คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมต.ยุติธรรมป้ายแดงลุยตำรวจรวมคุมเข้มการชนส่งน้ำมัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่กองบังคับการตำรวจน้ำ ที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหารวมถึงแนวทางในการควบคุมน้ำมันที่ต้องขนส่งทางเรือ

โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. นำคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมคณะในการตรวจเยี่ยมและรับฟังข้อมูลในครั้งนี้พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า หลังจากที่ได้รับมอบหมายจาก

นาย อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้คุมเข้มและตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองลงพื้นที่ไปกรวดน้ำมันตามปั้มและคลังน้ำมันในพื้นที่ กทม.ชั้นในมาแล้ว โดยในวันนี้

จึงมาตรวจเยี่ยมทางตำรวจน้ำ ซึ่งจากการลงพื้นที่และที่ได้รับรายงาน พบว่ามีปัญหาเรื่องของน้ำมันเขียว ที่จะนำข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ พร้อมทั้งสั่งกำชับเฝ้าระวังการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบน้ำมันเขียวที่ลักลอบจำหน่ายผิดกฎหมาย

ในส่วนของการได้รับรายงานการพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมัน พบว่าเจ้าหน้าที่มีผลการจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเขียวให้กับเรือประมง ซึ่งมีการจับกุมไปก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นยังมีการเข้าช่วยเหลือเรือประมงของเวียดนามที่เรือจมและสามารถช่วยชีวิตลูกเรือได้อย่างปลอดภัย ซึ่งอยู่ในระหว่างประสานดำเนินการทางการทูตเพื่อส่งตัวกลับประเทศ

ในส่วนของการลักลอบน้ำมันเขียวเข้ามานั้น ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันเขียวมีราคาสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าปั้ม ทำให้อาจจะมีการลักลอบขนน้ำมันทางเรือ จึงต้องมีการเฝ้าระวังและคุมเข้มในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้ก็เชื่อว่าทางด้านเรือประมงอาจจะต้องไปใช้น้ำมันบนภาคพื้นตามปกติ

ซึ่งในความห่วงใยของทางท่านรัฐมนตรีมีความห่วงใยที่อาจจะมีการลักลอบนำเอาน้ำมันภายในประเทศส่งออกไปนอกประเทศ ซึ่งในส่วนของตำรวจน้ำได้เพิ่มวงรอบในการตรวจและเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันและโรงกลั่นน้ำมันต่างๆ

ซึ่งยังไม่พบการกระทำความผิดในส่วนของคลังน้ำมันแต่อย่างใด ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบนั้น พบว่าในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน มีการผลิตอย่างเต็มที่ 100 % เพื่อให้ทันต่อความต้องการในการใช้น้ำมันของประชาชน พร้อมทั้งผ่อนปนให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถรับส่งน้ำมันได้ตลอด24 ชั่วโมง

เพื่อเร่งขนส่งน้ำมันไปยังปั้มน้ำมันต่างๆทั่วประเทศ ส่วนปริมาณน้ำมันที่คลังน้ำมันมีการสต็อกไว้นั้น ได้ประสานทางคลังน้ำมันให้นำออกมาจำหน่ายให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นของทางผู้ประกอบการปั้มน้ำมัน

หากติดขัดปัญหาใดที่เกิดจากการขนส่งน้ำมันจากคลังน้ำมันมายังปั้ม ก็ขอให้ประสานแจ้งปัญหานั้นมายังหน่วยงานอ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรวจจุดหลังจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสอบและรับฟังปัญหากับผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการแก้ปัญหาน้ำมันขาดปั้มมันที่ใดมีปัญหา สามารถร้องเรียนได้ที่หน่วยงานราชการใกล้บ้านท่านหรือสายด่วน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมทรัพยากรน้ำ ที่ 1 ตรวจติดตาม โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อยฯ ระยะ 2 จ.เชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

มอบหมายให้นายเวสารัช โสภณดิเรกรัตน์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

พร้อมด้วยนายสัณห์ เข็มประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอนุรักษ์ พัฒนา และฟื้นฟูแหล่งน้ำ

นายประสิทธิ์ พัวทวี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารจัดการน้ำ และคณะทำงาน

ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อย พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ระยะที่ 2 ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนางสาวสุพัดสอน สีมืด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1

พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุและช่างควบคุมงาน รายงานผลการดำเนินโครงการ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ตรวจ

ติดตามการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ของโครงการ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าการดำเนินงานร้อยละ 97

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่า 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับสนับสนุนโครงการสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ และบ้านแม่เหียะใน รวมทั้งเป็นแหล่ง

น้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จำนวน 60 ครัวเรือน และสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้รับประโยชน์ประมาณ 450 ไร่

ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้กำชับให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 เร่งดำเนินงานตามแบบแปลนให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

ที่กำหนด ตลอดจนให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพงานและการดูแลรักษาความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำและระบบส่งน้ำอย่างเคร่งครัด…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นักปกป้องสิทธิ์ แฉพิรุธ “ไฟสั่งได้” หวังจ่อฮุบ ป่าสงวนดงบังอี่ กว่า 383 ไร่ ระดมนักกฎหมายยับยั้ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง นำโดยนายวณัฐ โคสาสุ และตัวแทนชาวบ้านหมู่ 13 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

เข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุไฟป่าปริศนาลุกไหม้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 เมื่อวันที่ 1 และ 8 มีนาคมที่ผ่านมา จนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่าไฟที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่เป็น “การจงใจวางเพลิง” เนื่องจากสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันกำลังมีกรณีพิพาทกับบริษัท ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่กว่า 383 ไร่

เพื่อทำโครงการกังหันลม โดยชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าการเกิดไฟไหม้ครั้งนี้อาจเป็นความพยายามปรับสภาพพื้นที่ให้เข้าข่าย “ป่าเสื่อมโทรม” ตามระเบียบของกรมป่าไม้ เพื่อให้ง่ายต่อการขออนุญาตและทำไม้ออกลัดขั้นตอน

แหล่งข่าวจากชุมชนเผยว่า ก่อนเกิดไฟไหม้ครั้งล่าสุด มีผู้พบเห็นบุคคลต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่ และก่อนหน้านี้ในวันที่ 27 มกราคม ยังพบเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาถากต้นไม้และประทับตัวเลข ซึ่งเป็นการกระทำที่ข้ามขั้นตอนกฎหมายในขณะที่โครงการยังไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างถูกต้อง

นายวณัฐ โคสาสุ ทนายความระบุว่า “หลังจากนี้จะนำเรื่องเข้าหารือกับผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อหาทางยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกรุกรานไปมากกว่านี้”

ขณะที่กลุ่มชาวบ้านประกาศจัดเวรยามเฝ้าระวังไฟป่าตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรักษาป่าผืนสุดท้ายของชุมชนไว้
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

อนุรักษ์ป่าภูยูง #เซฟป่ามุกดาหาร #ป่าดงบังอี่ #หยุดฟอกป่าเสื่อมโทรม #กังหันลมรุกป่า #ทนายความ #นักปกป้องสิทธิมนุษยชน #ข่าวสิ่งแวดล้อม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /เกิดอุบัติเหตุเครื่องเล่นปลาหมึกหลุด ด.ญ. 14 บาดเจ็บ 2 รายในงานย่าโมครบุรีโคราช

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – วันที่ 5 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีการโพสต์แชร์ผ่านโลกโซเชียลกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องเล่นปลาหมึก ภายในงานฉลองชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี ประจำปี พ.ศ.2569 ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา

เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกับทางนายปริวาส ชัยเลิศ นายอำเภอครบุรี ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจริงเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเครื่องเล่นประเภทปลาหมึก (เนื่องจากมีลักษณะคล้ายตัวปลาหมึก มีที่นั่งอยู่บริเวณขาลักษณะคล้ายหนวดปลาหมึก ) เกิดหลุดจากแท่นยึด เบื้องต้น

พบว่า มีน๊อต 1 ตัว ของที่นั่งเครื่องเล่นหลวมคลายตัว หลุดออกจากแท่นยึด ทำให้ที่นั่งเอียงลงมาเตะกับพื้น ทำให้ผู้เล่นเครื่องเล่น ได้รับบาดเจ็บ เป็นเด็กหญิง 2 ราย อายุประมาณ 14 ปี ได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุได้นำตัวส่งโรงพยาบาลครบุรี เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่พบว่ามีการแตกหักของกระดูกแต่อย่างใด มีเพียงอาการฟกซ้ำและแผลถลอกบริเวณแขนและขาเล็กน้อย ซึ่งทางแพทย์ได้อนุญาตให้เด็กทั้ง 2 ไปพักดูอาการที่บ้าน

แต่เนื่องจากครอบครัวของเด็กทั้งสอง เห็นว่ามีการกระแทกจากแรงเหวี่ยงของเครื่องเล่น จึงมีความกังวลว่าอาจจะมีการบาดเจ็บภายใน จึงอยากให้ส่งตัวไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งในโรงพยาบาลประจำจังหวัด ทุกหน่วยงานรวมถึงเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงาน ก็เห็นตรงกันว่าควรที่ส่งตัวน้องทั้ง 2 ไปให้แพทย์คอยดูแลและตรวจสอบอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ที่โรงพยาบาลมหาราชเพื่อความแน่ใจ ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดทางเจ้าของเครื่องเล่นและผู้จัดงานพร้อมเป็นผู้ดูแล

ส่วนเครื่องเล่นที่เกิดเหตุหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นทางนายอำเภอครบุรี ได้มีการสั่งระงับไม่ให้ใช้เครื่องเล่นทั้งหมด จากนั้นในช่วงสายที่ผ่านมา( 5 มี.ค.69 ) ทางผู้อำนวยการกองช่างจากเทศบาลตำบลแชะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องที่ท้องถิ่น ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่าเครื่องเล่นที่เป็นปัญหา มีอุปกรณ์บางส่วนเกิดการชำรุดและต้องทำการเปลี่ยนใหม่

โดยจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญเดินทางเข้ามาทำการซ่อมแซมแก้ไขเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกิดการชำรุดและสงสัยทั้งหมด และเมื่อทำการซ่อมแซมเสร็จแล้วทางคณะกรรมการตรวจสอบของท้องที่ก็จะเข้าทำการตรวจสอบซ้ำโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาว่าควรที่จะเปิดให้บริการต่อหรือไม่ ส่วนเครื่องเล่นชนิดอื่นอาทิม้าหมุน และชิงช้าสวรรค์ ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าคุณแจ้ ช่วยผู้ประสบภัยไฟไหม้ชุมชนวัดโยธินฯ มอบเงิน–สิ่งของเยียวยา 7 ครัวเรือน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ภายในซอยชุมชนวัดโยธินประดิษฐ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลสำโรง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

รวมจำนวน 7 หลังคาเรือน แบ่งเป็นเสียหายทั้งหลัง 4 หลังคาเรือน และเสียหายบางส่วนอีก 3 หลังคาเรือน ส่งผลให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนรวม 31 คน โดย”เจ้าคุณแจ้” ได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพัดลม ข้าวสาร อาหารแห้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และน้ำดื่ม ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือน ทั้ง 7 ครอบครัว

เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และสร้างขวัญกำลังใจให้สามารถกลับมาตั้งหลักและดำรงชีวิตต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมอบเงินให้พี่ๆ ทหารจากกองทัพเรือ ที่มาช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “บ้านใหม่ เติมพลังชีวิต” สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ผนึกกำลังรัฐ–เอกชน มอบบ้านปรับสภาพแวดล้อมเพื่อคนพิการ กลางบางขุนเทียน

แชร์เนื้อหานี้

25 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีมอบบ้านที่ได้รับการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ จำนวน 1 หลัง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ณ ชุมชนเชื่อมสัมพันธ์ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ

การดำเนินงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง
• กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
• กองทัพบก
• ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย เหมาะสม และเอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

🔹 กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย

  1. มอบอาหาร “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” โดยสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
  2. ให้คำปรึกษาและออกบัตรประจำตัวคนพิการ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  3. บริการทันตกรรม และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
  4. บริการตัดผม โดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

ภายในพิธีได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ
ดร.ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ
นางหฤทัย ศิริสินอุดมกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 และโฆษกกองทัพภาคที่ 1
นางปิยวรรณ จองวิวัฒสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน
นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อุกอาจ! คนหัวหมอลักลอบเปิดพื้นที่คอนโดฯเจ้าปัญหาให้บริการจอดรถหารายได้ นายกพัทยาสั่งฟันฉับเอาผิดทันที

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 ก.พ.69 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาร้องเรียนหลังประชาชนจนมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ กรณีมีการเปิดพื้นที่วอเตอร์ฟร้อนต์ คอนโดมิเนี่ยม คอนโดมิเนี่ยมเจ้าปัญหาริมอ่าวบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ให้บริการรับจอดรถโดยมีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายทั้งที่เป็นพื้นที่สาธารณะ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าภายในอาคารคอนโดมิเนี่ยมดังกล่าวมีการเปิดให้รถยนต์เข้าไปใช้บริการจอดรถยนต์บริเวณชั้น 1 และชั้น 2 จำนวนหลายคัน เบื้องต้นพบการกระทำความผิดอย่างชัดเจนอุกอาจและชัดเจนเนื่องด้วยเป็นพื้นที่ที่เมืองพัทยาออกหนังสือสั่งห้ามใช้อาคาร กำลังด้วยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีชี้ชัดเรื่องของการออกโฉนด หลังได้มีการดำเนินการตามกระบวนกฎหมายมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หลังจากมีการร้องเรียนถึงกระแสดังกล่าวจึงประสานผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งต้องแบ่งเป็น 2 กรณีคือ เรื่องของที่ดินที่มีปัญหาการครอบครองกันมานาน ซึ่งเมืองพัทยาได้ทำเรื่องเป็นสาธารณะอยู่ แต่ในสารบบของที่ดินยังเป็นที่ครอง ผู้ครอบครองเดิมจึงยังคงใช้พื้นที่จนกว่ารอคำสั่งพิจารณาจากสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี โดยหลังจากนี้จะให้กลุ่มงานกฎหมายเมืองพัทยาทำเรื่องไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีให้แจ้งข้อมูลไปยังผู้ครอบครอง โดยผู้ครอบครองเองก็มีความประสงค์จะมอบที่ดินบริเวณดังกล่าวให้เมืองพัทยา แต่ไม่สามารถรับได้เพราะเราเชื่อว่าเป็นที่ดินสาธารณะ

ส่วนเรื่องที่สองเรื่องของอาคารที่มีการก่อสร้างไม่ตรงแบบ โดยทาง ปปช.ชี้ว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ และอยู่ระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีจะชี้ชัดว่าออกโดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่าออกโดยมิชอบจริงก็ให้ทางเอกชนเป็นผู้ทำการรื้อถอน ถ้าออกโดยชอบให้มายื่นดัดแปลงอาคาร ทั้งนี้คำสั่งห้ามใช้อาคารดังกล่าวดำเนินการมาตั้งแต่ปี 67 แต่พบว่ามีการละเมิดคำสั่ง มีการให้นำรถยนต์เข้ามาจอดซึ่งเป็นอันตราย นายกเมืองพัทยาจึงมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่สพนักงานช่างเมืองพัทยาไปแจ้งความบันทึกประจำวันเพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องในทันที

มิตรสหายร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบ 70 ปี “วิเชียร แสงแก้ว” นักข่าวช่องมากสีรุ่นลายครามเมืองพัทยา

ค่ำวันที่ 23 ก.พ.69 ที่ร้านยักษ์ใหญ่แดนใต้ พัทยา คนอบครัวแสงแก้ว ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายวิเชียร แสงแก้ว ผู้สื่อข่าวช่อง 7 สี ประจำเมืองพัทยา หรือ ป๋าเชียร ครบ 70 ปีบริบูรณ์ ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเพื่อนฝูงมากมายหลายจากวงการในเมืองพัทยาร่วมแสดงความยินดี อาทิ

นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายสุรศักดิ์ ทุมมานนท์ นักข่าวอาวอาวุโสเมืองพัทยา นายอนันต์ กิ่งสร นายกสมาคมผู้สื่อข่าว่อง 3 ภาคตะวันออก และนายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา

ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดเลี้ยงอาหารค่ำมากมายหลายเมนู พร้อมเครื่องดื่มให้ผู้มาร่วมงานได้ผ่อนคลาย โดยในพิธีการเป่าเค้กฉลองวันเกิด ท่ามกลางผู้มีเกียรติจำนวนมาก อาทิ นายมีชัย อินทร์พิทักษ์

ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายภูเดชา วิทยาธนะกุล คณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายสุรศักดิ์ ทุมมานนท์ นักข่าวอาวุโสเมืองพัทยา นายอนันต์ กิ่งสร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวช่อง 3 ภาคตะวันออก และนายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา

สำหรับนายวิเชียร แสงแก้ว ผู้สื่อข่าวช่อง 7 สี ประจำเมืองพัทยา หรือ ป๋าเชียร ช่อง 7 พัทยา เป็นผู้สื่ออาวุโสคนหนึ่งในเมืองพัทยา ที่มีผลงานการนำเสนอข่าวมาอย่างโชกโชนในวงการงานข่าวโทรทัศน์มากว่า 30 ปี ถือเป็นนักข่าวผู้มากประสบการณ์จนเป็นที่นับถือและเป็นที่รู้จักของนักข่าวรุ่นใหม่และคนในสังคมพัทยาเป็นอย่างมาก

ฆ้องร้องทุกข์ไม่อยากเห็น ภาพแบบนี้ ภาพเยาวชนเล่นพนัน เป็นไปได้อย่างไรในงานพ่อขุน เม็งราย

แชร์เนื้อหานี้

ปีนี้พนันเพียบ เจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยไม่มีการเข้าเตือน ผู้ประกอบการ ถึงท่านผู้มีอำนาจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่าปล่อยให้ผ่านไปเลยนะครับ..

การพนันปาเป้าปาโป่งมีช่วงเทศกาลงานประจำปีต่างๆของบ้านเราอยู่แทบทุกที่ผิดครับการพนันเเบบป่าเป้าและและปาโป่งยิงตุ๊กตาเป็นการกระทำผิดกฎหมายมาตรา 4 และมาตรา 40 อัตราประกอบด้วยมาตรา 5 และมาตรา 12 แห่งการพนัน 2478

ซึ่งตามพระราชบัญญัติการพนันนี้มาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่าผู้ใดจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือการพนันในการเล่น

เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ทราบทางหน่วยงานในพื้นที่ปล่อยให้เล่นได้ อย่างไรอย่างภาพที่นำมาลงนี้เป็นงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชที่สนามบินเก่าอำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย

แบบนี้ถือว่าป่ลอยประละเลยนะครับถามมายังท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายนายอำเภอเมืองเชียงรายช่วยตอบให้ประชาชนหายข้องใจด้วยครับ

ภาพ/ข่าวโดย..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย สนธิกำลังจับขบวนการลักลอบตัดไม้มีค่า/นายอำเภอพาน ย้ำนโยบาย ป้องกันปราบปราม การแพร่ระบาดยาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ม.ค. 2569 เจ้าหน้าที่หน่วยบูรณาการฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยดำเนินการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณป่าสันดอยห้วยอมแฮด-ห้วยยางครก

พบรถกระบะต้องสงสัยกำลังขับออกจากพื้นที่ จึงแสดงตัวเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจสอบ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัย รวมจำนวน 4 คน ได้หลบหนีการเข้าตรวจสอบ

จึงเข้าตรวจยึดรถยนต์กระบะ พบไม้ประดู่ป่าแปรรูป 5 แผ่น จึงได้วางกำลังเพื่อขยายผล ต่อมา ในวันที่ 22 ม.ค. 2569 หน่วยบูรณาการฯได้ตรวจสอบขยายผลในพื้นที่ใกล้เคียง พบเลื่อยโซ่ยนต์และติดตามร่องรอยขนย้ายไม้

จนกระทั่งพบไม้ประดู่เพิ่ม 14 แผ่น เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางและรถกระบะเป็นหลักฐาน ส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขยายผลต่อไป..

เชียงราย นายอำเภอพาน ย้ำนโยบาย ป้องกันปราบปราม การแพร่ระบาดยาเสพติด กำชับกำนัน ผู้ใหญ่ ปกครองท้องที่ 15 ตำบล236หมู่ ต้องสอดส่องรายงานข่าว สั่งเด็ดขาดห้ามเข้ายุ่งเกี่ยว เสนอแนวทางสร้างชุมชนเข้มแข็ง เร่งสร้างภูมิคุ้มกันจากครอบครัวต้านยาเสพติด

เมื่อวันที่ 21มกราคม2569ที่ห้องทำงาน นายอุดม ปกป้องวรกุล นายอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ได้กล่าวถึงแนวทางของการทำงานด้านป้องกัน ป้องปราบ ปราบปราม กับผู้ที่เข้ายุ่งเกี่ยวยาเสพติดโดยการค้า เสพในเขตอำเภอพานในสถานการณ์ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดหนัก มีการลักลอบนำเข้าผ่านอำเภอชายแดนเจ้าหน้าที่จับได้เป็นจำนวนมาก

ในส่วนของอำเภอพานเป็นอำเภอไม่ติดกับแนวชายแดน แต่ก็ยังปรากฏการแพร่ระบาดดังนั้นในการทำงานด้านความมั่นคง ภาพรวมของอำเภอพานที่ผ่านมา ได้สั่งการไปยังฝ่ายปกครองว่าห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องยาเสพติด หากปรากฏหลักฐานขอให้เลิกกลับตัวกลับใจ แต่ถ้าเลิกไม่ได้ขอให้พิจารณาตนลาออก เนื่องจากถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน

ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่15ธันวาคม2568 ไม่นานได้ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านเพียงครั้งเดียว ยังไม่ลงลึกในรายละเอียดนโยบายแต่ก็ได้สั่งการพ้อเป็นแนวทางการทำงานให้ฝ่ายปกครอง ได้เน้นถึงการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อต่อต้านยาเสพติด โดยประการสำคัญ ต้องสร้างเข้มแข็งมาจากฐานรากคือสถาบันครอบครัว

ต้องเข้มแข็งต้านไม่เอายาเสพติดอย่างเด็ดขาด จากนั้นจึงจะเป็นพลังความเข้มแข็งหรือเป็นภูมิคุ้มกัน ของชุมชน เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันกวาดบ้านให้สะอาด เราได้ทำงานร่วมกันกับตำรวจ โดยทั้งสองฝ่ายได้นำข้อมูลแต่ละฝ่ายมารวมกันและเพื่อให้งาน

เดินไปตามเป้าหมายและแม่นยำตรงกัน ส่วนเรื่องปัญหายาเสพติดเชื่อว่ายังไม่หมดสิ้นตราบใดที่โรงงานผลิตยังไม่หยุด ถึงแม่เราจะไม่ผลิตก็ตาม ยาเสพติดยังอยู่ในสังคม ที่สำคัญการสร้างภูมิคุ้มกันจากครอบเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ธนกิจวรรณมณี

ทีมงานข่าวกองบก #รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระราชทานเพลิงศพ 3 ร่าง ครอบครัว “แท่งทอง” พี่ชาย น้องกาโตะ ยัน 10 ล้าน ก็เลือกกับการสูญเสียไม่ได้

แชร์เนื้อหานี้

***จากกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ถูกรถเครนซึ่งใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่พังถล่มลงมาทับขบวนรถ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ขบวนรถตกรางและเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในเหตุการณ์ดังกล่าว ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก

ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะเดินทางมากับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 จากกรุงเทพมหานคร มายังจังหวัดศรีสะเกษ หลังไปจดทะเบียนสมรสที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 ซึ่งจดได้เพียง 1 วัน ก่อนมาประสบเหตุเสียนชีวิตดังกล่าว***ล่าสุดวันนี้ (21 ม.ค. 69) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง บ้านโนนคูณ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านที่จัดพิธีบำเพ็ญกุศลของ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ผู้เสียชีวิตจากเหตุเครนหล่นทับรถไฟครั้งนี้ โดยคณะญาติๆ ได้มีการทำพิธีขอขมาศพ ก่อนจะพากันเคลื่อนศพทั้ก่อนจะพากันเคลื่อนศพทั้งสองร่างมายัง วัดบ้านแต้ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพกรณีพิเศษ ท่ามกลางความโศกเศร้าของแม่ พี่น้อง และญาติๆ

***ซึ่งก่อนจะเคลื่อศพไปยังวัดบ้านแต้ ด้าน นางวิไล แท่นทอง แม่ของนายสมจิตร (ผู้เสียชีวิต) ไปดูรูปถ่ายของ นายสมจิตร แท่นทอง (ลูกชาย), นางนรินทร แท่งทอง (ลูกสะใภ้) และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง (หลานชาย) ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จากวันที่ตนต้องสูญเสียลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชาย น้องกาโตะ ไปจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟ ทุกวันนี้ตนยังทำใจไม่ได้ รู้สึกเสียใจมากข้าวก็กินไม่ลง กินข้าวกับแตงโมได้แค่ 2-3 คำ

***ก่อนที่ลูกจะเสียชีวิตเหมือนมีลางบอกเหตุมีก้อนหินมาตกใส่หลังคา หมาที่ตนเลี้ยงไว้ก็เห่าหน้าประตูเหมือนลูกชายจะเข้ามาหาแต่เปิดประตูเข้ามาหาไม่ได้ โดยวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่ตนจะต้องบอกลาร่างลูกชายลูกสะใภ้และหลาน ตนอยากให้ทุกคนไปสู่ภพภูมิที่ดี ไปสู่สรวงสวรรค์ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้ลูกหลานกลับมาเกิดเป็นลูกหลานของตนอีก อย่าให้หลานชายน้องกาโตะไม่มีโรคภัยเหมือนอย่างชาตินี้ อยากบอกลูกชายว่าไม่ต้องเป็นห่วงแม่นะ

***ในส่วนของเรื่องเงินเยียวยาตนปล่อยให้เป็นลูกชายอีกคนดูแล ตนขอให้เคสของครอบครัวตนเป็นเคสสุดท้ายตนไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับครอบครัวใดอีก เพราะเหตุที่เกิดขึ้นจากผู้รับเหมา บริษัทอิตาเลียนไทย เกิดขึ้นหลายครั้งจนทำให้ต้องสูญเสียชีวิตคนไปหลายชีวิตแล้ว อยากให้ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสุดท้ายเพราะถ้าเกิดเหตุแบบนี้กับใคร ให้มองว่าใครเขาก็ต้องเสียใจเพราะทุกคนก็รักชีวิตตัวเอง ***โดยเมื่อศพมาถึงได้มีการทำพิธีหลอก เนื่อจากทั้ง 3 ศพ เป็นศพตายโหง ซึ่งตามประเพณีศพตายโหงจะต้องฝังไว้ 1 ปี แต่ครั้งนี้มีการพระราชทางเพลิงเลยต้องทำพิธีหลอก ด้วยการสมมุติว่าจะกำลังฝัง แล้วมีพระภิกษุ เดินมารอไม่ให้ฝังได้ไหม เอาไปเผาดีกว่า (ขอบิณฑบาต) เกิดอะไรขึ้นจะขอรับเอง ชาวบ้านจึงให้ แล้วนำไปฌาปนกิจนทมประเพณี

***ทั้งนี้ก่อนช่วงพิธีพระราชทานเพิลงศพกรณีพิเศษ มี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินทางมาร่วมพิธีพระราชเพลิงศพในครั้งนี้ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตจากเหตุอันตรายในการเดินรถ จำนวน 340,000 บาท
***นอกจากนี้มี นายจริยะ วงศ์ถ้วยทอง รองประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ทำโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด พร้อมคณะ เดินทางมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้ด้วย

***ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ราชพิธี จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ได้อัญเชิญกล่องไฟพระราชทานมายังเมรุวัดป่าพรหมนิมิต เจ้าหน้าที่อ่านหมายรับสั่ง ญาติอ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เจ้าหน้าที่อ่านประวัติผู้วายชนม์ ก่อนที่ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานในพิธี มอบเงินพระราชทาน รายละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ต่อมาประธานในพิธีขึ้นวางผ้าไตร ประธานจุดไฟพระราชทาน วางดอกไม้จันทร์พระราช และผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ วางดอกไม้จันทร์ส่วนตัว พระสงฆ์ แขกผู้มีเกียรติ ครอบครัว ลูกๆ และญาติพี่น้อง ร่วมขึ้นวางดอกไม้จันทร์ ก่อนจะได้นำร่างผู้เสียชีวิตประกอบพิธีฌาปนกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่โศกเศร้าอาลัยการจากไปของ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ที่เสียชีวิตในครั้งนี้

***ทั้งนี้เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการพระราชทานเพลิงศพ แก่ นายสมจิตร แท่นทอง , นางนรินทร แท่งทอง และ ด.ช. ณัชสภณ แท่งทอง พ่อแม่ลูก ณ วัดบ้านแต้ ตำบลแต้ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสียอย่างยิ่ง ***ด้าน นายอนาวิน สิงห์ลอ อายุ 27 ปี เป็นพี่ชายของน้องกาโตะ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันฌาปนกิจศพพ่อแม่และน้องของตน ตนอยากบอกกับทุกคนว่าขอให้ทุกคนไปสู่สุคติไปสู่ภพภูมิที่ดี ตนอยากบอกให้ทั้ง 3 คนจับมือกันไปสู่สรวงสวรรค์ ในส่วนของการเยียวยาตอนนี้มีเพียงส่วนที่ทำศพส่วนอื่นไม่รู้จะได้ตอนไหน เงินเยียวยาที่บริษัทจะให้มาและส่วนที่เหลือนั้นจะเป็นตัวแทนของย่าที่จะต้องคุยกันต่อ

***ตอนนี้ตัวเองยังรู้สึกเสียใจถ้าแลกกับชีวิตทั้ง 3 คนที่สูญเสียไปกับเงินเยียวยาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้เป็น 10 ล้านบาท ก็ไม่สามารถทดแทนได้ ตนอยากบอก บริษัทอิตาเลียนไทย ที่ยังทำโครงการต่างๆในประเทศไทยได้รับรู้ว่าควรจะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานให้ดี ตนไม่อยากเห็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใครอีก ถ้าเกิดการสูญเสียไปมันไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ เหมือนอย่างที่ครอบครัวตนต้องสูญเสีย ***เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟในครั้งนี้ ความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์แบบนี้กับบริษัทนี้เกิดขึ้นมาตั้งหลายรอบแล้ว มันไม่สมควรเกิดในรอบนี้ด้วย ไม่สมควรเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 เหมือนอย่างนี้ ถ้าเขาไม่ยอมที่จะปรับปรุงแก้ไขหรือสร้างมาตรฐานให้ดีมันก็อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้นะ ***การเดินทางของครอบครัวทั้ง 3 คนโดยเฉพาะแม่ที่มองว่าการเดินทางด้วยรถไฟจะมีความปลอดภัยมากกว่ารถส่วนตัวและรถสาธารณะอื่นๆ ในการเดินทางครั้งนี้แม่จึงเลือกที่จะนั่งรถไฟ ไม่คิดเลยว่าการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจะมาจบชีวิตทั้ง 3 คนแบบนี้

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญิฤทธิ์

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาก่อน” ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เร่งประสาน กรมทางหลวง นำหินคลุกมาทำจุดกลับรถใต้สะพาน หลังชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากจุดกลับรถที่ไกล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 มกราคม 2569 ที่บริเวณจุดกลับรถใต้สะพานข้ามคลองห้วยยาง หลัก กม.ที่ 335+687 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายธวัชชัย แดงฉ่ำ ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง หลังชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา โดยรอ (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง

พบว่าชาวบ้านในตำบลห้วยยาง และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในตำบลห้วยยาง ซึ่งมีทั้งน้ำตกชื่อดัง ( น้ำตกห้วยยาง ) และ ชายหาดห้วยยาง รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มาพักอาศัยอยู่ในตำบลห้วยยางเป็นจำนวนมาก ได้ประสบปัญหาด้านการจราจรเมื่อช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา จุดกลับรถที่ไกล และช่วงตำบลห้วยยางได้กำลังดำเนินการก่อสร้างสะพานข้าม

นายธวัชชัย ว่าที่นายกอบต.ห้วยยาง เปิดเผยว่า เนื่องจากช่วงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ทางกรมทางหลวงได้ปิดการจราจร จุดกลับรถยูเทิร์นสาย 2 ทำให้ชาวบ้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางหรือเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลห้วยยาง ประสบปัญหาจุดกลับรถที่ไกลร่วม 10 กิโล โดยมีจุดกลับรถที่ใต้สะพานคลองห้วยยาง ซึ่งสภาพทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อชาวบ้านลำบากในการเดินทางเส้นทางดังกล่าว

ตนเองจึงได้ประสานไปทาง กรมทางหลวง และทาง อบต.ห้วยยาง โดยให้ พ.อ.อ.ฉัตรชัย สวียานนท์ หัวหน้างานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ห้วยยาง ประสานรถบรรทุก 6 ล้อ และรถไถดำเนินการขนหินคลุกจำนวนกว่า 25 คิว มาใส่เป็นทางและรถไถดันเกลี่ยเพื่อใช้ชาวบ้านใช้สัญจรได้ตามปกติ ซึ่งจุดกลับรถดังกล่าวเมื่อซ่อมเสร็จ รถบรรทุก 6 ล้อเล็ก รถรั้ว รถกระบะ รถเก๋ง และ จยย. สามารถใช้ได้หมด และยังช่วยลดอุบัติเหตุจุดกลับรถยูเทิร์นสาย 2 ได้อีกด้วย

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำตาซึม ชมรมโฮปฯ นิมนต์พระทำบุญวันเกิดให้ผู้ป่วยติดเตียง สุดช็อกพบแผลกดทับเน่ารีบนำส่งโรงพยาบาล

แชร์เนื้อหานี้

สะเทือนใจทีมช่วยเหลือ ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา เข้าเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง นำสิ่งของจำเป็นและสังฆทานมาให้กำลังใจ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด แต่กลับพบแผลกดทับลุกลาม เน่า และมีหนอง ก่อนเร่งประสานกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 มกราคม 2568 นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมด้วย นายนายวสุ เผ่าตำรวจ รองประธานชมรมโฮปฯ และทีมงาน เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงในโครงการของชมรม ได้นำข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม มาม่า และ ปลากระป๋อง

พร้อมกันนี้ ได้นิมนต์พระสงฆ์ มารับสังฆทาน และผ้าไตรจีวร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผู้ป่วยซึ่งพักอาศัยอยู่คนเดียว และเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถออกไปไหนได้ และทางชมรมโฮปฯ ได้ช่วยทำความสะอาดห้องและเช็ดตัวให้กับผู้ป่วยซึ่งก็พบว่ามีแผลกดทับมีหนองและเริ่มเน่า จึงประสานเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อไป

นางสาวปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กล่าวว่า วันนี้ได้มาเยี่ยมผู้ป่วยที่ดูแลอยู่ในโครงการ ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่คนเดียว และมีแผลกดทับ ซึ่งตอนนี้เป็นเยอะมาก เป็นเกือบทั้งหลังเลย เริ่มมีกลิ่นและมีหนอง ซึ่งเมื่อวานได้มาดูเห็นว่ามีหนอนขึ้นจำนวนมาก หลังจากที่เมื่อวานทำแผลไปวันนี้มาดูหนองออกมาเยอะมาก วันนี้จึงจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลให้ดูแลแผลต่อ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวสวนริมโขงบึงกาฬรวมตัวร้องสื่อ คัดค้านเทศบาลขึ้นทะเบียนที่ทำกินกว่า 100 ปี เป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านบึงกาฬใต้ หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า ตัวแทนชาวบ้านประมาณ 30 คน ได้รวมตัวเชิญสื่อมวลชนลงพื้นที่ พร้อมถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านกรณีเทศบาลเมืองบึงกาฬ เตรียมนำที่ดินชายหาดริมแม่น้ำโขง เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.)

ชาวบ้านระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ทำกินที่สืบทอดกันมานานกว่าร้อยปี ลักษณะพื้นที่บางปีน้ำหลากท่วมถึง บางปีน้ำไม่ท่วม ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการปลูกพืชถาวร เช่น ยางพารา ทำนาข้าว และในช่วงฤดูน้ำลดจะปลูกพืชผักระยะสั้นหมุนเวียนส่งขายตลาด เพื่อเลี้ยงชีพและส่งเสียบุตรหลานจนจบการศึกษา มีงานทำ ขณะที่ผู้สูงอายุยังคงทำการเกษตรเลี้ยงชีพต่อไป

ชาวบ้านแสดงความกังวลว่า หากเทศบาลเมืองบึงกาฬนำพื้นที่ดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ จะทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เหมือนเดิม หรืออาจถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จึงรวมตัวกันร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน นสล. ดังกล่าวด้าน นายวิทยา เสนจันทร์ธิไชย อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ กล่าวว่า

พื้นที่บริเวณนี้ไม่ใช่ที่ว่างเปล่า แต่เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านทำกินมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ระหว่างปี 2555–2563 ได้กันพื้นที่ริมแม่น้ำโขงให้ห่างจากแนวโฉนดประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ประชาชนใช้ทำกิน ต่อมาทางเทศบาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน เพื่อขอรังวัดพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็น นสล. ซึ่งชาวบ้านไม่ยินยอม ส่งผลให้การรังวัดไม่สำเร็จมาแล้วถึง 3 ครั้ง

ล่าสุด ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือผ่านกำนันตำบลบึงกาฬ นายอาทิตย์ สิริวงศ์ เพื่อส่งเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หากยังไม่ได้รับการแก้ไข จะตั้งตัวแทนยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม สำนักนายกรัฐมนตรีต่อไปขณะที่ นางเล็ก ชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นแหล่งทำกินของครอบครัวมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมเวลากว่า 100 ปี และตนเองทำกินต่อเนื่องมากว่า 70 ปี ไม่เคยปล่อยให้พื้นที่รกร้าง น้ำลดก็ปลูกพืชผักทุกชนิด ทั้งพริก มะเขือ ฟักทอง

กล้วย รวมถึงเพาะกล้ามะเขือเทศเพื่อปลูกลงดิน ส่งขายตลาดเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว นางเล็กกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเลี้ยงดูลูก 5 คน โดย 4 คนรับราชการ อีก 1 คนยังไม่มีงานทำ ต้องอาศัยรายได้จากการกรีดยางพาราในพื้นที่ดังกล่าว หากถูกยึดคืน ต้นยางพาราอาจถูกตัดโค่น ทำให้ขาดรายได้เลี้ยงชีพ จึงอยากวิงวอนหน่วยงานรัฐขอให้แบ่งพื้นที่ให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไป ไม่ปฏิเสธความเจริญ แต่ไม่อยากให้การพัฒนาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองบึงกาฬ โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้หารือร่วมกับตัวแทนชาวบ้านในเบื้องต้น และได้ข้อสรุปว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอเข้าสู่ที่ประชุมในระดับจังหวัด โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน ผู้บริหารเทศบาล หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชิญตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมประชุม เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมต่อไป

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวประมงนราธิวาสวอน ส.ส. “วัชระ ยาวอหะซัน” แก้ปัญหา 6 ปี ถูกจับ-ขาดรายได้ เหตุทำประมงใกล้ฝั่งช่วงมรสุม

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้( 2 มกราคม 2569 )ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้สมัคร ส.ส. หมายเลข 3 นราธิวาส เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่บริเวณหาดนราทัศน์ ต.บางนาค อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนปัญหาหลักคือ ต้องเผชิญกับปัญหากฎหมายประมงที่เข้มงวดเกินไปจนเป็นเหตุให้ถูกจับกุมและขาดรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยเฉพาะข้อจำกัดในการทำประมงในระยะใกล้ฝั่งและในช่วงมรสุม ซึ่งปัญหาได้ยืดเยื้อมานานถึง 6 ปียังไร้ทางออก

ล่าสุด นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 นราธิวาส หมายเลข 3 พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อน พร้อมรับปากผลักดันแก้ไขในระดับนโยบายโดยชาวประมงระบุว่า กฎหมายประมงมีความเข้มงวดเกินไปสำหรับวิถีประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะการห้ามจับสัตว์น้ำในระยะ 3 ไมล์ทะเล และการบังคับใช้กฎหมายที่นำไปสู่การจับกุม ยึดอุปกรณ์ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประกันตัว รวมถึงค่าอุปกรณ์ใหม่ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8,000–10,000 บาท สร้างภาระหนักให้กับชาวบ้านที่มีรายได้เพียงวันต่อวัน

นายมะยากี มะยูโซ๊ะ ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน เปิดเผยด้วยความอัดอั้นว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือการที่เจ้าหน้าที่จับกุมชาวประมงที่ออกหา “กุ้งขาว” ในช่วงมรสุม โดยเฉพาะในระยะ 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กม.) ซึ่งชาวบ้านจำเป็นต้องทำกินใกล้ฝั่งเพื่อความปลอดภัยและใช้เวลาทำประมงเพียงประมาณ 20 วันในช่วง 3 เดือน (ธันวาคม-มีนาคม) ที่มีมรสุม ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงมรสุม เราต้องทำงานใกล้ฝั่ง พอออกไปก็ได้ไม่กี่วัน และถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเรื่องจับกุ้งภายใน 3 ไมล์ทะเล เราต่อสู้มา 6 ปีแล้ว เพื่อขอให้ผ่อนปรน อย่างน้อยในช่วงมรสุมเราออกไปทำงานสองสามวันก็ได้ 4-5 พันบาท เลี้ยงครอบครัว” นายมะยากีกล่าว และยังระบุอีกว่า การถูกยึดเครื่องมือทำประมงแต่ละครั้งทำให้ต้องเสียรายได้ไปสร้างเครื่องมือใหม่ถึง 8,000-10,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักมาก

ทั้งนี้ชาวประมงจึงรวมตัวกันเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายวัชระ ยาวอหะซัน ในฐานะผู้มีอำนาจที่อาจจะสามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขหรือผ่อนปรนกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำมาหากินเลี้ยงชีพด้านนายวัชระ ยาวอหะซัน กล่าวภายหลังรับฟังปัญหาว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ตนรับทราบมาโดยตลอด ตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ในสมัยที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวมีความยืดเยื้อมานานกว่า 6 ปีจริง โดยย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วสมัยที่ตนเองเป็น ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็เคยจัดสัมมนาใหญ่ที่หาดนราทัศน์ และเคยจัดเวทีสัมมนาร่วมกับกลุ่มประมง หน่วยงานรัฐ และตัวแทนจังหวัด รวมถึงกลุ่มประมงกว่า 120 คน เพื่อรวบรวมข้อเสนอและสะท้อนปัญหาไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพื่อหาทางออกและนำปัญหาเข้าสู่สภาฯ และพรรคการเมืองแล้ว

นายวัชระ ยอมรับว่า การแก้ไขปัญหายังติดขัดที่ข้อกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมประมง ทำให้การผ่อนปรนในระดับพื้นที่ทำได้ยาก พร้อมย้ำว่าทางออกที่แท้จริงคือ การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในช่วงมรสุมชาวประมงหลายร้อยลำในพื้นที่ทำงานได้เพียงไม่กี่วันต่อฤดูกาล แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งรายได้และกฎหมาย ผมเห็นใจและจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่

โดย”กฎหมายประมงมีความเข้มข้น” และกรมประมงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคตนในขณะนั้น จึงทำให้การแก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องยาก “ผมก็ไปเจอกรมประมง…เขาก็บอกว่ากฎหมายเข้มข้น ยากที่จะผ่อนได้ ต้องแก้กฎหมายอย่างเดียว ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในพรรคที่มีกระทรวงนั้นด้วย มันก็ทำงานลำบาก นายวัชระกล่าว“

นอกเหนือจากปัญหากฎหมายประมงแล้ว นายวัชระยังได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่ชาวประมงต้องเผชิญ เช่น ปัญหา ปากร่องน้ำตื้นเขิน ที่ไม่มีการขุดลอกมานานกว่า 4-5 ปี ทำให้เรือออกทะเลลำบากโดยนายวัชระกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนจะเร่งสะท้อนปัญหานี้ในช่วงของการหาเสียงไปยังกระทรวงที่รับผิดชอบและรักษาการอยู่ให้มาดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ เพราะปัญหาประมงพื้นบ้านเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่ออาชีพหลักของชาวบ้านจำนวน 400-500 ลำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่หาเช้ากินค่ำ
/////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โวยเทศบาลตำบลหนองหอย ปล่อยปะละเลยให้ผู้รับเหมาสร้างรางระบายน้ำทำรั้วชาวบ้านพังและทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านไม่ได้มาตรฐาน

แชร์เนื้อหานี้

ชาวบ้านสันป่าเลียงหนองหอยรวมตัวกันร้องเรียนเทศบาลหนองหอยให้ลงมาแก้ไขปัญหากรณีทำรางระบายน้ำเป็นเหตุให้รั้วพังพื้นบ้านทรุดระบบไฟฟ้าน้ำประปาเสียหายและทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านไม่ตรงตามมาตรฐานเดิมบางบ้านได้ทางเชื่อม3อันบางบ้านหายไปไม่มีสร้างความเดือดร้อนและเสียหายกับชาวบ้านการทำงานสองมาตรฐานการออกแบบไม่ได้ดูจากสภาพจริงการก่อสร้างไม่มีวิศวกรเชี่ยวชาญดูแลจนเกิดความเสียหายเทศบาลในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องเข้ามารับผิดชอบแก้ไขให้ชาวบ้านโดยเร็วเพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของชาวบ้านเทศบาลเป็นผู้ออกแบบประมาทเลินเล่อขาดประสบการณ์

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม2568 ที่หมู่บ้านสันป่าเลียง(สระว่ายน้ำ) ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ นางประพิศภรณ์เจ้าของบ้านเลขที่100/22 หมู่ 3 ร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวว่า เทศบาลตำบลหนองหอยได้ว่าจ้าง หจก.สุธีร์กรุ๊ป(2021)ผู้รับเหมาก่อสร้างรางระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว140 เมตร โดยลำเหมืองนี้ผ่านมาจากหมู่บ้านเสาหินมายังหมู่บ้านสันป่าเลียง ลงมือทำตั้งแต่เดือนตุลคม2568 ได้ใช้รถแมคโฮขนาดใหญ่ขุดร่องน้ำลำเหมืองผ่านทะลุรั้วกำแพงจนรั้วบ้านพังไปทั้งแถบความยาวประมาณ 35 เมตรกลายเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ จึงเรียกร้องให้ผู้รับเหมาและเทศบาลร่วมกันรับผิดชอบ

ต่อมาผู้รับเหมานำสะแลมมาขึงกั้นไว้และไม่มีกำหนดว่าจะซ่อมแซมให้เมื่อไรจึงได้ทวงถามเทศบาล-ผู้ว่าจ้างก็โยนก็โยนกันไปมา ตอนแรกก็รับปากว่าจะรับผิดชอบทำโครงเสา และกำแพงให้ใหม่ทั้งหมด แต่ภายหลังก็ไม่ดำเนินการใด ๆมีกระแสข่าวว่าให้ฟ้องเอาเอง “โครงการนี้เป็นโครงการของรัฐจัดทำเพื่อบริการสาธารณะโดยใช้เงินภาษีของประชาชนก่อสร้าง เมื่อมันเกิดความประมาทเลินเล่อในการก่อสร้าง และขาดการดูแลของเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขเยี่ยวยาไม่ใช่ปล่อยทิ้งไว้นานจนรั้วอยู่ในสภาพทรุดเอียงลงอีก หากปล่อยไว้นานกว่านี้คงลามถึงตัวบ้านแน่นอน จึงร้อนใจที่อยากจะให้เร่งทำโดยด่วน” นางประพิศภรณ์กล่าว

ขณะเดียวกันก็มีเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบ(นางพิชาภา บรรเลง) ให้ข้อมูลเสริมว่า การทำงานที่ไม่รับผิดชอบของผู้รับเหมา ยังมีรั้วบ้านอีกหลายหลังได้รับผลกระทบเสียหาย และการทำทางเชื่อมเข้าออกบ้านโดยนำแผ่นแท่งคอนกรีตมาปิดฝารางระบายน้ำก็ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งขณะนี้สัญญาการจ้างเหมาได้สิ้น

สุดลงแล้ว แต่งานไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์โดยทางเทศบาลจะให้ชาวบ้านร่วมเซ็นรับงานไปก่อน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาได้ส่งงาน จึงทำไม่ได้เพราะดูทีท่าผู้รับเหมาอาจทิ้งงาน ชาวบ้านได้ปรึกษากับทนายความหากไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็จะไปฟ้องศาลปกครอง และส.ต.งตรวจสอบโครงการดังกล่าวต่อไป….
ขอบคุณท่านเจ้าของข้อมูลภาพถ่าย

สมจิตร แสงบัลลังก์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ่อเมืองลำปาง สั่งการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลำปาง และนายอำเภอวังเหนือ เข้าตรวจสอบกรณีลุงกับป้าตัดไม้สัก ถูกปรับ ดำเนินคดี

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีสองตายายร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับกรณีการใช้อำนาจของผู้ใหญ่บ้าน การถูกดำเนินคดีป่าไม้ การถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการที่หลานถูกย้ายออกจากโรงเรียนในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ นั้น
อำเภอวังเหนือได้ลงพื้นที่ และสอบถามข้อมูลจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็น ดังนี้

ประเด็นการใช้อำนาจและการปรับเงิน 5,000 บาท
ในประเด็นนี้ขอชี้แจงว่า เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามธรรมมนูญตำบลวังทรายคำ และทุกหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ ได้มีการลงมติตกลงร่วมกันของทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นการตักเตือนและระงับเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ขึ้นได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการธำรงไว้ซึ่งระเบียบของชุมชน ก่อนการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของรัฐ โดยเมื่อปี พ.ศ.2566 นายถนอม ใจไหว ได้ตัดต้นไม้ซึ่งอยู่ในเขต คสล.(ป่าสงวน) จำนวน 1 ต้น จึงได้กระทำผิดตามธรรมมนูญฯ ข้อที่ 7.1 ว่าถ้าตัดไม้ในที่สาธารณะประโยชน์ จับได้ปรับต้นละ 5,000 บาท ดังนั้นนายจำลอง แสนจิตร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านขณะนั้น ได้ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านปรับตามธรรมมนูญฯ ต่อมานายถนอม ใจไหว ได้ยื่นฟ้องนายจำลอง แสนจิตรต่อศาลแขวงลำปาง ซึ่งในระหว่างดำเนินการพิจารณาคดีในชั้นศาล ศาลแขวงลำปางได้นัดไกล่เกลี่ย โดยนายจำลอง แสนจิตร ได้คืนเงินให้กับนายถนอม ใจไหว จนเป็นที่พอใจและนายถนอม ใจไหว แถลงต่อศาลว่าตนไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับนายจำลอง แสนจิตร ขอถอนฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ประเด็นการร้องเรียนและการถูกดำเนินคดีป่าไม้ ประเด็นแรก เรื่อง “การตัดต้นสัก 1 ต้น และมีการปรับ 100,000 บาท และครอบครัวไม่มีเงินคุณตาต้องบำเพ็ญประโยน์ถึง 400 ชั่วโมง” อำเภอวังเหนือได้สอบถามข้อมูลไปยังหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง ทราบว่า มีชาวบ้านบ้านทุ่งฮี ตำบลวังทรายคำ จำนวนหนึ่ง ได้ไปร้องเรียนที่หน่วยฯ ว่ามีการตัดไม้สัก 1 ต้น ในพื้นที่ป่าสงวนที่นายถนอม ใจไหว อ้างสิทธิ์ครอบครองอยู่ หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง จึงได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีการตัดต้นสักจริง จึงมีการพูดคุยทำความเข้าใจ แต่ชาวบ้านบ้านทุ่งฮี จำนวนหนึ่ง ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าทีไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่อาจจะมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นที่สอง เรื่อง “ป่าไม้แจ้งความข้อหาแผ้วถางพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาตั้งแต่ ปี 2506 ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นพ่อ” ขอชี้แจงว่ามี ราษฎรบ้านทุ่งฮี หมู่ที่ 1 ตำบลวังทรายคำ ได้มีหนังสือร้องเรียนต่ออำเภอวังเหนือว่า นายถนอม ใจไหว ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกันและล้อมรั้วในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนวังแปลงสองมาเป็นของตนเอง อำเภอวังเหนือจึงได้มีหนังสือประสานสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ และต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นายถนอม ใจไหว ได้ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินทางสาธารณประโยชน์ฯ ตามข้อร้องเรียนจริง ซึ่งได้มีการพูดคุยกับ นายถนอม ใจไหว เพื่อแจ้งให้ดำเนินการรื้อถอน แต่นายถนอม ใจไหว ไม่ได้ดำเนินการรื้อถอน ดังนั้น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

ประเด็นยาย ที่ถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า จากการตรวจการสอบข้อเท็จจริงจากสาธารณสุขอำเภอวังเหนือ พบว่า บุคคลดังกล่าว ยังไม่ถูกออกจากตำแหน่งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันบุคคลดังกล่าว ยังดำรงตำแหน่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ประเด็นที่หลานย้ายออกจากโรงเรียนในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า ได้สอบถามรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งฮี ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้ปกครองมายื่นหนังสือลาออกให้เด็กนักเรียนกรณีดังกล่าวจริงในช่วงปิดภาคเรียน และเด็กนักเรียนดังกล่าวไม่ได้ถูกเพื่อน ๆ กดดันหรือบังคับแต่อย่างใด และได้ย้ายไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่สุข ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร

    ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 อำเภอวังเหนือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมตรวจสอบลงพื้นที่ตามที่เป็นข่าว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ได้ตรวจสอบ พบว่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ คทช. ซึ่งการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องจึงจะดำเนินการได้ โดยอำเภอวังเหนือจะเร่งกำหนดการประชุมร่วมทุกภาคส่วน เพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายต่อไป..

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้น ทะเลหนุนท่วมตลาดปากน้ำสมุทรปราการ พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ

    แชร์เนื้อหานี้

    น้ำทะเลหนุนสูง ทำน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นท่วมปากน้ำหลายจุดเช้านี้
    สมุทรปราการเผชิญน้ำทะเลหนุนสูงช่วงเช้า ทำระดับน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมตลาดปากน้ำ–ถนนสายหลักหลายเส้นลึก 20–30 เซนติเมตร พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติก่อนเที่ยง

    เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ได้มีน้ำทะเลหนุนสูงในจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้น้ำใน “แม่น้ำเจ้าพระยา” เออล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ถนน และตลาดปากน้ำ ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำสูง 20-30 เซนติเมตร

    พื้นที่ได้รับผลกระทบ น้ำเอ่อเข้าท่วมหลายจุดทั่วเขตเมืองสมุทรปราการ ได้แก่ บริเวณรอบตลาดปากน้ำ น้ำท่วมทุกช่องทาง / ถนนสายลวด / ถนนด่านเก่า / ถนนศรีสมุทร / ถนนประโคนชัย หน้า สภ.เมืองสมุทรปราการ / วงเวียนท้ายบ้าน /

    รวมไปทางฝั่งถนนท้ายบ้าน ด้านหลังโรงพยาบาลสมุทรปราการ / ถนนปู่เจ้าสมิงพราย บริเวณท่าน้ำปู่เจ้า / สะพานข้ามคลองขุด น้ำหนุนทุกช่องทาง
    คาดว่าหลังจากผ่านช่วงก่อนเที่ยง สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยวันนี้ ( 6 ธันวาคม 2568 )

    สมุทรปราการ น้ำทะเลหนุนสูงสุด ช่วงเวลา 07.00 น. และจะเริ่มลดลงตามลำดับ น้ำเอ่อล้น ท่วมในบางพื้นที่และจะเริ่มแห้งตามระดับน้ำที่ลดลง
    ส่วนบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงนั้น

    ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 10-15 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า หน้าแข้ง พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เดินรณรงค์ “งดใช้โฟม–ลดพลาสติกหูหิ้ว” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 10.00 น. นายกศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ร่วม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ “งดใช้โฟมบรรจุอาหาร ลดการใช้พลาสติกหูหิ้ว” ประจำปีงบประมาณ 2569

    ณ บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร ซึ่งตรงกับ วันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโฟมและพลาสติก รวมถึงร่วมกันลดใช้เพื่อลดปัญหาขยะมูลฝอยในเขตเมืองชุมพร

    ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธาน พร้อมรับฟังรายงานการจัดกิจกรรม ซึ่งระบุว่า กล่องโฟมและพลาสติกผลิตจากปิโตรเลียม เมื่อนำมาใส่อาหารร้อนหรือ

    อาหารทอดอาจก่อให้เกิดสารสไตรีน (Styrene) และสารเบนซิน (Benzene) ปนเปื้อนในอาหาร สารเหล่านี้หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นขยะที่ย่อยสลายยากและสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อม

    เทศบาลเมืองชุมพรได้ออกประกาศให้ทุกภาคส่วนร่วมกัน งดใช้โฟมและลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ในพื้นที่ราชการ สถานศึกษา ร้านค้า ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า สถานประกอบการ รวมถึงครัวเรือนภายในเขตเทศบาล เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะตามแผนแม่บทระดับประเทศ

    สำหรับกิจกรรมเดินรณรงค์ในปีนี้ มีเส้นทางเริ่มจากศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา – แยกมอนเดียร์ – ถนนศาลาแดง – แยกชุมพรราม่า – ถนนประชาอุทิศ – แยกสุขเสมอ ตลอดเส้นทางมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนปรับพฤติกรรมใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    มีหน่วยงาน องค์กร และสถานศึกษาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย 1. เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองชุมพร 2. โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา 3. โรงเรียนเทศบาล 2 วัดเกาะแก้ว 4. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร 5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร 6. ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าโอเชี่ยน ชุมพร 7.

    ประธานชุมชนทุกชุมชนในเขตเทศบาล 8. ประธาน อสม. 9. ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย 10. ผู้อำนวยการโรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา 11. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลชุมพร 12. ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร 13. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองชุมพร วัดสุบรรณนิมิต 14.

    โรงแรมริทซี่ เฮ้าส์ 15. โรงแรมฮ็อป อินน์ ชุมพร 16. โรงแรมลอฟท์ มาเนีย บูติก โฮเทล 17. โรงแรมนานาบุรี 18. โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน

    กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพรที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะจากโฟมและถุงพลาสติก สร้างความตระหนักรู้สู่สังคมที่ใส่ใจสุขภาพและโลกของเรามากยิ่งขึ้น

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โคราชระดมพลังน้ำใจ ส่งขบวนสิ่งของกว่า 8 พันกิโลและเงินบริจาค 8.7 แสน ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ขึ้น C-130 ลำเลียงสู่หาดใหญ่

    แชร์เนื้อหานี้

    ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 จังหวัดนครราชสีมา นาย อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานปล่อยขบวนลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ หลังจังหวัดนครราชสีมาเปิดศูนย์รับบริจาคตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงองค์กรการกุศล ที่ร่วมบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

    สำหรับสิ่งของที่ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมบริจาค ประกอบด้วย ข้าวสาร 6,500 กิโลกรัม น้ำดื่ม 7,600 แพ็ค อาหารสำเร็จรูปและปลากระป๋อง 4,350 ลัง เสื้อผ้า–เครื่องนุ่งห่ม 1,860 ลัง รวมถึง เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 875,051.92 บาท ซึ่งได้ผ่านการรวบรวมและจัดลำเลียงเพื่อส่งมอบต่ออย่างเป็นระบบ

    จังหวัดนครราชสีมาได้ประสานการลำเลียงสิ่งของจากโคราชไปยัง ที่ว่าการอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อจัดเตรียมนำขึ้นเครื่องบินลำเลียง C-130 ของกองทัพอากาศ จากสนามบินฝูงบิน 237 (น้ำพอง) ส่งตรงไปยังสนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนกระจายต่อให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้

    ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปด้วยความร่วมมือใกล้ชิดจากหน่วยงานในพื้นที่ โดยมี
    นางสาววรางคณา ถนอมวงษ์ ผู้อำนวยการส่วนฝึกอบรม ศูนย์ปภ.เขต 5 นครราชสีมา ,นายกฤษฏิ์ พูนเกษม เป็นหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา

    และ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา (ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา) ร่วมอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลกระบวนการลำเลียงสิ่งของทั้งหมด เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้เป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด จังหวัดนครราชสีมายืนยันจะเดินหน้ารวบรวมความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณทุกน้ำใจจากชาวโคราชที่ร่วมกันส่งต่อพลังแห่งความห่วงใยสู่ผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้.

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /นายก อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนนที่ชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อลึกส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ นายสิทธิชัย เกษรสิทธิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

    นางสาวจันทร์เพ็ญ สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนน สป.3075 หมู่ 19 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชำรุด พื้นผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ท่อระบายน้ำอุดตัน ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง เป็นระยะเวลานาน

    โดยทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยการนำหินคลุกมาลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่เนื่องด้วยถนนเส้นนี้มีรถยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ใช้งานตลอดเวลา ทำให้ถนนเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก สัญจรไปมาเกิดความเดือดร้อน และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้ถนนได้


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำท่วมใต้ สายธารน้ำใจหลั่งไหล ชาวหลังสวน รวมพลังช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร – สายธารน้ำใจจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหลังสวน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัย

    โรงเรียนสวนศรีวิทยา โรงเรียนอนุบาลทอรัก ตลอดจนชาวบ้าน ร้านค้า ผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ ต่างร่วมกันแสดงพลังแห่งความห่วงใยต่อผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้วยการร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก

    สำหรับการดำเนินการครั้งนี้ โรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัย และโรงเรียนสวนศรีวิทยา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของจากประชาชน โดยรับบริจาคข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ยารักษาโรคที่จำเป็น และน้ำดื่มชนิดต่าง ๆ

    ทั้งนี้ สาเหตุของน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาจากอิทธิพลของ ร่องมรสุมกำลังแรง และ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้

    ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ระดับน้ำในลำน้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายพื้นที่เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ถนนหลายสายขาด การสัญจรลำบาก บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ภายหลังการรวบรวมสิ่งของ สามารถบรรทุกได้เต็มจำนวน 1 คันรถสิบล้อ ก่อนเคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่หลังสวน เพื่อเดินทางไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและซับน้ำตาพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ตอนล่าง

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เอกชนพัทยา รวมน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ปลายด้ามขวาน

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ส่งผลให้ทุกจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนสร้าง

    ความเสียหายนับหมื่นล้านบาท ซึ่งทุกหนาวยงานทั่วประเทศต่างระดมกำลังหาแนวทางช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้นั้น

    วันที่ 25 พ.ย.68 มีรายงานว่า ที่จุดบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี กลุ่มผู้ประกอบการเอกชนในเมืองพัทยา

    นำโดย นางอำพร แก้วแสง ปธ.กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ได้รวบรวมสิ่งจำเป็น อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้งและน้ำดื่ม นำไปบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

    ทั้งนี้ ทางคณะได้รับเกียรติจากนายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง เป็นประธานในการรับมอบสิ่งของบริจาคช่วย

    เหลือน้ำท่วมภาคใต้ ก่อนจะประสานให้หน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ฯ พัทยา นำไปช่วยเหลือช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยด่วนที่สุด

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สุชาติ ชมกลิ่น รองนายก รมว.กระทรวงทรัพยาฯ เร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดช่วยประชาชน รอบ “แม่น้ำรวก” เชียงราย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีคำสั่งด่วนให้กรมทรัพยากรน้ำเร่งจัดหาแหล่งน้ำสะอาดช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษ

    ข้ามแดน ซึ่งส่งผลให้คุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกก,แม่น้ำรวก ปนเปื้อนสารหนูในระดับที่เกินมาตรฐาน สร้างความกังวลต่อการใช้น้ำของประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือ

    ในการนี้ #นายธีระชุณ #บุญสิทธิ์ #อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ #มีข้อสั่งการให้สำนักทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่สำรวจและจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชน เยาวชน และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

    โดยประสานงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด #โดยมีนางสาวสุพัดสอน #สีมืด #ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 #พร้อมด้วยนายศุภักษร #ผลเจริญ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ ลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร

    เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเกษตรกรในพื้นที่บ้านวังลาวหมู่ที่ 4 ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายไสว หินแรง รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเวียง นายเอนก ขจร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ผู้นำชุมชน และประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ หากโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หนองหญ้าไซ ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถช่วยเหลือประชาชน ซึ่งประกอบอาชีพปลูกพืชไร่ ถั่วฝักยาว ข้าว ข้าวโพด ฟักทอง และสวนผลไม้ มากกว่า 450 ไร่ 320 ครัวเรือน ให้มีน้ำใช้ในการทำการเกษตรอย่างปลอดภัยพอเพียง

    นอกจากนี้ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้เน้นย้ำว่า การจัดการแหล่งน้ำครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความมั่นคงด้านน้ำของพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมรองรับสถานการณ์ปนเปื้อนที่อาจยืดเยื้อ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัยจากสารพิษในระยะยาว

    โดยกระทรวงทรัพยากรฯ จะเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวด และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการเพิ่มเติมตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และรองนายกฯ และ รมว.ทส. (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ต่อไป..

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาสัมพันธ์มุกดาหาร เตือนภัยเพจปลอมแอบอ้างชื่อหน่วยงานหลอกรับบริจาค

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร” ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชน หลังตรวจพบว่ามีมิจฉาชีพสร้างเพจปลอมเลียนแบบหน่วยงานราชการ โดยสวมชื่อใกล้เคียงกันคือ “สัมนักงานประชาสัมพันธ์ จังหวัดมุกดาหาร” พร้อมนำภาพข่าวเหตุไฟไหม้บ้านของนายสำรวย และเด็กหญิงนิตตยา มาใช้ประกอบเพื่อหลอกขอรับบริจาคเงินจากผู้หลงเชื่อ

    โดยเพจทางการของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ระบุว่า มิจฉาชีพใช้บัญชีเงินฝากบุคคลธรรมดา ธนาคาร ธกส. เลขที่ 020-2-38131-016 ชื่อบัญชี “สำรวย จอมคำสิงห์” ในการรับโอนเงินจากผู้เสียหาย พร้อมย้ำว่า หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายใช้บัญชีบุคคลธรรมดาเปิดรับบริจาคผ่านเพจเฟซบุ๊กเด็ดขาด

    ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทุกคน อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน หากพบเพจหรือโพสต์ต้องสงสัย ให้กดรายงาน (Report) ทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย และสังเกตความต่างของชื่อเพจ เนื่องจากเพจปลอมใช้คำว่า “สัมนักงานประชาสัมพันธ์” แทน “สำนักงานประชาสัมพันธ์”

    เตือนภัยออนไลน์ #เพจปลอม #ประชาสัมพันธ์มุกดาหาร #มุกดาหาร #มิจฉาชีพออนไลน์ #อย่าหลงเชื่อ #หลอกลวงออนไลน์ #ไฟไหม้บ้าน #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พบศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัด นอนเปลือยกายเสียชีวิตชายหาดแหลมกุ่ม เจ้าหน้าเร่งสืบสวน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 พ.ย.68 พ.ต.ท.วินัย รายละเอียด สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งพบศพผู้เสียชีวิตบริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก

    จึงพร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน ชุดปราบปราม ฝ่ายปกครองอำเภอทับสะแก และอาสาสมัครมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานอำเภอทับสะแก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

    บริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม ห่างจาก ร็อคกี้พ้อยรีสอร์ท ไปทางทิศเหนือ (ซังเขาขวาง )ประมาณ 500 เมตร พบศพหญิงสาว อายุ ราวๆ 45-50 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชายหาดถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณหาดทราย สภาพศพเปลือยกาย

    ด้านบนเสื้อยกทรงรูดขึ้นอยู่ที่เหนือราวนม ส่วนกางเกงลักษณะถอดมาไว้ที่บริเวณหน้าแข้ง ที่ร่างกายไม่พบว่ามีบาดแผลหรือถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงนำร่างผู้เสียชีวิตส่งผ่าพิสูจน์ยังโรงพยาบาลทับสะแกเพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และเป็นใครมาจากไหน

    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มาหาของทะเลว่าพบศพคนนอนเสียชีวิตถูกคลื่นซัดอยู่ชายหาดดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เร่งออกหาข่าวว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหนและได้มาเสียชีวิตที่เกิดเหตุเพราะเหตุใด

    โดยจะเร่งสืบสวนหาบุคคลสูญหาย ในละแวกใกล้เคียง และนำภาพถ่ายออกหาเบาะแส รูปร่างหน้าตาผู้เคยพบเห็น บ้านไหนมีบุคคลสูญหายสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ พนักงานสอบสวน สภ.ทับสะแก
    ////////////////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองชุมพร ตั้งจุดสกัดเข้ม แก้ปัญหากลุ่มวัยรุ่นขับรถเสียงดัง/กระบะชนจยย. ดับ 1 สาหัส 1 “ความประมาทแลกชีวิตคน”/วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ “ตา–ยายวัย 80 ปี”

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514วันนี้ (16 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร ได้สนธิกำลังออกตั้งจุดสกัดบริเวณทางขึ้นเขาพาง ตำบลหาดพันไกร ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีกลุ่มเยาวชนรวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์แต่งท่อ ส่งเสียงดังรบกวนในช่วงกลางคืน และก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้เส้นทางโดยเจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังเข้าดำเนินการกวดขันวินัยจราจร ตรวจสอบรถต้องสงสัย รวมถึงควบคุมความเรียบร้อยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยบริเวณดังกล่าว

    เจ้าหน้าที่ระบุว่าการตั้งจุดสกัดครั้งนี้เป็นมาตรการต่อเนื่อง และจะเพิ่มความถี่ในการออกตรวจตรา เพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    คำแนะนำประชาชนสภ.เมืองชุมพร ขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์แต่งท่อเสียงดัง แข่งรถ หรือประพฤติเสี่ยงอันตรายบนท้องถนน ขอให้รีบแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 191 หรือแจ้งตรงที่ สภ.เมืองชุมพร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการได้อย่างทันท่วงที พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบความเรียบร้อยของรถและปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนถนนร่วมกัน

    กระบะชนจยย. ดับคาที่ 1 สาหัส 1 “ความประมาทเสี้ยววินาที แลกชีวิตคน”
    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
    เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ร.ต.ต.นฤพล ชูช่วย รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ บริเวณยูเทิร์นป้อมตำรวจปฐมพร ถนนเพชรเกษม หลักกิโลเมตรที่ 484 ขาล่องใต้ จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผกก.สภ.เมืองชุมพร ทราบ ก่อนนำกำลังพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ–กู้ภัยสายชลรุดไปตรวจสอบ

    ที่เกิดเหตุพบชายผู้บาดเจ็บนอนอยู่กลางถนน อาการสาหัส เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาล ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าสีดำ–แดง ทะเบียน กรษ 349 ชุมพร ตกอยู่ในร่องกลางถนน ห่างจากจุดพบผู้บาดเจ็บกว่า 5 เมตรห่างออกไป 200 เมตร พบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรั้ว สีขาว–ดำ ทะเบียน บท 2187 ยะลา บรรทุกผักเต็มคันจอดอยู่ริมถนน ใต้ท้องรถพบร่างหญิ่งอีกหนึ่งราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างออกมา พบว่า เสียชีวิตแล้วคาที่ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตยังไม่ทราบชื่อ

    นายกัมพล หิมวังทอง อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.บางไผ่ ระบุว่าผู้ตายเป็นแรงงานชาวลาว ช่วยงานเฝ้าสวนให้กับนายจ้าง คาดว่าขี่รถออกมาซื้ออาหารและจะไปฉีดยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากถูกสุนัขกัดเมื่อช่วงกลางวัน ก่อนเกิดเหตุสลดในครั้งนี้ ด้าน นายอิมรอน สะเตาะ อายุ 23 ปี คนขับรถกระบะ ให้การว่า ขับรถขนผักมาจากจังหวัดราชบุรี มุ่งหน้าไปส่งที่จังหวัดปัตตานี เมื่อมาถึงหน้าศูนย์ฮอนด้าชุมพร

    จู่ ๆ มีสามีภรรยาขี่รถจักรยานยนต์ออกจากยูเทิร์นปาดหน้าเข้ามากะทันหัน แม้ได้บีบแตรและพยายามหักหลบ แต่ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เนื่องจากวิ่งมาประมาณ 90 กม./ชม. จึงพุ่งชนอย่างจัง ร.ต.ต.นฤพล ชูช่วย อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมตรวจกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    สภ.เมืองชุมพร ขอฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน การขับออกจากยูเทิร์น ต้องแน่ใจว่าปลอดภัยเสมอ การประมาทเพียงเสี้ยววินาที อาจทำให้คนหนึ่งต้องตาย อีกคนต้องพิการ และครอบครัวต้องร้องไห้ไปตลอดชีวิต ขับรถช้า–ชิดซ้าย–มีวินัยบนท้องถนน… ชีวิตคุณและคนอื่นสำคัญเสมอ

    วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ “ตา–ยายวัย 80 ปี” อาศัยบ้านเช่ารถไฟตามลำพัง ตามองไม่เห็น – ยายหูตึง ป่วยหลายโรค ชีวิตลำบากหนัก

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบชีวิตความเป็นอยู่ของ คุณตานพ ทองเกลี้ยง อายุ 79 ปี และ คุณยายถนอม ทองเกลี้ยง อายุ 80 ปี คู่สามีภรรยาวัยชรา ที่อาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านเช่ารถไฟ เลขที่ 411/2 หมู่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร โดยได้รับอนุเคราะห์ให้พักอาศัยฟรีจากเจ้าหน้าที่การรถไฟ แต่ต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 500 บาท

    สภาพความเป็นอยู่ของทั้งสองน่าเวทนาอย่างยิ่ง คุณตามองไม่เห็นมานานกว่า 5–6 เดือน ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือออกไปไหนได้เหมือนในอดีตที่เคยเก็บของเก่าขายประทังชีวิต ขณะที่ คุณยายหูตึงแทบไม่ได้ยินเสียง และยังมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำให้การรักษาพยาบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก
    ลูกของตายายมี 2 คน ต่างเดินทางไปทำงานรับจ้างในต่างพื้นที่ ฐานะฝืดเคืองเช่นกัน จึงกลับมาเยี่ยมได้เป็นครั้งคราว และช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่าที่ทำได้ ทำให้ตายายต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเล็กน้อยในการประทังชีวิต

    ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวเล่าว่า เห็นความลำบากของตายายมานาน มักนำอาหารมาแบ่งปันให้เป็นระยะ แต่หลายครั้งก็อดสงสารไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปพบแพทย์ เนื่องจาก ตายายไม่สามารถเดินทางไปเองได้ การรักษาต่อเนื่องจึงยิ่งลำบากกว่าเดิม

    ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับคุณตา ซึ่งเล่าว่า “ตามองไม่เห็นมาเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ก่อนยังเก็บของเก่าขายได้ พอมองไม่เห็นก็ทำงานไม่ได้เลย ถ้าออกไปไหนก็กลัวถูกรถชน ส่วนยายก็ป่วย เดินเหินไม่สะดวก รายได้มีแค่เบี้ยคนชราเท่านั้น เลยอยากวอนหน่วยงานหรือคนใจบุญช่วยเหลือบ้างครับ”

    ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้สื่อข่าวขอเป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานรัฐ องค์กรการกุศล และผู้มีจิตศรัทธา หากประสงค์ช่วยเหลือด้านอาหาร ยารักษาโรค หรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำเป็น สามารถร่วมบริจาคได้โดยตรงที่บัญชี ธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี “นาย นพ ทองเกลี้ยง” หมายเลข 020177651062 ชุมชนในพื้นที่หวังว่าข่าวนี้จะช่วยให้สองตายายวัยชราที่กำลังลำบาก ได้รับการดูแลและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในบั้นปลายชีวิต.

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง.รถส่งออกกระทบรายได้ประชาชนราษฎรตำบลห้วยผา ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจ.แม่ฮ่องสอน

    แชร์เนื้อหานี้

    ร้องรถส่งออกกระทบรายได้ประชาชราษฎรตำบลห้วยผา อ.#เมืองแม่ฮ่องสอน จ.#แม่ฮ่องสอน #ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิงวอนขอให้ราษฎรในพื้นที่มีรายได้จากการขับรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดน ส่งออกไปยังช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้งเหมือนเดิม เนื่องจากราษฎรขาดรายได้และการใช้รถสไลด์และรถจอขนรถขึ้นไป ทำถนนเสียหาย ก่ออุบัติเหตุได้ง่าย

    เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. นายสุพัฒน์ กันทะสี ตัวแทนราษฎรตำบลห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และยื่นหนังสือร้องเรียน เรื่อง การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งรถยนต์ ส่งออกชายแดนร้องแห้ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อราษฎรและก่อความเสียหายต่อผิวถนนและรวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

    ตามที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง นำรถยนต์ เก่าส่งออกไปยังประเทศเมียนมาร์ ผ่านช่องทางห้วยผึ้ง ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยการบรรทุกบนรถสไลด์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งผ่านหมู่บ้านชุมชนไปยังจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนร้องแห้งนั้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการขนส่งรถดังกล่าว

    1. รถที่วิ่งรับจ้างขนส่ง ขับขี่ด้วยความเร็วสูงในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน ทำให้เกิดการชนทับสัตว์เลี้ยง (สุนัข,ไก่ ฯ)ของชาวบ้านเป็นประจำ จากการเร่งรีบทำรอบของรถบรรทุก
    2. ถนนในช่วงบ้านห้วยผึ้งถึงบ้านห้วยทรายขาว เป็นถนนกว้างเพียง 4 เมตร ทำให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถที่จะวิ่งสวนทางกันได้ ต้องหลบลงไหล่ทาง ทำให้เหยียบท่อประปาภูเขาของหมู่บ้านเสียหาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่มารับผิดชอบ ชาวบ้านต้องทำการซ่อมแซมเอง และยังทำให้ไหล่ทางเสียหาย เป็นหลุมเป็นบ่อเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
    3. รถบรรทุกมีความสูง เกี่ยวสายไฟฟ้า สายระบบสื่อสารของชาวบ้านเสียหายจากการบรรทุกที่สูงเกิน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบทรัพย์สินเสียหาย รวมทั้งในพื้นที่ได้มีนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนในตัวเมือง ทุกๆวัน จึงมีความเสี่ยงต่อบุตรหลานเขาวชนในพื้นที่ ที่อาจเกิดอุบัติเหตุเพราะรถที่วิ่งด้วยความเร็วและมีขนาดใหญ่ในทุกๆปีห้วงวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านชุมชนจะร่วมกันพัฒนารักษาความสะอาดตัดหญ้าตามแนวถนนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมากลับไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆจากการประกอบการชายแดนนี้เลย

    จากมาตรการ ในการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหมู่บ้านต่อชุมชนในพื้นที่แต่อย่างใด ยังได้สร้างผลกระทบทั้งมลภาวะฝุ่น เสียง และความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้านของชุมชน เสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ข้าพเจ้าผู้มีรายชื่อแนบท้ายหนังสือนี้จึงขอความอนุเคราะห์มายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทบทวนมาตรการในการขนส่งสินค้า การส่งออกของจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง ที่พี่น้องราษฎรได้รับผลกระทบในครั้งนี้ด้วย

    ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการจะ ขนรถเพื่อส่งออกไปช่องทางจุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง เวลาประมาณ 05.00 น. ของทุกวัน เพื่อจะเอาเที่ยวให้มาก สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก ถ้าบางวันรถที่มาจากเชียงใหม่ ตี 3 ตี 4 ขับขึ้นไปเสียงดังมาก ตอนขาลงมาก็ขับไวทำเวลาอีกแล้วประจวบเหมาะกับรถนักเรียนที่เรียนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน.จะรับไปส่งด้วยเด็กบางคนก็นำมอเตอร์ไซค์ไปเองเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ

    นายสุชาติ งามประพฤติ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตอนแรกก็กระทบเหมือนกันแต่ว่ากระทบน้อยหน่อย คือมีการกระจายให้คนในชุมชนรับจ้างขับรถเที่ยวละ 500 บาท ขับรถส่งออกขึ้นช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้ง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ แต่มาภายหลังได้มีการนำรถส่งออกบรรทุกบนรถสไลด์ หรือรถจอ บรรทุกขึ้นไปแทน เนื่องจากถนนแคบ ทำให้บางที่ก็ทรุด ปูนแตก เหยียบท่อประปา มันกระทบหนักกว่าเดิม ที่สำคัญชาวบ้านไม่มีรายได้แล้ว เขาให้รายละ 500 บาท ต่อ 1 เที่ยว ทำให้ชาวบ้านมีรายได้พอใช้จ่ายบ้าง แต่ช่วงหลังตามระเบียบของจราจร เขาให้บรรทุกบนรถสไลด์แทนการขับขึ้นไปเอง ข้อเสียคือรถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถสวนทางกันได้เนื่องจากถนนแคบ เวลารถน้ำหนักเกินทำให้ ถนนเสียหาย อยากให้มีปัญหาน้อยที่สุดด้วยการให้ชาวบ้านขับรถขึ้นไปเหมือนเดิม//

    สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว


    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านสุดทนร้อง นักข่าว กอ.รมน ตรวจสอบปัญหากลิ่นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ร้องจนเบื่อ เหม็นเหมือนเดิม

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 จากการตรวจสอบตรวจสอบเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกรโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8 โดย นายธีรศาสตร์  ช้างปลิว นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนตรวจและบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย และกำนันตำบลห้วยทราย เข้าร่วมตรวจสอบเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ในพื้นที่ หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ผ่านมาเมื่อปี/2567การตรวจสอบพบว่าเป็นการเลี้ยงสุกรประเภท ข มีระบบบำบัดน้ำเสียเป็นแบบ Biogas และบ่อปรับเสถียร ขณะตรวจสอบ

    มีการเปิดใช้งานระบบบำบัดน้ำเสียตามปกติ ไม่พบมีการระบายน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก บริเวณบ่อบำบัดท้ายโรงเรือนพบมีกลิ่นเหม็น จากการสอบถามฟาร์มพบว่ามีการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมาเวียนใช้ในโรงเรือน และมีการฉีดพ่นน้ำยา EM เป็นประจำทุกวันหรือไม่จาก ตรวจสอบบริเวณบ่อ Biogas ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และบ่อปรับเสถียรคันดินยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ คณะตรวจสอบ มีข้อเสนอแนะให้
    เพิ่มความถี่ในการกำจัดกลิ่น ปรับปรุงพื้นที่บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    พร้อมทั้งมอบหมายให้ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ดำเนินการติดตามการแก้ไขปัญหาของฟาร์มสุกรดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่20ตุลาคม2568ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหากลิ่นเหม็นจากฟาร์มเลี้ยงดังกล่าวยังพบปัญหาเดิมๆซ้ำซากส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางเข้าร้องเรียน กับนิติกร อบต.ห้วยทราย เพื่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามลงพื้นที่หาทางออกให้กับชาวบ้าน เนื่องจากฟาร์มดังกล่าวค่อยข้างมีฐานะเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านทำให้ไม่กล้าเปิดหน้าร้องเรียน ซึ่งปัญหานี้คงต้องรอการพิจารณาจากส่วนกลาง และจังหวัดอย่างจริงจังต่อไป
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายฉกรรจ์ 2 ราย บุกรุมทำร้าย!! อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านเกาะรัง ต.หนองหว้า

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (13 ต.ค.68) เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้าน นายอนันต์ อารี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 (ผู้เสียหาย) ร้องเรียนยัง นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เหตุเกิดเมื่อวันที่ (12 ค.ค.68) เวลาประมาณ 22.05 น. ผู้เสียหาย ได้กำลังนอนพักอยู่ บ้านเลขที่ 299 หมู่ 10 ต.หนองหว้าฯ (ที่เกิดเหตุ)

    ได้มีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน (อ้างว่าชื่อ อบต.นิว) ซึ่งขับรถมาก่อเหตุ ทะเบียน กบ 789 สระแก้ว รถ อีซูซุลักษณะสีรถบรอนซ์เขียว ได้มาที่บ้านหลังเกิดเหตุ แล้วได้สอบถามหากับ น.ส.จิตตรา อารี (บุตรสาวของผู้เสียหาย) บอกว่ามีธุระ จะขอคุยกับ นายอนันต์ ในขณะนั้น นายอนันต์ ได้ยินเสียงจึงได้เดินมาดู ก็พบว่ามีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน ยืนรออยู่ บริเวณบ้านหลังเกิดเหตุ

    หลังจากนั้นชายฉกรรจ์จำนวน 2 คน ดังกล่าวก็ได้ทำร้ายร่างกาย นายอนันต์ โดยการชกเตะ เข้าที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกาย ทำให้ นายอนันต์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณคอและตามร่างกาย

    ต่อมา..ได้มี นายบุรากร แซ่ลี้ เข้ามาห้ามปราม กระทั่งชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คนดังกล่าวได้หลบหนีไป ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์กับ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เพื่อขอความเป็นธรรมให้ทางผู้ก่อเหตุออกมารับผิดชอบให้สัมภาษณ์ นายอนันต์ อารี (ผู้เสียหาย)ให้สัมภาษณ์ จิตตรา อารี (ลูกสาวผู้เสียหาย) ให้สัมภาษณ์ บุรากร แซ่ลี้ (ลูกเขย)

    ภาพข่าว โดย ผอ.วงศกร ปราจีน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป๋านนท์ นายอานนท์ รถทอง เจ้าของล้งทุเรียนชุมพร จ้างตบ 10 ที 30,000 บาท โทษฐานแย่งผัวชาวบ้าน จ่ายค่าตบให้ลูกสะใภ้ ลูกชายมีชู้กับเสมียนล้งของตน

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ สอบถาม นาย อานนท์ รถทอง หรือป๋านนท์ อายุ 65 ปี เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนชื่อ ป๋านนท์&ป้าอร ตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชีย 41ฝั่งขาล่องใต้ เลขที่ 111/1 หมู่ 1 ตำบลตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร กรณี เมื่อวันที่ 6 ต.ค.68 จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ อานนท์ รถทอง โพสข้อความระบุว่า หาทีมตบประจำหลังสวนทุกทีม ให้ตบครั้งละ 30,000 ต้องตบ 10 ทีขึ้นไป ค่าตำรวจ ออกให้ แล้วแต่ทีมไหนเจอก่อนตบก่อน จ่าย 30,000 แล้ว ทีมต่อๆไปใครเจอตบได้เลยมารับอีก 30,000 วันเจอกี่ครั้ง ให้ตบทุกครั้งแล้วมารับเงินจากป๋านนท์ โทษฐานแย่งผัวชาว บ้านเค้า ตัวเองก็มีผัวอยู่แล้วยังมาแย่งผัวคนอื่นเค้าอีกหญิง ก็ ชั่วชายก็เลวบัดซบ ขอบพระคุณมากป่านนท์แก่แล้วไปตบ เองไม่ไหว (ตบแล้วถ่ายรูปมาเบิกเงินค่าปรับออกให้) พ่อผัว จ่ายค่าตบให้ลูกสะใภ้ครับแล้วก็ให้ตบได้ทั่วราชอาณาจักร ใครตบ เสร็จถ่ายรูปมาครับตบได้ทุกวัน จนกว่ามันจะเลิก กับลูกชาย (อยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกที่ ของอำเภอหลังสวน และตะโก ถ้าเจอรถสี่ประตู ฟอร์ดแร็พเตอร์ ทะเบียน 3456 จันทบุรี สีดำ

    อยากให้จับอาวุธ ข้าวหลามมีอยู่สองกระบอก 11.มม กลับ9 มม ครับ มองแล้วลูกชายไม่ปกติเหมือนโดนวางยา ครับ ขอเจ้าหน้าที่คนไหนสภ. ไหนจับได้ผมในฐานะพ่อครับ ขอเลี้ยง กาแฟ 50,000 ครับคิดว่าสงสารคนแก่ๆครับ” พร้อมกับโพสภาพหญิงลูกจ้างกับลูกชายป๋านนท์ เล่าด้วยความอัดอั้นใจอีกว่า ความเป็นมาก่อนโพสเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กว่า “นางอร หรือหญิงที่เป็นชู้กับลูกชาย ของตนนั้น คือเป็นลูกจ้างใน ล้งทุเรียนของตนทำงานในตำแหน่งเสมียน อยู่กินกับหลานชาย เรา เลยเห็นใจว่าได้อยู่กินกับหลายชายก็เลยยกสถานะจากลูกจ้างมาเป็นหลานสะใภ้อยู่กินกันมาเป็นปี จนมารู้แน่ชัดเมื่อเร็วๆนี้ว่าแอบคบชู้เอาลูกชายของตนที่มีถานะเป็นเจ้านายในล้งก็ตกเป็นผัวของนางอีกคน รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายมีภรรยาอยู่แล้ว ซึ่งลูกสะใภ้เป็นคนขยันทำงานแต่อยู่ต่างจังหวัด ตนเองทนเห็นผู้หญิงแบบนี้มาทำลายครอบครัว มาทำชั่วกันเรายอมไม่ได้ ให้ครอบครัวพังไม่ได้ หมดเท่าไหร่ก็ยอม จึงโพสข้อความ ใครตบอีอรนี้ได้ให้ครั้งละ 3 หมื่นบาท แต่ต้องตบครั้งละประมาณ 10 ที แค่ตบสั่งสอนเท่านั้น เจอตบจนกว่าจะเลิกกับหลานและลูก เมื่อนั้นจบกัน ถ้าไม่เลิกเจอตบตลอดตบได้ทั่วประเทศ


    ความคืบหน้า ป๋านนท์ เล่าด้วยความอัดอั้นใจอีกว่า จากกรณีที่ได้จ้างตบพูดตรงตรงเลยครับทำไมสังคมสอบถามว่าทำไมตบแต่ผู้หญิงทำไมไม่ให้ตบผู้ชาย ใจจริงผมอยากให้ตบทั้งคู่แต่ทีนี้ลูกชายมีข้าวหลามพกอยู่ตลอดเวลาถ้าให้คนอื่นไปตบเหมือนกับให้เค้าไปตายเพราะว่าลูกชายเป็นคนมุทะลุ แต่งานนี้พูดตรงตรงว่าผมเป็นพ่อในฐานะหัวหน้าครอบครัวและผมรักครอบครัว สร้างตัวมาเพื่อ อนาคตของลูกทุกคนทั้งลูกทั้งหลานแต่ในตอนนี้ลูกหลานเดินไปในทางที่ผิดผิดพลาดเราก็รับไม่ได้ปี๊ดแตก โมโหสุดสุดเพราะว่าทำงานมาจนอายุป่านนี้แล้วอายุก็ 65 66 ปี หวังว่าอยากจะวางมือเต็มที่ให้กับลูกชายแต่มันมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับไฟไหม้บ้านผมถึงอยากจะขอโทษสังคมที่เมื่อวานนี้อารมณ์พาไปในช่วงอารมณ์พาไปเท่าไหร่ผมก็ยอมแต่มาคิดได้มันไม่ดีเพราะเราอายุมากแล้วยังจะไปส่งเสริมความรุนแรงต่อสังคมผมจึงขออยากยกเลิกทุกกรณีที่ว่าจ้างตบ ขอยกเลิกทั่วประเทศเลยทุกกรณีสองคนนี้เค้าก็ออกจากบ้านผมไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเค้าออกไปแล้วทรัพย์สินที่เขาได้ไปที่เค้าติดตัวไปแค่นั้นส่วนซับมรดกทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางผมจะเรียกกลับหมดถ้าเกิดอะไรขึ้นผมไม่รับผิดชอบขอยุตติในการจ้างจบแค่นี้ผมก็เจ็บปวดมากแล้วนายสุวิทย์ พลานชุน ประธานสภาทนายความจังหวัดหลังสวน กล่าว ในกรณีที่บุคคลโพสต์หาคนรับจ้างตบ แต่ในขณะนี้ยังไม่ปรากฏผู้รับจ้างมากระทำความผิดนั้นยังไม่เกิด ผู้โพสต์นั้นยังไม่ไม่มีความผิด ยังไม่ได้ใส่ร้าย ยังไม่ได้ไปว่าให้บุคคลใดเสียหาย เพราะฉะนั้นในกรณีความผิดเกี่ยวกับเรื่องพรบ.คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่เกิดถ้าต่อไปนี้คนใดคนหนึ่งรับจ้างตามข้อความ ที่ได้โพสต์แล้วได้กระทำตามที่โพสต์ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับตัวผู้กระทำได้ก็ถือว่าบุคคลนี้ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายส่วนผู้ที่โพสต์ ถ้าตำรวจนำสืบได้ว่าหรือว่าข้อมูลชัดเจนโยงถึงผู้โพสต์เพราะว่าผู้กระทำได้ไปทำตามที่โพสต์ไว้ก็มีความผิดฐานจ้างวาน ใช้จ้างวาน แต่ต้องให้มีบุคคลใดคนหนึ่งไปกระทำความผิดตามที่เค้าว่าจ้างก่อนแล้วในขณะนี้เค้าไม่ได้ระบุตัวผู้จ้างวานว่าเป็นนาย ก.หรือนาย ข ได้แต่ประกาศหาผู้รับจ้างถ้าใครมารับจ้างไม่ว่าจะเป็นกี่คนแล้วเค้าไปทำความผิดนี้ตามที่เขาว่าว่าจ้างนี้ คนที่โพสต์ก็จะถือว่าเป็นผู้ว่าจ้าง ผู้จ้างวาน

    บุคคลใดก็แล้วแต่จะเป็นบุคคลที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ถ้าเข้าไปทำในลักษณะก็เป็นความผิดฐานเดียวกันคือเป็นผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายอะไรก็แล้วแต่ที่ความผิดมันเกิดแล้วก็บุคคลที่โพสต์นี้ก็จะเป็นผู้ว่าจ้างทุกเรื่อง คือผู้กระทำความผิดฐานไหนทำร้ายร่างกายพยายามฆ่าหรืออะไรก็แล้วแต่คือบุคคลนี้เป็นผู้ว่าจ้างใช้วาน ในกรณีที่ไปกระทำโดยเจตนาหรือว่าไปทำร้ายร้ายร่างกายถ้าต่อมามีบุคคลเสียชีวิตเหตุใดเหตุหนึ่งก็มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายทำให้บุคคลถึงแก่ความตาย เหตุเกิดโดยประมาททำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายก็เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนได้ความก็ตั้งข้อหาไปผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ก็มีความผิดฐานจ้างวานในกรณีนั้นในความผิดนั้นตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาเพิ่มเติมกรณีที่ผู้โพสต์ได้กระทำใดๆให้สื่อถึงผู้เสียหายไม่จะใช้ชื่อหรือรูปภาพของผู้เสียหายจะมีความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอีกด้วย

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร้องเรียนนายทุนขุดเขาป่าสงวนขายแถมยังทำให้เกิดฝุ่นหินประชานได้รับความเดือนร้อนหนัก

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรณีประชาชนร้องเรียนนายทุนขุดภูเขาขายไม่เกรงกลัวกฎหมาย แถมยังสร้างมลภาวะเป็นพิษทำให้เกิดฝุ่นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ

    พื้นที่บริเวณถนนสายสามควนบ้านรัตนโกสัย หมู่ที่ 5ตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ในเขตป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 พื้นที่ป่าอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำภาคใต้ตามมติ ครม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 ขั้นที่สามอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ

    นำโดยนายสมเจตร์ เจริญทรง นายอำเภอทุ่งตะโกพร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชพ7 ตะโกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทุ่งตะโก เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก

    จังหวัดชุมพรเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ปากตะโก จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตรวจสอบพื้นที่พบป่าเสียหายจำนวนหนึ่งแปลงเนื้อที่ประมาณ 4ไร่ 86 ตารางวา ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าเสียหายสิ่งแวดล้อมได้

    ในพื้นที่พบรถแม็คโฮหนึ่งคันยี่ห้อ SUMITOMO สีเหลืองรุ่น ฆ็ 210 F 66 จอด อยู่ในสถานที่เกิดเหตุนายอำเภอทุ่งตะโกจึงได้โทรศัพท์ประสาน หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าในพื้นที่ให้เข้าร่วมตรวจ

    สอบพื้นที่ที่มีการขุดตักดินบริเวณ พบที่ที่ถูกร้องเรียนจากนายอำเภอทุ่งตะโก กรณี พบเห็นการขุดตักดินในพื้นที่ถนนสายสามควรหมู่ที่ห้าบ้านรัตนโกสินทร์ตำบลปากตะโกอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพรนั้น

    เจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าไปถึงยังพิกัดที่แจ้งข้างต้นคณะเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเพื่อตรวจสอบโดยรอบตรวจพบรถแม็คโฮ จอดอยู่ในพื้นที่และมีร่องรอยการขุดตักดินในพื้นที่ด้วยรถแม็คโฮ

    คันดังกล่าวเพราะแม้ว่าขณะตรวจสอบรถแม็คโฮ จะจอดอยู่ไม่ได้ทำการขุดตักดินก็ตามแต่จากร่องรอยการขุดตักดินนั้นเห็นได้ว่าลักษณะของร่องรอยผิวหน้าดินที่ ถูกขุดตักดินนั้นตรงกับฟันของบุ้งกี๋รถแม็คโฮ

    ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่ารถแม็คโฮ คันดังกล่าวได้ทำการขุดตักดินมาแล้วและไม่พบบุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในที่เกิดเหตุตรวจสอบสภาพพื้นที่โดยรอบเป็นสวนยางพาราพบเพียงร่องรอย การขุดตักดินเป็นลักษณะที่ลาดชันซึ่งพื้นที่เป็นเนินดินค่อนค่อนข้างสูงชัน ไม่มีไม้ใหญ่ที่สามารถใช้เป็นสินค้า

    ได้คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสอบถาม นายสมยศ ธารักษ์ สมาชิกสภาเทศบาลปากตะโก ว่าทราบหรือไม่ว่าพื้นที่แปลงนี้เป็นของใครมีเอกสารสิทธิ์ทาง ที่ดินหรือไม่และเป็นการกระทำของผู้ใด นายสมยศ ธารักษ์ สมาชิกสภาเทศบาลปากตะโก ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ว่าพื้นที่ที่พบว่ามีการขุดตักดินแปลงนี้เป็นของ นายประจักษ์องอาจ

    ซึ่งปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยไม่ทราบว่ามีเอกสารสิทธิ์ทางที่ดินเป็นอะไรและตนก็ไม่ทราบว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำของผู้ใดขณะเข้าตรวจสอบมีญาติเจ้าของที่ดินเข้ามา พูดคุยพร้อมยื่นเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)มาเป็นหลักฐานคณะเจ้าหน้าที่

    ได้ตรวจสอบเอกสาร นั้นพบว่าไม่ได้มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินมายืนยันเห็นตรงกันว่าหากเจ้าของที่ดินมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินให้นำมาแสดงต่อคณะเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์แจ้งไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาสวี เพื่อตรวจสอบรังวัดแนวเขตที่ดินดังกล่าวต่อไป

    เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชพ7 ตะโก แจ้ง เป็นการกระทำความผิดกฏหมายว่าด้วยการป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้างแผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดใดอันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

    ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่จึงได้ใช้เครื่องมือตรวจวัดค่าพิกัดดาวเทียม GPS ทำการตรวจวัดค่าพิกัดดาวเทียมพื้นที่ที่ถูกบุกรุกหนึ่งแปลงโดยวัดค่าพิกัดได้โดยรอบแปลงพื้นที่เกิดเหตุได้ค่าพิกัดจำนวน 17 จุดซึ่งคำนวณพื้นที่ได้มีเนื้อที่สี่ไร่ 86 ตารางวาได้นำค่าพิกัดดังกล่าวไปถ่ายทอดลงในแผนที่หนึ่งต่อ 5000 ปรากฏว่าเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าพุทธศักราช 2484 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการจัดทำบันทึกการตรวจยึดจับกุมพร้อมเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องไปแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากตะโกเพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / สำนักศิลปากร 12 แจ้งความเอาผิดคนลักลอบขุดเขาสามแก้ว

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 24 กันยายน 2568 นายภัทรพงษ์ เก่าเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช พร้อมนางสาวกาญจนา สากระแสร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยการลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุ บริเวณแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร หลังจากได้รับทราบจากสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีบุคคลโพสต์ Facebook ระบุว่า มีการลักลอบขุดค้นในพื้นที่ดังกล่าว

    จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่ามีหลุมร่องรอยการขุดหลายจุด ซึ่งเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 จึงได้เดินทางไปยัง สภ.เมืองชุมพร เพื่อแจ้งความต่อ ร.ต.อ.สหชาติ สังข์สม พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองชุมพร ขอให้สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ทั้งนี้ การลักลอบขุดค้นโบราณวัตถุมีโทษร้ายแรงตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 700,000 บาท และหากผู้ใดซ่อนเร้น จําหน่าย หรือรับซื้อ รับจํานํา หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุอันได้มาโดยการกระทําความผิด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

    “สำนักศิลปากรที่ 12 ขอความร่วมมือประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมเฝ้าระวังและอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ หากพบเห็นการลักลอบขุดค้น ครอบครอง ซื้อ ขาย หรือรับซื้อโบราณวัตถุ โปรดรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสำนักศิลปากรใกล้เคียงทันที เพื่อร่วมกันปกป้องสมบัติอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป ซึ่งสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช สามารถโทร.แจ้งได้ที่หมายเลข 075-356458 หรือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร โทร.077-630758” นายภัทรพงษ์ กล่าว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาชน อ.พานเตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต้านโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะ จี้รัฐยกเลิก MOU

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 26 กันยายน 2568นี้ มวลชนต้านโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอำเภอพาน นัดรวมพลครั้งใหญ่แสดง. ยืนกรานไม่เอาโรงไฟฟ้า พลังงานขยะ จี้องค์กรณ์รัฐยกเลิก MOU อปท.ท้องที่เกี่ยวกับโครงการกำจัดขยะความคืบหน้าล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า

    ประชาชนชาวอำเภอพาน 4 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลทานตะวัน ตำบลแม่เย็น ตำบลหัวง้ม ตำบลม่วงคำ ได้ออกมาเคลื่อนไหวจัดเวทีแสดงความคิดเห็นโดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเวทีแสดงความคิดเห็น และรวมพลังแนวร่วมแต่ละหมู่บ้านร่วมแสดงแนวคิดเห็นผลข้อได้เสีย การสร้างโรงงาน

    ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่4 ตำบล ได้แสดงความคิดเห็นอันเป็นแนวทางอันเดียวกันว่าไม่เอาโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานขยะฯโดยล่าสุดเมื่อวันที่4กันยายนที่ผ่านมาตัวแทนประชาชนในพื้นที่ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมการจัดการ จัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย จังหวัดเชียงราย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับว่าเป็นการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานของรัฐเนื่องจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีผลกระทบต่อห้วย หนอง คลอง บึงแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่และมลพิษทางอากาศ จึงได้มีการเรียกร้องให้ยกเลิกMOU เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

    อยู่ระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่และเรียกร้องประชาชนสี4ตำบล จะนัดรวมพลครั้งใหญ่ซึ่งจะมีพลังมวลชนเกือบ 1,000 คน โดยนัดรวมพลที่ โรงเรียนบ้านปูแกงโดยจะมีการปราศรัยใหญ่และเคลื่อนขบวนไปตามเส้นทาง ในพื้นตำบล ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอพาน วกกลับเส้นทางถนนพหลโยธิน เพื่อแสดงถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เอาโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะในพื้นที่อำเภอพานและการเรียกร้องให้มีการยกเลิกMOUโดยเร็วที่สุดความคืบหน้าจะนำเสนอให้ทราบต่อไป.

    ​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช.ฟัน 3 ข้าราชการ อบจ.มุกดาหาร จัด”ทัวร์ผี! เบิกค่าเดินทาง–ที่พัก คนไม่ไปจริง จัดอบรมลงชื่อซ้ำโกงงบหลวง

    แชร์เนื้อหานี้

    นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 มีมติชี้มูลความผิดกรณีเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มุกดาหาร ทุจริตงบประมาณโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานประจำปี 2556

    โดยการไต่สวนพบว่า การอบรมที่โรงแรมริเวอร์ซิตี้ จ.มุกดาหาร ระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2556 มีการลงชื่อผู้เข้าร่วมไม่ตรงข้อเท็จจริง พบรายชื่อซ้ำซ้อน 38 คน ทำให้มีการเบิกค่าอาหารเกินจริง 14,600 บาท ขณะที่การเดินทางไปศึกษาดูงาน จ.ระนอง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 23–26 พฤษภาคม 2556 มีผู้เข้าร่วมจริงเพียง 77 คน แต่กลับมีการเบิกค่าใช้จ่ายในนาม 157 คน รวมถึงค่าอาหารและค่าที่พักอันเป็นเท็จ ทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารได้รับความเสียหาย

    จากการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลว่านายรณรงค์ สินทรัพย์ หัวหน้าสำนักปลัด อบจ.มุกดาหาร ในขณะนั้น และนางบัวพันธ์ กอดแก้ว รองปลัด อบจ.มุกดาหาร ปฏิบัติราชการแทนปลัด อบจ.มุกดาหาร มีมูลความผิดทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 264 และ 268 รวมทั้งมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์มิชอบ

    สำหรับนางอภิวราภัคณ์ เกิดจันทึก ผู้อำนวยการกองคลัง อบจ.มุกดาหาร มีมูลความผิดทางอาญาในฐานะเจ้าหน้าที่การเงินที่จัดทำและรับรองเอกสารการเบิกจ่ายซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 และมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของทางราชการเกี่ยวกับการเงินการคลัง ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

    ขณะที่ ส.ต.ต.หญิง เพชรรัตน์ แสนวิเศษ แม้พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดทางอาญา แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

    ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีก 10 ราย ประกอบด้วย นางมลัยรัก ทองผา, บริษัท มุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนลการท่องเที่ยว จำกัด, นางพนิดา กุญชร กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ , นางณฤชาฎา เดชพิพัตร, นางอุมาพร สินธุเสก, นางซิน ทองคำกัลยา, นางชาริณี คูณทวี หรือมานะกิจสมบูรณ์, นางสาวกิติญาณี เลิศชนะเกียรติกุล, นายสมชาย รัชตะสาคร และนายบรรจง ประทุมสุวรรณ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

    ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญากับนายรณรงค์ สินทรัพย์ นางบัวพันธ์ กอดแก้ว และนางอภิวราภัคณ์ เกิดจันทึก พร้อมทั้งส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยกับทั้ง 3 ราย รวมถึง ส.ต.ต.หญิง เพชรรัตน์ แสนวิเศษ และให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารเร่งดำเนินการเรียกค่าเสียหายคืนแก่ทางราชการต่อไป

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #ทุจริตจัดทัวร์ผี #โกงงบอบรม #อบจมุกดาหาร #ปปชฟันไม่เลี้ยง #ภาษีประชาชน #ทุจริตไม่รอด #มุกดาหาร #ปปช #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชลประทานที่ 1 เร่งตรวจสอบความเสียหายอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง หลังได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ”

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ (8 กันยายน 2568) เวลา 16.00 น. #นายณัฐวุฒิ #นากสุก #ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม #สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วย #นายปารเมศ #การุณนราพร #ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน

    และนายภมร เพชระบูรณิน หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อ่างเก็บน้ำได้รับความเสียหายบริเวณทำนบดินและอาคารระบายน้ำล้น หลังจากพื้นที่เกิดฝนตกหนักอย่าง

    ต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ตามปกติ

    เพื่อประเมินความเสียหายและหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ประสานไปยังฝ่ายจัดการความปลอดภัยเขื่อนและอาคารชลประทาน

    เพื่อส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบรายละเอียดของความเสียหายในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อวางแผนการซ่อมแซมและแก้ไขปัญหาต่อไป
    …#สมจิตร แสงบันลังค์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพไทยระดมสรรพกำลัง พร้อมทุ่มเท เคียงข้าง ช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูสะพานเสียหายจากน้ำไหลหลาก” / ปค.ดงหลวง – เมืองมุกดาหาร สนธิกำลัง จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นาวาอากาศเอกเชิดชู ชูเสน ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สั่งการให้ชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว และชุดปฏิบัติงานช่าง หน่วยช่างพัฒนา หน่วย

    พัฒนาการเคลื่อนที่ 24 นำเครื่องมือยานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ ร่วมกับส่วนราชการและประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ดำเนินการซ่อมแซมฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและสะพานข้ามลำห้วยพังคอง พื้นที่บ้านป่าหวาย ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ที่ชำรุดเสียหายบริเวณคอสะพาน

    เนื่องจากน้ำกัดเซาะ ผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการใช้เส้นทางจราจร จำนวน 446 ครัวเรือน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางในการใช้สัญจรระหว่างตำบลบ้านโคกกับตำบลดงมอน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เส้นทางดังกล่าวกลับมาใช้ได้ตามปกติต่อไป

    ทั้งนี้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานช่วยเหลือ ประชาชน

    ได้ทันทีเมื่อเกิดภัยหรือได้รับการร้องขอ ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนา และช่วยเหลือประชาชนอย่างสุดความสามารถของกองทัพ เพื่อความผาสุขของประชาชนชาวไทย

    ปค.ดงหลวง – เมืองมุกดาหาร สนธิกำลัง จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง (ผอ.ศป.ปส.อ.ดงหลวง) ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง สนธิกำลัง

    ร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ภายใต้การอำนวยการของนายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร (ผอ.ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร) ลงพื้นที่ ต.โพนทราย อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อสกัดกั้นและจับกุมผู้ค้ายาเสพติด

    การปฏิบัติครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการขยายผลผู้เสพในพื้นที่ อ.ดงหลวง จนสามารถจับกุมนายกำธร วาปี อายุ 45 ปี ชาว อ.เมืองมุกดาหาร ได้พร้อมของกลางยาบ้า 236 เม็ด และเม็ดแตกอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงเงินสด 3,160 บาท

    เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ดงหลวง #เมืองมุกดาหาร #ปกครองเข้ม #มุกดาหารไม่เอายาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าของสวนสมุนไพรแจ้ง เอาผิดชายฉกรรจ์บุกรุกพื้นที่จับกุมคนสวนโดยไม่มีหมายศาล ทนายความจ่อเอาผิดอีกหลายคดี

    แชร์เนื้อหานี้

    น.ส.สุภาดา วงศ์ซิ้ม เจ้าของสวนสมุนไพร ได้ลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แกลง ว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองของอำเภอ บุกรุกเข้าไปในพื้นที่บ้านเลขที่ 8/2 ม.5 ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง โดยไม่มีการแสดงบัตรเจ้าหน้าที่และหมายศาล

    จากนั้นได้ควบคุมตัวพงศ์สุระ ลาภเงิน ซึ่งเป็นผู้ดูแลบ้านและสวน ก่อนจะบังคับขู่เข็ญให้ปลดล็อกรหัสโทรศัพท์ ก่อนจะชิงเครื่องโทรศัพท์ไปลบข้อมูลภาพถ่ายในเครื่องที่ผู้ดูแลบ้านและสวนได้ถ่ายไว้ขณะกลุ่มชายดังกล่าวบุกรุกเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต

    ก่อนทั้งสามคนจะข่มขู่ต่างๆ นานา พร้อมทั้งทำร้ายร่างกาย และบังคับขึ้นรถยนต์ไป โดยไม่ทราบว่าไปที่ใด จึงเข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

    ด้าน นายณัฐพล ทองคำ ทนายความ เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบและสร้างความต่อเจ้าของสวนเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีคนงานมาคอยดูแลพันธุ์ไม้ที่เพาะปลูกไว้ในสวน ซึ่งจะได้เดินทางมาแจ้งความเอาผิดในข้อหาแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน, ชิงทรัพย์, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157, การเข้าตรวจค้นไม่มีหมายศาล, การจับกุมไม่มีหมายศาล, ร่วมกันบังคับข่มขืนใจผู้อื่น, ร่วมกันทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อไปไม่รอด ชาวบ้านลุกฮือ! ลงชื่อคัดค้านทะลุเกือบพันคน จี้ยกเลิก MOU ใกล้แหล่งน้ำและชุมชน มกเม็ดไม่โปร่งใส ใครเอี่ยวมีหนาว

    แชร์เนื้อหานี้

    ผู้สื่อข่าวเชียงรายรายงานว่าเวลา09.00น.วันที่ 19 สิงหาคม 2568 กลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จากหลายตำบลประกอบด้วยตำบลแม่เย็นตำบลลลทานตะวันตำบลป่าหุงตำบลหัวง้ม อ.พาน จ.เชียงรายได้นัดชุมนุมที่โรงเรียนบ้านท่าหล่มตำบลทานตะวัน อำเภอพานจังหวัดเชียงรายเพื่อ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการถึงประเด็นคัดค้านโรงงานไฟฟ้าจากขยะ พี่จะดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ตำบลแม่เย็นอำเภอพานจังหวัดเชียงราย ในการชุมนุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชุมนุมและลงชื่อในหนังสือคัดค้านไม่เอาโรงงานไฟฟ้าจากขยะ ล่าสุดทะลุเกือบหลักพันคนแล้ในที่ชุมนุมมีแกนนำ

    ผู้คัดค้านที่นำโดย พันตรี สมเจต ช่างซอได้เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตัวบุคลแสดงความคิดเห็น ต่อหน้าประชาชนเป็นจำนวนหลายร้อยร้อยคนที่มาชุมนุม อาทิ สจ.เขตพื้นที่อำเภอพาน แกนนำต่อต้านที่ตำบลป่าหุ่งฯลฯ

    การปราศัยแสดงความคิดเห็น หยุดในเวลา12.00น.เพื่อทานอาหารกลางวัน และจะมีการตั้งขบวนรถแห่ออกจากที่จุดชุมนุมไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอพาน วกกลับทางแยกเข้าตัวอำเภอพานบริเวณพระธาตุจอมแย่

    ขาล่อง มุ่งตรงไปยังตำบลแม่เย็นผ่านไปยังจุดบ้านสันไม้ฮาม บริเวณที่ดินที่ตั้งโครงการโรงงานไฟฟ้าฯไปต่อเรื่อยๆผ่านหน้าที่ทำการอบต.แม่เย็น และสิ้นสุดรร.บ้าท่าหล่มที่ตั้งจุดชุมนม ขบวนรถแห่ครั้งนี้ยาวนับ1กิโลเมตร

    พันตรี สมเจต ช่างซอแกนนำต่อต้าน ได้กล่าวต่อที่ชุมนุมว่านัดหน้าจะมีการรวมตัวอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อยุติและได้คำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยกเลิก MOU โรงงานไฟฟ้า พลังงานจากขยะตามหนังสือที่ยื่นไปถึงหลายหน่วยงานก่อหน้าที่จะมีการนัดชุมนุมใหญ่.
    สมจิตร แสงบัลลังค์ ทีมงานข่าวเชียงราย รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วช. ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัยลด PM2.5 ที่จังหวัดน่าน สร้างเครือข่ายจัดการเศษวัสดุเกษตร-ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 19–20 สิงหาคม 2568 — สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้แผนงานวิจัย “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักของแผนงาน

    ในการนี้ นายสุชัช ศุภวัฒนาเจริญ ผู้อำนวยการภารกิจการวิจัยของประเทศด้านสัตว์เศรษฐกิจ พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่ดำเนินงานและร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเครือข่ายท้องถิ่น ในโครงการ “การพัฒนาเครือข่ายชุมชนการจัดการวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรเพื่อลดจุดความร้อน (Hotspot) และฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดน่าน”

    โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ดวงใจ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนในจังหวัดน่าน อาทิ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดน่าน บริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดแคชชิว นัท ริช กรุ๊ป (ไทยแลนด์) และองค์การบริหารส่วนตำบลส้าน

    โครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทางการเกษตร เพื่อลดการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของจุดความร้อนและ PM2.5 โดยเชื่อมโยงสู่การสร้างอาชีพทางเลือกในชุมชน เช่น การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ การเพาะพืชน้ำสำหรับอาหารสัตว์เศรษฐกิจ รวมถึงการแปรรูปผลผลิตและพัฒนาการตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงนอกฤดูการผลิต

    พร้อมกันนี้ยังเน้นการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน ผสานกับองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และผลักดันแนวทางการบริโภคที่ยั่งยืน สู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำและความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาว

    การประชุมและติดตามในครั้งนี้ ถือเป็นการสานพลังระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่ อันจะนำไปสู่รูปธรรมในการลดมลพิษทางอากาศ และการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เข้มแข็งในชุมชนต่อไป

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ จ.นครสวรรค์ยื่นเรื่อง ให้ สส.บัญชา เดชเจริญศิริกุล และคณะ สส. เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 25 68  กลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จังหวัดนครสวรรค์  เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด  อำเภอตากฟ้า  อำเภอตาคลี  อำเภอไพศาลี  อำเภอท่าตะโก  และจังหวัดสุพรรณบุรี จากหลายตำบล ประมาณ  500 คน มารวมตัวกัน ณ ที่ว่าการอำเภอตากฟ้า เพื่อแสดงพลัง สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนให้รัฐบาล โดย ยื่นหนังสือต่อ นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัคนครสวรรค์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขต 2 พรรคเพื่อไทย  นายพีระเดช  ศิริวันสาณฑ์  
    สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย  นายเศวต  เพชรนุ้ย  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครคสวรรค์  นางพนิดา  วานิชรัตน์  พาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์  นายคมกฤช  อุทะโก  เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับเรื่องร้องเรียน   ซึ่งกลุ่มเกษตรกร ได้ทำหนังสือร้องเรียนใน  เรื่อง ข้าวโพดจีเอ็มโอนำเข้าเสี่ยงจะบ่อนทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่นเกษตรไร่นาไทย     โดยเนื้อหาว่าจากการที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบชพ.) เมื่อวัน

    อังคารที่ 10 มิถุนาขน 2568 เวลา 13.00 น. มีมติส่วนใหญ่ให้นำเข้าข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรม จากอเมริกาได้ในกรอบ 1.0 ล้านต้น ให้อยู่ในมาตรการ 3:1 โดยให้เอกชนเป็นผู้นำเข้าได้ ซึ่งมีผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และข้าว ที่กระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และเป็นผู้สร้างรายได้ต้นน้ำทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งที่ผลผลิตวัตถุดิบหมวดพลังงานในประเทศทั้งหมดมีเพียงพอและอยู่ในสภาวะลิ้นตลาดในปัจจุบัน แต่หลังจากมีการเจรจามาตรการทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่าเกิดเงื่อนไขที่เลวร้ายมากขึ้น โดยจะมีการเปิดโอกาศให้นำเข้าข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมเข้ามาได้ถึง 3.0 ล้านต้น และขังจะให้นำเข้ากากข้าวโพด (DDDGS) อัตราอากรนำเข้าเป็น 0% ในปริมาณ 1.0 ล้านต้น

    ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อตกลงโดยไม่สนใจถึงผลกระทบอย่างไร้ความปราณี ไร้ความเท่าเทียมในสังคม แถมด้อยค่าในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติและผู้เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจ ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเป็นผู้ก่อให้เกิดรายได้ต่อเนื่องทางเศรษฐกิจท้องถิ่นมานับตั้งแต่มีประวัติศาสตร์ประเทศไทย และเป็นประเทศที่มีพื้มีพื้นที่และภูมิศาสตร์เหมาะกับเกษตรกรรม สุดท้ายเสี่ยงที่จะทำลายความั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว จากสร้างความเหลื่อมลำทางรายได้ การเติบโตของ GDP ที่ไม่เสมอภาคกระจุกตัวอยู่เฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ไม่กี่กลุ่มการวางแผนอย่างเป็นระบบมากกว่า 10 ปี ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเปิดโอกาสให้นำเข้าเข้าข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมจากอเมริกาและวัตถุดิบทดแทนในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่สวนทางกับรัฐบาลของกลุ่มประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ตัวอย่างเช่นสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และออสเตรเลีย ทุกประเทศต่างพยายามปกป้อง ส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาอาชีพทำไร่ทำนา รวมถึงเสริมด้านการตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงกับอุดหนุนทางการเงินเพื่อให้ส่งออกไปเข่งขันในตลานตลาดได้ เพราะ ถึงแม้ GDP จากภาคเกษตรไร่นาจะไม่สูง แต่มันคือความมั่นคงของประเทศ เพราะเป็นช่วยรองรับแรงกระแทกจากวิกฤติเศรษฐกิจที่มีต่อภาคอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ สมาคมการค้าพืชไร่และเกษตรกรชาวไร่ขาวนาไทย ขอให้ผู้ที่ทำกับดูแลตามแนวทางดังต่อไปนี

    1. ยับยั้งการนำเข้าข้าวโพดตัดต่อพันธุกรรมและ DDGS จากประเทศอเมริกา หรือชะลอ
      ไม่ให้มีการรนำเข้าวัตถุดิบทดแทนจากต่างประเทศ ในสการที่วัตถุดิบหนาดพลังหลัง
      ไทยทั้งหมดยังล้มตลาดอยู่ ไม่ควรนำเข้าวัดถุดิบทดแทนต่างๆในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
    2. กำหนดมาตรการยกระดับราคาผลผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และจากพื้นที่ไร่นาภายในประเทศ ให้เกษตรกรพอมีกำไรในการดำรงชีพเพียงพอต่อการชำระหนี้

    1. สนับสนุนให้โรงงานอาหารสัตว์ไทยพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจองถิ่นและภูมิภาคมากยิ่งขึ้งขึ้น
    2. ไม่เป็นเครื่องมือในการสร้างการค้าผูกขาดให้กับธุรกิจ ปกป้องอธิปไตยทางอาหารและอธิปไตยทางการตลาดพืชวัตถุดิบหมวดพลังง
    3. ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) มีการสำรวจปริมาณข้าวโพดต่อไร่อย่าง โปร่งใส
    4. ให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อในช่วงเวลาผลผลิตกายในประเทศออก และควรรับซื้อมากกว่ากำลังการผลิต 2-3 เท่า
      ซึ่งเบื้องต้น วันพุธ 20 ส.ค. 2568 ทางคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ จะขอคิวปรึกษาหารือในเรื่องนี้ต่อไป