คลังเก็บหมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ส่องวัฒนธรรมตรุษจีนในไทย คือ เทศกาลขึ้นปีใหม่ของจีน ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งมีรากจีนโบราณกว่า 3,000 ปี

แชร์เนื้อหานี้

ตรุษจีน (春节) หรือ Chinese New Year คือ เทศกาลขึ้นปีใหม่ของจีน ตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อ้างอิงว่ามีรากจากจีนโบราณกว่า 3,000 ปี โดยมีแนวคิดที่เกี่ยวกับฤดูกาลเพาะปลูก การขอพรจากฟ้าดิน และบรรพบุรุษ บนพื้นฐานพิธีกรรมสำคัญ ที่มุ่งเน้นใน 3 เรื่องหลัก คือ การขอบคุณอดีต การปัดเป่าสิ่งไม่ดี และการขอความรุ่งเรืองปีใหม่ ผ่านพิธีกรรมสำคัญ เช่น การไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ การรวมญาติ ตลอดถึงการให้ “อั่งเปา”

วันตรุษจีน จึงถือเป็นประเพณีนิยมที่มีรากฐานยาวนานของชาวจีน และเนื่องจากจีนกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน โดยปรากฏหลักฐานการค้าระหว่างไทยจีนตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งนอกเหนือจากการค้า ยังมีคนจีนที่อพยพมาอยู่ที่สยามด้วย ซึ่งการอพยพครั้งสำคัญๆ หลักฐานที่ชัดเจนมากในสมัยอยุธยา ต่อเนื่องมาถึงสมัยธนบุรี ซึ่งพระเจ้าตากสินมหาราช ก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งตามพงศาวดารระบุว่าทางจีนมีส่วนช่วยพระเจ้าตากสินในการกอบกู้อิสรภาพ และสร้างกรุงธนบุรี และหลังจากนั้นในสมัยต้น และกลางรัตนโกสินทร์ การอพยพของคนจีนเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นมาก จึงเป็นคำอธิบายที่ชัดเจน ถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆของคนจีน รวมทั้งวันตรุษจีน ที่เข้ามาในไทย และดำรงอยู่จนถึงวันนี้

สำหรับกรณีของไทย พบว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ มาจากแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะ และไหหลำ ที่เข้ามาทำการค้าขาย ทำเหมือง ค้าข้าว ไปจนถึงด้านแรงงาน ด้วยเหตุนี้จึงมีทั้งเรื่องของภาษา อาหาร ความเชื่อ พิธีกรรม การใช้ชีวิต การแต่งกาย ที่หลากหลายด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นคนจีนเชื้อสายใด สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง ก็คือ วันตรุษจีน ถือเป็น “วันสำคัญของชุมชนจีนในสยาม”จนถึงวันนี้ วันตรุษจีน ยังมีการสืบทอดทางวัฒนธรรมอยู่ในไทยอย่างแนบแน่น จนกล่าวกันว่า เทศกาลตรุษจีน “ฝังราก”ในไทยได้ลึกกว่าในหลายๆประเทศที่แม้จะมีจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่เช่นกัน สอดคล้องกับประโยคสำคัญที่ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” “ไทย-จีน” ที่มากกว่าการไหว้ : การผสมผสานทางวัฒนธรรมการผสมผสานทางวัฒนธรรมของคนไทยและคนจีน จนเป็นสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เชื่อว่าอยู่บน 4 ปัจจัยหลักๆ ประกอบด้วย

  1. มีการผสมกลมกลืนสูง จากการที่คนจีนในไทยมีการแต่งงานกับคนไทย และได้รับโอกาสที่เปิดกว้างในการรับราชการในไทย มีหลายๆ ตระกูลซึ่งเป็นที่รู้จักในไทย มีบรรพบุรุษที่เป็นคนจีน อย่างเช่น ต้นตระกูล ณ สงขลา บรรพบุรุษ คือ นายเหยี่ยง แซ่เฮา หรือ แซ่หวู เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน มณฑลฝูเจี้ยน อพยพมาอยู่ที่เมืองสงขลา เมื่อพระเจ้าตาก ได้ยกพลมาพักทัพที่สงขลาใน พ.ศ. 2312 มีผู้คนเข้าเฝ้าถวายตัวจำนวนมาก หนึ่งในนั้น คือ นายเหยี่ยง ซึ่งต่อมาพระเจ้าตากได้แต่งตั้งให้เป็น “หลวงอินทคีรีสมบัติ” นายอากรเกาะรังนก และอีก 2 ปีต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็น “หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ” เจ้าเมืองสงขลา และกลายเป็นสกุลที่เป็นเจ้าเมืองสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจาก หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ ถึงแก่กรรม ในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ นายบุญหุ้ย บุตรชายคนโต ของ หลวงสุวรรณคีรีสมบัติ เป็นเจ้าเมืองสงขลาคนต่อมา และมีความชอบมากจนได้เลื่อนบรรดาศักดิ์สูงชั้นเจ้าพระยา เป็น “เจ้าพระยาอินทคีรี” ซึ่งตระกูล ณ สงขลา ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองสงขลา ต่อเนื่องถึง 8 คน ยาวนานกว่า 120 ปี เป็นตัวอย่างชัดของการได้รับโอกาสเข้ารับราชการและการดำรงชีพในไทย
  2. ไทยไม่กีดกันวัฒนธรรม และการใช้ชีวิตสไตล์คนจีน ซึ่งจุดนี้จะมีความแตกต่างจากบางประเทศ ที่อาจจะมีข้อห้ามข้อจำกัด ผิดกับ ไทย ที่ไม่ได้มีการห้ามพิธีกรรมจีน ไม่ได้บังคับเลิกภาษา หรือประเพณี คนไทยที่ผ่านมาจึงคุ้นเคยกับภาษาแต้จิ๋ว คุ้นเคยกับประเพณีต่างๆของชาวจีน โดยไม่รู้สึกแตกต่าง ส่งผลให้ชุมชนจีนในไทยสามารถดูแลวัฒนธรรมของจีนได้แม้จะอยู่ในไทย ที่สำคัญในช่วงรัชสมัยของ รัชกาลที่ 5–6 ชุมชนจีนในไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น “ฐานพลังทางเศรษฐกิจ” ของไทย
  1. ความเชื่อและประเพณีวัฒนธรรมของจีน สามารถสอดคล้องและเข้ากับพุทธ และพราหมณ์ของไทยได้ อาทิ การไหว้เจ้าของจีน มีความคล้ายการทำบุญของไทย การเคารพบรรพบุรุษของจีน ก็สอดคล้องกับหลักความกตัญญูแบบไทย หรือแม้แต่เรื่องของความเชื่อ อย่าง ฮวงจุ้ย โชคลาง ก็สอดคล้องกลมกลืนกับความเชื่อพื้นบ้านของไทย เมื่อความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา ไม่ขัดแย้งกัน แต่กลับเสริมกัน จึงยิ่งทำให้การผสมผสานทางวัฒนธรรมสามารถดำรงได้อย่างราบรื่นยาวนาน
  2. การผสมผสานทางระบบเศรษฐกิจ ช่วยเกื้อหนุนให้เข้ากันง่ายขึ้น ในลักษณะของการอยู่ร่วมกันแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยบรรยากาศตรุษจีน เป็นเหมือนเทศกาลจับจ่ายที่ทั้งผู้ที่ยังยึดมั่นในประเพณี กับบรรดาพ่อค้า ตลาดธุรกิจและห้างร้านต่างๆ ล้วนได้ประโยชน์ เทศกาลตรุษจีน จึงกลายเป็นวัฒนธรรมเศรษฐกิจไปด้วย

ดังนั้น ตรุษจีนในไทยวันนี้ จึงไม่ใช่“วัฒนธรรมต่างชาติ” แต่กลายได้เป็น “วัฒนธรรมร่วมกัน”ระหว่างคนไทย คนไทยเชื้อสายจีน และคนจีน ไปแล้วอาหาร ความเชื่อ การแต่งตัว การให้ซองแดง ความกตัญญู และ ครอบครัวแม้ว่า รูปแบบของตรุษจีนในไทยจะไม่ใช่รูปแบบตรุษจีนจีนแท้แบบดั้งเดิม เนื่องจากมีสิ่งที่ “ไทยปรับประยุกต์เอง” เช่น อาหาร ของไหว้บางอย่างเป็นของไทยเข้ามามากขึ้น รูปแบบพิธี และความเชื่อ ได้ปรับให้สอดคล้องกับสังคมไทยที่ความเป็นครอบครัวมากกว่าตระกูลใหญ่ บางบ้านจะมีการไหว้ ทั้ง ไหว้เทพเจ้าแบบจีน การไหว้บรรพบุรุษ การไหว้พระพุทธรูป การไหว้เจ้าที่

ขณะที่การแต่งกาย มีความนิยมในเสื้อผ้าโทนสีแดง แต่รูปแบบไม่ได้จำเพาะว่าต้องเป็นชุดจีน จะเป็นชุดไทย หรือชุดในปัจจุบันก็ได้ แค่มีสีสันแดง สดใส ทำให้แม้คนไทยจำนวนมาก ไม่ใช่คนเชื้อสายจีนโดยตรง ก็ยังร่วมเฉลิมฉลองได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกการให้ซองแดง ที่เป็นเรื่องความกตัญญู การตอบแทนความรักและความผูกพันในครอบครัว ในตระกูล ซึ่งธรรมเนียมจีนถือเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีที่เคร่งครัด แต่สำหรับในไทยได้ผ่อนคลายกว่าในจีนมาก แม้จะยังคงอยู่บนพื้นฐานของความกตัญญู การตอบแทนความรักและความผูกพัน แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่ปรับให้สอดคล้องกับฐานะ ภาวะธุรกิจ และเศรษฐกิจในแต่ละปี

โดยสรุป “ตรุษจีนแบบจีนสยาม (Sino-Thai Chinese New Year)” ในสังคมไทยปัจจุบัน จึงไม่ได้เป็นแค่“ประเพณีนำเข้า” แต่เป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของคนจีนกับสังคมไทย กว่า 200–300 ปี แล้วนั่นเองดังนั้น ตรุษจีนในประเทศไทย ยังคงมีแนวโน้มไม่จางหายไป แต่จะเปลี่ยนสถานะจากวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ไปเป็นวัฒนธรรมร่วมของสังคมไทยภาพประกอบ
01 – คำบรรยายจากในภาพ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จสงขลา ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ ๒๔๓๓) ประทับฉายรูปหมู่ หน้าศาลเจ้าหลักเมืองสงขลา กับพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร พระยาวิเชียรคีรี (ชม ณสงขลา) พระอนันตสมบัติ (เอม) และกรมการเมืองสงขลา
คณะที่ตามเสด็จ : สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ สมเด็จเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมหมื่นสมมตอมรพันธุ์ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ กรมหมื่นสรรพสาตรศุภกิจ พระองค์เจ้าไชยยันตมงคล พระยาชลยุทธโยธิน พระยาเทเวศ

02 – ศาลพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาคนที่ ๔ช ในสายตระกูล ณ สงขลา โดยศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ในศาลหลักเมือง จังหวัดสงขลา ในปัจจุบั03 – เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) “ขุนนาง ๕ แผ่นดิน” อดีตเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ยังได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา เมื่อพ้นภารกิจทางการเมืองแล้ว ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีและประธานองคมนตรีในรัชกาลที่ ๙ สำหรับในด้านฐานพลังเศรษฐกิจ โดยเมื่อ ปี พ.ศ. 2489 ได้เป็นผู้ก่อตั้ง และประธานคนแรก ของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทย ที่ก่อตั้ง และบริหารงานโดยคนไทย และยังคงดำเนินกิจการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

04 – 05 บรรยากาศวันตรุษจีน

06 – อั่งเปา หรือซองแดง

โดย นายภูวนารถ ณ สงขลา
นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมอาชีพดอกไม้ช่อสุดท้ายให้แก่สมาคมผู้สูงอายุ สามพราน นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมอาชีพดอกไม้ช่อสุดท้ายให้แก่สมาคมผู้สูงอายุอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ประธานสภา, รองประธานสภา, สมาชิกสภา, หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม ณ สมาคมผู้สูงอายุอำเภอสามพราน จ.นครปฐม โดย อบจ.นครปฐม ได้ให้การสนับสนุนการจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อสร้างทักษะอาชีพ เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพิ่มรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ฟื้นฟูพื้นที่รอบหลุมฝังกลบกว่า 159 ไร่ พัฒนาเป็นแหล่งน้ำสะอาด ควบคู่ลดคาร์บอน–คุมคุณภาพอากาศ

แชร์เนื้อหานี้

อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมฟื้นฟูพื้นที่รอบหลุมฝังกว่า 159 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเกษตรควบคู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และควบคุมฝุ่นละอองและคุณภาพอากาศตามมาตรฐาน จังหวัดสมุทรปราการ — บริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด (“Eastern Energy Plus” “EEP”) เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผ่านการนำเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมขั้นสูงมาใช้ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบสถานที่ฝังกลบขยะกว่า 159 ไร่ จนสามารถพัฒนาเป็นแหล่งน้ำสะอาดที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
นับตั้งแต่ปี 2562 ภายหลังการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการแต่งตั้งทีมผู้บริหารชุดใหม่ บริษัทได้ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบได้อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินกิจการ

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการติดตั้งระบบตรวจวัดกลิ่นอัจฉริยะ E-Nose (Electronic Nose) ซึ่งทำงานอัตโนมัติ ตลอด 24 ชั่วโมง และมีการขยายจุดตรวจวัดให้ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบทั้ง 4 ทิศทาง ตามทิศทางลมประจำฤดูกาลของจังหวัดสมุทรปราการ ระบบดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถติดตาม วิเคราะห์ และคาดการณ์ผลกระทบด้านกลิ่นได้อย่างแม่นยำ รวมถึงนำข้อมูลไปใช้ปรับกระบวนการดำเนินงานและแผนการทำงานในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลให้ความเข้มข้นของกลิ่นลดลง จนอยู่ในระดับที่ดีกว่ามาตรฐาน

ควบคู่กันนี้บริษัท ได้ลงทุนในระบบบำบัดน้ำชะขยะด้วยเทคโนโลยี Ultra Filter Membrane และกระบวนการบำบัดทางชีวภาพ ส่งผลให้น้ำที่ผ่านการบำบัดมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่ปฏิบัติงานได้ โดยตะกอนจากกระบวนการบำบัดถูกนำไปแปรรูปเป็นวัสดุปรับปรุงดินเพื่อใช้ในการดูแลพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ของโครงการ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มุ่งลดของเสียและใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในด้านการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ บริษัทดำเนินมาตรการควบคุมฝุ่น ควัน และกลิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามค่าฝุ่นละออง PM2.5 อย่างใกล้ชิดให้อยู่ภายในเกณฑ์มาตรฐานทางกฎหมาย พร้อมระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการดำเนินงาน เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ

นอกจากนี้ การดำเนินโครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงานของ อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ยังมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้มากกว่า 49,000 ตันต่อปี และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากระบบฝังกลบแบบวิศวกรรมได้มากกว่า 25% ต่อปี เมื่อเทียบกับการฝังกลบแบบทั่วไป สะท้อนถึงบทบาทของบริษัทในการสนับสนุนเป้าหมายด้านการลดการปล่อยคาร์บอนและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมกับชุมชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบศูนย์บริหารจัดการขยะแพรกษาใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / Right Beyond ร่วมกับ Major Cineplex และ SF Cinema เปิดรอบพิเศษ “Gezhi Town – เมืองนักสู้” พร้อมของที่ระลึกแบบจัดเต็มเพื่อ FC เซียวจ้าน

แชร์เนื้อหานี้

Right Beyond ร่วมกับ Major Cineplex และ SF Cinema เปิดรอบพิเศษ “Gezhi Town – เมืองนักสู้” พร้อมของที่ระลึกแบบจัดเต็มเพื่อ FC เซียวจ้าน โดยเฉพาะRight Beyond ร่วมกับ Major Cineplex และ SF Cinema เปิดรอบพิเศษ “Gezhi Town – เมืองนักสู้” พร้อมของที่ระลึกแบบ “จัดเต็ม” เพื่อ FC “เซียวจ้าน” โดยเฉพาะFC “พี่จ้าน” ห้ามพลาด!!!Right Beyond ร่วมกับ Major Cineplex และ SF Cinema ชวนดู “Gezhi Town – เมืองนักสู้” ก่อนใครในรอบพิเศษ

Major Cineplex รอบSpecial Fan Screeningพร้อมรับของพรีเมียมลิขสิทธิ์แบบจัดเต็มวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ รอบ 19.00 น.โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เฉพาะรอบพิเศษ ทุกที่นั่งจะได้รับT-Shirt / Paper Bag / Handbillเตรียมกดซื้อรอบพิเศษวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. ทาง www.majorcineplex.com และ Major Appวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ รอบ 17.00 น.โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เฉพาะรอบพิเศษ ทุกที่นั่งจะได้รับ
Photo Booklet / Poster A3เตรียมซื้อรอบพิเศษ 5 กุมภาพันธ์ เวลา 11.00 น. ทาง www.majorcineplex.com และ Major App

** งดใช้โปรโมชั่น, ส่วนลด, Voucher, บัตรฟรีทุกประเภท รวมถึงสิทธิ์ M GEN และ M Pass ไม่ร่วมรายการ **SF Cinema รอบ
🎬SPECIAL SCREENING #GezhiTown🗓วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 | รอบเวลา 19.00 น.ที่ SFW เซ็นทรัลเวิลด์ โรงภาพยนตร์ 15บัตรราคา 950 บาท / ที่นั่ง (PREMIUM / PRIME)
✨พิเศษ! ทุกที่นั่งรับของพรีเมียมลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์
📌HANDBILL 1 เล่มขนาด A4 (มูลค่า 70 บาท)
📌เสื้อ T-SHIRT 1 ตัว (มูลค่า 350 บาท) (ขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกขนาด) โดยใช้หลักการ FIRST COMES, FIRST SERVES มาก่อนมีสิทธิ์เลือกก่อน📌SPECIAL BAG 1 ใบขนาด 28×20 cm. (มูลค่า 90 บาท)📌SF+ COLLECTIBLE TICKET 1 ใบ
ขนาด 3×6.5 นิ้ว (มูลค่า 159 บาท)ขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกแบบ
รายละเอียด 👉

🔊เปิดจำหน่ายบัตร 4 กุมภาพันธ์ 2569 – 17 กุมภาพันธ์ 2569
เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป📲ผ่านทาง● เว็บไซต์ sfcinema.com
● แอปพลิเคชัน SF Cinema● ตู้จำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์อัตโนมัติสาขาที่เข้าฉายรอบFANSCREENING#GezhiTownเอาใจเหล่านักสู้🗓วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 | รอบเวลา 17.00 น.
ที่ SFW เซ็นทรัลเวิลด์ โรงภาพยนตร์ 15🔊บัตรราคา 1,000 บาท / ที่นั่ง (PREMIUM / PRIME)✨พิเศษ! ทุกที่นั่งรับของพรีเมียมลิขสิทธิ์แท้จากภาพยนตร์📌PHOTOBOOK 1 เล่ม
ขนาด 21×28.5 cm. (มูลค่า 450 บาท)📌POSTER 1 ใบ
ขนาด A3 (มูลค่า 90 บาท)📌SF+ COLLECTIBLE TICKET 1 ใบขนาด 3×6.5 นิ้ว (มูลค่า 159 บาท)
ขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกแบบรายละเอียด 👉

🔊เปิดจำหน่ายบัตร 5 กุมภาพันธ์ 2569 – 22 กุมภาพันธ์ 2569
เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป📲ผ่านทาง● เว็บไซต์ sfcinema.com
● แอปพลิเคชัน SF Cinema● ตู้จำหน่ายบัตรชมภาพยนตร์อัตโนมัติสาขาที่เข้าฉาย**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดGezhiTownSpecialFanขอได้รับความขอบพระคุณจาก
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไร้ท์ บิยอนด์สมปอง วิวัฒน์วรศิลป์
โทร 095-4924241

“The Mortuary Assistant – คืนสยองห้องดับจิต” ความสยองที่สร้างจากวิดีโอเกมยอดฮิต“The Mortuary Assistant – คืนสยองห้องดับจิต” ความสยองที่สร้างจากวิดีโอเกมยอดฮิตเตรียมรับมือความน่าสะพรึงกลัวที่สร้างจากวิดีโอเกมยอดนิยมของปี 2022 โดย DreadXP

เรื่องราวของ “รีเบคก้า โอเวนส์” บัณฑิตสาวสาขาวิทยาการจัดการศพที่รับงานกลางคืน ณ โรงเก็บศพริเวอร์ฟิลด์ส ซึ่งเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การทำงานที่เหมือนเป็นงานธรรมดาๆ ต้องกลายเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังลึกลับเหนือธรรมชาติอันหาที่มาไม่ได้

ผลงานการกำกับฯ ของเจเรไมอาห์ คิปป์ นำแสดงโดย วิลลา ฮอลแลนด์ และ พอล สปาร์คส์ร่วมเปิดประสบการณ์สยองขวัญครั้งใหม่ไปกับ “The Mortuary Assistant – คืนสยองห้องดับจิต“ โดย Movie Copyright (Thailand)12 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น!!!!

TheMortuaryAssistantThailand

ขอได้รับความขอบพระคุณจากฝ่ายประชาสัมพันธ์พิเศษ
Movie Copyright (Thailand) สมปอง วิวัฒน์วรศิลป์ โทร 095-4925241

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”ดร.ทราย ศรีสุวิช“ จัดมิติสัมพันธ์ Active Learner 2026 พัฒนาสกิลเด็กปฐมวัย 4 มิติ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 มกราคม 2569 โรงเรียนศรีสุวิช จ.ชลบุรี โดย ดร.ประถมาภรณ์ ฟักฤกษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสุวิช ได้จัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์ อนุบาล 3 Active Learner 2026 โดยมีคณะครูผู้สอน ร่วมให้การต้อนรับกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนที่ตอบรับเข้าร่วม

กิจกรรมมิติสัมพันธ์ อนุบาล 3 Active Learner 2026 จัดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะให้นักเรียน โดยแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้รวม 4 สถานี ประกอบด้วย 1.มิติด้านทักษะชีวิต“Food Station” เรียนรู้เกี่ยวกับอาหารแปรรูป 2.มิติด้านวิทยาศาสตร์ “Rash to Treasure trail” เรียนรู้วิธีการคัดแยกขยะ รู้จัดขยะแต่ละประเภท วิธีจัดการขยะและรีไซเคิลเพื่อปลูกฝังการรักษาสิ่งแวดล้อม

3.มิติด้านการคิดคำนวณ “Food Shelf Life“สอนวิธีใช้เงินซื้ออาหาร ดูคิวอาร์โค้ดวันหมดอายุสินค้า ระบบการจ่ายเงิน-ทอนเงิน และ 4.มิติด้านศิลปะและภาษา “จากจานสู่ผืนผ้า สร้างงานศิลป์” ให้นักเรียนฝึกสร้างสรรค์งานพิมพ์กระเป๋าด้วยผักและผลไม้

ดร.ประถมาภรณ์ ฟักฤกษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสุวิช เผยว่า กิจกรรมมิติสัมพันธ์นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างทักษะให้กับเด็กนักเรียนปฐมวัยแล้ว สิ่งสำคัญคือเป็นกิจกรรมที่เชื่อมระหว่างบ้านกับโรงเรียน และผู้ปกครองกับคุณครู ให้ได้เป็นส่วมร่วมในกิจกรรมของโรงเรียเพื่อช่วยกันการดูแลบุตรหลานและนักเรียนศรีสุวิชร่วมกันอย่างดีต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ให้โชค !! พ่อปู่สม-สรวง ศีรษะจระเข้ โบราณ อายุกว่า 133 ปี พบปี2539 ตรวจสอบประเมินอายุถึงปัจจุบันกว่า 133 ปี

แชร์เนื้อหานี้

ให้โชค !! พ่อปู่สม-สรวง ศีรษะจระเข้ โบราณ อายุกว่า 133 ปี
เผย พบตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบประเมินว่ามีอายุถึงปัจจุบันกว่า 133 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ความเคารพศรัทธา เคยให้โชคถูกรางวัลไปแล้วหลายครั้ง

เมื่อเวลา 18.30 น.วันที่ 28 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 3 ต.บางเสาธงอ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ พบกับ นายพิทักษ์ จวบกระโทก อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน ได้พาไปชี้จุดที่ตั้งศาลพ่อปู่สม-สรวง ศีรษะจระเข้ โบราณ อายุกว่า 133 ปี

ซึ่งพบโดยบังเอิญเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมา บริเวณริมตลิ่งคลองข้างบ้าน พร้อมเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีตให้ฟัง ทั้งเรื่องความเชื่อ ความศรัทธาและโชคลาภ นายพิทักษ์ จวบกระโทก หรือ เดียว เจ้าของบ้าน กล่าวว่า ย้อนไป 30 ปีขณะที่ตนกำลังเล่นน้ำ

อยู่ริมคลอง และพยายามทำเป็นทางดินสไลด์ ตามความซุกซนในวัยเด็ก ขณะที่ปล่อยตัวลื่นไถลจากตลิ่งลงไปในคลอง หลังไปสะดุดกับปุ่มแข็ง เหมือนรางไม้หรือก้อนหิน ตน จึงบอกญาติผู้ใหญ่มาดึงออกให้ พบว่าเป็นซากศีรษะจระเข้ หลังจากนั้นมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาขอตรวจสอบประเมินว่ามีอายุถึงปัจจุบันกว่า 133 ปี

และเคยเข้ามาพยายามจะนำออกไป แต่ก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถนำออกไปได้ เจ้าหน้าที่จึงบอก งั้นฝากให้เจ้าของบ้านดูแลไว้ก่อน ตอนพบครั้งแรกฟันอยู่ครบ จากนั้นก็หลุดร่วงไปตามเวลา แต่ระยะหลัง เห็นคล้ายกับจะมีลักษณะ

เป็นกระดูกอ่อนงอกขึ้นมาใหม่อยู่ในร่องฟันเดิม ส่วนเรื่องความเชื่อและให้โชคกับชาวบ้านนั้น ก็มีหลายคนมาดู มาขอ ก็ได้โชคไปหลายราย หลังจากนั้นก็นำของมาแก้บน ส่วนใหญ่จะเป็น ไก่ต้ม หัวหมู หมากพลู บุหรี่ เหล้าขาว แต่ห้ามนำของสด ๆ มาเซ่นไหว้เด็ดขาด

นายสุรเดช ไทยเที่ยง อายุ 38 ปี เพื่อนสนิทฯ กล่าวว่า ตนเคยฝันเห็นชายสูงอายุ สวมโจมกระเบน สะพายสังวาล ขึ้นมาจากน้ำบริเวณจุดที่ตั้งศาลแห่งนี้ และบ่อยครั้งที่มานั่งแถวนี้ มักจะเห็นจากหางตาเหมือนมีคนเดินผ่านมาด้านข้าง เมื่อหันไปมองกลับไม่พบ

ส่วนตัวเป็นคนไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ แต่ก็หาคำตอบทางวิทยาศาสตร์จากเหตุการณ์ที่พบยังไม่ได้ถึงอย่างไรก็ตาม ศาลพ่อปู่สม-สรวง ศีรษะจระเข้ โบราณ อายุกว่า 133 ปีแห่งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังให้ความเคารพศรัทธา เข้ามากราบไหว้ขอพรกันเป็นประจำ อย่างน้อยก็เป็นที่พึ่งทางใจ ให้มีพลังต่อสู่กับชีวิตในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / HBD บก.นก เนชั่น ครบ 62 ปี มวลมิตรร่วมฉลองข่าวเด็ดออนไลน์ก้าวสู่ปีที่ 29

แชร์เนื้อหานี้

ค่ำวันที่ 18 ม.ค.69 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิด บก.นก กิตติคม ธีวรางกูล บรรณาธิการบริหารข่าวเด็ดออนไลน์ และผู้สื่อข่าวเนชั่นภาคตะวันออก อายุครบ 62 ปีบริบูรณ์ โดยได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เพื่อความเป็นสิริมงคล และร่วมฉลองในโอกาสก้าวย่างสู่ปีที่ 29 “ข่าวเด็ดออนไลน์”ที่ร้านอาหารมุมอร่อย นาเกลือ พัทยา จ.ชลบุรี

โดยในพิธีได้รับเกียรติจากนายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมเป็นประธานกล่าวอวยพรและแสดงความยินดี ท่ามกลางมวลมิตรแทบทุกสาขาอาชีพในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ทั้งภาคข้าราชการ ภาคเอกชน กลุ่มการเมือง และสื่อมวลชน อาทิ

นายมีชัย อินทร์พิทักษ์ ประธานคณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายศักดิ์สิทธิ์ ธีระพรสถานนท์ หรือ เสี่ยสม ผู้บริหารโครงการเอสพีกรุ๊ป พัทยา นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีต สส.ชลบุรี

พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา นายบันลือ กุลละวณิชย์ ประธานสภาเมืองพัทยา นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายมานะ ยาประคำ ประธานสภาวัฒนธรรมเมืองพัทยา คณอนา วงศ์สิงห์ ผู้บริหารโครงการ The Bay

คุณลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ว่าที่ร้อยตรี ชาญยุทธ ยังปรีดา คณะทำงานนายกเมืองพัทยา ป๋าสัก สีชัง สุรศักดิ์ ทุมมานนท์ บก.นสพ.สยาม ป๋าทัศน์ สุทัศน์ บุญช่วยเหลือ ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยรัฐ กลุ่มวิหค

สายฟ้า ป๋าเนี้ยว อนันต์ กิ่งสร นายกสมาคมผู้สื่อข่าวช่อง 3 ภาคตะวันออก นาวบุณรดา เศรษฐา รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเขาชีจรรย์ นายสุครีพ กระจาย นายกสมาคมขาวอีสานพัทยา ดร.ดิโอ้ กูมาร์ ซิงห์ นายกสมาคมภารัต (อินเดีย) ชลบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดกิจกรรม เทศกาลหนังค่ายหนุมานฟิล์ม สถานที่จัดงาน โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัย เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

แชร์เนื้อหานี้

ค่ายหนุมานฟิล์ม นำทีมโดย ผู้กำกับภาพยนตร์ วิวัฒน์ กองนาวี (เอ หนุมาน) จัดกิจกรรม เทศกาลหนังค่ายหนุมานฟิล์ม สถานที่จัดงาน โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัย เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

โดยปล่อยตัวอย่างหนังในค่าย และเปิดตัวภาพยนตร์ของค่าย 2 เรื่อง ขุมทรัพย์จันทบูรณ์ เป็นภาพยนตร์แนวผจญภัย แนวส่งเสริมการท่องเที่ยว และ ภาพยนตร์ชุด สแกมเมอร์ เพื่อเตือนภัยในสังคม โดยมีรายนามนักแสดงและผู้อยู่เบื้องหลังดังนี้

-ขุมทรัพย์ จันทบูรณ์-กำกับโดย วิวัฒน์ กองนาวีโปรดิวเซอร์ ดารณี มีชนะประสานงาน ชุติมา บุญสวากำกับภาพ ณวพร สัมพัดทองลำดับภาพ ณวพร สัมพัดทองผู้ช่วยกล้อง ธนพล ฟักประไพ
เสียง ชาคริต หลวงอุดรควบคุมการผลิต หนุมานฟิล์ม อุปกรณ์ บริษัทหนุมานฟิล์ม จำกัด

รายชื่อนักแสดง ธณัญชน ทองเล็ก(แอล) พาขวัญ สุคนธ์ จิรัชยา คูนาดี ด.ญ.ศิวาพัชญ์ เบญจไตรพัฒน์ ด.ญ.นภัค คุณคงคาพันธ์ ด.ช.คู่บุญ คุณคงคาพันธ์ ธนโชติ พรมสวัสดิ์ (ดิว) ดช.ปภังกร น้ำใจตรง (เนม) ด.ญ.ศิรประภา กุลรัตน์ (โฟกัส) ด.ญ.ศุภิสรา เงื่อนกลาง ด.ญ.กมลชญา ชื่นบุบผา ด.ญ.ไอศิกา บริบูรณ์ทรัพย์

นักแสดง -สแกมเมอร์- 1.นางสาว อิงค์ฟ้า รบเมือง Miss. Inkfa Ropmuang 2.นายชยธร นิ่มนวล Mr.Chayatron N imnual
3.ด.ญ แก้วตา ตระกูลโพธิ์ Miss.Kaewta Takulpo 4.น.ส กฤตพร สุวรรณเศียร

Miss.Krittapron Suwansian 5.นาย กันตชาติ รุกขชาติ Mr.Kantachat Rukkhachat 6.นาย ภานุพงษ์ เป้งไชยโม Mr.Phanuphong Pengchaimo 7.นาย ยงยศ แก้วนุ้ย
Mr.Yongyos Kaewnui 8.นาย ธนกร แก้วนุ้ย Mr.Thanakorn Kaewnui

  1. นางสาว ดนิตา ฟีบิก Miss. Danita Fiebig
  2. นาย สรธร สอดสูงเนิน Mr. Soraton Sodsoongnoer 11.นาย ณัฐภูมิ นุชเพนียด Mr.Nattaphum Nuchpaniad

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.น่านจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ การเลือกตั้ง ที่จะถึง /นายกเทศมนตรีเมืองน่าน รับมอบข้าวสารและผ้าอ้อมผู้ใหญ่จากคณะสงฆ์จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 6 ม.ค. 2568 ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเทวราช อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่านจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ วิธีปฏิบัติในการเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

สร้างการยอมรับเรื่องการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้รักสามัคคี การรักษาความเป็นมิตรก่อนและหลังการเลือกตั้งแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเพื่อลดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และรณรงค์ป้องปรามการไม่ซื้อสิทธิขายเสียง การใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ได้ตระหนักและมีจิตสำนึกในการหาเสียงเลือกตั้งที่ถูกต้อง ไม่กระทำนิดกฎหมาย ส่งแลให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน เขต รวมถึงผู้ติดตาม ผู้สนับสนุน สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน การเลือกตั้งจะบรรลุเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ต้องดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต โปร่งใส และชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่กระทำการฝ่าฝืนหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การเสริมสร้างความรู้ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ช่วยหาเสียง และผู้สนับสนุน จะช่วยป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย ลดปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง การใส่ร้ายป้ายสี และส่งเสริมการยอมรับในหลัก “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย” สร้างความสามัคคีและความเป็นมิตรทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ผู้แทนของประชาชนที่มีคุณธรรม จริยธรรม และทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ด้าน นายประธาน พรมเผ่า ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง กฎหมาย ระเบียบ และวิธีปฏิบัติแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการยอมรับกติกาการเลือกตั้ง ลดข้อพิพาทและการร้องคัดค้าน อันจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต และเที่ยงธรรม สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดน่าน มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 29 คน จากเขตเลือกตั้งที่ 1–3 โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่านมุ่งหวังให้การเลือกตั้งเป็นไปตามนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมืองไทย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว/ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

นายกเทศมนตรีเมืองน่าน รับมอบข้าวสารและผ้าอ้อมผู้ใหญ่จากคณะสงฆ์จังหวัดน่าน ส่งต่อผู้ป่วยติดเตียงในโครงการ “ไรเดอร์ อีป้อ อีแม่”

วันที่ 6 มกราคม 2568 ณ วัดมิ่งเมือง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน ผู้แทนคณะสงฆ์จังหวัดน่าน มอบข้าวสารเจ้า ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม จำนวน 25 ถุง พร้อมด้วยผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ไซส์ L จำนวน 20 แพ็ก และไซส์ M จำนวน 20 แพ็ก ให้แก่เทศบาลเมืองน่าน โดยมีนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่าน เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ป่วยติดเตียงในเขตเทศบาลเมืองน่าน จำนวน 16 ราย ภายใต้โครงการ “ไรเดอร์ อีป้อ อีแม่” ของเทศบาลเมืองน่าน

ทั้งนี้ คณะสงฆ์จังหวัดน่าน โดยฝ่ายกำกับดูแลงานสาธารณสงเคราะห์ และฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้นำเงินที่ได้จากการจัดพิธีส่งเคราะห์หลวงนครน่าน ในงานทำบุญใหญ่สืบชะตาหลวงนครน่าน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน ซึ่งมีพระครูธรรมธรจิระพงษ์ ชยาลงฺกาโร (ครูบาเค) เจ้าอาวาสวัดศรีกู่เสี่ยว พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ เป็นผู้ดำเนินการจัดพิธี โดยมียอดเงินจากการบูชาช่อตุงส่งเคราะห์หลวง จำนวน 10,955 บาท (หนึ่งหมื่นเก้าร้อยห้าสิบห้าบาทถ้วน) เพื่อนำมาจัดซื้อสิ่งของดังกล่าว

เทศบาลเมืองน่านให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ จึงได้ดำเนินโครงการ “ไรเดอร์ อีป้อ อีแม่” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม และภาคีเครือข่าย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “เทศบาลเมืองน่าน เมืองแห่งคนอายุยืน”
//////////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เมืองพัทยาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 “PATTAYA THE SEALEBRATION OF LIGHT AND LEGACY” เนรมิต 11 จุดแลนด์มาร์ก /ไดอาน่าพัทยา ส่งความสุขรับเทศกาลคริสต์มาส/พรรคเพื่อไทยเปิดตัว ผู้สมัคร สส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต

แชร์เนื้อหานี้

ค่ำวันที่ 19 ธ.ค.68 ที่บริเวณลานปู่ตาก หน้าศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นำคณะผู้บริหารเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา ข้าราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมยืนไว้อาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 93 วินาที ก่อนจะทำพิธีเปิดการแถลงข่าว เปิดโครงการ Pattaya Festival ภายใต้งาน “PATTAYA THE SEALEBRATION OF LIGHT AND LEGACY”

โดยโครงการดังกล่าว เมืองพัทยาร่วมแสดงความอาลัยจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมประดับไฟสวยงามเพิ่มแสงไฟทั่วเมือง ระหว่างวันที่ 19 ธ.ค. 2568 – 4 ม.ค. 2569 โดย จุดไฮไลต์ไฟประดับทั่วพัทยารวมทั้งสิ้น 11 จุด ประกอบด้วย 1.บริเวณเกาะกลาง ถนนสุขุมวิท พัทยากลาง 2.บริเวณใต้ทางต่างระดับแยกมอเตอร์เวย์ 3.บริเวณเกาะกลาง ถนนสุขุมวิท พัทยาเหนือ 4.บริเวณเกาะกลางถนนพัทยาเหนือ 5.ศาลาว่าการเมืองพัทยา 6.สวนสาธารณะลานโพธิ์ นาเกลือ 7.วงเวียนโลมา 8.บริเวณซุ้มหน้าโรงแรมโอโซ พัทยา 9.บริเวณโค้งดุสิต พัทยาเหนือ 10.ถนนเลียบชายหาดพัทยา และ 11.หาดจอมเทียน ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เก็บภาพความประทับใจตลอดเทศกาล

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกของการแสดงสัญลักษณ์ในการนำสิ่งดีๆ ที่เป็นสีสัน และเป็นสิ่งที่คนพัทยาได้ร่วมกับรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง รวมทั้งเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ภายใต้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก จึงขอประกาศเปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ โอกาสนี้

พรรคเพื่อไทยเปิดตัว ผู้สมัคร สส.ชลบุรี ทั้ง 10 เขต

วันที่ 23 ธ.ค.68 ที่โรงแรมแกรนด์พาลาสโซ่ พัทยา จ.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย ได้ทำการจัดประชุมสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชลบุรี เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นและการให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยมีสมาชิกพรรคในพื้นที่เข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก

ในการประชุมได้เปิดลงทะเบียนสมาชิก ตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคและสิทธิในการลงคะแนนพิจารณาตัวแทนว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย จังหวัดชลบุรี ทั้ง 10 เขต ประกอบด้วยเขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมืองชลบุรี (ต.แสนสุข-อ่างศิลา-ห้วยกะปิ-หนองข้างคอก-บ้านปึก-เสม็ด-เหมือง-หนองรี) นายรัฐรุจน์ ปิยะพงศ์ภัทร์เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอเมืองชลบุรี (ต.บางทราย-มะขามหย่ง-บ้านสวน-บ้านโขด-บางปลาสร้อย-นาป่า) นายคงพัชร ไขรัศมีเขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอเมืองชลบุรี (เฉพาะ ต.คลองตำหรุ-หนองไม้แดง-ดอนหัวฬ่อ-สำนักบก) อำเภอบ้านบึง (เฉพาะ ต.หนองซ้ำซาก-มาบไผ่-หนองบอนแดง-หนองชาก) อำเภอพานทอง นายพายุ

เนื่องจำนงค์เขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอบ้านบึง (ยกเว้น ต.หนองซ้ำซาก-มาบไผ่-หนองบอนแดง-หนองชาก) อำเภอบ่อทอง อำเภอหนองใหญ่ นายลิขิต อัศวจารุวรรณเขตเลือกตั้งที่ 5 อำเภอพนัสนิคม อำเภอเกาะจันทร์ นายประมวล เอมเปีย
เขตเลือกตั้งที่ 6 อำเภอพนัสนิคม (เฉพาะ ต.บางพระ-ศรีราชา-สุรศักดิ์-ทุ่งสุขลา) อำเภอเกาะจันทร์ นายศรกฤต ผลลูกอินทร์
เขตเลือกตั้งที่ 7 อำเภอศรีราชา (ยกเว้น ต.หนองขาม-เขาคันทรง-บ่อวิน-บึง) นายนฤพล นิยมทรัพย์เขตเลือกตั้งที่ 8 อำเภอบางละมุง (เฉพาะ ต.บางละมุง-หนองปลาไหล-นาเกลือ-ตะเคียนเตี้ย-เขาไม้แก้ว-โป่ง-ห้วยใหญ่)

นายชาญยุทธ เฮงตระกูลเขตเลือกตั้งที่ 9 อำเภอบางละมุง (ยกเว้น ต.บางละมุง-หนองปลาไหล-นาเกลือ-ตะเคียนเตี้ย-เขาไม้แก้ว-โป่ง-ห้วยใหญ่) นายรัฐกิจ เฮงตระกูลเขตเลือกตั้งที่ 10 อำเภอสัตหีบ (ต.สัตหีบ-พลูตาหลวง-บางเสร่-นาจอมเทียน-แสมสาร) นายอัครเศรษฐ รักษ์สกุลสงสัยหลังจากนั้นได้พิจารณาความเห็นชอบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยจำนวน 100 รายชื่อ โดยในส่วนของจังหวัดชลบุรีไม่ได้ส่งบัญชีรายชื่อในการคัดสรร จึงทำการปิดประชุมสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดชลบุรีในครั้งนี้ตามลำดับกำหนดการ

ไดอาน่าพัทยา ส่งความสุขรับเทศกาลคริสต์มาส พร้อมช่วยเหลือมูลนิธิ HHN เพื่อเด็กไทย

วันที่ 24 ธ.ค.68 โรงแรมไดอาน่าการ์เด้นรีสอร์ท พัทยา โดย นางโสภิญ เทพจักร์ กรรมการผู้จัดการ ไดอาน่าการ์เด้นรีสอร์ท พัทยา ได้จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารเพื่อขอบคุณ
ลูกค้า เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส 2025 และส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2026 ภายใต้ชื่อกิจกรรม Christmas Eve Party Diana Garden Resort Pattaya

โดยทางโรงแรมได้ใช้พื้นที่บริเวณค็อฟฟี่เฮ้าส์ เป็นสถานที่จัดเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่ม
ให้ลูกค้าของทางโรงแรมเนื่องในวันคริสต์มาสอีฟ คือก่อนวันคริสต์มาส 25 ธันวาคมหนึ่งวัน เพื่อส่งมอบความสุขเนื่องในเทศกาลดังกล่าว ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีที่ทางโรงแรมจัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมการกุศลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสจากมูลนิธิ HHN เพื่อเด็กไทย โดย นางรัชฎา ชมจินดา ผู้อำนวยการ มูลนิธิ HHN เพื่อเด็กไทย ได้นำเด็กๆ มาร่วมกิจกรรมสร้างสีสันร้องเพลงและเต้นประกอบจังหวะ ช่วยเพิ่มบรรยากาศของงานให้เป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น

The bay เปิดงาน Official Experience Festival ชวนสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่

ค่ำวันที่ 26 ธ.ค.68 โครงการ The Bay โดย ปิติ Road Top ร่วมกับ ชูใจ Beat Bar ได้มีการจัดงาน Official Experience Festival เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว 4 รูปแบบ ได้แก่Experience 1 ลานปิติ Road Top บาร์ติดพื้นแห่งแรกของประเทศไทยExperience 2 การผสมผสานดนตรีไทยกับดีเจ
Experience 3 ต้นแมงกะพรุนอินดัสเตรียลที่ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองพัทยา และExperience 4 ชูใจ Beat Bar เชิญร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความเป็นกันเองด้วยอารมณ์ Emotional Concept

คุณอนา วงศ์สิงห์ ผู้บริหาร The Bay แหล่งรวมความบันเทิงนานาชาติริ หาดพัทยา เปิดเผยว่า The Bay ถือเป็นแลนด์มาร์กจุดนัดใหม่ริมทะเลพัทยา ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวมความบันเทิง และเอนเตอร์เทรนเม้นต์มิลเลี่ยนวิว ที่มีความเพียบพร้อม

โดยจะมีทั้ง คาเฟ่ ร้านอาหารนานาชนิดจากทั่วโลก ร้านสตรีทฟู้ด ค็อกเทล ร้านอาหารดูไบ อินเดีย และจีน ไอศครีมตุรีกีผลไม้กว่า 40 รสชาติ ร้านปิ้งย่างแผ่นดินใหญ่ และอีกมากมายภายในงานได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เดินทางเป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก อาทิ

นายสุพจน์ โตพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายดำรงค์ พินิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายชาญยุทธ ยังปรีดา คณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายสุริวัฒน์ เริ่มกิจการ สมาชิกสภาเมืองพัทยา พ.ต.อ.สราวุธ นุชนารถ ผกก.สภ.บางละมุง พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองพัทยา และ พ.ต.ท.พีรยุทธ บริสุทธิ์ธรรม สวป.สภ.เมืองพัทยา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลตำบลบางปูจัดแข่งขันเรือพายพื้นบ้าน สืบสานวิถีชุมชน–ส่งเสริมท่องเที่ยวท้องถิ่น ณ ชุมชนคลองศาลาแดง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงสาย วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่ ชุมชนคลองศาลาแดง ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบล

บางปู เป็นประธานเปิดโครงการแข่งขันเรือพายพื้นบ้าน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมี นางสาวปารณีย์ นาคคำ ปลัดเทศบาลตำบลบางปู

กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ พร้อมด้วย นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยมีคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลฯ หัวหน้าส่วนราชการ / เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลบางปู /

ประธาน คณะกรรมการชุมชนคลองศาลาแดง / ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา จังหวัดสมุทรปราการ ประชาชน และนักกีฬาพายเรือ ชาวชุมชนคลองศาลาแดง เข้าร่วมพิธี เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น สร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์อันดีในชุมชน และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในท้องถิ่น

การแข่งขันเรือพายดังกล่าวได้มีการแบ่งการแข่งขันเรือพายออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทเรือมาด 9 ฝีพาย จำนวน 6 ทีม และประเภทเรือมาด 12 ฝีพาย จำนวน 8 ทีม รวมทั้งหมด จำนวน 14 ทีม

พร้อมพิธีมอบถ้วยรางวัล และเงินรางวัลรวมเกือบสี่หมื่นบาท ให้กับทีมที่ชนะการแข่งขัน โดยการแข่งขันเป็นไปด้วยความสนุกสนานทั้งผู้เข้าแข่งขันเรือและกองเชียร์ทั้งฝั่งคล

นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู เผยว่า กิจกรรมเรือพายพื้นบ้านของทางเทศบาลบางปู เริ่มต้นจากชุมชนที่มีภูมิศาสตร์ที่อยู่ติดน้ำ และมีชาวบ้านเริ่มแข่งกันเองก่อนมาหลายปี ทางเทศบาลจึงได้เสนอไปยังจังหวัด เพราะเทศบาลเห็นถึงความสำคัญและความรัก ความสามัคคี โดยจะจัดใกล้เทศกาลปีใหม่ ของทุกปี ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มหากุศลครั้งใหญ่สำเร็จแล้ว! มูลนิธิพุทธภูมิธรรม x พล.1 รอ. มอบชีวิตใหม่ให้โค-กระบือ ดูแลตลอดอายุขัย

แชร์เนื้อหานี้

มหากุศลครั้งใหญ่สำเร็จแล้ว! มูลนิธิพุทธภูมิธรรม x พล.1 รอ. มอบชีวิตใหม่ให้โค-กระบือ ดูแลตลอดอายุขัย ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง🐄🎉

✨ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดย อาจารย์ วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิฯ และ น.ส.สาธิมา ลาชโรจน์ ผอ.ศูนย์อำนวยการฯ เป็นตัวแทนทุกท่าน “ไถ่ชีวิตโค-กระบือ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
📋 เราได้ช่วยห้าชีวิตสำเร็จแล้ว
🔴 โคแม่แดง (เพศเมีย) 1 ตัว
⚪ โคแม่ขาว (เพศเมีย) และลูกโค
🐃 กระบือ (เพศเมีย) 2 ตัว
🏡 สร้างคอก โค-กระบือ

โดยส่งมอบให้หน่วยในพื้นที่ จ.ลพบุรี ดำเนินการอภิบาลดูแล “ตลอดอายุขัย” (ห้ามนำไปใช้งานส่วนตัว หรือจำหน่าย)ตอนทำการส่งมอบ เหมือนโคกระบือจะรับรู้ว่ารอดแล้ว กระดิกหูดีใจ และไม่มีการตื่นกลัว อยู่นิ่งสงบกระดอกหางไปมาน่ารักมาก ขอบคุณท่านผู้ใจบุญทั้งหลาย บุญของท่านสำเร็จแล้ว

✨ อานิสงส์แห่งการให้ชีวิต (อภัยทาน) ✨
🌿 อายุยืนยาว: สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
🌿 พ้นจากความทุกข์: ช่วยสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ผ่อนหนักให้เป็นเบา
🌿 ความสุขความเจริญ: ชีวิตมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
🌿 เมตตาธรรม: เป็นการเจริญเมตตาธรรมในจิตใจ ส่งผลให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา

🙏 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน สาธุสาธุสาธุ อนุโมทามิฯ 🙏

โดยภายในพิธีไถ่ชีวิตโคกระบือนี้ ได้รับเกียรติจาก กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) โดย พล.ต.กิตติ ประพิตรไพศาล ผบ.พล.1 รอ. พร้อมด้วย คุณ ปณิกา ประพิตรไพศาล ประธาน สม.ทบ.สาขา พล.1 รอ., กำลังพล และคณะแม่บ้าน บก.พล.1 รอ. ขอขอบพระคุณอย่างสูง และขอให้อานิสงส์ไถ่ชีวิตโคกระบือนี้ โปรดคุ้มครองป้องกันทหารไทยที่กำลับรบชายแดน ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงเทอญ สาธุๆๆ อนุโมทามิฯ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ เป็นประธานพิธีบวงสรวงศาลพระพรหม–ศาลตายาย สภ.บางแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

สภ.บางแก้ว จัดพิธีบวงสรวงศาลพระพรหมและศาลตายายประจำโรงพัก เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี เจ้าคุณแจ้ หรือ

พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานประกอบพิธี พร้อมผู้บังคับบัญชา–ข้าราชการตำรวจและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้

จัดพิธีบวงสรวงศาลพระพรหมและศาลตายายประจำสถานีตำรวจ โดยมี เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานในพิธีบวงสรวง

ภายในงานมี พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทร์สุวรรณ ผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว เป็นประธานจุดเทียนชัยมงคล พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผู้กำกับการ สภ.บางปู

และรองผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว ในสายงานต่างๆ อาทิ งานป้องกันปราบปราม งานสอบสวน งานสืบสวน และงานจราจร รวมถึงข้าราชการตำรวจ สภ.บางแก้ว

คณะกรรมการ กต.ตร. กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง พิธีบวงสรวงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี พราหมณ์ ณฐกร โทนะศรี จากหอบรมครูพระพิราพสถิตย์ ทำหน้าที่เป็นเจ้าพิธีบวงสรวงตลอดงาน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่อัพเกรดอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ฮับเอทานอลE100 ของโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ฉายา“มิสเตอร์เอทานอล” ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII) บรรยายพิเศษในการเสวนา “ เชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel   พลังงานเกษตรแห่งอนาคต” จัดโดยสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
ในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42  วันพฤหัส ที่ 4ธันวาคม  พศ.2568 ภายใต้ธีม “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ
“เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

โดยตั้งคำถามว่า เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้กว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเปล่าไปหรือไม่? เรามีทางเลือกที่จะ “ต่อยอด” อุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่? ปัจจุบัน ประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน เป็นยานยนต์สันดาปถึง 98% และเป็นฐานการผลิตอันดับที่ 12 ของโลก พร้อมกับเสนอวิสัยทัศน์เชิงปฏิรูปสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์แนวทางใหม่อย่างน่าสนใจว่า
สหรัฐฯ, จีน, และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV
ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่เพื่อการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางใหม่ที่ผสานพลังงานเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

โดยมีเนื้อหาการบรรยายดังนี้ “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ “เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรมิสเตอร์เอทานอลประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)
ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII)
4 ธันวาคม พ.ศ. 2568บรรยายพิเศษในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42“ ถ้าเอไอ.คืออนาคตของเทคโนโลยีเอทานอลคืออนาคตของพลังงานที่ยั่งยืนของไทยและของโลก..มิสเตอร์เอทานอล“

ภายใต้ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และโลกเดือด ทั่วโลกกำลังแสวงหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหารของตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาคและภัยคุกคามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme Climate Change)โดยเฉพาะคำเตือน”ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ“ของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติจากการประชุมCOP30 ที่บราซิลเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาและถัดมาไม่กี่วันสหภาพยุโรปก็ประกาศนโยบายปลดแอกด้านพลังงานด้วยความตกลงร่วมกันที่จะไม่นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในปลายปี 2570 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นยาวนานหลายทศวรรษ

ความท้าทายของประเทศไทย: พลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นเทรนด์โลกและมีอัตราการเติบโตสูงถึงกว่า 50% ต่อปี หลายคนอาจตั้งคำถามว่ายานยนต์สันดาปภายใน (ICE) กำลังจะถึงจุดจบหรือไม่?
นี่คือความท้าทายที่เราต้องเผชิญ:

  • ระบบส่งกำลัง มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท อาจสูญพันธุ์
  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 2,500 แห่ง ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
  • ศูนย์บริการและอู่ซ่อมรถ 35,000 แห่ง อาจต้องปิดตัว
  • เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้กว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเปล่าไปหรือไม่? เรามีทางเลือกที่จะ “ต่อยอด” อุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่? ปัจจุบัน ประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน เป็นยานยนต์สันดาปถึง 98% และเป็นฐานการผลิตอันดับที่ 12 ของโลก
  • วิสัยทัศน์ใหม่สู่ศูนย์กลาง E100 ของโลก
  • สหรัฐฯ, จีน, และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV
  • ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่เพื่อการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางใหม่ที่ผสานพลังงานเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

ศักยภาพเอทานอล:จุดเปลี่ยนพลังงาน-อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีค.ศ. 2000 ปีแรกของศตวรรษที่ 21ประเทศไทยได้เริ่มต้นศักราชใหม่ของเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลมาแล้วกว่า 25 ปีปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง ทั่วประเทศ รวมกำลังการผลิต 7.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ E10, E20, และ E85 จำหน่ายทั่วประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศเป็นลำดับต้นของโลกนับเป็นฐานสำคัญที่ เราสามารถยกระดับเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก ด้วยการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลก”บราซิล: ตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วบราซิลเป็นผู้นำโลกด้านยานยนต์ Flex-Fuel (FFV:Flex-Fuel Vehicles) ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ตั้งแต่ E27 (แก๊สโซฮอล์ 27%) จนถึง E100 (เอธานอล 100%) โดยตลาดรถยนต์บราซิลพิสูจน์แล้วว่า เทคโนโลยี Flex-Fuel สามารถประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ โดยมีรถยนต์จากทุกแบรนด์ใหญ่รองรับ E27-E100 มีรถ Flex-Fuel เกือบ 40 ล้านคัน

รถยนต์ Flex-Fuelในบราซิล

1.Volkswagen เยอรมนี ครองส่วนแบ่งตลาด 22.3% เริ่มผลิตปี 20032.Fiat อิตาลี 21.5% 2004
3.General Motors (Chevrolet) สหรัฐอเมริกา 18.7% 2004
4.Toyota ญี่ปุ่น 9.2% 2006
5.Hyundai เกาหลีใต้ 8.5% 2009
6.Renault ฝรั่งเศส 7.1% 2006
7.Honda ญี่ปุ่น 4.8% 2006
8.Ford สหรัฐอเมริกา 4.5% 2004
9.Nissan ญี่ปุ่น 2.1% 2010เทคโนโลยี E100
เทคโนโลยี E100ใช้งานปัจจุบัน

  • Bosch ได้พัฒนาระบบ Flex-Fuel ที่ใช้ได้ทั้ง E100 และน้ำมันเบนซิน
  • Magneti Marelli ได้พัฒนาชุดหัวฉีดพิเศษสำหรับเอทานอล
  • การพัฒนาเครื่องยนต์ E100 ประสิทธิภาพสูง
  • การออกแบบเกียร์พิเศษที่รองรับแรงบิดสูงของเอทานอล
  • การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการเผาไหม้ที่แม่นยำ

บราซิลได้ดำเนินนโยบายเอทานอลมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจน:

  • ยานยนต์ Flex-Fuel คิดเป็น 85% ของรถยนต์ใหม่ที่จำหน่าย
  • สามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้ 120,000 ล้านดอลลาร์
  • สร้างงานในภาคเกษตรกรรมได้ถึง 1.5 ล้านตำแหน่ง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล
  • ด้วยการพัฒนาเหล่านี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
  • พิมพ์เขียวและเป้าหมายใหม่ของไทย (Thai E100 Blueprint)

จากความสำเร็จของบราซิล ประเทศไทยสามารถพัฒนาสู่ศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลกได้ โดยมีเป้าหมายหลัก 10 ข้อ:

I. เป้าหมายเชิงเศรษฐกิจและการส่งออก

  1. ส่งออกยานยนต์ E100 500,000 คันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 350,000 ล้านบาท
  2. เป็น Hub การผลิตชิ้นส่วน E100 ของโลก เช่น ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงและถังน้ำมันที่ทนทานต่อการกัดกร่อนของเอทานอล
  3. ส่งออกชิ้นส่วน E100 สู่ตลาดโลก มูลค่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
  4. เพิ่มมูลค่าส่งออกเอทานอล 50,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี
  5. ส่งออกเทคโนโลยี E100 ไปยังประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เช่น บราซิล อินเดีย และประเทศในอาเซียน

II. เป้าหมายด้านสังคมและเกษตรกรรม

  1. สร้างงานและรายได้ ให้เกษตรกรกว่า 2.3 ล้านครัวเรือน ให้ก้าวข้ามความยากจน
  2. สร้างงานใหม่ ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม 65,000 อัตรา

III. เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงาน

  1. ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ได้ 60,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ได้ถึง 6.5 ล้านตันต่อปี และลดการปล่อย PM2.5 ได้ 30% – 40%
  3. กำหนดมาตรฐาน E100 (Thai E100 Standard) สู่มาตรฐานโลก

แผนยุทธศาสตร์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transformation Period)
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น เราต้องเดินหน้าพร้อมกันในหลายมิติ:

  1. ยานยนต์สะสม: ยานยนต์เบนซินกว่า 44 ล้านคัน ยังคงใช้แก๊สโซฮอล์ E10, E20, E85 ต่อไป
  2. ยานยนต์ใหม่: ส่งเสริมให้ยานยนต์รุ่นใหม่ใช้ E100
  3. การผลิต: ส่งเสริมการตั้งโรงงานเอทานอลเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแบบสมาร์ทฟาร์มแปลงใหญ่
  4. พัฒนาต่อยอดสู่เศรษฐกิจอนาคต(New S-Curve-Future Economy) Bio-refinery, Ethanol & Biodiesel Gen2, SAF (Sustainable Aviation Fuel), PHEV ,Hydrogen & Fuel Cell ,Future Food&Health Innopolis

ปัจจัยความสำเร็จ: ก้าวที่กล้าเดินเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ความสำเร็จของวิสัยทัศน์นี้ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญในการตัดสินใจและปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ:

  1. นโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจน จากภาครัฐ
  2. การพัฒนารถยนต์ Flex-Fuel ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ
  3. ระบบกระจายเชื้อเพลิง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
  4. การกำหนดราคาเอทานอล ที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
    5.การตรากฎหมายเชื้อเศรษฐกิจชีวภาพ-เชื้อเพลิงชีวภาพ หนทางแห่งโอกาสยังยาวไกล แต่ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่ม ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน
    การตัดสินใจครั้งสำคัญคือการเลือกว่า ประเทศไทยจะเลือกเป็น“ผู้ตาม”หรือ”ผู้นำระดับโลก(Global Leader)”ของอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ของโลกในการสร้างเศรษฐกิจใหม่(New Economy)ตอบโจทย์อนาคตการพัฒนาที่ยั่งยืนและความท้าทายใหม่ๆท่ามกลางภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศแบบสุดขั้วรวมทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในวันนี้และวันหน้า.

ทั้งนี้ นายสุเมฆ  ปัณฑรานุวงศ์  ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) ได้กล่าวเปิดเสวนาโดยพูดถึงที่มาของการจัดเสวนาว่ามูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)องค์กรสาธารณกุศลไม่แสวงหากำไร ได้รับการสนับสนุนจากนาย ขวัญชัย ปภัส์รพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากลจำกัด
ผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์นานาชาติ  “ อลังการ งานแสดง “ ครั้งที่ 42/2568  ให้ความสำคัญส่งเสริมนโยบายภาครัฐ  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดสภาวะโลกร้อน สู่สังคม Net Zero   ในปี  2050 (พศ.2593) ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่   พลังงานทดแทน พลังงานธรรมชาติ เป็น พลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิลและถ่านหิน……พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel  เป็นพลังงานหมุนเวียน สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้ จากพืชผลผลิตจากการเกษตรวัสดุใช้แล้ว เป็นพลังงานทางเลือก ที่ประเทศต่างๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นฐานทางด้านการเกษตร…..ประเทศไทยเรามีศักยภาพสูงมาก.
นอกจากนี้ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ความรู้และประสบการณ์ได้แก่

พลเรือเอก ดร.สมัย ใจอินทร์     รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)วิศวกรเครื่องกลอังกฤษ์  ที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ทางด้านขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเชื้อเพลิง ไบโอ ดีเซล ศึกษาวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่เริ่มแรก ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จริง “ 25 ปี โครงการเชื้อเพลิงชีวภาพ  เหลียวหลังแลหน้า “
ดร.บุรินทร์   สุขพิศาล    อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ” อ้อยและปาล์ม จากพลังงานที่รัฐต้องอุดหนุน สู่พลังงานที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน .”
นายสุรพร เพชรดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท BSGF จำกัด   ในกลุ่มบางจาก ครั้งแรกของประเทศไทยกับการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel )
ดร.เสกสรร พาป้อง   ผู้เชี่ยวชาญวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัย MTEC   แนวทางพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของวัตถุดิบขบวนการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
ดำเนินรายการโดย คุณธิบดี หาญประเสริฐ นายกสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (สวยท.) รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
คุณพัฒนา  ทิวะพันธุ์     กรรมการบริหารและเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สพป.น่าน เขต 1 เขต 2 และเครือซีพี ดันโครงการ “ซีพีน่านปันปลูก ปันรัก” ปีที่ 4 ส่งเสริมทักษะอาชีพ–เสริมอาหารกลางวันเด็กน่าน

แชร์เนื้อหานี้

อีกโครงการสำคัญของวงการศึกษาและภาคเอกชน สพป.น่าน เขต 1 และ เขต 2 จับมือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เดินหน้า “โครงการซีพีน่านปันปลูก ปันรัก ปีที่ 4” เปิดพื้นที่นอกห้องเรียนให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และร่วมสร้างความ

มั่นคงทางอาหารให้โรงเรียนในพื้นที่ จ.น่านอย่างยั่งยืน
โครงการฯ ในปีการศึกษา 2568 ขยายผลสู่ 8 โรงเรียน ได้แก่
รร.ป่าแลวหลวงวิทยา อ.สันติสุข รร.บ้านซาวหลวง อ.เมืองน่าน
รร.บ้านนาเหลืองไชยราม อ.เวียงสา รร.บ้านน้ำแก่นเหนือ อ.ภูเพีย รร.ภูเค็งพัฒนา อ.เวียงสา รร.บ้านบ่อหอย อ.เวียงสา
รร.ตาลชุมมิตรภาพ 186 อ.ท่าวังผา รร.พระพุทธบาทวิทยา อ.เชียงกลาง

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิเชียร วาพัดไทย ผอ.สพป.น่าน เขต 1
คุณพรชัย นาชัยเวียง รอง ผอ.สพป.น่าน เขต 2 คุณบัญชา โชติกำจร ผอ.สนง.ด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณเอกชัย ไชยชมพู ผู้จัดการเขต ซีพีออลล์ น่าน
ร่วมเปิดกิจกรรมและให้กำลังใจนักเรียนถึงพื้นที่ โครงการมุ่งเน้นให้เด็กๆ ได้ “ลงมือจริง” ตั้งแต่การผสมดิน ปลูกผัก ดูแลผลผลิต ไปจนถึงเก็บเกี่ยวและจำหน่าย

โดยนำผลผลิตเข้าสู่ โครงการอาหารกลางวัน ช่วยลดต้นทุนให้โรงเรียน พร้อมต่อยอดเป็น “รายได้เสริม” ภายในโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง คุณบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือซีพี กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของโครงการ เราไม่ได้ปลูกแค่ผัก แต่เราปลูกทักษะชีวิตให้เด็กๆ

ด้วย เขาได้ทั้งความรู้เรื่องอาชีพ ได้ลองขาย ได้สร้างรายได้เล็กๆ จากผลผลิตของตัวเอง ช่วยโรงเรียนลดต้นทุนอาหารกลางวัน และสร้างประโยชน์ให้ชุมชนด้วย” ปีนี้ซีพีสนับสนุน ต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว คะน้า มะเขือเจ้าพระยา พริก ถั่วฝักยาว ให้โรงเรียนปลูกหมุนเวียนได้ตลอดปีการศึกษา นำไปใช้ในโคงการอาหารกลางวันและจำหน่ายได้จริง

โครงการ “ซีพีน่านปันปลูก ปันรัก” ถือเป็นหนึ่งในโมเดลความร่วมมือสำคัญของภาครัฐ–เอกชนในจังหวัดน่าน ที่เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่พัฒนาทักษะเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จิตอาสาบางปูรวมพลัง ร่วมทำความดีถวายพ่อหลวงรัชกาลที่ 6 ครบรอบ 100 ปี วันสวรรคต

แชร์เนื้อหานี้

เทศบาลตำบลบางปู จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ณ สวนสุขภาพเจริญสุข (วังปลา) ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น.

ที่ สวนสุขภาพเจริญสุข (วังปลา) ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการเทศบาลตำบลบางปู จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” กิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โดยมีนาย ศุภมิตร ชินศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

ประธานในพิธีกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมด้วยนายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู นางสาวปารณีย์ นาคคำ ปลัดเทศบาลตำบลบางปู คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานเทศบาล ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้าง หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอก ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่เทศบาลตำบลบางปู เข้าร่วมกิจกรรม

วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี หรือที่เรียกว่า “วันวชิราวุธ” และ “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” โดยรัฐบาล

ได้ประกาศให้วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เป็นการจัดงานเฉลิมพระเกียรติครบรอบ 100 ปี แห่งการสวรรคต ส่วนราชการจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายเป็นสาธารณกุศล แสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทั้งนี้ เทศบาลตำบลบางปู ได้สืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พร้อมปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนตระหนักและให้ความสำคัญในการเป็นจิตอาสาบำเพ็ญ

สาธารณประโยชน์เป็นพลังของชุมชน ต่อไป โดยส่งเสริมให้พนักงานเทศบาล ทุกคน และประชาชนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในการดำเนิน กิจกรรมจิตอาสาสาพัฒนา ทำความสะอาดจัดเก็บขยะบริเวณโดยรอบสวนสุขภาพเจริญสุข การตัดแต่งต้นไม้ เก็บขยะวัชพืชทางน้ำ และเก็บขยะทางรถจักรยาน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เตรียมแผนลดอุบัติเหตุปี 2569/ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ครั้งที่ 3/2568 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) จากห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีคณะกรรมการศปถ.จังหวัดชุมพรเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมเกาะลังกาจิว ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดชุมพร

การประชุมครั้งนี้ได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ พร้อมรับทราบการจัดกิจกรรมรณรงค์ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims)” และการเตรียมจัดกิจกรรม “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ในวันที่ 21 มกราคม 2569 เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความสูญเสียและความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาร่างแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและวันหยุดสำคัญ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานในจังหวัดและระดับประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565–2567

นายเธียรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมกันสร้างถนนปลอดภัย “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เพื่อให้ชุมพรเป็นเมืองแห่งความปลอดภัยในการเดินทางอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ดื่มสุราก่อนและขณะขับรถ สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขี่จักรยานยนต์ คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อนั่งรถยนต์ ไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับขี่ และตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

ครูศรียาภัยถ่ายทอดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระพันปีหลวง ด้วยปลายดินสอแห่งความจงรักภักดี
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-8923514 ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร ถ่ายทอดความรู้สึกแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านปลายดินสอ

สร้างสรรค์ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” คู่กับ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” สื่อถึงความรัก ความผูกพัน และการครองชีวิตคู่ที่ควรเป็นแบบอย่างของพสกนิกรชาวไทย
นายประสิทธิ์ เพ็ชรจร ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย อำเภอเมืองชุมพร เปิดเผยว่า ตนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์พระบรมสาทิสลักษณ์ทั้งสองพระองค์ มาจากความประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ทั้งสองทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งหนใด สมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงติดตามไปด้วยเสมอ แสดงถึงความรัก ความเสียสละ และความผูกพันอันลึกซึ้ง เป็นชีวิตคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทยทุกคน

ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ของครูประสิทธิ์เคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ “เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด แสงธรรมแห่งศรัทธา” ประพันธ์และเรียบเรียงโดย “พลอยพันแสง” ซึ่งเคยวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และได้รับคัดเลือกจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่มหลายครั้งครูประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพวาดทั้งสองใช้เทคนิคดินสอผสมคาร์บอนและชาโคล เพื่อให้เกิดความนุ่มนวลและละเอียดอ่อน สื่อถึงพระเมตตาและอิริยาบถอันสง่างามของทั้งสองพระองค์ ภาพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานศิลปะ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีและแรงบันดาลใจทางจิตใจของศิลปิน

นอกจากนี้ ในฐานะครูผู้สอนศิลปะ ครูประสิทธิ์ยังปลูกฝังความจงรักภักดีในหมู่เยาวชน โดยมอบหมายให้นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “โครงการแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เช่น งานด้านหัตถกรรม ศิลปาชีพ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย โดยมีศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทรงริเริ่มไว้

“ภาพการครองชีวิตคู่ของทั้งสองพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนคนไทย นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพ่อของแผ่นดินแล้ว สมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่ทรงงานเพื่อประชาชนเสมอมา พวกเราควรน้อมนำแนวพระราชดำริและพระจริยวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต” ครูประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน
ธนากร โกศลเมธีรายงสย 0818923514 31 ทีมประชันฝีพายกลางคลองบางแหวน เสียงเชียร์กึกก้อง – ต่อยอดงานลอยกระทงสร้างสีสันชุมชน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่บ้านบางแหวน หมู่ที่ 4 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายวิทยา สุวรรณ์สิทธิ์ นายอำเภอปะทิว เป็นประธานเปิดการแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพาย ภายใต้โครงการ “กองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน”

โดยมีนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร ทีมงานพลังชุมพร นายทรงสิทธิ์ พุ่มศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง นายสุนทร ธรรมเนียม ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอปะทิว พร้อมด้วยฝ่ายปกครองท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชน เยาวชน และนักกีฬาร่วมงานอย่างคึกคัก

นายสิทธิพร บัวบาน ผู้ใหญ่บ้านบางแหวน ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน กล่าวว่า โครงการกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวนต้านภัยยาเสพติด ประจำปี 2568 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ผ่านสำนักงาน ป.ป.ส. เมื่อปี 2546 เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน

สำนักงาน ป.ป.ส. ได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกันใช้พลังสามัคคีในการขจัดภัยยาเสพติดให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความปรองดอง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ บ้านบางแหวนได้จัดการแข่งขันเรือยาวประเภท 6 ฝีพาย มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 31 ลำ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 5 พฤศจิกายน ยังจะมีการจัดงานประเพณีลอยกระทง ณ บ้านบางแหวน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในชุมชน และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

“อัครา” เปิดสาขาพรรคกล้าธรรม ว่าที่ผู้สมัครครบทั่ง 3 เขต ชูนโยบายพัฒนาชุมพร ใจถึงพึ่งได้ ทำไม่มีวันหยุด
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพร

เพื่อเป็นประธานเปิดสาขาตัวแทนพรรคกล้าธรรม ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม บริเวณสี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีนายบุญสิงห์ วรินรักษ์ รองหัวหน้าพรรค และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร ผู้อำนวยการพรรค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางมาด้วย
ภายในงาน มีประชาชนชาวชุมพรให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคกล้าธรรม จังหวัดชุมพร ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายสุรชัย แดงละอุ่น เขต 1, นายสมมิตร ทองเหลือ เขต 2 และ ดร.ชลทิพย์ สุวรรณการ เขต 3

นายอัครา กล่าวระหว่างพบปะประชาชนว่า “วันนี้พรรคกล้าธรรมตั้งใจมาเปิดพื้นที่ทำงานการเมืองในชุมพร เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และจะนำความต้องการเหล่านี้ไปกำหนดเป็นนโยบายขับเคลื่อนประเทศ เรามีความผูกพันกับชุมพรดี เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เข้าใจวิถีชีวิตและปัญหาของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี”รัฐมนตรีฯ ยังกล่าวถึงนโยบายสำคัญของพรรคว่า จะมุ่งพัฒนาคนและอาชีพภายใต้ 4 กระทรวงที่พรรคกำกับดูแล โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสังคม พร้อมดึงศักยภาพของจังหวัดชุมพรที่อุดมสมบูรณ์

ไปต่อยอดด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงท่าเรือ 2 ฝั่งชุมพร–ระนอง เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคง “เราส่งผู้สมัครครบ 400 เขตทั่วประเทศ และหวังจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวชุมพร ช่วยกันสนับสนุนพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้จังหวัดของเรา” นายอัครากล่าว

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักธุรกิจท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ต่างกล่าวว่ารู้สึกดีที่จังหวัดชุมพรได้รับความสนใจจากภาครัฐและพรรคการเมือง ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดความยั่งยืน
ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนยังมองว่า การที่มีการเปิดสาขาพรรคการเมืองในจังหวัด จะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนโยบายและมีส่วนร่วมในการพัฒนา

บ้านเกิดมากขึ้น พร้อมฝากความหวังให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในจังหวัดชุมพร เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางพัฒนาในสาขาพรรคกล้าธรรม สี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชุมพรให้น่าอยู่และเติบโตไปพร้อมกับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศสมเด็พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเย็น วันที่ (30 ต.ค. 2568) เวลา 17.00 น. ที่วัดอ่างสุวรรณ ( หนองหอย) ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส

(จพง.ปค.ชำนาญการพิเศษ) ปฏิบัติหน้าที่ รักษาราชการแทนนายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดหนองหอย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง นายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง นายเชาว์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก

พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ทับสะแก สภ.ห้วยยาง ผู้บริหารท้องิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานศึกษา

ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว สมาชิก อส.อ.ทับสะแก ที่ 6 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

///////////////////
ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ศึก“แร่หายาก”สหรัฐ-จีนในสมรภูมิอาเซียน:โอกาสใหม่ของไทยผู้ผลิตRare Earthอันดับ6ของโลก

แชร์เนื้อหานี้

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(Fields for Knowledge Integration and Innovation)
อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ….การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่โดยเฉพาะไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลก…”อลงกรณ์ พลบุตรในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจและความมั่นคงเดินควบคู่กัน “แร่หายาก” (Rare Earths)ได้กลายเป็นอาวุธที่สำคัญในเกมของมหาอำนาจโดยมีสมรภูมิใหม่คืออาเซียน สถานการณ์ล่าสุดคือการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากระหว่างสหรัฐอเมริกากับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งคือหมากสำคัญที่อาจเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

จุดเปลี่ยนของอาเซียน: เมื่อสหรัฐฯรุกกลับ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังจากจีนประกาศใช้มาตรการใหม่อย่างครอบคลุมเพื่อจำกัดการส่งออกแร่หายาก โดยกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการส่งออกสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่เหล่านี้แม้เพียงเล็กน้อย ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจีนล่วงหน้า และต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ทันทีด้วยการขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่มอีก 100% และเตรียมออกข้อจำกัดใหม่ต่อการส่งออกซอฟต์แวร์สำคัญบางประเภท เพื่อปกป้องเศรษฐกิจเทคโนโลยีของตนเองการลงนามข้อตกลงกับ 4 ชาติอาเซียนในครั้งนี้ คือการปฏิบัติการเชิงรุกโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. กระจายความเสี่ยง เพื่อลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน
  2. สร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ เพื่อพัฒนาเครือข่ายการผลิตและแปรรูปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับกลุ่มประเทศอาเซียน
  3. เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านกรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน
    โดยเฉพาะอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯในการพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์
  4. จีนรุกก่อน: ความร่วมมือมาเลเซียโรงสกัดแร่หายากแห่งใหม่

ข้อมูลจาก U.S. Geological Survey 2025 ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบอย่างยิ่งของจีนในตลาดแร่หายากโลก โดยจีนควบคุม 71% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และครองส่วนแบ่งสูงถึง 86% ของการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งปัจจุบัน แร่หายากจัดเป็นหมวดแร่ธาตุยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานหมุนเวียน จนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเช่น หลอดไฟ หน้าจอโทรทัศน์ที่ใช้ยูโรเปียมเป็นส่วนประกอบ และการขัดกระจกหรือกลั่นน้ำมันที่ใช้ซีเรียมและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงทางยุทธวิธีเช่นขีปนาวุธนำวิถีและระบบอาวุธต่างๆความได้เปรียบของจีนถูกแปลงเป็นอำนาจต่อรองผ่านมาตรการจำกัดการส่งออก โดยในเดือนกรกฎาคม 2023 จีนประกาศควบคุมการส่งออกแกลเลียมและเจอร์เมเนียม ซึ่งส่งผลกระทบถึง 94% ของอุปทานโลก

กล่าวได้ว่าจีนคือผู้เล่นที่ถือไพ่เหนือกว่า เพราะเป็นทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และประเทศที่มีทรัพยากรแร่หายากมากที่สุดในโลก
ในขณะที่สหรัฐฯ เพิ่งเริ่มสร้างพันธมิตรในอาเซียน
จีนเดินหน้าก่อนหนึ่งก้าวด้วยการลงนามความร่วมมือสำคัญกับมาเลเซีย เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปแร่หายากแห่งใหม่ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซียมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐมีกำลังการผลิตสามารถแปรรูปแร่หายากได้ 5,000 ตันต่อปีด้วยเทคโนโลยีนำเข้าจากจีนโดยบริษัท China Nonferrous Metal Mining Groupคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มผลิตได้ในปี 2027โอกาสของอาเซียน: จากการเป็น “ผู้ตาม” สู่ “ผู้เล่นหลัก”อาเซียนไม่เพียงเป็นสนามแข่งขันใหม่ของมหาอำนาจเท่านั้นแต่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานโลก
1.มาเลเซียกำลังพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางแร่หายากของภูมิภาค2.เวียดนามมีศักยภาพเป็นฐานผลิตแร่หายากแทนจีน
3.อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อุดมด้วยทรัพยากรแร่และกำลังแรงงาน4.ไทย ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกและเติบโตเร็วที่สุดในโลกสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

ทั้งนี้ทำเนียบข่าวเผยแพร่เอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การแปรรูปในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโครงการแร่หายากในประเทศไทย: ศักยภาพและความคืบหน้าเมื่อ“แร่หายาก”กลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แต่สิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ประเทศไทยก็มีแร่หายาก และเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ6 ของโลกโดยผลิตได้ 13,000 ตันในปี2024เพิ่มขึ้นกว่า 260% จากปีก่อนหน้าและมากกว่า 13 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2018ถือเป็นการเติบโตที่ “เร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตแร่หายากโดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกและภาคใต้

  1. โครงการในจังหวัดนครราชสีมาโรงงานNeo Magnequenchที่นครราชสีมาผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่ฝBYD (จีน) ลงทุนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามูลค่า 486 ล้านดอลลาร์ในไทย เพื่อเชื่อมโยงซัพพลายเชนแร่หายากและแม่เหล็ก2.โครงการในจังหวัดกาญจนบุรี
    บริษัท Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตแร่หายากนอกประเทศจีนรายใหญ่ที่สุด กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานแปรรูปแร่หายากในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ การศึกษาครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
    ทั้งนี้พื้นที่อำเภอทองผาภูมิมีการค้นพบแหล่งแร่โมนาไซต์ (Monazite) ซึ่งมีธาตุหายากกลุ่ม LREE (Light Rare Earth Elements) ที่มีค่าสูง เช่น แลนทานัม (Lanthanum) เซอเรียม (Cerium) และนีโอดิเมียม (Neodymium) ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
    จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี คาดว่ามีปริมาณสำรองเบื้องต้นประมาณ 50,000 ตัน โดยมีเป้าหมายเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2028 3.โครงการในจังหวัดภูเก็ตและพังงา
    การสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแร่เซอไรต์ (Xenotime) และเซนอไทต์ (Synchysite) ในพื้นที่อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีธาตุหายากกลุ่ม HREE (Heavy Rare Earth Elements) ที่มีมูลค่าสูง เช่น ดิสโพรเซียม (Dysprosium) เทอร์เบียม (Terbium) และเออร์เบียม (Erbium)
    โดยบริษัท Thaisarco ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการถลุงแร่ดีบุก กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกแร่โคลัมเบต-แทนทาไลท์ (Columbite-Tantalite) ที่มีธาตุหายากปนอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแยกแร่
    4.โครงการวิจัยและพัฒนา
    กรมทรัพยากรธรณีกำลังดำเนินการทำแผนที่แหล่งแร่หายากทั่วประเทศอย่างละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และการวิเคราะห์ทางธรณีฟิสิกส์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2026
    ขณะที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิจัยกระบวนการแยกแร่หายากด้วยวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาระบบรีไซเคิลสารเคมีและลดของเสียจากการผลิต ผลการศึกษาคาดว่าจะเผยแพร่ภายในไตรมาสแรกของปี 2026

สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมแร่หายากถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อมความพร้อมได้แก่
1.การพัฒนาบุคลากร
ต้องเร่งพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปแร่หายาก
3.การจัดการสิ่งแวดล้อม
กระบวนการแปรรูปแร่หายากต้องได้มาตรฐานสากล
4.การรักษาสมดุลทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และจีน

อนาคตที่ต้องจับตาการแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่สามารถพัฒนาศักยภาพทางการผลิต การแปรรูป และนวัตกรรมได้เร็วที่สุด จะได้เปรียบในเกมการแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตแร่หายากอันดับ6 ของโลกไม่ใช่แค่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่ออัพเกรดสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน(Global Supply Chain)แร่หายากของโลก
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจนรวมทั้งการขับเคลื่อนความร่วมมือกับทั้งจีนและสหรัฐอย่างสมดุลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในเกมใหญ่เกมนี้ของเรา.

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

  1. U.S. Geological Survey (2025). Mineral Commodity Summaries: Rare Earths
  2. Reuters (26 ตุลาคม 2025). “U.S. signs trade and critical minerals pacts with four ASEAN nations”
  3. Department of Mineral Resources Thailand (2025). “รายงานการศึกษาศักยภาพแร่หายากในประเทศไทย”
  4. Lynas Rare Earths (2025). “Thailand Project Feasibility Study Report”
  5. Thaisarco (2025). “การศึกษาความเป็นไปได้การแยกแร่หายากจากแร่โคลัมเบต-แทนทาเลต”
  6. King Mongkut’s Institute of Technology Ladkrabang (2025). “งานวิจัยกระบวนการแยกแร่หายากอย่างยั่งยืน”
  7. China Nonferrous Metal Mining Group 2025“ข้อมูลโครงการมาเลเซีย”
    หมายเหตุ:
    แร่ธาตุหายาก” (Rare Earths)
    แร่หายากเป็นกลุ่มของโลหะหนัก 17 ชนิด ประกอบด้วยธาตุเคมี ได้แก่ ซีเรียม (cerium), พราเซโอไดเมียม (praseodymium), นีโอไดเมียม (neodymium), โพรมีเทียม (promethium), ซามาเรียม (samarium), ยูโรเปียม (europium), แกโดลิเนียม (gadolinium), เทอร์เบียม (terbium), ดิสโพรเซียม (dysprosium), โฮลเมียม (holmium), เออร์เบียม (erbium), ทูเลียม (thulium), อิตเทอร์เบียม (ytterbium), ลูทีเทียม (lutetium) และแลนทานัม (lanthanum) ซึ่งเป็นธาตุต้นแบบของกลุ่ม รวมถึงสแกนเดียม (scandium) และอิตเทรียม (yttrium) ทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่า “แร่แรร์เอิร์ธ” หรือ “ธาตุหายาก”
    แม้แร่เหล่านี้จะพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ แต่เหตุที่ถูกเรียกว่า “หายาก” มาจากความยากในการสกัดให้ได้ในรูปแบบบริสุทธิ์ โดยมักกระจายตัวปะปนอยู่กับแร่ชนิดอื่นในปริมาณน้อย อีกทั้งกระบวนการสกัดต้องใช้สารเคมีเข้มข้นและก่อให้เกิดของเสียที่เป็นพิษจำนวนมาก จึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

10 อันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดในโลก ปี 2024
1.จีน 270,000 ผู้นำเบอร์หนึ่งของโลก ควบคุมตลาดกว่า 70% มีเหมือง Bayan Obo ที่มองโกเลีย
2.สหรัฐอเมริกา 45,000 ผลิตจากเหมือง Mountain Pass (California) ภายใต้บริษัท MP Materials
3.เมียนมา (พม่า) 31,000 แม้มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและกลุ่มติดอาวุธ แต่ยังเป็นแหล่งแร่หนักสำคัญของจีน
4.ออสเตรเลีย 13,000 บ้านของ Lynas Rare Earths เหมือง Mount Weld หนึ่งในแหล่งแร่หายากชั้นนำของโลก
5.ไนจีเรีย 13,000 ดาวรุ่งใหม่ของแอฟริกา เริ่มจับมือฝรั่งเศสพัฒนาเหมืองและโรงแปรรูป
6.ประเทศไทย 13,000 ผลิตพุ่ง 261% ในปีเดียวมีโรงงาน Neo Magnequench ที่โคราช
7.อินเดีย 2,900 มีทรัพยากรชายฝั่งมากแต่ผลิตน้อย เข้าร่วมโครงการ Minerals Security Partnership (MSP)
8.รัสเซีย 2,600 มีแหล่งสำรองใหญ่แต่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เหมืองหลักคือ Tomtor
9.มาดากัสการ์ 2,000 มีศักยภาพสูงแต่ถูกต่อต้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องสิ่งแวดล้อม
10.เวียดนาม 300 มีแหล่งแร่ใหญ่ แต่สะดุดเพราะคดีทุจริตในวงการเหมืองปี 2023

‘เสถียรธรรมสถาน’ เชิญชวนผู้ศรัทธา ร่วมส่ง – ปฏิบัติภาวนา เพื่อเป็นอาจาริยบูชา ‘แม่ชีศันสนีย์’


นางสายสัมพันธ์ ปัญญศิริ ประธานมูลนิธิเสถียรธรรมสถาน กล่าวว่า เสถียรธรรมสถานกำหนดให้มีการเคลื่อนกายสังขาร แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ออกจากเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ อย่างถาวร สู่เสถียรธรรมสถาน หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี โดยเรียกชื่องานนี้ว่า ‘จากบ้านสู่บ้าน จากปณิธานสู่ความจริง’ ขอเชิญลูกศิษย์และผู้ศรัทธาแม่ชีศันสนีย์ได้ร่วมส่งท่านผ่าน

การร่วมงานสวดพระอภิธรรม ในวันที่ 28-30 ต.ค. 2568 ตั้งแต่เวลา 18.23 น. เป็นต้นไป ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ และในวันที่ 31 ต.ค. จะจัดเป็นขบวนเคลื่อนกายสังขารของแม่ชีศันสนีย์ออกจากเสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ ในเวลา 04.00 น. โดยคาดว่าจะถึงเสถียรธรรมสถาน หุบเขาโพธิสัตว์ ในเวลาประมาณ 09.00 น. และจะมีพิธีสวดพระอภิธรรมจนถึงวันที่ 2 พ.ย.นั้น


นางสายสัมพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกำหนดการงาน ‘จากบ้านสู่บ้าน จากปณิธานสู่ความจริง’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปี ชาตกาล และการเคลื่อนกายสังขารแม่ชีศันสนีย์ จากเสถียรธรรมสถาน สู่หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี ดังนี้ วันที่ 28 – 30 ต.ค. ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ การปฏิบัติภาวนาในกิจกรรม Spiritual Trip ตั้งแต่เวลา 10.15น. และสวดพระอภิธรรมตั้งแต่เวลา 18.23 น. เป็นต้นไป

โดยระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค. เวลา 17.00 – 18.00 น. จะมีการแสดงพระธรรมเทศนา โดยวันที่ 28 ต.ค. เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จาก ‘ผู้ได้โอกาส’ สู่ ‘ผู้ให้โอกาส’ โดย พระครูนนทสังฆกิจจาพิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 29 ต.ค. เรื่อง วันนี้ของเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่แม่ปลูก

โดย พระราชวัชรธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ วันที่ 30 ต.ค. พระธรรมเทศนา เรื่อง ‘หัวใจแม่หัวใจโพธิสัตว์ของ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ โดย พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ส่วนวันที่ 31 ต.ค. ครบรอบ 72 ปี

ชาตกาล แม่ชีศันสนีย์ จะมีพิธีเคลื่อนกายสังขาร แม่ชีศันสนีย์ สู่หุบเขาโพธิสัตว์ ตั้งแต่เวลา 03.00น. เมื่อถึงหุบเขาดพธิสัตว์ เวลา 14.00-15.30 น. จะมีกิจกรรม Spiritual Talk เวลา 17.00-18.00 น. พระธรรมเทศนา เรื่อง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต กับการให้ธรรม…ให้ทาง

ดูเรื่องนี้

โดย พระครูจารุปริยัติการ เจ้าอาวาสวัดหนองขุ่น จ.อุบลราชธานี จากนั้นวันที่ 1-2 พ.ย. ที่หุบเขาโพธิสัตว์ จ.เพชรบุรี จะมีการจัดปฏิบัติภาวนาถวาย แม่ชีศันสนีย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ line : @sdsline หรือ โทร. 02-510-6697

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขทช.มุกดาหาร ตั้งจุดตรวจเข้ม! สกัดรถบรรทุกหนัก-ควันดำ ตรวจเอกสารขนส่ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงชนบทมุกดาหาร (ขทช.มุกดาหาร)

จัดตั้งจุดตรวจการณ์ขนส่ง บริเวณถนนเลี่ยงเมืองมุกดาหาร–อุบลราชธานี หน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจรักไทย มุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบรถที่กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รวมถึงดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับรถที่ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

เพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศและลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบรถบรรทุกหนักและรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายต่อพื้นผิวถนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสังเกตพบว่ามีรถบรรทุกจำนวนมากที่แล่นมาจากทางอำเภอนิคมคำสร้อย และเมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองแล้วเห็นว่ามีการตั้งจุดตรวจการณ์ได้พากันยูเทิร์นกลับรถ

ไม่ยอมผ่านเข้าจุดตรวจเลี่ยงมาใช้ถนนเส้นในเพื่อจะแล่นไปทางด่านพรมแดนมุกดาหาร โดยคาดว่าอาจเกรงถูกตรวจสอบเอกสารการขนส่ง หรือพบว่ามีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

มุกดาหาร #ขนส่งมุกดาหาร #ตรวจรถบรรทุกหนัก #ควันดำ #PM25 #จุดตรวจการณ์ขนส่ง #ข่าวมุกดาหาร #บรรทุกเกิน #ตรวจเข้ม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวชุมพรพร้อมใจถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความอาลัยยิ่ง

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ผู้ประกาศข่าว: ที่จังหวัดชุมพร วันนี้ (26 ตุลาคม 2568) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร ร่วมกันถวายน้ำสรงพระบรมศพและลงนามถวายความอาลัย ณ ลานอเนกประสงค์หน้าเทศบาลเมืองชุมพร อำเภอเมืองชุมพร

บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สะเทือนใจ และเปี่ยมด้วยความอาลัยยิ่ง พสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนมชีพ

ทั้งนี้ ทุกอำเภอในจังหวัดชุมพรได้พร้อมใจกันจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ และลงนามถวายความอาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียงกันทั่วทั้งจังหวัด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมุทรปราการจัดพิธีถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นำประชาชนทุกหมู่เหล่าถวายน้ำสรงพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ และพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในจังหวัดสมุทรปราการ ถวายน้ำสรงพระบรมศพ และลงนามถวายความอาลัย

เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ วัดบางพลีใหญ่ใน พระอารามหลวง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

ที่ตรากตรำพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ด้วยสำนักพระราชวังได้มีประกาศ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 จังหวัดสมุทรปราการ

ได้สั่งการให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสา จัดโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมประดับเครื่องทองน้อย แพรไว้ทุกข์

ตามอาคารสถานที่ของหน่วยงาน และจัดสมุดลงนามแสดงความไว้อาลัย รวมทั้งให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี และขอความร่วมมือผู้ประกอบการภาคเอกชน สถานบริการในพื้นที่ ให้พิจารณางดหรือลดการแสดงเพื่อความบันเทิงหรือการจัดงานรื่นเริงต่างๆ ตามความเหมาะสม


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิตอกย้ำความเป็นเลิศ ติดอันดับ 12 ของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้ ติดอันดับ 1 ใน 50 ท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดในโลก (Most Connected Airport) จากรายงาน OAG Megahubs 2025 ซึ่งจัดทำโดย OAG (Official Airline Guide)

หน่วยงานผู้ให้บริการข้อมูลด้านการบินชั้นนำระดับโลก โดย ทสภ.อยู่ในลำดับที่ 12 ในกลุ่ม Global Airport Megahubs และติดอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในกลุ่ม Top International by region นอกจากนี้ ท่าอากาศยานดอนเมืองติดอันดับที่ 22 ในหมวด Low-Cost Carrier Airports Megahubs ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวของ OAG

เป็นการพิจารณาจากจำนวนที่นั่งที่จัดในเที่ยวบินในช่วงระหว่างเดือนกันยายน 2567 – สิงหาคม 2568 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากวันที่มีปริมาณการเดินทางมากที่สุด เพื่อแสดงศักยภาพและความหนาแน่นของการเชื่อมต่อเที่ยวบินในสนามบินต่างๆ ทั่วโลก การที่ ทสภ.

ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 12 ของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดของโลกสะท้อนให้เห็นว่า ทสภ. มีศักยภาพในการเชื่อมต่อเที่ยวบินและเส้นทางการเดินทางทางอากาศทั่วโลก ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและความ

พร้อมในด้านต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน ตลอดจนความพร้อมด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายในท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นและดึงดูดสายการบินให้ทำการบินมายังประเทศไทยมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ ทสภ. ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปังไม่ไหว! สุวรรณภูมิคว้ารางวัลสนามบินขวัญใจชาวโลก Readers’ Choice Awards 2025

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่ดีสุดของโลกจากการประกาศผล Readers’ Choice Awards 2025 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นการคิดคะแนนโดยอ้างอิงจากผลโหวตของนักเดินทางจากทั่วโลก โดยการจัดอันดับนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลสำรวจประจำปีจากผู้อ่านนิตยสาร Condé Nast Traveler ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ ทสภ.ติดอันดับ Top 10 ร่วมกับสนามบินชั้นนำ เช่น ท่าอากาศยานชางงี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ท่าอากาศยานอิสตันบูล ประเทศทูร์เคีย และท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้นเว็บไซต์ Condé Nast Traveler ระบุว่า รางวัลที่ได้มาจากผลโหวตของผู้อ่านจากหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ สนามบินที่ดีที่สุด สถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุด โรงแรมที่ดีที่สุด และสายการบินที่ดีที่สุด โดย ทสภ.ยังคงมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการเพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “World Class Hospitality”การได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาและบริหารจัดการท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง

เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการและประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อทางอากาศให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลก ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารด้วยการสร้างประสบการณ์เดินทางที่สะดวกสบาย รวดเร็ว น่าประทับใจ โดยเน้นแนวคิด “World Class Hospitality” ที่มุ่งเน้นการให้บริการที่เหนือระดับ ความใส่ใจ และการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าบ้านที่ยินดีต้อนรับอย่างอบอุ่นในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของเศรษฐกิจชาติและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มหลวงพ่อโสธร 2560 แถลงข่าวโครงการจัดสร้างหลวงพ่อโตประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568 “รุ่นเจริญยศ”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ ห้องประชุมสถานีตำรวจภูธรบางพลี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

นาย ประชาคล้ายสิงห์ ประธานกลุ่มหลวงพ่อโสธร 2560 เป็นประธานแถลงข่าวโครงการจัดสร้างหลวงพ่อโตรุ่นเจริญยศ “ประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568”

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.บางพลี ประธานที่ปรึกษาการจัดสร้าง นาย ขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี นาย เลิศศักดิ์ เลิศอริยานันท์ ประธาน กต.ตร.สภ.บางพลี

ดร.กิตติ ยงค์สงวนชัย ประธานที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.บางพลี คณะกต.ตร สภ.บางพลี กลุ่มหลวงพ่อโสธร 2560 ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน

โดยการจัดสร้าง “หลวงพ่อโตรุ่นประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568” ในครั้งนี้เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาหลวงพ่อโต วัดบางพลี ได้ร่วมทำบุญบูชาวัตถุมงคล

และเพื่อสาธารณะประโยชน์ในหลายๆด้าน ทั้งด้านบำรุงพุทธศาสนา ทางด้านการศึกษา ทางด้านส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อดูแลความปลอดภัย

ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่บางพลี และทางด้านสวัสดิการช่วยเหลือดูแลและส่งเสริมคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นการสืบสานภารกิจ

เพื่อส่วนรวม ทั้งด้านศาสนา การศึกษาความปลอดภัยของประชาชน และคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างยั่งยืน

พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี เปิดเผยว่า การจัดสร้างหลวงพ่อโตรุ่นเจริญยศ “ประวัติศาสตร์ตำรวจ 2568” ได้รับเมตตาอนุญาต

จากพระเดชพระคุณพระเทพสมุทรวัชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าอาวาส วัดบางพลีใหญ่ในให้จัดสร้างโดยอนุญาตให้จัดพิธีพุทธาภิเษก

ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ พระอุโบสถวัดบางพลีใหญ่ใน โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสร้างเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่วัดบางพลีใหญ่ใน เพื่อสมทบทุน กองทุนสวัสดิการตำรวจ จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆสำหรับนำมาใช้ในการพัฒนางานการให้บริการประชาชนของ สภ.บางพลี

เพื่อมอบให้โรงเรียนวัดบางพลีใหญ่ใน ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนเด็กนักเรียนในชุมชน และมอบให้โรงเรียนในเขตอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสมทบทุนสร้างพระอุโบสถวัด

บ้านระเบิกพัฒนาราม อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และเพื่อจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนเพื่อมอบให้โรงเรียนอนุบาลวัดปิตุลาราชรังสฤษดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / เสมอดาว เมาน์เทน เทรล “วิ่งนับดาว คืนฟื้นฟูป่า” ครั้งที่ 3งานวิ่งเทรลที่จะพาทุกก้าวกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูป่า…เพื่อฮีลใจคุณ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน มอบหมายให้นายภัคพงศ์ ทองฟู ผู้ปฏิบัติงานสำนักงานจังหวัด และนายภัทร์ศรุต คล้ายสุบรรณ ผู้ปฏิบัติงานกลุ่มงานบริการ ลงพื้นที่อำเภอนาน้อย

เพื่อประชุมร่วมกับองค์กรเกษตรกร “โครงการสนับสนุนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และด้านอื่นๆในภารกิจของสำนักงาน ตามบันทึกข้อตกลงกรมบัญชีกลาง กิจกรรมที่ 2 สำนักงานสาขาจังหวัดติดตามประเมินผลการดำเนินงาน

โครงการที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาปรับปรุงแผนและโครงการขององค์กรเกษตรกร” โดยมี ร.ต.อ.วินัย ก้อนสมบัติ รองประธานอนุกรรมการฯ คนที่ 2 จังหวัดน่าน เข้าร่วมด้วย ณ หอประชุมบ้านคลองชล ม.10 ต.นาน้อย อ.นาน้อย จ.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

เสมอดาว เมาน์เทน เทรล “วิ่งนับดาว คืนฟื้นฟูป่า” ครั้งที่ 3
งานวิ่งเทรลที่จะพาทุกก้าวกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูป่า…เพื่อฮีลใจคุณ

สมาคมอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ชวนทุกคนมาวิ่งสนามเทรลท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ในงาน “Samer Dao Mountain Trail” #3 “วิ่งนับดาว คืนฟื้นฟูป่า” โดยรายได้ 100 บาท จากค่าสมัครของทุกท่าน มอบให้สมาคมอุทยานแห่งชาติ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ และโครงการคืนฟื้นฟูป่าประชาร่วมใจ จัดขึ้นในวันที่ 25 – 26 ตุลาคม 2568 ณ ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จังหวัดน่าน

งานนี้ได้จัดมาต่อเนื่อง 2 ครั้งในปี 2567 ซึ่งทำให้ประชาชนตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สร้างรายได้ให้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และพื้นที่ใกล้เคียงให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถดำเนินการจัดหาทุนโครงการคืนฟื้นฟูป่าประชาร่วมใจ เพื่อขอคืนผืนป่าจากประชาชนที่ทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านโดยสมัครใจแล้วกว่า 840 ไร่

ซึ่งงานในครั้งที่ 3 นี้จะพาทุกคนไปท่องเที่ยวด้วยสองเท้า ก้าวสู่อ้อมกอดธรรมชาติ ปลุกชีวิตให้มีชีวา ผ่าน ‘การอาบป่า’ (Shinrin-yoku) ที่โอบล้อมใจด้วยความสงบและสดชื่น พบกับ 4 ระยะวิ่งเทรล 40 KM / 20 KM / 10 KM และ 5 KM ผ่านเส้นทางวิ่งธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความสนุกและท้าทาย ภายใต้สายหมอกที่ฟุ้งกระจาย และแสงทองอุ่น ๆ ยามเช้าที่จะมอบประสบการณ์สุดสดชื่นพร้อมเติมพลังบวกให้กับวันใหม่

สำหรับนักวิ่งที่ชอบความท้าท้ายและมีเป้าหมายในการแข่งขัน ระยะวิ่ง 40 KM 20 KM และ 10 KM มีการแข่งขันประเภทรุ่นอายุและรับโล่รางวัลทั้ง 3 ระยะทาง 4 รุ่น ๆ ละ 3 อันดับ ชายและหญิง ได้แก่ รุ่นอายุ 20 – 29 ปี, รุ่นอายุ 30 – 39 ปี, รุ่นอายุ 40 – 49 ปี และรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งหมด 72 รางวัล
นอกจากการวิ่งเทรลแล้วยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมอาบป่า, ทัวร์รถรางเที่ยวนาน้อย, เยี่ยมชมพื้นที่โครงการคืนฟื้นฟูป่า ประชาร่วมใจ และกิจกรรมนอนแคมป์ดูดาวพร้อมเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพดวงดาวอีกด้วย

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ พิเศษ! โปรโมชั่น จับคู่มาสมัคร ลดทันที 10% โดยนักวิ่งทั้ง 2 คน สามารถเลือกคละระยะสมัครได้ และอีกหนึ่งโปรโมชั่น ยกก๊วนสมัคร 5 คน ฟรี 1 คน ในระยะ 5 KM โดยนักวิ่งทั้ง 5 คน เลือกคละระยะสมัครได้ สำหรับผู้ที่สนใจสมัครแบบ VIP เลือกระยะวิ่งได้ ในราคา 3,2000 บาท พิเศษ!! ร่วมกิจกรรมนอนแคมป์ดูดาวพร้อมอาหารเย็น นอกจากนี้ยังสามารถสมัครแบบไม่ร่วมวิ่ง ราคา 2,000 บาท รับกระติกน้ำ Zojirushi ลายพิเศษจากสมาคมอุทยานแห่งชาติ พร้อมจัดส่งฟรี และสมัครแบบไม่ร่วมวิ่ง

ราคา 500 บาท จะได้รับเสื้อวิ่ง 1 ตัว (เลือกได้จากทุกระยะ) และผู้จัดสมทบเสื้อวิ่งอีก 1 ตัว เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน พร้อมจัดส่งฟรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ค Samer Dao Mountain Trail เสมอดาว เมาน์เทน เทรล, ไลน์ออฟฟิศเชียล @inspirerunner หรือโทรศัพท์ 098-945-6568 สมัครได้ที่ www.runlah.com/th/sdmt2025

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บริษัทใจบุญส่งตัวแทนช่วยเหลือครอบครับอดีตดูโอ้ดังยุค 90 “สมิทธิ์ วงสมิธแอนด์เชน ” ป่วยอัมพฤกษ์กว่า 10 ปี อยู่กับบิดาชราภาพคอยดูแลที่บ้านพักชลบุรี

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่าบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่บ้านพักอาศัยของนายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บัณฑิตย์ เลขที่ 68/24 หมู่บ้านคลองชเลรมย์ ถนนพระยาสัจจา ม.2 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบิดาของ “สมิทธิ์ บัณฑิตย์” หรือ สมิทธิ์ วงสมิธแอนด์เชน อดีตศิลปินดูโอ้ดังยุค 90 เพื่อให้การช่วยเหลือ หลังอดีตนักร้องดังป่วยเป็นอัมพฤกษ์มานานกว่า 10 ปี

เมื่อไปถึงพบ สมิทธิ์-สมิธแอนด์เชน อาศัยอยู่กับนายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บิดา ซึ่งมีอายุ 87 ปีแล้ว และพี่ชายอีกหนึ่งคน โดย สมิทธิ์-สมิธแอนด์เชน ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ กำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงพยาบาล ทราบว่าต้องใช้รถวีลแชร์ในการเคลื่อนที่ไปไหนมาไหน โดยมีบิดาในวัยชราภาพและเพื่อนบ้านคอยพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และรายได้ของทางบ้านก็ไม่เพียงพอ มีเพียงเพื่อนสนิทมิตรสหายวนเวียนมาช่วยเหลืออยู่บ้างเท่านั้น

ตัวแทนบริษัทดังกล่าว เผยว่า ได้รับมอบหมายหลังจากติดตามเรื่องราวของสมิทธิ์-สมิธแอนด์เชน อดีตดูโอ้ดังในอดีตที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์อาศัยโดยมีบิดาที่แก่ชราคอยดูแล โดยทางบริษัทให้ลงพื้นที่ติดตามข้อมูลความต้องการ และให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่งพร้อมด้วยสมุนไพรธรรมชาติ โดยมอบให้นายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บิดาของนายสมิทธิ์ ไว้ใช้ตามความจำเป็น ก่อนบริษัทจะช่วยเหลืออย่างเป็นทางการอีกครั้งเร็วๆ นี้

ด้าน นายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บิดาของนายสมิทธิ์ ได้กล่าวขอบคุณทางบริษัทดังกล่าว ก่อนเผยว่า ทุกวันนี้ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงให้พอมีรายได้ประทังชีวิต ในส่วนของสิ่งของจำเป็นของผู้ป่วย จำพวกผ้าอ้อมเอนกประสงค์สำหรับผู้ใหญ่ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาลนายสมิทธิ์นั้น ต้องคอยไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.มุกดาหาร สุดฉาว! ร.ต.ท.ปราบยาดีเด่น ผันตัวเป็นผู้ค้า ถูก ตชด. จับพร้อมของกลางยาบ้า 30,000 เม็ด / ตร.กาฬสินธุ์–มุกดาหาร ขยายผลจับกุมขบวนการลักลอบค้ากระสุนปืนสงครามจาก สปป.ลาว กว่า 2,000 นัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับว่า สามารถติดต่อล่อซื้อยาเสพติดในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร หน.ชุด ชปข.ร้อย ตชด.234 พร้อมกำลังพลรวม 15 นาย ร่วมวางแผนจับกุม กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายเกรียงศักดิ์ หรือ”ปื้ด” พิกุลศรี อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 227 ม.2 ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านศูนย์ไหม อ.เมืองมุกดาหาร

จากการขยายผลนายปื้ด รับว่าได้นำยาเสพติดทั้งหมดมาจาก ร.ต.ท.โทรจิตร แข็งแรง อายุ 57 ปี รอง สว.สส.สภ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร และได้นำยาเสพติดดังกล่าวมาขายให้กับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจริง จากนั้นจะนำเงินที่ได้จากการขายยาเสพติดดังกล่าวไปมอบให้ ร.ต.ท.โทรจิตร เจ้าหน้าที่จึงได้จึงได้วางแผนนัดหมายการรับมอบเงินที่บ้านนายปื๊ด ต่อมาเมื่อถึงเวลานัดหมาย ร.ต.ท.โทรจิตร ได้เดินทางมารับเงินจำนวนดังกล่าว และนายปื้ดจึงได้ส่งมอบเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดให้ ร.ต.ท.โทรจิตร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการแสดงตัวเข้าจับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมตรวจยึดยาบ้าจำนวนประมาณ 30,000 เม็ด และอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อสมิทแอนเวสสัน พร้อมเครื่องกระสุน 13 นัด ไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ร.ต.ท.โทรจิตร เพิ่งเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณผู้มีผลการ ปฏิบัติงานดีเด่นด้านการปราบปรามยาเสพติดของตํารวจภูธรภาค 4 ที่ห้องประชุมศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

ตร.กาฬสินธุ์–มุกดาหาร ขยายผลจับกุมขบวนการลักลอบค้ากระสุนปืนสงครามจาก สปป.ลาว กว่า 2,000 นัด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้ตั้งจุดตรวจบนถนนกาฬสินธุ์–กุฉินารายณ์ ช่วงบ้านคอนเรียบ ต.หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ จนพบและควบคุมตัว นายวิชัย ใจช่วง อายุ 24 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3223/2568 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ในคดีเกี่ยวกับการเปิดหรือยินยอมให้ใช้บัญชี/โทรศัพท์เพื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีระหว่างการสอบสวน นายวิชัยฯ ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการติดต่อกับชาวลาว เพื่อรับกระสุนปืนสงครามอาก้า หรือ AK-47 ขนาด 7.62 มม. จำนวน 2,000 นัด ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร

ตำรวจชุดจับกุมจึงประสาน พ.ต.ต.มนัส บุตรวงศ์ สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร วางแผนล่อซื้อ ก่อนนัดหมายที่ถนนหน้าท่าทรายดาวเลิงนกทา ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร กระทั่งพบ นายสาคอน ไชยะมุงคุน อายุ 21 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ถือกระสอบต้องสงสัย เมื่อเห็นตำรวจแสดงตัวได้พยายามหลบหนี แต่ถูกจับกุมไว้ได้ตรวจสอบภายในกระสอบพบ กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. รวม 2,214 นัด นายสาคอนฯ รับสารภาพว่า ได้รับกระสุนมาจากชายลาวชื่อ “น้อย” เพื่อนำมาส่งให้ผู้ซื้อ โดยจะได้รับค่าจ้าง 9,000 บาท

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “มีกระสุนปืนสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” และควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พายุดีเปรสชันถล่มมุกดาหาร ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำท่วมหลายจุด เขตเทศบาลอ่วม! – ระดับน้ำสูงถึงเอว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “พายุดีเปรสชันและฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย” ฉบับที่ 4 (227/2568) ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น.

ของวันที่ 30 สิงหาคม 2568 พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จังหวัดมุกดาหารนับเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ทำให้หลายพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหารเกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะบริเวณชุมชนและซอยที่อยู่ใกล้แนวคลองระบายน้ำ

เวลา 06.00 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม นายอดุลย์ ศิริมันต์ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่นำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือประชาชนในซอยศรีประเสริฐ 3 และ 4

ซึ่งระดับน้ำท่วมสูงถึงระดับเอว หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านเรือนชั่วคราว ขณะเดียวกันถนนศรีบุญเรืองบริเวณด้านข้างร้านเบียร์สดถูกน้ำท่วมจนไม่สามารถสัญจรได้

ที่ชุมชนศรีบุญเรือง ซอย 7 เจ้าหน้าที่เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ส่วนในซอยศรีประเสริฐ 2, 3 และ 4 ซึ่งอยู่ติดคลองระบายน้ำโยธาธิการ น้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคลองดังกล่าวรับน้ำจากคลองหินอ่างและคลองร่องปอ ก่อนจะไหลลงสู่ห้วยแข้ด้านหลังสำนักสงฆ์หนองพุทธโคตร แต่ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่สูงขึ้นทำให้น้ำเอ่อเข้าห้วยแข้ ส่งผลให้การระบายน้ำช้าลงและเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันฯ ได้นำกระสอบทรายกั้นรอบบ้านเรือนและจัดทำแนวกั้นชั่วคราวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมยานพาหนะ พร้อมทั้งประสานขอเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งช่วยเหลือ

ทั้งนี้ เทศบาลเมืองมุกดาหารได้จัดตั้งทีมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง หากฝนยังตกต่อเนื่องมีความเป็นไปได้ที่ระดับน้ำจะสูงขึ้นอีก และได้ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

น้ำท่วมมุกดาหาร #ฝนตกหนัก #พายุดีเปรสชัน #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ลูกสาวสุดทน! พ่อแม่บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุ รถคู่กรณีไร้การเยียวยา – คดีเงียบเกือบ 3 เดือน วอน ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร – ผกก.คำชะอี เร่งรัดความยุติธรรม”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 นางสาวลลาวัลย์ ฤทธิวงค์ ได้ร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าว สำนักข่าว CIA ประเทศไทย ประจำจังหวัดมุกดาหาร ว่า บิดาและมารดาของตนประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์พุ่งข้ามเลนมาชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2568 แต่จนถึงปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งฝ่ายผู้ก่อเหตุยังไม่ได้ถูกดำเนินคดี และไม่เคยเข้ามาให้การช่วยเหลือหรือเยียวยาความเสียหายแต่อย่างใด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนสาย มุกดาหาร–กุฉินารายณ์ บริเวณหน้า อบต.คำชะอี ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 โดยรถยนต์โตโยต้า สีเทา–ดำ ทะเบียน กจ 5415 มุกดาหาร ซึ่งมี นายประพง คนซื่อ ขับมาจาก อ.หนองสูง มุ่งหน้าไป อ.คำชะอี

ได้ข้ามเลนไปชนอย่างแรงกับรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีขาว ทะเบียน กท 7596 สกลนคร ที่ขับสวนทางมาแรงกระแทกทำให้รถทั้งสองคันพังเสียหาย และผู้ที่นั่งมาในรถกระบะคือ นายอนันต์ โลหะสาร คนขับ และ นางเพลินฉวี โลหะสาร ภรรยา ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกขาและนิ้วหัก ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

นางสาวลลาวัลย์เผยว่า ครอบครัวได้รับความทุกข์ร้อนอย่างมาก ทั้งเรื่องค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายของรถยนต์ที่ยังไม่ได้รับการซ่อมแซม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร และ พ.ต.อ.ศรีนคร นัยวัฒน์ ผกก.สภ.คำชะอี กำชับพนักงานสอบสวน สภ.คำชะอี เจ้าของคดี เร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุ เพื่อให้ครอบครัวได้รับความเป็นธรรมโดยด่วนด้วย

คดีล่าช้า #คดีไม่คืบหน้า #มุกดาหาร #อุบัติเหตุ #ความยุติธรรม #รถชนข้ามเลน #ตำรวจคำชะอี #สถานีตำรวจภูธรคำชะอี #กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #สตช #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.หว้านใหญ่ จับ “แม็ก โพนทราย” ยาบ้า 46,000 เม็ด – ปืน .32 กระสุน 12 นัด / อุบัติเหตุสลด! กระบะเสียหลักพลิกคว่ำ ถนนชยางกูร มุกดาหาร ดับ 2 เจ็บ 1

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.เจด็จ ปรีพูล ผกก.สภ.หว้านใหญ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เข้าตรวจค้นกระท่อมไม่มีเลขที่ หมู่ 4 ต.ดงหมู อ.หว้านใหญ่ หลังสืบ

ทราบว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติด พบ นายณรงค์ศักดิ์ หรือ “แม็ก” อุทุมภา อายุ 25 ปี ชาว ต.โพนทราย อ.เมืองมุกดาหาร ยืนอยู่บริเวณกระท่อม ท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่จึงตรวจค้นภายในกระท่อม พบของกลางเป็น ยาบ้า 46,000 เม็ด, อาวุธปืนขนาด .32 ไม่มีหมายเลขทะเบียน 1 กระบอก และ กระสุนปืน .32 จำนวน 12 นัด

ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพ.ต.ท.พงษ์สักก์ หงษ์เวียง สว.(สอบสวน)ฯ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จับยาเสพติด #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #ยาบ้า46000เม็ด #ตำรวจหว้านใหญ่ #ปราบปรามยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

มุกดาหาร​ -​ อุบัติเหตุสลด! กระบะเสียหลักพลิกคว่ำ ถนนชยางกูร มุกดาหาร ดับ 2 เจ็บ 1

เมื่อเวลา 02.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 มูลนิธิการกุศลมุกดาหาร “เต็กก่า” จีหมกเกาะ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุตำรวจและศูนย์นเรนทรจังหวัดมุกดาหาร ให้เข้าช่วยเหลือเหตุรถยนต์ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ บริเวณถนนชยางกูรเลยโรงเรียนทีโอเอ เทศบาลเมืองมุกดาหาร ไปประมาณ 1 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่กู้ชีพ–กู้ภัยเต็กก่า พร้อมอาสาสมัครได้จัดกำลังเข้าที่เกิดเหตุ โดยนำรถพยาบาล 1 คัน และรถอุปกรณ์ตัดถ่าง–ส่องสว่าง 1 คัน เข้าสนับสนุน พบรถยนต์กระบะแคป Chevrolet ทะเบียน บบ 1142 ศรีสะเกษ พลิกคว่ำอยู่บริเวณข้างถนน

ตรวจสอบพบผู้บาดเจ็บเป็นหญิง อายุ 24 ปี อยู่ด้านนอกตัวรถ และมีผู้เสียชีวิตติดภายในรถจำนวน 2 ราย เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์ตัดถ่างนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา ก่อนนำผู้บาดเจ็บและร่างผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลมุกดาหาร

อุบัติเหตุ #มุกดาหาร #ถนนชยางกูร #เทศบาลเมืองมุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////เด​วิท​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ละแม จับกุมผู้ค้าและเสพจำนวน 3 ราย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ปฏิบัติการกวาดล้าง ยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ในห้วงระดมกวาดล้างอาชญากรรม ระยะแต่วันที่ 18 ก.ค.68-30 ก.ย.68 วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้รับแจ้งจาก พ.ต.อ.อนันท์ อนุตรเวสารัช ผกก.สภ.ละแม วันที่ 14 ส.ค.68 เวลาประมาณ 13.30 น.

ร่วมกับ นายอเนกชำนาญนานายอำเภอละแม สั่งการให้ นายวิบูลย์ เกลี้ยงสงค์ ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกัน พ.ต.ท.สุชาติ สิงหา รอง ผกก.สส.สภ.ละแม และ พ.ต.ท.พชร อ่วมทองดี รอง ผกก.ป.สภ.ละแม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ละแม นำโดย พ.ต.ต.โตษณ พันธุ์ทอง สว.สส.สภ.ละแม พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธนธัช ประเทียบอินทร์ รอง สว.สส.สภ.ละแม,ร.ต.ต.ธานินทร์ ทองแดง รอง สว.(สส.)สภ.ละแม, ด.ต.ทินกร ทองอ่อน ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ละแม และ ส.ต.ท.สุวพันธ์ ดำวรรณ ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ละแม ในห้วงระดมกวาดล้างอาชญากรรม ระยะแต่วันที่ 18 ก.ค.68-30 ก.ย.68

พ.ต.ต.โตษณ พันธุ์ทอง สว.สส.สภ.ละแม ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า พื้นที่ ม.4 ต.สวนแตง มีวัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติด จำหน่ายยาเสพติด ให้กับวัยรุ่นในพื้นที่ จึงได้รายงาน พ.ต.อ.อนันท์ อนุตรเวสารัช ผกก.สภ.ละแม ผู้บังคับบัญชาทราบ จึงเดินทางไปตรวจสอบ

จากการตรวจสอบบ้านเลขที่ 14/2 ม.4 ต.สวนแตง อ.ละแม จังหวัดชุมพร นาย ปราโมทย์หรือโช้ง มีการมั่วสุมยาเสพติดจริง จึงได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย พร้อมด้วยยาเสพติด ยาบ้าจำนวน 9 เม็ด และยาไอซ์ 0.03 กรัมภายในบ้าน ที่บ้านมีลักษณะมั่วสุมเสพยาเสพติดกัน นายธีรภัท หรือธี ชาวต.สวนแตง อ.ละแม จ.ชุมพร นางสาว เสาวลักษณ์ หรือกิ๊ฟ ชาว ต.ปังหวาน อ.พพโต๊ะ จ.ชุมพร ได้นำตัว ทั่ง 3 คนตรวจปัสสาวะจากโรงพยาบาลละแม พบสารเมทแอมเฟตามิน ทั้งสามราย ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ข้อกล่าวหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามิน) โดยไม่ได้รัยอนุญาต จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละแม เพื่อดำเนินตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดงานกินกุ้งส่งเสริมการค้าตลาดด่านสิงขร“ ครั้งที่ 1 / ตม.ประจวบ จับต่างด้าวต้องสงสัยแอบหลบซ่อนอยู่ป่าละเมาะ ในพื้นที่บ้านมะขามโพรง ม.9 ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์

แชร์เนื้อหานี้

.จัดงานกินกุ้งส่งเสริมการค้าตลาดด่านสิงขร“ ครั้งที่ 1
สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จัดกิจกรรมส่งเสริมการรณรงค์บริโภคกุ้ง ในงาน “กินกุ้งส่งเสริมการค้าตลาดด่านสิงขร“ ครั้งที่ 1 ซึ่งกำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 8-17 สิงหาคม 2568 ณ สนามตลาดการค้าชายแดนด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์  

ซึ่งทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ จัดจำหน่ายกุ้งขาวแวนนาไม โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ณ บริเวณอาคารตลาดไทยสิงขร (สนามตลาดการค้าชายแดนด่านสิงขร)
🔅เฉพาะวันที่ 9-11 สิงหาคม และ วันที่ 16-17 สิงหาคม 2568 เพียง 5 วันเท่านั้น
จำหน่ายกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 40-50 ตัว/กก.
เพียงวันละ 100 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 175 บาท
ไฮไลท์ภายในงานฯ แจกคูปองเงินสดส่วนลดราคากุ้ง มูลค่า 50 บาท ให้กับผู้ที่ลงทะเบียนเช็คอิน 80 คนแรก/วัน
เหลือเพียง กก.ละ 125 บาท (จำกัดคนละ 1 กก.)
เริ่มลงทะเบียนเช็คอินในเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าคูปองจะหมด
มีบริการย่างฟรี  พร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ
จำหน่ายกุ้งวันละ 100 กิโลกรัมเท่านั้น
คูปอง จำกัดคนละ 1 กก. (จำนวน 80 กก.)
ราคาปกติ จำกัดคนละ 2 กก. (จำนวน 20 กก.)
คูปองนี้ใช้ได้เฉพาะบูธของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

”ประชาธิปัตย์“ประกาศปลดประเทศไทยจากแชมป์โลก
แก้ปัญหาเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มากที่สุดในโลก
ลด50%ท้าทายเป้ายูเอ็น

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.เปิดเผยถึงแนวทางนโยบายแก้ปัญหาคนไทยเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มากที่สุดในโลกวันนี้ว่า ประเทศไทยครองอันดับ1 ประเทศที่มีคนไทยเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มากที่สุดในโลกกว่า14,000คนต่อปีหรือ 37 คนทุก 1 นาทีและบาดเจ็บกว่า 2 แสนคน นับเป็นหนึ่งในวิกฤตของชาติแม้วันเวลาที่ผ่านมาทุกภาคส่วนจะพยายามแก้ไขปัญหานี้แต่ยังไม่บรรลุผลจนภัยจากจักรยานยนต์มีสัดส่วนกว่า70% ของอุบัติภัยทางถนนยังไม่รวมความเสียหายจากการบาดเจ็บทุพลภาพและทรัพย์สินของแต่ละครอบครัวและประเทศชาติรวมทั้งอุบัติเหตุทางถนนยังส่งผลกระทบต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉลี่ย 3% ของ GDP 
ด้วยเหตุนี้พรรคประชาธิปัตย์โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์จึงมอบหมายให้จัดทำแนวทางนโยบาย “ปลอดจากภัยจักรยานยนต์” ครอบคลุมหลายมิติทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างจิตสำนึกเพื่อร่วมในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ภายใต้ข้อมติของ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติซึ่งประกาศให้ช่วงปี พ.ศ. 2564–2573 เป็นทศวรรษที่สองของการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยทางถนนโดยมีเป้าหมายที่จะลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากการจราจรทางถนนลงอย่างน้อยร้อยละ 50 ดังนี้

  1. นโยบายมาตรฐานความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์
    1.1จำกัดความเร็วและปรับสเปครถปัจจุบันรถจักรยานยนต์ในไทยมีความเร็วสูงสุด 140-160 กม./ชม. ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล (120-140 กม./ชม.)
    ทำให้ควบคุมยาก เสนอให้ลดความเร็วสูงสุดและปรับหน้าปัดความเร็วให้สอดคล้องกับประเทศอื่น
    1.2 เปลี่ยนหน้ายางรถจักรยานยนต์ซึ่งมีขนาดหน้ายางแคบ (60-70 มม.)ทำให้เกาะถนนน้อยเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายโดยเพิ่มความกว้างหน้ายางตามมาตรฐานสากลคือขนาด 80-90 มม.
    1.3บังคับใช้ระบบเบรก ABS
    รถจักรยานยนต์ขนาด 110 ซีซี ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมมักไม่มีระบบ ABS แม้ไทยมีโรงงานผลิตระบบนี้แต่ส่งออกทั้งหมด ควรบังคับให้รถทุกขนาดในไทยติดตั้ง ABS เพื่อลดอุบัติเหตุ เพราะ 80% ของการตายจากรถจักรยานยนต์เกิดจากรถขนาด 110 ซีซี
  2. ปฏิรูปกฎหมายและใบอนุญาตขับขี่
    2.1 ใช้ระบบใบอนุญาตแบบขั้นบันได (GDL)โดยจำกัดความเร็วและขนาดเครื่องยนต์สำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ เช่น อนุญาตให้ขับรถไม่เกิน 50 ซีซี หรือความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. และห้ามขับกลางคืนหรือซ้อนท้ายจนกว่าจะมีประสบการณ์เพียงพอ ซึ่ง
    มีตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศ
    เช่น ญี่ปุ่นและอังกฤษ ที่จำกัดความเร็วและใช้ระบบ GDL ช่วยลดอุบัติเหตุในวัยรุ่นได้ สามารถนำมาปรับใช้ในไทย
    โดยระบบ GDL (Graduated Driver Licensing)เป็นระบบใบอนุญาตขับขี่แบบเป็นขั้นตอนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ ระบบนี้จะค่อยๆ มอบสิทธิในการขับขี่ที่มากขึ้นตามประสบการณ์และอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหต
    2.2เพิ่มบทลงโทษ
    เช่นบังคับสวมหมวกนิรภัยอย่างเคร่งครัด และลงโทษผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งปัจจุบันมีถึง 10 ล้านคน
  3. ปรับปรุงโครงสร้างถนนและสิ่งอำนวยความสะดวก
    3.1สร้างเลนจักรยานยนต์เฉพาะหรือเลนผสม
    แม้มีมติครม. ปี 2555 ให้มีเลนจักรยานยนต์ แต่ยังขาดการดำเนินการจริง ควรเร่งพัฒนามาตรฐานถนนเพื่อแยกการจราจรระหว่างรถเร็วรถช้า และรถจักรยานยนต์กับรถยนต์
    3.2ออกแบบถนนปลอดภัย
    และปรับปรุงสภาพผิวถนนเพื่อลดการลื่นไถล
  4. รณรงค์สร้างจิตสำนึกและวัฒนธรรมการใช้รถ
    4.1 ควบคุมการโฆษณา
    ห้ามโฆษณาที่เน้นความเร็วแรง และเพิ่มการสื่อสารเรื่องความปลอดภัย เช่น การสวมหมวกนิรภัยซึ่งลดการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ 40%
    4.2ฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัย
    จัดโครงการสอนขับขี่ในโรงเรียนและชุมชน โดยเน้นกลุ่มอายุ 15-19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง
    5.การบังคับใช้กฎหมาย(Law Enforcement)อย่างเคร่งครัดเพราะเป็นมาตรการที่ดีที่สุดแต่มีปัญหามากที่สุดทั้งผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมา
    ““คนไทยเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์มากที่สุดในโลกกว่า14,000คนต่อปีหรือ 37 คนต่อ 1 นาทีและบาดเจ็บกว่า 2 แสนคน นับเป็นวิกฤตชาติ พรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางนโยบายแก้ไขปัญหานี้ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและประเมินผลเป็นระยะ โดยมีเป้าหมายลดอัตราการตายจาก 25 คนต่อประชากร 100,000 คน ให้เหลือ 12 ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก(WHO) เพื่อให้ไทยหลุดจากอันดับ 1 ของโลกในการเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์โดยเร็วที่สุด“ อดีตรัฐมนตรีและส.ส.อลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์กล่าวย้ำในที่สุด.
  5. ตม.ประจวบฯร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักการข่าว กอ.รมน หน่วย ฉก.จงอางศึก สกัดจับแรงงานเมียนม่าร์กว่าครึ่งร้อย ลอบเข้าเมืองเตรียมลงใต้ไปมาเลย์
  6. เมื่อกลางดึกวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.เทียนชัย ชมภ

ผกก.ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์, ชุดสืบสวน ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์, ตชด.14

ได้สนธิกำลังกันเข้าตรวจสอบ ภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่ามีกลุ่มบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยจำนวนหลายคนแอบหลบซ่อนอยู่บริเวณป่าละเมาะ ในพื้นที่หมู่บ้านมะขามโพรง ม.9 ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์  เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบยังจุดพิกัดตามที่ได้รับแจ้งมา พบกลุ่มบุคคล หลายสิบคนกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในบริเวณดังกล่าว

เจ้าหน้าฯจึงได้แสดงตัวและเข้าทำการตรวจสอบ ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวเมียนม่าร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 55 คนจากการสอบถามเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดยอมรับว่าได้หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยลักลอบมาทางช่องทางธรรมชาติด้านจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งคนที่พามาได้ให้มาพักคอยคนที่จะมารับต่ออยู่บริเวณนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบฯ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปนายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมต.พงศ์กวิน ระดมทีมช่างกรมพัฒน์ 18 จังหวัด จัดหน่วยบริการ “ซ่อม สร้าง สุข” หลังน้ำลดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน่าน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ วัดดอนมูล ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกิจกรรม “ซ่อม สร้าง สุข” พร้อมพบปะและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดน่าน

    โดยมีนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดน่าน ว่าที่ร้อยตรีสุเทพ วงศ์วิเศษ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน นายเดชา สงค์ประเสริฐ ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ร่วมให้การต้อนรับ

    นายพงศ์กวิน เปิดเผยว่า จากเหตุพายุโซนร้อน “วิภา” ทำให้ฝนตกหนัก น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน 14 อำเภอ 84 ตำบล 695 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 33,681 ครัวเรือน รวม 90,208 คน พื้นที่เกษตรเสียหายประมาณ 141,795 ไร่ และเกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน กระทรวงแรงงานได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเร่งช่วยเหลือ และเมื่อสถานการณ์น้ำลด

    จึงมอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดทีมช่างจากทั่วประเทศลงพื้นที่ซ่อมแซมบ้านเรือน รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และตรวจเช็กระบบไฟฟ้าภายในบ้าน พร้อมได้รับการสนับสนุนน้ำมันหล่อลื่นจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน และวัสดุไฟฟ้าจากบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด สำหรับภารกิจในวันนี้ ทีมช่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ให้บริการตรวจเช็กและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นรถจักรยานยนต์จำนวน 300 คัน

    ซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตรจำนวน 100 เครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 300 รายการ และส่งมอบอุปกรณ์ที่ซ่อมเสร็จแล้วให้แก่ประชาชน รวมถึงสาธิตการประกอบอาหารจานด่วนเพื่อมอบให้ผู้ประสบภัย และลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ประสพภัยซึ่งเป็นผู้พิการพร้อมมอบถุงยังชีพและตรวจเช็กความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดทีมช่างจากสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 หน่วยงาน ครอบคลุม 18 จังหวัด ได้แก่ น่าน นครสวรรค์ พิษณุโลก ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย ตาก พะเยา ลำพูน อุทัยธานี เพชรบูรณ์ แพร่ กำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน พิจิตร สุโขทัย และอำนาจเจริญ โดยสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่านยังได้จัดตั้งโรงครัวทำอาหารกล่องเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครแรงงาน และประชาชน

    โดยได้เปิดรับลงทะเบียนซ่อมอุปกรณ์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และได้ดำเนินการซ่อมระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2568 ซึ่งการออกหน่วยบริการครั้งนี้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดค่าใช้จ่ายซ่อมแซมอุปกรณ์ สร้างรายได้เสริมจากการฝึกอบรม และเพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้านของผู้ประสบภัย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / SVL Group จัดซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี 2568 ย้ำมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการขนส่งและโลจิสติกส์ / วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบฯ จัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม”

    แชร์เนื้อหานี้

    กลุ่มธุรกิจเอสวีแอล (SVL Group) ผู้นำด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ครบวงจร จัดโครงการ “ฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินประจำปี 2568” โดยมีส่วนงานความปลอดภัย-แผนกบริหารอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ส่วนบริหารมาตรฐานและเทคโนโลยี พร้อมด้วยหน่วยงานทรัพยากรบุคคลพันธมิตร – ธุรกิจขนส่ง และส่วนงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    โดยมีการอบรมทบทวนความรู้ พร้อมฝึกซ้อมตลอด 2 วัน ด้วยการจัดทีมจำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ กรณีอุบัติเหตุ, สารเคมีรั่วไหล และอัคคีภัย โดยมีพนักงานจากทุกส่วนงานกว่า 40 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ สถานีบริการน้ำมันภายในสำหรับรถบรรทุกขนส่งสินค้าทางบก ของ SVL Group อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

    วัตถุประสงค์หลักของการฝึกซ้อมครั้งนี้ คือการทบทวนความรู้ความเข้าใจ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้พนักงานสามารถควบคุมสถานการณ์และปฏิบัติการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัยตามบทบาทหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสอดคล้องตามกฎกระทรวงว่าด้วยมาตรฐานการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยว

    กับสารเคมีอันตราย พ.ศ. 2556 SVL Group มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติของการดำเนินงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงาน คู่ค้า และชุมชนโดยรอบ ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญด้าน “ความปลอดภัยมาเป็นที่ 1”
    /////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบฯ จัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม” ถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียน

    วันที่ 7 ส.ค.68 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสมชาย ทิพย์ประเสริฐ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นางสาวนงนุช พุทธคุณบวร ผู้รับใบอนุญาตวิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ร่วมจัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม” ถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียน

    โดยมี พันตำรวจเอก เอกราช หุ่นงาม ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ นายสมชาย ปี่แก้ว นายกอบต.คลองวาฬ นายสรานนท์ ใยบำรุง ผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภา
    นายพลสิต เวที สาธารณสุขอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ พร้อม นายอนันต์ ผิวคำ บาร์เทนเดอร์ อันดับที่ 4 ของโลก วิทยากรผู้ฝึกสอน และผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ และนักศึกษา ร่วมกิจกรรม

    นายสมชาย ทิพย์ประเสริฐ ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตามที่วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดการเรียนการสอนในประเภทวิชาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มอาชีพการโรงแรม โดยมีการบูรณาการเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน โดยทางวิทยาลัยเรียนเชิญ Mr. Anan Phiwkam ผู้เชี่ยวชาญด้าน Mixology ซึ่งได้รับรางวัล อันดับ 4 ของโลกจากการแข่งขัน World Championship มาร่วมถ่ายทอดความรู้และทักษะเชิงวิชาชีพให้แก่นักเรียนของวิทยาลัยในครั้งนี้ 

    วิทยาลัยเทคโนโลยีประจวบคีรีขันธ์ ได้กำหนดจัดกิจกรรม “PTECH BARTENDER STAR CHALLENGE 2025 ค้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องดื่ม” ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพด้านการรังสรรค์เครื่องดื่มนวัตกรรม

    ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจบริการ และเชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม และยกระดับความน่าสนใจของกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันผู้เรียนและเยาวชนให้มีทักษะความคิดสร้างสรรค์และเป็นมืออาชีพในอนาคตพร้อมเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพของเยาวชนไทยในอนาคตต่อไป

    //////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    ​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระราชทานเพลิงศพ “จ.ส.อ.ธวัชชัย บุสภา” อย่างสมเกียรติ ครอบครัว-ประชาชนหลั่งน้ำตาร่วมอาลัยแน่นวัด

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ธันวาคม 2567 ณ วัดเจริญธรรมาราม ตำบลบ้านซ่ง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร พลตรี ฉัฐชัย มีชั้นช่วง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 เดินทางมาเป็นประธาน

    ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น (เขาสัตตะโสม) อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

    โดยในพิธีพระราชทานเพลิงศพมี พลตำรวจตรีไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นางอัญชลี กัลมาพิจิตร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอคำชะอี คณะผู้บังคับบัญชากองทัพ

    ภาคที่ 2 และหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก , หัวหน้าส่วนราชการ นายเฉลิมชัย บุสภา บิดาของผู้เสียชีวิต นางวิไล บุสภา มารดา นางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร ภรรยา อาสาสมัครทหารพราน ทรงวุฒิ บุสภา น้องชาย ตลอดจนคณะญาติ และประชาชนในพื้นที่ จังหวัดมุกดาหารได้เข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงความไว้อาลัย

    พิธีพระราชทานเพลิงศพในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างสมเกียรติ เพื่อไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายให้กับ จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา โดยเมื่อขบวนอัญเชิญกล่องเพลิงพระราชทานมาถึงบริเวณประกอบพิธี ผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ เพื่อนทหารตลอดจนครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ตั้งแถวรอรับ

    เจ้าหน้าที่ได้มีการอัญเชิญกล่องเพลิงพระราชทานขึ้นวางประจำจุดเตรียมประกอบพิธี จากนั้นประธานในพิธีขึ้นทอดผ้าบังสุกุล กองเกียรติยศเป่าแตรนอน ผู้ร่วมพิธีได้ขึ้นวางดอกไม้จันทน์

    ร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แก่วีรชนผู้เสียสละ สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อผู้กล้าในวาระสุดท้ายของชีวิต และครอบครัวบุสภา ญาติผู้เสียชีวิตอย่างหาที่สุดมิได้

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สทนช. เปิดศูนย์ส่วนหน้าฯ “ลุ่มน้ำยม-น่าน”จับมือทุกหน่วย คุมจราจรน้ำจากเหนือสู่เจ้าพระยา เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

    แชร์เนื้อหานี้


    สทนช. เปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน ระดมทุกหน่วยจัดการจราจรน้ำที่ไหลจากภาคเหนือก่อนลงสู่อ่าวไทย โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ให้เขื่อนสิริกิติ์ปรับลดการระบายช่วงฝนชุกปลายเดือน ก.ค. เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำจากลำน้ำยมไปยังลำน้ำน่าน พร้อมเตรียมพื้นที่ “ทุ่งบางระกำ” ช่วยหน่วงน้ำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว
    วันนี้ (26 กรกฎาคม 2568) ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธาน การประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน ครั้งที่ 1/2568

    โดยมี นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ให้การต้อนรับ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นางพัชรวีร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการ สทนข. ผู้แทนจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดน่าน จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าฯ จังหวัดสุโขทัย ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและติดตามการเตรียมความพร้อมในแต่ละจุด ได้แก่ จุดเสริมคันกั้นน้ำ หมู่ที่ 7 ตำบลปากแคว อำเภอเมืองสุโขทัย เขื่อนป้องกันตลิ่งชั่วคราวริมแม่น้ำยม บริเวณสะพานสิริปัญญารัตน์ ตำบลวังใหญ่ อำเภอศรีสำโรง ประตูระบายน้ำคลองหกบาท และประตูระบายน้ำปากคลองตะคร้อ ตำบลป่ากุมเกาะ อำเภอสวรรคโลก และจุดคันกั้นน้ำคลองยม โดยที่จุดนี้ได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการเสริมคันดินชั่วคราวป้องกันน้ำให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้

    เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยว่า การประชุมคณะทำงานอำนวยการน้ำฯ พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน ในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก เนื่องจากการที่ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน “วิภา” ในช่วงนี้ และได้รายงานสถานการณ์เป็นรายวัน ให้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้รับทราบ ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน จึงสั่งการให้ สทนช. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำยม-น่าน เพื่อบูรณาการกับทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ร่วมบริหารจัดการน้ำที่จะไหล

    จากพื้นที่ตอนบนของประเทศลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยลดผลกระทบในแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ปริมาณฝนโดยกรมอุตุนิยมวิทยาร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีปริมาณฝนตกหนักบริเวณจังหวัดเชียงราย น่าน และพะเยา โดยมีปริมาณฝนสูงสุดประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ ระหว่างวันที่ 26 – 28 กรกฎาคม 2568 จากนั้นปริมาณฝนจะลดลงในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังไม่น่าเป็นห่วงและมีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาเพิ่มได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 70% มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำได้อีก 2,761 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ปัจจุบันมีการระบายน้ำอยู่ที่ 15 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งจะต้องวางแผนการระบายให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่จะตกมาเพิ่มเพื่อไม่ให้น้ำในเขื่อนเกินระดับเก็บกักน้ำสูงสุด ในขณะเดียวกันยังคงต้องให้เขื่อนสิริกิติ์เป็นกลไกสำคัญในการช่วยบริหารจัดการมวลน้ำที่ไหลผ่านลำน้ำยมและลำน้ำน่านด้วย จากสถานการณ์ดังกล่าว ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาแผนการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ มีมติเห็นชอบให้

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดการระบายน้ำลงอยู่ที่ 10 ล้าน ลบ.ม./วัน ในช่วงวันที่ 26 – 30 กรกฎาคม 2568 เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำที่ไหลผ่านจากลำน้ำยมไปสู่ลำน้ำน่าน โดยขอให้ทุกหน่วยงานช่วยสนับสนุนการเร่งการระบายน้ำโดยเร็วที่สุด เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำเพิ่ม เพื่อระบายน้ำไปให้ได้มากที่สุดในช่วง 5 วันนี้ หลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณฝนลดลง ให้ กฟผ. ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับปริมาณฝนที่จะกลับมาอีกในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งการปรับแผนการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ในครั้งนี้ ได้ขอให้มีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนสิริกิติ์ด้วย สำหรับการเตรียมพื้นที่ลุ่มต่ำรองรับน้ำหลาก “โครงการบางระกำโมเดล” พบว่าพื้นที่ปลูกข้าวรวม 327,000 ไร่ ขณะนี้เก็บเกี่ยวไปแล้ว 91,519 ไร่ ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีก 235,481 ไร่ ซึ่งมีแผนจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ก็จะสามารถใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำยมได้ในปริมาณ
    400 ล้าน ลบ.ม.

    “จากการลงพื้นที่ติดตามปริมาณน้ำในแต่ละจุด พบว่า ได้เตรียมการบริหารจัดการมวลน้ำที่คาดว่าจะมาสูงสุดในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ โดยระบายน้ำส่วนหนึ่งผ่านคลองยม – น่าน และแม่น้ำยมสายเก่า และอีกส่วนระบายผ่านประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ แม่น้ำยมสายหลัก เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะผ่านตัวเมืองสุโขทัยให้อยู่ในระดับไม่เกิน 500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ก่อเกิดให้เกิดผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจเมืองสุโขทัย อย่างไรก็ตาม การประชุมในวันนี้พบว่าหน่วยงานในพื้นที่ทุกจังหวัดมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่และเข้มแข็ง ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมการรองรับก่อนเกิดสถานการณ์
    การบริหารจัดการในระหว่างเกิดสถานการณ์ ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาหลังสถานการณ์ ทั้งนี้ ได้ขอให้แต่ละจังหวัดสะท้อนจุดอ่อนจากการทำงานให้กับที่ประชุม เพื่อเตรียมการขับเคลื่อนและพัฒนาประสิทธิภาพการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในอนาคตต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าวในตอนท้าย
    พร้อมวันนี้ที่27กค.2567เวลา13.30ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ได้ลงพื้นที่คลองหกบาท อำเภอสวรรคโลกเพื่อตรวจลงดูแนวตลิ่งคันคลองของแม่น้ำยมพร้อมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยนายอำเภอสวรรคโลกและผู้นำชุมชน นายกเทศบาลอีกหลายที่ด้วย.
    กิตติ พรดวงจันทร์สุโขทัย

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มอบมุ้งรักโลก ให้กับศูนย์พักพิง พร้อมเผยหลังเหตุการณ์สงบ จัดหาอาชีพ ให้กับผู้ประสบภัย

    แชร์เนื้อหานี้

    ***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพ อําเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อม ผศ.ดร พนธ์พันธ์ เลิศจันทรางกูร ที่ปรึกษาอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และคณะเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังผู้อพยพเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์ดังกล่าว และมอบสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้ง ยาสีฟัง แปรงสีฟัน แป้ง แพนเพิร์ธทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นม ยากันยุง น้ำดื่ม มุ้งรักโลก โดยมี นายธนเดช พระอารักษ์ นายอําเภอเบญจลักษ์ และหัวหน้าส่วรนราชการให้การต้อนรับ

    ***นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนเป็นตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ที่อพยพมาจากตะเข็บชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่ตนได้ทราบข่าวการยิงปะทะกันกลับประเทศกัมพูชา ทำให้ประเทศไทยเกิดการสูญเสียและมีเด็กและประชาชนเสียชีวิตหลายราย ทางกระทรวง พม. มีความห่วงใยมากจึงให้ตนลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมและสอบถามความเดือดร้อนของผู้สูญเสีย และผู้อพยพที่เป็นกลุ่มเปราะบางรวมถึงพี่น้องประชาชนที่ได้รับเดือดร้อนหลายๆส่วน อาทิเช่น ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา และเด็ก ที่ได้รับผลกระทบการจากการยิงปะทะกันในครั้งนี้

    ***ทางกระทรวงได้เห็นความสำคัญของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้รัฐมนตรี พม. ประนามการกระทำของกัมพูชาที่กระทำต่อประชาชนเด็กที่ไม่รู้เรื่องด้วยและมีทางสู้ ตนลงมาในครั้งนี้ได้รับทราบความเดือดร้อนและความต้องการสิ่งต่างๆที่ขาดแคลนในศูนย์อพยพ อาทิเช่น มุ้งกาง โลชั่นกันยุง พัดลม แปรงสีฟันยาสีฟันสบู่แป้ง ที่ยังเป็นที่ต้องการอยู่เป็นจำนวนมากในตอนนี้ และหลังจากที่เหตุการสงบ พม. ก็จะลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความเสียหายของบ้านเรือนและจัดหาอาชีพและสงเสริมอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยต่อไป

    ***หลังจากมอบสิ่งของเสร็จแล้ว อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะ ก็ได้เข้าไปเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง โดยได้สอบถามพูดคุยกับคุณยายสะแอม วันทรัพย์ อายุ 94 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่อพยพมาจากพื้นที่เสี่ยงภัยที่เป็นสีแดงในอำเภอกันทรลักษ์ คุณยายมาอยู่ศูนย์อพยพแห่งนี้ได้ 2 คืนแล้ว คุณยายไม่อยากมาและบ่นกับลูกๆอยู่ตลอดว่าอยากกลับบ้าน ให้พากลับไปบ้านหน่อย เพราะคนแก่คิดถึงบ้าน

    ***ลูกสาวคุณยายยังเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ในวันที่เกิดเหตุตนยังขายของตามปกติอยู่ที่บ้าน โดยไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเกิดรวดเร็วมาก เพียงไม่กี่นาที วันที่เกิดเหตุระเบิดที่ปั๊ทน้ำมัน ตนเองยังได้ไปช่วยเหลือคนที่โดนระเบิดในวันนั้นด้วย ตนรู้สึกหดหัวใจและยังจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ลืม

    ***ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้นี้ยังมกลุ่มวัยรุ่นจิตอาสามีน้ำใจ นำเสื้อผ้ามือสองที่ไม่ได้ใช้ เอามาแจกจ่าย ปันน้ำใจให้กับผู้อพยพในศูนย์แห่งนี้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างรอยยิ้ม และกำลังใจให้กับผู้อพยพที่หนีมาพักพิงช่วงยามอยากในครั้งนี้

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าของแบรนด์มาสเตอร์เค้กร่วมทำบุญและบริจาคเค้กกว่า 3000ชิ้น ให้ทหารแนวหน้า จ.สุรินทร์และสระแก้ว

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 เวลา 9.00น. นายบุญมี อาสาสร เจ้าของแบรนด์มาสเตอร์เค้กสัญจรทั่วไทยได้เดินทางไปร่วมทำบุญและบริจาคขนมเค้กแสนอร่อยจำนวนกว่า3000ชิ้นให้กับทหารในแนวหน้าที่จังหวัดสระแก้วและจังหวัดสุรินทร

    นอกจากนี้ทางนายบุญมีฯยังได้เดินทางต่อไปยังศูนย์ผู้อพยพทั้งสองจังหวัดอีกด้วย เพื่อนำขนมเค้กที่ทำสดใหม่ที่แสนนุ่มอร่อยไปแจกยังศูนย์ดังกล่าวเพื่อเป็นขวัญ และ กำลังใจให้กับพี่น้องทหารหาญที่ต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติไทยในยามศึกสงคราม

    ขณะนี้คนไทยต้องช่วยเหลือกันหันหน้ามาช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย บ้านเมืองเราคนไทยต้องสู้ไปด้วยกันและตนจะออกมาช่วยเหลือเท่าที่ตนจะมีกำลังพอช่วยได้และอยากฝากถึงคนไทยใครพอที่จะมีเหลือก็ขอให้ออกมาช่วยคนไทยด้วยกันครับ นายบุญมีกล่าว

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าประจวบฯ เปิดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานรอบเขตวังไกลกังวล / กองกำกับการ ๔ กองบังคับการตำรวจสันติบาล ๑ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ”

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 25 ก.ค.68 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

    ที่โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝั่งประถมศึกษา อ.หัวหิน โดยมี คุณหญิงผกาพันธ์ เทหะมาศ ผู้ดูแลวังไกลกังวล นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จ.ประจวบฯ นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลนครหัวหิน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ร่วมพิธี โดยผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ กล่าวถวายราชสดุดีแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    จากนั้น มีการประกอบพิธีรับมอบถุงพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้แก่ผู้นำชุมชนนำไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ยากไร้ในพื้นที่ อ.หัวหิน ส่วนบริเวณภายในโรงเรียนวังไกลกังวล มีหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศลฯ ได้แก่ การปรุงประกอบอาหารจากโรงครัวพระราชทาน บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ บริการตัดผม

    โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ขณะที่ รพ.หัวหิน ได้จัดหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป บริการทันตกรรม ตรวจวัดสายตา การรับบริจาคโลหิต พร้อมการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมรับบริการในครั้งนี้.
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    กองกำกับการ ๔ กองบังคับการตำรวจสันติบาล ๑ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘
           เมื่อเวลา10.00น. พ.ต.อ.วีรชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผกก.๔ บก.ส.๑ ร่วมกับข้าราชการ กก.๔ บก.ส.๑ จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘

     เพื่อแสดงออกถึงความเสียสละ อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถวายเป็นพระราชกุศลฯ ซึ่งกิจกรรมของหน่วยที่จัดขึ้นในวันนี้ได้แก่ กิจกรรมจิตอาสาปลูกป่าชายเลน, กิจกรรมเก็บขยะชายทะเล, กิจกรรมปลูกป่า, กิจกรรมบริจาคโลหิต, กิจกรรมทำความสะอาดสถานที่ปฏิบัติธรรมทางศาสนา
          มีข้าราชการเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน  ๑๗๐ นาย
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781