้งคณะครูและผู้นำชุมชน ได้ร่วมให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเดินทางมาตรวจพื้นที่โรงเรียนบ้านปะทาย ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมวางแผนการอำนวยความสะดวก การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียน การรักษาความปลอดภัย รวมถึงรับทราบสถานการณ์ตามแนวชายแดนสำหรับการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลสหรัฐฯ ในห้วงการฝึก Cobra Gold 2025

โดยมี คุณไมเคิล ยัง ผู้ช่วยทูต หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา, คุณวิคเตอร์ เซเวริโน่ รองผู้ช่วยทูต หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา
และน.ส.กัฑลี กนกคีขรินทร์ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา การตรวจเยี่ยม สรุป 2 ประเด็นสำคัญ

  1. ด้านการรักษาความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างและการฝึก จะมีการจัดกำลังจากตำรวจในพื้นที่ร่วมกับสารวัตรทหารกองทัพภาคที่ 2 โดยมอบหมายให้ รองผู้บังคับกองร้อย สห.สนามที่ 1 พัน.สห.21 ทำหน้าที่นายทหารประสานงานเบื้องต้น
  2. ด้านความเป็นอยู่ในห้วงการฝึกโรงเรียนได้เตรียมระบบไฟฟ้า และการจัดการน้ำอุปโภค–บริโภคให้เพียงพอต่อการรองรับกำลังพลแล้ว
    ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อการเตรียมการ การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือที่ดีจากฝ่ายไทยในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน_////เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาคที่ 2 พร้อมส่งกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการส่งกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย กองพลพัฒนาที่ 2 จำนวน 102 นาย ขนยุทโธปกรณ์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ ครัวสนาม เครื่องปั่นไฟ เรือ สนับสนุนกองทัพภาคที่ 4 ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่

โดย พล.ต.กิติศักดิ์ ถาวร ผู้บัญชาการกองพลพัฒนาที่ 2 ตรวจความพร้อมของกองร้อยบรรเทาสาธารณภัย ที่หน้ากองบัญชาการกองพลพัฒนาที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนกองทัพภาคที่ 4 เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตะลึง!! บิ๊กยูร แม่ทัพภาคที่ 4 ” สั่งลุย ‘‘ กลไกพื้นที่” รองรับโต๊ะเจรจาสันติสุขรอบใหม่ ชู “เน้นปราบยาเสพติดพวกข้ามชาติ” ซึ่งเป็นจุดสนใจร่วมกันกับ BRN

แชร์เนื้อหานี้
 ท่ามกลางกระแสวิจารณ์การ "ข้ามห้วย" เข้ามารับตำแหน่งของ พล.ท.นรธิป ซึ่งรับตำแหน่ง ผอ.รมน.ภาค 4 (แม่ทัพภาคที่ 4) และเผชิญกับเหตุการณ์ปล้นร้านทองครั้งมโหฬารที่สุไหงโก-ลก ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ทำงาน สถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเต็มไปด้วยเหตุรุนแรงตลอดทั้งเดือน
    อย่างไรก็ตาม พล.ท.นรธิป ได้ใช้จังหวะสำคัญในการริเริ่มรื้อฟื้น "โต๊ะพูดคุยสันติสุข" ครั้งใหม่ หลังรัฐบาลไทยได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ โดย "สำนักงานผู้อำนวยความสะดวก" ของมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ยืนยันความคืบหน้า เตรียมจัดนัดพูดคุย "คณะทำงานด้านเทคนิค" ครั้งแรกภายในเดือน ธ.ค. 68 นี้
  การเข้ารับตำแหน่งของ พล.ท.นรธิป ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้ตกเป็นเป้าวิจารณ์ เนื่องจากเจ้าตัว “ข้ามห้วย” มาจากนอกกองทัพภาคที่ 4 คือมาจากพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อมารับภารกิจใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้
 ในขณะที่ทางสถานการณ์ดูเหมือนจะต้อนรับแม่ทัพคนใหม่ด้วยโจทย์ที่หนักอึ้งทันที เมื่อแค่สัปดาห์แรกที่เริ่มงานก็โดน “วางงาน” เสียแล้ว โดยเฉพาะเหตุ ปล้นร้านทองครั้งมโหฬารกลางห้างบิ๊กซี สุไหงโก-ลก ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ตูมตามตลอดทั้งเดือน
 จังหวะที่ดีที่แทรกเข้ามาท่ามกลางฝุ่นตลบของเหตุรุนแรง คือการริเริ่มรื้อฟื้น “โต๊ะพูดคุยสันติสุข” ครั้งใหม่ ซึ่งเข้าสู่โหมดจริงจังหลังจากรัฐบาลได้แต่งตั้ง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ
   ล่าสุด “สำนักงานผู้อำนวยความสะดวก” คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันการบรรลุความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย (RTG) กับ แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) เพื่อสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ภายในกลางเดือน ธ.ค. 68 นี้ โดยคาดว่าจะมีการนัดพูดคุยของ “คณะทำงานด้านเทคนิคกันก่อน ” ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ 68 นี้
   พล.ท.นรธิป ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4    จึงสั่งลุยเต็มที่ในการสร้างกลไกใหม่ ซึ่งจะเป็นคนในระดับพื้นที่รองรับโต๊ะ และขึ้นไปพูดคุยระดับบน เพื่อตอบรับ ต่อหลักการสำคัญของประเทศมาเลเซียที่เน้นการรับฟังเสียงประชาชน
   "เราได้เตรียมความพร้อมในการบูรณาการงานในระดับจังหวัด และวาระสำคัญที่ต้องหยิบยกขึ้นหารือร่วมกันกับมาเลเซีย โดยเฉพาะ ปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบร่วมกัน"
   พล.ท.นรธิป เผยถึงแนวคิดการพูดคุยที่พยายามค้นหา “จุดสนใจใหม่ๆ” โดยไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องความรุนแรง หรือการทะเลาะเรื่อง “จุดยืน” เท่านั้น และชี้ว่า “จุดสนใจ” เรื่องปราบยาเสพติด ถือเป็นความเห็นพ้องร่วมที่ไม่มีฝ่ายใดคัดค้านแน่นอน ทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลมาเลเซีย หรือแม้แต่ BRN
   "คณะพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่นี้ จะมีการแต่งตั้งในทุกจังหวัด เพื่อให้สามารถพูดคุยกันได้ในภายในจังหวัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนงาน"

  พล.ท.นรธิป ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาหนักอกของคนชายแดนใต้ไม่แพ้ความรุนแรง "ล่าสุดมีการจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ จ.สงขลา ได้ของกลางจำนวนมากถึง 3 ล้านกว่าเม็ด ในช่วงเวลาห่างกันเพียง 2-3 วัน ซึ่งถือว่าปัญหานี้เป็นความเดือดร้อนร่วมกัน และมีความต้องการที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ในเรื่องนี้ทั้งไทยและมาเลเซียต่างคิดเห็นตรงกัน"
 แม่ทัพภาคที่ 4 สรุปทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาต้องอาศัย “ความร่วมมือ” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องผลักดันให้การปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาในมิติความมั่นคงที่กว้างกว่าแค่ความรุนแรงในพื้นที่.

/ /ตอริก สหสันติวรกุล สำนักข่าวไทย อสมท.รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มัสยิดถึงชุมชน จากผู้นำถึงประชาชน ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อพี่น้องชายแดนใต้ สร้างความสุขสู่ชุมชน รวมพลังใจสร้างสันติสุข

แชร์เนื้อหานี้

จากมัสยิดถึงชุมชน จากผู้นำถึงประชาชน ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อพี่น้องชายแดนใต้ สร้างความสุขสู่ชุมชน รวมพลังใจสร้างสันติสุขจ.ยะลา .-

ความเข้าใจคือสะพานเชื่อมใจ จากผู้นำถึงประชาชนจากมัสยิดถึงชุมชน จากผู้นำถึงประชาชน ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อพี่น้องชายแดนใต้ สร้างความสุขสู่ชุมชน รวมพลังใจสร้างสันติสุข

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามนโยบายของ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4

ที่เน้นการ “สานต่อพลัง เพื่อสันติสุข” ได้ย้ำว่า “ชายแดนใต้ไม่ใช่สมรภูมิรบ แต่คือบ้านของเรา ที่ต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจ” ในการสร้างความเข้าใจและะการลงพื้นที่ในครั้งนี้

พ.อ. เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี (ศสว.) ได้ลงพื้นที่ ณ สำนักงานสมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ ถนนสุขยางค์ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา

สำหรับการพบปะและพูดคุยกับชาวบ้านและผู้นำศาสนา ได้พบกับ นายมะหามะ แสแลแม หัวหน้าหน่วยแพทย์ กลุ่มดะวะห์ตับ

ลีฆ และ นายฮัสบูเล๊าะ หิเล นายกสมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ พร้อมด้วยทีมงานแกนนำเครือข่ายในพื้นที่

โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างภาครัฐ กับ ผู้นำศาสนาและชุมชน โดยการถ่ายทอดนโยบายเพื่อเสริมสร้างความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือ

จึงเชิญชวน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อให้ชายแดนใต้นั้น กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง //ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาค2 ตอกหน้าสื่อเขมร ปั่น ‘ฮีโร่’ คืนสนามรบ ที่แท้ เชลยศึก ไทยปล่อยตัว เหตุป่วย ‘พิษสุราเรื้อรัง-เสียสติ’ ย้ำชัด ไร้มนุษยธรรม/ปค.ชุดสิงห์เมืองมุก บุกจับหนุ่มผึ่งแดดค้ายาบ้า ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า “ตามที่ปรากฏภาพข่าว สำนักข่าว Fresh News Daily ว่า คุณยังจำฮีโร่ทหารของเราชื่อ “ซึม ซ็อมแอง” ได้หรือไม่??? เขาคือคนที่ถูกทหารไทยจับกุม และได้รับการปล่อยตัว และตอนนี้ได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่แนวหน้าอีกครั้งแล้ว” “นี่คือจิตวิญญาณความกล้าหาญ ที่แข็งแกร่งที่สุดของฮีโร่ ทหารกัมพูชา ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ภายใต้สถานการณ์ใดๆ”

“ความจริง คือ ร.ต.ซึม ซ็อมแอง คือ เชลยศึกที่ถูกฝ่ายไทยเราควบคุมตัวไว้ในช่วงการสู้รบ ห้วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่ทางการไทยจะปล่อยตัวกลับไปก่อน 2 รายเนื่องจากอาการป่วยหนัก และมีอาการทางระบบประสาท หรือ จิตเวช เราจึงได้ส่งตัวกลับไป เพื่อให้เข้ารับการรักษาต่อในประเทศกัมพูชา จึงมีเชลยศึกที่ถูกฝ่ายไทยควบคุมตัวเหลืออยู่ 18 ราย

ซึ่ง ร.ต.ซึม ซ็อมแอง เป็นบุคคลที่มีอาการพิษสุราเรื้อรัง และเสียสติ จากความเครียดในระหว่างการทำการรบ โดยก่อนส่งตัวกลับ ร.ต.ซึม ซ็อมแอง ได้ทำเอกสารสัญญาว่า… จะไม่เข้าทำการรบอีก ตามที่เขาลงนามเอาไว้”
“ ระหว่างการถูกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ฯของไทย ได้จัดหารองเท้าให้ใส่อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ยอมใส่ จนฝ่ายกัมพูชามีการไปออกข่าวบิดเบือนว่าเรากลั่นแกล้งไม่ให้ใส่รองเท้าอีกด้วย”

“การที่ กัมพูชา มีการนำบุคคลที่มีอาการทาง จิตเวช เสียสติ หรือ สภาพจิตใจไม่ปกติ มาเข้าทำการรบ ถือว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง และการกระทำเยี่ยงนี้ ยิ่งเป็นที่ย้ำชัดเลยว่า การปล่อยตัวเชลยศึกที่เหลืออีก 18 ราย ไม่สามารถกระทำได้ จนกว่า ความเป็นปรปักษ์จะสิ้นสุดต่อกัน”

ทั้งนี้ หลักการสากลที่เกี่ยวข้อง

  1. อดีตเชลยศึกไม่ควรถูกบังคับกลับเข้าสู่การรบโดยทันที หลังการปล่อยตัว ตามอนุสัญญาเจนีวา
  2. บุคคลที่มีภาวะปัญหาสุขภาพจิตหรือสงสัยว่ามีอาการ PTSD ถือว่าเป็นผู้เปราะบาง (Vulnerable person)
  1. การนำผู้ป่วยหรือผู้สงสัยว่าป่วยทางจิตเข้าสู่สนามรบโดยไม่ผ่านการรักษาและประเมินความพร้อม ถือเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  2. การใช้งานทหารหรือบุคคลในสภาพ ไม่พร้อมรบทางกายหรือทางจิตใจ อาจเข้าข่าย การละเมิดหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ตามมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม การนำบุคคลที่มีภาวะผิดปกติทางจิต หรือสงสัยว่า มีอาการ PTSD กลับไปปฏิบัติการรบ โดยไม่ได้รับการรักษา และประเมินความพร้อมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายไม่เป็นมนุษยธรรม
    ภาพ/ข่าว : กองทัพภาคที่ 2 เดวิท โชคชัย รายงาน

ปค.ชุดสิงห์เมืองมุก บุกจับหนุ่มผึ่งแดดค้ายาบ้า ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ขับเคลื่อนนโยบาย รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ “Quick Big Win”

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.30 น. นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร / ผอ.ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร สั่งการให้ นายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง) และนางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

นำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 และฝ่ายปกครองตำบลดงมอน ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียนว่ามีบุคคลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร

จากการตรวจสอบสามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 6 เม็ด โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่าจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศปปส #QuickBigWin #ยาเสพติด #อำเภอเมืองมุกดาหาร #สิงห์เมืองมุก #ฝ่ายปกครอง #ผึ่งแดด #มุกดาหาร #รวมพลังต้านยาเสพติด #หยุดยานรก_///ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ทบ. เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บ เหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ

แชร์เนื้อหานี้

ผบ.ทบ. เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย กำชับดูแลสิทธิสวัสดิการอย่างเต็มที่ พร้อมตรวจหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 16 ที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา

ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งปัจจุบันกำลังพลทั้ง 4 นาย ได้เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย

  1. จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาด รวมถึงมีแผลฉีกขาดที่ขาซ้ายและมือขวา แพทย์ได้ทำการผ่าตัดแล้ว 3 ครั้ง และยังคงทำแผลเป็นประจำทุกวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อและยาแก้ปวดบรรเทาอาการอย่างต่อเนื่อง
  2. พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย มีอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด แผลฉีกขาดที่ขาขวา ปัจจุบันได้รับการทำแผล ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อและยาบรรเทาอาการปวด
  1. พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด แผลจากการถูกสะเก็ดระเบิดตามร่างกาย และที่ตาซ้าย ปัจจุบันได้รับการทำแผล ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อและยาบรรเทาอาการปวด
  2. พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด และมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาทั้งสองข้าง ปัจจุบันได้รับการล้างตา หยอดตาเป็นประจำ และยาบรรเทาอาการปวด

กำลังพลทั้ง 4 นายยังคงอยู่ในกระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีอาการดีขึ้นตามลำดับ โดยแพทย์ยังคงเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ในการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้กำลังใจและยกย่องในความเสียสละของทุกนายที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมให้ผู้บังคับหน่วยดูแลสิทธิสวัสดิการและครอบครัวของกำลังพลอย่างดีที่สุด

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกพร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ได้เข้าตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งยังได้ตรวจสภาพความเป็นอยู่ในโรงนอน พื้นที่การฝึก ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

ในหน่วยฝึก ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะพูดคุยพร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญกับทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 และคณะผู้บังคับบัญชาให้การต้อนรับ ซึ่งได้เน้นย้ำถึงการปฏิบัติตามระเบียบการฝึกของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจตลอดห้วงระยะเวลาการฝึก

เดวิท โชคชัย รายงาน

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.22 ย้ำผู้บังคับบัญชาดูแลทหารใหม่ทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ ครอบครัว พร้อมเร่งเสริมทักษะอาชีพ กำชับฝึกเข้มทหารใหม่ ปลอดภัย ไม่ละเมิดสิทธิ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 โดยมีทหารใหม่ผลัดล่าสุดจำนวน 432 นาย พร้อมรับฟังการรายงานด้านการบริหารการฝึก การเตรียมกำลังป้องกันชายแดน และแผนเผชิญเหตุของกองทัพบกในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้

บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงร่วมให้การต้อนรับ ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้รับฟังข้อมูลด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพทหารใหม่จากโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านสภาพร่างกาย จิตใจ ความเป็นอยู่ และบริบทครอบครัว เพื่อให้ทหาร กองประจำการได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ต่อจากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และคณะได้ลงพื้นที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6 ตรวจการฝึกทฤษฎี การปฏิบัติในท่าอาวุธ รวมถึงตรวจโรงนอน อาคารสถานที่ที่ใช้ในการฝึก พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการฝึกตามหลักเกณฑ์ของกองทัพบกและกรมยุทธศึกษา

ทหารบกอย่างเคร่งครัด ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ย้ำชัดว่า การฝึกต้องมีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และต้องไม่มีการลงโทษผิดระเบียบทุกรูปแบบ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องบทบาททหารอาชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องมีความอดทน เสียสละ มีวินัย และพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จัดพิธีต้อนรับทหารใหม่สุดยิ่งใหญ่ จุดประกายความภาคภูมิใจชายชาติไทย รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

ข่าว ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีต้อนรับและเปิดการฝึกทหารใหม่

รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความฮึกเหิมของกำลังพล โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และทหารกองประจำการร่วมเป็นสักขีพยาน ในปีนี้มีทหารใหม่เข้ารับการฝึกจาก 3 หน่วยฝึก รวมทั้งสิ้น 299 นาย ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 44 จำนวน 116 นาย

กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 25 จำนวน 118 นาย
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 จำนวน 65 นาย
การฝึกทหารใหม่เป็นไปตามหลักสูตรของกรมยุทธศึกษาทหารบก มุ่งพัฒนาทหารใหม่ให้มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ปลูกฝังวินัย ความเสียสละ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงการเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์

ภายในพิธี พลฯ อมตะ ทองเหลือง ตัวแทนทหารกองประจำการปีที่ 2 กล่าวต้อนรับน้องใหม่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สะท้อนความภูมิใจในหน้าที่ “การได้เข้ามาเป็นทหาร คือการได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติ ปกป้องแผ่นดินที่บรรพบุรุษรักษาไว้ด้วยเลือดเนื้อ” เขากล่าว พร้อมให้กำลังใจทหารใหม่มุ่งมั่นรับการฝึกด้วยความอดทน

ด้านตัวแทนทหารใหม่ พลฯ จักรกฤษณ์ เหรัญญะ ได้กล่าวคำปฏิญาณ สะท้อนถึงความตั้งใจเต็มร้อยของชายไทยเลือดรักชาติ “ข้าพเจ้าจะตั้งใจรับการฝึก ปฏิบัติตามคำสั่ง และรักษาเกียรติศักดิ์ศรีแห่งทหารกองประจำการอย่างสุดกำลัง” เสียงปฏิญาณดังดุจประกาศก้องถึงความมุ่งมั่นพร้อมรับใช้ประเทศ

ปิดท้ายด้วยโอวาทจาก พล.ต.สมคิด ชูเผือก ซึ่งกล่าวชื่นชมความเสียสละของทหารใหม่ พร้อมย้ำว่ากองทัพบกจะเป็นบ้านหลังที่สองที่อยู่ด้วยความอบอุ่น สามัคคี และมุ่งพัฒนาทุกนายให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ พร้อมขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ทหารใหม่ทุกนายปลอดภัย แข็งแรง และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างาม

พิธีครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเริ่มต้นเส้นทางชีวิตทหารของชายไทยกว่า 200 ชีวิต แต่ยังเป็นภาพสะท้อนความรักชาติ ความเสียสละ และหัวใจที่มุ่งมั่นของเหล่าทหารใหม่ ผู้พร้อมยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยตราบเท่าชีวิตจะหาไม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา/ มือยิงเจาะกะโหลกหนุ่มมุกดาหารดับคาบ้าน หลังหนีข้ามน้ำโขง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้

หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดโดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน

ในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

รวบแล้ว! มือยิงเจาะกะโหลกหนุ่มมุกดาหารดับคาบ้าน หลังหนีข้ามน้ำโขง – ตำรวจคุมตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร, พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร สั่งการให้ พ.ต.ท.เจษฎากร ไชยศรีหา สว.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่น

โดยสามารถจับกุมตัว นายเทพพิทักษ์ ทองเภา อายุไม่ระบุ อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ 6 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ผู้ต้องหาตาม หมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.274/2568 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา”

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนแกะรอยและกดดันผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถติดตามจับได้ภายหลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายเทพพิทักษ์ไป ชี้จุดเกิดเหตุ จุดที่นำอาวุธปืนไปทิ้ง และจุดที่นำรถยนต์ที่ใช้ในการหลบหนีไปจอดทิ้งไว้ เพื่อประกอบคำรับสารภาพ จากนั้น ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับแล้วมือยิงหนุ่มมุกดาหาร #ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา #สภเมืองมุกดาหาร #คดีฆ่ามุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ตำรวจมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลโท บุญสิน พาดกลาง บรรยาย “ทหารกล้า รักษาอธิปไตย” ที่พิชัยรัตนาคาร – ภาคเอกชนร่วม 2 ล้าน / จับแรงงานเมียนมาลอบเข้าเมือง 77 คน เตือนนายจ้างอย่าฝ่าฝืน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่อาคารโรงคลุม โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร อำเภอเมืองระนอง ได้จัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจปลุกจิตสำนึกรักชาติให้แก่นักเรียนและเยาวชน ภายใต้แนวคิด “เรื่องเล่าทหารกล้า รักษาอธิปไตย เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน” โดยได้รับเกียรติจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง ขึ้นบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริงของทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน เพื่อปลูกฝังคุณธรรม ความเสียสละ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยก่อนเริ่มการบรรยาย นักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้พร้อมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เวลา 08.00 น. บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบและภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ในโอกาสนี้ ภาคเอกชนจังหวัดชุมพรได้ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดย คุณนายหน่อย ณัฐวรรณ ฉายะบุตร (ผู้มีอุปการคุณเลขที่ 209 สภากาชาดไทย) มอบ พระครูบาศรีวิชัย รุ่นสร้าง 9 ธ.ค. 2536 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่พลโท บุญสิน ขณะที่ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ได้กล่าวแสดงความชื่นชมในแนวทางการสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนสิ่งที่สร้างความประทับใจในงาน คือการที่ คุณนายหน่อย ณัฐวรรณ ฉายะบุตร ได้ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนเมื่อมีการจัดตั้งมูลนิธิของพลโท บุญสิน พาดกลาง แล้วเสร็จ จะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 2 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเบื้องต้น 1 ล้านบาท และอีก 1 ล้านบาทเพิ่มเติม หากมีการดำเนินภารกิจสำคัญเพื่อการ “คืนผืนแผ่นดินไทย”

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ปลุกเจ็ดสำนึกเยาวชนรักชาติไทย” ซึ่งมุ่งสร้างความเข้าใจในหน้าที่พลเมือง ความเสียสละ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย“ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่คือชีวิตและหัวใจของคนไทยทุกคน” – พลโท บุญสิน พาดกลาง

สนธิกำลังบุกตรวจโรงงาน พบแรงงานเมียนมาลอบเข้าเมือง 77 คน เตือนนายจ้างอย่าฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานต่างด้าว

ธนากรโกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร) มอบหมายให้ พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ รมน.403 (ชุมพร) พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าว บูรณาการกำลังร่วมกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร ฝ่ายปกครองจังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร เข้าตรวจสอบ บริษัท บีเอส เวิลด์ ฟูด จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 299 หมู่ 12 ตำบลนาขา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ว่ามีแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงบริษัทฯ จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญผลการตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 77 คน แบ่งเป็นชาย 35 คน หญิง 42 คน หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต และซ่อนอยู่ภายในพื้นที่ของบริษัทฯเจ้าหน้าที่จึงดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแรงงานทั้งหมดในความผิดฐาน“เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต การอนุญาตสิ้นสุด หรือถูกเพิกถอน” ตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522

พร้อมกันนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ บริษัท บีเอส เวิลด์ ฟูด จำกัด ในข้อหา “ร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ในหูต อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ประเมินว่าการหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความไม่สงบภายในประเทศต้นทาง ทำให้แรงงานจำนวนมากพยายามลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย

สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพรขอเตือนนายจ้างและสถานประกอบการ ห้ามรับหรือให้ที่พักอาศัยแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เพราะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากพบการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในพื้นที่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อร่วมกันป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดชายแดน /”มุกดาหาร” แถลงยึดยาบ้า 3.23 ล้านเม็ด กลางป่าคำชะอี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมอาการและให้กำลังใจกำลังพล

ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 4 นาย ได้แก่

จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาดพลทหาร วชิระ พันธนา ได้รับบาดเจ็บ จากแรงอัดจากระเบิด มีอาการแน่นหน้าอกพลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด บริเวณขาขวาท่อนล่างพลทหาร อนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ถนัด

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทัพบก และมอบเงินบำรุงขวัญในนามกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่กำลังพลและครัว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธีการที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สนใจข้อตกลงที่ให้ไว้ และได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ภาพ/ข่าว : กองทัพภาคที่ 2 เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

“มุกดาหาร” แถลงยึดยาบ้า 3.23 ล้านเม็ด กลางป่าคำชะอี เครือข่ายขนข้ามชาติทิ้งรถหนี — เร่งขยายผลล่าผู้ร่วมขบวนการ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 (ร้อย ตชด.234) จังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานแถลงข่าวผลการตรวจยึดยาเสพติดครั้งใหญ่ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร, พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์ถึง ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234

โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 3,232,000 เม็ด พร้อมของกลางประกอบด้วย รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน ขน 9608 อุดรธานี, แม็กกาซีนปืน 1 ชิ้น และเครื่องกระสุนขนาด 11 มม. จำนวน 13 นัด

สืบเนื่องจาก กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวเชื่อถือได้ว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่จากพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่รอยต่อจังหวัดมุกดาหารและอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เพื่อส่งต่อเข้าพื้นที่ตอนในของประเทศ

จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง พบว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดดังกล่าวใช้ รถกระบะโตโยต้า วีโก้ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน ขน 9608 อุดรธานี เป็นพาหนะลำเลียง โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไม่ใช่คนในพื้นที่และมีประวัติเคยต้องหาคดียาเสพติดมาก่อน เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบรถต้องสงสัยคันดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาในพื้นที่ บ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ (ชปข.) ร้อย ตชด.234 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนชุดด้านการข่าวและ มว.ตชด.2341 ออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบในพื้นที่

กระทั่งเวลา 12.00 น. ชุดปฏิบัติการพบรถกระบะต้องสงสัยจอดทิ้งอยู่บริเวณเชิงเขา ใกล้ แก่งกกขาม บ้านตาเปอะ จึงวางกำลังซุ่มเฝ้ารอผู้มาแสดงตนเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว แต่จนถึงเวลา 16.00 น. ก็ไม่พบผู้ใดมาปรากฏตัว

เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าว พบกระสอบสีขาวจำนวน 8 กระสอบ วางเรียงอยู่ในห้องโดยสารด้านหลัง จากการเปิดตรวจสอบพบภายในบรรจุวัตถุก้อนสี่เหลี่ยมสีเหลือง มีตัวอักษร “Y1” ปรากฏอยู่ห่อ รวมเป็นยาบ้าทั้งสิ้นจำนวน 3,232,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดและนำส่งกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่ลำเลียงมาจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางธรรมชาติชายแดนมุกดาหาร โดยนำมาพักไว้บริเวณป่าบ้านตาเปอะ เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลเพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติดล็อตนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยาบ้า3ล้านเม็ด #ตชด234 #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #จับยาเสพติด #เครือข่ายข้ามชาติ #สุรศักดิ์มนตรี #ตำรวจตระเวนชายแดน #ข่าวอาชญากรรม #ปราบยาเสพติด #คำชะอี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาคที่ 2 เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่–หลุมหลบภัยกว่า 250 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนแนวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง “ที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่)” ภายใต้โครงการ กองทุนหทัยทิพย์ ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี หลังเกิดสถานการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมา กำลังพลต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีที่กำบังจากการโจมตีของโดรนจากฝั่งกัมพูชาโครงการดังกล่าวดำเนินการโดย กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับกองกำลังสุรนารี และกองพลพัฒนาที่ 2 มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

โดยปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้าง หลุมบุคคลคู่ 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า การสร้างที่มั่นกำบังเป็นภารกิจสำคัญในการปกป้องชีวิตของกำลังพล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความห่วงใยของทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าทำงานได้อย่างปลอดภัย“ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวตอนหนึ่งโครงการก่อสร้างที่มั่นกำบังและหลุมหลบภัยยังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

แชร์เนื้อหานี้

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดน พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พลเอก ณัฐพล ได้รับการรายงานสถานการณ์จาก พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้นำตรวจพื้นที่และสรุปภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพล พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ และมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนภารกิจ

พลเอก ณัฐพล ได้เน้นย้ำให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ รวมถึงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพ เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

แชร์เนื้อหานี้

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย – ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว และหน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปัตตานี.- ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฎิบัติงานของ หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา14.30 น.ที่ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 พลตรีณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมด้วยคณะฯเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฏิบัติงานของ หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 ซึ่งการนี้ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ และการปฏิบัติงานของหน่วยในห้วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ฝ่ายอำนวยการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามแผน ยุทธศาสตร์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อให้การปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพบก

ได้มีการให้คำแนะนำแก่หน่วยปฏิบัติในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับเข้าใจในเจตนารมณ์ของแผนยุทธการอย่างถูกต้อง ชัดเจน และสามารถนำไป ปรับ ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่รับผิดชอบ

ซึ่งการให้คำแนะนำดังกล่าวครอบคลุมถึงแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจด้านการข่าว การรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติทางยุทธวิธี และการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวทางในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์และสร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทุกคนได้ทุ่มเท เสียสละ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในโอกาสนี้ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติงานของหน่วย พร้อมเน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างมีวินัย ยึดหลักกฎหมาย ควบคู่กับการใช้ความเข้าใจและความอ่อนโยนต่อประชาชน เพื่อสร้างความไว้วางใจและนำพาพื้นที่ไปสู่ “สันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อม

ทั้งพบปะพูดคุยกับกำลังพลอย่างใกล้ชิด รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วย เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายในการปฎิบัติภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่หน่วยฯ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่/การสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกนายของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 ปฏิบัติงานด้วยความอดทน เสียสละ และยึดมั่นในหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและสงบสุข

ทั้งนี้ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีให้ความสำคัญสูงสุดในด้านความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานและความปลอดภัยภายในฐานและรอบ ๆ ฐานปฏิบัติงาน ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของทุกหน่วย โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และยุทโธปกรณ์ ตลอดจนสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงได้เน้นย้ำ
กับกำลังพลถึงการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรัดกุม ทั้งการจัดเวรยามตรวจการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ การตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันฐาน เช่น กล้องวงจรปิด ระบบไฟส่องสว่าง และจุดตรวจรอบฐานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับกำลังพลทุกนาย ให้ตระหนักถึงการมีระเบียบวินัย การเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติรอบตัว และการรายงานเหตุการณ์อย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเหตุร้าย แต่ยังเป็นรากฐานของความมั่นคงในพื้นที่ และสะท้อนถึงความพร้อม ความเข้มแข็ง และความเสียสละของผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่มุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุขของประชาชน

ตอริก สหสันติวรกุล
ผู้สื่อข่าว TOPNEWS / ปัตตานี

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 ระดมจิตอาสาพัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ 4 อำเภอของปัตตานี ต่างมาตรวจตราสภาพพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่นี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 2 พย.68 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 44 จัดกิจกรรม “จิตอาสาฯ พัฒนาสถานศึกษา” โดยบูรณาการความร่วมมือกับบุคลากรทางการศึกษาและอาสาสมัครจิตอาสาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนาปรับปรุงทัศนียภาพและสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสายบุรี อำเภอกะพ้อ อำเภอทุ่งยางแดง และอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่สะอาดถูกสุขลักษณะและปลอดภัยสำหรับนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียน

ในการดำเนินกิจกรรม เจ้าหน้าที่ทหารพราน บุคลากรทางการศึกษา และอาสาสมัครจิตอาสาได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณภายในและภายนอกโรงเรียนอย่างทั่วถึง ทั้งบริเวณห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ อาคารเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน ห้องน้ำ รวมถึงพื้นที่โดยรอบ พร้อมดำเนินการขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคบนพื้นผิวสัมผัสต่าง ๆ เพื่อให้สถานศึกษามีความปลอดภัยและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน

กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกำลังพลกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชน รวมถึงปลูกจิตสำนึกด้านการอนามัยและความรับผิดชอบส่วนรวมให้เกิดขึ้นกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกฝ่าย อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน และ เป็นส่วนหนึ่งของ

ภารกิจในการสร้างความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างความปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้การเปิดภาคเรียนเป็นไปอย่างราบรื่น นักเรียนสามารถมาโรงเรียนด้วยความมั่นใจและมีสุขอนามัยที่ดี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องต่อไป

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา 2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 พ.ย.68 เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24)

โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กิโลกรัม

ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2

ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด

ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ นครราชสีมา/แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

แชร์เนื้อหานี้

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568

ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

กองทัพภาคที่2

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการ รับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/258 ณ มณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุย และให้กำลังใจกับญาติและครอบครัวของน้อง ๆ ทหารกองประจำการ

พร้อมกล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า “กองทัพจะดูแลลูกหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะเราทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”

ทั้งนี้ การรับ–ส่งทหารกองเกินในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้ความร่วมมือของทุกส่วน เพื่อเตรียมกำลังพลเข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ตามระเบียบของกองทัพบก

โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกให้ความสำคัญกับการดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

กองทัพภาคที่2 เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี – ผบ.บก.1 ซีลเข้มชายแดนป้องกันสิ่งผิดกฏหมาย ให้กำลังใจ กำลังพล / ทพ.2105 สนธิกำลังบุกจับสาวใหญ่ ค้ายาบ้า คาบ้านพัก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30 ที่กองบังคับการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 บ้านบุ่งอุทัย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ร้อยโท วันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 พร้อมกำลังพลให้การต้อนรับ พลตรีมงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และพันเอกสุภัทร ชูตินันทน์ ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 (ร.3) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี(ผบ.บก.ควบคุมที่ 1)

เนื่องในโอกาสลงพื้นที่ ซีลเข้มชายแดนป้องกันสิ่งผิดกฏหมาย และตรวจเยี่ยมพบปะให้กำลังใจ กำลังพลป้องกันชายแดน พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงในทุกมิติและการปฏิบัติงานของหน่วยในห้วงที่ผ่านมา โดยได้พบปะตรวจเยี่ยม สอบถาม ทุกข์สุข ความเป็นอยู่

โดยได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนาย ที่ได้ทุ่มเทเสียสละ แรงกายแรงใจ ร่วมกันสกัดกั้น ป้องกันและปราบปราม การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน

ปฏิบัติภารกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงป้องกัน/ปราบปราม ต่อการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ในทุกภารกิจในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ส่งมอบน้ำใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นสิ่งของบำรุงขวัญ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และสร้างความภูมิใจให้กับกำลังพลป้องกันชายแดนทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งอย่างไม่ย่อท้อเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทยสืบไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร -ทพ.2105 สนธิกำลังบุกจับสาวใหญ่ ค้ายาบ้า คาบ้านพัก

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองบังคับการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 บ้านบุ่งอุทัย ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ร้อยโท วันชาติ เหมือนปืน

ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 ร่วมกับชุดปฏิบัติการข่าว สำนักการข่าว กอ.รมน. และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 50 บ้านท่าไคร้ หมู่ 6 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

หลังได้รับรายงานว่ามีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ จากการตรวจค้นพบ น.ส.รานี โคชขึง อายุ 44 ปี เจ้าของบ้าน พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 71 เม็ด เงินสด 810 บาท และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ต่อไป

ข่าวมุกดาหาร #ยาบ้า71เม็ด #จับค้ายา #ทพ21 #กอรมน #ฝ่ายปกครองมุกดาหาร #ต้านภัยยาเสพติด #ข่าวภาคอีสาน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กกัง! ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ นำคณะตรวจความสงบชายแดนไทย-เมียนมาร์ พื้นที่จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 23 ตุลาคม พ.ศ.2568 พันเอก สรายุทธ ศรลัมพ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19 พร้อมด้วย พันเอก เพรียว เลี้ยงชีพชอบ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก

กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19ได้ร่วมกับ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบฯ และ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ผู้เกี่ยวข้อง

ร่วมให้การต้อนรับ พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่รับผิดชอบของ

หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19 เพื่อรับทราบข้อมูลการปฏิบัติงาน รวมทั้งปัญหา และอุปสรรคข้อขัดข้องของหน่วย โดยได้เน้นย้ำให้การปฏิบัติงานของหน่วยเป็นไปตามพันธกิจ 5 ประการ

พร้อมทั้งยังได้รับฟังการบรรยายสรุป พบปะให้โอวาท และมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ณ หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก

กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เดินทางไปที่จุดตรวจร่วมห้วยยาง ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ

เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และพบปะส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ ต่อมาเดินทางมาตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการบ้านไร่เครา หมู่ 6 ช่องทางสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับฟังการบรรยายสรุปประกอบแผนที่ และพบปะให้โอวาท

พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขัวญให้กับกำลังพล ร้อย.ตชด.146 พบปะส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจช่องทางสิงขร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัดผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย/ “แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”

แชร์เนื้อหานี้

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัดผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย พร้อม
ลงพื้นที่ จชต. ในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติของ สมช. หวังเสริมสร้างความเข้าใจของหลักศาสนาที่ถูกต้องและเพื่อสันติสุขในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงาน (วานนี้) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพมหานคร พลโท นรธิป โพยนอกแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมให้การต้อนรับ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม

ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสาย จากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และคณะ

ในโอกาสมายืนประเทศไทย ในฐานะแขกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้,

ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามและนำคณะ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของ พี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน

ในการนี้ได้เข้าเยี่ยมนาย อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีและพบปะผู้นำศาสนาอิสลาม ประจำสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำกิจการด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านศาสนาอิสลามร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัด แห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และ

โดยคณะมีหมายกำหนดการ เยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 21 -23 ตุลาคม 2568 ซึ่งการมาเยือนของผู้นำศาสนาระดับโลก จะเป็นผลดีต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยว

กับหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ผ่านผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ที่ทุกคนยอมรับและเคารพนับถือ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

“แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”ประชุมแถลงแผนถวายความปลอดภัย (ถปภ.904) ผ่านระบบ VTC ขับเคลื่อนภารกิจถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

📅 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.
ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 15
ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี / ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าร่วมการประชุมแถลงแผน “ถปภ.904” ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC)
โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานการประชุม

📡 การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการถวายความปลอดภัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกองทัพภาคที่ 4 บูรณาการกำลังร่วมกันวางมาตรการถวายความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการข่าว การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความสะดวกด้านเส้นทาง และการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

💬 พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของภารกิจถวายความปลอดภัยในครั้งนี้ ว่าเป็นภารกิจอันทรงเกียรติสูงสุดของกองทัพ ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมของหน่วยในพื้นที่ที่จะปฏิบัติภารกิจด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

🌿 การแถลงแผน “ถปภ.904” ในครั้งนี้ ยังถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกองทัพบกในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พสกนิกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หลัก “หนึ่งใจเดียวกัน เพื่อถวายความปลอดภัยแด่องค์ราชันและพระราชินีของปวงชนชาวไทย”

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.กห. ลงใต้ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ จชต. ย้ำ“ทุกส่วนต้องร่วมมือกัน สร้างความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน ของประชาชน”

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน วันนี้ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุม 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะฯ เดินทางตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์ และความ

คืบหน้าในการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคง โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตรี ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ , ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมหารือย่างพร้อมเพรียง

โอกาสนี้ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าวต้อนรับว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รู้สึกยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะฯ ที่มีความห่วงใยกำลังพล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการบูรณาการและขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา โดยปฏิบัติงานร่วมกันภายใต้ แผนขับเคลื่อนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2569

โดยดำเนินการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหา 8 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ ด้านการก่อเหตุรุนแรง ด้านความมั่นคง ตามแนวชายแดน ด้านการแก้ไขปัญหาการบ่มเพาะ ด้านภัยแทรกซ้อน ด้านความเคลื่อนไหว ขององค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ด้านการพัฒนา ด้านการสร้างความเข้าใจ และด้านอื่นๆ โดยเน้น งานการเมือง นำการทหารและการเสริมสร้างประสิทธิภาพ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับการทดแทนกำลังทหารในระยะเปลี่ยนผ่าน สู่การบริหารพื้นที่ ภายใต้กลไกปกติของทางราชการ ดำเนินการควบคู่กับการสร้างความเข้าใจ การบูรณาการ กับทุกภาคส่วน

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ตั้งใจมารับฟังข้อมูลต่างๆ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมอย่างรอบด้าน พร้อมติดตามการจัดเตรียมข้อพิจารณาและข้อเสนอแนะ สำหรับแนวทางบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงกลาโหม โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และให้เกิดความประสานสอดคล้องเกื้อกูลกันในทุกมิติ เพื่อดูแลความปลอดภัย ทั้งชีวิตและทรัพยสินของพี่น้องประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะฯ ยังได้รับฟังการบรรยายสรุปแนวคิดการปฏิบัติงานของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ด้านสถานการณ์ด้านการข่าว ภาพข่าวความเคลื่อนไหว และการปฏิบัติต่อภาพข่าวที่สำคัญ โครงสร้างการจัดและอัตรากำลัง ปี 2569 และกรอบแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา จชต. รวมถึงแนวความคิดในการใช้กำลังและการจัดกำลังรับผิดชอบพื้นที่ ตลอดจนรับฟังปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้เน้นย้ำ !! ถึงความพร้อมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนในครั้งนี้ เป็นการติดตามสถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง และขอเป็นกำลังใจให้กับกำลังพล เจ้าหน้าที่ทุกส่วน เชื่อว่าทุกส่วน ทุกหน่วยได้ปฏิบัติหน้าที่เต็มอย่างเต็มความสามารถ

สำคัญที่สุดคือ “ทุกส่วนต้องร่วมมือกันรักษาความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน ของประชาชนอย่างสำคัญยิ่ง”รวมถึงได้หารือถึงความคืบหน้าของแผนงานการส่งมอบพื้นที่ จากการบรรยายสรุป เห็นถึงความมั่นใจในความพร้อมของทุกหน่วยงานในพื้นที่ และคาดการณ์ว่าพื้นที่น่าจะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ภายในปี 2570 อย่างไรก็ตาม จะมีการประเมินอีกครั้ง เมื่อใกล้ถึงกำหนดเพื่อพิจารณาความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กระทรวงมหาดไทย ต่อไป
// ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีการรับ – ส่งหน้าที่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ฝ่ายทหาร) เพื่อดูแลความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่จ.บุรีรัมย์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 10.30 น. ที่ ห้องประชุมปฏิบัติการจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ (ชั้น 1) ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดพิธีการรับ – ส่งหน้าที่ รองผู้อำนวยการ รักษาความมั่นคงภาย

ในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร) ตามคำสั่งกองทัพบกเรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน ตามคำสั่งกองทัพบกที่ 353/2568 เรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน โดยอาศัยอำนาจ ตามข้อบังคับ กระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการ

บรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พุทธศักราช 2502 หมวด 2 ข้อ 5 (2) ระหว่าง พันเอก สมโชค จันทาสี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 (ท่านเก่า) กับ พันเอก สุทธีร์ ใจจังหรีด รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร)

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ลงชื่อ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกซึ่งหน้าที่และอำนาจ ภายใต้ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของ กอ.รมน. ไว้ดังนี้1. ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และรายงาน คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

2. อำนวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ให้มีอำนาจหน้าที่เสนอแผน และแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผนและแนวทางนั้น

3. อำนวยการ ประสานงาน และเสริมการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ตามแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานตามข้อ 2 ในการนี้ คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ กอ.รมน. มีอำนาจในการกำกับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนวกด้วยก็ได้

4. เสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ทังนี้ กองอำนวยการรักษาความาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ รับผิดชอบจังหวัดบุรีรัมย์ โดย มีการแบ่งเขตการปกครองแบ่งออกเป็น 23 อำเภอ 188 ตำบล 2,546 หมู่บ้าน
ภาพ/ข่าว พรพิพัฒน์-เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีรับ-มอบหน้าที่ พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผบ.ราบที่ 15 ให้ พลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ท่านใหม่)

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (4 ต.ค.68) พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ท่านเก่า) และพลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ท่านใหม่)

ร่วมพิธีรับ-มอบ หน้าที่ และการบังคับบัญชาของผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ค่ายกัลยาณิวัฒนา อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีนาวาเอก บัญญัติ วงศ์จำปา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ พันตำรวจเอก ธัญ ศิริขันธ์ ผู้กำกับการกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ท่านเก่า) กล่าวว่า ตามที่ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้อนุมัติแนวคิดในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรอบโครงสร้างการจัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ประจำปี 2569 และกำหนดหน่วยรับผิดชอบจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้หน่วยต่าง ๆ ยึดถือปฏิบัติ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

โดยให้กองพลทหารราบที่ 15 รับผิดชอบจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี โดยมีผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี และกองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส โดยมีรองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันนี้ รวมเวลา 6 เดือน ขอขอบคุณความร่วมมือ มุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละจากผู้บังคับหน่วยทุกระดับชั้น และกำลังพลทุกนาย ตลอดจนกลุ่มสมาชิกมวลชนในพื้นที่

ซึ่งส่งผลให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส มีผลการดำเนินงานเจริญก้าวหน้าจนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับจากผู้บังคับบัญชา ตลอดจนหน่วยงานราชการในทุกระดับ รวมถึงฝ่ายอำนวยการสำนักต่าง ๆ //สำหรับผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ท่านใหม่ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล จึงเชื่อมั่นและมั่นใจได้ว่าจะขับเคลื่อนพัฒนาและนำพาหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ให้เป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาต่อไป

ด้านพลตรี ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กล่าวว่า ตลอดระยเวลา 6 เดือน ที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ภายใต้การนำของพลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 ได้ดำเนินการตามแผนงานของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา เพื่อส่งผลให้การปฏิบัติงานมีความต่อเนื่อง

เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งยังน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาตามเจตนารมณ์ คือ การสืบสาน รักษา และต่อยอด จนเป็นที่ประจักษ์แก่หน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส //ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า จะดำรงรักษาเจตนารมณ์ของอดีตผู้บังคับบัญชาในการที่จะมุ่งมั่นพัฒนาและทำให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส คงเป็นที่ยอมรับ เป็นที่รัก และเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนในพื้นที่สืบต่อไป
///////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา พร้อมคณะกรรมมาธิการทหาร เเละความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

https://drive.google.com/file/d/18i3P2pqNYiBHvadrGDM0y_gAj2vsgtQq/view?usp=sharing

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ – วันเสาร์ที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๘ ณ จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง เดินทางไปศึกษาดูงาน ของคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เกี่ยวกับความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนภาคตะวันตก แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติด

แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการใช้โครงข่ายการสื่อสารข้ามประเทศ และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่กระทบต่อความมั่นคง รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวม ป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนภาคตะวันตก แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง และยาเสพติด

การรักษาปลอดภัยของประชาชนและความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลความมั่นคงตามแนวรอยต่อชายแดน การแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องของการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของแม่น้ำกระบุรี อ.กระบุรี

 วันที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 1020 พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว รองเเม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย พันเอก ภูมิพัฒน์ บุญเรืองขาว รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5, พันเอก สิทธิชัย โกศล รองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 44, ว่าที่ร้อยตรี กิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการด้านความมั่นคงจังหวัดชุมพรเเละจังหวัดระนอง ร่วมให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะฯ ในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ และความมั่นคงชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง รวมทั้งรับทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแบบองค์รวมจากหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่ ในการนี้ทางคณะได้รับฟังบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 25 กองกำลังเทพสตรี, หน่วยงานความมั่นคงของจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์และความมันคงชายแดนภาคตะวันตก แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการใช้โครงข่ายการสื่อสารข้ามประเทศ และอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อความมั่นคง รวมถึงกรณีพื้นที่ทับซ้อนของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนประเทศไทย - เมียนมา 

ในพื้นที่ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และการทำพนังกั้นน้ำเเนวลุ่มแม่น้ำกระบุรี ทั้งนี้ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ขอให้คณะฯ นำข้อมูลปัญหาต่างๆ ที่ได้รับฟัง ไปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพัฒนาแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้น

ในพื้นที่ชายแดน โดยใช้กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตามแนวชายแดนสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง

มีการจัดทำระบบป้องกันและเฝ้าระวัง ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน วางโครงสร้างพื้นฐานในการส่งเสริมอาชีพจน

เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติในอนาคตต่อไป ณ มณฑลทหารบกที่ 44 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ หมู่ที่ 1 ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.นบ.ยส.24 โชว์ผลงานรอบ 1 ปี ยึดยาบ้า 150 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 8,516 กิโลกรัม เฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัม มูลค่า1 หมื่นล้านบาทเศษ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลา 1100 น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อำเภอเมืองนครพนม​ จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) เป็นประธาน การประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 (ทบทวนหลังปฏิบัติงาน ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) และการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงวันที่ 16 – 17 กันยายน 2568 โดยมีหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน จำนวน 95 หน่วย

ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดน​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าร่วมประชุม เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ทบทวนสถานการณ์ในแต่ละมาตรการ, ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา, ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานในพื้นที่ และกำหนดประเด็นการพัฒนา ตามบริบทในพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกัน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา

ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มุ่งสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ มทภ.2/ ผบ.นบ.ยส.24 กรุณารับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการทบทวนหลังการปฏิบัติในภาพรวมของหน่วย ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก รองผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นบ.ยส.24 และกรุณามอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 10 หน่วย และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่มีผลการตรวจยึดและจับกุมดีเด่น จำนวน 40 หน่วย พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและทบทวนหลังการปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ 2568

สถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ และมอบให้กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้นโดยมี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24)
ภารกิจในวางแผน บูรณาการ อำนวยการ ประสานงาน

ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์, ปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด, บำบัดผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด, จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆ ได้รับการแก้ไข ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืนและได้ยึดถือกรอบแนวทางการปฏิบัติของ ป.ป.ส. ใน 6 มาตรการหลัก คือ มาตรการสกัดกั้น, มาตรการปราบปราม, มาตรการป้องกัน, มาตรการบำบัด, มาตรการบูรณาการ และมาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในทุกมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการซีลแนวชายแดน ประกอบด้วย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี และพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ

ในเขตพื้นที่ตอนในดำเนินการ โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ทั้ง 20 จังหวัดบูรณาการกับส่วนราชการในจังหวัด ร่วมกันดำเนินการ ผลจากการดำเนินงานด้านยาเสพติดตั้งแต่ โดยสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ (ตั้งแต่ 1 ต.ค 67 – 31 ส.ค. 68) ในพื้นที่รับผิดชอบของ นบ.ยส.24 สามารถจับกุม จำนวน 1,084 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,453 ราย ของกลาง ยาบ้าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเม็ดเศษ (150,594,083 เม็ด),ไอซ์ 8,516 กิโลกรัมเฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ (10,712,934,283 บาท)


การตรวจยึดจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจยึดยาบ้าหลักล้านเม็ดขึ้นไป จำนวน 47 ครั้ง ยาบ้าหลักแสนเม็ดขึ้นไป จำนวน 110 ครั้ง โดยตรวจยึดได้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม (32,694,472 เม็ด) รองลงมา คือ จังหวัดหนองคาย (30,043,699 เม็ด) และ จังหวัดมุกดาหาร (29,757,591 เม็ด)การตรวจยึด และไอซ์ หลัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวน 24 ครั้ง โดยพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจับกุม มากที่สุด คือ จังหวัดเลย (3,032 กก.) และรองลงมา คือ จังหวัดนครพนม (2,736 กก.)

ภาพ​/ข่าว​ พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2 จัดหมูกระทะ 100 เตา เลี้ยงทหารกล้า 300 นาย ชาย​แดน​ไทย–กัมพูชา มอบเงินร่วม 1.2 แสน ซื้อรถไถพ่วง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 กันยายน​ 2568​ เวลา​ 12.00น. ที่ฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
น.ส.ธนชนก สุริยเดชสกุล ผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตรคณะสัมพันธ์ ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2) พร้อมด้วย นายพัฒน์เกียรติขจร สายแวว

ผู้จัดการคันทรี่เฮ้าส์เชียงใหม่ นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน และคณะส่วนราชการ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ได้นำ “หมูกระทะ 100 เตา” พร้อมขนมและเครื่องดื่ม มาจัดเลี้ยงแก่กำลังพลกว่า 300 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ในโอกาสนี้ คณะยังได้มอบเงินจำนวน 119,900 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อรถไถพ่วงสำหรับใช้ขนส่งยุทธภัณฑ์ โดยมี พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับและเป็นผู้แทนรับมอบ

น.ส.ธนชนก กล่าวว่า การมาจัดเลี้ยงหมูกระทะในครั้งนี้เป็นการส่งมอบกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารผู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพี่น้องชาวไทยที่รวมพลังน้ำใจ ตอบแทนการเสียสละของกำลังพล และขอให้ทหารไทยทุกนายมีกำลังใจที่เต็มเปี่ยมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน กล่าวเสริมว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้เห็นถึงความทุ่มเทและเสียสละของทหารชายแดนไทย–กัมพูชา ครั้งนี้จึงขอมีส่วนร่วมในการแสดงน้ำใจและขอบคุณ ด้วยการจัดเลี้ยงหมูกระทะ มอบเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจอยู่แนวชายแดน

ด้าน พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณคณะ พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2 และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ร่วมกันสร้างกำลังใจให้กับน้องๆ ทหารชายแดน พร้อมยืนยันว่า ทหารไทยทุกนายมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม และจะทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยความเข้มแข็งตลอดไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 พบประชาชน บรรบายพิเศษเรื่อง “ปลูกจิตสำนึกรักความเป็นไทย” รร.สูงเนิน โคราช

แชร์เนื้อหานี้

ในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ปลูกจิตสำนึกรักความเป็นไทย” เพื่อสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติไทย ความเสียสละของชนชาติไทย และเห็นคุณค่าพื้นแผ่นดินไทย

ในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 ณ อาคารกตเวที 60 ปี โรงเรียนสูงเนิน เวลา 13.30 น. รับมอบรางวัลนักเรียนเขียนเรียงความและเข้าพบประชาชนที่มาส่งกำลังใจให้แนะนำสิ่งของมอบให้กับ

ท่านรองแม่ทัพ และให้นักเรียนถามคำถามท่านรองแม่ทับเกี่ยวกับชายแดน และมีประชาชนส่งกำลังใจและขอถ่ายรูปกับท่านแม่ทัพและนักเรียนจำนวนมากเข้าขอถ่ายรูปกับท่านแม่ทัพแล้วท่านแม่ทัพยังสอนน้องๆนักเรียนให้รักศาสนาพระมหากษัตริย์

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ทหารได้ป้องกันประเทศชาติและรักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ ให้กับพวกเราได้เรียนหนังสือ ให้กับคุณพ่อ คุณแม่ได้ทำมาค้าขาย พวกเราต้องสามัคคีกัน อย่าทะเลาะกัน

สร้างตัวเอง สร้างประเทศไทย ขอให้มีความรักสามัคคี มีความเคารพต่อบรรพบุรุษ พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ คำสอนของพ่อแม่ พระภิกษุสงฆ์ คำสอนของพระพุทธศาสนา คนนั้นจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ประสพผลสำเร็จ

ภาพ/เดชา ชัยวิฑูอนกูล
ข่าว/กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบยางรถยนต์และเสบียงช่วยเหลือทหารในพื้นที่ปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่(28 สิงหาคม 2568) นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้นำทีมร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด, รายการข่าวสามมิติ และสำนักข่าวออนไลน์ The Reporters ลงพื้นที่ส่งมอบสิ่งของเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารกองทัพภาคที่ 2 โดยมีพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ค่ายสุรนารี ตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือด้านการประสานงานจากนางสาวปภิญญา ทองสมจิตร แรงงานจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับสิ่งของที่นำไปมอบ ได้แก่ ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า 100 ลัง เมล็ดแตงโม 100 ลัง และข้าวโอ๊ต 50 ลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด นอกจากนี้ยังมียางรถยนต์จำนวน 100 เส้น จากบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด โดยได้รับความร่วมมือด้านการขนส่งจากบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด สิ่งของทั้งหมดนี้จัดเตรียมไว้เพื่อเป็นเสบียงและของว่างสำหรับเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่สำหรับยางรถยนต์ที่มอบในครั้งนี้ บางส่วนจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิบัติการของ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสร้างเกราะป้องกัน และเสริมความปลอดภัยในภารกิจสร้างหลุมหลบภัยและเส้นทางยุทธวิธีสำคัญ

นางเธียรรัตน์ เปิดเผยว่า การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการเสริมสร้างความพร้อมและขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สำคัญ เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งเล็งเห็นถึงความทุ่มเทและความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกคน จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยืนยันว่าจะเดินหน้าสานต่อภารกิจเพื่อสังคมและสนับสนุนผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ชุมชนและประชาชน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
ร่วมกับ สถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานแสดงเทคโนโลยีเกษตรและเครื่องจักรแปรรูปทางการเกษตรแห่งปี!

วันที่ 9 กันยายน 2568เวลา 08:30 – 16:00 น.AgriTech & Agro-Processing Machinery Fair 2025 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมาไฮไลต์ภายในงาน ชมเทคโนโลยีและเครื่องจักรเกษตรรุ่นใหม่ล่าสุด
เสวนาเจาะลึกอนาคตเกษตรไทยยุคเปลี่ยนผ่าน
แนวทางสู่ “ เกษตรอัจฉริยะ” ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมพิเศษ! เข้าชมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายพร้อมสิทธิ์ลุ้นรับ เครื่องจักรแปรรูปสุดพรีเมียม ภายในงานลงทะเบียนล่วงหน้า ผ่าน QR Code หรือลิ้งก์ลงทะเบียนได้ที่https://forms.cloud.microsoft/r/u9nZwJYrtk

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.38 ตรวจความพร้อมรับมือพายุ “คาจิกิ” จัดกำลัง 60 ชุดปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ หน้าค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พลตรีบุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 / ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 เป็นประธานตรวจความพร้อมกำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องมือ

เพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์อิทธิพลพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดน่าน อาจก่อให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 ได้จัดกำลัง 60 ชุดปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติที่รวดเร็ว รอบคอบ และปลอดภัย รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพสูงสุด

การตรวจความพร้อมครั้งนี้ มีหน่วยงานเข้าร่วม ได้แก่ กำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 38, กรมทหารพรานที่ 32, กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2, กองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2, กองพลพัฒนาที่ 3, โรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดน่าน

พลตรีบุญญฤทธิ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมครั้งนี้ว่า มทบ.38 มีหน่วยรับผิดชอบในพื้นที่โดยตรง หากเกิดสถานการณ์วิกฤต จะต้องรีบเคลื่อนย้ายประชาชนและผู้ป่วยไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่กองพันทหารม้าที่ 2 กรมทหารม้าที่ 15 ซึ่งสามารถรองรับได้กว่า 150 เตียง เพื่อดูแลประชาชนให้ได้รับความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมย้ำว่าทุกกำลังพลต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน รอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

พลตรีบุญญฤทธิ์ ยังกล่าวชื่นชมกำลังพลและทุกหน่วยงานที่เข้าร่วม พร้อมยืนยันว่าการเตรียมการครั้งนี้จะสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนจังหวัดน่านว่า หากเกิดภัยพิบัติขึ้น หน่วยงานภาครัฐจะสามารถเข้าถึงพื้นที่และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน