คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชาวบ้านทับสะแก ร้องตรวจสอบพื้นที่ป่าทับสะแก พบป่าถูกโค่นเป็นวงกว้าง โดยมีเครื่องจักร–เครื่องเลื่อยไม้ พร้อมไม้กองจำนวนมาก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ก.ย.69 ที่หมู่ 10 บ้านทุ่งตาแก้ว ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัย หลังพบเครื่องจักร รถไถ รถตัก เครื่องเลื่อยไม้ และไม้จำนวนมากกองอยู่ภายในพื้นที่ลาดชัน ลักษณะคล้ายพื้นที่ภูเขาจึงเดินทางไปตรวจสอบ

พบว่าภายในพื้นที่ดังกล่าวมีเครื่องจักรกลหลายประเภท รวมถึงรถไถ รถตัก และเครื่องเลื่อยไม้ นอกจากนี้ยังพบไม้จำนวนมากถูกนำมากองรวมกัน โดยชาวบ้านระบุว่าอาจมีทั้งไม้ยางพาราและไม้ที่สงสัยว่าอาจเป็นไม้หวงห้าม เช่น ไม้สักเนื่องจากพบตอไม้ที่ลักษณะถูกตัดโค่นและมีการใช้รถไถดันดินไปกลบปิดไว้

ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ป่าที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมาย จึงเกรงว่าหากยังมีการใช้เครื่องจักรและดำเนินการตัดหรือแปรรูปไม้อย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเสียหายแก่ผืนป่าเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่พบในขณะนี้ยังเป็นเพียง ข้อร้องเรียนและข้อสังเกตจากชาวบ้านยังไม่มีการยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าหรือมีการกระทำผิดกฎหมาย จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งแนวเขตพื้นที่ เอกสารสิทธิ์ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การนำเครื่องจักรเข้าไปดำเนินการ ตลอดจนแหล่งที่มาของไม้และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

ชาวบ้านจึงขอให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามกฎหมายป่าไม้ ตำรวจ และผู้นำชุมชน เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบโดยด่วน เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายไม้หรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จนยากต่อการตรวจสอบ หากพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่า ตัดไม้ หรือแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่ชาวบ้านต้องการคำตอบ

  • พื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
  • พื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ หรือพื้นที่ป่าประเภทใด
  • การนำเครื่องจักรเข้าไปใช้ในพื้นที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
    • มีการตัด แปรรูป หรือเคลื่อนย้ายไม้โดยได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่

ชาวบ้านยืนยันว่า ต้องการเพียงข้อเท็จจริงและการตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลายหรือเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ โดยจะติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ต่อไป โดยในขณะผู้สื่อข่าวเข้าตรวจสอบก็ยังพบรถบรรทุกเทรนเลอร์ขนาดใหญ่ ได้เข้าไปเพื่อลำเลียงไม้ออกจากพื้นที่แปลงดังกล่าวอีกด้วย

//////////////////

ข่าว/ภาพ ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ เชียงราย-ท่าขี้เหล็ก ร่วมนำกำลังพลรับมือวิกฤตน้ำสายสถานการณ์แม่น้ำสายชายแดนไทย–เมียนมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แชร์เนื้อหานี้

default

หลังเกิดฝนตกหนักสะสมทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา ส่งผลให้มวลน้ำไหลลงสู่แม่น้ำสายอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำเพิ่มสูง ขณะที่ฝ่ายไทยและเมียนมาเร่งประสานกำลังรับมือ

หวั่นกระทบพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนชายแดน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 กันยายน 2569 มีรายงานฝนตกหนักในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา

โดยสถานีวัดน้ำฝนโจตาดา ตรวจวัดปริมาณฝนสะสมได้สูงถึง 88.6 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วบริเวณ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ระดับน้ำพุ่งสูงแตะ

398.36 เมตร และมีระดับสูงกว่าแนวตลิ่งประมาณ 0.77 เมตร สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่แม่สายและชุมชนโดยรอบท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายติ้น เหว่ ต่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดน ประสานข้อมูลระดับน้ำและแนวทางการรับมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
จังหวัดเชียงราย

ได้ยกระดับการเฝ้าระวัง โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่ เมื่อเวลา 09.04 น. เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

default

ขณะเดียวกัน อำเภอแม่สายและเทศบาลตำบลแม่สาย ได้นำรถประชาสัมพันธ์ออกแจ้งเตือนประชาชนตามชุมชนต่าง ๆ พร้อมขอให้ประชาชนเร่งยกสิ่งของและทรัพย์สินขึ้นไว้ในที่สูง เคลื่อนย้ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไปยังพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงเตรียมความพร้อมในการอพยพประชาชนกลุ่มเปราะบาง หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

เจ้าหน้าที่เร่งนำ รถแบคโฮ เข้าดำเนินการบริเวณคอสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 เพื่อกำจัดขยะ สวะ และกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่ไหลมากับกระแสน้ำและติดค้างอยู่บริเวณทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงที่มวลน้ำจะเอ่อล้นเข้าพื้นที่ชุมชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดมีแนวโน้มดีขึ้น โดยระดับน้ำเริ่มลดลง ขณะที่น้ำยังอยู่ภายในแนวคันกั้นน้ำ และยังไม่มีรายงานว่าน้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจหรือชุมชนสำคัญของอำเภอแม่สาย แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่เจ้าหน้าที่ยังคง เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

เนื่องจากพื้นที่ต้นน้ำยังมีฝนตกและสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จังหวัดเชียงรายขอให้ประชาชนในพื้นที่แม่สายและพื้นที่เสี่ยง ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

และเตรียมพร้อมรับมือหากมีการแจ้งเตือนเพิ่มเติม จ.เชียงรายและท่าขี้เหล็กยังคงประสานกำลังเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตน้ำชายแดนลุกลามเข้าสู่ชุมชน และย่านเศรษฐกิจแม่สาย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เป้ากระบะต้องสงสัย! สกัดกลางสะพาน ยึดยาบ้า 2 แสนเม็ด–แฮปปี้วอเตอร์ 100 ซอง ตะลึงพบวัย 14 ร่วมขบวนการ

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหารเดินหน้าสกัดขบวนการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร วางกำลังตามข้อมูลสายลับ ก่อนพบรถกระบะต้องสงสัยตรงตามตำหนิ ขับผ่านเส้นทางเมืองมุกดาหาร–นิคมคำสร้อย จึงติดตามสกัดจับกลางทาง ตรวจค้นพบยาบ้าประมาณ 200,000 เม็ด พร้อมแฮปปี้วอเตอร์อีก 100 ซอง จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 5 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กชายอายุ 14 ปีรวมอยู่ด้วย

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ สอนจันทร์ สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับว่า ช่วงเวลาประมาณ 20.00–22.00 น. จะมีขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมาก ใช้เส้นทางจากพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร–บ้านป่งแดง อ.นิคมคำสร้อย–บ้านนาโด่ อ.เมืองมุกดาหาร โดยใช้รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่น TFR สีเทา ทะเบียน บท 210 มุกดาหาร เป็นพาหนะ

หลังรับแจ้ง พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ฯ ได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนวางแผนและจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามตามเส้นทางที่ได้รับแจ้งกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะแคป ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น TFR สีเทา ทะเบียนตรงตามข้อมูล ขับเข้าทางบ้านป่งแดง มุ่งหน้าไปทางบ้านนาโด่ โดยมีบุคคลนั่งอยู่บริเวณท้ายกระบะจำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่จึงขับรถติดตามอย่างใกล้ชิด

ต่อมารถคันดังกล่าวถูกติดตามไปจนถึงบริเวณ สะพานห้วยกะหลอง ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุดรถ ก่อนเข้าตรวจสอบ พบผู้โดยสารบริเวณด้านหน้ารถ 2 คน และบุคคลที่นั่งบริเวณท้ายกระบะอีก 3 คน รวมทั้งหมด 5 คนประกอบด้วย นายแสงประทีป อายุ 40 ปี นางสาวแซว อายุ 34 ปี นายไพโรจน์ อายุ 21 ปี นายไชยเพชร อายุ 37 ปี และ ด.ช.เอ อายุ 14 ปี

จากการตรวจค้นบริเวณท้ายกระบะ เจ้าหน้าที่พบ ยาบ้าจำนวน 1 กระสอบ ประมาณ 200,000 เม็ด และภายในกระสอบยังพบ ซองแฮปปี้วอเตอร์สีเหลือง จำนวน 100 ซอง จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวบุคคลทั้ง 5 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สถ.เมืองมุกดาหาร

ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน, แฮปปี้วอเตอร์) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เพื่อก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชน และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

ส่วนผู้ต้องหาอายุ 14 ปี เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกระบวนการและมาตรการกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนกำหนดต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน
#ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย #มุกดาหาร #ยาเสพติด #ยาบ้า #ตำรวจมุกดาหาร #ปราบปรามยาเสพติด

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /มอบอุปโภคบริโภค ให้ผู้ประสบอุทกภัยบ้านดอนเจริญ บ้านห้วยไฮ และสมาชิกโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา จ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมบ้านดอนเจริญ หมู่ที่ 6 ตำลกองควาย อำเภอเมืองน่าน นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลจังหวัดน่าน ร่วมกับคุณศิริพร เสถียรลักนา ผู้จัดการบิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาน่าน พ.อ.พยอม บุญทร ผู้แทน

บริษัทกรีนบัส เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ผู้สื่อข่าวช่อง 5 นายธงชัย สว่างวงษ์ อุปนายกสมาคมฯร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม คณะกรรมการสมาคมฯ นายกฤษณ์ ธรรมศักดิ์ สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน และพนักงานบิ๊กซีฯที่ได้นำของอุปโภคบริโภคไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยบ้านดอนเจริญ หมูที่ 6 ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน

โดยมี นายธวัช ปันวงศ์ ผญบ.ดอนเจริญ นายทเวทย์ บุญตา ประธานสภา เทศบาลตำบลกองควาย ผช.อุมาพร สมรักษ์ ผช.บุญส่ง ปัญญาสา ภรษ.นิวัฒน์ กุณากิติ และพี่น้องชาวบ้านรับมอบ ต่อจากนั้นเดินทางไปมอบน้ำดื่มและเสื้อผ้า ที่บ้านห้วยไฮ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง โดยมีตัวแทนคุณนัทยา ปันปันแก้ว ผู้ใหญ่บ้านห้วยไฮ นายถวิล อินภูธร ประธานกลุ่มสหกรณ์การเกษตรเมืองน่าน จำกัด และชาวบ้านร่วมกันรับมอบบ้านห้วยไฮได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ได้รับความเสียหายจำนวน 52 หลังคาเรือนบ้านห้วยไฮมี 109 หลังคาเรือนประชากร 400 คน ต่อจากนั้นเดินทางไปมอบน้ำดื่มและเสื้อผ้าที่โรงสีพระราชทานบ้านห้วยเดื่อต.ศรีศรีภูมิ อ.ท่าวังผา โดยมีนายจำนงค์ ราชภัณฑ์ ผจก.โรงสีข้าวพระราชทานและคณะกรรมการรับมอบ จากใจสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านขอขอบพระคุณ #บริษัทกรีนบัส เชียงใหม่ #บิ๊กซีซุปเปร์เซ็นเตอร์ สาขาน่านขอบคุณคุณศิริพร เสถียรลัคนาผจก.บิ๊กซี สาขาน่าน

พล.เอกชัยนรงค์ แกล้วกล้า ผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพบก และผู้มีส่วนร่วมทุกๆท่านที่ร่วมบริจาค ของอุปโภคบริโภคของใช้ที่จำเป็นในครัวเรือน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่านน้ำใจและความห่วงใยของท่าน คือกำลังสำคัญที่ช่วยให้พี่น้องผู้ประสบภัยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกันขอขอบพระคุณสำหรับน้ำใจและการแบ่งปันในครั้งนี้สำหรับทุกท่านที่มอบให้ครับ#สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน#เพื่อคนเมืองน่านน่าน#จิตอาสาดูแลประชาชน#และช่วยเหลือภัยพิบัติ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ โค้งสุดท้าย…ยื่นทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แชร์เนื้อหานี้

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน สั่งการฝ่ายปกครองลงพื้นที่โค้งสุดท้าย สนับสนุนกลุ่มทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และอำนวยความสะดวกกลุ่มยืนยันตัวตนผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง

โดยสถานะปัจจุบันอำเภอกำแพงแสน มีจำนวนผู้ที่ยืนยันตัวตนแล้วจำนวนทั้งสิ้น 16,156 ราย คิดเป็นร้อยละ 94.12 และกลุ่มทบทวนสิทธิที่ดำเนินการแล้วจำนวน 10,820 ราย คิดเป็นร้อยละ 67.00 ทั้งนี้นายอำเภอกำแพงแสน

ได้กำชับฝ่ายปกครองอำเภอกำแพงแสนเร่งอำนวยความสะดวก ลงพื้นที่เคาะประตูบ้านกลุ่มทบทวนสิทธิ ในรายที่รอการดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

พร้อมทั้งได้นำข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำปลามามอบให้ ทางผู้ใหญ่ พงษ์ศักดิ์ ศรีทันดร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่13 บ้านแหลมพัฒนา ตำบล สระพัฒนา อำเภอกำแพงแสน เป็นตัวแทนส่งมอบให้กับลุงแสง เป็นที่เรียบร้อย
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ใจบุญ มอบน้ำดื่มข้าวกล่องให้ผู้ประสบอุทกภัย ปัว ท่าวังผา เมืองน่าน ภูเพียง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วยร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม นางเพียรพิศ ยะวิญชาญ นางสาวอรประภา พุฒหมื่น คณะกรรมการสมาคมฯ อาจารย์อุไร เปียงใจ ดีเจส้มโอ นางจันทร์สม ฝีปากเพราะ ดีเจบอย นายพนม ดาวเรือง สมาชิกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้นำดื่มไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยบ้านเก็ต บ้านเฮี้ย วัดเบ็งสกัด ตำบลวรนคร บ้านฝาย ตำบลศิลาแรง บ้านร้อง บ้านส้านตำบลปัว บ้านส้านและโรงครัวพระราชทานตำรวจภูธรภาค 5

กับตำรวจภูธรจังหวัดน่าน อำเภอปัว ต่อจากนั้นไปมอบที่บ้านท่าวังผาหมู่ 7 ตำบลท่าวังผา บ้านต้นฮ่าง บ้านฝายมูล ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน รวมทั้งสิ้น 2520 ขวด ขอขอบคุณผู้ใจบุญที่ร่วมสมทบซื้อน้ำ และมอบน้ำดื่ม ขอขอบคุณทีมงานสมาคมฯ มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่งครต่อจากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร่วมกับนางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน พร้อมด้วยคณะ นายธงชัย สว่างวงษ์ อุปนายกสมาคมฯ ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม นางเพียรพิศ ยะวิญชาญ คณะกรรมการสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นายพัชรากร ณ ลำปาง

ร่วมกันมอบน้ำดื่มและข้าวกล่องให้คณะครูบุลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านดอน(ศรีเสริมกสิกร)ตำบลในเวียง มอบให้บ้านห้วยไฮ ผ่าน อบต.ฝายแก้ว บ้านท่าล้อ ตำบลฝายแก้ว บ้านร้องตอง บ้านม่วงตึ๊ด บ้านศรีบุญเรือง ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดน่านและบ้านดอนมูล ตำบลดู่ไต้อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่านโดยในวันนี้ได้มอบน้ำดื่มจำนวน 2600 ขวด ข้าวกล่องจำนวน 380 กล่อง นายบุญยงค์ สดสอาด กล่าวว่าเมื่อวานนี้วันที่ 21 สิงหาคมได้ไปมอบน้ำดื่มที่อำเภอปัว และอำเภอท่าวังผา จำนวน 2520 ขวด รวมกับวันนี้จำนวน 5120 ขวด ผมต้องขอขอบคุณผู้ใจบุญที่มอบเงิน น้ำดื่ม และข้าวกล่อง ประกอบด้วยนางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สว.น่าน ที่มอบข้าวกล่อง 250 กล่อง น้ำดื่ม 89 แพ็ค นายช่างประหยัดปันแก้ว

มอบเงินจำนวน 2,100 บาท นางสาวสิริกาญจน์ ตั้งจิตนุสรณ์ ผู้จัดการตลาดตั้งจิตนะสรณ์ มอบเงินจำนวน1,500 บาท คุณประกายดาวไชยมงคล มอบน้ำดื่ม10 แพ็ค คุณป้าพรรณี ณ น่าน มอบน้ำดื่ม 5 แพ็ค นางฐิติภา จารุโชติรสสกุล มอบเงินจำนวน 100 บาท นายอุไร สารถ้อย 50 บาท นายสนิท มณเทียร 50 บาทนายแทน จันทร์อ้น 50 บาท ห้างโลตัส ปัว นำ 30 แพ็ค ร.ต.อ.วินัย ก้อนสมบัติ 100 บาท นายธงชัย สว่างวงษ์และเพื่อน 3,000 บาท พร้อมไม้กวาด 30 ด้าม ร้านโชริดีไซน์ร่วมกับข้าวหลามแม่วรรณาและร้านสุขเต็มคำ คุณอรนัญญา คุณจินดา คุณกอบกิจ ข้าว60 กล่อง นายประกาศิต เพียดี

มอบเงิน จำนวน 300 บาทสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านลงพื้นที่มอบข้าว น้ำดื่มให้ผู้ประประสบอุทกภัยวันที่ 3และวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วยร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม คณะกรรมการสมาคมสื่อมวลชนฯลงพื้นที่ร่วมกับนายทัตทน หาดพรม ประธานสหกรณ์การเกษตรเมืองน่าน จำกัด นายชูศักดิ์ อุ่นเรือน ผู้จัดการสหกรณ์ฯและเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรเมืองน่าน จำกัด เพื่อมอบเงินและน้ำดื่มให้ผู้ประสบอุทกภัย ที่บ้านห้วยไฮ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง ต่อจากนั้นนายบุญยงค์ สดสอาด พร้อมด้วยร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม

ได้นำข้าวกล่องพร้อน้ำดื่มไปมอบให้ชาวบ้านบ้านดอนศรีเสริม ที่กำลังทำความสะอาด บ้านเรือน ต่อจากนั้นได้เดินทางไปมอบข้าวกล่องและน้ำดื่มที่บ้านดอนแก้ว ตำบลในเวียง จุดที่ 3 ไปมอบข้าวกล่องและน้ำดื่ม ที่บ้านเจดีย์ หมู่ที่ 4 ตำบลดูไต้ อำเภอเมืองน่านรวมสามวันได้มอบน้ำดื่มจำนวน 5,444 ขวด ข้าวกล่อง จำนวน 450 กล่องไม้กวดพื้นจำนวน 30 อัน สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านเพื่อคนเมืองน่าน จิตอาสาดูและประชนและช่วยเหลือภัยพิบัติสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านลงพื้นที่มอบข้าว น้ำดื่มให้ผู้ประประสบอุทกภัยวันที่ 3

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน พร้อมด้วยร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม คณะกรรมการสมาคมสื่อมวลชนฯลงพื้นที่ร่วมกับนายทัตทน หาดพรม ประธานสหกรณ์การเกษตรเมืองน่าน จำกัด นายชูศักดิ์ อุ่นเรือน ผู้จัดการสหกรณ์ฯและเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรเมืองน่าน จำกัด เพื่อมอบเงินและน้ำดื่มให้ผู้ประสบอุทกภัย ที่บ้านห้วยไฮ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง

ต่อจากนั้นนายบุญยงค์ สดสอาด พร้อมด้วยร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม ได้นำข้าวกล่องพร้อน้ำดื่มไปมอบให้ชาวบ้านบ้านดอนศรีเสริม ที่กำลังทำความสะอาด บ้านเรือน ต่อจากนั้นได้เดินทางไปมอบข้าวกล่องและน้ำดื่มที่บ้านดอนแก้ว ตำบลในเวียง จุดที่ 3 ไปมอบข้าวกล่องและน้ำดื่ม ที่บ้านเจดีย์ หมู่ที่ 4 ตำบลดูไต้ อำเภอเมืองน่านรวมสามวันได้มอบน้ำดื่มจำนวน 5,444 ขวด ข้าวกล่อง จำนวน 450 กล่องไม้กวดพื้นจำนวน 30 อัน ขอขอบคุณ คุณอั้มอธิชาติ ชุมนานท์ พระเอกนักแสดงชื่อดัง ที่มอบข้าวกล่องจำนวน 200 กล่องให้ผู้ประสบอุทกภัยโดยการประสายงานของคุณพัชรากร ณ ลำปาง น้องเบิร์ด

นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่ายต้องกราบขอบพระคุณผู้ใจบุญทุกท่านมาณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง และขออำนวยอวยพรให้ท่านพร้อมครอบครัวจงประสบแต่ความสุข ความเจริญตลอดไป จงมีความสุขกาย สุขใจด้วยเทอญ
สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน เพื่อคนเมืองน่าน จิตอาสาดูและประชนและช่วยเหลือภัยพิบัติ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ตร.ภูธรภาค 5 ลุยน้ำท่วมน่าน ตั้งโรงครัวพระราชทาน–ส่งอาหารและถุงยังชีพถึงประชาชน ตามนโยบาย ผบ.ตร.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยในความปลอดภัย สวัสดิภาพ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย จึงได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 5 เร่งบูรณาการกำลังทุกหน่วยในพื้นที่

oplus_3145730

เข้าช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พล.ต.ท.กฤตธาพลฯ กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านอย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้ง โรงครัวพระราชทาน ในพื้นที่อำเภอเมืองน่านและอำเภอปัว เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ ถูกสุขอนามัย มากกว่า 300 กล่องต่อมื้อ สำหรับแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้จัดถุงยังชีพจำนวน 300 ชุด ประกอบด้วยข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและตำรวจจิตอาสาได้ลุยน้ำเข้าถึงชุมชนและบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมขัง เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือถึงมือประชาชน

โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถเดินทางออกมารับความช่วยเหลือได้ตามปกติ ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้เปิดจุดรับบริจาคสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากพี่น้องประชาชน ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ จุดประชาสัมพันธ์ (โต๊ะสิบเวร) อาคารที่ทำการตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดน่านและพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 5

การปฏิบัติครั้งนี้มี พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ผบก.ภ.จว.น่าน) พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่ประสบภัย ข้าราชการตำรวจในสังกัด และตำรวจจิตอาสา ร่วมกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อำนวยความสะดวก และดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ยืนยันว่า จะยังคงระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งนำความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /สมาคม อสมช.ภาคประชาชน พาสาวโรงงานถูกสวมสิทธิ์ “บัญชีม้า” อายัดยกสาย ร้องตำรวจไซเบอร์! รับเรื่องยืนยันบริสุทธิ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ ชั้น 4 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) และ นายวงศกร ศรีสวัสดิ์ ผอ. “อีกร ไขความจริง” พานางปุ้ย (นามสมมุติ) พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เข้าพบ พงส.บก.สอท.1 เพื่อขอความช่วยเหลือ หลังพบว่าบัญชีธนาคารทุกแห่งของตนถูกสั่งอายัดจนไม่สามารถนำเงินเดือนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้

นางปุ้ย เปิดเผยว่า เมื่อ 2 ปีก่อน มีตัวแทนจากธนาคารออมสินเข้ามาให้บริการเปิดบัญชีออนไลน์ถึงที่ทำงาน ตนจึงเปิดบัญชีทิ้งไว้โดยไม่เคยใช้งานหรือมีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีกเลย จนกระทั่งล่าสุดพบว่าบัญชีดังกล่าวถูกอายัด เมื่อติดต่อไปยังสายด่วน 1441 และ สน.ลุมพินี จึงทราบความจริงว่า บัญชีที่ไม่เคยใช้งานนั้นกลับมีเงินโอนเข้า-ออกผ่านระบบอัตโนมัติรวมกว่า 40,000 บาทภายในวันเดียว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่าเข้าข่ายพฤติกรรม “บัญชีม้า” เนื่องจากมีการโอนเงินออกทันทีและไม่มีการแจ้งอายัดล่วงหน้า ซึ่งผลจากการถูกระงับบัญชีดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเนื่องจากระบบทำการอายัดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นบัญชีรับเงินเดือนหลักของเธอไปด้วย ส่งผลให้ตนตกอยู่ในภาวะความเครียดอย่างหนัก ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการผิดกฎหมายดังกล่าว

นายวงศกร กล่าวว่า พาผู้เสียหาย มาเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 เพื่อเข้าให้การพร้อมยื่นหลักฐานประกอบ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้รับเรื่องไว้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายที่เป็นผู้บริสุทธิ์ และติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดตัวจริงมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /นายก อบจ.นครปฐม ประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพจ.นครปฐม คณะกรรมการกองทุนฯ

แชร์เนื้อหานี้

ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนประชาชน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบาง
นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์นายก อบจ.นครปฐม ประธานกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย คณะกรรมการกองทุนฯ ผู้ช่วยผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ รก.ปลัด อบจ. เจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม, พม. จ.นครปฐม, รพ.ดอนตูม สสจ., รพ.สต. และผู้นำชุมชนในพื้นที่

ร่วมลงพื้นที่สำรวจบ้านประชาชน จำนวน 9 หลัง บริเวณ ต.ตาก้อง อ.เมืองฯ, ต.ห้วยพระ,ต.สามง่าม,ต.บ้านหลวง ต.ดอนรวก, ต.บ้านหลวง อ.ดอนตูม จ.นครปฐม เพื่อสำรวจบ้านเพื่อประเมินสภาพแวดล้อม เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงให้เหมาะสมกับผู้อาศัยซึ่งเป็นผู้เปราะบางต่อไป
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น้ำโขงทะลักท่วมใต้อาคารตลาดอินโดจีน! ผู้ว่าฯ มุกดาหาร รับมือน้ำโขงจ่อแตะ 12.90 เมตร เสริมกระสอบทรายรับมือ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายภูมินทร์ สิเนหะวัฒนะ นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร นายทศพล บัวผัน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานมุกดาหาร และนายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้า

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจดูสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่บริเวณตลาดอินโดจีน เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เพื่อวางมาตรการป้องกันน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่การเกษตร

จากการลงพื้นที่สำรวจสภาพทั่วไปของตลาดอินโดจีน พบว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ยกลอยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมสิ่งปลูกสร้างริมน้ำหลายรายการแล้ว โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชั้นล่าง

ลานทางเดินริมแม่น้ำโขง บันไดทางเดิน และโครงสร้างพื้นที่ชั้นล่างสุดของตลาด ถูกน้ำโขงไหลเข้าท่วม ส่งผลให้ร้านค้าและผู้ประกอบการบางส่วนที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ชั้นใต้ดิน ต้องเร่งรีบเก็บข้าวของและสินค้าขึ้นมายังพื้นที่ชั้นบน

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ระดับน้ำของแม่น้ำโขงในขณะนี้ยกลอยสูงขึ้นจากท้องน้ำอยู่ที่ประมาณ 12.00 เมตร ซึ่งใกล้จุดวิกฤตที่ 12.50 เมตร อย่างไรก็ตาม ตลาดอินโดจีนมีระบบป้องกันน้ำท่วมเดิมรองรับได้ถึงระดับ 13.20 เมตรก่อนจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ส่วนบน

ทั้งนี้ สำหรับมวลน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในวันนี้ เกิดจากน้ำฝนทางตอนบนและการระบายน้ำของเขื่อนไชยบุรี ในประเทศ สปป.ลาว เมื่อ 3 วันก่อน ในอัตรา 16,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมวลน้ำดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจังหวัดมุกดาหารพอดี

ทางด้านมาตรการป้องกัน ทางจังหวัดมุกดาหารได้บูรณาการร่วมกับเทศบาลเมืองมุกดาหาร ชลประทาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และอาสาสมัคร ระดมกำลังกรอกกระสอบทรายเสริมเป็นพนังกั้นน้ำในจุดเสี่ยงริมตลิ่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและยกระดับการป้องกันน้ำได้เพิ่มอีกถึง 120 เซนติเมตร

แม้ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คาดการณ์ว่าในอีก 2–3 วันข้างหน้า ระดับน้ำอาจจะเพิ่มขึ้นอีกวันละ 30–40 เซนติเมตร จนไปแตะระดับ 12.80–12.90 เมตร แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่จังหวัดสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตามต่างจังหวัดมุกดาหารขอเตือนประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ต่ำให้ทยอยยกของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 1 เมตร เพื่อความไม่ประมาท

นายภูมินทร์ สิเนหะวัฒนะ นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร กล่าวว่า ตัวโครงสร้างเดิมของตลาดอินโดจีนมีการก่อสร้างพนังกั้นน้ำสูงกว่าระดับปกติไว้แล้วประมาณ 1.20–1.30 เมตร ทางเทศบาลเมืองมุกดาหารจึงเข้ามาร่วมกับทางจังหวัดในการจัดเตรียมกระสอบทรายเข้าอุดกั้นเฉพาะจุดเสี่ยงทางน้ำลอดเพิ่มเติม และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและดูแลสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ประชาชนไว้วางใจและไม่ต้องตื่นตระหนก

ขณะที่นายทศพล บัวผัน ผู้อำนวยการโครงการชลประทานมุกดาหาร ให้ข้อมูลถึงภาพรวมลุ่มน้ำในจังหวัดมุกดาหารว่า ลุ่มน้ำสายหลักทั้ง 3 สาย ได้แก่ ห้วยบางทราย ห้วยบางอี่ และห้วยมุก ขณะนี้น้ำไม่มีการหนุนสะสมมาจากทางตอนบน เนื่องจากมุกดาหารเป็นพื้นที่รับน้ำปิด ซึ่งสถานการณ์น้ำในลำห้วยทั้ง 3

สายเริ่มลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ แม้การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงจะทำได้ช้าลงเนื่องจากระดับน้ำโขงหนุนสูง แต่เมื่อแนวโน้มระดับน้ำโขงเริ่มทยอยลดลง คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ทำการเกษตรของจังหวัดมุกดาหารอย่างแน่นอน

นายอาร์ม จินตนาดิลก หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร (ปภ.) กล่าวว่า คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร ได้จัดประชุมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ

เป็นประจำทุกวันในเวลา 10.00 น. โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ชลประทาน, สทนช. ภาค, เทศบาลเมืองมุกดาหาร ตลอดจนอำเภอต่างๆ อาทิ อำเภอเมือง อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอดอนตาล เพื่อประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน

นอกจากนี้ ในเชิงป้องกัน ปภ. ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 14 นิ้ว (ช้างน้อย) จำนวน 2 จุด เพื่อเตรียมพร้อมในการเร่งระบายน้ำออกจากห้วยแข้และห้วยมุกทันทีหากมีฝนตกหนักลงมาในพื้นที่

พร้อมทั้งฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ “ตระหนัก แต่ไม่ต้องตระหนก” ขอให้คอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นในมาตรการและการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

น้ำท่วมมุกดาหาร #สถานการณ์น้ำโขง #ตลาดอินโดจีน #มุกดาหาร #ผู้ว่ามุกดาหาร #ชลประทานมุกดาหาร #ปภมุกดาหาร #เตือนภัยน้ำท่วม #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / นายยกนก ลงพื้นที่แม่สายดูสถานการณ์น้ำท่วม ด่านพรมแดนแม่สายและเกาะช้าง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2569 ระดมสรรพกำลังสู้ภัยน้ำ! “นายก นก” นำทัพ อบจ.เชียงราย ผนึก สส. ท้องถิ่น ลุยแม่สาย-เกาะช้าง จ่อส่งเครื่องจักรกลหนักบรรเทาน้ำท่วมซ้ำซาก เมื่อมวลน้ำสร้างความเดือดร้อนกับปัญหา “น้ำท่วมซ้ำซาก” ในพื้นที่ชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะรอช้าได้ ล่าสุด “นายก นก” นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

ได้ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลตำบลแม่สาย และองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่จุดเสี่ยงที่มักได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นประจำทุกปี การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการเข้าถึงแก่นแท้ของปัญหา และเร่งหาแนวทางแก้ไขวิกฤตที่เรื้อรังมานาน เพื่อคืนรอยยิ้มและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

การขับเคลื่อนเชิงรุกครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ โดยมี ส.อบจ.เชียงราย อำเภอแม่สาย เขต 1 และเขต 2 พร้อมด้วยปลัด อบจ.เชียงราย นายอนุชา ยอดเชียงคำ นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย และ ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้าง และทีมบุคลากรจากกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย

เข้าร่วมภารกิจอย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ยังได้รับการผนึกกำลังกับ ทีมงานของ นางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 6 ที่มาร่วมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างละเอียด โดย อบจ.เชียงราย ได้วางแผนการปฏิบัติงาน เตรียมระดมสรรพกำลังนำ “เครื่องจักรกลหนัก” ลงพื้นที่ทันทีที่ระดับน้ำลดลง เพื่อทำการจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอก และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งซ้ำรอยอีก

ในมุมมองของการทำงานด้านสาธารณภัยและการทำงานระดับท้องถิ่น ภาพการจับมือกันระหว่าง อบจ.เชียงราย และฝ่ายนิติบัญญัติระดับชาติ ถือเป็นมิติใหม่ของการบริหารจัดการวิกฤตที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่เพียง

การลงพื้นที่เพื่อสำรวจและเยียวยาเบื้องต้น แต่คือการ “วางแผนแก้ปัญหาที่ต้นตอ” อย่างเป็นรูปธรรม ชาวแม่สายและเกาะช้างจึงมั่นใจได้ว่า หลังวิกฤตน้ำหลากผ่านพ้นไป โครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันภัยพิบัติของพื้นที่จะได้รับการฟื้นฟูและยกระดับให้แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับฤดูกาลต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชาวบ้านสุดทน!!กลัวไม่ปลอดภัยแจ้งตม.นครปฐม บุกรวบร้านอาหารป่า พบต่างด้าวกว่า10คน มั่วสุมส่งเสียงดังรวบตัวนายจ้าง ดำเนินคดี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2569 พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.ตม.จังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านหมู่บ้านเพชรเกษม นครชัยศรีจังหวัดนครปฐมว่า บริเวณร้านอาหารป่าตั้งอยู่ใกล้แยกนครชัยศรี

มีต่างด้าวจำนวนมากกว่า10คนมารวมตัวมั่วสุมส่งเสียงดังเป็นประจำทุกวัน โดยชาวบ้านกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยกับคนในหมู่บ้าน จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.จิรโชติวัตน์ คล้ายคลึง รองผกก.ตม. พ.ต.ท.มิตรชัย พรมจันทร์ สารวัตร นำกำลังชุดปราบปรามของตม.นครปฐม เข้าตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบเป็นร้านอาหารป่า ตั้งอยู่หมู่1 ตำบลบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พบต่างด้าวชายหญิงกว่า10คน จับกลุ่มรวมตัวกันบริเวณร้านและตามซุ้มไม้ไผ่ มีเจ้จอย เป็นหญิงชาวไทยรับว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารป่าดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่

จึงได้มีกะตรวจสอบเอกสารต่างๆแล้วสอบถามกับทางเจ้าของร้านยอมรับว่า คนงานชาวเมียนมาเป็นลูกจ้างของตน แต่ไม่ได้มีการแจ้งให้ถูกต้อง ตามกฎหมายแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายจ้างคนไทยพร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาว่ารับคนต่างด้าว เข้าทำงานโดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน15วัน

กำลังเจ้าหน้าที่ตม.อีกชุดได้มีการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวกว่า10คน พบว่า ชาย1คนหญิง3คนได้แก่ MR. KYAW SUNอายุอายุ24ปี MISS NANH LAING HTWE อายุ31ปี MISS KHANG ZAR LIN อายุ45ปี MISS THI DAR AUNG อายุ 32ปี ทั้ง4คนสัญชาติเมียนมา เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา เป็นคนต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักร

โดยการอนุญาต สิ้นสุด ไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง และลักษณะงานภายใน15 วัน ส่วนต่างด้าวที่เหลืออีกกว่า10คน เจ้าหน้าที่ได้มีการทำประวัติและตรวจสอบเอกสารและพฤติกรรมอย่างละเอียดก่อนนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.นครชัยศรี จังหวัดนครปฐมเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ทรงพล/วีระเดช เกิงฝาก

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สนธิกำลังบุกตรวจไซต์งาน ม.ดัง รวบจีน-เมียนมา ไร้ใบอนุญาต

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 โดยการอำนวยการของ นายอรัญญา รักษายนต์ จัดหางานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดฯ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจในพื้นที่ ประกอบด้วย ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

(ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์), กองบังคับการตำรวจสันติบาล, หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก (ฉก.จงอางศึก) กองกำลังสุรสีห์, กองกำกับการควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ตำรวจท่องเที่ยว) และสำนักการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

จากการเข้าตรวจสอบบริเวณไซต์งานก่อสร้างภายในมหาวิทยาลัยชื่อดังดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบแรงงานต่างด้าวเพศชายกำลังทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้างอยู่ และจากการขอตรวจค้นเอกสารพบผู้กระทำผิดกฎหมายจำนวน 7 ราย แบ่งเป็น:
คนต่างด้าวสัญชาติจีน 3 ราย (เพศชาย)

คนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 4 ราย (เพศชาย)จากการตรวจสอบพบว่าแรงงานทั้งหมด ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่แรงงานต่างด้าวทั้ง 7 รายว่า “เป็นคนต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 101 แห่ง พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561

พร้อมกันนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินคดีและร้องทุกข์กล่าวโทษตัวนายจ้าง/ผู้ประกอบการ ในความผิดฐาน “รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน” ตามมาตรา 9 ประกอบมาตรา 102 แห่ง

พ.ร.ก. ฉบับเดียวกัน ซึ่งมีอัตราโทษปรับที่สูงตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหัวหิน เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายและเตรียมผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สอบถาม 0909944781

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวสวนมะพร้าวเดือด…!! บุก อ.บางสะพาน เผาหุ่น–โลงศพประท้วง ราคามะพร้าวตกต่ำ จี้ยื่นคำขาดถึงเลขาฯ อย. แจงปมนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็ง 14 ก.ค.นี้

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์ศักดิ์ บุญรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวกว่า 300 คน พร้อมรถกระบะติดตั้งเครื่องเสียง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายมนิต วงษ์จินดา นายอำเภอบางสะพาน เพื่อเรียกร้องให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป ซึ่งชาวสวนเชื่อว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายชาวสวนมะพร้าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ขอให้ส่งเรื่องถึงเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอข้อมูลหลักเกณฑ์ วิธีการอนุมัตินำเข้า รวมถึงสถิติการนำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูปย้อนหลังระหว่างปี 2566–2569 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีหนังสือ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ส่งเรื่องถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการอนุมัตินำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หลังได้รับข้อร้องเรียนจากเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาผลผลิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ เครือข่ายชาวสวนจึงยื่นหนังสือถึงนายอำเภอบางสะพาน ขอให้ประสานเชิญ นางสาวสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่พร้อมเอกสารทั้งหมด เพื่อชี้แจงต่อเกษตรกรโดยตรง ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิด 5 ประเด็นร้อนที่ชาวสวนต้องการคำตอบเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวระบุว่า ต้องการให้ อย. ชี้แจงอย่างชัดเจนใน 5 ประเด็น ได้แก่

1.หลักเกณฑ์และอำนาจในการอนุมัตินำเข้าน้ำกะทิแช่แข็งและน้ำกะทิสำเร็จรูป 2.หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร 3.เหตุใดผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะพร้าวนำเข้าจึงไม่ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน 4.วิธีคำนวณปริมาณการนำเข้าและผลกระทบต่อโควตามะพร้าวผลในประเทศ 5.มาตรการคุ้มครองเกษตรกรไทยจากผลกระทบของการนำเข้าผลิตภัณฑ์มะพร้าว

ย้ำ 7 ข้อเสนอถึงรัฐบาล แก้วิกฤตราคามะพร้าว เครือข่ายฯ ยังยืนยันข้อเสนอ 7 ข้อที่เคยยื่นผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2569 ได้แก่
1..ให้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์มะพร้าวทั้งหมด จนกว่าราคามะพร้าวผลใหญ่จะไม่ต่ำกว่า 18 บาทต่อผล และมะพร้าวขาวไม่ต่ำกว่า 35 บาทต่อกิโลกรัม

  1. เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าและรับฟังความคิดเห็นเกษตรกรก่อนอนุมัติ 3.จัดตั้งคณะกรรมการมะพร้าวแห่งชาติที่มีตัวแทนชาวสวนจากทุกพื้นที่ 4.ผลักดันให้มะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
  2. นำปริมาณผลิตภัณฑ์มะพร้าวที่นำเข้า มาคำนวณเทียบเท่ามะพร้าวผลก่อนอนุญาต6.กำหนดให้ระบุแหล่งกำเนิดวัตถุดิบอย่างชัดเจน7.ไม่นำมะพร้าวนำเข้าไปแปรรูปนอกกรอบ AFTA และ WTO

เวทีปราศรัยเดือด วิจารณ์ราคามะพร้าว–การทำงานรัฐบาล ระหว่างการชุมนุม นายสมหวัง พิมพ์สอ ชาวสวนมะพร้าวจากตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน ได้ขึ้นเวทีบนรถเครื่องเสียง กล่าวถึงปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำและผลกระทบที่เกษตรกรกำลังเผชิญขณะที่ พ.ต.อ.เอกราช หุ่นงาม ได้ร่วมขึ้นเวทีวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล และการดำเนินงานด้านการค้าสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการกล่าวถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมมีการนำหุ่นจำลองและโลงศพสีขาวที่เขียนข้อความเชิงสัญลักษณ์มาใช้ในการแสดงออกเชิงประท้วง

หลังจากยื่นหนังสือให้นายอำเภอบางสะพานแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันจุดไฟเผาหุ่นและโลงศพจำลอง ก่อนแยกย้ายกลับ พร้อมนัดหมายรวมตัวอีกครั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่หอประชุมอำเภอบางสะพาน เพื่อรอฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแทนเครือข่ายชาวสวนมะพร้าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายสร้างความขัดแย้ง แต่ต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบหนักจากรายได้ที่ลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ แสดงจุดยืน ’SAVE พัทยา‘ จี้ ‘ศิโรตม์‘ ขอโทษคนพัทยา หลังพ่นน้ำลายทำลายภาพเมืองท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

เย็นวันที่ 3 ก.ค.69 ที่ลานอเนกประสงค์ ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา (บาลีฮาย) เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ประชาชนหลากหลายอาชีพทั้งที่เป็นคนพื้นเพ และผู้ที่มาอาศัยทำมาหากินในเมืองพัทยา ได้นัดหมายกันออกมารวมพลังแสดง

จุดยืน “SAVE พัทยา” และเรียกร้องให้นาจศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ออกมาขอโทษคนพัทยา หลังออกรายการถกไม่เถียงโจมตีเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ทำนองว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน มีการยิงกันในสนามเลือกตั้ง ไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้

ผู้คนที่เข้าร่วมงานแสดงจุดยืน SAVE พัทยา เป็นผู้คนหลากหลายอาชีพที่อยู่ในเมืองพัทยาที่ต้องการให้นายศิโรตม์ ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่าต้องการอะไรถึงได้โจมตีเมืองพัทยา

โดยไม่มีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนมาออกรายการ ทั้ง พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการธุรกิจ กลุ่มประมงท้องถิ่น กลุ่มสหกรณ์สองแถว แท็กซี่ จยย.รับจ้าง บาร์เบียร์ กลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติ ตัวแทนชุมชนต่างๆ ในเมืองพัทยา รวมจำนวนนับพันคน

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าสิ่งที่นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดนั้นไม่เป็นความจริง ส่งผลกระ

ทบต่อภาพลักษณ์เมืองพัทยา เมืองแห่งโอกาสที่ผู้คนทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติ เข้ามาอาศัยทำมาหากิน การสร้างภาพให้เมืองพัทยาเป็นเมืองบ้านป่าเมืองเถื่อนกระทบโดยตรงกับคนที่อยู่ในพัทยา จึงเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบคำพูดด้วย

Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ปลุกกระแสไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส

วันที่ 3 ก.ค.69 ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีพิธีเปิดงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก โดยมี น.ส.มิลลิกา สุดเสน่ห์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา และ น.ส.หทัยรัตน์ โพธิ์เกตุ ผอ.ศูนย์การค้าฯ ร่วมเปิดงาน

สำหรับงาน Eat East Fest เทศกาลน่าอีทในภาคตะวันออก ถือเป็นเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่ศูนย์การค้าฯ ร่วมกับ ททท. และเมืองพัทยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-12 ก.ค.69 โดยนำเอาร้านอาหารคาว หวานและเครื่องดื่มหลากหลายแห่งในภาคตะวันออกมารวมไว้ในที่เดียว บริเวณชั้น G-Paris ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา

ภายในงานได้เพิ่มสีสันกิจกรรมด้วยการแข่งขันกินเร็วชิงแชมป์ (Speed Eating) และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน ทั้งนี้ร้านค้าที่ให้บริการในงานจำนวนมากได้

เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส ทำให้กระแสการจับจ่ายใช้สอยในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยดูมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ตลอดการจัดงาน 10 วันเต็ม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /พบซากโลมาลอยทะเลชุมพร คาดถูกเชือกลอบหอยพันหาง เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นางสาวภิญญดา ศรีชลธาร ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวดำน้ำดูปะการัง “จอยทัวร์ดำน้ำ” เปิดเผยว่า ระหว่างนำนักท่องเที่ยวเดินทางกลับจากการดำน้ำชมปะการังบริเวณเกาะร้านเป็ด–ร้านไก่ เมื่อเรือแล่นผ่านบริเวณเกาะเวียง ช่องเกาะพระ ใกล้บ้านเกาะเตียบ ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ได้สังเกตเห็นวัตถุขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำในลักษณะผิดปกติ

เมื่อนำเรือเข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด พบว่าเป็นซากปลาโลมาชนิดหนึ่ง น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ลอยอยู่ในทะเล โดยบริเวณหางมีเชือกพันติดอยู่ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเชือกดังกล่าวเป็นเชือกจากอุปกรณ์ประมงที่เรียกว่า ลอบหอย ซึ่งพันติดบริเวณหางของปลาโลมา จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถว่ายน้ำได้ตามปกติ ก่อนเสียชีวิต
หลังพบซากปลาโลมา นางสาวภิญญดาได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ และนำซากปลาโลมาส่งพิสูจน์ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด พร้อมใช้ข้อมูลประกอบการติดตามผลกระทบจากเครื่องมือประมงที่อาจส่งผลต่อสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่ต่อไป

.///เอกชนะ นวนละมัยรายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา จากกรณีเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jaturong Chaibang ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ชายสูงวัยรายหนึ่งนั่งอยู่บนสะพานลอยคนข้าม บริเวณหน้าโรงเรียนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในลักษณะคล้ายเตรียมกระโดดลงจากสะพานลอย ก่อนคลิปดังกล่าวจะถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน

เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองกำลังเดินทางมารับบุตรหลานหลังเลิกเรียน และบริเวณดังกล่าวยังมีสถานศึกษาหลายแห่งล่าสุด วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เรียก เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปรามและงานจราจรที่ช่วยชีวิตคุณลุงวัย 55 ปี ปีนสะพานลอย มาพูดคุยชื่นชม กับการทำภารกิจครั้งนี้ โดยมีประชาชนชื่นชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการมอบเงิน

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 หน่วยงานด้วยผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งจากประชาชนผ่านทางวิทยุสื่อสารว่า มีชายสูงวัยคาดว่าจะก่อเหตุทำร้ายตนเองจากปัญหาส่วนตัว ด้วยการกระโดดจากสะพานลอย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ทั้งตำรวจจราจรซึ่งปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรหน้าโรงเรียน และเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้าระงับเหตุโดยทันที

เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการพูดคุยและเกลี้ยกล่อมด้วยความนุ่มนวล จนสามารถทำให้ชายคนดังกล่าวยอมลงมาจากสะพานลอยได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมายัง สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา พูดคุยให้กำลังใจ ประสานการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และนำตัวกลับไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

พ.ต.อ.ศิริชัย กล่าวว่า สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตำรวจจราจรและสายตรวจ โดยเน้นการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) รวมถึงการฝึกยุทธวิธีและทักษะการเจรจาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ประสบเหตุด้วยความเข้าใจ เป็นมิตร และสร้างความไว้วางใจ

จนนำไปสู่การยุติเหตุการณ์ได้อย่างปลอดภัยผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้มีการซักซ้อมแผนและถอดบทเรียนจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ ทั้งการเข้าระงับเหตุ การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการด้านการจราจร เพื่อให้ทุกเหตุการณ์คลี่คลายลงด้วยดีและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนว่า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจะทำร้ายตนเอง หรืออยู่ในภาวะวิกฤตทางอารมณ์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทันที เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และหากผู้ใดกำลังเผชิญปัญหาชีวิตหรือมีความทุกข์ใจ ไม่ควรเลือกใช้วิธีการทำร้ายตนเอง แต่ควรเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว คนใกล้ชิด หรือหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมถึงสามารถเข้าขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกหมายเหตุ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกหมดหวัง ควรรีบพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาโดยเร็ว เพราะมีผู้พร้อมรับฟังและช่วยเหลือเสมอ.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ทหารพราน 3101 สนับสนุนทางหลวงเชียงรายที่ 2 เคลียร์ดินสไลด์ถล่มปิดถนน สาย เชียงของ – เชียงแสน

แชร์เนื้อหานี้

กองร้อยทหารพรานที่ 3101 ระดมกำลังสนับสนุนแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 เคลียร์ดินสไลด์ถล่มปิดถนน สาย เชียงของ – เชียงแสน อำนวยความสะดวกการจราจร ท่ามกลางสายฝนตกหนักต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น.
กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย บูรณาการร่วมกับ แขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2

เข้าตรวจสอบถนนหมายเลข 1290 เชียงของ -เชียงแสน ที่เกิดดินทรุดตัวดินสไลด์ถล่มไม่สามารถสัญจรไปมาได้ อันเนื่องมาจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีดินและเศษวัสดุไหลปิดทับผิวจราจร บริเวณทางหลวงหมายเลข 1290

เชียงของ -เชียงแสน บ้านห้วยเม็ง หมู่ 6 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา

ปัจจุบันฝนยังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยจะได้ติดตามและรายงานให้ทราบต่อไปภาพจาก กองร้อยทหารพรานที่ 3101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แตกตื่นทั้งวัด! มีชายอ้างเป็นพระ ส่งเสียงโวยวาย พูดคนเดียวคล้ายหลอน ไม่มีใบสุทธิ ก่อนพบมีหมายจับ

แชร์เนื้อหานี้

แตกตื่นทั้งวัด! ฝ่ายปกครองเมืองมุกดาหารบุกตรวจสอบชายอ้างเป็นพระ หลังมีพฤติกรรมส่งเสียงโวยวาย พูดคนเดียวคล้ายหลอน สร้างความหวาดผวาให้พระและชาวบ้าน ตรวจสอบพบไม่มีใบสุทธิ ก่อนพบมีหมายจับค้างเก่าจากศาลจังหวัดชัยภูมิ สุดท้ายถูกควบคุมตัวส่งตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นายนที พรมภักดี นายอำเภอเมืองมุกดาหาร สั่งการให้ นางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ร้อย อส.อำเภอเมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร และเทศบาลเมืองมุกดาหาร

ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในวัดศรีปทุม ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร หลังได้รับแจ้งจากประชาชนและพระภิกษุในวัดว่า มีพระภิกษุรูปหนึ่งส่งเสียงเอะอะโวยวาย พูดคนเดียว ตะโกนเสียงดังทั้งกลางวันและกลางคืน จนพระภิกษุรูปอื่นไม่สามารถจำวัดได้ และมีอาการหวาดระแวงคล้ายหลอน พูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีคนมาทำร้าย สร้างความวิตกกังวลให้กับพระสงฆ์และประชาชนในพื้นที่ เกรงว่าจะเกิดอันตราย

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบชายแต่งกายคล้ายพระภิกษุกำลังพูดโวยวายอยู่ภายในกุฏิเพียงลำพัง โดยอ้างว่าบวชมาแล้ว 3 พรรษา เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบสุทธิ แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการอุปสมบทได้

จากการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ทราบชื่อคือ นายบรรจง อายุ 55 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น ก่อนตรวจสอบประวัติในระบบฐานข้อมูลอาชญากรรม พบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดชัยภูมิ ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ในข้อหาเกี่ยวกับ

การไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลและการคุมความประพฤติ หลังทราบผลการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามหมายจับและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ฝ่ายปกครอง #สิงห์เมืองมุก #อส #ตำรวจ #วัดศรีปทุม #พระปลอม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ การเมืองเดือด! ”ตั้ม-ยอดชาย“ สส.ปชน. ลุยแจ้งความโดนมือมืด โทรขู่ “กูจะยิงมึง!” ขณะเรียน ป.ป.ร./สีสันบอลโลก! มารีวิทย์เปิดอะคาเดมี่ฟุตบอลลับแข้งจิ๋ว ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 20 มิ.ย.69 นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง หลังมีหมายเลขโทรศัพท์ปริศนาโทรศัพท์เข้ามาหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวข่มขู่คุกคามหมายจะเอาชีวิต

นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน เล่าว่า วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ในขณะที่อยู่ในห้องเรียนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลักสูตร ป.ป.ร. หรือหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง ที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ได้มีสายเรียกเข้าจากหมายเลขโทรศัพท์ปริศนา จึงออกจากห้องเรียนมารับสาย

พบว่าเป็นเสียงผู้ชายและได้ถามว่า ใช่ สส.ยอดชาย หรือไม่ จึงตอบกลับไปว่าใช่ และปลายสายได้ถามต่อว่า อยู่พรรคไหน ตนเองได้ตอบว่าพรรคประชาชน จากนั้นชายคนดังกล่าวถามอีกว่า พรรคของไอ้ธนาธร ไอ้พิธา ที่โดนยุบพรรึไปแล้วใช่ไหม นายยอดชาย สส.ชลบุรี ก็ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน ก่อนสายดังกล่าวจะบอกว่า เดี๋ยวกูจะยุบพรรคมึงอีกแล้วกูก็จะยิงมึงด้วย และได้วางสายไปทันที

ตนเองจึงได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภา.บางละมุง ไว้ก่อนเป็นการเบื้องต้น และในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.69 นี้ และทางเจ้าหน้าที่จะนัดหมายสอบสวนสอบปากคำที่ สภ.บางละมุง ก่อน สภ.บางละมุง จะได้ส่งเรื่องไปยัง สภ.ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามลำดับต่อไป

นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ยังได้ฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ มีเหตุการณ์ สส. และผู้ติดตาม โดนดักยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และมี สส. โดนขู่ยิง จนมาถึงตนเองก็โดนขู่ยิงอีก จึงอยากถามว่า รัฐบาลปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร

โดยในตอนนี้บุคคลที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับชาติในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 500 คน โดนข่มขู่ โดนลอบยิงถึงขนาดนี้ ทำไมรัฐบาลยังนิ่งเฉย ปล่อยให้บ้านเมืองมีกลุ่มมาเฟียมีอิทธิพล และฝากเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. ว่าสถานการณ์ตอนนี้บุคคลสำคัญระดับชาติยังถูกยิง ถูกข่มขู่คุกคาม แสดงว่าบ้านเมืองไม่มีความปลอดภัยใช่หรือไม่

สีสันบอลโลก! มารีวิทย์เปิดอะคาเดมี่ฟุตบอลลับแข้งจิ๋ว ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ได้เปิดอบรมทางด้านวิชาการและพัฒนาร่างกายให้นักเรียน ด้วยการเรียนเสริมในวันอาทิตย์ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน

ทั้งนี้ ได้มีการเปิดอบรมกีฬาฟุตบอลให้นักเรียน โดยพบว่าผู้ปกครองต่างสนใจส่งบุตรหลานเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนในเรื่องการรักสุขภาพด้วยการออกกำลังกายเวลาว่างให้เกิดประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ด้วยช่วงนี้มีการแข่งขันมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพ สร้างสีสันความน่าสนใจ ทำให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานมาร่วมอะคาเดมี่ฟุตบอลโรงเรียนมารีวิทย์กันอย่างสนุกสนาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวนาป่าแดดสุดช้ำ! ขายที่ดินให้ผู้รับเหมาทำทางรถไฟ แต่ถูกเบี้ยวเงิน ค้างจ่ายนับล้านบาท ซ้ำขุดบ่อดินลึกทำที่นาข้างเคียงพัง-น้ำท่วม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 มิ.ย. 69 ชาวนาอำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย สุดทน! ร้องสื่อฯ หลังถูกบริษัทรับเหมาช่วงก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ เบี้ยวจ่ายเงินค่าที่ดินที่ทำสัญญาซื้อขายกันมานานกว่า 1 ปี 3 เดือน ยอดค้างชำระรวมนับล้านบาท แถมได้รับผลกระทบจากการขุดบ่อดินลึกโดยไม่เว้นระยะห่างตามกฎหมาย ทำดินสไลด์และที่นาข้างเคียงเสียหายหนัก ไร้หนทางสู้เพราะไม่มีเงินจ้างทนายฟ้องร้องผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มชาวนาในพื้นที่ ต.ป่าแงะ อ.ป่าแดด จ.เชียงราย กรณีได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายย่อย (ผู้รับเหมาช่วง) เข้ามาติดต่อขอซื้อที่นาเพื่อขุดดินไปถมคันทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ แต่กลับผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามที่ตกลงกันไว้ โดยมีชาวบ้านได้รับผลกระทบหลักจำนวนหลายรายโดยผู้ร้องเรียนประกอบด้วยเจ้าของที่นาที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้รับเหมาและเจ้าของที่นาข้างเคียงที่ได้รับผลกระทบ

ประกอบด้วย 1.นางอัณศยา อายุ 55 ปี ชาวบ้าน ม.13 ต.ป่าแงะ มีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 8 ตร.ว. ราคาที่ตกลงซื้อขาย 1,398,600 บาท จ่ายแล้ว 490,000 บาท คงค้าง 908,600 บาท 2.นายวิน อายุ 70 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 2 ไร่ 61 ตร.ว. ราคา 340,000 บาท ค้างจ่าย 136,184 บาท 3.นายโต อายุ 72 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 2 ไร่ 94 ตร.ว. ราคา 402,300 บาท คงค้าง 180,950 บาท และ 4.นายสมศักดิ์ อายุ 65 ปี ชาวบ้าน ม.4 ต.ป่าแงะ เนื้อที่ 1 ไร่ 42 ตร.ว. ราคา 243,900 ค้างจ่าย 110,385 บาทและที่นาข้างเคียง ประกอบด้วย นางสมหมาย อายุ 59 ปี ชาวบ้าน ม.13 ต.ป่าแงะ ประสบปัญหาบ่อดินปิดทางน้ำ นากลายเป็นแอ่งน้ำ ทำนาไม่ได้ โดยมีที่นาตัวเอง 3 ไร่ ที่นาพี่สาว 6 ไร่ และที่นาน้องสาว 3 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบ และนางภานุชนาถ อายุ 50 ปี มีที่นาข้างเคียงบ่อดิน 16 ไร่ ผู้รับเหมาเอาดินไปถมรุกล้ำในนาเพื่อสร้างคันกันน้ำท่วมบ่อดิน เข้าข่ายบุกรุก ทำน้ำท่วมขังนางอัณศยา

หนึ่งในตัวแทนชาวบ้าน เปิดเผยว่า บริษัทรับเหมาได้เข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยอ้างว่าจะนำดินไปทำคันทางรถไฟ ชาวบ้านเห็นว่าเป็นโครงการรัฐและให้ราคาสูงจึงตกลงขาย แต่เมื่อขุดดินไปจนเกลี้ยงพื้นที่แล้ว กลับไม่ได้รับเงินตามกำหนด โดยมียอดค้างชำระของชาวบ้านเฉพาะกลุ่มผู้ร้องเรียนรวมกว่า 1.5 ล้านบาท และเมื่อทวงถามก็ได้รับเพียงคำบ่ายเบี่ยงว่า “รอเงินจากบริษัทใหญ่” มานานกว่า 1 ปี 3 เดือนแล้วนางสมหมาย เจ้าของที่นาข้างเคียง กล่าวเสริมว่า นอกจากเงินไม่ได้แล้ว ที่ดินของตนและญาติรวมกว่า 12 ไร่ ยังได้รับผลกระทบจากการขุดบ่อดินลึกโดยไม่ทำคันกั้นหรือเว้นระยะห่างตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน

ส่งผลให้ที่นากลายเป็นแอ่งน้ำ ขาดรายได้จากการทำเกษตรนางภานุชนาถ ผู้ได้รับผลกระทบอีกราย เผยว่า พื้นที่กว่า 20 ไร่ของตนได้รับความเสียหายหนักจากดินสไลด์ และถูกผู้รับเหมาบุกรุกนำดินไปถมคันกั้นน้ำในนาตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ข้าวที่ปลูกไว้เน่าเสียทั้งหมด ร้องเรียนเทศบาลไปแล้วแต่การขุดดินยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการชดเชยด้านนายสมรภูมิ สวาทนา ปลัดอำเภอป่าแดด ยืนยันว่า ทางอำเภอได้จัดกระบวนการไกล่เกลี่ยมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 จนถึงมกราคม 2569 โดยคู่กรณีรับปากว่าจะจ่ายเงินให้ครบภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ปัจจุบันก็ยังผิดนัดสัญญา ทั้งที่งานขุดดินในพื้นที่เสร็จสิ้นไป 100% แล้ว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้องคดีแพ่ง จึงต้องหันหน้าพึ่งสื่อมวลชนเพื่อช่วยกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทเจ้าของโครงการหลัก เข้ามาตรวจสอบและเร่งรัดให้ผู้รับเหมาช่วงรายนี้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด….

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เดือดอีกแล้ว ! สจป.3 แพร่ “บูรณา” หลายหน่วย รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมไม้เถื่อนแปรรูป

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ อำนวยการโดยนายธนรัตน์ แปงใจ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ นายเสน่ห์ แสนมูล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรัก.ษาป่าและควบคุมไฟป่านายสุวิทย์ ฟูคำ หัวหน้าฝ่ายป้องกันรักษาป่า มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป. 3 สาขาแพร่ บูรณาการร่วมกับ-หน่วยป้องกันรักษาป่าที่

พร.6 (น้ำเลา) -ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.ที่ 3 สาขาแพร่ -เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ -เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร้อย ตชด.323 กก.ตชด.32 (พะเยา)-เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอร้องกวาง -เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ศปทส.ภาค5
-เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจกรมป่าไม้ (ฉก.ปม.)ชุดปฏิบัติการประจำภาคเหนือ
-หน่วนปฏิบัติการพิเศษที่ 2 สปป.3(ภาคเหนือ)ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมของกลางดังนี้1.ไม้สักท่อน จำนวน 7 ท่อน ปริมาตร 3.484 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 209,040.- บาท

  1. ไม้สักแปรรูป จำนวน 23 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.66 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 79,200.- บาท 3. ไม้กระยาเลยท่อน(ไม้ประดู่) จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 0.597 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 20,895.- บาท 4. ไม้กระยาเลยท่อน(ไม้แสมสาร) จำนวน 2 ท่อน ปริมาตร 1.568 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 15,680.- บาท 5. ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้มะค่า) จำนวน 91 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 2.272 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 159,040.- บาท
  1. ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้ประดู่) จำนวน 4 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.356 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 24,920.- บาท 7.ไม้กระยาเลยแปรรูป(ไม้แสมสาร) จำนวน 6 แผ่น/เหลี่ยม ปริมาตร 0.966 ลบ.ม. คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐเป็นจำนวนเงิน 19,320.- บาท
  2. เลื่อยไฟฟ้ายี่ห้อ MAKITA สีเขียว-ดำ พร้อมแผ่นบังคับโซ่(บาร์) ขนาด 36 นิ้ว พร้อมโซ่ 9. เลื่อยยนต์ยี่ห้อ DARK BULL 5800 สีดำ พร้อมแผ่นบังคับโซ่(บาร์) ขนาด 22 นิ้ว พร้อมโซ่ 10. ชุดสายไฟฟ้าพร้อมปลั๊ก ยาว 20 เมตร จำนวน 1 เส้น 11. เครื่องยนต์ยี่ห้อ YANMAR ขนาด 10 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง
  1. ลูกกลิ้งขนาดความยาว 100 เซนติเมตร จำนวน 4 ลูก 13. มู่เล่ย์พร้อมเพลา จำนวน 1 ชุด 14. สายพานเบอร์ 305 จำนวน 1 เส้น
  2. สถานที่เหตุเกิดบริเวณ บ้านสวนเลขที่ 22 หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ พิกัดที่ 47 Q 636260 2017138 สำหรับไม้ของกลางได้มอบให้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่พร.6 (น้ำเลา) นำไปเก็บรักษาตามระเบียบต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ รวบคารถบรรทุก! ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังด่านกักกันสัตว์ฯ ด่านตรวจพืชฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟดิบเถื่อน 9.6 ตัน มูลค่าทะลุ 7.6 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดจับขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ยึดเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศลักลอบนำเข้ากว่า 160 กระสอบ น้ำหนักรวมเกือบ 10 ตัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.6 ล้านบาท คาจุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

พร้อมด้วย นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมออกปฏิบัติการเฝ้าตรวจและตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบรถบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ โดยไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและ

ได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายที่กระทบกับเกษตรกร และประชาชนในประเทศ ให้ความสำคัญในด้านการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ

ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน โดยในสองไตรมาสแรก (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท เป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่น ๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐมีมาตรการในการควบคุมและดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ นายอำเภอเมืองน่านร่วมกับนายกอบต.ถืมตอง ร่วมกันลงพื้นที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาถนนเส้นทางเข้าสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 15.30 น. ณ บริเวณถนนเส้นทางเข้าสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน (เชื่อมระหว่าง ตำบลถืมตอง-ตำบลไชยสถาน) นายนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเมืองน่าน ร่วมกับ นายรัชชนันท์ ธรรมพันธุ์ นายก

องค์การบริหารส่วนตำบลถืมตองและทีมบริหาร ได้ร่วมกันลงพื้นที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาถนนเส้นทางเข้าสำนักงานขนส่งจังหวัดน่าน (เชื่อมระหว่าง ตำบลถืมตอง-ตำบลไชยสถาน) ชำรุดเสียหาย มีลักษณะเป็นหลุม เป็นบ่อ และผิวถนนเป็นคลื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความสะดวกในการสัญจรของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดยืนยันความเป็นเจ้าภาพหรือผู้รับผิดชอบถนนสายดังกล่าวอย่างชัดเจน การใช้งบประมาณของทางราชการ โดยเฉพาะงบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง อาจมีข้อติดขัดจำกัดด้านระเบียบกฎหมายในการดำเนินการซ่อมแซม

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น อำเภอเมืองน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง จึงได้บูรณาการแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก หจก.ทรงชัยคอนกรีต นำคอนกรีตแรงอัดพิเศษเข้าดำเนินการปรับสภาพถนน มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน อำเภอเมืองน่านและองค์การบริหารส่วนตำบลถืมตอง จะยังคงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อค้นหาหน่วยงานเจ้าของถนนที่แท้จริงต่อไป ซึ่งหากจะมีการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ดูแลรักษาถนนเส้นทางดังกล่าวนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลถืมตองมีความพร้อมและยินดีที่จะรับการถ่ายโอนถนนสายดังกล่าวมาอยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาเส้นทางให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สะเทือนใจ! สาวลาววัย 22 กอดโลงเฝ้าศพสามีหน้าด่านมุกดาหารทั้งคืน หลังพาศพกลับบ้านไม่ได้

แชร์เนื้อหานี้

ภาพสะเทือนใจหน้าด่านมุกดาหาร… ภรรยาสาวชาวลาววัย 22 ปี ต้องนั่งเฝ้าโลงศพสามีริมฟุตบาททั้งคืน หลังพาร่างกลับบ้านเกิดไม่ได้เพราะศุลกากรมุกดาหารติดเวลาปิดด่าน ก่อนเช้าจะมีรถจากฝั่งลาวมารับกลับ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจบริเวณหน้าด่านพรมแดนมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เมื่อหญิงชาว สปป.ลาว วัย 22 ปี ต้องนั่งเฝ้าร่างไร้วิญญาณของสามีอยู่ริมฟุตบาทหน้าด่านพรมแดนข้ามคืน ตั้งแต่ช่วงกลางดึกจนถึงเช้าวันที่ 23 พฤษภาคม หลังไม่สามารถนำศพเดินทางกลับประเทศได้ทันเวลาปิดด่าน สร้างความหดหู่และสะเทือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

ทราบชื่อหญิงคนดังกล่าวคือ นางดวง สีสะหมุด อายุ 22 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ส่วนผู้เสียชีวิตคือ นายสัน วิไลวง อายุ 30 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว ระหว่างเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ กรุงเทพมหานคร

ภายหลังสามีเสียชีวิต นางดวงได้เดินทางพร้อมญาตินำร่างผู้เสียชีวิตจากกรุงเทพมหานคร เพื่อกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดในแขวงสะหวันนะเขต แต่เมื่อเดินทางมาถึงด่านพรมแดนมุกดาหารในช่วงกลางดึก กลับไม่สามารถเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ไปยังฝั่ง สปป.ลาว ได้ เนื่องจากด่านพรมแดนปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 22.00 น.

รายงานระบุว่า ญาติได้พยายามประสานขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์อนุญาตในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อไปติดต่อขอผ่านพิธีการกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรมุกดาหาร กลับไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นเวลานอกทำการ และไม่สามารถตรวจสอบเอกสารตามขั้นตอนศุลกากรได้

ด้วยเหตุนี้ ญาติจึงจำเป็นต้องนำโลงศพลงจากรถมาตั้งไว้บริเวณฟุตบาทหน้าประตูทางเข้าด่านพรมแดนมุกดาหาร โดยมีการตั้งตะเกียง กระถางธูป และขวดน้ำไว้บนโลงศพ ขณะที่นางดวงนั่งเฝ้าร่างสามีด้วยความโศกเศร้าตลอดทั้งคืน ท่ามกลางสายตาของผู้พบเห็นที่ต่างรู้สึกสะเทือนใจ

กระทั่งเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 รถกู้ชีพของ “สาวตามน บริการรับส่ง” จากเมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต ได้เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เข้ามารับร่างผู้เสียชีวิต เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด ท่ามกลางความโล่งใจของครอบครัวหลังต้องเฝ้ารอข้ามคืน

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยหลายคนสะท้อนถึงความเห็นใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางการอำนวยความสะดวกในกรณีฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมบริเวณด่านพรมแดน
ภาพ/ข่าว พิชิต – เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

มุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ด่านพรมแดนมุกดาหาร #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #ศุลกากรภาคที่2 #กรมศุลกากร #กระทรวงการคลัง #ข่าวสะเทือนใจ #สาวลาวเฝ้าศพสามี #สะหวันนะเขต #ข่าวชายแดน #ดราม่าหน้าด่าน #มนุษยธรรม #ข่าววันนี้

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สลดคารถทัวร์! แม่ชาวลาวดับปริศนาระหว่างกลับบ้าน ลูกชายวัย 5 ขวบร้องไห้เรียกแม่ไม่หยุด ปลุกผู้โดยสารทั้งคันสะเทือนใจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ 191 สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตภายในรถโดยสารปรับอากาศอาม่าทัวร์ สาย 927-10 กรุงเทพฯ – มุกดาหาร หมายเลขทะเบียน 10-1998 มหาสารคาม ซึ่งจอดอยู่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เจ้าหน้าที่จึงประสาน พ.ต.ท.กิตติวัฒน์ คนหาญ พนักงานสอบสวนเวร พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถโดยสารจอดอยู่ภายในชานชาลา บริเวณด้านท้ายรถพบร่างนางพอน พันทิลาด หญิงชาวลาว อยู่แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว นอนเสียชีวิตในลักษณะตะแคงอยู่บนพื้น ใกล้กลับมือขวามีถุงขนมมินิบิสกิตสอดไส้แยมสับปะรดตกอยู่ ใกล้กันยังพบขวดน้ำดื่มและสัมภาระส่วนตัว เมื่อตรวจสอบกระเป๋าพบมียาติดตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับอาการป่วยหรือโรคประจำตัว แต่ยังต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียชีวิตเดินทางขึ้นรถมาจาก สถานีขนส่งหมอชิต 2 กรุงเทพมหานคร พร้อมลูกชายวัยเพียง 5 ขวบ โดยนั่งอยู่เบาะหมายเลข 34 ด้านท้ายรถนายสุรพล กุลบก พนักงานขับรถทัวร์ ให้ข้อมูลว่า รถออกจากกรุงเทพฯ เวลาประมาณ 18.30 น. ทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีเหตุผิดสังเกตระหว่างทาง จนกระทั่งช่วงใกล้ถึงสถานีขนส่งมุกดาหาร มีผู้โดยสารเดินมาบอกด้วยน้ำเสียงตกใจว่า “พี่ครับ เหมือนมีผู้โดยสารไม่หายใจแล้ว” ตนจึงรีบจอดรถและแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นายสุรพล กล่าวว่า สังเกตเห็นผู้เสียชีวิตเดินทางมากับลูกชายตัวเล็ก นั่งอยู่โซนท้ายรถมาตลอดทาง แต่ไม่ได้แสดงอาการผิดปกติรุนแรงจนกระทั่งช่วงท้ายของการเดินทางนางเติมและนายแว่นผู้โดยสารสามีภรรยาชาวลาว ซึ่งนั่งรถคันเดียวกัน เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับผู้เสียชีวิตตั้งแต่ตอนนั่งรอขึ้นรถที่หมอชิต 2 โดยผู้เสียชีวิตบ่นว่า “ปวดท้องมาก ไม่ค่อยสบาย” พร้อมขอให้ช่วยไปซื้อนมจากร้านสะดวกซื้อมาให้ เพราะรู้สึกไม่มีแรง

ผู้โดยสารรายดังกล่าวเล่าว่า ระหว่างเดินทาง ผู้เสียชีวิตยังพอพูดคุยได้ แต่มีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ก่อนช่วงใกล้ถึงมุกดาหารจะลุกไปเข้าห้องน้ำด้านหลังรถ เมื่อกลับออกมาเหมือนเดินไม่ค่อยมีแรง จากนั้นก็ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนอนบริเวณพื้นที่ว่างท้ายรถ“ตอนแรกคิดว่าเขาคงไม่สบาย เลยนอนพัก เพราะไม่ได้มีใครคิดว่าจะหนักขนาดนี้” ผู้โดยสารกล่าวจุดที่สร้างความสะเทือนใจที่สุด คือช่วงที่ ลูกชายวัย 5 ขวบ เริ่มร้องไห้อย่างหนัก พร้อมพยายามเขย่าเรียกแม่ตามภาษาของเด็ก ทำให้ผู้โดยสารหลายคนรีบเดินเข้าไปดูเด็กพยายามพูดกับแม่ในทำนองว่า “แม่…ตื่น…แม่กลับบ้าน” ก่อนจะร้องไห้ไม่หยุดและเกาะร่างแม่ไว้ตลอดเวลา

หลังเกิดเหตุ มีผู้โดยสารมากับรถใจดีพยายามพูดปลอบเด็ก สอบถามชื่อ และให้เงินคนละพันสองพัน แต่เด็กยังอยู่ในอาการตกใจและตอบได้เพียงสั้น ๆ ว่ามากับแม่จากกรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรอย่างละเอียด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเด็กชายวัย 5 ขวบ และติดตามญาติของผู้เสียชีวิตมารับตัวต่อไป ท่ามกลางความสะเทือนใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่า การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้จะกลายเป็นการจากลาอย่างไม่มีวันกลับ.
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามช้างป่าภูวัว “พลายสีดอหูสร้อย” พลัดหลงจากโขลง เฝ้าระวังความปลอดภัยประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) เวลา 15.30 น. พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่บริเวณป่าชุมชนบ้านนาแสงสาคร ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ เพื่อติดตามสถานการณ์กรณีช้างป่าภูวัว เพศผู้ ชื่อ “พลายสีดอหูสร้อย” ซึ่งพลัดหลงจากโขลงลงมาหากินในพื้นที่อำเภอศรีวิไล เป็นวันที่ 4

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มี พ.ต.อ.เสกสรรค์ บาอุ้ย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรศรีวิไล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และทีมกู้ชีพกู้ภัยองค์การบริหารส่วนตำบลนาสะแบง ร่วมติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบร่องรอยการนอนของช้างป่าดังกล่าว มีลักษณะเป็นแอ่งขนาดใหญ่ คาดว่าขณะนี้ “พลายสีดอหูสร้อย” อาจอยู่ห่างจากจุดที่พบร่องรอยประมาณ 1–2 กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินสำรวจและติดตามความเคลื่อนไหวของช้างอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเฝ้าระวังและวางมาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีช้างป่าลงมาในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อน พร้อมทั้งเตรียมผลักดันช้างกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งประชาชนและช้างป่าเป็นสำคัญ

ก่อนเดินทางกลับ พล.ต.ต.ดร.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้มอบเงินจำนวน 1,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามช้างป่าในพื้นที่ ซึ่งได้ร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องติดหน้าอกตำรวจ หรือ Body-Worn Camera บันทึก นาทีชีวิตกลางดึก ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา แสดงไหวพริบและความกล้าหาญ ช่วยเหลือหญิงสาววัย 31 ปี ที่อยู่ในอาการเครียดหนัก หลังทะเลาะกับแฟน จนคิดสั้นปีนขึ้นนั่งบนราวสะพานลอยเตรียมกระโดดลงมาเคราะห์ดีตำรวจสายตรวจพบเห็นและเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.19 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานลอยคนข้ามหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ ก่อนสังเกตเห็นหญิงสาวมีอาการคล้ายมึนเมา ร้องไห้เสียใจ และเดินขึ้นไปบนสะพานลอย

จากนั้นหญิงสาวได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานลอย ห้อยขาลงมาด้านล่าง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบตะโกนพูดคุยเจรจาเกลี้ยกล่อมไม่ให้ก่อเหตุ ขณะเดียวกันได้วางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง โดยตำรวจอีกชุดอ้อมขึ้นไปด้านหลัง ก่อนจังหวะเหมาะเข้าชาร์จดึงตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ทัน ท่ามกลางความโล่งใจของผู้พบเห็นในเหตุการณ์

ต่อมาทราบชื่อคือ น.ส.บี นามสมมุติ อายุ 31 ปี ชาว ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา โดยหญิงสาวยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงทะเลาะกับแฟน จนเกิดความเครียดและตัดสินใจมาก่อเหตุดังกล่าว โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทันเวลา ก่อนประสานญาติมารับตัวกลับไปดูแลต่อไป

ภายหลังเกิดเหตุได้มีการรายงานให้ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครราชสีมา รับทราบ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการทำงานเชิงรุกของตำรวจสายตรวจ ที่ไม่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังช่วยเหลือประชาชนในนาทีวิกฤตได้อย่างทันท่วงที

กันตินันท์ เรืองประโคน/ประสิทธิ์ วนะชกิจ ทีมข่าว จ.นครราชสึมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รมต.กระทรวง.พม.ลงพื้นที่เชียงราย รับฟังปัญหา เยี่ยม ชาวเมี่ยน ต.ป่าตึงอ.แม่จัน ผู้ป่วยติดเตียงบ้านดู่ ย้ำ พร้อมดูแลทุกข์สุข ผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14:00 น ของวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และ

นางสาวปิยะรัฐย์  ติยะไพรัช  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการตรวจเยี่ยมศูนย์การเรียนรู้ผู้สูงอายุตลอดชีพตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง

จังหวัดเชียงรายและรับมอบหนังสือจากผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายและเทศบาลตำบลบ้านดู่ โดยมีนายภาธร์ รังษีกุลพิพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครชียงราย นายศรีเนตร์ ธนาคำ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านดู่

พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร.ต.อ.ธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงรายเขต 1 ตลอดถึงประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ในการตรวจเยี่ยมชมโรงเรียนผู้สูงอายุครั้งนี้ นายนิกร โสมกลาง

รัฐมนตรีว่าการทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินชมผลิตภัณฑ์ผลงานและโอท็อปผู้สูงอายุ ตลอดถึงผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือชาวเขาเผ่ากระเหรียง

อุดหนุน พร้อมเดินทางตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง/กายภาพบำบัด นางอำไพ คล้ายรัก ในพื้นที่บ้านสันปอแตงหมู่ที่ 20 ตำบลบ้านดู่โดย มอบเงินช่วยเหลือปรับปรุงคุณภาพสิ่ง

แวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ จำนวน40,000บาท แก่นายอินสอน มโนหาญ และนางบัวจันทร์ มโนหาญสองสามีภรรยาจิตอาสาสมัครตำรวจบ้าน

โดยมีนายสัญญา มะโนเรือง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 20ให้การต้อนรับ จากนั้นคณะได้เดินทางกลับ.
ธนกฤต วรรมณี รายงานๆ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตรวจพื้นที่พระมั่วสุมใต้ต้นโพธิ์ 100 ปี หลัง อบจ.โคราช พบขวดเหล้า-กาว ยังไม่ชัดเป็นพระจริงหรือแอบอ้าง

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีประชาชนส่งคลิปให้สื่อมวลชน หลังพบกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายพระมั่วสุมดื่มสุราและดมกาว บริเวณใต้ต้นโพธิ์อายุกว่า 100 ปี ด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง
ล่าสุดวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.30 น. พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย นายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา และพระประเสริฐ ตัวแทนเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณจุดที่ประชาชนร้องเรียน

ซึ่งเป็นพื้นที่ใต้ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ด้านหลังองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาจากการตรวจสอบพบขวดสุรา กระป๋องกาว อุปกรณ์ประกอบอาหาร และเสื้อผ้าบางส่วนตกอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นจุดอับสายตา อยู่ใต้ต้นโพธิ์และมีลักษณะคล้ายโพรงหรือถ้ำ ซึ่งอาจเอื้อต่อการใช้เป็นแหล่งมั่วสุมของบุคคลบางกลุ่มนายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า เบื้องต้นขอขอบคุณประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตาในการสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคลที่แต่งกายคล้ายพระภิกษุ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบคลิปที่เผยแพร่ ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าบุคคลในคลิปเป็นพระภิกษุจริงหรือเป็นบุคคลแอบอ้าง
ทั้งนี้ หากพบพฤติกรรมมั่วสุมหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าว ประชาชนสามารถแจ้งไปยังคณะสงฆ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อร่วมกันตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อคัดกรองและขจัดบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่

ด้านพระประเสริฐ ตัวแทนเจ้าคณะตำบลในเมือง เขต 1 และพระวินยาธิการ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่ยังไม่พบบุคคลตามที่ปรากฏในคลิป แม้กลุ่มบุคคลดังกล่าวจะสวมผ้าจีวร แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นพระภิกษุจริงหรือเป็นบุคคลแอบอ้าง อีกทั้งยังไม่สามารถระบุได้ว่าสังกัดวัดใด เพื่อป้องกันการพาดพิงโดยไม่มีข้อเท็จจริงชัดเจนพระประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับคลิปวิดีโอดังกล่าวไว้แล้ว และจะนำส่งต่อให้เจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะตำบล เพื่อกระจายไปยังวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ช่วยตรวจสอบว่าเป็นพระจากวัดใด ก่อนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

ขณะที่ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุจากสื่อสังคมออนไลน์และประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ผ่านมา ว่ามีกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายพระมามั่วสุมบริเวณคลองใกล้องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ฝั่งตรงข้ามศาลแขวงนครราชสีมา โดยมีพฤติกรรมเข้าข่ายดื่มสุราและดมกาว

ภายหลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่สายตรวจได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที แต่ไม่พบกลุ่มบุคคลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ได้มีการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ พร้อมสอบถามประชาชนในละแวกใกล้เคียง เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการสืบสวนติดตามตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มงวด และประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก รวมถึงสร้างความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ต่อไป

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

เปิดใจสาวโรงงานโดนคนขับรถบัสรับส่งลวนลามเผยยังผวากับเหตุการณ์โร่แจ้งความดำเนินคดี

จากกรณี นางสาวเอ อายุ 21 ปี แต่โพสข้อความ และคลิปวีดีโอเหตุการณ์ถูกคนขับรถส่งพนักงานลวนลาม โดยเล่าเหตุการณ์ว่า เพิ่งเริ่มเข้าทำงานในโรงงานได้เพียง 5 วัน โดยวันที่ 21 เมษายน ซึ่งเป็นวันแรกของการเริ่มงาน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเลิกงานได้ขึ้นรถโดยสารของโรงงานเพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่เกิดนั่งรถผิดสายจนเหลือเป็นผู้โดยสารคนสุดท้าย ก่อนถูกคนขับก่อเหตุลวนลามภายในรถล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรจอหอ ทางพันตำรวจเอกศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจอหอ พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำสาวโรงงาน นางสาวเออายุ 21 ปีนามสมมุติ เพิ่งได้เดินทางมาพร้อมกับแม่ยาย เพื่อมาแจ้งความร้องทุกข์ กับคนขับรถคนดังกล่าว ทราบชื่อว่านายวีระ อายุ 56 ปี เป็นผู้ก่อเหตุ ทางตำรวจจะทำการออกหมายเรียกเพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา
นางสาวเอ (นามสมมุติ) พนักงานหญิงรายหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ถูกพนักงานขับรถรับส่งพยายามลวนลาม โดยระบุว่า วันเกิดเหตุเป็นช่วงที่เพิ่งเข้าทำงานได้เพียง 5 วัน และเป็นการใช้บริการรถรับส่งของบริษัทครั้งแรก โดยมีรถสองสายที่ปลายทางเดียวกันคือจอหอ แต่ตนขึ้นผิดสาย ระหว่างโดยสารรถพบว่าพนักงานคนอื่นทยอยลงจนหมด เหลือตนเพียงคนเดียว จึงย้ายจากเบาะด้านหลังไปนั่งด้านหน้า และสอบถามคนขับว่า ไม่จอดลงที่เจ้าสัวหรือ และต้องวนรถกลับหรือไม่ คนขับจึงถามกลับว่า ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเป็นคนละสาย พร้อมสอบถามว่าจะทำอย่างไรต่อ ตนจึงเสนอให้จอดบริเวณปั๊มน้ำมันเพื่อเรียกรถรับจ้างกลับเอง แต่คนขับปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นอันตราย ไม่สามารถปล่อยลงคนเดียวได้ ก่อนจะบอกว่าจะไปส่งเองเพื่อไม่ให้เสียค่าใช้จ่าย


ในช่วงแรกยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ กระทั่งรถไปจอดที่ปั๊มน้ำมันซึ่งคนขับจอดรถส่วนตัวไว้ จากนั้นคนขับลงจากรถและพูดเป็นภาษาถิ่นโคราชว่า ให้นั่งรอก่อน อย่าเพิ่งไปไหน เดี๋ยวจะลงมา ก่อนจะกลับขึ้นมาที่รถและล็อกประตู จากนั้นเดินเข้ามาหาและพยายามลวนลาม พร้อมพูดจาในลักษณะคุกคามว่า ขอได้ไหม อดมานานแล้ว ทำให้ตนตกใจและสติหลุด แต่พยายามตั้งสติ ไม่ต่อสู้เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น พร้อมทั้งพยายามใช้โทรศัพท์บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ แม้จะไม่ทันช่วงสำคัญทั้งหมดตนพยายามเปิดประตูรถซึ่งเป็นรถโดยสารรุ่นเก่าสามารถเปิดด้วยมือได้ ก่อนรีบลงจากรถ โดยตั้งใจจะวิ่งหนีแต่ร่างกายอ่อนแรงจนแทบล้ม จึงได้แต่เดินออกมาและหันกลับไปดูว่าคนขับตามมาหรือไม่ ซึ่งพบว่าไม่ได้ตามมาทั้งนี้ตนก็ต้องการฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า หากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานของผู้ก่อเหตุจะรู้สึกอย่างไร และยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร อีกทั้งทราบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นเคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกันแต่ไม่ได้แจ้งความเนื่องจากไม่มีหลักฐาน ตนจึงต้องการเป็นตัวแทนในการแจ้งความ และอยากเชิญ

ชวนผู้เสียหายรายอื่นเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนตนต้องการให้ผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวและยอมรับสารภาพ โดยทราบจากบริษัทว่ามีการไปติดตามตัวที่บ้านแต่พบว่าได้เก็บของหลบหนีไปแล้ว ขณะที่บริษัทรถรับส่งได้ติดต่อมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ขณะนี้ตนยังไม่สะดวกให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนดังกล่าวด้าน นางหญิง อายุ 47 ปีนามสมมุติ แม่ยายของนางสาวเอ (นามสมมุติ) เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่ลูกสะใภ้ถูกโชเฟอร์รถรับส่งพนักงานก่อเหตุลวนลามว่า

ทราบเรื่องครั้งแรกจากการที่ลูกสะใภ้โทรศัพท์มาหาด้วยอาการร้องไห้และตกใจอย่างหนัก จับใจความได้ว่าขึ้นรถผิดสาย ก่อนจะถูกคนขับมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ จึงรีบสอบถามตำแหน่งและแนะนำให้ไปอยู่ในจุดที่มีคนจำนวนมาก โดยผู้เสียหายระบุว่าวิ่งหนีลงจากรถไปยังปั๊มน้ำมัน และมีประชาชนเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่ผู้ก่อเหตุพยายามขี่รถหลบหนี จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายเรียกรถกลับบ้าน พร้อมกำชับให้เปิดสายโทรศัพท์ไว้ตลอดจนถึงที่พัก เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งไม่ได้แจ้งให้แฟนของผู้เสียหายทราบทันที เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงจากการดื่มสุราในงานรื่นเริง จึงให้ญาติไปอยู่เป็นเพื่อนตลอดทั้งคืน และตนเองได้พูดคุยกับผู้เสียหายทางโทรศัพท์จนถึงเช้า


ผู้ก่อเหตุมีอายุค่อนข้างมาก น่าจะมีครอบครัวแล้ว ควรตระหนักว่าหากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของตนจะรู้สึกอย่างไร พร้อมระบุว่าคำพูดที่ใช้คุกคามมีลักษณะรุนแรงและไม่เหมาะสม จนทำให้ตนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก อีกทั้งจากการเผยแพร่เรื่องราวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยังพบว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นในลักษณะคล้ายเคยพบพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าวมาก่อน ทั้งนี้ ยืนยันว่ารู้สึกผูกพันกับผู้เสียหายเสมือนลูกคนหนึ่ง และแม้จะเป็นบุคคลอื่นก็ไม่ควรถูกกระทำในลักษณะดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่นในอนาคต เนื่องจากเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้หญิงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าการดำเนินคดีและติดตามตัวผู้ก่อเหตุไม่น่ามีอุปสรรค พร้อมชื่นชมการปฏิบัติงานที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายเป็นอย่างดี พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจอหอ เปิดเผยถึงกรณีหญิงสาวถูกลวนลามว่า

ขณะนี้ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนแล้ว โดยได้จัดพนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้รับแจ้งความ และจากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีความซับซ้อน อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ต้องหาแล้ว เบื้องต้นจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยการออกหมายเรียกผู้ต้องหาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องน่ากังวล และอาจเป็นภัยต่อสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายรายอื่นที่เคยถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน สามารถเข้าแจ้งความเพิ่มเติมได้ โดยให้พิจารณาพื้นที่เกิดเหตุเพื่อให้เป็นไปตามอำนาจสอบสวน หากพบว่าเป็นผู้ต้องหารายเดียวกันและมีพฤติการณ์คล้ายกัน ก็สามารถแจ้งความในท้องที่ที่เกี่ยวข้องได้ โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันพร้อมให้ความเป็นธรรม และจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คดีบุกรุกป่า 20 ไร่ กำนันแม่ทะลบ และ ป่าไม้ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่เข้ายีดคืน เรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า

แชร์เนื้อหานี้

เสียงจากกำนันแม่ทะลบอำเภอไชยปราการจังหวัดเชียงใหม่///ตามกระแสโชเชี่ยลเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า ผมในฐานะกำนัน ตำบลแม่ทะลบ ไม่เคยนิ่งนอนใจในเรื่องนี้ ป่าไม้ในเขตไชยปราการที่ถูกทำลายบางส่วน ยอมรับว่าถูกบุกรุกจริง ได้นำหัวหน้าส่วนราชการ

พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าพื้นที่ทำการตรวจยึดคืน แล้วมอบหมายให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่อุทยานดำเนินการเรื่องคดีบุกรุกป่า หากอยู่ในเขตของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็ให้ป่าไม้ดูแล และดำเนินการตามกฏหมาย พื้นที่ ที่มีผู้นำมาลง ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะหวงแหนทรัพยากรที่ถูกทำลาย

จากการที่กระผมและผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการที่เข้าไปในพื้นที่ ส่วนที่ถูกทำลายเป็นแนวสัน รอยต่อระหว่างไชยปราการกับพื้นที่เชียงราย มีถนนสันดอยเพื่อแบ่งเขตรอยต่อ ณ เวลาที่เข้าตรวจยึดเขตไชยปราการถูกบุกรุกประมาณ 20 ไร่ แต่ฝั่งที่เป็นเขตเชียงราย

แทบไม่มีต้นไม้ซักต้น มองไปทางไหนก็มีแต่เขาหัวโล้น ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถก้าวก่ายในพื้นที่ของเขาได้ อยากเห็นขับรถไปดูได้ครับ ส่วนกรณีการปลูกขิงบริเวณบ้านป่าหนา ช่วงปีที่ผ่านมา มีคนต่างถิ่นเข้ามาเพื่อปลูกขิงจริงแต่ก็คิดไม้ถึงว่าจะมาในรูปแบบนายทุน เข้ามาขออนุญาตจากผมประมาณ 7-8 คน และได้ถามผู้มาขออนุญาตเข้า

พื้นที่ ว่าได้ทำการขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลหรือยัง เขาก็ตอบว่าได้ขออุญาตทุกฝ่ายแล้ว จึงได้กำชับว่าการเข้าพื้นที่ หากไม่มีการบุกรุกป่าก็ไม่มีปัญหา หากเข้ามาทำในพื้นที่ของชาวบ้าน ที่เป็นไร่เก่าๆเดิมๆ ซึ่งเป็นไร่เลื่อนลอย ของชาวบ้าน หลังจากนั้นยอมรับว่ามีชาวบ้านทำการเแผ้วถางบางส่วน ที่อยู่ในเขตป่าไม้ และเขตองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)

แต่ฝ่ายปกครองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ติดตามและเข้าพื้นที่หากได้รับการร้องเรียน แต่หน้าที่โดยตรง คือ หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อุทยาน ซึ่งเป็นผู้ดูแลโดยตรงในส่วนพื้นที่ป่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แค่หน้าที่ในชุมชนก็เหนื่อยมากพออยู่แล้วครับ แต่ก็พร้อมจะบูรณาการร่วมกันกับทุกฝ่ายเพราะถือว่าคือหน้าที่ ที่ต้องช่วยกันเพื่อชุมชน

แต่ตามกฏหมายในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องเป็นผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ลำดับความมานี้อยากให้ผู้ที่เห็นภาพเข้าใจบริบทของแต่ละหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้ตำหนิหรือว่ากล่าวท่านผู้ใดนะครับ หากไม่พูดก็จะเข้าใจว่าฝ่ายปกครองมีส่วนได้เสีย ได้ไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรอกครับ โดยเฉพาะชื่อเสียง ในความรู้สึกของกำนันตำบลแม่ทะลบครับ..

นายอำเภอปาย ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ภาพข่าวการลักลอบขุดบ่อทรายบริเวณ บ้านสบแพม ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอนวัน

เสาร์ ที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 16:00 น. นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารส่วนตําบลทุ่งยาว เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรปาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย หน่วยป้องกันรักษาป่า มส.1 (ปาย)

กำนันตำบลทุ่งยาว และผู้ใหญ่บ้านสบแพม ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีการเผยแพร่ภาพข่าวการลักลอบขุดบ่อทรายบริเวณ บ้านสบแพม ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย

จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากการตรวจสอบปรากฏว่าพบกองทรายและอุปกรณ์ ยานพาหะนะ อยู่ในพื้นที่โฉนดของนายกิจดำรง ใจคำ จำนวน 4 แปลง

และบริเวณที่ดินดังกล่าว ได้มีการขุดทรายในพื้นที่ของตนเอง ทั้งนี้ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง….

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวแพร่ “ตามจิก” หลัง ปปท.5 ร่วมเครือข่ายฯ ขึงพืด ศูนย์ราชการแพร่ และโรงงานฯ สร้างผลกระทบชาวบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นายสัญชาติ อุปนันชัย ผอ.ปปท.เขต 5 มอบหมายให้ นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 นางสาวสาริสา รอดถาวร ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันการทุจริตภาครัฐ นางสาวพิชยา พรหมมา นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ นางสาวณัฐชานันท์ เสถียรนักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ นายอภิชาติ ทิพย์ชมภู นักสืบสวนชำนาญการ ร่วมกับเครือข่าย ปปท.แพร่ ฯ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 9 จังหวัดลำปาง นายจักรกริช พลดาหาญ รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.9) นายอาภาพรเอี้ยงทอง ผู้อำนวยการกลุ่มนายวรรณชัย แก้วมณีย์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการ

สำนักตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแพร่ นายอนุชา สัตยดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนัก
งานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแพร่ นายพรพจน์ หมู่ธิมา ผู้อำนวยการกลุ่ม นายพิพัฒน์พล สุภา วิศวกรปฏิบัติการ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 นายชาญชัย แก้วประดับ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ นางพิชญา ธารากรสันติ เจ้าหน้าที่คดี พิเศษชำนาญการพิเศษ กอ.รมนจังหวัดแพร่ พ.ต.พัฒธพล สุทธพันธ์ รองหัวหน้ากลุ่มงานประสานความมั่นคง,ร.อ.พงศ์สนั่น ศรีธยศหัวหน้าชุดรวบรวมตรวจสอบข่าวสาร 310 (จรต. 310) สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดแพร่ นางสาวกันยา สุขเจริญพนักงานคุมประพฤติชำนาญการพิเศษ สำนักงานยุติธรรมจังหวัดแพร่ นางสาวพัฒน์นรี มากต่าย นิติกร สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดแพร่,นางสาว รัตน์สุดา โอดเทิง เจ้าพนัก งานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ นายชัยวัลย์ ตันสุหัช เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตปฏิบัติการ นางกอบเพชร หาญพัฒนพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 16 ในฐานะประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ ได้มอบหมายให้ ว่าที่ร้อยตรีภาคิน ชมภูพันธ์ รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ เข้าร่วมติดตาม แต่งานต่างจังหวัด

จึงมอบหมายให้ นายธีรพงษ์ ธงออน ที่ปรึกษาฯ ด้านประชาสัมพันธ์ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมในการต่อต้านการทุจริตจังหวัดแพร่ นายรัฐพล แสงดอก ประธานคณะทำงานศูนย์ประสานงานเครือข่าย นายธีรพงษ์ ธงออน นางเอมอร พรหมดี นางเครือวัลย์ ปัญญาไวย คณะทำงานศูนย์ประสานงานเครือข่ายฯ 24 คน ร่วมฟังสรุปสถานการณ์การก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ ที่ผู้รับเหมากำลังทิ้งงานที่ห้องประชุมสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดแพร่ โดยมีนายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นประธานที่ประชุม

ซึ่งในเรื่องนี้ นายสิทธิภัทร ปาละนันทน์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดแพร่ ให้ข้อมูลกับที่ประชุมว่า จังหวัดแพร่ ได้รับจัดสรรงบประมาณจากสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ 2563 สร้างศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ งบประมาณทั้งสิ้น
657, 115,400 บาท ทำการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาอิเล็ก
ทรอนิกส์ แล้วได้ตกลง จ้างบริษัทอัครกร ดีเวลลอปเม้น จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไชน่าเรลเวย์ China Ride Way Number ประเทศไทยนับเบอร์ 10 Z(ประเทศไทย)จำกัด สัญญาจ้าง ก่อสร้างในวงเงิน 539,995,000.00 บาท ระยะก่อสร้างเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน จำนวน 237 งวดงาน เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2564 สิ้นสุดสัญญาจ้างวันที่ 14 มีนาคม 2567

โครงการก่อสร้างดังกล่าวต้องเผชิญกับสภาวะการระบาดของโรคโควิด ทำให้โครงการล่าช้ากว่าปกติ จึงได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการ เร่งรัดการปฏิบัติงาน ให้เพิ่มเวลาการทำงานอีก 554 วันนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2567 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2568ซึ่งสิ้นสุดวันดังกล่าวโครงการพึ่งรุดหน้า ไปเพียงร้อยละ 25% เท่านั้น จึงมีค่าปรับวันละ 539,995 บาท ขอบเขตงานก่อสร้างประกอบด้วย 1.อาคารศาลากลางจังหวัดสูง 4 ชั้น จำนวน 1 หลัง 2. อาคารหอประชุมขนาด 1,000 คนจำนวน 1 หลัง 3. อาคารโรงอาหารจำนวน 1 หลัง 4. อาคารสโมสรร้านค้า จำนวน 1 หลัง และ 5. งานผังบริเวณและสิ่งก่อสร้างประกอบ ซึ่ง ณ.ปัจจุบันในภาพรวมผลการก่อสร้างจริงสะสมก่อสร้างได้เพียงร้อยละ 25.13 เท่านั้น มีการเบิกจ่ายล่วงหน้าร้อยละ 15 เป็นเงิน 81,000,000 บาท เงินเบิกจ่าย 36 งวดเป็นเงิน 63,759,200 บาท คงเหลือค้างจ่าย 201 งวด จำนวน 395,235,800 บาท คิดเป็นร้อยละ 73

นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มชัดเจนว่า บริษัทผู้รับจ้าง รถคนงานและขนอุปกรณ์ออกจากจุดก่อสร้างศูนย์ราชการ เชื่อว่าจะเป็นการทิ้งงานแน่นอน ขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้รับจ้างและต้องมาหาผู้รับจ้างใหม่ขขขเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อฟังจากการชี้แจงจากบริษัทผู้รับจ้าง ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสถานการณ์โรคโควิด จึงมีการขยายระยะเวลา แต่ผู้รับจ้างก็มิได้ดำเนินการตามกำหนดเวลา เมื่อมาดูหน้างานพบว่า ไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างมาก ถึง ณ.ปัจจุบันต้องมาคำนวณดูว่า เนื้องานที่เกิดขึ้นกับเงินที่ได้รับไปตรงกันหรือไม่ และต้องคำนวณว่ารัฐมีความเสียหายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้องมีการปรับเพิ่มเติม

และในวันเดียวกันเวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลปงป่าหวาย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 3 นางสาวสาริสา รอดถาวร ผู้อำนวยการกลุ่มงานป้องกันการทุจริตในภาครัฐ นายจักรกริช พลดาหาญ รองผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.9) นายอนุชา สัตยดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดแพร่ นายชาญชัย แก้วประดับ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ (DSI) นายธีรพงษ์ ธงออน ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ ได้มอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรีภาคิน ชมภูพันธ์ รองประธานคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ ให้เป็นผู้แทนคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดแพร่ นางเครือวัลย์ ปัญญาไวย เครือข่ายภาคประชาสังคมในการต่อต้านการทุจริตจังหวัดแพร่ นายรัฐพล แสงดอก

ประธานพร้อมคณะ รวม 24 คน ฯ เข้าตรวจสอบการทำงานของภาครัฐกรณี โรงงานกรีนเทอร์มินอล จำกัด ผู้ผลิต “ชีวมวลไม้อัดแท่ง” ที่ปล่อยมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ จนส่งผลกระทบชาวบ้านบ้านต้นม่วงหมู่ 1 ตำบลปงป่าหวายรอบๆ โรงงานในรัศมี 600 เมตร มีอาการป่วยทางเดินหายใจ และบางรายแพทย์แนะนำให้อพยพออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อความปลอดภัย โดยได้นัดหมายหน่วยงานรัฐที่ อาทิ อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่(ทสจ.แพร่) สาธารณสุขจังหวัดแพร่ ผู้บริหารเทศบาลตำบลปงป่าหวาย และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะการประชุมครั้งนี้ สส.พิมไจ นางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.แพร่ เขต 3 เดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อขอฟังสภาพปัญหาที่ทางราชการละเลยการบังคับใช้กฎหมาย และได้เข้าหารือหาต้นเหตุการณ์ปัญหาในห้องประชุมได้เปิดให้ทางราชการได้ชี้แจง

ทางโรงงานมีการก่อตั้งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาและเมื่อเกิดปัญหาเข้ามาแก้ไขอย่างไร ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ยืนยันว่า โรงงานถูกต้องทุกประการทั้งการขออนุญาตและไม่มีการปล่อยมลภาวะเกิดค่ามาตรฐาน ทาง ทสจ.แพร่ ก็ยืนยันว่าโรงงานแห่งนี้ขออนุญาตจากกรมโรงงานตามข้อ 34 (4) ให้ใช้ไม้นอกประเภทจำนวน 13 ชนิด ซึ่ง ทสจ.แพร่ได้เข้าตรวจถึง 2 ครั้ง พบมีเพียงไม้จามจุรีเป็นวัตถุดิบเท่านั้น และได้โชว์ภาพผ่านหน้าจอโปรเจ็คเตอร์ในห้องประชุม

ส่วนทางด้านสาธารณสุขจังหวัดแพร่ ได้กล่าวถึงมีผู้ป่วยทางเดินหายใจในบริเวณรอบๆ โรงงาน ได้ส่งรถตรวจคุณภาพอากาศก็พบว่ามีค่ามาตรฐาน ไม่เป็นอันตราย ทางศูนย์ดำรงธรรมจัวหวัดแพร่ ก็แจ้งว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายตามระเบียบทุกประการ ในส่วนของผู้ได้รับผลกระทบทางเทศบาลปงป่าหวาย ที่มารอฟังการพิจารณาของ ปปท.ภาค5 ซึ่งหลายคนไม่ได้เข้าฟังเป็นชาวบ้านห้ามเข้าฟังเพียงให้ส่งตัวแทนเข้าไปในห้องประชุมเท่านั้นในขณะที่ นางนงลักษณ์ ปลาเงิน ตัวแทนชาวบ้าน ได้กล่าวถึงความไม่ปกติในการก่อตั้งโรงงานจนเกิดมลภาวะในชุมชน โรงงานมีการขออนุญาตที่ผิดปกติ โดยเฉพาะ การรับฟังความคิดเห็นต่อชุมชนเพื่อก่อตั้งโรงงานในวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นแต่แจ้งว่าจะมาซื้อเศษไม้เหลือใช้ในชุมชนไปจำหน่ายต่อ (เศษไม้ในชุมชนคือไม้สัก)

หลังจากนั้นโรงงานขออนุญาตจากกรมโรงงาน ใบ รง. 4 ลำดับที่ 34 (4 ) ใบอนุญาตนี้ใช้ไม้นอกประเภทอยู่ในประเภทไม้ 13 ชนิดเท่านั้น ไม่มีไม้สัก จากนั้นได้นำเครื่องจักรมาเพิ่มเติมเพื่อบดอัดไม้เป็นไม้อัดแท่ง ในปี 2567 มีการแจ้งขอเพิ่มเครื่องจักรเป็น 800 แรงม้า วันที่ 7 สิงหาคม 2567 แต่ก็มิได้ขออนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องอาทิกฎหมายควบคุมมลภาวะ กฏหมายท้องถิ่นนางนงลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ตั้งโรงงานมายังไม่มีการขออนุญาตใบประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ( อภ.2 ) มาตั้งแต่เริ่มกิจการ ซึ่งผู้รักษากฎหมายไม่มีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายมานาน ถือเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีตัวแทนจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดแพร่ และธรรมมาภิบาลจังหวัดแพร่ เสนอให้ ปปท.เร่งดำเนินการตามกฎหมายเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง

หลังจากนั้นทางตัวแทนชาวบ้านได้นำเอกสารหลักฐานการระเมิดกฎหมาย การกระทำผิดกฎหมาย การละเว้นไม่บังคับใช้กฎหมาย รวบรวมเป็นเอกสารส่งให้กับ นายณัฏฐนันท์ บัวศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ3 และยื่นต่อนางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.แพร่ เขต 3 ต่อมา คณะ ปปท.ภาค 5 ได้เดินทางไปดูโรงงานเข้าพบ นายศักดา พรมเลิศ ผู้จัดการโรงงาน ภายในโรงงาน มีการหารือ หาทางออกร่วมกัน ปรากฏว่า โรงงานพยายามยืนยันว่าโรงงานสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน มีการจ้างแรงงานในชุมชน ในขณะที่แกนนำชาวบ้านยืนยันว่าจ้างแรงงานในชุมชนเพียง 1 รายเท่านั้น และที่สำคัญคือการรับซื้อไม้สักในชุมชน มีผู้ประกอบการไม้สักกว่า 200 รายที่โรงงานรับซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านต้องนำเศษไม้สักไปเผาทิ้งไม่ได้ประโยชน์ เป็นคำพูดของนายศักดากล่าวกับนายณัฏฐนันท์ และคณะ ปปท.ที่เข้าหารือ

ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ขัดต่อคำชี้แจงของ ทรัพยา กรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ในห้องประชุมอย่างชัดเจน ซึ่งผู้รับฟังจึงเข้าใจได้ว่า การชี้แจงในห้องประชุมเป็นเพียงข้อมูลตบตา ปปท. อย่างไม่เกรงกลัวความผิดใดๆจากสภาพปัญหาการระเมิดกฎหมายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่สนใจแม้แต่ คณะ ปปท. ถือว่าเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามทุจริตในวงราชการหลังจากที่ปปช.ภาค 5 ได้ลงพื้นที่รับทราบข้อมูลไปทั้งหมดแล้ว ชาวจังหวัดแพร่ต่างมีความกังวล กับเรื่องการศูนย์ราชการจังหวัดแพร่และการตรวจโรงงานไม้ที่เด่นชัย ซึ่งในเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ ปปท.5 แจ้งว่า ตอนนี้หน่วยงานเพิ่งส่งรายงานมา ที่ ปปท.5

ส่วนการลงพื้นที่นั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและป้องปรามการทุจริต ในที่ประชุมก็ได้มีข้อสังเกตข้อแนะนำไปแล้วตามที่เราได้ให้แต่ละฝ่ายชี้แจง ให้หน่วยงานได้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ส่วนเอกสารที่ได้รับมาทาง ปปท.5 จะขอตรวจเอกสารก่อนผู้สื่อข่าวขอแจ้งให้พี่น้องชาวแพร่ ที่ติดตามในเรื่องนี้ว่า ทางราชการมีขั้นตอนการทำงาน ขอให้วางใจกับหน่วยงานปปท. 5 ส่วนหน่วยงานในจังหวัดแพร่ ที่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองเรื่องนั้น อยู่ที่ข้อมูลและหลักฐานที่สำคัญคือ พฤติกรรมที่ผ่านมาว่า เป็นอย่างไรบ้าง ต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เชิญสิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ มอบแก่ผู้ประสบอัคคีภัย อินทร์บุรี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีเชิญสิ่งของพระราชทานจากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อมอบให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 3 หลังคาเรือน จากเหตุการณ์เพลิงไหม้

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยในพิธีมีข้าราชการและภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี, นายอำเภออินทร์บุรี, ผู้แทนปลัดจังหวัดสิงห์บุรี, สถานีตำรวจภูธรอินทร์บุรี, ผู้แทนท้องถิ่นจังหวัดสิงห์บุรี, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์ชัย, คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงจิตอาสาพระราชทาน

โดยมี นายณรงค์พันธ์ แจ่มจันทร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสิงห์บุรี ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายบรรเทาทุกข์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัดสิงห์บุรี เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย

ทั้งนี้ นอกจากการเชิญสิ่งของพระราชทานแล้ว หน่วยงานในจังหวัดสิงห์บุรียังได้ร่วมแรงร่วมใจมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม มีสำนักงานพัฒนาสังคมและมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสิงห์บุรี มอบเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน ครอบครัวละ 3,000 บาท พร้อมชุดสิ่งของอุปโภคบริโภค จากเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี และ

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สนง.ปภ.) มอบถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพการได้รับพระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่พสกนิกรผู้ประสบภัย

บุญเลิศ ผลอุดม หัวหน้าผู้สื่อข่าวจังหวัดสิงห์บุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทวงคืนที่หลวง! บุกพิสูจน์ “นายทุน-นักการเมือง” ฮุบที่หลวงสร้างสนามกอล์ฟ-สนามแข่งรถ รุกล้ำห้วยมุกบ้านดานคำไม่สนกฎหมาย

แชร์เนื้อหานี้

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ชมรมรักษ์มุกดาหาร นำโดย ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรม เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางชมรมได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี หลังได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านและข้าราชการในพื้นที่ กรณีมีนายทุนและนักการเมืองระดับบิ๊ก รวม 4 ราย เข้ากว้านซื้อที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิหลายร้อยไร่ในพื้นที่ บ้านดานคำ หมู่ 6 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองจังหวัดมุกดาหาร

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดินจำนวน 2 แปลง ร่วมกับเทศบาลตำบลมุก เจ้าหน้าที่กองช่าง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายรางวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดมุกดาหาร พบประเด็นความผิดปกติทางกฎหมาย คือ

บริเวณคลับเฮาส์สนามกอล์ฟหรู:ตรวจสอบพบว่าการปลูกสร้างอาคารอาจรุกล้ำแนวเขตสาธารณะ “ลำห้วยมุก” โดยวัดระยะจากริมตลิ่งพบว่าอาจมีการรุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้าม 6 เมตร ซึ่งหากตรวจสอบแล้วเป็นความจริงก็จะถือเป็นการละเมิดที่ดินสาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน

สนามแข่งรถสิงห์สองฝั่งพื้นที่กว่า 40 ไร่ พบว่าไม่มีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งยังมีการก่อสร้างอาคารระเบียงโดยไม่ได้ขออนุญาตปลูกสร้าง และมีการรุกล้ำแนวตลิ่งลำห้วยมุกในลักษณะเดียวกันคือ 6 เมตร

ทางชมรมรักษ์มุกดาหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดให้มีการตรวจสอบพิกัดแนวเขตที่ดินอย่างละเอียด พร้อมจี้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันตลอดจนดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย เพื่อทวงคืนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสําหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ให้กลับมาเป็นของส่วนรวมโดยเร็วที่สุด

ทวงคืนที่ดินหลวง #รักษ์มุกดาหาร #รุกล้ำห้วยมุก #ตรวจสอบนายทุน #มุกดาหาร #ข่าววันนี้ #กัดไม่ปล่อย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand #สำนักข่าวCIAประเทศไทย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมต.ยุติธรรมป้ายแดงลุยตำรวจรวมคุมเข้มการชนส่งน้ำมัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหารวมถึงแนวทางในการควบคุมน้ำมันที่ต้องขนส่งทางเรือ

โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. นำคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมคณะในการตรวจเยี่ยมและรับฟังข้อมูลในครั้งนี้พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า หลังจากที่ได้รับมอบหมายจาก

นาย อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้คุมเข้มและตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองลงพื้นที่ไปกรวดน้ำมันตามปั้มและคลังน้ำมันในพื้นที่ กทม.ชั้นในมาแล้ว โดยในวันนี้

จึงมาตรวจเยี่ยมทางตำรวจน้ำ ซึ่งจากการลงพื้นที่และที่ได้รับรายงาน พบว่ามีปัญหาเรื่องของน้ำมันเขียว ที่จะนำข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ พร้อมทั้งสั่งกำชับเฝ้าระวังการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบน้ำมันเขียวที่ลักลอบจำหน่ายผิดกฎหมาย

ในส่วนของการได้รับรายงานการพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมัน พบว่าเจ้าหน้าที่มีผลการจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง ซึ่งมีการจับกุมไปก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นยังมีการเข้าช่วยเหลือเรือประมงของเวียดนามที่เรือจมและสามารถช่วยชีวิตลูกเรือได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอยู่ในระหว่างประสานดำเนินการทางการทูตเพื่อส่งตัวกลับประเทศ

ในส่วนของการลักลอบน้ำมันเขียวเข้ามานั้น ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันเขียวมีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าปั้ม ทำให้อาจจะมีการลักลอบขนน้ำมันทางเรือ จึงต้องมีการเฝ้าระวังและคุมเข้มในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็เชื่อว่าทางด้านเรือประมงอาจจะต้องไปใช้น้ำมันบนภาคพื้นตามปกติ

ซึ่งในความห่วงใยของทางท่านรัฐมนตรีมีความห่วงใยที่อาจจะมีการลักลอบนำเอาน้ำมันภายในประเทศส่งออกไปนอกประเทศ ซึ่งในส่วนของตำรวจน้ำได้เพิ่มวงรอบในการตรวจและเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันต่างๆ

ซึ่งยังไม่พบการกระทำความผิดในส่วนของคลังน้ำมันแต่อย่างใด ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น พบว่าในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน มีการผลิตอย่างเต็มที่ 100 % เพื่อให้ทันต่อความต้องการในการใช้น้ำมันของประชาชน พร้อมทั้งผ่อนปนให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถรับส่งน้ำมันได้ตลอด24 ชั่วโมง

เพื่อเร่งขนส่งน้ำมันไปยังปั้มน้ำมันต่างๆทั่วประเทศ ส่วนปริมาณน้ำมันที่คลังน้ำมันมีการสต็อกไว้นั้น ได้ประสานทางคลังน้ำมันให้นำออกมาจำหน่ายให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นของทางผู้ประกอบการปั้มน้ำมัน

หากติดขัดปัญหาใดที่เกิดจากการขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันมายังปั้ม ก็ขอให้ประสานแจ้งปัญหานั้นมายังหน่วยงานอ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรวจจุดหลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบและรับฟังปัญหากับผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการแก้ปัญหาน้ำมันขาดปั้มมันที่ใดมีปัญหา สามารถร้องเรียนได้ที่หน่วยงานราชการใกล้บ้านท่านหรือสายด่วน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมทรัพยากรน้ำ ที่ 1 ตรวจติดตาม โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อยฯ ระยะ 2 จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

มอบหมายให้นายเวสารัช โสภณดิเรกรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

พร้อมด้วยนายสัณห์ เข็มประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ

นายประสิทธิ์ พัวทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงาน

ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อย พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ระยะที่ 2 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1

พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและช่างควบคุมงาน รายงานผลการดำเนินโครงการ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ตรวจ

ติดตามการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ของโครงการ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 97

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับสนับสนุนโครงการสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และบ้านแม่เหียะใน รวมทั้งเป็นแหล่ง

น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จำนวน 60 ครัวเรือน และสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ประมาณ 450 ไร่

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้กำชับให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 เร่งดำเนินงานตามแบบแปลนให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

ที่กำหนด ตลอดจนให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพงานและการดูแลรักษาความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำอย่างเคร่งครัด…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นักปกป้องสิทธิ์ แฉพิรุธ “ไฟสั่งได้” หวังจ่อฮุบ ป่าสงวนดงบังอี่ กว่า 383 ไร่ ระดมนักกฎหมายยับยั้ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง นำโดยนายวณัฐ โคสาสุ และตัวแทนชาวบ้านหมู่ 13 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

เข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุไฟป่าปริศนาลุกไหม้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 เมื่อวันที่ 1 และ 8 มีนาคมที่ผ่านมา จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่าไฟที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็น “การจงใจวางเพลิง” เนื่องจากสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันกำลังมีกรณีพิพาทกับบริษัท ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่กว่า 383 ไร่

เพื่อทำโครงการกังหันลม โดยชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าการเกิดไฟไหม้ครั้งนี้อาจเป็นความพยายามปรับสภาพพื้นที่ให้เข้าข่าย “ป่าเสื่อมโทรม” ตามระเบียบของกรมป่าไม้ เพื่อให้ง่ายต่อการขออนุญาตและทำไม้ออกลัดขั้นตอน

แหล่งข่าวจากชุมชนเผยว่า ก่อนเกิดไฟไหม้ครั้งล่าสุด มีผู้พบเห็นบุคคลต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ และก่อนหน้านี้ในวันที่ 27 มกราคม ยังพบเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาถากต้นไม้และประทับตัวเลข ซึ่งเป็นการกระทำที่ข้ามขั้นตอนกฎหมายในขณะที่โครงการยังไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างถูกต้อง

นายวณัฐ โคสาสุ ทนายความระบุว่า “หลังจากนี้จะนำเรื่องเข้าหารือกับผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อหาทางยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกรุกรานไปมากกว่านี้”

ขณะที่กลุ่มชาวบ้านประกาศจัดเวรยามเฝ้าระวังไฟป่าตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรักษาป่าผืนสุดท้ายของชุมชนไว้
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อนุรักษ์ป่าภูยูง #เซฟป่ามุกดาหาร #ป่าดงบังอี่ #หยุดฟอกป่าเสื่อมโทรม #กังหันลมรุกป่า #ทนายความ #นักปกป้องสิทธิมนุษยชน #ข่าวสิ่งแวดล้อม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /เกิดอุบัติเหตุเครื่องเล่นปลาหมึกหลุด ด.ญ. 14 บาดเจ็บ 2 รายในงานย่าโมครบุรีโคราช

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – วันที่ 5 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีการโพสต์แชร์ผ่านโลกโซเชียลกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องเล่นปลาหมึก ภายในงานฉลองชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา

เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกับทางนายปริวาส ชัยเลิศ นายอำเภอครบุรี ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องเล่นประเภทปลาหมึก (เนื่องจากมีลักษณะคล้ายตัวปลาหมึก มีที่นั่งอยู่บริเวณขาลักษณะคล้ายหนวดปลาหมึก ) เกิดหลุดจากแท่นยึด เบื้องต้น

พบว่า มีน๊อต 1 ตัว ของที่นั่งเครื่องเล่นหลวมคลายตัว หลุดออกจากแท่นยึด ทำให้ที่นั่งเอียงลงมาเตะกับพื้น ทำให้ผู้เล่นเครื่องเล่น ได้รับบาดเจ็บ เป็นเด็กหญิง 2 ราย อายุประมาณ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุได้นำตัวส่งโรงพยาบาลครบุรี เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีการแตกหักของกระดูกแต่อย่างใด มีเพียงอาการฟกซ้ำและแผลถลอกบริเวณแขนและขาเล็กน้อย ซึ่งทางแพทย์ได้อนุญาตให้เด็กทั้ง 2 ไปพักดูอาการที่บ้าน

แต่เนื่องจากครอบครัวของเด็กทั้งสอง เห็นว่ามีการกระแทกจากแรงเหวี่ยงของเครื่องเล่น จึงมีความกังวลว่าอาจจะมีการบาดเจ็บภายใน จึงอยากให้ส่งตัวไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ทุกหน่วยงานรวมถึงเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงาน ก็เห็นตรงกันว่าควรที่ส่งตัวน้องทั้ง 2 ไปให้แพทย์คอยดูแลและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลมหาราชเพื่อความแน่ใจ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงานพร้อมเป็นผู้ดูแล

ส่วนเครื่องเล่นที่เกิดเหตุหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นทางนายอำเภอครบุรี ได้มีการสั่งระงับไม่ให้ใช้เครื่องเล่นทั้งหมด จากนั้นในช่วงสายที่ผ่านมา( 5 มี.ค.69 ) ทางผู้อำนวยการกองช่างจากเทศบาลตำบลแชะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องที่ท้องถิ่น ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าเครื่องเล่นที่เป็นปัญหา มีอุปกรณ์บางส่วนเกิดการชำรุดและต้องทำการเปลี่ยนใหม่

โดยจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญเดินทางเข้ามาทำการซ่อมแซมแก้ไขเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกิดการชำรุดและสงสัยทั้งหมด และเมื่อทำการซ่อมแซมเสร็จแล้วทางคณะกรรมการตรวจสอบของท้องที่ก็จะเข้าทำการตรวจสอบซ้ำโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาว่าควรที่จะเปิดให้บริการต่อหรือไม่ ส่วนเครื่องเล่นชนิดอื่นอาทิม้าหมุน และชิงช้าสวรรค์ ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าคุณแจ้ ช่วยผู้ประสบภัยไฟไหม้ชุมชนวัดโยธินฯ มอบเงิน–สิ่งของเยียวยา 7 ครัวเรือน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ภายในซอยชุมชนวัดโยธินประดิษฐ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลสำโรง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

รวมจำนวน 7 หลังคาเรือน แบ่งเป็นเสียหายทั้งหลัง 4 หลังคาเรือน และเสียหายบางส่วนอีก 3 หลังคาเรือน ส่งผลให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนรวม 31 คน โดย”เจ้าคุณแจ้” ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพัดลม ข้าวสาร อาหารแห้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่ม ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ทั้ง 7 ครอบครัว

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และสร้างขวัญกำลังใจให้สามารถกลับมาตั้งหลักและดำรงชีวิตต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมอบเงินให้พี่ๆ ทหารจากกองทัพเรือ ที่มาช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “บ้านใหม่ เติมพลังชีวิต” สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ผนึกกำลังรัฐ–เอกชน มอบบ้านปรับสภาพแวดล้อมเพื่อคนพิการ กลางบางขุนเทียน

แชร์เนื้อหานี้

25 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีมอบบ้านที่ได้รับการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ จำนวน 1 หลัง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ชุมชนเชื่อมสัมพันธ์ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ

การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง
• กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
• กองทัพบก
• ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย เหมาะสม และเอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

🔹 กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย

  1. มอบอาหาร “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” โดยสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
  2. ให้คำปรึกษาและออกบัตรประจำตัวคนพิการ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  3. บริการทันตกรรม และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
  4. บริการตัดผม โดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

ภายในพิธีได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ
ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
นางหฤทัย ศิริสินอุดมกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 และโฆษกกองทัพภาคที่ 1
นางปิยวรรณ จองวิวัฒสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน
นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน