เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานน้ำหลวงสรงศพถวายแด่ พระราชมงคลวชิราคม วัดประชาราษฎร์บำรุง จ.นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานน้ำหลวงสรงศพถวายแด่ พระราชมงคลวชิราคม หรือ หลวงปู่แผ้ว ปวโร พระเกจิชื่อดัง ณ กุฏิร่มเย็น วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีสรงน้ำหลวงอาบศพ ถวายแด่พระราชมงคลวชิราคม ซึ่งมีพระเถรานุเถระ คณะสงฆ์ พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอกำแพงแสน ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนศิษยานุศิษย์ ร่วมพิธีสรงน้ำและสักการะพระสรีระสังขารด้วยความอาลัยเป็นจำนวนมาก

สำหรับประวัติของ พระราชมงคลวชิราคม หรือ หลวงปู่แผ้ว ปวโร มีนามเดิมว่า แผ้ว บุญวัฒน์ มีฉายาว่า เทพเจ้าแห่งเมืองกำแพงแสน เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2466 ที่บ้านหนองม่วง ตำบลเตาอิฐ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เป็นบุตรของนายพาน และนางจุ้ย บุญวัฒน์ จบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหนองม่วง ตำบลเตาอิฐ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี จบนักธรรมชั้นเอก และศึกษาวิชาวิปัสสนากรรมฐาน อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ณ วัดหนองปลาไหล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยมีพระครูสุกิจธรรมสร (หลวงพ่อสว่าง ธัมมสโร หรือ พระอธิการหว่าง) อดีตเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปาน อรักโข วัดหนองปลาไหล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สนั่น วัดหนองปลาไหล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน ตำบลห้วยหมอนทอง อำเภอกำแพงแสน เป็นเจ้าอาวาสวัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน

และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชมงคลวชิราคม อุดมธรรมสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 มีวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียง เช่น เหรียญระฆังที่ระลึกอายุ 87 ปีหลวงปู่แผ้ว, เหรียญพิทักษ์แดนใต้, วัตถุมงคลหลวงปู่แผ้ว รุ่นทรัพย์สมบูรณ์, พระนาคปรกใบมะขาม, เหรียญโล่ฉลองวัตถุมงคล 88 ปี และอื่นๆ อีกมากมาย

หลวงปู่แผ้ว ปวโร ได้มรณภาพอย่างสงบ ณ กุฏิร่มเย็น เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 00.01 น. สิริอายุ 103 ปี 83 พรรษา สร้างความโศกเศร้าให้กับศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศเป็นอย่างมาก โดยทางวัดได้มีกำหนดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมเบื้องต้น 100 วัน เวลา 19.30 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม – ภาพ/ข่าว

นายก อบจ .นครปฐมมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับ กลุ่มท่าจีนก้าวหน้า “ท่าจีนเกมส์“ครั้งที่ 10

วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 อบจ.นครปฐม โดยการนำของ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม มอบอุปกรณ์การแข่งกันกีฬา เหรียญรางวัล และถ้วยรางวัล ให้แก่ กลุ่มโรงเรียนท่าจีน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐมเขต 2

ซึ่งจะใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬาต้านยาเสพติด เสริมความสามัคคี กลุ่มท่าจีนก้าวหน้า “ท่าจีนเกมส์“ ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 22 – 24 ธันวาคม 2568 ณ สนามกีฬาโรงเรียนบ้านบางม่วง สนามกีฬาโรงเรียนวัดเชิงเลน และสนามกีฬาโรงเรียนวัดบางช้างใต้
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท.และกีฬาเชียงราย เปิดเส้นทางเดินตามรอยบ้านศิลปิน ร่วมกิจกรรม Chiangrai Life Artist Studio for Tourism Media FamTrip ครั้งที่ 1

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16-17 ธันวาคม พ.ศ.2568 นางวิภาวี ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวการต้อนรับและชี้แจงถึงวัตถุประสงค์การจัดทริปนี้

ให้แก่คณะสื่อมวลชนจังหวัดชียงรายเชียงใหม่ ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว สถานที่แรก คณะได้ไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะ

ร่วมสมัยเมืองเชียงรำย จุดหมำยแรกแห่งโลกศิลป์ร่วมสมัยของจังหวัดเป็นที่ชมรวมศิลปและมีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมตลอดทั้งวัน

ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะร่วมสมัยของภาคเหนือ ชม นิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งคัดสรรผลงานศิลปะจากทั้งศิลปินเชียงรายผู้มีบทบาทสำคัญในวงการศิลป์ และศิลปินระดับประเทศที่สร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยในหลากหลายแนวทางเดินทางกันต่อที่

บ้านศิลปิน คุณพุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปิน ภาพวาดพฤกษาศาสตร์ คุณเอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินแนวนามธรรมและงานไม้นำคณะร่วมกิจกรรม Workshop สร้างสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะจากเศษไม้เปิดประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์ผ่านวัสดุธรรรมชาติของเชียงราย

วันที่ 17 ธนวาคม พ.ศ.256 คณะสื่อมวลชนได้ออกเดินทางสู่ Emor Smith คาเฟ่-อาร์ตสเปชสุดเท่ของเชียงราย คุณรัชรินทร์ อินธุระ กล่าวต้อนรับ ชมนิทรรศการ ศิลปะที่จัดแสดงทั้งผลงานถาวรและหมุนเวียน อาทิ ภาพวาด

งานปั้น งานคราฟต์ งานเครื่องเงิน และแฟชั่นร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่ผสมงานศิลป์เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างมีเอกลักษณ์ เดินทาง

กันต่อที่ ที่ก่อตั้งโดย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนงานเครื่องปั้นร่วมสมัยของล้านนาอย่างแท้จริง

ภายในพื้นที่เต็มไปด้วยผลงานที่เกิดจาก “ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ” ซึ่งถูกยกระดับสู่ศิลปะที่ทรงเอกลักษณ์ ผ่านกระบวนการปั้น เผา และเคลือบ

ที่อาจารย์ถ่ายทอดด้วยความปราณีต งานแต่ละชิ้นจึงเปี่ยมด้วยพลัง ความสงบ และสุนทรียภาพแบบเซน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสผลงานร่วมสมัยตั้งแต่ภาชนะดินเผา ประติมากรรม

ไปจนถึง ถ้วยชาวิถีเซน อันโด่งดังที่สะท้อนความงดงามของความเรียบง่าย ความไม่สมบูรณ์แบบที่งดงาม (Wabi-Sabi) และความลึกซึ้งในปรัชญาแห่งงานฝีมือ

พื้นที่ดอยดินแดงยังโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ทำให้การเดินชมศิลปะที่นี่ป็นประสบการณ์ที่เชื่อมผู้มาเยือนกับความนิ่งสงบของงานดินเผาและจิตวิญญาณแห่งล้านนาได้อย่างกลมกลืน

หลังจากนั้นเดินทางสู่ หนึ่งในชุมชนศิลปะสำคัญของเชียงราย
ศิลปินซอย 8 บ้านป้าห้า ตำบลนางแล ชุนชนศิลปะซึ่งเป็นที่พำนักและสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินเชียงรายหลายท่าน บรรยากาศของ

ซอยนี้เต็มไปด้วยความสงบ เรียบง่าย และแวดล้อมด้วยพลังสร้างสรรค์ของผู้คนที่รักในงานศิลปะอย่างแท้จริง คณะได้รับการต้อนรับโดย อาจารย์ชาญศิลป์ ใจคำ ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนศิลปะร่วมสมัยของเชียงราย ก่อนนำชมบ้านศิลปินทั้ง 3 หลัง

ซึ่งตั้งเรียงรายภายในพื้นที่เดียวกันราวกับ “หมู่บ้านศิลปินขนาดย่อม” ที่สะท้อนรสนิยมและตัวตนของศิลปินแต่ละท่านได้อย่าง

เด่นชัด ถ่ายทอดความสงบ ความงาม และความเรียบง่ายในแบบล้านนาร่วมสมัย พื้นที่ของ ศิลปินซอย 8 จึงเป็นเสมือนจุดรวมตัวของศิลปะหลายแขนง

ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือน ได้สัมผัสตัวตนของศิลปินอย่างใกล้ชิด และห็นถึงความหลากหลายของานศิลปะเชียงราย ได้ให้ประชาชนหลายๆพื้นที่ได้มาเยือนและชมศิลปะที่หลากหลาย และให้มาเยือนเชียงรายอีกครั้ง

พงศกร ตันสุวรรณ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.สมุทรปราการ กวาดล้างอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาส เทศกาลปีใหม่ 2569 /ตร.น้ำ คุมเข้มทะเลชายแดนสกัดลอบขนเชื้อเพลิงไปกัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาสและก่อนเทศกาลปีใหม่ประจำปี 2569 ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ระดมกำลังปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวันคริสต์มาสและก่อนเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ ลานจอดรถ ห้างสรรพสินค้าเมกา บางนา ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จ.ว.สมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในช่วงวันคริสต์มาสและก่อนเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569

โดยมี พ.ต.อ.ธรากร เลิศพรเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ชาติ อาจเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.จารุวัตร สิงหศรีชัย รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.กริชนันท์ อินชู ผกก.ฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ

ผกก.ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัคร เข้าร่วมในการปฏิบัติ จำนวน 400 นาย รถยนต์ จำนวน 40 คัน รถจักรยานยนต์ จำนวน 90 คัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการระดมกวาดล้าง อาชญากรรม ในคดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ยาเสพติด หมายจับค้างเก่า

คดีความผิดเกี่ยวกับแหล่งอบายมุข และสถานบริการทุกประเภท ที่เป็นภัยต่อสังคมและความสงบสุขเรียบร้อย
สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด

ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ในช่วงวันคริสต์มาส และก่อนเทศกาลปีใหม่ ประจำปี 2569 ระหว่าง วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถึง วันที่ 26 ธันวาคม 2568 รวม 9 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ตำรวจน้ำคุมเข้มทะเลชายแดน ปล่อยเรือตรวจการณ์สกัดลอบขนเชื้อเพลิง หนุนมาตรการรัฐรับมือสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ตำรวจน้ำปล่อยเรือตรวจการณ์ออกลาดตระเวนแนวชายแดนทางทะเลไทย–กัมพูชา สกัดการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธภัณฑ์ หลังรัฐบาลมีคำสั่งงดนำเข้า–ส่งออกเชื้อเพลิง ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่กองบังคับการตำรวจน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับบัญชาตำรวจน้ำได้สั่งการระดมกำลังเรือตรวจการณ์ออกลาดตระเวนตลอดแนวชายแดนทางทะเลไทย–กัมพูชา เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ยุทธภัณฑ์ และสิ่งของต้องห้าม ภายหลังเกิดสถานการณ์การปะทะบริเวณแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีคำสั่งงดการนำเข้า–ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อควบคุมและรักษาความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลด้านการข่าวพบว่ายังคงมีกลุ่มผู้ประกอบการบางส่วนพยายามลักลอบลำเลียงน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้เส้นทางอ้อมผ่านประเทศเพื่อนบ้าน และการลักลอบขนส่งทางทะเลโดยใช้เรือประมงดัดแปลงหรือเรือผิดกฎหมาย

จากการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจน้ำจึงสั่งการให้เรือตรวจการณ์หมายเลข 1301 “ชัยจินดา” พร้อมกำลังพล ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ตรวจสอบ และสกัดกั้นเรือที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยตลอดแนวชายแดนทางทะเล โดยมุ่งเน้นการป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ยุทธภัณฑ์ และสิ่งของต้องห้ามที่อาจถูกนำไปสนับสนุนประเทศกัมพูชา ซึ่งการปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสนับสนุนด้านความมั่นคงของรัฐ

พ.ต.อ.ศราวุฒิ ลิจฉวีราช รองผู้บังคับการตำรวจน้ำ กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจาก ผู้บังคับบัญชา พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร. ,พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน ซึ่งทางตำรวจน้ำ ได้มีภารกิจในการสกัดกั้นและป้องปราม ไม่ให้เรือหรือยานพาหนะที่จะลำเลียงทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน ตามนโยบายที่รัฐบาลสั่งการมา ซึ่งวันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีได้รวบรวมกำลังพลตำรวจน้ำทั้งประเทศ โดยใช้เรือตรวจการณ์ชัยจินดา เป็นเรือที่ออกปฏิบัติภารกิจ

โดยจะมุ่งหน้าออกไปไปยังชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งเป้าหมายจะรู้อยู่แล้วว่าเรือที่ประกอบกิจการน้ำมันอยู่จุดไหนบ้าง โดยจะได้เข้าไปตรวจสอบ ว่าทำธุรกิจอยู่ในกรอบหรือไม่ โดยจะตรวจสอบ 3 อย่าง คือ 1.คน 2.เรือง 3.สิ่งของ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะศรชล เพื่อให้ภาพการทำงาน มาในรูปแบบหน่วยราชการที่ทำงานทางทะเล ซึ่งในเรือจะมีอุปกรณ์พิเศษ ทั้งเรดาร์ และโซดาร์ รวมถึง GPS โดยจะรู้ถึงกลุ่มเรือเหล่านั้น ที่เป็นเรือสถานีบรรทุกน้ำมัน ว่าอยู่ตามพิกัด และเรือที่ขนถ่ายน้ำมันจะมีข้อมูลชื่อเรือ ว่า GPS

ขึ้นอยู่บริเวณไหน โดยท่าเรือลำไหนวิ่งนอกเหนือเส้นทางที่เขาขอ ก็จะเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งทางทะเลจะไม่เหมือนถนนที่จะมีกล้องวงจรปิด จึงจำเป็นต้องมีการข่าวนำ อาจจะไม่สามารถสกรีนได้ 100% แต่ก็จะผนึกกำลังเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ถ้าหากเจอเหลือที่ขนน้ำมันให้ทางกัมพูชาจริงอันดับแรก จะต้องตรวจสอบก่อนเพราะไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเรือลำนั้นจะไปส่งที่กัมพูชาจริง ซึ่งจะตรวจสอบจากใบข้อมูล ว่าปลายทางอยู่ที่ไหน ซึ่งความผิดอาจจะยังไม่สำเร็จ ก็ต้องป้องปราม และสกัดกั้น

ซึ่งการทำงานทางทะเลจะทำได้ประมาณนี้ แต่จะให้จับกุมจะต้องเป็นความผิดซึ่งหน้า ในกรณีที่อยู่นอกราชอาณาจักรจะต้องแจ้งไปยังบริษัทอย่างเดียว หากเขามีเหตุผลรองรับ การดำเนินคดีหากหลักฐานไม่เพียงพอก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ อยากฝากให้ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางตำรวจน้ำก็เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อบ้านเมือง โดยจะต้องไปอยู่บนเรืออย่างต่ำ 4-5 วัน แล้วแต่ภารกิจ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร..ปะทิว ไล่ล่ารวบ “โจรนกขมิ้นเหลืองอ่อน” งัดตู้หยอดเหรียญ ยึดปืนเถื่อน–จับเสพยา / สนง.อัยการในพื้นที่จ.ชุมพร ภาค 8 / สภ.เมืองชุมพร ปล่อยแถว “กวาดล้างอาชญากรรม”

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปะทิว ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ธเนศ มีทอง ผกก.สภ.ปะทิว และ พ.ต.ท.ณรงค์ธรรม พันธ์พฤกษ์ รอง ผกก.สส.สภ.ปะทิว สนธิกำลังชุดสืบสวน เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมเชิงรุก ไล่ล่าคนร้ายก่อเหตุงัดตู้หยอดเหรียญในพื้นที่อย่างอุกอาจ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการจำนวนมากการจับกุมครั้งนี้นำโดย พ.ต.ต.ธรรมรักษ์ ศรีสังข์ สว.สส.สภ.ปะทิว พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือนายนัทธพล หรือเอก ( สงวนนามสกุล ) อายุ 25 ปี ชาวตำบลชุมโค อำเภอปะทิวตรวจยึดของกลาง อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก พร้อมผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนแจ้งข้อหา มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1นายอาทร หรือ ต่าย ( สงวนนามสกุล )อายุ 31 ปี ชาวตำบลชุมโค อำเภอปะทิวตรวจปัสสาวะพบสารเมทแอมเฟตามีน

แจ้งข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต
จากการสอบสวนเชิงลึกพบว่า นายนัทธพล เป็นตัวการสำคัญ ขโมยรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 แล้วนำรถที่ได้มาใช้ตระเวนก่อเหตุ งัดตู้ซักผ้า ตู้เติมเงิน ตู้เติมน้ำมัน และตู้หยอดเหรียญ ในพื้นที่ สภ.ปะทิว ไม่น้อยกว่า 8 จุด รวมถึงในเขตเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเลือกก่อเหตุในจุดเปลี่ยว ไม่มีคนสัญจร และไม่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด หากพบกล้องภายหลังก็จะรีบลงมือก่อเหตุแล้วหลบหนีทันที
ตำรวจระบุพฤติกรรมผู้ต้องหา ไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง ทำตัวเป็น “นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น” อาศัยศาลาริมทาง ใต้สะพาน หรือพื้นที่รกร้างเป็นที่ซ่อนตัว ก่อนตระเวนก่อเหตุซ้ำซาก สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างนางสุจิตรภัณฑ์ เพชรคีรี ผู้เสียหาย ชาวหมู่ 6 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว หลังทราบว่าผู้ก่อเหตุรายดังกล่าวได้ตระเวนก่อเหตุงัดตู้หยอดเหรียญในพื้นที่ใกล้เคียงบ้านตนเป็นจำนวนมาก

แม้ตู้หยอดเหรียญของตนจะได้รับความเสียหายไม่มาก เนื่องจากก่อนเกิดเหตุได้เปิดตู้เก็บเงินออกไปแล้ว แต่ก็ถือเป็นการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนและหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างยิ่งผู้เสียหายระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีตู้หยอดเหรียญของชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยถูกงัดโจรกรรมหลายจุด มีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้าแจ้งความ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด และหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีกในพื้นที่ พ.ต.อ.ธเนศ มีทอง ผกก.สภ.ปะทิว เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามคดีงัดตู้หยอดเหรียญมาตั้งแต่ปลายปี หลังมีผู้ประกอบการร้องเรียนจำนวนมาก จนสามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด พร้อมย้ำชัดว่า ตำรวจจะไม่ปล่อยให้กลุ่มอาชญากรฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน และจะขยายผลดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายเบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดี ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ทำอันตรายสิ่งกีดกั้น และลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด พร้อมย้ำเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมเข้มข้น เพื่อคืนความสงบสุขให้ประชาชนในพื้นที่ต่อไป.

    ผู้ตรวจการอัยการลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติราชการ สำนักงานอัยการในพื้นที่จังหวัดชุมพร ภาค 8

    วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ เดินทางลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของสำนักงานอัยการในพื้นที่ภาค 8 ประกอบด้วย สำนักงานอัยการจังหวัดชุมพร สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร และสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดชุมพร

    ในการนี้ มีนายณัฐพงษ์ บุญทอง อัยการจังหวัดชุมพร นายขวัญชัย ขุมไชยรักษ์ อัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชุมพร และนายยศสรัล พัศระ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรในสังกัด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วม

    รายงานผลการปฏิบัติราชการและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการพัฒนางานด้านกระบวนการยุติธรรม ผู้ตรวจการอัยการได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2569 พร้อมกำชับให้ข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด โดยเน้นย้ำการบันทึกข้อมูลในระบบ e-survey และระบบสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ยังได้รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานในพื้นที่ อาทิ เรื่องอัตรากำลังบุคลากร อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารสถานที่ ยานพาหนะราชการ รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ซึ่งจะได้นำข้อมูลดังกล่าวสรุปเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขต่อไป พร้อมทั้งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของ

    โครงการก่อสร้างในความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการโอกาสนี้ นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจแก่บุคลากรทุกภาคส่วนที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ภายใต้แนวคิด “ซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม สร้างความยุติธรรมแก่ประชาชน”

    ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร ปล่อยแถว “กวาดล้างอาชญากรรม” พร้อมรับเทศกาลคริสต์มาส–ปีใหม่ 2569

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพร เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมอย่างเข้มข้น ก่อนช่วงเทศกาลคริสต์มาสและวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยกำหนดปฏิบัติการต่อเนื่องในห้วงวันที่ 17 – 25 ธันวาคม 2568 รวม 9 วันเต็ม เพื่อสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่

    ในการนี้มี พ.ต.ท.สุรศักดิ์ พนัสนาชี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองชุมพร, พ.ต.ท.สกฤชญ สุขนิตย์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองชุมพร, พ.ต.ท.ปฏินันท์ จันทร์หนองไทร สว.จร.สภ.เมืองชุมพร และ พ.ต.ท.ประคอง แก้วประสม สวป.(ชส.)สภ.เมืองชุมพร พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ อส. และ อส.ตร.สภ.เมืองชุมพร เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณหน้าที่ทำการ สภ.เมืองชุมพร

    พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ได้ชี้แจงภารกิจและข้อสั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเด็ดขาด โดยมุ่งเป้ากวาดล้างความผิดเกี่ยวกับการพนัน ยาเสพติด การกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 อาชญากรรมทั่วไป รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

    นอกจากนี้ยังเน้นปราบปรามการจำหน่ายอาวุธปืน วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมาย ทั้งในพื้นที่ (On Ground) และผ่านระบบออนไลน์ (Online) การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ กลุ่มผู้มีอิทธิพล ผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ ตลอดจนคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ การแข่งรถในทาง และการตรวจแหล่งมั่วสุมต่าง ๆ โดยเพิ่มวงรอบการตรวจตรา กำชับสถานบริการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ขณะเดียวกัน ได้สั่งการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บนถนนสายหลักและสายรอง ตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะอย่างเข้มงวด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทุกนายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และหลักยุทธวิธีตำรวจ (SOP) อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสำคัญ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดทำการแข่งขัน อย่างเป็นทางการแล้ว การแข่งขันกรีฑานักเรียน สพป.น่าน เขต 1 เกมส์ ประจำปีการศึกษา 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ด้วยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูน่าน จำกัด ผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด และสถานศึกษาเอกชนจังหวัดน่าน จัดให้มีการแข่งขันกรีฑานักเรียน ประจำปี 2568

    ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม 2568 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสถานศึกษาในการจัดการเรียนการสอน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง ทั้งร่างกายและจิตใจ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งสถานศึกษาได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนมาโดยตลอดจนสิ้นปีการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1

    จึงได้จัดการแข่งขันกรีฑานักเรียน เยาวชน ระดับประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 และสังกัดโรงเรียนเอกชน ประจำปีการศึกษา 2568 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ นักเรียนและเยาวชนได้พัฒนาการทางด้านทักษะกีฬา และทักษะด้านอารมณ์ รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย

    ครูได้จัดการเรียนการสอนเป็นไปตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และป้องกันปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ส่งเสริมให้นักเรียนมีการพัฒนาความเป็นเลิศด้านการกีฬา เกิดความสมัครสมานสามัคคีทั้งในสังกัดและต่างสังกัดการแข่งขันในครั้งนี้ แบ่งรุ่นนักกีฬาเป็น 4 รุ่นอายุ คือ รุ่นอายุไม่เกิน 8 ปี, รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี, รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี และรุ่นอายุ 13 ปี ขึ้นไป กำหนดการแข่งขัน 2 วัน คือวันที่ 17 และ 18 ธันวาคม 2568 มีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 1,500 คน

    ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 500 คน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน จำนวน 300,000 บาท สหกรณ์ออมทรัพย์ครูน่าน จำกัด จำนวน 10,000 และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 จำนวน 100,000 บาท บริษัทสยามสไมล์

    โบรกเกอร์(ประเทศไทย) จำกัด 3,000 บาท และ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา 500 บาท โรงพยาบาลน่าน สนับสนุนบุคลากรทางกสนแพทย์ จำนวน 10 ท่าน และได้รับเกียรติจาก นายสังคม คัดเชียงแสน ปลัดจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการแข่งขัน โดยมี ดร.วิเชียร วาพัด

    ไทย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดการแข่งขันกรีฑานักเรียนประถมศึกษาน่าน เขต 1 เกมส์ กล่าวรายงาน มานพ เถรหมื่นไวย ภาพ/ข่าว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.นครปฐม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

    แชร์เนื้อหานี้

    จังหวัดนครปฐม ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นครปฐม ปลัดจังหวัด นครปฐม พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล

    ผกก.สภ.ดอนตูม อ.ดอนตูม จ .นครปฐมร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

    ระหว่างวันที่ 8 – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งการดำเนินการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกมิติ ได้แก่ การปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย

    การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การกวดขันรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่มีการดัดแปลงสภาพ ท่อไอเสียเสียงดัง การป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง รวมถึงการปราบปรามขบวนการใช้ บัญชีม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของ

    อาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฉ้อโกงประชาชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ได้ร่วมกันดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด คดีอาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง อันเป็นการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีผลการปฏิบัติ ดังนี้

    1. สรุปผลการตรวจค้นตามหมายค้น จำนวน 38 เป้าหมาย พบการกระทำผิด 18 เป้าหมาย
    2. ผลการจับกุมอาวุธปืน ผู้ต้องหา จำนวน 10 ราย พร้อมของกลาง อาวุธปืน จำนวน 8 กระบอก แบ่งเป็น อาวุธปืนที่มีทะเบียน 4 กระบอก และอาวุธปืนไม่มีทะเบียน 4 กระบอก กระสุนปืน 106 นัด
    3. ผลการจับกุมยาเสพติด ผู้ต้องหา จำนวน 96 ราย 97 คน แบ่งเป็น
    • ข้อหาจำหน่าย 10 ราย 11 คน
    • ข้อหาเพื่อจำหน่าย 4 ราย 4 คน
    • ข้อหาเพื่อครอบครอง 32 ราย 32 คน
    • ข้อหาเพื่อครอบครองเพื่อเสพ 5 ราย 5 คน
    • ข้อหาเสพ 29 ราย 29 คน
    • ข้อหาขับเสพ 16 ราย 16 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 96,958 เม็ด ยาไอซ์ 14.61 กรัม เคตามีน 15.14 กรัม ยาอี 2.0 กรัม และยึดทรัพย์มูลค่าทั้งสิ้น 2,923,500 บาท
    1. ผลการจับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง แบ่งเป็น
    • การตรวจร้านขายอะไหล่ 17 แห่ง
    • การตรวจร้านอู่ซ่อมรถ 53 แห่ง
    • การยึดรถดัดแปลงสภาพ 37 คัน
    • การยึดท่อไอเสียไม่ได้มาตรฐาน 40 อัน

    โดยแถลงผลการปฏิบัติคดีสำคัญ 4 ราย ดังนี้
    เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 สภ. ดอนตูม เข้าตรวจสอบพบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถยนต์เก๋ง toyota cross หมายเลขทะเบียน 5 ขถ 5936 กรุงเทพมหานคร บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลดอนรวก อำเภอดอนตูม

    จังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว แต่ผู้ต้องสงสัยขับขี่หลบหนีการตรวจค้นมุ่งหน้าเส้นทาง ไปยังดอนรวก- พะเนียงแตก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการติดตามเข้าคู่ขนานมอเตอร์เวย์ m81 รถผู้ต้องหาพลิกคว่ำ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ดอนตูม สภ.สามควายเผือก และสภ. เมืองนครปฐม

    ได้เข้าทำการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 95,400 เม็ดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ได้ดำเนินยุทธการ “ปิดเมืองสยบแว้นนครปฐม” โดยได้จับกลุ่มผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย บริเวณถนนสาธารณะเส้นทางหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม

    ในข้อหาร่วมกันพยายามแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานจราจร และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลแขวงนครปฐม ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 7 คน จำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 2,500 บาท ทั้งนี้โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และริบรถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดิน

    เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 19.54 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน ได้รับแจ้งจากกำลังตำบลนราภิรมย์ นึกว่ามีคนร้ายลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด “ปะ ฉะ ดะ” สภ.บางเลน ถึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบผู้ต้องหา และได้ตรวจสอบพบของกลางเป็นหัวก๊อกน้ำยี่ห้อ Sanwa 12 อัน มีดปลายแหลม 20 ซม. ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมพาไปชี้จุดที่หลักทรัพย์ จึงทำการควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางเลน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 17:00 น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน ตั้งจุดตรวจเส้นทางบางเลน-ไทรน้อย ตรวจค้นรถกระบะต้องสงสัยพบผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 12 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคารหลายรายการ ผู้ต้องหารับสารภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้าเพื่อส่งต่อให้

    กระบวนการอาชญากรรมทางการเงิน ตรวจปัสสาวะผู้โดยสาร 2 ราย พบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวนสภ. บางเลน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ สภ.บางเลนได้ตรวจประวัติไม่พบประวัติการต้องโทษหรือหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย

    ………………………………………………………..
    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองผบช.สตม.ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายที่ ตม.นครราชสีมา เน้นย้ำการบริการเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสุข

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่(16ธ.ค.68) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ และมอบนโยบายที่ ตม.จว.นครราชสีมา โดยมี
    พ.ต.อ.เกรียงไกร อาริยะยิ่ง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัดร่วมรับมอบนโยบาย

    ในการนี้ รอง ผบช.สตม. ได้รับทราบข้อมูลของตม.นครราชสีมาพร้อมกับมอบนโยบายการปฏิบัติราชการ ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด โดยกำชับให้มีการบริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่จ.นครราชสีมาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานมีเหตุฉุกเฉินหรือได้รับความเดือด

    ร้อนขอให้ตม.นครราชสีมาบูรณาการกับตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้ที่เข้ามาทำงานให้ได้รับการดูแลและท่องเที่ยวหรือพักอาศัยในประเทศไทย และที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างมีความสุข เพื่อที่เขากลับไปแล้วจะได้บอกต่อนักท่องเที่ยวคนอื่นถึงความประทับใจต่อบริการของตำรวจไทยต่อไป

    กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา / รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ส่งออกน้ำมัน ชายแดนมุกดาหาร ยังปกติ ศุลกากร ป้องกันความเสี่ยงทุกมิติ / โชเฟอร์รถน้ำมันมุกดาหาร เปิดใจโต้ดราม่าโซเชียล ยันส่งแค่ “ลาว” ปัดขนเข้าเขมร

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายณัชพล คงคาหลวง ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร แบะนางสาวกัลย์ณภัส มณีธนกิตติ์
    หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่1 ส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรมุกดาหาร เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านด่านพรมแดนมุกดาหารว่า ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม พบว่าปริมาณการส่งออกลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

    นายณัชพลระบุว่า จากการเก็บข้อมูลสถิติ ปริมาณรถบรรทุกน้ำมันที่ผ่านด่านในแต่ละวันยังอยู่ในระดับปกติ เฉลี่ยประมาณวันละ 20 คัน โดยบางวันมีจำนวนมากถึง 30 คัน และบางวันลดลงเหลือราว 17–19 คัน ซึ่งถือว่าเป็นความผันผวนตามสภาพการค้า ไม่ได้มีสัญญาณผิดปกติแต่อย่างใด

    สำหรับภาพรวมรายเดือน ปริมาณการส่งออกน้ำมันผ่านด่านมุกดาหารอยู่ที่ประมาณ 15–20 ล้านลิตรต่อเดือน โดยเป็นน้ำมันดีเซลมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 70–80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นน้ำมันเบนซินและน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น รวมถึงน้ำมันอากาศยาน

    ขณะเดียวกัน ด่านศุลกากรมุกดาหารได้เริ่มดำเนินมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามข้อมูลผู้ส่งออกและผู้รับสินค้า โดยเริ่มบันทึกข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ทั้งชื่อบริษัทผู้รับปลายทางและเส้นทางการส่งออก เพื่อนำมาเปรียบเทียบก่อนและหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค หากพบความผิดปกติจะมีการรายงานและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

    นายณัชพลย้ำว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกน้ำมันผ่านด่านยังเป็นกลุ่มเดิม ไม่เกิน 10 ราย และยังไม่พบผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ด่านศุลกากรจะรายงานตามลำดับชั้นไปยังส่วนกลาง พร้อมให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่ร้องขอ

    ศุลกากรมุกดาหาร #ส่งออกน้ำมัน #ชายแดนไทยลาว #เศรษฐกิจชายแดน #ข่าวเศรษฐกิจ #ด่านพรมแดน #มุกดาหาร////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    โชเฟอร์รถน้ำมันมุกดาหาร เปิดใจโต้ดราม่าโซเชียล ยันส่งแค่ “ลาว” ปัดขนเข้าเขมร ลั่นจ้างให้ไปก็ไม่ไป!

    เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ด่านพรมแดนมุกดาหาร สืบเนื่องจากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ภาพขบวนรถบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจอดรอข้ามแดนบริเวณด่านพรมแดนมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 โดยมีการตั้งข้อสังเกตและโจมตีทำนองว่า เป็นการลักลอบขนส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา หรือกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรงถึงขั้น “ขายชาติ” นั้น

    ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามกลุ่มพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันที่จอดรอพิธีการทางศุลกากรอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง โดยตัวแทนกลุ่มคนขับรถ (ขอสงวนชื่อ) ได้ออกมาชี้แจงด้วยความอัดอั้นตันใจว่า ข้อมูลที่แชร์กันในโซเชียลนั้นไม่เป็นความจริง และสร้างความเสียหายให้กับคนทำงาน

    แจงยิบเหตุรถแน่น “เคลียร์ออเดอร์สิ้นปี” ตัวแทนโชเฟอร์ระบุว่า สาเหตุที่เห็นรถบรรทุกน้ำมันจอดต่อแถวกันยาวเหยียดในช่วงนี้ ประมาณ 20-25 คัน เนื่องจากเป็นช่วงปลายปี บริษัทคู่ค้าจำเป็นต้องเร่งระบายโควตาและเคลียร์คำสั่งซื้อ (Order) ที่ค้างอยู่ให้หมดก่อนขึ้นปีใหม่ ประกอบกับต้องรอเจ้าหน้าที่สรรพสามิตและศุลกากรเข้ามาตรวจสอบเอกสารและวัดปริมาณน้ำมันอย่างละเอียด จึงทำให้เกิดการสะสมของปริมาณรถ ไม่ใช่การขนส่งผิดปกติแต่อย่างใด

    ยันปลายทางคือ “สะหวันนะเขต” พวกผมไปส่งแค่ สปป.ลาว ข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ไปลงคลังน้ำมันที่แขวงสะหวันนะเขต วิ่งเข้าไปประมาณ 20 กิโลเมตร ลงน้ำมันเสร็จก็ตีรถเปล่ากลับไทยทันที ไม่มีการวิ่งทะลุไปประเทศอื่นตามที่เขากล่าวหา” โชเฟอร์รายหนึ่งกล่าว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นดราม่าเรื่องการส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลุ่มคนขับรถต่างยืนยันเสียงแข็งว่า “ไม่ไป” โดยระบุว่าเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ต้องการเดินทางไป และหากบริษัทมีคำสั่งให้ไปส่งจริง ตนยอมทิ้งกุญแจรถหรือลาออกดีกว่า แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาวิ่งงานเส้นทางนี้มาตลอด ไม่เคยมีการข้ามไปส่งฝั่งกัมพูชาแม้แต่ครั้งเดียว

    ทิ้งท้าย วอนชาวเน็ตหยุดโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง เพราะพวกตนเป็นเพียงพนักงานรับจ้างขับรถหาเช้ากินค่ำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว รายได้ก็ไม่ได้มากมาย เดือนหนึ่งได้วิ่งงานเพียง 3-4 เที่ยวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองระหว่างประเทศแต่อย่างใด

    รถน้ำมัน #มุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #ดราม่าโซเชียล #สปปลาว #ข่าวชาวบ้าน #โชเฟอร์รถบรรทุก #ความจริงจากพื้นที่ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งาน Thailand KIDS International Fashion Show 2025 ควบคู่กับพิธีมอบรางวัล KIDS e-Influencer 2025

    แชร์เนื้อหานี้

    งาน Thailand KIDS International Fashion Show 2025 ควบคู่กับพิธีมอบรางวัล KIDS e-Influencer 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายในมหกรรม Thailand Friendly Design & Tourism for All Expo 2025 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม เมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2025 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา โดยมีเด็ก เยาวชน และครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น และเป็นมิตรกับทุกคนในสังคม

    ภายในงานมีการนำเสนอแฟชั่นโชว์จากเด็กและเยาวชน ถ่ายทอดพลังความคิดสร้างสรรค์ ความมั่นใจ และตัวตนของเด็กยุคใหม่ พร้อมพิธีมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเยาวชนที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ออนไลน์อย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และเหมาะสมกับวัยการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการผลักดันจากผู้บริหารและภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่

    • คุณนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคณะกรรมการ FTI Influencer และประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคุณณัฐริกา ทวิชาวัฒน์ ประธานจัดงาน และ CEO ณายด์ สตูดิโอคุณทรงสิทธา จันทรา อุปนายกสมาคมอินฟลูเอนเซอร์และเคโอแอลแห่งประเทศไทย และกรรมการส่งเสริมธุรกิจภูมิภาคอาเซียน CLMVT+China สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    • คุณเรืองชัย จินตรุ่งเรืองชัย นายกสมาคมพ่อค้าไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

    สำหรับกิจกรรม Thailand KIDS International Fashion Show 2025 บนรันเวย์ ได้มีการนำเสนอผลงานจาก 2 ดีไซเนอร์ไทย ได้แก่ Intelligence Love โดย คุณกมลทิพย์ ศิริธาดาเจริญ และ ณายด์ สตูดิโอ โดย คุณณัฐริกา ทวิชาวัฒน์ ถ่ายทอดแฟชั่นเด็กที่ผสานความงดงาม จินตนาการ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเยาวชนไทยได้อย่างโดดเด่น

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือการมอบรางวัล KIDS e-Influencer 2025 ให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีผลงานโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ วินัย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการดูแล วางแผน และสนับสนุนบุตรหลานอย่างใกล้ชิดงานในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแฟชั่นสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและครอบครัว ผ่านการทำคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และมีคุณค่า พร้อมสานความฝันและแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ในช่วงท้ายของงาน มีพิธีมอบเงินบริจาคจำนวน 30,000 บาท จากผู้จัดงาน มอบให้แก่ คุณกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการงาน Thailand KIDS International Fashion Show 2025 & KIDS e-Influencer 2025 นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของเด็กไทยในสายแฟชั่นและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างภาคภูมิ

    mrglobalstrategymaven #onevisionmanyroles #einfluencer #influencer #thailandkidsinternationalfashionshow #fdfriendlydesign #NYNDstudio #ณายด์สตูดิโอ #kidseinfluencer #fashion #contest #awards

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เกษตร อ.เวียงสา จัดอบรมพัฒนาเกษตรกร สินค้าเกษตร GAP ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อการผลิต พัฒนาคุณภาพ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 15-16 ธันวาคม 2568 นางสาวฐิติกาญจน์ ชะนะมาร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รักษาราชการแทน เกษตรอำเภอเวียงสา มอบหมายให้นางสาววิภาพร ศรีวิไชย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ

    พร้อมด้วยนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเวียงสา จัดอบรมถ่ายทอดความรู้พัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่

    เพื่อปรับเพิ่มผลิตภาพการผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัยตรงความต้องการตลาด ได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมจำนวน 70 ราย

    พร้อมกันนี้ได้ประชาสัมพันธ์การขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชฤดูแล้ง นาปรัง พืชหลังนา ประจำปีการผลิต 2568/69 และไม้ผล ไม้ยืนต้น ประจำปี พ.ศ. 2569 รวมถึงการ

    จัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อลดการเผา ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ ม.อ.ตรัง ประชุมหารือแนวทางจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมธุรกิจอันดามัน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 คณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง จัดการประชุมหารือแนวทางการจัดตั้ง ศูนย์นวัตกรรมธุรกิจอันดามัน ณ ห้องประชุม MBA ระหว่างเวลา 09.00–12.00 น. โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาติ มณีมัย คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภาควิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและทิศทางการดำเนินงานในการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมธุรกิจอันดามัน ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับการบริการวิชาการของคณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการ ควบคู่กับการสร้างรายได้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการดำเนินงานในกรอบมหาวิทยาลัยแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นหน่วยงานที่มีแนวคิดเชิงธุรกิจ สามารถบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และบริการวิชาการ เพื่อพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งอันดามัน

    ในการนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่
    คุณสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และผู้อำนวยการโครงการวิจัยคลัสเตอร์ โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก,คุณทรงสิทธา จันทรา อุปนายกสมาคมอินฟลูเอนเซอร์และเคโอแอลแห่งประเทศไทย และกรรมการส่งเสริมธุรกิจภูมิภาคอาเซียน CLMVT+China สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,
    รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณดี สุทธินรากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และดร.สมเกียรติ สุทธินรากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    นอกจากนี้ ยังมีคณะผู้บริหารและคณาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการจัดการเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย
    ดร.สิปปกานต์ กลัดสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร,
    อาจารย์ณฐ ย่าหลี รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและองค์กรสัมพันธ์,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นราภรณ์ ไชยรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการและคุณภาพการศึกษา,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัฒธณา สุขรัตน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ,
    ดร.อรชนก ช่องสมบัติ ประธานสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ,

    อาจารย์วิญญู วัฒนยนต์กิจ ประธานสาขาวิชาการตลาด,
    อาจารย์กมลชนก เซ่งสวัสดิ์ อาจารย์สาขาวิชาการตลาด,
    อาจารย์สุรนัย ช่วยเรือง ประธานสาขาวิชาการบัญชี,
    อาจารย์กิ่งกนก รัตนมณี อาจารย์สาขาวิชาการบัญชี และ
    อาจารย์ปาริชาติ บูรพาศิริวัฒน์ อาจารย์สาขาวิชาการบัญชี

    การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมธุรกิจอันดามัน ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และชุมชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดบศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืนต่อไป

    einfluencer #einfluencerthailand #liveติดปีก #มอตรัง #ssutrang #PSU #โอลีฟโตเกียวเนยกรอบ #mrglobalstrategymaven #onevisionmanyroles #influencer

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สทนช.1จัดการประชุมเตรียมการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำยม

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 09.30น.ของวันที่ 16ธันวาคม2568ณ.ห้องประชุม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (772)ชั้น7ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก นาย อนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค1

    ได้มาเป็นประธานการจัดการประชุมเตรียมการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการลุ่มน้ำยม ในการทบทวนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำยมและถอดบทเรียนอุทกภัยที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มน้ำยม

    ทั้งนี้ นาง วชิรญาณ์ สุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำยมทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการฯดำเนินการประชุม.โดย ผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยคณะกรรมการลุ่มน้ำยม อาทิ

    สำนักงานชลประทานที่3 สำนักงานชลประทานที่4 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แพร่ ,สุโขทัย,พิษณุโลก, พิจิตร ฯลฯ พร้อมสรุปผลการถอดบทเรียนการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำปี2568 และแนวทางการบริหารจัดการน้ำปี2568

    โดยสำนักงานชลประทานที่3 พร้อมพิจราณา ปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัด แนวทางการแก้ไขการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนที่ผ่านมาในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน แนวทางการทบทวนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมลุ่มน้ำยมเพื่อเตรียมความพร้อมบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี2569 ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมต่อไป.
    กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย.

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.โคราช ตรวจเข้ม รร.กลางเมือง / ผบก.โคราชย้ำชัด ข่าวลือชาวต่างชาติแฝงตัว สั่งคุมเข้มด่านตรวจที่พัก ห้ามบินโดรน / ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่า 300 ล้าน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 10.00–12.30 น. สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองนครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยและความมั่นคง ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังบุคคลต่างชาติที่อาจเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นทหารรับจ้าง

    การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองนครราชสีมา พร้อมด้วย ร.ต.อ.สากล รอดคำทุย รองสารวัตรป้องกันปราบปราม (ร้อยเวร 20) และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับ นางสาวสมทรง เขียวเกษม ปลัดอำเภอเมืองนครราชสีมา รักษาราชการแทนนายอำเภอเมืองนครราชสีมา และคณะฝ่ายปกครอง

    เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบโรงแรมและที่พักในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเดอร์ฟอร์จูน, โรงแรม KS พาวิลเลี่ยน, โรงแรมซิตี้ ปาร์ค, โรงแรมแคนทารี่, โรงแรมโครานารี, โรงแรมเดอ วี ลอฟท์, โรงแรมเซ็นเตอร์ พอยต์ และโรงแรมไทยโฮเต็ล 2

    จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีบุคคลต้องสงสัยหรือชาวต่างชาติที่เข้าข่ายเป็นทหารรับจ้างเข้าพักแต่อย่างใด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับและประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการโรงแรม หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยหรือมีพฤติการณ์ผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย

    การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการเชิงรุกในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา.

    ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ / ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    ผบก.โคราชย้ำชัด ข่าวลือชาวต่างชาติแฝงตัว ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ สั่งคุมเข้มด่านตรวจที่พัก ห้ามบินโดรน และเล่นว่าว

    เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 น ที่ ห้องสวนปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้เรียกประชุม เตรียมความพร้อมและติดตามผลการปฏิบัติสถานการณ์ด้านแนวชายแดน ไทยกัมพูชา

    โดยมี พ.ต.อ.นิรันดร์ แก้วอิน รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา , พ.ต.อ.ชูสิทธิ์ หล่อแสง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา,พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.สภ.โพธิ์กลาง , พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.จอหอ , พ.ต.อ.โกสินทร์ สะอาดวงศ์ ผกก.สภ.มะเริง , พ.ต.อ.พิเชษฐ์ จันทรัตน์ ผกก.สภ.พลกรัง เข้าร่วมประชุม

    พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่มีการแชร์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการพบ ชาวต่างชาติหรือบุคคลต้องสงสัยแฝงตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงป้องกันจากความห่วงใยของเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์และช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบพฤติกรรมหรือสิ่งผิดปกติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแต่อย่างใด

    พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ ระบุว่า ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาได้ปฏิบัติตามข้อสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 3 อย่างเคร่งครัด โดยมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจตราพื้นที่เสี่ยง รวมถึงสถานที่พักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท เกสต์เฮาส์ และบ้านเช่า เพื่อคัดกรองบุคคลต้องสงสัยหรือวัตถุที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความเข้มแข็ง และจนถึงขณะนี้

    ยังไม่พบสิ่งผิดปกติทั้งในส่วนของบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย สำหรับการดูแลชาวต่างชาติในพื้นที่นั้น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ระบุว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในแต่ละปีเกือบ 9 ล้านคน ตำรวจภูธรได้บูรณาการร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติเป็นประจำอยู่แล้ว และในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันได้เพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ แต่ยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ

    ในส่วนกรณีการบินโดรน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้มีการกำชับและประชาสัมพันธ์ข้อห้ามการบินโดรนในช่วงสถานการณ์พิเศษดังกล่าว โดยเมื่อได้รับแจ้งจากประชาชน เจ้าหน้าที่ได้ออกตรวจสอบทุกกรณี และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบโดรนหรือการกระทำใดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงพร้อมกันนี้

    ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ได้ฝากถึงพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ บุคคลต้องสงสัย หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ขอให้รีบแจ้งสายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือประชาชนงดการแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และการให้บริการประชาชนในเหตุเร่งด่วนอื่น ๆ

    ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    ตำรวจทางหลวงลำตะคองสกัดไอซ์ล็อตใหญ่ 500 กก. มูลค่าเกือบ 300 ล้าน

    กลางดึกสีคิ้ว คนร้ายไหวตัวทิ้งรถหลบหนี เมื่อคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้นโยบาย “ห่วงใยทุกชีวิต เป็นมิตรทุกเส้นทาง” สามารถสกัดตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทเอมเฟตามีน หรือยาไอซ์ ได้จำนวนมากถึง 12 กระสอบ รวมน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม

    บริเวณริมถนนหน้าหน่วยสอบสวนตำรวจทางหลวงสีคิ้ว กิโลเมตรที่ 155 อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พ.ต.ท.ปริญญ์ โคตรมณี สวญ.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล. พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภาณุ พละศักดิ์ สว.ส.ทล.3 กก.8 บก.ทล., พ.ต.ต.ธีรพงศ์ ตาบัวตูม สว.(สอบสวน), ร.ต.อ.ณัฐพล ฤทธิรงค์ รอง สว.(สอบสวน) รวมถึงข้าราชการตำรวจทางหลวงชุดปฏิบัติการ

    สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งข้อมูลจากสายลับไม่ประสงค์ออกนาม ว่าจะมีขบวนการลำเลียงยาเสพติดใช้รถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ต้นทาง มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา

    เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าระวังบนถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 เมื่อพบรถต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ได้ส่งสัญญาณเรียกให้หยุดตรวจ แต่ผู้ขับขี่ได้จอดรถบริเวณไหล่ทาง ก่อนเปิดประตูวิ่งหลบหนีไปในความมืด ทิ้งรถยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบภายในรถ พบกระสอบสีดำจำนวน 12 กระสอบ บรรจุยาไอซ์เป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังตรวจยึดรถยนต์กระบะสี่ประตู ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ซึ่งตรวจสอบพบว่าใช้ทะเบียน กษ 7347 นครราชสีมา และพบแผ่นป้ายทะเบียน กษ 183 พระนครศรีอยุธยา จำนวน 2 แผ่น คาดว่าเป็นการสวมทะเบียนเพื่ออำพรางการขนส่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด และนำส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีมาดำเนินคดี

    ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทลายแก๊งขน จยย. ข้ามชาติ ลอบส่งขายลาวผ่านทางมุกดาหาร ยึด 15 คัน ผู้ต้องหาสารภาพทำกว่า 20 ครั้ง เสียหายทะลุ 20 ล้าน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งการให้ชุดตรวจยึดออกปฏิบัติการปราบปรามขบวนการลักลอบขนรถจักรยานยนต์ส่งออกนอกราชอาณาจักรไปยัง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร

    การจับกุมเกิดขึ้นระหว่างเวลา 23.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม ถึงเวลา 01.00 น. วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถกระบะตู้ทึบต้องสงสัยได้ 2 คัน พร้อมผู้ต้องหา 3 ราย บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 292 ถนนเลี่ยงเมืองยโสธร และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 เขต อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ต่อเนื่องพื้นที่ จ.ยโสธร

    ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ได้แก่ นายพัฒนพงษ์ อายุ 22 ปี ผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบ ทำหน้าที่ลำเลียงรถจักรยานยนต์จากกรุงเทพมหานครไปยังพื้นที่ชายแดน นายณัฐพงษ์ อายุ 30 ปี คนขับรถกระบะตู้ทึบอีกคัน รับหน้าที่รับรถจักรยานยนต์จากหลายจังหวัดตามคำสั่งผู้ว่าจ้าง และท้าว ก้องมะนี อายุ 19 ปี สัญชาติลาว มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการรับรถจักรยานยนต์ปลายทาง

    ส่วนของกลางที่ตรวจยึด ประกอบด้วย รถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา ทะเบียน 3 ฒฐ 4275 กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถจักรยานยนต์ 9 คัน และรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน บษ 5962 ฉะเชิงเทรา บรรทุกรถจักรยานยนต์ 6 คัน รวมตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสิ้น 15 คัน

    สอบถามนายณัฐพงษ์ คนขับรถกระบะตู้ทึบทะเบียน บษ 5962 ฉะเชิงเทรา รับสารภาพ ไปรับรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 คัน (ทะเบียน กรุงเทพมหานคร 3 คัน ,สระบุรี 2 คัน และนครราชสีมา 1 คัน โดยจะติดกันกับคนว่าจ้างผ่านทางแอปพลิเคชั่น Line แจ้งว่าให้ไปรับจยย. ตามจุดที่แจ้ง และจะได้รับค่าจ้างขนส่งคันละ 1,500 บาท

    เมื่อส่งรถจักรยานยนต์ถึงมือผู้รับแล้ว ในครั้งนี้ผู้จ้างให้นำรถจักรยานยนต์ทั้งหมดไปส่ง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร และ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร ทำมาแล้ว 5 ครั้ง จนกระทั่งถูกตรวจยึดในครั้งนี้ ส่วนนายพัฒนพงษ์ ผู้ขับขี่รถกระบะตู้ทึบทะเบียน 3ฒฐ 4275 กรุงเทพมหานคร รับสารภาพ ได้ไปรับรถจักรยานยนต์ 9 คนจาก ชุมชนในเขตประชาอุทิศ กรุงเทพฯ โดยได้รับการติดต่อจาก นายขิงฯ ผ่านทางแอพพลิเคชั่น Line ว่าจ้างให้นำรถไปส่งที่ จ.มุกดาหาร ติดชายแดน สปป.ลาว

    เมื่อไปถึงสถานที่นัดหมายแล้วจะมีคนมารับต่อ จะได้รับค่าจ้างขนส่งคันละ 1,500 บาท เมื่อส่งรถจักรยานยนต์ถึงมือผู้รับแล้ว นอกจากนี้ยังให้การว่าได้ทำลักษณะนี้ต่อเนื่องกว่า 3 เดือน รวมมากกว่า 20 ครั้งการสืบสวนเชิงลึกพบว่า รถจักรยานยนต์ที่ตรวจยึดได้ส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการเช่าซื้อ บางคันเพิ่งออกรถได้เพียง 2 วัน ก่อนถูกนำไปขายต่อให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลให้เกิดความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ แยกเป็นกลุ่มจัดหารถ กลุ่มขนส่ง และกลุ่มนายทุนผู้สั่งการ ใช้แอปพลิเคชัน LINE และ Telegram เป็นช่องทางสื่อสาร กำหนดพิกัด เส้นทาง และช่วงเวลาในการลำเลียงอย่างชัดเจนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเดินหน้าขยายผลไปยังกลุ่มนายทุน ผู้ว่าจ้าง และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป

    ทลายแก๊งข้ามชาติ #ขนรถจักรยานยนต์ตำรวจทางหลวง #บชก #อาชญากรรมข้ามชาติลอบส่งออก #ดอนตาล #มุกดาหาร #ยโสธร #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้_////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รถน้ำมัน รอข้ามด่านมุกดาหาร หลังกองทัพภาคที่ 2 คุมเข้มชายแดนช่องเม็ก

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามคำสั่งของ กองทัพภาคที่ 2 ที่ให้ควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท รวมถึงยุทโธปกรณ์และสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

    โดยงดการส่งออกเฉพาะสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ มีผลตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ส่งผลให้รถบรรทุกน้ำมันจำนวนมากไม่สามารถข้ามแดนไปยัง สปป.ลาว ได้

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความเคลื่อนไหวการขนส่งน้ำมันผ่านด่านพรมแดนมุกดาหาร บริเวณ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (มุกดาหาร–สะหวันนะเขต) อ.เมือง จ.มุกดาหาร พบรถขนส่งน้ำมันจอดรอข้ามแดนกว่า 20 คัน

    จากการสอบถามพนักงานขับรถรายหนึ่งเปิดเผยว่า การจอดรอข้ามด่านลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะวันจันทร์จะมีรถเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีคำสั่งห้ามขนส่งทางฝั่งอุบลราชธานี

    ต้องจับตาว่าจะมีรถน้ำมันหลั่งไหลมาใช้เส้นทางด่านมุกดาหารเพิ่มขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหากมีการนำส่งน้ำมันผ่านมุกดาหารแล้วต่อไปยัง กัมพูชา จะทำให้ระยะทางและต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    คุมส่งออกน้ำมัน #ช่องเม็ก #ด่านมุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาว #ข่าวชายแดน #โลจิสติกส์ #กองทัพภาคที่2 #มุกดาหาร #อุบลราชธานี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้__////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มหากุศลครั้งใหญ่สำเร็จแล้ว! มูลนิธิพุทธภูมิธรรม x พล.1 รอ. มอบชีวิตใหม่ให้โค-กระบือ ดูแลตลอดอายุขัย

    แชร์เนื้อหานี้

    มหากุศลครั้งใหญ่สำเร็จแล้ว! มูลนิธิพุทธภูมิธรรม x พล.1 รอ. มอบชีวิตใหม่ให้โค-กระบือ ดูแลตลอดอายุขัย ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง🐄🎉

    ✨ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดย อาจารย์ วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิฯ และ น.ส.สาธิมา ลาชโรจน์ ผอ.ศูนย์อำนวยการฯ เป็นตัวแทนทุกท่าน “ไถ่ชีวิตโค-กระบือ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)
    📋 เราได้ช่วยห้าชีวิตสำเร็จแล้ว
    🔴 โคแม่แดง (เพศเมีย) 1 ตัว
    ⚪ โคแม่ขาว (เพศเมีย) และลูกโค
    🐃 กระบือ (เพศเมีย) 2 ตัว
    🏡 สร้างคอก โค-กระบือ

    โดยส่งมอบให้หน่วยในพื้นที่ จ.ลพบุรี ดำเนินการอภิบาลดูแล “ตลอดอายุขัย” (ห้ามนำไปใช้งานส่วนตัว หรือจำหน่าย)ตอนทำการส่งมอบ เหมือนโคกระบือจะรับรู้ว่ารอดแล้ว กระดิกหูดีใจ และไม่มีการตื่นกลัว อยู่นิ่งสงบกระดอกหางไปมาน่ารักมาก ขอบคุณท่านผู้ใจบุญทั้งหลาย บุญของท่านสำเร็จแล้ว

    ✨ อานิสงส์แห่งการให้ชีวิต (อภัยทาน) ✨
    🌿 อายุยืนยาว: สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
    🌿 พ้นจากความทุกข์: ช่วยสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ผ่อนหนักให้เป็นเบา
    🌿 ความสุขความเจริญ: ชีวิตมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
    🌿 เมตตาธรรม: เป็นการเจริญเมตตาธรรมในจิตใจ ส่งผลให้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา

    🙏 ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน สาธุสาธุสาธุ อนุโมทามิฯ 🙏

    โดยภายในพิธีไถ่ชีวิตโคกระบือนี้ ได้รับเกียรติจาก กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) โดย พล.ต.กิตติ ประพิตรไพศาล ผบ.พล.1 รอ. พร้อมด้วย คุณ ปณิกา ประพิตรไพศาล ประธาน สม.ทบ.สาขา พล.1 รอ., กำลังพล และคณะแม่บ้าน บก.พล.1 รอ. ขอขอบพระคุณอย่างสูง และขอให้อานิสงส์ไถ่ชีวิตโคกระบือนี้ โปรดคุ้มครองป้องกันทหารไทยที่กำลับรบชายแดน ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงเทอญ สาธุๆๆ อนุโมทามิฯ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดประชุมครั้งที่ 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล จังหวัดนราธิวาส

    แชร์เนื้อหานี้

    วันนี้ 15 ธ.ค.68 นายอาทิตย์ ศรีสุวรรณ วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนราธิวาส เปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 โครงการฟื้นฟูบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล

    พื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ที่ห้องประชุมโคกเคียน อบต.โคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งมีผู้แทนหน่วยงานราชการ ระดับจังหวัด/อำเภอ ผู้แทน อปท. ผู้นำท้องที่ และประชาชนที่เกี่ยวข้อง กว่า 120 คน เข้าร่วม ขณะนี้เดียวกันจะมีผู้เข้าประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom)


    โดยนายศารทูล รัตนบุญ วิศกรโยธาชำนาญการ กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้งานจ้างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ ในระบบกลุ่มหาดหลักอ่าวไทยตอนล่าง (T6) ระยะที่ 1 การจัดประชุมในวันนี้ (15 ธ.ค.68)

    เพื่อชี้แจงรายละเอียดของรูปแบบการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สรุปผลการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายไมตรี ประทีป ณ ถลาง นายอรินทร์ โสมบ้านกวย ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    โดยจะนำผลจากการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 เสนอไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องด้วยพื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส มีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งรูปแบบเขื่อนหินทิ้งตั้งแต่ปากคลองโคกเคียน จนถึงบ้านโคกพะยอม ความยาวรวมประมาณ 5,000 เมตร แต่บ่งช่วงโครงสร้างหินทิ้งทรุดตัวชำรุดเสียหาย

    โดยโครงสร้างไม่สามารถป้องกันคลื่นน้ำทะเลกัดเซาะในช่วงมรสุมที่มีคลื่นลมแรงได้ ก่อให้เกิดความเสียหานต่อพื้นที่ชุมชน รวมถึงบ้านเรือนประชาชนหลังแนวชายฝั่ง การดำเนินโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อความมั่นคงแข็งแรงและถาวร ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท แมคโครคอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอส ที กรีน จำกัด ดำเนินโครงการฯ

    สำหรับพื้นที่โครงการฯ ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หมู่ที่ 1 บ้านโคกเคียน และหมู่ที่ 13 บ้านบาโร๊ะบูตอเหนือ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการออกแบบรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งในลักษณะการบูรณาการเป็นระบบกลุ่มหาดในพื้นที่ศึกษา ตลอดจนศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ

    ชายฝั่งตามพื้นที่ที่ได้ศึกษาออกแบบรายละเอียด โดยประเมินความคุ้มค่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ และเพื่อศึกาา/จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายทะเล หรือเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการฯ สามารถป้องกันและแก้ไขปัยหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ และลดการเกิดความเสียหายด้านทรัพยากรชายฝั่ง ป้องกันทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนไม่ให้ถูกคลื่นกัดเซาะ ทำให้สภาพชายฝั่งมีทัศนียภาพสวยงาม และส่งเสริมการท่องเที่ยว และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย
    ////////////////////////////////////////
    ข่าว/กรียา/นราธิวาส

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบต.ทุ่งขวางได้จัดการประชุมประจำเดือนธันวาคม 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น.องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางได้จัดการประชุมประจำเดือนธันวาคม 2568
    โดยมีนายสุนทร สมัยนิยมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางเป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารนายพุธิชัย หนุ่มกันนารองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางนางสาววรรณภา คำดีรองนายองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางนางสาวอำพร อินทร์คงเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางนายจอมใจ กองเกตุใหญ่ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางนางแสงเทียน

    เศรษฐวิทยารองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง
    นายวิเชียร คำจุ้ย กำนันตำบลทุ่งขวางผู้ใหญ่บ้าน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, ตำรวจชุมชน, เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งขวาง, ตัวแทน อสม., ตัวเเทนสตรีแม่บ้าน, ตัวแทนคุณครู, ตัวแทนผู้สูงอายุ,กศน.ตำบลทุ่งขวาง,หัวหน้าส่วนราชการ
    เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน
    ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง
    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เด็กชายไทย อ.หลังสวน จ.ชุมพร คว้าเหรียญทองแดงประเภททีม จากการแข่งขันกีฬาระดับโลก UIPM 2025

    แชร์เนื้อหานี้

    โรงเรียนวัดชุมชนวัดขันเงิน ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการศึกษาและวงการกีฬาของจังหวัด เมื่อ เด็กชายธนากร แซ่หลาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/4 สามารถคว้า เหรียญทองแดงประเภททีม จากการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ UIPM 2025 Biathle/Triathle World Championships ณ เมืองมอสเซลเบย์ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 4–16 ธันวาคม 2568

    นางภนิดา นพชำนาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดชุมชนวัดขันเงิน เปิดเผยว่า การแข่งขันดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญระดับโลก เด็กชายธนากร แซ่หลาย ได้รับการคัดเลือกเป็น ตัวแทนนักกีฬาทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี (U13) เข้าร่วมการแข่งขันกับนักกีฬาจากหลายประเทศทั่วโลก และสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม จนคว้าเหรียญทองแดงกลับมาสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย โรงเรียน และชุมชน

    สำหรับรายการแข่งขันที่เข้าร่วมประกอบด้วย
    Biathle U13 วิ่ง 300 เมตร / ว่ายน้ำ 50 เมตร จำนวน 3 รอบ
    Triathle U13 วิ่ง 300 เมตร / ว่ายน้ำ 50 เมตร / ยิงปืน ระยะ 5 เมตร จำนวน 3 รอบLaser Run U13 วิ่ง 300 เมตร / ยิงปืน ระยะ 5 เมตร จำนวน 3 รอบทีมชาติไทยมี นางสาวประภาพรรณ กระแสร์ภาค และ นางสาวอภิชญา พิศวง ทำหน้าที่ผู้ฝึกสอน พร้อมนักกีฬาทั้งหมด 8 คน ได้แก่

    นางสาวธนภร แกล้วกล้า, เด็กหญิงภคพร แกล้วกล้า, เด็กหญิงภิญญาดา อินโต, เด็กชายธนากร แซ่หลาย, เด็กหญิงวัชราวลี ศรีสดใส, เด็กหญิงวเรณยา ทนาวัน, เด็กชายภูมิพัตน์ พละสินธุ์ และเด็กชายภูภูมิ กุลอาจศรี

    ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความมุ่งมั่น อดทน และมีวินัยในการฝึกซ้อมของนักเรียน รวมถึงการสนับสนุนอย่างดีจากผู้ปกครอง ครู ผู้ฝึกสอน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมหวังว่าความสำเร็จของเด็กชายธนากรจะเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย

    หันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและการกีฬา ควบคู่กับการศึกษา เพื่อพัฒนาตนเองก้าวสู่เวทีระดับชาติและนานาชาติต่อไป
    ธนากร โกศลเมธี รายงาน
    โทร. 081-892-3514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส กราบสักการะและไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์​ เนื่องในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่ง นายอำเภอกำแพงแสน คนที่ 44

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน กราบสักการะและไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์​อำเภอกำแพงแสน โดยสักการะศาลพระภูมิหน้าที่ว่าการอำเภอกำแพงแสน

    สักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ค่ายลูกเสือเมืองเก๋ากำแพงแสน สักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในห้องปฏิบัติราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคล

    ในตำแหน่งนายอำเภอกำแพงแสน คนที่ 44 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ อำเภอกำแพงแสน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่อำเภอกำแพงแสน

    เข้ามอบของที่ระลึกและดอกไม้แสดงความยินดี ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ดังกล่าว สมคิด พรมมี ผู้สืื่อข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดเป็นทางการ พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน”ชุมแพคัพ” ครั้งที่ 33 ประจำปี 2568

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 18.30 น. นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้เกียรติเป็นประธานพิธีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานพร้อมเงินรางวัล

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “ชุมแพคัพ” ครั้งที่ 33″ ประจำปี 2568 โดยมีนายเสกสิทธิ์ สัธนะกุล นายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ นายเกรียงไกร วิริยะอาชา และนายอาทิตย์ ถนอมทุน รองนายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ

    ให้การต้อนรับ นางสาวรติมา สิริวรพิทักษ์ รองนายกเทศมนตรี กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ในการจัดแข่งขัน การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทอายุไม่เกิน 12 ปีและประเภทประชาชนทั่วไป

    การแข่งขันระหว่าง 9-29 ธันวาคม 2568 ณ.สนามโรงเรียนเทศบาล 1(สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอุปถัมภ์)มี วัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการกีฬาให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้ออกกำลังกาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทำให้สุขภาพแข็งแรงและมีน้ำใจนักกีฬา

    เพื่อส่งเสริมพัฒนาการกีฬา เศรษฐกิจให้เจริญยั่งยืนตลอดไป แขกผู้มีเกียรติร่วมงาน นายสิงหภณ ดีนาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 ขอนแก่น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดชุมแพ อัยการจังหวัดชุมแพ

    นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชุมแพ ผู้แทนกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ นายวิศรุต ปู่เพ็ง

    รึกษารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายบริหาร สมาชิก สภาเทศบาลเมืองชุมแพ ส่วนราชการและประชาชน ร่วมพิธีมากมาย เสร็จพิธีประธานจึงได้เดินทางกลับ

    ภาพ-ข่าว กบชุมแพ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สตูลจับมือโคราช ดันอันดามันสู่ตลาดอีสาน เปิด Roadshow Andaman ครั้งที่ 3 กลางเซ็นทรัลโคราช

    แชร์เนื้อหานี้

    กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เดินหน้าขยายตลาดการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนสู่ภูมิภาคอื่นของประเทศ ล่าสุดจัดกิจกรรม “Roadshow and Consumer Fair Andaman สินค้าชุมชนและบริการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ” ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 11 – 14 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายการท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบัลลังก์ ไวทย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ร่วมให้การต้อนรับและสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน อาทิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุรินทร์, พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา, พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา, ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดสตูล, นายประคัลภ์ ศรีจุฑารัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช, ประธานอาสาสมัครท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, ผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (จังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา ตรัง และสตูล) รวมถึงผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร ผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ด้าน นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ในนามผู้แทนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ในฐานะหน่วยงานหลัก มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของกลุ่มจังหวัดอันดามัน ซึ่งมีอัตลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ อุทยานธรณีโลกสตูล (UNESCO Global Geopark) ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย

    การจัดงานครั้งนี้มุ่งนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของเครือข่ายการท่องเที่ยวระดับประเทศ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างยั่งยืนสำหรับกิจกรรม Roadshow and Consumer Fair Andaman ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการรวม 240 ผู้ประกอบการ แบ่งจัดครั้งละ 60 ผู้ประกอบการ

    โดยแต่ละจังหวัดจัดแสดงจังหวัดละ 10 บูธ นำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมแล้วในครั้งที่ 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา (23 – 26 ตุลาคม 2568)ครั้งที่ 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 2 กรุงเทพมหานคร (21 – 24 พฤศจิกายน 2568)ครั้งที่ 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จังหวัดนครราชสีมา (11 – 14 ธันวาคม 2568)และเตรียมจัด ครั้งที่ 4 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 20 – 23 ธันวาคม 2568

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Table Top Sale เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างเครือข่ายทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในระยะยาวในโอกาสนี้ นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ได้กล่าวขอบคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี และเชิญประธานกล่าวเปิดงาน Roadshow and Consumer Fair Andaman ครั้งที่ 3 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แนนซี่ นำทีม ชมรมโฮปฯ ลงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ทำความสะอาดห้อง–เช็ดตัวช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

    แชร์เนื้อหานี้

    ชมรมโฮปฯ เดินหน้าภารกิจดูแลผู้ป่วยยากไร้ แนนซี่ นำทีม ลงพื้นที่ช่วยทำความสะอาดห้อง–เช็ดตัว พร้อมมอบข้าวของยังชีพให้ผู้ป่วยติดเตียงไร้ญาติดูแล
    เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ชมรมฯ ได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมอาการและพูดคุยกับ ลุงมนตรี ผู้ป่วยติดเตียงไร้ญาติดูแล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ป่วยภายใต้โครงการดูแลผู้ยากไร้ของชมรมโฮปฯ
    ลุงมนตรีอาศัยอยู่เพียงลำพัง แม้จะไม่มีญาติคอยดูแล แต่มีผู้มีจิตศรัทธาช่วยจ่ายค่าเช่าห้องให้ และแวะเวียนนำอาหาร นม และของใช้จำเป็นมามอบเป็นระยะ เพื่อให้สามารถประทังชีวิต

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมงานชมรมโฮปฯ ได้ช่วยกันทำความสะอาดห้องพัก จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ รวมถึงช่วยเช็ดตัวและดูแลความสะอาดร่างกายของลุงมนตรี เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยยิ่งขึ้น
    ดร.ปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า วันนี้เราได้เดินทางมาเยี่ยม ลุงมนตรี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่มีญาติดูแลแต่ว่ามีคนจ่ายค่าเช่าห้องให้อยู่อาศัยและแวะมาดูเอาข้าว นม ขนม มาให้ประทังชีวิต ทางทีมงานชมรมโฮปฯ ก็เข้ามาคอยช่วยทำความสะอาด


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    AOT คว้ารางวัล Friendly Design Award 2025 ตอกย้ำความพร้อมท่าอากาศยานเพื่อทุกคน AOT เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ Friendly Design Award 2025 งานมหกรรมอารยสถาปัตย์ นวัตกรรมสุขภาพ รองรับสังคมผู้สูงวัย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 9

    เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นผู้แทนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ Friendly Design Award 2025 จากนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยในงานนี้ AOT ได้รับรางวัลในประเภท “องค์กรภาครัฐ ผู้นำการขับเคลื่อนอารยสถาปัตย์ ขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม รองรับผู้สูงวัย ส่งเสริมสิทธิผู้พิการ และการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล” สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาท่าอากาศยานให้เข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
    ทั้งนี้ งานมอบรางวัลดังกล่าว จัดขึ้น ณ ฮอลล์ 101 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนรมิตบรรยากาศเฉลิมฉลองคริสต์มาสและปีใหม่ 2569 พร้อมเปิด 4 จุดถ่ายภาพสุดพิเศษต้อนรับผู้โดยสารจากทั่วโลก

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2569 ด้วยการประดับตกแต่งพื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Glamour X Mas in Warm Red” ถ่ายทอดกลิ่นอายแห่งความสุข ความอบอุ่น และความรื่นเริงในช่วงเทศกาลปลายปี ทสภ. ประดับตกแต่งและจัดพื้นที่ถ่ายภาพพิเศษรวม 4 จุด เพื่อสร้างประสบการณ์และความประทับใจแก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายในอาคารผู้โดยสารโดยการตกแต่งซุ้มคริสต์มาสในโทนสีแดง–ทอง เติมเต็มบรรยากาศแห่งการต้อนรับตั้งแต่โถงผู้โดยสารขาออก บริเวณประตูทางเข้า–ออก 2, 4, 6, 8 และ 10 ชั้น 4 อาคารผู้

    โดยสาร จุดถ่ายภาพภายในอาคารเทียบเครื่องบิน D ชั้น 4 (ฝั่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตก) ออกแบบเป็นฉากคริสต์มาสมาร์เก็ต (Christmas Market) เพื่อให้ผู้โดยสารได้เก็บภาพความประทับใจระหว่างรอขึ้นเครื่อง และ บริเวณสายพานรับกระเป๋าหมายเลข 11–12 ชั้น 2 โถงผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ จัดเป็นธีมหมู่บ้านซานตาคลอส Winter Village เพื่อมอบความรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ทุกจุดถ่ายภาพเปิดให้ผู้โดยสารเยี่ยมชมและร่วมบันทึกช่วงเวลาแห่งความสุขได้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569
    ทสภ. มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการให้บริการภายใต้แนวคิด World Class Hospitality เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่อบอุ่น และน่าประทับใจ ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นประตูสู่ประเทศไทย ทำหน้าที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ ทำบุญกว่า 1 ล้านบาท มอบให้รพ.ตำรวจ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระพันปีหลวง

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พระวชิรคณาทร

    ดร.เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง หรือ เจ้าคุณแจ้ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มี นาย ขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธาน ในพิธี พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการทุกหมู่เหล่า และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเพื่อน้อม บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และความจงรักภักดีอย่างล้นพ้น

    หลังจากเสร็จสิ้นพิธี เพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลครบ 50 วัน “ปัญญาสมวาร” เนื่องในวันสวรรคต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้าน เจ้าคุณแจ้ ได้มอบเงินให้กับ โรงเรียน วัด โรงพยาบาล และสถานีตำรวจ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียนและโรงพยาบาลที่เกิดขึ้น

    โดย พระวชิรคณาทร หรือ เจ้าคุณแจ้ บอกว่า สำหรับการมอบเงินสนับสนุนหน่วยงานต่างๆในวันนี้ เป็นเงินจากส่วนตัวที่มีญาติโยมถวายใส่ซองในงานกิจนิมนต์ต่างๆตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งในทุกๆปี จะนำปัจจัยที่ได้จากกิจนิมนต์รวบรวมเอาไว้และจะเปิดซองปีละสองครั้ง

    เพื่อนำปัจจัยทั้งหมดมอบให้สาธารณประโยชน์ ทั้งเรื่องการแพทย์ การศึกษา ตำรวจ ทหาร และชุมชน ซึ่งครั้งนี้สามารถรวบรวมปัจจัยได้ทั้งหมด 1.2 ล้านบา จึงนำมามอบในครั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้กับ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /งานแถลงข่าว เทศบาลนครเชียงรายชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ นครแห่งสีสันและเทศกาลดอกไม้งาม ปีที่ 22

    แชร์เนื้อหานี้

    เทศบาลนครเชียงราย ร่วมกับส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมส่งเสริม การท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุข กระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และส่งเสริมให้จังหวัดเชียงรายก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    เมื่อช่วงเย็นเวลา17.00น.วันที่ 11ธันวาคม2568 นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เข้าร่วมการแถลงข่าวการจัดเตรียม การจัดงานเทศกาลดอกไม้งาม นครเชียงราย ปีที่ 22 เรียงร้อยใจ ดอกไม้ถวายแม่ ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568-18 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อสื่อมวลชทุกแขนงสาขา ณ อาคารเทิดพระเกียรติ สมเด็จย่า90ปี เชิงสะพาน ขัวพญามังราย

    นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงรายได้ดำเนินนโยบายขับเคลื่อน การท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “นครแห่งสีสันและเทศกาลตลอดปี” มุ่งสร้างสีสันและบรรยากาศแห่งความสุขผ่าน กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพื่อให้เชียงรายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยเสน่ห์ในทุกฤดูกาล

    พร้อมทั้งยกระดับ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ ทั้งเชิงสุขภาพ กีฬา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กิจกรรมไฮไลต์ของฤดูกาลนี้ คือ “งานเชียงรายดอกไม้งาม ปีที่22” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่ง “นครแห่งดอกไม้งาม”ชมความงดงาม

    ของไม้ดอกเมืองหนาวนานาพันธุ์ อาทิ ดอกลิลลี่ ดอกทิวลิป และกล้วยไม้หลากสีสันนับล้านดอก ที่เนรมิตและสร้างสรรค์ประติมากรรมดอกไม้สุดตระการตา สะท้อนอัตลักษณ์ “เชียงราย เมืองแห่งศิลปะ” ได้อย่างงดงาม โดยปีนี้ยังถ่ายทอดแนวคิดอัน

    งดงาม “เรียงร้อยดวงใจ ดอกไม้ถวายแม่” ถ่ายทอดความจงรักภักดี ความผูกพัน และความงดงามแห่งดอกไม้ที่ร่วมบานสะพรั่งเพื่อ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงสมุนไพรและพืชผักพื้นถิ่น ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัตกรรม

    การจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ชุมชน “ของดีนครเชียงราย” พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมดนตรีในสวน Music in the Park จากศิลปินชื่อดังและการแสดงศิลปวัฒนธรรมของเยาวชนจังหวัดเชียงรายทุกวันเสาร์ ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 โดยงานเชียงรายดอกไม้งามจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ธันวาคม 2568

    และในวันที่ 27 ธันวาคม 2568 พิธีเปิดกิจกรรมดนตรีในสวน Music in the Park วันที่ 28 ธันวาคม 2568 พิธี“ตักบาตรดอกไม้” โดยอัญเชิญพระพุทธรูปเก่าแก่จาก 9 วัดในจังหวัดเชียงราย มาประดิษฐานบนราชรถบุษบก 9 คัน ให้ประชาชนได้กราบสักการะ

    เพื่อความเป็นสิริมงคล เริ่มพิธีเวลา 17.00 น. ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2569 ณ หอนาฬิกานครเชียงราย นอกจากนี้ ในวันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น.เทศบาลนครเชียงรายจะจัดพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปแวดเวียง

    เจียงฮาย และทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่เริ่มตั้งแต่สี่แยกสุริวงค์ถนนธนาลัย ถึงสี่แยกศาลแขวงเชียงราย เพื่อให้ประชาชนและ นักท่องเที่ยวได้ร่วมตักบาตรและกราบสักการะขอพรต้อนรับศักราชใหม่เทศบาลนครเชียงรายขอเชิญชวนประชาชนชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยว

    ร่วมสัมผัสความงดงามของฤดูหนาว ในดินแดน เหนือสุดของสยาม ชื่นชมความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสัน พร้อมดื่มด่ำกลิ่นอายแห่งศิลปะและวัฒนธรรมล้านนา ร่วมกันต้อนรับปีใหม่อย่างมีความสุข
    “#นครเชียงราย #นครแห่งดอกไม้งาม

    พิชานันท์ #วรรมณี #ข่าวเชียงรายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รพ.บางเลนจัดกิจกรรม “ศุกร์สุขใจ” ทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศลและแบ่งปันโอกาสแก่ผู้ยากไร้

    แชร์เนื้อหานี้

    วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 07.30 น. โรง พยาบาลบางเลน ภายใต้การอำนวยการของ นพ.ยุทธกรานต์ ชินโสตร ผอ.รพ.บางเลน พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และประชาชน/ผู้มารับบริการ

    จัดกิจกรรม ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ณ บริเวณชั้น 1 ตึกอำนวยการและอาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบางเลน

    เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อส่งเสริมการแบ่งปันโอกาสให้แก่ผู้ยากไร้และผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน

    ในการนี้ ได้รับความเมตตาจาก ท่านพระครูเกษมถาวรคุณ (ถาวร) สุนทรวิภาค ท่านเจ้าอาวาส พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จากวัดบางเลน จ.นครปฐม มารับบิณฑบาตจากเจ้าหน้าที่และประชาชนอย่างพร้อมเพรียงกัน

    แสดงให้เห็นถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นโอกาสอันดีที่บุคลากรและประชาชนในชุมชน

    จะได้ร่วมกันทำความดี สร้างขวัญและกำลังใจ ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมตามแนวทางของโรงพยาบาลบางเลน
    สมคิด พรมมี ผู้สืีอข่าว นครปฐม

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดงานกาชาด–ของดีจังหวัด 7–15 ม.ค. 69 จับสลากลุ้นรางวัลใหญ่ “ฟอร์จูนเนอร์ 3 คัน”/ ตร.มุกดาหาร ไล่ล่ารถต้องสงสัย ยึดยาบ้า 4 แสนเม็ด

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร แถลงข่าวการจัดงานกาชาดและงานของดีจังหวัดมุกดาหาร ประจำปี 2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–15 มกราคม 2569 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร พร้อมเปิดจำหน่าย สลากกาชาดจังหวัดมุกดาหารประจำปี 2569 เพื่อให้ประชาชนร่วมลุ้นของรางวัลมากมาย พร้อมนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์และการกุศล

    สำหรับ รางวัลที่ 1 ปีนี้จัดเต็มถึง 3 รางวัลใหญ่ ได้แก่ รถอเนกประสงค์ Toyota Fortuner Leader G เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ จำนวน 3 คัน ได้แก่ สีขาวมุก 1 คัน สีดำ 1 คัน และสีเงิน 1 คัน รางวัลที่ 2 ทองคำรูปพรรณหนัก 1 สลึง จำนวน 10 เส้น รางวัลที่ 3 ตู้เย็น 2 ประตู ขนาด 12.3 คิว ยี่ห้อซัมซุง จำนวน 10 เครื่อง รางวัลเลขท้าย 3 ตัว พัดลมฮาตาริ 16 นิ้ว จำนวน 100 ตัว โดยสลากจำหน่ายในราคาฉบับละ 100 บาท โดยจะออกรางวัลในวันที่ 15 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงานกาชาด

    ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารเปิดเผยว่า การจำหน่ายสลากกาชาดเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยรายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีร้านมัจฉากาชาด การจับสลากรางวัลใหญ่–รางวัลปลอบใจ รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคมากมาย เช่น รถจักรยานยนต์ ตู้เย็น ทีวี พัดลม หม้อหุงข้าว ฯลฯ

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อซื้อสลากกาชาดได้ที่สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง ส่วนราชการ ที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสามารถชำระทั้งเงินสดและการสแกนจ่ายนอกจากนี้ยังขอเชิญประชาชนร่วมกิจกรรม “วันรวมน้ำใจชาวมุกดาหาร” ในวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (หลังเก่า) เพื่อร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของ สำหรับใช้ในกิจกรรมหารายได้เพื่อสาธารณกุศลในร้าน “นาวาพาโชค” ของชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดมุกดาหารด้วย

    งานกาชาดมุกดาหาร #ของดีจังหวัดมุกดาหาร #สลากกาชาด2569 #ลุ้นฟอร์จูนเนอร์ #ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    ตร.มุกดาหาร ไล่ล่ารถต้องสงสัย ทิ้งกระบะกลางทุ่งนา – ยึดยาบ้า 4 แสนเม็ดปฏิบัติการไล่ล่ากลางดึก! คนขับไหวตัวทิ้งรถหนีลงทุ่งนา พบของกลาง “ยาบ้า 400,000 เม็ด” ตำรวจเร่งพิสูจน์หลักฐาน–ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

    เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ รอง ผบช.ภ.4 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่สกัดกั้นหลังได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางบ้านท่าไคร้ ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร

    ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบะฟอร์ด สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บจ 4903 มุกดาหาร ขับผ่านมาด้วยท่าทีผิดปกติลักษณะส่ายไปมา มุ่งหน้าไปทางบ้านหนองล่ม ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อตรวจค้น แต่คนขับกลับเร่งเครื่องหลบหนีทันที

    ชุดไล่ล่าติดตามอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งรถคันดังกล่าวขับหนีเข้าไปในซอยตันกลางทุ่งนา บ้านท่าไคร้ คนขับอาศัยความมืดทิ้งรถกระโดดหนีเข้าไปในทุ่งนา เจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหาแต่ไม่พบตัว

    จากการตรวจสอบภายในรถพบสิ่งของต้องสงสัยหลายรายการ โดยพบกระสอบปุ๋ยจำนวน 2 กระสอบ ซุกซ่อนภายในห้องโดยสาร ภายในบรรจุ ยาบ้าประมาณ 200 มัด (มัดละ 2,000 เม็ด) รวม 2,000 ถุง (ถุงละ 200 เม็ด) รวมของกลางทั้งสิ้น ประมาณ 400,000 เม็ด

    เจ้าหน้าที่จึงได้นำรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมยาเสพติดทั้งหมดเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาและตรวจสอบอย่างละเอียดที่ สภ.เมืองมุกดาหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เข้าตรวจเก็บลายนิ้วมือแฝงและ DNA ในรถและบนถุงยาเสพติด เพื่อนำไปสืบสวนขยายผล ออกหมายจับผู้ครอบครองรถและผู้ขับขี่ที่หลบหนีต่อไป

    มุกดาหาร #จับยาบ้า #ยาบ้า400000เม็ด #ปฏิบัติการยาเสพติด #ตำรวจภ4 #ข่าวอาชญากรรม #ไล่ล่ากลางดึก////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.โคกสำโรง ภ.จว.ลพบุรี ประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือนพร้อมมอบนโยบายฯ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 10.00 น.พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิตผกก.สภ.โคกสำโรง,พ.ต.ท.พุฒิพงศ์ พุฒฤทธิ์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.คุณวุฒิ เมธีพิตตินันท์ รอง ผกก.สส.ฯ,

    พ.ต.ท.ธนพล นาถนิติธาดา รอง ผกก.(สอบสวน )ฯ , พ.ต.ท.เสริญราษฎร์ แก้วปนทอง สว.อก.ฯ , พ.ต.ท.อิทธิพันธ์ รัตนพรม สว.สส.ฯ , พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ , พ.ต.ท.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.( ชส.) ฯ ร่วมประชุมข้าราชการตำรวจประจำเดือน

    วัตถุประสงค์หลักเพื่อรับนโยบายและข้อสั่งการ ผู้บังคับบัญชาจะแจ้งข้อราชการ นโยบาย และข้อสั่งการจากหน่วยเหนือลงมายังผู้ใต้บังคับบัญชา ติดตามผลการดำเนินงาน รวมถึงสรุปผลการปฏิบัติงาน ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของแต่ละฝ่ายงานในรอบเดือนที่ผ่านมาของตำรวจ สภ.โคกสำโรง

    และ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง ยังกำชับการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำเรื่องระเบียบวินัย สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ กิจกรรมเสริมสร้างวินัย การเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ และตรวจเครื่องแต่งกายก่อนเริ่มประชุม เสร็จแล้วเลี้ยงอาหารกลางวันข้าราชการตำรวจทุกนาย

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “คณะสงฆ์–ส่วนราชการโคราชผนึกกำลัง แถลงจัดงานทำบุญเมือง 558 ปี ตักบาตรพระหมื่นรูป 8 มี.ค. 69”

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมปทุมญาณมุนี วัดบึงพระอารามหลวง คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น ได้แถลงข่าวเตรียมจัดงานมหามงคล “ทำบุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูป” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 06.00–08.30 น. บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ใจกลางเมืองนครราชสีมา

    การแถลงข่าวนำโดย พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดบึงพระอารามหลวง พร้อมด้วย พระมงคลรัตนสุธี รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) วัดศาลาลอย และ พระโกวิทกิตติสาร รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ร่วมประกาศเชิญชวนประชาชนชาวโคราชและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมงานบุญใหญ่ประจำปี

    ภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นร่วมสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายพรพนา แสนการุณ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา, นายธนากร ประพฤธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา และ นายชัชวาล วงจร รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา

    คณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสำนึกในความสำคัญของการธำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรบนแผ่นดินไทย อีกทั้งยังเป็นวาระสำคัญเนื่องในโอกาสที่เมืองนครราชสีมามีอายุครบ 558 ปี โดยจะมีการตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 10,000 รูป ซึ่งถือเป็นกิจกรรมทางศาสนาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของจังหวัด

    พร้อมกันนี้จะจัดพิธี ทักษิณานุปทาน น้อมถวายเป็นพุทธบูชาและอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
    ,สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ,พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
    , สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงอุทิศส่วนกุศลแด่ ท้าวสุรนารี วีรสตรีผู้ปกป้องเมืองนครราชสีมา

    ทั้งนี้ คณะจัดงานเชิญชวนประชาชนชาวโคราชร่วมกันทำบุญใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและประชาชนในปี 2569

    ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ส. รับตัวบุคคลชาวไทยที่หลบหนีหมายจับคดียาเสพติดจากทางการเมียนมาที่ด่านชายแดนแม่สาย แห่งที่ 2

    แชร์เนื้อหานี้

    ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างสูงสุด โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำนโยบายดังกล่าวมาสู่การขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยการสร้างความปลอดภัยทางสังคม ชุมชน ครอบครัว สุขภาพของประชาชน และเน้นย้ำให้มีการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนที่มาจากปัญหายาเสพติด

    วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย นายวาริส วิสารทานนท์ นายด่านศุลกากรแม่สาย พันโท ธัณชพัทธ์ สอนถม ผู้บังคับกองบังคับการควบคุมผาทมิฬ ฉก.ทัพเจ้าตากฯ นายดนุชา ไชยวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ปปส. ภาค 5 นายสุวิทย์ สิงห์อยู่ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการและบังคับใช้กฎหมาย สำนักงาน ปปส. ภาค 6 ผู้แทนตำรวจภูธรภจังหวัดเชียงราย และผู้แทนสำนักงานประสานงานชายแดนไทย – เมียนมา (TBC)

    ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อประสานความร่วมมือด้านปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับสหภาพเมียนมา พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยหลบหนีหมายจับ สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นความร่วมมืออันดีจากหน่วยงานในประเทศ อาทิเช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์

    ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35.) กองกำลังผาเมือง กรมศุลกากร ฝ่ายปกครองจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิเช่น สำนักงานคณะกรรมการเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Central Committee for Drug Abuse Control : CCDAC) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดท่าขี้เหล็ก ได้ประสานความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวการร่วมกัน จึงนำมาซึ่งการจับกุมและส่งมอบตัว จำนวน 4 คน (ผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด 2 คน)

    ณ สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 (แม่สาย – ท่าขี้เหล็ก) จ.เชียงราย ซึ่งผู้ต้องหาตามหมายจับคดียาเสพติด จำนวน 2 คน ร่วมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภแม่สาย ด่านศุลกากรแม่สาย ตม.จังหวัดเชียงราย ตำรวจแม่สาย ทหาร รับผู้ต้องหา มีรายละเอียดดังนี้
    1. นายพลชนะ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ชาว จ.อุตรดิตถ์ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ จ.7/2566 ข้อหาจำหน่ายโดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคอลไรด์) โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ซึ่งนายพลชนะฯ มีบทบาทเป็นบุคคลในเครือข่ายของนายภัทรพงษ์ฯ ซึ่งเป็นนักค้ายาเสพติดรายสำคัญมีศักยภาพในการจัดหายาบ้าระดับ 500,000 – 1,200,000 เม็ด มาจำหน่ายในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ และ พิษณุโลก


    2. นายวิรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1706/2567 ข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาต
    เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณทางการเมียนมาที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดคนไทย

    ที่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดในทุกระดับการค้า ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ร่วมบูรณาการปราบปรามยาเสพติดและสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินหน้าบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด

    ภาพ/ ข่าว โดย. พงศกร ตันสุวรรณ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ จับมือ ส.ว.นันทนา ส่งอุปกรณ์ทำความสะอาด ช่วยฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยหาดใหญ่

    แชร์เนื้อหานี้

    ชมรมโฮปฯ ผนึกกำลัง ส.ว.นันทนา ส่งต่ออุปกรณ์ทำความสะอาดชุดใหญ่กว่า 180 รายการ ช่วยประชาชนหาดใหญ่เร่งฟื้นฟูบ้านเรือนหลังน้ำท่วม เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา

    ร่วมกับ ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมกันมอบอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยอุปกรณ์ที่มอบประกอบด้วย ไม้กวาดทางมะพร้าว 150 ไม้ , ไม้ขัดพื้น 20 ไม้ และ ถุงมือยาง 10 กล่อง

    อุปกรณ์ทั้งหมดถูกจัดส่งผ่านขนส่งเอกชน เพื่อกระจายไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ให้ประชาชนได้นำไปใช้ฟื้นฟูและทำความสะอาดบ้านเรือนหลังระดับน้ำลดลง
    ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮป

    สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ร่วมกับ ท่าน สว.นันทนา นันทวโรภาส ได้เป็นสะพานบุญ มอบอุปกรณ์ทำความสะอาดที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น ไม้กวาดทางมะพร้าว จำนวน 150 ไม้ / ไม้ขัดพื้น จำนวน 20 ไม้ และ ถุงมือยาง จำนวน 10 กล่อง เพื่อนำไปช่วยผู้ประสบอุทกภัย หาดใหญ่ ใช้ในการทำความสะอาดบ้านเรือน


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /“ฉายแสง แอด.เวนเจอร์-มีเดียลิงค์” ส่งหนังอนิเมะสุดเดือดส่งท้ายปี 2025“มหาเวทย์ผนึกมาร มูฟวี่ อุบัติการณ์ชิบูย่า x จรดลล้างบาง” วันนี้ในโรงภาพยนตร์

    แชร์เนื้อหานี้

    ​จาก ชิบูย่า สู่ กรุงเทพ เตรียมระเบิดความมันส์ ศึกการต่อสู้ครั้งสำคัญ! “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ร่วมกับ “มีเดีย ลิงค์” เปิดตัวรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์อนิเมชั่น “JUJUTSU KAISEN: Shibuya Incident × The Culling Game Advance Screening – The Movie…มหาเวทย์ผนึกมาร มูฟวี่ อุบัติการณ์ชิบูย่า x จรดลล้างบาง” ผลงานของนักเขียนซีรีส์มังงะชื่อดัง เกเกะ อาคุตามิ ฝีมือ

    การกำกับของ โซตะ โกโซโนะ ภายใต้โปรเจกต์ “เมะ” โดยมี คุณชัยวัฒน์ มิ่งไม้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณจิรสิน จารุพรชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จาก บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด และ คุณอุรัสยา อากรสกุล ผู้จัดการฝ่ายลิขสิทธิ์ จาก มีเดียลิงค์ อนิเมชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด ร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติ และ สื่อมวลชน ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีเนเพล็กซ์

    ​งานนี้ได้ 4 หนุ่มจากบ้าน “ดูมันดิ” ได้แก่ ริวจิน ทินภัทร ทัศนีย์ไตรเทพ, แพทจิ จิรชาติ บุษปวนิช, ฟีฟ่า ณัฐวินท์ คุณาลา และ นอร์ท ชัชพล รัตนพงศ์ ร่วมงานเปิดตัวพร้อมขึ้นเวทีพูดคุยถึงความเป็นแฟนตัวยงของมังงะสุดฮิตด้วย ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกับทีมผู้บริหารเป็นที่ระลึกก่อนจะไปร่วมชมภาพยนตร์

    ​“มหาเวทย์ผนึกมาร มูฟวี่ อุบัติการณ์ชิบูย่า x จรดลล้างบาง” เล่าถึง Part 1: Shibuya Incident – Compilation ในคืนฮาโลวีน ปี 2018 ที่คึกคักในย่านชิบูยะ ม่านปีศาจ (Curtain) ปิดลงอย่างกระทันหัน ขังพลเรือนนับไม่ถ้วนไว้ข้างใน ซาโตรุ โกโจ จอมเวทย์คำสาปที่แข็งแกร่งที่สุด ก้าวเข้าสู่ความวุ่นวาย แต่ที่รออยู่คือกับดักที่ ผู้ใช้คำสาปและวิญญาณคำสาป วางแผนไว้เพื่อปิดผนึกเขา ยูจิ อิตาโดริ พร้อมเพื่อนร่วมชั้นและจอมเวทย์คำสาประดับแนวหน้า เข้าสู่สมรภูมิในการปะทะกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

    Part 2: The Culling Game Begins – ตอนที่ 1-2 ของซีซั่น 3 หลังเหตุการณ์ชิบูยะ 10 อาณานิคมทั่วญี่ปุ่นถูกเปลี่ยนเป็นบ่อเกิดของคำสาป ตามแผนของ เคนจาคุ ผู้ใช้คำสาปที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อเกมล่าแห่งความตายเริ่มต้นขึ้น ยูตะ อคคตสึ จอมเวทย์คำสาประดับพิเศษและตัวเอกของ Jujutsu Kaisen 0 ได้รับคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงของโลกจอมเวทย์ให้ประหารชีวิต ยูจิ อิตาโดริ

    การไล่ล่าครั้งนี้จะดุเดือดแค่ไหน ติดตามได้ใน “JUJUTSU KAISEN: Shibuya Incident × The Culling Game Advance Screening – The Movie…มหาเวทย์ผนึกมาร มูฟวี่ อุบัติการณ์ชิบูย่า x จรดลล้างบาง” วันนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั้งระบบ IMAX, 4DX และ MX4D

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นโยบาย Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ”ของกลาง ยาบ้า จำนวน 228,000 เม็ด และยาเสพติดชนิดใหม่ HAPPY WATER 15 ซอง

    แชร์เนื้อหานี้

    หน่วยงานความมั่นคงบูรณาการกำลังตามนโยบาย Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” ประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ

    สถานีเรือบึงกาฬ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตหนองคาย ร่วมกับ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยส่วนสกัดกั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/เหนือ ตอนบน นบ.ยส.24 บก.ควบคุมที่ 2 ตรวจพบกระสอบต้องสงสัยถูกทิ้งไว้บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบังบาตร ตำบลชัยพร อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

    ผลการตรวจสอบพบของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ยาบ้า จำนวน 228,000 เม็ด และยาเสพติดชนิดใหม่ HAPPY WATER จำนวน 15 ซอง ต่อมา ที่สถานีเรือบึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง พร้อมด้วยนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย นายธีระพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติการ ก่อนนำของกลางส่งมอบให้สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปการปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน.
    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดกล้องละครคำพ่อสอน หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร เปิดฤกษ์ชัย ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ณ ไต้เทียนกง บางปู สมุทรปราการ

    แชร์เนื้อหานี้

    ต้าเจียห่าว🪭 เปิดกล้องละครคำพ่อสอนเนื่องในวันพ่อ 5 ธันวาคม หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร เปิดฤกษ์ชัย ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม

    ณ ไต้เทียนกง บางปู สมุทรปราการ ( เลยเมืองโบราณมา 1 กิโล) บรรยากาศการถ่ายทำเต็มไปด้วยนักแสดงระดับอาชีพและนัก

    แสดงกิตติมศักดิ์มากมายทำให้ละครนั้นเข้มข้นสนุกสนานเป็นละครแบบbig stories และยังมีองค์ความรู้ด้านเกี่ยวกับคุณธรรม

    ละครคำพ่อสอน ‘ ฟ้าคราม ดุจพระอาทิตย์ขาว แทนใจรัก The renaissance of Taiwan โดย บริษัทมหามงคลฟิล์ม สตูดิโอ โปรดักชั่น จำกัด ได้นำชีวประวัติของคุณสุธรรม จางขจรศักดิ์

    ประธาน ก่อตั้ง BDi บรรพบุรุษชาวไต้หวันซึ่งได้เข้ามาก่อตั้งทำธุรกิจในจังหวัดสมุทรปราการ ดั่งคำพ่อสอนให้คนรู้จักความกตัญญูกต่อเวที ความดีที่จะส่งให้กับลูกหลาน

    สืบกาลนาน เรื่องเล่าย้อนไป 60 ปีในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 นำแสดงโดย นำแสดงโดย เชน ณัฐวัฒน์ , อ้อน เกวลิน , จิ๊บ รด วสุ , เต้ ทัต

    พงศ์ พงศทัต , อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ , อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ , สินชัย เอื้ออัครวงศ์ , ดร. ยุ้ย กันธิชา , วาม จิรกิตติ์ , ร่วมด้วยนักแสดงค่ายมหามงคลฟิล์มฯกว่า 70 คน

    ( ใช้ตัวแสดงเล่าเรื่อง 5 Gen ) กำกับการแสดงและแอ็คติ้งโค้ช โดย ครูบดินทร์ ดุ๊ก เรียบเรียงโครงสร้างบทประพันธ์

    โดยดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ ผลิตโดยบริษัทมหามงคลฟิล์ม สตูดิโอโปรดักชั่นจำกัด

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 7กวาดล้างอิทธิพล!คดีอุกฉกรรจ์/สะเทือนขวัญ หลายคดี และด่านสามร้อยยอดยึดยาบ้าได้ 1,200,000 เม็ด

    แชร์เนื้อหานี้

    🚨 กวาดล้างอิทธิพล! ตำรวจภูธรภาค 7 จับกุม 2 คดีสะเทือนขวัญที่ประจวบคีรีขันธ์ สังเวยความหึงหวง ดับ 1 เจ็บ 2
    ประจวบคีรีขันธ์ – ตำรวจภูธรภาค 7 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แถลงความคืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์/สะเทือนขวัญ และคดีน่าสนใจในพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 ซึ่งมีการใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย

    💥 คดีที่ 1: ยิงรถยนต์หน้าร้าน “อู่ประจวบมอเตอร์”

    เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 02.37 น. ณ บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 35/2 ถ.เพชรเกษม ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ (อู่ประจวบมอเตอร์) คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์กระบะ 4 ประตู สีดำ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็ก ทะเบียน กจ 5555 ประจวบคีรีขันธ์ จนทรัพย์สินเสียหาย กระจกหลังและกระจกข้างฝั่งซ้าย (ข้างคนขับ) เป็นรูทะลุ โดยขณะนั้นมี นายชญานนท์ หรือแบงค์ จวบนก อายุ 26 ปี เป็นคนขับ และ นายศุภโชค หรือฟอร์ด ขอดประณาม นั่งเป็นผู้โดยสาร แม้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่คนร้ายได้ขับรถหลบหนีไป

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันสืบสวนและจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 ราย คือ นายฐิติพงษ์ หรือตาม กิจหงวน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/1 ม.2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.290/2568 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ในข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ” และ นายอานุภาพ หรือนิว เรืองโรจน์ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92/9 ม.11 ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยได้ตรวจยึดของกลางประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน บพ 9888 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน และกุญแจรถยนต์ จำนวน 1 ดอก ซึ่งตรวจยึดจากนายวิชัย หรือ น้อย เรืองโรจน์ (บิดานายอานุภาพ) ณ บ้านเลขที่ 92/2 หมู่ที่ 11 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จว.ประจวบคีรีขันธ์

    สาเหตุของการก่อเหตุมาจาก ความหึงหวง เนื่องจากนายชญานนท์ (ผู้เสียหาย) ไปคบหาแฟนเก่าของนายฐิติพงษ์ (ผู้ต้องหา)

    🔫 คดีที่ 2: ยิงบนสะพานข้ามทางรถไฟ ดับ 1 เจ็บ 1

    เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 01.10 นาฬิกา บนสะพานข้ามทางรถไฟ ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้ถูกยิงด้วยอาวุธปืน 2 ราย คือ นายสหรัฐ บุญช่วย (เสียชีวิต รพ.ประจวบฯ) และ นายอำนาจ กวดลวด (บาดเจ็บที่แขนซ้าย) คนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทันที ส่วนผู้บาดเจ็บได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

    จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายฐิติพงษ์ หรือตาม กิจหงวน อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 24/1 ม.2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.291/2568 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนฯ” และ นายอดิศรณ์ หรือเขต วารีล้อม อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109/4 ม.2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ จ.292/2568 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ในข้อหาเดียวกัน

    โดยได้ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก เช่น รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น PCX160 สีขาว-ดำ ทะเบียน 1กธ 3637 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน ที่ใช้ก่อเหตุ, กางเกงชายาวสีเขียวลายพราง 1 ตัว, หมวกปีกผ้าคลุมปิดหน้าลายพรางทหาร 1 ใบ, เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า และเสื้อกีฬาแขนสั้นสีแดง ที่ผู้ต้องหาสวมใส่วันเกิดเหตุ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi สีเทา 1 เครื่อง และซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือระบบ AIS 2 ซิม และระบบ Dtac 1 ซิม ที่ตรวจยึดจากพยาน (นายธีระพงษ์ ปิ่นทอง)

    สาเหตุของคดีที่ 2 นี้ สืบเนื่องมาจาก ความหึงหวง เช่นกัน เนื่องจากนายสหรัฐ หรือโซน บุญช่วย (ผู้เสียชีวิต) ไปคบหากับแฟนเก่าของนายฐิติพงษ์ หรือตาม กิจหงวน ผู้ต้องหาคนเดียวกันกับคดีแรก

    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    ตำรวจยึดยาบ้าได้ 1,200,000 เม็ดพร้อมรถยนต์ของกลาง คนขับหนี

    เมื่อเวลา 21.00น.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 บนถนนเพชรเกษม ขาขึ้นกรุงเทพ หมู่ 6 บ้านศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนถึงด่านตรวจถาวรสามร้อยยอด ประมาณ 800 เมตร ตำรวจสายตรวจรถยนต์ กำลังปฎิบัติหน้าที่ตรวจตรา พบรถเก๋งมาสด้าเอสยูวี สีฟ้า รุ่นซีเอ็กซ์ 5 ทะเบียน 5 กย 4045 กรุงเทพมหานคร คาดว่าหน้าเห็นแสงไฟสว่างจากจุดตั้งด่านตรวจ หยุดรถไม่ยอมขับเข้าด่าน พยายามขับถอยหลัง

    เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถยนต์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่มาเห็นความผิดปกติ จึงเขามาสอบถามว่ารถมีปัญหาอะไรรึเปล่า แต่คนขับไม่พูดและพยายามถอยหลังหนี เจ้าหน้าที่พบว่ามีพิรุธจึงสั่งให้หยุดเพื่อตรวจค้นแต่คนขับรถกลับขับหนี หนีมาได้ไม่ไกลก่อนถึงด่านประมาณ 400 เมตร คนขับได้จอดรถทิ้งไว้ข้างทาง อาศัยความมืดหลบหนีเข้าไปในป่า ตำรวจวิ่งตามไปแต่ก็ไม่เจอ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเปิดประตูหลังก็พบกล่องกระดาษ จำนวน 4 กล่องและในห้องโดยสารที่วางเท้าเบาะผู้โดยสารเบาะหลัง ภายในรถก็พบกล่องถุงปุ๋ย จำนวน 2 ภายในปิดบังของภายใน

    จากนั้นจึงรายงาน พ.ต.อ.เฉลิมวุฒิ วงศ์เวียงจันทร์ รองผบก.จ.ประจวบฯ พ.ต.อ.พีรวัส ชูแก้ว ผกก.สภ.สามร้อยยอด ตำรวจชุดสืบสวน รุดมาที่เกิดเหตุพร้อมประสานพิสูจน์หลักฐานตำรวจประจวบฯ ให้มาตรวจสอบ เก็บลายนิ้วมือ เก็บดีเอ็นเอ พร้อมตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในกล่องด้วนสารเคมีก็พบว่าเป็นสาร Metamphetamine (ยาบ้า ) จึงได้อายัดไว้

    จากนั้นจึงรถยนต์ของกลางนำไป สภ.สามร้อยยอดตรวจสอบอย่างละเอียด กล่องทั้งหมดที่พบ มี 6 กล่อง รวมพบยาบ้าทั้งหมด 1,200,000 เม็ด

    สำหรับการที่ตำรวจสามารถยึดยาบ้าล็อตใหญ่ได้ จากตรวจสอบยาเสพติดชุดนี้หหน้าทางภาคเหนือ แต่ที่มาพบว่ารถคันดังกล่าวขับมาทางภาคใต้ ก็เพราะว่าคนขับไม่ชำนาณทาง ระหว่างที่กำลังขนยาบ้าลงสู่ภาคใต้ ก็มาด่านตรวจเสียก่อนจึงได้หลบหนีเข้าไปในซอยก่อนถึงด่าน

    แต่ด้วยไม่รู้เส้นทาง เมื่อขับขึ้นมาบนถนนใหญ่ก็ต้องไปหาที่กลับรถแต่มาถึงก็มาเจอด่านตรวจที่ผ่านมา ทำให้ต้องพยายามขับถอยหลัง และต้องมาเจอรถสายตรวจเสียก่อน จึงทิ้งรถและหลบหนีไปดังกล่าว
    นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ เป็นประธาน ยกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือ พระพุทธเมตตามหาลาภ วัดบางพลีใหญ่กลาง

    แชร์เนื้อหานี้

    วัดบางพลีใหญ่กลางจัดพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือพระพุทธเมตตามหาลาภ ณ อาคารฐานไพทีพระมหาเจดีย์พิศาลวุฒิกิจมงคลมหาชนบูชิต โดยมีเจ้าคุณแจ้เป็นประธาน นำคณะสงฆ์ประกอบพิธีตามธรรมเนียม พร้อมผู้แทนภาครัฐและพุทธศาสนิกชนร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    วันที่ 10 ธันวาคม 2567 เวลา 15.00 น. เจ้าคุณแจ้ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และคณะพระภิกษุสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธียกฉัตรขึ้นประดิษฐานเหนือ พระพุทธเมตตามหาลาภ โดยมีนางวันทา สุโพธิ์ เป็นประธานฝ่ายฆาราวาส จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระพุทธเมตตามหาลาภ

    เจ้าคุณแจ้ พระวชิรคณาทร ดร.เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ณ อาคารฐานไพที พระมหาเจดีย์พิศาลวุฒิกิจมงคลมหาชนบูชิต วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อแสดงความเคารพและความศรัทธา เป็นการสร้างบุญบารมีอันสูงส่ง ซึ่งเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

    จากนั้น เป็นพิธีฉลองฉัตร คณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ สวดบท “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” เพื่อความเป็นสิริมงคล
    โดยมีคณะพระภิกษุสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง / นายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี / พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู / นางสาวณัฎฐาสุภคญา ฐิตินนท์ธนานพ /

    ดร.สายฝน สวัสเอื้อ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ / สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสมุทรปราการ / คณะไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง เข้าร่วมพิธี


    เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ่อเมืองลำปาง สั่งการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลำปาง และนายอำเภอวังเหนือ เข้าตรวจสอบกรณีลุงกับป้าตัดไม้สัก ถูกปรับ ดำเนินคดี

    แชร์เนื้อหานี้

    ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีสองตายายร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับกรณีการใช้อำนาจของผู้ใหญ่บ้าน การถูกดำเนินคดีป่าไม้ การถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และการที่หลานถูกย้ายออกจากโรงเรียนในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ นั้น
    อำเภอวังเหนือได้ลงพื้นที่ และสอบถามข้อมูลจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงในแต่ละประเด็น ดังนี้

    ประเด็นการใช้อำนาจและการปรับเงิน 5,000 บาท
    ในประเด็นนี้ขอชี้แจงว่า เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามธรรมมนูญตำบลวังทรายคำ และทุกหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลวังทรายคำ ได้มีการลงมติตกลงร่วมกันของทุกหมู่บ้าน เพื่อเป็นการตักเตือนและระงับเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ขึ้นได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการธำรงไว้ซึ่งระเบียบของชุมชน ก่อนการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของรัฐ โดยเมื่อปี พ.ศ.2566 นายถนอม ใจไหว ได้ตัดต้นไม้ซึ่งอยู่ในเขต คสล.(ป่าสงวน) จำนวน 1 ต้น จึงได้กระทำผิดตามธรรมมนูญฯ ข้อที่ 7.1 ว่าถ้าตัดไม้ในที่สาธารณะประโยชน์ จับได้ปรับต้นละ 5,000 บาท ดังนั้นนายจำลอง แสนจิตร ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านขณะนั้น ได้ร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้านปรับตามธรรมมนูญฯ ต่อมานายถนอม ใจไหว ได้ยื่นฟ้องนายจำลอง แสนจิตรต่อศาลแขวงลำปาง ซึ่งในระหว่างดำเนินการพิจารณาคดีในชั้นศาล ศาลแขวงลำปางได้นัดไกล่เกลี่ย โดยนายจำลอง แสนจิตร ได้คืนเงินให้กับนายถนอม ใจไหว จนเป็นที่พอใจและนายถนอม ใจไหว แถลงต่อศาลว่าตนไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับนายจำลอง แสนจิตร ขอถอนฟ้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

    ประเด็นการร้องเรียนและการถูกดำเนินคดีป่าไม้ ประเด็นแรก เรื่อง “การตัดต้นสัก 1 ต้น และมีการปรับ 100,000 บาท และครอบครัวไม่มีเงินคุณตาต้องบำเพ็ญประโยน์ถึง 400 ชั่วโมง” อำเภอวังเหนือได้สอบถามข้อมูลไปยังหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง ทราบว่า มีชาวบ้านบ้านทุ่งฮี ตำบลวังทรายคำ จำนวนหนึ่ง ได้ไปร้องเรียนที่หน่วยฯ ว่ามีการตัดไม้สัก 1 ต้น ในพื้นที่ป่าสงวนที่นายถนอม ใจไหว อ้างสิทธิ์ครอบครองอยู่ หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง จึงได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีการตัดต้นสักจริง จึงมีการพูดคุยทำความเข้าใจ แต่ชาวบ้านบ้านทุ่งฮี จำนวนหนึ่ง ได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้ขุนวัง เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งหากเจ้าหน้าทีไม่ดำเนินการ เจ้าหน้าที่อาจจะมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

    ประเด็นที่สอง เรื่อง “ป่าไม้แจ้งความข้อหาแผ้วถางพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาตั้งแต่ ปี 2506 ซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นพ่อ” ขอชี้แจงว่ามี ราษฎรบ้านทุ่งฮี หมู่ที่ 1 ตำบลวังทรายคำ ได้มีหนังสือร้องเรียนต่ออำเภอวังเหนือว่า นายถนอม ใจไหว ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกันและล้อมรั้วในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนวังแปลงสองมาเป็นของตนเอง อำเภอวังเหนือจึงได้มีหนังสือประสานสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบ และต่อมาสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า นายถนอม ใจไหว ได้ทำการล้อมรั้วปิดกั้นทางเดินทางสาธารณประโยชน์ฯ ตามข้อร้องเรียนจริง ซึ่งได้มีการพูดคุยกับ นายถนอม ใจไหว เพื่อแจ้งให้ดำเนินการรื้อถอน แต่นายถนอม ใจไหว ไม่ได้ดำเนินการรื้อถอน ดังนั้น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) จึงได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

    ประเด็นยาย ที่ถูกให้ออกจากการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า จากการตรวจการสอบข้อเท็จจริงจากสาธารณสุขอำเภอวังเหนือ พบว่า บุคคลดังกล่าว ยังไม่ถูกออกจากตำแหน่งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ตามที่ปรากฏในข่าวแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันบุคคลดังกล่าว ยังดำรงตำแหน่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.ประเด็นที่หลานย้ายออกจากโรงเรียนในประเด็นนี้ ขอชี้แจงว่า ได้สอบถามรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งฮี ได้ให้ข้อมูลว่า มีผู้ปกครองมายื่นหนังสือลาออกให้เด็กนักเรียนกรณีดังกล่าวจริงในช่วงปิดภาคเรียน และเด็กนักเรียนดังกล่าวไม่ได้ถูกเพื่อน ๆ กดดันหรือบังคับแต่อย่างใด และได้ย้ายไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่สุข ซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร

      ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 อำเภอวังเหนือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ลำปาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมตรวจสอบลงพื้นที่ตามที่เป็นข่าว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง ได้ตรวจสอบ พบว่า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีพื้นที่บางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ คทช. ซึ่งการดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของกรมป่าไม้ที่เกี่ยวข้องจึงจะดำเนินการได้ โดยอำเภอวังเหนือจะเร่งกำหนดการประชุมร่วมทุกภาคส่วน เพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายต่อไป..

      สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” และ “ยุติธรรมใส่ใจ เติมสุขปีใหม่ ห่วงใยประชาชน”

      แชร์เนื้อหานี้

      วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม มอบหมายให้นายพิชิติ ชัยมาลา ผู้อำนวยการส่วนทัณฑปฏิบัติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาและพัฒนาจิตใจ ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เข้าร่วมกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” และ “ยุติธรรมใส่ใจ เติมสุขปีใหม่ ห่วงใยประชาชน” ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมจังหวัดนครปฐมได้ร่วมกันจัดขึ้น ณ โรงเรียนโพรงมะเดื่อวิทยาคม ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อแสดงความจงรักภักดี ในห้วงเวลาภายใน 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ มอบให้แก่ประชาชน ประจำปี พ.ศ. 2569
      สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

      สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เตรียมจัดการแสดงละครเสภา “ขุนช้าง ขุนแผน”

      แชร์เนื้อหานี้

      มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เตรียมจัดการแสดงละครเทิดพระเกียรติต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปีนี้จัดการแสดงละครเสภา “ขุนช้าง ขุนแผน”

      มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดย นางสาวอัญชุลี สิมะเสถียร ประธานมูลนิธิ ฯ

      ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกันจัดการแสดงละครเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน ตอนพลายชุมพล” เพื่อ

      เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา โดยจะจัดแสดงในวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

      ซึ่งเป็นการจัดการแสดงเพื่อเทิดพระเกียรติต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2566 เป็นการแสดงละครเรื่อง “มโนราห์” ปี 2567 เป็นละครนอกเรื่อง

      “สังข์ทอง ตอนนางมณฑาลงกระท่อม” มาปีนี้ จัดแสดงละครเสภาเรื่อง “ขุนช้าง ขุนแผน ตอน พลายชุมพล” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 องก์ คือ ” ขุนแผนได้แก้วกิริยา“ และองก์ที่ 2 ตอน ” ศึกโกลา สองพี่น้อง“ คือพระไวยกับพลายชุมพล

      โดยมี ดร.วันทนีย์ ม่วงบุญผู้ชำนาญการศิลปการแสดง กรมศิลปากร เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ และควบคุมและกำกับการแสดง ร่วมด้วย นางสาวตวงฤดี ถาพรพาสี และนางสาวธนันดา

      มณีฉาย นาฏศิลปินอาวุโส กรมศิลปากรเป็นผู้ช่วยกำกับการแสดงก่อนการแสดงละครเสภา ขุนข้าง ขุนแผน มีการแสดงหน้าม่าน ชุด ชุมนุมเผ่าไทย รำถวายอาลัย ชุด ”24 ตุลา มหาวิปโยค“

      เพื่อถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการแสดงรำถวายพระพร เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี แต่งเนื้อร้องและประดิษฐ์ท่ารำโดย ดร.วันทนีย์ ม่วงบุญ

      ต่อด้วยละครเสภาเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ซึ่งจะเริ่มด้วยการขับเสภาโดยนายสมชาย ทับพร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรี – ขับร้องปีพุทธศักราช 2565 ต่อด้วยละครภาคแรก

      ตอน ขุนแผนได้แก้วกิริยา อันเนื้อเริ่องโดยสังเขปมีว่า ขุนแผนโกรธแค้นที่ขุนข้างลักพานางวันทองไปอยู่กับตนจึงหาของวิเศษ 3 อย่างได้แก่ ดาบฟ้าฟื้น กุมารทอง และม้าสีหมอก แล้วเดินทางไปยังบ้านขุนช้าง หวังจะพานางวันทองหนี

      เมื่อมาถึงเรือนชุนช้าง ขุนแผนได้ชมพันธุ์ไม้นานาที่ขุนช้างปลูกไว้ และได้พบนางแก้วกิริยา ทั้งสองเกิดมีปฏิพัทธ์ต่อกัน จึงเป็นที่มาของการแสดงอีก 2 ชุดในองก์แรกนี้ คือระบำม้า และระบำดอกไม้ และเพื่อให้ได้บรรยากาศ จึงได้ นำเพลง ” รักไม่รู้ดับ“

      จากคณะนักร้องประสานเสียงอาวุโสไทย และวงประสานเสียงหญิง “ทับทิมสยาม “ มาขับร้องในครั้งนี้ นำโดย นางโสภาวรรณ มงคลธรรมกุล นายกสมาคมนักร้องประสานเสียงอาวุโสไทย โดยมีนายธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ เป็นผู้อำนวยเพลง

      การแสดงละครเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนองก์ที่ 2 ตอน ศึกโกลา สองพี่น้อง เริ่มจากการขับเสภา เพื่อให้ดำเนินเรื่องสอดคล้องกับองก์ที่ 1 หลังจากขุนแผนและแก้วกิริยา ให้กำเนิดพลายชุมพลแล้ว ได้ส่งพลายชุมพลให้ไปอยู่กับย่า ร่วมกับพระไวย ซึ่งเป็นลูกชายของนางวันทองกับขุนแผน

      พระไวยได้แต่งงานกับนางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า และถูกนางสร้อยฟ้า ทำเสน่ห์ จนเกลียดขังและเฆี่ยนตีศรีมาลา เมื่อขุนแผนและพลายชุมพลว่ากล่าวตักเตือน ทำให้พระไวยไม่พอใจ ถึงกับลำเลิกบุญคุณว่าตนเป็นผู้ขอพระพันวษาอภัยโทษให้ขุนแผน ออกจากคุก

      และยังเข้าใจผิดว่าพลายชุมพลเป็นชู้กับศรีมาลา ทำให้ขุนแผนและพลายชุมพลโกรธเคือง จึงร่วมกันทำอุบายโดยพลายชุมพลปลอมตัวเป็นมอญใหม่ ยกทัพมาทำศึกกับพระไวยพี่ชาย อันเป็นที่มาของ ศึกโกลา สองพี่น้อง และเพื่อให้ได้บรรยากาศ จึงได้นำเพลง ”ใครหนอ“

      จากคณะนักร้องประสานเสียงอาวุโสไทย และวงประสานเสียงหญิงทับทิมสยาม มาขับร้องในตอนสุดท้าย ในการนี้ทาง มูลนิธิสมาคมสตรีอุดมศึกษาฯ ได้จัดงานแถลงข่าว และให้สื่อมวลชนเก็บภาพการซ้อมรำในแต่ละชุด เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์เผยแพร่การจัดการแสดงดังกล่าวด้วย

      สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.สุชาติ แท็คมือ อ.จตุรงค์ พร้อมชาวบ้านยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมศิลปากร เรื่อง พระสงฆ์ บุกรุกโบราณสถาน จ.ตาก

      แชร์เนื้อหานี้

      เมื่อ วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา13.00 น. อาจารย์สุชาติ กนกรัตน์มณี ประธานชมรมตามรอยเจ้าตาก, นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา, อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา ร่วมด้วย ชาวบ้านจำนวนหนึ่งใน ต.แม่ท้อ อ.เมืองตาก จ.ตาก เข้ายื่นหนังสือต่อ อธิบดี กรมศิลปากร เรื่องมีผู้บุกรุก “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” ต.แม่ท้อ อ.เมืองตาก จ.ตาก ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของจังหวัดตาก เดิมเคยเป็นวัดที่ “พระเจ้าตากสินมหาราช” เคยไปประกอบพิธีเสี่ยงทายบารมีครั้งยังเป็นเจ้าเมืองตาก โดยมี นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย เป็นผู้รับหนังสือแทน ณ ชั้น 1 กรมศิลปากร ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ​ ทั้งนี้ “วัดดอยข่อยเขาแก้ว” มี “โบสถ์มหาอุตม์” ซึ่งเป็นโบราณสถาณ และโบราณวัตถุ ขึ้นทะเบียนกับ “กรมศิลปากร” ไว้ในราชกิจจานุเบกษา ได้ถูกทิ้งไว้เป็นวัดร้าง จนกระทั่งปัจจุบันมี “พระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง” อาศัยโบสถ์มหาอุตม์ ทำพิธี เชิญชวนชาวบ้านมาบวช โดยอ้างว่าบวชให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทำพิธีบวชพระ บวชเณร เป็นเวลานาน ทำให้โบสถ์เสื่อมโทรม

      ชาวบ้านในตำบลแม่ท้อ ได้คัดค้านการกระทำของกลุ่มพระเหล่านี้ และได้มีการร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้ใช้โบสถ์นี้ทำพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากทรุดโทรมมาก และไม่มีผู้ดูแล กลุ่มพระเหล่านี้ยังมีการหาผลประโยชน์จากการทำกิจกรรมในโบสถ์ เป็นเวลานานหลายปี นักวิชาการทั้งหลาย จึงเข้ามาช่วยชาวบ้านแม่ท้อต่อสู้ไม่ให้กลุ่มพระเหล่านี้อาศัยโบสถ์ และพระนาม “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เป็นเครื่องมือชักชวนให้คน มาทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นโบสถ์ที่ไม่สมบูรณ์ เรียกว่า “เสมาวิบัติ” แต่กลุ่มพระเหล่านี้ก็ยังดื้อรั้น จัดทำพิธีบวชในโบสถ์ตลอดมา และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 มีการเชิญชวนเจ้าคณะจังหวัด มาทำพิธี “เสมาสมมุติ” เพื่อฝืนจัดงาน ซึ่งงานบวชจะจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 ในขณะที่ยังมีกรณีพิพาทอยู่ในพื้นที่

      นักวิชาการพร้อมด้วยผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นชาวบ้านตำบลแม่ท้อ จังหวัดตาก มาขอร้องเรียน และคัดค้านการใช้โบสถ์ดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์วัตถุโบราณนี้ ให้ลูกหลาน และประชาชน ได้เก็บไว้รักษาดูแล และศึกษา เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะโบสถ์หลังนี้ใกล้พลุพังเต็มที่แล้ว​โดย อาจารย์สุชาติ เผยถึงที่มาในครั้งนี้ว่า​“วันนี้มายื่นหนังสือที่ กรมศิลปากร ให้กับท่านอธิบดีเรื่องมีผู้ไปบุกรุกโบราณสถานที่จังหวัดตาก ซึ่งเดิมเคยเป็นวัดที่พระเจ้าตากสินมหาราชเคยไปประกอบพิธีเสี่ยงทายบารมีครั้งยังเป็นเจ้าเมืองตาก ต่อมาปัจจุบันวันนี้เป็นวัดร้าง ถูกประกาศให้เป็นเขตโบราณสถานมาหลาย 10 ปีแล้ว

      มีผู้ไปบุกรุกมานานหลาย 10 ปี เราเลยมายื่นหนังสือ เพื่อขอให้ท่านอธิบดีช่วยพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย จริงๆ เรื่องนี้ยืดเยื้อมานานแล้ว แต่ไม่มีการใช้บังคับกฎหมายอย่างจริงจัง เราก็เลยมานำเรียนท่านอธิบดี โดยมี พี่วสันต์ ที่เป็นผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ดูแลพื้นที่อยู่พอดี ก็มารับเรื่อง ขอให้ท่านช่วยพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย มิฉะนั้นต่อไปมันก็เป็นตัวอย่างที่ใครจะทำอะไรก็ได้ เข้าไปบุกรุกโบราณสถานที่ไหนก็ได้ครับ”ด้าน นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ผู้รับหนังสือแทน อธิบดี กรมศิลปากร ก็เผยว่า “วันนี้ได้รับมอบหมายจาก ท่านอธิบดีกรมศิลปากร ให้มารับเรื่องจาก พี่สุชาตินะครับ เบื้องต้นเลยขอขอบคุณ พี่สุชาติและคณะอย่างยิ่งนะครับที่ให้ความสำคัญกับโบราณสถาน และร่วมกับ กรมศิลปากร ในการปกป้อง แต่อย่างไรก็ตาม

      เรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่ค่อนข้างสูง เนื่องจากที่ดินที่ วัดดอยข่อยเขาแก้ว เป็นที่ธรณีสงฆ์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ คือ สำนักพุทธนะครับ กรมศิลปากร ประกาศเขตโบราณสถานก็จริง แต่เราเป็นผู้คุ้มครอง เรากำกับดูแล แต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองจริงๆ คือสำนักพุทธ แล้วก็ด้วยความอาจจะไม่เข้าใจในข้อกฎหมายที่ผ่านมา ก็เลยทำให้การดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร แต่ทั้งนี้เราได้ประชุมล่าสุดแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม โดยมีท่านเจ้าคณะจังหวัดตาก เป็นประธานในที่ประชุม แล้วก็มีมติร่วมกันแล้ว ก็น่าจะเป็นมติสุดท้ายแล้วนะครับว่า หลังสงกรานต์ช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 เราจะเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้างที่บุกรุกบนสถานออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นถ้าจะมีการดำเนินการใดๆ ในพื้นที่โบราณสถาน ผู้เกี่ยวข้องที่จะต้องการดำเนินการจะขออนุญาตตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป โอกาสนี้ก็คงต้องขอขอบพระคุณพี่สุชาติและคณะ แล้วก็คอยติดตามผลงานของ สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ว่าจะเป็นไปตามมติที่นำเรียนของพี่ๆ เค้าหรือเปล่านะครับก็อยากฝากทุกท่านติดตามด้วยเช่นกันครับ”


      นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา กล่าวถึงความคืบหน้าในกรณีนี้ว่า“ตอนนี้เราร้องเรียนทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 ก่อนการจัดงานปีนี้ไปรอบหนึ่ง เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ทางที่ประชุมของจังหวัดตาก เขาก็มีมติมาว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกลุกล้ำนะ โดยไม่ได้ขออนุญาต กรมศิลปากร ออกจากพื้นที่ แต่ก็ปรากฏว่าจนบัดนี้ไม่เป็นไปตามแผนที่นี่อยู่กันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มันมีความสำคัญ แล้วอยู่ๆ จะมีพระรูปหนึ่งรูปใดไปสร้างห้องสุขาทับหลุมศพของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์เหรอครับ มันเป็นเรื่องที่เราต้องอนุรักษ์ไว้ และเราถ้าทำกันไม่ได้ ถ้ารัฐดูแลใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมไม่ได้ ผมว่ารัฐเราล้มเหลวแล้วครับ”
      ในส่วนของ อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา นักวิชาการอิสระด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า

      “ก็ให้ทนายเขาจัดการอย่างเต็มที่นะครับ เต็มเหนี่ยว ก็ถือว่าเต็มเหนี่ยว ใส่ผมมา ผมก็เต็มเหนี่ยวใส่กลับไปนะครับอันนี้เรียนเลย แล้วก็…เวรกรรมมีจริงนะครับ ได้ข่าวว่าพระที่ขี่ออดี้ที่ผมเคยร้องเรียนไป ก็ได้ข่าวว่าเอาออดี้ไปชนสามล้ออีกแล้ว ไม่รู้ว่าใครขับนะ ก็ฝากด้วยละกัน ชาวบ้านหัวเราะ ชาวบ้านยังรู้เลยว่าพระมีตังค์ขี่ออดี้ แล้วก็เอาออดี้ไปชนกันสามล้อ ก็ต้องดูกันไปครับว่า วัดแบบในหนังเรื่อง บุพเพสันนิวาส วัดสวยๆ อย่างงั้น พวกคุณโอเคไหมหรือแบบว่า ผมไปสร้างส้วมอยู่ตรงพระนอนแถวศรีสัชนาลัย สุโขทัย พวกคุณโอเคกันไหม มันคือโบราณสถาน คุณจะมายึดอาศัยว่า ฉันเป็นพระ ฉันจะครอบครองโบราณสถานได้ ผมยืนยันนะครับว่า ผมเอาหมด เพราะผมถือว่า ผมพูดกับพวกท่านดีๆ แล้ว เจ้าคณะปกครองทุกรูป ผมก็ย้ำว่าผมเอาหมด”
      นอกจากนี้ อาจารย์สุชาติ ยังทิ้งท้ายต่อว่า
      “เรื่องเนี้ยมันยืดเยื้อมาเป็นสิบปีแล้วนะ ผู้ที่ขึ้นไปบุกรุกก็เคยต้องพิพากษาจำคุกมาแล้วนะครับ แล้วก็ยังขึ้นไปอยู่เป็นประจำ เราพบว่าขึ้นไปอยู่เป็นประจำ แล้วก็มีหน่วยงานรัฐเข้าไปเรียกว่าตรวจสอบมาตลอดก็ยังอยู่ ดังนั้นเราก็เลยไม่ค่อยมั่นใจว่า ทางหน่วยงานรัฐจะทำหน้าที่จริงจังไหม แต่เมื่อได้คุยกับ พี่วสันต์ แล้วก็คิดว่าเราจะรอดูว่าหลังเมษาฯ ปี 69 ทางเจ้าคณะจังหวัดตาก เป็นคนขอไว้ เราคิดว่าพระนั้นไม่มุสา แต่บังเอิญว่าพวกผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะครับ สิ่งที่ท่านพูด ก็ต้องรอดูต่อไปว่าเจ้าคณะจังหวัดจะปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านพูดหรือไม่ครับ”