คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวศิลป และ วัฒนธรรม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศึกษาใน จ.นครปฐม จัดงานเนื่องในวันครู ครั้งที่ 70 ปี 2569 ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม ร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดนครปฐม จัดงานเนื่องในวันครู ครั้งที่ 70 ปี 2569 “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เทิดพระเกียรติสมเด็จ

พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายกจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ ร่วมพิธีเนื่องในวันครู ครั้งที่ 70 ปี 2569 ซึ่งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม ร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดนครปฐม จัด

ขึ้นเพื่อประกอบพิธีระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน รวมถึงส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดี

หรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน ในครั้ง นี้ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม และ นางวิลาสินี สะสมทรัพย์ ภรรยา, นายวีรวิชญ์ สะสมทรัพย์ และนายฐิรวิชญ์

สะสมทรัพย์ บุตรชาย ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร และพิธีแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ เนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ.2569 และพร้อมด้วย ผู้บริหารทางการศึกษา ครู อาจารย์ และคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาเข้าร่วมพิธี จำนวนมาก

วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า”คุรุสภา”

มีสถานะเป็นนิติบุคคลและให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความเห็นในเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการจัดสวสัดิการให้แก่ครูและครอบครัว

ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ในปี พ.ศ. 2499 ที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย

“วันครู” ควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณ ณ ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรับทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้เชิญผ้าไตร น้ำสรง พุ่มบัว พร้อมเครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน ไปถวายแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ วัดพระครูบาบุญชุ่ม (วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) เชียงแสน จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 9 มกราคม พ.ศ.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว พร้อมเครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทานถวายแด่ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสฺวโร อรัญวาสีภิกขุ ในพิธีเจริญพระพุทธมนต์สืบชะตาหลวง อายุวัฒนมงคลครบรอบ 62 ปี 42 พรรษา

ณ วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานอัญเชิญผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว เครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน โดยได้มีการจัดขบวนเชิญน้ำสรงพระราชทาน อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางประชาชนจาก 4 ประเทศ ไทย-พม่า-ลาว-จีน โดยเฉพาะศรัทธากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2508 ที่บ้านแม่คำหนองบัว ต.แม่คำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย มีชื่อเดิมว่า บุญชุ่ม ทาแกง เป็นบุตรของพ่อคำหล้า แม่แสงหล้า ทาแกง เมื่ออายุได้ 11 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญยืน ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

โดยมีพระครูหิรัญเขตคณารักษ์ วัดศรีบุญเรือง เจ้าคณะอำเภอเชียงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์ ตลอดช่วงเวลาที่เป็นสามเณร ได้สร้างธรรมนุสรณ์ที่เกิดจากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหลายแห่ง ทั้งพระธาตุดอยเวียงแก้ว พระธาตุเงา พระธาตุดอยดอกคำ พระธาตุจอมสวรรค์บ้านโปร่ง ประเทศพม่า พระธาตุจอมยอง ประเทศพม่า และอีกหลายๆ แห่ง เคยธุดงค์ไปอยู่ที่ถ้ำผาไทย อ.งาว จ.ลำปาง

โดยมีศรัทธาชาวบ้านแวะเวียนมากราบไหว้ท่านมาก มีชาวบ้านเคยเรียนท่านว่ามีอีกถ้ำหนึ่งมีน้ำไหลผ่าน ท่านจึงเสาะหาจนเจอถ้ำราชคฤห์และได้บำเพ็ญเพียร
ปี 2529 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และได้จาริกไปตามที่ต่างๆ ทั้งภาคเหนือของไทย พม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน

โดยเฉพาะตอนท่านเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่ประเทศเนปาล ท่านได้พบพุทธศาสนิกชนในต่างแดนท่านก็ได้แผ่เมตตาและแนะนำให้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ นั่นจึงทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนหลายแผ่นดิน รวมไปถึงสมาชิกพระราชวงศ์ภูฏาน ในปี 2560 ท่านเดินทางไปที่เมืองสาด รัฐฉาน

เพื่อปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ถ้ำเมืองแกส ห่างจากเมืองสาดไปประมาณ 5 กิโลเมตร ตลอดช่วงพรรษา โดยก่อนเข้าถ้ำก็มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมารอกราบไหว้เป็นจำนวนมาก โดยตลอดระยะเวลาที่ท่านปฏิบัติธรรมกรรมฐานนั้นท่านจะปิดวาจา ปัจจุบันท่านเป็นประธานสงฆ์ วัดพระครูบาบุญชุ่ม ( วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) ตำบลศรีดอนมูล อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ หลังจากได้รับผ้าไตร น้ำสรงพุ่มบัว เครื่องสักการะ และเครื่องไทยธรรมพระราชทาน พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสฺวโร อรัญวาสีภิกขุ ได้กล่าวเจริญพรขออนุโมทนา ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของประชาชนชาวไทยไปตลอดกาลยิ่งนานเท่านาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครูบาบุญชุ่ม ทำพิธีเปิดหอประวัติ ครูบาบุญชุ่ม ณ ศาลาอนุสรณ์55ปี วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ร่วมกับ พล.ต.อ.ดร.มนตรี – คุณพัชระภรณ์ ยิ้มแย้ม ประธานมูลนิธิดอยเวียงแก้ว (พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ อุปถัมภ์)

พิธีเปิดอาคารหอประวัติ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ ณ ศาลาอนุสรณ์ ๕๕ปี และได้ทำ พิธีถวายความอาลัย เจริญจิตภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกับประชาชนร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

จากทำพิธีเสร็จ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ ได้เดินทางมา สวดมนต์ ทำวัตรเย็น ณ ลานพระคันธาระองค์ปฐม วัดพระครูบาบุญชุ่ม (วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว) อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีวันอาภากร เทิดพระเกียรติ “เสด็จในกรม” อย่างสมพระเกียรติ ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เทศบาลเมืองชุมพร จัดพิธีทางศาสนาและพิธีบวงสรวง เนื่องในงานวันเทิดพระเกียรติ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ ครบรอบ 145 ปี

ณ สวนอาภากรเกียรติวงศ์ (สวนสาธารณะเทศบาลเมืองชุมพร) อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงาน ชุมชน กลุ่มองค์กรต่าง ๆ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. ได้ประกอบพิธีทางศาสนา โดยพระภิกษุสงฆ์ คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนการงาน แขกผู้มีเกียรติ ชุมชน และประชาชน พร้อมกัน ณ บริเวณปะรำพิธี นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ประธานในพิธี

เดินทางมาถึงปะรำพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและเครื่องทองน้อย จากนั้นประธานสงฆ์ให้ศีล รับศีล พระสงฆ์ประกอบพิธีทักขิณานุปทาน สดับปกรณ์ ก่อนที่ประธานและผู้มีเกียรติจะถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา และประธานกรวดน้ำรับพร เพื่อความเป็นสิริมงคล

ต่อมาในเวลา 11.00 น. เป็นพิธีบวงสรวง โดยหน่วยงาน ชุมชน และกลุ่มต่าง ๆ ถวายพานพุ่มดอกกุหลาบแด่พระอนุสาวรีย์เสด็จในกรม ประธานในพิธีจุดเทียนชัยและจุดธูปเทียนบวงสรวง พราหมณ์อ่านโองการบวงสรวงดวงพระวิญญาณ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

จากนั้น นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ได้กล่าวคำถวายสดุดีเทิดพระเกียรติ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระเกียรติคุณในฐานะ “องค์บิดาแห่งราชนาวีไทย” ผู้ทรงวางรากฐานกิจการทหารเรือไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ก่อนจะมีการจุดประทัดจำนวน 6,000 นัด และชมการแสดงรำถวายจากคณะครู พนักงาน และกลุ่มต่าง ๆ สังกัดเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมร่วมร้องเพลง “ดอกประดู่” และเพลง “เดินหน้า” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

การจัดงานวันอาภากรในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และการน้อมรำลึกถึงพระคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของเสด็จในกรม ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระสติปัญญา เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละสืบไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับสึกพระเสพยาบ้า! ปค.นิคมคำสร้อย ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติด หลอกยืมเงินชาวบ้านกว่าแสน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ นายวีระเชษฐ์ อรุณอิสรา นายอำเภอนิคมคำสร้อย ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอนิคมคำสร้อย นำโดย นายธีรวัฌน์ หมีคำ

พร้อมด้วยสมาชิก อส. อำเภอนิคมคำสร้อยที่ 7 ได้รับแจ้งจากสายลับและการร้องเรียนของชาวบ้าน กรณีพระสงฆ์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมภายในที่พักสงฆ์บ้านอุ่มไผ่ หมู่ที่ 3 ตำบลกกแดง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

จากการตรวจสอบ พบ พระวิชัย สีลเตโต อายุ 40 ปี มีพฤติกรรมหลอกยืมเงินชาวบ้านจำนวน 2 ราย รวมเป็นเงิน 120,000 บาท อีกทั้งมีลักษณะคล้ายผู้เสพยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเป็น

เจ้าพนักงานตามอำนาจหน้าที่ และขออนุญาตตรวจปัสสาวะเบื้องต้น ผลปรากฏเป็นบวกพบสารเมทแอมเฟตามีน โดยพระรูปดังกล่าวยอมรับสารภาพว่าเสพยาบ้าจริง โดยมียุวชนในหมู่บ้านนำมาให้

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปให้เจ้าคณะตำบลกกแดงดำเนินการสึก และส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีการกู้ยืมเงิน ผู้นำหมู่บ้านและคณะ

กรรมการหมู่บ้านได้นำผู้เสียหายทั้ง 2 ราย มาทำสัญญากู้เงิน โดยตกลงชำระคืนภายในวันที่ 7 มกราคม 2569 ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงอำเภอนิคมคำสร้อยจะติดตามความคืบหน้าและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบต่อไป

สึกพระเสพยาบ้า #ฝ่ายปกครองนิคมคำสร้อย #ข่าวมุกดาหาร #ยาเสพติด #หลอกยืมเงิน #ความมั่นคงชุมชน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ เป็นประธาน ยกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือ พระพุทธเมตตามหาลาภ วัดบางพลีใหญ่กลาง

แชร์เนื้อหานี้

วัดบางพลีใหญ่กลางจัดพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระพุทธเมตตามหาลาภ ณ อาคารฐานไพทีพระมหาเจดีย์พิศาลวุฒิกิจมงคลมหาชนบูชิต โดยมีเจ้าคุณแจ้เป็นประธาน นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีตามธรรมเนียม พร้อมผู้แทนภาครัฐและพุทธศาสนิกชนร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

วันที่ 10 ธันวาคม 2567 เวลา 15.00 น. เจ้าคุณแจ้ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และคณะพระภิกษุสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือ พระพุทธเมตตามหาลาภ โดยมีนางวันทา สุโพธิ์ เป็นประธานฝ่ายฆาราวาส จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระพุทธเมตตามหาลาภ

เจ้าคุณแจ้ พระวชิรคณาทร ดร.เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ณ อาคารฐานไพที พระมหาเจดีย์พิศาลวุฒิกิจมงคลมหาชนบูชิต วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อแสดงความเคารพและความศรัทธา เป็นการสร้างบุญบารมีอันสูงส่ง ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

จากนั้น เป็นพิธีฉลองฉัตร คณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ สวดบท “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” เพื่อความเป็นสิริมงคล
โดยมีคณะพระภิกษุสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง / นายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี / พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู / นางสาวณัฎฐาสุภคญา ฐิตินนท์ธนานพ /

ดร.สายฝน สวัสเอื้อ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ / สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรปราการ / คณะไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง เข้าร่วมพิธี


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.สุชาติ แท็คมือ อ.จตุรงค์ พร้อมชาวบ้านยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมศิลปากร เรื่อง พระสงฆ์ บุกรุกโบราณสถาน จ.ตาก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา13.00 น. อาจารย์สุชาติ กนกรัตน์มณี ประธานชมรมตามรอยเจ้าตาก, นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา, อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา ร่วมด้วย ชาวบ้านจำนวนหนึ่งใน ต.แม่ท้อ อ.เมืองตาก จ.ตาก เข้ายื่นหนังสือต่อ อธิบดี กรมศิลปากร เรื่องมีผู้บุกรุก “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” ต.แม่ท้อ อ.เมืองตาก จ.ตาก ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของจังหวัดตาก เดิมเคยเป็นวัดที่ “พระเจ้าตากสินมหาราช” เคยไปประกอบพิธีเสี่ยงทายบารมีครั้งยังเป็นเจ้าเมืองตาก โดยมี นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย เป็นผู้รับหนังสือแทน ณ ชั้น 1 กรมศิลปากร ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ​ ทั้งนี้ “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” มี “โบสถ์มหาอุตม์” ซึ่งเป็นโบราณสถาณ และโบราณวัตถุ ขึ้นทะเบียนกับ “กรมศิลปากร” ไว้ในราชกิจจานุเบกษา ได้ถูกทิ้งไว้เป็นวัดร้าง จนกระทั่งปัจจุบันมี “พระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง” อาศัยโบสถ์มหาอุตม์ ทำพิธี เชิญชวนชาวบ้านมาบวช โดยอ้างว่าบวชให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทำพิธีบวชพระ บวชเณร เป็นเวลานาน ทำให้โบสถ์เสื่อมโทรม

ชาวบ้านในตำบลแม่ท้อ ได้คัดค้านการกระทำของกลุ่มพระเหล่านี้ และได้มีการร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ใช้โบสถ์นี้ทำพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากทรุดโทรมมาก และไม่มีผู้ดูแล กลุ่มพระเหล่านี้ยังมีการหาผลประโยชน์จากการทำกิจกรรมในโบสถ์ เป็นเวลานานหลายปี นักวิชาการทั้งหลาย จึงเข้ามาช่วยชาวบ้านแม่ท้อต่อสู้ไม่ให้กลุ่มพระเหล่านี้อาศัยโบสถ์ และพระนาม “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เป็นเครื่องมือชักชวนให้คน มาทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นโบสถ์ที่ไม่สมบูรณ์ เรียกว่า “เสมาวิบัติ” แต่กลุ่มพระเหล่านี้ก็ยังดื้อรั้น จัดทำพิธีบวชในโบสถ์ตลอดมา และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 มีการเชิญชวนเจ้าคณะจังหวัด มาทำพิธี “เสมาสมมุติ” เพื่อฝืนจัดงาน ซึ่งงานบวชจะจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 ในขณะที่ยังมีกรณีพิพาทอยู่ในพื้นที่

นักวิชาการพร้อมด้วยผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นชาวบ้านตำบลแม่ท้อ จังหวัดตาก มาขอร้องเรียน และคัดค้านการใช้โบสถ์ดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์วัตถุโบราณนี้ ให้ลูกหลาน และประชาชน ได้เก็บไว้รักษาดูแล และศึกษา เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะโบสถ์หลังนี้ใกล้พลุพังเต็มที่แล้ว​โดย อาจารย์สุชาติ เผยถึงที่มาในครั้งนี้ว่า​“วันนี้มายื่นหนังสือที่ กรมศิลปากร ให้กับท่านอธิบดีเรื่องมีผู้ไปบุกรุกโบราณสถานที่จังหวัดตาก ซึ่งเดิมเคยเป็นวัดที่พระเจ้าตากสินมหาราชเคยไปประกอบพิธีเสี่ยงทายบารมีครั้งยังเป็นเจ้าเมืองตาก ต่อมาปัจจุบันวันนี้เป็นวัดร้าง ถูกประกาศให้เป็นเขตโบราณสถานมาหลาย 10 ปีแล้ว

มีผู้ไปบุกรุกมานานหลาย 10 ปี เราเลยมายื่นหนังสือ เพื่อขอให้ท่านอธิบดีช่วยพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย จริงๆ เรื่องนี้ยืดเยื้อมานานแล้ว แต่ไม่มีการใช้บังคับกฎหมายอย่างจริงจัง เราก็เลยมานำเรียนท่านอธิบดี โดยมี พี่วสันต์ ที่เป็นผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ดูแลพื้นที่อยู่พอดี ก็มารับเรื่อง ขอให้ท่านช่วยพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย มิฉะนั้นต่อไปมันก็เป็นตัวอย่างที่ใครจะทำอะไรก็ได้ เข้าไปบุกรุกโบราณสถานที่ไหนก็ได้ครับ”ด้าน นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ผู้รับหนังสือแทน อธิบดี กรมศิลปากร ก็เผยว่า “วันนี้ได้รับมอบหมายจาก ท่านอธิบดีกรมศิลปากร ให้มารับเรื่องจาก พี่สุชาตินะครับ เบื้องต้นเลยขอขอบคุณ พี่สุชาติและคณะอย่างยิ่งนะครับที่ให้ความสำคัญกับโบราณสถาน และร่วมกับ กรมศิลปากร ในการปกป้อง แต่อย่างไรก็ตาม

เรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่ค่อนข้างสูง เนื่องจากที่ดินที่ วัดดอยข่อยเขาแก้ว เป็นที่ธรณีสงฆ์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ สำนักพุทธนะครับ กรมศิลปากร ประกาศเขตโบราณสถานก็จริง แต่เราเป็นผู้คุ้มครอง เรากำกับดูแล แต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองจริงๆ คือสำนักพุทธ แล้วก็ด้วยความอาจจะไม่เข้าใจในข้อกฎหมายที่ผ่านมา ก็เลยทำให้การดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร แต่ทั้งนี้เราได้ประชุมล่าสุดแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม โดยมีท่านเจ้าคณะจังหวัดตาก เป็นประธานในที่ประชุม แล้วก็มีมติร่วมกันแล้ว ก็น่าจะเป็นมติสุดท้ายแล้วนะครับว่า หลังสงกรานต์ช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 เราจะเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างที่บุกรุกบนสถานออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นถ้าจะมีการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่โบราณสถาน ผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องการดำเนินการจะขออนุญาตตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โอกาสนี้ก็คงต้องขอขอบพระคุณพี่สุชาติและคณะ แล้วก็คอยติดตามผลงานของ สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ว่าจะเป็นไปตามมติที่นำเรียนของพี่ๆ เค้าหรือเปล่านะครับก็อยากฝากทุกท่านติดตามด้วยเช่นกันครับ”


นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา กล่าวถึงความคืบหน้าในกรณีนี้ว่า“ตอนนี้เราร้องเรียนทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ก่อนการจัดงานปีนี้ไปรอบหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ทางที่ประชุมของจังหวัดตาก เขาก็มีมติมาว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกลุกล้ำนะ โดยไม่ได้ขออนุญาต กรมศิลปากร ออกจากพื้นที่ แต่ก็ปรากฏว่าจนบัดนี้ไม่เป็นไปตามแผนที่นี่อยู่กันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มันมีความสำคัญ แล้วอยู่ๆ จะมีพระรูปหนึ่งรูปใดไปสร้างห้องสุขาทับหลุมศพของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เหรอครับ มันเป็นเรื่องที่เราต้องอนุรักษ์ไว้ และเราถ้าทำกันไม่ได้ ถ้ารัฐดูแลใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมไม่ได้ ผมว่ารัฐเราล้มเหลวแล้วครับ”
ในส่วนของ อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า

“ก็ให้ทนายเขาจัดการอย่างเต็มที่นะครับ เต็มเหนี่ยว ก็ถือว่าเต็มเหนี่ยว ใส่ผมมา ผมก็เต็มเหนี่ยวใส่กลับไปนะครับอันนี้เรียนเลย แล้วก็…เวรกรรมมีจริงนะครับ ได้ข่าวว่าพระที่ขี่ออดี้ที่ผมเคยร้องเรียนไป ก็ได้ข่าวว่าเอาออดี้ไปชนสามล้ออีกแล้ว ไม่รู้ว่าใครขับนะ ก็ฝากด้วยละกัน ชาวบ้านหัวเราะ ชาวบ้านยังรู้เลยว่าพระมีตังค์ขี่ออดี้ แล้วก็เอาออดี้ไปชนกันสามล้อ ก็ต้องดูกันไปครับว่า วัดแบบในหนังเรื่อง บุพเพสันนิวาส วัดสวยๆ อย่างงั้น พวกคุณโอเคไหมหรือแบบว่า ผมไปสร้างส้วมอยู่ตรงพระนอนแถวศรีสัชนาลัย สุโขทัย พวกคุณโอเคกันไหม มันคือโบราณสถาน คุณจะมายึดอาศัยว่า ฉันเป็นพระ ฉันจะครอบครองโบราณสถานได้ ผมยืนยันนะครับว่า ผมเอาหมด เพราะผมถือว่า ผมพูดกับพวกท่านดีๆ แล้ว เจ้าคณะปกครองทุกรูป ผมก็ย้ำว่าผมเอาหมด”
นอกจากนี้ อาจารย์สุชาติ ยังทิ้งท้ายต่อว่า
“เรื่องเนี้ยมันยืดเยื้อมาเป็นสิบปีแล้วนะ ผู้ที่ขึ้นไปบุกรุกก็เคยต้องพิพากษาจำคุกมาแล้วนะครับ แล้วก็ยังขึ้นไปอยู่เป็นประจำ เราพบว่าขึ้นไปอยู่เป็นประจำ แล้วก็มีหน่วยงานรัฐเข้าไปเรียกว่าตรวจสอบมาตลอดก็ยังอยู่ ดังนั้นเราก็เลยไม่ค่อยมั่นใจว่า ทางหน่วยงานรัฐจะทำหน้าที่จริงจังไหม แต่เมื่อได้คุยกับ พี่วสันต์ แล้วก็คิดว่าเราจะรอดูว่าหลังเมษาฯ ปี 69 ทางเจ้าคณะจังหวัดตาก เป็นคนขอไว้ เราคิดว่าพระนั้นไม่มุสา แต่บังเอิญว่าพวกผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะครับ สิ่งที่ท่านพูด ก็ต้องรอดูต่อไปว่าเจ้าคณะจังหวัดจะปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านพูดหรือไม่ครับ”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองผู้ว่าฯโคราช เปิดงานฉลองอุโบสถปิดทองฝังลูกนิมิตเก่าอายุรวม 100 กว่าปี วัดใหม่สระประทุม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ วัดใหม่สระประทุม ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงานฉลองอุโบสถปิดทองฝังลูกนิมิตเก่า อายุรวม 100 กว่าปี (ประธานร่วม)พร้อมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดยมี กำนันตำบลโชคชัย, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, คณะกรรมการวัดใหม่สระประทุม และพี่น้องประชาชน เข้าร่วม

นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติให้มาเป็นประธาน ในพิธีเปิด งานฉลองอุโบสถ ปิดทองฝังลูกนิมิตเก่าอายุรวมร้อยกว่าปี วัดใหม่สระประทุม ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา งานฉลองอุโบสถ ปิดทองลูกนิมิตเป็น

พิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนา รวมถึงเฉลิมฉลองพระอุโบสถ ของวัดใหม่สระประทุม ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ อย่างสวยงาม วิจิตร ตระการตาเป็นอย่างยิ่ง การที่ทุกท่านได้ร่วมบุญใหญ่ในครั้งนี้

ถือว่าได้สร้าง บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุญกุศลอันสูงยิ่ง ขอขอบคุณ คณะกรรมการจัดงานทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเท แรงกาย แรงใจ จัดเตรียมงาน อย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน และขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุน การจัดงานในครั้งนี้ เป็นอย่างดียิ่ง

ผมขอเปิดงานฉลองอุโบสถ ปิดทองลูกนิมิตเก่าอายุ ๑๐๐ กว่าปี วัดใหม่สระประทุม ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ณ บัดนี้ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กล่าวว่า ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติให้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองอุโบสถ ปิดทองฝังลูกนิมิตเก่า อายุ 100 กว่าปี ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานในครั้งนี้ จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทุกประการ ดิฉันขอขอบคุณทุกท่าน ที่ให้เกียรติ และ เสียสละเวลาของท่าน มาร่วมงานในวันนึ้

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ส่องเลขหลวงพ่อโต พระคู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษ ปางมารวิชัย อายุกว่า 240 ปี ในงานปิดทองคำแท้ และบรรจุพลอยมงคลพระนาภีหลวงพ่อโต

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 พ.ย. 68 ที่วิหารหลวงพ่อโต วัดมหาพุธาราม พระอารามหลวง ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานฝ่ายฆารวาส นำหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ เอกชน พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ

ร่วมประกอบพิธีปิดทองคำแท้ และบรรจุพลอยมงคลพระนาภีหลวงพ่อโต และทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อบูรณะปรับปรุง ปิดทอง หลวงพ่อโต ในรอบ 10 ปี ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมสำคัญ ที่สะท้อนถึงความศรัทธา และความเคารพ ต่อพระพุทธศาสนา และเพื่อฟื้นฟูความงดงาม ช่วยอนุรักษ์วัตถุโบราณที่มีค่าให้คงอยู่สืบต่อไป

โดยมี พระธรรมวัชรวิสุทธิ์ (พรหมา สปฺปญฺโญ ป.ธ.๙) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำ พระวชิรสิทธิธาดา (สิทธานต์ สิทฺธิวโร ป.ธ.๖) เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมประกอบพิธี

***หลวงพ่อโต หรือ พระพุทธมหามุนี เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดศรีสะเกษ ปางมารวิชัย (ปางสะดุ้งมาร) ซึ่งมีการค้นพบหลวงพ่อโต

ในสมัย พระพิเศษภักดี (หรือ ท้าวชม พ.ศ. 2328 – 2368) เจ้าเมืองศรีสะเกษ ท่านที่ 2 ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ในสถานที่ที่เป็นจังหวัดศรีสะเกษปัจจุบัน โดยหลวงพ่อโต มีอายุกว่า 240 ปี

ทั้งนี้เดิม หลวงพ่อโต มีหน้าตักกว้างยาว 2.50 เมตร ต่อมากลัวว่าพวกมิจฉาชีพจะมาขโมย และทำให้เสียหาย จึงมีผู้ศรัทธาหุ้มเสริมองค์จริงเข้าไปหลายครั้ง

จนถึงปัจจุบันนี้ มีขนาดหน้าตัก 3.50 เมตร ความสูงตั้งแต่พระเกศาลงมา 6.85 เมตร เมื่อพุทธศักราช 2506 ได้มีการสร้างวิหารใหญ่ครอบซึ่งมีความกว้าง 14.00 เมตร ยาว 40 เมตร ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

***ทั้งนี้ก่อนพิธีปิดทององค์หลวงพ่อโต ได้มีการทำพิธีพราหมณ์ บวงสรวงสิ่งศักดิ์ บริเวณหลวงวิหารหลวงพ่อโต พร้อมทั้งมีการรำบวงสรวง และที่ขาดไม่ได้คือ ได้มีการจุดธูปเลข เพื่อขอโชค

ลาบเลขเด็ด ให้พุทธศาสนิกชน และคอหวย ได้นำไปเสี่ยงโชคในงวดที่จะถึงนี้ โดยตัวเลขที่ได้คือ 886 สร้างความฮือฮาให้กับประชาชนที่มาร่วมงานในครั้งนี้
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ปธ.กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ทำบุญใหญ่ปี 68 จัดทอดกฐินวัดเก่าเมืองมะขาม ได้ยอดกฐิน 310,999 บาท

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า ครอบครัวแสงแก้ว โดย คุณพ่อทา แก้วแสง คุณแม่พวง แก้วแสง และนางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ได้จัดทำบุญทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 วัดอู่เรือ ซึ่งเป็นศาสนสถานเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ตำบลหนองแจง อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์

กิจกรรมงานบุญใหญ่ในครั้งนี้ดำเนินการโดยครอบครัวแก้วแสง ทีมงานเทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี พัทยา ร่วมกับสาธุชนและนักท่องเที่ยวผู้ใจบุญในเขตเมืองพัทยาร่วมกันทำบุญทอดกฐินดังกล่าวเป็นยอดเงินรวม 310,999 บาท (สามแสนหนึ่งหมื่นเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาทถ้วน พร้อมแจกเงินเด็กและผู้สูงอายุที่มาร่วมบุญคนละ 200 บาท ก่อนปล่อยพันธุ์ปลาอีกกว่า 4,000 ตัว

นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เล่าว่า วัดอู่เรือ ตั้งอยู่บ้านอู่เรือ หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแจง อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ อบต.หนองแจง เป็นวัดเก่าแก่มาหลายชั่วอายุคน

ในวัดมีศาลา 1 หลัง หอระฆัง 1 หลัง กุฏิ 4 หลัง เมรุ 1 หลัง มีพระสมยศ ตปสีโล เป็นรักษาการเจ้าอาวาส ปัจจุบันมีพระจำพรรษาทั้งหมด 3 รูป ด้วยทางวัดอยู่ห่างไกลความเจริญและยังต้องการปัจจัยในการทำนุบำรุง ทางคณะจึงได้จัดกิจกรรมทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้ขึ้น

อย่างไรก็ดี หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ที่วัดอู่เรือ ทางคณะได้ไปสักการะศาลพ่อหลักเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ และหลวงพ่อภูทับเบิก จากนั้นจะแวะทำบุญที่วัดผาซ่อนแก้ว วัดชื่อดังของเมืองมะขาม ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ