คลังเก็บหมวดหมู่: กิจกรรมเพื่อสังคม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /สว.ชีวะภาพ เปิดตัว “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” นำร่องเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ ดัน “ลำน้ำแม่ลา” สู่ Ramsar Site

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา ”แนวทางการขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งสิงห์บุรีเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์ (Singburi Sandbox)”

โดยมี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย ดร.ภานุวัฒน์ คำไสย เลขาสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและโฆษกโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ตลอดจนนักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมโกลเด้นดราก้อนรีสอร์ท จังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วุฒิสภาร่วมกับจังหวัดสิงห์บุรี และภาคีเครือข่ายทางวิชาการ จัดสัมมนาเปิดตัวโครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” (Singburi Sandbox) เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสิงห์บุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำต้นแบบ และส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน


นายชีวะภาพ เปิดเผยว่า โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำที่สอดรับกับเป้าหมายระดับประเทศ ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” จะมุ่งเน้นการดำเนินงานครอบคลุม 6 ด้านหลัก ประกอบด้วย:

  1. ภาคเกษตรกรรม: ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และรณรงค์ลดการเผาตอซัง
  2. เพิ่มพื้นที่สีเขียว: เร่งปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับคาร์บอน
  3. พลังงานสะอาด: สนับสนุนการติดตั้งและใช้งานระบบโซลาร์เซลล์
  1. ระบบขนส่งสีเขียว: ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริหารจัดการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ภาคอุตสาหกรรม: ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต
  3. ภาคประชาชน: ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับครัวเรือนและชุมชน
    ดัน “ลุ่มน้ำแม่ลา” สู่พื้นที่ชุ่มน้ำโลก คืนถิ่นปลาช่อนแม่ลา คือการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ลาให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำต้นแบบด้านการกักเก็บคาร์บอนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ พร้อมทั้งเตรียมผลักดันขึ้นทะเบียนเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site)
  1. เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสายพันธุ์เด่นในพื้นที่อย่าง “ปลาช่อนแม่ลา” รวมถึงนกน้ำหายาก
    นอกจากนี้ โครงการยังได้รับความร่วมมือด้านองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจาก 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อวางรากฐานให้จังหวัดสิงห์บุรีพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โครงการ “สิงห์บุรีแซนด์บ็อกซ์” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดโลกร้อน แต่ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกร ชุมชน และภาคธุรกิจในจังหวัดสิงห์บุรี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จากกลไก “คาร์บอนเครดิต” นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

บุญเลิศ ผลอุดม /สายข่าวสิงห์บุรี รายงาน 0892241899

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ พัทยาเปิดแลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมต้อนรับ POP MART Official Store สาขาแรกภาคตะวันออก /นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา และบริเวณชายหาดพัทยากลาง บริษัท POP MART ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเมืองพัทยา จัดพิธีเปิดโครงการ “POP ON THE BEACH” แลนด์มาร์ก Art Toy ริมชายหาดแห่งแรกของโลก พร้อมเปิด POP MART Official Store สาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก น.ส.ศิริพร แสงจันทึก Head of Southeast Asia บริษัท POP MART นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย ปลัดเมืองพัทยา ปฏิบัติหน้าที่นายกเมืองพัทยา และนายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนทีเส็บ ภาคกลาง-ตะวันออก ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และกลุ่มนักสะสม Art Toy ที่เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับโครงการ “POP ON THE BEACH” ได้เนรมิตพื้นที่บริเวณชายหาดพัทยากลางให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกลางแจ้ง ภายใต้แนวคิด “CRYBABY Cry Me An Ocean Series” ถ่ายทอดเรื่องราวของอารมณ์ ความรู้สึก และการเยียวยาผ่านโลกใต้ท้องทะเล โดยมีบอลลูน Art Toy ขนาดยักษ์ ความยาว 12 เมตร สูง 8 เมตร จำนวน 4 ชิ้น ตั้งโดดเด่นริมชายหาด พร้อมประติมากรรมคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง CRYBABY, MOLLY และ SKULLPANDA ที่กลายเป็นจุดถ่ายภาพและเช็กอินแห่งใหม่ของเมืองพัทยา

ขณะเดียวกัน POP MART ยังได้เปิด POP MART Official Store ภายใต้แนวคิด “Beachfront Art Toy Destination” บริเวณชั้น 1 ฝั่งริมหาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา รวบรวมสินค้าคอลเลกชันยอดนิยมจากคาแรกเตอร์ชื่อดัง อาทิ LABUBU, MOLLY, SKULLPANDA, CRYBABY, DIMOO และ HIRONO รวมถึงสินค้า Blind Box, Plush และ Mega Collection สำหรับนักสะสมไว้อย่างครบครัน

ทั้งนี้ โครงการ “POP ON THE BEACH” มีเป้าหมายในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ ศิลปะร่วมสมัย และวัฒนธรรม Pop Culture เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่จากทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมและถ่ายภาพบริเวณชายหาดพัทยากลาง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นี้

นายก PNBA จัดเลี้ยงเพลพระ 9 รูป ทำบุญวันคล้ายวันเกิด

วันที่ 19 มิ.ย.69 นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา (PNBA)

ได้จัดทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 51 ปี โดยมีมิตรสหายจำนวนมากเข้าร่วมอวยพร

ทั้งนี้ ได้ใช้สถานที่ภายในร้าน Lisa Guest House จัดทำบุญเลี้ยงพระเถรานุเถระจำนวน 9 รูปจากวัดบุญย์กัญจนาราม โดยได้รับเกียรติจากนางสาวอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา เดินทางเข้าร่วมงานบุญดังกล่าว ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง

และในวันที่ 20 มิ.ย.69 ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป จะได้มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ปาร์ตี้วันเกิดธีมอาชีพในฝัน สำหรับพี่น้องสมาชิกสมาคม PNBA ที่ร้าน Lisa Guest House และวันที่ 22 มิ.ย.69 เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์สำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ร้านยักษ์ใหญ่แดนใต้ ตามกำหนดการต่อไป

#สื่อรัฐนิวส์#สื่อรัฐทีวี/ ฮือฮามารีวิทย์! สีสันพานไหว้ครูสุดแหวก มีทั้งรับกระแสบอลโลก 2026-พานพญานาค-พาน 67

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 มิ.ย.69 โรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 โดยมี ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นประธานในพิธีดังกล่าว โดยมีคณะครู และนักเรียนทุกระดับชั้นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ในกิจกรรมได้มีพิธีมอบผ้าให้ครูมารีวิทย์ที่ทำงานครบ 1 ปี และผ่านการพิจารณาเป็นบุคคลากรประจำโรงเรียนจำนวน 13 คน ก่อนจะเป็นพิธีไหว้ครู โดยนักเรียนทั้งหมดต่างร่วมกันขับร้องเพลงพระคุณที่ 3 สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างมาก

ก่อนตัวแทนนักเรียนจะนำพานไหว้ครูรูปแบบต่างๆ ที่มาก้มกราบคุณครู จากนั้นเป็นพิธีมอบเข็มและผูกข้อมือให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยความร่วมมือของรุ่นพี่สู่รุ่นน้องที่ปลูกฝังความรักในรั้วขาวเขียว ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจนกลายเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียนมารีวิทย์แห่งนี้

สีสันและความฮือฮาในงานพิธีไหว้ครู ประจำปี 2569 ของโรงเรียนมารีวิทย์ จะเป็นพานไหว้ครูรูปแบบต่างๆ ที่นักเรียนช่วยกันสร้างสันออกแบบเพื่อสร้างความน่าสนใจ โดยจะมีทั้งพานไหว้ครูรูปฟุตบอลสร้างสีสันรับฟุตบอลโลก 2026 พานรูปพญานาค และพาน 67 ซึ่งช่วยเรียกรอยยิ้มได้เป็นอย่างดี

พัทยาชวนวิ่งการกุศลริมทะเล “LOMA RUN ON THE BEACH 2026” ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กผู้ยากไร้

วันที่ 18 มิ.ย.69 นายพิรุณ น้อยอิ่มใจ หรือครูน้อย ผู้จัดการโครงการมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เปิดเผยว่า การจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล “LOMA RUN ON THE BEACH 2026” เป็นความร่วมมือระหว่าง

มูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เมืองพัทยา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานพัทยา) โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณกุศล

สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร รองรับนักวิ่งจำนวน 1,300 คน และระยะฟันรัน 5 กิโลเมตร รองรับผู้เข้าร่วมอีก 700 คน ท่ามกลางเส้นทางวิ่งริมชายหาดที่สวยงามของหาดดงตาลและพื้นที่จอมเทียน

นอกจากจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพใจให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปแล้ว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาแก่เด็ก ๆ ในโครงการของมูลนิธิ เอช เอช เอ็น เพื่อเด็กไทย เพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีนักวิ่งและผู้ติดตามเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 3,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่หาดจอมเทียนและเมืองพัทยาได้ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านระบบ ThaiRun ที่ https://race.thai.run/lomarun2026

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / อบต.หมอเมือง เดินหน้าพัฒนาเกษตรกร! จัดอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เสริมความรู้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

องค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง นำโดย นายอัศวิน ชินพิเศษ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง จัดโครงการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในพื้นที่ ให้สามารถนำองค์ความรู้ด้านการเกษตร

ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ

การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร การแจ้งเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มา พร้อมสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในแปลงเกษตรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหมอเมือง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน โดยมีเกษตรกรจากตำบลหมอเมืองและตำบลน้ำปายเข้าร่วมอบรม

ภาพ/ข่าว : สำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม
/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาตมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เปิดตัวมหกรรม “Wellness Tourism 2026” ดันเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่ระดับนานาชาติ ผสานกีฬา ดนตรี ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงวันนี้ (16 มิ.ย.69) ที่ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Wellness Tourism 2026” พร้อมด้วย ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนพพล สุกิจปาณีนิจ นายอำเภอกุยบุรี และ นายสุวิทย์ อินกงลาด ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมแถลงถึงแนวทางการจัดกิจกรรม และการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สู่การเป็นเมืองแห่งสุขภาวะอย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพ (Wellness Destination) ที่สำคัญของประเทศไทย และรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในอนาคต

นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ชายหาดที่สวยงาม อาหารทะเลคุณภาพสูง รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในการต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการจัดมหกรรมในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งกลุ่มสินค้า OTOP ภาคเกษตร ประมง และธุรกิจบริการด้านสุขภาพ

สำหรับการจัดงานในปีนี้กำหนดขึ้นใน 2 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย กิจกรรมครั้งที่ 1 ณ หาดทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี ระหว่างวันที่ 26–28 มิถุนายน 2569 ภายใต้บรรยากาศชายหาดธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีกิจกรรมเด่น อาทิ ปั่นจักรยานเลียบชายทะเลระยะทาง 40 กิโลเมตร กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และเสวนาด้าน Wellness Economy

ส่วน กิจกรรมครั้งที่ 2 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 3–5 กรกฎาคม 2569 จะเน้นกิจกรรมด้านสุขภาพใจและไลฟ์สไตล์คนเมือง อาทิ การแข่งขันวิ่ง Night Run ระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร โซนอาหารเพื่อสุขภาพ นิทรรศการศิลปะและภาพถ่าย ตลอดจนพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะแบบครบวงจร

ภายในงานยังมีกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในรูปแบบ The Sound of Wellness คอนเสิร์ตริมชายหาดและแลนด์มาร์กเมืองท่องเที่ยว ที่รวบรวมศิลปินชื่อดังของประเทศมาสร้างสีสันทุกค่ำคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น. รวมถึงการแสดงกระบองไฟและโชว์พิเศษสุดตระการตา เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังมีโซน Therapy & Wisdom ที่รวบรวมอาหารทะเลสดจากชาวประมง สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพจากชุมชน รวมถึงศาสตร์การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และบริการสปาเพื่อสุขภาพ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสมิติของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์คาดการณ์ว่า การจัดมหกรรมครั้งนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วประเทศและต่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัดในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับสากล พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทุกประเภทได้ฟรีตลอดการจัดงาน.

///////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “Hongsa Power จับมือ REPCO NEX ลงนาม MOU สานความร่วมมือยกระดับศักยภาพการดำเนินงานสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พฤษภาคม 2026 บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด (Hongsa Power) และ บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด (REPCO NEX) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ อาคารหงคำไซยาคาน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา แขวงไชยะบูลี สปป. ลาว เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคนิคและธุรกิจ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่

ในการลงนามครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณคทายุทธ์ ชูพูล กรรมการผู้จัดการ และ คุณสุรวุฒิ โกสินตระกูลชัย รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงไฟฟ้า บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด ร่วมลงนามกับ ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ และ คุณวริทธิ์ กฤตผล Director – Business Solutions & Commercial

บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด โดยมีผู้บริหาร ผู้แทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตลอดจนพนักงานจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล

นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการความน่าเชื่อถือ การบริหารความเสี่ยง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องและการบำรุงรักษา เสริมสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสาในระยะยาว

บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของสององค์กรชั้นนำเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ความเป็นเลิศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ทั้งสองประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ

ในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่มีความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยมุ่งส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง เชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรไทยอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ / ชุมพร-ฮือฮาทั้งประเทศ! เปิดตำนานลี้ลับ “เจ้าแม่ร้านตัดผม” คอหวยแห่ร่วมพิธีบวงสรวงใหญ่-เผยเลขเด็ดลุ้นรวย!

แชร์เนื้อหานี้

ชาวบ้านขนลุกซู่! เผยเรื่องเล่าปี 2500 หญิงชุดไทยนั่งหวีผมที่ธารน้ำป่าดงดิบ เตรียมย้ายศาลติดถนนใหญ่รองรับสายมูทั่วทิศ 18 มิ.ย. นี้เปิดระดมทุนสร้างศาลาใหม่!ชุมพร (กระแสศรัทธาแรงกล้า)– ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. 2569 ณ โรงเรียนบ้านร้านตัดผม หมู่ที่ 4 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ได้เกิดปรากฏการณ์คลื่นมหาชนและหลั่งไหลเข้าร่วมพิธีบวงสรวงสุดเข้มขลัง “เจ้าแม่บ้านร้านตัดผม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังระดับตำนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังศรัทธาและกลิ่นอายความลี้ลับ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่โดยมี ว่าที่ร้อยตรี วิชิต สุขประวิทย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร้านตัดผม และ นายกิตติ เทพเต็ม อดีตนายก อบต.สองพี่น้อง ร่วมเป็นประธาน นิมนต์ พระสิริชัย จารุวรรณโณ เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์บ้านร้านตัดผม มาประกอบพิธีสงฆ์ทำบุญเลี้ยงพระเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี นายพิพัฒน์ นำพา ปราชญ์ชาวบ้านชื่อดัง ทำหน้าที่เป็นเจ้าพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดินและสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่มาร่วมงานนับร้อยคนที่รอลุ้นโชคลาภ

เครื่องบวงสรวงสุดแปลก! เครื่องสำอาง-กระจก-หวี เต็มโต๊ะพิธี
ไฮไลต์สำคัญที่ทำเอาผู้ร่วมงานตาโต คือเครื่องเซ่นไหว้ที่แตกต่างจากที่อื่น นอกจากผ้าแพร 3 สี 7 สี และผลไม้มงคล (กล้วยน้ำว้า, ส้ม, สับปะรด, แอปเปิ้ลแดง) ขนมไทยทองหยิบทองหยอดแล้ว ยังมีการนำ “เครื่องแต่งกาย-เครื่องประดับ ชุดไทย แป้งพัฟ ลิปสติก น้ำหอม ครีมบำรุงผิว กระจก และหวี” มาถวายจนเต็มปะรำพิธี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความงามและชื่อ “ร้านตัดผม” พร้อมการร่ายรำบวงสรวงอ่อนช้อยงดงามถวายแด่ทวยเทพ

เปิดตำนานเร้นลับปี 2500 หญิงชุดไทยนั่งหวีผมกลางป่าดงดิบ
นายกิตติ เทพเต็ม อดีตนายก อบต.สองพี่น้อง ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงตำนานชวนขนลุกว่า ในอดีตราวปี พ.ศ. 2480 พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นป่าดงดิบรกทึบ ชาวบ้านที่เข้ามาบุกเบิกเก็บของป่าได้พบสิ่งอัศจรรย์บริเวณธารน้ำติดหมู่บ้าน เป็นลานหินกว้างที่มีเก้าอี้

หินธรรมชาติสัณฐานคล้าย “เก้าอี้ตัดผมโบราณ” ตั้งอยู่บนแท่น และยังมีก้อนหินรูปร่างคล้าย “กรรไกรและหวี” ตั้งอยู่ข้างกัน
“ที่น่าตกใจคือ อดีตมีชาวบ้านเห็นผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ มานั่งหวีผมอยู่บนเก้าอี้หินตัวนั้นอยู่บ่อยครั้ง จนชาวบ้านขนานนามท่านว่า ‘เจ้าแม่ร้านตัดผม’ และกลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่โรงเรียนเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ” นายกิตติ กล่าว

สำหรับความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคใต้ ใครมาบนบานศาลกล่าวเรื่องการค้าขาย สมัครงาน หรือขอโชคลาภเลขเด็ด ต่างประสบความสำเร็จสมหวังกันถ้วนหน้า จนของแก้บนอย่างเครื่องสำอางและกระจกมีผู้นำมาถวายไม่ขาดสาย
เตรียมย้ายศาลรับคลื่นมหาชนสายมู 18 มิ.ย. นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบไหว้ขอพรเป็นจำนวนมาก จนสถานที่เดิมในโรงเรียนเริ่มคับแคบ คณะกรรมการสถานศึกษาและชาวบ้านจึงมีมติเตรียมอัญเชิญ “เจ้าแม่บ้านร้านตัดผม” ไปประดิษฐาน ณ ศาลาหลังใหม่บริเวณด้านหน้าโรงเรียน ซึ่งติดกับถนนทางหลวงชนบทสายอ่างทอง – บ้านพละ เพื่อให้ประชาชนและนักแสวงโชคเดินทางมาสักการะได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ใน วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จะมีการจัดกิจกรรม “จิบน้ำชา มหากุศล” เพื่อระดมทุนสร้างศาลาประดิษฐานตัวจริง จึงขอเชิญชวนสายบุญและสายมูทั่วประเทศร่วมแรงร่วมใจสืบสานพลังศรัทธาในครั้งนี้ โดยหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงวันนี้ บรรดาคอหวยต่างไม่พลาดพากันส่องเลขเด็ดจากธูปมงคลและสิ่งของในพิธี เพื่อนำไปเสี่ยงโชคงวดนี้กันอย่างคึกคัก!

///เอกชนะ นวนละมัย รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีว / สส.เขต 3 ประจวบฯ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ รณรงค์ ทำหมันหมา แมว เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่ประจวบฯ เขต 3 พุ่งเป้า 1,000 ตัว ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานเทศบาลตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิด

โครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบไปด้วย ( อ.เมือง ( ต.ห้วยทราย ) อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย )

โดยมี นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก น.ส.ปารีณา ซักเซ็ค นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก นายสัตวแพทย์ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์ เขต 7 นายสัตวแพทย์จามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายลือศักดิ์ สุทธิธรรม ปศุสัตว์อำเภอทับสะแก พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลตำบลทับสะแก หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ พนักงานเทศบาล และชาวบ้านนำสัตว์เลี้ยงมารับบริการร่วมให้การต้อนรับ

นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน สส.เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดภาระพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ และลดค่าใช้จ่าย ตนเอง

จึงประสานไปยัง กรมปศุสัตว์ เพื่อจัดโครงการป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า และลดปริมาณ สุนัข แมว จรจัดในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จึงได้จัดโครงการดังกล่าวขึ้นครั้งที่ 1 ที่เทศบาลตำบลทับสะแก และวันจันทร์ที่ 15 มิ.ย.ที่ อบต.บางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อย วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.ที่ อบต.กำเนิดนพคุณ วันจันทร์ที่ 29

มิ.ย.ที่ อบต.ร่อนทอง และที่ อบต.ห้วยทราย เขต.อ.เมือง และอบต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก ตามลำดับ โดยเป้าหมายนั้น ประมาณ 1,000 ตัว สามารถลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 1,000 – 1.200 บาท ต่อตัว
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / จัดโครงการพัฒนาศักยภาพสตรีด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำส่งเสริมอาชีพ และรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอ.ท่าหลวง

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพสตรีด้านบุคลิกภาพและภาวะผู้นำส่งเสริมอาชีพ และรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอำเภอท่าหลวง ร่วมกับ พัฒนาการอำเภอท่าหลวง

ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอท่าหลวง หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านท่าหลวง ผู้บริหาร บริษัท ส.วิริยะ อินเตอร์เทรด จำกัด คณะกรรมการพัฒนาสตรีอำเภอท่าหลวง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพความมั่นใจ และภาวะผู้นำของสตรี
  • เพื่อส่งเสริมความรู้ และทักษะด้านอาชีพให้แก่สตรี สามารถนำไปต่อยอดในการสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในการป้องกันและยุติความรุนแรงต่อสตรี และบุคคลในครอบครัว
  • เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสตรีอำเภอท่าหลวง ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสตรี ครอบครัว และชุมชนอย่างยั่งยืน
    กิจกรรมประกอบไปด้วย
  1. การเดินรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีอำเภอท่าหลวง
  2. การอบรมให้ความรู้เรื่องการยุติความรุนแรงต่อสตรี
  3. การจัดบูธอาชีพสตรีของดีแต่ละตำบล
  4. จัดกิจกรรมเดินแบบชุดไทย “ร้อยรวมใจสตรีท่าหลวง นุ่งผ้าไทยงามเด่น ไปยลเส้นทางป่าจำปี”
  5. เพื่อพัฒนาศักยภาพสตรีให้มีบุคลิกภาพที่ดี ให้สตรีมีความมั่นใจในการแสดงออก มีภาวะผู้นำและสามารถนำไปปรับใช้ในการทำงาน เพื่อชุมชนได้อย่างเหมาะสม

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ
ประจำจังหวัดลพบุรี

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /คึกคัก!! “พ่อน้องเณร” (พ่อจ่อย) พร้อมลูกศิษย์แห่ร่วมงาน ประเพณีบุญบั้งไฟ เดือน 6

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (7 มิ.ย.69) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) พร้อมคณะได้ร่วมงานประเพณีบุญบั้งไฟ เดือน 6 บรรยากาศภายในงานมีขบวนแห่เข้ามายังในบ้านคณะลูกศิษย์ล้นหลาม

แถมมีนางรำมาร่วมร่ายรำถวายกว่า 20 คน คณะชมรมศิลปะรำพื้นบ้านไทย เครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว นำทีมโดย นางฐิติรัตน์ สักนะพรต (ประธานชมรมฯ) พร้อมก่อพระทรายและจุดบั้งไฟ เพื่อเป็นพุทธบูชา ถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง และครูบาอาจารย์ ที่ “บ้านพ่อน้องเณร แม่น้องเณร” บ้านเนินไทร หมู่ที่ 15 ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

‎สำหรับ การจุดบั้งไฟนิยมทำกันในเดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญที่จะขาดไม่ได้ ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้งไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ

ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล เกิดความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย งานบุญบั้งไฟจึงถือเป็นงานประเพณี ประจำปีที่สำคัญของชาวอีสาน พอใกล้ถึงวันงานชาวอีสานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะกลับบ้านไปร่วมงานบุญบั้งไฟ เป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

‎“บ้านพ่อน้องเณร แม่น้องเณร” เล่าว่า บ้านของเราเป็นบ้านดูแลคนป่วยและสิ่งลี้ลับ ความเชื่อส่วนบุคคล แต่ละคนที่มาหาก็จะมาหาให้ดูแลด้านสิ่งลี้ลับ และมาเพราะศรัทธาด้วยใจ เรารักษาด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น บางคนก็หาย บางคนก็ไม่หาย ที่บ้านของเรามี แช่ยาสมุนไพรผ่อนคลายร่างกาย อีกด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยกับผู้สูงอายุได้มาแช่ยาสมุนไพร จะได้บรรเทาอาการต่างๆ ผ่อนคลาย และปรับสมดุลร่างกายของแต่ละคน.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รองนายกฯ พร้อมด้วย ปลัด อบจ.โคราชรับมอบโล่เกียรติยศ “หน่วยงานดีเด่น – บุคคลดีเด่น”ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก กระทรวง พม.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 #นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายก อบจ.นครราชสีมา รับมอบโล่ บุคคลดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569

พร้อมด้วย #นายวุฒิชัย วงค์ปัญโญ ปลัด อบจ.นครราชสีมา รับมอบรางวัล หน่วยงานดีเด่น จังหวัดต้นแบบ และสถาบันศึกษาต้นแบบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก

นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ประธานในพิธีฯ ภายในงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงาน

และจังหวัดที่มีความมุ่งมั่นและความพยายามในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ กรุงเทพมหานคร

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /ยกทัพของดี 3 จังหวัด อัตลักษณ์ท้องถิ่นกว่า 100 ร้านค้า มาให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ

แชร์เนื้อหานี้

“สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” นำสินค้าดีเด่นดัง จังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี โรดโชว์สมุทรสาคร หวังสร้างตลาดใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และจับคู่ธุรกิจการสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการ

ช่วงค่ำวันนี้ 28 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน

“สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” โดยมีนางอุบลรัตน์ ทองเหลือ พาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี พาณิชย์จังหวัดกาญจนบุรี พาณิชย์จังหวัดราชบุรี ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน กลุ่มจังหวัดภาคกลาง เข้าร่วมงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ภายใต้แนวคิด “เชื่อมการค้า สร้างโอกาส ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สู่สากล”

โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัด “สามบุรี” ให้สามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคเศรษฐกิจใหม่

ภายในงานมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน นำสินค้าคุณภาพมาจำหน่าย ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน สินค้านวัตกรรม และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ผ้าเคลือบยางพารา นิคแนค ตู้ไม้สักจิ๋วลายไทย จากจังหวัดราชบุรี, งาดำอบเกลือแม่ชั้น กาแฟสาละวะ ไล่โว่ วุ้นเส้นท่าเรือ

มีดเรือทอง พอลลี่เครื่องหนัง จากจังหวัดกาญจนบุรี นุสราขนมจีบหมู่จัมโบ้ กะลาตาเดียว กลุ่มจักสานผักตบชวา บ้านห้วยหวาย ตุ๊กตาไทยทรงดำบ้านดอน สุพรรณบุรี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม MOU พร้อมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย

งาน “สามบุรี เทรดแฟร์ 2026” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดสามบุรี ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเวทีสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจของผู้ประกอบการในพื้นที่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / กิจกรรมรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก รพ.นครปฐม ประจำปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์ วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2569 พร้อมด้วย แพทย์หญิงอุษณีย์ พูลวิวัฒน์ชัยการ รองผู้อำนวยการ พญ.พรรณนภา อุดมโชติพฤทธิ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความตระหนักถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรเป็นบุคคลต้นแบบในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ณ ลานคุณธรรม โรงพยาบาลนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /จิตอาสาตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมใจพัฒนา ปรับปรุงทัศนียภาพเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง หน่วยบริการฯ สาย 4 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงศรีสำราญ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดและปรับปรุงทัศนียภาพ บริเวณฟุตบาทริมทางหลวงหมายเลข 338 กม.16+900 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐมการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพิ่มวิสัยทัศน์ในการขับขี่ และเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในเส้นทางดังกล่าว
​สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “ผู้ว่าฯ วราดิศร เปิด Street Art Inburi Season 2 ดันอินทร์บุรีสู่แลนด์มาร์คศิลป์ระดับจังหวัด”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ณ วัดพงษ์สุวรรณวาราม (วัดสำโรง) อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี #นายวราดิศร_อ่อนนุช #ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ภาพจิตรกรรมฝาผนัง Street Art Inburi สื่อสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Street Art Inburi Season 2)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มี นายอำเภออินทร์บุรี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลอินทร์บุรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอินทร์บุรี ตำรวจภูธรอินทร์บุรี ส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายศุภวัฒน์_เทียนถาวร #นายกองค์กบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปะให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ผ่านการฝึกอบรมและลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ประชาชนจิตอาสาได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน Street Art ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชุมชน

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ มาจาก 8 สถานศึกษาในพื้นที่อำเภออินทร์บุรี ได้แก่
โรงเรียนศรีวินิตวิทยาคม, โรงเรียนอินทร์บุรี โรงเรียนสหราษฎร์วิทยา, โรงเรียนศรีอุดมวิทยา, โรงเรียนปราสาทวิทยา โรงเรียนอนุบาลอินทร์บุรี (วัดโพธิ์ศรี), โรงเรียนพิพิธสุตคุณานุสรณ์ และวิทยาลัยการอาชีพอินทร์บุรี รวมจำนวน 8 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน

โดยโครงการได้พัฒนา “เส้นทางศิลป์ริมเขื่อนอินทร์บุรี จากพิพิธภัณฑ์สู่วัฒนธรรม” เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์บ้านคูเมือง ไปจนถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี (วัดโบสถ์) ตลอดระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร พร้อมสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย จุดเช็คอิน และมุมถ่ายภาพใหม่ ๆ ที่คาดว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี

ทั้งนี้ โครงการได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมถึงศิลปินอิสระ นำโดย อ.เริงศักดิ์ บุญยวานิชสกุล นายไพโรจน์ พิเชษฐ์เมฐากุล และคณะจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะStreet Art Inburi Season 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอำเภออินทร์บุรีสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรีให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เปิดเวทีใหญ่! ผนึก 6 จังหวัด วางอนาคตภาคกลางตอนบน – ชูยุทธศาสตร์ 2571–2575”

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโสมชา โรงแรมไชยแสงพาเลซ จังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดการประชุมนำเสนอผลการวิเคราะห์บริบทข้อมูลของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เข้าร่วมในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ ท่ามกลางผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

โดยมี นายพงศ์จิตต์ รวีกิจสัมฤทธิ์ หัวหน้าสำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน เป็นผู้กล่าวรายงานการดำเนินงานครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) เพื่อจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด (พ.ศ. 2571 – 2575) ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาในอนาคต ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง

ทั้งนี้ สำนักบริหารยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ได้ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ควบคู่กับการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
สำหรับวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ ได้แก่

การนำเสนอผลการวิเคราะห์บริบทและประเด็นความท้าทายของแต่ละจังหวัด
การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
การนำข้อมูลไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมกว่า 200 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จากทั้ง 6 จังหวัด สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่


ในส่วนของการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ทิศทางและแนวโน้มการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ปี 2571–2575” นายทัศนัย สุธาพจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้ถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นถึงการปรับตัวของกลุ่มจังหวัดให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและระดับโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับภาคการเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
พร้อมกันนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการข้อมูล (Data Integration) และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการวางแผนพัฒนา เพื่อให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ ตรงจุด และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง


นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างจังหวัด การเชื่อมโยงเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับทิศทางอนาคต เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน การประชุมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นำคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย นางวีรวรรณ จันทนเสวี และนายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นำคณะหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจังหวัดกาญจนบุรี (NBT กาญจนบุรี)

การร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ซึ่งจะเวียนมาบรรจบครบรอบในวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

โดยคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความสมานฉันท์และพลังแห่งความจงรักภักดีของข้าราชการและประชาชนชาวจังหวัดสิงห์บุรีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ เทปบันทึกภาพถวายพระพรดังกล่าว จะนำไปออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / สืบสานประเพณีบุญบั้งไฟเป็นพิธีบูชาพญาแถนเทพเจ้าผู้ประทานฝนให้ตกตามฤดูกาล ของชาวอิสาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 17.45 น. นางพยงค์ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธาน โครงการสืบสานประเพณีบุญเดือนหก(บุญบั้งไฟ)ประจำปี 2569

โดยประธานได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการดำเนินงานแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานและอวยพรให้โครงการสำเร็จตามวัตถุประสงค์และได้มอบเงินสนับสนุนโครงการอีกจำนวนหนึ่งด้วย

จ่ากบ ในตำนานเล่าว่าการจุดบั้งไฟเป็นการบูชาพญาแถนเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ฟ้าฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เป็นความเชื่อของคนอีสานและเป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนาน ประเพณีบุญ

บั้งไฟจะจัดขึ้นในเดือนหกของทุกๆปี ภายในงานจัดให้มีดนตรีเพื่อความบันเทิงแก่ผู้มาร่วมงาน จัดประกวดขบวนแห่ ขบวนบุปผชาติที่สวยงามตระการตาและการแสดงศิลปพื้นบ้านจาก 10 ชุมชน

โดยมีนายคำพอง ยะวร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน(เจ้าของโครงการ)พร้อมด้วยนายเรวัต หลาวมา ปลัดองค์การฯ ฝ่ายบริหาร สมาชิกสภาฯ ส่วนราชการและแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ ณ.บริเวณงานวัดอัมพวัน บ้านหนองคลอง -หนองม่วง ตำบลโนนหัน อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น.

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / คึกคัก แข่งขันผิวมะพร้าวขาว ชิงเงินรางวัล กว่า 10,000 บาท ในงานประจำปี วัดอ่างทอง 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการวัดอ่างทอง ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดงานประจำปีปิดทองหลวงปู่เขียว และ หลวงปู่ท้วม หลวงพ่อสำรวม ขึ้น ในระหว่างวันที่ 24-31 พ.ค. 69

โดยไฮไลท์ของงานโดยเฉพาะ ในการแข่งขันผิวมะพร้าวขาว ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวสวนมะพร้าวอำเภอทับสะแก ที่ขึ้นชื่อว่ามีมะพร้าวที่มันที่สุดในประเทศไทย

สำหรับการแข่งขันนั้น คณะกรรมการได้มีการรับสมัครชาวบ้าน ที่มีความชำนาญในการผิวมะพร้าวเป็นประจำตามล้งมะพร้าวต่างๆ โดยมีผู้สนใจที่คิดว่าผิวมะพร้าวได้ไวที่สุดเข้ามาแข่งขันกว่า 70 ราย โดยกติกาในการแข่งขันคือ ต้องผิวมะพร้าวให้สะอาดที่สุด และมากที่สุด ภายใน 1 ชั่วโมง ใครได้มากคือผู้ชนะ

รอบแรกจากผู้แข่งขันกว่า 70 คน คัดผู้ผ่านเข้ารอบ 2 เหลือ 20 คน จากนั้นมาแข่งชิงชนะเลิศ สำหรับผู้แข่งขันชิงชนะเลิศเมื่อคณะกรรมการผู้จัดการแข่งขันเป่านกหวีดนักผิวมะพร้าวที่มีอาชีพผิวมะพร้าวทั้งหลายต่างก็ลงมืออย่างขะมักเขม้นเพื่อผิวมะพร้าวให้สะอาดให้ได้จำนวนมากที่สุด

โดยใช้เวลาในการแข่งขัน 1 ชั่วโมง โดยจะมีคณะกรรมการดูและคัดเลือกเมื่อหมดเวลาภายใน 1 ชั่วโมงจึงนำมะพร้าวขาวที่ผิวได้ใส่ในตะกร้าไปชั่งน้ำหนักหลังจากหักตะกร้าออกแล้วก็จะเหลือปริมาณสุทธิที่ว่าใครได้มะพร้าวน้ำหนักมากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะเลิศ โดยมีคณะกองเชียร์แต่ละคนเข้ามาร่วมให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก

ผลการตัดสินปรากฏว่าผู้ที่ชนะเลิศอันดับที่ 1 ผิวมะพร้าวได้จำนวน 55.2 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 5,000 บาท อันดับที่ 2 ได้น้ำหนัก 53.4 กิโลกร้ม ได้เงินรางวัล 4,000 บาท อันดับที่ 3 ได้ 48.8 กิโลกรัม ได้เงินรางวัล 3,000 บาท อันดับที่ 4 และที่ 5 ได้ ได้เงินรางวัล 2,000 บาท และรางวัลชมเชย 2 รางวัลเงินรางวัลคนละ 1,000 บาท

ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับเงินรางวัลทางล้งมะพร้าว ของ บริษัทนิลทองแท้ โคโค่นัท จำกัด ของคุณสาวชล และ คุณกาญจนา จ้อยร่อย จะจ่ายให้เป็นเงินค่าผิวมะพร้าวที่ผิวได้กิโลกรัมละ 2 บาท สร้างความสนุกสนานภายในงาน ซึ่งในปีหน้าทางเจ้าอาวาสวัดอ่างทอง ก็จะเพิ่มเงินรางวัลรางวัลที่ 1 เป็น 10,000 บาท สำหรับงานจะมีไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 โดยจะมีมหรสพทุกคืน

////////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี/ ททท. จับมือ 9 พันธมิตร เปิดตัว “Village to the World” สืบสานพระราชปณิธาน “พระพันปีหลวง” สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปลุกพลัง ESG Tourism ทั่วไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าต่อยอด โครงการ Village to the World Season 5 อย่างเป็นทางการ ณ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสะจุก–สะเกี้ยง จังหวัดน่าน พร้อมผนึกกำลัง 9 องค์กรพันธมิตรชั้นนำ เชื่อมโยง 9 พื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ สานต่อพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
มุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวโดยชุมชน ภายใต้แนวคิด ESG Tourism ให้ความสำคัญทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างสมดุลและยั่งยืน

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โครงการ Village to the World Season 5 เป็นหนึ่งในโครงการที่ ททท. ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่ ESG Tourism ตามแนวทางสากล โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานในปีที่ 5 นี้ ททท. ได้น้อมนำพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมืออันเข้มแข็งของ 9 องค์กรพันธมิตรชั้นนำ ในฐานะ Co-Host Partner เชื่อมโยง 9 พื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบทั่วประเทศ เป็นตัวอย่างความร่วมมือ Public-Private- Community Partnership โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความหมาย ตอบโจทย์ความสนใจที่หลากหลายและสร้างคุณค่าให้กับทุกการเดินทาง พลิกมุมมองการท่องเที่ยวไทยสู่เชิงคุณภาพ คุณค่า และยั่งยืน
โครงการกิจกรรมดังกล่าวได้นำไปสู่การจับคู่ความร่วมมือระหว่างองค์กรพันธมิตรกับพื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบ เพื่อร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนจำนวน 9 เส้นทางทั่วประเทศ ได้แก่

ททท. ร่วมกับ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ต.ขุนน่านอ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและที่พักโฮมสเตย์ในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SE Thailand) ร่วมกับโครงการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ และวิสาหกิจชุมชนรักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต่อยอดศักยภาพพื้นที่อนุรักษ์เต่าทะเลและชุมชนประมงท้องถิ่น เชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจชุมชนและส่งเสริมความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเลธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และชุมชนเกาะเกิด ต.เกาะเกิด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ยกระดับพื้นที่เพื่อการศึกษาเชิงศิลปวัฒนธรรม สู่พื้นที่อนุรักษ์งานฝีมือของไทย
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยแบแล อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และชุมชนบ้านพะอัน ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ นำองค์ความรู้เกษตรที่สูงมาพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวพลังงานสะอาดเชื่อมโยงวิถีชุมชน ธรรมชาติ และไร่กาแฟและพืชเมืองหนาวอย่างยั่งยืน

5.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโครงการธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต พื้นที่ป่าชุมชน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ใช้พร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม พัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ด้าน “Low Carbon & Circular Economy”NEXTOPIA สยามพารากอน ร่วมกับโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยดำ และชุมชนบ้านนามน หมู่ 7 (ดอยดำ) ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ต่อยอดความพร้อมด้าน
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและชุมชนที่เข้มแข็ง พัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเน้นธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว Unseenบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (AirAsia) ร่วมกับฟาร์มคลองหอยโข่ง อ.คลองหอยโข่งจ.สงขลา และวิสาหกิจชุมชน

ECOTOURISM SONGKHLA THAILAND / ชุมชนตำบลหัวเขา อ.สิงหนคร
จ.สงขลา พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มสู่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Toyota) ร่วมกับฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หนองระหารจีน ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทองจ.อ่างทอง ยกระดับความพร้อมของฐานการเรียนรู้ ทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และปศุสัตว์เชื่อมโยงกับชุมชน OTOP นวัตวิถี พร้อมประยุกต์ใช้ระบบการจัดการให้เข้ากับการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเป็นสมาร์ทฟาร์มต้นแบบ
บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (ZIGA) ร่วมกับฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านดอนช่องแคบ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลมจ.เพชรบุรี

และโรงเรียนคนทำนาเกลือ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ. สมุทรสงคราม พัฒนาสถานที่ดูงานประมงชายฝั่งที่มีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยนวัตกรรมโครงสร้างเหล็กของ ZIGA เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชายฝั่งที่ทันสมัยและยั่งยืน-3-ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการต่อยอดทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่สร้างรายได้ กระจายโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ททท. ยังได้ดำเนินกิจกรรม ESG Influ challenge คัเลือกInfluencers/Creators ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช้อปกับคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เพื่อเสริมองค์ความรู้และต่อยอดแนวคิดด้าน ESG Tourism อย่างเป็นรูปธรรม โดยผลงานที่สามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้ชมได้สูงที่สุด 3 อันดับจะได้รับรางวัล ESG Influencers/Creators พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท และผู้ได้รับรางวัลยังจะได้รับการผลักดันเข้าสู่กิจกรรม Village To The World Award รวมถึงการจัดทำ Evidence Package เพื่อเสนอผลงานเข้าร่วมการประกวดบนเวทีระดับสากล ในนามของ ททท. และเครือข่ายพันธมิตร Co-Host ต่อไป
ผู้ว่าการ ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

อย่างมีความหมาย ร่วมสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยวทั่วไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างรายได้ กระจายโอกาส และอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับมาตรฐานบริการ พร้อมเชิญชวนสัมผัสประสบการณ์ใน 9 พื้นที่ต้นแบบภายใต้โครงการ “Village to the World Season 5” และติดตามเรื่องราวผ่านเครือข่าย Influencers ด้าน ESG ขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ททท. ขอความร่วมมือจากองค์กรและภาคธุรกิจทุกภาคส่วน ร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนโดยใช้ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การตลาด หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า โดยทุกความร่วมมือ แม้เพียงเล็กน้อยล้วนมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การท่องเที่ยว

ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมั่นคงในระยะยาวทุกท่านสามารถช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน โดยการเยี่ยมชมหรือศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยวที่ ททท. และหน่วยงานพันธมิตรได้ร่วมกันนำเสนอประสบการณ์ครบทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมสร้างสรรค์ พร้อมติดตามข้อมูลและแรงบันดาลใจเพิ่มเติมผ่าน Facebook: “Hello Local” และ “Village to the World Project” รวมถึงผลงานจาก Influencers ด้าน ESG ที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในระยะยาวต่อไปข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อคุณอานันทวิทย์ เวียงนนท์งานสื่อสารภายใน กองเลขานุการและวิเทศสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเบอร์โทร 02 250 5500 ต่อ 1676E-mail : internalcom@tat.or.th/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / รมช.มท. “เจเศรษฐ์” เกาะติดการฝึกซ้อมรับมืออุทกภัยเชียงราย ชื่นชมทีมกู้ภัยทางน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีอุทกภัย ในพื้นที่

จังหวัดเชียงราย ณ หนองน้ำพุ บ้านจ้อง ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถานีฝึกการค้นหาและกู้ภัยทางน้ำ ภายใต้สถานการณ์สมมติกรณีน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

การฝึกครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังจากหลายภาคส่วน ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัคร มูลนิธิ และชุดปฏิบัติการกู้ภัยทางน้ำ เพื่อร่วมฝึกการ

ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์น้ำเชี่ยว โดยมีการระดมทรัพยากรทั้งเรือท้องแบน เรือพร้อมเครื่องยนต์ อากาศยานไร้คนขับ ทีมประดาน้ำ ทีมกู้เรือพลิกคว่ำ และเจ้าหน้าที่เผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT)

พร้อมกันนี้ ยังมีการฝึกใช้อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ การใช้เชือกและสัญญาณสื่อสาร การใช้เรือและเจ็ทสกีกู้ภัยในกระแสน้ำเชี่ยว การลำเลียงผู้ประสบภัย รวมถึงการปฐมพยาบาลและกู้ชีพผู้ประสบภัยทางน้ำ เพื่อเพิ่มทักษะและความพร้อมในการรับมือสถานการณ์จริง

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ กล่าวว่า ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการทางน้ำจากทุกหน่วยงาน ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการวางแผนและเทคนิคการกู้ภัยทางน้ำ สะท้อนถึงความพร้อมและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในพื้นที่

พร้อมระบุว่า หากมีการสนับสนุนการฝึกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยต่อยอดศักยภาพในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการ

กระทรวงมหาดไทย ยังได้พบปะให้กำลังใจกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปพร. และ ชรป. ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ด้านนายธนพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กรม ปภ. พร้อมสนับสนุนโครงการด้านความปลอดภัยจากอุทกภัยของจังหวัดเชียงรายอย่างต่อเนื่อง ตามข้อ

สั่งการของกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ว่าหน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมในการดูแลและช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / เกษตรน่าน จัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 3/2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอแม่จริม ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ครั้งที่ 3/2569

โดยมีนายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อให้เกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตร ในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงการบริการทางวิชาการ และได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบ

วงจร ในการให้บริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรร่วมกัน ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานวิชาการและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร เพื่อพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย คลินิกหลักได้แก่ คลินิกพืช โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน คลินิกดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินน่าน คลินิกปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดน่าน คลินิกประมง

โดยสำนักงานประมงจังหวัดน่าน คลินิกบัญชี โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์น่าน คลินิกสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน คลินิกกฎหมาย โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน คลินิกข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวแพร่ และคลินิกเสริมจากส่วนราชการหลายหน่วยงาน ได้แก่

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติจังหวัดน่าน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)

และศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชสำนักงานเกษตรอำเภอแม่จริม มีการจัดนิทรรศการ การสาธิต การจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร มีเกษตรกรจากอำเภอแม่จริมร่วมงาน และรับบริการความรู้ทางการเกษตร จำนวน 325 คน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สมาคม อสมช” ลงพื้นที่ “สภ.แก่งคอย” เป็นพยานการสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย กรณีเคสสาววัย 35 ปี ถูกรถกระบะชนยับ!! กระเด็นร่วงข้างล่างสะพานดับ

แชร์เนื้อหานี้

สืบเนื่องมาจากวันที่ (9 พ.ค.69) ประมาณเวลา 02.30 น. นายสาโรจน์ฯ ได้ขับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน มาตามถนนสุดบรรทัดมุ่งหน้าไปแยกแสลงพัน และได้ขับรถขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟบ้านป่ามุ่งหน้าไปยังถนนมิตรภาพเพื่อกลับรถที่จุดกลับรถบริเวณทางลงสะพานเพื่อกลับรถใช้เส้นทางเข้าบ้านพัก เมื่อขับมาถึงจุดเกิดเหตุบริเวณบนสะพานได้มี นางสาวนิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เป็นขับขี่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ M รุ่น มิลาโน่ (ไฟฟ้า) เลขทะเบียน๑ กฝ -๘๕๓ สระบุรี โดยขับมาตามถนนสุดบรรทัดขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟ บ้านป่ามุ่งหน้าแก่งคอย และรถทั้งสองคันได้เกิดการเฉี่ยวชน จนทำให้ผู้ตายร่างกระเด็นร่วงลงไปด้านล่างสะพาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย

วันนี้ (18 พ.ค.69) เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ชมผาสาท อุปนายกสมาคมฯ พร้อมด้วย สามีและแม่ ของ น.ส.นิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เดินทางเข้ารับสอบปากคำจาก พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อตกลงค่าชดเชยและเยียวยาการตกลงคุยกันทั้ง 2 ฝ่ายด้าน สามี ได้เสียใจจากการจากไปของแฟน จึงอยากได้รับการเยียวยาในครั้งนี้ เพราะลูกมีทั้งหมด 3 คน แถมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า พึ่งออกมาได้จ่ายไป 3 งวด และแฟนก็ได้เกิดอุบัติเหตุ

จากการสอบสวน พนักงานสอบสวน พิจารณาแล้วเห็นว่าการเฉี่ยวชนกันของรถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์ เป็นความประมาทของ นายสาโรจน์ฯ ที่ขับขี่รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน ที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถยนต์ไปเฉี่ยวชน นางสาวนิภาพร สุทธิ (ผู้เสียชีวิต) เป็นขับขี่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ EM รุ่น มิลาโน่ (ไฟฟ้า) เลขทะเบียน๑ กฝ -๘๕๓ สระบุรี ด้วยความประมาทและไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงในการขับขี่ที่โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ จึงเป็นการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ทำให้เกิดอับัติเหตุในครั้งนี้ จนมีผู้เสียชีวิตและรถได้รับความเสียหาย และนายสาโรจน์ฯ ในชั้นนี้ยังไม่รับว่าตนเองเป็นฝ่ายประมาทโดยจะนำไปปรึกษาญาติก่อน และอยากทราบการเรียกร้องของคู่กรณีก่อน

ผลการเจรจาเป็นดังนี้..
1.โด้เรียกร้องให้ซ่อมรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายให้ใช้งานได้ ตามปกติ
2.ได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและค่าขาดประโยชน์เป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาทซึ่งนายสาโรจน์ฯ ได้รับข้อเสนอไว้ โดยจะนำไปปรึกษาญาติก่อน และได้นัดหมายกันอีกในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. จึงได้ให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานทั้งนี้ สมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เป็นเพียงสื่อกลาง ให้คำปรึกษา ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายต่อไป.

ภาพข่าว : วงศกร ศรีสวัสดิ์ ทีมข่าวภาคสนาม//รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ลาสิกขาอย่างงดงาม ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติและปัญญาในโลกยุคดิจิทัล

แชร์เนื้อหานี้

สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม 17 พฤษภาคม 2569 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดพิธีลาสิกขาแก่สามเณรในโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ส่งท้ายอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่งดงามตลอด 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งมุ่งขัดเกลาสามเณรทั้ง 12 รูปให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของชีวิต ตลอดระยะเวลาการ

บรรพชาสามเณรได้ซึมซับบทเรียนแห่งการเข้าใจตนเอง เรียนรู้การให้โดยไม่ยึดตนเป็นศูนย์กลาง และใช้ชีวิตอย่างมีสติเท่าทันโลก ภายใต้ความเมตตาของพระพรหมบัณฑิต ในฐานะพระอาจารย์ใหญ่ ผู้ถวายการสอนและติดตามการเรียนรู้อย่างใกล้ชิด โดยหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของวันลาสิกขา คือการที่ตัวแทนสามเณร 4 รูป ขึ้นแสดงพระธรรมเทศนาที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา ในหัวข้อ “สติสัมปชัญญะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รักจักรวาล แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย” เพื่อถ่ายทอดปัญญาธรรมที่ได้รับสู่สาธารณชน เผยให้เห็นความงอกงามจากการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมอย่างเด่นชัดและเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมทั้ง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ

อยุธยา และ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส ตลอดจนคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้อำนวยการผลิตโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด และผู้สนับสนุนโครงการ ร่วมอนุโมทนาบุญ ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

และในปีนี้โครงการยังได้รับความเมตตาจากพระผู้ใหญ่ สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร พระพรหมพัชรญาณมุนี องค์ประธานที่ปรึกษามูลนิธิปัญญาประทีป พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดนิมมานรดี พระราชภาวนาวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)

วัดไร่เชิญตะวัน พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระมหาภูมิชาย อคฺคปญฺโญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเขาวัง มาให้โอวาทแก่สามเณร ซึ่งหลังจบโครงการฯ จะรวบรวมคำสอนจากพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย มาเป็นคลังธรรมะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเนื้อหาหลากหลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ และจีน ซึ่งสามารถรับชมได้ทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการยกระดับการเรียนรู้ธรรมะที่ให้เข้าถึงทุกช่วงวัย เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ได้จัดบรรพชาแก่สามเณรและแม่ชีน้อยรวมแล้วกว่า 154 รูป เพื่อบ่มเพาะเยาวชนต้นแบบที่มีคุณธรรม และส่งต่อหลักธรรมสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมโครงการเติบโตเป็นคนดี มีธรรมะเป็นหลักยึด และสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองได้จริง ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการสื่อสารธรรมะสู่ผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น

ผ่านคอนเทนต์รูปแบบร่วมสมัย โดยเฉพาะคลิปสั้นบน TikTok ช่อง “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ที่ช่วยให้ธรรมะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและใกล้ตัวขึ้น อีกทั้งตลอดการออกอากาศในปีนี้ โครงการยังได้รับกระแสตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้ชมทั่วประเทศและทั่วโลก สะท้อนผ่านข้อความร่วมอนุโมทนาบุญและกำลังใจที่ส่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก ยืนยันถึงพลังของธรรมะที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนในสังคมได้อย่างชัดเจน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ชีวิตรันทด ครอบครัวแม่ลูกอ่อน อยู่ห้องเช่าสุดแออัดกับลูกวัย 6 เดือน สภาพสกปรกเสี่ยงโรค-สัตว์มีพิษ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวกรชวัล อินทร์ชะมาต กลุ่ม “ซานตาคลอสข้างถนน” ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือครอบครัวของ นางบี (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวและหลานชายวัยเพียง 6 เดือน ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

โดยพบว่าสภาพความเป็นอยู่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ภายในห้องมีทั้งกองเสื้อผ้า ที่นอน หมอน รวมถึงข้าวของเครื่องใช้เด็กเล็กวางระเกะระกะในพื้นที่คับแคบ อากาศอับชื้นและสกปรก เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อ รวมถึงอันตรายจากสัตว์มีพิษกัดต่อย

หลังเห็นสภาพชีวิตที่น่าเวทนา กลุ่มซานตาคลอสข้างถนนจึงเร่งประสานผู้ใหญ่ใจบุญเข้าช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวดังกล่าวให้ดีขึ้นต่อมา คุณภัคชัญญา สุขนิษฐากุล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท พีทีเอสเค จำกัด และบริษัทในเครือ ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทันที โดยพาครอบครัวย้ายเข้าอยู่ห้องเช่าแห่งใหม่ ในพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งมีสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าเดิม พร้อมมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าอ้อมเด็ก ที่นอน เครื่องครัว และอุปกรณ์จำเป็นในการดำรงชีวิตอีกจำนวนมาก

บรรยากาศขณะนำสิ่งของเข้าช่วยเหลือเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ทำเอา กำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง อสม. ในพื้นที่ ต่างกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นสภาพชีวิตของครอบครัวที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักมาโดยตลอดคุณภัคชัญญา เปิดเผยว่า หลังได้รับการประสานจากกลุ่มซานตาคลอสข้างถนนว่ามีครอบครัวหนึ่ง

กำลังใช้ชีวิตอย่างลำบาก ตนจึงตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทันที เพราะเป็นคนชอบทำบุญและอยากเห็นคนที่ลำบากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้เช่าห้องพักใหม่ให้ในราคาเดือนละ 1,500 บาท พร้อมทำสัญญาเช่านาน 1 ปี รวมถึงจัดซื้ออาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้หลายรายการ หวังว่าตลอด 1 ปีจากนี้ ครอบครัวดังกล่าวจะสามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้

ด้าน นางบี เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า รู้สึกดีใจและตื้นตันใจเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ห้องพักเก่าทั้งแออัดและสกปรก ไม่มีเงินพอจะปรับปรุงคุณภาพชีวิต จนเมื่อมีผู้ใหญ่ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ครอบครัวได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงาน เลี้ยงดูครอบครัว และเป็นคนดีของสังคมต่อไป

#สื่อรัฐทีวี #สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯ พิจิตร เปิดงาน “พิจิตรพิสดาร…มองพิจิตรใหม่ ให้ไกลกว่าเดิม” ชูสินค้าเกษตร-OTOP สู่ตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 พษภาคม 2569 เวลา 16.00 น.นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานเปิดงาน “พิจิตรพิสดาร…มองพิจิตรใหม่ ให้ไกลกว่าเดิม” อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกวุฒิ ชุมวรฐายี พาณิชย์

จังหวัดพิจิตร นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์นนทบุรี นางสาวจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการบริษัทพาราไดซ์พาร์ค จำกัด หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ จัดงานเพื่อส่งเสริมและยกระดับสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดพิจิตร ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ภายในงานรวบรวมสินค้าเด่นจากจังหวัดพิจิตร ทั้งสินค้าเกษตรคุณภาพ ข้าว ส้มโอ มะม่วง สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ CPOT และ OTOP ระดับพรีเมียม จากผู้ประกอบการกว่า 40 ร้านค้า มาจัดแสดงและจำหน่าย พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงศิลปวัฒนธรรม และลุ้นรับของรางวัลมากมาย ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จังหวัดพิจิตรมีศักยภาพด้านการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เข้มแข็ง

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่น ด้วยการนำเทคโนโลยีและการตลาดสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ขยายโอกาสทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง
นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีประชาสัมพันธ์สินค้าและของดีจังหวัดพิจิตร

ให้เป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน สำหรับงาน “พิจิตรพิสดาร…มองพิจิตรใหม่ ให้ไกลกว่าเดิม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 – 21.00 น. ณ ศูนย์การค้า พาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพมหานคร

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / ท่าวังผา จ.น่าน ต้อนรับคณะทำงาน การประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต ประจำปี 2569 ณ วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นำโดย นายชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายมหรรณพ ไชยสลี ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร นางเฉลิมพร ลำน้อย

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอท่าวังผา หัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนหน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา ร่วมให้การต้อนรับคณะทำงานการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต

ในการลงพื้นที่พิจารณาคัดเลือกวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับเขต ประจำปี 2569 ณ วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โดยมีคณะกรรมการและสมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ร่วมต้อนรับและได้นำเสนอผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่ม

วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวพระราชทานฯ ได้ดำเนินกิจกรรมในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวของชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ การควบคุมคุณภาพ การแปรรูป และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”

เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างรายได้ และเกิดการจ้างงานในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว/เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอท่าวังผา/บุญยงค์ สดสอาด
นายกสมาคมสื่อมวลชนจัง@หวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี / น่าน-จัดงาน Nan Creative City Celebration เฉลิมฉลองใหญ่ หลังยูเนสโกประกาศยกให้เป็น “เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน” ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน “Nan Creative City Celebration” การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่จังหวัดน่านได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art) ประจำปี พ.ศ. 2568 ซึ่งจัดโดยจังหวัดน่าน ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. โดยสำนักงาน

พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองเก่าน่าน (อพท.น่าน) และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของจังหวัดน่านในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในระดับประเทศและนานาชาติ และเผยแพร่แนวทางการขับเคลื่อนเมืองน่านตามกรอบการเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมีเครือข่ายปราชญ์ ศิลปิน เยาวชน ประชาชน และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมจำนวนมาก เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยภายในงาน ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำเสนอพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่าน และนิทรรศการ “น่านเมืองสร้างสรรค์” การเปิดพื้นที่การออกร้านสินค้าหัตถกรรมน่านที่ผ่านการคัดสรร การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในพื้นที่การแสดงทาง

วัฒนธรรม การแสดงชุด “หัตถกรรมน่าน บันดาลใจ” และการฟ้อนเพลงน่านเมืองสร้างสรรค์ พร้อมดนตรีจากวง “ปอน” ที่สืบสานวิถีเสียงเพลงพื้นเมืองสร้างสรรค์ และเวทีเสวนาหัวข้อ “น่าน เมืองสร้างสรรค์ : ทิศทาง 4 ปี สู่เมืองสร้างสรรค์ยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารระดับสูงจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อวางรากฐานอนาคตของเมืองน่าน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า “การที่จังหวัดน่านได้รับการยอมรับจากยูเนสโกในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวน่าน และเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาจังหวัดสู่เวทีนานาชาติ น่านเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านทุน

วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นงานทอผ้า เครื่องเงิน งานจักสาน หรืองานปูนปั้น เป็นการสืบสานหัตถศิลป์ วิถีถิ่นยั่งยืน โดยนำเสนอรูปแบบร่วมสมัย ที่ผสานเอกลักษณ์งานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านของเมืองน่าน สะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาสู่การสร้างคุณค่าใหม่ในบริบท

สังคมปัจจุบัน มุ่งยกระดับต้นทุนทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับสากล ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม”
ด้าน นายสุรกิจ ลิ้มสิทธิกุล รองผู้อำนวยการ อพท. กล่าวเพิ่มเติมว่า “อพท.

ได้ร่วมกับจังหวัดและภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเมืองน่านสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สืบสานหัตถศิลป์ วิถีถิ่นยั่งยืน’ เพื่อสะท้อนถึงการนำหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านมาต่อยอดทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์วิถีชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

#สื่อรัฐนิวส์ #สื่อรัฐทีวี /โรงเรียนบึงกาฬประชุมผู้ปกครองนักเรียน ม.1 กว่า 600 คน ขานรับนโยบาย ศธ. ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมศรีบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ เป็นประธานการประชุมผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569

พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและครูที่ปรึกษา ร่วมชี้แจงแนวทางการจัดการเรียนการสอน นโยบายของโรงเรียน รวมถึงมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมีผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมจำนวน 606 คน

ในการประชุมครั้งนี้ โรงเรียนบึงกาฬได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับนักเรียนอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ

มาตรการสำคัญที่โรงเรียนดำเนินการ ได้แก่ การผ่อนผันการเก็บเงินบำรุงการศึกษา การผ่อนผันการจัดซื้อเครื่องแบบลูกเสือ–เนตรนารี ในส่วนของผ้าผูกคอและหมวก การงดจัดกิจกรรมที่

ต้องมีการเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง รวมถึงงดการมอบหมายงานหรือโครงการที่อาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนออมเงินในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัย

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการประชุม ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองในการดูแลนักเรียน โดยตั้งเป้าว่า นักเรียนโรงเรียนบึงกาฬทุกคนจะต้องไม่มีผลการเรียน “0” หรือ “รส.” พร้อมเดิน

หน้าทำงานร่วมกันในลักษณะ “พาร์ทเนอร์” ระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันติดตาม ดูแล และส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพและประสบความสำเร็จทางการศึกษา
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

กำนัน–ผู้ใหญ่บ้านเมืองบึงกาฬ ยื่นหนังสือผ่านนายอำเภอ ขอปกป้องศักดิ์ศรีนักปกครองท้องที่ หลังถูกอภิปรายพาดพิงในสภา

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ นายสุพศิน ประสงค์เศษ กำนันตำบลโป่งเปื่อย ในฐานะประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอเมืองบึงกาฬ พร้อมตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ ได้ยื่นหนังสือต่อนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อขอความอนุเคราะห์รายงานผู้บังคับบัญชาในการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนักปกครองท้องที่

สืบเนื่องจากกรณีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งได้กล่าวพาดพิงถึงสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในลักษณะเหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ รวมถึงขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ตัวแทนนักปกครองท้องที่ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ ได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับจังหวัด นำข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้น เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรับทราบถึงผลกระทบจากการใช้ถ้อยคำดังกล่าว

พร้อมกันนี้ สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยังยืนยันว่าพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางวินัยและกฎหมายเป็นรายบุคคล หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมโดยปราศจากหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดบึงกาฬ และสมาชิกนักปกครองท้องที่ ยังคงยึดมั่นในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มแข็ง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “สภาสังคมสงเคราะห์ฯ น้อมนำ ‘โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน’ เติมกำลังใจผู้ต้องขังคลองเปรม กว่า 6,300 คน”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยที่ปรึกษาและคณะกรรมการอำนวยการฯ ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารใน “โครงการน้ำพระทัยพระราชทาน” เพื่อส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้ต้องขัง ณ เรือนจำกลางคลองเปรม

ในการนี้ มีผู้ต้องขังเข้าร่วมรับมอบอาหารและสิ่งของจำนวนถึง 6,320 คน โดยทางสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดเลี้ยงไอศกรีมและน้ำมะพร้าวกระป๋อง เพื่อสร้างรอยยิ้มและคลายความร้อนให้แก่ผู้ต้องขัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ

โอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากคุณเผด็จ หริ่งรอด ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำชมการแสดงความสามารถจากผู้ต้องขัง ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาศักยภาพและการเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานยังได้เดินตรวจเยี่ยม พูดคุย และให้กำลังใจผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการปรับปรุงตนเอง และย้ำถึงโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอนาคต นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่แสดงถึงพลังของการให้และการไม่ทอดทิ้งกันในสังคมไทย

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ” พร้อมสานต่อพระปณิธานส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ มอบทุนการศึกษา สืบสานพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงาน น้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ฯ อย่างสมพระเกียรติ

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ผู้ทรงมีพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งต่อคนพิการ โดยได้รับเกียรติจาก นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ
การดำเนินงานภายใต้พระปณิธาน

งานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านผู้ทรงพระราชทานนาม “ดอกแก้วกัลยา” เป็นสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้มีการฝึกอบรมการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนพิการและครอบครัว
คณะผู้บริหารและผู้มีเกียรติร่วมงาน

ในการนี้ ร้อยตำรวจโท ดร. มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้เกียรติเป็นผู้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้ร่วมงานทุกท่านที่ให้ความสำคัญกับการสานต่อภารกิจเพื่อคนพิการ พร้อมด้วย นางอารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยา เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินงานของกองทุนฯ

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลและวางพานพุ่ม: เพื่อน้อมถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ โดยมีองคมนตรีเป็นประธานในพิธี

พิธีมอบทุนการศึกษา: โดย นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นผู้มอบทุนการศึกษาให้แก่คนพิการและบุตรคนพิการ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาสนิทรรศการและสาธิต: การจัดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ การสาธิตการประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืนการจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวมพลังภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของคนพิการในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม ร่วมกับมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์เปิดห้องเรียนอัจฉริยภาพทางด้านฟุตบอล ตามโครงการ “หนึ่งใจ…ให้กีฬา” เปิดโอกาสแก่เด็กเยาวชนที่มีความสามารถทางด้านกีฬาฟุตบอลได้ใช้ความสามารถการพัฒนาทักษะ มีอนาคตที่ดี เสริมการเรียน

▶️ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ในฐานะประธานสถานศึกษาโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม กล่าวว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” การให้เด็กเยาวชนได้ใช้ความสามารถที่มีพรสวรรค์มาแต่กำเนิดควบคู่กับการเรียน ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ปัจจุบันกีฬาฟุตบอลสร้างอาชีพที่มั่นคงได้

▶️คุณดารินนา ปานเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม เผยว่า การเรียนปัจจุบันมีหลากหลายวิชา รวมทั้งการสร้างอาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคล การใช้ศักยภาพของนักเรียนนั้น ทางโรงเรียนถือว่าสำคัญ เพราะผู้เรียนจะได้มีความสุขกับการเรียน รวมถึงการใช้ความสามารถทางด้านกีฬาต่อยอดได้อย่างดีกับเด็กเยาวชน เพราะทุกคนจะได้รับโอกาสที่ดีจากโรงเรียนเรา

▶️คุณกฤษณะ มีดี โค้ชผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม กล่าวว่า ทางเราได้เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนได้เข้ามาทดสอบความสามารถและได้คัดเลือกน้อง ๆ ไว้ได้ในจำนวนจำกัด เนื่องด้วยมีข้อกำหนดจำกัดด้วยสถานการณ์รองรับ ขอให้น้อง ๆ ทุกคนตั้งใจในการพัฒนาตนเอง เพื่ออนาคตของน้อง ๆ เอง

▶️เด็กชาย ชยณัฐ สามารถกุล กัปตันทีมรุ่นอายุ 13 ปี กล่าวด้วยความดีใจที่โรงเรียนให้โอกาสผมและในทีม จะตั้งใจฝึกซ้อม รวมถึงรักษาซึ่งระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคนเด็กชาย กฤตเมธ ทองน้อย กัปตันทีมรุ่นอายุ 15 ปี ได้กล่าวสัญญากับผู้ปกครอง ผู้บริหาร รวมถึงผู้ฝึกสอน ว่าขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสครั้งนี้ ขอบคุณโครงการดีๆ “หนึ่งใจ…ให้กีฬา” ที่เปิดโอกาสกับ นักกีฬาฟุตบอล เพื่อจะสานฝันให้ทุกคนมีโอกาสไปถึงดวงดาว จะได้มีอาชีพที่มั่นคงดูแลครอบครัวต่อไป

▶️ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสถานศึกษาโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย นครปฐม ได้ย้ำว่า เพื่อให้นักกีฬาฟุตบอลของเราได้มีประสบการณ์ จึงส่งทีมเข้าร่วมทำการแข่งขัน GLO CUP ซึ่งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้จัด นับว่าเป็นรายการแข่งขันฟุตบอลที่เปิดโอกาสให้น้อง ๆ เยาวชนที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสก้าวหน้า เพราะผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากแต่ละทีมจะได้ไปฝึกซ้อมกับทีมอาชีพในญี่ปุ่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้องจะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ณ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานครมูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ หนึ่งใจให้กีฬา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รำลึก 28 ปี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ต้นแบบผู้นำวิสัยทัศน์กว้างไกล เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ (6 พฤษภาคม 2569) ที่สำนักงานใหญ่พรรคชาติพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานงานวันรำลึกผู้นำแห่งศรัทธา

พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ครบรอบวันถึงแก่อสัญกรรม 28 ปี วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพลเอกชาติชายที่ได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติ และชาวจังหวัดนครราชสีมา

บรรยากาศภายในงานมีคณะผู้บริหารพรรคชาติพัฒนา สมาชิกพรรค พ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมงานกว่า 1,000 คน มีการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน พิธีกล่าวสดุดีเกียรติคุณ และสักการะรูปหล่อเหมือนพลเอกชาติชาย

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ยุคทองของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ในช่วงปี พ.ศ. 2531–2533 ถูกขนานนามว่าเป็นยุคทองของเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวเลข GDP เติบโตติดต่อกัน 3 ปี ปี 2531 เติบโต 13% ปี2532 เติบโต 12% และปี 2533 เติบโต 11% ส่งผลให้ไทยถูกยกเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย

ซึ่งคุณสมบัติเด่นที่ทำให้รัฐบาลยุค พล.อ.ชาติชาย ประสบความสำเร็จ คือ 1.ประสบการณ์รอบด้าน เป็นทั้งนักการทูต นักการเมือง และนักการทหาร 2.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในภูมิภาคอินโดจีน 3.ทักษะการประนีประนอม สามารถประสานประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย และ 4.มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ที่สร้างความเชื่อมั่น และ

ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ยังได้ริเริ่มโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานสำคัญจนถึงปัจจุบัน เช่น การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกที่จังหวัดหนองคาย โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก และโครงการขยายถนน 4 เลนทั่วประเทศ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น่านระดมสมองจากทุกภาคส่วน จัดทำแผนพัฒนาการขับเคลื่อน มรดกน่านสู่มรดกโลก (พ.ศ.2569-2572) : Development Plan Cultural World Heritage of NAN

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมดอกเสี้ยว โรงแรมน่านตรึงใจ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการและจัดทำแผนพัฒนาการขับเคลื่อน มรดกน่าน สู่มรดกโลก (พ.ศ.2569 – 2572) : Development Plan Cultural World Heritage of NAN

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจการนำเสนอและหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในการคุ้มครองแหล่งมรดกโลก จากเครือข่าย

เมืองมรดกโลกในประเทศไทย เพื่อจัดทำกรอบแนวคิดและรวบรวมแผนพัฒนาแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดน่าน จำนวน ๔ แหล่ง ให้ได้รับการคุ้มครองและอนุรักษ์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วน

โดยการประชุมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมาย จากทุกภาคส่วนในจังหวัดน่าน ร่วมระดมสมองเพื่อจัดทำแผนในการขับเคลื่อนงานอย่างมีกลยุทธ์ด้วยเป้าหมายในการขับเคลื่อนฐานมรดกวัฒนธรรมไปสู่

การใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และมุ่งเป้าไปสู่ความยั่งยืน และสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนในการยกระดับคุณภาพชีวิต ธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิต และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจบนฐานทุนทางวัฒนธรรมต่อไป

พร้อมกันนี้จังหวัดน่านได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านขององค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 31ตุลาคม 2568 เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน จึงได้จัดให้มีการออกร้าน นิทรรศการและผลิตภัณฑ์จากผลงาน

\ของเครือข่าย Nan Creative city of Craft and Folk Art จากศิลปิน ผู้ประกอบการ กลุ่มชุมชนต่างๆ อาทิร้านฝ้ายเงิน ร้าน Mama Mam หับเผยคาเฟ่ บ้านโคมคำ ชุมชนบ้านดอนแก้ว และบ้านอุ้ยเขียว Sunday Gallery Cafe ในการจัดประชุมในครั้งนี้ด้วย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลบ้านกรูด จัดกิจกรรมการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน การทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09:00 น.ที่ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด

เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน (กิจกรรมการทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด)

โดยมี นางสาวพนิดา ชูแข นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กล่าวรายงานการจัดโครงการ พร้อมด้วย คณะบริหาร ประธานสภาและสมาชิกสภาเทศบาล รองปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการทุก

ส่วนกอง หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ พนักงานเทศบาล และผู้ร่วมกิจกรรม เข้าร่วมพิธีเปิด และได้รับเกียรติจาก นางสาวจีรวรรณ สุขผล ครูโรงเรียนบางสะพานวิทยา และนางสาววิไล ปักษี ปราชญ์ชุมชน เป็นวิทยากรบรรยาย

โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย กิจกรรมที่ 2 การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากผู้รู้เพื่อพัฒนารักษาและสืบสานที่ยั่งยืน (กิจกรรมการทำดอกไม้จันทน์และจัดพวงหรีด) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดจัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 29 – 30 เมษายน 2569

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ สมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ จำนวน 40 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเอง และเป็นการสนับสนุนส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น

ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านกรูด อีกทั้งผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ ประสบการณ์ในการฝึกประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อนำไปต่อยอดในการเพิ่มอาชีพและรายได้แก่ผู้ร่วมกิจกรรม

//////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่าหลวง จ.ลพบุรี ชูสินค้า OTOP “จัดกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชนฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.00 น. ณ หอประชุมอำเภอท่าหลวง ที่ว่าการอำเภอท่าหลวง โดย นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ประธานเปิดงานกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพประชาชนอำเภอท่าหลวง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP และผู้เข้าร่วมงานกิจกรรม พร้อมกันบริเวณจัดงาน. โดยนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ได้กล่าวว่า อำเภอท่าหลวง ร่วมกับ ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ได้จัดกิจกรรม การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอท่าหลวง

โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษ มาจัดจำหน่ายให้ทุกท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ และยังได้มีการนำผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้า OTOP ผู้ประกอบการายย่อย (SMEs)มาร่วมจัดจำหน่ายสินค้าด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และจะได้ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้อำเภอท่าหลวง จะจัดกิจกรรมการจำหน่ายสินค้าฯ ในทุกวันศุกร์ และเริ่มครั้งแรก ในวันนี้ วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม นี้เป็นต้นไป จะมีสินค้ามาเพิ่มใหม่และสดอยู่ตลอดเวลา โดยในวันนี้จะมีสินค้าเพื่อมาออกร้านค้า ร่วมลดราคาให้ประชาชนดังนี้

  1. ปลาส้ม บ้านท่ากรวด ตำบลแก่งผักกูด
  2. กลุ่มหัตถกรรม บ้านกาญจนา ตำบลแก่งผักกูด
  3. ปลาแปรรูป ผู้ใหญ่ลำดวน
  4. ผักทองดี
  5. ปลาส้ม ผู้ช่วยจำปี พรพรหม
  6. จิ้งหรีดทอด ผู้ใหญ่นุชนารถ
  7. ขนมบ้าบิ่น น้องนุช
  1. สลัดผักไร่ธรรมนาธาร (โคก หนอง นา)
  2. กลุ่มกระเป้า บ้านท่ากรวด ตำบลแก่งผักกูด
  3. ต้นอ่อนทานตะวันพิมลพรรณ
  4. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ตำบลชับจำปา
  5. กลุ่มสตรี บ้านทุ่งดินแดง
  6. ข้าวโพดทอดกรอบ ตำบลหัวลำ
  7. ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย ราคาประหยัด จากโรงงานน้ำตาตาล T.N.
  1. กระดาษทิชชู ราคาย่อมเยา จากโรงงานกระดาษวังเปเปอร์
  2. ข้าวสาร ราคาประหยัด จาก ธกส. สาขาท่าหลวง
  3. หอยทอด/ ผัดไท
  4. ขนมจีบ/ ชาลาเปา/ เขียงไม้มะขาม
    และสินค้าอื่นๆอีกมากมาย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมต.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เปิดอ.ศูนย์การแพทย์แผนไทยทางเลือก เขต 6 ที่วัดสมาน จ.ฉะเชิงเทรา

แชร์เนื้อหานี้

นายมติชน ชูทับทิมรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัฉะเชิงเทราได้รับมอบหมายจากนายกลยุทธ ฉายแสงนายกองค์กาบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา

ให้การต้อนรับนายพัฒนา พร้อมพัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์
ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา

พร้อมกันนี้นายมติชน ชูทับทิมได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทราสู่การเป็นเมืองสมุนไพร 🌿(Herbal City)และเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness City)

ภายใต้ยุทธศาสตร์“Chachoengsao Aroma City” ✨ณ อาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเขตสุขภาพที่ 6 ตำบลบางแก้วอำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา

ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคศาสนาโดยได้รับความเมตตาจากพระราชวชิรประชานาถเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ธรรมยุต)เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนารามในการสนับสนุนพื้นที่กว่า 5 ไร่

อาคารก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2568เป็นอาคาร 4 ชั้น รองรับบริการด้านการแพทย์แผนไทยครบวงจรทั้งตรวจรักษา จ่ายยาสมุนไพรและคลินิกเฉพาะทาง 🌿เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน
ในจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่ใกล้เคียง
เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้สะดวกยิ่งขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดใหญ่!! รองผู้ว่าฯสระแก้ว เปิดงาน “น้อมรำลึกวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ประจำปี พ.ศ.2569

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (25 เม.ย.69) ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ได้มีการแสดงรำถวายจากคณะนางรำจิตอาสาทั่วทุกอำเภอ ข้าราชการและครูนาฏศิลป์ ในจังหวัดสระแก้ว จำนวน 409 คน เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ต่อมาเวลา 18.30 น. นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวชลชา บุญโต ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระแก้ว หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอารยธรรม กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

“งานน้อมรำลึกวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ

จังหวัดสระแก้ว การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างการรับรู้ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังจังหวัดสระแก้ว อันจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

จังหวัดสระแก้ว ขอเชิญร่วมสัมผัสประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการแสดงแสง สี เสียง สุดอลังการย้อนรอยพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชร่วมชมฉากสำคัญในประวัติศาสตร์ สงครามยุทธหัตถี

พร้อมเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจตลอดการแสดงอลังการด้วยเทคนิคแสง สี เสียง ตระการตาด้วยเอฟเฟกต์สุดพิเศษจำลองบรรยากาศสมัยอยุธยาได้อย่างสมจริงนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ถ่ายทอดอารมณ์อย่างทรงพลัง ฟรีคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดัง 3 คืนติด!

วันที่ 25 เมษายน 2569 : กานต์ ทศน
วันที่ 26 เมษายน 2569 : ดอกแคร์ ท็อปไลน์
วันที่ 27 เมษายน 2569 : พบกับ หมอลำคณะประถมบันเทิงศิลป์ เต็มวง!! และ กิจกรรมหลากหลายอาทิเช่น มวยไทย ,ประกวดไก่ชนสวยงาม ,ตลาดย้อนยุค บรรยากาศโบราณ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ระหว่างวันที่ 25 – 27 เมษายน 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแต่งกายย้อนยุค แสดงพลังความรักในแผ่นดินของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ร่วมสร้างความประทับใจ พร้อมเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยไปด้วยกัน.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /อ.กำแพงแสน ขับเคลื่อนนโยบาย อำเภอ…พึ่งได้”แก้จน คนกำแพงแสน”

แชร์เนื้อหานี้

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วย ปลัดอำเภอกำแพงแสน พัฒนาการอำเภอกำแพงแสน สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน เกษตรอำเภอกำแพงแสน ปศุสัตว์อำเภอ ประมงอำเภอ

กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ และ คณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกระตีบ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยม่วง และองค์การบริหาร

ส่วนตำบลสระพัฒนา พร้อมด้วยกำนัน สาทิศ สระทองหน กำนันตำบลสระพัฒนา และ ผู้ใหญ่พงษ์ศักดิ์ ศรีทันดร ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มเปราะบาง

ในพื้นที่ตำบลกระตีบ ตำบลห้วยม่วง ตำบลสระพัฒนา และตำบลสระสี่มุม จำนวน 42 ราย ตามนโยบายกรมการปกครอง อำเภอพึ่งได้ ตามโครงการ “ แก้จน คนกำแพงแสน”

นายอำเภอไปหาถึงที่ เติมสุขถึงบ้าน ทั้งนี้ ได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นที่ได้รับการสนับสนุนจาก วโรงงานไทยฟู้ดส์ จำกัด

ไพรัตน์ฟาร์ม สมจิตรฟาร์ม ภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการห้างร้านพื้นที่อำเภอกำแพงแสน และคหบดี พ่อค้าชาวกำแพงแสน ทั้งนี้อำเภอกำแพงแสนมีแผนในการลงพื้นที่เยี่ยม

กลุ่มเปราะบางเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จ.สิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ประจำเดือนเมษายน 2569

โดยมี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายธรรมนูญ แจ่มใส ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี/

เลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภออินทร์บุรี นายกกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี ผู้ช่วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ที่ปรึกษา/คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี

สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมการกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมพิธีดังกล่าว และหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมโครงการดัง

กล่าว ซึ่งได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จากเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 100 ชุด และมอบแว่นสายตายาวให้แก่สูงอายุ/ผู้ยากไร้ จำนวน 300 อัน

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี มอบเงินอุปการะเด็กกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 ครอบครัวๆละ 1,000 บาท พร้อมได้ตรวจเยี่ยมหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี (พอ.สว.) และหน่วยงานที่ออกบริการประชาชน ณ วัดศรีสำราญ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ทั้งนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข มอบเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่คนไข้ที่มาขอเป็นผู้ป่วย พอ.สว.รายใหม่ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 4 ราย เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพ

สิงห์บุรี “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.


นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยมี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายธรรมนูญ แจ่มใส ปลัดจังหวัดสิงห์บุรี/เลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภออินทร์บุรี นายกกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี ผู้ช่วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ที่ปรึกษา/คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสิงห์บุรี คณะกรรมการกิ่งกาชาดอำเภออินทร์บุรี และเจ้าหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมพิธีดังกล่าว และหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งได้มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จากเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 100 ชุด และมอบแว่นสายตายาวให้แก่สูงอายุ/ผู้ยากไร้ จำนวน 300 อัน สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี มอบเงินอุปการะเด็กกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 ครอบครัวๆละ 1,000 บาท พร้อมได้ตรวจเยี่ยมหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี (พอ.สว.) และหน่วยงานที่ออกบริการประชาชน ณ วัดศรีสำราญ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ทั้งนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข มอบเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่คนไข้ที่มาขอเป็นผู้ป่วย พอ.สว.รายใหม่ ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 4 ราย เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร จัดงานวัน อสม.แห่งชาติ 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 เมษายน 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ได้จัดโครงการประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการสุขภาพชุมชนของ อสม. จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องในวันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลนครอ้อมน้อย ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีนายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธาน

พร้อมด้วยนายแพทย์ประกิจ สาระเทพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร, นายอภิชาต โพธิ์ถนอม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน, นายบุญชู นิลถนอม นายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย พร้อมคณะผู้บริหารเทศบาลนครอ้อมน้อย, สาธารณสุขอำเภอ, ส่วนราชการ,

ภาคเอกชน และ อสม.ในจังหวัดสมุทรสาคร เข้าร่วมงากิจกรรมในวันนี้ได้มีการปฏิญาณตนตามบทบาทหน้าที่ อสม. มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเสื้อสามารถให้กับ อสม.ดีเด่น ประจำปี 2569, พิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติ อสม.ที่ปฏิบัติงานครบ 10 ปี, 20 ปี, 30 ปี และ 40 ปี, การออกบูธนิทรรศการแสดงผลงานของชมรม อสม. ทั้ง 3 อำเภอ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการสุขภาพชุมชน ของ อสม.3 อำเภอ


งานในวันนี้จัดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและพัฒนาศักยภาพ อสม. ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขภาพอนามัย เป็นต้นแบบในการสร้างสุขภาพ นำไปสู่การดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจังหวัดสมุทรสาคร มี อสม.

รวมทั้งสิ้น จำนวน 3,683 คน แบ่งเป็น อำเภอเมืองสมุทรสาคร จำนวน1,732 คน อำเภอกระทุ่มแบน จำนวน 1,001 คน และอำเภอบ้านแพ้ว จำนวน 950 คนกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดนโยบาย “อสม.ยุคใหม่ เชื่อมต่อเทคโนโลยีกับชุมชนสู่สาธารณสุขพัฒนา” เพื่อส่งเสริมงานสุขภาพเชิงรุกในชุมชน
ทีมข่าวสมุทรสาคร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.ปัว รับมอบอุปกรณ์ ดับไฟป่า จากหจก.น่านเคมีภัณฑ์ แก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน PM 2.5 พื้นที่อ.ปัว จ.น่าน”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 เมษายน 2569 ณ บ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่านโดยนายพิพัฒน์ เพ็ชรพิพัฒน์นายอำเภอปัว มอบหมายให้นายธีรพล บุญตัน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง อำเภอปัว(เป็นผู้แทน)และนางนัยนา ทีฆาวงค์ผู้ใหญ่บ้านห้วยหาด(รักษาการกำนันตำบลอวน)

พร้อมคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้รับมอบอุปกรณ์ป้องกันและสนับสนุนการปฏิบัติงานดับไฟป่าจากห้างหุ้นส่วนจำกัด น่านเคมีภัณฑ์ เพื่อนำไปดำเนินการในภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย นายคมกฤษณ์ ระวังยศ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด น่านเคมีภัณฑ์และนายสรรเพชญ์ ปุละ หัวหน้าสำนักงานน่าน บริษัทไฟฟ้า หงสา จำกัด ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์รวมหลายรายการดังนี้

เครื่องเป่าใบไม้ยี่ห้อคาซากิ จำนวน 3 เครื่องไฟส่องสว่างติดศีรษะ จำนวน 6 ชุดไม้ตบดับไฟ จำนวน 6 ชุดเครื่องพ่นฉีดน้ำแบบสะพายหลัง จำนวน 10 ชุดชุดดับไฟป่า (ลาโค่) จำนวน 6 ชุดหน้ากาอนามัย จำนวน 20 ชุดมาม่ากึ่งสำเร็จรูป จำนวน 5 กล่อง
ปลากระป๋อง จำนวน 5 แพ็ค

สนับสนุนปัจจัยค่าน้ำมันและน้ำดื่มโดยนายธีรพล บุญตัน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง กล่าวว่าอุปกรณ์ที่ได้รับมอบในครั้งนี้ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและเสริมความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่

ซึ่งเป็นงานที่ความเสี่ยงสูง โดยทางอำเภอจะดำเนินการส่งมอบต่อให้กับชุมชนบ้านห้วยหาดและหน่วยงานหน้างานเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภารกิจและพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวยจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่พุทธสถานเมตตาธรรมานุสรณ์ วัดมิ่งเมือง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกเฉลิมพระเกียรติ โดยมีพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธี

การจัดงานครั้งนี้ จังหวัดน่านจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 อีกทั้งเพื่อเปิดโอกาสให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันประกอบคุณงามความดีถวายเป็นพระราชกุศล แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์.

ภายในพิธี นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะและพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรมาโดยตลอด พร้อมน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้ การจัดพิธีเทศน์มหาชาติฯ ยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันหลักของชาติ ตลอดจนเสริมสร้างความรัก ความสามัคคีของประชาชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นายก หน่อย” หวั่น ผู้สูงอายุ – กลุ่มเปราะบางเจอภาวะฮีทสโตรก หลังสภาพอากาศร้อนปรอทแตก!!!จ่อไฟเขียวใช้ รพ.สต. เปิดศูนย์พักพิงฯ ติดแอร์

แชร์เนื้อหานี้

อบจ.โคราช เล็งใช้พื้นที่ รพ.สต.ในสังกัดฯ ที่มีความพร้อมด้านอาคาร สถานที่ เปิดศูนย์พักพิงติดแอร์ แก่ผู้สูงอายุ และ กลุ่มเปราะบาง มาทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงเวลากลางวัน เพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรกช่วงสภาพอากาศที่อุณหภูมิร้อนจัด
องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดย นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ. เตรียมแนวทางการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีความกังวลในสภาวะปัจจุบันที่สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงเกือบๆ 40 องศา กลุ่มเป้าหมายบางรายลูกหลานออกไปทำงานในช่วงกลางวันต้องอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง กับอากาศร้อนจัด เกรงว่าจะเกิดภาวะโรคฮีทสโตรกในกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิงที่รองรับผู้สูงอายุและ กลุ่มเปราะบาง จะมุ่งเน้นไปที่ รพ.สต.ในสังกัด อบจ. ที่มีความพร้อมในเรื่องของอาคาร สถานที่ เปิดห้องประชุมติดแอร์ให้เป็นจุดพักพิงแก่ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ช่วงเวลากลางวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ไปจนถึง เวลา 16.30 น. เชื่อว่าการเปิดห้องแอร์หรือการจัดสถานที่ให้มีความเย็นเพียงพอ เป็นหนึ่งในวิธีหลักที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคฮีทสโตรก และถึงแม้วิธีการนี้ อาจจะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง แต่เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาการเกิดภาวะฮีทสโตรกในผู้สูงอายุ ลดลง ลูกหลานก็จะได้คลายความกังวล

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิดเชิงรุก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชน เพื่อปฏิบัติตัวในสภาวะอากาศที่ร้อนจัด ให้สามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง ที่ต้องเข้าถึงการดูแลจากหน่วยงานรัฐมากกว่าคนปกติในทุกสถานการณ์ “นายกฯ ยลดา” กล่าว

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน