คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าว PR

สี่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประจวบฯ ชาวบ้านและสวนในพื้นที่ ทับสะแก เร่งนำรถมาเติมน้ำมัน ดีเซล หมดภายใน 1 ชม.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 17 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ ของ หจก.ธ.ทองปิโตเลียม ริมถนนเพชรเกษม ฝั่งขาล่องใต้ ช่วงหลัก กม.ที่ 359-360 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ได้เปิดให้บริการเติมนำมันดีเซล หลังทางปั้มเปิดให้บริการให้ชาวบ้าน และชาวสวนรวมถึงรถบรรทุกที่วิ่งลงสู่ภาคใต้เข้ามาให้บริการเติมน้ำมันดีเซล โดยชาวสวนได้นำรถที่ใช้สวนตัว และใช้ขนพืชพลทางการเกษตรเข้ามาต่อคิวเติมน้ำมันจำนวนมาก

โดยทางปั้มได้ให้รถที่เข้ามาเติมน้ำมัน สามารถเติมน้ำมันดีเซลได้เพียงคันละ 500 บาท ต่อครั้ง ต่อวัน เพื่อลูกค้าจะได้ใช้บริการอย่างทั่วถึง และเปิดให้บริการ 06.00 น. – 18.00 น. ของทุกวัน

ในส่วนน้ำมัน เบนซิน 95 หรือ E 20 และ LPG ก็ยังสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ โดยหลังเปิดให้บริการน้ำมันดีเซล ได้ไม่ถึง 1 ชม.ก็ต้องปิดให้บริการดีเซล เนื่องจากน้ำมันหมด และสามารถมาใช้บริการได้วันถัดไป

///////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร -แห่เติมน้ำมันทั้งเมือง! รถต่อคิวยาว ดีเซล 6,000 ลิตรหมดใน 2 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หลังพบว่าประชาชน นักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด รวมถึงรถที่เดินทางข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ต่างพากันเข้าคิวเติมน้ำมันจำนวนมาก ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งในพื้นที่เริ่มประสบปัญหาน้ำมันหมดชั่วคราว

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ปั๊มน้ำมัน PT ในเขตอำเภอเมืองมุกดาหาร พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีรถยนต์จำนวนมากต่อคิวรอเข้าเติมน้ำมัน โดยพนักงานปั๊มเปิดเผยว่า ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะ “น้ำมันดีเซล” ที่ทางปั๊มเพิ่งได้รับการเติมเข้ามาใหม่จำนวน 6,000 ลิตร แต่กลับถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

พนักงานหญิงรายหนึ่งเปิดเผยว่า ปกติแล้วน้ำมันดีเซลจำนวน 6,000 ลิตร จะสามารถจำหน่ายได้ประมาณ 2 วัน แต่ในช่วงนี้กลับขายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เนื่องจากมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ทั้งคนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ขณะที่น้ำมันเบนซินบางชนิดก็เริ่มทยอยหมดเช่นกัน โดยขณะนี้เหลือเพียงน้ำมัน E20 ที่ยังพอมีให้บริการ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีรถยนต์จาก สปป.ลาว เข้ามาใช้บริการบ้าง แต่มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวไทยที่เดินทางข้ามไปมาระหว่างสองประเทศ โดยทางปั๊มได้ติดป้ายประกาศขออภัยในความไม่สะดวก พร้อมระบุว่าน้ำมันกำลังอยู่ระหว่างการจัดส่ง และคาดว่าจะกลับมามีบริการน้ำมันดีเซลตามปกติอีกครั้งในช่วงวันพุธที่จะถึงนี้

สำหรับมาตรการการจำหน่ายน้ำมัน ทางปั๊มระบุว่า หากเป็นการเติมใส่ถังรถยนต์โดยตรงจะยังไม่มีการจำกัดปริมาณ สามารถเติมได้เต็มถังตามปกติ แต่หากเป็นการนำถังภายนอกมาบรรจุน้ำมัน จะจำกัดปริมาณไม่เกินรายละ 100-200 ลิตร เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันอย่างทั่วถึง

ขณะที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. (PTT Station) สาขาตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร ก็พบสถานการณ์คล้ายกัน โดยมีรถยนต์ทั้งจากภายในประเทศและจาก สปป.ลาว ต่อคิวรอเติมน้ำมันจำนวนมาก จนแถวรถล้นออกมานอกพื้นที่จ่ายน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลได้หมดลงชั่วคราว พนักงานจึงต้องติดป้ายประกาศที่หัวจ่ายว่า “น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่งมาเติม” พร้อมทั้งใช้มาตรการจำกัดปริมาณการเติม เนื่องจากปริมาณน้ำมันมีจำกัด แต่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากกว่าปกติ

ทั้งนี้ ทางปั๊มได้กำหนดเกณฑ์การเติมน้ำมัน โดยรถยนต์เก๋งและรถกระบะ สามารถเติมได้ไม่เกิน 500 บาทต่อคัน ส่วนรถบรรทุกหรือรถขนาดใหญ่ จำกัดไม่เกิน 50 ลิตรต่อคันสำหรับกรณีการเติมน้ำมันใส่ถังเพื่อนำไปใช้กับเครื่องจักรทางการเกษตร เช่น รถไถ หรือรถแม็คโคร ทางปั๊มจะพิจารณาเป็นกรณีไป โดยต้องได้รับการอนุมัติจากผู้จัดการปั๊มก่อนทุกครั้ง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งประสานการขนส่งน้ำมันเข้ามาเติมในพื้นที่ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาย

ข่าวด่วน#มุกดาหาร#น้ำมันหมด#ต่อคิวเติมน้ำมัน#สถานการณ์น้ำมัน#ข่าววันนี้#ข่าวสังคม#CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระราชทานปริญญาบัตร แก่บัณฑิตมหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง ปีการศึกษา 2567

แชร์เนื้อหานี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประจำปีการศึกษา 2567

ณ หอประชุมสมเด็จย่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569

เวลา 09.30 นาฬิการถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินถึงหอประชุม ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี มีศาสตราจารย์พิเศษวันชัย ศิริชนะ

นายกสภามหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี พร้อมด้วยผู้แทนผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงาน และนักศึกษา

รวมทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 และรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ในโอกาสนี้ ทรงวางพุ่มดอกไม้ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ

จำนวน 3 ราย ได้แก่ พระไพศาล วิสาโล ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ ปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ

นายแพทย์อุดม คชินทร ปริญญาสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทาน 2 ท่าน

ได้แก่ ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ และศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร

นอกจากนี้ ยังพระราชทานรางวัลเชิดชูเกียรติ “ตุงทองคำ” แก่นายนคร พงษ์น้อย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานศิลปวัฒนธรรม

ไร่แม่ฟ้าหลวง ผู้มีคุณูปการอย่างยิ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา รวมทั้งมีส่วนสำคัญในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมาอย่างต่อเนื่อง

และพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาและระดับปริญญาตรี รวมทั้งสิ้น 2,765 ราย ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษา

ต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 ทั้งสิ้น 174 คน จาก 23 ประเทศทั่วโลก และมีผู้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้ 106 คน

จากประเทศต่าง ๆ อาทิ เมียนมา จีน ภูฏาน ศรีลังกา ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาที่มีความพิการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในครั้งนี้อีก 6 คน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯจ.นครปฐม ประชุมมอบนโยบาย วางแนวทางการปฏิบัติราชการ เน้นย้ำการทำงานเชิงรุก และ แก้ไขปัญหายาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนครปฐม เพื่อมอบนโยบายและวางแนวทางการปฏิบัติราชการ เน้นย้ำการทำงานเชิงรุกและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม และนายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วย นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐมนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี

นายโชติพงศ์ เปล่งวิทยานายอำเภอเมืองนครปฐมพร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงผู้ว่าราชการจังหวัดได้เน้นย้ำถึงภารกิจสำคัญของนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในฐานะกลไกหลักที่ใกล้ชิดประชาชน โดยร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายระดับจังหวัดบูรณาการร่วมกันระหว่างจังหวัดและท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดจนขอความร่วมมือท้องถิ่นทุกแห่งรวมกันมีบทบาทในการแก้ไขปัญหายาเสพติด บำบัดรักษา เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงแนวทางปฏิบัติจากหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนา สำนักงานสถิติจังหวัด และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครปฐม ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจและกระชับความร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พี่น้องชาวจังหวัดนครปฐมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญในการทำงานภายใต้แนวคิด “ปัญหายังอยากแก้ ความดีที่อยากทำ” “ปัญหายังอยากแก้” จากการรวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องชาวนครปฐมกว่า 3,301 คน พบว่าประเด็นเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้แก้ไขมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัญหาถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนดับ และปัญหาเด็กและเยาวชนติดบุหรี่ไฟฟ้า

ซึ่งสอดคล้องกับ “ความดีที่อยากทำ” ที่ประชาชนอยากเห็น คือการมีไฟฟ้าส่องสว่างทั่วถึง มีกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้นเพื่อความปลอดภัย บ้านเมืองสะอาดปลอดภัย และไม่มีคนติดยาเสพติด
เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม จังหวัดนครปฐมได้อนุมัติโครงการปรับปรุงถนนและไฟฟ้าแสงสว่างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 118 โครงการ งบประมาณกว่า 1,115 ล้านบาท ครอบคลุมระยะทางกว่า 414 กิโลเมตร และติดตั้งเสาไฟฟ้าแสงสว่างเพิ่มอีก 1,328 ต้น

โดยในจำนวนนี้เป็นงบอุดหนุนเฉพาะกิจสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถึง 45 โครงการ “เราจะร่วมสร้าง ร่วมพัฒนา ร่วมแก้ไขปัญหาให้นครปฐม โดยขับเคลื่อนทั้งงาน งบ ระบบ และคน อย่างเรียบง่ายแต่ได้สาระ ภายใต้ 3 เงื่อนไขหลัก คือ ต้องถูกต้อง เป็นธรรม และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ” นางสาวอโรชา กล่าวทิ้งท้ายสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ /ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ร่วมเวทีนานาชาติ The 3RINCs แลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการขยะอย่างยั่งยืน และลดการปล่อยคาร์บอน

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (Eastern Energy Plus) นำโดย นายอบีนาช มาจี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ The 12th3R International Scientific Conference on Material Cycles and Waste Management – Innovation Beyond Net Zero (The 3RINCs) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับนานาชาติสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชนจากหลายประเทศ

ภายในงาน นายอบีนาช มาจี้ ได้ร่วมถ่ายทอดแนวทางการจัดการขยะที่มุ่งเน้นการลดการปล่อย คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) จากระบบฝังกลบแบบวิศวกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่มีผลต่อภาวะโลกร้อน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะและการแปรรูปขยะให้เป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมขั้นสูงมาใช้ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบสถานที่ฝังกลบขยะมากกว่า 159 ไร่ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ บริษัทได้ดำเนินมาตรการควบคุมฝุ่น ควัน และกลิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามค่าฝุ่นละออง PM2.5 อย่างใกล้ชิดให้อยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

รวมถึงมีระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
นายอบีนาช มาจี้ กล่าวว่า “กระบวนการวิศวกรรมแบบบูรณาการในการจัดการขยะของบริษัท สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิได้สูงสุดถึง 0.1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงของไฟฟ้าที่ผลิตได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินงานที่ก้าวข้ามระดับความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยคาร์บอนในระดับสากล” การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยการเข้าร่วมประชุมของ Eastern Energy Plus สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนแนวทางการจัดการขยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานจากขยะ และการมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมในระยะยาว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ผงะทั้งวัด! พระล้างจานหลังกุฏิ เห็น “จระเข้” โผล่คลอง รีบแจ้งเจ้าอาวาส–เตรียมเรียกกู้ภัย สุดท้ายที่แท้เป็นจระเข้ยาง ผงะทั้งวัด! พระกำลังล้างจานหลังกุฏิ เหลือบเห็นคล้าย “ลูกจระเข้” โผล่คลองรีบแจ้งเจ้าอาวาสเตรียมเรียกกู้ภัย แต่สุดท้ายตรวจสอบใกล้ ๆ ถึงกับโล่งอก ที่แท้เป็นจระเข้ยางของเล่นลอยน้ำ

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 9 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากพระใบฎีกาสิรวิชญ์ ปิยสาโร (พระมอส) อายุ 32 ปี เลขานุการวัดบางหญ้าแพรก ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ว่าได้เจอจระเข้นอนอยู่ในน้ำคลองวัดบางหญ้าแพรกด้านหลังกุฏิวัดที่ พระมอส อยู่ จากนั้นผู้สื่อข่าวได้รีบเดินไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าเห็นลักษณะเป็นลูกจระเข้ พระได้เอาไม้ไผ่ยาวไปเขี่ยแต่ตัวไม่ขยับนิ่งอยู่กับที่ ถึงได้รู้ว่าเป็นจระเข้ยางของเล่นที่จมอยู่ในน้ำ จากนั้นพระจึงได้เอาขึ้นมาจากน้ำ

พระใบฎีกาสิรวิชญ์ ปิยสาโร (พระมอส) อายุ 32 ปี เลขานุการวัดบางหญ้าแพรก ได้เผยว่าขณะเกิดเหตุอาตมากำลังล้างถ้วยชามอยู่บริเวณหลังวัดที่ริมคลองได้เหลือบไปเห็นวัตถุลักษณะคล้ายจระเข้ตัวน้อย ซึ่งหางก็สะบัดตามน้ำ ด้วยความตกใจจึงไปตามท่านเจ้าอาวาส และชวนพระลูกวัดมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมกับไปคว้าโทรศัพท์มาเพื่อถ่ายรูปเป็นหลักฐาน เตรียมส่งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและเจ้าหน้าที่เทศบาลใกล้เคียง

จากนั้นท่านเจ้าอาวาสจึงเดินทางมาดู และถามกับตนเองว่าจระเข้ตัวน้อยตัวดังกล่าวไปหรือยัง อาตมาจึงตอบไปว่ายัง และคิดว่าจระเข้ตัวดังกล่าว น่าจะมีครอบครัวซึ่งมีพ่อและแม่ของจระเข้อยู่บริเวณนี้ด้วย ซึ่งอาตมาจึงได้นำไม้ไผ่มาเขี่ยจระเข้ตัวน้อยก็พบว่า ไม่มีการตอบสนอง และจระเข้ตัวดังกล่าว ได้หงายท้องและไม่มีแขน ไม่มีขา อาตมาอยากจะฝากถึงญาติโยมที่คิดจะกระทำว่า อย่านำไปหลอกใครอีกนะ อาตมากลัว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์บุรี ประกาศความสำเร็จ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ครบ 100% พร้อมเคาะแผน “จังหวัดสะอาด” ปี 69 มุ่งเป้าเมืองน่าอยู่ยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมนายทองแสงใหญ่ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดสิงห์บุรี ครั้งที่ 1/2569 เพื่อรับรองผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและพิจารณาแผนยุทธศาสตร์การจัดการขยะในอนาคต โดยมี นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี และคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ที่ประชุมได้มีมติรับรองข้อมูลการจัดทำ “ถังขยะเปียก ลดโลกร้อน” ของครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นอย่างมาก โดยผลการดำเนินงาน ณ เดือนธันวาคม 2568 มีรายละเอียดดังนี้:จำนวนครัวเรือนเป้าหมายที่สามารถจัดทำถังขยะเปียกได้: 43,780 ครัวเรือนผลการดำเนินงานจริง:

ดำเนินการได้ครบ 100% ทั้ง 43,780 ครัวเรือนครอบคลุมพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 41 แห่ง และรายงานรับรองข้อมูลครบถ้วนทั้ง 6 อำเภอ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมืออันเข้มแข็งของภาคประชาชนในการลดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนต่อเนื่อง นายวราดิศร อ่อนนุช ได้ร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาและเห็นชอบร่าง แผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งประกอบด้วย 4 กรอบการดำเนินงานหลัก รวม 19 ตัวชี้วัด ดังนี้

  1. ด้านการจัดการขยะต้นทาง (6 ตัวชี้วัด): เน้นการคัดแยกขยะในครัวเรือน การส่งเสริมกลุ่ม “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน) และการลดใช้พลาสติก Single-use
  2. ด้านการจัดการขยะกลางทาง (5 ตัวชี้วัด): เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะแบบแยกประเภทในพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยว
  3. ด้านการจัดการขยะปลายทาง (5 ตัวชี้วัด): ตั้งเป้าขยะมูลฝอยต้องได้รับการจัดการอย่างถูกต้องร้อยละ 80 และเร่งปิด/ปรับปรุงสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ถูกต้อง
  4. ด้านกลไกส่งเสริมการบริหารจัดการ (3 ตัวชี้วัด): มุ่งเน้นการใช้ระบบสารสนเทศติดตามผล และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการถังขยะเปียก
    นอกจากแผนการจัดการขยะแล้ว จังหวัดสิงห์บุรียังเตรียมพร้อมขับเคลื่อนโครงการ “บ้านสวย เมืองงาม ตามระเบียบ เรียบเย็น ยั่งยืน” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยจะมีพิธีลงนาม MOU ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ พร้อมทั้งเตรียมหลักเกณฑ์การประกวดการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” ประจำปี 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แต่ละพื้นที่ทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น

นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวปิดท้ายว่า “ความสำเร็จในการทำถังขยะเปียกครบ 100% เป็นเพียงจุดเริ่มต้น วันนี้เราเห็นแล้วว่าชาวสิงห์บุรีพร้อมใจกันเปลี่ยนเพื่อสิ่งแวดล้อม แผนปี 69 นี้จะเป็นแผนที่ทำให้เราจัดการขยะได้อย่างยั่งยืนและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนผ่านคาร์บอนเครดิตอีกด้วย”

By. กองบรรณาธิการ (ส่วนกลาง )/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพไทย แม่บ้าน สนง.พัฒนาภาค 2 มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค /ล้างบางยานรก สกัดจับไอซ์ล็อตมหึมา 380 กิโลฯ คาถนนชยางกูร รวบ 2 ผู้ต้องหา 2 คัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยน.อ.เชิดชู ชูเสน ผู้บังคับหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่24 สำนักงานพัฒนาภาค 2 (สนภ.2 นทพ.)

และคุณจิราพร ชูเสน สมาชิกชมรมแม่บ้าน เยี่ยมกำลังพล ณ บ้านพักกำลังพล นพค.24 สนภ.2 นทพ. บ.ศรีมงคล ม.8 ต.คำชะอี อ.คำชะอี จว.มุกดาหาร

ในโอกาสนี้ น.อ.เชิดชู ชูเสน ผบ.นพค.24 สนภ.2 นทพ. พบปะกำลังพลและครอบครัว ได้มอบเครื่องอุปโภค – บริโภค เพื่อบำรุงขวัญให้กับกำลังพล และครอบครัว ที่พักอาศัย การตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลในครั้งนี้

เป็นไปตามนโยบายด้านการให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังพลของกองบัญชาการกองทัพไทย(บก.ทท.) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการ

การสร้างสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ดี และเหมาะสม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัวซึ่งพักอาศัยในพื้นที่อาคารสวัสดิการ

รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการได้พบปะและรับฟังปัญหาจากกำลังพลโดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความเป็นอยู่ของกำลังพลใน

พื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ล้างบางยานรกมุกดาหาร! ตชด.227 สกัดจับไอซ์ล็อตมหึมา 380 กิโลฯ คาถนนชยางกูร รวบ 2 ผู้ต้องหาพร้อมรถของกลาง 2 คัน

มุกดาหาร – เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด.

พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูง สั่งการให้ชุดปฏิบัติการข่าวร้อย ตชด.227 และ ชปข.ตชด.22 สนธิกำลังรวม 20 นาย เข้าสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 2 ราย พร้อมของกลางรายการสำคัญ ประกอบด้วย ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักประมาณ 380 กิโลกรัม โดยตรวจพบรถยนต์ที่ใช้

ในการกระทำความผิด 2 คัน คือ รถยนต์กระบะนิสสัน นาวาร่า สีเทา ทะเบียน บบ 9598 อุบลราชธานี และรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซิตี้ สีเทา ทะเบียน ขก 6564 อุบลราชธานี พร้อมโทรศัพท์มือถืออีก 2 เครื่อง

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณริมถนนชยางกูร (ทางหลวงหมายเลข 212) ก่อนถึงสี่แยกไฟแดงโคกสูง ประมาณ 300 เมตร ในพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ ก่อนขยายผลต่อเนื่องไปยังบริเวณไร่

มันสำปะหลัง บ้านกุดแข้ อ.เมืองมุกดาหาร ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลเพื่อหาตัวผู้ร่วมขบวนการต่อไป
ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

จับยาเสพติด #ตชด22 #มุกดาหาร #ไอซ์380กิโล #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #CIAThailand

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 2 ปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลวัดสำโรง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่ทำการปกครองอำเภอนครชัยศรี ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 7 จังหวัด

นครปฐม สำนักงานเกษตรอำเภอนครชัยศรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569

โดยกรมการปกครอง ได้มีนโยบายในการปฏิบัติงานด้านการบริการประชาชนบนหลักความเสมอภาคและเท่าเทียม เพื่อขับเคลื่อนกรมการปกครอง ประจำปี พ.ศ 2569 ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้”

(DOPA) 2026 : Better Together และภายใต้การอำนวยการของนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดย

นายสมาวิษฎ์ สุพรรณไพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในพิธี นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี กล่าวต้อนรับ

สำนักทะเบียนอำเภอนครชัยศรี เข้าร่วมโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ โดยออกบริการประชาชนจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ (Mobile Unit)

ให้กับผู้สูงอายุและผู้พิการในพื้นที่ตำบลวัดสำโรงและพื้นที่ตำบลใกล้เคียง นายณัทกร ตุ้มทองคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดสำโรง

กล่าวรายงานสรุปพื้นที่ พร้อมด้วยนางพลัศริญญา อมรพันธุ์ศักดิ์ เกษตรจังหวัดนครปฐม นางณัฐทิยา อชิตกุล เกษตรอำเภอนครชัยศรี และ

นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี พร้อมคณะทำงานสำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม เกษตรอำเภอทุกอำเภอ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอนครชัยศรีและเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอ

ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลวัดสำโรง จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ

สยามมกุฎราชกุมาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภาคี ร่วมให้บริการความรู้ทางวิชาการและสนับสนุนปัจจัยการ

ผลิตต่างๆ แก่เกษตรกรแบบครบวงจร รวมถึงการออกร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดและบูทกิจกรรมที่น่าสนใจจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ และภาคเอกชน
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธร น่านทลายขบวนการลำเลียงยาบ้า4แสนเม็ด #รวบ2ผู้ต้องหากลางพื้นที่เมืองน่าน / เด็กรร.ปัวเจ๋ง คว้าชนะเลิศที่ 1 แข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ พื้นพิภพ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.น่าน ร่วมกับ สภ.เรือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลจับกุมขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญ

ในพื้นที่จังหวัดน่าน สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่จังหวัดน่าน ผ่านเส้นทางอำเภอสองแคว มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จึงได้วางแผนสกัดจับ กระทั่งสามารถหยุดรถยนต์ต้องสงสัยได้บริเวณฐานปฏิบัติการ ตชด.324 (เดิม) ท้ายหมู่บ้านสองแคว ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน

จากการตรวจค้นพบยาบ้า จำนวน 400,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์กระบะที่ใช้ลำเลียง โดยผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย ทำหน้าที่แบ่งกันขับรถนำสำรวจเส้นทางและรถลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดน่าน และตำรวจภูธรจังหวัดน่าน จะยังคงเดินหน้าสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง หากประชาชนพบเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Police Care, สายด่วนสำนักงาน ป.ป.ส. 1386 หรือศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง/#เครดิตภาพข่าวทีมงานตำรวจภูธจังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

เด็กรร.ปัวเจ๋ง คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 แข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ ระดับมัธยม ผู้ร่วมแข่งขัน 40 ทีมทั่วประเทศ

น่าทึ่ง…ตัวแทนจากโรงเรียนปัวคว้ารางวัลและเงินรางวัล
การแข่งขันตอบปัญหาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ ระดับมัธยมศึกษา ตอนปลายครั้งที่ 5 ประจำปี 2569วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประเภททีม ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่1 และเงินรางวัล 5,000 บาทมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั่วประเทศจำนวน 40 ทีมครูผู้ควบคุม นางรัชนี บูรณพันธ์ ผู้เข้าแข่งขันนางสาวธัญญ์ฐิตา ศิริเศรษฐ์เดโช ม. 5/1นายวรปรัชญ์ จันทร์เพ็ญศรี ม. 5/3นางสาวจิรัชญา นาชัยเวียง ม. 4/1

สร้างความภาคภูมิใจกับคณะครูและผู้ปกครองนักเรียน รวมถึงศิษย์เก่าโรงเรียนปัวโรงเรียนจากอำเภอรอบนอกของน่าน อำเภอปัว เดินทางเข้าร่วมแข่งขันที่กรุงเทพมหานครมุ่งหวังสร้างประสบการณ์ สร้างโอกาส ความมั่นใจ และเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ผลออกมาเกินคาด สามารถตอบคำถาม ผ่านรอบคัดเลือกสู่รอบ 5 ทีมสุดท้ายคว้าถ้วยรางวัลและเงินรางวัลมาได้

สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่กำลังเรียนระดับประถมศึกษาที่กำลังมองหาที่เรียนในระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนปัว เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีคุณภาพขอแสดงความยินดีกับตัวแทนจากโรงเรียนปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน
สุดยอดประสบการณ์อันล้ำค่า สุดยอดความภาคภูมิใจของโรงเรียนปัว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “บ้านวิชาการ เปิดลานสมรรถนะอาชีพ” สร้างโอกาส สร้างทักษะ สร้างอนาคต/จัดกิจกรรมพิธีมอบห่วงอลูมิเนียม “โครงการรวมพลัง อลูมิเนียม เพื่อพลังบุญ”

แชร์เนื้อหานี้

📅 วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธาน สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “โครงการบ้านวิชาการ เปิดลานสมรรถนะอาชีพ” ประจำปีการศึกษา 2568 ณ โรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย จังหวัด นครปฐม

ภายในงานได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เน้น “ทักษะจริง ประสบการณ์จริง และอาชีพจริง” เพื่อให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพทางวิชาการ ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะด้านอาชีพ อันเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต

การจัดโครงการครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคสังคม ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ คุณธรรม และทักษะที่ตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นใจและภาคภูมินับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนงานสังคมสงเคราะห์ด้านการศึกษา ที่มุ่ง “สร้างคน สร้างโอกาส และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน” ให้กับเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

12 กุมภาพันธ์ 2569 : 15.00-16.00 น. สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล โดย พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ นายกสมาคมฯ/กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์,นางจิรภา รัตนศิลา ทรัพย์ศิริ

หัวหน้าสำนักงานสมาคมคนพิการฯ,พล.ท.เชฏฐพันธุ์ อุชุปาละนันท์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ,นางสกาวรัตน์ พัฒนเจริญ ประธานกรรมการชมรมภริยาข้าราชการกรมพระธรรมนูญ และคณะ,พ.อ.ณัฐวุฒิ พรหมศร อัยการศาลทหารกรุงเทพ และนางนภาภรณ์ พรหมศร

รองประธานกรรมการชมรมภริยาข้าราชการกรมพระธรรมนูญ ผู้ประสานงาน : ร่วมจัดกิจกรรมพิธีมอบห่วงอลูมิเนียม “โครงการรวมพลัง อลูมิเนียม เพื่อพลังบุญ” และบรรยายพิเศษเรื่อง ความภาคภูมิใจและความเสียสละในการรับใช้ประเทศชาติ ให้กับนายทหารนักเรียนเหล่าพระธรรมนูญ

ซึ่งมี พล.ท.พัฒนชัย พัฒนเจริญ หัวหน้าสำนักงานตุลาการทหาร และตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีส่งมอบ ณ ห้องบรรยายโรงเรียนเหล่าทหารพระธรรมนูญ ชั้น 6 อาคารเทิดราชา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถ.ศรีสมาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชื่นมื่นวาเลนไทน์ 12 คู่รัก จดทะเบียนสมรสบน “หินสามวาฬ” นักวิ่งกว่า 1,000 คน ร่วมกิจกรรม “วิ่งขึ้นภูดูหินสามวาฬ”

แชร์เนื้อหานี้

บึงกาฬ – วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศวันแห่งความรักที่ป่านันทนาการหินสามวาฬ ตำบลโคกก่อง อำเภอเมืองบึงกาฬ เต็มไปด้วยความอบอวล เมื่อคู่บ่าว–สาวจำนวน 12 คู่ เข้าร่วมกิจกรรมจดทะเบียนสมรสท่ามกลางสายหมอกและอากาศเย็นสบาย โดยมีธรรมชาติอันงดงามของภูสิงห์เป็นสักขีพยานรัก

ในพิธีเปิดกิจกรรม ได้รับเกียรติจากสยาม สิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และภริยา ร่วมเป็นสักขีพยาน นายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธาน พร้อมด้วย นางจิรภา เจริญภูมิ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ นายพนมวัสส์ วุฒาพาณิชย์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ นานวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

โอกาสนี้ นายบัวพันธ์ วงศ์จันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลโคกก่อง ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โดยระบุว่า กิจกรรม “วิ่งขึ้นภูดูหินสามวาฬ” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดบึงกาฬให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

กิจกรรมวิ่งขึ้นภูในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ร่วมวิ่งท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับคู่สมรสทั้ง 12 คู่ โดยมีนางสาวปุญญาดา แสงทองอร่าม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองบึงกาฬ เป็นนายทะเบียนจดทะเบียนสมรส ซึ่งทุกคู่ได้รับของที่ระลึกพิเศษเป็นหินสามวาฬจำลอง สื่อความหมายถึงความรักที่มั่นคง ยืนหยัดเคียงคู่กันดุจหินสามวาฬที่ผ่านกาลเวลายาวนานนับล้านปี

หินสามวาฬ ถือเป็นจุดชมวิวสำคัญของจังหวัดบึงกาฬ มีลักษณะเป็นหินขนาดใหญ่ 3 ก้อน เรียงตัวคล้ายครอบครัววาฬ ตั้งตระหง่านบนหน้าผาสูงในเขตภูสิงห์ และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่งดงาม สามารถมองเห็นผืนป่า ภูเขา และทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขงได้อย่างชัดเจน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันจังหวัดบึงกาฬสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม สร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน.
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จากปลายด้ามขวานสู่แดนซากุระ ! รร.นราธิวาส ปั้นฝันเด็กใต้ ลัดฟ้าลุยห้อง Lab วิศวะฯ ระดับโลก ณ ประเทศญี่ปุ่น

แชร์เนื้อหานี้

เปิดประตูสู่โลกกว้างโรงเรียนนราธิวาส รุกหนักด้านการศึกษาเชิงประสบการณ์ ส่งตัวแทนนักเรียนจำนวน 20 คน บินตรงสู่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมทำปฏิบัติการในห้อง Lab จริงกับนักเรียนญี่ปุ่น มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับศักยภาพเยาวชนชายแดนใต้สู่สายตานานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสที่ “ยากจะเข้าถึง” สู่ประสบการณ์ที่ “ล้ำค่า”

นายจตุภูมิ มังคลัง อาจารย์ผู้ดูแลโครงการจากโรงเรียนนราธิวาส เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญของการทัศนศึกษาในครั้งนี้ว่า วัตถุประสงค์หลักคือการ “มอบโอกาส” ให้แก่เยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งปกติแล้วโอกาสในการทำกิจกรรมระดับนานาชาติเช่นนี้เป็นไปได้ยากมาก

“เราอยากให้เด็กๆ ได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น ประสบการณ์ที่พวกเขาได้รับจะถูกนำกลับมาส่งต่อให้เพื่อนๆ ที่อาจจะยังขาดทุนทรัพย์หรือโอกาส เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในพื้นที่เกิดความทะเยอทะยานที่จะพัฒนาตนเอง และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาบ้านเกิดของเราให้ดียิ่งขึ้น” นายจตุภูมิกล่าว

ซึ่งความพิเศษของการศึกษาดูงานครั้งนี้ คือการที่นักเรียนจะได้เข้าไปสัมผัสการทำงานใน คณะวิศวกรรมศาสตร์ และลงมือปฏิบัติงานในห้อง Lab ร่วมกับนักเรียนและผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นสถานการณ์จำลองการทำงานจริงที่หาไม่ได้จากในตำรา

นายวราเมธ จันทรโคบุตร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการฯ เผยความรู้สึกด้วยความตื่นเต้นว่า นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่จะได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และเทคโนโลยีของที่นั่นคือสิ่งที่เขาหลงใหลมาโดยตลอด “ผมตื่นเต้นมากครับ

เพราะญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อาชีพวิศวกรที่ผมฝันไว้ในอนาคต ตอนนี้ผมเตรียมตัวอย่างหนัก ทั้งเรื่องพื้นฐานภาษาญี่ปุ่น การปรับตัวเรื่องอาหาร และสภาพอากาศ เพื่อให้เก็บเกี่ยวความรู้กลับมาให้ได้มากที่สุดครับ”
ก้าวสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การไปดูงาน แต่คือการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนนราธิวาสในการทลายกำแพงทางโอกาส และพิสูจน์ให้เห็นว่า “เด็กใต้” มีศักยภาพเพียงพอที่จะยืนหยัดบนเวทีเทคโนโลยีระดับสากล หากได้รับแรงสนับสนุนและโอกาสที่เหมาะสม
/////////////
ข่าว/กรียา เต๊ะตานี/นราธิวาส

จัดหางานประจวบฯ รุกหนัก! นายอรัญญา รักษายนต์ นำทีมกวาดล้างแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย หน้าโรงงานดังสามร้อยยอด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายอรัญญา รักษายนต์ จัดหางานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบและเข้มงวดกวดดันการทำงานของคนต่างด้าว บริเวณแหล่งชุมชนและหน้าสถานประกอบการในเขตอำเภอสามร้อยยอด

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหน้าโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ชื่อดัง พบว่ามีกลุ่มแรงงานต่างด้าวลักลอบตั้งแผงจำหน่ายสินค้าอย่างประเจิดประเจ้อ เพื่อขายให้กับพนักงานและประชาชนทั่วไป โดยสินค้าประกอบด้วย: อาหารปรุงสำเร็จและของขบเคี้ยว: เช่น ปลากรอบ อาหารบรรจุถุง และของใช้จำเป็น

ซึ่งมีการวางโต๊ะจำหน่ายสินค้าบนทางเท้าและหน้าตลาด ซึ่งเข้าข่าย “งานขายของหน้าร้าน” อันเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวที่กระทำความผิด พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจากแผงค้า นำตัวไปที่

สถานีตำรวจภูธรสามร้อยยอด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยระบุว่ามีความผิดฐานทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้
นายนิพล ทองเก่า ผู้สื่อข่าวทั่วไทย

กกต.ประจวบคีรีขันธ์ ติวเข้มวิทยากรเขตเลือกตั้ง เตรียมความพร้อมรับมือเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ
วันอังคารที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดโครงการอบรมวิทยากรเขตเลือกตั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการออกเสียงประชามติที่กำลังจะมาถึง ณ ห้องสิงขร โรงแรมประจวบแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์การอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 27 มกราคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระเบียบ ข้อกฎหมาย และขั้นตอนการปฏิบัติงานให้แก่ตัวแทนวิทยากรเขตเลือกตั้ง เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ภายในงานมีการสาธิตและจำลองสถานการณ์การจัดเตรียมคูหาเลือกตั้ง การคัดแยกบัตร และการจัดการหีบบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ วิทยากรยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องมีความแม่นยำเพื่อลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานจริง

ภายในกิจกรรมมีผู้เข้าร่วมอบรมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังการบรรยายและฝึกปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียง
บรรยากาศการอบรมเป็นไปอย่างเข้มข้น มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และซักถามข้อสงสัย เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และยุติธรรม
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดงาน “ตั้งใจให้มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน ปี 69” ฉลอง 85 ปี มัสยิดเก่าแก่คู่บ้านนาเกลือ “พจนารถ“ ปชป. เขตแปด เบอร์ 2 ชลบุรี ลุยขอเสียงครู-ผู้ปกครอง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน จ.ชลบุรี อิหม่าม อับดุลเลาะห์ โซ๊ะเฮง ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชลบุรี เป็นประธานพิธีงาน น “ตั้งใจให้มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน ปี 69”

โดยมี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ พร้อมคณะ ส.อบจ.ชลบุรี สมาชิกสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ เข้าร่วมงาน

สำหรับงาน “ตั้งใจให้มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน ปี 69″ เป็นการฉลอง 85 ปี จากอดีตสู่ปัจจุบัน ฮีดาย่าตุสซาลีกีน เพื่อหารายได้ใช้ในกิจการของมัสยิด เพื่อการศึกษา และอื่นๆ ในงานของมัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน

หรือมัสยิดต้นกระบก ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการออกร้านของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ร่วมออกร้านหารายได้เข้ามัสยิด ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเป็นอย่างมาก

อนึ่ง มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน หรือมัสยิดต้นกระบก เป็นศาสนสถานเก่าแก่อายุกว่า 85 ปี โดยมัสยิดหลังแรกมุงด้วยจาก ก่อนปรับปรุงครั้งที่ 2 เป็นมัสยิดแบบครึ่งปูนครึ่งไม้จากกลายเป็นมัสยิดแบบปูนในปัจจุบัน

โดยมัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีนได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดหลังที่ 4 ชลบุรี ที่ผ่านมามีอิหม่าม 8 ท่าน ในอดีตอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ 15 ปี ก่อนย้ายมาที่ปัจจุบัน 70 ปี ถือเป็นแห่งแรกๆ ในตำบลนาเกลือ ปัจจุบันมีคณะกรรมการมัสยิด 12 ท่าน สัปบุรุษ 2,000 ท่าน มี รร. 4 แห่ง และมีอิหม่ามอับอุลการีม หมัดรอ เป็นอิหม่ามคนปัจจุบัน

“พจนารถ“ ปชป. เขตแปด เบอร์ 2 ชลบุรี ลุยขอเสียงครู-ผู้ปกครอง เผยเคยดึงงบพัฒนาสถานศึกษาท้องถิ่นนับสิบล้าน พร้อมลุยต่อเพื่อยกระดับการศึกษา

เย็นวันที่ 6 ก.พ.69 นางพจนารถ แก้วผลึก ผู้สมัคร ส.ส. ชลบุรี เขตแปด เบอร์ 2 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะได้ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน บุคคลากรครู ผู้ปกครองตลอดตนพ่อค้าแม่ค้าบริเวณโรงเรียนอนุบาลบางละมุง เพื่อแนะนำตัวและขอคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.69 นี้

โดยนางพจนารถ แก้วผลึก ผู้สมัคร ส.ส. ชลบุรี เขตแปด เบอร์ 2 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวบ้าน คณะครู พ่อค้าแม่ค้า และผู้ปกครองที่มารับบุตรหลานหลังเลิกเรียน พร้อมบอกว่าเป็นคนดีมาผลงาน พูดจริงทำจริง และเคยนำงบมาพัฒนาโรงเรียนอนุบาลบางละมุงแล้วจนผลงานเป็นที่ประจักษ์

นางพจนารถ แก้วผลึก ผู้สมัคร ส.ส. ชลบุรี เขตแปด เบอร์ 2 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเคยเป็น ส.ส.ชลบุรี ได้ดึงงบประมาณจำนวนนับสิบล้านบาทมาพัฒนาสถานศึกษาในพื้นที่ เนื่องด้วยนางพจนารถเคยรับราชการครูจึงให้ความสำคัญในเรื่องการต่อยอดพัฒนาการศึกษาไทยเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เคยดึงงบมาพัฒนาสถานศึกษาแล้วรวม 17 หลัง เป็นการพัฒนาภายในสถานศึกษา ตลอดจนอาคารเรียนให้ได้มาตรฐานสูงสุด ทั้งนี้หากมีโอกาสเข้าไปทำงานในสภาอีกครั้ง ก็จะให้ความสำคัญในเรื่องนี้

จะทำให้การศึกษาบ้านเรามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่ออนาคตของชาติ โดยมุ่งเน้นเยาวชนคนพื้นที่ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม

มัสยิดต้นกระบกจัดงาน “ตั้งใจให้มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน ปี 69” ฉลอง 85 ปี มัสยิดเก่าแก่คู่บ้านนาเกลือ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน จ.ชลบุรี อิหม่าม อับดุลเลาะห์ โซ๊ะเฮง ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชลบุรี เป็นประธานพิธีงาน น “ตั้งใจให้มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน ปี 69”

โดยมี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ พร้อมคณะ ส.อบจ.ชลบุรี สมาชิกสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ เข้าร่วมงาน

สำหรับงาน “ตั้งใจให้มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน ปี 69″ เป็นการฉลอง 85 ปี จากอดีตสู่ปัจจุบัน ฮีดาย่าตุสซาลีกีน เพื่อหารายได้ใช้ในกิจการของมัสยิด เพื่อการศึกษา และอื่นๆ ในงานของมัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน หรือมัสยิดต้นกระบก ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีการออกร้านของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ร่วมออกร้านหารายได้เข้ามัสยิด ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเป็นอย่างมาก

อนึ่ง มัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีน หรือมัสยิดต้นกระบก เป็นศาสนสถานเก่าแก่อายุกว่า 85 ปี โดยมัสยิดหลังแรกมุงด้วยจาก ก่อนปรับปรุงครั้งที่ 2 เป็นมัสยิดแบบครึ่งปูนครึ่งไม้จากกลายเป็นมัสยิดแบบปูนในปัจจุบัน โดยมัสยิดฮีดาย่าตุสซาลีกีนได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดหลังที่ 4 ชลบุรี

ที่ผ่านมามีอิหม่าม 8 ท่าน ในอดีตอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ 15 ปี ก่อนย้ายมาที่ปัจจุบัน 70 ปี ถือเป็นแห่งแรกๆ ในตำบลนาเกลือ ปัจจุบันมีคณะกรรมการมัสยิด 12 ท่าน สัปบุรุษ 2,000 ท่าน มี รร. 4 แห่ง และมีอิหม่ามอับอุลการีม หมัดรอ เป็นอิหม่ามคนปัจจุบัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการส่งเสริมและสนับสนุน องค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 จำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมน่าน วัลเลย์ รีสอร์ท (Nan Valley Resort)

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 มกราคม 2569 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จัดโครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร กิจกรรม ที่ 2.2 การฝึกอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรเกษตรกร ให้มีความรู้ความเข้าใจในการ

บริหารจัดการองค์กรให้มีความเข้มแข็งและมีความพร้อมในการจัดทำแผนหรือโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่มีคุณภาพ และได้มอบเกียรติบัตรให้ผู้แทนองค์กรเกษตรกร ที่ผ่านการการอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร หลักสูตรการพัฒนาองค์กรเกษตรกรให้เข้มแข็งภายใต้วิกฤติ

โลกสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้โครงการส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการสร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกร รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 29 – 30 มกราคม 2569 ประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 20 องค์กรเกษตรกร จำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมน่าน วัลเลย์ รีสอร์ท (Nan Valley Resort)

โดยมี นายบัณฑิต สวยงาม กรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายบุญยงค์ สดสะอาด ประธานคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดน่าน ร.ต.อ.วินัย ก้อนสมบัติ รองประธานอนุกรรมการฯ คนที่ 2 นายอุไร

สารถ้อย อนุกรรมการฯ จังหวัดน่าน และนางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้รฟูแบะพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน ร่วมมอบเกียรติบัตรให้ผู้แทนองค์กรเกษตรกรที่ผ่านการการอบรมผู้นำองค์กรเกษตรกร จำนวน 100 คน

ทั้งนี้ ได้ดำเนินการตามขั้นตอน ชี้แจงประกาศ หลักเกณฑ์ แนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ปี 2569 การทำ Workshop แนวทางการเสนอแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยใช้ Swot Analysis เป็นเครื่องมือในวิเคราะห์ความ

เป็นไปได้ของแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ขององค์กรเกษตรกร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในเวที พร้อมทั้งประเมินผลการเรียนรู้หลังจากอบรม/ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หนุ่มใหญ่ใจบุญพบสัตว์ป่าสงวนส่งคืนให้ป่าไม้กลับสู่ธรรมชาติ .

แชร์เนื้อหานี้

หนุ่มใหญ่ใจบุญพบสัตว์ป่าสงวนส่งคืนให้ป่าไม้กลับสู่ธรรมชาติ .
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายองอาจ จันทร์น้อยหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 3 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14(ตาก)นำเจ้าที่หน้า รับมอบตัวนิ่มพลัดหลง หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดี
นายองอาจ จันทร์น้อยหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 3 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14(ตาก)พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย(อุทยานป่าคา)

เข้าตรวจสอบและรับมอบตัวนิ่ม ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยได้รับแจ้งจากนายประเสริฐ เสนาเกตุ ตนเองพบตัวนิ่ม จำนวน 1 ตัว ในสวนยางท้ายหมู่บ้านหลังจากที่ตัวนิ่มตัวนี้พลัดหลงเข้ามาในบริเวณสวนยางตนจึงจับไว้เพื่อความปลอดภัยเนื่องจากสวนยางในพื้นที่มีสุนัขหลายตัวตนเองกลัวตัวนิ่มจะถูกสุนัขกัดจึงจับตัวนิ่มไว้แล้วประสานเจ้าหน้าที่มารับมอบ

จากการตรวจสอบสุขภาพเบื้องต้น พบว่าตัวนิ่มมีสุขภาพแข็งแรงและปกติดี โดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 3 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14(ตาก)ได้ส่งมอบตัวนิ่มตัวดังกล่าวให้กับนายสาคร สืบสาย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีสัชนา พร้อมนำตัวนิ่มดังกล่าวไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ โดย “ตัวนิ่ม” หรือ “ลิ่น”

เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย ซึ่งห้ามการล่า การค้า หรือการมีไว้ในครอบครอง หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากพบสัตว์ป่าบาดเจ็บ พลัดหลง สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ถ้ำเจ้าราม โทร 081-9620661.
.
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้องแหม่มซ่าส์ คว้ามงกุฎบนเวที มิสแกรนด์อำนาจเจริญ 2026 ณ Mr.Fox Live House Bangkok (ศรีวรา ทาวน์ อินทาวน์)

แชร์เนื้อหานี้

มิสแกรนด์อำนาจเจริญ 2026 รอบตัดสิน ทุกแบรนด์มีส่วนทำให้ การประกวดในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์แบบอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลย👑น้องแหม่มซ่าส์👑 กับการคว้ามงกุฎบนเวที มิสแกรนด์อำนาจเจริญ 2026 ในค่ำคืนวันที่ 28 มกราคม 2026 ณ Mr.Fox Live House Bangkok (ศรีวรา ทาวน์ อินทาวน์) ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงเชียร์จากเหล่าด้อมนางงามอย่างล้นหลาม

Opening Show: เริ่มต้นด้วยความตื่นตาตื่นใจในสไตล์ Electronic Modern เข้ากับสถานที่อย่าง MR. FOX Live House ที่โดดเด่นเรื่องระบบแสง สี เสียง และจอ LED ขนาดใหญ่ สาวงามผู้เข้าประกวดปรากฏตัวในชุดโชว์ที่เน้นความกระฉับกระเฉง พร้อมการแนะนำตัว “แบบตะโกน” ตามเอกลักษณ์ของมิสแกรนด์

ทีมผู้บริหาร: นำโดย คุณแค๊ป และ คุณได๋ (PD) ที่มาร่วมสร้างสีสันและตอกย้ำความตั้งใจในการเฟ้นหาตัวแทนที่จะไปคว้ามงมิสแกรนด์อำนาจเจริญ 2026ช่วง Performance: จริตแกรนด์สะกดสายตาในรอบนี้ น้องแหม่มซ่าส์ – มาลินี ส่วนมี เริ่มฉายแววความโดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด:

รอบชุดว่ายน้ำ (Swimsuit Competition): บรรยากาศร้อนแรงขึ้นทันที สาวงามแต่ละคนโชว์ Step การเดินที่มีลูกเล่นแพรวพราว โดยเฉพาะแหม่มซ่าส์ที่ใช้ทักษะศิลปินมาปรับใช้ในการเดิน ทำให้ทุกย่างก้าวดูสนุกและมีเสน่ห์รอบชุดราตรี (Evening Gown): เปลี่ยนอารมณ์มาสู่ความหรูหรา สง่างาม เป็นช่วงที่เผยให้เห็น “ออร่า” ของว่าที่ผู้ชนะอย่างชัดเจน

ในงานประกวดมิสแกรนด์อำนาจเจริญรอบตัดสิน ตวัน ณัฐฏ์ฐณิญา ทรัพย์ภคินกุล ได้ปรากฏตัวในชุดราตรีที่สง่างามเพื่อทำการ Speech อำลาตำแหน่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บีบหัวใจทั้งเจ้าตัวและแฟนคลับความรู้สึกท่วมท้น: ตวันยอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่ได้ง่าย แต่เป็นปีที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปอย่างสิ้นเชิง เธอขอบคุณโอกาสจากกองประกวดที่ทำให้เด็กสาวคนหนึ่งได้เติบโตและเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวอำนาจเจริญผลการประกวด มิสแกรนด์อำนาจเจริญ 2026 มิสแกรนด์อำนาจเจริญ 2026 (ผู้ชนะเลิศ): น้องแหม่มซ่าส์ – มาลินี ส่วนมี รองอันดับหนึ่ง น้อง บิวบิว อรพรรณ หาญพัฒนภูมิ

ในคืน Final รอบตัดสินที่ MR. FOX ถือว่าเป็นการโชว์ศักยภาพของ “แหม่มซ่าส์” ที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะในรอบการตอบคำถามและการเดิน Performance ที่ถูกจริตแฟนนางงามสายแกรนด์สุด ๆ ทำให้เธอสามารถคว้ามงกุฎไปครองและจะเป็นตัวแทนจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อไปชิงมงกุฎทองบนเวทีใหญ่ Miss Grand Thailand 2026 ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุดยิ่งใหญ่….งานบวงสรวงเจ้าพ่อเขาใหญ่ ประจำปี 2569 นักเรียนกว่า 300 คน จัดขบวนเครื่องไหว้สักการะ รำบูชาศรัทธา ความดีผู้พิทักษ์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายยศวัฒน์ เธียรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ร่วมกับ นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พระอธิการกัมปนาท สุเขธิโต เป็นเจ้าอาวาสวัดหมูสี

นายกฤษณธร เลิศสำโรง นายอำเภอปากช่อง นายเทอดไท แสงผล นายอำเภอวังน้ำเขียว และดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเขาใหญ่ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติติดต่อกันมา วันที่ 26 มกราคมของทุกปี ปีนี้ตรงวันจันทร์ วันพระขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ถือเป็นวันดีโชคลาภ ร่ำรวย

โดยมี อดีตหัวหน้าอุทยานฯเขาใหญ่ สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลหมูสี ชมรมฮักเขาใหญ่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้างอุทยานฯเขาใหญ่ ฝ่ายปกครอง สถานศึกษา องค์กรภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป

ร่วมพิธีอันยิ่งใหญ่ พิธีพราหมณ์ ถวายของเซ่นไหว้จุดธูปเทียนบูชาหน้าศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เทพเจ้าผู้ดูแลผืนป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่ ที่ปกปักรักษาเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยวและสัตว์ป่าในผืนป่าเขาใหญ่ พิธีสงฆ์ การมอบทุนการศึกษาให้บุตรธิดาลูกหลาน ผู้พิทักษ์ป่า

ส่วนไฮไลท์คือ การรำบูชาศรัทธาเจ้าพ่อเขาใหญ่ ประจำปี 2569 โดยนักเรียน โรงเรียนปากช่อง จำนวนกว่า 300 ชีวิต มีการจัดรูปขบวนเครื่องไหว้สักการะบูชา เดินจากหน้าด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มายังศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ ก่อนทำพิธีไหว้และรำบูชาอย่างยิ่งใหญ่สวยงามตระการตา

ขณะที่ประชาชน ผู้ประกอบการ นำข้าว อาหารหวาน คาว มาจัดบูธเป็นโรงทาน ด้านในประตู กว่า 50 โรงทาน ด้านริมถนน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงานทานฟรี ถือเป็นการทำบุญ อีกด้วย

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารเที่ยวบินจากประเทศอินเดีย เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus)

แชร์เนื้อหานี้

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ร่วมกับกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 04.00 น. เป็นต้นไปนายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นมาตรการเชิงป้องกันตามหลักสาธารณสุข สำหรับเที่ยวบินขาเข้าที่เดินทางมาจากเมืองกัลกัตตา (Kolkata: CCU) ประเทศอินเดีย โดยได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับการคัดกรองผู้โดยสาร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แล งประเทศด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน บริเวณหน้า Gate ขาเข้าที่เดินทางมาจากเขตติดโรค พร้อมแจกบัตรคำแนะนำด้านสุขภาพ (Health Beware Card) แก่ผู้โดยสาร

เพื่อให้ข้อมูลอาการเบื้องต้นและช่องทางการติดต่อเจ้าหน้าที่ในกรณีพบความผิดปกติ รวมถึงประสานความร่วมมือกับด่านตรวจคนเข้าเมืองในการตรวจสอบประวัติการเดินทางของผู้โดยสารที่เดินทางมาจากหรือเคยผ่านพื้นที่เฝ้าระวังในช่วง 14 – 21 วันทั้งนี้ ผลการปฏิบัติในวันที่ 25 มกราคม 2569 ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ดำเนินการคัดกรองผู้โดยสารจากประเทศอินเดีย ซึ่งเดินทางมาจากเมืองกัลกัตตา (Kolkata: CCU) จำนวน 2 เที่ยวบิน ได้แก่ เที่ยวบิน 6E1911 และเที่ยวบิน TG314

รวมผู้โดยสารที่ได้รับการคัดกรองทั้งสิ้น 332 ราย ไม่พบผู้โดยสารเข้าเกณฑ์ผู้ป่วยต้องสงสัย (PUI) อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจพบผู้โดยสารที่มีอาการเข้าข่ายตามเกณฑ์เฝ้าระวัง เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทสภ. จะดำเนินการตามแผนรับมือด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และประสานส่งตัวเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายทันที มาตรการดังกล่าวเป็นการเฝ้าระวังเชิงรุกตามแนวทางด้านสาธารณสุข โดยขณะนี้ยังไม่พบสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการผู้โดยสารโดยรวม ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือประสงค์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทรศัพท์หมายเลข 0 2132 0139 – 40


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ที่ทำการปกครอง อ.ท่าหลวงจ.ลพบุรี ร่วมต้อนรับ นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอคนใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น. นางสาวประคอง สุระเทศ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอท่าหลวงได้นำหัวหน้าส่วนราชการอำเภอท่าหลวง เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ร่วมให้การต้อนรับและแสดงความยินดีแด่ นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ที่ย้ายมาดำรงค์ตำแหน่งท่านใหม่เนื่องในโอกาสเดินทางมารับตำแหน่ง “นายอำเภอท่าหลวง” จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้มี นายเจตน์พงษ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอบ้านหมี่ พร้อมด้วย นายณัฏฐพงษ์ อารยางค์กูร ประธานกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง นำคณะ (กต.ตร.สภ.โคกสำโรง) และที่ปรึกษา กต.ตร. สภ.โคกสำรง ที่ปรึกษาพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลพบุรี และข้าราชการตำรวจ สภ.โคกสำโรง ร่วมเดินทางส่งนายเภอท่าหลวง ท่านใหม่ และร่วมแสดงความยินดีในโอกาสเดินทางมารับตำแหน่งนายอำเภอท่าหลวง

โดยนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม นายอำเภอท่าหลวง ได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่เดินทางมาส่ง และมาต้อนรับในโอกาสเดินทางมารับตำแหน่งนายเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี และยังกล่าวด้วยว่าจะตั้งใจทำงานทุ่มเทให้กับอำเภอท่าหลวง จะใช้ความรู้ความสามารถของตนเองที่มีอยู่รวมถึงประสบการณ์การ การทำงานได้มาพัฒนาเสริมสร้าง อำเภอท่าหลวง ให้ดียิ่งๆขึ้น

หากแม้ว่าหน่วยงานข้าราชการ ประชาชนอำเภอท่าหลวง มีความเดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด ขอคำแนะนำปรึกษาได้ทันที โดยจะทำงานเชิงรุก และหวังว่าคงได้รับความร่วมมือจากข้าราชการทุกท่าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดทั้งประชาชนอำเภอท่าหลวง ได้ให้ความร่วมมือในการทำงาน ในโอกาสข้างหน้านี้ให้สำเร็จสมความตั้งใจของพี่น้องอำเภอท่าหลวงต่อไป

โดยคำขวัญ อำเภอท่าหลวงนามกระเดื่อง แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกวังก้านเหลือง ลือเลื่องป่าจำปีสินธร นครโบราณซับจำปา
ข้อมูลทั่วไป 1.ประวัติความเป็นมา เมื่อหลายสิบปีก่อน บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไม้หนาทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอย่เป็นจำนวนมาก ผู้คนจากฝั่งตะวันตกของ

แม่น้ำป่าสักจะข้ามมาล่าสัตว์และตัดฟืนเป็นประจำ และโดยที่บริเวณป่าทึบเป็นเขตป่าสงวน ชาวบ้านจึงมักเรียกว่า “ป่าหลวง” หมายถึงเป็นป่าของหลวงที่สงวนไว้ ประกอบกับชาวบ้านที่ข้ามมาจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำป่าสักต้องอาศัยเรือแพข้ามมา บริเวณที่ชาวบ้านใช้เรือแพข้ามมาเป็นประจำจึงกลายเป็นท่าข้ามเรือของชาวบ้านไปในที่สุด ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านในปัจจุบัน จึงเรียกสถานที่นี้ว่า “ท่าหลวง”

ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน 2520 ได้ตั้งเป็นกิ่งอำเภอขึ้นที่บ้านท่าหลวง หมู่ที่ 4 ตำบลท่าหลวง และได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะกิ่งอำเภอท่าหลวงขึ้นเป็นอำเภอท่าหลวง ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2532 2.เนื้อที่/พื้นที่ 375 ตร.กม. 3.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนจัด ฤดูหนาวมีลมแรง ส่วนฤดูฝนจะมีพายุลมแรงอยู่เสมอ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,119 มม. ต่อปี หมายเลขโทรศัพท์ 036-497087
หมายเลขโทรสาร 036-497087

สนอง แท่นสูงเนิน
ภาพ/ข่าว จังหวัดลพบุรี

Bangkok, Friday, 9 January 2026

แชร์เนื้อหานี้

Saudi‑Thai Business Council and Thai SME Federation Sign Strategic MoU to Strengthen Bilateral Trade and Investment Cooperation

Today, the Saudi‑Thai Business Council, a key platform under the Federation of Saudi Chambers of Commerce, and the Thai SME Federation signed a landmark Memorandum of Understanding (MoU) in Bangkok, Kingdom of Thailand. This strategic cooperation marks a new chapter in economic collaboration between the Kingdom of Saudi Arabia and the Kingdom of Thailand, highlighting mutual commitment to empowering small and medium enterprises (SMEs) and fostering sustainable trade and investment growth.

The signing ceremony was attended by senior representatives from both sides, including the President and Vice‑President of the Thai SME Federation, members of its executive team, and senior delegates from the Saudi‑Thai Business Council.

Osama Kokandy, Chairman of the Saudi‑Thai Business Council, commented: “It is with great pride and optimism that we sign this strategic MoU with the Thai SME Federation today. This moment represents not just a formal agreement, but the beginning of a long‑term partnership grounded in respect, shared goals, and mutual ambition to enhance economic ties between our two kingdoms.

He continued: “Thailand holds a uniquely important place in our bilateral relationship. Thai businesses are known for their exceptional standards of quality, strong work ethics, and flexibility — attributes that make them ideal partners in global trade. It is our great pleasure to work closely with Thai entities to unlock new opportunities for entrepreneurs on both sides.”

The Saudi‑Thai Business Council represents the business interests of the Federation of Saudi Chambers of Commerce, which comprises more than 750,000 companies across small, medium, and large enterprises. The Council has been instrumental in creating platforms that empower business communities, facilitate market entry, and drive cross‑border collaborations.

The strategic cooperation established through this MoU will deliver a range of tangible benefits for members of both parties, including but not limited to:

  • Enhanced market access: Providing Thai SMEs with direct access to the vast Saudi market and Saudi companies with opportunities in Thailand.
  • Business matching and networking: Facilitating high‑level B2B engagements, trade missions, and matchmaking events between Thai and Saudi enterprises.
  • Regulatory and operational support: Helping members navigate legal, regulatory, and procedural requirements in both countries.
  • Knowledge and capability building: Promoting joint training programs, workshops, and exchange of best practices for SMEs to scale sustainably.
  • Strategic investment opportunities: Encouraging collaboration in priority sectors including food and beverages, health and wellness, logistics, manufacturing, digital services, and tourism.

Mr. Kokandy added: “Our vision is aligned with Saudi Arabia’s Vision 2030 and Thailand’s economic priorities. By bringing our business communities closer, we deepen not only commercial relations but also cultural understanding and shared prosperity.”

Both parties expressed their strong commitment to implementing the framework of cooperation and to engaging their extensive networks to achieve meaningful impact in the short and long term.

The signing of this MoU reinforces the role of the Saudi‑Thai Business Council and the Thai SME Federation as catalysts for economic connectivity, supporting SMEs as engines of innovation and job creation across both economies.

clusterSIE #SaudiThai BusinessCouncil #Thai SME Federation

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /กู้ภัยระทึกช่วยสาวท้องแก่ส่งโรงพยาบาลแต่สุดท้ายอั้นไม่ไหวคลอดเองบนรถกู้ภัย

แชร์เนื้อหานี้

เหตุการณ์นี้สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเจ้าหน้าทีกู้ภัยอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จุดเมืองใหม่ เมื่อพวกเขาได้รับแจ้งจากศูนย์สั่งการกู้ชีพปราการ ว่ามีหญิงเจ็บครรภ์ใกล้คลอดขอความช่วยเหลือพาเธอส่งโรงพยาบาล

โดยเธอนั่งรถมาในรถบรรทุกพ่วง ขณะเดินทางไประยอง และเกิดการเจ็บครรภ์ใกล้คลอดจึงโทรขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้ช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาล โดยจอดรถรออยู่ริมถนนสายเทพรัตน ขา ออก กม 25 ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เหตุเกิดเมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 15 มกราคม 69

ทันทีที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้รับแจ้งเหตุ ก็รีบนำกำลังเดินทางไปไปตรวจสอบ พอไปถึงก็พบกับ สายชล อายุ 26 ปี รอคอยความช่วยเหลืออยู่ กู้ภัยจึงประคองเธอเดินขึ้นมาบนรถพยาบาล เพื่อจะนำส่งโรงพยาบาลบางบ่อ ระหว่างทางที่กำลังจะไปโรงพยาบาลบางบ่อนั้น ปรากฏว่า เธอได้คลอดบุตรสาวออกมากลางรถกู้ภัยในระหว่างทาง

เจ้าหน้าที่จึงรีบประสานกลับไปยังโรงพยาบาลบางบ่อเพื่อจัดเตรียมทีมแพทย์และพยาบาลรอรับทั้งแม่และเด็ก ซึ่งพอเดินทางถึงโรงพยาบาล พบว่าทารกเพศหญิง รายนี้ปลอดภัยดี แข็งแรง ร้องดัง แถมยังมีน้ำหนักตัวถึง 2620 กรัม ซึ่งสร้างความดีใจทั้งคุณแม่และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นอย่างมาก รวมถึงคุณพ่อที่เป็นคนขับรถบรรทุกอีกด้วย

จากการสอบถามนางสาว สายชล คุณแม่ของทารกเพศหญิงรายนี้ บอกว่า บุตรสาวคนนี้เป็นบัตรคนที่สี่ของครอบครัวแล้ว โดยเธอได้ฝากครรภ์ไว้ที่โรงพยาบาลระยอง และมีกำหนดคลอดวันที่ 26 มกราคม 2569 นี้ แต่ยังไม่ทันครบกำหนดคลอด ก็รู้สึกปวดครรภ์คล้ายจะคลอด

จึงรีบโทรขอความช่วยเหลือจากทางเจ้าหน้าที่ ส่วนที่เธอต้องนั่งรถมากลับสามีนั้น เพราะสามีเป็นห่วงจึงขอให้นั่งมาด้วยหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามีจะได้อยู่เคียงข้างและช่วยเหลือได้ทัน กระทั่งมาคลอดลูกสาวในวันนี้


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.น่าน จัดกิจกรรมพบสื่อมวลชน สร้างความร่วมมือประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งและประชามติ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ โรงแรมน่านตรึงใจ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดกิจกรรม “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน พบสื่อมวลชน” เพื่อสร้างความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเลือกตั้งตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย และร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมการใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้

ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติอย่างถูกต้องและโปร่งใส ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมทั้งชี้แจงขั้นตอนการเลือกตั้ง สส. ให้กับสื่อมวลชน รวมถึงมีการบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย การ

ดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง กระบวนการและขั้นตอนการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง กระบวนการรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต รวมถึงการสนับสนุนข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ พร้อมกันนี้ได้มี การประชุมชี้แจงอนุกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง

ผู้ช่วยอนุกรรมการประจำเขตเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ธุรการ การเงินของศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง(อำเภอ)
นายประธาน พรหมเผ่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน กล่าวว่าสำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีสื่อมวลชนในจังหวัดน่านเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 35 คน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเลือกตั้งได้

อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทั่วถึง สร้างการรับรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ออกมาใช้สิทธิเพิ่มขึ้น ลดจำนวนบัตรเสีย รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับสื่อมวลชนท้องถิ่นทุกแขนง ในการบูรณาการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งทุกระดับ และการออกเสียงประชามติ ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

สำหรับการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตทั้ง 3 เขตของจังหวัดน่าน จะมีการรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 ที่ หอประชุม 84 ปี โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และจะมีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568

ส่วนการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 80 แห่งของจังหวัดน่านจะมีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 11 มกราคม 2568 นี้/พ.อ.พยอม บุญทร/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอนครชัยศรีร่วมการประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เลอศักดิ์ ตุมรสุนทร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี ตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5

นายพุฒิศิษฐ์ โชคสิริหิรัญ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 5 และอนุกรรมการฯ เจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ณ ห้อง Ballroom Hall ยูนิแลนด์ กอล์ฟ แอนด์รีสอร์ท ตำบลวังเย็น อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สทนช.1จัดการประชุมเตรียมการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำยม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.30น.ของวันที่ 16ธันวาคม2568ณ.ห้องประชุม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (772)ชั้น7ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นาย อนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค1

ได้มาเป็นประธานการจัดการประชุมเตรียมการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำยม ในการทบทวนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำยมและถอดบทเรียนอุทกภัยที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มน้ำยม

ทั้งนี้ นาง วชิรญาณ์ สุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำยมทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯดำเนินการประชุม.โดย ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยคณะกรรมการลุ่มน้ำยม อาทิ

สำนักงานชลประทานที่3 สำนักงานชลประทานที่4 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แพร่ ,สุโขทัย,พิษณุโลก, พิจิตร ฯลฯ พร้อมสรุปผลการถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำปี2568 และแนวทางการบริหารจัดการน้ำปี2568

โดยสำนักงานชลประทานที่3 พร้อมพิจราณา ปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด แนวทางการแก้ไขการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน แนวทางการทบทวนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำยมเพื่อเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี2569 ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมต่อไป.
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดประชุมครั้งที่ 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล จังหวัดนราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 15 ธ.ค.68 นายอาทิตย์ ศรีสุวรรณ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล

พื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ที่ห้องประชุมโคกเคียน อบต.โคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีผู้แทนหน่วยงานราชการ ระดับจังหวัด/อำเภอ ผู้แทน อปท. ผู้นำท้องที่ และประชาชนที่เกี่ยวข้อง กว่า 120 คน เข้าร่วม ขณะนี้เดียวกันจะมีผู้เข้าประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom)


โดยนายศารทูล รัตนบุญ วิศกรโยธาชำนาญการ กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้งานจ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ในระบบกลุ่มหาดหลักอ่าวไทยตอนล่าง (T6) ระยะที่ 1 การจัดประชุมในวันนี้ (15 ธ.ค.68)

เพื่อชี้แจงรายละเอียดของรูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายไมตรี ประทีป ณ ถลาง นายอรินทร์ โสมบ้านกวย ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โดยจะนำผลจากการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 เสนอไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องด้วยพื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส มีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งรูปแบบเขื่อนหินทิ้งตั้งแต่ปากคลองโคกเคียน จนถึงบ้านโคกพะยอม ความยาวรวมประมาณ 5,000 เมตร แต่บ่งช่วงโครงสร้างหินทิ้งทรุดตัวชำรุดเสียหาย

โดยโครงสร้างไม่สามารถป้องกันคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะในช่วงมรสุมที่มีคลื่นลมแรงได้ ก่อให้เกิดความเสียหานต่อพื้นที่ชุมชน รวมถึงบ้านเรือนประชาชนหลังแนวชายฝั่ง การดำเนินโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อความมั่นคงแข็งแรงและถาวร ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอส ที กรีน จำกัด ดำเนินโครงการฯ

สำหรับพื้นที่โครงการฯ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หมู่ที่ 1 บ้านโคกเคียน และหมู่ที่ 13 บ้านบาโร๊ะบูตอเหนือ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งในลักษณะการบูรณาการเป็นระบบกลุ่มหาดในพื้นที่ศึกษา ตลอดจนศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ

ชายฝั่งตามพื้นที่ที่ได้ศึกษาออกแบบรายละเอียด โดยประเมินความคุ้มค่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ และเพื่อศึกาา/จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายทะเล หรือเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการฯ สามารถป้องกันและแก้ไขปัยหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ และลดการเกิดความเสียหายด้านทรัพยากรชายฝั่ง ป้องกันทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนไม่ให้ถูกคลื่นกัดเซาะ ทำให้สภาพชายฝั่งมีทัศนียภาพสวยงาม และส่งเสริมการท่องเที่ยว และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย
////////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ ทำบุญกว่า 1 ล้านบาท มอบให้รพ.ตำรวจ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พระวชิรคณาทร

ดร.เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง หรือ เจ้าคุณแจ้ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มี นาย ขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธาน ในพิธี พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการทุกหมู่เหล่า และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเพื่อน้อม บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความจงรักภักดีอย่างล้นพ้น

หลังจากเสร็จสิ้นพิธี เพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้าน เจ้าคุณแจ้ ได้มอบเงินให้กับ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล และสถานีตำรวจ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียนและโรงพยาบาลที่เกิดขึ้น

โดย พระวชิรคณาทร หรือ เจ้าคุณแจ้ บอกว่า สำหรับการมอบเงินสนับสนุนหน่วยงานต่างๆในวันนี้ เป็นเงินจากส่วนตัวที่มีญาติโยมถวายใส่ซองในงานกิจนิมนต์ต่างๆตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งในทุกๆปี จะนำปัจจัยที่ได้จากกิจนิมนต์รวบรวมเอาไว้และจะเปิดซองปีละสองครั้ง

เพื่อนำปัจจัยทั้งหมดมอบให้สาธารณประโยชน์ ทั้งเรื่องการแพทย์ การศึกษา ตำรวจ ทหาร และชุมชน ซึ่งครั้งนี้สามารถรวบรวมปัจจัยได้ทั้งหมด 1.2 ล้านบา จึงนำมามอบในครั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางเลนออกรับบิณฑบาตร เนื่องในวันชาติ และวันพ่อแห่ชาติ 5ธันวาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2568วัดบางเลน อำเภอบางเลน จ.นครปฐม พระครูเกษมถาวรคุณเจ้าคณะตำบลไผ่หูช้างเจ้าอาวาสวัดบางเลนได้นำ..คณะสงฆ์วัดบางเลนออกบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ซอยวัดบางเลน และตลาดแพปลาบางเลนธานี

เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม พศ.2568 คณะสงฆ์วัดบางเลนจึงออกบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง โดยมีญาติโยมคนไทย และชาวเมียนมาร่ามทำบุญใส่บาตร จำนวนมาก

สิ่งของที่ญาติโยมได้ร่วมกันทำบุญมา ทางวัดบางเลนจะนำมาจัดทำเป็นถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ ในชุมชนอำเภอบางเลนต่อไป เพื่อเป็นสะพานบุญส่งต่อแด่ญาติโยมที่ใส่บาตรทำบุญมา

ทางวัดบางเลน ได้ทำเช่นนี้มานานกว่า 15 ปีแล้ว ญาติโยมท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมทำบุญ บริจาคข้าวสารอาหารแห้ง หรือเป็นปัจจัยที่จะนมาซื้อสิ่งของที่ขาดเติมให้ครบเป็นถุงยังชีพ สามารถร่วมบริจาคได้ตามช่องทางนี้ ..ธนาคารไทยพานิช ชื่อบัญชีวัดบางเลน 780-3004-831

หรือติดต่อสอบถามได้ที่ พระครูเกษมถาวรคุณ เจ้าคณะตำบล ไผ่หูช้าง เจ้าอาวาสวัดบางเลน โทรศัพท์ 081-7362702
ประยูร น้อยบัวงาม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวีสื่อรัฐนิวส์ / รวมน้ำใจซับน้ำตาชาวใต้ ปภ.จังหวัด และปกครองอำเภอ- จังหวัด ทั้ง 22 อำเภอ คุณแม่โฆษกรัฐบาล นำชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมมอบเงินสด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ ศาลากลางถนนเทพา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นาย อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และ ปภ.จังหวัด ได้มารับมอบสิ่งของ “รวมน้ำใจซับน้ำตาชาวใต้” ซึ่งวันนี้ ได้มี ชมรมแม่ดีเด่นจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ คุณแม่ของโฆษกรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นำเงินสดมาร่วมบริจาคจำนวนหนึ่ง พร้อมกับประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ

ได้นำข้าวของเครื่องใช้ ที่จำเป็น ข้าวสาร อาหารแห้ง พริก – หอม – กระเทียม ยารักาโรค แป้งนาคา ผ้าอนามัย น้ำดื่ม เงินสด อื่นๆ ตามจิตศรัทธา เพื่อนำส่งมอบไปให้พี่น้องชาวใต้ โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กำลังประสบอุทกภัยใหญ่ที่สุด ที่จะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย สร้างความเสียหาย กับการสูญเสีย ของพี่น้องชาวใต้เป็นอันมาก แม้วันนี้น้ำจะลดลง แต่การฟื้นฟูก็ยังมีความต้องน้ำใจจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ จังหวัดศรีสะเกษเอง โดยป้องกันบรรเทาสาธารรภัยจังหวัดศรีสะเกษ ได้ลำเลียงสิ่งของเครื่องใช้ ที่นำเป็น ส่งผ่านเครื่องบิน ซี300 ที่สนามบินอุบล ส่งตรงลงใต้มาแล้ว แต่ก็ยังมีความช่วยเหลือจากคนศรีสะเกษ ได้นำสิ่งของมามอบผ่าน ปภ.ศรีสะเกษ ตลอด วันนี้จึงได้ทำการรวบรวมอีกรอบ เพื่อนำส่งไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบิน กองบิน21 จังหัดอุบล ส่งตรงลงใต้ ส่วนเงินสดก็ได้โอนเข้าบัญชี ที่รับบริจาคที่ภาคใต้โดยตรง เพื่อนำไปจัดสรรแบ่งไปตามหมู่บ้าน ชุมชน กระจายไปตามครอบครัว ตามระบบ เพื่อให้ถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ในครั้งนี้

โดย อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า อันดับแรกต้องขอเป็นกำลังใจให้กับชาวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวภาคใต้ ที่พบเจอกับมหาอุทกภัย เชื่อว่าเป็นภัยที่ใหญ่สุดในรอบหลายสิบปี ที่เกิดเหตุขนาดนี้ ก็เนื่องจากน้ำฝนที่ตกมาก ตกหนักในระยะสั้นๆ ต่อเนื่อง และจากเหตุการณ์นี้ ตนเชื่อว่าพวกเราชาวจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งคนไทยทุกคนก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่ง ท่านนายก อนุทิน บอกว่า ทุกข์ของชาวบ้าน ก็คือ ทุกข์ของเราชาวข้าราชการทุกคน ซึ่งในขณะนี้อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ กำลังเข้าสู่การฟื้นฟู และท่านนายก อนุทิน ก็ได้เร่งในการเยียวยา ซึ่งในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ สิ่งของต่างๆ ที่มารวบรวมกันในวันนี้ ส่วนหนึ่งได้รับการบริจาคมาจากส่วนราชการต่างๆ ข้าราชการในจังหวัด ในอำเภอ และภาคเอกชน พร้อมวันนี้ยังได้รับการบริจาคเงินสด จากชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ มาร่วมบริจาค เพื่อส่งความห่วงใยไปสู่พี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวใต้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา การฟื้นฟู พี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวใต้ ต่อไป.

ขณะเดียวกันที่ ปกครองอำเภอ ทั้ง 22 อำเภอ ก็ได้เปิดรับสิ่งของ เครื่องใช้ ในการรวมน้ำใจเพื่อซับน้ำตาชาวใต้ เหมือนกันกับที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นาย พศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย และ นายสมพงษ์ จิริวิภากร นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลกำแพง เป็นหัวเรือใหญ่ในการเปิดรับสิ่งของเครื่องใช้ และที่ชาวบ้าน นำมามอบให้มากที่สุดก็เห็นจะเป็น ข้าวสาร เพราะชาวอีสาน ทำนา ปลูกข้าว จึงได้นำข้าวสารมามอบให้มากที่สุด ขณะนี้มีมากกว่า 10 ตันแล้ว ซึ่งจะได้ลำเลียงโดยรถยนต์ขนส่ง รถบรรทุกใหญ่ ส่งไปในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมกับข้าวของอื่นๆ ที่ได้รับบริจาคมา ซึ่งตอนนี้เชื่อน่าจะเต็มรถบรรทุก 10 ล้อแล้ว มากกว่า 5 คัน เฉพาะในอำเภออุทุมพรพิสัย ตอนนี้ วันนี้
///////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมทรัพยากรน้ำ1 ลงพื้นที่ ดูโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำฯ สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา จ.ลำปาง

แชร์เนื้อหานี้

กรมทรัพยากรน้ำ #โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1ลงพื้นที่ตรวจราชการ “โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำฯ สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา จ.ลำปาง” (กำชับติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแจ้งการเตือนภัย และการดูแลรักษาความสะอาด)

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) #นางสาวสุพัดสอน #สีมืด #ผุ้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา หมู่ที่ 5 หมู่บ้าน นิคมเขต 15 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง งบประมาณ พ.ศ.2568 (งบกลาง)

โดยมีช่างควบคุมงาน ลงพื้นที่ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบ ซึ่งโครงการดังกล่าว ปัจจุบันมีผลการดำเนินงาน 20% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถสูบน้ำ กระจายน้ำได้ 900 ลบม./วัน ประชาชนในพื้นทีได้รับประโยชน์กว่า 20 ไร่ 2,000 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้มีการกำชับให้ช่างควบคุมงาน และผู้รับจ้าง ให้ติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแจ้งการเตือนให้ประชาชนทราบ ตลอดจนให้มีการติดไฟกระพริบหรือติดไฟให้สว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนที่สัญจรผ่าน นอกจากนี้

ให้ปฏิบัติงานด้วยความรอบครอบ โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เช่น การรักษาความสะอาดบนพื้นผิวถนน และการไม่สร้างสิ่งกีดขวางต่างๆ ให้กับประชาชน///

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดกุดสมิง ศรีสะเกษ จัดพิธี สมโภชน์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล พุทธาภิเษก เตรียมติดตั้งที่ฐานภูมะเขือ และชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ ศาลาการเปรียญ วัดป่ากุดสมิง บ้านกุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้มีพ่อขาว – แม่ขาว ได้มาร่วมสวดมนต์ข้ามคืน ร่วมปฎิบัติธรรม สมโภชน์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ที่ เทหล่อจากปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ ที่ทหารไทย ยิงปะทะชายแดน ไทย – กัมพูชา ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จนได้รับชัยชนะ สามารถขึ้นไปตียึดฐานภูมะเขือ มาได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนที่นายทหารจะได้นำปลอกกระสุนปืนใหญ่มาถวายให้กับ พระครู สมนึก ปิยะสีโล เจ้าอาวาสวัดกุดสมิง

ซึ่งภายหลังจากได้จัดพิธีเทหล่อ เป็นองค์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย ทั้ง 4 จังหวัด คือ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ฐานภูมะเขือ, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดบุรีรัมย์ และช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมมี “พระผงกรุตสมิงชัยมงคล” รุ่น “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ทั้งเป็นรูปสีธงชาติไทย, สีแดง, สีลายพรางทหารไทย, สีเขียวเข้ม และสีขาวพื้นน้ำตาล และบ่ายของวันนี้ ได้ทำพิธีพุทธาภิเษก โดยมี พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่1 กองกำลังสุรนารี ร่วมเป็นประธานจุดเทียน

โดย ในพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นภายในศาลาการเปรียญ วัดป่ากุดสมิง พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่1 กองกำลังสุรนารี ร่วมเป็นประธานจุดเทียน พร้อมมีเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียง ร่วมนั่งปรก ทั้ง 4 ทิศ อันได้แก่ 1.หลวงปู่ เร็ว ฉนฺโก 2.พระครู เกษม ธมฺมาณุวัตร 3.หลวงปู่ อุดมทรัพย์ สิริพุฒโต และ 4.พระครูปิย วนานุรัต หรือพระครู สมนึก ปิยะสีโล เจ้าอาวาสวัดกุดสมิง ร่วมนั่งปรกล้อมรอบ วัตถุมงคล พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย, “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ รวมทั้งวัตถุมงคง ของญาติโยม

ที่ขอนำมาวางร่วมในพิธีอีดเป้นจำนวนมากด้วย โดยภายหลังจากที่คณะสงฆ์ ได้สวดพิธีพุทธราภิเษก เสร็จ ประธานฝ่ายฆารวาส ประธานฝ่านสงค์ ได้ร่วมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตอก ดอกไม้ ให้พรแก่ญาติโยม ที่มาร่วมพิธี ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ญาติโยม ร่วมร่วมบูชา “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ที่เป็นการบูกชาแบบสุ่ม ว่าเมื่อเปิดกล่องออกมา จึงจะทราบารู้ได้ว่า ได้รุ่นสีอะไรไปบูชา และจากนี้ญาติโยม ที่ประสงค์อยากจะได้ไปบูชา ปกป้องคุ้มครองตนเอง เรียกทรัพย์อุดม ค้าขายร่ำรวย ก็วสามารถมาขอบูชาได้ที่วัดกุดสมิง และจะได้ทำการประสานทหาร เพื่อเตรียมนำ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ที่เทหล่อด้วยปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย ทั้ง 4 จังหวัด และนำพระผง 5 สี ไปมอบให้ทหารที่ฐาน ด้วย
///////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.เกษตรฯ รอ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ลงพื้นที่ติดตาม โครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวง อุดมธารา ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

แชร์เนื้อหานี้

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล ต้อนรับรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรฯ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอัธยา อรรณพเพ็ชร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่โครงการฯ ร่วมให้การต้อนรับ ร้อย

เอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและ ติดตามผลการดำเนินงานก่อสร้างโครงการเพิ่มปริมาณน้ำ

ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารารา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี หน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกร ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แตงให้การต้อนรับโดยมีนายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน

นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 นายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทาน

ที่ 1 และนายปกครอง สุดใจนาค ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 1 ณ อาคารพลับพลาเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารารา จังหวัดเชียงใหม่ กรมชลประทานได้ศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาการชาดแคลนน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงฯ เพื่อรองรับการใช้น้ำในภาคการเกษตร การท่องเที่ยว รวมทั้งการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่-จังหวัดลำพูน..

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลนครสมุทรปราการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระพันปีหลวง พร้อมทำบุญครบรอบวันเกิด “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00. น.วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่หอชมเมืองสมุทรปราการ ต.ปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ หอชมเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เรือนจำเก่าและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลังการก่อสร้างหอชมเมืองแล้ว ยังไม่เคยมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาก่อน

พร้อมกันนี้ ทางเทศบาลยังได้ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของ คุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดกลางวรวิหารจำนวน 11 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดย

ภายในงาน มี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ / นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 1 / นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 3 / ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา (อดีต ส.ส.สมุทรปราการ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนคดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้ทางเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้สถานที่จัดงานเป็น หอชมเมืองสมุทรปราการ เนื่องจาก สถานที่ก่อสร้างหอชมเมืองแต่ก่อนนั้นเป็นเรือนจำเก่า และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และหลังจากก่อสร้างหอชมเมืองสมุทรปราการแล้วเสร็จ ก็ยังไม่เคยได้ทำบุญเลย

วันนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ทำบุญให้กับผู้ที่เสียชีวิตที่นี้ เชื่อว่าที่ผ่านมาน่าจะมีการเสียชีวิตหลายพันคน จึงเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และขณะเดียวกัน เราก็ได้ทำบุญให้กับคุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ ด้วยเนื่องจากวันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม พอดี จึงได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปพร้อมๆกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวอีกด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”สัญญาณวิกฤตจากCOP30โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส
แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ “หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง” (Slipped out of reach)ไปแล้ว
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ
กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”
หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ “จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ”เส้นแบ่งวิกฤต” ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points):
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ
ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C

หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
  1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
  2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
    พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  1. “จุดเปลี่ยน”พร้อมกันจำนวนมาก
    ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
    4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
    ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
    5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
    มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
    6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
    ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ:
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ “ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว” จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

  1. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    4.คลื่นความร้อนมรณะ
    อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
    5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
    6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า
การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเทศไทยต้องยกระดับแผนปฏิบัติการ
1.เป้าหมายที่ชัดเจน: ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE) ให้เป็น 51% ของไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037)
2.กำลังการผลิตปัจจุบัน:
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 10,010.5 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่มาจาก พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มกำลังการผลิตนี้จะช่วยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ากว่า70%
2.การปฏิวัติภาคขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเป็นกลไกหลักในการลดมลพิษจากภาคขนส่งที่เป็นแหล่งปล่อยCo2ในเขตเมือง
2.1การเร่งโครงสร้างพื้นฐาน:
รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาด EV โดยตั้งเป้าเพิ่มหัวจ่ายชาร์จเร็วให้ได้อีกอย่างน้อย 1,000 หัวจ่าย ในปี 2567
2.2เชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซลและเอทานอล) ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อ ลดการพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียม และสร้างรายได้ทางภาคเกษตร มากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
3.การจัดการพลังงานอัจฉริยะและการอนุรักษ์
การเปลี่ยนผ่านจะไม่สมบูรณ์หากขาดเทคโนโลยีการจัดการและการอนุรักษ์พลังงาน


3.1ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)
การลงทุนใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถ รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ 100% ในบางช่วงเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลสำรอง
3.2การอนุรักษ์พลังงาน: แผนพลังงานของประเทศมีเป้าหมายที่จะ ลดค่าความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity – EI) ลง 36% ภายในปี 2580 การบรรลุเป้าหมายนี้เท่ากับการลดการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซจากการประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตใหม่

บทสรุป: ภารกิจแห่งความอยู่รอด
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอุณหภูมิโลกพุ่งเกิน 2 C
การต่อสู้กับภัยพิบัตินี้จึงเป็นภารกิจแห่งความอยู่รอดที่
รัฐบาลและทุกภาคภาคต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net-Zero ภายในปี 2065 ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของโลกและมหันตภัยของประเทศไทยก่อนจะสายเกินแก้โดยทันที.”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงเตรียมนำวงโยธวาทิต ระดับโลกมาร่วมประกวดให้ได้ชม ในงานเทศกาล ซาวสีเกด 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันนี้ 18 พ.ย. 68 ที่บริเวณบ้านไม้โรงแรมสันติสุข ถนนราชการรถไฟ 1 อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร. ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ นายสักก์สีห์ พลสันติกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร. รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ และนางศรีสุภรณ์ ชมศรีหาราชพร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์-ศรีสะเกษ ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานเทศกาล “Sound of Sisaket 2025: ซาวสีเกด 2568”

ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2568 ณ ย่านวงเวียนแม่ศรี อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้แนวคิด “Proud of Sisaket – คนพราว ของพราว เมืองพราว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมดนตรี ร่วมกับนักสร้างสรรค์ ศิลปิน และภาคการศึกษา ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายในภาคอีสานเพิ่มมากขึ้น

***โดยภายในจะได้พบกับ 6 รูปแบบโปรแกรมหลักใน Sound of Sisaket 2025 คือ 1. Creative Business Program โอกาสในการเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายที่เติบโตไปพร้อมกัน ระหว่างผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ 2. Event & Entertainment Program ที่รวบรวมศิลปิน นักดนตรี และนักสร้างสรรค์มากฝีมือ มาร่วมแสดงศักยภาพผ่านเสียงดนตรี ภาพยนตร์ และผลงานศิลปวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ 3. Creative Talk เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ที่ชวนทุกคนมองอนาคตของศรีสะเกษในฐานะ “เมืองแห่งดนตรีและศิลปะ” รวมถึงเสวนา “อัตลักษณ์ดนตรีศรีสะเกษ สู่ UCCN, City of Music” 4. Creative Workshop

ลงมือเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ที่ผสมผสานศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวา เติมเต็มแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริง 5. Showcase & Exhibition ที่ถ่ายทอดพลังของคนสีเกด ผ่านนิทรรศการและชิ้นงานสร้างสรรค์จากทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ และ 6. Creative Market ตลาดสร้างสรรค์ที่รวมร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม งานฝีมือ และของดีท้องถิ่นจากศรีสะเกษไว้ในที่เดียว พร้อมชมกิจกรรมไฮไลต์ การประกวดวงโยธวาทิตโลก (Thailand World Music Championships) การแสดงชุดพิเศษ Marching Band Performance
***นอกจากนี้ยังจะได้พบกับวงโยธวาทิต ระดับโลก โดยเฉพาะ 3 ประเทศมหาอำนาจ คือ ประเทศจีน ประเทศรัสเซีย และจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นวงโยธวาทิตอันดับ 3 ของโลก ซึ่งหาดูได้อยาก ถ้าจะดูต้องไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ครั้งนี้อยากดูมาดูได้ที่จังหวัดศรีสะเกษ

;

***ทั้งนี้อยากจะเชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสทุกเสียงของศรีสะเกษและพราวไปกับ “Sound of Sisaket 2025: ซาวสีเกด 2568” เทศกาลที่รวบรวมเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในจังหวัดศรีสะเกษไว้ในที่เดียว พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนศรีสะเกษให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมาชิก “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2568 ณ ย่านวงเวียงแม่ศรี ได้แก่ บ้านไม้ (อาคารตรงข้ามโรงแรมสันติสุข), โรงแรมสันติสุข, ถนนราชการรถไฟ 1, ตลาดสดเทศบาล ชั้น 2 และ ศรีสะเกษรามา จังหวัดศรีสะเกษ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สระบุรี เจ้าภาพจัดงานพบปะสังสรรค์ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันอาทิตย์ ที่ 2 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. เริ่มลงทะเบียนเข้าสู่งาน “งานศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” ณ ตลาดพูลทรัพย์ รังสิต-ปทุมธานี ตำบล บ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี โดยมี นายประสิทธิ์ กิจบุญเลิศ (ประธานรุ่น)
นายธวัชชัย ศรีกิติกุลชัย ประธานร่วมการจัดงานและเจ้าของตลาดพูลทรัพย์

เจ้าของสถานที่นายสำราญ เปสลาพันธ์ รองประธานฯ
นายมงคล โชติอำไพกรณ์ เลขานุการจัดงานฯ
นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ ผู้ประสานการจัดงานภาคกลางศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง รวมทั้งเพื่อนๆศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งทุกท่านร่วมงานฯ

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นของกลุ่มเพื่อนภาคกลาง ลพบุรี-สระบุรี จัดเพื่อให้พวกพ้องน้องพี่ทุกจังหวัด “ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” ได้มาร่วมพบปะสังสรรค์ทุกปี เพื่อแสดงออกถึงความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีพร้อมใจในหมู่คณะ ร่วมแสดงออกถึง การถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

และเป็นการจัดงานพบปะสังสรรค์ พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบเรียบง่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ประชาชนชาวไทยอยู่ในช่วงของความโศกเศร้าอาลัย และเป็นการถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

หลังจากที่ทุกคน ศิษย์เก่าคนเล้าบ้านโป่ง ได้เรียนจบออกไปแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายหาที่เรียนต่อในสถานที่ใหม่ และหลายคนก็แยกไปประกอบอาชีพการงานของตัวเอง ก็จะได้นัดกันมาพบเป็นประจำของทุกๆปี แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีอยู่ในใจเหมือนนั้นคือ “ความกตัญญูรู้คุณของอาจารย์ รู้คุณแผ่นดินไทย และประกอบอาชีพโดยสุจริต” จะยึดอยู่ในใจของศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งทุกคน

ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง เป็นกลุ่มที่ รวมตัวกันอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เคยกินเคยนอน ฝึกเรียนเขียนอ่าน ร่วมกันมาในห้องเดียวกัน คุณครูเล้า จะเริ่มสอน ตั้งแต่ ชั้นต่ำสุด และต่อถึงชั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการสอนแบบโฮมรูม ผู้ที่เรียนในชั้นนั้น วิชานั้นต้องตั้งใจเรียน ตำราเรียน

เป็นแบบโบราณสัมผัส 3 พยางค์ กึ่งๆคำกลอนสอนให้ กตัญญูรู้คุณคน และวิชาวิทยาศาสตร์ กำเนิดโลก วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และได้สอนถึงชาติพันธุ์มนุษย์มี 5 ผิวสี การเริ่มทอผ้าไหมในสมัยพระเจ้าหวงตี้ การปกครองช่วงสงครามสามก๊กอย่างละเอียด สอนเลขแบบ “ดีดลูกคิด” สอนถึงระดับสูงสุด เทียบเท่า ม.6 ตำราเรียน แบบโบราณ

การจัดงานศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่งครั้งนี้ เพื่อความรักสมัครสมาน ความสามัคคี ในหมู่คณะ “ศิษย์เก่าครูเล้าบ้านโป่ง” โดยจะมีการจัดขึ้นทุกๆปี ในปีหน้าทางเพื่อนกรุงเทพมหานครฯ จะเป็นเจ้าภาพจัด ถือว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นเก่ารุ่นแรกๆ ที่ยังเหลืออยู่ ให้ศิษย์รุ่นหลังๆ ได้เห็นเป็นแบบอย่างต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ / ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายมติชน ชูทับทิม รองนายก.อบจฉะเชิงเทรา ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ปี 2568 ณ.วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา

แชร์เนื้อหานี้

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 13.50 น. ณ วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายมติชน ชูทับทิม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานถวายผ้าพระกฐิน

พระราชทาน ประจำปี 2568 พร้อมด้วย ส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธี โดยมี พระราชวชิรประชานาถ เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา(ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่ นายมติชน ชูทับทิม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดสมานรัตนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา

เพื่อร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสาธารณะประโยชน์ กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราช

บริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร โดยปัจจุบันกรมการศาสนาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย โดยวันนี้ ยอดรวมทั้งสิ้น 2,525,568 บาท เพื่อถวายให้กับวัดสมานรัตนาราม ต่อไป ฉะเชิงเทรา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ จัดกิจกรรมโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “พลังสร้างสรรค์เมืองน่านยั่งยืน”27/10/2568 – 77

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารวิชาคาม 1 ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน

เป็นประธานเปิดโครงการและค่ายเยาวชนกล้าดี ปีที่ 10 ประจำปี 2568 โดยมี นายศิริพงษ์ สุขเสริมศาล หัวหน้าแผนกเสริมสร้างทัศนคติภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าววัตถุประสงค์โครงการฯ และ นายสำรวย ผัดผล ประธานมูลนิธิฮักเมืองน่าน กล่าวต้อนรับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน

สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และเยาวชนกล้าดีจากพื้นที่ต่างๆ โดยก่อนการเปิดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ยืนไว้อาลัย เพื่อแสดงออกถึงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการอนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า

โครงการ “กล้าดี” เป็นกิจกรรมที่ช่วยปลูกฝังแนวคิดให้เยาวชนกล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ กล้าทำความดี และมีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงถึงพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทรงงานด้านการอนุรักษ์ป่า

ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ รวมถึงนวัตกรรม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดน่านในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยในช่วงท้าย รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันสนับสนุนโครงการกล้าดีอย่างต่อเนื่องตลอด 9 ปีที่ผ่านมา พร้อมเชิญชวนให้เยาวชนทุกคนร่วมสานต่อเจตนารมณ์ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนแปลง” เพื่อร่วมสร้างเมืองน่านให้น่าอยู่และยั่งยืนสืบไป

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดกิจกรรม “Nan Youth Design Camp” หรือค่ายพัฒนาเยาวชนกล้าดี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีมของเยาวชนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมออกแบบคิดเชิงสร้างสรรค์ (Design Thinking) และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยความร่วมมือระหว่าง จังหวัดน่าน ,

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) , มูลนิธิฮักเมืองน่าน , และหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนจังหวัดน่านได้เรียนรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ราบงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี นำโดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้บริษัท ฯ เพื่อน้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ประจำปี 2568 ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี เป็นจำนวนมาก การจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินในครั้งนี้ นับเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ และสะท้อนเจตนารมณ์

ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่มุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และส่งเสริมคุณค่าชุมชนในทุกภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปีนี้เริ่มต้นภาคแรกที่วัดพระธาตุแช่แห้ง

พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ถือเป็นวัดประจำปีเถาะ
ตามความเชื่อล้านนา ภายในวัดประดิษฐานพระธาตุแช่แห้ง

ปูชนียสถานสำคัญคู่เมืองน่าน และศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวน่านและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568 ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นำข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ข้าราชการพลเรือน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ทั้งด้านการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหาร การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกอบ พระราชกรณียกิจหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนคนไทย โดยพระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง

คือ “การเลิกทาส” ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสในแบบของพระองค์ท่าน เป็นไปอย่างมีขั้นตอนและสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะกันหรือก่อให้เกิดสงครามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีหลายอย่างให้ทันสมัย และเป็นไปแบบสากล เช่น เลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า

เปลี่ยนมาเป็นให้ยืนหรือนั่งเก้าอี้แทนและใช้ถวายคำนับตามแบบฝรั่งแสดงความเคารพ การเปลี่ยนทรงผม โดยแต่เดิมชายไทยไว้ทรงหลักแจว (มหาดไทย)

มาเป็นทรงสากล ผู้หญิงเดิมไว้ผมปีก (ผมทัด) เปลี่ยนมาไว้ ผมยาว ประเพณีการแต่งกายก็เช่นกัน เริ่มมีการสวมถุงเท้า รองเท้า ใส่เสื้อนอก มีผ้าผูกคอ หรือแต่งเครื่องแบบเวลาเข้าเฝ้า ออกแบบชุดข้าราชการที่เรียกว่าเสื้อราชแปตแตน ต่อมาเรียกราชปะแตนท์ หรือแปลว่า แบบหลวง นุ่งผ้าสีม่วง

โจงกระเบนตามแบบไทยเดิม ทรงจัดระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดด้วง หน่วยเงินเฟื้องโดยสร้างหน่วยเงินขึ้นใหม่ให้ใช้เหรียญบาท เหรียญสลึง เหรียญสตางค์แทน ด้านสาธารณูปโภค โปรดให้เริ่มดำเนินการประปาขึ้นโดยเก็บกักน้ำที่คลองเชียงราก จังหวัดปทุมธานี

แล้วขุดคลองประปาสำหรับส่งน้ำเข้ามาจนถึงคลองสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกและอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้ราษฎรมีน้ำสะอาดใช้ พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ ล้วนเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทย และเพื่อการพัฒนาประเทศให้

ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้นี้ ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนเทิดพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณมิเสื่อมคลาย และพร้อมใจถวายพระราชสมัญญานามพระองค์ว่า “พระปิยมหาราช”