สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ฉก.ตร.นราธิวาส 93 สืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทยร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสามัคคีวัดขวัญไม้งามสืบสานประเพณี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (20 ตุลาคม 2567) ที่วัดขวัญไม้งาม ม.10 ต.บางปอ อ.เมือง จ.นราธิวาส พ.ต.อ.ทศม ม่วงเกษม ผบ.ฉก.ตร.นธ.93 มอบหมายให้
พ.ต.ท.สุเทพ สังวรกิตติวุฒิ รองผบ.ฉก.ตร.นธ.93 ผบ.ร้อย932 ผบ.ร้อย933 ชป.กร. ร่วมกิจกรรมกิจกรรมทอดกฐิน โดยมีพระครูสิทธิคุณาทร เจ้าอาวาสวัดขวัญไม้งาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

คุณพ่อเล็ก ผุดผ่อง / คุณเเม่ปิ่น ผุดผ่อง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและประชาชนทั่วไปทอดกฐินสามัคคีเพื่อถวายปัจจัยบูรณะโบสถ์เพื่อใช้ประโยชน์ในการบำรุงพระพุทธศาสนา สร้างอุโบสถให้กับทางวัดได้ใช้ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาตามประเพณีชาวพุทธที่ถือปฏิบัติกันมาทุกปีหลังออกพรรษา

ด้วยพุทธบริษัทบ้านไม้งาม และพุทธบริษัททั้งหลายได้นำผ้ากฐินมาทอดถวาย เพื่อให้พระภิกษุได้รับอานิสงค์แห่งการจำพรรษาตามพระวินัยบัญญัติ และเพื่อนำปัจจัยที่ได้รับจากการอนุโมทนาร่วมบุญในการทอดกฐินในครั้งนี้ นำไปสร้างอุโบสถที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา ร่วมงานบุญทอดกฐิน โดยความพร้อมเพรียงกัน

โดยการทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของชาวพุทธ และส่งเสริมอัตลักษณ์ในพื้นถิ่น สำหรับวัดขวัญไม้งามเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวพุทธในพื้นที่มาอย่างยาวนาน เพื่อเป็นการสืบทอดอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการทำบุญทอดกฐิน และเป็นการปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเกิดความรักความหวงแหนในวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามตลอดจนเพื่อจรรโลงไว้ให้ชนรุ่นลูกรุ่นหลานได้นับถือสืบทอดตลอดไป

สำหรับการทอดกฐินสามัคคีในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี เพื่อร่วมกันสืบทอดอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการทำบุญและปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเกิดความรักความหวงแหนในวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม โดยปัจจัยที่ได้จากบริวารกฐิน ทั้งนี้ทางวัดจะนำปัจจัยดังกล่าวไปใช้พัฒนาวัดต่อไป
/////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /เรือภูพยัคฆ์วัดป่าสักได้แชมป์เรือใหญ่ครองถ้วยพระราชทาน / น่าน ทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เทศกาลออกพรรษา

แชร์เนื้อหานี้

และธงรางวัลเงินสด 20,000 บาท ผลการแข่งขันเรือชิงถ้วยพระราชทานงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษาตานก๋วยสลากวัดบุญยืนพระอารามหลวง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ประจำปี 2567 สืบสานวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 ณ สะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านป่ากล้วย) อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีพิธีเปิดงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปลอดเหล้า-เบียร์ ประจำปี 2567 โดยมี ท่านนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเวียงสา เป็นประธานมอบรางวัล นายพงศ์นรินทร์ สุทธารักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสา กล่าวรายงาน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตอำเภอเวียงสา ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเวียงสา คณะกรรมการจัดงานประเพณีแข่งเรือชมรมเรือแข่งอำเภอเวียงสา และประชาชนชาวอำเภอเวียงสา ร่วมกันจัดงาน


โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์และส่งเสริมขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบต่อไป ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ ส่งเสริมประเพณีการแข่งเรือวันออกพรรษา ปลอดเหล้า-เบียร์ และส่งเสริมสนับสนุนและสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนได้ ออกกำลังกายและห่างไกลยาเสพติด นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวของรัฐบาล ให้อำเภอเวียงสาและจังหวัดน่าน ให้เป็นที่รู้จักแก่ประชาชนทั่วไปและชาวต่างชาติ

ผลการแข่งขันเรือ วันออกพรรษาตานก๋วยสลาก วัดบุญยืนพระอารามหลวง อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระขนิษฐาธิราชกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปลอดเหล้า-เบียร์ ประจำปี 2567
ประเภทเรือเล็กชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานและธงรางวัลเงินสด10,000 บาท เรือมินตะยากายรัตนา มทร.ล้านนา อำเภอเมืองน่าน ประเภทเรือกลาง ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานและธงรางวัลเงินสด15,000 บาท เรือเทพศรัทธาศรีกลางเวียง บ้านกลางเวียง อำเภอเวียงสา ประเภทเรือใหญ่

ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานและธงรางวัลเงินสด 20,000 บาท เรือภูพยัคฆ์ วัดป่าสัก อำเภอเวียงสา และประเภทเรือใหญ่เอกลักษณ์น่าน ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานและธงรางวัลเงินสด 20,000 บาทเรือเทพธารทิพย์ บ้านไชยสถาน อำเภอเวียงสา/ข่าว/ ฐาปนี ชาวพรอน/ บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมลชนจังหวัดน่าน รายงาน

จังหวัดน่าน ทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลออกพรรษาเพื่อ อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเวียงภูเพียงแช่แห้ง ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ขณะนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ในสุดยอด 100 แหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ประจำปี 2024

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 เวลา 0700 น. พุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยว ทุกหมู่เหล่า ร่วมทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลออกพรรษาเพื่อ อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ณ วัดพระธาตุ เขาน้อย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน อีกทั้งยังเป็นการเพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณอันประเสริฐขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สืบทอดประเพณีอันดีงามทางพุทธศาสนาที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่โบราณกาล และแสดงออกซึ่งการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาวน่านอีกด้วย

ส่วนที่วัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง ท่านพระชยานันทมุนี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวงได้นำพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยว ร่วมกันทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เหมือนกับทุกๆปีทีผ่านมา เพื่อเพื่อ อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้สืบต่อไป เวียงภูเพียงแช่แห้ง ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ขณะนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ในสุดยอด 100 แหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก ประจำปี 2024 (Green Destination 2024 Top 100 Stories)

การตักบาตรเทโว ซึ่งปรากฏอยู่ในพุทธตำนานเรื่อง วันเทโวโรหณสูตร เทโวโรหณะ หมายถึง การเสด็จลงจากดาวดึงส์(สวรรค์) ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงดำริที่จะสนองพระคุณพระพุทธมารดา พระพุทธองค์จึงเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทศนาพระ อภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดา ตลอดพรรษา(3เดือน) จนพระพุทธมารดาบรรลุอริยมรรคอริยผลเป็นพระอรหันตภูมิ ครั้นถึงวันปวารณาออกพรรษาวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธองค์จึงเสด็จลงสู่โลกมนุษย์หรือ

วันพระเจ้าเปิดโลก บรรดาพุทธซาสนิกชนจึงได้จัดประเพณี ตักบาตรเทโว ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ในเขตอำเภอเมืองน่าน ได้เดินมารับ บิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชน และ นักท่องเที่ยว ตามเส้นทางหน้าพิพิธภัณฑ์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาติด้วย/ภาพข่าว/พ.อ.พยอม บุญทร/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /วัดคลองกะพั้วจัดพิธีบวงสรวงพระนารายบรรทมสินประทับบนปู่อนันตนาคราช 1,000 เศียร/ท่าปลาแถลงข่าวเตรียมจัดงานมหกรรมของดีอำเภอท่าปลาครั้งที่ 8 ประจำปี 2567 ช่วงเทศกาลออกพรรษา “แห่ผีตลก หนึ่งเดียวในโลก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดคลองกะพั้ว ต.บ้านโคน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ พระอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ สีลโตโช เจ้าอาวาสวัดคลองกะพั้ว นำผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สื่อมวลชนและชาวบ้านเข้าชมการดำเนินงานก่อสร้างพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ประทับบนปู่อนันตนาคราช 1,000 เศรียร ซึ่งอยู่ภายในบริเวณวัดคลองกะพั้ว ซึ่งมีขนาด ความกว้าง 15 เมตรลึก 2เมตร 50 เซนติเมตร ขณะนึ้การก่อสร้างไกล้จะแล้วเสร็จ และจะได้มีการประกอบพิธีบวงสรวงในวันที่ 9 ตุลาคม 2567 เวาลา 19.09 น.โดยจะมีพิธีบวงสรวงโดยพิธิกรรมจากพราห์มมและการร่ายรำถวายบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าโดยคณะพราห์มและนางรำที่เดินทางมาจากคำชโนด จ.อุดธานี

สำหรับการสร้างรูปปั้นจำลองพระนารายบรรทมสินธิ์ุ ประทับบนพ่อปู่อนันตนาคราช 1,000เศียร ซึ่งจะมีความสูงประมาณ 6 เมตรรวมฐานที่ตั้ง ประดิษสถานบริเวณภายในวัดคลองกะพั้ว เพื่อให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาต่อพระนารายณ์บรรทมสินธิ์และปู่อนันตนาคราช ตลอดถึงสาธุชนทั่วไปได้เข้ามากราบไว้สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล

พระอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ สีลเตโช เจ้าอาวาสวัดคลองกะพั้ว กล่าวว่า ภายหลังจากพิธีบวงสรวงองค์พระนารายบรรทมสินธ์ประทับบนพ่อปู่อนันตนาคราช 1,000 เศียร ในช่วงค่ำของวันที่ 9 ตุลาคม เสร็จสิ้น ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ก็จะได้มีพิธีในการทอดกฐินสามัคคี จากคณะศรัทธาและพุทธศาสนิกชนมาร่วมกันทอดกฐินในครั้งนี้ จึงอยากจะขอบอกบุญไปยังผู้มีจิตศรัทธาขอเชิญร่วมบุญทอดกฐินในครั้งนี้

สำหรับอานิสงส์ของการทอดกฐิน
-ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินมาก ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
-ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแจ่มใส บริสุทธิ์ และผ่องใสอยู่เสมอ
-ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิ และเข้าถึงธรรมได้ง่าย
ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้สร้างบุญกุศล ให้ติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
-ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
-ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา น่าเคารพนับถือ
ทั้งนี้ยังเป็นการสงเคราะห์พระภิกษุที่จำพรรษา

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

อุตรดิตถ์-อำเภอท่าปลาแถลงข่าวเตรียมจัดงานมหกรรมของดีอำเภอท่าปลาครั้งที่ 8 ประจำปี 2567 ช่วงเทศกาลออกพรรษา “แห่ผีตลก หนึ่งเดียวในโลก

วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ นายจักรพรรณ สุวรรณภักดี นายอำเภอท่าปลา นายกิตติกานต์ ทองแตง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาเลือด นายสุรินทร์ ปริมาณ นายกเทศมนตรีตำบลท่าปลา นายนันทสิทธิ์ โพธิ์งาม รองปลัด อบจ.อุตรดิตถ์ นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จ.อุตรดิตถ์

พร้อมด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมของดีอำเภอท่าปลา ครั้งที่ 8 ประจำปี 2567 ชึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2567 ณ ที่ว่าการอำเภอท่าปลา จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมประเพณีประจำท้องถิ่นผลิตภัณฑ์ของดีอำเภอท่าปลาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในขนและสร้างรายได้ใต้ไห้แก่ประซาชนและชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP ของอำเภอท่าปลาให้มีควนภาพเพิ่มมากขึ้น.เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร มีรายได้ จาการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น โดยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 9 แห่ง ,องค์กรปกครองส่วนท้องที่ทั้ง 7 ตำบล ของอำเภอท่าปลา และการสนับสนุนงบประมาณจาก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์และองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าเชื่อนสิริกิติ์ เพื่อให้การสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของดีอำเภอท่าปลาที่เป็นขบวนวัฒนธรรมประจำถิ่นที่มีความโดดเด่นแต่ละท้องถิ่น ในงานมีการจัดบูธวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ลานวัฒนธรรม การจัดเวทีเสวนาภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้านอำเภอท่าปลา การจัดบูธผ้าทอมือ จกด้วยขนเม่น “มรดกล้ำค่าของคนท่าปลาลายงูเหลือม” การจัดเดินแบบผ้าทอท่าปลาในลานวัฒนธรรมท่าปลา ประเพณีแห่มีตลกอำเภอทำปลา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมากว่าสองร้อยปี สภาวัฒนธรรมได้ขอนำเสนอผีตลก ชาวทำปลามีการละเล่น 2 แบบ คือ คนท่าปลาเดิม ขาวตำบลท่าแฝก เรียกประเพณีแห่ฝีขน นำมาละเล่นในการแห่นาดไปในชุมชน

เพื่อไปขอกราบลากับผู้อาวุโสโนชุมชน มีการแต่งผีตลก นำวิธีแห่ฝีตลกมาใช้ในช่วงเทศการออกพรรษา คือก่อนออกพรรษา ชาวอำเภอปลาจะเข้าในป่าเพื่อตัดไม้ไผ่มาจักเป็นตอก เพื่อมาสานเป็นหัวผีลกและประดับประดาตกแต่งหัวผีให้น่ากลัว รวมถึงขอใช้ผ้าเหลืองพระเก่ามาทำหัวผีตลก การดำเนินการทำหัวก่อนออกพรรษา 1วัน จะมีขบวนแห่หัวผีตลก

วิธีปฏิบัติของคนที่จะสวมหัวผีก็จะนำหมากคำพลูใบ และไข่ต้ม 1 ฟอง เข้าไปอัญเชิญผีมาเข้าเพื่อแห่ไปในหมู่บ้านเพื่อ ชาวบ้านเห็นขบวนแห่ผีตลก จะช่วยกัน ตัดต้นกลัวย ต้นอ้อย ตันข่า ต้นกุ๊ก ตันดอกไม้มากองไว้ที่หน้าบ้านข้างทางเพื่อคณะกรรมการที่ไปร่วมขบวนแห่เก็บเอามาที่วัดเพื่อนำมาประดับประดาศาลาการเปรียญให้เป็นป่าหิมพานต์และเทศน์มหาชาติ

ชมขบวนรถแห่ทั้ง 9 ขบวน 7 ตำบล ได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ในวันที่ 8 พย.นี้ และเพลิดเพลินไปกับขบวนผีตลก ชมการประกวดนางงามวัฒนธรรม การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น (แสง สี เสียง)

และอย่าลืมเลือกซื้อสินค้าชุมชน อาหารท้องถิ่น ของฝากสินค้า OTOP ติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย.

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สภ.โชคชัย โคราชตรวจจับยาบ้าหลายพันเม็ด พร้อมอาวุธสงคราม ระเบิด ปืน

แชร์เนื้อหานี้

สภ.โชคชัยจว.นครราชสีมา ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ตามคำสั่ง ศอ.ปส./8186 ลง 26 กันยายน 67 และ ศอ.ปส.ภ.3/147 ลง 26 เมษายน 2567 ประจำวันที่ 29 ต.ค.67 เวลา 03.00 – 06.00 น. ปจว.ข้อ 2

โดยการอำนวยการของ นายธรรมธรรศ ทองสำโรง นายอำเภอโชคชัย , นายชยานนท์ สุวรรณทรัพย์ ปลัดอำเภออาวุโส , นายชาญณรงค์ สุขชาติ ปลัดอำเภอ และ พ.ต.อ.จรินทร์ จินตพละ ผกก.สภ.โชคชัย , พ.ต.ท.อ้ครคมฆ์ ญาติเจริญ รอง ผกก.สภ.โชคชัย พ.ต.ท.สิรภพ แย้มศรี สวป.สภ.โชคชัย

ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ตั้งจุดตรวจเพื่อสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด บนถนนหลวงหมายเลข 24 หลักกิโลเมตร 60 หมู่ที่ 6 ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา พบรถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคล ขนาด 4 ล้อ สีดำ รุ่นรีโว เลขทะเบียน บล 2965 บุรีรัมย์ จึงเรียกเพื่อตรวจสอบ โดยมีนายเกียรติศักดิ์ รุ่งสว่าง (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 27 ปี เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคล ขนาด 4 ล้อ มาบนถนนเส้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้สัญญาณมือหยุดรถ ในขณะนั้นตำรวจชุดจับกุมสังเกต

นายเกียรติศักดิ์ รุ่งสว่าง มีอาการมือสั่นคล้ายคนเสพยาเสพติด ตำรวจชุดจับกุมจึงค้นบริเวณช่องใส่ของตรงกลางระหว่างคนขับและคนนั่ง พบ ถุงพลาสติกสีน้ำเงิน จำนวน 2 ห่อ ภายในบรรจุยายาบ้า สีส้ม-แดงและเสีเขียว จำนวน 3,910 เม็ด พร้อมทั้งพบลูกระเบิดขว้าง ห่อหุ้มด้วยแผ่นฟรอยด์สีเงิน จำนวน 1 ลูก ,ปลอกแท่งดินระเบิด TNT ขนาด ¼ ปอนด์ (สีเขียว) จำนวน 1 ลูก,พร้อมเครื่องกระสุน ขนาด .22 จำนวน 2 นัด และเครื่องกระสุนลูกซอง ขนาด เบอร์ 12 จำนวน 5 นัด บริเวณช่องเก็บของด้านคนนั่งข้าง และเมื่อค้นใต้เบาะรถช่องเก็บอุปกรณ์เครื่องมือรถ พบอาวุธ ปืนลูกซองยาวเดียว จำนวน 1 กระบอก

ภาพ/ข่าว: พ.ต.อ.จรินทร์ จินตพละ/
กันตินันท์ เรืองประโคน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “น้องวันวาฬ” มาสคอตสุดน่ารักประจำจังหวัดบึงกาฬ!

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 ตุลาคม 2567 จังหวัดบึงกาฬได้มีการเปิดตัวมาสคอตประจำจังหวัดในชื่อ “วันวาฬ” อย่างเป็นทางการ มาสคอตสุดน่ารักที่จะมาเป็นตัวแทนเผยแพร่เสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์ของบึงกาฬให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ


น้องวันวาฬ ถูกออกแบบมาให้สื่อถึงความเป็นตัวแทนของชาวบึงกาฬ มีดีไซน์ที่โดดเด่นและความหมายซ่อนอยู่มากมาย โดยน้องวันวาฬได้แรงบันดาลใจจากหินสามวาฬ สัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด สีม่วงขาวที่เป็นสีประจำจังหวัด หรือลวดลายบนมือและเท้าที่สื่อถึงแม่น้ำโขง สายน้ำแห่งชีวิตของชาวบึงกาฬ


นอกจากนี้ น้องวันวาฬยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่สื่อถึงเอกลักษณ์ของชาวบึงกาฬ เช่น กระติ๊บข้าวเหนียว ผ้าคาดเอวลายพื้นเมือง กระเป๋าที่เป็นรูปภูทอก ดอกสรินทรวัลลี และหูฟังที่สื่อถึงความทันสมัย


น้องวันวาฬเป็นตัวแทนที่สะท้อนความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของจังหวัดบึงกาฬ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยวในอนาคต

เราหวังว่าน้องวันวาฬจะได้รับความรักและเป็นที่ชื่นชอบจากทุกคนตลอดจนช่วยสร้างการจดจำและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสความงดงามของจังหวัดบึงกาฬมากขึ้น
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รวบหนุ่มใหญ่ส่งยาเสพติดผ่านขนส่งเอกชนทั้งยาอี และแฮปปี้วอเตอร์ /จับ 2 ผัวเมียค้ายาบ้า 44,158 เม็ดยึดปืนสั้น 2 กระบอกเลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 23 ต.ค. พ.ต.ท.กำพล บัวจันทร์ สว.กก.สืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ ได้รับแจ้งจากสายลับ (ขอปิดนาม)ประสงค์รางวัลสินบนนำจับว่ามี นายบุญมี ญวน แปลง อายุ 59 ปี ราษฎรบ้านกลาง บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 8 ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยจะมีการลักลอบน้ำยาบ้าและยาเสพติดจากบริเวณริมแม่น้ำโขงมาส่งต่อให้ลูกค้าเป็นประจำ ทั้งส่งไปขายต่อทางไปรษณีย์ขนส่งทั้งของรัฐและเอกชน ยาบ้าและยาเสพติดภายในตัวอำเภอเมืองจังหวัดบึงกาฬ และมักมีวัยรุ่นมามั่วสุมเสพยาเสพติดอยู่ประเป็นประจำที่บริเวณบ้านเลขที่ 280 หมู่ที่ 11 ตำบลชัยพร อำเภอเมือง ซึ่งเป็นบ้านที่นายบุญมีเช่าพักอาศัยอยู่ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการตรวจสอบเพื่อจับกุม จึงได้รายงานให้ พ.ต.อ.ชัยยุทธ ธรรมสุนา รอง ผบก.ฯ รรท.ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ทราบ และได้สั่งการให้ พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ ลำพุทธา ผกก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ สนธิกำลังกับว่าที่ พ.ต.อ. จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ พ.ต.ท.กฤษฏิ์ ศรีหาบุญทัน สว.ส.ทล.3กก.4 บก.ทล.นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ นำกำลังเข้าตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว

พบนายบุญมี หรือมี ญวนแปลง นั่งอยู่บริเวณบ้าน จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจค้น จึงแสดงกิริยาท่าทางตกใจคล้ายกับคนมีสิ่งของผิดกฎหมาย จึงสอบถามว่านำพัสดุอะไรไปส่งและนำไปส่งที่ใดจากนั้น นายบุญมี หรือมี ได้ยอมรับสารภาพว่า ใต้รับการว่าจ้างจากท้าวยา ชาว สปป.ลาว เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ให้นำกล่องกระดาษ จำนวน 4 กล่อง ไปส่งให้ลูกค้าของท้าวยาตามที่อยู่ที่ท้าวยาส่งมาให้ทางโปรแกรม Facebook Messenger ตนจึงนำกล่องพัสดุดังกล่าวไปส่งที่ร้านรับจัดส่งพัสดุเอกชนแห่งหนึ่ง สาชาชัยพร หมู่ที่ 11 ตำบลชัยพร จึงพาเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการตรวจสอบกล่องดังกล่าวทั้ง 4 กล่อง เมื่อไปถึงร้านรับจัดส่งพัสดุดังกล่าว พบของกลางสำคับที่ 2-5 กล่องกระดาษ จำนวน 4 กล่อง แยกเป็น กล่องกระดาษ ขนาดใหญ่ จำนวน 2 กล่อง กล่องกระดาษ ขนาดกลาง 1 กล่อง ,กล่องกระดาษ ขนาดเล็ก 3 กล่อง จึงทำการตรวจสอบภายในกล่องกระดาษ ทั้ง 4 กล่อง

พบภายในกล่องขนาดใหญ่ จำนวน 2 กล่อง มีซองอาหารเสริมคอลาเจนยี่ห้อ คูมิโกะสีชมพู ซุกซ่อนอยู่ภายใน รวม 410 ซอง กล่องขนาดกลาง จำนวน 1 กล่อง พบวัตถุต้องสงสัยลักษณะเป็นก้อนสีขาวซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกใส จำนวน 2 ถุง ซึ่งเป็นถุงยาอี และกล่องขนาดเล็ก จำนวน 1 กล่อง พบวัตถุต้องสงสัยลักษณะเป็นก้อนสีน้ำตาลดำ ซุกช่อนอยู่ในถุงพลาสติกใสจำนวน 1 ถุง ซึ่งเป็นยาอีเชนกัน น้ำหนักรวม 3 กิโลกรัมกว่าๆ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง นำตัว นายบุญมี หรือมีฯ พร้อมของกลางทั้งหมดมาที่ กก.สส.ก.จว.บึงกาฬ ตรวจสอบปัสสาวะเบื้องต้นเพื่อหาสารเสพติดชนิดเมทแอมเฟตามีน โดยความยินยอมของ นายบุญมี หรือมีฯ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นมีผลบวก นายบุญมี หรือมีฯ ให้การว่าตนได้เสพยาบ้ามาก่อนหน้านี้จริง และเคยรับจ้างส่งของจากชาวลาวมาแล้ว 5 ครั้ง ที่ผ่านมาไม่มีปัญหา พึ่งเคยถูกจับครั้งนี้ครั้งแรก

จากนั้นได้นำตัวอย่างน้ำปัสสาวะของ นายบุญมี หรือมีฯ ส่งตรวจที่โรงพยาบาลบึงกาฬ ปรากฏผลเป็นบวก ตามเอกสารที่แบบมาชั้นจับกุม จึงแจ้งสิทธิ์และข้อกล่าวหาให้นายบุญมี หรือมีฯ ทราบว่าจะต้องถูกจับกุม ตัวในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท (ยาบ้าหรือเมทแอฟเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ,มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยผิดกฎหมาย” ให้ นายบุญมี หรือมีฯ ทราบแล้ว ให้การรับสารภาพ ตลอดข้อกล่าวหาจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

จับ 2 ผัวเมียค้ายาบ้า 44,158 เม็ดยึดปืนสั้น 2 กระบอกเลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง

เมื่อเวลา 11.00 วันที่ 24 ต.ค.หน้าห้องสืบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ พ.ต.อ.ชัยยุทธ ธรรมสุนา รรท.ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ ว่าที่ พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ พ.ต.ท.สืบพงษ์ วิสุตรธนาวิทย์ รอง ผกก.ตม.จว.บึงกาฬ พ.ต.ท.กรชน์ แสงกนึก รอง ผกก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ ปฏิบัติราชการ สภ.เมืองบึงกาฬ
พ.ต.ท.นิคสันต์ ดียา สว.สส.สภ.เมืองบึงกาฬ ว่าที่ พ.ต.ท.รชต สว่างจิตต์ สว.ตม.จว.บึงกาฬ แถลงข่าวจับกุม 2 ผัวเมียค้ายาบ้า ได้ของกลางหลายรายการ คือ นายนัทวัฒน์ หรือนัท ศรีเพ็ญรัตน์ อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 น.ส.ดลฤทัย หรือปาล์ม ศรีจันทร์ อายุ 20 ปี ภายในบ้านพักในสวนทุเรียน เขตบ้านคำภู ม.5 ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.วัลลภ ภูผานี รอง สว.(ป).สภ.เมืองบึงกาฬ ,ร.ต.ต.สุวิทย์ เย็นวัฒนา ,ด.ต.สุริยนด์ แก้วนารี,ด.ต.บัณฑิต พระราช ,ด.ต.ไมตรี ภูเป็ว ,ส.ต.อ.ชาณุพันธ์ ไขมีเพ็ชร ,ส.ต.ท.ปฏิพัทธ์ เทียมตามา เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดบึงกาฬ ว่าที่ร.ต.ต.ประวิทย์ คำแข็งขวา รอง สว.ตม.จว.บึงกาฬ,ค.ต. คชาชาญ ทิพยนตรี,ค.ต.ณัทพสิษฐ์ ศิริลักษณ์ ผบ.หมู่ ตม.จว.บึงกาฬ ตรวจค้นจุดพบของกลาง จุดที่ 1 พบยาบ้า 1,200 เม็ด พบซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายลายตารางสีดำเทา วางอยู่ด้านข้างที่นอนบ้านพักในสวนของผู้ต้องหา จุดที่ 2 พบยาบ้า 800 เม็ด พบซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายลายตารางสีดำเทา วางอยู่ด้านข้างที่นอนภายในบ้านพักของผู้ต้องหา จุดที่ 3 พบยาบ้า 158 เม็ด พบซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายลายตารางสีดำเทา วางอยู่ด้านข้างที่นอน จุดที่ 4 พบยาบ้าจำนวน 7 แพ็ค ห่อหุ้มด้วยกระดาษเทียนไข

มีอักษรภาษาอังกฤษ Y-1 ภายในห่อหุ้มด้วยกระดาษสีขาว มีอักษรภาษาอังกฤษ A ภายในมียาบ้าจำนวน 10 ถุง ยาบ้า 1 ถุง มีจำนวน 200 เม็ด นับรวมยาบ้าได้ 42,000 เม็ด ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกหูหิ้วสีฟ้า ซุกซ่อนอยู่ภายในพุ่มไม้ภายในสวนทุเรียน รวมยาบ้าของกลางจุดที่ 1-4 ทั้งหมด จำนวน 44,158 เม็ด พบอาวุธปืนสั้นชนิดประดิษฐ์ ใช้กระสุนขนาด จุด380 มม. จำนวน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด จุด380 จำนวน 3 นัด และกระสุนปืนขนาด จุด 22 จำนวน 15 นัด แต่ไม้พบอาวุธปืน นอกจากนี้ยังพบเลื่อยโซ่ยนต์ยี่ห้อ Black Bull สีเขียว ความยาวบาร์ 25 นิ้ว พร้อมใช้งาน จำนวน 1 เครื่อง และเลื่อยโซ่ยนต์ยี่ห้อ Arto สีส้ม ความยาวบาร์ 25 นิ้ว พร้อมใช้งาน จำนวน 1 เครื่อง วางอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านพักของผู้ต้องหา พบโทรศัพท์ยี่ห้อ เรียลมี่ สีฟ้า จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งเป็นของนายนัท ผู้ต้องหาที่ 1 โทรศัพท์ยี่ห้อ Vivo สีแดง-ดำ จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งเป็นของน.ส.ปาล์ม ผู้ต้องหาที่ 2 พบกระดาษบันทึกรายการซื้อขายยาเสพติด จำนวน 1 ฉบับ และเงินสดไทย จำนวน 10,800 บาท ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 รับว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติด (ตรวจยึดตามพรบ.ยาเสพติดฯ) พบกระเป๋าสะพายข้าง สีดำ-เทา จำนวน 1 ใบอยู่บริเวณภายในบ้านพักในสวนทุเรียนของผู้ต้องหา ในเขตบ้านคำภู ม.5 ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่ายาบ้าที่พบอยู่ข้างที่นอนเป็นของตนจริงและก็ได้ร่วมกันเสพกับแฟนสาว ส่วนยาบ้าที่พบอยู่ในสวนตนพึ่งสั่งซื้อมาเมื่อคืนแฟนสาวไม่รู้เรื่องด้วย และตนยังไม่ได้จ่ายเงินค่ายาบ้าที่สั่งมาใหม่และก็ยังไม่ได้นำไปจำหน่ายที่ไหน ตำรวจเข้ามาตรวจค้นได้เสียก่อน ทั้งอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนและเลื่อยโซ่ยนต์ก็เป็นของตนซื้อไว้เพื่อตัดแต่กิ่งต้นโค่นต้นไม้ภายในสวน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา ผู้ต้องหาที่ 1 1.ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า) โดยการมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยผิดกฎหมาย 2.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า) โดยการมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยผิดกฎหมาย และกระทำเพื่อการค้า 3.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า )โดยผิดกฎหมาย 4.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 5.มีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผู้ต้องหาที่ 2 1.ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า) โดยการมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน โดยผิดกฎหมาย 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( ยาบ้า )โดยผิดกฎหมาย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศึกรวมใจชาวหนองปรือ และ ศึกวัน อบต.พีท + จิตรเมืองนนท์

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 ศึกรวมใจชาวหนองปรือ ประธานจัดการแข่งขัน นายสุเมธ วิทยะประสาท(ผู้ใหญ่โขง) และผู้สนับสนุน นายกมล ธันยาวาท และนายพิสิษฐ์ ธนบุญเกียรติ และขาดไม่ได้ถ้าไม่มี 2โปรโมเตอร์ อบต.พีท คิวโชควิทยา จัดมวยมันๆ15คู่ให้ชมฟรี ศึกรวมใจชาวหนองปรือ และทีมงานผู้ใหญ่บ้านได้นำกับข้าวขนมจีนมาให้รับประทานเฟรีอีกด้วย ณ ตลาดหนองปรือ ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

วันที่ 25 ตุลาคม 2567
ศึกวัน อบต.พีท + จิตรเมืองนนท์
นายจิรวัฒน์ ลออรุ่งเรืองกิจ (กำนันตำบลหนองไผ่แก้ว)
ประธานจัดการแข่งขัน และผู้สนับสนุน นายทนงศักดิ์ ผลเจริญสมบูรณ์ นายก อบต.หนองไผ่แก้วและ สมจิตร แว่นแก้ว เจ้าของค่ายมวยจิตเมืองนนท์ และซ้อเอ๋ จิตเมืองนนท์ ได้นำมวยดีๆมาชกในรายการนี้ให้แฟนมวยรับชม และศึกครั้งนี้ขาดไม่ได้ถ้าไม่มี 2 โปรโมเตอร์นี้ คิว โชควิทยา และอบต พีท จัดรายการมวยดีๆให้(ชมฟรี 15 คู่)ให้แฟนมวยได้รับชมกันอย่างจุใจและแฟนมวยมาชมศึกนี้กันอย่างมากมายในการจัดงานในครั้งนี้ ณ.เวทีมวยชั่วคราวป่ายุบนอก ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
เอ คนข่าวรายงาน

สื่อรัฐทีวี สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมใหญ่สามัญคณะกรรมการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือพรรคเสรีรวมไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27​ ตุลาคม 2567​ เวลา 08.30 น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มอบหมายให้​ ร.ต.ต.สุเทียน ทองโสม หัวหน้าสาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดมุกดาหารเขต 1 และคณะกรรมการบริหารสาขาพรรค จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมสวนปาล์มรีสอร์ท บ้านสามขา ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญคณะกรรมการสาขาพรรคและสัมมนาให้ความรู้สมาชิกพรรคและประชาชนเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่สมาชิกพรรคการเมือง ครั้งที่ 1/2567 ในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม​ 2567​ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 นาฬิกา มีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา จำนวน 300 คน โดยมี​ พ.ต.ท.​ ดร.คเชนท์ พันนุมา​ วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร​ เป็นวิทยากรอบรมสัมมนา และนางสาวมยุรี วงศ์ศรีธนกุล เจ้าหน้าที่กกต.จ.มุกดาหาร เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมอบรมสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1.เพื่อให้กรรมการสาขาพรรค สมาชิกและประชาชน ทราบถึงสถานภาพสมาชิกพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป

2.เพื่อให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสมาชิกพรรคการเมือง มีความรู้ความความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข3.เพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน4.เพื่อเปิดเวทีให้สมาชิกแบ่งกลุ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยการจัดประชุมใหญ่สามัญคณะกรรมการสาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสัมมนาให้ความรู้สมาชิกสาขาพรรคและประชาชน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 ครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259-777

“สุเทียน”!! จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบ จนท. ปล่อยให้ทรัพย์สินศาลากลาง จ. ถูกทำลายเสียหาย

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567​ ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากชมรมรักษ์มุกดาหาร ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่เข้าไปในบริเวณที่มีการจัดงานขายสินค้าหน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร และพบเห็นว่าผู้รับเหมาจัดงานได้มีการตอกหมุดและใช้น็อตขนาดใหญ่เจาะลงบนพื้นถนนคอนกรีตและทางเดินเท้าของศาลากลางจังหวัดมุกดาหารเพื่อขึงเชือกดึงอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งยังทำแผ่นป้ายโฆษณาที่ไม่เป็นความจริงจนทำให้ประชาชนหลงเชื่อเข้าใจผิด ข้าฯ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบยังบริเวณพื้นที่จัดงานหน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหารและพบว่าข้อร้องเรียนของประชาชนดังกล่าวเป็นความจริง โดยมีรายละเอียด คือ

ได้มีการตอกหมุดและน็อตลงบนทางเดินเท้าและพื้นถนนคอนกรีตเพื่อใช้ผูกขึงเชือกยึดกับโครงเหล็กนั่งร้านติดตั้งไฟประดับงานจำนวนหลายแห่งรอบบริเวณที่จัดงานในศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร จนทำให้ทรัพย์สินของราชการได้รับความเสียหายและเสื่อมค่ามีการติดป้ายโฆษณาที่หน้าประตูทางเข้าศาลากลางจังหวังโดยในแผ่นป้ายมีภาพตราสัญลักษณ์จังหวัดมุกดาหารและข้อความว่า จังหวัดมุกดาหารเชิญเที่ยวงานประเพณีออกพรรษาประจำปี 2567 , 21-30 ตุลาคม 2567 ณ หน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร พบและชมนิทรรศการการออกร้านของหน่วยงานราชการอำเภอต่างๆ การแสดงพื้นเมือง เลือกซื้อสินค้า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์”

ประกวดผลิตผลทางการเกษตร สวนสนุกชุดใหญ่ เลือกซื้อสินค้าราคาถูกจากโรงงานโดยตรง แต่เมื่อเข้าไปเดินสำรวจดูทั่วบริเวณพื้นที่จัดงานในศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร กลับไม่พบเห็นว่ามีนิทรรศการการออกร้านของหน่วยงานราชการอำเภอต่างๆ การประกวดผลิตผลทางการเกษตร และอื่นๆ ตามที่โฆษณาไว้แต่อย่างใด โดยลักษณะเป็นแค่เพียงคาราวานจำหน่ายสินค้าทั่วไป

  1. ร้อยตำรวจตรี สุเทียน กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวจึงน่าเชื่อได้ว่าอาจมีการกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือเป็นการดำเนินการอย่างใดในหน่วยงานราชการอันอาจนำไปสู่การทุจริตหรือส่อว่าอาจมีการทุจริต และทำให้เกิดความเสียหายและเสื่อมค่าต่อทรัพย์สินของทางราชการ

“ดังนั้น ตนจะนำเรื่องดังกล่าวไปยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดอนุญาตหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ใช้พื้นที่และทรัพย์สินของราชการ ซึ่งจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง หรือมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องหรือผู้อื่น หรือไม่ โดยขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป” ร้อยตำรวจตรี สุเทียนกล่าว

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลป้องกันชายแดนไทย-ลาว

แชร์เนื้อหานี้

​แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังป้องกันชายแดน เน้นย้ำคุมเข้ม “ยกระดับการป้องกันซีลพื้นที่ชายแดน” ป้องกันสิ่งผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนไทย-ลาว จังหวัดเลย

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ที่อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังป้องกันชายแดน เน้นย้ำคุมเข้ม “ยกระดับการป้องกันซีลพื้นที่ชายแดน”ป้องกันสิ่งผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนไทย-ลาว จังหวัดเลยในพื้นรับผิดชอบของ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยมี พันเอก ปราโมทย์ เนียมสำเภา เสนาธิการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เป็นผู้แทน พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี พร้อมด้วย รองผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 และหัวหน้าส่วนราชการหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ฐานปฏิบัติการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา เพื่อรับทราบข้อมูลการปฏิบัติงาน ปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ ของหน่วย พร้อมทั้งกล่าวพบปะให้กำลังใจ มอบนโยบายของ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เจตนารมณ์นโยบายที่สำคัญ ประจำปี 2568 ต้องยึดถือใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. การพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ 2. การนำกองทัพสู่ความทันสมัย 3. การฝึกให้พร้อมต่อทุกภัยคุกคาม 4. พร้อมทุกยามเมื่อเกิดพิบัติภัย และ 5. การเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล

โดยให้ยึดถือการทำงานตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงกลาโหม เรื่องการเตรียมกำลังและการใช้กำลัง ให้กองกำลังป้องกันชายแดนกองทัพบกเข้มงวดสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบตามแนวชายแดน อย่างเต็มที่ ในฐานะที่กองทัพบกเป็นกลไกหลักของรัฐบาล ในภารกิจปกป้องอธิปไตยและป้องกันชายแดน ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญเร่งด่วน ที่ทุกส่วนรวมถึงประชาชนให้ความสำคัญ พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังป้องกันชายแดนที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน

เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และกล่าวขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการดูแลแนวชายแดนไทย- ลาว ซึ่งมีความทุ่มเท เสียสละ ปกป้องประเทศชาติจากภัยคุกคาม โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งแสดงถึงการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ภารกิจดูแลแนวชายแดนเป็นความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติ ครั้งหนึ่งได้ทำเพื่อประเทศชาติ ของกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี รวมทั้งการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อน ตามแนวชายแดนไทย-ลาว

ในพื้นรับผิดชอบในทุกสถานการณ์ จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 และคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ และ“ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน” ในการตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด บริเวณด่านภูซาง ตำบลหนองผือ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย เน้นย้ำคุมเข้ม “ยกระดับการป้องกันซีลพื้นที่ชายแดน ตามช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน เคร่งครัด

พร้อมทั้ง มอบนโยบายปัญหายาเสพติด ไม่มีคำว่า “รอนับหนึ่งแล้วค่อยเริ่ม” การป้องกัน ป้องปราม ปัญหายาเสพติด ถือเป็นนโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งของกองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือ“ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน” และกำลังพลป้องกันชายแดน ถือเป็นพันธกิจสำคัญ ร่วมมือ ร่วมใจ ป้องกันยาเสพติด เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน และมอบสิ่งของบำรุงขวัญ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ศูนย์ข่าว​มุกดาหาร​

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ฉก.ทหารพราน​มุกดาหาร ยึดบุหรี่หนีภาษี 2.53 พันซอ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม​ 2567​ พันเอก อินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่ามีการลักลอบขนสินค้าที่ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากรนำมาเก็บซุกซ่อนไว้ที่บริเวณชุมชนบางทรายใหญ่ ม.1 ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงสั่งการให้ ร้อยโท วัชรสรณ์ เชื้อไพบูลย์ ผบ.ร้อย.ทพ.2105​ ฉก.ทพ.21

ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่มุกดาหาร และชุดสุนัขทหาร ร่วมทำการลาดตระเวนในพื้นที่ตามที่ได้รับแจ้ง โดยได้เข้าตรวจค้นบ้าน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 217 ม.1 ต.บางทรายใหญ่ มี นางมัธฌญา พาลึก เป็นเจ้าบ้าน และ บ้านบ้านเลขที่ 122 ม.1 ต.บางทรายใหญ่ มีนางจิรภัทร ขันอาสา เป็นเจ้าบ้าน ผลการตรวจค้นภายในตัวบ้านทั้ง สองหลัง

ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย ชุดปฎิบัติการร่วมจึงได้ทำการตรวจค้นพื้นที่โดยรอบบริเวณ พบโรงเก็บของลักษณะคล้ายเป็นโกดังขนาดเล็ก ตั้งอยู่ระหว่างบ้านทั้งสองหลังดังกล่าว จึงทำการตรวจค้นพบบุหรี่ต่างประเทศบรรจุอยู่ในลังกระดาษจำนวน 253 แท่ง หรือ 2,530 ซอง ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

สื่อรัฐนิวส์ – สื่อรัฐทีวี / พบศพหญิงเร่ร่อน ถูกฆ่าตายในห้องน้ำร้าง ข้างหลังศูนย์เด็กเล็กเทศบาลทับสะแก ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 29 ต.ค.67 ร.ต.ท.วิษณุ สังมัน รอง สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตที่บริเวณห้องน้ำร้างข้างตลาดนัด หน้าสถานีรถไฟติดกับศูนย์เด็กเล็กเทศบาลตำบลทับสะแกจึงรายงานให้ พ.ต.อ.พีรวัส ชูแก้ว ผกก.สภ.ทับสะแก พ.ต.ท.พยุงศักดิ์ จงดี รอง ผกก.สส.สภ.ทับสะแก พ.ต.ท.สุทิน ทัดรัตน์ สว.สส.สภ.ทับสะแก พร้อมชุดสืบสวน ฝ่ายป้องกันและปราบปราบ สพฐ.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ อาสามูลนิธิฯสว่างรุ่งเรืองทับสะแก แพทย์เวร รพ.ทับสะแก รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

บริเวณที่เกิดเหตุติดลานที่จอดรถตลาดนัดหน้าสถานีรถไฟ ด้านหลังศูนย์เด็กเล็กเทศบาลทับสะแกพบศพหญิงสาวทราบชื่อภายหลัง น.ส.สร้อยประดับ ทองสุข อายุประมาณ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ 6 ต.ช่องไม้แก้ว อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร สภาพนอนหงานอยู่บนหมอน ซึ่งไว้รองศีรษะ ข้างห้องน้ำเก่าที่ยังไม่ได้รื้อโคนต้นมะขามขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพร่างกายเบื้องต้นมีบาดแผลบริเวณใบหน้าและลำตัว แพทย์คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ตำ กว่า 3 ชม.

จากการสอบถาม นายสมหวัง ใสสะอาด อายุ 62 เป็นชาวตำบลทับสะแก ที่ยังให้การวกวน จากการดื่มสุราตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา เล่าว่าตนเองอยู่กินกับผู้ตายมาประมาณ 20 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คนเป็นผู้ชาย และอ้างว่าเมื่อคืนที่ผ่านมามีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน เข้ามาทำร้ายภรรยาตนเอง พอตนเองจะเข้าไปช่วยคนร้ายก็วิ่งหายไป แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การเนื่องจากยังอยู่ในสภาพเมา ให้การวกวนอยู่ และทราบว่าทั้งคู่ชอบดื่มเหล้าเมาแล้วทะเลาะกันเป็นประจำ ต่างคนต่างไม่ค่อยยอมกันเวลาพูด

โดยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เก็บรายละเอียด และรายนิ้วมือแฝง ตรวจ DNA ส่งตรวจพิสูจน์ จากนั้นได้ให้มูลนิธิสว่างรุ่งเรือง นำร่างผู้ตายส่งตรวจพิสูจน์ ที่สถาบันนิติเวชฯ ต่อไป
////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทับสะแก จัดโครงการเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติฯ

แชร์เนื้อหานี้

ประจวบคีรีขันธ์ _ อำเภอทับสะแก จัดโครงการเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติฯ สนาม 2 โซนใต้ รณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง

วันที่ 26 ต.ค. 67 ที่ลานกิจกรรมอ่างเก็บน้ำคลองช่องลม นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมโครงการเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฏาคม 2567 ที่อ่างเก็บน้ำคลองช่องลม สนามที่ 2 โซนใต้

โดยมี นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายแพทย์ธนกร ศรัณยภิญโญ นพ.สาธารณสุขจังหวัดประจวบฯ นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอทับสะแก น.ส.ณุกานดา จันทรภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว กำนันตำบลเขาล้าน พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ชาวทับสะแก ร่วมออกกำลังกายเดิน วิ่ง

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ได้มีการจัดกิจกรรมสนามแรก โซนเหนือไปแล้วบนเส้นทางเลียบชายหาดสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง

โดยกิจกรรมในวันนี้มีการเดิน วิ่ง ระยะทาง 5 กม. เส้นทางบริเวณอ่างเก็บน้ำคลองช่องลม เพื่อสร้างเสริมสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลโรค โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองที่พบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ขณะที่ในวันที่ 2 พ.ย.67 จ.ประจวบฯ จะมีการจัดกิจกรรมโครงการเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติฯ สนามจังหวัด พร้อมกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้เส้นทางเลียบอ่าวประจวบฯ และในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ ซึ่งประชาชนสามารถร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยขอให้สวมใส่เสื้อสีเหลืองมาร่วมกิจกรรม

/////////////////////////ขอบคุณ Cr.ภาพ พันธศักดิ์ ตั้งสุขสันต์
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / นรข.มุกดาหาร ยึดยาบ้าข้ามโขง 3.6 ล้าน เม็ดพร้อมรถยนต์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม​ 2567​ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง(นรข.) และ พล.ต.ต.ชัชชัย วงค์สุนะ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงข่าว จับกุมยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (ยาบ้า) จำนวน 3,600,000 เม็ด ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม น.ท.เตชธร ฉิมพาลี หัวหน้าสถานีเรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาในพื้นที่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสถานีเรือมุกดาหาร พร้อมทั้งประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อบูรณาการปฏิบัติร่วมกัน

วางแผนในการสกัดกั้นและจับกุมโดยการเฝ้าสังเกตการณ์ และจัดวางกำลังตามเส้นทางคมนาคมที่คาดว่าผู้กระทำผิดจะใช้เป็นเส้นทางในการหลบหนี จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. ชุดเฝ้าตรวจบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงได้ยินเสียงเรือแล่นเข้ามาบริเวณฝั่งระยะห่างจากจุดซุ่ม ประมาณ 300 เมตร พร้อมกับได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งมาบริเวณดังกล่าว ชุดซุ่มเฝ้าตรวจจึงได้นำกำลังเข้าไปบริเวณดังกล่าว และสังเกตเห็นว่ามีการลำเลียงกระสอบขึ้นรถยนต์ยี่ห้อ ISUZU รุ่น MU X สีขาวทะเบียน ขก 7917 อุดรธานี

จากนั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่เรือลำเลียงก็ได้วิ่งกลับฝั่ง สปป.ลาว จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ไล่ติดตามรถยนต์เพื่อจะขอตรวจค้น แต่รถยนต์คันดังกล่าวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้เร่งเครื่องขับหลบหนี กระทั่งต่อมาได้ติดตามพบรถต้องสงสัยคันดังกล่าวจอดทิ้งไว้บริเวณริมถนนติดกับสวนยางพารา ริมทางสาธารณะบ้านหนองโจด ม.13 ต.บ้านโคก อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

จึงได้เข้าเข้าตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบกระสอบสีขาว จำนวน 9 กระสอบ อยู่ที่ด้านหลังตัวรถ เมื่อเปิดกระสอบบอกดูพบยาบ้าจำนวน 3,600,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อขยายผลและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กฐินน้ำบูชาพญานาค สืบสานประเพณีลุ่มน้ำโขง/เทนนิสเชื่อมความสัมพันธ์ 2 ฝั่งโขง ไทย-ลาว มุกดาหาร​-สะหวันนะเขต ครั้งที่ 37

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2567 เวลา 12.00 น. นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร รับมอบหมายจาก ผวจ.มุกดาหาร ให้เป็นประธานในพิธีทำบุญกฐินน้ำบูชาพญานาค ครั้งที่ 17 โดยความร่วมมือของ ภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดมุกดาหาร

ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร เทศบาลเมืองมุกดาหาร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดมุกดาหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม โดยมีบริษัทห้างร้านเอกชน ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในองค์พญานาค

และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมพิธี บริเวณใต้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต
หลังจากพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้น ได้มีการนำเครื่องบวงสรวงถวายใส่กระทงขนาดใหญ่เพื่อลอยลงแม่น้ำโขงเพื่อเป็นการบูชาองค์ปู่พญาอนันตนาคราช เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับประเพณีกฐินน้ำบูชาพญานาค จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลออกพรรษา เป็นการแสดงความกตัญญูต่อแม่น้ำคงคา และบูชาองค์พญานาค นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เผยแพร่ประเพณีอันดีงามนำพาผู้คนมาสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมริมฝั่งโขง ขณะเดียวกันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 และไหว้พญานาค บริเวณที่จัดงานและทำให้เห็นถึงพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดมุกดาหารด้วย

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

มุกดาหาร​ -​ เทนนิสเชื่อมความสัมพันธ์ 2 ฝั่งโขง ไทย-ลาว มุกดาหาร​-สะหวันนะเขต ครั้งที่ 37

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567นายรังสิฐ ลือพาณิชย์กุลประธานชมรมกีฬาเทนนิสจังหวัดมุกดาหาร นำนักกีฬา เทนนิสจังหวัดมุกดาหาร รุ่นทั่วไป​ และรุ่นอาวุโส จำนวน 40 คน​ ข้ามไปเล่นกีฬาเทนนิสมิตรภาพเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ลาว​ ที่เมืองไกสอนพรมวิหาร แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว โดยได้รับการอนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกในการเดินทางจากทางท่านวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และหน่วยงานต่างๆ อาทิ ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ศุลกากรมุกดาหาร แขวงการทางมุกดาหาร ในการนี้

ท่านกิลือไช จันโท ประธานสหพันธ์กีฬาเทนนิส แขวงสะหวันนะเขต นำคณะกรรมการและนักกีฬาให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวชื่นชมยินดีในมิตรภาพของนักกีฬาทั้งสองประเทศที่มีมาช้านาน ซึ่งการจัดการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 37 แล้ว จัดแข่งขันกีฬากันปีละ 2 ครั้ง สลับกันเป็นเจ้าภาพ หลังจากการแข่งขันเสร็จแล้ว นักกีฬาทั้งสองประเทศร่วมรับประทานอาหาร​ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ในกีฬาเทนนิส
ก่อนจะเดินทางกลับ

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

ภาพ/ข่าว​ กำพล​ ศรีมณีพันธ์
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ส่งมอบเรือกู้ภัย Wi-Fi จำนวน 8 ลำ ให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 18 ต.ค.67 รองศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ พลาศัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เปิดเผยว่า นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.กระทรวง อว. และคณะผู้บริหาร แถลงข่าวส่งมอบเรือกู้ภัย Wi-Fi เพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการบริหารมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ บริเวณด้านหน้าห้องแถลงข่าว สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.67 ที่ผ่านมา “ ซึ่งเรือกู้ภัย Wi-Fi เป็นผลงานที่เกิดจากการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อของหน่วยงานในสังกัด อว. คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นพื้นที่ (บพท.) มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) โดยการสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งเป็นความสำเร็จของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีจากภูมิปัญญานักวิชาการไทย

ในการจัดการภัยพิบัติ เป็นเรือที่ต้นทุนไม่สูง การใช้งานไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย และมีคุณลักษณะพิเศษของเรือท้องแบนที่สามารถใช้งานได้ในพื้นที่น้ำตื้น 20-30 เซ็นติเมตร สามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ 40 กิโลกรัม การติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมโยงสัญญาณ Wi-Fi ในรัศมีไม่เกิน 30 เมตร มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ต่อเนื่องกัน 4 -6 ชั่วโมง มีอุปกรณ์เก็บประจุไฟฟ้าจากระบบโซลาร์เซลล์ ที่สามารถจ่ายไฟสำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ 12 เครื่อง พร้อมกับชุดสวิตซ์เซฟตี้

เพื่อความปลอดภัย ตอบโจทย์การใช้ไฟฟ้าช่วงน้ำท่วม ซึ่งมีภาวะติดขัดเรื่องการจำหน่ายไฟฟ้า ให้สามารถสื่อสารกับผ่านนอกได้ เรือกู้ภัย Wi-Fi ที่จะส่งมอบแก่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก มีจำนวน 8 ลำ สำหรับจัดสรรกระจายยังเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) 8 ชุมชน ใน 7 จังหวัด เพื่อนำไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือที่ สุโขทัยและพิษณุโลก จำนวน 2 ลำ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ชัยภูมิและสกลนคร จำนวน 2 ลำ และทางภาคใต้ ที่พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี จำนวน 4 ลำ “ รองศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ “ กล่าว

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ ยักล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ที่มาของเรือกู้ภัย Wi-Fi เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแก้จนเร่งด่วนจากผลกระทบภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ โดยบูรณาการร่วมกันของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่องภัยพิบัติแก้ไขปัญหาอุทกภัย และฟื้นฟูชีวิตครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

จากภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังถูกนำไปใช้ช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยอีกด้วย ทั้งนี้ การบูรณาการระบบเทคโนโลยีเข้ากับเรือกู้ภัย Wi-Fi เป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาและปรับใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในระดับประเทศอีกด้วย
///////////////////////////ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สส.อุตรดิตถ์เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะสัญจร

แชร์เนื้อหานี้


.วันที่ 18 ตค.67 นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.อุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะสัญจร ประจำปี 2567 หรือ “งานแห่เปรต” ที่วัดดอยสวรรค์ (วัดเขาไก่เขี่ย) อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ โดยเริ่มขบวนแห่ ณ ตลาดกลางผลไม้สินค้าโอทอปเทศบาลหัวดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ มีพระครูประจักษ์กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) ต.วังแดง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์

เป็นประธานฝ่ายสงฆ์นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ออกรับบิณฑบาตไปตามถนนสายวังกะพี้ – ตรอน ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร และมีขบวนแห่พระพุทธรูปจำลอง เทวดา นางฟ้า เปรต กระหัง อสูรกาย และขบวนมหรสพ เช่น ลิเก มวยการกุศล ซึ่งตลอด 2 ข้างทางมีประชาชนมารอใส่บาตรข้าวสาร อาหารแห้ง และปัจจัยเป็นจำนวนมาก เมื่อขบวนแห่เปรต ไปมาถึงยังวัดดอยสวรรค์ เป็นที่เรียบร้อยได้มีการนำจตุปัจจัยถวายแด่พระสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

พระครูประจักษ์กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยสวรรค์ กล่าวว่า การจัดงานสืบสานประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะสัญจร เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีการทำบุญเนื่องในวันเทโวโรหณะให้คงอยู่ต่อไป และเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลในการนำข้าวสาร อาหารแห้ง มาทำบุญตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในการจัดงานประเพณีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ ประจำปี 2567พระครูประจักษ์กิตติคุณ กล่าวอีกว่า วัดดอยสวรรค์ (วัดเขาไก่เขี่ย)

จัดงานประเพณีสารทเดือนสิบ หรืองานแห่เปรต เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อรักษาประเพณีสืบทอดพระพุทธศาสนา มีการจำลองนรก สวรรค์ และเมืองมนุษย์เพื่อสอนให้คนเกรงกลัวต่อบาป หันมาทำความดีตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาและให้ชาวพุทธได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ ซึ่งจากการจัดงานมาอย่างต่อเนื่องได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็จะได้อนุรักษ์สืบสานประเพณีนึ้ไว้ต่อไป


.
นาคา คะเลิศรัมย์ /รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จัดแถลงข่าว การขับเคลื่อนการพัฒนา จ.น่าน งานตามนโยบายและแผนพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เยี่ยวยาผู้ประสบอุทกภัย

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 17 ตุลาคม 2567 ที่ ห้องประชุมเจ้าฟ้าอัตรวรปัญโญ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดน่าน จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ สัสดีแพง ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน เป็นประธานในการแถลงข่าวประจำเดือนตุลาคม 2567 ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานตามนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในแต่ละเดือน พร้อมนำเสนอผลการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการให้ความช่วยเหลือเยี่ยวยาผู้ประสบอุทกภัยด้านนางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้นำเสนอการจัดการประกวดเรือสวยงาม การประกวดเรือแข่งจำลอง ในงานประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน 26 – 27 ตุลาคม 2567 หลักเกณฑ์การตัดสินเรือสวยงาม ประจำปี 2567คุณสมบัติเรือที่จะส่งเข้าร่วมประกวดเรือประเภทสวยงาม

ต้องเป็นเรือแข่งเมืองน่าน ที่มีองค์ประกอบตามประกาศของสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน การตัดสินเรือแข่งจำลองเมืองน่าน ประจำปี 2567 คุณสมบัติเรือแข่งจำลองเมืองน่านที่จะส่งเข้าร่วมประกวด เรือแข่งจำลองเมืองน่านที่ส่งเข้าประกวดต้องส่งเป็นลำ มีขนาดความยาวไม่เกิน 1.50 เมตร โดยมีองค์ประกอบ เช่น ทำจากไม้ (วัสดุธรรมชาติ) ห้ามใช้ไม้สังเคราะห์ เรือแข่งจำลองเมืองน่าน ต้องแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของเรือแข่งเมืองน่าน มีหัวเรือ หางเรือ แกะสลักลวดลายให้มีความประณีตงดงาม มีองค์ประกอบครบตามแบบเรือน่าน เป็นต้น และกิจกรรมตักบาตรเติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน ทุกเช้าวันศุกร์ โดยจะเริ่มกิจกรรม ครั้งที่ 1 ในวันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม

และวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2567 เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดน่าน นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติได้ร่วมทำบุญตักบาตร เพื่อการสืบทอดพระพุทธศาสนา การอนุรักษ์สืบสานวิถีชีวิต ชาวน่านในอดีต ที่จะทำบุญตักบาตรหน้าบริเวณคุ้มหลวงนครน่านแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ใจกลางเมืองเก่าน่าน พื้นที่ประวัติศาสตร์หน้าคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่านเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดน่าน กิจกรรม ทำบุญตักบาตร เติมบุญ หน้าคุ้มหลวงนครน่าน ในครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ทางจังหวัดได้กำหนดจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองเก่าน่าน ที่จะขับเคลื่อนเมืองเเก่าน่าน สู่เมืองมรดกโลก ควบคู่กับ สปป.ลาว จัดโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน


ด้านนางศุภรดา กานดิศยยากุล ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน กล่าวถึง จังหวัดน่าน "เมืองเก่าที่มีชีวิต" คว้าเหรียญทองแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก Green Destinations Award 2024 เหรียญทองแรกของอาเซียน และเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชีย. พร้อมทั้งเร็วๆนี้ทาง อพท.จัดกิจกรรมเชิญชวนชาวน่าน มาชิม มาช๊อป เชื่อมโยงกับเหล่า CREATORS อาหาร ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมหลากหลายไอเดียของเมืองน่าน NAN CONNECT : ป๊ะกั๋น ปั้นเมือง ในวันเสาร์ - อาทิตย์ 26 - 27 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 - 18.00 น ณ ลานต่อสุข (ข้างเฮือนฮังต่อ) 
นายแพทย์ภุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวถึง สถานการณ์โรคสเตรปโตคอกคัส ซูอิส จ.น่าน หรือสถานการณ์โรคไข้หูดับในพื้นที่จังหวัดน่าน สถานการณโรคสเตรปโตคอกคัส ซูอิส จ.น่าน ปี 2567 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 16 ตุลาคม 2567 สสจ.น่าน ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคนี้ จํานวน ทั้งสิ้น 8 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 1.67 ต่อประชากรแสนคน มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย (อ.ภูเพียง) ทั้งนี้สาเหตุการเกิดโรค การรับประทานลาบหมูดิบ ลาบเนื้อดิบ(ควาย) และรับประทานเนื้อหมูสุกๆดิบๆ ผลการสอบสวนโรคผู้ป่วยสเตรปโตคอกคัส ซูอิส จ.น่าน ปี 2567 (ผู้ป่วยเสียชีวิต) ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 65 ปี มีโรคประจําตัวคือโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง อาชีพรับจ้าง (ช่างทาสี) บ้านหัวเวียงเหนือ ตําบลฝายแก้ว อําเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

คําแนะนำสําหรับประชาชนทั่วไปหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อหมูดิบ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ หมูที่ป่วยหรือตายจากโรค การปรุงอาหาร ควรนําเนื้อสุกรมาปรุงสุกเท่านั้นไม่ควรบริโภคเนื้อสุกร เลือด และอวัยวะภายในที่ดิบๆ หรือปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้ เป็นต้น เลือกบริโภคเนื้อหมูที่มาจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน หมูที่ผ่านการตรวจสอบจากกรมปศุสัตว์ปลอดจากเชื้อโรคไม่ใช้เขียงหมูดิบในการหั่นอาหารอื่นที่จะรับประทานโดยไม่ปรุงสุกเพิ่ม เช่น ผักสด ผลไม้สด หรืออาหารอื่นที่สุกแล้ว เพราะจะทําให้มีการปนเปื้อนเชื้อโรค การเลือกซื้อเนื้อสุกรเพื่อบริโภคควรเป็นเนื้อสุกรที่สด ไม่มีสีแดงคลํ้าหรือมีเลือดคั่งมากๆหรือเนื้อแดงมีเลือดปนผิดปกติ โดยล้างมือก่อนและหลังสัมผัสเนื้อหรืออวัยวะของสุกรที่จําหน่าย โดยเฉพาะหากมีบาดแผลบริเวณที่สัมผัส
นอกจากนี้ทางนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่านกล่าวเชิญชวนชาวน่าน ร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่นป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันที่2 พฤศจิกายน 2567ณ หนองน้ำครก ตำบลลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่านรีบสมัครก่อน วันที่ 25 ตุลาคม 2567 โดยสมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

   ด้านนายวรวิทย์ อินต๊ะใจ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน กล่าวถึง เรื่องเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 9,000 บาท ทั้งนี้ได้มีการสรุปข้อมูลผู้ประสบภัยจังหวัดน่านยื่นขอรับความช่วยเหลือตามมติ ครม. ข้อมูล ณ 16 ต.ค.67 มีผู้ประสบภัยยื่นคำขอ ทั้งหมด 17,708 หลัง ตรวจเอกสารครบถ้วน 11,517 หลัง อยู่ระหว่างตรวจ 5,715 หลัง รอดำเนินการ 156 หลัง ในรอบที่ 1 อำเภอที่ไม่มีผู้อื่นคำขอรับการช่วยเหลือ ได้แก่ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอนาหมื่น อำเภอบ่อเกลือ อำเภอแม่จริม และอ๋าเภอสันติสุข
ด้านผู้แทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน กล่าวถึงประเด็นความคืบหน้าการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางจากอุทกภัยที่ผ่านมา พร้อมแจ้งช่องทางรับ (เอกสารหลักฐานประกอบ)  เบื้องต้นช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์แล้ว จำนวน 188 ราย
ด้านนายสายัณห์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาน่าน กล่าวถึงคาดการณ์สภาพภูมิอากาศการเข้าสู่ฤดูหนาว คาดหมายลักษณะอากาศประเทศไทยตอนบนและจังหวัดน่าน แต่ละช่วงในฤดูหนาว ช่วงปลายสัปดาห์ที่3ของเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน จะมีอากาศเย็นเกือบทั่วไป กับมีอากาศหนาว บางแห่งในบางวันทางตอนบนของภาค และมีหมอกในตอนเข้า โดยจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 - 20 ของ พื้นที่ และอาจมีลมกระโชกแรงบางแห่งในบางวัน สำหรับช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม อากาศจะหนาวเย็นมากขึ้น โดยมีอากาศหนาวเย็น เกือบทั่วไป และมีอาศหนาวจัดโดยเฉพาะบริเวณตอนของภาค
  ด้านนายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานน่าน รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวน่าน หลังช่วงฟื้นฟู และการเตรียมพร้อมช่วงไฮซีชัน ประมาณการสถานการณ์ช่วงวันหยุดยาววันที่ 12 - 14 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา อัตราการพักเฉลี่ย 80% ผู้เยี่ยมเยือนประมาณ 23,000 คน รายได้ประมาณ 40.57 ล้านบาท  ประมาณการจำนวนผู้เยี่ยมเยือนในปี 2567 แนวโน้มการเติบโตคงที่ประมาณการ : 1,589,295 (คน-ครั้ง) ประมาณการรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2567 แนวโน้มการเติบโตคงที่ ประมาณการ : 4,621.58 ล้านบาท
โอกาสด้านการท่องเที่ยวจังหวัดน่านอยู่ในกระแสหลักของการท่องเที่ยวเป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วง High Season นี้น่านมีความพร้อมในการฟื้นตัวของสถานที่ท่องเที่ยว ที่พักและเส้นทางเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วง High Season นี้ในช่วง High Season มีการเพิ่มเที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกเป็นจำนวน 10 เที่ยวบิน/วัน
มาตรการ 'แอ่วเหนือคนละครึ่ง'เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวหลังภาคเหนือเผชิญน้ำท่วมหนัก ขณะนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อยู่ระหว่างรวบรวมสินค้าและแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างๆ ลงบนแอปพลิเคชันเบส (Application Base) ของ ททท. เพื่อให้โรงแรม
ที่พัก และร้านค้าต่างๆ สามารถเข้าร่วมโครงการแอ่วเหนือคนละครึ่งได้โดยประชาชนที่สนใจสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านแอปพลิเคชันเบสเพื่อรับสิทธิได้เลย ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในวันที่ 1 พ.ย. 2567 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวภาคเหนือหลังน้ำลด โดยรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนด้วยการจ่ายค่าสินค้าท่องเที่ยว 400 บาท/คน/ทริป ส่วนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการจ่ายอีก 400 บาท/คน/ทริป หากใช้จ่ายมากกว่านั้น ประชาชนจะต้องเป็นผู้จ่ายเอง/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/

ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รรท.สภ.สามกระทาย มอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานข้าราชการ ตำรวจ/ทำบุญออกพรรษา ขับรถประสานงากัน เสียชีวิต 1 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 ตุลาคม 2567 พ.ต.อ.พสิษฐ์ ก้อนสิน รักษาราชการแทน ( รรท. ) .สภ.สามกระทาย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “วันตำรวจ” พ.ต.อ.พสิษฐ์ ก้อนสิน รรท.สภ.สามกระทาย  จัดให้มีการอ่านสารของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรและธิดาของข้าราชการตำรวจ สภ.สามกระทาย จำนวน 10 ทุนๆ ละ 1,000 บาท โดยได้รับการสนับสนุน จาก ร้อยตำรวจโท ทนงศักดิ์ ทองแก้ว รอง สว (ป)กก.5 บก.ปทส.เป็นผู้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจ

นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระ และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เคารพศรัทธาของตำรวจ และประชาชน ในพื้นที่ สภ.สามกระทาย

ทำบุญออกพรรษา ขับรถประสานงากัน เสียชีวิต 1 ราย

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2567 ร.ต.ท.ณัฐพร จุลเพ็ชร รอง สวส.สภ.ห้วยยาง ช่วยราชการ สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถกระบะชนประสานงากับรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบนถนนเพชรเกษม – ตะแบกโพรง โค้งปากทางเข้าวัดวังยาง หมู่ที่ 4 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จึงพร้อมด้วยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานอำเภอทับสะแก รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

พบ รถยนต์ กระบะโตโยต้า ตอนครึ่ง สีดำ หมายเลขทะเบียน บท 4561 ประจวบฯ ชนประสานงากับ รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าคลิก สีขาวดำ ทะเบียน 1 กข 4800 ประจวบฯ จนรถจักรยานยนต์ มุดเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถกระบะได้รับความเสียหายยับเยินฝั่งซ้ายขาออกถนนเพชรเกษม ผู้บาดเจ็บกระเด็นไปห่างกว่า 5 เมตร ทราบชื่อภายหลัง น.ส.อารีย์ หนูถึง อายุประมาณ 52 ปี โดยได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้าบวมปูด ขาข้างซ้ายหักผิดรูป มีเลือดไหลนองพื้น เจ้าหน้าที่มูลนิธิเร่งปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมทำ CPR เนื่องจากผุ้ได้รับบาดเจ็บมีชีพจรอ่อนลง จากนั้นเร่งนำตัวส่งยัง รพ.ทับสะแก แต่เสียชีวิตระหว่างทาง

จากการสอบถาม นายปราโทย์ ทองห่อ อายุ 64 ปี ให้การว่า ตนเองได้ไปทำบุญตักบาตรที่วัดบ้านตะแบกโพรงมา กำลังจะออกไปทำบุญอีกวัดหนึ่ง ก็ขับรถมาปกติ เมื่อมาถึงทางโค้งหักศอก ผู้บาดเจ็บซึ่งจะเข้าไปทำบุญที่วัดวังยาง ได้เลี้ยวขวาจะเข้าไปทางวัดวังยาง ตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด ทำให้เกินประสานงากันจนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงโค้งแยกเข้าวัดวังยาง เป็นโคงหักศอกอันตรายมาก มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วหลายราย ผู้ที่มาจากถนนเพชรเกษม จะเลี้ยวขวาเข้าไปทางวัดวังยางจะต้องเลยไปให้เห็นรถทางฝั่งตรงข้ามก่อนแล้วค่อยเลี้ยว เพื่อความปลอดภัย

///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทีมฟุตซอล อนุบาลหนองปรือ ขอพรศาลตายาย สู้ศึกกีฬา นร.ท้องถิ่นระดับภาคตะวันออก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09:00 น. วันนี้ ( 17 ต.ค. ) ทีมฟุตซอลโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองหนองปรือ เตรียมตัวออกเดินทางไปสู้ศึกการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นระดับภาคตะวันออก ครั้งที่ 39 ที่ อำเภอวังน้ำเย็นน้ำ จังหวัดสระแก้ว ในรายการ “ วังน้ำเย็นเกมส์” โดยก่อนออกเดินทางนักกีฬาฟุตซอลได้จุดธูปเทียน กราบขอพรศาลตายาย ไหว้พระประจำโรงเรียนเพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทางตลอดจนการแข่งขันในครั้งนี้

นอกจากนั้นนายประวิทย์ สอนลา รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองหนองปรือ ได้ให้ โอวาทและ กำลังใจ ให้กับนักกีฬาฟุตซอลทั้งประเภทชายและหญิง รวมถึงนักกีฬาประเภทอื่นๆอีกด้วย โดยเน้นย้ำการแข่งขันต้องมีน้ำใจนักกีฬารู้แพ้รู้ชนะให้อภัย และขอให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อก้าวต่อไประดับประเทศที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะแข่งขันประมาณปลายเดือนมกราคม 2568 

นักกีฬาฟุตซอลที่ส่งเข้าร่วมแข่งขันมีนักกีฬาทั้งสิ้น 46 คน โดยส่งแข่งขันระดับอายุ 12 ปี 14 ปี ทั้งชายและหญิง โดยมีนายวิศรุต เย็นฉ่ำ หรือครูบาส นำทีมไปสู้กันครั้งนี้ นอกจากนั้นยังมีโค้ชจุ๋ม  ครูมานะ และอาจารย์ท่านอื่นร่วมเดินทางไปดูแลตลอดการแข่งขัน

การแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นท่าดาวออกครั้งที่ 39 วังน้ำเย็นเกมส์ จังหวัดสระแก้ว ทางโรงเรียนอนุบาลเทศบาลเมืองหนองปรือได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันจำนวนกว่า 80ฑา แบตมินตัน และ กีฬาสาธิต

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) พาผู้เสียหาย ร้องเรียนอัยการ!!เปิดประวัติ “ครูปู” ทีมงาน Thitipu รำพื้นบ้าน จ.สระแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นายสมพงษ์ มีน้อย เลขาฯสมาคม ร.ต.ท บรรดิษฐ์ ชมผาสาท รองนายกสมาคมฯ ได้นำตัว นางปราณี เจ้าทุกข์ที่ถูกถอนเงินโอนจากบัญชีถูกลักทรัพย์ เข้าพบอัยการ คุ้มครองสิทธิฯ จ.ปราจีนบุรี สอบถามเพิ่มเติมแจ้งข้อเท็จจริงพร้อมยื่นเอกสารเพิ่มเติมประกอบ

ทั้งนี้ สมาคมฯเพียงเป็นสื่อกลางให้ประชาชนและภาครัฐ เข้าใจตรงกันสังคมจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข.

เปิดประวัติ “ครูปู” ทีมงาน Thitipu รำพื้นบ้าน จ.สระแก้ว ที่ใครๆในสระแก้ว ก็รู้จักกัน ขึ้นชื่อว่าที่ 1 ในสระแก้วที่ไม่แพ้ใคร เกี่ยวกับ “รำพื้นบ้าน” ภูมิปัญญาชาวบ้าน ก่อตั้งมาเกือบ 7 ปี เปิดประวัติ “ครูปู” ที่ใครๆในสระแก้ว ก็รู้จักกัน ขึ้นชื่อว่าที่ 1 ในสระแก้วที่ไม่แพ้ใคร เกี่ยวกับ “รำพื้นบ้าน” ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สานต่อจาก “ครูแอ้” มาเกือบ 7 ปี ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของไทยที่มีมาแต่ยาวนาน

โดยครูปู..เล่าว่า การที่มาเปิดสอนเพราะใจรักและอยากสอนชาวบ้าน ได้สานต่อจาก “ครูแอ้” ซึ่งเป็นคนริเริ่มรำอยู่แล้วในพื้นที่ บ้านหนองกะพ้อ ด้วยอายุมากครูแอ้เลยพักผ่อน และ ได้มอบเรื่องการรำพื้นบ้าน ให้กับ “ครูปู” ได้สานต่อเพื่อไว้ออกงานรำเอาบุญแต่ไม่นึกว่าจะรำแบบเป็นมืออาชีพรับงาน จนมีคนรู้จักเยอะและมาติดต่อจนปัจจุบันงานมีตั้งแต่ต้นปี 2567 จนถึงสิ้นปีนี้ คาดว่าผ่านมาแล้วกว่า 100 งาน ปัจจุบันมีทั้ง งานบวงสรวงพิธีต่างๆ งานรำแห่งานมงคลทุกประเภท งานรำหน้าไฟ งานรำงานบวช งานนำงานแต่ง เป็นต้น.

สามารถติดต่อจองคิวรำได้ที่
โทร.089-010-0342 (ครูปู)

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จัดงานวันตำรวจ เชิดชูเกียรติผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละฯ

แชร์เนื้อหานี้

ที่สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี เมื่อวันนี้ 17 ตุลาคม 2567 เวลาประมาณ 07.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.อภิชาติ ทอแพ ผกก.สภ.โคกสำโรง
พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิม รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.อนันต์ ปานทอง รอง ผกก.(สอบสวน) ฯ
พ.ต.ท.เสริญราษฎร์ แก้วปนทอง สารวัตอำนวยการฯ ข้าราชการตำรวจ สภ.โคกสำโรง ทุกนาย พร้อมด้วยคณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง

เนื่องด้วย ในวันที่17 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันตำรวจ สภ.โคกสำโรง จึงได้จัดพิธี โดยเริ่มจากการร่วมกันเคารพธงชาติ การรับฟังสารจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณตนและกล่าวอุดมคติตำรวจ นอกจากนี้ยังได้มีพิธีมอบใบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติและเสื้อคลุมให้กับข้าราชการตำรวจที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ในปีที่ตผ่านมา

 รวมทั้งมอบทุนการศึกษาให้กับบุตร ธิดา ของข้าราชการตำรวจที่เรียนดี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเยาวชน จากนั้นได้ประกอบพิธีทางศาสนาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในการปฏิบัติและเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตำรวจทุกคน รวมทั้งมีกิจกรรมสันทนาการเพื่อให้ข้าราชการตำรวจมีความรักและความสามัคคีในหน่วยงาน

สำหรับ “วันตำรวจไทย” เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2458 โดยเป็นวันประกาศรวม “กรมพลตระเวน” กับ “กรมตำรวจภูธร” เป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า “กรมตำรวจ” ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งมีการโอนกรมตำรวจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 17 ตุลาคม 2541 อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ข้าราชการตำรวจทุกนาย ได้ทุ่มเทกำลัง สติปัญญา ความสามารถในปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละอดทน เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ สามารถนำความสงบสุขมาสู่สังคม รับใช้ประชาชนบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และให้ข้าราชการตำรวจร่วมกันกระทำความดีให้เป็นที่ยกย่องสืบไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนข่าวฯ ประจำ จว.ลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พลอากาศเอก ชัยนาท ผลกิจ รองผบ.ทหารอากาศ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 พลอากาศเอก ชัยนาท ผลกิจ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานฝ่ายฆราวาสให้การต้อนรับพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม

และร่วมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ ศาลาเอนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลรางจระเข้ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสิ่งของประกอบด้วย ข้าวสาร จำนวน 800 ถุง พร้อมน้ำดื่ม จำนวน 800 แพ็ค

สำหรับพื้นที่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นประจำทุกปี ซึ่งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้ดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอด

โดยในปีนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้สนับสนุนเรือท้องแบน พร้อมเครื่องยนต์สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภัยในพื้นที่ดังกล่าว

กองทัพอากาศ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ซีน่า พิซซ่า เบอร์เกอร์ เเอนด์ ฮาลาล ฟู๊ด เลี้ยงต้อนรับเยาวชน จชต.โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 43

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า ร้านซีน่า พิซซ่า เบอร์เกอร์ เเอนด์ ฮาลาล ฟู๊ด ในเครือโบว่ากรุ๊ป พัทยา โดย นายสงบ โซ๊ะเฮง ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย ฮัจยีอาลี (ราชัย) ปาทาน ผู้บริหารโบว่ากรุ๊ป พัทยา และนางวิภารัตน์ ปาทาน ผู้บริหารร้านซีน่า พิซซ่า เบอร์เกอร์ เเอนด์ ฮาลาล ฟู๊ด

ร่วมให้การตอนรับและจัดเลี้ยงอาหารให้กับเยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 43 ที่มาพักอาศัยในเขตพื้นที่เมืองพัทยา ระหว่าง 2-16 ตุลาคม 2567 รวม 15 วัน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังคมพหุวัฒนธรรมในภาคตะวันออกสู่การพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งมี 8 ครอบครัวอุปถัมภ์ นำคณะเยาวชนภาคใต้ จำนวน 20 คน ร่วมรับประทานอาหารในครั้งนี้

ทั้งนี้ทางร้านซีน่า พิซซ่า เบอร์เกอร์ เเอนด์ ฮาลาล ฟู๊ด ได้จัดทำเมนูอาหารฮาลาลหลากหลายมาต้อนรับเยาวชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ ปลาทอด ซุปเนื้อ พิซซ่าฮาลาล สเต็ก ต้มยำกุ้ง ขนมจีบ เป็นต้น สร้างความอิ่มเอมและร้อยยิ้มให้กับน้องๆ เยาวชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 43 เป็นอย่างมาก

สำหรับการดำเนินการโครงการ สานใจไทย สู่ใจใต้ เกิดขึ้นโดยดำริของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ โดยการสนับสนุนจากคณะกรรมการของมูลนิธิรัฐบุรุษ นำเยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์

ในกรุงเทพมหานครฯ และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวอุปถัมภ์ และชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ทำให้เยาวชนได้รับประสบการณ์ตรง และมีความรู้ ความเข้าใจต่อบริบทของสังคมไทยมากยิ่งขึ้น โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีแข่งเรือ ชิงถ้วยพระราชทาน วันออกพรรษา ตานก๋วยสลาก วัดบุญยืน พระอารามหลวง อ.เวียงสา จ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้


16/10/2567 จังหวัดน่าน จัดงานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสา ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2567

วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ณ สะพานข้ามแม่น้ำน่าน (ท่าน้ำบ้านป่ากล้วย) อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณี แข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสาชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2567

โดยมี นายอำเภอเวียงสา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสา นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน นายกสมาคมเรือแข่งจังหวัดน่าน ประธานชมรมเรือแข่งอำเภอเวียงสา คณะกรรมการจัดงาน ประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีฯ

งานประเพณีแข่งเรือวันออกพรรษา ตานก๋วยสลากวัดบุญยืน พระอารามหลวง อำเภอเวียงสาชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี พ.ศ. 2567 ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาในวันออกพรรษาเป็นระยะเวลายาวนานนับร้อยปี มีเอกลักษณ์เป็นลักษณะเรือขุดจากไม้ท่อนแกะสลักหัวเป็นรูปพญานาค อ้าปาก ชูคอ มีเขี้ยวโง้งอน สง่างาม การแข่งเรือและทานสลากภัตจึงถือเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวจังหวัดน่าน และเป็นความภาคภูมิใจของชาวอำเภอเวียงสา ที่ได้จัดให้มีขึ้นทุกๆ ปี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป และเป็นการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความมีวินัย ในหมู่คณะ ส่งเสริมและปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพพลานามัยที่ดี และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ซนะ รู้อภัย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเสริมสร้างเอกลักษณ์ของอำเภอเวียงสา ตลอดจนจังหวัดน่าน ให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปและชาวต่างชาติ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ซึ่งมีหมู่บ้านในเขตอำเภอเวียงสาและอำเภอใกล้เคียง ได้ส่งเรือยาวเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้น 18 ลำ โดยแยกประเภทการแข่งขันออกเป็น ประเภทเรือเล็ก 5 ลำ ประเภทเรือกลาง จำนวน 4 ลำ ประเภทเรือใหญ่ จำนวน 5 ลำ และประเภทเรือเอกลักษณ์น่าน จำนวน 4 ลำ นอกจากนี้ ยังมีการโชว์เรือสวยงาม จำนวน 4 ลำ และกองเชียร์ 3 หมู่บ้าน

โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงาน เทศบาลตำบลเวียงสา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สสส. และพ่อค้า ประชาชน หน่วยงานอื่นๆ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,000,000 บาท/บุญยวค์ สดสอาดนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ร่วมทำบุญถวายสังฆทาน เนื่องในวันตำรวจแห่งชาติ / รองผอ.ศรชล.นราธิวาส เยี่ยมลูกเรือประมง สัญชาติเมียนมา “เรือเพชรมงคล 15” ประสบอุบัติเหตุ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ตุลาคม 2567 ที่หน่วยเฉพาะกิจตำรวจนราธิวาส 93 ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พ.ต.อ.ทศม ม่วงเกษม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจนราธิวาส 93 เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในการประกอบพิธีทำบุญเนื่องในวันตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2566 และร่วมกันประกอบพิธีสงฆ์

โดยได้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์จากวัดพรหมนิวาสจำนวน 5 รูป นำโดยพระครูวิสิฐพรหมคุณ (สมชาย โชติวโร) เจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความเป็นศิริมงคลให้แก่หน่วยงานรวมถึงผู้เกี่ยวข้อง และเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

รวมถึงเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้เกิดความสันติสุขในพื้นที่ เนื่องในงานวันตำรวจแห่งชาติ โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัด ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน

สำหรับวันตำรวจ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2458 โดยเป็นวันประกาศรวม กรมพลตระเวนกับกรมตำรวจภูธเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมตำรวจซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมตำรวจจึงได้ยึดถือเอาวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปีเป็น วันตำรวจ และได้มีการประกอบพิธี วันตำรวจ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2492 ซึ่งในขณะนั้น พล.ต.อ. หลวงชาติ ตระการโกศล เป็นอธิบดีกรมตำรวจและ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีกระทั่งเมื่อปี 2560 พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงวันตำรวจไทย ให้เป็นวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากวันที่ 13 ตุลาคม

ตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นการแสดงความเคารพเทิดทูนพระองค์ จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงวันตำรวจเป็นวันที่ 17 ตุลาคมของทุกปี โดยยึดตามวันที่มีการเปลี่ยนแปลงจากกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

//////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

รองผู้อำนวยการ ศรชล.จังหวัดนราธิวาส เยี่ยมให้กำลังใจลูกเรือประมง สัญชาติเมียนมา “เรือเพชรมงคล 15” หลังประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ

วันนี้ 16 ต.ค.67 นาวาเอก กาจ บุญวิทยา รองผู้อำนวยการ ศรชล.จังหวัดนราธิวาส พร้อมผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้แทนสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนราธิวาส เดินทางไปเยี่ยมนายมิน มิน อู อายุ 40 ปี สัญชาติเมียนมา ลูกเรือประมง “เรือเพชรมงคล 15” ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ขาเข้าเครื่องโม้น้ำแข็ง ขณะนี้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส

โดยเมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ด่านตรวจประมงปัตตานีได้รับแจ้งจากเจ้าของเรือเพชรมงคล 15 (ทบ. 220918673) ประเภทเครื่องมืออวนลากคู่ ว่า มีลูกเรือได้รับบาดเจ็บ ขาเข้าเครื่องโม้น้ำแข็ง ขณะเกิดอุบัติเหตุเรือกำลังทำการประมง ห่างจาก ศรชล.จังหวัดนราธิวาส ประมาณ 10 ไมล์ทะเล ทาง ศรชล.จังหวัดนราธิวาส จึงได้ประสานขอสนับสนุนเรือตรวจประมง 226 จากหน่วยปราบปรามประมงทะเลจังหวัดนราธิวาส

พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่มูลนิธิเมตตาธรรมนราธิวาส ได้ให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลฯ นายชาติชาย ลิ้มกุล ผู้จัดการ บริษัทเรือเพชรมงคล กล่าวว่า ในนามตัวแทนบริษัทฯ เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมจะเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บ นายมิน มิน อู อายุ 40 ปี สัญชาติเมียนมา หมายเลขประจำตัว 009401 128172 7 ไปรักษาต่อที่จังหวัดปัตตานี

เนื่องจากมีเพื่อนแรงงานสัญชาติเมียนให้การดูแล และสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จะสะดวกกับการดูแลรักษา ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้ใช้สิทธิประกันสังคม และทางบริษัทฯ พร้อมดูแลในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
//////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / การประชุม สรุปสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับน้ำในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา / โครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมพระปรางค์สามยอด ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลพบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วม การประชุมสรุปสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมจังหวัดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมี นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม จาก ห้องประชุม 108 ชั้น 1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

โดยจังหวัดลพบุรีได้รับแจ้งจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลืออุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ว่าต้องการทราบข้อมูลอุทกภัยและการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 9 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และ กรุงเทพฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดรายงานต่อ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) ในวันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2567 เวลา 14.30 น.

โดยนายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า สำหรับในส่วนของจังหวัดลพบุรี มีแม่น้ำสาขาที่แยกออกแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ 2 เส้น ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีและคลองชัยนาท – ป่าสัก ซึ่งจากสถานการณ์น้ำภาพรวมของจังหวัดอยู่ในสภาวะปกติ ทั้ง 11 อำเภอไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมขังในพื้นที่ ทั้งนี้ก็ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยจังหวัดได้บูรณาการทุกภาคส่วนในการร่วมกันกำจัดวัชพืชสิ่งกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำลพบุรี เพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลผ่านสะดวก โดยกำหนด Kick off พร้อมกัน ในวันที่ 16 ตุลาคม 2567 (พรุ่งนี้) โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ตุลาคม 2567 นี้

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

ลพบุรี- บรรยากาศการรับเสื้อวันแรก โครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 จังหวัดลพบุรี คึกคักผู้รักสุขภาพรอคิวรับเสื้อหนาแน่น

วันที่ 15 ตุลาคม 2567 บรรยากาศการรับเสื้อวันแรก ในโครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดลพบุรี เป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนและส่วนราชการต่าง ๆ ผู้รักสุขภาพรอคิวรับเสื้อกันอย่างหนาแน่น โดยจังหวัดลพบุรีได้กำหนดรับเสื้อในวันที่ 15 และ 16 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00- 16.000 น. ณ. เต้นท์บริการด้านหน้าอาคารศาลากลางจังหวัดลพบุรี ฝั่งธนาคารกรุงเทพ โดยนำสำเนาบัตรประชาชน และตั๋วสมัครเดินวิ่ง ปั่น มายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ มีข้อสงสัยติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดลพบุรี กลุ่มงานอำนวยการ โทร. 0 3677 0150

โดย นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า ด้วยคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราชร่วมกับศิริราชมูลนิธิ ได้จัดโครงการ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตครั้งที่ 10 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นดังแสงนำใจ

และทรงเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนชาวไทยในการรักษาสุขภาพ และการออกกำลังกาย รวมทั้งสร้างความตระหนักและให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมองแก่ประชาชน ตลอดจนรณรงค์เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศให้หันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกาย และสุขภาพสมองที่แข็งแรง โดยมีกิจกรรมต่างๆประกอบด้วย 1. กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ 2. กิจกรรมให้ความรู้โลกหลอดเลือดสมอง และ 3. กิจกรรมออกกำลังกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาตเฉลิมพระเกียรติ

โดยจังหวัดลพบุรี พร้อมกัน ทั้ง 11 อำเภอ กำหนดจัดกิจกรรมในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 เวลา 05.30 น. สถานที่ประกอบด้วย 1. อำเภอเมืองลพบุรี จัดกิจกรรมที่สนามกระโดดร่มพัชรกิติยาภา 2. อำเภอบ้านหมี่ จัดกิจกรรมที่สนามกีฬาเทศบาลเมืองบ้านหมี่ 3. อำเภอโคกสำโรง จัดกิจกรรมที่สนามกีฬาโรงเรียนโคกสำโรงวิทยา 4. อำเภอพัฒนานิคมจัดกิจกรรมที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 5. อำเภอชัยบาดาล

จัดกิจกรรมที่ลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอชัยบาดาล 6. อำเภอท่าวุ้งจัดกิจกรรมที่ลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอท่าวุ้ง 7. อำเภอหนองม่วงจัดกิจกรรมที่ สนามที่ว่าการอำเภอหนองม่วง 8. อำเภอสระโบสถ์จัดกิจกรรมที่สนามที่ว่าการอำเภอสระโบสถ์. 9. อำเภอโคกเจริญจากกิจกรรมที่สนามที่ว่าการอำเภอโคกเจริญ 10. อำเภอท่าหลวงจัดกิจกรรมที่สันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ11. อำเภอลำสนธิจัดกิจกรรมที่อ่างเก็บน้ำกุตตาเพชร ทั้งนี้ประชาชนผู้สนใจร่วมงานวิ่งในครั้งนี้สามารถสวมเสื้อเหลืองเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยพร้อมเพรียงกัน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯมุกดาหาร.​เปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวออกพรรษา เชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ลาว​ 2 ฝั่งโขง มุกดาหาร-สะหวันนะเขต

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดมุกดาหารเปิดงานประเพณีแข่งเรือยาวออกพรรษา เชื่อความสัมพันธ์ 2 ฝั่งโขง (ตีช้างน้ำนอง แข่งเรือยาวโบราณ สานประเพณีสองฝั่งโขง เชื่อมโยงไหลกะจู้) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 เวลา 08.30 น. นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน แข่งเรือยาวออกพรรษาชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2567 ภายใต้วลี “ตีช้างน้ำนอง แข่งเรือยาวโบราณ สานประเพณีสองฝั่งโขง เชื่อมโยงไหลกระจู้”

ที่ ณ บริเวณลานหน้าท่าเทียบเรือ ท่าข้ามเทศบาลเมืองมุกดาหาร โดยมีคณะจากแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนำโดย ท่านนางหลิงทอง แสงตาวัน รองเจ้าแขวงสะหวันนะเขต นายปัฐม์ ปัทมจิตร กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขตพร้อมคณะ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน

นางสุวรรณี ตั้งปณิธานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร กล่าวว่า ประเพณีแข่งเรือออกพรรษา เป็นงานประเพณีประจำปีที่สำคัญอันดับหนึ่งของจังหวัดมุกดาหาร ที่เทศบาลเมืองมุกดาหารได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำนุบำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมอันดีงาม ส่งเสริมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและกีฬาเรือพายของจังหวัดมุกดาหาร และที่สำคัญยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวแขวงสะหวันนะเขต สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวกับชาวจังหวัดมุกดาหารให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในพิธีเปิดงาน (15 ตุลาคม 2567) ยังมีพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทานทางบก โดยประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารชาวเรือและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร และพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง อันได้แก่ศาลหลักเมืองมุกดาหารศาลเจ้าพ่อเจ้าฟ้ามุงเมืองศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้องและพระเจ้าองค์หลวง และพิธีเบิกน่านน้ำ

ทั้งนี้การแข่งเรือยาวประเพณีออกพรรษาจังหวัดมุกดาหาร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 -17 ตุลาคม 2567 นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนให้คึกคัก และยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์จังหวัดชายแดนสองฝั่งโขงให้มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สโมสรฟุตบอลซีเนียร์ไทยแลนด์ VIP SENIOR THAILAND เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอล เกาหลีโลกครั้งที่ 17 ณ เมืองฮงชอนกุน คังวอนโดเกาหลีใต้

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 1-6 ตุลาคม 2567 นายบุญเลิศ ผลอุดม ผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลซีเนียร์ Thailand ได้นำคณะนักกีฬาฟุตบอล ไทยเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาฟุตบอล พร้อมคณะ โดยมี นายยรรยง ทองประยูร อดีตนักบอลทีมชาติไทย เป็นเฮทโค้ช ในรายการ แข่งขันฟุตบอล VIP เกาหลีโลก ครั้งที่ 17

กำหนดเดินทาง วันที่ 1 ตุลาคม 2567 นำคณะโดยมิสเตอร์คิม นัดพบรับตั๊วเครื่องบิน เช็คเอกสารพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 21.00 น ขึ้นเครื่อง เวลา 01.20 น สายการบิน.ทีดับเบิลยู ทีเวย์แอร์ ช่อง G ถึงอินชอน เช้า เวลา 08.30 นตามเวลาเกาหลี วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ทานอาหารเช้า ขึ้นรถทัวร์ที่มารอรับที่สนามบินอินชอนเดินทางไปยัง ที่พักAlps Motel ในฮงชอน จังหวัดคังวอนโด ทานอาหารเย็นเสร็จ

เข้าร่วมชมการแสดงพิธีเปิดการต้อนรับนักกีฬาทุกประเทศ เช้าวันที่ 3 ตุลาคม ทานอาหารเช้า ขึ้นรถทัวร์เดินทาง เข้าสนามทำการแข่งขันฟุตบอล World Overseas Korean Football Federaation2024 WORLD FOOTBALL FESTIVAL “2024” 전 세계 한민족 축구대회 대회기간 : 2024, 10.3 ~ 10.6 (4일간)장 소 : 강원도 종합운동장 외4개 구장
참가국 : 35 개

주최:사)세계한민족축구협회
후 원 : 문화체육관광부. 국민체육진흥공단.
강원도 홍천군.대한체육회 WKFA2024 ฟุตบอลโลก งานเทศกาล “2024” ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเกาหลีทั่วโลก ระยะเวลาการแข่งขัน: 2024, 10.3 ~ 10.6 (4 วัน) สถานที่: สนามกีฬาคังวอนโด และสนามกีฬาอื่นอีก 4 สนาม
ประเทศที่เข้าร่วม: 35 ประเทศ เจ้าภาพ : สมาคมฟุตบอลเกาหลีโลก
ผู้สนับสนุน: กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มูลนิธิส่งเสริมกีฬาเกาหลี ฮงชอนกุน คังวอนโด สภากีฬาเกาหลี

ทำการแข่งขันทั้งหมด 3 รุ่นอายุ รุ่นประชาชนทั่วไป จำนวน 8 ทีม รุ่นอายุ 40 ปี จำนวน 16 ทีม ขึ้นรุ่นอายุ 50 ปีขึ้น จำนวน 8 ทีม วัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ ไทยเกาหลี และประเทศสมาชิก ที่เข้าร่วมทำการแข่งขัน ส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมการออกกำลังกายมีประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมทำการแข่งขันทั้งโซนเอเซียและยุโรป ทำการแข่งขันพร้อมกันสี่สนาม ระหว่างวันที่ 3-6 ตุลาคม 2567

สรวัชร สรรเพ็ชร์
รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ROYAL PLUS ผู้ผลิตน้ำผลไม้รายใหญ่ จัดกิจกรรม CSR พี่ให้น้อง ร.ร.บ้านพุเข็ม มอบอุปกรณ์โซล่าเซลล์ และสื่อการเรียน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 ตุลาคม 2567 ที่โรงเรียนบ้านพุเข็ม หมู่ที่ 10 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี น.ส.น้ำทิพย์ แสงหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพุเข็ม ดร.ดวงพร กรับทอง ฮิตซ์คอกช์ พัฒนาการอำเภอแก่งกระจาน น.ส.ละเอียด เรืองเทศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านพุเข็ม พร้อมคณะกรรมการสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมด้วยชาวบ้านในชุมชนบ้านพุเข็ม ร่วมรับมอบสิ่งของและอุปกรณ์โซล่าเซลล์

ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกิจกรรม CSR 2024 “โครงการ PLUS GO SOLAR จากคณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท โรแยลพลัส จำกัด ( มหาชน ) ผู้ผลิตน้ำมะพร้าว และน้ำผลไม้ส่งออกทั่วโลก จัดกิจกรรม CSR พี่ให้น้อง โรงเรียนบ้านพุเข็ม โดยมอบอุปกรณ์โซล่าเซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในการเรียนคอมพิวเตอร์ และสื่อการเรียนการสอน พร้อมทั้งอุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้น้องๆ รวมทั้งจัดเลี้ยงอาหาร ให้ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง

นายประดิษฐ์ รุ่งเจริญ หน.งานฝ่ายผลิต บ.โรแยลพลัส จก.มหาชน ผู้ผลิดน้ำมะพร้าว และน้ำผลไม้ส่งออก กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ทำมาเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยเริ่มแรกทำกับเพื่อนๆ พอเข้ามาทำงานที่บริษัทก็ได้นำเสนอผู้บริหารบริษัท พร้อมเขียนโครงการนำเสนอซึ่งทางผู้บริหารเห็นด้วยว่าเป็นกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์ต่อชุมชน และโรงเรียนถิ่นทุรกันดาร จึงหาโรงเรียนที่อยู่ในข่าย จึงตกลงมาที่โรงเรียนบ้านพุเข็ม โดย มามอบอุปกรณ์โซล่าเซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ และสื่อการเรียนการสอนพร้อมทั้งอุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษาให้น้องๆ รวมทั้งจัดเลี้ยงอาหาร เล่นเกมส์มอบของรางวัล ให้น้องๆ

น.ส.น้ำทิพย์ แสงหิรัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านพุเข็ม กล่าวว่า โรงเรียนบ้านพุเข็มตั้งอยู่ หมู่ 10 ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สังกัด สพป.เพชรบุรี เขต 2ปัจจุบันให้บริการนักเรียนในระดับอนุบาล 3 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนมารับบริการ 28 คน บุคลากรทางการศึกษา 8 คน โดยทางโรงเรียนบ้านพุเข็มไม่มีระบบไฟฟ้าใช้ ใช้เป็นระบบโซล่าเซลล์ เพื่อให้น้องๆ นักเรียนได้ใช้

ประโยชน์ในการศึกษาด้านระบบคอมพิวเตอร์และการเรียนการสอน นอกจากนี้นักเรียนที่บ้านพุเข็ม จะมีปัญหาอุปสรรคด้านการเดินทางมาโรงเรียนร่วม 20 ราย ซึ่งนักเรียนอาศัยอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ ด้านป่าต้นน้ำของเขื่อนเก่งกระจาน จะต้องเดินทางโดยเรือมาโรงเรียนโดยต้องตื่นตั้งแต่ ตี 5 เพื่อรอเรือของทางโรงเรียนไปรับมาโรงเรียนจะมาถึงโรงเรียนประมาณ 8 โมงเช้า ส่วนช่วงเย็นก็จะเลิกเรียนประมาณ 15.30 น.หรือดูสภาพอากาศในการเดินทางด้วยเรือเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

นอกจากนี้ การเรียนการสอนหรือเรื่องทักษะวิชาการ ทางโรงเรียนจะให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ด้านการทักษะอาชีพและทักษะชีวิต เพราะว่าเด็กเมื่อจบจากที่นี่แล้วบางคนไม่ได้ศึกษาต่อก็จะช่วย พ่อ แม่ ทำงาน ในไร่ในสวนและทำประมง ช่วยทางบ้าน โดยอยากให้นักเรียนเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง ทักษะปัญญาชีวิตเขาจะได้เรียนรู้และใช้จริง

สำหรับค่าน้ำมันการรับส่งนักเรียน ก็จะได้รับการจัดสรรจาก สพป.เพชรบุรี เขต 2 ส่วนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำมันก็ราคาแพง …สำหรับผู้ที่จะเข้าไปสนับสนุนสื่อการเรียน การสอนโรงเรียนบ้านพุเข็ม สามารถติดต่อได้ที่ …น.ส.น้ำทิพย์ แสงหิรัญ ผอ.โรงเรียน หมายเลขโทรศัพท์ ..0965946354
///////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ปชป.”สร้างคนรุ่นใหม่ส่ง“ดร.รัชดา”ร่วมอบรมการพัฒนาผู้ประกอบการที่เยอรมัน ส่งเสริมอาชีพกลุ่มสตรี

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้ว่า ตามยุทธศาสตร์เปิดพรรคกว้างสร้างคนรุ่นใหม่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายให้ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการอบรมเพิ่มศักยภาพหัวข้อ ”การส่งเสริมและพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการ”(Entrepreneurship Development Program)

สถาบันพัฒนาผู้นำระหว่างประเทศ เมืองกัมเมอสบาร์ค ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 13 -25 ตุลาคม 2567 จัดโดยมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ความเข้าใจในระบบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเศรษฐกิจแบบเสรี อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การทำงานการเมืองตามแนวทางเสรีนิยมประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นตัวแทนจากแต่ละประเทศ ที่มาจากต่างสาขา อาทิ ภาคการเมือง ภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยเนื้อหาหลักสูตรจะเป็นการนำเสนอแนวทางการสร้างผู้ประกอบการและการส่งเสริมด้านต่างๆจากภาครัฐและองค์กรเกี่ยวข้องที่จะทำให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และจะมีการเยี่ยมชมผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตร เครื่องจักร และเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จในหลายๆเมือง

ดร.รัชดากล่าวว่า การไปอบรมครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะนำมาต่อยอดโครงการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ริเริ่มไว้ ทั้งใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี อาทิ กลุ่มสตรีทำฟาร์มเห็ด กลุ่มปลูกต้นกาแฟ ที่ผ่านมาเป็นการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและตัวแทนพรรคในพื้นที่ สรรหาวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพแต่ขาดโอกาส และเมื่อได้เข้าไปสนับสนุน ก็จะเห็นได้ว่าชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง

มจร.วัดไร่ขิง มุ่งพัฒนาผู้เรียน ภายใต้แนวคิด “Buddhist Social Lab”“Buddhist Social Lab”

พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ, ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มจร. วัดไร่ขิง กล่าวว่า ตามที่วิทยาสงฆ์ฯ ได้เปิดสอนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ตอนนี้ได้เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ ประจำปีการศึกษา 2568 แล้ว ท่านยังได้ย้ำว่าหลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ได้ออกแบบมาเพื่อสร้าง “พุทธนวัตกร” คนรุ่นใหม่ที่สามารถนำหลักพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมของชุมชนเพื่อสร้างสังคมแห่งสันติสุขได้

เรามุ่งเน้นสร้างผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง สามารถนำไปปฏิบัติจริงในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านจิตใจและคุณธรรม ผู้เรียนจะได้มีโอกาสศึกษาวิจัยในด้านพระพุทธศาสนากับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “Buddhist Social Lab” มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถเป็นผู้นำทางความคิดในการพัฒนาชีวิตและสังคมบนพื้นฐานแห่งความเมตตา ปัญญา และความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจและมีความปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองและสังคมให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่การเป็นพุทธนวัตกร มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมอุดมด้วยปัญญาและคุณธรรมจากหลักพระพุทธศาสนาไปพร้อมกัน เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0641452996 พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ผศ.ดร.

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เต้ มงคลกิตติ์ ฮีโร่ พรรคสีฟ้า ลงพื้นที่มอบข้าวสาร ไข่ไก่ และน้ำดื่มให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ลำปาง

แชร์เนื้อหานี้

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้
เต้ มงคลกิตติ์ ฮีโร่ พรรคสีฟ้า ลงพื้นที่มอบข้าวสาร ไข่ไก่ และน้ำดื่มให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2567 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือเต้ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาลงพื้นที่จังหวัดลำปาง หลังน้ำลดโดยมอบ ข้าวสาร น้ำดื่ม ไข่ไก่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม
ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้มี ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ จากหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ

ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย อาทินางสาวภคอร จันทรคณา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฐานะ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคคณะทำงานฯนายสรกฤช จันทรคณานายอนุรักษ์ อมรเมตตาจิตนางสาวกฤษยากร สรชัยนายประสิทธิ์ คลังสีดา อดีต ผู้สมัคร ส.ส. จ.อุตรดิตถ์ เขต 2

นายสุรกิจ ศิริวาท อดีต ผู้สมัคร ส.ส. จ.แพร่ เขต 1นายธนิตศักดิ์ ทวีพรจิรภาคย์ อดีต ผู้สมัคร ส.ส. จ. ลำปาง เขต 1นายสุรพล เต็มสวัสดิ์ อดีต ผู้สมัคร ส.ส. จ.พะเยา เขต 1น.ส.ถนอมจิต แสงงาม จ.ตาก เขต 2
น.ส.อรทัย ฮงประยูร อดีต นายกเทศมนตรีตำบลเวียง จ.เชียงรายนายสว่าง เปรมประสิทธิ์ นายก อบต.สะเนียน อ.เมืองน่าน จ.น่านโดยจุดที่ 1 นำไปมอบที่บ้านนาแก้ว อำเภอเกาะคา จำนวน 35 ครัวเรือน จุดที่ 2 ตลาดท่าหลวง อำเภอเถิน จำนวน 40 ครัวเรือน จุดที่ 3 อำเภอแม่พริก จำนวน 82 ครัวเรือน

จากการลงพื้นในครั้งชาวบ้านต่างชื่นชมเต้ พร้อมคณะที่มามอบข้าวสาร ไข่ไก่ และน้ำดื่มในวันนี้ นับเป็นนักการเมืองหนุ่ม สายเลือดใหม่และเป็นฮีโร่ ของพรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์/บุญยงค์ สดสอาด รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทหารเรือ นรข.แถลงตรวจยึดยาบ้ากว่า 3.9 หมื่นเม็ด ริมน้ำโขง / บึงกาฬก้าวสู่ยุคดิจิทัล เสริมระบบป้องกันภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี AI (CCTV-based)

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 11 ต.ค. ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย สถานีเรือบึงกาฬ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.มอบหมายให้ น.อ.สุชาติ อุดมนาค รอง ผบ.นรข. เป็นผู้แทนในการแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 39,951 เม็ด ภายใต้อำนวยการของ พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข และ น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย โดยว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย นายธีรพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ ว่าที่พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.ท.เทอดศักดิ์ โคตรศรีวงษ์ ผบ.ร้อย ตชด.244 พ.ต.ต.ประชานารถ แดงเนียม สว.หน.ตำรวจน้ำบึงกาฬ นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ และผู้แทน บก.อส.จ.บึงกาฬ ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ แจ้งว่ามีสายรายงานสืบทราบมาว่าจะมีการขนลักลอบยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บริเวณริมแม่น้ำโขงระหว่างบ้านท่าโพธิ์ หมู่ 6 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ คาดว่าจะเป็นป่าสวนยาง ได้รายงาน น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้ทราบ จึงสั่งการให้ ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ ร.ท.เพชรนคร ผิวขำ และ ร.ท.ไชยา เนียมแสง พร้อมเจ้าหน้าที่ นรข.ได้จัดชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ ออกวางกำลังเข้าตรวจในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าโพธิ์ ตลอดแนวคาดว่าจะมีการกระทำผิด

กระทั่งเวลา 19.00 น.ขณะที่แบ่งกำลังซุ่มอยู่ริมโขงบริเวณพื้นที่ป่าสวนยางบ้านท่าโพธิ์ ชุดปฏิบัติติการได้ใช้กล้องตรวจการณ์กลางคืนตรวจพบเรือกลีบเพลายาวเครื่องยนต์ติดท้ายต้องสงสัยแล่นข้ามน้ำโขงมาจากฝั่ง สปป.ลาว ภายในเรือมีบุคคลนั่งมาด้วย 1 คน ขับเรือมายังฝั่งบริเวณสวนยางริมฝั่งแม่น้ำโขงตามที่สายลับแจ้งมาโดยเมื่อเรือจอดชายคนดังกล่าวได้ยกถังสีขาว จำนวน 1 ถังขึ้นมาจากเรือ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ จึงเข้าแสดงตัวเข้าตรวจค้นเมื่อชายต้องสงสัยเห็นเป็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งถังสีขาวที่ถือมาแล้วรีบขับเรือกลีบเพลายาวที่จอดไว้กลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงลงไปตรวจดูเปิดดูด้านในถังสีขาวพบว่าเป็นยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 4 แพ็คๆ รวมเป็นยาบ้าจำนวนประมาณ 39,951 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดเอาไว้ก่อนจะทำการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เชียงของดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายธีระพล ขุนพานเพลิง นอภ.เมืองบึงกาฬ กล่าวว่า ทุกวันนี้ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ มีการระบาดของยาบ้าอย่างหนัก บางพื้นที่ราคายาบ้า เม็ดละ 20 บาท หรือ 5 เม็ดร้อย ทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นต้นเหตุของการเกิดอาชญากรรมลักเล็กขโมยน้อย รวมไปถึงการเมายาบ้าอาละวาด สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ในบทบาทฝ่ายปกครองเองมี 3 ส่วน มาตรการในการป้องกัน มาตรการในการปราบปราบ และมาตรการในการบำบัด ซึ่งฝ่ายปกครองเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นที่ยังมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นมือเป็นไม้ในพื้นที่มีโอกาสได้ส่งข้อมูลต่างๆให้กับหน่วยงานมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญในส่วนมาตรการป้องกันที่ได้ดำเนินการคือการป้องกันระดับกลุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน เยาวชน ให้มีโอกาสห่างใกลจากยาเสพติด

ด้าน น.อ.สุชาติ อุดมนาค รอง ผบ.นรข. กล่าวเพิ่มเติมว่า นรข.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในการแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งจะนำกำลังพลหน่วย นรข.พบปะประชาชน เยาวชน มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจปัญหายาเสพติด และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบคือครอบครัว โดยจะกลับไปให้ข้อมูลที่ดีกับประชาชนให้ความร่วมมือลดละเลิกยาเสพติด
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล //บึงกาฬ 0645960906

จังหวัดบึงกาฬก้าวสู่ยุคดิจิทัล เสริมระบบป้องกันภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี AI (CCTV-based)
.
วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2567 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมสิรินธรวัลลี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติโดยใช้ระบบเทคโนโลยี CCTV-based (AI) ระหว่าง จังหวัดบึงกาฬ บริษัท ลาว พีเพิล จำกัด และบริษัท เอเดน แลป จำกัด

CCTV-based (AI) หรือระบบกล้องวงจรปิดที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในการนำมาประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการภัยพิบัติ โดยระบบนี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ประโยชน์ของการใช้ระบบ CCTV-based (AI) ในการจัดการภัยพิบัติ การตรวจจับภัยพิบัติล่วงหน้า ตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น พายุ ฝนตกหนัก หรือระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ตรวจจับเหตุการณ์ผิดปกติ

ระบบ CCTV-based (AI) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือในการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ โดยสามารถตรวจจับภัยพิบัติได้ล่วงหน้า ประเมินความเสียหาย ติดตามสถานการณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดบึงกาฬในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน และเป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯลพบุรี จัดกิจกรรม คล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ร.9

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 ตุลาคม 2567 เวลา 09.0 น. ที่ อ่างเก็บน้ำห้วยซับเหล็ก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม 2567 โดยมี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนภาคจิตอาสา ทหารจิตอาสา ตลอดจนผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ กว่า 400 คนได้

ร่วมกันปลูกต้นไม้และปรับภูมิทัศน์ ตัดแต่งกิ่งไม้ ทำควสมสะอาดพื้นที่โดยรอบ บริเวณอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระราชทานโครงการ จิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ด้วยทรงมุ่งหวังให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่ามีความสมัครสมานสามัคคี ประกอบกิจสาธารณะโดยไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทน เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมเสมอมา ตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ ได้ทรงอุทิศพระองค์ให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ

โครงการในพระราชดำริน้อยใหญ่ จำนวน 4,741 โครงการ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ ทั้งได้พระราชทาน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแนวทางให้อาณาประชาราษฎร์ ได้ดำเนินชีวิต โดยใช้ความรู้และสติปัญญา เป็นภูมิคุ้มกันอีกทั้งยังก่อให้เกิดประโยชน์ แก่ประชาชนของประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ปวงชนชาวไทย จะเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ตลอดกาล

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / SSI สนับสนุนเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน / วิ่งฅนเหล็ก 2024 ช่วยเหลือสังคม กว่า 40 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

อบก.มอบโล่องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก
นายมนินทร์ อินทร์พรหม (ขวาสุด) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการผลิต บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) รับโล่ประกาศเกียรติคุณ “องค์กรผู้นำด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก” ประจำปี 2567 (Climate Action Leading Organization : CALO) ระดับยอดเยี่ยม สาขาสินค้าอุตสาหกรรมจาก นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรภาคเอกชนในไทยที่เดินสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ ทั้งนี้ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ “องค์กรผู้นำด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก” (Climate Action Leading Organization : CALO) แสดงเจตนารมณ์ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระดับองค์กร โดยมีเป้าหมายและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์และเป้าหมายของความตกลงปารีส อีกทั้งได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพรินท์ขององค์กรและมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือมาตรฐานสากลที่เทียบเท่า รวมถึงได้ร่วมขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรภาคส่วนต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแถลงผลสำเร็จการดำเนินงาน ประจำปี 2567 โดยประธานเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย รวมถึงแนะนำ “แนวทางการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero GHG Emissions) และเปิดตัวเกณฑ์ใหม่ “การรับรององค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก” (Climate Action Leading Organization: CALO) อีกด้วย
ปัจจุบัน เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทยมีสมาชิกเครือข่ายประเภท “องค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก” แล้วทั้งสิ้น 125 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2567)

////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ประจวบคีรีขันธ์ _ วิ่งฅนเหล็ก 2024 ระดมได้กว่า 3.3 ล้าน มอบช่วยเหลือสังคมสะสมแล้วกว่า 40 ล้าน วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 7 พันธมิตรกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ประกอบด้วย บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ (SSI) บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด (NS BlueScope) บริษัท เอ็นเอส-สยามยูไนเต็ดสตีล จำกัด (NS-SUS) บริษัท เจเอฟอี สตีล กัลวาไนซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (JSGT) บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) (G Steel) และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) (GJS)

มอบรายได้จากการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ฅนเหล็กมินิมาราธอน 2024 (ครั้งที่ 16) จำนวน 3.3 ล้านบาทให้แก่องค์กรที่ช่วยเหลือดูแลผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิต ความสามารถของผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างแข่งแกร่ง ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1,400 คน ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา จากการดำเนินกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ฅนเหล็กมินิมาราธอนอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 รวมจำนวน 16 ครั้ง สามารถนำรายได้จากการจัดงานช่วยเหลือองค์กรการกุศลที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสแล้ว 40.5 ล้านบาท

/////////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / คอฟ (RECOFTC) และองค์กรภาคีเครือข่าย ปลุกพลังป่าชุมชน สร้าง “นักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง” เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและรับมือสภาวะโลกรวน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 ต.ค. 67 น.ส.วรางคณา รัตนรัตน์ ผอ.รีคอฟ แห่งประเทศไทย (RECOFTC) องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มุ่งสร้างอนาคตที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จับมือเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่าย อื่นๆ สร้าง “กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง” (Citizens’ Forest Master หรือ CF Master) โดยมี น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะกรรมาธิการด้านการเกษตรและสหกรณ์ฯ วุฒิสภา นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานสภาป่าไม้ภาคพลเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

นับเป็นก้าวแรกในการยกระดับความสามารถของชุมชนด้านการสำรวจทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในป่าของตนเองอย่างมีระบบ และนำข้อมูลมาทำแผนการจัดการป่าที่ตอบโจทย์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับวิกฤตโลกรวนอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล ทรัพยากรพืชและสัตว์ต่างๆ มีปริมาณลดลงไปมากหรือถึงขั้นเสี่ยงสูญพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างโดยเฉพาะชุมชนที่วิถีชีวิตผูกติดกับป่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และแหล่งรายได้

ป่าเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุด แต่แม้ภาคป่าไม้ของไทยจะตื่นตัวในการรับมือวิกฤตระดับโลกเหล่านี้ เช่น มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของประเทศพร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ มีการพัฒนาแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงานเพื่อปกป้องความหลากหลายทาง ชีวภาพ แต่ชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับป่ากลับยังมีบทบาทจำกัดในการดูแลจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ทั้งที่ป่าที่ชุมชนร่วมจัดการและใช้ประโยชน์เหล่านี้ล้วนทำหน้าที่เป็นเขตกันชนให้กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์และถือเป็นด่านหน้าในการปกป้องถิ่นที่อยู่ของพืชและสัตว์หลากชนิด

และถึงแม้ว่าพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จะกำหนดให้ป่าชุมชนทำแผนการจัดการป่าชุมชนเพื่อประกอบการจดทะเบียนป่าชุมชน รวมถึงต้องต่ออายุการขึ้นทะเบียนโดยปรับปรุงแผนการจัดการป่าชุมชนทุก 5 ปีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ชุมชนยังพบความท้าทายในการออกแบบแผนตามบริบทและการนำไปปฏิบัติจริง ตามระเบียบการทำแผนมีการกำหนดให้ชุมชนจัดทำข้อมูลป่าโดยระบุชนิดของพืชและสัตว์ที่พบ ซึ่งป่าชุมชนจำนวนมากยังขาดความรู้และทักษะในการเก็บข้อมูลทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เช่น การจำแนกชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่พบเป็นกลุ่มต่างๆ รวมถึงกลุ่มทรัพยากรที่มี ค่าหรือหายาก การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณของทรัพยากรในป่า นอกจากนี้ ชุมชนยังต้องมีทักษะในการประเมินสถานภาพของป่าและทรัพยากรที่มี รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากร และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อป่า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญสู่การทำแผนการจัดการป่าชุมชนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละป่า

รีคอฟและองค์กรภาคีเครือข่ายเล็งเห็นความจำเป็นในการพัฒนาคนในป่าชุมชนเหล่านี้ให้เป็นผู้นำที่สามารถพาสมาชิกคนอื่นในชุมชนมาร่วมเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างแผนการจัดการป่าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างยั่งยืน จึงได้ริเริ่มกระบวนการ พัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง เพื่อให้ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือที่จำเป็นกับชุมชนสำหรับภารกิจดังกล่าว

กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองนั้นมุ่งเน้นที่การทำจริงและส่งเสริมการทำงานอย่างมีส่วนร่วมโดยชุมชนเป็นฐาน รีคอฟและสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เริ่มจากการเก็บข้อมูลเศรษฐกิจสังคมของชุมชนเพื่อให้เข้าใจบริบทความต้องการในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชน ต่อด้วยการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อให้ชุมชนมีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรในป่าและทราบสถานภาพของป่าและทรัพยากรเหล่านี้ และขั้นตอนสุดท้ายคือการทำแผนการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมทั้งชุมชน โดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของชุมชนมาออกแบบแผนการจัดการป่าที่นำไปใช้ได้จริง

กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองนี้เริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 และเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ประสบความสำเร็จในการสร้างนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองรุ่นแรก 53 รายจากป่านำร่อง 28 แห่งใน 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงป่าชุมชนบ้านม้าร้อง ป่าชายเลนบ้านฝ่ายท่า และป่าพรุบ้านแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดเวทีสมัชชาป่าไม้ภาคพลเมือง เพื่อนำเสนอกระบวนการและความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมืองเมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคม 2567

การขยายผลความสำเร็จจาก 28 ป่านำร่องสู่ป่าชุมชนกว่า 12,000 แห่งและป่าอื่นๆ ที่มีชุมชนร่วมบริหารจัดการทั่วประเทศเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังทวีความรุนแรง รีคอฟและสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย จึงร่วมกันพัฒนาคู่มือการจัดทำแผนการจัดการป่าชุมชน ซึ่งรวมถึงแบบฟอร์มสำหรับการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดทำแผนตามกรอบแนวทางของกรมป่าไม้ ภายใต้ความมุ่งหวังว่าคู่มือนี้จะเป็นเครื่องมือที่ง่าย

สำหรับการใช้งานของชุมชน และเป็นแนวทางการทำงานที่ได้รับการยอมรับทั้งจากชุมชนและภาคส่วนต่างๆ สามารถนำไปเรียนรู้และทำงานร่วมกันต่อไป โดยได้เชิญตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และองค์กรภาคประชาสังคม มาเข้าร่วมหารือแลกเปลี่ยนบทเรียนจากกระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง พร้อมให้ความเห็นสำหรับพัฒนาเครื่องมือและต่อยอดความสำเร็จในวงกว้างขึ้นต่อไป เพื่อยกระดับบทบาทและศักยภาพของชุมชนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและสามารถตั้งรับปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพัฒนาศักยภาพนักจัดการป่าไม้ภาคพลเมือง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนไทยและเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง โครงการเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก Darwin Initiative โดยรัฐบาลสหราชอาณาจักร ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมืองและสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย ในฐานะองค์กรภาคีเครือข่าย ป่าไม้ภาคพลเมือง ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย โดย HAND Social Enterprise


////////////////////////////////////////
สกุ๊ปพิเศษโดย… ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.38 รพ.น่าน จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ปล่อยพันธุ์ปลา วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. พล.ต.วรเทพ บุญญะ ผบ.มทบ.38/ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.38 พร้อมประธานสมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.38, คณะผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ ให้การต้อนรับ พล.อ.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาและภริยา, นพ.วสันต์ แก้ววี ผอ.รพ.น่าน

ร่วมกับชุมชนรอบค่ายสุริยพงษ์ จิตอาสา904 จิตอาสาพระราชทานทุกภาคส่วน และประชาชนจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาและกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2567

โดยมี ผบ.มทบ.38 เป็นประธานในกิจกรรมการปล่อยพันธุ์ปลานิลจิตรลดา จำนวน 8,900 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนา ลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อสร้างแหล่งอาหาร ร่วมอนุรักษ์ระบบนิเวศน์ และปรับปรุงภูมิทัศน์ ทำความสะอาด ถนนหน้าค่ายสุริยพงษ์ และบริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่าน ,ลานจอดรถ รพ.น่าน ,ลานออกกำลังกายชุมชน

บริเวณพระอนุสาวรีย์พระเจ้าสุริยพงษ์ฯ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ผู้ร่วมกิจกรรมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างจิตสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสภาพแวดล้อมสถานที่สาธารณประโยชน์ให้สะอาดสวยงามต่อไป

/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.อ.ธนกฤต นันทชัยศรี รายง

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/รพ.กรุงเทพพัทยา จัดเสวนารับวันมะเร็งเต้านมสากล/มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย/จะจัดงานระดมทุนสนับสนุนสังคมสงเคราะห์/เมืองพัทยาวางแนวทางดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 ต.ค.67 ที่บริเวณ Lobby อาคาร E โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จ.ชลบุรี โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา ได้จัดเสวนาเรื่อง หลากหลายความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม เนื่องในวันมะเร็งเต้านมสากล โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการดูแลเต้านม เนื่องในวันมะเร็งเต้านมสากล (World Breast Cancer Day) “มะเร็งเต้านม” ภัยเงียบอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก ป้องกันได้ด้วยการหมั่นตรวจเต้านมด้วยตนเอง และพบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมอย่างน้อยปีละครั้ง โดยมี คุณภารดี อาจสมิติ ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล รพ.กรุงเทพพัทยา เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

หลังจากนั้นมีการเสวนาเรื่อง หลากหลายความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โดย นายแพทย์ฐาปนัสม์ ลิขิตมาศกุล ศัลยแพทย์เต้านม ศูนย์เต้านม และแพทย์หญิงสิริจัยกรณ์ ศิววงศ์ศรี อายุรแพทย์โรคมะเร็งและโรคเลือด รพ.กรุงเทพพัทยา มาร่วมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม พร้อมตอบคำถามข้อสงสัยจากผู้เข้าร่วมฟังเสวนา

นอกจากนี้ มีการออกบูทเรียนรู้วิธีประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็งจากผู้เชี่ยวชาญ และตรวจเต้านมฟรี จำนวน 100 ท่าน โดยพยาบาลวิชาชีพ ตลอดเดือนตุลาคมนี้ และยังมีกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย อาทิ กิจกรรมส่งข้อความให้กำลังใจผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผ่าน Interactive Booth เกมหมุนวงล้อเสี่ยงโชคและกิจกรรมสนุก ๆ พร้อมลุ้นรับส่วนลดสุดพิเศษ รับกล่องของขวัญ คูปองส่วนลด และโปรโมชั่นสุดพิเศษ

ทั้งนี้ ศูนย์เต้านม รพ.กรุงเทพพัทยา มีความห่วงใยสตรีไทยที่ต้องตกเป็นเหยื่อโรคมะเร็งเต้านม เพราะเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในหญิงไทยและทั่วโลก ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์เกิดในผู้ป่วยใหม่ ปีละประมาณ 12% โดยในปี 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่ 17,742 คน หรือวันละ 49 คน และพบการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านมหรือการแพร่กระจายของโรคค่อนข้างสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ทำให้ผู้ป่วยหลายรายหมดกำลังใจในการรักษา อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านม หากตรวจพบเร็ว เข้ารับการรักษาเร็ว และดูแลตนเองอย่างถูกวิธี จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รักได้อีกนาน จึงขอเชิญให้มาร่วมตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันการเกิดโรคในอนาคต

โดยศูนย์เต้านม รพ.กรุงเทพพัทยา มีความพร้อมในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพเต้านมรอบด้าน ด้วยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลเต้านมโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น การเจาะดูดชิ้นเนื้อในเต้านมระบบสุญญากาศ (VABB: Vacuum Assisted Breast Biopsy) เพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาในคราวเดียว โดยไม่ต้องผ่าตัดขนาดแผลเล็กเท่ารูเข็ม การตรวจยีนพันธุกรรม (BRCA) เพื่อค้นหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และการรักษาโรคมะเร็งเต้านมโดยอายุรแพทย์โรคมะเร็ง รวมถึงการศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่หลังจากผ่าตัดรักษามะเร็งเต้านม เพราะเรื่องมะเร็งเต้านม หากรู้เร็ว รักษาไว ก็สามารถหายขาดได้

มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย พบนายกเมืองพัทยา หารือจัดงานระดมทุนสนับสนุนสังคมสงเคราะห์

บ่ายวันที่ 10 ต.ค.67 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการจัดกิจกรรมระดมทุนสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย โดยมีนายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ เลขานุการนายกเมืองพัทยา นายเอกประภู เอกะสิงห์ ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย นำโดยนางรัชฎา ชมจินดา ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ เข้าร่วมในการประชุม ณ ห้องประชุม 131 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

ทั้งนี้ มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในเมืองพัทยามายาวนานกว่า 15 ปี โดยได้ดำเนินโครงการ 2 โครงการ คือ 1. สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก บ้านเอื้ออารี เพื่อให้การช่วยเหลือ คุ้มครองเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว และเด็กที่ถูกแสวงหาประโยชน์โดยไม่เป็นธรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น แสวงหาประโยชน์ทางเพศ แสวงหาประโยชน์ในรูปแบบการค้ามนุษย์ และ 2. ศูนย์พักพิงเด็ก/ศูนย์การเรียนรู้อาเซียน ซึ่งเป็นศูนย์แรกรับเพื่อให้การช่วยเหลือเด็กในกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือโดยทีมสหวิชาชีพ และศูนย์การเรียนรู้อาเซียน เป็นศูนย์ขยายโอกาสทางการศึกษา

ให้บุตรหลานแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา นอกจากนี้มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทยยังดำเนินงานโครงการอื่นๆ อาทิ โครงการรถโมบายเคลื่อนที่ เพื่อส่งเสริมความรู้เรื่องสิทธิเด็กและการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ, โครงการทุนการศึกษาสู่ความสำเร็จ HGM Education Fund สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และโครงการทุนช่วยเหลือครอบครัว เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวสามารถดูแลเด็กเองได้โดยไม่ต้องส่งเข้าสถานสงเคราะห์ โดยปัจจุบันมูลนิธิฯ มีเด็กๆ อยู่ในความอุปการะกว่า 300 คน ในการนี้คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จึงมีความประสงค์หารือแนวทางการจัดกิจกรรมระดมทุนสนับสนุนงานของมูลนิธิฯ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ในเขตพื้นที่เมืองพัทยา อาทิ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตการกุศล, งานกาล่าดินเนอร์เพื่อการกุศล, กิจกรรมวิ่งการกุศลโลมารัน, กิจกรรมโชว์รถคลาสสิคเพื่อการกุศล เป็นต้น

ด้าน นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า ด้วยบริบทเมืองพัทยาเป็นหน่วยงานราชการ ทำให้ไม่สามารถให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมที่มีการจำหน่ายบัตรเพื่อหารายได้ แต่เมืองพัทยายินดีที่จะเป็นเจ้าภาพร่วม โดยให้การสนับสนุนในส่วนที่ไม่ขัดต่อระเบียบราชการ เช่น อนุญาตให้ใช้โลโก้เมืองพัทยาในการจัดงาน, การประชาสัมพันธ์กิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ, การประสานสื่อมวลชนร่วมทำข่าว สำหรับการประชุมหารือในครั้งนี้ทำให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของทั้งทางมูลนิธิ และเมืองพัทยา ถือเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เมืองพัทยาจะรับเรื่องไว้พิจารณาแนวทางสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำได้ภายใต้บริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยินดีให้คำแนะนำแนวทาง หรือการประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เป็นไปด้วยดี และสร้างความยั่งยืนในการให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่เมืองพัทยาต่อไป

เมืองพัทยาวางแนวทางดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว

วันที่ 10 ต.ค.67 นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายศักดิ์ไชย เจริญอยู่คงรอด และ ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ในชุดคณะอนุกรรมการดังกล่าว เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยในที่ประชุมได้มีการรายงานงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพเมืองพัทยา ในส่วนค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ประจำปี พ.ศ.2567 และแนวทางบริหารจัดการค่าบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ที่มีการเปลี่ยนแปลงตามมติบอร์ด สปสช. ซึ่งมีการอนุมัติเพิ่มงบประมาณค่าบริการจากเดิมเหมาจ่ายการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ จากจำนวน 6,000 บาท ต่อคนต่อปี เพิ่มเติมเป็นจำนวน 10,442 บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งจะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ทำให้หน่วยบริการสามารถจัดบริการได้ดีขึ้น สามารถจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นให้กับผู้ป่วย และเพิ่มแรงจูงใจในการดำเนินงานของบุคลากรและอาสาสมัครได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลการดำเนินงานโครงการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่เมืองพัทยา ประจำปี พ.ศ.2567 และการพิจารณาอนุมัติโครงการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง ในพื้นที่เมืองพัทยา ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งพบว่าการดำเนินงานในปีที่ผ่านมามีปัญหาการขาดแคลนบุคลากร และอาสาสมัครที่มาทำหน้าที่นี้ รวมทั้งเวลาไปเยี่ยมแต่ละครั้งจะไม่มีญาติอยู่ด้วย เนื่องจากญาติไปทำงาน ทำให้เวลาสอบถามหรือให้คำแนะนำต่างๆ ญาติจะไม่ได้ฟังด้วย และการพัฒนาความรู้สำหรับอาสาสมัครฯ

ด้านนายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา ได้กล่าวให้นโยบายในการดำเนินงานการจัดการระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่เมืองพัทยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ว่าการดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคณะผู้บริหารเมืองพัทยาให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มทุกเพศวัยมาโดยตลอด จึงอยากให้คณะอนุกรรมการฯ หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงฯ และให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นตัวอย่างและสร้างแรงจูงใจให้กับประชาชนที่มารับบริการหันมาใส่ใจการดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้มากขึ้น รวมทั้งจัดอบรมพัฒนาทักษะแก่อาสาสมัครฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่มีศักยภาพ มีความต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนชาวพัทยามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดแล้ว! ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี โชว์รูม-ศูนย์บริหารครบวงจร/พัทยาเดินธูปใหญ่รับเทศกาลกินเจ 2567

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ต.ค.67 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” โชว์รูม-ศูนย์บริหารครบวงจรใหญ่สุดในประเทศไทย เพื่อรองรับเศรษฐกิจขยายตัวในอนาคต โดยมี ประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธานกลุ่มบริษัท ไพรม์มัส กรุ๊ป และกลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง (TOAVH) กรรมการผู้จัดการฯ และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ณ ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี ริมถนนสุขุมวิท-อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี

ด้วยจังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงระดับประเทศ และเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตลาดรถยนต์โดยรวมของจังหวัดชลบุรีที่มีการขยายตัวมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มียอดจดทะเบียนเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร โดย “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้ต่อยอดกลุ่มธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ โดยเปิด “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” พร้อมกำหนด 3 กลยุทธ์ ดูแลลูกค้าภาคตะวันออก เป็นผู้นำตลาดรถ EV


โดยสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการพัฒนาเทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้บริโภค “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เป็นกลุ่มธุรกิจผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้า จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน ควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเลือกเป็นพันธมิตรกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่มีศักยภาพครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจาก  CHANGAN แบรนด์รถยนต์ชั้นนำ 1 ใน 4 ของจีน และ อีเทอร์นิตี้แอทวัน : Eternity At One บริษัทมืออาชีพด้านการดูแลธุรกิจกลุ่มผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า Deepal แต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Deepal อย่างเป็นทางการ 
ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่จังหวัดชลบุรี สำหรับ “ดีพอล ไพรม์มัส ชลบุรี” ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท-อ่างศิลา มีพื้นที่รวมทั้งหมด 6,290 ตร.ม. เป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยด้านหน้าเป็นโชว์รูมจัดแสดงรถยนต์ Deepal ทุกรุ่น ทุกแบบ และโซนรับรองลูกค้าที่กว้างขวาง สะดวกสบาย รองรับบริการทั้งการขายและบริการหลังการขาย ส่วนอาคารด้านหลัง เป็นศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร มีพื้นที่ร่วม 1,000 ตร.ม. รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้มากถึง 500 คัน/เดือน  โดยมีบริการซ่อมแซม การบำรุงรักษา และการดูแลรถยนต์ Deepal ทุกรุ่น ด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพในทุกด้าน


พัทยาเดินธูปใหญ่รับเทศกาลกินเจ 2567  

ค่ำวันที่ 8 ต.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยนายวรพต พงษ์พาลี ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา นายบรรลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา และนางจิดาภา สุวัตถาภรณ์ สมาชิกสภาเมืองพัทยา ร่วมพิธีสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ต่ออายุ (วันไป๊เต๊า) วันเดินธูปใหญ่ ในเทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567 โดยมีนายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอบางละมุง นายวิสิทธิ์ ชวลิตนิติธรรม ประธานมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา นายประสิทธิ์ ทองทิตย์เจริญ ประธานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา คณะกรรมการมูลนิธิฯ และคณะเก็งจู ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา (โรงเจนาเกลือ) ซึ่งมีประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมใส่ชุดขาวเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก
สำหรับพิธีสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ต่ออายุ (วันไป๊เต๊า) วันเดินธูปใหญ่ ในเทศกาลกินเจนั้น ตามความเชื่อของชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีน เชื่อกันว่าเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสรรเสริญและรับพรจากเทพเจ้า 9 พระองค์ อันเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบานผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญ และเป็นสิริมงคล ซึ่งประชาชนผู้ถือศีลกินเจจะนุ่งขาว ห่มขาวมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี

ทั้งนี้ ด้วยเมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย เป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เมืองพัทยาจึงร่วมกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 2-12 ตุลาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชนในท้องถิ่น และยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นเวลา 9 วัน ถือเป็นฟื้นฟูสุขภาพและขับสารพิษออกจากร่างกาย อีกทั้งการกินผักจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพแข็งแรงอีกทางหนึ่งด้วย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ธี่หยด 2 ทุบสถิติขึ้น อันดับ1 ภาพยนตร์ไทย ที่มียอดซื้อตั๋ว ล่วงหน้าสูงสุด ทุกโรงวันนี้ ทั่วประเทศแล้ว

แชร์เนื้อหานี้

ใกล้เวลาที่เสียงเพรียกแห่งความหลอน จะสะกดทุกโสตประสาทของคุณแล้ว!!! โดยกระแสตอบรับของภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” แรงเกินคาด ทำให้รอบการซื้อตั๋วล่วงหน้าทุบทุกสถิติอย่างราบคาบด้วยยอดถล่มทลายขึ้นเป็นภาพยนตร์ไทยอันดับหนึ่งตลอดกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยอดซื้อตั๋วล่วงหน้าในระบบ IMAX ก็เป็นขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของภาพยนตร์ไทยในขณะนี้ รวมถึงยอดซื้อตั๋วล่วงหน้าก็ชนะภาพยนตร์ทุกเรื่องของปีนี้อีกด้วย

ช่อง 3 และ M Studio ร่วมกันจัดงานกาล่าพรีเมียร์เปิดตัวภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” อย่างอลังการให้สมการรอคอย ให้ได้ชมกันก่อนจะไปสะพรึงกันแบบเต็ม ๆ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2567 โดยงานนี้จัดขึ้น ณ SURALAI HALL ชั้น 7 ICONSIAM เริ่มเดินพรมดำด้วย โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ คุณแป๊บ ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, ผู้กำกับภาพยนตร์ คุ้ย ทวีวัฒน์ วันทา ที่มาพร้อมวงออร์เคสตราสุดไพเราะจากวาทยกรระดับโลก ทฤษฎี ณ พัทลุง และความมันถึงใจจากวง เดอะ ดาร์กเกสท์ โรแมนซ์ ในเพลง “ไม่เลือนหาย” ตามมาด้วยทีมนักแสดงนำ ณเดชน์ คูกิมิยะ, เดนิส เจลีลชา คัปปุน, จูเนียร์ กาจบัณฑิต ใจดี, เฟรนด์ พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ, มิ้ม รัตนวดี วงศ์ทอง, นีน่า ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน, มีน พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร, อริศรา วงษ์ชาลี ปลาย ปรเมศร์ น้อยอ่ำ, แฉะ องอาจ เจียมเจริญพรกุล, ท็อป ทศพล หมายสุข, แฟรงค์ ธนัตถ์ศรันย์ ซำทองไหล, สหัสชัย ชุมรุม, มานิตา ชอบชื่น และ แม่ครูจำปา แสนพรม

พร้อมด้วยนักแสดงช่อง 3 ที่มาร่วมงาน อาทิ ญาญ่า อุรัสยา, จีน่า ญีนา, แมท ภีรนีย์, ไมกี้ ปณิธาน, ริว วชิรวิชญ์, มีน นิชคุณ, ฟลุ๊คจ์ พงศภัทร์, ยิหวา ปรียากานต์, จ็อบ ธัชพล, ลีน่า ลลินา, เฟิสท์ เอกพงศ์, มิล ศรุต, แคร์ ฉัตรฑริกา, วิปครีม ดิศริญากรณ์, แคนดี้ สุภาภัสสร์, ลิซ่า อลิซา, เอมี่ อุทานพร, นีญ่า มากีลา และ เจน่า แองเจลิน่า ที่มาร่วมสร้างสีสัน

จากนั้น พิธีกร เรียนเชิญผู้บริหาร คุณเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.บีอีซี เวิลด์ และ คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio ขึ้นพูดคุยถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ “ธี่หยด 2” ในครั้งนี้ ตามมาด้วยทีมโปรดิวเซอร์ คุณแป๊บ ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, ผู้กำกับภาพยนตร์ คุ้ย ทวีวัฒน์ วันทา และทีมโปรดักชั่น พูดคุยถึงความเข้มข้นของการทำงานในภาคนี้ ก่อนจะไปพูดคุยกับทีมนักแสดงนำ ถึงความเดือดที่ครั้งนี้ทุกคนต้องลุกขึ้นมาสู้ผีกันแบบเดือด ๆ

และปิดท้ายด้วยเรียนเชิญ คุณเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M Studio พร้อมด้วย คุณปิ่นกมล มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณสมรักษ์ ณรงค์วิชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ-สำนักผลิตรายการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณนพดล เขมะโยธิน รองกรรมการผู้อำนวยการ-สำนักการเงินและบัญชี บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณสุบัณฑิต สุวรรณนพ รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักผังรายการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณภาศรี ทรรพสุทธิ รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักการพานิชย์ บริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด (มหาชน), คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักกิจการและสื่อสารองค์กร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน), ดร.วุธรวี จารุวัฒนะ Vice President บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด มหาชน, คุณวิชัย กุลธวัชชัย
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด


บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), คุณสุพรรณิการ์ เจียจันทร์พงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด M Studio, คุณปัณณทัต พรหมสุภา ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่าย M Studio และผู้บริหารจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ไทยประกันชีวิต, เซเว่นอัพ, ปูนตราเสือ และ HOBS พันธมิตรผู้สนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ ขึ้นเวทีถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ก่อนไปชมภาพยนตร์ร่วมกัน

เรื่องราว 3 ปีหลังการตายของ ‘แย้ม’ จะทำให้ทุกคืนต้องสะพรึงอย่างไร 10 ตุลาคมนี้ ไปพิสูจน์กันได้ ในโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ พร้อมระบบ IMAX ที่ให้ผู้ชมได้สะพรึงเต็มตา กับการถ่ายทำด้วยสัดส่วนภาพพิเศษ เต็มจอ IMAX ตลอดทั้งเรื่อง และยังมิกซ์เสียงให้ได้หลอนกระหึ่มเต็มหู ในรูปแบบ IMAX ใหม่ล่าสุดแบบ 12-Channel ระบบเสียงรอบทิศทางยิ่งกว่าเดิม ถือเป็นการยกระดับวงการภาพยนตร์ไทยไปอีกขั้น กับ ธี่หยด 2 หนังไทยเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่จัดเต็มครบอรรถรส ทั้งภาพและเสียง บนจอยักษ์ IMAX สัมผัสประสบการณ์หลอนกว่าที่เคย!

Link YouTube ตัวอย่างภาพยนตร์ ธี่หยด 2 :
https://youtu.be/ZCEuUcE9oZw?si=7AZWr0n3yZ3txoQQ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์-ผวจ.ลพบุรี นำคณะเยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษา มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์รายใหม่ จำนวน 2 ราย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางสุวจี ศิริปัญโญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี และคณะกรรมการส่วนราชการที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัด สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์
โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อติดตามประเมินผลเกี่ยวกับการศึกษา สภาพครอบครัว ความเป็นอยู่ ความประพฤติ ปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำ มอบทุนการศึกษา และเป็นกำลังใจแก่เยาวชนผู้ได้รับทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประจำปีการศึกษา 2567 ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 2 ราย

ในการนี้เมื่อครั้ง พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบความช่วยเหลือพระราชทานในโครงการสืบสานพระราชปณิธาน แก่ราษฎรจังหวัดลพบุรี ได้มอบทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ให้กับจังหวัดลพบุรี 2 ราย ให้แก่ นางสาวขวัญฤดี กระเป๋าทอง บ้านเลขที่ 51/1 ม.4 ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ และเด็กหญิงเทียนฉาย เชาว์วันดี บ้านเลขที่ 37/4 ม.14 ตำบลโก่งธนู อำเภอเมืองลพบุรี โดยจังหวัดลพบุรี มีนักเรียนทุนการศึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมทั้งสิ้น 35 ราย

ซึ่งจากการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนในครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีและนายกเหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี ได้ให้โอวาทแก่เยาวชนที่ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ ทุกคน เป็นเด็กดี เป็นเยาวชนที่ดี มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กตัญญูต่อบรรพบุรุษ บุพการี และผู้มีพระคุณผู้ที่ได้สนับสนุนทุนการศึกษา

ผ่านมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ อีกทั้งขอให้ตระหนักถึงความจำเป็นและใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และขอให้เยาวชนทุกคนหลีกหนีห่างไกลจากอบายมุข ตลอดจนสิ่งเสพติดต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหากับครอบครัวและสังคมอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เต้ มงคลกิตติ์ นำความห่วงใย เฉลิมชัยหน.ปชป. แจกข้าวกล่อง-น้ำดิ่มผู้ประสบภัยชาวเชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือเต้ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ได้นำคณะลงพื้นที่บ้านท่าต้นกว๋าว หมู่ 4 บ้านพญาชมภู หมู่ 2 บ้านหนองป่าแระ หมู่ 1 ต. ขมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เพื่อแจกข้าวกล่อง 1,000 กล่อง น้ำดื่ม 2,400 ขวด แก่ผู้ประสบอุทก
ภัย หลังลำน้ำปิงและลำน้ำสาขาล้นเอ่อไหลท่วมบ้านเรือน ซึ่งบาง
จุดระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร

โดยมี นางสาวภคอร จันทรคณา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสรกฤช จันทรคณา คณะทำงานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายประสิทธิ์ คลังสีดา อดีต ผู้สมัคร ส.ส.อุตรดิตถ์ เขต 2 นายสุรกิจ ศิริวาท อดีต ผู้สมัคร ส.ส.แพร่ เขต 1นายจักรวาลธวัฒน์ วรรณาวงศ์ อดีต ผู้สมัคร ส.ส. เชียงใหม่ เขต 1 นายวิชิต กลิ่นทอง อดีต
ผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 นายบุญยงค์ สดสอาด อดีต ผู้สมัคร ส.ส. จ.น่าน เขต 1 นายธนิตศักดิ์ ทวีพรจิรภาคย์ อดีต ผู้สมัคร ส.ส.ลำปาง เขต 1 และนายสุรพล เต็มสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 1 ร่วม คณะดังกล่าว เพื่อสำรวจความ
เสียหายเบื้องต้น

ต่อมานายมงคลกิตติ์ ได้นำคณะ ลงพื้นที่พบปะแกนนำชุมชนและ ประชาชนที่ ต.ป่าบง และพบกับ นางมาลี สิงห์ด้วง นายกเทศมนตรี ตำบลหนองผึ้ง และผู้บริหารท้องถิ่น อ.สารภี เพื่อสอบถาม ถึงความเดือดร้อนและให้กำลังใจผู้ประสบภัยดังกล่าว โดยฝากความห่วงใยจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค ปชป.
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาถึงผู้ประสบภัยด้วย

นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า เชียงใหม่ประสบอุทกภัยน้ำระดับน้ำปิงสูงสุดในรอบ 100 ปี มีพื้นที่ประสบภัย 15-16 อำเภอ หรือ70% ของ 25 อำเภอ ขณะนี้น้ำลด1.5เมตรแล้ว แต่ส่งผลต่อพื้นที่เศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งมวลน้ำดังกล่าวไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลได้ แม้ว่าเขื่อนปล่อยน้ำน้อยลง แต่ปริมาณน้ำอาจเท่ากับปี 54 ทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยุ่ในโซนอันตรายได้ เนื่องจากมีน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นตามลำดัย

ดังนั้นปีนี้การคาดการณ์น้ำท่วมไม่เหมือนเดิม เนื่องจากมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอุณหภูมิโลกสูงขึ้น และแผ่นดินทรุดปีละ 4.88 มิลลิเมตร ส่งผล
ให้พื้นที่ต่ำลง ดังนั้นต้องบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ ปลูกป่าถาวร แก้น้ำท่วมและน้ำแล้งพร้อมกัน เนื่องจากในสมัยรัตน โกสินทร์ มีพื้นที่ป่ากว่า 270 ล้าน
ไร่ ปัจจุบันเหลือ 140 ล้านไร่หายไปกว่า 50 % เนื่องจากมีข้าราช
การ นักการเมือง ทุจริตประพฤติมิชอบ ร่วมกับนายทุนบุกรุกทำ ลายป่า จนส่งผลเสียหายดังกล่าว

“หลังน้ำลดต้องเร่งฟื้นฟูป่าธรรม ชาติ และสร้างระบบนิเวศน์แบบสมดุล ไม่ทำลายป่าต้นน้ำ เพราะช่วงพฤศจิกายนนี้ เริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง ต้องคิกออฟเรื่อง pm2.5 แล้ว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ อากาศสะอาด เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฏหมายโดยเร็ว” นายมงคลกิตต์ กล่าว
บุญยงค์ สดสอาด รายงาน