คลังเก็บหมวดหมู่: กิจกรรมเพื่อสังคม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / แถลงข่าวยิ่งใหญ่! “โครงการร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 14” ส่งโอกาสสู่เด็ก 1,700 คน จ.บึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังแห่งการแบ่งปัน เมื่อ โครงการ “ร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 14” จัดงานแถลงข่าวและประชุมใหญ่ในวันนี้ (2 สิงหาคม 2569) ณ ห้างบิ๊กซี สาขาสำโรง 2 ชั้น 2

ชมรมเทียนทิพย์โหรา เพื่อประกาศความพร้อมในการดำเนินโครงการ พร้อมเชิญคณะกรรมการ ที่ปรึกษา ผู้สนับสนุน สื่อมวลชน และผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล การดำเนินงานครั้งนี้

นำโดย เกตน์ศิรณี บุญมา ประธานดำเนินงานโครงการ พร้อมด้วย คุณชัยยุทธ–คุณสุชาดา ทวีปวรเดช ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ได้แก่ อาจารย์คุณหญิงปารณีย์ ทัดรอง, ดร.วโรดม ศิริสุข, นายชัยสิทธิ์ อู่วิเชียร และนางจิดาภา อู่วิเชียร รวมถึงคณะรองประธานและคณะกรรมการจากหลากหลายภาคส่วน

โครงการร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นธุรกันดาร ปีที่14 รองประธาน ดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ ดร.รัชดาภรณ์ เกตุเทศ สุนทรี คำจุลลา อี๊ดที่รักสตูดิโอ แพรทอง โคชะดา กองเพชร โคชะดา ติณณภพ ครีมสวัสดิภาพ รัตนา บัณฑิตสอน
ดร.นันท์ชญาน์ ตะวันเที่ยง ดร.ศิริกฤช วสุวานิช นาย เกริกวุฒิ

สมอยู่ น.ส.รุ่งอรุณ แวงน้อย ดาด้า / น้ำฝนทวีพร / ลุงก้อง / สกาย / ไอซ์ กรรมการ ด.ญ.ธรรศกร วสุวานิช น้องพอดี / น้องมีนา / น้องเฌอเบลล์ / น้องสุดที่รัก / น้องเตโช / น้องไอเดียร์ / น้องทิวา/ปัทมานันท์ ตาลทอง / น้องผิงผิง / น้องหว่าหวา / น้องลัคกี้/ พี่จิ๋ม ที่ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชน สำหรับกิจกรรมหลักของ

โครงการจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 ณ ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ โดยมีโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายจิตอาสา รวม 23 หน่วยงาน เข้าร่วม เพื่อส่งมอบอุปกรณ์การเรียน เครื่องอุปโภคบริโภค กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชนกว่า 1,700 คน

โครงการได้รับความร่วมมือจาก นายวิทยา ภารจรัส นายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง, นายวิกร นาชัย รองนายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง และ นางสาวชฎาพร คุณสมบัติ รองปลัดเทศบาลตำบลบึงโขงหลง ในการประสานงานพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมของทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการ “ร้อยมือล้านใจช่วยเด็กไทยในถิ่นทุรกันดาร” ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ด้วยความมุ่งหวังที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสที่ดีให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /“ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ” เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว เป็นประธานเปิด “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” และเป็นประธานในพิธีแห่เทียนพรรษา ประจำปี ๒๕๖๙

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (30 ก.ค.69) เวลา 10.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา ตำบลคำโตนด อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี นำโดย พระครูปลัดปรีดา โชติกโร

หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติธรรมวังมัจฉา (ประธานฝ่ายสงฆ์) พร้อมด้วย ดร.ปภาดา ถาวรเศรษฐ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร (ประธานในพิธี)

นายศุภวัชร ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ใน หม่อมหลวง วรานุชสรณ์ วัชรีวงศ์ (รองประธานในพิธี) นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) (ประธานฝ่ายดำเนินงาน) นายวงศกร ศรีสวัสดิ์

ประธานชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) (ประธานฝ่ายจัดกิจกรรม) นายทวีศักดิ์ คำดำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี

เขต 3 พร้อมคณะกรรมการ “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” ร่วมพิธีเปิดป้ายที่ทำการสำนักงาน “มูลนิธิวังมัจฉาร่วมใจ” และบวงสรวงตั้งศาลใหม่ ศาลพระภูมิตายายเจ้าที่


ต่อมาเวลา 13.00 น. ประธานในพิธี พร้อมกับ สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร่วมกับ ชมรมอาสาปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) นำเทียนพรรษา ถวายเพื่อเป็นพุทธบูชานำทางแสงสว่าง โดยมี คณะ

ศิษย์ยานุศิษย์สายบุญ จากจังหวัดตราด นำผ้าป่าสามัคคีแห่มาร่วมสมทบ และมีคณะนางรำจาก ชมรมศิลปะรำพื้นบ้านไทย

เครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม นำทีมโดย นางฐิติรัตน์ สักนะพรต ประธานชมรม นำทีมนางรำขบวนแห่ในครั้งนี้.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เปิดแล้ว “Welcome to Chiang Rai Shop” และ Modaloom Cafe ที่โลตัสแม่สาย ดันสินค้าอัตลักษณ์–กาแฟเชียงราย สู่ตลาดไทยและต่างประเทศ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด Welcome to Chiang Rai Shop สาขา Lotus’s แม่สาย และ Modaloom Cafe ณ โลตัส สาขาแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวารายุทธ ค่อมบุญ

นายอำเภอแม่สาย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่สาย นายกสมาคมสื่อมวลชนแบะนักประชาสัมพันธ์เชียงราย ผู้บริหารบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง
นางสาวกนกพร (ผู้แทนบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน พร้อมระบุว่า โลตัสแม่สายมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าสถานที่จับจ่ายใช้สอย แต่เป็นพื้นที่ที่สนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย โดยการเปิด Welcome to Chiang Rai Shop ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่

เพื่อรวบรวมสินค้าอัตลักษณ์ ของดี และผลิตภัณฑ์คุณภาพของจังหวัดเชียงรายให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น โอกาสนี้ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ขยายช่องทางการตลาด และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ

การจัดตั้ง Welcome to Chiang Rai Shop ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงราย ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ ในการสร้างศูนย์รวมสินค้าคุณภาพของจังหวัด เพื่อให้นักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ที่เดินทางผ่านอำเภอแม่สาย ได้เลือกซื้อสินค้าอัตลักษณ์ ของฝาก และผลิตภัณฑ์ชุมชน

คุณภาพจากผู้ประกอบการจังหวัดเชียงรายในจุดเดียว
นอกจากนี้ การเปิดให้บริการ Modaloom Cafe ยังเป็นการต่อยอดคุณค่าของกาแฟเชียงราย ด้วยการนำเมล็ดกาแฟคุณภาพจากเกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัด มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต สนับสนุนเกษตรกร และผลักดันให้เชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองกาแฟคุณภาพของประเทศไทยและระดับสากล

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการ Welcome to Chiang Rai Shop มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Lotus’s อำเภอเมืองเชียงราย

ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2569, Lotus’s หางดง จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 15 ธันวาคม 2569 และ Lotus’s รวมโชค จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 21 พฤษภาคม 2570 พร้อมตั้งเป้าขยายสู่เมืองกว่างโจว นครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายในปี 2570 เพื่อผลักดันสินค้าของจังหวัดเชียงรายสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวอีกว่า บริษัท Welcome to Chiang Rai (Trader Chiang Rai) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันโครงการให้เกิดขึ้น พร้อมเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว

ร่วมอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการจังหวัดเชียงราย รวมทั้งสัมผัสรสชาติกาแฟคุณภาพจาก Modaloom Cafe เพื่อร่วมกันสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และส่งต่อความภาคภูมิใจของจังหวัดเชียงรายสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชุ่มฉ่ำกับ ตักบาตรบาตรเป็งปุ๊ด ชาวเชียงแสนแห่ออกมาตักบาตร พระอุปคุตเที่ยงคืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 – 29 กรกฎาคม 2569 นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา ข้าราชการ พนักงานเทศบาล

ตำบลเวียงเชียงแสน จัดพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากแม่น้ำโขง และแห่อัญเชิญมาตามลำน้ำโขง ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนไปประดิษฐานไว้ ณ วัดเจดีย์หลวง เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

โดยมี นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน เป็นประธานในพิธี และช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน (วันพุธ)ในเวลา 00.01 น. พระภิกษุสงฆ์จำนวน 89 รูป ออกรับบิณฑบาต จากหน้าวัดเจดีย์หลวง ผ่านตลาดเชียงแสน ถึงสามแยก สภ.เชียงแสน

นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน พร้อมด้วยคณะบริหาร สมาชิกสภา ข้าราชการ พนักงานเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนร่วมประกอบพิธีทางศาสนา พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ร่วมรับฟัง การปาฐกถาธรรมประวัติพระมหาอุปคุต

พร้อมอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก และร่วมตักบาตรเป็งปุ๊ด (ตักบาตรเที่ยงคืน) มีชาวเชียงแสนและนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวกิจกรรตักบาตรตอนเที่ยงคืนออกมาตักบาตรกันเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ วัดเจดีย์หลวง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จนถึง สถานีตำรวจเชียงแสน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2569 ณ บริเวณหอประชุมอำเภอดอนตูม

แชร์เนื้อหานี้

นายจักรกฤษณ์ ไขว้พันธุ์ นายอำเภอดอนตูม เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล  ทั้งนี้ นายอานนท์ มีใจดี รองนายกเทศมนตรีตำบลสามง่าม ปลัดเทศบาล หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการแต่ละกอง/ฝ่าย พนักงานเทศบาลฯ เข้าร่วมพิธี พร้อมกับข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอดอนตูมเอกชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพียงกัน

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / บึงกาฬเปิดฉากศึกวู๊ดบอลนานาชาติ! ไทย–ลาว ร่วมกระชับมิตรภาพ ในการแข่งขัน Woodball Mekong Championship 2026

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ สนามแข่งขันวู๊ดบอล สวนสาธารณะหนองโง้ว ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน Woodball Mekong Championship 2026 พร้อมกล่าวต้อนรับคณะนักกีฬาและผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

โอกาสนี้ นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขัน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างจังหวัดในลุ่มน้ำโขง

ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก นางนิตยา อารีย์เอื้อ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ นายพนมวัสส์ วุฒาพาณิชย์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคกีฬา เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง

การแข่งขันครั้งนี้มีนักกีฬาวู๊ดบอลจาก 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขงของประเทศไทยเข้าร่วม ได้แก่ จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดบึงกาฬ เจ้าภาพจัดการแข่งขัน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากคณะนักกีฬาจากเมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว นำโดย ท่านบัวสัย ลุนนะวงสา ประธานคณะกรรมการปกครองเมืองหาดทรายฟอง เข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อร่วมสร้างมิตรภาพและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านกีฬา อันเป็นการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การแข่งขัน Woodball Mekong Championship 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 กรกฎาคม 2569 ณ สนามวู๊ดบอล สวนสาธารณะหนองโง้ว จังหวัดบึงกาฬ โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กิจกรรมแห่เทียนพรรษา และร่วมถวายเทียน เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาม เนื่องในวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569ณ วัดใหม่สุปดิษฐาราม

แชร์เนื้อหานี้

กิจกรรมแห่เทียนพรรษา และร่วมถวายเทียน เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงาม เนื่องในวันเข้าพรรษา ประจำปี 2569
พระครูปฐมชยาภิวัฒน์ (พระอาจารย์เต่า) เจ้าคณะตำบลบางกระเบา เจ้าอาวาสวัดใหม่สุปดิษฐาราม (ประธานฝ่ายสงฆ์)
นายนรวีร์ ขันธหิรัญนายอำเภอนครชัยศรี(ประธานฝ่ายฆราวาส)
พร้อมด้วย นายปราโมทย์ มลคล้ำสาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี
, นายวินัย วงษ์สวรรค์ นายกอบต.นครชัยศรี , กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลนครชัยศรี , นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี เข้าร่วมกิจกรรม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /รพ.นครปฐมจัดพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กรกฎาคม 256 เวลา 08.00 น. นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานใน พิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายแพทย์วีระเดช เฉลิมพลประภา รองผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร และบุคลากร โรงพยาบาลนครปฐม เข้าร่วมพิธี โดยได้นิมนต์พระสงฆ์ จากวัดไผ่ล้อม มารับบิณฑบาต จากนั้น มีพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ ผู้กระทำความดี ณ ห้องประชุมจตุภัทร ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ผวจ.สิงห์บุรี มอบเงินรางวัลและโล่เกียรติยศ เชิดชูทัพนักกีฬาเยาวชนสร้างชื่อเสียงระดับชาติและนานาชาติ ด้านกีฬา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีมอบเงินรางวัล โล่เกียรติยศ และใบประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนนักกีฬาจังหวัดสิงห์บุรีที่สร้างผลงานอันโดดเด่นในการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” รวมถึงนักกีฬาเยาวชนสายเลือดสิงห์บุรีที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยจากการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนากีฬาจังหวัดสิงห์บุรี ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง และนักกีฬา เข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง

การจัดพิธีในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนากีฬาของจังหวัด ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเล่นกีฬา ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และพัฒนาตนเองสู่การเป็นนักกีฬาที่มีคุณภาพในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนของจังหวัดสิงห์บุรี

จากการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 “สุราษฎร์ธานีเกมส์” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–17 พฤษภาคม 2569 จังหวัดสิงห์บุรีได้ส่งนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการแข่งขันรวม 8 ชนิดกีฬา และสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าเหรียญรางวัลรวม 8 เหรียญ ประกอบด้วย 5 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง จบอันดับที่ 40 ของประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนถึงการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

ภายในพิธี มูลนิธิเพื่อการพัฒนากีฬาจังหวัดสิงห์บุรี ได้มอบเงินรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักกีฬาที่ได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ จำนวน 3 ชนิดกีฬา ได้แก่กีฬาเปตอง ซึ่งคว้า 2 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง โดยนายทัณฑ์ฐิ์ ปานโต นายพัฒน์กวินท์ เมฆอรุณ และนายกฤตธี แก้วทุ่ง รับเงินรางวัลรวม 4,500 บาท

กีฬาฟิกเกอร์สเก็ต เด็กหญิงกุลรดา โตสุวรรณถาวร เจ้าของเหรียญทอง รุ่น Junior D Ladies Open อายุ 10–14 ปี รับเงินรางวัล 2,000 บาทและกีฬาเรือพาย ซึ่งทำผลงานคว้า 3 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง โดยนายตรัยรัตน์ ปานทอง นางสาวญาณิศา สินประเสริฐ และนายพิชญุตม์ บุญวัฒน์ รับเงินรางวัลรวม 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่เยาวชนนักกีฬาที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนทีมชาติไทย และสร้างผลงานโดดเด่นในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ ประกอบด้วย นางสาวเกศิณี สรมานะ นักกีฬาฮับกิโด โรงเรียนหัวไผ่วิทยาคม เจ้าของเหรียญทอง รุ่นไม่เกิน 55 กิโลกรัมจากการแข่งขัน SOUTH EAST ASIA HAPKIDO CHAMPIONSHIP 2025 ณ ประเทศอินโดนีเซีย นายสหรัฐ อร่ามรส นักกีฬาเปตอง โรงเรียนมัธยมเทศบาล 4 ผู้คว้าเหรียญเงินและเหรียญทองแดงจากการแข่งขันเปตองเยาวชนชิงแชมป์โลก ณ ประเทศสเปน

และเหรียญทองจากการแข่งขัน Asian Petanque Championships 2025 ณ ประเทศมาเลเซีย นายเบญจทิวตถ์ รีพลี นักกีฬาคิกบ็อกซิ่ง เจ้าของเหรียญทองแดง จากการแข่งขัน 2nd Thailand Kickboxing World Cup 2026และนักกีฬาเรือพายทีมชาติไทย ได้แก่ นายตรัยรัตน์ ปานทอง นางสาวพรณภา ศรีใส เด็กหญิงญาณิศา สินประเสริฐ และเด็กหญิงสิริวิภา ดวงดี ซึ่งสามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขัน 2026 Asian Rowing Beach Sprint Championships ณ ชายหาดจอมเทียน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดสิงห์บุรีและประเทศไทย

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ผู้เข้าร่วมงานต่างร่วมแสดงความยินดี ชื่นชม และให้กำลังใจนักกีฬาทุกคนที่ทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักจนประสบความสำเร็จ พร้อมทั้งร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพื่อบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จของวงการกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี

โอกาสนี้ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ได้กล่าวแสดงความชื่นชมในความมุ่งมั่น ความมีวินัย และความเสียสละของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้เยาวชนก้าวสู่ความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าจังหวัดสิงห์บุรีจะเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มความสามารถ และก้าวสู่การเป็นนักกีฬาทีมชาติ รวมถึงสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดและประเทศชาติในเวทีระดับนานาชาติต่อไป

ภาพข่าว/ บุญเลิศ ผลอุดม สายข่าว สื่อรัฐทีวี

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ประจวบฯ อ.ทับสะแก รณรงค์แต่งผ้าไทย ร่วมประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำปี 2569 อย่างคึกคัก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายชาญวิทย์ อุณหสุทธิยานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาววันชัยนาอ์ วัฒนาวงศาน วัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมเปิดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาประจำปี 2569

โดยมี นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายธวัชชัย แดงฉ่ำ นายกอบต.ห้วยยาง นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้าน นายโชติ เงินแท่ง นายกอบต.ทับสะแก นายภัทรดนัย สมศรี นายกอบต.แสงอรุณ นางสาวทิฆัมพร ยอดใหญ่

นายกอบต.นาหูกวาง นางสาวชิดชนก กอวัฒนาวรานนท์ หัวหน้าแผนกพัฒนาเครือข่ายภาครัฐ นายพนม ปัถวี หัวหน้าแผนกโรงไฟฟ้าทับสะแก นายมหยศ โกศิน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก พร้อม คณะผู้บริหารท้องถิ่น คณะผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาท้องถิ่น พนักงาน อปท. ผู้นำชุมชน นักเรียน และประชาชนชาวทับสะแก ร่วมเดินขบวนประเพณีแห่เทียนดังกล่าว

นางอวยพร คีรีวิเชียร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทับสะแก กล่าวว่า สำหรับ วัตถุประสงค์ในการจัดงาน เพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และสืบทอดประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา พร้อมยกระดับให้เป็น Soft Power ของไทยที่สามารถสื่อสารถึงสากล เพื่อยกระดับเทศกาลประเพณีท้องถิ่น ให้เป็นงานวัฒนธรรมที่มีศักยภาพรองรับการพัฒนาในระดับจังหวัด

ระดับชาติและต่อยอดสู่ระดับนานาชาติ ตามนโยบายที่เน้นของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ได้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น และร่วมเป็นพลังในการสืบสาน และสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทยในรูปแบบที่ร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากของอำเภอทับสะแก

โดยในปีนี้ได้เพิ่มจุดเด่นใหม่ คือ การนำเสนอหลากหลายทางวัฒนธรรมด้านอาหาร จากทุกตำบลในอำเภอ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวิถีท้องถิ่นผ่านมิติอาหาร ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญของประเทศไทย เพื่อสร้างความรัก ความผูกพัน และความสามัคคีในชุมชน เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของ

ประชาชนทุกกลุ่มในอำเภอทับสะแก การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากคณะสงฆ์อำเภอทับสะแก และงบประมาณจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดประจวบ รวมทั้งได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงาน สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาวัฒนธรรมทุกตำบล ตลอดจนภาคเอกชนและชาวทับสะแกอย่างดียิ่ง

จากนั้น นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก พร้อม นางอวยพร คีรีวิเชียร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทับสะแก และ นายสะอาด อนุกูลประชา นายกอบต.เขาล้านได้มอบต้นเทียนประจำพรรษาให้กับนายโชติ เงินแท่ง นายก อบต.ทับสะแก เพื่อเตรียมนำไปเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมที่ตำบลทับสะแก ในปี 2570 ต่อไป.
///////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย…..รายงาน 0623644468

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / สนง.พัฒนาชุมชน จ.น่าน เปิดงาน “Nan Smile Market 2026” หนุนเศรษฐกิจฐานราก ชวนช้อป OTOP ชิมของอร่อย สัมผัสเสน่ห์ชุมชนเมืองน่าน

แชร์เนื้อหานี้

นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมขยายรูปแบบตลาดนัดคนไทยยิ้มได้ในโอกาสและเทศกาลพิเศษ ภายใต้ชื่อ “Nan Smile Market 2026” เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ โลตัส สาขาน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการอำเภอ ภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการ OTOP และประชาชนร่วมพิธีอย่างคึกคัก
นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ กล่าวว่า

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดน่าน เปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และผู้ประกอบการตลาดนัดคนไทยยิ้มได้ นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพออกสู่ตลาด สร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

พัฒนาการจังหวัดน่านกล่าวเพิ่มเติมว่า “Nan Smile Market 2026” ไม่ได้เป็นเพียงตลาดจำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สะท้อนเสน่ห์ของจังหวัดน่าน ผ่านผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา งานหัตถกรรม อาหารพื้นถิ่น และวิถีชีวิตของคนเมืองน่าน ที่ผสมผสานการค้า การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไว้อย่างลงตัว

ภายในงานพบกับร้านค้าคุณภาพกว่า 30 บูท จากผู้ประกอบการ OTOP และตลาดนัดคนไทยยิ้มได้ ที่ขนสินค้าชุมชน ของกิน ของใช้ ของฝาก และผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัดน่านมาให้เลือกซื้อ พร้อมกิจกรรมสร้างสีสันตลอดงาน อาทิ นาทีทอง โปรโมชั่นสุดพิเศษ การแสดงดนตรี และกิจกรรมสาธิตอาชีพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และต่อยอดสร้างรายได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น

โอกาสนี้ นายสุทธิรักษ์ ศรีสุเลิศ ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดน่านและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดขึ้น พร้อมขอบคุณผู้ประกอบการทุกคนที่ร่วมกันนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ สะท้อนอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชุมชน ก่อนประกาศเปิดกิจกรรม “Nan Smile Market 2026” อย่างเป็นทางการ และอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุข อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นถิ่น เลือกซื้อสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น ในงาน “Nan Smile Market 2026” ระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00-21.00 น. ณ โลตัส สาขาน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพราะทุกการอุดหนุน คือการส่งต่อโอกาส สร้างรายได้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดน่านให้เติบโตอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ครู-นร.มารีวิทย์ทำบุญตักบาตรวันเข้าพรรษา-อาสาฬหบูชา ปี 69 ส่งต่อวัด-องค์กรการกุศลพัทยา

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 07.00 น.วันที่ 21 ก.ค.69 โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี โดย ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ ได้จัดกิจกรรมทำบุญวันเข้าพรรษาและวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล และส่งเสริมการสืบทอดกิจกรรมพระพุทธศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรมไทย

ในพิธีทางโรงเรียนมารีวิทย์ได้นิมนต์คณะสงฆ์พระเถรานุเถระจากวัดช่องลม นาเกลือ จ.ชลบุรี จำนวน 9 รูป มาเจริญพระพุทธมนต์ ก่อนบรรยายธรรมะให้โอวาท และให้นักเรียน ผู้ปกครอง รวมทั้งคณะครู ได้ร่วมทำบุญตักบาตรถวายสังฆทาน จากนั้นได้มีการคัดแยกสิ่งของทำบุญเพื่อความสะดวกในการส่งต่อและกระจายไปยังวัด ชุมชนและองค์กรการกุศลในพื้นที่ ประกอบด้วย

วัดช่องลม, สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการการุณยเวศม์, มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา, มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพัทยา, โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ พัทยา, มูลนิธิคณะภคินีศรีชุมพาบาล, บ้านพักคนชราบางละมุง, ชุมชนนาเกลือ และร่วมทำบุญถวายสร้างพระเมตตา จ.เชียงราย

หลังเสร็จสิ้นพิธี นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พร้อมคณะครู ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนมารีวิทย์ เข้าร่วมถวายเทียนพรรษา และภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ที่วัดช่องลม ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

‘นายกลิซ่า‘ ควง ’ปธ.น้อย‘ ร่วมยินดีคณะผู้บริหารเมืองพัทยาชุดอัพเดท พร้อมขับเคลื่อนการเติบโต

ตามที่ได้มีการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมลงนามแต่งตั้งคณะผู้บริหารเมืองพัทยา ก่อนมอบนโยบายการทำงานด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ภายใต้สโลแกน “ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ Better Pattaya V.2”

มีรายงานว่า นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา พร้อมตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ และคณะ กต.ตร.สภา.เมืองพัทยา ได้นำกระเช้าร่วมแสดงความยินดีกับนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา รวมทั้งคณะผู้บริหารเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา เผยว่า ในนามตัวแทนภาคธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาได้ร่วมกับคณะ กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ถือโอกาสเข้าร่วมแสดงความยินดีที่นายกเมืองพัทยาและคณะที่ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

ซึ่งสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะผู้บริหารเมืองพัทยาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่เมืองพัทยา และจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันการท่องเที่ยวเมืองพัทยาให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป

ทำบุญครบรอบ 3 ปีการจากไป “ปุ๊ย-เมืองจำลองพัทยา“

วันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่เมืองจำลองพัทยา จ.ชลบุรี คุณแม่อรุณี เกษมเกียรติสกุล พร้อมด้วยครอบครัวลูกหลาน ญาติพี่น้อง ได้ร่วมกันจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี สำหรับการจากไปของนายนิพิฌช์ เกตุน์พงศ์พัทธ หรือที่บุคคลแวดวงธุรกิจรู้จักกันดีในนาม “ปุ๊ย เมืองจำลอง” ซึ่งได้เสียชีวิตลงด้วยโรคประจำตัว เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา 

และอุทิศบุญกุศลให้กับ คุณพ่อ ดร.เกษม เกษมเกียรติสกุล อดีตผู้ก่อตั้งเมีองจำลองพัทยา ซึ่งในปีนี้ทางเจ้าภาพได้นิมนต์พระสงฆ์จากวัดหนองเกตุน้อย จำนวน 9 รูป มาทำการเจริญพระพุทธมนต์ นำโดยท่านพระครูธรรมสารนิวิฐ (หิน) เจ้าคณะตำบลบางละมุง เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ

ซึ่งภายในพิธีบุญ มีนายศุภณัฐ ชินวัฒน์ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลหนองปลาไหล นายเกรียงศักดิ์ เกตุแจ้ สมาชิก ทต.หนองปลาไหล นางสาวถิรชา เกษมเกียรติสกุล ประธานบริหารเมืองจำลอง นางพรพนา รัฐตนเชษฐ์ ผู้บริหารเครือLKกรุ๊ป ตลอดจนเพื่อนร่วมรุ่นศิษย์เก่าอัสสัมชัน พี่น้องกลุ่ม มินิสยาม เอ็มซี และญาติพี่น้อง ผู้ที่รักใคร่นับถือ ต่างเข้าร่วมในพิธีกันเป็นจำนวนมาก

 สำหรับประวัติของ นายนิพิฌช์ เกตุน์พงศ์พัทธ หรือ “ปุ๊ย เมืองจำลอง” นั้น เป็นบุตรของคุณพ่อเกษม-คุณแม่อรุณี เกษมเกียรติสกุล ผู้ก่อตั้งเมืองจำลองพัทยา เป็นบุตรคนโตจากพี่น้อง 3 คน จบการศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ปริญญาตรีและปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เป็นนักธุรกิจที่ได้รับรางวัลโล่เกียรติคุณมากมาย เป็นผู้อุทิศตนเพี่อสังคมมาโดยตลอด 

อีกทั้งยังเป็นประธานกลุ่มไบค์เกอร์มินิสยามเอ็มซี ที่เป็นกำลังหลักในการเดินทางช่วยเหลืองานด้านสังคมด้วยดีเสมอมา ซึ่งบรรยากาศในงานบุญวันนี้ ก็เต็มไปด้วยความสุขอิ่มบุญอิ่มใจของทุกๆคน ที่ได้เข้าร่วมงานบุญวันนี้ ถึงแม้จะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ สามปีที่ผ่านมาแล้วนั้น ชื่อของ “ปุ๊ย เมืองจำลอง” ยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนเสมอมา

“ครอบครัวผู้พัฒนพงษ์” ทำบุญครบ 1 ปี การจากไป “พี่ต่อ-ชัยยศ” ตำนานข่าวเคเบิ้ลพัทยา

วันที่ 23 ก.ค.69 ที่วัดกระทิงราย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ครอบครัวผู้พัฒนพงษ์ โดย นายพีรณัฐ ผู้พัฒนพงษ์ บุตรชาย และครอบครัว ได้จุดทำบุญสังฆทานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้นายชัยยศ ผู้พัฒนพงษ์ หรือ “พี่ต่อ” อดีตบรรณาธิการและหัวหน้าฝ่ายข่าว บริษัท โสภณเคเบิ้ลทีวีและการสื่อสาร พัทยา ในวาระครบ 1 ปีแห่งการจากไป

บรรยากาศการทำบุญของครอบครัวผู้พัฒนพงษ์เป็นไปอย่างเป็นกันเอง โดยในพิธีการพระเถรานุเถระประจำวัดกระทิงรายจำนวน 3 รูป ได้เจริญพระพุทธมนต์ ก่อนถวายสังฆทาน กรวดน้ำ และกล่าวลาพระ ตามลำดับพิธีการ โดยมีญาติและผู้สื่อข่าวที่เคารพนับถือพี่ต่อ ร่วมพิธีอย่างเรียบง่าย

สำหรับ “พี่ต่อ” ชัยยศ ผู้พัฒนพงษ์ เป็นอดีตผู้สื่อข่าวประจำเมืองพัทยาที่มากฝีมือ มีผลงานต่างๆ มากมาย ในการนำเสนอข่าวเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเมืองพัทยามาหลายยุคสมัย และผู้บริหารเมืองพัทยาหลายคน จนได้รับความนับถือจากผู้คนในสังคมเมืองพัทยาเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังถือเป็นอาจารย์และครูข่าวที่สั่งสอนการทำงานภายใต้จรรยาบรรณสื่อสารมวลชนให้นักข่าวเมืองพัทยามาแล้วจำนวนมากเช่นกัน

พัทยาบูม! ธุรกิจค่ายมวยเมืองท่องเที่ยวสดใส ทุ่ม 20 ล. เปิด ”แนท มวยไทย พัทยา“ ดึงผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งเก้าอี้ ปธ.ที่ปรึกษา ดันมวยซอฟเพาเวอร์ไทยให้เฟื่อง

วันที่ 23 ก.ค.69 พล.อ.ต. ชูเกียรติ พงษ์ถาวร ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม คณะทำงานการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และคำสั่งศูนย์ข่าวสาร สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ในฐานะประธานที่ปรึกษา สถาบันมวยไทย-มวยสากล “แนท มวยไทย พัทยา” เป็นประธานเปิดสถาบันมวยดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 20 ล้านบาท บนพื้นที่ 1 ไร่ ริมถนนจอมเทียนสายสอง ย่านซอยชัยพฤกษ์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยภายในพิธีได้รับเกียรติจาก นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตเลขานุการกระทรวงศึกษาธิการ และแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ พล.ร.ต.สุบรร ดีนอก ผู้บัญชาการศูนย์ฝึกนาวิกโยธิน ฐานทัพเรือสัตหีบ น.อ.วิชัย ราชานนท์ อดีตนักกีฬาเหรียญทองแดงโอลิมปิค น.อ.พิเศษ ยอดวันเผด็จ หรือสุวรรณวิจิตร ยอดวันเผด็จผู้ครองฟ้า อดีตนักมวยไทยแชมป์ลุมพินี 6 เส้น และอดีตแชมป์ราชดำเนิน ตลอดจนผู้สนใจชาวและชาวต่างชาติ เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

สำหรับสถาบันมวยไทย-มวยสากล แนท มวยไทย พัทยา บริหารโดยคุณณัฐอร เวบบ์ สปีคเคิล และได้รับเกียรติจาก พล.อ.ต. ชูเกียรติ พงษ์ถาวร ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานที่ปรึกษาสถาบันมวยฯ และมีนายธีรศักดิ์ จตุพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยา เป็นรองประธานที่ปรึกษาสถาบันมวยฯ

สำหรับ สถาบันสอนมวยไทย-มวยสากล แนท มวยไทย พัทยา แห่งนี้ มีระบบการฝึกซ้อมแบบมาตรฐานมืออาชีพ มีเวทีมวยมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการสอนและการฝึกซ้อมโดยเทรนเนอร์มืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ในการแข่งขันและมีประสบการณ์ในการส่งนักมวยไปแข่งขันทั้งในระดับนานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาตินานาชาติประเทศและระดับนานาชาติ โดยตั้งเป้าปั้นดินให้เป็นดาว ก้าวสู่ประตูการเป็นนักมวยทีมชาติไทยและการแข่งขันระดับสากล เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

และด้วยเมืองพัทยาเป็นเมืองที่มีการเติบโตทางธุรกิจหลากหลายรูปแบบ การเปิดให้บริการฝึกสอนมวยไทย -มวยสากล ให้ชาวไทยและต่างประเทศในครั้ง ถือเป็นการส่งเสริมและผลักดันธุรกิจค่ายมายในเมืองท่องเที่ยว เปิดพื้นที่ซอร์ฟเพาเวอร์สืบสานศิลปะแม่ไม้มวยไทยให้สร้างอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินการสอนและฝึกซ้อมอย่างครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานในระดับมือสมัครเล่นจนถึงระดับการแข่งขัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายและเรียนรู้ทักษะป้องกันตัว เปิดให้บริการ 08.00 น.-22.00 น.ของทุกวัน ซึ่งปัจจุบันมีนักมวยเข้ามาเรียนและฝึกซ้อมแล้วประมาณ 50 คน

อ.พยัคฆ์หารือนายกพัทยา ดึงเสน่ห์ไทยกระตุ้นการท่องเที่ยว

วันที่ 23 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว อาจารย์สักยันต์อันดับ 1 เมืองพัทยา ได้เข้าพบนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เพื่อปรึกษาหารือและขอคำชี้แนะแนวทางการจัดกิจกรรมกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ชลบุรี และจังหวัดภาคตะวันออก

อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว เผยว่า มีแนวคิดการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเอาความเป็นไทยมาเป็นจุดขาย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ช่วยกันสนับสนุน เพื่อสร้างฐานการตลาดเรียกกระแสเศรษฐกิจที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวสายมูเตลู

ทั้งนี้ ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักเดินทางที่ท่องเที่ยวโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพร เสริมดวงชะตา โชคลาภ การงาน หรือความรัก ตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความสบายใจและความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต ซึ่งเมืองพัทยาก็มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจรอยู่แล้ว

ด้าน นายกเมืองพัทยา เผยว่า เป็นเรื่องดีที่ทุกภาคส่วนมีความร่วมมือกันช่วยจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในเมืองพัทยาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้คึกคัก เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและมีพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทุกตลาด รวมทั้งมีศักยภาพด้านการจัดกิจกรรมหรืออีเว้นต์ต่างๆ มากมายด้วย ซึ่งต้องมีการดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนอย่างถูกต้องต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อว. ชูโมเดล ‘ทุ่งสง’ ปั้นเมืองรองสู่เศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นักวิจัยชี้ต้องเริ่มที่ ‘ปัญญา’ ไม่ใช่ ‘ปัญหา’ ลบภาพอีเวนต์ฉาบฉวย

แชร์เนื้อหานี้

คณะนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิ ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยขับเคลื่อนโครงการ “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อ ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” นักวิจัยระดับนำประสานเสียง ย้ำการพัฒนาต้องเน้นความยั่งยืน ทิ้งรูปแบบการจัดอีเวนต์ระยะสั้น ชูการนำ “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” มาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมดึงเยาวชนร่วมสืบทอด

ด้าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญของแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (ววน.) กระทรวง อว. เปิดเผยถึงทิศทางการให้ทุนวิจัยว่า โครงการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปีนี้ ได้ขยายผลจากเดิมที่มีเพียง 1 โครงการ แตกออกเป็น 11 โครงการย่อย โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ครอบคลุม 4 พื้นที่เมืองรองหลัก ได้แก่ ลำปาง กาฬสินธุ์ พนัสนิคม (ชลบุรี) และทุ่งสง (นครศรีธรรมราช)
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการวิจัยชุดนี้ ดร.ธนภณ ระบุว่า คือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม และการนำคุณค่าเหล่านั้นไปสร้างเป็นมูลค่าเพิ่ม โดยต้องก้าวข้ามการจัดงานในลักษณะ “อีเวนต์” ที่จัดเพียงไม่กี่วันแล้วจบไป
“เวลาเราพูดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือทุนทางวัฒนธรรม ส่วนใหญ่มักจะเจอภาพของการทำในลักษณะเชิงอีเวนต์ จัดอยู่ 3-7 วันแล้วก็เลิก แต่ในงานวิจัยนี้ เราตั้งใจจะทำอย่างไรให้งานเหล่านี้เป็นงานระยะยาว เป็นงานยั่งยืน ไม่ใช่งานอีเวนต์” ดร.ธนภณ กล่าว ..

นอกจากนี้แล้ว ดร.ธนภณ ยังได้ยกตัวอย่างการสร้าง “เทศกาลใหม่” เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นปัจจุบัน โดยระบุว่า ที่ทุ่งสง นอกเหนือจากงานบุญเดือนสิบ (งานส่งตายาย) ที่มีมาแต่ดั้งเดิม ทีมวิจัยได้ริเริ่ม “งานเปตตะ” (เปรต) ซึ่งเป็นงานรับตายายในช่วงต้นเดือนกันยายน โดยแปลงนัยยะของเปรตให้เป็นเรื่องของความกตัญญู ความสามัคคี และความเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการสร้างเทศกาลในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาเทศกาลในอดีตเพียงอย่างเดียวดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการทำงานในพื้นที่ว่า การจะยกระดับไปสู่จุดหมายได้ ต้องเริ่มต้นจาก “รากฐาน” ของชุมชน หากคนในพื้นที่ไม่รู้จักรากของตนเอง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นการจัดอีเวนต์ที่สูญเปล่า
ขณะที่ ดร.ถวิลวดี เน้นย้ำถึงหลักคิดสำคัญของโครงการนี้ว่า เป็นการทำงานที่พลิกมุมมองการพัฒนาพื้นที่ โดยไม่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่าพื้นที่มีปัญหาอะไร แต่เริ่มจากการค้นหาว่าพื้นที่มีดีอะไร

“ประเด็นที่เราทำงานคือ เราเริ่มต้นจากปัญญา เราไม่เริ่มต้นจากปัญหาเลย เราไม่ได้บอกว่าทุ่งสงมีปัญหาอะไร แต่เรามองว่าทุ่งสงมีดีอะไร นี่คือการเริ่มต้นจากปัญญาแล้วพาปัญญาไปสู่จุดหมาย” ดร.ถวิลวดี ระบุ นอกจากนี้ ดร.ถวิลวดี ยังให้ความสำคัญกับการดึง “กลุ่มเยาวชน” เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ยุววัฒนธรรม” เพื่อเป็นนักสื่อสารวัฒนธรรมในพื้นที่ของตนเอง โดยเยาวชนจะได้รับการฝึกฝนให้เห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ในชุมชน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือออกแบบโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของตนเองได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงการสื่อสารตั้งแต่ระดับย่าน ไปจนถึงสื่อระดับชาติ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจจากระดับพื้นบ้านให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์

ผู้สื่อข่าวยังได้รายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในการลงพื้นที่ตลอด 3 วันที่ผ่านมานี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งคณะนักวิจัย ผู้นำชุมชน ตัวแทนเทศบาล และกลุ่มนักเรียน/เยาวชน โดยมีกิจกรรมสำคัญ 18 ก.ค. โดยการประชุมหารือร่วมกับประชาคมและภาคีเครือข่าย ณ อาคารสยามกัมมาจล และ การลงพื้นที่สำรวจต้นทุนวัฒนธรรมบริเวณสถานีรถไฟทุ่งสง
19 ก.ค. 69: การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง ในหัวข้อ “การออกแบบการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” และลงพื้นที่ศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ณ ตลาดชุมทางทุ่งสง (หลาดชุมทาง)

วันสุดท้าย 20 ก.ค. 69 ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสรุปแนวทางการพัฒนา ก่อนที่คณะวิจัยจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร เป้าหมายสูงสุดของเวทีนี้ คือการที่ชุมชนทุ่งสงพร้อมที่จะนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปขับเคลื่อนต่อยอด ร่วมกับกลไกความเข้มแข็งของประชาคมท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนผ่าน “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ภาพข่าว – ตอริก สหสันติวรกุล (สำนักข่าวไทย อสมท.)

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ จ.นครปฐม เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำเป้าหมายการพัฒนา จ.นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ ยูนิแลนด์ กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐมนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดนครปฐม 20ปี

และแผนพัฒนาจังหวัดนครปฐม (พ.ศ. 2571-2575) โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ และบรรยายพิเศษ เรื่องแนวทางการทบทวนเป้าหมายการพัฒนา จังหวัดนครปฐม 20 ปี และการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดนครปฐม

(พ.ศ. 2571 – 2575 ) พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ปลัดจังหวัดนครปฐม นายอำเภอและผู้แทนทั้ง ๗ อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดนครปฐม ผู้แทนภาคประชาสังคม หน่วยงานด้านการศึกษา ผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน วิทยากรเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมฯ

จังหวัดนครปฐมได้กำหนดจัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดนครปฐม (พ.ศ. 2571-2575) และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20ปี (พ.ศ. 2566- 2585

ช่วงที่ 2(พ.ศ. 2571-2575) ฉบับปรับปรุง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571และแผนพัฒนาจังหวัดนครปฐม (พ.ศ. 2571-2575) โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในระหว่างวันที่ 22- 23กรกฎาคม 2569ณ ยูนิแลนด์ กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / นิกร ส่งที่ปรึกษา รมว.พม. นั่งมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างฝ่าทางลำบาก ลุยชุมชนริมรางรถไฟโคราช รับฟังปัญหาถึงบ้าน เร่งดันงบปี 2570 ช่วย 120 ครัวเรือน สานฝันมีบ้านมั่นคง

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – ภาพที่สร้างความประทับใจให้กับชาวชุมชนริมทางรถไฟ เมื่อ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตัดสินใจนั่ง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ฝ่าเส้นทางแคบและคดเคี้ยวเข้าไปยังชุมชนริมทางรถไฟและชุมชนเบญจรงค์ เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนด้วยตนเอง หลังรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ สะท้อนการทำงานเชิงรุกที่มุ่งเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีคณะผู้บริหารเทศบาลนครนครราชสีมา พร้อมด้วย นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. และแกนนำชุมชน ร่วมลงพื้นที่ติดตามคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ตามนโยบายของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ผลักดันการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

สำหรับเป้าหมายสำคัญในปีงบประมาณ 2570 กระทรวง พม. และ พอช. เตรียมผลักดันโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับ ชุมชนสองข้างทางรถไฟ จำนวน 44 ครัวเรือน และชุมชนเบญจรงค์ จำนวน 76 ครัวเรือน รวม 120 ครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาระบบรางของภาครัฐ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนและเสนอของบประมาณ เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

นายชนินทร์ กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมามีต้นแบบความสำเร็จด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากโครงการรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งสามารถย้ายประชาชน 166 ครัวเรือน ไปยังพื้นที่รองรับแห่งใหม่ในเขตเทศบาลตำบลหัวทะเล ห่างจากพื้นที่เดิมเพียง 5 กิโลเมตร ทำให้ประชาชนยังสามารถประกอบอาชีพและดำรงวิถีชีวิตเดิมได้ โดยโมเดลดังกล่าวจะถูกนำมาต่อยอดใช้กับชุมชนริมทางรถไฟและชุมชนเบญจรงค์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนในระยะยาว

ด้าน นางเดือน หรือ “ป้าดำ” อายุ 77 ปี ชาวชุมชน เปิดเผยว่า อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานานกว่า 40 ปี จากเดิมเคยมีเพื่อนบ้านอยู่จำนวนมาก แต่ปัจจุบันเหลือบ้านเพียง 5 หลัง ทำให้รู้สึกคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ อย่างไรก็ตาม รู้สึกขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาช่วยเหลือและจัดหาที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ เพราะที่ผ่านมาอาศัยอยู่ในสภาพแออัด คับแคบ และไม่มีทางเลือก แม้จะผูกพันกับพื้นที่เดิม แต่การมีบ้านที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นความหวังครั้งใหม่ของครอบครัวและชาวชุมชนทุกคน.

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /นราธิวาสสะบัดธงวัฒนธรรม! เปิดฉาก “ตาดีกาสัมพันธ์ 69”รวมพลังเยาวชน 13 อ. ชิงชัยสู่เวที 5 จ. ชายแดนใต้

แชร์เนื้อหานี้

นราธิวาสกระหึ่ม! อบจ. จับมือมูลนิธิศูนย์ตาดีกา เปิดฉากมหกรรม ‘ตาดีกาสัมพันธ์ ประจำปี 2569’ อย่างยิ่งใหญ่ ยกทัพเยาวชน ครู และบุคลากรกว่า 5,800 ชีวิต จาก 13 อำเภอ ร่วมประชันทักษะวิชาการ-กีฬา-วัฒนธรรม มุ่งเฟ้นหาสุดยอดตัวแทนชิงแชมป์ระดับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปัตตานี พร้อมปักหมุดสร้างสังคมเข้มแข็งด้วยคุณธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น

วันที่18 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามกีฬากลางองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการมหกรรมตาดีกาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาส ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส และ มูลนิธิศูนย์ตาดีกานราธิวาส โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดเวทีให้เยาวชนจากศูนย์ตาดีกาได้แสดงศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และพัฒนาทักษะรอบด้าน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ สืบสานอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

“งานตาดีกาสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่คือเวทีสำคัญในการพัฒนาเยาวชนควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความสามัคคี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน”

สำหรับงานในปีนี้ กำหนดจัดขึ้นอย่างเต็มอิ่ม 3 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งนักเรียน ครูผู้สอน และเจ้าหน้าที่จากชมรมตาดีกาทุกอำเภอรวมกว่า 5,800 คน มาร่วมสร้างสีสันและชิงชัยใน 4 ประเภทกิจกรรมหลัก ได้แก่การประกวดขบวนแห่ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นสะท้อนความร่วมมือของชุมชนและอัตลักษณ์อันทรงคุณค่า การประกวดภาคเวที การแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และการพูด

การประกวดและแข่งขันภาควิชาการ การทดสอบความรู้รวมถึงการอ่านอัลกุรอานการแข่งขันภาคสนาม กีฬาและการทดสอบทักษะทางกายภาพ ซึ่งเยาวชนผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับเกียรติเป็น “ตัวแทนจังหวัดนราธิวาส” เพื่อเดินทางไปร่วมแข่งขันใน มหกรรมตาดีกาสัมพันธ์ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 27 ซึ่งในปีนี้มี จังหวัดปัตตานี เป็นเจ้าภาพ

โดยบรรยากาศภาพรวมเป็นไปอย่างคึกคักและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างล้นหลาม โดยพ่อแม่ผู้ปกครองต่างพร้อมใจกันส่งบุตรหลานเข้าร่วมแข่งขันทั้งในภาควิชาการและภาคสนาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ตาดีกาสัมพันธ์” คือเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจที่คนในพื้นที่ให้ความสำคัญในการร่วมกันธำรงรักษาวัฒนธรรม และพร้อมผลักดันให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังหลักที่มีคุณภาพของท้องถิ่นต่อไป
/////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ชาวสบสาย “เดือดหนัก”หลังรถไฟทำเรื่องยุ่ง กรณีออกแบบถนนเข้าหมู่บ้านต่ำกว่าระดับน้ำในนาข้าว

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่ปัญหาน้ำท่วมขังบริเณเส้นทางลอดใต้ทางรถไฟ บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลสบสาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ มีระดับน้ำสูงถึง 1 เมตร จนชาวบ้านไม่สามารถเดินทางเข้าออกหมู่บ้านได้ สาเหตุสำคัญมาจากการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ตัดเส้นทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อวางรางรถไฟ และมีการสร้างทางใหม่ลอดใต้ทางรถไฟ ซึ่งบริเวณจุดลอดใต้ทางรถไฟเนื่องจากมีลักษณะต่ำ โดยใช้ความสูงได้เพียง 2.50 เมตร ผิวถนนอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำในนาข้าว ปกติแล้วเมื่อเข้าฤดูฝน น้ำท่วมบริเวณดังกล่าวมีระดับสูงถึง 1 เมตร รถยนต์ผ่านไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านออกมาร้องเรียนเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งปัญหาช่องลอดมีระดับต่ำมากรถบรรทุกขนาดกลางไม่สามารถได้ และยิ่งเป็นสำคัญต่อชีวิตของพี่น้องชาวบ้าน คือ รถพยาบาล รถดับเพลิงไม่สามารถใช้เส้นทางได้จนทำให้ชาวบ้านเกือบทั้งตำบลได้รับความเดือดร้อนล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ทางนางสาวบุษบา เดือนดาว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสบสาย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร , สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลสบสาย นางสาวิตรี รูปแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลสบสาย ผู้นำชุมชนตำบลสบสาย , นายปิยะวัฒน์ พูลสวัสดิ์ ส.อบจ.แพร่ ,

และสส.เบน นางสาวชนกนันท์ ศุภศิริ สส.แพร่ เขต 1 , พระมหานันทวัฒน์ฯ เจ้าอาวาสวัดสบสาย และชาวตำบลสบสาย โดยมี นายสุริยา รุจีฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง กิจการร่วมค้า ITD เนาวรัตน์ ในฐานะ ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย และผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ นายช่างผู้ควบคุมงาน ร่วมประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณอุโมงค์ทางลอดรถไฟ และไม่ให้มีน้ำท่วมขัง ที่สำคัญต้องให้รถยนต์ที่มีความสูงเกิน 2.5 เมตร สัญจรไป – มาได้ด้วย

สำหรับผลของการหารือมีแนวทางแก้ไข ปัญหาร่วมกัน คือ 1. การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นทางการรถไฟแห่งประเทศไทยมอบให้ผู้รับเหมาดำเนินการติดตั้งปั๊มแช่ดูดโคลน ขนาด 3 แรงม้า ระบบออโต้ พร้อมระบบสั่งการผ่านมือถือ จำนวน 2 จุด ฝั่งตะวันออก – ตะวันตกของทางรถไฟ เพื่อดำเนินการสูบน้ำออก จากบริเวณอุโมงค์ทางลอดหากมีน้ำท่วมขัง และนำกระสอบทรายมากั้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าบริเวณ อุโมงค์ทางลอด 2. การแก้ไขปัญหาระยะยาว การรถไฟแห่งประเทศไทยมอบให้ผู้รับเหมาดำเนินการ จะออกแบบในการป้องกันมิให้เกิด ปัญหาน้ำท่วมขัง โดยการก่อสร้างพนังคอน

กรีตเสริมเหล็ก ทั้งฝั่งทิศตะวันตกและตะวันออกของอุโมงค์ทางลอด ที่มีความสูงประมาณ 1.20 เมตร และทำรางระบายน้ำรูปตัวยูจากจุดอุโมงค์ทางลอดไปถึงห้วยร่องโป่งขนานกับทางรถไฟทั้งสองด้าน เพื่อป้องกันมิให้น้ำที่ทำการเกษตรไหลทะลักเข้าอุโมงค์ทางลอดรถไฟ ออกแบบก่อสร้างรางระบายน้ำ รูปตัวยูคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมติดตั้งบ่อพักและเครื่องปั๊มน้ำขนาด 3 แรงม้า แบบอัตโนมัติเพื่อสูบน้ำออกบริเวณที่ น้ำท่วมขัง

3. ข้อ เสนอแนะเพิ่มเติมที่ประชุมมีการเสนอให้โครงการ ฯ ดำเนินการก่อสร้างสะพาน (Overpass)ข้ามทางรถไฟ เส้นทางบ้านวังวน – สบสายเป็นการเชื่อมถนนเดิมเพื่อให้รถยนต์ที่มีความสูงเกิน 2.50 เมตร สัญจรไป – มาได้ก่อนที่ยังไม่ใช้ทางรถไฟ ให้โครงการฯ ถมดินถนนเดิมเป็น การชั่วคราวเพื่อใช้สัญจรไป – มา ช่วงที่ทำสะพานไม่แล้วเสร็จและก่อสร้างรางระบายน้ำจากบริเวณถนนทางเลียบทางรถไฟ ทั้งสองด้านเชื่อมต่อไป ไปยังห้วยร่องโป่ง เพื่อระบายน้ำลดปัญหา

น้ำไหลทะลักเข้าอุโมงค์ทางลอด และหมู่บ้านเวียงผาพิณในการนี้องค์การบริหารส่วนตำบลสบสาย จะประสานและติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหากับ การรถไฟแห่งประเทศไทย ต่อไป”จากจุดที่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังคือ จุดตัดทางเข้าหมู่บ้านหมู่ที่ 2 ตำบลสบสายตัดกับทางรถไฟสายใหม่มีปัญหามาก่อนหน้านี้แล้ว โดยชาวสบสายพยายามเรียกร้องในเวทีประชาคม และมีการร้องเรียนหลายครั้งในประเด็นรถยนต์ขนาดใหญ่ไม่สามารถ

สัญจรได้รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมเส้นทาง แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยพร้อมทั้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ให้ความสำคัญกับเสียงเรียกร้อง จนปัจจุบันการก่อสร้างดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสภาพปัญหาที่ชาวบ้านหวั่นกลัวก็เกิดขึ้น ถ้ามีการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างในช่วงต้นๆของโครงการก็จะไม่เกิดปัญหาตามมาเช่นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามขณะนี้ชาวสบสายยังคงต้องได้รับความเดือดร้อนต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ธีรพงษ์ #ธงออน/#แพร่รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /โคราชแห่ต้อนรับ วงโยธวาทิตราชสีมาวิทยาลัย คว้ารางวัลเหรียญทองระดับโลก แข่งขัน WMC 2006 ที่เนเธอร์แลนด์

แชร์เนื้อหานี้

โคราชแห่ต้อนรับ วงโยธวาทิตราชสีมาวิทยาลัย ที่คว้ารางวัลเหรียญทองระดับโลก จากการแข่งขัน WMC 2006 ที่เนเธอร์แลนด์ พร้อมโชว์เต็มวงสุดอลังการห้างวิชโก้ มอบเงินสนับสนุน 100,000 บาท ก่อนปิดร้านเลี้ยงสุกี้ตี๋น้อยฉลองชัย

นครราชสีมา เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 บรรยากาศที่ห้างวิชโก้ สาขาหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา เต็มไปด้วยความคึกคัก หลังจัดงานต้อนรับและแสดงความยินดีกับวงโยธวาทิตโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เจ้าของผลงานคว้า 2 แชมป์ ประเภทประชันกลองและเดินแถวมาร์ชชิ่ง จากการแข่งขันโยธวาทิตนานาชาติที่ประเทศเยอรมนีและอีก 3 แชมป์ จากการแข่งขันWorld Music Contest (WMC) 2026 ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประกอบด้วยรางวัลผู้ทำคะแนนสูงถึง 95.750 คะแนน ได้รับ

รางวัลเหรียญทองเกียรติยศ , รางวัล Day Prize คะแนนสูงสุดประจำวัน และรางวัล Best Wind เครื่องเป่ายอดเยี่ยม บนเวทีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันวงโยธวาทิตที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุดของโลก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ก่อนที่คณะนักเรียน ครู และทีมงาน จะร่วมฉลองความสำเร็จด้วยการรับประทานอาหารที่ร้านสุกี้ตี๋น้อย พลัส สาขาวิชโก้ หัวทะเล ซึ่งเปิดร้านต้อนรับเป็นกรณีพิเศษตามความต้องการของน้อง ๆ

นายจิรพนธ์ จันทร์ศิริ ประธานวงโยธวาทิตโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การคว้าแชมป์โลกทั้ง 4 รายการเป็นเหมือนความฝัน เพราะก่อนเดินทางแข่งขันทุกคนเพียงตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ได้คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จถึงระดับนี้ พร้อมขอบคุณกำลังใจและการสนับสนุนจากคนไทยทุกภาคส่วน ยืนยันว่าทุกคนลงแข่งขันด้วยหัวใจที่ต้องการสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนและประเทศไทย ไม่ได้หวังผลตอบแทน

สำหรับเหตุผลที่อยากรับประทานอาหารไทยหลังเดินทางกลับ เนื่องจากระหว่างอยู่ต่างประเทศส่วนใหญ่รับประทานขนมปังและอาหารตะวันตก จึงคิดถึงรสชาติอาหารไทยเป็นอย่างมาก แม้จะมีคนไทยในเยอรมนีนำอาหารไทยมาให้รับประทานจนรู้สึกอบอุ่นและหายคิดถึงบ้านก็ตาม

ด้านนายนิสิทธิ์ ส่งสุข ผู้อำนวยการโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนทั้งกำลังใจและงบประมาณ จนทำให้คณะนักเรียนสามารถเดินทางไปแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ พร้อมขอบคุณประชาชนชาวไทยที่ติดตาม ส่งแรงเชียร์ และร่วมภาคภูมิใจในความสำเร็จของเยาวชนไทย ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้สมาชิกวงทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพด้านดนตรีต่อไปในอนาคต

ขณะที่นายนิธิศ ฤทธิวัชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ห้างวิชโก้ โคราช เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งด่วน หลังได้รับการประสานจากทางโรงเรียนเมื่อช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. ของคืนก่อนจัดงาน จึงเร่งเตรียมเวที ระบบแสง สี เสียง และพื้นที่ทั้งหมดให้พร้อม โดยอาศัยลานกิจกรรมและเวทีหมอลำที่มีอยู่เดิม

เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ พร้อมทั้งมอบเงินสนับสนุนวงโยธวาทิตจำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนายพันเลิศ วิชชาพิณประธานกรรมการบริษัท สยามวิชโก้ จำกัด นางวิชชุดา พรหโมบล รองประธานกรรมการ บริษัท สยามวิชโก้ จำกัด เพื่อเป็นกำลังใจแก่เยาวชนที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดนครราชสีมาและประเทศไทย พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของนักเรียนทุกคน และเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนเยาวชนไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกต่อไป

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว.กันตินันท์ เรืองประโคน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / น่านเปิดงาน “Northern Best Deal” เชื่อมโยงการค้า 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ดัน MOU มูลค่า 5.6 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณลานหนองน้ำครก ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ในฐานะผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 เป็นประธานเปิดงาน “Northern Best Deal” งานแสดงสินค้า

การค้าชายแดนกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ภายใต้โครงการบูรณาการการค้า การลงทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้บริหารจากจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมงาน

การจัดงานครั้งนี้ มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างเครือข่ายทางการค้า และขยายโอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยนำสินค้าอัตลักษณ์และผลิตภัณฑ์คุณภาพจากทั้ง 4 จังหวัด มาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 100 คูหา ทั้งสินค้า GI ผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าเกษตรแปรรูป ผ้าทอ งานหัตถกรรม ชา กาแฟ อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์

ไฮไลต์สำคัญภายในงาน คือการลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายสินค้า หรือ MOU ระหว่างผู้ประกอบการจากแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และบริษัท Kitoun Kitao LTD

รวมมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 5 ล้าน 6 แสนบาท แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิชนิดข้าวกล้อง จำนวน 10,200 ถุง มูลค่า 600,000 บาท และผลิตภัณฑ์สุรากลั่น มูลค่า 5 ล้านบาท ถือเป็นความสำเร็จในการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการและพันธมิตรทางการค้าในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสร้างเครือข่ายและขยายช่องทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรมงาน “Northern Best Deal”

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 กรกฎาคม 2569 ภายในงานมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา มินิคอนเสิร์ต และกิจกรรมลุ้นรับของรางวัล เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและนักท่องเที่ยว

โครงการตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางการค้าไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท และให้เกิดการจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 20 คู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ การจ้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ในงาน “Northern Best Deal” ระหว่างวันที่ 15 ถึง 19 กรกฎาคมนี้ ณ ลานหนองน้ำครก อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน/บุญบงค์ สดสอาด นายกสมาคมสืาอใงลชนขังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชรบ.อ.ท่าหลวงรับรางวัลจาก ผู้ว่าฯจ.ลพบุรี เนื่องในวันชุดรักษาความปลอดภัย หมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำปี พ.ศ. 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ อาคารอเนกประสงค์เทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายพิษณุ ประภาธนานันท์

ปลัดจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ตำรวจ เจ้าหน้าที่ และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าร่วมงานฯ จากนั้นประธานได้อ่านสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เนื่องในวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และนำกล่าวคำปฏิญาณตนของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน

จากนั้นได้ทำการมอบรางวัล หมวด ชรบ. ดีเด่น ระดับจังหวัดที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจและ อดทน ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ได้แก่รางวัลชนะเลิศ หมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านยางราก หมู่ที่ 2 ตำบลยางราก อำเภอโคกเจริญรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 หมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านคลองนางอั้ว หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2หมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านหนองแก หมู่ที่ 2 ตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง
และรางวัลชมเชย หมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านโคกขยาย หมู่ที่ 1ตำบลทะเลซุบศร อำเภอเมืองลพบุรีทั้งนี้นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวงได้เดินทางไปร่วมให้กำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ.อำเภอท่าหลวงที่ได้รับรางวัลในโอกาสนี้ด้วยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชุดชรบ.ของอำเภอท่าหลวง

สำหรับที่มา ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ “กฎหมาย ลักษณะโจรห้าเส้น จุลศักราช 1199” ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2380 โดยเกณฑ์ราษฎรช่วยระงับการปล้น เนื่องจาก

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามมีกำลังไม่เพียงพอที่จะระงับเหตุถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญในอดีต ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดที่มาของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ราษฎรอาสาสมัคร ที่เข้ามาช่วยเหลือราชการด้วยจิตสาธารณะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท โดยไม่มีค่าตอบแทนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. เป็นราษฎรอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด ได้รับการแต่งตั้งจากนายอำเภอให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือ

เจ้าพนักงานตามกฎหมาย ว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ ชรบ. ถือเป็นกำลังภาคประชาชนที่สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงภายในระดับฐานรากของประเทศ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ อดทน ทุ่มเทแรงกายแรงใจ

โดยมิได้หวังผลตอบแทนเพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติ และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีประกาศกำหนดให้วันที่ 16 กรกฎาคมของทุกปี เป็น “วันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน” ขึ้นและในปีนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่กรมการปกครอง

ได้จัดงานวันชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน อย่างเป็นทางการขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศอีกด้วยปัจจุบันจังหวัดลพบุรี ได้ดำเนินการจัดตั้ง ชรบ.ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 11 อำเภอ จำนวน 5,192 คน แบ่งเป็น ชาย 3,602 คน หญิง 1,590 คน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /คัดเลือกครูได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2569 ณ โรงเรียนปัว อำเภอปัว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 กรกฏาคม 2569 เวลา 09.00 น. คณะอนุกรรมการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2569 จังหวัดน่าน ณ โรงเรียน ปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ดร.ศิริโชค พิพัฒน์เสถียรกุล ศึกษาธิการจังหวัดน่านได้มอบหมายให้ ดร.สุวรินทร์ เพ็ญธัญญการ รองศึกษาธิการจังหวัดน่าน เป็นประธานประเมิน พร้อมด้วยนายเสรี พิมพ์มาศ ผู้ทรงคุณและคณะอนุกรรมการ เก็บข้อมูลเชิงลึก

ในครั้งนี้มีบุคคล และหน่วยงานเสนอรายชื่อครู ผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี 2569 โดยเป็นครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ ครูผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นางพรลภัส อ่ำหงษ์ โรงเรียนปัว (ลูกศิษ์เสนอ) นางสาวกัลยา เจนจิจะ โรงเรียนบ้านสบปืน(ลูกศิษย์เสนอ)นายสุริยน ธิเขียว

ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอนาหมื่น(หน่วยงานเสนอ)เพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ระดับจังหวัดต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ มีกำหนดการออกประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2569 จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่13-14 กรกฏาคม 2569

วันนี้เป็นการลงพื้นที่ประเมินสภาพการปฏิบัติงานและการออกเก็บข้อมูลเชิงลึกของครูผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 7 ของนางพรลภัส อ่ำหงษ์ ซึ่งมีลูกศิษย์ คณะครู ผู้ปกครองเข้าร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกแก่คณะอนุกรรมการเป็นจำนวนมาก

สำหรับนางพรลภัส อ่ำหงษ์ตำแหน่งครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ โรงเรียนปัว ปฏิบัติการสอนมาเป็นเวลา 26 ปี ครู วิชาเอกยี่ปุ่น เป็นครูผู้ได้รับการยกย่องจากทั้งลูกศิษย์ คณะครู และผู้ปกครอง ทั้งด้านเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และด้านผู้มีคุณูปการต่อการศึกษา มีความมานะพยายามในการดูแลลูกศิษย์ทั้งในชั้นเรียน และนอกชั้นเรียน นอกจากครูพรลภัส ยังได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมาย อาทิ

1ได้รับรางวัลโล่ รางวัลพระราชทานคุรุสภา ประจำปี 2567 ระดับดีเด่น ประเภทผู้ประกอบวิชาชีพครู2 รางวัลเข็มเชิดชูเกียรติ คุรุสดุดี ประจำปี 25663 รางวัลทรงคุณค่าสพฐ.ช(OBEC AWARDS)ชนะเลิศเหรียญทองระดับชาติทั้งในด้านวิชาการและด้านบริหารจัดการ

ติดต่อกันหลายปีการศึกษา4 เครื่องหมายคุณภาพพิเศษแห่งสพฐ.(OBEC Special) ระดับ 3 ดาวสาขายี่ปุ่น 5 ได้รับเลือกเป็นครูแกนนำการจัดการเรียนรู้ภาษายี่ปุ่นระดับภูมิภาคและระดับประเทศ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ส.ผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนพัทยา-นักเต้น 30 ปท. ระเบิดฟลอร์พัทยา-เชฟตะวันออกถกประชุมสมาพันธ์ฯ รับไตรมาส 3

แชร์เนื้อหานี้

ส.ผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนพัทยาร่วมแสดงความเสียใจ เหตุไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ย้ำสมาชิกใส่ใจความปลอดภัย

นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา กล่าวถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป้้นจำนวนมากว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น ในฐานะนายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาขอแสดงความเสียต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

ทั้งนี้ ในส่วนของสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาได้ให้ความสำคัญด้านคบามปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สมาคมฯเองก็มีการประชุมพูดคุยเน้นย้ำสมาชิกอยู่โดยตลอด ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเรื่องความปลอดภัยภายในสถานประกอบการของเองเป็นอย่างดี

”เหตุการณ์เกี่ยวกับสถานบริการถูกไฟไหม้แล้วมีผู้เสียชีวิตไม่ควรเกิดขึ้นอีก จึงขอฝากหน่วยงานภาครัฐให้เอาจริงเอาจังกับผู้ประกอบสถานประกอบการที่ละเลยความปลอดภัย สถานที่ที่ไม่มีทางหนีไฟมากเพียงพอ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก็จะเกิดความสูญเสียที่ร้ายแรงได้“ นายยกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ระบุ

นักเต้น 30 ปท. ระเบิดฟลอร์พัทยา แห่ชิงชัยสุดเหวี่ยง ROYAL SIAM CUP THAILAND 2026 โคตรคึก!

มีรายงานบรรยากาศการจัดงาน ROYAL SIAM CUP THAILAND 2026 เวทีการแข่งขัน Ballroom และ Latin Dance ระดับโลก ภายใต้ World Dance Organisation (WDO) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 กรกฎาคม 2569 ที่รออัลคลิฟโฮเท็ลกรุ๊ป พัทยา จ.ชลบุรี พบว่างานแข่งขันในปีนี้มีความคึกคักตลอดช่วงจัดงาน

โดยกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 จะเป็นกิจกรรมงาน International Dance Camp ที่เปิดเวทีสัมผัสประสบการณ์กับ Master และโค้ชระดับแชมป์ มาถ่ายทอดความรู้ และเทคนิคการเต้น

และในวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 เป็นการชิงชัยการแข่งขัน ROYAL SIAM CUP Competition ที่มีทั้งนักลีลาศ นักเต้นระดับแชมป์โลก ครูผู้เชี่ยวชาญ และผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วม ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกงานระดับชาติที่จบลงไปอย่างสวยงาม ช่วยสร้างภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติให้เมืองพัทยาได้เป็นอย่างดีก

เชฟตะวันออกถกประชุมสมาพันธ์ฯ รับไตรมาส 3 พร้อมเปิดเวที Business Matching ผู้ซื้อพบผู้ขาย

วันที่ 13 ก.ค.69 ที่ห้องณุศา โรงแรมดี วารี จอมเทียนบีช จ.ชลบุรี เชฟยงยุทธ เพียรประสิทธิ์ นายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เป็นประธานเปิดการประชุมสมาชิกสมาพันธ์ภาคตะวันออก ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2569 โดยมี สมาชิกสมาพันธ์ฯ ตัวแทนร้านค้าสมาชิกวิสามัญ และคนในวงการอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงานเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติ โดยมี นายวรชัย ทองชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการบัญชีสำหรับธุรกิจโรงแรม และระบบหลังบ้านให้กับสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออกและผู้ประกอบการในพื้นที่พัทยาและชลบุรี เป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการควบคุมต้นทุน ทั้งเรื่องต้นทุนอาหาร ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนรวม ยอดขายต่อวัน กำไรขั้นต้น ต้นทุนต่อจาน มูลค่าสต็อก อัตราของเสีย ยอดขายเฉลี่ยต่อบิล และกำไรสุทธิ

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมผู้ซื้อพบผู้ขาย (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้เชฟและผู้บริหารครัวได้พบปะกับผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายวัตถุดิบอาหารโดยตรง เป็นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างห้องอาหาร โรงแรม และซัพพลายเออร์

ยังเป็นเวทีเจรจาซื้อขาย แลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้า และบริการในเงื่อนไขพิเศษ ตลอดจนแนะนำผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และนวัตกรรมอุปกรณ์เครื่องครัวยุคใหม่ ก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำ พูดคุยและแสดงความความคิดเห็นระหว่างสมาชิกและพันธมิตร ซึ่งพบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /” ยุทธศาสตร์ชาติ “เชียงราย ขับเคลื่อนนโยบาย ด้านยาเสพติดครบวงจร สั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สแกนผู้ค้า ผู้เสพ รายเล็กราย ใหญ่ ต้องเห็นผล

แชร์เนื้อหานี้

” ยุทธศาสตร์ชาติ “เชียงราย เข้มขับเคลื่อนนโยบาย ด้านยาเสพติด นายอำเภอเมืองเชียงราย ลงพื้นที่ตำบลบ้านดู่ ส่งสอบความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ผู้ว่าเชียงราย กำชับทุกนายอำเภอ เข้มงวดยุทธการณ์ปราบยาเสพติด ใช้ทั้งไม้นวม ไม้แข็ง สั่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สแกนผู้ค้า ผู้เสพ รายเล็กราย ใหญ่ ต้องเห็นผลเป็นที่ประจักษ์

เมื่อที่10 ก.ค.2569 นายญาณวุฒิ สุดพิมพ์ศรี นายอำเภอเมือง จ.เชียงราย เป็นประธาน พิธีส่งมอบความยั่งยืนให้หมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการตำบล ยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสร์ชาติ โดนมีนายวินัย ธุวะคำ กำนันตำบลบ้านดู่ พ.ต.อ.อนุสรน์ หน่อคำบุตร ผ.ก.ก.สภ.บ้านดู่ เทศบาลตำบลบ้านดู่และภาคีเครือข่ายฯ มาร่วมพิธีเพื่อรับมอบความยั่งยืน อันเป็นเจตนารมณ์แก้ปัญหายาเสพติด

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย เพื่อการสกัดกั้นและปราบปรามอย่างจริงจัง หลังจากกระทรวงมหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรีมีบัญชาถึง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานภาครัฐ ดำเนินการปราบปรามยาเสพติด และให้ผู้ว่าราชการ ทุกจังหวัดเข้มงวดในการสนองรับขับเคลื่อนนโยบายอย่างเห็นเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะจังหวัดที่มีชายแดนติดกับต่างประเทศที่มีแหล่งผลิต และลักลอบลำเลียงขนเข้ามาขาย ภายในประเทศ อันปรากฏเจ้าที่ทหาร และตำรวจปราบปรามยาเสพติด ห้วงขณะนี้จับได้เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญให้เร่งสแกนหาผู้ค้าทั้งรายใหญ่ รายเล็ก

ผ่านตาสัปรด ผู้นำชุมชน หมู่บ้าน และรายงานผล เข้าสู่ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดที่รับผิดชอบเพื่อสรุปผลรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด ที่รับผิดชอบ ขึ้นสู่กระทรวงมหาดไทย เป็นลำดับไป ณ.หอประชุมบ้านหัวฝาย หมู่ที่ 13 ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย
ธนกฤต วรรมณี ผู้สื่อข่าวเชียงราย รายงาน ปกครองบ้านดู่ถ่ายภาพ

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026″

แชร์เนื้อหานี้

พัฒนาภาคเกษตรสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรูป ให้โด้มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีเป็นประธานเปิดงาน สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานเพชรบุรี 2026
โดยนายวันชัย นิลวงศ์ เกษตรจังหวัดเพชรบุรีกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน ณ ลานโปรโมชั่น 1 สุดการค้าเซ็นทรัลมหาชัยจังหวัดสมุทรสาคร

จังหวัดเพชรบุรีร่วมกับ สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี เปิดตัวดำเนินงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026 ” ตามโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปิงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดเพชรบุรี โครงการพัฒนาภาคเกษตรส่ความมั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมและเทคโลยี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ข้าว และสินค้าเกษตรแปรรป ให้ได้

มาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ กิจกรรม “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้
มาตรฐาน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการหลายภาคส่วนเข้าร่วม นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนายวิทยา ชูแก้วรองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี

นางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์เพชรบุรี นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี นางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ แรงงานจังหวัดเพชรบุรีนางสาวศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาครนางภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาคร นางสาวภัทราภรณ์ เจริญรักษ์ แรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี แรงงานจังหวัดเพชรบุรีปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี

ประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี รองประธานด้านการเกษตร/AFC หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ผู้จัดการศูนย์กลุ่มจังหวัดให้บริการ SME ครบวงจร ภาคกลางตอนล่าง ๒ จังหวัดเพชรบุรี
เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร. นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษรักษาราชการแทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร พาณิชย์จังหวัดสมุทรสาคร ปศุสัตว์จังหวัดสมุทรสาครประธาน ศพก. จังหวัดสมุทรสาคร

โครงการนี้นับเป็นกลไกสำคัญ ในการมุ่งยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าด้วยนวัดกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เภษตรกร พร้อมผลักดันจังหวัดเพชรบุรีสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านเศรษฐกิจการเกษตรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและช่องทางการจำหน่าย ถ่ายทอดเรื่องราว (Story) ของสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เช่น ทุเรียนบ้าเด็ง กล้วยหอมทอง น้ำตาลสด ขนมหม้อแกง สร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค ขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง.

เปิดประตูสู่เมือง 3 รส เปรี้ยว เต็ม หวาน ของคีเมืองเพชรบุรี ในงาน “มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพชรบุรี 2026″ พบกับ ของดี ของเด็ด ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่ได้รับมาตรฐาน ของจังหวัดเพชรบุรี มากกว่า 30 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมความบันเทิงจัดเต็มตลอดงาน การแข่งขันกินจุ”ซองดีเพชรบุรี” วันที่ 13 กรกฎาคม 2569การแสดงมินิคอนเสิร์ต มาให้ฟินติดขอบเวที จาก กานต์ ทศน วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 รางวัลจากกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมาย อาทิ นาทีทอง

กิจกรรมหิ้วถุงผ้าแลกสินค้าอัตลักษณ์ฟรี วันละ 100 ชิ้น ทุกวัน ข้อปสินค้าครบทุก 100 บาท ลุ้นรับทองคำหนัก 1 สลึง พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมาย วันที่ 9-14 กรกฎาคม 2569
เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร จัดโดย สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ / พลิกฟื้นเสน่ห์ เมืองเก่านราธิวาส สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับสากล UNDP ผนึกกำลัง 5 ชุมชน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดนราธิวาสเดินหน้ายกระดับคุณค่าประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำบางนราสู่เวทีโลก เปิดตัวโครงการจับมือ 5 ชุมชนเมืองเก่า หนุนเศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งเป้ากระจายรายได้สู่กลุ่มเปราะบาง สตรี และเยาวชน ภายใต้การสนับสนุนทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ณ ร้าน WASEA BY NASIR อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการและการลงนามประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ

“โครงการการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทเมืองเก่านราธิวาส” (Sustainable Tourism Development in the Context of Narathiwat Old Town) ผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท รู้รักสามัคคีนราธิวาส (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด โดย นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช กรรมการผู้จัดการ นายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และตัวแทนชุมชนเมืองเก่านราธิวาสทั้ง 5 ชุมชน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช เปิดเผยว่า จังหวัดนราธิวาสได้รับขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่เขตเมืองเก่าที่มีคุณค่าและอัตลักษณ์โดดเด่น การขับเคลื่อนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNDP ภายใต้กรอบโครงการ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับพื้นที่ในประเทศไทย ระยะที่

2 ” โดยจะเน้นการดึงส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ผู้สูงอายุไปจนถึงคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันรวบรวมเรื่องเล่า (Storytelling) พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และปั้นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เพื่อสร้าง “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” (Cultural Economy) ที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ด้าน อาจารย์สมมาตร ดารามั่น ปราชญ์ชาวบ้าน ได้สะท้อนถึงเสน่ห์ลุ่มน้ำบางนราที่หล่อหลอมวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม ไทย พุทธ จีน และมลายู มานับร้อยปี โดย 5 ชุมชนนำร่องในเขตเมืองเก่ามีอัตลักษณ์ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเสพประสบการณ์จริง ประกอบด้วย 1. ชุมชนตลาดเก่า (กะดาบาร์บี้): ย่านการค้าที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แหล่งภูมิปัญญาอาหารทะเลแปรรูป เช่น น้ำบูดู และข้าวเกรียบปลา 2. ชุมชนท่าเรือ:

แหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตริมน้ำ อู่ต่อเรือกอและ และเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการบำบัดฟื้นฟูสังคม 3. ชุมชนท่าเรือ 2000: สัมผัสบรรยากาศตลาดปลาเย็นๆ วิถีประมงพื้นบ้านที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น 4. ชุมชนตลาดสด (ตลาดมะลิ): ที่ตั้งของ “บ่อแรกของนราธิวาส” ที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดี และแหล่งรวมเมนูอาหารพื้นถิ่นในตำนานอย่าง โยะอีแก่ และข้าวเกรียบบางนราที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5. หมู่บ้านชาวประมง: ไฮไลท์วิถีชีวิตธรรมชาติริมชายฝั่งที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่หาดูได้ยากในเมืองใหญ่

สำหรับโครงการดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติเศรษฐกิจโดยการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง สร้างโอกาสทางอาชีพใหม่ให้กลุ่มผู้หญิง เยาวชน และผู้สูงอายุ มิติสังคมและวัฒนธรรมสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแปรรูปอาหาร ผ่าน “กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้”มิติต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมมุ่งเน้นการลดขยะริมน้ำ ลดการใช้พลาสติก และฟื้นฟูระบบนิเวศริมแม่น้ำบางนรา

นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายในการจัดทำระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น QR Code หรือ YouTube เพื่อปักหมุดเรื่องเล่าของแต่ละมุมเมือง และส่งเสริมให้คนในพื้นที่ทำข้อมูลสุขภาพชุมชน (SDGs Profile) เพื่อสร้างเมืองเก่านราธิวาสให้น่าอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs 2030 อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ทั้งนี้จังหวัดนราธิวาสเป็น 1 ใน 5 จังหวัดเป้าหมายที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP ในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน (Community-Driven Solutions) เพื่อยกระดับดัชนีการพัฒนาเป้าหมายความยั่งยืน (SDG Localisation) ในพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกมิติ
/////////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส/0896579170

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /รองผู้ว่าฯจ.น่าน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 หรือ OTOP Product Champion : OPC

แชร์เนื้อหานี้

ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 9.30 น. ณ โรงแรมดิอิมเพรส น่าน ตำบลดูใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดสรรและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดน่าน ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน สามารถพัฒนาต่อยอดสู่ระดับประเทศ

รวมทั้งเป็นการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ ใช้ประกอบการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ ตลอดจนประชาสัมพันธ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป สามารถสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน พร้อมกระตุ้นให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกำหนดการในงาน เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 – 08.30 น. ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงาน เวลา 08.30 – 09.00 น. แขกผู้มีเกียรติเยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดน่าน ภายในบริเวณงาน จากนั้นเวลา 09.30 น. เป็นพิธีเปิดงาน โดยประธานเดินทางมาถึงบริเวณงาน เยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดน่าน ชมการแสดง

นายสุทธิรักษ์ ศรีเสเลิศ พัฒนาการจังหวัดน่าน กล่าวรายงาน และประธานกล่าวเปิดกิจกรรมการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับจังหวัดน่าน พร้อมถ่ายภาพร่วมกันบนเวทีภายหลังพิธีเปิด ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป คณะทำงานจะดำเนินการพิจารณาตรวจสอบและกลั่นกรองผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ระดับจังหวัดน่าน

ทั้งนี้ จังหวัดน่านขอเชิญชวนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่สนใจ ร่วมติดตามและให้กำลังใจผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดน่าน เพื่อร่วมส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP น่าน

สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปจังหวัดน่าน จัดพิธีเปิดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569 ระดับจังหวัด/บึญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงานจังหวัดน่าน จัดพิธีเปิดการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2569 ระดับจังหวัด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ประชุมจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา รายงานตัวชี้วัดการขับเคลื่อนแผนพัฒนากาการศึกษา จังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านประจeปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (กลุ่มพิการและกลุ่มเปราะบาง)

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน
นายกิตติพัทธ์ อานุภาเวนะวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิอนุกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์เป็นประธานเปิด
การประชุมจัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา รายงานตัวชี้วัดการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการศึกษา
จังหวัดน่าน และแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัดน่านประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในหน่วยงานทางการศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมประชุมซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะเป็นการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการและกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่จังหวัดน่านจะมี
หน่วยงานทางการศึกษาที่เป็นเจ้าภาพหลัก คือ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน โรงเรียนน่านปัญญานุกูล

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 56 จังหวัดน่าน และยังมีภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานทางการศึกษาอีก
หลายแห่ง เนื่องจากว่าจังหวัดน่านมีเด็กกลุ่มเหล่านี้ทุกพื้นที่ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน ได้เล็งเห็น
ความสำคัญ ความยากลำบากในการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการเหล่านี้ การบูรณาการภาคีเครือข่าย
การพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่านจากทุกภาคส่วน

การศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของมนุษย์ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นสร้างโอกาส
ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแล

สนับสนุน และสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึงเป็นพิเศษมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ให้บรรลุ
ความสำเร็จได้ก็จะเกิดขึ้นได้จากการประชุม สร้างความเข้าใจ ร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันในการทำงาน
ก็จะเกิดความสำเร็จตามเป้าหมายตัวขี้วัดความสำเร็จที่กำหนดในแผนฯ

การจะชับเคลื่อนแผนพัฒนาการจัดการศึกษาจังหวัดน่านและแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาจังหวัด
น่าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569ให้ประสบความสำเร็จและตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงได้นั้น
“ข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นปัจจุบัน” จึงเป็นหัวใจสำคัญเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทาง
หากเรามีฐานข้อมูลสารสนเทศ (Big Data)

ด้านการศึกษาของกลุ่มผู้พิการและกลุ่มเปราะบางที่ชัดเจน
ครอบคลุมในทุกมิติ เราก็จะสามารถมองเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง สามารถกำหนดตัวชี้วัด วางแผนการ
จัดสรรทรัพยากร รวมถึงออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดการประชุมในวันนี้ได้มีการบรรยายพิเศษเป้าหมายการจัดการศึกษาการพัฒนาทักษะอาชีพ

ให้กับกลุ่มเด็กพิการกลุ่มเปราะบางจากนายกิตติพัทธ์ อานุภาเวนะวัฒน์ บรรยายบทบาทหน่าที่จองสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่านและติดตามการดำเนินงานตามตัวชี้วัดความสำเร็จของแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดน่านและแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาประจำปีงบประมาณ 2569 จากนางสกนธรัตน์ วงษ์สิริโชตน์ ผอ.กลุ่มนโยบายและแผนสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดน่าน การนำเสนอข้อมูลจำนวนนักเรียนแยกตามกลุ่มเด็กพิการ ผลการจัดการศึกษาหรือผลการพัฒนาทักษะอาชีพให้กับเด็กพิการฯรวมทั้งสถาพปัญหา อุปสรรค ซึ่งเกี่ยวข้องในปีการศึกษา 2568 จาก

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน
2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 จังหวัดน่าน
3 โรงเรียนน่านปัญานุกูล
4 โรงเรียนบ้านหนองรัง
นอกนั้นยังมีการวิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ การบูรณาการการดำเนินร่วมกันของหน่วยงานทางการศึกษาที่จัดการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเปราะบางในปีการศึกษา 2569 การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการศึกษากลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเปราะบางระดับจังหวัด/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ตร.ภูธรโคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาวัดหนองแขม หมู่ที่ 10 ต.หนองแขม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรีโดย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.พุฒิพงศ์ พุฒฤทธิ์ รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป. (ชุดชุมชนสัมพันธ์) พรัอมด้วย นายณัฏฐพงษ์ อารยางค์กูร ประธาน กต.ตร. สภ.โคกสำโรง พร้อมคณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง

ดร.มโน มณีฉาย สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง นางประชัน ยิ้มละไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอโคกสำโรง นายเชาวลิตร สุดเพียร กำนันตำบลหนองแขม นางสำอางค์ อยู่แย้ม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแขม

นางสาว ศศิมา สกุลเต็ม พญาบาลเทคนิคชำนาญงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองแขม ผู้นำท้องที่ คณะกรรมการคุ้ม ผู้บำบัด และครอบครัว ร่วมกันดำเนินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

ทั้งนี้ ผกก.สภ.โคกสำโรง คณะ กต.ตร. สภ.โคกสำโรง ได้นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นเพื่อมอบให้ผู้ป่วยติดเตียง ตำบลหนองแขม จำนวน 8 คนพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2569

ของสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง ในวันนี้ได้ดำเนินการตามโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม นำพาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ของทั้ง 4 หมู่บ้าน ในตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี จำนวน 30 คน ผ่านการบำบัดฟื้นฟู นำไปสู่ชุมชนเข้มแข็งแบบยั่งยืน

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ โดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้

หมู่บ้านและชุมชน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด อันจะนำไปสู่การสร้าง ตำบลยั่งยืน ตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์ผลผลิตแปลงใหญ่สวนส้มโอ ณ.อ.นครชัยศรี

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามสถานการณ์ผลผลิตแปลงใหญ่สวนส้มโอ ณ สวนส้มโอของนายมงคลวิทย์ ธนะแก่นจันทร์ ประธานแปลงใหญ่ส้มโอตำบลดอนแฝก อำเภอนครชัยศรี

จังหวัดนครปฐม ปลูกส้มโอบนเนื้อที่ 15ไร่ ประกอบด้วยพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง พันธุ์ทองดี และพันธุ์ทับทิมสยาม โดยมีนางณัฐทิยา อชิตกุล เกษตรอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนครชัยศรี ลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์แหล่งปลูกส้มโอคุณภาพดีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อันเป็นอัตลักษณ์และสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของจังหวัดนครปฐม

ประกอบกับการเตรียมความพร้อมต้อนรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตส้มโอนครชัยศรี ซึ่งจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนที่จะถึงนี้ โดยช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นช่วงที่ส้มโอนครชัยศรีมีรสชาติหวานอร่อย กลมกล่อม และมีคุณภาพดีที่สุดในรอบปี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ขยายช่องทางการตลาดเชิงรุก และเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่ต้องการสั่งซื้อผลผลิตเกรดพรีเมียมจากสวนของเกษตรกรโดยตรง รวมถึงประชาสัมพันธ์งานส้มโอนครชัยศรี ครั้งที่ 7 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-19 กรกฎาคม 2569 นี้
สมคิด พรมมี ผู้สี่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ Skateboarding Day 2026” รวมพลสายสตรีท สร้างสีสันเมืองกีฬา อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

นายนคร ผลลูกอินทร์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมงานแข่งขันสเก็ตบอร์ด “Pattaya Go Skateboarding Day 2026” ที่ลานกิจกรรมหาดจอมเทียน ข้างสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา สาขาโค้งดงตาล จังหวัดชลบุรี ที่จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา เมืองพัทยา

ในพิธีการแข่งขัน นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงศ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ได้มอบหมายให้นายนายวิสิษฐ์ศักดิ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดการแข่งขัน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสเก็ตบอร์ด เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้แสดงออกถึงความสามารถอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในกีฬาประเภทนี้ และร่วมผลักดันให้เมืองพัทยาก้าวสู่การเป็นเมืองกีฬา (Sport City) อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการแข่งขันหลากหลายประเภท ได้แก่ High Ollies, Kickflip Long Ollies, Skate Jam, Ramp Jam และ Best Trick ทั้งในรุ่น Amateur และ Open ซึ่งได้รับความสนใจจากนักสเก็ตบอร์ดเข้าร่วมแข่งขันอย่างคึกคัก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและพลังของกลุ่มคนรักกีฬาสตรีทร่วมสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ของเมืองพัทยา และเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับที่สูงขึ้นในอนาคตต่อไป

อเกณฑ์ พัทยา จับมือนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู กระตุ้นท่องเที่ยว

ค่ำวันที่ 5 ก.ค.69 โครงการอเกณฑ์ พัทยา คอมมูนิตี้มอลชื่อดังริมถนนพัทยาเหนือ ได้ร่วมกับสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) โดย อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว บ้านยันต์มงคลเศรษฐี พัทยา ในฐานะนายกสมาคมสืบสานวัฒนธรรมการยันต์ไทย (ชลบุรี) จัดงานมูเตลู โดยใช้พื้นที่ลาน XL ของโครงการอเกณฑ์ พัทยา เป็นสถานที่จัดงาน

กิจกรรมงานมูเตลู เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยาสำหรับนักท่องเที่ยวสายมู หรือกลุ่มมูเตลู ที่เดินทางท่องเที่ยวโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสักการะ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมดวงชะตา และขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น ความรัก การงาน หรือโชคลาภ การเดินทางรูปแบบนี้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาที่ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ในงานได้มีการให้ความรู้เรื่องต่างๆ ทั้งฮวงจุ้ย การสักยันต์มงคล และการดูดวง โดยมี อ.พยัคฆ์ เขี้ยวแก้ว และ อ.ภูเดชา วิทยาธนะสกุล วิทยากรผู้เชี่ยวชาญตัวแทนเมืองพัทยา มาร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมกิจกรรมร่วมสนุกกับผู้ที่เจ้าร่วมกิจกรรมด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ท่าหลวง จ.ลพบุรี เปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด”

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 17.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอท่าหลวงนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ประธานพิธี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้กำกับการสถานีตำรวรภูธธธรท่าหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ทุกท่านพร้อมบริเวณในพิธีเปิดกิจกรรม “Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อำเภอท่าหลวง ในวันนี้

ด้วยปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและมอบให้เป็นนโยบาย Operation 90 Daysผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ที่หน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วน การจัดกิจกรรม

ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด Kick off Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ของอำเภอท่าหลวง เป็นมาตรการดำเนินงานหนึ่งที่สำคัญยิ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นำมาตรการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่

อำเภอท่าหลวง ได้ร่วมบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์งค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุข และภาคประชาชน เพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจร่วมกันโดยมีเป้าหมายในการลดปัญหายาเสพติด สร้างความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และปลอดจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง จำนวน 9 ประเด็น ได้แก่(1) การบุกรุกที่ดิน
สาธารณะ(2) อาชญากรรมทางเทคโนโลยี(3) ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมิมีนี)(4) ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(5) การฟอกเงิน(6) ผู้มีอิทธิพล(7) หนี้นอกระบบ(8) ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและ (9) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมันคง ในการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความเห็นชอบ Operation 90

Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด (ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569)ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเร่งรัดการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์และแสดงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบ
ปรามยาเสพติดในพื้นที่อย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 90 วัน โดยมีเป้าหมายในการลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด ค้นหาและนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดพื้ดฟื้นฟู ขยายผลจับกุมผู้ค้าและเครือข่ายยาเสพติด ตลอดจนสร้างความ

ปลอดภัยและความผาสกให้แก่ประชาชน การจัดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านความมั่นคง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคล่วมที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนการกิจดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรมต่อไป.

สนอง แท่นสูงเนิน ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกรัฐมนตรีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินฯ บึงกาฬ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพการพัฒนาเมือง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่บริเวณโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

โดยมี นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดินในโครงการ และประชาชนร่วมพิธี

นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า จังหวัดบึงกาฬเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการพัฒนาเมือง การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายถนนและระบบสาธารณูปโภค

จะช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสการลงทุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมืองที่สนับสนุนการดำเนินโครงการจนประสบผลสำเร็จ

ด้านนางสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมือง โดยอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินในการจัดสรรพื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน

สำหรับโครงการในจังหวัดบึงกาฬ เจ้าของที่ดินได้ร่วมเสียสละพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภค คิดเป็นมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดถนนตามผังเมืองสาย ก4 ขนาดเขตทาง 12 เมตร ระยะทาง 530 เมตร เชื่อมต่อกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดปัญหาการจราจร และเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน

โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบโฉนดที่ดินแก่เจ้าของที่ดินในโครงการ มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีต่อความสำเร็จของโครงการ โดยระบุว่า การจัดรูปที่ดินเป็น

เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐและประชาชนร่วมกันพัฒนาพื้นที่ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐาน เพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศได้ในอนาคต

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี รองนายกรัฐมนตรีและคณะได้ร่วมเปิดใช้ถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการ และเยี่ยมชมพื้นที่โครงการ ท่ามกลางความยินดีของประชาชนในพื้นที่
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

#สื่อรัฐทีวี#สื่อรัฐนิวส์ /สนง.กปร. และ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจฯ มุ่งพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเกษตร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 1 ก.ค.69 นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ณ ห้องประชุมสภา ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริและคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามในวันนี้ (1 ก.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ

เพื่อการขับเคลื่อนการเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปและการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส

โดยความร่วมมือครั้งนี้เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาทักษะ ด้านกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การ

บริหารวัตถุดิบ รวมไปถึงการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงแก่กลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาด้านการตลาด การจัดการสต็อกสินค้า และช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมถึงการบริการวิชาการ และพัฒนาทักษะการแปรรูปผลผลิตทาง

การเกษตรแก่ประชาชนและนักศึกษา ก่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมและขยายผลแก่ราษฎรในพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ในการนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ปลากุเลาเค็มตากใบ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกาะหัวใจเกื้อกูลบ้านปูลา โต๊ะบีซู นวัตกรรม

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรงแก้จนและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมจังหวัดนราธิวาส ผลิตภัณฑ์ อย. ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมห้องเรียนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาคารวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ณ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส
/////////////////////////////////////////////////
ภาพ/ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/จ.นราธิวาส 0896579170

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ป.ป.ส.ภ.7 ร่วมกับ กองทุนแม่ของแผ่นดินจ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2569 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569

โดยมี นางมนัญญา ไวอัมภา ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 7 (ปปส.ภ.7) นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายยูซบ โต๊ะวัง. ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายสมปอง นุชนงค์ นายกอบต.ทองมงคล นายอังกินันท์ แก้วไทรนันท์ สจ.เขต 4 อำเภอบางสะพาน ตัวแทนจากพัฒนาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน และแขกผู้มีเกียรติร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับ

นายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้การถึงกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569 ว่า เนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งองค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นการรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบ

ต่อสังคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เป็นวัยเสี่ยงต่อการหลงเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และอนาคตของเยาวชนเหล่านั้น ด้วยความสำคัญ

เครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีของสังคม จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการป้องกัน และปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้แก่นักเรียน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติดให้แก่นักเรียน ส่งเสริมทักษะการป้องกันตนเองจากยาเสพติดและสิ่งเสพติดให้โทษ ปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต ตลอดจนส่งสริมกิจกรรมที่เป็น

ประโยชน์และสร้างสรรค์ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเป็นแกนนำในการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในตลอดจนมุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด รู้จักวิธีการป้องกันตนเองจากยาเสพติด เห็นคุณค่าของชีวิต และสามารถเป็นแกนนำในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชนได้ ซึ่งในวันต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2569 ได้มีคำขวัญว่า “รวมพลังไทย ต้านภัยยาเสพติด”

/////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี”

แชร์เนื้อหานี้

“แม้ลมหายใจจะสิ้นสุด…แต่การกลับบ้านต้องไม่สิ้นหวัง”สภาสังคมสงเคราะห์ฯ รับมอบรถและอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียทั่วประเทศวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีรับมอบรถตู้ รถกระบะ และอุปกรณ์สนับสนุนโครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี”

เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ยากไร้ ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือประสบปัญหาในการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนา โดยมุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งต่อความช่วยเหลือในวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีภายในงานได้รับการสนับสนุนยานพาหนะสำหรับใช้ในภารกิจของโครงการ ประกอบด้วย รถตู้จำนวน 2 คัน และรถกระบะจำนวน 1 คัน จาก นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย (เสก โลโซ) นายสัณณ์ชัย เองตระกูล และ นายวัน อยู่บำรุง พร้อมกลุ่ม “เพื่อนเสก” เพื่อใช้เป็นยานพาหนะหลักในการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยและเหมาะสม

นอกจากนี้ คุณธนัญญา พันธุ์การรุ่ง และคุณวรัทยา ฐานะเตชาภัค ยังได้ร่วมส่งมอบหีบบรรจุศพจำนวน 50 หีบ และผ้าขาวห่อศพจำนวน 50 ชุด เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่เข้ารับบริการภายใต้โครงการ ROAD HOMEร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า

“โครงการ ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้เสียชีวิตกลับสู่ภูมิลำเนาได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย ทั้งยังเป็นการส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังครอบครัวที่กำลังเผชิญความสูญเสียในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด สะท้อนพลังแห่งการแบ่งปันและการเกื้อกูลกันของสังคมไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามทุกข์ยาก เพื่อให้ผู้ล่วงลับได้กลับบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี และเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัวในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจมากที่สุด”

โครงการ “ROAD HOME ส่งผู้เสียชีวิตกลับบ้าน บริการฟรี” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบความเดือดร้อนทั่วประเทศ โดยเฉพาะครอบครัวผู้สูญเสียที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้สามารถนำผู้ล่วงลับกลับสู่บ้านได้อย่างเหมาะสม ได้รับการดูแลด้วยความเคารพและเกียรติยศแห่งความเป็นมนุษย์

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการและร่วมส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้ เพราะทุกน้ำใจที่มอบให้ ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเติมกำลังใจให้ผู้คนก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า และสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงอบอุ่นและไม่ทอดทิ้งกัน“เพราะแม้การจากลาจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การได้กลับบ้าน คือความปรารถนาครั้งสุดท้ายที่ทุกคนควรได้รับ”

เบื้องหลังความสำเร็จของ “เยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 2569” กว่าจะผ่านด่านหินคัดเลือกประวัติและผลงานระดับประเทศ!

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ นำโดย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้จัดประชุมนัดสำคัญ ณ ห้องประชุม 207 ตึกมหิดล เพื่อพิจารณาและรับรองผลการคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ งานนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารและที่ปรึกษาระดับประเทศร่วมขับเคลื่อน:

พลตำรวจโท ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ (ที่ปรึกษา)คุณกษมน กิตติอำพน (ที่ปรึกษา)รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ ศรีศิริวัฒน์ (รองเลขาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมการฯ)พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักสงเคราะห์และสวัสดิการสังคมทุกรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือก สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างแท้จริง!มาร่วมส่งกำลังใจและรอติดตามประกาศรายชื่อเยาวชนต้นแบบประจำปีนี้ไปพร้อมกัน! กดไลก์ กดแชร์ เพื่อสนับสนุนพลังของเยาวชนไทยใต้คอมเมนต์นี้เลยครับ

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพ รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อม น่าน–อุตรดิตถ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องคอนแวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 โรงแรมดิ อิมเพลส น่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน กรมทางหลวงจัดการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนาครั้งที่ 1) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 (อ.นาน้อย) เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 1339 (อ.น้ำปาด)

เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ ก่อนดำเนินการศึกษาและออกแบบเส้นทางคมนาคมสายสำคัญที่เชื่อมโยงจังหวัดน่านกับจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีนายพิทยา แก้วโพนยอ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงน่านที่ 1 เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมประชุม

สำหรับโครงการดังกล่าว กรมทางหลวงมีแนวทางศึกษาพัฒนาเส้นทางคมนาคมบริเวณทางหลวงหมายเลข 1026 และทางหลวงหมายเลข 1339 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ และอุตรดิตถ์ โดยมุ่งยกระดับโครงข่ายทางหลวงด้านทิศใต้ของจังหวัดน่านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อสู่พื้นที่เขื่อนสิริกิติ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค อันจะเป็นการสนับสนุนการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในอนาคต

พื้นที่ศึกษาครอบคลุมทางหลวงหมายเลข 1026 ช่วงกิโลเมตรที่ 34+942 ถึงกิโลเมตรที่ 75+957 และทางหลวงหมายเลข 1339 ช่วงกิโลเมตรที่ 46+500 ถึงกิโลเมตรที่ 101+218 รวมระยะทางประมาณ 95.733 กิโลเมตร โดยจะดำเนินการสำรวจ ศึกษา และออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรมให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ปริมาณการจราจรในอนาคต ระบบระบายน้ำ สาธารณูปโภค และองค์ประกอบด้านความปลอดภัย เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการสัญจรของประชาชน

ทั้งนี้ เนื่องจากแนวเส้นทางบางช่วงพาดผ่านพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โครงการจึงอยู่ในข่ายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) เพื่อศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน พร้อมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด

นายพิทยา แก้วโพนยอ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงน่านที่ 1 กล่าวว่า การจัดประชุมปฐมนิเทศโครงการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน รวมถึงร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการศึกษาและออกแบบโครงการให้มีความเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

กรมทางหลวงคาดว่า การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 เชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข 1339 จะเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินทางและการขนส่ง ส่งเสริมการท่องเที่ยว เชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง และสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กรมทางหลวง เดินหน้าโครงการสำรวจและออกแบบเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวงหมายเลข 1026 เชื่อมทางหลวงหมายเลข 1339 รับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมจังหวัดน่าน–อุตรดิตถ์/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กฟผ. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปี 2572

แชร์เนื้อหานี้

นครราชสีมา – การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับบริษัท ทรานส์ เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนลำตะคอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

(อพ.สธ.คลองไผ่) ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การประชุมครั้งนี้มี นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายปกรณ์ ประดิษฐ์ทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ 2 กฟผ. ร่วมชี้แจงรายละเอียดโครงการแก่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง ผลการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำว่า ประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เป็นอย่างมาก โดยสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ชาวบ้านคำนึงถึงคือเรื่องความปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตรวมถึงโครงสร้างของเขื่อน แต่โดยภาพรวมแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมและเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้าง โดยมีข้อเงื่อนไขว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถตอบคำถามและชี้แจงข้อกังวลในจุดต่างๆ ให้ชัดเจน หากสามารถสร้างความมั่นใจได้ก็พร้อมสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการต่อ

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันประเทศยังคงพึ่งพาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก การเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดจะช่วยลดมลพิษที่เป็นพิษจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมลงได้ ส่วนในเรื่องความมั่นคงทางพลังงานนั้น หากมองในภาพรวมของทั้งประเทศปัจจุบันถือว่ามีความเสถียรอยู่แล้ว แต่โครงการนี้มีลักษณะเด่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหาก

เป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น เช่น พลังงานจากขยะ ก็อาจจะมีประเด็นเรื่องมลพิษที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันออกไป โดยโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1.5 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ได้เชิญประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตรโดยรอบพื้นที่โครงการมาร่วมพูดคุย ซึ่งแม้ว่าชาวบ้านแต่ละคนจะมีความกังวลที่แตกต่างกันไป ทำให้เกิดความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการสื่อสารเพื่อคลายความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ผนึกกำลังเปิดแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ชูแนวคิด “เปิดพื้นที่สร้างความดี คืนคนดีสู่สังคมน่าน”

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่าน, วันที่ 23 มิถุนายน 2569 – เมื่อเวลา 09.20 น. ที่ผ่านมา ได้มีการจัดพิธีเปิดกิจกรรมแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย ภายใต้ชื่องาน “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ณ ศูนย์เตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนกลับคืนสู่สังคม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีการจัดงานในครั้งนี้

ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Open Heart & Open Hub “เปิดพื้นที่สร้างความดี คืนคนดีสู่สังคมน่าน” ซึ่งเกิดจากพลังการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหลายภาคส่วน ได้แก่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน, เรือนจำจังหวัดน่าน, ศูนย์ประสานงานเครือข่ายคุณธรรมจังหวัดน่าน, กองทุนพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเยาวชนจังหวัดน่าน (DNYC) และภาคีเครือข่ายคุณธรรมจังหวัดน่าน โดยมี นางภัทรภร ชัยวัฒนกุล วัฒนธรรมจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

นางสาวรัตนภรณ์ เวียงนาค ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดน่าน ได้กล่าวต้อนรับและให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยที่ก้าวพลาดนั้น หลายคนเป็นผู้มีความรู้และการศึกษาในระดับที่ดี แต่สิ่งที่ทำให้พลาดพลั้งคือการขาด “สัมมาทิฏฐิ” ขาดการยับยั้งชั่งใจ และขาดคุณธรรมกำกับใจ ดังนั้น ภารกิจสำคัญของเรือนจำจึงไม่ใช่เพียงการบังคับโทษตามกฎหมาย แต่คือกระบวนการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัย เพื่อคืนคนดีให้กลับสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

ทางเรือนจำจึงให้ความสำคัญกับการนำ “หลักคุณธรรม” มาเป็นเครื่องมือหลักในการปรับเจตคติ เพื่อให้สังคมหยิบยื่น “โอกาส” ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขาสอดคล้องกับ นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ที่เน้นย้ำว่า การยกระดับเรือนจำชั่วคราวเขาน้อยให้เป็น “แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม” จะเป็นการเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของความดีและการแบ่งปัน ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันทางจิตใจที่สำคัญให้กับคนในสังคมน่านสืบต่อไป

ภายในงานได้เปิดพื้นที่แหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วยการออกบูธจำหน่ายสินค้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดน่านการจัดกิจกรรม “Open Hub” (โอเพ่นหับ) เพื่อเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรมกิจกรรมสาธิตทางภูมิปัญญาของชุมชนและผู้ต้องขังการแสดงความสามารถจากผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดน่าน

นอกจากนี้ การจัดงานยังได้รับการสนับสนุนด้านอาหารและเครื่องดื่มจาก รีสอร์ท Visama Explorer Nan (วิศามา เอ็กซ์พลอเรอร์ น่าน) อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน อีกด้วย การจัดงาน “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดน่านที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่พร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสังคมน่านให้เป็นสังคมแห่งการให้โอกาส มีความเอื้ออาทร และน่าอยู่ตลอดไป

จังหวัดน่าน ผนึกกำลังเปิดแหล่งเรียนรู้เชิงคุณธรรม เรือนจำชั่วคราวเขาน้อย “Hub Phoei Nan Moral Fair 2026” ชูแนวคิด “เปิดพื้นที่สร้างความดี คืนคนดีสู่สังคมน่าน”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “ลานแบ่งปัน” เปิดพื้นที่แห่งโอกาส ช่วยผู้ไร้บ้านเข้าถึงสิทธิ-สวัสดิการ ย้ำทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ วัดสุทธจินดา อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เครือข่ายทีมดูแลคนเมือง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม จัดกิจกรรม “ลานแบ่งปัน” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ไร้บ้านเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และความช่วยเหลือที่จำเป็นในการดำรงชีวิต พร้อมสร้างความเข้าใจให้สังคมเห็นว่าผู้ไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาของเมือง แต่เป็นประชาชนกลุ่มหนึ่งที่สมควรได้รับโอกาสและการยอมรับอย่างเท่าเทียม

อาจารย์จันทร์เพ็ญ เกตุสำโรง ประธานหลักสูตรนวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เปิดเผยว่า กิจกรรม “ลานแบ่งปัน” จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 21 ของเดือน โดยเป็นความร่วมมือของเครือข่ายทีมดูแลคนเมืองและหน่วยงานภาคีที่ทำงานด้านการช่วยเหลือผู้ไร้บ้านในพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญ

การส่งเสริมให้ผู้ไร้บ้านสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของภาครัฐ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ไร้บ้าน และสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการของรัฐ โดยมีหลายหน่วยงานร่วมดำเนินงาน อาทิ สถานีกาชาดที่ 4 นครราชสีมา สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มซานตาคลอส มูลนิธิแบ่งปัน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ และภาคีเครือข่ายด้านสาธารณสุข

ภายในงานมีการมอบอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของจำเป็น รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการ พร้อมเปิดพื้นที่ทางสังคมให้ผู้ไร้บ้านได้พบปะ พูดคุย และสร้างเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนได้รับการเยียวยาทางใจผ่านกิจกรรมทางศาสนาและชุมชนอาจารย์จันทร์เพ็ญ กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้ไร้บ้านสะท้อนในช่วงฤดูฝนคือการหาสถานที่พักอาศัยที่ปลอดภัยทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันหลายคนยังต้องการโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะงานรับจ้างรายวันที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้ไร้บ้าน จึงอยากเห็นหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเปิดโอกาสด้านการจ้างงานให้กับคนกลุ่มนี้มากขึ้น

จากการสำรวจข้อมูลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่ามีผู้ไร้บ้านมากกว่า 100 คน แบ่งเป็นทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นประจำและผู้ที่เดินทางผ่านเข้ามาจากจังหวัดอื่น เนื่องจากนครราชสีมาเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการคมนาคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งนี้ อาจารย์จันทร์เพ็ญ ย้ำว่า ผู้ไร้บ้านไม่ใช่ปัญหาของเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ควรได้รับโอกาสและการยอมรับเช่นเดียวกับประชาชนทุกคน เพราะสิ่งที่ผู้ไร้บ้านต้องการมากที่สุด ไม่ได้มีเพียงความช่วยเหลือด้านวัตถุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเข้าใจ การยอมรับ และการมองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคมอีกด้วย.

ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สว.ชีวะภาพ เปิดตัว “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” นำร่องเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ ดัน “ลำน้ำแม่ลา” สู่ Ramsar Site

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา ”แนวทางการขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งสิงห์บุรีเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์ (Singburi Sandbox)”

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย ดร.ภานุวัฒน์ คำไสย เลขาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและโฆษกโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ตลอดจนนักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมโกลเด้นดราก้อนรีสอร์ท จังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วุฒิสภาร่วมกับจังหวัดสิงห์บุรี และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดสัมมนาเปิดตัวโครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” (Singburi Sandbox) เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสิงห์บุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน


นายชีวะภาพ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับเป้าหมายระดับประเทศ ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” จะมุ่งเน้นการดำเนินงานครอบคลุม 6 ด้านหลัก ประกอบด้วย:

  1. ภาคเกษตรกรรม: ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และรณรงค์ลดการเผาตอซัง
  2. เพิ่มพื้นที่สีเขียว: เร่งปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับคาร์บอน
  3. พลังงานสะอาด: สนับสนุนการติดตั้งและใช้งานระบบโซลาร์เซลล์
  1. ระบบขนส่งสีเขียว: ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริหารจัดการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ภาคอุตสาหกรรม: ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต
  3. ภาคประชาชน: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับครัวเรือนและชุมชน
    ดัน “ลุ่มน้ำแม่ลา” สู่พื้นที่ชุ่มน้ำโลก คืนถิ่นปลาช่อนแม่ลา คือการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลาให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำต้นแบบด้านการกักเก็บคาร์บอนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมทั้งเตรียมผลักดันขึ้นทะเบียนเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site)
  1. เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสายพันธุ์เด่นในพื้นที่อย่าง “ปลาช่อนแม่ลา” รวมถึงนกน้ำหายาก
    นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความร่วมมือด้านองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจาก 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อวางรากฐานให้จังหวัดสิงห์บุรีพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกร ชุมชน และภาคธุรกิจในจังหวัดสิงห์บุรี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จากกลไก “คาร์บอนเครดิต” นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บุญเลิศ ผลอุดม /สายข่าวสิงห์บุรี รายงาน 0892241899

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ พัทยาเปิดแลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมต้อนรับ POP MART Official Store สาขาแรกภาคตะวันออก /นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา และบริเวณชายหาดพัทยากลาง บริษัท POP MART ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเมืองพัทยา จัดพิธีเปิดโครงการ “POP ON THE BEACH” แลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมเปิด POP MART Official Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก น.ส.ศิริพร แสงจันทึก Head of Southeast Asia บริษัท POP MART นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา และนายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนทีเส็บ ภาคกลาง-ตะวันออก ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และกลุ่มนักสะสม Art Toy ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับโครงการ “POP ON THE BEACH” ได้เนรมิตพื้นที่บริเวณชายหาดพัทยากลางให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้ง ภายใต้แนวคิด “CRYBABY Cry Me An Ocean Series” ถ่ายทอดเรื่องราวของอารมณ์ ความรู้สึก และการเยียวยาผ่านโลกใต้ท้องทะเล โดยมีบอลลูน Art Toy ขนาดยักษ์ ความยาว 12 เมตร สูง 8 เมตร จำนวน 4 ชิ้น ตั้งโดดเด่นริมชายหาด พร้อมประติมากรรมคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง CRYBABY, MOLLY และ SKULLPANDA ที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพและเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา

ขณะเดียวกัน POP MART ยังได้เปิด POP MART Official Store ภายใต้แนวคิด “Beachfront Art Toy Destination” บริเวณชั้น 1 ฝั่งริมหาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา รวบรวมสินค้าคอลเลกชันยอดนิยมจากคาแรกเตอร์ชื่อดัง อาทิ LABUBU, MOLLY, SKULLPANDA, CRYBABY, DIMOO และ HIRONO รวมถึงสินค้า Blind Box, Plush และ Mega Collection สำหรับนักสะสมไว้อย่างครบครัน

ทั้งนี้ โครงการ “POP ON THE BEACH” มีเป้าหมายในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรม Pop Culture เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและถ่ายภาพบริเวณชายหาดพัทยากลาง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นี้

นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

วันที่ 19 มิ.ย.69 นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา (PNBA)

ได้จัดทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 51 ปี โดยมีมิตรสหายจำนวนมากเข้าร่วมอวยพร

ทั้งนี้ ได้ใช้สถานที่ภายในร้าน Lisa Guest House จัดทำบุญเลี้ยงพระเถรานุเถระจำนวน 9 รูปจากวัดบุญย์กัญจนาราม โดยได้รับเกียรติจากนางสาวอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เดินทางเข้าร่วมงานบุญดังกล่าว ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

และในวันที่ 20 มิ.ย.69 ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป จะได้มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ปาร์ตี้วันเกิดธีมอาชีพในฝัน สำหรับพี่น้องสมาชิกสมาคม PNBA ที่ร้าน Lisa Guest House และวันที่ 22 มิ.ย.69 เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ร้านยักษ์ใหญ่แดนใต้ ตามกำหนดการต่อไป