เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.เชียงราย เร่งเข้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก มอบน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมลุยฟื้นฟูพื้นที่ ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 มิถุนายน 2568 จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากใน ตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรได้รับ

ความเสียหายอย่างหนัก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะรองผู้อำนวยการจังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ไม่ได้นิ่งนอนใจ

เร่งระดมกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน โดยมีนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ

ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายอาทิตย์ รู้ทำนอง

สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเทิง เขต 1 นายสุชัด เสนคำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเทิง เขต 2 นายสุใจ เชื้อเมืองพาน

สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอพญาเม็งราย เขต 1 บุคลากรกองป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และกองสาธารสุของค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ในครั้งนี้

สถานการณ์น้ำป่าที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ประชาชนจำนวน

มากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค เนื่องจากระบบประปาได้รับความเสียหายและมีโคลนจำนวนมากทับถม

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดส่งรถน้ำขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำน้ำไปใช้ในการอุปโภค

ล้างทำความสะอาดบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยโคลน และใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียม ถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งของที่จำเป็น และที่สำคัญ

คือ น้ำดื่มสะอาด จำนวนมาก เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความขาดแคลนด้านปัจจัยพื้นฐาน

นอกจากทรัพยากรที่ส่งเข้าสนับสนุนแล้ว บุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ยังได้ลงพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการสำรวจความเสียหาย

และวางแผนการฟื้นฟูในระยะต่อไป การช่วยเหลือในครั้งนี้มุ่งเน้นการบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นอย่างครอบคลุม และรวดเร็วที่สุด

เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกท่าน

และยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็น

ปกติสุขอบจเชียงรายเชียงราศูนย์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ(PDOSS)

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขนไม่พะยูง รับสารภาพได้ค่าจ้าง 15,000 บาท ต่อเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าที่ พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. ร.ต.อ.วิมล แก้วชู รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล, ร.ต.ต.ใจเทพ สาลี รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล, ด.ต.ธนพนธ์ เกิดเขาทะลุ ผบ.หมู่.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล. ส.ต.อ.มาตภูมิ รัตนคช ผบ.หมู่.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล. ร่วมกับ นามเจ้าพนักงานตำรวจ กก.5 บก.ปทส. นำโดย ร.ต.ท.ทวีศักดิ์ สมบุญ รอง สว.(ป.) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล, ร.ต.ท.สมพร วิเศษสวัสดิ์ รอง สว.(ป.), ด.ต.วิสุท กันตังกุล ผบ.หมู่.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล. เจ้าพนักงานตำรวจ ปทส.ภ.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.อ.จำนง เต็งประยูร รอง สว.กก.สส.ภ.จว.ชพ. ,ร.ต.ต.ประสาน สุวรรณโณ รอง สว.กก.สส.ภ.จว.ชพ. ,จ.ส.ต.ณัฐวุฒิ มึสติ ผบ.หมู่.กก.สส.ภ.จว.ชพ เจ้าพนักงานกอ.รมน.จว.ชพ. นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ฝ่ายการข่าวฯ ,จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง ,จ.ส.อ.พงศ์ศิลป์ รุ่งอาญา ,จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์

 ทำการจับ1.นายสมัย (สงวนนามสกุล)  อายุ 31 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1 1998 00083 53 4 บ้านเลขที่ 66 หมู่ 10 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยของกลาง ไม้พะยูง ความยาวประมาณ 2 เมตร รวมทั้งสิ้น 73 ท่อน(ไม้หวงห้ามประเภท ก.) .รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 ฒฌ 5915 กทม. เลขตัวถัง MP1TFR40JMT007548 หมายเลขเครื่องยนต์ 4JJ3WD6023 จำนวน 1 คัน  โทรศัพท์ ยี่ห้อเรดมี่ สีดำ ระบบทรูมูฟ หมายเลข 0957808116 จำนวน 1 เครื่อง เลขIMEI(ช่องซิม1) 865504060168585 เลขIMEI(ช่องซิม2)865504060168593
เจ้าหน้าที่ตำรวจนำ รถวิทยุฯ 2406 ออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ขณะตรวจมาถึงบริเวณถนนเพชรเกษม ทล.4 กม.470-471  (ขาเข้า กทม.) ต.นากระตาม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร  ได้พบรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 ฒฌ 5915 กทม. ได้ขับรถแซงรถวิทยุฯ 2406 ของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม มาในช่องทางเดินรถทางขวา ด้วยความเร็ว และมีเหตุสงสัยว่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการเปิดสัญญาณไฟวับวาบ เพื่อเรียกรถคันดังกล่าวให้หยุด เพื่อตรวจสอบและว่ากล่าวตักเตือน เมื่อรถคันดังกล่าวจอดชิดบริเวณขอบทางด้านซ้าย พบ นายสมัย เครือสีดา (ทราบชื่อภายหลัง)  เป็นผู้ขับขี่รถกระบะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบใบขับขี่ และสอบถามนายสมัยฯ ว่าตนได้บรรทุกสิ่งใดมา เบื้องต้น นายสมัยฯ แจ้งว่าบรรทุกทุเรียนมาจาก อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสังเกตเห็น นายสมัยฯ  แสดงอาการพิรุธ ลุกลี้ลุกลน จึงขอทำการตรวจสอบภายในรถ ก่อนจะทำการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ให้ นายสมัยฯ ดูจนเป็นที่พอใจก่อนทำการตรวจค้นและนายสมัยฯ ยินยอมให้ตรวจค้น จากการตรวจสอบพบ  ท่อนไม้ซึ่งยังไม่ได้แปรรูป จำนวนหนึ่ง บรรทุกอยู่ภายในตู้ทึบของรถคันดังกล่าว ที่นายสมัยฯ ขับขี่มา จากการสอบถามนายสมัยฯ เบื้องต้นให้การว่า ท่อนไม้ที่บรรทุกมานั้น เป็นไม้พะยูง เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญตัวนายสมัยฯและรถบรรทุกคันดังกล่าวพร้อมท่อนไม้ที่บรรทุกอยู่ในรถกระบะ มาทำการตรวจสอบโดยละเอียด ที่ หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงท่าแซะ  เจ้าหน้าที่สอบถามนายสมัยฯ ให้การว่า ไม้ที่ตนบรรทุกมานั้น เป็นไม้พะยูง โดยตนได้บรรทุกมาจาก พื้นที  จังหวัดสงขลา ซึ่ง มีชายชาวมาเลเซีย จำนวน 4 คน พร้อมรถบรรทุกติดแผ่นป้ายทะเบียนมาเลเซีย(จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้) นำไม้พะยูงมาให้ตน ซึ่งนัดรับกั บริเวณริมป่าทึบข้างทางและไม่ทราบจุดที่แน่นอน ในพื้นที่ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และนำไปส่ง บริเวณ ริมแม่น้ำโขง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย โดยตนได้รับการว่าจ้างจาก จากนายชัยยพล ถาวรหิรัญพัทธ์ โดยได้ติดต่อและรับงานดังกล่าว ผ่านทางแอบพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งใช้ชื่อ”ขุนเดช” ได้รับค่าจ้างครั้งล่ะ 15,000 บาท  โดยค่าจ้างดังกล่าว ได้รับโอนผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย หมายเลขบัญชี 0908287878 ชื่อบัญชี นายชัยยพล  ถาวรหิรัญพัทธ์ โดยนายสมัยฯ ให้การเพิ่มเติมว่าตนได้รับการว่าจ้างให้บรรทุกไม้พะยูง จากนายชัยยพลฯ มาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จนกระทำถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจสอบและจับกุมในครั้งนี้ 

จากการตรวจสอบโดยละเอียด พบว่าไม้พะยูงขนาดความยาวประมาณ 2 เมตร จำนวน 73 ท่อน เป็นไม้หวงห้าม ประเภท ก.(ไม้หวงห้ามธรรมดา) ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530 ลำดับที่ 53 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ นำไม้หวงห้ามเคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาต(ไม่มีใบเบิกทาง) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484

นายสมัย เล่าว่า บรรทุกมาจากสะเดาหาดใหญ่จะนำไปที่จังหวัดหนองคายโดย ได้รับค่าจ้างขนไม้มาเที่ยวละ 15,000 บาทโดยครั้งนี้ได้ขนไม้พะยูงมาเป็นครั้งที่ สี่ ส่วนเที่ยวที่ผ่านมาไปลงที่หนองคายในครั้งนี้จะไปที่โพนพิสัยบริเวณริมแม่น้ำโขง เพื่อนที่รับจ้าง แนะนำมาให้ไปขนไม้ปกติก็จะมีอาชีพรับจ้างทั่วไปขนข้าวขนของขนย้ายบ้านย้ายของให้กับชาวบ้าน อยู่ตลอดส่วนใหญ่ที่ผมเดินทางเข้าไปรับไม้ก็จะเป็นเที่ยวสุดท้ายตลอดส่วนไม้น่าจะมีจำนวนมากกว่านี้เยอะครับ
เจ้าหน้าที่ ตั้งข้อกล่าวหาว่า .

มีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรค2(2) นำไม้หวงห้ามเคลื่อนที่โดยไม่ได้รับอนุญาต(ไม่มีใบเบิกทาง) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 ผู้ถูกจับกุมทราบข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับข้างต้นแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวพร้อมของกลางนำส่ง พงส. สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุดยิ่งใหญ่เปิดมหกรรมทุเรียนชุมพร Chumphon Durian Expo 2025

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.30 .วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่เวทีชั่วคราว ภายในโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ต.บางลึก อ.เมือง จ.ชุมพร นายเธียรชัย ชูกิตติ

วิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมทุเรียนคุณภาพ” (Chumphon Durian Expo 2025) โดยมี นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดชุมพร ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน

นายเธียรชัย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าว เพื่อผลักดันจังหวัดชุมพรสู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมทุเรียน” ของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพ การดูแลรักษา และการควบคุมมาตรฐานสินค้า เพื่อยก

ระดับผลผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่เกษตรกร

นายสุบรรณ์ กล่าวว่า จังหวัดชุมพรเป็นแหล่งผลิตทุเรียนสำคัญของภาคใต้ มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 ชุมพรมีพื้นที่ปลูกกว่า 334,576 ไร่ ส่งออกทุเรียนไปสู่ประเทศจีนมากถึง 60%

งานมหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร กำหนดจัดระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2568 มีกิจกรรมมากมาย เช่น กิจกรรมวิชาการเพื่อการผลิตทุเรียน การเสวนาวิชาการ

นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร การสาธิตการดูแบรักษาทุเรียน การแปรรูปและเพิ่มมูลค่า กิจกรรมชิม ช้อป สินค้าทุเรียนและผลิตภัณฑ์แปรรูปทุเรียนจากชุมชน และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

เด็กไทยว่ายน้ำได้ เปิดฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ภายใต้โครง การฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

วันนี้ (25 มิ.ย. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้จังหวัดชุมพรประจำปี 2568 ในการฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ณ สระว่ายน้ำโรงเรียนมันตานุสรณ์ ตำบลตากแดด อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยมีเด็ก เยาวชน ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วม ฝึกอบรม จำนวน 140 คน ซึ่งโครงการฯดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน มีทักษะการว่ายน้ำ สามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ และรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำได้

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในกลุ่มเด็กอายุ 5 -14 ปี และเป็นอันดับต้นๆ ของเด็กไทยโดยรวม โดยในแต่ละวันมีคนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำประมาณ 10 คน ซึ่ง 1 ใน 5 เป็นเด็กอายุ ต่ำกว่า 15 ปีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งในประเทศไทยได้ ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็ก โดยเน้นย้ำ

ในประเด็นสำคัญ คือการสอนให้เด็กว่ายน้ำเป็น และมีทักษะด้านความปลอดภัยทางน้ำสำหรับเด็กวัยเรียน และในปัจจุบันมีสถานศึกษาต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการเรียนว่ายน้ำ และมีการสนับสนุนและบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในโรงเรียน นับว่าเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั้งภาครัฐบาล และ

เอกชน ทำให้นักเรียนในสังกัดได้มีโอกาสเรียนว่ายน้ำเพื่อเป็นนักกีฬา และสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำได้อย่าง ปลอดภัยรวมทั้งรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทาง น้ำได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นการพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ และเป็นการส่งเสริมการป้องกัน และควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนเป็นรากฐานในการสร้างสุขภาวะที่ดีในทุกพื้นที่

นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร ได้ดำเนินงานโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้จังหวัดชุมพร ประจำปี 2568 ฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ในกลุ่มเด็ก เยาวชน อายุ 6 – 14 ปี ระหว่างวันที่ 23 – 28 มิถุนายน 2568 มีผู้สมัครเข้าร่วม ฝึกอบรม จำนวน 2 รุ่น ๆ ละ 70 คน จำนวน 140 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน มีทักษะการ ว่ายน้ำสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ และรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ

ได้ ส่งเสริมให้เด็ก และเยาวชน ได้นำเอาทักษะไปพัฒนาให้มีขีดความสามารถของตนเองให้สูงขึ้น ได้ใช้เวลาว่างด้วยการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา และออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงอบายมุขสิ่งเสพติด และปัญหาเด็กติดเกมออนไลน์ ร่วมถึงการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี มีคุณภาพ รู้จักใช้ชีวิต ร่วมกับสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก ภาครัฐ และเอกชน จังหวัดชุมพร กรมพลศึกษา และโรงเรียนมันตานุสรณ์ ได้ให้การสนับสนุนวิทยากร และสถานที่ในการจัดโครงการฯ อีกด้วย


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ประชุม” ผลักดันการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบสร้างวัฒนธรรมจังหวัดแพร่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ห้องประชุม จดหมายเหตุ ศาลากลางจังหวัดแพร่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานการ ประชุมคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ จังหวัดแพร่ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จังหวัดแพร่ จัดขึ้น เพื่อรายงานผลการขับเคลื่อนแผน ปฏิบัติกาฯ และผลการดำเนินงานโครงการเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐประจำปี 2568

น ายศรัณ อภิสิทธิเวช ผูู้อำนวยการสำนักงางานป.ป.ช.แพร่ รายงานข้อมูลผลการดำเนินงานในปี 2568 จังหวัดแพร่มีเรื่องกล่าวหาร้องเรียน 52 เรื่อง ร้องเรียน
หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค 27 เรื่อง องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น 21 เรื่อง สถานศึกษา 3 เรื่อง และโรงพยาบาล 1 เรื่อง ซึ่งข้อกล่าวหาทีถูกต้องเรียนมากสุดคือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจ ในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบหรือสุจริต 36 เรื่อง การจัดซื้อจัดจ้าง 10 เรื่อง ร่ำรวยผิดปกติ 3 เรื่อง การ ขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วน รวม 2 เรื่อง และเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ 1 เรื่อง

“ในปี 2567 ผลการประเมินคะแนนความโปร่งใสและการทุจริตในภาพรวมของทั้งประเทศ โดยองค์กรระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ พบว่า ประเทศไทยได้คะแนนต่ำสุดในรอบ 10 ปี แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของต่างชาติมองประเทศไทยเรื่องการทุจริตในด้านลบค่อนข้างมากได้คะแนน 34 คะแนน อยู่ในอันดับ 107 จาก 180 ประเทศ”

ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีหน่วยงานภาคประชาชน ตั้งองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง และส่วนราชการ
จำนวนมาก ดังนั้น ขอให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดแพร่ได้
ยึดมั่น ทำงานในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ด้วยความ
ชื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใสและเป็นธรรม สร้างวัฒนธรรมค่า
นิยมสุจริต มีทัศนคติและพฤติกรรมในการต่อต้านการ
ทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อน
ระดับจังหวัดให้บรรลุเป้าหมายต่อไป

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่
061-595-5297

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลพบุรี สภ.โคกสำโรง ภ. จว.ลพบุรี ร่วมกิจกรรมงานวันต่อต้านยาเสพติดโลก 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มิ.ย.68 เวลา 09.30 น. สภ. โคกสำโรง ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.ฯ พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ โดย พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.(ชส.)ฯ ร.ต.อ.โกวิทย์ พลั่วพันธ์ รอง สวป.(ชส.)ฯ ด.ต.พฤกษ เหมาะสมัย ผบ.หมู่(ป.)ฯ ส.ต.ต.ศรัณญ์ บุญภาพ ผบ.หมู่(ผช.พงส.)ฯ ร่วมกิจกรรม วันต่อต้านยาเสพติดโลก 26 มิ.ย.2568

กับโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลโคกสำโรง ด้วยการเดินรณรงค์ และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของยาเสพติด โดย มีนางสาวกัญญ์ดา ศรพรหมกุล รองปลัดเทศบาลตำบลโคกสำโรง รักษาการผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียน

อนุบาลเทศบาลตำบลโคกสำโรง คณะครู บุคลากร และนักเรียน หน่วยงาน ภาครัฐ ประชาชนชาวโคกสำโรง ร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของยาเสพติด และการแก้ปัญหา ดังนี้

  1. เพื่อให้ประชาชน ชุมชน เยาวชน และหน่วยงานภาคี รับรู้และเห็นถึงความสำคัญของวันต่อต้านยาเสพติด ในการที่จะร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด
  2. เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนในชาติ ที่ร่วมเป็น “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด”
  1. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายในทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตระหนักถึงภัยจากยาเสพติดและเข้าร่วมในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อการเอาชนะยาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน
  2. เพื่อให้วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของการผนึกกำลังของคนในชาติ เพื่อร่วมแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมด

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี
อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “พลิกโฉมเมืองด้วยการจัดรูปที่ดิน ความร่วมมือรัฐ – ท้องถิ่น – ประชาชนขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเมืองน่านสู่อนาคต”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นางสาวจริยาพร จิตต์ใจมั่น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการจังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางบุญจิรา เจริญศักดิ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน นายสุนิรันดร์ ท้วมยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ร่วมมอบโฉนดที่ดิน โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด ผู้บริหารทุกภาคส่วน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมชื่นชมความสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จนี้นำมาซึ่งความยินดีและความภาคภูมิใจที่พี่น้องชาวน่าน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐผ่านโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ระยะที่ 2 ในพื้นที่ 532 ไร่ 1 งาน 23.90 ตารางวา

โดยมีเจ้าของที่ดิน เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 146 ราย พัฒนาที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม ระหว่างถนนโครงการสาย ค5 และ ค8 ผ่านพื้นที่โครงการในแนวทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เชื่อมระหว่างถนนมหายศและถนนโครงการเสนอแนะของกรมทางหลวง สภาพพื้นที่ ก่อนดำเนินโครงการ ที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นา พื้นที่ว่าง ยังไม่มีถนนเข้าถึงแปลงที่ดิน จึงถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีการใช้ประโยชน์เฉพาะพื้นที่ตอนใต้และทางตะวันออกของพื้นที่ตามแนวถนนปัจจุบันเท่านั้น ประกอบกับทางตอนใต้ของพื้นที่โครงการฯ เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านจัดสรร จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและเหมาะสมในการพัฒนาให้เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของชุมชนในอนาคต สอดคล้องกับการวางผังเมืองและการพัฒนาตามผังถนนโครงการที่วางไว้เกิดการพัฒนาเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นเมืองน่าอยู่ ป้องกันการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง เพิ่มมูลค่าของที่ดิน และทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังดำเนินโครงการแล้วเสร็จเจ้าของที่ดินยังมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง นำมาซึ่งประโยชน์แก่เจ้าของที่ดิน ชุมชน และเมือง ณ บริเวณพื้นที่โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า การจัดรูปที่ดิน Land Readjustment ถือเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยและเป็นกลไกการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนหรือประชาชน และเป็นภารกิจสำคัญที่จังหวัดน่านและกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่มีปัญหาหรือเดือดร้อนจากการใช้ที่ดิน ให้สามารถมีส่วนร่วมกับรัฐ ในการพัฒนาที่ดินและคุณภาพชีวิตของตนและชุมชน โครงการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมพัฒนาเมือง ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตรงวัตถุประสงค์ มีสาธารณูปโภคที่เพียงพอและได้มาตรฐาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการภาครัฐ ถือเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเมืองที่ตอบโจทย์กับยุคสมัย อีกทั้งเป็นวิธีการพัฒนาเมืองที่เจ้าของที่ดินยินยอมพร้อมใจเข้าร่วมโครงการฯ ร่วมคิดร่วมพัฒนาไปด้วยกัน ขอขอบคุณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดิน ภาคเอกชน และทุกส่วนราชการที่ได้ร่วมกันผลักดัน และสนับสนุนการดำเนินโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่านตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบันนับว่าใกล้เสร็จสมบูรณ์และนำมาสู่การเปิดใช้ถนนในวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการจัดรูปที่ดินจังหวัดน่านแห่งนี้จะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ โดยภาคีต่างๆ และนำไปสู่การขยายผลการพัฒนาพื้นที่แห่งอื่นๆ ต่อไป

นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง มุ่งเน้นการขับเคลื่อนผังเมืองสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กรมฯ ได้นำวิธีการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเมือง โดยการก่อสร้างถนนตามแนวเส้นทางที่กำหนดไว้ในผังเมืองแก้ปัญหาที่ดิน ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ โดยการนำที่ดินหลายแปลงมารวมกัน แล้วดำเนินการจัดระเบียบและปรับรูปร่างแปลงให้เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ พร้อมกับวางโครงข่ายคมนาคม สร้างถนนเชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ และจัดวางระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า ประปา และระบบระบายน้ำ เพื่อให้พื้นที่นั้นพร้อมรองรับการขยายตัวของเมืองและเศรษฐกิจในอนาคต แนวทางนี้ช่วยให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างมีทิศทาง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเจ้าของที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่มีการพัฒนา เช่น พื้นที่ว่างใจกลางเมือง พื้นที่ชานเมืองที่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ สร้างความมั่นคงให้แก่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง

นางสาวจริยาพร จิตต์ใจมั่น รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวเน้นย้ำว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาพื้นที่เมืองและชุมชนโดยเชิญชวนให้ประชาชนเจ้าของที่ดินนาแปลงที่ดินมารวมกันและปันที่ดินของตนส่วนหนึ่ง เพื่อใช้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน เข้าถึงที่ดินทุกแปลงโดยไม่ต้องเวนคืนที่ดิน พร้อมกับการจัดรูปแปลงที่ดินใหม่ให้ใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีโครงการแล้วในพื้นที่ 54 จังหวัด 71 โครงการ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดิน 19,225 ไร่ คิดเป็นจำนวนแปลงที่ดินที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 5,816 แปลง มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 50,039 ล้านบาท ถนนได้รับการพัฒนา เป็นระยะทาง 217 กิโลเมตร ซึ่งทำให้รัฐประหยัดงบประมาณเวนคืนที่ดิน กว่า 2,772 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ระยะที่ 2 ได้รับการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและออกโฉนดที่ดินแปลงใหม่แล้วเสร็จ บนพื้นที่ 532 ไร่เศษ มีแปลงที่ดิน 185 แปลง เจ้าของที่ดิน 146 ราย ที่มีความพร้อมและยินดีเสียสละที่ดินให้กับโครงการ เพื่อให้ที่ดินได้รับการพัฒนาและมีระบบโครงข่ายคมนาคมที่สะดวก ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการก่อสร้างถนน ตามผังเมืองรวมเมืองน่านภายในโครงการ เป็นเงินทั้งสิ้น 125 ล้านบาท และได้เปิดเป็นทางสาธารณะให้ประชาชนใช้สัญจรอย่างสะดวกและเข้าถึงที่ดินทุกแปลง ซึ่งนับว่าการจัดรูปที่ดิน ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ถือเป็นประโยชน์กับจังหวัดน่านเป็นอย่างยิ่ง

นางบุญจิรา เจริญศักดิ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน กล่าวทิ้งท้าย โครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่จังหวัดน่าน ถือเป็นโครงการตัวอย่างของการพัฒนาเมือง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน เกิดเป็นผลสำเร็จอย่างสูง โดยโครงการะยะที่ ๑ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประเภทรางวัลสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วมจากสำนักงาน ก.พ.ร. ประจำปี พ.ศ. 2562 และสามารถขยายผลจนได้รับรางวัลในประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดีเด่น ประจำาปี พ.ศ. 2567 กรมโยธาธิการและผังเมือง และ จังหวัดน่าน จึงจัดพิธีมอบโฉนดที่ดินและเปิดถนนโครงการจัดรูปที่ดิน เพื่อเปิดการใช้ถนนอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์วิธีการพัฒนาเมืองด้วยการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพื่อให้เกิดการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ : พัฒนาพื้นที่ พัฒนาเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิต”/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื้อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “แม่ทัพกุ้ง” ลงพื้นที่มุกดาหาร มอบพระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร ลั่น “ไม่กลัวคุณไสยหมอผีเขมร” – ชาวบ้านแห่ต้อนรับอบอุ่น มอบแจ่วแมงแคง ดอกกุหลาบแดง เป็นกำลังใจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มิถุนายน 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เดินทางไปยังวัดศรีบุญเรือง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร เพื่อ

ถวาย “พระพุทธปฏิมา ปางสะดุ้งมาร” สมัยอู่ทอง แด่พระราชรัตนโมลี เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อนำประดิษฐานภายในอุโบสถของวัด

ในพิธีดังกล่าวมี นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, พลตำรวจตรีไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ข้าราชการระดับจังหวัด และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีด้วย

ขณะเดินทางถึงประตูวัด พลโท บุญสิน ได้ลงจากรถด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ท่ามกลางชาวบ้านที่มารอต้อนรับแน่นขนัด หลายคนผูกผ้าขาวม้าตามประเพณีอีสาน มอบ

ดอกกุหลาบ และ “แจ่วแมงแคง” อาหารพื้นบ้านยอดนิยม พร้อมขอถ่ายรูปและเซลฟี่อย่างคึกคัก โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ยังพูดคุยทักทายกับชาวบ้านด้วยภาษาอีสานอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก

ภายหลังพิธี แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงาน พร้อมตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวว่ามีหมอผีจากฝั่งกัมพูชาร่ายมนต์ใส่

ตน โดยกล่าวว่า “ผมไม่กลัวหรอกครับ ไม่มีคุณไสยหรือมนต์ดำใดจะทำลายคุณงามความดีที่เรายึดถือได้ ความดีของเราต่างหากที่คุ้มครองเรา”

พลโทบุญสินพาดกลาง #แม่ทัพภาคที่2 #กองทัพภาคที่2 #วัดศรีบุญเรือง #มุกดาหาร #แม่ทัพภาคอีสาน #ข่าววันนี้

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกฯ เปิดประชุมนานาชาติหน่วยยามชายฝั่งอาเซียน 2025 เน้นย้ำความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย มั่นคง และมั่งคั่ง ทางทะเลในอาเซียน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 มิ.ย.68 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดการประชุมนานาชาติหน่วยยามชายฝั่งอาเซียน (ASEAN Coast Guard Forum 2025: ACF 2025) ซึ่งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ที่โรงแรมฮิลตัน พัทยา จังหวัดชลบุรี

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศผู้สังเกตการณ์ และพันธมิตรสำคัญที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้สู่เมืองพัทยา และแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในพิธีเปิดเวทีความร่วมมืออันสำคัญของภูมิภาค ซึ่งเป็นเวทีที่หน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่ง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกอาเซียน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาค เนื่องจากท้องทะเลไม่เพียงเป็นเส้นทางการค้าสำคัญและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ประเทศสมาชิกต้องร่วมกันปกป้องจากภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบ การค้ายาเสพติด การประมงผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมผู้ร่วมจัดงานที่ทุ่มเทดำเนินการประชุมจนสำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดเวทีให้หน่วยงานทางทะเลจากประเทศอาเซียน ผู้สังเกตการณ์ และพันธมิตรสำคัญ อาทิ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีที่ผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างกรอบความร่วมมือและปฏิบัติการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนมีส่วนช่วยสนับสนุนเป้าหมายระยะยาว ในการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายด้วยการอวยพรให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้แนวคิดหลักของปีนี้คือ “ส่งเสริมความปลอดภัย มั่นคง มั่งคั่ง ทางทะเลในอาเซียน” (Fostering Maritime Safety, Security, and Prosperity in ASEAN) ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการการฝึก และรับฟังการบรรยายสถานการณ์การฝึกของศูนย์ปฏิบัติการ ศรชล. พร้อมรับชมการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (Search And Rescue: SAR)

อนึ่ง การประชุม ASEAN Coast Guard Forum เป็นการประชุมหน่วยยามฝั่งในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคง และรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลของประเทศในอาเซียน มีผู้แทนหน่วยรักษาความปลอดภัยชายฝั่งและหน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเลจากประเทศสมาชิกและประเทศสังเกตการณ์อาเซียนเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนการจัดการประชุมฯ รวมผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ทั้งหมดประมาณ 50 คนโดยในปีนี้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACF 2025 ตามมติที่ประชุม ACF 2023 ซึ่งอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2566 โดยฟิลิปปินส์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACF 2024 เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัวห้างหุ้นส่วนจำกัด พหุธน บุรีรัมย์ เอเจนซี่ (BRF) ศูนย์รวมพลังนักธุรกิจเครือข่ายสายเลือดใหม่

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด จุดไฟแห่งความสำเร็จลุกโชนขึ้นอีกครั้งกลางเมืองบุรีรัมย์ เปิดตัวห้างหุ้นส่วนจำกัด พหุธน บุรีรัมย์ เอเจนซี่ (BRF) ศูนย์รวมพลังนักธุรกิจเครือข่ายสายเลือดใหม่ ภายใต้การนำของสองผู้นำรุ่นใหม่มากความสามารถ RCM ภุชงค์ สุดสวาท และ SE สาวิตรี สะอาดล้วน ที่ร่วมกันผลักดัน BRF ให้กลายเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนเครือข่ายธุรกิจ  ซูเลียนแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

บรรยากาศภายในงาน Grand Opening สุดยิ่งใหญ่ ซึ่งจัดขึ้น ณ ใจกลางอำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้รับเกียรติสูงสุดจาก ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง พันธมิตรทางธุรกิจ สมาชิก และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่เวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่ได้ 3 สุดยอดวิทยากรระดับแนวหน้า RCD ปราโมทย์ คงชัยRCD วิมุกดา ภูทับทิม และ RCD ไพบูลย์ เมืองอุดม มาร่วมแชร์ประสบการณ์จริง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และกลยุทธ์เด็ดที่ใช้ขับเคลื่อนชีวิตและธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมปลุกพลังในตัวผู้ร่วมงานให้กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด และเดินหน้าสู่ความฝันด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยพลังบวก

งานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การเปิดบ้าน BRF เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “วิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของซูเลียน” ที่มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างรายได้อย่างมั่นคง และมอบโอกาสให้กับผู้คนในภูมิภาคนี้ได้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า “ภาคอีสาน” พร้อมแล้วที่จะเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจซูเลียนในระดับประเทศ

ก่อนจบงานยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษกับกิจกรรม “จับแจกรางวัลอั่งเปาเงินสด” ที่สร้างทั้งเสียงหัวเราะ ความสุข และพลังใจให้กับสมาชิกทุกคนได้กลับบ้านไปพร้อมแรงบันดาลใจเต็มพิกัด!

BRF ไม่ใช่แค่ศูนย์ธุรกิจ แต่คือศูนย์กลางความฝันที่จับต้องได้ และก้าวต่อไปของความสำเร็จที่เริ่มต้นจากใจกลางบุรีรัมย์!

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง โครงการตำบลยั่งยืนเพื่อแก้ใขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ปีงบประมาณ 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 มิ.ย. 2568 ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.นครินทร์
สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบ ฯ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สก. ห้วยยาง อำเภอห้บสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

มอบหมายให้ พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป สภ.ห้วยยาง ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษฎา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง ตำรวจชดปฏิบัติการตำบลยั่งยืนฯ

นายกิตติรัตน์ ส้มแป้น ปลัดฝ่ายทะเบียนอำเภอทับสะแก นายบุญช่วย โพธิ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านไรใน นายทิวา สุขอวบอ่อง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 บ้านแสงทอง

ต่าบลแสงอรุณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข ( อสม.)คณะกรรมการคุ้ม และ น.ส.ธาราพันธ์ มีแก้ว พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ

ได้ร่วมดำเนินการกิจกรรมบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จำนวนผู้กล้า/ผู้บำบัด ในโครงการจำนวน 34 คน รายละเอียด ดังนี้ 1.การตรวจปัสสาวะหาสาเสพติด ในผู้กล้า/ผู้บำบัด

2.ร่วมกิจกรรมอาสาพัฒนาและนิทรรศการบำบัด โดยร่วมปลูกป่าด้วยการยิงเมล็ดพันธ์พืช เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ความเข้าใจ รักหวงแหน และปกปักรักษา ในทร้พยากรธรรมซาติ อันมีค่าของชาติ และมีความสมัครสมานสามัคคี ในทีมในหมู่คณะ

3.อบรมให้ความรู้/ตักเตือน/เน้นย้ำ ให้ประพฤติตนในการ ลด/ละ/เล็ก ยาเสพติด เมื่อได้เข้าสู่โครงการนี้แล้วให้ได้มีผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด และ ปลุกเร้า/ฝึก

จิตใจ ให้จิตใจมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ในการต่อสู้กับยาเสพติด ด้วยตัวของตนเองอย่างเข้มแข็งต่อไป ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก

//////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย
จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

อำเภอทับสะแก เปิด “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด”อำเภอทับสะแกจับผู้ต้องหา 5 ราย ดำเนินคดี 1 ราย อีก 4 ราย สู่กระบวนการบำบัด

วันที่ 25 มิ.ย.68 ตามแนวทางขับเคลื่อนกรมการปกครอง ประจำปี 2568 ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด”อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การอำนวยการของ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ /ผอ.ศอ.ปส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ สั่งการให้นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก ผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก

มอบหมายให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยสมาชิก อส.อ.ทับสะแกที่ 6 ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ม.5 ต.ทับสะแก จากการตรวจสอบได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวน 5 ราย และมีการสมัครใจยินยอมเข้าสู่กระบวนการบำบัด รพ.ทับสะแก จำนวน 4 ราย และดำเนินคดี จำนวน 1 รายซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกจับกุม ดังนี้

  1. จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยการจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2. เป็นผู้ขับขี่รถยนต์เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย 3. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 6 เม็ด โดยได้บันทึกการจับกุมส่งพนักงานสอบสวนสภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
    //////////////////////////
    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พบผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคนที่มุกดาหาร หลังลื่นล้มมีแผลถลอก ก่อนมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดมุกดาหารได้ตรวจพบผู้ป่วยชายรายหนึ่งที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงบริเวณแขนขวา ที่โรงพยาบาลในอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยแพทย์สงสัยว่าอาจเป็นการติดเชื้อ “เนโครไทซิง ฟาซิไอไทติส” (Necrotizing Fasciitis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบคทีเรียกินเนื้อคน”

จากการสอบถามประวัติพบว่า ผู้ป่วยพักอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ก่อนหน้านี้ได้เกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม ทำให้มีบาดแผลถลอกเล็กน้อยที่บริเวณแขนและข้อศอกขวา หลังจากนั้นไม่นานเริ่มมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีอาการหายใจติดขัดจึงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

ต่อมา ทีมแพทย์ได้ตรวจสอบบาดแผลบริเวณแขนขวาอย่างละเอียด และพบว่ามีอาการอักเสบรุนแรง ลักษณะเนื้อเยื่อเริ่มเน่าเปื่อย และตั้งข้อสงสัยว่าอาจติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อคน

ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในการดูแลของทีมแพทย์โรงพยาบาลในอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยได้รับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะเชื้อแบคทีเรียจะทำลายเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหากปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป

นพ.พงศ์พิพัฒน์​ คุณะชัย​ ประจำ​ร.​พ.มุกดาหาร​ กล่าวว่าเคสนี้เป็นคนไข้ผมเองครับ​ แผลติดเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อ ชื่อ Streptococcus pyogenase ที่แขน ลุกลามอย่างรวดเร็ว มีภาวะชอค
ระบบการทำงานของอวัยวะล้มเหลว ต้องให้ยากระตุ้นความดันเลือด และใส่ท่อช่วยหายใจ

หลังผ่าตัดเนื้อตายและให้ยาปฏิชีวนะ อาการก็ดีขี้นตามลำดับ .. วันนี้ ผู้ป่วยได้กลับบ้านแล้วครับ ช่วงฤดูทำนาพบได้บ่อย ต้องระวังด้วยครับ​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิกาญจนบารมี จัดโครงการคัดกรองมะเร็งนรีเวชในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติฯ

แชร์เนื้อหานี้

มูลนิธิกาญจนบารมี จัดหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ และโครงการคัดกรองมะเร็งนรีเวชในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อค้นหาผู้ป่วย ให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม และมะเร็งรีเวช

***เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 68 ที่สนามหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม ตำบลคำเนียม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ นายทวีศักดิ์ ทรงอยู่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ (Mammogram) ในสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหา

มงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 ก.ค. 67 ซึ่งโครงการดังกล่าว มูลนิธิกาญจนบารมี ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม จัดขึ้นเพื่อค้นหาคัดกรองผู้ป่วย ให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเล็งเต้านม และมะเล็งนรีเวช สร้างความตระหนักการคัดกรองตรวจเต้านมด้วยตนเอง และให้ประชาชนที่มี อายุ 40 ปี ขึ้นไป ได้รับการตรวจเต้านมจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น โดยมี นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอกันทรารมย์ พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

;

***นายวิจิตร บัวจูม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคำเนียม เปิดเผยว่า มะเร็งเต้านม และมะเร็งนรีเวช เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง มักเกิดกับผู้หญิงทีมอายุ 40 ปี ขึ้นไป หรือ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม แต่ทั้งนี้พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การดีมสุรา การรับประทานอาหารไขมันสูง

และขาดการออกกําลังกาย ก็ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งโรคมะเร็งเต้านมสามารถป้องกันได้ ด้วยการออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที ประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป ไม่บริโภคอาหารไขมันสูง นอกจากนีผู้หญิงทุกคนควรที่จะฝึกคล้าเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

***โดยองค์การบริหารส่วนตําบลคําเนียม เล็งเห็นความสําคัญของการคัดกรอง การตรวจเต้านมด้วยตนเอง จึงได้จัดกิจกรรมคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยเครื่องเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ ในสตรีกลุ่มเสียงและด้อยโอกาส เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งโครงการจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 25-26 มิถุนายน 2568 โดยมีประชาชนน เพศหญิงเข้ารับบริการ จำนวน 670 คน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “อำเภอปากคาดคัพ” ฟุตบอลมวลชนกระชับมิตร พร้อมชิงชัย28-29มิถุนายนนี้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดโครงการแข่งขันฟุตบอลมวลชนกระชับความสัมพันธ์ในท้องถิ่น “อําเภอปากคาดคัพ” เปิดสนามสนามแรก ร่วมฉลองงาน fruit festival

ด้วยรายการแข่งขันฟุตบอล ” อําเภอปากคาดคัพ” โดยมีนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด เป็นประธานการประชุมผู้จัดการทีมฟุตบอล ที่ส่งทีมเข้าร่วม

การแข่งขันฟุตบอล ” อําเภอปากคาดคัพ ” พร้อมเป็นสักขีพยาน การจับฉลากแบ่งสายการแข่งขัน ซึ่งจะจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 28 – 29 มิถุนายน 2568 ซึ่งเพื่อ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชน

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ จึงขับเคลื่อนนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ โดยการบูรณาการกิจกรรมโครงการให้สอดคล้องสอดรับ กับ ชุมชนท้องถิ่น โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนการประสานงานการจัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอล “อําเภอปากคาดคัพ”

เป็นอย่างดี จากนายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด และคาดว่าพี่น้องประชาชนที่อําเภอปากคาด และใกล้เคียง ที่มาเที่ยวงาน เทศกาล ปากคาด “fruit festival” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน 2568 ก็สามารถร่วมชมการแข่งขันฟุตบอล “อําเภอปากคาดคัพ” ได้สนุกสนานเช่นกัน

สำหรับทีมฟุตบอลที่เข้าร่วมการแข่งมี 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นประชาชน จำนวน 8 ทีม ทีมปากคาดพิทยาคม ทีมปกครองอำเภอปากคาด ทีมมาดามเบญxสุดหล่อซอย10 ทีมพลังใบ ทีมบ้านไข่ ทีมหนองยองxดามสโต ทีมตับแต่ง และทีมหนองยองพิทยาคมฯ รุ่นVIP ทีมVIPรัตนวาปี ทีมVIPปากยิ้มยูไนเต็ด ทีมVIPโซ่พิสัย และทีมVIPปากคาด

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ด.ช.วัย 15 ถูกเตะสลบคาโรงเรียน ครอบครัวจี้เรียกร้องความเป็นธรรม ยันไม่เคยขอโทษ /สามี ยิงภรรยาเข้ากกหู ทะลุ ท้ายทอย 1 นัด ดื่มเหล้า เสพยา ถกเถียงกัน เกิดหึงหวง

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เฉลิมชาติ โคตรธิสาร” ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี โดยในคลิปจะเห็นนักเรียนชายที่สวมเสื้อแขนสั้นสีแดง เตะเข้าที่ใบหน้าของนักเรียนชายอีกคนที่สวมชุดนักเรียน จนสลบคาที่ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะช่วยดึงร่างของเด็กที่ถูกทำร้ายขึ้นมา พร้อมโพสต์ข้อความว่า
“หลานชายถูกเตะหลับคากลางอากาศ ช่วยหน่อยนะครับ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ช่วยแนะนำด้วยครับ เด็กอายุ 13 ปี คู่อริเป็นลูกทหาร เหตุเกิดที่ จ.อุบลฯ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านหนองหว้า ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพูดคุยกับครอบครัวของเด็กชาย ก (เด็กชายวายุ โสดากุล อายุ 15 ปี) เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยเด็กชายวายุได้โชว์บาดแผลตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหลัง ข้อศอก และริมฝีปากที่ยังคงแดงอยู่ ซึ่งสามารถเห็นบาดแผลได้ชัดเจน แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 1 เดือนแล้วด.ช.วายุ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 โดยเริ่มจากการที่รุ่นน้องมาตบหัวตน ตนจึงตบหัวกลับในวันนั้น วันถัดมารุ่นน้องได้เรียกตนไปพูดคุยที่บริเวณหลังพระใหญ่ ตนจึงไปคนเดียว โดยเข้าใจว่าอาจจะไปเล่นตะกร้อ เพราะรุ่นน้องได้พาเพื่อนในห้องอีก 2 คนมาด้วย ไม่คิดว่าจะถูกทำร้าย หลังจากนั้นจึงถูกทำร้ายร่างกายจนรู้สึกเหมือนหมดสติ จำเหตุการณ์ไม่ได้ และมารู้สึกตัวอีกครั้งประมาณ 2 ทุ่ม พบว่าตนเองปากแตก เจ็บท้ายทอย มีรอยช้ำบริเวณท้ายทอย ศอกทั้งสองข้าง และแผ่นหลัง


หลังเกิดเหตุ ตนและฝ่ายคู่กรณียังไม่ได้มีการพูดคุยกันแต่อย่างใด แต่เห็นว่าคู่กรณีโพสต์โน้ตในอินสตาแกรมว่า“เงินก็ให้ไปแล้ว ยังเอาคลิปไปลงอีก”ซึ่งตนไม่ทราบว่าอีกฝ่ายพูดถึงเงินจำนวนใด เพราะไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อย่างใด ทั้งที่พ่อของอีกฝ่ายได้พูดคุยทางโทรศัพท์ว่าจะโอนเงินค่าเยียวยาจำนวน 10,000 บาท ให้ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการนัดเจรจาใด ๆด.ช.วายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุฝ่ายคู่กรณีก็ไม่ได้มาขอโทษ และตนยังคงรู้สึกโกรธกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยหลังจากเหตุการณ์ตนได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และโรงพยาบาลเบญจลักษ์ ซึ่งแพทย์ระบุว่ามีอาการฟกช้ำตามร่างกายและเจ็บบริเวณท้ายทอย

ด้านนายสุรพล โสดากุล อายุ 44 ปี บิดาของ ด.ช.วายุ เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้ติดต่อผู้ปกครองของคู่กรณีก่อนเพื่อพูดคุย แต่ในตอนแรกอีกฝ่ายไม่ยอมเข้ามาไกล่เกลี่ย อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน จึงขอรอหมายเรียกหรือหมายศาลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต่อมาผู้ปกครองของคู่กรณีได้ติดต่อกลับมาว่า หากกลับมาจากชายแดนเมื่อใด จะขอเปิดใจพูดคุยอีกครั้งนายสุรพลกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่ได้รับการขอโทษใด ๆ จากทั้งฝ่ายนักเรียนคู่กรณีหรือผู้ปกครอง และทางโรงเรียนก็เพียงแจ้งว่าจะดำเนินการกับผู้ที่ปล่อยคลิปวิดีโอเท่านั้น ไม่มีการติดต่อหรือดูแลเยียวยานักเรียนผู้เสียหายแต่อย่างใด โดยหลังจากเหตุการณ์ ด.ช.วายุ ยังไม่ได้กลับไปเรียน และตนมีแผนจะย้ายบุตรมาเรียนในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ แทน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยของลูกชาย

ทั้งนี้ ครอบครัวของ ด.ช.วายุ ได้แจ้งความไว้ที่ สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันถัดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนพุทธเมตตาวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยทางคู่กรณีได้นัดเจรจาไกล่เกลี่ยในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่จะถึงนี้/////

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สามี 32 ปี อยู่อาศัยกับภรรยา วัย 19 ปี ขณะนั่งดื่มเหล้าขาว เสพยา ถกเถียงกัน เกิดหึงหวง เปิดกล่องปืนสั้น 9 มม.ยิงเข้ากกหู ทะลุ ท้ายทอย 1 นัด ก่อนโทรบอกน้าสาว ให้มาช่วยเมีย ร้องไห้กอดร่างอยู่ ตร.รุดสอบหาปืน

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 11.45 น. เจ้าหน้าที่ สภ.เบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บ้านเสียว หมู่ 12 ตำบลเสียว อำเภอเบญจลักษ์ จึงรุดออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 134 บ้านเสียว ในที่เกิดเหตุในบ้านปูน ห้องโล่ง ประตูกระจกแบบเปิดออกสองข้าง ภาพที่ปรากฎด้านในห้อง พบร่องรอยการต่อสู้ พบคราบรอยเลือดกระจายอยู่เต็มพื้นปูน พบกล่องปืน 1 กล่อง พบลูกกระสุนปืน 9 มม.จำนวนหนึ่ง ราว 11 นัด ที่ห่อไว้ในถุงพลาสติก พบขวดเหล้าขาว 1 ขวด พบซองห่อยาบ้า ที่ยังมียาบ้าอยู่ 2 เม็ด และปล่อยว่าง 1 ช่อง สอบเบื้องต้น มีผู้ที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส กำลังส่ง รพ.เบ็ญจลักษ์ ทราบชื่อ นางสาว ภัคนันท์ ปัทราช หรือ อุ้ม อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 15 บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลท่าคล้อ อำเภอเบ็ญจลักษ์ ได้มาอาศัยอยู่กับสามี ราว 3 เดือนเศษ

ที่บ้านเลขที่ 134 บ้านเสียว หมู่ที่ 12 ตำบลท่าคล้อ ในฐานะสามีภรรยากัน กับ นายคมสัน ทองสุ หรือ บรีส อายุ 32 ปี มาอยู่ด้วยกัน 3 เดือนเศษ ขณะที่อุ้ม มีลูกติด 1 คน อายุ 4 ขวบเศษ โดยเบื้องต้น นายบรีส เป็นผู้ก่อเหตุยิงภรรยาตนเอง 1 นัด กระสุนเข้าที่ท้ายทอย ทะลุโหนกแก้ม อาการสาหัส 50/50 ถูกส่งต่อเข้า รพ.เบ็ญจลักษ์ และส่งต่อไปที่ รพ.ศรีสะเกษ โดยมีพ่อแม่ตามไปดูแลด้วย อาการหนัก 50/50 ยังไม่ได้สติ ขณะที่ในที่เกิดเหตุยังไม่พบอาวุธปืน โดยเจ้าหน้าที่ได้พยายามหารอบบ้านแล้ว ปรากฏว่ายังไม่พบ ซึ่งหลังนายบรีส ได้สติ จะได้สอบถามอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัว นายบรีส ไว้ที่เตียงไม้ไผ่หน้าบ้าน และพยายามสอบถามหาสาเหตุ โดยนายบรีส ยังอยู่ในอาการที่มึนเมา แต่ไม่ทราบว่าเมายาบ้า หรือ เมาเหล้าขาว ได้เล่าแบบเมาๆ ว่า ตนรับว่าตนเป็นคนยิงมีย แต่ตนรักเมียตนมาก ที่ยิงตนไม่รู้สึกตัว เพราะตนเมา ตนไม่เคยทำร้ายเมีย และรับว่า เมื่อวานเย็นเสพยา ไป 1 เม็ด แต่ก่อนเกิดเหตุนั่งดื่มเหล้า คุยกันอยู่กับเมีย จากนั้นตนก็ไม่รู้เลยว่า ยิงเมียตนตอนไหน

นาง พัชนี ผิวนวล อายุ 31 ปี ( เสื้อสีเนื้อ ) น้าของอุ้ม เล่าว่า น้องสาวตน ได้มาอยู่อาศัยกับนายบรีส 3 – 4 เดือนแล้ว ในฐานะสามีภรรยา แต่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้จดทะเบียนกัน โดยน้องสาวตนมีลูกติด 1 คน อยู่ระดับอนุบาล 2 แต่ให้อาศัยอยู่กับตายายเลี้ยง อยู่บ้านเก่า ที่บ้านหนองยาง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าคล้อ อำเภอเบ็ญจลักษ์ ที่รู้เพราะนายบรีส โทรบอกว่า ให้มาช่วยภรรยาตนด้วย เพราะภรรยาเขาถูกยิง แค่นั้นก็วางวาย ตนก็ให้สามีตนขับรถมาจากบ้านเหล่ายอด มาดู ก็พบเห็น นายบรีส กำลังล้างเลือดออกจากแขน จากตัว เพราะเขากอดเมียเขา หลังเขายิงเมีย ก่อนเจ้าหน้าที่ รพ.เบ็ญจลักษ์ จะมาถึง และนำตัวภรรยาส่ง รพ.

ขณะที่เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน จาก ภูธรจังหวัดศรีสะเกษ เข้าตรวจสอบเขม่าดินปืนในมือ ในร่างกายของนายบรีส และเก็บหลักฐานในที่เกิด ซึ่ง พันตำรวจเอก เกื้อประยูร หลักบุญ สารวัตรสอยสวนเวร สภ.เบ็ญจลักษ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ตั้งข้อหากับนายบรีส คือ ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, พกพาอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน มาในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีใบอนุญาต รอการสอบสวนอีกครั้ง
////////////////////////////
ภาพ/ข’าววนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประธานหอการค้าศรีสะเกษ เปิดเผยถึงผลกระทบหลังจากปิดด่านชายแดนช่องสะงำจ. ศรีสะเกษ

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตรึงเครียดระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ร่วมถึงสถานการณ์การที่ประกาศล่าสุดให้มีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งหมด ร่วมถึง ด่านถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ภาพรวมตั้งแต่ก่อนปิดด่าน และหลังปิดด่าน ตอนนี้สถานการณ์ไม่ต่างกัน เบื้องต้นเราได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการที่ในพื้นที่ด้านชายแดน อัพเดทสถานการณ์ปัญหาในทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการค้าด้านชายแดนซบเซา เงียบเงา ก่อนหน้าทางผู้ประกอบมีการปรับตัวมาแล้วรอบหนึ่ง ช่วงปรับเวลา ปรับวันเปิด-ปิด ด่าน แต่มีประกาศปิดด่านล่าสุดรอบนี้ก็ไม่ผิดกับการที่คาดไว้ เพราะผู้ประกอบการเตรียมการ เตรียมการรับมือ ไว้แล้วว่าอาจจะมีการปิดด่านลง แต่ทางภาคธุรกิจทางเราก็อยากให้มีการชัดเจนในเรื่องต่างๆ เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้มีการวางแผนอนาคตในการรับมือได้ทัน

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปอีกว่า เบื้องต้นด่านชายแดนถาวรช่องสะงำ เป็นด่านที่ไม่ได้มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เท่ากับด่านปอยเปต หรือ ด่านทางสะแก้ว ซึ่งด่านช่องสะงำของเราส่วนมากจะเป็นด่านที่ค้าขายเครื่องอุปโภค บริโภคให้กับทางกัมพูชาอาทิเช่นเครื่องดื่มมาม่าของแห้งต่างๆ ส่วนทางฝั่งกัมพูชาก็จะเป็นการส่งออกสินค้าทางการเกษตรกรมายังประเทศไทย เช่น มันสำปะหลังเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าทุกวันนี้ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าไปขายที่ฝั่งกัมพูชาได้ ก็ต้องปรับตัวหันมาขายสินค้าภายในประเทศแทนมากขึ้น แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการปิดด่านในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่เป็นประเทศกัมพูชาที่ได้ผลกระทบเช่นกัน และมากกว่าประเทศไทยแน่นอน โดยเฉพาะการส่งออก (มันสำปะหลัง) จากประเทศกัมพูชามายังประเทศไทย ซึ่งถ้าปิดด่านถาวรก็จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับการส่งออกมันสำปะหลังจะทำให้มันสำปะหลังตกค้างในประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าหากจะส่งไปขายยังประเทศอื่นก็คงยากเพราะไม่ได้วางแผนหรือติดต่อการค้าไว้ก่อน

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนมูลค่าเศรษฐกิจการค้าชายแดน การซื้อขาย ภาพรวมตอนนี้ถ้ามีการปิดด่าน ปิดการค้าเลย ตลอด 1 เดือน เราจะเสียเงินประมาณ 100 ล้านบาท ไป แต่ต้องบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เราไม่มีปัญหาอะไรกันเลย ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นปัญหาทาการเมือง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนไปด้วย ซึ่งทางผู้ประกอบการทุกคนอยู่ข้างรัฐบาล อยู่ข้างทหาร กันหมด ซึ่งทุกคนต่างมุ่งหวังว่าประเทศไทยจะได้รับความเป็นธรรม และมาตรการต่างที่ทำออกมาทางผู้ประกอบการเราเข้าใจ

***ในส่วนปัญหาด้านการท่องเที่ยว และยอดการจองโรงแรม ในช่วงนี้ จากที่ได้คุยกับผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงนี้ได้รับผลกระทบด้านจิตวิทยาเพียงเท่านั้น เพราะว่ายังมีนักท่องเที่ยวบ้างรายคิดว่าพื้นที่ชายแดนมันเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น แต่จากการได้พูดคุยกับผู้ประกอบการโรงแรมส่วนหนึ่งก็ได้ยินมาว่ามีการยกเลิกการจองห้องพักบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไร เพียงแต่ว่าพอมันเกิดบรรยากาศการตึงเครียดในพื้นที่ บรรยากาศการท่องเที่ยว บรรยากาศการอยากจับจ่ายซื้อใช้ส่อยของคนในประเทศมันเลยลดลงด้วย

***ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ฝากถึงรัฐบาลไทย และกองทัพว่า อยากให้รัฐบาลมีเอกภาพกับทางกองทัพ และให้รัฐบาล และกองทัพ ออกมาตรการออกมาให้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน ถ้าจะเข้มงวดก็ให้เข้มงวดไปเลย ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราทะเลาะกันเอง ทำให้ภาพที่ออกไปทำให้ประเทศไทยเราเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังอยากจะฝากถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการจากทางรัฐบาลด้วย ถึงผลกระทบจากปัญหาชายแดน ว่าจะมีโครงการไหนบ้างที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น หาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่ส่งออกไม่ได้ หรือ โครงการสินเชื่อต่างๆเพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงิน ในช่วงที่ผู้ประกอบการขาดกระแสเงินสดในช่วงนี้ด้วย
ภาพ/ข’า ววนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัทยาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มความสมดุลทางธรรมชาติชายหาดจอมเทียน ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 มิ.ย.68 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ร่วมกับกรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน โดยมี นายปรีชา ค้าขาย ที่ปรึกษานายกเมืองพัทยา ดร.พิทยา ภิรมย์อ้น ผู้ช่วยเลขานุการ

นายกเมืองพัทยา นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น รองประธานสภาเมืองพัทยา พร้อมสมาชิกสภาเมืองพัทยา และผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน ประธานชุมชนชัยพฤกษ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม ที่บริเวณกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยา กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์อนุบาลสัตว์น้ำ ประกอบด้วยกุ้งแชบ๊วย จำนวน 100,000 ตัว และหอย

หวาน จำนวน 1,000 ตัว เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอยหวานนั้นเพาะพันธุ์ได้ยากกว่าสัตว์น้ำอื่นๆ เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างที่ต้องควบคุม เช่น คุณภาพน้ำทะเล ความสะอาดของน้ำ ซึ่งคุณภาพน้ำทะเลที่มีความเค็มไม่คงที่ และการเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบูมอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดของหอย 

ซึ่งในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่จะร่วมกันนั่งเรือเล็กของกลุ่มประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียนนำไปปล่อยที่แนวปะการังกลางทะเล ทั้งนี้เมืองพัทยานอกจากจะมีการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีเรื่องของอาหารซีฟู้ดด้วย ดังนั้นเรื่องของการอนุบาลสัตว์น้ำก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนัก เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้มีปริมาณมากขึ้น และรักษาความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เฮง เฮง รับซื้อ หรือ เช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด ชลบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 มิถุนายน 2568เฮง เฮง พร็อพเพอร์ตี้นาย ภูวดล พุทธ์เทศน์ ( เฮงกรรมการผู้จัดการบริษัทฝากขาย – ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด

นางสาว นทัยวรรณ ถิ่นถาวรซื้อทาวน์เฮ้าส์สองชั้น พฤกษาวิลล์ 74 บางพระ
392/41 ม.10 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จะ.ชลบุรี

สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาศรีราชา เสี่ย เฮงๆ จัดให้ท่านใดสนใจอยากได้บ้านมือสองบ้านสวยๆ ( แถวศรีราชา ) เสี่ย ( เฮง เฮง ) มีทีมงานครบวงจรสนใจ

ติดต่อเบอร์โทรนี้ได้ – 0917432784
– 0813291222
( เฮง เฮง )

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ศรีสะเกษ ขุนหาญผนึกกำลังซ้อมแผนหนีภัย! นักเรียน-ชุมชนกว่า 350 คน ฮึดรับมือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 15.30 น. เป็นต้นไป ที่โรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ หมู่บ้านห้วยจันทร์ ตำบลห้วยจันทร์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ มีการ

จัดกิจกรรมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเตรียมความพร้อมในการอพยพและหลบภัยหากเกิดกรณีฉุกเฉิน

กิจกรรมดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ นายปวิช รัตวาลย์ นายอำเภอขุนหาญ โดยมอบหมายให้ นายทวี นพเก้า กำนันตำบลห้วยจันทร์ เป็นผู้แทนดำเนินการ พร้อมด้วย ชุดพัฒนาสัมพันธ์มวลชนที่ 2209, นายกองค์การบริหาร

ส่วนตำบลห้วยจันทร์, ผู้นำชุมชน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านป่าไม้ห้วยจันทร์ รวมกว่า 350 คน

การซักซ้อมมีทั้งการประชุมคณะทำงาน การฝึกเข้า “บังเกอร์หลบภัย” การฝึกแถวอพยพ และแผนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุวิกฤตจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถตอบสนองสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ กิจกรรมได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้นำชุมชน คณะครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนที่อาจเกิดขึ้น////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่เฒ่าวัย 74 ปี ถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อรายงาน เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ จากกรณี แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน

ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปี

ลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า
เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 13.30 น. นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งประสบอุบัติเหตุ อยู่ระหว่างพักรักษาตัว ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และต้อง

เลี้ยงดูบุตรชายที่ประสบอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในโอกาสนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท ถุงยังชีพ จำนวน 1 ชุด และผ้าห่ม จำนวน 1 ผืน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในเบื้องต้ น

นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ ลูกสาวป้าแต๋ว เล่าว่า อาการของแม่ยังไม่ดีขึ้น หลังจากที่รับการรักษาที่โรงพยาบาล กลับมาที่บ้านก็มีอาการบวมที่แผลและบอกว่าออกร้อนบริเวณที่แผล และไม่สามารถนอนได้เพราะมีอาการเจ็บ ปวดที่ขาที่หักสาเหตุที่เกิดจากรถชน และยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบก็หมดได้เก็บตัวอย่างไป

ซื้อมารับประทานเพิ่มก็ยังไม่ดีขึ้น ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูล

บาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
วอนผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ต่างด้าวเหิม เปิดบ่อนชนไก่ ใหญ่ที่สุด พื้นที่ปากน้ำหลังสวน จ่ายหนักกับใคร ใครอยู่เบื้องหลัง กอรมน.ชุมพร.บุกจับ เผ่นหนีกระเจิง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 มิ.ย.68 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ธงชัย นุ้ยเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร. พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธ์ รอง ผกก. สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวนฯ ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา, ด.ต.วัชรพันธ์ ชูละออง.จ.ส.ต.อิสรพงษ์ อนุตรเวสารัชน์ จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์ และ จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว ผบ.หมู่ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ จนท.ปฏิบัติการ ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ จนท.ฝ่ายการข่าวฯ

และ จ.ส.อ.พงษ์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล สว.กก.5 บก.ป. ด.ต.บรรจบ งานดี ด.ต.ณัฏฐ์ธนัน ม่วงยืนนาน ส.ต.อ.ทวีศักดิ์ สูงสง่าวงศ์ ผบ.หมู่.กก.5 บก.ป. เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง นำโดย นายเกียรติภูมิ โภคผล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองชำนาญงาน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทท.3

ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3. ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ต.ต.ยุทธพงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส. ทท.2 กก.2 บก.ทท.3.ด.ต.สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู่ ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.3

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จว.ชุมพร ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร, พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส) ตม.จว.ชุมพร พร้อมด้วย ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์, ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ, ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพรเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากน้ำหลังสวน

นำโดย พ.ต.ท.วัชรินทร์ เพชรทอง สว.สส.สภ.ปากน้ำชุมพร พร้อมด้วย ร.ต.ต.ยุทธชัย ชำนาญการ และ ด.ต.ณัฐวุฒิ มณีนวล ผบ.หมู่ สส.สภ.ปากน้ำหลังสวนได้ร่วมกันจับกุมตัว 1. MR.Hein Min Soe (นายฮิน มิน โช) สัญชาติเมียนมาร์ 2. Mr.Aye Naing (นายเอ นาย) สัญชาติเมียนมาร์ 3. Mr.Moe Win (นายโม วิน) สัญชาติเมียนมาร์ 4. Miss Ma Ngy (นางมา แง) สัญชาติเมียนมาร์ 5. Mr.XOKMIXAY (โชคมีชัย) สัญชาติลาว

6. MR.AUNG THU (อาว ทุ) สัญชาติเมียนมาร์ 7. นายบุญหลาย เรื่องเดช อายุ 50 ปี ที่อยู่ 5 ม.4 ต.เหล่ากวาง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ 8. นายแดง วรรณพาน อายุ 75 ปี ที่อยู่ 333 ม.13 ต.นาขา อ.หลังสวน จ.ชุมพร 9. นายอนุชัย ปิยะวงษ์ อายุ 48 ปี ที่อยู่ 54/1 ม.6 ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร 10.

นายสวัสดิ์ รุ่งแสง อายุ 48 ปี ที่อยู่ 182 ม.6 ต.หาดยาย อ.หลังสวน จ.ชุมพร 11. นายนิพนธ์ อินทร์น้อย อายุ 49 ปี ที่อยู่ 41/1 ม.2 ต.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร 12. นายธวัชชัย ควนทองสุข อายุ 33 ปี ที่อยู่ 9849 ม.13 ต.ทุ่งหลวง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีปิดโครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร รุ่นที่ 9 และมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (23 มิ.ย. 68) เวลา 10.00น. ณ ห้องทับทิม โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปิดโครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร รุ่นที่ 9 และพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร ร่วมด้วย

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายวิบูลย์ศักดิ์ โพธิ์ธารส รองนายกเทศมนตรีฯ นายณัฐวัฒน์ โชติกสถิตย์ ประธานสภาเทศบาลเมืองชุมพร พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลฯ นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลฯ นายสายันย์ หัสรินทร์ รองปลัดเทศบาลฯ และหัวหน้าส่วนการงาน ร่วมเป็นเกียรติใน

นางวรางคณา สรรเสริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ เพื่ออบรมส่งเสริมฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจและรายได้ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี คงความแข็ง

แรงไว้ให้นานที่สุด โดยหลักการดำเนินการ อยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า ผู้สูงอายุมีคุณค่า มีศักยภาพและมีศักดิ์ศรี ควรได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้มีส่วนร่วมทำประโยชน์ให้สังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ผู้สูงอายุ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้สูงอายุและสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในการอบรมครั้งนี้ ใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพ เทศบาลเมืองชุมพร มีนักเรียนผู้สูงอายุเข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 230 คน และมีจิตอาสาร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโรงเรียน จำนวน 25 คน ระยะเวลาการอบรม 3 เดือน ทุกวันพฤหัสบดี หลักสูตรการอบรม เรียนรู้การส่งเสริม ฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพกาย จิตใจ สังคมเศรษฐกิจและการส่งเสริมรายได้ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพิ่มทักษะชีวิตแก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนการเป็นคลังปัญญาให้ลูกหลาน

ด้านนายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร กล่าวว่า โครงการอบรมเพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักเรียนผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองชุมพร เป็นการเตรียมการรองรับสถานการณ์และสังคมผู้สูงอายุ ของประชากรในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยการส่งเสริมความรู้และเรียนรู้การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เรียนรู้และพัฒนาทักษะในการดูแลตนเอง จะนำไปสู่การเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานดูแลคุณภาพชีวิตของประชากรในเขตของเทศบาลเมืองชุมพร

ได้มีการดึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้าง ร่วมดำเนินงานในการดูแลส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุ และใช้ชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการ ยึดหลักแนวคิดทำให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า เข้าสู่วัยชราอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี และส่งต่อภูมิปัญญาสืบสานประเพณีวัฒนธรรมให้ลูกหลานต่อไป

และผมขอชื่นชมจิตอาสาร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 25 คน ที่เสียสละเวลาและกำลังกายในการดำเนินงานโรงเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพร ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนผู้สูงอายุทุกท่านในที่นี้ จะได้รับประโยชน์จากการมาเป็นนักเรียนผู้สูงอายุของเทศบาลเมืองชุมพรในครั้งนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / 599 ถุงยังชีพแห่งความหวัง ถวายพระกุศลสมเด็จพระสังฆราช ครบ 98 พรรษา

แชร์เนื้อหานี้

🌸 ในบ่ายวันอาทิตย์ที่แสงแดดส่องประกายอบอุ่น วันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ศาลาการเปรียญวัดตรีญาติ ต.พงสวาย อ.ราชบุรี จ.ราชบุรี ช่วงเวลาแห่งบุญและการแบ่งปัน

🏛️ #พิธีแห่งเมตตาธรรมที่งดงาม มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดยคุณเมลดา โอฬาร์ชน และคุณวนิดา เลิศสุวานนท์ กรรมการอุปถัมภ์ พร้อมด้วยคุณสาธิมา ลาชโรจน์

รองประธานมูลนิธิฯ ได้ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 98 พรรษา

🧡 #599ถุงยังชีพ… 599 ดวงใจแห่งความหวัง สิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษและสร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง คือการมอบถุงยังชีพจำนวน 599 ชุด ให้แก่ตัวแทนตำบลและหมู่บ้านในจังหวัดราชบุรี ตัวเลข 599 ไม่ใช่เพียงแค่จำนวน แต่เป็นสัญลักษณ์ของหัวใจ 599 ดวงที่จะได้รับความอบอุ่นและกำลังใจในช่วงเวลาที่ต้องการ

💎 #เมื่อถุงยังชีพกลายเป็นสะพานแห่งเมตตา ถุงยังชีพแต่ละใบไม่ได้บรรจุเพียงแค่สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ยังเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา และความหวังดี การให้ทานในรูปแบบนี้เป็นการขยายวงกว้างของเมตตาธรรม ที่ไหลเวียนจากผู้ให้สู่ผู้รับ และสร้างคลื่นแห่งความดีที่ไม่มีวันสิ้นสุด และการมีพระ

พรหมมงคลวัชราจารย์ (ไสว วัฑฒโน) ซึ่งเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานสงฆ์ในพิธีครั้งนี้ ยิ่งเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความหมายลึกซึ้งให้กับงาน เสียงพระสวดมนต์ที่ก้องกังวานไปทั่วศาลาการเปรียญ ดุจจะเป็นการส่งผ่านพรพระราชทานให้ถึงทุกหัวใจที่อยู่ในงาน

🧘‍♀️ #นั่งสมาธิน้อมส่งบุญ ช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนทุกคนนั่งสมาธิและเจริญจิตภาวนาร่วมกัน เป็นภาพที่สวยงามและสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง ในความเงียบสงบนั้น หัวใจของทุกคนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว น้อมถวายความกตัญญูและความเคารพต่อสมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงเป็นแสงประทีปนำทางด้านจิตใจให้แก่ชาวพุทธทั่วโลก

🌟 #อานิสงส์ที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การทำบุญครั้งนี้สร้างผลดีในหลายมิติ สำหรับผู้ให้ทาน ได้รับบุญกุศลและปลูกฝังจิตใจให้มีเมตตากรุณา ขณะที่ผู้รับได้

รับทั้งความช่วยเหลือในทางวัตถุและความอบอุ่นใจในทางจิตใจ สำหรับสังคมโดยรวม งานนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามัคคี และสืบทอดประเพณีอันงดงามของการทำบุญตามหลักพุทธศาสนา

🌈 #เมื่อน้ำใจไทยเบิกบาน การจัดงานในโอกาสพระชนมายุสมเด็จพระสังฆราช 98 พรรษา ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของการให้ การแบ่งปัน และการอยู่ร่วมกัน

ด้วยเมตตา กรุณา ขอให้พระบารมีของสมเด็จพระสังฆราช และบุญกुศลจากการทำงานครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความสุข ความเจริญ และสันติสุขแก่ทุกชีวิตที่เกี่ยวข้อง และขยายไปสู่สังคมไทยและโลกใบนี้ตลอดไป🙏

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ททท. จัดยิ่งใหญ่ “คาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จ.ภาคเหนือ” นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

ททท. จัดยิ่งใหญ่ “คาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จังหวัดภาคเหนือ” นำขบวนผู้ประกอบการ-สื่อมวลชนจีน/ไทย เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวภาคเหนือทางรถยนต์ โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวภาคเหนือผ่านตำนานและ Grand Moment เมืองหลัก – เมืองน่าเที่ยว 17 จังหวัด มุ่งสู่การกระตุ้นเป้านักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 26.5 ล้านคน-ครั้ง ดันรายได้ท่องเที่ยวโตไม่ต่ำกว่า 1.74 ล้านบาท
วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ณ ร้านอาหารเคียงน้ำ จังหวัดตาก

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ต้อนรับคณะคาราวานตามรอยตำนานพิชิต 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมี ททท.สำนักงานตาก ผู้แทนภาคส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตากร่วมต้อนรับ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตากกล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มาต้อนรับคณะนักท่องเที่ยวทุกท่านอย่างเป็นทางการจังหวัดตากเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นทั้งทางด้านภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี และแหล่ง

ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีและความอบอุ่นจากคนในท้องถิ่น ทุกท่านจะได้เห็นศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดตากในการต้อนรับนักท่องเที่ยวบนมาตรฐานความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระผมเชื่อมั่นว่าหลังจากที่ท่านได้เยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดแล้วจักช่วยทำให้ท่านสามารถประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวและแบ่งปันความสุข บอกเล่าประสบการณ์ที่มีคุณค่าของจังหวัดตากต่อไปได้ สุขทันทีที่เที่ยวตาก

นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม “คาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ” ระหว่างวันที่ 10-26 มิถุนายน 2568 โดยในครั้งนี้ ททท. ได้นำคณะคาราวานฯ จำนวน 150 คน พร้อมด้วยรถยนต์จำนวน 35 คัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าสู่ประเทศไทย ณ ด่านพรมแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเดินทางสัมผัสประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าประทับใจในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

กิจกรรมคาราวานในครั้งนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวที่น่าจดจำและแตกต่างออกไปจากเดิม ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว (story telling) 17 ตำนานอันน่าประทับใจ ในเส้นทางท่องเที่ยว 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ตำนานพระแก้วมรกต จังหวัดเชียงราย ตำนานไทลื้อ จังหวัดพะเยา ตำนานกระซิบรัก

ปู่ม่าน ย่าม่าน จังหวัดน่าน ตำนานบ้านเก่า เมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ตำนานเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ตำนานพระอจนะพูดได้ จังหวัดสุโขทัย ตำนานเมืองสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ตำนานเมืองชาละวัน จังหวัดพิจิตร ตำนานเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตำนานปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ตำนานแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ตำนานชั่วฟ้าดินสลาย จังหวัดกำแพงเพชร ตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก ตำนานเขลางค์นคร จังหวัดลำปาง ตำนานพระนางจามเทวี จังหวัดลำพูน ตำนานสมเด็จพระสุพรรณกัลยา จังหวัดแม่ฮ่องสอน และตำนานเจ้าดารารัศมี จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ภูมิภาคภาคเหนือยังได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวตามเส้นทาง Grand Momentที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำและมีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก แหล่งท่องเที่ยวชุมชน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความหลากหลายของอาหารพื้นเมือง สินค้าหัตถกรรมฝีมือประณีตรวมทั้งไมตรีจิตอันอบอุ่นของผู้คนในภาคเหนือ

นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก กล่าวว่าคาราวานตามรอยตำนาน 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าพื้นที่จังหวัดตากใน วันที่ 22-23 มิถุนายน 2568 โดยจังหวัดตากนำเสนอตำนานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วัดดอยข่อยเขาแก้ว) ในงานเลี้ยง ททท.สำนักงานตากได้นำสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมาเสนอขาย เพื่อเป็นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ รวมไปถึงเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของจังหวัดตากให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างซึ่งถือได้ว่าเป็นการเพิ่มวันพักค้างและกระจายรายได้สู่จังหวัดตากต่อไป

เที่ยวตากหน้าฝน #TATTAK #คาราวานตามรอยตำนาน17จังหวัดภาคเหนือGoNorthThailand #amazingthailand/ข่าวชวลิต วิกุล ชัยกิจ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พ.ต.ท.ธงชัย เนื่องพืช นย.ทต.บ้านถิ่นฯ ร่วมประชุมชี้แจงการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านถิ่น อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พันตำรวจโท ธงชัย เนื่องพืช นายกเทศมนตรีตำบลบ้านถิ่น นายรักษา ถิ่นหลวง นายสมพงษ์ เหมืองหม้อ รองนายกเทศมนตรีฯ พันตำรวจโทประพันธ์ ธุระกิจ ที่ปรึกษา นายแก้วศักดิ์ โป่งสม เลขานายกฯ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลบ้านถิ่นฯ

ทนายวินัย ทองคุ้ม ที่ปรึกษากิตติ มศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลบ้านถิ่น นางอัจฉรา นันต๊ะยานา ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านถิ่น นายกฤษกร ขยันการ รองประธานสภาเทศบาลฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านถิ่น ที่มีที่ดินติดกับ ลำเหมืองร่องฮ่าง และลำเหมืองหัวไหน่

การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เทศบาลตำบลบ้านถิ่นกับกรมชลประ ทานจังหวัดแพร่ โดยมี ฝ่ายปกครองตำบลบ้านถิ่นนำโดย นายภาสกร หม้อกรอง กำนัน ตำบลบ้านถิ่น เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการชี้แจงแผน

การดำเนินงาน กำจัดสิ่งกีด ขวางทางลำน้ำ ในพื้นที่ลำเหมืองดังกล่าว โดยมีวัตถุ
ประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมในการระบายน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ ป้องกันปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังข้อมูลจำนวนมาก พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรวม “เทศบาลตำบลบ้านถิ่นจะดำเนินงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน”

cr. @สท กฤษกร ขยันการ
ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่
061-595-5297

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดการแข่งขันวิ่งแหวกทะเล สู่เกาะพิทักษ์ อ.หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(22 มิ.ย. 68)นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร, ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ

รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร, นายจีรศักดิ์ แสงหอย นายอำเภอหลังสวน ร่วมเปิดงาน วิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 ประจำปี 2568

ซึ่งเป็นการแข่งขันวิ่งจากฝั่งข้ามไปยัง “เกาะพิทักษ์” เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จังหวัดชุมพร พร้อมกับการออกกำลังกาย และการส่งเสริมการเพิ่มรายได้ของประชาชนในท้องถิ่นจังหวัดชุมพร

โดยอำเภอหลังสวน ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำจืด และเทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน จัดโครงการวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการ

จัดการแข่งขันวิ่ง “หนึ่งเดียวในสยาม” ที่แตกต่างจากการแข่งขันมินิมาราธอนทั่วไป ด้วยการ “วิ่งแหวกทะเล” จากฝั่งข้ามไปยัง “เกาะพิทักษ์” เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร เริ่มปล่อยตัวบริเวณเรือจำลองจักรีนฤเบศร ปากน้ำหลังสวน

ใช้เส้นทางถนนเลียบชายทะเลที่สวยงาม และเข้าสู่เส้นชัยบนเกาะพิทักษ์ซึ่งอยู่ห่างฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งจะต้องวิ่งลุยน้ำทะเล ระดับน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขัน “วิ่งฟันรัน” ระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร มีจุดปล่อยตัว ณ ศูนย์หมู่บ้าน หมู่ที่ 13 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และเข้าเส้นชัยที่เกาะพิทักษ์เช่นกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย และสร้างความสามัคคี รักษาประเพณีอันดีงามไว้สืบไป

สำหรับกิจกรรมการจัดงานวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ครั้งที่ 19 ประจำปี 2568 ได้จัดให้มีการแข่งขัน แยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทมินิมาราธอน เส้นทางวิ่งประมาณ 14 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นจากเรือจำลองจักรีนฤเบศร ตำบลปากน้ำ สู่เกาะพิทักษ์ และประเภทฟันรัน เส้นทางวิ่งประมาณ 3 กิโลเมตร

จุดเริ่มต้นจากศูนย์เรียนรู้และขับเคลื่อน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านท้องครก หมู่ที่ 13 ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร จุดเส้นชัย ณ เกาะพิทักษ์ โดยผู้เข้าเส้นชัยลำดับที่ 1 ถึง 5 ทุกคน จะได้รับถ้วยรางวัลและผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัย จะได้รับเหรียญรางวัลทุกคน นอกจากนี้ยังมีรางวัลโอเวอร์ออ , รางวัลสำหรับนักวิ่งชาวต่างชาติ, และมีเงินรางวัลและถ้วยรางวัล มอบให้เป็นที่ระลึก สำหรับนักวิ่งที่แต่งกายชุด แฟนตาซีทุกคน

กิจกรรมวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน ถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนร่วมออกกำลังกาย เสริมสร้างสุขภาพให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ แหล่งท่องเที่ยวร้านอาหาร และสถานที่พักผ่อนในพื้นที่อำเภอหลังสวน รวมไปถึงของดีของเด่นในจังหวัดชุมพร ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ สถานที่ท่องเที่ยว

การเป็นอยู่ ประเพณีวัฒนธรรมของชาวจังหวัดชุมพร ให้เป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไป พร้อมกับการเพิ่มรายได้ของประชาชนในท้องถิ่นและส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะนักวิ่งจากต่างจังหวัด ได้สัมผัสกับเส้นทางวิ่งที่แปลกไม่เหมือนที่ใด มีเส้นทางวิ่งที่โค้ง ลาดเอียง สูงชัน และพิเศษสุดคือต้องวิ่งข้ามทะเลไปยังจุดหมาย เส้นชัย ณ เกาะพิทักษ์ อีกด้วย

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดแข่งขัน OFF-ROAD เชื่อมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย จ.นราธิวาส คาดเงินสะพัดในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 มิ.ย.68 ที่บริเวณหลังมัสยิดตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส มอบหมายให้ นายวิชาญ เศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดการแข่งขัน OFF-ROAD เชื่อมสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย ซึ่งจัดต่อเนื่องครั้งที่ 6 ประจําปี 2568

ตามโครงการส่งเสริมและยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชายแดนใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อำเภอระแงะและพื้นที่อำเภอใกล้เคียง โดยมี นาย

ณรงค์ สังข์ประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอระแงะ และผู้เข้าแข่งขันจากประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย เข้าร่วมงาน ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมงานจำนวนมากนายวิชาญ เศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า

การแข่งขัน OFF-ROAD ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัดนราธิวาส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยวตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และมอบความสุขให้ชาวนราธิวาส อีกด้วย

การแข่งขัน OFF-ROAD ในครั้งนี้ จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาสร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กำหนด

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2568 ประกอบด้วย กิจกรรมการแข่งขัน รุ่นเอ็นดูโร่ และรุ่นปีกนก รวมผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 300 คน จำนวน 80 คันรถ
//////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ #ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน โดยมีเครือข่ายและผู้ประกอบการกาแฟ มาร่วมออกร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟ และมีภาคส่วนราชการ และประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางสาวนพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวว่า #สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ได้จัดงาน “งานเสน่ห์กาแฟน่าน Charming Nan Coffee” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างสรรค์ มูลค่าสูง สู่การพัฒนากาแฟน่าน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเสน่ห์ของกาแฟคุณภาพจากผืนดินน่าน

และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ซึ่ง กาแฟน่าน ขณะนี้ เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ทั้งรสชาติและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ กาแฟจากน่านสามารถคว้ารางวัลจากเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาด ทั้งในและต่างประเทศ

#จังหวัดน่าน ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากาแฟในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก การตลาด ตลอดจนการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งโครงการนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดน่าน และดำเนินการโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชน พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายกาแฟ และสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

โดยก่อนหน้านี้ โครงการฯ ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อวางรากฐานและประชาสัมพันธ์เส้นทางกาแฟของจังหวัดน่าน ได้แก่ การจัด Workshop การจัดกิจกรรม Blogger Fam Trip การรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของแหล่งกาแฟ และการจัดทำคู่มือเส้นทางท่องเที่ยวกาแฟ เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตของชาวน่านอย่างแท้จริง

สำหรับ “งานเสน่ห์กาแฟน่าน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–21มิถุนายน 2568 โดยภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ บูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกาแฟ เมล็ดกาแฟคุณภาพ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกาแฟ และสินค้า OTOP การสาธิตและ

Workshop การชงกาแฟ โดยผู้เชี่ยวชาญ การแสดงดนตรีเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนความตั้งใจของจังหวัดน่าน ในการผลักดันกาแฟให้เป็นมากกว่าสินค้าเกษตร แต่คือเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา เตือน”ทิ้งขยะในเขตทางหลวงชนบทมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี”

แชร์เนื้อหานี้

ขอความร่วมมือ ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้อยู่อาศัยริมเขตทางหลวงชนบท ช่วยสอดส่อง รักษาความสะอาดเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนายไพรวรรณ์ เขียวอ่อน ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมาเตือนประชาชน “ห้ามทิ้งขยะในเขตทางหลวงชนบท” ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เดิน ทางสัญจรไป – มา เช่น การทิ้งขยะออกจากรถยนต์ที่แล่นอยู่บนท้องถนน การเทน้ำเสียทิ้งบนท้องถนนหรือเท

ทิ้งริมเขตทางหลวงชนบท จนไหลเข้ามาบนทางจราจร การทิ้งเศษวัสดุก่อสร้างในเขตทางหลวงขนบทที่อยู่ติดริมทางจราจร การบรรทุกหิน ดิน ทราย ท่อนไม้ ยางพาราหรือสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ปิดคลุมหรือผูกมัดสิ่งเหล่านั้นให้ดี ทำให้สิ่งของดังกล่าวร่วงหล่นบนทางจราจรหรือไหล่ทาง อาจส่งผลให้เกิด

อุบัติเหตุแก่ผู้ใช้ทางได้ถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 45 “ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย น้ำโสโครก เศษหิน ดิน ทราย หรือสิ่งอื่นใดในเขตทางหลวงหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล เศษหิน ดิน ทราย ตกหล่นนทางจราจรหรือไหล่ทาง” หากฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 72 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ขอความร่วมมือจากประชาชนอย่านำขยะมาทิ้งในเขตทางหลวงชนบทโดยเฉพาะทางหลวงสาย ฉ หมายเลข1111 ช่วงกม.5 ขาออกไปทางขอนแก่นและกม.3 ขาไปจ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีการลักลอบนำขยะมาทิ้งในบริเวณดังกล่าวจำนวนมากโดยส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณดังกล่าว ซึ่งแม้จะมีการติดป้ายห้ามทิ้งขยะไว้แต่ก็ยังมีผู้ที่ลักลอบนำขยะมาทิ้ง เป็นการทำให้ทัศนียภาพไม่น่าดูและเสียภาพลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา โดยทางแขวงฯต้องเสียงบประมาณในการจัดเก็บขยะไปทิ้งจำนวนมาก

ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมา กล่าวอีกว่า แขวงทางหลวงชนบทนครราชสีมาจะนำกล้องcctv มาติดตั้งในบริเวณที่มีการลักลอบทิ้งขยะ ซึ่งหากตรวจพบว่าผู้ใดนำขยะมาทิ้งในเขตทางจะมีการแจ้งความดำเนินคดีทุกราย
ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าวในเขตทางหลวงชนบท โปรดแจ้งสายด่วน 1146 เพื่อร่วมดูแลรักษาความสะอาดบนท้องถนนให้เกิดความสะดวก ปลอดภัยต่อประชาชนและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ เปิดงานมวยไทยพระยาพิชัยดาบหักและมวยท่าเสา”ดัน Soft power 21-22 มิถุนายน 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลา 17.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดใหญ่ท่าเสา ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดงานมวยไทยพระยาพิชัยดาบหักและ

มวยท่าเสาพร้อมด้วยนางสายสมร ทองกองทุน รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุตรดิตถ์ นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารสถานศึกษาและสื่อมวลชน ร่วมพิธี

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า การจัดงานพระยาพิชัยดาบหักและมวยท่าเสา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณและ

วีรกรรมที่กล้าหาญของพระยาพิชัยดาบหัก รวมทั้งเพื่อสืบสาน รักษา และพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาด้านมวยไทยพระยาพิชัยดาบหักและมวยท่าเสา และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนคนอุตรดิตถ์

โดยภายในงานประกอบด้วย พิธีบวงสรวง พิธีรำไหว้ครู และการจัดนิทรรศการมวย การออกบูธของค่ายมวยเพื่อเรียนรู้และฝึกทักษะ เทคนิค จากค่ายมวยสายท่าเสาและพระยาพิชัยดาบหัก การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี การชกมวย และการชม ชิม ช้อป

อาหารพื้นถิ่น สินค้าทางวัฒนธรรม ของดี ของเด่น ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2568 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรม

ส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีสภาวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นฝ่ายเลขานุการจัดงาน

จึงขอเชิญชวน นักท่องเที่ยว ผู้สนใจ หรือประชาชนทั่วไป มาเที่ยวงานมวยไทยพระยาพิชัยดาบหักและมวยท่าเสา ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2568 ณ วัดใหญ่ท่าเสา ตำบลท่าอิฐ อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มาตื่นตา ตื่นใจ

เรียนรู้มวยไทยพระยาพิชัยดาบหักและมวยท่าเสา และยังอิ่มกายกับอาหารพื้นถิ่นของดีจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อน Soft Power มวยไทยพระยาพิชัยดาบหักและมวยท่าเสา ของจังหวัดอุตรดิตถ์ร่วมกันต่อไป

ภาพ/ข่าว นาคา คะเลิศรัมย์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 5 จัดกิจกรรมจิตอาสาประกอบเลี้ยงอาหารและขนมให้กับเด็กนักเรียนและบุคลากร รร.สอนคนตาบอดภาคเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

20 มิถุนายน 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5 นำคณะข้าราชการตำรวจจิตอาสา ประกอบด้วย พ.ต.อ.ฐาปนพงษ์ ชัยรังษี รอง ผบก.อก.ภ.5 , พ.ต.อ.หญิงสุธิดา สมิทธิไกร ผกก.ฝอ.2 บก.อก.ภ.5 และข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อก.ภ.5 จำนวน 20 นาย

พร้อมด้วยภาคเอกชน ประกอบด้วย คุณภัทรวัลย์​ อวดตัว​, คุณจินดารัตน์ นันตัง ,คุณอารีย์ ศรีวิชัย และ มูลนิธิสายใยความหวัง โดยคุณนาธาน อึนบิน คิม, คุณโจอัน คิยงฮวา ลี, คุณโจแช คิม ได้ร่วมกันกิจกรรมจิตอาสาประกอบเลี้ยงอาหารและขนมให้กับเด็กนักเรียนและบุคลากร รร.สอนคนตาบอดภาคเหนือ เพื่อเทิดพระเกียรติ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

โดยมี คุณสุวิทย์ สุทาลา
ผอ.โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดเชียงใหม่ และบุคลากรในสังกัดร่วมให้การต้อนรับและร่วมจัดทำขนม Frence Toast เสิร์ฟพร้อมผลไม้ นม ไอศกรีม ยาคูลย์ และขนมขบเคี้ยว ให้กับเด็กนักเรียน รวมจำนวน 50 คน และมอบสลัดผักสด ให้กับบุคลากรของโรงเรียน จำนวน 60 กล่อง โดยการประกอบการจัดทำขนมเมนูดังกล่าว เป็นการต่อยอดของโครงการส่งเสริมการฝึกอาชีพของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภาค 5

ซึ่งข้าราชการตำรวจและครอบครัว ตลอดจนสมาชิกและประชาชนโดยทั่วไปสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ทุกวันพุธของทุกสัปดาห์ เวลา 11.30 – 13.00 น. เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ณ ห้องชมรม English Corner@Police 5 ทั้งนี้การจัดกิจกรรมจิตอาสาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของตำรวจภูธรภาค 5 เพื่อเทิดพระเกียรติ แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568////

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.ยุติธรรมลงพื้นที่เวทีประชาจิตอาสารับฟังเสียงสะท้อนปัญหายาเสพติดในพื้นที่ อ.ตากใบ 1 ใน 11 อำเภอของ จ.นราธิวาส 150 ชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

ใน จชต. ที่อาคารเอนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมเวทีประชาจิตอาสา เอาชนะยาเสพติด เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเกี่ยวกับการบำบัดรักษายาเสพติดในพื้นที่ ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยมีพล.อ.วิชาญ สุขสง ประธานยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายาเสพติดภาคประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ พลตำรวจโท พัฒนวุธ อังคะนาวิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม นายวิชาญ ชัยเศรษฐสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายแพทย์เอกวิทย์ จินดาเพ็ชร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส นายแพทย์ภุชงค์ วงศ์หิรัญรัชต์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ นายสุรินทร์ จันทร์เทพ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ร่วมเวทีประชาจิตอาสาในครั้งนี้

สำหรับเสียงสะท้อนปัญหาจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการบำบัดรักษายาเสพติดนั้น  1. สถานที่บำบัดรักษาของรัฐไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันหอผู้ป่วยมินิธัญญารักษ์บ้านแสงอรุณ ณ โรงพยาบาลตากใบ สามารถรองรับผู้ป่วยยาเสพติดตั้งแต่ระยะ Acute Care จำนวน 5 เตียงและการบำบัดรักษาแบบระยะกลาง Inter-mediate Care (IMC) จำนวน 15 เตียง รวมทั้งสิ้น 20 เตียง ซึ่งครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษา  2. สถานบำบัดเอกชนมีค่าใช้จ่าย ทำให้ครอบครัวผู้บำบัดเดือดร้อน หลายครอบครัวไม่มีเงินพอที่จะเข้ารับการบำบัด ทำให้ไม่สามารถส่งผู้ติดยาเสพติดเข้านับบำบัดได้

ทั้งนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับ  สส.จ.นราธิวาส โดย รพ.ตากใบได้แจ้งความประสงค์ขอใช้และปรับปรุงพื้นที่ และสถานที่เพื่อการควบคุมตัวและสถานที่เพื่อการตรวจพิสูจน์ เรือนจำชั่วคราวโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเป็นจังหวัดนำร่องเร่งรัดการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพทางสังคม ป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด และเพื่อให้โรงพยาบาลตากใบใช้เป็นอาคารมินิธัญญารักษ์ สำหรับบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด ซึ่งมีเนื้อที่ 9 ไร่ รองรับผู้บำบัดจำนวน 140 เตียง เป็นสถานที่บำบัดรักษา  โดยปัจจุบันได้รับอนุญาตจากราชทัณฑ์ ให้ใช้พื้นที่แล้ว ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นชอบที่ให้มีสถานบำบัดรักษา ซึ่งเป็นสถานที่ปลอดภัยเพื่อรองรับผู้เข้ารับการบำบัด และพร้อมสนับสนุนภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบำบัดรักษา และจะผลักดันให้มีนโยบายบำบัดรักษาฟรี 

ด้านพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าสำหรับปัญหายาเสพติดในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอ ได้มียุทธการที่จะแก้ปัญหาร่วมกันก็คือเป็นเรื่องของพลังของจิตอาสา ตั้งแต่ประชาชน ชุมชน ข้าราชการเพื่อเอาชนะยาเสพติด และที่สำคัญที่สุดพอไปสำรวจจริงๆก็คือสถานที่บำบัด เพราะเรามีทั้งยาเสพติดที่เป็นจากเคมีสังเคราะห์ เช่น ยาบ้า และเรามีทั้งยาเสพติดที่เป็นพืช เช่นพืชกระท่อม และกัญชา ที่พบว่าปริมาณผู้ใช้และผู้เสพเยอะ ซึ่งเรายังขาดศูนย์บำบัด ซึ่งในความเข้าใจเรื่องการบำบัดหรือการฟื้นฟูระหว่างกระทรวงสาธารณสุข ราชการ กับประชาชนหรือคนทั่วไป ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจว่าการบำบัดคือการเอาตัวออกจากชุมชนแล้วไปอยู่ที่กักตัวไว้หรืออยู่ในที่ที่ไม่สามารถกลับไปในหมู่บ้านได้ประมาณ 4 เดือน โดยในระบบสาธารณสุขมีเตียงไม่พอ ซึ่งถ้าไม่มีอาการรุนแรง ทางโรงบาลก็ให้กลับไปอยู่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่ได้

เตรียมการหมู่บ้านไว้เพราะในหมู่บ้านเองทุกคนก็ต้องไปทำงานเลย แล้วก็ผู้ที่เข้าไปเมื่อต้องการใช้ยาขึ้นมาก็จะเป็นปัญหา ก็เลยอยากจะมีสถานที่ปลอดภัยสำหรับให้คนไปอยู่แล้วก็ได้รับการดูแล ได้รับการถอนยา ได้รับการฟื้นฟู ซึ่งตอนนี้ก็อยากได้สถานที่บำบัด ในที่นี้ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ริเริ่มก็คือพลังของจิตอาสาที่ลุกขึ้นถามว่าที่ดินที่โคกยามูที่เป็นเรือนจำเก่า โครงสร้างถ้ามาบูรณะยังสามารถที่จะเอาเป็นสถานที่บำบัดได้ เลยขอขึ้นมาโดยฝ่ายสาธารณสุขจะได้มีแพทย์ไป ซึ่งตอนทางกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้แล้วก็เลยมาบอกประชาชน เพราะจากการติดตามของจิตอาสา 1 ตำบลมี 10 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 100 คนก็ 1,000 คน อย่างน้อยสถานที่แห่งนี้ก็จะได้เป็นที่พักการรักษาและการฟื้นฟู ซึ่งเป็นไปได้ว่าในเนื้อที่ 9 ไร่ สามารถสร้างอาชีพ สร้างการศึกษาให้กับผู้ติดยาเสพติดได้ ก็เป็นรูปแบบหนึ่งเป็นโมเดลหนึ่ง อยากให้ทำเป็นโมเดล ซึ่งถ้าโมเดลนี้ทำได้ ต่อไปก็อยากได้เป็นโรงเรียนร้าง เป็นเหมือนศูนย์พักคอยระหว่างจะไปหาหมอ และระหว่างที่จะส่งกลับเข้าหมู่บ้าน แล้วถ้าเป็นจิตเวชก็พักไว้ที่นี่ก่อน

จากบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอันนี้ก็เป็นรูปธรรมอันหนึ่งถือว่าเป็นการจับต้องได้ และในพลังจิตอาสาเพื่อเอาชนะยาเสพติดนั้น พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็น ประธานมีแนวโน้มที่จะพัฒนาค่อนข้างเยอะ และในเรื่องผู้ที่บำบัดแล้วกลับมาเสพซ้ำนั้น เรามีปริมาณค่อนข้างเยอะในต่างประเทศเกือบ 50 % ส่วนในประเทศไทยนั้นมี 20% ซึ่งถ้าเขาไม่มีอาชีพรองรับ ไม่มีคุณค่าในสังคม ไม่มีการศึกษา ไม่มีมีงานรองรับ เขาก็จะหวนกลับไปอีก โดยรัฐบาลต้องให้เขามีอาชีพมีงานทำ ซึ่งเราต้องมาร่วมกันเพราะว่า การสร้างอาชีพ โดยเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาสเป็นพื้นที่ชายแดน เราต้องพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว ต้องมีการจ้างงานให้เยอะขึ้น ซึ่งผู้บำบัดจะต้องมีการฝึกอาชีพระหว่างบำบัดด้วย ซึ่งเราต้องทำควบคู่กันไปด้วย

ในส่วนของผู้ค้านั้นเรามีความเข้มข้น โดยเฉพาะผู้ค้าที่เข้าใจว่าตัวเองไม่รู้เรื่องเพราะว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ขนยาเสพติด แต่ว่าเขาเป็นผู้บงการจ้างวาน ซึ่งเราจะมีมาตรการเรื่องการฟอกเงินการติดตามเรื่องทรัพย์สินเพราะเงินหรือทรัพย์สินเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้ายาเสพติด ถ้าเราตัดเส้นเลือดใหญ่แล้วเขาจะหยุดและโทษก็รุนแรง โทษถึงจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ซึางการติดตามเรื่องการฟอกเงินหรือการดำเนินการพวกนี้เราไม่มีการกลั่นแกล้ง เพราะมันเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แล้วหลายคนก็เปลี่ยนแทนที่จะเอาเงินไปฝากก็เป็นทรัพย์สินอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ก็มีการดำเนินการอย่างเข้มข้น แล้วเราเองก็จับมือกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งก็น่าจะมีกิจกรรมมีผลงานดำเนินคดีให้เห็น
////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาว LGBTQ+ ร่วมแสดงพลังรณรงค์เฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศ พร้อม ให้กำลังใจแม่ทัพ และเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านชายแดนไทย-กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 68 ที่บริเวณหน้าโรงแรมพรหมพิมาณ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ในจังหวัดศรีสะเกษ ได้ร่วมกันร่วมเดินขบวนรำลึกและฉลอง จากจุดเริ่มต้น สู่ชัยชนะแห่ง Pride ไปด้วยกัน ศรีสะเกษไพรด์พาเหรด 2025 เพื่อเป็นการร่วมกันแสดงภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ร่วมกันเฉลิมฉลอง และจะมีการประดับธงสีรุ้ง ที่เป็นสัญลักษณ์ โดยสีทั้งหมดจะมีความหมาย คือ สีแดง ได้แก่ การต่อสู้ หรือ ชีวิต ,สีส้ม คือ การเยียวยา ,สีเหลือง เป็น พระอาทิตย์ ,สีเขียว คือ ธรรมชาติ ,สีฟ้า สีคราม เป็น ศิลปะ ความผสานกลมกลืน และ สีม่วง จะบอกถึง จิตวิญญาณของ LGBTQ

***นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร แกนนำเปิดเผยว่า กิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้คนที่มีความหลากลหายทางเพศได้เข้ามาร่วมรณรงค์ และร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศร่วมกัน โดยกิจกรรมในวันนี้จะมีการเดินขบวนพาเหรด ซึ่งเรียกว่า ไพรด์ พาเหรด (Pride Parade) เพื่อสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของกลุ่ม LGBTQ+ การเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น ฟังเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจจากผู้คนหลากหลาย การแข่งขัน Equality Speech เวทีสำหรับทุกคนที่จะมาแสดงพลังแห่งความเท่าเทียม นอกจากนี้ยังมรการร่วมสนุกสุดเหวี่ยงไปกับดนตรีและความบันเทิงเต็มรูปแบบ ซึ่งทุกๆคนสามารถมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์และเฉลิมฉลองความหลากหลายไปด้วยกัน

***ด้าน ชาว LGBTQ+ รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว วันนี้ตนมีความภาคภูมิใจมากที่สังคมทุกวันนี้ยอมรับ และสนับสนุนสิทธิเสรีภาพของกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งวันนี้ตนแต่งตัวมาในชุดทหารสาวเพื่อมาร่วมกิจกรรมและขบวนแห่ และให้เข้ากับสถานการณ์ทุกวันนี้ โดยส่วนตัวไม่อยากให้มีความรุนแรง อยากให้สถานการณ์ชายแดนสงบสุข ไม่อยากจะให้มีการปะทะกัน นอกจากนี้ก็อยากจะให้กำลังใจท่านแม่ทัพ ภาค 2 ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และอยากให้ท่านแม่ทัพ ภาค 2 และทหารกล้าทุกท่านที่ปฎิบัติหน้าอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงข้างหลัง
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การผลิตทุเรียนคุณภาพ ชุมพร มหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร Chumphon Durian Expo 2025 (Chumphon DE 2025) / จัดกิจกรรม มหาดไทยสีขาว เพื่อเป็นการรณรงค์ให้เกิดจังหวัดสีขาว

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดชุมพร ร่วม เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เดินหน้าจัดงาน “มหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร 2025” (Chumphon Durian Expo 2025) เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม หวังเพิ่มมูลค่าการผลิต พร้อมตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางทุเรียนภาคใต้ ที่มีผลผลิตเป็นอันดับสองของประเทศ ระหว่างวันที่ 26 – 28 มิ.ย. นี้

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จังหวัดชุมพรมีนโยบายในการพัฒนาการผลิตทุเรียน และไม้ผลอื่นๆ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ด้วยการยกระดับคุณภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ส่งเสริมการผลิตสินค้ามาตรฐานส่งออก โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่ง

เสริม สนับสนุนทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันจังหวัดชุมพร เป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญของประเทศ โดยมีพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตทุเรียนเป็นอันดับสองของไทย โดยมีเนื้อที่ปลูกทุเรียน 327,793 ไร่ ปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดกว่า 236,574 ตัน ถือเป็นตลาดรองรับการส่งออกใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าการส่งออกทุเรียนชุมพรประมาณ 33,257 ล้านบาท ทั้งนี้จังหวัดชุมพร

มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมในการปลูกทุเรียน เนื่องจากดินน้ำอุดมสมบูรณ์ และสภาพภูมิอากาศขนาบด้วยลมมรสุมทะเล จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ทุเรียนชุมพรสร้างงานให้กับแรงงานในภาคเกษตรกรรมมีรายได้อย่างมั่งคง
“การจัดกิจกรรม “มหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร 2025” (Chumphon Durian Expo 2025)

ถือเป็นการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการผลิตทุเรียนชุมพร นำเสนอองค์ความรู้นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าของตนเอง และยกระดับคุณภาพของผลผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ” นายเธียรชัย กล่าว

นายสุบรรณ์ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดชุมพร กล่าวว่า การจัดงาน “มหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร-Chumphon Durian Expo 2025” จัดขึ้นเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จ พร้อมรักษามาตราฐานคุณภาพทุเรียนชุมพร ด้วยการนำเทคโนโลยี

ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตของเกษตรกร และเป็นโอกาสอันดีที่จะสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศว่าทุเรียนชุมพรเป็นผลไม้คุณภาพสูงและปลอดภัย
ภายในงานประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่

      ๑.การเสวนาเชิงวิชาการเกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้ทุเรียนผลสดเป็นไปตามมาตราฐานสินค้าเกษตร เพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ ประกอบด้วย การเสวนาหัวข้อ: -การจัดการสวนทุเรียนหลังเก็บผลผลิต โดยคุณกิตติพงษ์ ช่วยเมือง (พงษ์ เกษตรทันใจ) นักวิชาการอิสระ เจ้าของช่องยูทูปเกษตรทันใจ น้ำคือชีวิต
- การเสวนาหัวข้อ: การให้น้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการเจริญเติบโตของทุเรียน โดยคุณหลุยส์ รัตนราช โพธิ์มณี เจ้าของบริษัทระบบน้ำอินฟินิตี้ วอเตอร์ เทค ซิสเต็ม จำกัด

-.การเสวนาหัวข้อ: การปรับตัวของเกษตรกรจังหวัดชุมพรในการผลิตทุเรียน (สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ราคา และตลาดปลายทาง)สู่การพึ่งพาตนเองแนวใหม่ โดย ดร.ฐิระ ทองเหลือ คณบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร
-.การเสวนาหัวข้อ: การดูแลเรื่องโรคในทุเรียนและจัดการแมลงในทุเรียน โดยดร.ปฏิมาพร ปลอดภัย อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมการเกษตรและการจัดการ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ คุณวศินี อินศฤงคาร นักศึกษาปริญญาเอก
๒.การจัดประกวดผลผลิตทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนเบญจพรรณ และมังคุล ผู้ชนะจะได้รับรางวัลเงินสด พร้อมประกาศนียบัตร  ๓.การแข่งขันกินทุเรียน แข่งขันวิ่งผลัดหาบทุเรียน ชิงรางวัล
๔.กิจกรรม ชิม แชร์ การซื้อสินค้าราคาพิเศษช่วงกิจกรรมนาทีทอง
๕.การแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับทุเรียนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยมีทั้งหน่วยงานราชการและบริษัท นำความรู้มาร่วมแสดง เช่น ความรู้ในเรื่องการเพิ่มธาตุอาหารให้ดิน ระบบน้ำ เครื่องจักรที่ทันสมัย การส่งออกทุเรียน การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทุเรียนด้วยการแช่แข็ง บริษัทส่งออกและรับซื้อผลผลิตทุเรียน การตรวจสารตกค้างในทุเรียน บริษัทตัวแทนรับผลผลิตเพื่อไปตรวจสารตกค้าง
๖.ยามค่ำคืนยังจัดให้มีการแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกด้วย

นางสาวยุพาพร สวัสดี พาณิชย์จังหวัดชุมพร กล่าวถึงมาตรการด้านการตลาดและการช่วยสนับสนุน และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกรจังหวัดชุมพร โดยได้นำสินค้าไปร่วมจำหน่าย ในห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และ จังหวัดอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีการจัดเจรจาธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ซื้อทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการสร้างแบรนด์สินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและสนับสนุนบรรจุภัณฑ์ให้กับกลุ่มเกษตรกร และเกษตรกรรายย่อยเพื่อทำการตลาดออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีมาตรการในการตรวจสอบคุณภาพสินค้า และเครื่องชั่งให้ตรงตามมาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอีกด้วย นางสาวยุพาพร กล่าว

ด้านนายจาฏพจน์ ไกรมาก ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร กล่าวว่า “งานในปีนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจและเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ความสามารถและจุดแข็งของจังหวัดชุมพรในด้านการเกษตรผลไม้ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ”

นอกจากนี้ นายสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม เจ้าของเพจชุมพรฟ้าใหม่ “ยังได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานและกิจกรรมเสริมในพื้นที่ว่างาน มหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร 2025 (Chumphon Durian Expo 2025) เปิด

โอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสบรรยากาศงาน ชิมผลไม้สดใหม่ หารายละเอียดเกี่ยวกับการปลูกและการแปรรูปทุเรียน รวมทั้งการเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดชุมพร ซึ่งมีทั้งธรรมชาติอันงดงาม วัฒนธรรมพื้นบ้าน และอาหารพื้นเมืองที่อร่อยไม่แพ้ใคร”

เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมชมงาน “มหกรรมทุเรียนคุณภาพชุมพร 2025” (Chumphon Durian Expo 2025) ระหว่างวันที่ ถึง 26- 28 มิถุนายน 2568 เวลา13 .00 -23 .00 น. ที่โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุพร จังหวัดชุมพร

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

จัดกิจกรรม มหาดไทยสีขาว เพื่อเป็นการรณรงค์ให้เกิดจังหวัดสีขาวอย่างเป็นรูปธรรม และป้องกันมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30 - 15.00 น.   นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  ว่าที่ร้อยตรี กิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายอภิชาติ สาราบรรณ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายกัมปนาท กลิ่นเสาวคนธ์  ปลัดจังหวัดชุมพร น.ส.ปานนภา สุภาพรเหมินทร์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดชุมพร   โดยการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกายของบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทยในระดับจังหวัด และส่วนราชการทุกส่วนราชการ      จำนวน 462 ราย ณ ศาลากลางจังหวัดชุมพร  กระทรวงมหาดไทย  ได้มีข้อสั่งการ ให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ส่วนราชการทุกส่วนราชการ บุคลากรของหน่วยงานรัฐ ต้องปลอดยาเสพติด 100% ภายใต้โครงการการขับเคลื่อนมหาดไทยสีขาว สร้างพื้นที่ปลอดภัย หยุดยั้งยาเสพติด (Safe Zone No Drugs)   โดยการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดในร่างกายของบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทยในระดับจังหวัด และส่วนราชการทุกส่วนราชการ ณ ศาลากลางจังหวัดชุมพร  กิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรณรงค์ให้เกิดจังหวัดสีขาวอย่างเป็นรูปธรรม และป้องกันมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกรูปแบบ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนให้เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธา
นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นผู้นำการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด  พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี กิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร  นายอภิชาติ สาราบรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายกัมปนาท กลิ่นเสาวคนธ์  ปลัดจังหวัดชุมพร ส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย และส่วนราชทุกส่วนราชการ เข้ารับการตรวจ  ซึ่งผลตรวจทั้งหมด จำนวน 462 ราย ไม่พบสารเสพติด แต่อย่างใด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จุดยืน “ลูกหมี” นำทัพ สส.- ชาวบ้าน ร่วมหมื่น แสดงจุดยืน / จัดการสัมมนา “การพัฒนาและบริหารจัดการด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

แชร์เนื้อหานี้

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2568 ณ โรงเรียนบ้านบางไม้แก้วประชาสามัคคี ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร นายสันต์ แซ่ตั้ง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดการจัดการสัมมนา “การพัฒนาและบริหารจัดการด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” และร่วมการสัมมนา กับ

นายสุพจน์ ภู่รัตนโอภา รองอธิบดีกรมป่าไม้ นางสาวสายสุด ชุนเชาวฤทธิ์ ผอ. ทสจ.ชุมพร (ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร) นายธนานันต์ พุทธนวล นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติหัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า เสด็จในกรมกรมหลวงชุมพร ด้านทิศใต้ นายลิขิต สุขเยาว์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง นายสามารถ เจียวยี่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชุมพร นายกฤษ แก้วรักษ์ รองนายก อบจ.ชุมพร มีประชาชนเข้าร่วม 700คนในวันนี้

นายอวยพร มีเพียร อดีต นายก อบต.รับร่อ กล่าวต้อนรับและรายงานการสัมมนาในนามคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ขอต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาแขกผู้มีเกียรติ และวิทยากรทุกท่านที่มาเข้าร่วมการสัมมนา เรื่อง “การพัฒนาและบริหารจัดการด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ณ โรงเรียนบ้านบางไม้แก้วประชาสามัคคี ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในวันนี้

เนื่องจาก คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับทราบถึงปัญหาด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชุมพร ที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านที่ดิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการ อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพของประชาชนเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้สังคมและประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองสืบไป คณะกรรมาธิการจึงได้จัดการสัมมนาครั้งนี้ขึ้น

นายสันต์ แซ่ตั้ง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนา แขกผู้มีเกียรติ และวิทยากรทุกท่านที่มาเข้าร่วมการสัมมนา เรื่อง “การพัฒนาและบริหารจัดการด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ณ โรงเรียนบ้านบางไม้แก้ว ประชาสามัคคี ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ในวันนี้ เนื่องจาก คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาและบริหารจัดการด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชุมพร ให้เกิดความยั่งยืนและมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาในหลาย พื้นที่มาอย่างยาวนาน จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและทันท่วงที ดังนั้น คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัด การสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งเสริมให้เกิดความรู้และความเข้าใจของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนา

ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและ การพัฒนาด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถเป็นสื่อกลางในการนำองค์ความรู้ไปเผยแพร่ให้กับชุมชนและสังคมต่อไป ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน

และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงกระผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาในวันนี้จะบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

แถลงการณ์จุดยืน “ลูกหมี” นำทัพ สส.- ชาวบ้าน ร่วมหมื่น แสดงจุดยืน รัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้กำลังใจแม่ทัพภาค 2 เหล่าทหารกล้าแนวหน้า ลั่น “นายกฯไม่ออกเราออก” ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 20 มิถุนายน 2568 ที่สนามหน้าพระบรมรูป ร.5 หน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.ชุมพร และว่าที่การอำเภอเมืองชุมพร นายชุมพล จุลใส “ลูกหมี” อดีต สส.ชุมพร หลายสมัย พร้อมด้วย 3 สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 ,นายสันต์ แซ่ตั้ง เขต 2 , นายชุมพล จุลใส เขต 3 ,นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มพลังมวลชนร่วมหมื่นคน ที่นัดหมายกันมาทางช่องทางสื่อออนไลน์ เพื่อมารวมตัวกันแสดงจุดยืน ต่อกรณีที่มีคลิปหลุดการพูดคุยกันระหว่าง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานองคณะมนตรี แห่งประเทศกัมพูชา ที่มีการพูดด้อยค่า แม่ทัพภาคที่ 4 และเอาใจผู้นำประเทศกัมพูชา ตามที่เป็นข่าวนั้น

โดย “ลูกหมี” นายชุมพล จุลใส ได้กล่าวกับกลุ่มมวลชนที่ร่วมแสดงจุดยืนว่า ตนมาวันนี้มาในฐานประชาชนผู้รักชาติ ไม่ได้มาปลุกระดมแต่อย่างใด ทุกคนนัดหมายกันทางสื่อ ออนไลน์ เพื่อมาให้กำลังใจแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ถูกนายกรัฐมนตรีด้วยค่าและบอกว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน ขณะเดียวกันกลับพูดเอาใจผู้นำประเทศกัมพูชา คนไทยได้ฟังคลิปนี้จะรู้สึกว่า ประเทศไทยเสียเกียรติภูมิอย่างมาก ที่มีผู้นำแบบนี้ จึงเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบโดยการลาออก

ในช่วงท้ายของการปราศรัย “ลูกหมี” กล่าวว่า ถ้าเขาไม่ออก พวกราก็จะออกเอง เพราะพวกเราจะไม่ทรยศต่อคะแนนเสียงที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชานชาวชุมพร จากนั้นได้เชิญ พ.อ.โชติ ยิกุสังข์ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 / รองผอ.กอ.รมน.ชุมพร เป็นผู้แทนขึ้นรับช่อดอกไม้ เพื่อเป็นกำลังใจส่งผ่านไปยังแม่ทัพภาคที่ 2

ต่อมา นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร ได้ขึ้นเวทีอ่านแถลงการณ์และจุดยืนถึงกรณีดังกล่าว และมอบแถลงการณ์ให้ สส.ชุมพร ทั้ง 3 คน ผ่านไปถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ สส.ชุมพร ทั้ง 3 คนสังกัดอยู่

โดย นายนพพร ได้อ่านแถลงการณ์ ระบุว่า แถลงการณ์ข้อเรียกร้องของประชาชนชาวจังหวัดชุมพร นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พิพาทบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และพฤติการณ์ของผู้นำรัฐบาลที่แสดงออกถึงการด้อยความสามารถ ขาดวุฒิภาวะผู้นำ ข้าพเจ้าและประชาชนชาวจังหวัดชุมพร ผู้เคารพและเทิดทูนไว้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 14.30 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ออกมา แถลงยอมรับว่า คลิปเสียงที่เผยแพร่ออกมานั้น เป็นคลิปเสียงของตนสนทนากับสมเด็จฮุนเซนจริง โดยมีเนื้อหาพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พลโท บุญสิน พาดกลาง ว่า “เป็นคนของฝ่ายตรงข้าม” รวมทั้งเป็นการด้อยค่า ไม่ให้เกียรติทหาร และกองทัพ ที่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตย

อีกทั้งการสนทนาเป็นลักษณะการยินยอมอ่อนข้อและอ่อนน้อม โดยได้แสดงท่าที ที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการ ที่สมเด็จฮุนเซนเรียกร้อง เรารู้สึกผิดหวังและเสียใจกับการกระทำของผู้นำประเทศ ที่ขาดจิตสำนึก การกระทำของผู้นำรัฐบาลเช่นนี้ ทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวง และประชาชนคนไทย หมดความเชื่อถือ ศรัทธา

จากพฤติกรรมดังกล่าวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บัดนี้ ความอดทนของคนในชาติ ได้สิ้นสุดลงแล้ว
ข้าพเจ้าและประชาชนชาวจังหวัดชุมพร จึงขอส่งกำลังใจให้ แม่ทัพภาคที่ 2 พลโท บุญสิน พาดกลาง พร้อมด้วยทหารทุกนาย ที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย พวกเราชาวจังหวัดชุมพร จึงมีข้อเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

  1. ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  2. ขอให้พรรครวมไทยสร้างชาติ ทบทวนการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

กระผมนายนพพร อุสิทธิ์ และประชาชนชาวจังหวัดชุมพร พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจน ผมไม่ได้ออกมาในนามนักการเมือง หรือทีม พลังชุมพร แต่ในฐานะประชาชน ขอแสดงออกเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพวกผมขอย้ำกับทุกคนว่า “เราจะไม่ยอมสูญเสียแผ่นดินไทยแม้แต่ตารางนิ้วเดียวให้กับประเทศใด”

ภายหลังการรวมพลังแสดงจุดยืน นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 ,นายสันต์ แซ่ตั้ง เขต 2 , นายชุมพล จุลใส เขต 3 ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ทางกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรค ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนแล้วว่า ขอให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความรับผิดชองด้วยการลาออก ต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งจุดยืนก็ตรงกับความต้องการของประชาชนชาวชุมพรอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไป.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทีวา เวนเจอร์ จับมือ นิฮอน เอ็มแอนด์เอ.แห่งญี่ปุ่นยกระดับศักยภาพเอสเอ็มอี.(SMEs)ไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

แชร์เนื้อหานี้

บริษัท ทีวา เวนเจอร์ จำกัด (TVA Venture) และบริษัท นิฮอน เอ็มแอนด์เอ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Nihon M&A Center (Thailand)) ได้ลงนามใน MOU เพื่อร่วมมือกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีเป้าหมายในการขยายกิจการ ควบรวม หรือแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในประเทศและระดับสากล

ทีวา เวนเจอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการควบรวมกิจการ การระดมทุน การปรับโครงสร้างธุรกิจและการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “Respect, Trust & Collaboration (RT&C) นาย ชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานบริษัท ทีวา เวนเจอร์ กล่าวว่า
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเชื่อมโยงระหว่างไทยกับญี่ปุ่น แต่คือการสร้างโครงสร้างสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดทางทุนและโอกาส ความเชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผสานกับความเข้าใจเชิงลึกของ ทีวา เวนเจอร์ ต่อบริบทธุรกิจไทย จะช่วยผลักดัน SMEs ให้กลายเป็นกิจการที่นักลงทุนต่างชาติพร้อมร่วมมือในระยะยาว”

ในโอกาสนี้ยังมีการเปิดตัวพันธมิตรด้านการลงทุนจากญี่ปุ่น “A to G Capital” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเข้าลงทุนในกิจการกลุ่มประเทศ ASEAN ที่มีศักยภาพ โดยจะเข้าถือหุ้น ปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างมีระบบ ก่อนส่งต่อให้กับนักลงทุนรายใหญ่ในระยะต่อไป ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโตของกิจการไทยให้เข้าสู่ระดับสากลได้เร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น

นางสาว รมนต์อร บุญเรือง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวา เวนเจอร์ เเละเลขาธิการสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอีไทย) กล่าวว่า “ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำนวนมากมีสินค้าที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีนวัตกรรมที่แข่งขันได้ และทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนหรือการจับมือกับพันธมิตรระดับสากล ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูสำคัญให้กับธุรกิจเหล่านี้สามารถเติบโตในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างแท้จริง และจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับภาคธุรกิจ SME มาโดยตลอด พบว่าหลายกิจการมีศักยภาพอย่างชัดเจน สิ่งที่ต้องการมากที่สุดในวันนี้ คือเครื่องมือที่สามารถแปลงศักยภาพนั้นให้กลายเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มในจุดนั้นได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม”

นิฮอน เอ็มแอนด์เอ เซ็นเตอร์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการควบรวมและซื้อกิจการจากประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2534 และมีประสบการณ์ดำเนินธุรกรรม M&A มากกว่า 10,000 รายทั่วญี่ปุ่น โดยในช่วงปี 2564–2567 ยังได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการที่ปรึกษา M&A สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากที่สุดในโลก นาย ทากะโนะซุเกะ คิกาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิฮอน เอ็มแอนด์เอ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า
“การทำ M&A ไม่ใช่เพียงการจับคู่ธุรกิจ แต่คือการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งการเงิน กลยุทธ์ และวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้กิจการสามารถเติบโตได้จริง ความร่วมมือกับทีวา เวนเจอร์ จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงความเชี่ยวชาญและเครือข่ายจากนักลงทุนทั้งญี่ปุ่นและยุโรปได้อย่างเป็นระบบ”

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงนักลงทุนกับกิจการไทย แต่ยังถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง และยกระดับศักยภาพของ SMEs ไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีแผนจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การอบรมเชิงลึก และกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในปี 2568 เพื่อร่วมยกระดับศักยภาพของ SMEs ไทยให้เตรียมความพร้อมสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ทีวาเวนเจอร์ #รมนต์อร #MA&P #ที่ปรึกษาการลงทุน #เอสเอ็มอี #สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย #นิฮอนเอ็มแอนด์เอ #NihonM&A

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมชาวอีสานพัทยา จัดงาน “ตุ้มโฮม ฮักแพง กินข้าวแลง หมู่เฮาชาวอีสาน” สร้างความกลมเกลียวพี่น้องที่ราบสูง

แชร์เนื้อหานี้

ค่ำวันที่ 21 มิ.ย.68 สมาคมชาวอีสานพัทยา โดย นายสุครีพ กระจาย นายกสมาคมชาวอีสานพัทยา พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดปัจจุบัน ได้จัดงาน “ตุ้มโฮม ฮักแพง กินข้าวแลง หมู่เฮาชาวอีสาน” ที่ลานปิติ THE BAY ชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

ด้วยสมาคมชาวอีสานพัทยา ซึ่งเป็นสมาคมที่ดำเนินกิจกรรมทางด้านการกุศลและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาโดยตลอด ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนอีสานที่มาประกอบกิจการหรือมาทำงานในเขตเมืองพัทยาและสมาชิกทั่วไป

กิจกรรมดังกล่าวจึงเกิดความร่วมมือกันจัดขึ้นเพื่อเป็นการ เปิดโอกาสให้สมาชิก คณะกรรมการ ที่ปรึกษา และแขกผู้มีเกียรติ ได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์ ภายใต้ชื่องาน “ตุ้มโฮม ฮักแพง กินข้าวแลง หมู่เฮาชาวอีสาน” ขึ้น โดยพบว่าบรรยากาศของกิจกรรมเป็นไปอย่างคึกคักและสนุกสนาน

ช่างสักกว่า 27 ประเทศ เตรียมกระหึ่มร่วมงานประกวดรอยสักนานาชาติ “TATTOO AMAZING FEST PATTAYA 2025”

มีรายงานว่า นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง นายปรมศวร์ งามพิเชษฐ์  นายกเมืองพัทยา, นางสาวสุนิสา ลี ผู้จัดงานฯ, พล.ต.ต.เมฒาวิศ ประดิษฐ์ผล​ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนภาคกลางและภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) TCEB และ นายนิติกร นิลศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้า รอยัล การ์เด้น พลาซ่า พัทยา ร่วมแถลงข่าว “International Tattoo Amazing Fest Pattaya 2025“ ครั้งที่ 2  ภายใต้แนวคิดใหม่ "THE RISE OF EASTERN"  โดยมี กลุ่มช่างสักลายในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งที่บริเวณลานน้ำพุ ชั้น G ศูนย์การค้า รอยัลการ์เด้น พลาซ่า พัทยา จ.ชลบุรี  เมืองพัทยา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ศูนย์การค้ารอยัลการ์เด้นพลาช่า พัทยา และ กลุ่มช่างสักลายในพื้นที่เมืองพัทยา เตรียม จัดงานประกวดรอยสัก Tattoo Amazing Fest Pattaya 2025 ภายใต้แนวคิดใหม่ "THE RISE OF EASTERN" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่น พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองพัทยาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง อีกทั้งเพื่อเป็นเวทีสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีนานาชาติ และเป็นการพัฒนาทักษะการ สักลาย ให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งการจัดงานประกวดรอยสัก “International Tattoo Amazing Fest Pattaya 2025“ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิดใหม่ “THE RISE OF EASTERN” ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2568 ณ ศูนย์การค้า รอยัลการ์เด้น พลาซ่า พัทยา จะเป็นการรวบรวมช่างสักที่มีฝีมือระดับนานาชาติ มากกว่า 27 ประเทศ ซึ่งภายในงานจะ มีกิจกรรมประกอบด้วย การประกวดรอยสัก การออกบูธกิจกรรม การแลกเปลี่ยนเทคนิคความรู้เกี่ยวกับรอยสัก นับว่าเป็นการสร้างกระแสของกลุ่ม Tattoo ต่อไป

มวลมิตรร่วมงานสุขสันต์วันคล้ายวันเกิด “ลิซ่า” นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา อบอุ่นและครื้นเครง

คุณลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ได้จัดเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 50 ปีบริบูรณ์ ที่ร้านกาฬเวลา ถนนเฉลิมพระเกียรติ พัทยาสายสาม

โดยภายในงานมีแขกเหรื่อยร่วมแสดงความยินดีและอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของคุณลิซ่ากันอย่างคับคั่ง ทั้งตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน นักธุรกิจ นักการเมือง ตลอดจนข้าราชการ และมิตรสหาย เข้าร่วมสังสรรค์กันอย่างอบอุ่นและครื้นเครง

คุณลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา ถือเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปากเสียงของพี่น้องธุรกิจท่องเที่ยว มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแสดงจุดยืนเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองพัทยามาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นคนใจบุญที่จัดกิจกรรมเพื่อสังคมบ่อยครั้งจนเป็นที่รู้จักอย่างดีในเมืองพัทยา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ดร.เฉลิมชัย” นำทัพ ทช. ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 มิถุนายน 2568 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดประชุมความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของชุมชนชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ครั้งที่ 3 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุม พร้อมมอบเข็ม “รักษ์ทะเลยิ่งชีพ” ให้แก่ผู้ที่ประกอบคุณงามความดีที่เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มอบเงินอุดหนุน และอุปกรณ์จัดเก็บขยะให้กับผู้แทนชุมชนชายฝั่งที่เข้าร่วม

โครงการกับกรม ทช. และมอบบัตรประจำตัวให้แก่สมาชิกอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) ในการนี้มี นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง ทส. นายเผด็จ ลายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วย นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด

กรม ทช. ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชุมชนชายฝั่ง อาสาสมัครพิทักษ์ทะเลที่ทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี และอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงเรียนประจวบวิทยาลัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทส. กล่าวว่า “ชุมชนชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และได้รับผลกระทบโดยตรง สามารถให้ข้อมูล ติดตาม ตรวจสอบ หรือแจ้งเหตุผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

ทรัพยากรของประเทศร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐในพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ การสร้างความเข้าใจร่วมกันในบทบาทหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล จึงถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู ป้องกัน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ในวันนี้ต้องขอขอบคุณทุกความร่วมมือในการทำงานของพี่น้องเครือข่ายทุกท่าน ที่ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศต่อไป“

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรม ทช. กล่าวว่า “กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของ รมว.ทส. ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้พี่น้องเครือข่ายฯ ในการดูแลอนุรักษ์และป้องกันการทำลายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงเป็นช่องทางในการติดต่อ

ประสานงาน สร้างความเข้าใจ รวบรวมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แก้ไขปัญหา ทำให้เกิดความร่วมมือเป็นเครือข่าย อสทล. จนเกิดเป็นความเข้มแข็ง มีการทำงานอย่างเป็นรูปแบบและรูปธรรมอย่างต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งปัจจุบันจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชุมชนที่ขึ้นทะเบียนจดแจ้งกลุ่มกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจำนวน 17 กลุ่ม และมีอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล จำนวน 954 คน

ที่เข้ามาร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ ทั้งนี้ กรม ทช. ยังเปิดช่องทางสายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 สำหรับรับแจ้งเหตุเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายากหรือการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที“

//////////////////////

ข่าว ณีฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 064964644

นักวิ่งกันดุ๊ กว่า 3,500 คน ลงสนาม “RUN KHAN DO #2/6 ที่ สนามบางสะพาน

ช่วงเย็นวันที่ 18 พ.ค.68 ที่ชายหาดบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” Track 2 (สนามที่ 6 ) อำเภอบางสะพาน โดยมี นายสินาทร โอ่เอี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ

นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ นายอำเภอบางสะพาน นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน นายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อม ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นักวิ่งและนักท่องเที่ยวกว่า 3,500 คน เข้าร่วมกิจกรรม

ตามที่ จ.ประจวบฯ ได้กำหนดกิจกรรมวิ่ง Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” ในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ และระดับจังหวัด รวม 9 ครั้ง โดยได้กำหนดให้อำเภอปราณบุรีจัดกิจกรรม Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 2” เป็นที่แรก และในวันนี้เป็นสนามที่ 6 ของอำเภอบางสะพาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายจังหวัดประจวบฯ รักษ์สุขภาพ ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีร่างกายแข็งแรง และเพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจสุขภาพ ( Economy) ในระดับอำเภอ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” รวมทั้งจังหวัดรักษ์สุขภาพที่จะนำไปสู่การสร้าง ”สุขภาพที่ดี วิถีคนประจวบ” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสร้าง

สุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างเครือข่ายสุขภาพในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดประจวบฯ ในระดับอำเภอ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่ง ระยะทาง 5 กิโลเมตร มีการออกร้านขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 9 แห่ง ร่วมทั้งชมรมกำนัน

ผู้ใหญ่บ้านอำเภอบางสะพาน และร้านค้าชุมชน บริษัทและเครือข่ายต่างๆ นำของกิน อาหาร เครื่องดื่มมาบริการ กว่า 30 ร้าน หลังจากจบการแข่งขันได้มีการมอบรางวัล และมอบธงกิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่งกันดุ๊ 3” ให้กับอำเภอกุยบุรี มี นายอร่าม ญาณแก้ว นายอำเภอกุยบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และนักวิ่งชาวกุยบุรี มาร่วมรับธง ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในสนามต่อไป

ทั้งนี้กิจกรรมวิ่งประจวบคีรีขันธ์ Run Khan Do II “วิ่ง กัน ดุ๊ 2” จะจัดขึ้นทุกวันพุธของสัปดาห์ ทั้งหมด 9 ครั้ง แบ่งออกเป็นระดับอำเภอ 8 ครั้ง และวิ่งระดับจังหวัด 1 ครั้ง สนามแรกที่ อ.ปราณบุรี วันที่ 14 พ.ค.68 / สนาม 2 อ.ทับสะแก วันที่ 21 พ.ค.68 / สนาม 3 อ.หัวหิน วันที่ 28 พ.ค.68 / สนาม 4 อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 4 มิ.ย.68 / สนาม 5 อ.สามร้อยยอด วันที่ 11 มิ.ย.68 / สนาม 6 อ.บางสะพาน วันที่ 18 มิ.ย.68 / สนาม 7 อ.กุยบุรี วันที่ 25 มิ.ย.68 / สนาม 8 อ.บางสะพานน้อย วันที่ 2 ก.ค.68 และสนามระดับจังหวัดฯ อ.เมืองประจวบฯ วันที่ 9 ก.ค.68

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พัทลุงรับไม้ต่อ “โคราชเกมส์” เตรียมจัด “โนราห์เกมส์” เจ้าภาพการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 ปีหน้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมนกยูง 1–2 ชั้น 4 โรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมานายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยนายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา ดร.พัฒพงศ์ พงษ์สกุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา และคณะผู้แทนจากจังหวัดพัทลุง ร่วมแถลงข่าวรับมอบเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “โนราห์เกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ปีหน้า ณ จังหวัดพัทลุง


หลังจากการแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 17 “โคราชเกมส์” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 มิถุนายน 2568 สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ จังหวัดพัทลุงก็ได้รับการประกาศเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการสำหรับการจัดการแข่งขันครั้งต่อไป นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า จังหวัดพัทลุงแม้จะเป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่มีศักยภาพและความพร้อมในทุกด้าน ทั้งประสบการณ์การจัดการแข่งขันกีฬาใหญ่ระดับชาติ สนามกีฬามาตรฐาน ที่พักสะดวกเพียงพอ ระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญคือความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่พร้อมผลักดันให้การแข่งขันในปีหน้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประทับใจ


“พัทลุงคือเมืองแห่ง ‘เขาป่านาเล’ ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันงดงาม ทั้งป่า เขา น้ำตก ทะเลน้อย และวิถีชีวิตชุมชนที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง เราพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าบ้านที่ดี และขอเชิญชวนนักกีฬาทุกจังหวัด รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ มาเยือนพัทลุงทั้งเพื่อร่วมแข่งขัน ร่วมเชียร์ และท่องเที่ยวไปพร้อมกัน” ผู้ว่าฯ พัทลุงกล่าว


นอกจากนี้ พัทลุงยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ล่องแก่งชมคลอง ขับรถ ATV ผจญภัยในธรรมชาติ ล่องเรือทะเลน้อยชมดอกบัวและนกนานาชนิด เที่ยวตลาดชุมชน พร้อมทั้งกราบไหว้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเกจิดังในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความงดงามของพัทลุงในทุกมิติ


การแข่งขันกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 “โนราห์เกมส์” จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งพลังของผู้สูงอายุจากทั่วประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสทองในการสัมผัสเสน่ห์เมืองพัทลุงอย่างแท้จริง

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

กลุ่ม บ.น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมฉลองวาระครบรอบ 60 ปี

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 กลุ่มบริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองวาระครบรอบ 60 ปี แห่งการก่อตั้งบริษัทฯ โดยให้การสนับสนุนเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานคอนเสิร์ตหมอลำมหาชนระดับประเทศจากคณะระเบียบวาทะศิลป์ ณ ลานจอดรถบรรทุกอ้อย โรงงานน้ำตาลครบุรี ตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะบริจาคเข้าสมทบกองผ้าป่าสามัคคีเพื่อพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนบ้านคลองยาง (มูลบนอุปถัมภ์) ตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในการจัดงานคอนเสิร์ตการกุศลในครั้งนี้ได้

รับการสนับสนุนจากคณะผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารโรงเรียน และพี่น้องประชาชนจำนวนมากทั้งในพื้นที่อำเภอครบุรีและต่างพื้นที่เข้าร่วมงานและร่วมบริจาคเงินสมทบเข้ากองผ้าป่าสามัคคีเพื่อพัฒนาการศึกษา

ของโรงเรียนบ้านคลองยาง (มูลบนอุปถัมภ์) ประสบความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงานที่ตั้งไว้ นับเป็นประวัติการณ์งานกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยกระดับความปลอดภัยตู้ทำน้ำดื่มในโรงเรียน สังกัด สพฐ.

แชร์เนื้อหานี้

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบและปรับปรุงระบบไฟฟ้า ตู้ทำน้ำดื่ม ให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. จังหวัดนครปฐม ภายใต้โครงการชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นายพานุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 3 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีการส่งมอบโครงการตรวจสอบและปรับปรุงตู้น้ำดื่มโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้โครงการ "ชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA"  ณ โรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน ตำบลกำแพงแสน  อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายรณภพ เวียงสิมมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นางพัชรี เรือนอินทร์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม นางสาวฉันทนา ภุมมา ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน ผู้บริหาร กฝก.3 และคณะทำงาน ในการนี้ นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน   พร้อมด้วยปลัดอำเภอกำแพงแสน ผู้แทนส่วนราชการ นางสมพิศ ยืนนาน นายกเทศมนตรีตำบลกำแพงแสน  นายสมเกียรติ  อ.สงวน  ผู้จัดการไฟฟ้าสวนภูมิภาค  อำเภอกำแพงแสน

ได้เป็นเกียรติร่วมพิธีการส่งมอบโครงการดังกล่าว และติดสติกเกอร์ “ผ่านการตรวจสอบโดย PEA” บริเวณตู้น้ำดื่มและร่วมกดน้ำเพื่อประชาสัมพันธ์ถึงความเชื่อมั่นในการใช้ตู้น้ำดื่มที่มีความปลอดภัย กิจกรรมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งานระบบไฟฟ้า,การทำ CPR การใช้งานตู้น้ำดื่ม และข้อควรระวัง (สำหรับนักเรียน) และสอนวิธีการตรวจสอบ RCBO เบื้องต้น (สำหรับครู/เจ้าหน้าที่โรงเรียน)
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงาน ปากคาดเกษตรเฟสติวัล ชูทุเรียนหมอนทอง “ทุเรียนราคา” ของดีบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

ดูเรื่องนี้

จังหวัดบึงกาฬเตรียมจัดงานปากคาดเกษตรเฟสติวัล เพื่อโปรโมทผลไม้ในท้องถิ่น ในชื่อทุเรียนหมอนทองของบึงกาฬ ทุเรียนนาคา เพื่อเป็นอัตลักษณ์และจำชื่อได้ง่าย ชูรสชาติหวานหอม กรอบอร่อย และเปลือกบางด้วย

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 ณ สวนพูนทรัพย์ บ้านห้วยไม้ซอด ม.9 ต.ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน ปากคาดเกษตรเฟสติวัล ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลปากคาด ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย.นี้ พร้อมชูทุเรียน ของอำเภอปากคาด เพื่อเป็นอัตลักษณ์และจำชื่อได้ง่าย ซึ่งส่วนมากชาวสวนมักนิยมปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองกันมาก มีรสชาติหวานหอม กรอบอร่อย และเปลือกบางด้วย โดยมี นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ อบต.และชาวสวนผลไม้ในอำเภอปากคาด ร่วมในงานแถลงข่าวด้วย

จากนั้น นายจตุรพร ผานาค นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ สวท.บึงกาฬ ได้เป็นผู้ดำเนินรายการเปิดการเสวนา มีผู้ร่วมรายการประกอบด้วย 10 คน 1.นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ 2.นายไตรภพ รำเพยพล รองนายก อบจ.บึงกาฬ 3.นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด 4.นายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด 5.นายสัมรวย มีจินดา เกษตร อ.ปากคาด 6.นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬา จ.บึงกาฬ 7.รองผอ.ททท.สำนักงานอุดรธานี 8.นายประจักษ์ แสนสุภา เจ้าของสวนผลไม้พูนทรัพย์ 9.นายธีรวัฒน์ สนิทชน ท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ 10.ผู้แทนเกษตรจังหวัดบึงกาฬ

นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด กล่าวว่า ในการจัดงานปีที่ผ่านมา มีชาวบ้านสนใจและรู้จักผลไม้อำเภอปากคาด มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด เงาะ การจัดงาน “ปากคาดเกษตรเฟสติวัล” จึงเป็นการเปิดตลาดให้ผู้นิยมชมชอบผลไม้ไทยได้มาซื้อมาไปรับประทาน เป็นการเปิดตลาดการเกษตรเชิงท่องเที่ยวไปในตัวด้วย แต่ปีนี้จัดยิ่งใหญ่กว่าปีที่แล้ว นอกจากการแข่งขันการกินผลไม้แล้ว ยังมีการโชว์ “ควายงาม” การแข่งส้มตำลีลา ซึ่งเป็นกิจกรรมสนุกสนาน การแสดงสินค้ากลุ่ม OTOP ทั่วทั้งจังหวัดกว่า 50 กลุ่ม ช่วงกลางคืนก็จะมีการประกวดนางงามผลไม้ การแข่งกินผลไม้ ซึ่งจัดเป็นปีแรก มีทั้งประเภทชาย และหญิง

นายก อบต.ปากคาด กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีการเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชการเกษตร ประกวดแต่งชุดแฟนซีผลไม้ การจัดงานในครั้งนี้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นที่จะส่งเสริมช่องทางในการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรเพื่อช่วยเหลือ และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกด้วย จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของอำเภอปากคาดและจังหวัดบึงกาฬ ด้วย

ด้าน นายสัมรวย มีจินดา เกษตร อ.ปากคาด กล่าวว่า การจัดงานปากคาดเกษตรเฟสติวัล ในครั้งนี้ เป็นการจัดงานที่รวมคนหลายสาขาอาชีพ ทั้งจากชาวสวนที่เป็นเกษตรกรต้นแบบที่มีองค์ความรู้มีประสบการณ์ ส่วนผู้คนที่มาเที่ยวชมงาน ซึ่งประกอบอาชีพสาขาวิชาอาชีพอื่น ก็ได้มาพบปะกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวสวนผลไม้ตัวจริง ซึ่งถือว่าอำเภอปากคาดเป็นแหล่งที่ท้าทาย เพราะมีการปลูกพืชหลากหลายทั้งยางพารา และก็พืชผลไม้หลากหลายชนิด ที่ปากคาดจึงเป็นแหล่งที่มีศักยภาพมาก ที่ผ่านมายุทธศาสตร์การเกษตรมีการปลูกยางพารากันมาก แต่เนื่องจากว่ายางพาราราคาตกต่ำ จึงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปลูกพืชผลไม้มาทดแทนยางพารา ทำให้มีความเสี่ยงน้อยกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว.

จังหวัดบึงกาฬ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมงาน เพื่อร่วมสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนเกษตร พร้อมสนับสนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล ผู้สื่อข่าวบึงกาฬ รายงาน