คลังเก็บหมวดหมู่: กิจกรรมเพื่อสังคม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาหลั่งไหล! แห่หลวงพ่อปานทางเรือ หนึ่งเดียวในไทย เสียงประทัดกึกก้องทั่วทะเล

แชร์เนื้อหานี้

ศรัทธาหลั่งไหล เสียงประทัดกึกก้องทะเล หนึ่งเดียวในไทย แห่หลวงพ่อปานทางเรือ สุดอลังการ เรือประมงชาวบ้านร่วมขบวนแห่นับร้อยลำ

งานนมัสการปิดทองหลวงพ่อปาน ครบรอบ 115 ปี จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2568
วันที่ 25 ตุลาคม 2568

ที่ วัดมงคลโคธาวาส ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มีงานประจำปี ปิดทองหลวงพ่อปาน ปีที่ 115 และร่วมแห่หลวงพ่อปาน ทางเรือ ณ วัดมงคลโคธาวาส ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

พิธีแห่หลวงพ่อปายทางเรือบุษบก ฤกษ์เวลา 07.29 น. และฤกษ์แห่ทางบก รถบุษบก 09.39 น. โดยมี นาย สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและลั่นฆ้องชัยมงคลฤกษ์

ชาวบ้านและผู้ที่เดินทางมาร่วมงานได้อัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อปาน จากวัดมงคลโคธาวาส ลงเรือบุษบกแห่ไปตามลำคลองคลองด่านออกไปทางปากอ่าว โดยมีเรือประมงของชาวบ้านจำนวนมาก

เข้าร่วมขบวนแห่ออกไปที่ปากอ่าว หลังจากนั้นได้แล่นเรือวนรอบปากอ่าว 3 รอบ ก่อนที่จะมีการแจกธงหลวงพ่อปานกลางทะเล ให้แก่เรือประมง และเรือผู้ที่เดินทางไปร่วมงานที่บริเวณกลางทะเล หลังจากนั้นก็จะเคลื่อนขบวนกลับเข้าฝั่ง

จากนั้นในเวลา 09.39 น. ได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อปาน ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อแห่ไปทั่วจังหวัดสมุทรปราการ ให้ชาวบ้านได้นมัสการและขอพร โดยมีชาวบ้านทั้งในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียง

ได้สักการบูชาหลวงพ่อปาน ซึ่งกิจกรรมการแห่ทางเรือมีกำลังตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และอาสาสมัครกู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมเฝ้าระวังเหตุทางน้ำ ป้องกันอุบัติเหตุทางเรือ

สำหรับหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลวงพ่อปานยังเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดสมุทรปราการ มาจนถึงทุกวันนี้

กิจกรรมแห่หลวงพ่อปานทางเรือ จัดขึ้นเพื่อให้ชาวประมงได้ร่วมสักการะหลวงพ่อปาน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำประมง

โดยก่อนที่ชาวบ้านจะออกเรือ ก็จะเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อปาน เพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัย สำหรับงานงานนมัสการปิดทองหลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2568


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมชลประทานสร้างฝายบ้านงาช้าง แก้ภัยแล้ง พัฒนาพื้นที่รอยต่อท่าแซะ–ปะทิว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณฝายกักเก็บน้ำบ้านงาช้าง–บ้านเขาตีนเป็ด ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ (นายกโต้ง) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

มอบหมายให้ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (เลขากิต) และนายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยนายสุชล สินสมบุญ สมาชิกสภา อบจ.ชุมพร เขตอำเภอท่าแซะ, นายอภิชาติ มากยอด สมาชิกสภา อบจ.ชุมพร เขตอำเภอปะทิว, นาย

ปรีชา มีสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสองพี่น้อง, นายสิทธิชัย มากยอด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไชยราช, นายหนูไกร วงธรรม กำนันตำบลสองพี่น้อง, นายสฤษดิ์ ปิ่นเกตุ กำนันตำบลเขาไชยราช, ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ร่วมประกอบพิธีถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และเปิดฝายกักเก็บน้ำบ้านงาช้างอย่างเป็นทางกา

โครงการก่อสร้างฝายบ้านงาช้างดำเนินการโดย โครงการชลประทานชุมพร สำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน ภายใต้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568 ในแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสำหรับการอุปโภค–บริโภคและการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนใช้เป็นแหล่งน้ำผลิตประปาหมู่บ้าน เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน และรักษาความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศในพื้นที่

ทั้งนี้ ฝายบ้านงาช้างจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาไชยราช อำเภอปะทิว และตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค–บริโภคตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงเป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พันโท ชนิสร จารุกิตติ์ตระกูล ผู้บังคับหน่วยส่งเสริมและสหกรณ์ที่ 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นสส.4 สทพ.นทพ.) ได้นำพันธุ์ปลาจำนวนกว่า 6,000 ตัว มอบให้ประชาชนร่วมกันปล่อยลงในฝาย เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศในพื้นที่

โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ที่ช่วยกันพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อประโยชน์ต่อการเกษตรและคุณภาพชีวิตของชาวชุมพรอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงพยาบาลประจวบฯ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “โครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11”  

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ที่ลานกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ชั้น 1 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลประจวบฯ นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 ประธานพิธีเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 “Walk Run Bike Fighting Stroke 11″ และเทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวันพยาบาลแห่งชาติ โดยมี นพ.ธนกร ศรัณยภิญโญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบฯ กล่าวรายงาน นพ.วัชรพงษ์ เหลืองไพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบฯ นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม (อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบฯ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลประจวบฯ เจ้าหน้าที่ อสม.

เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปให้การต้อนรัสำหรับโครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศิริราชมูลนิธิ และศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยในปีนี้ จ.ประจวบฯ กำหนดจัดกิจกรรมโครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 ในวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ย.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No Stroke)” โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง และรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงต่อโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

อีกทั้งในปี 2568 เป็นการครบรอบ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา พระวิริยะอุตสาหะ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพการพยาบาล เพื่อเป็นการเดินตามรอยพระบาทในการสร้างสรรค์สุขภาพดีถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน ดังคำขวัญวันพยาบาลแห่งชาติที่ว่า “การพยาบาล ก้าวไกล เพราะน้ำใจเหล่าพยาบาล เสียสละและบริการตามปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนี”
กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีเทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11, เสวนาให้ความรู้เรื่อง “รู้จักโรคหลอดเลือดสมอง ก่อนจะสาย” วิทยากร โดย นพ.ณัฏฐ์ พงษ์สุทธิมนัส อายุรแพทย์ระบบประสาท น.ส.ปัทมา ดีประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ดำเนินรายการ โดย น.ส.ปฤศนา พฤศชนะ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 3, ประเมินคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น

วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) 4) ระบบการพยาบาลทางไกล สอนและสาธิตทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) สำหรับประชาชน, รับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตา, Body Scan : การวัดองค์ประกอบของร่างกาย, Step Test : วัดความ Fit ของหัวใจและปอด, สาธิตอาหารเพื่อสุขภาพ, การบริหารป้องกันสมองเสื่อม, การประเมินสุขภาพจิต “เซียมซีความสุข”, การเข้าถึงข้อมูลทางด้านสุขภาพ, ชมนิทรรศการความรู้โรคหลอดเลือดสมอง,ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, ชมนิทรรศการ เทิดพระเกียรติ “รอยพระยุคลบาท 125 ปี สมเด็จย่า นำทางสุขภาพไทย” และการแสดงดนตรี โดยชมรมครูเกษียณ โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หลังจากสงครามสงบ..นักท่องเที่ยวนานาชาติ ร่วมงานเทศกาลคติชนวิทยาพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 37 ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 68 ที่วัดนาโนน ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายพิศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย เป็นประธานเปิดงานเทศกาลคติชนวิทยาพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 37 โดยงานเทศกาลดังกล่าวเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สร้างความเชื่อมั่นหลังจากที่สงครามสงบ ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และสร้าง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง และการแสดง โดยมี พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ชาวต่างประเทศจากนานประเทศ รวม 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***ทั้งนี้คำว่า คติชนวิทยา ถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา วิถีชีวิต ความเชื่อ และของกลุ่มคนในสังคมไทยหรือนานาชาติ ทำให้เราเข้าใจและเห็นคุณค่าของ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ของบรรพบุรุษ ช่วยอบรมสั่งสอน และสร้าง คุณธรรมจริยธรรม ให้กับคนในสังคม นอกจากนี้ยังให้ความรู้ ฝึก ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และการสร้าง การแสดง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง ซึ่งสามารถคลายความเครียดได้

***โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน ผ่านการแสดง และเสียงเพลง จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย อาทิ การเล่นดนตรี เต้นรำ ของชาว โปแลนด์, การเต้นรำ ของชาวฟิลิปปินส์, การร้องเพลวจาก สปป.ลาว, การแสดงวิธีแกลมอ ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย) และการแสดงประเพณีการเลี้ยงปู่ตา ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย)

***นอกจากนี้ยังมีการแสดงปฐกถาจาก พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ในหัวข้อ “บทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้ธรรมและสมาธิเพื่อสร้างสันติสุข” การสอนชาวนานๆชาติตั้งสติและนั่งสมาธิ การนำชาวนานาชาติร่วมขึ้นเกวียนแห่กองยาวชมความงามรอบพระธาตุหนุนดวง ของวัดนาโนน

ซึ่งความสนุกสนานให้กับชาวต่างชาติ และผู้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดภัยสงครามระหว่างไทยกัมพูชาทำให้นานาชาติไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่สงครามได้สงบทำให้นานาชาติมีความเชื่อมั่นและหันเข้ามาเที่ยวและทำกิจกรรมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง นำพา ธ.ก.ส ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ เชิญชวน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ carbon credit.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล นายอำเภอโคกสำโรง นำพนักงานพัฒนาลูกค้า สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลพบุรี

พร้อม นางเพยาว์ (เป้ว) แสงประไพ ประธาน ธตม. ภาคกลาง เข้าเยี่ยมชมสวนสักทองของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ เกษตรกรปลูกป่าดีเด่นกรมป่าไม้ลพบุรี สระบุรี ที่หมู่ 3 ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อที่จะเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมโครงการ carbon credit.

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นผู้ที่ประสานงานเกษตรกรในพื้นที่มาร่วมรับฟังและเยี่ยมชมสวนสักทองพืชสมุนไพรของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์. โดย ธ.ก.ส.มีเป้าหมายในการรับขึ้นทะเบียนจำนวน 37,000 ต้นในจังหวัดลพบุรี

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้ ยกระดับต้นไม้ที่ปลูกให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นหลักประกันเงินกู้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ และสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นก

ลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. (2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เพื่อสร้างกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ และตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ประชาชนที่สนใจ แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ทำการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล เช่นจำนวนแปลง จำนวนไร่ จำนวนต้นไม้ และนำส่ง ธ.ก.ส. หรือท่านที่สนใจ จะโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร
095 635 9356
063 228 9985

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ BAAC Carbon Credit ของ ธ.ก.ส. คือ การส่งเสริมให้ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ผ่านการ “เปลี่ยนอากาศเป็นเงิน” โดยการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้

ถือว่าเป็นข่าวดี สำหรับ เกษตรกร และผู้ปลูกป่า หรือผู้รัก ชอบปลูกต้นไม้ป่า ไม้ยืนต้น เริ่มตั้งแต่ 9 ต้นขึ้นไป ขนาดต้นไม้ วัดความสูงจากพื้นดิน 130 ซ.ม. มีเส้นรอบวง มากกว่า 150 ซ.ม. สามารถ สมัครเข้าเป็นสมาชิก เข้าร่วมโครงการ ขายคาร์บอนเครดิต ติดต่อ ขอรายละเอียด ได้ที่ธนาคาร ธ.ก.ส. จังหวัดใกล้บ้าน. หรือ สหกรณ์สวนป่า ภาคเอกชน จังหวัดลพบุรีจำกัด

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมชาวใต้ สมุทรปราการ แถลงข่าว จัดงานแสดงสินค้า FACTORY OUTLET FAIR 2025จัดขึ้น 5 – 14 ธค.2568ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 แพรกษาใหม่ สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

นายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ร้านบ้านเกาะยอ ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025

โดยมีนายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวข้อมูลการจัดงาน พร้อมด้วยนายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน สมเกียรติ ทองเหลือ อรุณ บุญเพชรทอง ถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าว สมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมงานแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน “สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025”

ในวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน ดังนี้ จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุ อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็น นำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้ส่วนหนึ่งจะดำเนินการ ดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆต่อไป

สำหรับสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้จดทะเบียนยกฐานะ จากชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ซึ่งได้มีประวัติ บันทึกไว้ว่าราวปี 2540 พี่น้องชาวใต้ 14 จังหวัด ในสมุทรปราการ ได้รวมตัวกันตั้งชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ขึ้นมา โดนมี นายสุรเชษฐ์ คุยยกสุย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น เป็นประธานชมรมคนแรก และได้มีการจัดกิจกรรมสังสรรค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือที่น้องชาวใต้ และสาธารณประโยชน์ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี พ.ศ. 2556 กรรมการปริหารชมรมฯ ขณะนั้นมีความประสงค์จะยกฐานะให้ชมรมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นองค์กรที่ สมารถทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเป็นทางการมากยิ่งขึ้น จึงได้มีมติจัดตั้งเป็นสมาคม ขึ้น

โดยมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายเฉลิม จันทร์เภา และนายพิศิษฐ์ รมย์ทอง เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคม เมื่อปี พ.ศ.2550 และมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว เป็นนายกสมาคม คนแรก มีกรรมการปริหารสมาคม ชุดก่อตั้งทั้งหมดรวม 15 คน ต่อมาสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ และพี่น้องทั้งชาวใต้ และชาว จ.สมุทรปราการ จนสามารถจัดซื้อที่ดินของสมาคมได้เป็นที่เรียบร้อย มูลค่าหนึ่งล้านเศษ ไว้เพื่อสร้างสำนักงาน และที่พักพิงให้พี่น้องชาวใต้ที่ต้องการที่พักชั่วคราวในอนาคต และเพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลานของชาวใต้สืบไป

การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลา 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรใช้รวมตัวพบปะสังสรรค์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณประโยชน์ในเรื่องต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และ เอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อน การสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้
โดยประมาณการผู้เข้ารวมงาน จำนวน 2,000 คน โดยในครั้งนี้ได้มีการจัดงานในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ งานพบประสังสรรค์พี่น้องสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ มีสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายในราคาถูก ได้รับการสนับสนุนร่วนมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไป บูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และสมาคม

มีกิจกรรมร่วมของชาวชุมชุนเพื่อส่งเสริมเยาวชน การประกวดคนตรีระดับเยาวชนและประชาชน ทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน นอกจากนี้กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม 2568 บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม 2568 รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์โพสต์มีดพับผู้โดยสารถูกนำมาขายในกลุ่มออนไลน์ตามที่ปรากฏโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chongpriang Taonangam” ระบุว่าพบมีดพับของตน ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิดำเนินการยึดไว้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ปรากฏถูกนำออกมาประกาศขายในกลุ่มออนไลน์ “Leatherman Thailand Club” นั้น
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ทสภ. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ดำเนินการตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำวัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในพื้นที่เขตหวงห้ามของสนามบินหรือขึ้นไปบนอากาศยาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยการบินพลเรือนที่กำหนดโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และกฎระเบียบของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งมาตรการของ AOT เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการเดินอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากผู้โดยสารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่าสิ่งของดังกล่าวไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นเพื่อขึ้นเครื่องได้ ผู้โดยสารสามารถดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ 1) จัดส่งสิ่งของกลับทางไปรษณีย์ด้วยตนเอง 2) นำสิ่งของไปกับสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง 3) นำไปทิ้งในกล่องใส่วัตถุของมีคมที่ ทสภ. จัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยกล่องดังกล่าวจะมีการปิดล็อกไว้เพื่อควบคุมรักษาความปลอดภัย และป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องในการเข้าถึง ซึ่งผู้โดยสารต้องเป็นผู้ทิ้งด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่มิได้ทำการยึดสิ่งของจากผู้โดยสารโดยตรง
สำหรับสิ่งของต้องห้ามที่ผู้โดยสารไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นได้และได้ทำการทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะถูกจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย โดยจะมีคณะทำงานจัดเก็บวัตถุต้องห้ามเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาแล้ว ทสภ. จะดำเนินการนำสิ่งของไปทำลาย

ทั้งนี้ ในระหว่างรอการทำลาย หากมีหน่วยงานราชการ โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหนังสือขอรับการบริจาคเพื่อนำไปเป็นสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทสภ. จะทำการบริจาคส่งมอบให้ต่อไปโดยกระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการบริจาคสิ่งของต้องห้ามฯ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ทสภ. ได้บริจาคสิ่งของดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่ร้องขอ จำนวน 7 หน่วยงานอย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทสภ. ได้ยกเลิกการบริจาควัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามทุกประเภท โดยจะดำเนินการนำของต้องห้ามทั้งหมดไปทำลายอย่างเหมาะสมภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาเชื่อมใจ ปันน้ำใจสู่ผู้เปราะบางเมืองปัตตานี พร้อมมอบสิ่งของจำเป็น สร้างสุข สร้างความปรองดองในชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. นายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี พร้อมด้วยนางหัสนัย หะยีมะสาและ

เจ้าหน้าที่ปกครองตำบลสะบารัง ร่วมกับวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง และชุมชนตลาดโต้รุ่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบางในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสุข ส่งต่อ ปันน้ำใจ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชน โดยใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสู่หมู่บ้านศีลธรรม สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสังคมแห่งความเมตตา

ในกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้ร่วมงานได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบางจำนวน 2 ราย ณ บ้านเลขที่ 56/1 ถนนโรงอ่าง และบ้านเลขที่ 28/4 ถนนสะบารัง ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม โดยมี นายกุมโชค แสงธรรมนาถ ประธานชุมชนตลาดโต้รุ่ง คณะกรรมการชุมชนตลาดโต้รุ่ง ประธานชุมชนโรงอ่าง สมาชิกเทศบาลเมืองปัตตานี อสม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ศาสนา และชุมชน ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อความหวังและน้ำใจให้แก่ผู้ที่ต้องการการดูแล สร้างสังคมที่อบอุ่น ปรองดอง และยั่งยืน

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการสำรวจทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 228 สายชุมแพ-หนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.45 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพให้เกียรติเป็นประธาน โครงการจ้างวิศวกรสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องทางจราจร บนทางหลวงหมายเลข 228 สายอำเภอชุมแพ-อำเภอหนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู

ดำเนินงานระหว่าง 4 มีนาคม 2568-27 พฤษภาคม 2569 รวม 450 วัน โดยมีนายนพดล นุ่มน้อย วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ เจ้าของโครงการ กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมสัมนาตอบข้อซักถามสื่อมวลชน ผู้ได้รับผลกระทบและปัญหาต่างๆจากการสำรวจออกแบบทาลงหลวง 4ช่องจราจร

ในบางครั้งอาจมีผลกระทบต่อชุมชน แหล่งการศึกษา สาธารณะสถาน วัดวาอาราม โรงเรียนและสิ่งแวดล้อมต่างๆตามรายทาง การออกแบบในเชิงวิชาการติดตั้งไฟสว่าง ไฟเขียว-ไฟแดง แหล่งชุมชน ตามทางร่วมทางแยกเพื่่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

จากเส้นทางหลวงขยาย 4 ช่องจราจร ชุมแพ- สีชมพู ผ่านหลายหมู่บ้านหลายตำบลย่อมเกิดปัญหาหลายด้าน บางแห่งติดที่ดินทำกินบางตำบลมีบ้านติดถนน การให้ค่าตอบแทนของรัฐในการเวนคืนที่ดินสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

จนผู้ได้รับผลกระทบยินยอมเป็นที่พอใจโดยไม่เกิดข้อพิพาทคืองานสำเร็จในการขยายเส้นทางหลวง 4 ช่องจราจร การประชุมสัมนาจนถึงเวลา 15.50น.จึงได้ปิดการประชุม

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนใต้คึกคัก! “รมช.อามินทร์” เปิดงาน Thai Deep South Connect ครั้งที่ 2 ผนึกภาคี 5 จ.แดนใต้ คาดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 19.15 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานคนเดิน สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดมหกรรม “Thai Deep South Connect ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 2“ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายตัวของการท่องเที่ยว โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนจาก ศอ.บต.นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่

รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมเป็นจำนวนมากสำหรับมหกรรมฯดังกล่าวเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ศอ.บต. กับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อส่งเสริมการค้าขาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมหลักคือการจัด “ตลาดนัดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกว่า 300 คูหามาจำหน่าย

โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการลดภาระและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และอยู่ติดกับประเทศมาเลเซียนั้น มุ่งหวังที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

โดยคาดหวังว่ากิจกรรมตลอด 3 วันนี้ (18-20 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 – 23.00 น.) จะสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างความคึกคักทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากโอกาสในการซื้อขายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและการแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดังตลอด 3 วันเต็ม อาทิ วง “กานดา อาร์สยาม” (18 ต.ค.), วง “วงทัพห้า” (19 ต.ค.) และ วง “แทมมะริน” (20 ต.ค.)
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นยอดซื้อและความคึกคักทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ศอ.บต. ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายมูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท เช่น กิจกรรมเช็คอินรับคูปองเงินสด, ช็อปดี มีคืน, วงล้อลุ้นโชค

รวมถึงกิจกรรมสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ยุคใหม่อย่าง Tiktok Challenge แข่งขันทำคลิปวิดีโอคอนเทนต์ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท อนึ่ง มหกรรม “Thai Deep South Connect” ได้จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วที่จังหวัดปัตตานี และมีแผนจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, อำเภอเมือง จังหวัดสตูล และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายไ

ด้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้าน มีเวทีในการนำสินค้าของตนมาเสนอขายโดยตรง ถือเป็นนโยบายที่มุ่งเน้น “การสร้างรายได้ที่จับต้องได้” ให้กับประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการเสนอ

ความงดงามทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อป การสาธิตงานหัตถกรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน และการนำเสนออาหารฮาลาลที่มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่คนในพื้นที่ แต่ยังเป็นเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป
///////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง จัดกิจกรรม ทำบุญตักบาตร วันตำรวจ ประจำปี 2568 /เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.จตุพงษ์ แป้นเขียว รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.ธัญญะ จิตรจารุวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.ห้วยยาง

พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.พ.ต.ต.พิเชษฐ์ วุฒาพานิชย์ สว.สส.พ.ต.ท.จักราวุธ กลางคาร พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วย นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะกรรมการ กต.ตร. และข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง พร้อมทั้งครอบครัว และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในงานวันตำรวจ ประจำปี 2568

โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมพิธีบูชาศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยางที่เสียชีวิต จากนั้น ข้าราชการดำรวจ และครอบครัว

พร้อมบุตร-ธิดา ได้ร่วม พิธีมอบทุนฯ การศึกษาจำนวน 29 ทุน รวมเป็นเงิน 41,500 บาท และร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นศิริมงคล และในช่วงบ่ายร่วมแข่งขันกีฬากระชับความสามัคคี

สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ต้องเดินทางไปรับผลการประเมินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ 2568 อันดับที่ 1 ของภาค 7 ( ดีเด่น) จาก พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 จึงได้มาดำเนินกิจกรรมในวันนี้

เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ
   เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จาก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVL), บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด (LINE) และ

บริษัท เอสวีแอล พร็อพเพอตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVLP) ร่วมถวายปัจจัยจำนวน 70,000 บาท เพื่อร่วมเทศกาล “ทอดกฐินสามัคคี” ประจำปี 2568 โดยร่วมถวายแก่ 14 วัด ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมีนายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ในฐานะตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน

ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ร่วมงานบุญต่อเนื่องทุกปีกับพี่น้องชาวบางสะพาน SVL Group ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443