เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ว่าฯศรีสะเกษ มอบใบประกาศเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการดีเด่น ปี 2567 / ตร.ภาค 3 รุดตรวจด่านช่องสะงำ ตรวจเยี่ยม “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ น. องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง มอบหมายให้ นางวิลาสินี ไพรสิน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง, นางสาวลักสมี พันธ์ภักดี หัวหน้าสำนักปลัด, นายสรนนท์ ขจรเจริญกุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ, นายประดับพันธ์ บุตรไชย นิติกรปฏิบัติการ และนายฐิรศิลป์ อินทรบุตร นักวิชาการตรวจสอบภายในปฏิบัติการ

เข้าร่วมกิจกรรมวันท้องถิ่นไทย ณ บริเวณลานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ ๑๘ มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันท้องถิ่นไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้ยกฐานะ ตำบลท่าฉลอมขึ้นเป็นสุขาภิบาลท่าฉลอม

เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๘ ถือเป็น “ปฐมบทแห่งการปกครองท้องถิ่นไทย” และเป็นรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น และในการนี้ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๗ ระดับจังหวัด โดยท่านอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานมอบให้กับ นางสาวลักสมี พันธ์ภักดี หัวหน้าสำนักงานปลัด ในประเภทข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มที่ ๒ และนายสรนนท์ ขจรเจริญกุล นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ ในประเภทข้าราชการองค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มที่ ๓

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ

องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ได้รับการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๔.๓๐ น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ได้ตอนรับคณะศึกษาดูงานจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอไพรบึง (สกร.) จำนวน ๓๐ คน

เพื่อมาศึกษาดูงานโครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเพื่อต่อยอดนวัตกรรมจัดการขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ซึ่งเป็นโครงการนวัตกรรมท้องถิ่น ที่องค์การบริหารส่วนตำบลดินแดง ใช้ในการประเมินรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การประเมินในรอบการประเมินของสถาบันการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 รุดตรวจด่านช่องสะงำ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

วันที่ 18 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เรืองเดช รองจเรตำรวจ ช่วยราชการ ภูธรภาค3 ,พล.ต.ต.พิษณุ วัตถุ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ

ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ชายแดน ตามนโยบายของรัฐบาล เปิดปฏิบัติการ “Seal Stop Safe” สางปัญหายาเสพติด ปัญหาแรงงานต่างด้าว ปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยนายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ในพื้นที่ให้การต้อนรับ

พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า การลงพื้นที่ด่านช่องสะงำวันนี้ เป็นพื้นที่ที่มีแนวเขตติดกับประเทศกัมพูชา โดยขณะนี้ได้บูรณาการร่วมกันในพื้นที่ร่วมหาแนวทาง เพื่อสกัดกั้น ไม่เพียงปัญหายาเสพติด ยังปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่อาจมาก่ออาชญากรรมในพื้นที่ประเทศไทย ได้กำชับสั่งการเดินหน้ากวดขัน ซึ่งดำเนินการตามยุทธการ Seal Stop Save ที่เป็นแนวทางเดียวกับการปราบปรามยาเสพติดที่ตำรวจภูธรภาค 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำลังเร่งดำเนินการ

พล.ต.ท.วัฒนา กล่าวอีกว่า สำหรับวันนี้ได้เดินทางลงมาพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มีรายงานความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาล ป้องกันยาเสพติด แรงงานต่างด้าว และปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับไซเบอร์ ทุกหน่วยมีความพร้อมในการปฏิบัติ ทั้งฝ่ายปกครอง ทหารจากกองกำลังสุรนารีได้ร่วมมือกับกองกำลังทหารพราน และประชาชนให้ความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าวต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้า Stop

ในเรื่องของพื้นที่ชั้นใน ทางแนวชายแดน Seal ทางภาคทหารและหน่วยความมั่นคงต่างๆในการหาข่าว มีความพร้อม รวมทั้งหน่วย Save ก็คือทางปกครอง แบ่งหน้าที่กันปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล สำหรับการเดินทางผ่านเข้า-ออก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติและประชาชนผ่านทางจุดผ่านแดนถาวร

ด่านช่องสะงำนี้ ก็ยังไม่มีปัญหาใด แต่สำหรับปัญหาที่เฝ้าห่วงคือปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทางจังหวัดศรีสะเกษมีความพร้อมในการดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาใช้มาตรการปราบปรามทางกฎหมายอย่างจริงจัง
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวศรีสะเกษ

ศรีสะเกษ หนุ่ม คิดสั้น วิ่งราวทอง ได้ไป 3 บาท ไม่ถึงนาทีถูกจับทันควัน

หนุ่มวัยเบจญเพศ คิดสั้น บุกวิ่งราวทอง ได้ไป 3 บาท ออกมาถึงหน้าร้านกำลังสตาร์ทรถจักรยานยนต์ เตรียมหลบหนี สุดซวย ถูกเจ้าของร้านทองกระโดดจับตัว มิหนำซ้ำใกล้กัน พบตำรวจสายตรวจอยู่ใกล้ที่เกิด สุดท้ายถูกจับ คอตกเข้าซังเต

เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 18 มีนาคม 2568 ร.ต.อ. นิพนธ์ ท้าวบุญเรือง พนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล รับแจ้งเหตุ มีคนร้ายชิงทรัพย์ ที่ร้านทองเยาวราชราษี ตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ หลังทราบเรื่อง ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบยังที่เกิด ซึ่งเป็นร้านทองตั้งอยู่ใจกลางอำเภอราษีไศล มีผู้คนพลุกพล่านและมีร้านค้าจำนวนมาก

จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด จะเห็นว่าคนร้าย เพศชาย สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นสีขาว สวมรองเท้าแตะ เข้ามาภายในร้านทอง มี เจ้าของร้านทองอยู่ภายในลูกกรงร้านทองเพื่อขายทองให้ ซึ่งคนร้ายขอลองสร้อยทอง จำนวน 3 บาท โดยทางเจ้าของร้านทอง นำมาให้ลองจำนวน 2 ลาย แต่ปรากฏว่า เมื่อคนร้ายได้นำทองไปสวมใส่ที่คอแล้ว ก็อาศัยจังหวะ วิ่งออกจากร้านทองอย่างรวดเร็ว โดยมี เจ้าของร้านทองวิ่งตามอย่างติดๆ

จากการสอบถาม เจ้าของร้านทอง ( ไม่ขอเอ่ยชื่อนามสกุล และเปิดเผยใบหน้า) ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตนสังเกตความผิดปกติในพฤติกรรมของคนร้าย ตั้งแต่เดินทางเข้ามาภายในร้านทอง ที่มีอาการไม่นิ่ง และมองซ้ายขวาตลอดเวลา แต่ด้วยตนความยังไม่แน่ใจ ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น จึงให้คนร้าย ลองสร้อยทองตามปกติ ซึ่งตนพยายามบอกให้คนร้าย

ถอดสร้อยทองออกจากคอแล้ว แต่คนร้ายทำนิ่งเฉย และสุดท้าย จึงวิ่งหนีไป ตนเห็นเช่นนั้น จึงวิ่งตามไปติดๆ ซึ่งตนร้ายจอดจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไว้หน้าร้าน และในขณะที่กำลังจะสตาร์ทรถเพื่อเตรียมหลบหนี ตนได้กระโดดคว้าตัวคนร้าย จนคนร้ายล้มลง แต่คนร้ายพยายามดิ้นสู้ แต่เคราะห์ดี บริเวณดีนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และสายตรวจ อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ จึงมาช่วยจับตัวคนร้ายได้สำเร็จ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.ราษีไศล ได้ควบคุมตัวคนร้าย ทราบชื่อภายหลัง คือ นายอนิรุต ม่วงศรี อายุ 25 ปี ชาวตำบลวังจุฬา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนร้ายที่ก่อเหตุ มาส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล เพื่อดำเนินการสอบสวน
จากการสอบสวน เบื้องต้น นายอนิรุต คนร้าย ให้การว่า ตนเดินทางมาจากพระนครศรีอยุธยา มาอาศัยกับพ่อ ที่อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร เกือบ 1 เดือนแล้ว โดยก่อนก่อเหตุ ตนได้ขับรถจักรยานยนต์ ของญาติในบ้านออกมา แบบไม่มีเหตุผล และขับรถจักรยานยนต์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอร้านทองแห่งนี้ ที่อำเภอราษีไศล โดยที่ไม่ได้วางแผน แต่อย่างใด ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และไม่ได้คิดอะไรมาก ซึ่งสาเหตุที่ตนก่อเหตุในครั้งนี้ ต้องการนำทองไปขาย เพื่อนำเงินใช้หนี้ เพื่อน หลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปยืมเงินเพื่อนมา จำนวน 40,000 บาท เพื่อมาใช่จ่ายส่วนตัว ซึ่งสิ่งที่ตนกระทำนั้น เป็นสิ่งที่คิดสั้น และทำแบบไร้ความคิดเป็นอย่างมาก

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน สภ.ราษีไศล ได้ตั้งข้อหา กระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ หลังจากนั้นจะได้ดำเนินการสอบสวนขยายผลในเรื่องนี้ ต่อไป/////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์ ผู้สื่อข่าวศรีสะเกษ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / หลวงปู่มหาศิลา จัดงานพิธีวางศิลาฤกษ์ พระธาตุเจดีย์โนนสาวเอ้ ณ ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท คนแห่ร่วมงานนับหมื่น !

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 13 มีนาคม 2568 หลวงปู่มหาศิลา สิริจันโืท ได้จัดงานพิธีวางศิลาฤกษ์ “ พระธาตุเจดีย์โนนสาวเอ้ ” ณ ธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ต.เชียงเครือ อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์

โดยมีพระเดชพระคุณ เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาส วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร กทม. เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ หลวงปู่มหาศิลา สิริจันโท ท่านเจ้าคุณเทียนชัย ชยทีโป วัดเทพสรธรรมาราม จ.ปทุมธานี ท่านเจ้าคุณสุริยันต์ วัดป่าวังน้ำเย็น จ.มหาสารคาม ท่านเจ้าคุณต้อม วัดท่าสะแบง จ.ร้อนเอ็ด พร้อมคณะสงฆ์และ เกจิอาจารย์อีกจำนวนมาก

โดยมี คุณชายแจ๊ค-หม่อมราชวงศ์ โสรัจจ์ วิสุทธิ บุตรชายคนเล็กของหม่อมเจ้าหญิงสุลัภวัลเลง วิสุทธิ (สกุลเดิม สวัสดวัตน์) พระขนิษฐาของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อม
ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หลายหมู่เหลา รวมถึงประชาชนจากทั่วสารทิศ คณะลูกศิษย์จาก ธรรมอุทยานหลวงปู่มหาศิลา และ คุณครูทับทิม วรา ที่ถือว่าเป็นคนสำคัญที่ หลวงปู่มหาศิลา ได้เลือกให้เป็นคนนำสร้าง พระธาตุเจดีย์ โนนสาวเอ้
ร่วมถึงประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานพิธีหลายพันคน

โดยก่อนหน้านี้2 วันได้เกิดฝนตกตลอดทั้งคืนทั้งวันจนถึงวันงานพิธีช่วงเช้าเกิดฟ้าครึ้มฝนตกเป็นละออง จนช่วงเวลาทำพิธีวางศิลาฤกษ์ หลวงปู่มหาศิลา ท่านมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับชี้นิ้วขึ้นไปแล้วก้มหน้าท่องอะไรบางอย่าง จากนั้นท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็เกิดสว่างขึ้นแสงแดดเริ่มออก

พร้อมทั้งเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกรด จนทำให้ผู้ที่มาร่วมงานกล่าวคำว่าสาธุ ซึ่งหลวงปู่ศิลาก็ยิ้มและหัวเราะอย่าง อารมณ์ดีใจซึ่งทำให้เหล่าศิษย์ยานุศิษย์ที่มาร่วมงานต่างๆ

ต่างมองดูบนท้องฟ้า ในสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าคนหลายพันคน
ภายหลังจากเสร็จพิธีวางศิลาฤกษ์ คุณจารุณี จอมทรักษ์ พร้อมทีมงานธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา ศิริจันโท ได้น้อมถวาย ทองคำแท่ง น้ำหนัก 20 บาท แด่หลวงปู่ศิลา พร้อมถวายทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท ถวายแด่พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ เจ้าอาวาสวัดป่าวังน้ำเย็น จ. มหาสารคาม และน้อมถวายทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท แด่ พระอาจารย์ต้อม วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด

จากนั้นท่านเจ้าประคุณ สมเด็จ พระธีรญาณมุนี หลวงปู่ศิลา และพระเกจิอาจารย์ รวมถึงข้าราชการทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคล หลังจากนั้นท้องฟ้าที่มืดครึ้มก้อนเมฆก็จางหายไปแสงแดดกลับมาสว่างจ้าเหมือนเดิม

โดยในการสร้าง พระธาตุเจดีย์ โนนสาวเอ้ หลวงปู่มหาศิลา ได้บอกไว้ว่าต้องให้ครูทับทิม หรือ คุณครูทับทิม วรา ทำถึงจะสำเร็จ
สำหรับท่านใดที่สนใจจะร่วมบุญเพื่อสร้างพระธาตุเจดีย์ โนนสาวเอ้ และปรับภูมิทัศน์ภายในธรรมะอุทยานหลวงปู่มหาศิลาสามารถร่วมบุญได้ที่บัญชี

ธนาคารกรุงไทย
หมายเลขบัญชี 404-357378-2
ชื่อบัญชี : มูลนิธิธรรมอุทยานหลวงปู่ศิลา สิริจันโท เพื่อสร้างพระธาตุเจดีย์และปรับภูมิทัศน์

( บัญชีนี้ บัญชีเดียว เท่านั้น )

งานแถลงข่าว The 74th Miss Universe มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74/ซีรี่ส์กองละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม เปิดกล้องอย่างเป็นทางการ/ชมรมสีสันวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ Colors International Folk Art (CIFA) – ประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

ประเทศไทยเปิดฉากประวัติศาสตร์การประกวด The 74th Miss Universe
MGI ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ เตรียมงานยิ่งใหญ่ “กรุงเทพ-ภูเก็ต-ชลบุรี” เจ้าภาพเก็บตัว The Grand Universe The Power of Love The Power of Thailand พร้อมกระหึ่มเมือง บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการได้รับสิทธิ์จัดการประกวดนางงามระดับเวิลด์คลาส มิสยูนิเวิร์ส (Miss Universe) ครั้งที่ 74 อย่างเป็นทางการ พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนนางงามทั่วโลก เมื่อประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในปี 2568 หรือนับเป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์จัดการประกวด เตรียมพร้อมเพื่อต้อนรับผู้เข้าประกวด 130 ประเทศทั่วโลก อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Grand Universe. The Power of Love. The Power of Thailand” ซึ่งงานแถลงข่าว The 74th Miss Universe ครั้งสำคัญนี้จัดขึ้นที่ MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 โดย 3 ผู้บริหารยักษ์ใหญ่แห่งวงการนางงามโลก มร.ราอูล โรชา คานตู (Mr.RAUL ROCHA CANTU : President of Miss Universe Org.) คุณแอน จักราจุฑาธิบดิ์ CEO of Miss Universe Organization และ คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ ประธานกองประกวด มิสยูนิเวอร์ส ไทยแลนด์ 2025 พร้อมต้อนรับการมาเยือนไทยของ วิคตอเรีย เคียร์ เธลวิก มิสยูนิเวิร์ส 2024 (Victoria Kjaer Theilvig : Miss Universe 2024)โดย 3 ผู้บริหารได้กล่าวถึงการเตรียมการจัดการประกวด Miss Universeในไทยที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 โดยกิจกรรมต่างๆ จะมีขึ้นใน 3 หัวเมืองหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และ พัทยา จังหวัดชลบุรี เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในเวทีระดับโลก รวมถึงการประกวดรอบตัดสินสุดยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี (Challenger Hall 2)ขข

คุณราอูล โรชา คานตู ได้กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดการประกวด Miss Universe ในครั้งที่ผ่านมาและแสดงความยินดีที่ได้กลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง “ยินดีต้อนรับ คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้บริหาร MGI ผู้ได้สิทธิ์จัดการประกวด Miss Universe Thailand และเป็นผู้จัดงาน Miss Universe ครั้งที่ 74 อย่างเป็นทางการ ผมยินดีที่ได้ร่วมงานกับผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และเก่งเช่นนี้ ขอบคุณแฟนนางงามและผู้สนับสนุนที่น่าทึ่งทุกคนในประเทศไทยและทั่วโลก ความรักและความทุ่มเทของคุณทำให้เราก้าวต่อไปได้ พวกคุณเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Miss Universe ของเราเสมอ ขอบคุณทุกฝ่ายที่สนับสนุนการจัดการประกวดในครั้งนี้ ยืนยันว่า Miss Universe ครั้งที่ 74 จะเป็นการเฉลิมฉลองความงดงามและความหลากหลายของวัฒนธรรมไทยที่คุณจะต้องจดจำไปอีกนาน” ทางด้าน คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล หลังได้รับมอบโทฟี่สัญลักษณ์ MU ครั้งที่ 74 กล่าวว่า “ผมในฐานะผู้บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิ์เป็นผู้จัดการประกวด มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74 ที่ประเทศไทย ทุกท่านทราบดีว่า MISS UNIVERSE คือการประกวดนางงามระดับเวิร์ลคลาส ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำของแฟนนางงามทั่วโลก และปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว เมื่อมาจัดที่ไทย เราจึงเน้นความเป็นไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Grand Universe. The Power of Love. The Power of Thailand ดังที่ทุกท่านได้เห็นในงานแถลงข่าววันนี้ นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

เราเตรียมต้อนรับผู้เข้าประกวดทั่วโลกกว่า 130 ประเทศอย่างยิ่งใหญ่ ที่จะมาทำกิจกรรมในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ และภาพลักษณ์ที่งดงามของประเทศไทยกับ มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74 ตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายน ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 กับ 3 เมืองหลักทั้ง กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และ พัทยา มาพร้อมกิจกรรมมากมาย และรอบการประกวดหลักที่ทั่วโลกต่างรอคอยกับ The 74th Miss Universe : The Grand Universe. The Power of Love. The Power of Thailand”หมายเหตุ : ภาพข่าวทั้งหมดอยู่ในลิงค์นี้นะคะ https://drive.google.com/drive/folders/1uxOthjeEGWTXoVOhWT5Gup2Z6q0xHQvc?usp=sharing ติดตามกิจกรรม MISS UNIVERSE ครั้งที่ 74 ได้จากทุกช่องทาง Facebook : The 74th Miss Universe – Thailand
Instagram : The 74th Miss Universe – Thailand และ TikTok : The 74th Miss Universe – Thailand ชมการประกวดได้ทาง YouTube Chanel : Grand TV#The74thMissUniverse #MissUniverse สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74 เนตรดาว จตุพงษา (เต้ย PR) 0623955642 Line ID : toey_pr

ซีรี่ส์กองละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม เปิดกล้องอย่างเป็นทางการพร้อมเสิร์ฟความน่ารักของเด็กๆ นักแสดงแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม เปิดกล้อง เป็นที่เรียบร้อย ซีรี่ส์กองละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม EP1.ตอนโตขึ้นอยากเป็นอะไร

ควบคุมการผลิตกำกับการแสดงโดย. ฮ.นกเอี้ยงตาโตเกตน์ศิรณี บุญมาผู้อำนวยการสร้าง คุณณัฐกัญภรณ์ ธนันพัฒนวงษ์ (พิ้งค์) นำเสนอละครสำหรับเด็กและเยาวชน เสริมสร้าง สร้างสรรค์ คุณธรรมความดี ความน่ารัก นำเสนอ ความสามารถ ของเด็กๆ นักแสดง เหล่าบรรดาแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม

โดยการเปิดกล้อง ครั้งแรก ของนักแสดงเด็ก คุณนกเอี้ยง กล่าวว่า ” ขอชื่นชมความสามารถ ของเด็กๆ นักแสดงทุกคนมีการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านเสื้อผ้า ฝึกซ้อม บทละคร มาเป็นอย่างดี เด็กๆ

มีความอดทน ความกล้า และ พร้อมจะเรียนรู้การแสดง ไปกับผู้กำกับ ก็ขอให้ ตอนต่อไป น้องๆ เด็กๆ จงพัฒนา และ ฝึกฝนทักษะ ด้านการแสดงต่อไป เพื่อความเป็นมืออาชีพ ขอขอบคุณ ท่านผู้ปกครอง ที่ให้ความร่วมมือ ในการถ่ายทำเป็นอย่างดี “

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากน้องๆเด็กๆ ท่านใดสนใจอยากเรียนรู้ด้านการแสดงและลงแสดงจริง ถ่ายทำจริง กับ ซีรี่ส์กองละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม

สามารถติดต่อ คุณพิ้งค์ โทร.0889784453 คุณ ฮ.นกเอี้ยงตาโต
โทร 0863791138

ชมรมสีสันวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ Colors International Folk Art (CIFA) – ประเทศไทย นำคณะนักแสดงพื้นบ้านนานาชาติเยือนไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

วันที่ 6-11 มีนาคม 2568 ชมรมสีสันวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ Colors International Folk Art (CIFA) – ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเชิญนักแสดงพื้นบ้านจาก รัสเซีย ลัตเวีย และสโลวาเกีย กว่า 120 คน มาร่วมเดินทางสัมผัสวิถีชีวิตและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ณ จังหวัดราชบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม

นักแสดงพื้นบ้านนานาชาติได้เข้าชมและร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมในสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ อนุบาลราชบุรี, บ้านคลองสวน โฮมสเตย์, วัดสามพราน, พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย, ตลาดน้ำลำพญา, ศูนย์วัฒนธรรมบ้านไทยทรงดำ, ชุมชนบ้านบางพลับ และ Somdul Bee Sanctuary นอกจากนี้ ยังได้ร่วมฝึกซ้อมการแสดงพื้นบ้านไทยและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปะการแสดง

การสนับสนุนจากหน่วยงานและบุคคลสำคัญ
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน นำโดย ดร.บุษราภรณ์ ปรากฏรัตน์ ประธานชมรม CIFA ประเทศไทย และคุณทรงสิทธา จันทรา รองประธานชมรมฯ พร้อมด้วยที่ปรึกษาและผู้มีอุปการะคุณจากทั้งภาครัฐและเอกชน ดังรายนามต่อไปนี้

  1. นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม
  2. นายศศิน ดิศวนนท์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครปฐม
  3. คุณสุรัตน์ ศรีเบญจโชติ รองเลขาธิการฝ่ายเขต ประธานกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเจ้าของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
  4. คุณวรินทร ทองพูน ประธานสภาท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐม และผู้บริหารบ้านคลองสวน โฮมสเตย์
  5. คุณดวงรัตน์ รุ่งโรจน์ ประธานสภาวัฒนธรรม อ.บางเลน จังหวัดนครปฐม
  6. ว่าที่ร้อยโท อรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอสามพราน
  7. คุณพรรณพิลาส เหมือนจันทร์เชย ผู้อำนวยการโรงเรียนสกลวิทยา
  8. อาจารย์สมหมาย จันทรา ที่ปรึกษากิติมศักดิ์ ประธานสภาวัฒนธรรม อ.บางเลน จังหวัดนครปฐม
  9. นายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล นายอำเภอพุทธมณฑล
  10. นายขจรเกียรติ นิพัฒน์โภคัย นายกเทศมนตรีตำบลลำพญา
  11. คุณอัครพัจน์ ตั้งตรงจิตร ผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วน จิสประพัจน์ จำกัด
  12. พระครูสังฆรักษ์กิจจา สิริจนฺโท เจ้าอาวาสวัดสามพราน
  13. พระธรรมวชิรเจติยาจารย์ (ชัยวัฒน์ ปญฺญาสิริ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์
  14. นายชิตณรงค์ จูมัจฉะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางหลวง
  15. พระอธิการโกเมท อินทปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดลัฏฐิวนาราม (วัดไผ่คอกเนื้อ)
  16. สภาวัฒนธรรมตำบลลำพญา
  17. กำนันทวีศักดิ์ เอี้ยวรัตนวดี
  18. ตลาดน้ำวัดลำพญา
  19. วัดลำพญา
  20. บริษัท สุนทร ออร์คิด จำกัด
  21. คุณเอกนัฏฐ์ คูเจริญชัยมานที ผู้บริหาร มานะออร์คิดฟาร์ม
  22. ชุมชนบ้านหัวอ่าว
  23. ชุมชนบ้านบางพลับ
  24. อน. กัลยากร มณีโชติ สโมสรโรตารี่บางเลน
  25. คุณวารี เค้าภูไทย ประธานสภาวัฒนธรรมเทศบาลตำบลบางเลน
  26. นย. Jin Zoo Lee นายกสโมสรโรตารี่บางเลน
  27. อน. อัมพร เจริญณัฐพงศ์ สโมสรโรตารี่บางเลน (ร้านสมชัยโกเท้าบางเลน)
  28. อน. กังวาลย์ นาคศรีสังข์ สโมสรโรตารี่บางเลน (ร้านขนมเปี๊ยะครูสมทรง)
  29. อน. เอนก เกตุพันธ์ สโมสรโรตารี่บางเลน (เอนกฟาร์ม)
  30. อน. เกษม ศรมยุรา สโมสรโรตารี่บางเลน (บริษัท เกษมชัยฟูดส์ จำกัด)
  31. อน. ธณัชพงศ์ เพชรดี สโมสรโรตารี่บางเลน (สถานีบริการ ปตท.บางเลน)
  32. นายสมชาย เมธวัฒน์ธรากุล อดีตรองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
  33. คุณณิชาพัฏฐ์ พรหมจรรย์ กรรมการที่ปรึกษาของ บีเอ็นไอ (ประเทศไทย)
  34. นายวิชัย เกตุแก้ว ประธานชมรมผู้สูงอายุ เทศบาลตำบลบางหลวง
  35. คุณบุญส่ง ห้อยมาลา ชมรมผู้ไทดำ บ้านสระยายโสม จังหวัดสุพรรณบุรี
  36. นายสมหมาย แขวงสวัสดิ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 21 ตำบลบางหลวง
  37. นายสมชาย ยอดแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ตำบลบางหลวง
  38. นายสุภาษิต อรรถนันท์ กำนันตำบลบางหลวง
  39. นายเกรียงวิทย์ เกรียงบูรณนันท์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อำเภอบางเลน
  40. นายไสว เพชรรุณ ประธานมูลนิธิไทยทรงดำประเทศไทย
  41. นายบุญเลิศ ยอดแก้ว นายกสมาคมไทยทรงดำประเทศไทย
  42. ดร.บุญเส็ง จูมัจฉะ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางหลวง
  43. ดร.อนวัช นกดารา ประธานศูนย์ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยบ้านลำเหย จังหวัดนครปฐม
  44. คุณธัชมาส ไทรชมภู ผู้บริหารบริษัท ธัชสรชัยพงศ์ จำกัด
  45. คุณสุทธิลักณ์ โตกทอง ผู้บริหารร้านข้าวใหม่ปลามัน เจ้าของรางวัลเอสเอ็มอีต้นแบบสัมมาชีพ
    คณะผู้บริหารโครงการ
  • คุณชลิตเอก คงกาญน์กุล
  • คุณชาติณัชสิทธิ์ วงษ์นาคเพชร
  • คุณรชต ลาตีฟี
  • คุณสุรีย์ญา ศรีวิทัศน์
    โครงการครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างประเทศ และสร้างการรับรู้ถึงความงดงามของศิลปะพื้นบ้านไทยในระดับนานาชาติ

CIFA2025 #การแสดงพื้นบ้านนานาชาติ #ท่องเที่ยวไทย #วัฒนธรรมพื้นบ้าน #ประเทศไทย #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #บ้านคลองสวนโฮมสเตย์ #โรงเรียนสกลวิทยา #วัดพระปฐมเจดีย์ #พระปฐมเจดีย์ #วัดสามพราน #ตึกมังกร #ชมรมสีสันวัฒนธรรมพื้นบ้านนานาชาติ #ColorInternationalFolkArts #CIFA #CIFA2025 #การแสดงพื้นบ้านนานาชาติ #การท่องเที่ยว #ประเทศไทย

รัสเซีย #ลัตเวีย #สโลวาเกีย #Russia #Latvia #Slovakia #ยาดมเฌอเอม #เฌอเอม #สถานีปาท่องโก๋

บ้านไทยทรงดำ #เดอะศาลายา #เดอะศาลายาเลเซอร์ปาร์ค #TheSalayaLeisurePark

SomdulBeeSanctuary #ร้านข้าวใหม่ปลามันสมุทรสงคราม #มานะออร์คิด #มานะออร์คิดฟาร์ม #กล้วยไม้สีดำ #เทศบาลตำบลบางเลน #เทศบาลตำบลลำพญา #ตลาดน้ำลำพญา #ชุมชนบ้านหัวอ่าว #ชุมชนบ้านบางพลับ #สะพานแขวนบางเลนแห่งที่2 #สะพานแขวนบางเลน #PMTMediaNews #รอบรั้วข่าวไทย #Thaifencenews

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมนักธุรกิจไทยอินเดียพัทยา และสมาคมอินเดียพัทยา เตรียมจัดงานเทศกาลโฮลี 2025 / ผู้ว่าฯททท.-นอภ.บางละมุง-นายกพัทยา เดินเท้าพบปะพี่น้องธุรกิจเอนเตอร์เทรนเท้นต์ภารตะกลางวอล์กกิ้งสตรีท

แชร์เนื้อหานี้

เวลา 13.30 น. วันที่ 10 มี.ค.2568 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานในการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน Amazing. Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025
พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ ตามไท ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา คณะผู้บริหารเมืองพัทยา ประกอบด้วยสมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย TIPBA และสมาคมอินเดียพัทยา นำเสนอรูปแบบการจัดงาน ณ ห้องประชุม 221 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

เมืองพัทยา ร่วมกับสมาคมนักธุรกิจไทยอินเดียพัทยา และสมาคมอินเดียพัทยากำหนดจัดงาน Amazing. Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025
ในระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. 2568 ณ ถนนชายหาดพัทยา ฝั่งตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา เพื่อให้พี่น้องชาวไทย-อินเดีย และนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสเทศกาลแห่งสีสันที่มีพื้นเพมาจากความเชื่อในศาสนาฮินดู เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นการเฉลิมฉลองโดยการสาดสีสัน ป้ายสี ซึ่งเป็นสีฝุ่นผงออแกนิกใส่กันอย่างสนุกสนาน ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไป ตามความเชื่อของชาวอินเดีย ซึ่งคล้ายกับเทศกาลวันสงกรานต์ของไทย

โดยในวันนี้คณะผู้จัดงานนำโดย นายประเสริฐ ศักดิ์จิระพงศ์ เลขาสมาคมนักธุรกิจไทย -อินเดีย นำเสนอรูปแบบการจัดงานเพื่อร่วมกันพิจารณาในด้านต่างๆ อาทิ ด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร, ด้านการพยาบาล, ตลอดจนกิจกรรมภายในงาน นอกเหนือจากการสาดสี ยังมีการแสดงดนตรีของศิลปินไทย(F.HERO) และศิลปินจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานคือวันที่ 15 มี.ค.นับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในการสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนานและมีสีสัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเศรษฐกิจในพัทยา และภาพลักษณ์ที่ดีต่อไป

คณะสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ร่วมแสดงความยินดีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีป้ายแดง

วันที่ 13 มี.ค.68 มีรายงานว่า นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พร้อมคณะได้ร่วมแสดงความยินดีกับนายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี คณะบริหารฯ และสมาชิกสภาฯ หลังได้รับการประกาศรับรองจาก กกต. และรับมอบตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

นายสุขราช กาลรา นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย กล่าวว่า ในนามสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ขอแสดงความยินดีในโอกาสที่นายวิทยา คุณปลื้ม ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีอีกหนึ่งสมัย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อบจ.ชลบุรี ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวให้เข้มแข็ง ในฐานะสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานเพื่อความยั่งยืนของบ้านเมืองนี้ต่อไปด้วย

‘ดีแคทลอน’ ปักหมุดพัทยา เปิด Experience Store สาขาแรกในภาคตะวันออก ตอบโจทย์คอกีฬา

วันที่ 14 มี.ค.68 ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการสำหรับ ดีแคทลอน แบรนด์กีฬาเมืองน้ำหอมชื่อดังระดับโลก ได้เปิดสโตร์ใหม่ในเมืองพัทยา เป็นสาขาแรกในภาคตะวันออก บนพื้นที่ 3,500 ตร.ม. ริมสุขุมวิทพัทยา ปากซอยเทพประสิทธิ์ พัทยาใต้ จ.ชลบุรี โดยมี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมือง ตัวแทน ททท. กองทัพเรือ และผู้เกี่ยวข้องร่วมเป็นเกียรติในงาน

มร.ดีเรน เชตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแคทลอน ประเทศไทย เผยว่า สำหรับสาขาพัทยานี้เปิดเป็น Experience Store สาขาแรกในภาคตะวันออก ที่ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งครบทุกไลฟ์สไตล์ ซึ่งที่เลือกเปิดตัวสาขาพัทยาในครั้งนี้เพื่อตอบรับกระแสกีฬาซีเกมส์ มี่จะมีขึ้นในจังหวัดชลบุรี ในช่วงปลายปีนี้

ภายในเป็นพื้นที่สโตร์และเพลย์กราวด์ขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์กรฬาครอบคลุมกว่า 60 ประเภทกีฬา รวมทั้งกิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมทางน้ำที่ครบครันสำหรับชาวภาคตะวันออกซึ่งมีพื้นที่ชายฝั่งติดทะเล ที่สำคัญเมืองพัทยาเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกิจกรรมทางน้ำเพราะเป็นเมืองทะเล ที่แต่ละปีมีอีเว้นต์การแข่งขันระดับชาติและระดับโลกมากมาย ตอกย้ำความเป็น Sport Destination อย่างแท้จริง

เปิดแล้ว! งาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 กระตุ้นสีสันท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรมระดับชาติ

วันที่ 14 มี.ค.68 ที่บริเวณปะรำพิธีชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นางสาวฐานปนี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานในพิธีเปิดงาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค.68

โดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้กล่าวต้อนรับและมอบกระเช้าให้กับนายนาเคศ สิงห์ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ที่ให้เกียรติเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์และกล่าวอวยพร นายสุขราช กาลรา ในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย นายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมอินเดียพัทยา ตลอดจนตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ด้วยเมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะมีผู้คนหลายเชื้อชาติ ศาสนา จากหลายประเทศมาพักผ่อนและอยู่อาศัย งาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 หรืองานเทศกาลโฮลี เปรียบเสมือนเป็นการเปิดพื้นที่สร้างสีสันการท่องเที่ยวด้วยวัฒนธรรม ซึ่งเทศกาลโฮลี เป็นเทศกาลระดับชาติของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนานเช่นกัน

เทศกาลโฮลี หรือเทศกาลแห่งสีสันของชาวอินเดีย คล้ายกับเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทย ที่ผู้คนจะเฉลิมฉลองสร้างความสนุกสนานด้วยการเล่นสาดผงสี ซึ่งเป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ ไม่เป็นอันตราย นำมาสาดเล่นกัน เป็นประจำทุกช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี นับเป็นเทศกาลแห่งมิตรภาพที่ญาติสนิทมิตรหาย และเพื่อนฝูง ได้มาพบปะและร่วมสนุกสนานกัน

ภายในงาน Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2025 นอกจากมีการเล่นสาดสีแล้ว ยังมีการจัดแสดงต่างๆ ตามแนวทางกิจกรรมเฉลิมฉลองของชาวอินเดีย มีการเปิดพื้นที่ให้พี่น้องชาวเชื้อสายอินเดีย ตลอดจนนักท่องเที่ยวอินเดียได้มีพื้นที่กิจกรรมสนุกสนานร่วมสร้างสีสันการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาร่วมกันต่อไป

ผู้ว่าฯททท.-นอภ.บางละมุง-นายกพัทยา เดินเท้าพบปะพี่น้องธุรกิจเอนเตอร์เทรนเท้นต์ภารตะกลางวอล์กกิ้งสตรีท

มีรายงานว่า นางสาวฐานปนี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินเท้าริมฟาตปาธชายทะเลตั้งแต่พัทยากลางถึงโครงการถนนคนเดินพัทยาใต้ หรือโครงการวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา รวมระยะทางกว่า 1 กม. เพื่อเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวและพยปะผู้ประกอบการยามค่ำคืนของเมืองพัทยา

ทั้งนี้ ทางคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้เดินทักทายผู้ประกอบการตลอดถนนวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา ก่อนจะเดินทางไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการต่อที่จังหวัดระยอง โดยทางผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดโครงการถนนคนเดินพัทยาใต้

ด้าน นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดงานเทศกาลโฮลีพัทยา ทางคณะผู้ว่าฯ ททท. ได้ลงพื้นที่พบปะพูดคุยผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอินเดีย ที่มีการเติบโตมากขึ้น ตลอดจนทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวให้เมืองพัทยา ซึ่งบรรยากาศต้อนรับเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง

เปิดร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 ให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และช็อปสินค้าที่ระลึกจากที่ราบสูง

วันที่ 15 มี.ค.68 ได้มีพิธี Grand Opening เปิดเป็นทางการสำหรับร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 ริมถนนพัทยาสาย 3 เยื้องโรงพยาบาลเมืองพัทยา โดยพบว่ามีแขกเหรื่อเข้าร่วมแสดงความยินดีกับนายพงษ์ชาณัท เรืองรุ่ง และ น.ส.สิริกัญญา กังศิริกุล ผู้บริหารฯ กันอย่างคึกคัก

ร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขานี้ ถือเป็นสาขาที่ 2 ซึ่ลงทุนด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท ตกแต่งด้วยค็อนเซ็ปต์อีสานโมเดิร์นคลาสสิก บริการอาหารอีสาน เครื่องดื่ม Thai Style และทั่วไปในมุมม่วนจอยบาร์ อีกทั้งยังมีช็อปสินค้าที่ระลึกจากภาคอีสานในมุมเฮือนพวนชวนคราฟท์

ทั้งนี้ ร้านแซ่บไฮน์ อีสาน บิสโทร สาขา 2 จะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น.- 22.00 น. โดยสามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้ 140 คน กลุ่มเป้าหมาย เป็นกลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยวทั่วไป โทรศัพท์สำรองที่นั่งได้ที่หมายเลข 062-607 3398

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าเพชรฯ นำทีมซับน้ำตาผู้ประสบวาตภัยในพื้นที่ อ.ชะอำ /นักวิ่งคึกคักในชุดบิกีนี่เซ็กซี่แน่นหาด งาน ‘CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025’

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.68 ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี นางณัฐฐินีย์ คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ปลัดจังหวัดฯ นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ สิ่งของอุปโภคบริโภค

และเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบวาตภัยพายุงวงช้างในพื้นที่หมู่บ้านหนองโพและหมู่บ้านหนองคาง ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่งผลให้หลังคาบ้านเรือน ร้านค้า และป้ายโฆษณาได้รับความเสียหายรวม 27 หลังคาเรือน และมีต้นไม้หักโค่นในบางจุด ซึ่งทางอำเภอชะอำและเทศบาลเมืองชะอำได้สำรวจความเสียหายทั้งหมดแล้ว โดยเบื้องต้นจะใช้งบประมาณของเทศบาลเมืองชะอำช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนก่อน

หากไม่เพียงพอจะต้องเสนอขอใช้งบประมาณจากอำเภอชะอำและจังหวัดเพชรบุรีต่อไป ทั้งนี้ต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี ได้กล่าวแสดงความห่วงใยและได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับให้ความช่วยอย่างเร่งด่วน หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถแจ้งที่นายอำเภอชะอำได้ตลอดเวลา

ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรงในพื้นที่หมู่บ้านหนองโพ หมู่บ้านหนอง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี จากนั้นได้เกิดพายุงวงช้างขนาดใหญ่ตามมาพัดหลังคาบ้านและป้ายโฆษณา ตกลงใส่บ้านเรือนของประชาชนในละแวกใกล้เคียงได้รับความเสียหายไปหลายหลังคาเรือน และยังส่งผลให้ต้นไม้ล้มหักโค่นอีกหลายแห่ง

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ต่อมา นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยในเบื้องต้นแล้ว.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

นักวิ่งคึกคักในชุดบิกีนี่เซ็กซี่แน่นหาด งาน ‘CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025’

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานวิ่งแข่งขันมินิมาราธอน CHA-AM BIKINI BEACH RUN 2025 “ชะอำ บิกินี บีช รัน ครั้งที่ 16” ประจำปี 2568 ณ ชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นไปด้วยความคึกคัก มีนักวิ่งหญิงและชายทั้งชาวไทยและต่างชาติในชุดบิกินี่ ชุดเซ็กซี่เข้าร่วมงานกว่า 1,500 คน ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย หาดทรายชายทะเลยามเช้าที่งดงาม

โดยมี นายณัฐวุฒิ เพชรพรหมศร อดีตผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานเปิดงานและปล่อยตัวจุดเริ่มต้นและเส้นชัยบริเวณหน้าชายหาดโรงแรมลองบีช ชะอำ พร้อมด้วย นางทนาดา วิจักขณะ รอง ผอ.ททท.สำนักงานเพชรบุรี นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากเข้าร่วมงาน

นายณัฐวุฒิ เพชรพรหมศร กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Thailand Sports Tourism) โดยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ให้จัดรายการแข่งขันมหกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ทุกประเภทกีฬาที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเมืองรอง ทั้งนี้ หาดชะอำ เมืองท่องเที่ยวทางทะเลสำคัญของไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย การเดินทางสะดวก เพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขันวิ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวรายการ “หาดชะอำ 14K” ต่อเนื่องมาหลายปี ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อรายการเป็น “หาดชะอำ บิกินีบีชรัน” โดยมีการวิ่งในประเภทบิกินี เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประเภทของการแข่งขัน และจัดต่อเนื่อง 14 ปีผ่านมา โดยความร่วมมือของ จังหวัดเพชรบุรี, เทศบาลเมืองชะอำ, สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก, สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี,

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี, หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี, โดย JOG&JOY ฝ่ายจัดการแข่งขันได้พัฒนาปรับปรุงรายการแข่งขันนี้อย่างต่อเนื่อง ต่อมาได้เพิ่มประเภทระยะทางวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 21.1 KM ขึ้นมาเพื่อสร้างให้สนามนี้เป็นสนามวิ่งระยะไกลนานาชาติมากกว่าเดิม โดยในแต่ละปีก็มีผู้สนับสนุนภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าวสลับสับเปลี่ยนไปจนกลายเป็นงานวิ่งที่นักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติสนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาค 4 ทอดผ้าป่าสามัคคีสืบสานพระพุทธศาสนาร่วมกับพุทธศาสนิกชนที่นราฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 มี.ค.68 พลโทไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี ณ วัดเขากง ต.ลำภู อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส

โดยมีสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์, พลตรีเฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15/ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พันเอกสิทธิชัย บำรุงเขต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46

พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 2,000 คน โดยปัจจัยที่รวบรวมได้จากผู้มีจิตศรัทธาในครั้งนี้ จะนำไปบูรณะซ่อมแซมส่วนอาคารส่วนต่างๆภายในวัดที่ชำรุดทรุดโทรม รวมทั้งพัฒนาอาคารศาลที่ประทับ

พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้เสร็จสมบูรณ์ ในการสนับสนุนส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม ของพี่น้องประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และมุ่งหวังสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของชาวพุทธ รวมทั้งจรรโลงความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบหมายให้ พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธานในพิธีบวงสรวง เจริญพระพุทธมนต์สมโภชศาลที่ประทับ พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยบัณฑิตพราหมณ์ ซึ่งมีตัวแทนคณะนางรำจากพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส จำนวนเกือบ 300 คน

เข้าร่วมในพิธีการดังกล่าวด้วย โอกาสนี้ พล.อ.มณี ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 4 ได้กล่าวขอบคุณแทน พลโทไพศาล แม่ทัพภาคที่ 4 ดีใจที่ได้มาร่วมประเพณีร่วมกิจกรรมกับประชาชน ในวันนี้ได้เห็นประชาชนมีความร่วมมืออยู่ด้วยกันแบบสังคมพหุวัฒนธรรม
//////////////////////// ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าแพร่ เปิดวัดมิ่งเมือง วัดเจ้าแม่เจ้าหลวงครั้งแรกในรอบ 70 ปี

แชร์เนื้อหานี้

บวงสรวง นมัสการพระบรมธาตุเจดีย์มิ่งเมือง หลวงพ่อพุทธมิ่งขวัญเมือง พ่อเมืองแพร่นำศรัทธาร่วมห่มผ้าองค์พระบรมธาตุ พุทธศาสนิกชนได้ชมความสวยงามปฏิมากรรมยุคเจ้าหลวงองค์สุดท้ายเมืองแพร่

วัดมิ่งเมือง ตั้งอยู่บริเวณสะดือเมืองหรือใจกลางเมืองแพร่ สร้างโดยแม่เจ้าหลวง หรือแม่เจ้าบัวไหล เทพวงศ์ ชายาคนที่ 2 ของเจ้าพิริยเทพวงษ์ อดีตเจ้าผู้ครองเมืองแพร่ และแม่เจ้าบัวไหลยังเป็นย่าของนายโชติ แพร่พันธุ์ หรือ “ยาขอบ” นักเขียนนวนิยายชื่อดังของเมืองไทย

จึงนับว่าวัดมิ่งเมืองมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่อย่างยิ่ง แต่วัดมิ่งเมืองถือเป็นวัดขนาดเล็กอยู่ติดกับวัดพระบาท ปี พ.ศ.2492 ทางราชการจึงได้ยุบรวมเป็นวัดพระบาทมิ่งเมือง ในปี พ.ศ.2498 ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง จนปัจจุบัน 70 ปีแล้วที่วัดมิ่งเมืองไม่มีกิจกรรมทางศาสนา

ล่าสุดเวลา 15.50 น.วันที่ 16 มีนาคม 2568 นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระบรมธาตุเจดีย์มิ่งเมืองและนมัสการหลวงพ่อพุทธมิ่งขวัญเมือง พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนร่วมสักการะระหว่างวันที่ 16-23 มีนาคมนี้ ควบคู่ไปกับงานหอการค้าแฟร์ สร้างบรรยากาศครึกครื้นและร่วมกันรำลึกถึงประวัติท้องถิ่นเมืองแพร่ไปพร้อมๆ กัน

ธีรพงษ์ ธงออน/แพร่
061-595-5297
ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / งานกาชาดของดีเมืองชุมแพ ครั้งที่ 22 ประจำปี พ.ศ.2568 จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 เวลา 19.00 นายสำราญ ศรีภา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น (อำเภอชุมแพ เขต 3) ร่วมงานประเพณีกาชาดประจำปี รวมของดีเมืองชุมแพ ครั้งที่ 22 ประจำปี พ.ศ.2568

โดยนายไกรสอน กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานกล่าวเปิดงาน นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ มีผู้มาร่วมงานจำนวนมากทั้งส่วนราชการ เอกชน องค์กรชาวบ้าน เช่น นายสิงหภณ ดี

นาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขต 6 พรรคเพื่อไทย นายนาวิน คำเวียง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นายวิศรุต ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิรุตติ์ ปานนาค รองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น คนที่ 1 อัยการจังหวัดชุมแพ,

พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชุมแพ, พัฒนาการอำเภอชุมแพ , ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น, ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอชุมแพ, นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโนนหัน, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเขียด, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังหินลาด,

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาหนองทุ่ม, นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลโนนสะอาด ,นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน, ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโนนหัน, นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองไผ่, กำนันตำบลโนนหัน ผู้นำท้องถิ่นและท้องที่ องค์กรกิ่งกาชาด

และองค์กรภาคประชาชน เป็นต้น นายสำราญ ศรีภา ส.อบจ ขอนแก่น เขต 3 อำเภอชุมแพ กล่าวถึงงานประเพณีกาชาดรวมของดีเมืองชุมแพ ครั้งที่ 22 โดยมีส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชน และกิ่งกาชาด เป็นหลักนั้น ยินดีที่ประชาชนมาอย่างเนื่องแน่น

วินนิวส์/ข่าว/สมมาตร์ แอมไร่/ภาพ /ศูนย์ข่าวสื่อรัฐทีวีจังหวัดขอนแก่น

ภาพ/ข่าว จ่ากบชุมแพ จ.ขอนแก่น

เทศกาลงานประเพณีกาชาดประจำปี รวมของดีเมืองชุมแพ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568 นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นประธาน ระหว่าง 15-22 มีนาคม 2568 ณ.ลานอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18.15 น.นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงานกาชาดประจำปี รวมของดีเมืองชุมแพ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568และได้มอบโลห์เกียรติยศให้แก่บุคลที่สร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอชุมแพ ปีนี้ได้พิจารณาคัดเลือกศิลปิน แซ็ก ชุมแพเป็นผู้ได้รับรางวัล คนดี ศรีขอนแก่น โดยมีนางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพกล่าวรายงานและ

วัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี ส่งเสริมสินค้าการเกษตร สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ภายในงานมีกิจกรรมวิถีชีวิตของชาวชุมแพ กล่าวถึงประวัติศาสตร์ศิลปะวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่และแสดงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของท้องถิ่น จัดประกวดผลผลิตทางการเกษตร ประกวดไก่สวยงาม ประส้มตำลีลา การปรุงอาหาร ลาบ ก้อย หม่ำ ไส้กรอก อาหารพื้นบ้านซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสานที่สืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น

โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนชาวชุมแพพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน นายสิงหภณ ดีนาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 6 ขอนแก่น พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชุมแพ นายวิศรุต ปู่เพ็ง ที่ปรักษารัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษา

นายนคร สุพรรณ์ ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานการศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มูลนิธิการกุศล จนเสร็จพิธีประธานจึงได้เดินทางกลับ

ภาพ/ข่าว จ่ากบชุมแพ จ.ขอนแก่น

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “เจ้าท่า” เปิดอบรมเครือข่ายอาสาวารี รุ่น 47 เน้น !! สร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางน้ำยั่งยืน ในพื้นที่ ‘ทะเลอีสาน’”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 มีนาคม 2568 ที่บึงงามรีสอร์ท ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยสำนักความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ได้จัดโครงการอบรมเครือข่ายอาสาวารี รุ่นที่ 47 โดยมี นายประภูศักดิ์ จินตะเวช ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอารยัน รัตนพันธุ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมทั้งย้ำถึงความสำคัญของการรณรงค์ด้านความปลอดภัยทางน้ำในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งความสุขและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนตามนโยบาย “คมนาคม

เพื่อโอกาสประเทศไทย” และ “ราชรถยิ้ม” ของกระทรวงคมนาคม จากนั้น นายพนมวัสส์ วุฒาพาณิชย์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬ กล่าวต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเเละเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญ

ในการเสริมสร้างความปลอดภัยและการเฝ้าระวังเหตุทางน้ำในจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ใกล้เคียง มีนายทวี ชิณรงค์ นายอำเภอบึงโขงหลง นายนิพนธ์ คนขยัน สส.บึงกาฬ เขต 3 นายวิทยา ภารจรัส นายกเทศมนตรีตำบลบึงโขงหลง พ.ต.อ.มานะ ธัญญะวานิช ผกก.สภ.บึงโขงหลง หัวหน้าส่วนราชการ อาสาสมัครผู้เข้ารับการอบรมกว่า 150 คน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายประภูศักดิ์ จินตะเวช ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การจัดโครงการอบรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” และ “ราชยิ้ม”

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนในการรณรงค์ความปลอดภัยทางน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวทางน้ำที่มีชื่อเสียง เช่น ถ้ำนาคา ศาลปู่อือลือ และหาดคำสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬ และได้รับขนานนามว่า “ทะเลอีสาน” เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางน้ำ

นายอารยัน รัตนพันธุ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า เครือข่ายอาสาวารี รุ่นที่47 ที่จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญ และมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจของประเทศ ทุกคนต่างรู้ดีว่า การรักษาความปลอดภัยทางน้ำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง และในปี 2568 นี้ กรมเจ้าท่าจะยังคงดำเนินการตามนโยบาย

“คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” และ”ราชรถยิ้ม” เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจในการเดินทางทางน้ำ ซึ่งการอบรมในวันนี้จะช่วยเสริมสร้างความรู้และทักษะในการดูแลความปลอดภัยทั้งในด้านการป้องกันอุบัติเหตุ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการดูแลสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ที่เรามุ่งหวังให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนอย่างยั่งยืน”

การอบรมเครือข่ายอาสาวารีรุ่นที่ 47 จะร่วมเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำให้กับผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 150 คน จากเครือข่ายภาคประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น โดยเน้นการปฏิบัติงานร่วมกันในด้านต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การสอดส่องดูแลสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ รวมถึงการปลูกฝังความรู้สึกถึงความสำคัญของความปลอดภัยทางน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางน้ำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศ
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / โครงการวิทยาลัยป้องกันกิเลส (วปก.) รุ่นที่ 29 วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

แชร์เนื้อหานี้

โครงการวิทยาลัยป้องกันกิเลส (วปก.) รุ่นที่ 29 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา ส่งเสริมคุณธรรมในชีวิตประจำวัน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่เข้าร่วมการอุปสมบท ทั้งนี้ยังเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ โครงการนี้ได้ดำเนินการมาแล้วกว่า 29 รุ่น ซึ่งในรุ่นนี้ มีผู้เข้าร่วมอุปสมบท 59 รูป แบ่งเป็นคนไทย 58 รูป และชาวต่างชาติ 1 รูป จากประเทศเมียนมา โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 29 มีผู้เข้าร่วมอุปสมบทมากกว่า 5,000 รูป

โครงการ วปก. ก่อตั้งขึ้นโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนี (วรชาโย) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ในการถวายเป็นพุทธบูชาและพระราชกุศล เพื่อสร้างบุคลากรที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกต่อสังคม โดยการบวชถือเป็นการบำเพ็ญบุญที่ทรงคุณค่า อันจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญของประเทศชาติ

ในปีนี้ได้รับความเมตตาจาก พระธรรมวชิรปาโมกข์ (ธนู วรธนุ ป.ธ.๔) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระศรีวิศาลคุณ (จีรพันธ์ วรญาโณ ป.ธ.๗) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์และผู้ดูแลโครงการเดินทางไปประเทศอินเดีย โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากศิษยานุศิษย์ คณะสหธรรมิก และผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงการเติบโตและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องทุกปี

กำหนดการเดินทางปฏิบัติธรรม และเยี่ยมชม 4 พุทธสังเวชนียสถาน วันที่ 5: กรุงเทพฯ – เจดีย์พุทธคยา (ประเทศอินเดีย)
วันที่ 6: ร่วมทำบุญมหาทานผ้าป่า และเยี่ยมชมพุทธรูปหินโบราณ ณ พุทธคยา
วันที่ 7: เยี่ยมชมสถูปบ้านบิดานางสุชาดา สถานที่ถวายข้าวมธุปายาส
วันที่ 8: เดินทางไปยังเขาคิชฌกูฏ และวัดเวฬุวัน ณ เมืองราชคฤห์
วันที่ 9: เยี่ยมชมกูฎาคารศาลา ปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี
วันที่ 10: เดินทางไปยังสาลวโนทยาน กุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
วันที่ 11: เดินทางสู่ลุมพินี ประเทศเนปาล สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
วันที่ 12: เยี่ยมชมวัดพระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี
วันที่ 13: เยี่ยมชมสารนาถ เมืองพาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา
วันที่ 14: พักปฏิบัติธรรม ณ เมืองพาราณสี
วันที่ 15: เดินทางกลับมายังเจดีย์พุทธคยา
วันที่ 16: ออกเดินทางกลับประเทศไทย
วันที่ 17:

  • ช่วงเช้า: พิธีตักบาตรพระใหม่ นำโดย สมเด็จพระธีรญาณมุนี ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
  • ช่วงเที่ยง: พิธีฉลองพระใหม่ และลาสิกขาบท
  • การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้เข้าร่วมในการศึกษาและซึมซับหลักธรรมคำสอนจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 อันเป็นสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนา รวมถึงเป็นการเสริมสร้างความศรัทธาและปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร “ร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนา สร้างคุณค่าทางจิตใจให้สังคมไทย”

โดย: พระคุณวํโว ธนพงศ์ งานรุ่งเรือง วปก29

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ สจล. ขับเคลื่อน “1 ครอบครัว 1 พลังสร้างสรรค์” ปลุก Soft Power ไทยสู่เวทีโลก!/กองทัพภาคที่ 2 ส่งเสริมทหารกองประจำการที่จะปลด ให้มีงานทำ มีรายได้ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

แชร์เนื้อหานี้

กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “1 ครอบครัว 1 พลังสร้างสรรค์” (One Family One Soft Power – OFOS) หวังยกระดับแรงงานไทยสู่ทักษะสูง พร้อมปั้น Soft Power ไทย ให้แข็งแกร่ง ผ่าน 11 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 นางแสงเพชร ลําไธสง วัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “1 ครอบครัว 1 พลังสร้างสรรค์” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 มีนาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช

อบรมเข้ม! 4 อุตสาหกรรม Soft Power ดันไทยสู่ตลาดโลก กิจกรรมอบรมครั้งนี้เน้นการ Upskill และ Reskill ให้แก่ ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน โดยมี ผู้เชี่ยวชาญ ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคเชิงปฏิบัติใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยว – ออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ศิลปะ – ต่อยอดศิลปะพื้นบ้านสู่ระดับสากล ดนตรี – ผลักดันดนตรีไทยร่วมสมัยให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ อาหาร – พัฒนาเมนูอาหารไทยให้โดดเด่นในตลาดโลก

เป้าหมาย 2,400 คนทั่วประเทศ ปั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตโครงการมีแผน คัดเลือกผู้เข้าร่วมจาก 20 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งเป้าอบรม 2,400 คน หวังปูทางให้ไทยก้าวขึ้นเป็น ผู้นำ Soft Power ระดับโลก Soft Power ไทย พร้อมสู่เวทีโลก! Soft Power กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ “ญี่ปุ่นฟีเวอร์” ในยุค Gen X และ “เกาหลีฟีเวอร์” ในยุค Gen Z โครงการนี้มุ่ง สร้างอัตลักษณ์ Soft Power ไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

โครงการ “1 ครอบครัว 1 พลังสร้างสรรค์” ถือเป็น ก้าวสำคัญ ในการเสริมสร้างศักยภาพคนไทยผ่าน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมผลักดัน Soft Power ไทยสู่ระดับโลก โดยใช้ วัฒนธรรม ศิลปะ และนวัตกรรม เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่าง ยั่งยืน

กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

กองทัพภาคที่ 2 ส่งเสริมทหารกองประจำการที่จะปลด ให้มีงานทำ มีรายได้ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

พลตรี นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการมีงานทำให้ทหารกองประจำการที่จะปลดเป็นทหารกองหนุน ประจำปี 2568 ที่ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา โดยมี นางนิธิอร บุญญานุสิทธิ์ จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา ผู้บังคับหน่วย ทหารกองประจำการ ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน

โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย การบรรยายในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมเช้าสู่ตลาดแรงานและแนะนำภารกิจกรมการจัดหางาน” การรับสมัครสอบคัดเลือกผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM JAPAN การให้ความรู้จากหน่วยงานต่าง ๆ 6 แห่ง การสาธิตอาชีพอิสระ จำนวน 4 อาชีพ ได้แก่ การทำขั่วหมี่โคราชกรอบซอสมัลเบอรี่, การทำหมี่คลุกไก่ฉีก, การทำกิมจิ ผักดองสูตรเกาหลี, การทำพุดดิ้งเต้าฮวยนมสด การรับสมัครงานจากสถานประกอบการ 4 แห่ง 1) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

  • สาขาโคราช 2 (แม็คโครหัวทะเล)
  • สาขานครราชสีมา (แม็คโครเซฟวัน)
    2) บริษัท นครชัย 21 จำกัด และบริษัท นครชัยทัวร์ จำกัด
    3) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
    4) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
    การแนะแนวการศึกษาต่อระบบทวิภาคี
  • วิทยาลัยเทคโนโลยีชนะพลขันธ์ นครราชสีมา (C-TECH)
    การให้คำแนะนำด้านสุขอนามัย การป้องกันโรคติดต่อ ความรู้เกี่ยวกับ HIV และตรวจคัดกรองสุขภาพ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เบื้องต้น
    *มูลนิธิเอ็มพลัส สาขานครราชสีมา
    ชมนิทรรศการโลกอาชีพ
    กิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี และกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา ได้คำนึงถึงความสำคัญ และอนาคตของทหารกองประจำการที่จะปลดเป็นทหารกองหนุน ได้มีงานทำ มีรายได้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเจริญก้าวหน้า และช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสถานประกอบการ

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าประจวบฯ เปิดโครงการจังหวัดเคลื่อน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พื้นที่ ต.อ่างทอง

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 12 มี.ค. 2568 ที่ศาลาประชุมหมู่บ้านสีดางาม ม.3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล นายสินาทร โอ่เอี่ยม นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัด นางสาวจีรประภา สาระประจวบ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด

นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่อำเภอทับสะแก ข้าราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนจำนวนมากร่วมพิธี ในการนี้ ได้รับเมตตาจาก พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก วัดอ่างสุวรรณ ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ให้ศีลให้พรแก่ประชาชน จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ กล่าวเปิดโครงการ และชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตำบลอ่างทอง ช่วงถนนอ่างทอง-หนองมะค่า ม.1,ม.5 และ

ถนนสายหนองหอย-มรสวบ ม.5,ม.8 เชื่อมตำบลชัยเกษม พร้อมทั้งระบุว่า จากที่ได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพื้นที่ ต.อ่างทอง ได้ประสานหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน เร่งดำเนินการแก้ปัญหาการบริหารจัดการขยะ ขุดลอกคูคลอง นอกจากนี้ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ได้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องการขอรับบริจาคเลือดแก่กาชาด เพื่อนำไปช่วยผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้ประกาศวาระ “Next Move Prachuap ประจวบต้องไปต่อ” 10 หัวข้อ รวมถึงกลยุทธการสร้าง Wellness Economy 8 หัวข้อที่จะเป็นการเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ร่วมกับคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันปลูกต้นไม้มงคลภายในบริเวณศาลาหมู่บ้าน และได้เดินเยี่ยมชมบูธจากหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในบริเวณที่จัดงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐมาร่วมออกให้บริการประชาชนเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อราชการ ณ สถานที่ตั้ง รวมทั้งได้มอบพันธุ์ปลาน้ำจืดให้กับผู้นำท้องที่ และมอบเเตนเบียนบราคอนให้แก่ผู้แทนเกษตรและผู้นำชุมชนเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้าน และร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค โดยมาจากพระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี 100 ชุด จากสถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ 100 ชุด และจากสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดฯ 100 ชุด รวมจำนวน 300 ชุด มอบให้แก่ประชาชน

ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วงเวลา 08.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะผู้บริหาร คณะครู บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนบ้านสีดางาม เพื่อมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียน พร้อมกับได้แนะนำแนวทางด้านการศึกษาแก่เด็กนักเรียน โดยชี้ให้เห็นความสำคัญด้านวิชาการ เช่น คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เทคโนโลยี และความรู้ด้าน AI ซึ่งเป็นเรื่องที่มีบทบาทมากในปัจจุบัน เด็กๆก็ได้แสดงความเห็นในเรื่องอาชีพที่ใฝ่ฝันในอนาคต เช่น อยากเป็นผู้พิพากษา และจากนั้น ได้ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนผู้พิการ และได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนที่บ้านใน ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จำนวน 2 หลังอีกด้วย

สภาพและข้อมูลพื้นฐาน ตำบลอ่างทอง ทิศเหนือจรดตำบลนาหูกวาง ทิศใต้จรดตำบลชัยเกษมและตำบลธงชัย ทิศตะวันออกจรดอ่าวไทย ทิศตะวันตกจรดสหภาพพม่า มีพื้นที่ทั้งหมด 104 ตารางกิโลเมตร หรือ 65,000 ไร่ เป็นพื้นที่ลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก มีภูเขาสูงทางทิศตะวันตก และมีที่ราบส่วนใหญ่สลับภูเขาเล็กน้อย อาชีพหลักชาวบ้านได้แก่ ทำสวน ทำไร่ ประมง สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ วัดอ่างทอง วัดวังยาง วัดอ่างสุวรรณ ชายหาดลับทับสะแก เกาะรำร่า เป็นต้น และมีปัญหาหลักที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาศัตรูมะพร้าวและปัญหาชายฝั่งกัดเซาะ
/////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

SSIร่วมสร้างสรรค์สังคมเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน รับรางวัลองค์กรต้นแบบสุขภาวะดีเด่นระดับก้าวหน้า

นางสาวสุริยา ดวงมณี (ที่ 3 จากขวา) หัวหน้าสายทรัพยากรบุคคลและธุรการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือเอสเอสไอ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับรางวัล “องค์กรสุขภาวะดีเด่นระดับก้าวหน้า ในโครงการส่งเสริมงานสุขภาวะในองค์กรเพื่อคุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดี” จากนายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ (กลาง) ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น เมื่อเร็วๆ นี้

โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของสสส.และสมาคมนักสร้างสุขภาวะองค์กร เพื่อส่งเสริมการมีวิถีชีวิตสุขภาวะทั้ง 4 มิติ (กาย ใจ สังคม และจิตปัญญา) และดูแลคุณภาพชีวิตบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้ เอสเอสไอได้นำแนวคิดการสร้างองค์กรสุขภาวะ (Happy workplace) และความสุข 8 ประการ (Happy 8) มาสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานของพนักงานซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมของเอสเอสไอ iFacts+ (คนเก่ง ดี มีใจ) ส่งเสริมให้บุคลากรมีความพร้อม และร่วมสร้างสรรค์การดำเนินงานและสังคมที่ดีเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน

เอสวีแอล กรุ๊ป เสริมสร้างความรู้เยาวชน สร้างแกนนำคัดแยกขยะ เพื่อดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน

เอสวีแอล กรุ๊ป โดยทีมชุมชนสัมพันธ์และพัฒนาชุมชน ร่วมกับเครือข่ายชุมชนต้นแบบ บ้านทางสาย บ้านระหาร และอาสาชวนน้องรักษ์โลก จัดกิจกรรมเรียนรู้การคัดแยกขยะที่ถูกต้อง ภายใต้แนวคิด “อ่านป้ายก่อนทิ้งลงถัง” โดยมีเยาวชนจาก 8 โรงเรียน ได้แก่ รร.บ้านห้วยทรายขาว, รร.บ้านดอนทอง, รร.บ้านดอนสง่า, รร.วัดนาผักขวง, รร.วัดดอนยาง, รร.บ้านหนองมงคล, รร.บ้านถ้ำเขาน้อย และ รร.อนุบาลบางสะพาน รวมกว่า 300 คน เข้าร่วมในโครงการ “กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือและเนตรนารี” ประจำปี 2568 เอสวีแอล กรุ๊ป(SVL Group) มุ่งเน้นการปลูกฝังความรู้ด้านการจัดการขยะและสร้างแกนนำเยาวชน เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยจัดขึ้นที่ศาลาเอนกประสงค์บ้านห้วยทรายขาว ต.กำเนิดนพคุณ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประจวบคีรีขันธ์ _ หลายหน่วยงานร่วมกิจกรรม โครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี งบประมาณ 2568

วันที่ 12 มี.ค.68 พล.ต.ต.นครินทร์ สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใย รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ (สส./ปส.) มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป.สภ.ห้วยยาง ว่าที่ พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง ชป.ตำบลยั่งยืน สภ.ห้วยยางพร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย พระมหาสัญญา สิทฺธิญาโณ เจ้าคณะตำบลห้วยยาง

นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดอำเภอทับสะแกฝ่ายความมั่นคง นางณุกานดา จันทรภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก นายภัทรดนัย สมศรี กำนันตำบลแสงอรุณ นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายก อบต.แสงอรุณ นางวิภาภรณ์ ภัทรภิญโญ ผอ.สกร.อำเภอทับสะแก นางรัตนากร ศรวัฒนา พัฒนาการอำเภอทับสะแก นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ผอ.รพ.สต.บ้านหินเทิน ผญ.บ้านไร่ใน ม.1 และ ผญ.บ้านแสงทอง ม.2 ต.แสงอรุณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน,อสม.,ชรบ.,อส., ทหารชุดเฉพาะกิจ ฉก.จงอางศึก พร้อมด้วย ประชาชนบ้านไร่ในและบ้านแสงทอง

ร่วม kick off เปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ณ ศาลาประชาคมบ้านไร่ใน ม.1 ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมนี้ได้ร่วมกันลงนามข้อตกลงการดำเนินโครงการฯ (MOU) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธี
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กลุ่มตัวแทนผู้ที่สอบผ่านจำนวนกว่า 50 คน รวมตัวหน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม หลังสอบผ่าน

วันพุธที่ 12 มีนาคม 2568 กลุ่มตัวแทนผู้ที่สอบผ่านจำนวนกว่า 50 คน รวมตัวบริเวณหน้ากระทรวงมหาดไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม
โดยมีคุณ นิชานันท์ ทรัพย์สมบูรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานร้องทุกข์สำนักรัฐมนตรี
ร่วมกับ ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงมหาดไทย ขอประสานให้กลุ่มตัวแทนจำนวน10 คน เข้าพบ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขามท.1 และ อ.มนัส สุวรรณรินทร์ ผู้ตรวจการกระทรวงมหาดไทย (โฆษกกระทรวงมหาดไทย)

โดยกลุ่มตัวแทนได้นำเสนอข้อมูลปัญหาสถานะปัจจุบันปัญหาของการสรรหาสายบริหารท้องถิ่นจังหวัดสมุทรปราการ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตปัญหาข้อสอบที่ผิดพลาดหรือการตรวจสอบรายงานปัญหาจากมหาวิทยาลัยธัญบุรี ตลอดจนข้อมูลสรุปผลการประชุมการออกเสียง 4:3 เสียง ของคณะอนุสรรหา

พร้อมชี้แจงเหตุผลที่จังหวัดสมุทรปราการแจ้งว่าข้อสอบไม่ได้มาตรฐานนั่นกลุ่มผู้ยื่นเรื่องได้ให้ข้อสังเกตุว่ามหาลัยผู้ออกข้อสอบก็ชี้แจงเรื่องนี้แล้ว ประกอบกับอีก 8 จังหวัดที่ใช้ข้อสอบและกระบวนการเดียวกัน ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว
ทั้งนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขามท.1 โทรศัพท์สายตรงกับผวจ.สมุทรปราการ ได้ข้อสรุปว่า วันที่ 13 มีนาคม 2568 จะมีข้อสรุปในที่ประชุม ก.จังหวัดที่ชัดเจนสรุปโดยจะไม่โยนเรื่องส่งต่อไปมาให้หน่วยงานอื่นใดพิจารณาอีก ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลการขึ้นบัญชีหรือประกาศยกเลิกผลการสอบก็ตาม

ล่าสุด การประชุม กทจ.และก.อบต จังหวัดสมุทรปราการ ในช่วงเช้าวันที่ 13 มีนาคม 2568 นี้ มีผลสรุปมติในที่ประชุมตรงกันคื ในการประชุมคณะอนุสรรหาสายงานผู้บริหารของจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมานั้น มติการโหวตให้ประกาศผลการขึ้นบัญชีสายงานผู้บริหาร มีความถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรประกาศผลลำดับบัญชีได้เลย สามารถเสนอเอกสารผลลำดับบัญชี ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามเพื่อประกาศได้เลย โดยไม่ต้องมีการประชุมคณะอนุสรรหาเพิ่มเติมแต่อย่างใด

/////////////////////

ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน

สื่อรัฐทีวี-ตีฆ้องร้องทุกข์ ตู้ตุ๊กตาหยอดเหรียญ ระบาดหนัก เชียงราย-เชียงใหม่ เปิดโจ่งครึ่ม บนห้างใหญ่ -ห้างเล็ก-ร้านสะดวกซื้อ วางล่อใจเด็ก

แชร์เนื้อหานี้

ตีฆ้องร้องทุกข์วันนี้ เรามาพูดกันถึงเรื่อง.ตู้ตุ๊กตาระบาดหนัก ทั่วภาคเหนือ.
เชียงราย-เชียงใหม่เปิดโจ่งครึ่ม บนห้างใหญ่ -ห้างเล็ก- หน้าร้านสะดวกซื้อ วางล่อใจเด็ก ขอเงินพ่อแม่หยอดเหรียญเพื่อเอาตุ๊กตา ต้องสิ้นหวังไม่ได้แม้ตัวเดียว เสียเงินฟรี ใบอนุญาต ไม่มีสำแดง ตำรวจ ปกครอง มีคำตอบให้ประชาชนอย่างไร ทำไมจึงเกลื่อนเมือง!!
ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเด็กเป็นจำนวนมากที่สูญเสียเงินหยอดเหรียญ เข้าไปในตู้ตุ๊กตาที่วางตามหน้าร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า สาขาย่อย -ซุปเปอร์มาเก็ต ขนาดใหญ่ และตามสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองและต่างอำเภอ ในแถบภาคเหนือ เชียงใหม่ -เชียงราย ตั้งกันแบบโจ่งครึ่มท่ามกลางความสงสัยของผู้คน ว่าตั้งได้อย่างไร ? มีการขออนุญาตหรือไม่ และขออนุญาตจากหน่วยงานไหน ที่มีหน้าที่อนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่?

เพื่อคลายความสงสัยผู้สื่อข่าวได้เข้าดูตู้ตุ๊กตาที่วางบน ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย .และจังหวัดเชียงใหม่ตามแหล่งชุมชนนั้นไม่ได้มีใบอนุญาตติดสำแดงอยู่ มีเพียงตู้แลกเหรียญที่มีใบอนุญาต รับรองจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เท่านั้น ส่วนที่ตั้งทั่วไปไม่เห็น ผู้สื่อข่าวเข้าตรวจพบในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า สาขาย่อย ห้างหนึ่ง และร้านจำหน่ายอาหารแช่แข็ง และพบว่าบริเวณตู้หน้าห้างสรรพสินค้าสาขาย่อย ด้วยพบปรากฏมีเด็กไปกับผู้ปกครองที่เข้าไปจับจ่ายที่ห้างสรรพสินค้าหนึ่ง สาขาที่เกิดเหตุ รบเร้าผู้ปกครองอยากได้ตุ๊กตา

ขอเงินเพื่อหยอดตู้เพื่อคีบเอาตุ๊กตา ครั้งละ10 บาท ผลปรากฏไม่ได้ตุ๊กตาแม้แต่ตัวเดียว เนื่องจากได้สังเกตุเห็นว่า เมื่อเครื่องทำงาน แขนที่เป็นคีมคีบตู้ ทำงานเมื่อคีบตุ๊กตา มักจะหลุดทุกครั้งไปจากนั้นเครื่องก็จะยกเลิก การทำงานโดยอัตโนมัติกลืนเหรียญ10บาท ลงไปฟรีๆทั้งที่พ่อแม่เสียเงินไปเป็นร้อย เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์วันที่้ 8 มีนาคม ช่วง 18-19.00น.เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ สามพ่อแม่ลูก หยอดเหรียญ ตู้ตุ๊กตา หน้าห้างสรรพสินค้าสาขาย่อยห้างหนึ่ง ใกล้กับที่ว่าการอำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย

ได้จะเป็นหลักฐานว่าเรื่องดังกล่าวมีอยู่จริง โดยมีผู้สื่อข่าวเป็นพยานเหตุการณ์
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีประชาชนเป็นจำนวนมากเห็นร้านตุ๊กตาตั้งหลายจุดเปิดทั้งวันทั้งคืน ไม่ทราบว่าจะมีผู้เล่นหรือไม่ มีการเช่าตึกเดือนละเป็นหมื่น ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ มีให้เห็นเกลื่อนกลาดทั่วเมืองเชียงราย อาจจะมีเรื่องแอบแฝง เบื้องหลังหรือไม่? จากข้อมูล ตู้คีบสินค้า หรือตุ๊กตาเข้าข่ายตู้การพนันหรือไม่? เพราะ พรบ.ว่าด้วยการพนันพ.ศ 2478 ประเภทบัญชี(ข) ลำดับที่28 ระบุว่าเครื่องเล่นที่ใช้เครื่องกลพลังไฟฟ้า พลังแสงสว่างหรือพบังงานอื่นๆใดทที่ใช้เล่นโดยวิธีการสัมผัส เลื่อน กด โยก หมุนหรือวิธีอื่นใด ซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกัน แต้มหรือเครื่องหมายใดๆก็ตาม.แม้แต่การยิงเป้าปาโป่งตามงานวัดก็เป็นการพนันที่ผิดกฎหมายเช่นกันกับอยู่ในการพนันประเภท(ข)

ดังนั้นตู้คีบตุ๊กตาจัดได้ว่าเป็นตู้ที่เข้าข่ายการพนันตามกฎหมายหรือไม่?เพราะเรื่องดังกล่าวถ้าหาก ห้ามไม่ให้มีจะเป็นการสกัดกั้นเยาวชนไม่ให้เข้าถึงการพนันอย่างดียิ่ง ในหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในอำเภอแม่สรวย ข้างต้นถือว่าเด็กและเยาวชนได้เข้าไปเล่นแล้ว โดยเรื่องดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าที่ฝ่ายปกครองที่ถือกฎหมาย พื้นที่เกิดเหตุ จะดำเนินการอย่างไร?และมีคำตอบให้ประชาชนอย่างไร?ขอความกระจ่างโดยด่วน.

ขุนเขาใรน้ำใจ ทีมงานข่าวภาคเหนือ รายงาน
สอบถามโทร 0967694671 – 0856525854.. สมจิตร แสงบัลลังค์ ผอ.ข่าวภาคเหนือ
ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ยะลาจัดใหญ่! รอมฎอนสัมพันธ์ ฮาลาล ฟู้ด คอนเทสต์ 2025 หาสุดยอดข้าวหมกไก่-ซุปเนื้อเมืองยะลา

แชร์เนื้อหานี้

ยะลา – ศูนย์สันติวิธี ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมฮาลาล ฟู้ด คอนเทสต์ และ รอมฎอนสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน รวมถึง การทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจนส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม ในห้วงเดือนรอมฎอน

การประกวดครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฟ้นหา เมนูเด็ดจาก จ.ยะลา ไปเข้าร่วมการประกวด กับ จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ระหว่างวันที่ 10-20 มีนาคม 2568 แบ่งเป็น 2 เมนูหลัก คือ ข้าวหมกไก่ และซุปเนื้อ โดยมี 5 ทีมจากเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วม

พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสุขในช่วงรอมฎอน เสริมสายสัมพันธ์ในสังคม และส่งเสริมอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าวหมกไก่และซุปเนื้อ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

ผลการประกวด ทีมจากกองสันติวิธี และ กองภาคประชาสังคม ได้เป็นตัวแทนยะลาไปแข่งในรอบต่อไป โดยจะแข่งขันกับทีมจาก จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี ในการประกวดครั้งต่อไป
////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พร้อมใจทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาโรงเรียนโคกสำโรง จ.ลพบุรี /โครงการชุมชนตำบลยั่งยืนแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ สภ.โคกสำโรง ภจว.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ ที่14 มีนาคม 2568 เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมอาคารเอนกประสงค์โรงเรียนโคกสำโรง ตำบลโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพพบุรี
นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง ประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาเดินทางถึงบริเวณจัดงาน มอบบริจาคสิ่งของต่างๆช่วยการศึกษาโรงเรียนโคกสำโรง พร้อมด้วย นายนรินทร์ คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี เขตุ 4 พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต
ผกก.สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.
นายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง นางกาญจนา สุขกำเนิด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี นางกิติพร แต่งชุ่ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง นายสำรวย งามขำ กำนันตำบลโคกสำโรง คณะกรรมการศึกษาโรงเรียนโคกสำโรง และประธานอุปถัมภ์ พ่อค้า ประชาชน คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน ร่วมงานทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาโรงเรียนโคกสำโรง

ทั้งนี้ได้กราบนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ทอดผ้าป่า และฉันภัตตาหารเพล วัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนมีทุนใช้จ่ายเพียงพอและเพิ่มวิชาความรู้ให้กับเด็กนักเรียน เพื่อเด็กนักเรียนจะได้มีความรู้ มีประสิทธิ์ภาพเมื่อนักเรียนจบออกไป นำความรู้จากการเรียนไปใช้ในโอกาสภายภาคหน้า

ทางด้านนางสาวรัตติญา นวลจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโคกสำโรง จึงได้ประชุมคณะครู กรรมการโรงเรียนโคกสำโรง ผู้ปกครอง มีความเห็นตรงกันจึงต้องจัดหาทรัพย์เพื่อจ้างครูวิชาเอกนาฏศิลป์ มาสอนเสริมให้ความรู้แก่บุตรหลาน วิชานาฏศิลป์ จะต้องอยู่คู่กับคนไทย และนักเรียนโรงเรียนที่เรียนจบจากโรงเรียนโคกสำโรง จึงได้จัด โครงการระทมทุน เพื่อรวบร่วมทรัพย์เพื่อการศึกษาในครั้งนี้
และทางคณะครูนักเรียนยังได้รับการอุปถัมภ์จากนายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ (ห้างกิจนิยม) นำเครื่องดนตรีไทยที่มีอยู่ แต่เกิดการชำรุดเสียหายลงบ้าง จึงได้นำเครื่องดนตรีไทยเหล่านั้นไปซ่อมแซมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้กลับมาใช้งานได้ดี และเป็นประโยชน์แก่เด็กนักเรียนต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวประจำจังหวัดลพบุรี อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

โครงการชุมชนตำบลยั่งยืนแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ สภ.โคกสำโรง ภจว.ลพบุรี

12 มีนาคม 2568 เวลา 16.00 น. ที่วัดท่าม่วง บ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง ประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต
ผกก.สภ.โคกสำโรง
พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม
รอง ผกก.ป.ฯ
พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร
สวป.ฯ
พร้อมชุดปฏิบัติงานชุมชนสัมพันธ์
พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์
สวป.(ชส.)ฯ
ร.ต.อ.โกวิทย์ พลั่วพันธ์
รอง สวป.(ชส.)ฯ
ร.ต.ท.พรชัย ธรรมวริทธิ์
รอง สว.(ป.)ฯ
ด.ต.พฤกษ เหมาะสมัย
ผบ.หมู่(ป.)ฯ
ส.ต.ท.สุรชัย พลเทพ
ผบ.หมู่(ป.)ฯ
ส.ต.ต.ศรัณญ์ บุญภาพ

ผบ.หมู่(ผช.พงส.)ฯ คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจภูธรโคกสำโรง (กต.ตร.สภ.โคกสำโรง) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ประชาชน อสม. ร่วมพิธีเปิดโครงการโครงการดำเนินการตําบลยั่งยืนกว่า 200 คน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จังหวัดลพบุรี และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 1

ได้จัดทำดำเนินการชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามแบบยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำความสุขสู่ชุมชน หมู่บ้านท่าม่วง หมู่ที่ 1 และบ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 2 ตำบลหนองแขม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และประเทศชาตินั้นทุกภาคส่วน จะประสานความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผู้นำชุมชน หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวประจำจังหวัดลพบุรี และอนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ศป.ปส.อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น “ภารกิจพิทักษ์ขอนแก่น 2568”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 13 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไปภายใต้การอำนวยการของนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขก. นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และ นายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น

นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ/ผอ.ศป.ปส.อ.ชุมแพ พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผกก.สภ.ชุมแพ สั่งการให้ นายสมคิด ชำนิกุล ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง หมายเลขบัตร ปปส. 6700098 นำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชุมแพ พร้อมด้วยชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เจ้าหน้าที่ อสม. และชุดปฏิบัติการตำบลหนองเขียด นำโดยนายปรีชา อุ่นสวัสดิ์ กำนันตำบลหนองเขียด เจ้าหน้าที่รวมจำนวน 45 คน

เปิดยุทธการ “ฟ้าสางที่หนองเขียด” ภายใต้ภารกิจพิทักษ์ขอนแก่น 2568 ตั้งจุดตรวจจุดสกัด พร้อมเปิดปฏิบัติการค้นหาผู้เสพยาเสพติด ในพื้นที่บ้านหนองกุงหมู่ที่ 5 และ บ้านโนนรังหมู่ ที่ 10 ตำบลหนองเขียด ผลการปฏิบัติจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวน 1 ราย

นายพงศกร อรชรอายุ 31 ปี บ้านเลขที่ 222/141 หมู่ 6 ตำบลโนนสะอาด อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พร้อมของกลาง
1) ยาบ้า จำนวน 604 เม็ด
2) ยาไอซ์น้ำหนัก 0.6 กรัม
3) รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ KTM รุ่น DUKE 200 สีส้ม-ขาว ป้ายทะเบียน 1 กฎ 2369 ลพบุรีจำนวน 1 คัน
4) ปวดปัสสาวะจำนวน 1 ขวด

โดยกล่าวหา

  1. มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน
  2. ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย

พฤติการณ์โดยย่อ
ได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการนำส่งยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ ม.5 ม.10 ตำบลหนองเขียด นายปรีชา อุ่นสวัสดิ์ กำนันตำบลหนองเขียด และนายธีระพัฒน์ โยมา ผญบ.บ้านโนนรัง ได้ร่วมบูรณาการกำลังจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อ

ป้องกันการกระทำความผิดกฎหมาย และการแพร่ระบาดของยาเสพติด และได้เปิดยุทธการค้นหาผู้เสพเพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัด ซึ่งได้เดินเคาะประตูสุ่มตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยงในหมู่บ้าน พบผู้เสพที่สมัครใจเข้ารับการบำบัด จำนวน 37 คน และได้หยุดตรวจรถยนต์รถ จักรยานยนต์ รวมจำนวน 50 คัน

07.00 น. นายพงศกรฯ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมาที่จุดตรวจฯ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนและขอหยุดตรวจสอบ พบว่ามีท่าที่ต้องสงสัย มีอาการลุกลี้ลุกลน เลยได้สอบถามว่าเคยใช้สารเสพติดหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าเคยเสพยา จึงได้เชิญตัวลงจากรถเพื่อตรวจสอบ ภายหลังการตรวจสอบพบยาบ้า จำนวน 3 ถุง ซุกซ่อนในกระเป๋ากางเกงด้านขวา ภายในถุงซิปล็อคสีน้ำเงินเข้ม

ซึ่งมียาบ้า รวมจำนวน 604 เม็ด และยาไอซ์ 1 ซอง น้ำหนักรวม 0.6 กรัม เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลางและควบคุมตัวนายพงศกรฯ มาสอบสวนข้อมูล ทำบันทึกจับกุม และนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีฝตำรวจภูธรชุมแพ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วินนิวส์ /ภาพข่าว ศูนย์ข่าวสื่อรัฐทีวีขอนแก่น

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “อุดม เที่ยงโยธา” กลุ่มมุกดาหารพลังใหม่ (Mukdahan​ Next Move) เปิดตัวผู้สมัครนายก – สท. พื้นที่ จ.มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 13​ มีนาคม 2568​ เวลา 12.09 น ถือฤกษ์เบิกชัย เปิดที่ทำการกลุ่ม​ ” มุกดาหารพลังใหม่ ” เปลี่ยนวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่”ดีกว่า” ณ บ้านเลขที่ 20/2 ซ.พัฒนา ถ.ชยางกูร ข อ.เมือง จ.มุกดาหาร นายอุดม​ เที่ยงโยธา อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองมุกดาหาร/รองนายกองค์การบิหารส่วนจังกวัดมุกดาหาร แกนนำกลุ่มมุกดาหารพลังใหม่

ได้เปิดตัวว่าที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และว่าที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล18คนในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร 3 เขต 34 ชุมชน ในนามของ “มุกดาหารพลังใหม่“ โดยมีนายประภาส​ เที่ยงโยธา ร่วมพิธีเปิดป้ายและสวมเสื้อกลุ่ม เพื่อเป็นสิริมงคลให้ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศมนตรี

นายอุดมกล่าว ขอบคุณญาติพี่น้อง คณะว่าที่ผู้สมัครส.ท และผู้มาร่วมงาน ในการเปิดตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเองมีความมั่นใจมาก ที่จะนำกลุ่มไปให้ถึงฝั่ง ถึงเป้าหมาย เพราะเคยเป็นรองนายกมาก่อนแล้ว มีหลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยทำงานร่วมกันมาตลอด ซึ่งปกติเป็นธรรมเนียมจากการทำงานด้วยความรักความสามัคคี ถึงแม้จะอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต่างกัน ก็สามารถทำงานร่วมกันได้

จะมีการพูดคุยและเป็นกำลังใจ พร้อมทั้งแนะนำการทำงานในทางการเมือง เพราะมีหลายคนเป็นคนใหม่ ส่วนคนเก่าคงไม่มีปัญหาอะไรเพราะทำงานร่วมกันมาตลอด นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานทางการเมือง ที่จะทำให้ประชาชนไว้วางในใจ เลือกเข้ามาบริหาร โดยเป้าทำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชน

“ส่วนการแข่งขันทางด้านการเมืองถือว่าเป็นเรื่องปกติ สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะให้ความไว้วางใจมากน้อยเพียงใด ในการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น การแข่งขันทางการเมืองมองว่าเป็นเรื่องปกติมากกว่า ส่วนจะเลือกใครเข้ามาบริหาร หรือเป็นสมาชิกสภาเทศบาลหรือไม่นั้น ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ”

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.นฤมล” ก.เกษตรฯ นำคณะพบชาวสวนยางบึงกาฬ เร่งแก้โรคใบร่วงชนิดใหม่ ประกาศ Kick off “โครงการโฉนดต้นยาง” 1 เม.ย.นี้ ตั้งเป้าแจก 11.17 ล้านไร่ภายใน 1 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 มี.ค. เวลา 13.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอิทธิ ศิริลัธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษา พรรคกล้าธรรม เดินทางลงพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เปิดการอบรม หลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพารา ที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense

หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” พร้อมรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นต่อการพัฒนาด้านการเกษตร จากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้แทนของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ โดยมีนายจุมพฏ วรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งเกษตรกรจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าร่วมอบรม และให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนเซกา ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การอบรม หลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา แพร่ระบาดครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 สร้างความเสียหายให้กับสวนยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ต่อมาได้แพร่กระจายในพื้นที่รับผิดชอบของการยางแห่งประเทศไทย

เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยพบการเกิดโรค ในพื้นที่จังหวัดหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ เลย และนครพนม รวมพื้นที่ 3,685.5 ไร่ 259 ราย สำหรับจังหวัดบึงกาฬ พบการแพร่ระบาด จำนวน 52 ราย กินพื้นที่ 581 ไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงมอบหมายให้ การยางแห่งประเทศไทย จัดโครงการอบรมหลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568”

ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในวันที่ 15 มีนาคม 2568 ณ โรงเรียนเซกา ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ การบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ในยางพารา นอกจากนี้ยังมีการมอบปัจจัยการผลิต และการจัดนิทรรศการ จากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน และสภาเกษตรกร

นายจุมพฏ วรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า บึงกาฬ มี 8 อำเภอ 63 ตำบล 617 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 418,733 คน เป็นแรงงานภาคเกษตร 126,587 คน มีพื้นที่ ทั้งจังหวัด 4,305 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,691,091 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,407,105 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 52.29 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญคือ ยางพารา จำนวน 875,915 ไร่ มีผลผลิต 211,348 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 6,564.46 ล้านบาท และข้าวนาปี 475,558 ไร่

มีผลผลิต 146,378 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,756.53 ล้านบาท ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัด GPP ปี 2565 มีมูลค่า 31,755 ล้านบาท โดยเป็นภาคเกษตร 10,758 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.88 ของมูลค่าทั้งหมด จังหวัดบึงกาฬ ถือเป็นจังหวัดที่มีการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่โดดเด่น โดยการสนับสนุนของรัฐบาล มีเมกะโปรเจคที่สำคัญในปัจจุบัน คือ โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ – บอลิคำไซ ซึ่งจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เชื่อมโยงระหว่างประเทศ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้รับการรายงานการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Collet0trichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา และมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกันดูแลแก้ไข และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราอย่างต่อเนื่อง นับจากได้รับรายงานการเกิดโรคนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย แต่จากปัญหาการขนส่งเคลื่อนย้าย และการเคลื่อนไหวของทิศทางลมตามธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถยับยั้ง

การแพร่กระจาย การระบาดจากเชื้อ Colletotrichum siamense หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ มาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบการเกิดโรคในพื้นที่สวนยางพารา 5 จังหวัด การจัดโครงการอบรมหลักสูตร “การใช้น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อฟื้นฟูสวนยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลมจากเชื้อ Colletotrichum siamense

หรือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ประจำปี 2568” และการจัดนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกร ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ทั้งยังหาทางป้องกันและต่อยอดนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นวันนี้ จะสามารถสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการพัฒนาการทำการเกษตร จะก่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพการทำสวนยาง และการเกษตรชนิดอื่นของไทยต่อไปในอนาคต

ศ.ดร.นฤมล รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของยางพารา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้เดินหน้าขับเคลื่อนปฎิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อให้เขารู้ว่า เราไม่ได้ไปบุกรุกป่า ซึ่งตอนนี้มีเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่ เหลืออีก 4 ล้านไร่ ที่ยังไปเป็นที่ดินทับซ้อน โดยเราได้มีการพูดคุยกัน และจะมีการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับชาวสวนยางพารา เพื่อให้เขามีเอกสารสิทธิที่ถูกต้อง สามารถครอบครองพื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 11.17 ล้านไร่อยู่แล้ว เราจะออกโฉนดต้นยางสร้างมูลค่าให้กับต้นยางพาราที่ปลูกอยู่บนที่ดินของตนเอง ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.และนำไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยจะ Kick off เปิดโครงการในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล รมว.เกษตรฯ และนายอิทธิ รมช.เกษตรฯ ได้ร่วมกันมอบโฉนดที่ดิน(ส.ป.ก.) เพื่อการเกษตร จำนวน 500 ราย พร้อมปัจจัยการผลิต อาทิ น้ำหมักปลาหมอคางดำ 1,000 ลิตร จำนวน 33 ราย ,ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง, หน่อพันธุ์กล้วยหอมทอง, กล้วยน้ำว้า และพันธุ์มะละกอ รวมถึงพันธุ์ปลาจำนวน 200 ถุง และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวจำนวน 130 ตัน แก่ตัวแทนเกษตรกรผู้มาร่วมงานด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / งานเข้าเจ้าของหมา นายอำเภอ อบต.ชงเรื่อง ตม.จ่อพิจารณาเพิกถอนวีซ่าเข้าประเทศ / พบ “เลียงผา” อวดโฉมสายตานักท่องเที่ยวบนเขาสามร้อยยอด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่8มีนาคม2568 นายสุทินประเสริฐศักดิ์นายอำเภอบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มอบหมายให้นายณัฐพงษ์ไกรนราปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงอำเภอบางสะพานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เสียหาย ประชาชนที่เดือดร้อนเข้ามาประชุมที่ห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนตำบลพงศ์ประศาสน์ โดยมี พตท.วรพงษ์ ชาวแพะ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.อำเภอบางสะพาน นางสาวจินตาคงแป้น เจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำองค์การบริหารส่วนตำบลพงศ์ประศาสน์  คุณธนพล อาภรณ์รัตน์   ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลพงศ์ประศาสน์พร้อมกับผู้เสียหายประชาชน นักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้เข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางแก้ไขและหาทางออกในเรื่องนี้
  กรณี นายโรฟ วีเบอร์ นักท่องเที่ยวชาวสวิดเซอร์แลนด์พร้อมเพื่อนๆทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.บางสะพาน ถูกหมาของนายมาเทียสเพื่อนร่วมชาติกัดขณะเดินเล่นตามชายหาดเป็นครั้งที่สองนั้น

สาสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมชาวบ้านในพื้นที่ร่วมชี้แจงเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านกับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดซ้ำซากอยู่บ่อยครั้ง และอยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป เนื่องจากที่ผ่านมา อบต.มีการประชุมร่วม มีมติสั่งห้ามนำหมาเดินเล่นโดยไม่มีเชือกปลอกคอ และให้นำหมาที่เคยกัดนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่จนกว่าคดีจะสิ้นสุด แต่มีการฝืนคำสั่งประกาศอยู่บ่อยครั้งและเรื่องยังอยู่ในขบวนการของศาลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์โดยที่จะนัดในวันที่ 11 มีนาคม2568ที่จะถึงนี้แต่กลับมาก่อเหตุซ้ำสองอีก ส่วนกระบวนการทางกฎหมายให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเรียกนายมาเทียสเจ้าของหมาเข้าให้ปากคำเพิ่มอีกครั้ง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากเป็นคดีลหุโทษ ก่อนจะส่งสำนวนคำสั่งฟ้องทางปกครองต่อ

ส่วนผลการเจรจาระหว่างหน่วยงานกับกลุ่มชาวบ้านและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่ทราบว่า เสนอให้มีการประชุมหมู่บ้านเพื่อทำประชาพิจารณ์ประชาคมผู้มีส่วนได้เสียต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 9 มีนาคม 2568ที่ศาลาหมู่1 ส่งถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณา ด้านนายณัฐพล ปลัดอำเภอบางสะพานกล่าวว่าได้รับคำสั่งของท่านนายสุทินประเสริฐศักดิ์นายอำเภอบางสะพานให้มาดูเรื่องนี้ จากผู้เลี้ยงสุนัขในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลพงศ์ประศาสน์กับนักท่องเที่ยวและชาวบ้านหลายครั้งซึ่งครั้งนี้ก็ได้ไปแจ้งข้อกล่าวหาไว้แล้วที่โรงที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพานและก็

ได้ส่งตัวผู้บาดเจ็บที่โดนสุนัขกัดไปตรวจที่โรงพยาบาลบางสะพานทางร้อยเวรก็รอผลตรวจอยู่เพื่อจะได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อไปซึ่งในการพูดคุยกันวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเดือดร้อนก็ยืนยันว่าจะไม่ยอมพูดคุยเจรจาแล้วเพราะเคยพูดคุยไกล่เกลี่ยมาหลายครั้งแล้วไม่เคยปฏิบัติตามเลยแม้แต่ครั้งเดียวพวกเราจะขอดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ในส่วนทางอำเภอบางสะพานจะรวบรวมรูปถ่ายวีดีโอที่ชาวบ้านและผู้ที่เสียหายได้ผลกระทบในการกระทำผิดต่างๆที่ผ่านมาและในครั้งนี้ เพื่อส่งให้ท่านนายอำเภอ ทางองค์การบริหารส่วนตำบลพงศ์ประศาสน์รวบรวมส่งผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง(ตม)พิจารณาวีซ่าเข้าประเทศของนายมาเทียสต่อไป ณัฐพงษ์ไกรนาราปลัดอำเภอกล่าว


พบ “เลียงผา” อวดโฉมสายตานักท่องเที่ยวบนเขาสามร้อยยอด สะท้อนความสมบูรณ์พื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์แห่งแรกของไทย

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.68 นายพิศิษฐ์ เจริญสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบฯ เปิดเผยว่า ระหว่างการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ พบ “เลียงผา” สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์ปรากฏตัวอยู่บนยอดเขาหินปูนสูงชัน บริเวณเขาลูกน้อย (สะพานทางเดินศึกษาธรรมชาติ) หลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จากระยะไกล นับเป็นภาพที่หาชมได้ยากและสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ เลียงผา (Serow) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเยียงผาหรือโครำ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Bovidae ที่มีวิวัฒนาการทางร่างกายเหมาะสมกับการอาศัยอยู่บนหน้าผาและภูเขาสูงชัน ปัจจุบันถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN Red List) และได้รับการคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าสงวนตามกฎหมายไทย


“อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 98,000 ไร่ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย (Ramsar Site) ประกอบด้วยระบบนิเวศที่หลากหลายทั้งภูเขาหินปูน ป่าชายเลน ทุ่งหญ้า และพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะนกน้ำและนกอพยพกว่า 300 ชนิด การพบเลียงผาออกหากินในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการอนุรักษ์และการทำงานอย่างทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในการดูแลผืนป่าและสัตว์ป่า พร้อมเน้นย้ำขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ และแจ้งเบาะแสหากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับสัตว์ป่าได้ที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ” นายพิศิษฐ์ กล่าว.
นอกจากความสำคัญด้านระบบนิเวศแล้ว เขาสามร้อยยอดยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดประจวบฯ ด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม ถ้ำที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่น่าสนใจ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนตลอดทั้งปี.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สกัดรถแก๊งขนยาไอซ์กว่า 1 พันกิโล ดอยแม่สลอง ดัดแปลงรถคล้ายรถทหารลำเลียง ยิงปะทะเจ็บ 2 รวบอีกเพียบ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.68 กำลังเจ้าหน้าที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 บช.ปส. กองกำลังผาเมือง ป.ป.ส.ภาค 5 กองกํากับการสืบสวน ตํารวจภูธรจังหวัดเชียงราย สภ.แม่ฟ้าหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.กิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง นำโดย พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ,พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พ.อ.อนุวัช ปัญญานันท์ ผบ.หน่วยเฉพากิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง พ.ต.อ.พัสกร ธวัชเชียงกุลผกก.สส.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.ท.พีรพจน์ ธุรกิจ รอง ผกก.สส.ภ.จว.เชียงราย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบยาไอซ์ประมาณ ประมาณ 1,500 กิโลกรัม ซุกซ่อนในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 15 ถัง บรรทุกอยู่ในรถยนต์ 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ ติดป้ายทะเบียนหน้ารถ ทะเบียนจักร 05875 คล้ายรถบรรทุกของทหาร

โดยการตรวจยึดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น.ที่ผ่านมา บริเวณอนุสรณ์สถานวีรชน หมู่ 1 บ้านสันติคีรี ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง
จ.เชียงราย เจ้าหน้างกองกำกับการสิบสวนภูธรจังหวัดเชียงราย ได้ติดตามขบวนการค้ายาเสพติดทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากมาจากพื้นที่ชายแดน ด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จึงได้ทำการวางกำลังสกัดกั้นตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มขบวนการจะใช้ในการลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว

จนกระทั่งพบรถรถยนต์ 6 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ ติดป้ายทะเบียนหน้ารถ ทะเบียนจักร 05875 จากการตรวจค้นภายในรถ พบถังน้ำมันขนาด 200ลิตร
จำนวน 15 ถัง บรรทุกอยู่ เมื่อเปิดดูภายในพบเป็นยาไอซ์น้ำหนักประมาณ 1,500 กิโลกรัม จึงได้ทำการตรวจยึดเอาไว้ จากนั้นได้มีรถยนต์ ยี่ห้อฟอร์ด เอฟเวอร์เรส ติดป้ายทะเบียนป้ายแดง ร 1507 กทม. มีชาย จำนวน 2 คน หญิง 1 คน อยู่ในรถ ขณะที่เจ้าหน้าที่จะได้เข้าทำการตรวจสอบคนในรถได้ใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่จนได้ปะทะกันขึ้น ทำให้ชาย จำนวน 2 คน ถูกอาวุธปืนยิงได้รับบาด ทราบชื่อคือ นายสำราญ วิพอ และนายอำนาจ ศุภโสรต ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำส่งโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดอาวุธปืนพักสั้นขนาด 9 มม. จำนวน 2 กระบอก

ต่อมาในเวลาต่อเนื่องกันที่บริเวณด่านตรวจแยกอีก้อ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้ตรวจรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ จำนวน 1 คัน ควบคุมตัวชาย จำนวน 4 คน อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลการจับกุมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เปิดเผยว่า การสกัดกั้นการจับกุมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้ทะลักเข้าไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ จนสามารถสกัดยาเสพติดในครั้งนี้ได้

ในส่วนของรถบนนทุกที่ใช้ในการลำเลียงยาเสพติดครั้งนี้ไม่ได้เป็นรถของทางราชการ แต่มีการดัดแปลงทำสีให้คล้ายกันและใส่แผ่นป้ายทะเบียนปลอมขึ้นมาเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ แม้กระทั่งอุปกรณ์ภายในรถ
โดยในเบื้องต้นทราบว่า ผู้ที่ถูกจับกุมทั้ง 2 คนเป็นอดีตทหาร รบพิเศษ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี แต่ถูกปลอดออกจากราชการแล้ว นอกจากนี้ยังพบชุดฝึก อาวุธปืน AK เครื่องกระสุน และระเบิดลูกขว้างอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานเจ้าหน้าที่ EOD เข้าทำการตรวจสอบและเก็บกู้..ต่อไป.

สมจิตร แสงบัลลังก์ ธนวัฒน์โมมา.ทีมข่าวอาชญากรรมรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ศึกวันรำลึกวัฒนธรรมเทศบาลสัตหีบ ณ.สนามมวยชั่วคราวศาลกรมหลวงชุมพรหนองตะเคียน สัตหีบ จ.ชลบุรี

แชร์เนื้อหานี้

ศึกวันรำลึกวัฒนธรรมเทศบาลสัตหีบ จัดโดย นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ

วันที่ 7 มีนาคม 2568สักวันรำลึกวัฒนธรรมเทศบาลสัตหีบ นายไชยเทพ บุญเลิศ
รองนายกเทศมนตรี ได้ให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยให้กับนักมวยและได้ให้เกียรติคาดเข็มขัดกับนักมวยที่ชกชนะได้แชมป์

รายชื่อผู้ให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยจ่าสิบเอก สมชาย โสมนัสนานนท์ รองปลัดเทศบาลเมืองสัตหีบ นาย ยศพัทธ์ เวชมุข หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย ส.ท อลงกรณ์ ศรีโพธิ์ นายมนตรี ผะเผิน ประธานชุมชน

อบต.แดง ท่าสะอ้าน ให้เกียรติขึ้นคล้องพวงมาลัยให้กับนักมวยและมอบทุนการศึกษาให้กับนักมวยทั้งคู่ จัดโดย เทศบาลเมืองสัตหีบ ประกบคู่มวยโดย จ่าโอ๋ สัตหีบ พญามด เสร็จผู้พันตู่+น้อง นิคม +หนึ่งพิชิต เสร็จผู้พันตู่ (ชมฟรี )

ณ.สนามมวยชั่วคราว ศาลกรมหลวงชุมพรหนองตะเคียน สัตหีบ
จ.ชลบุรี เอ.คนข่าวรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 กลางสายฝนโปรย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 มี.ค.68 ที่บริเวณเวทีหลักชายหาดพัทยากลาง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 โดยมี นายสนธยา คุณปลื้ม ประธานกลุ่มยุทธศาสตร์เมืองท่องเที่ยวน่าอยู่  นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี 

นางอำไพ ศักดานุกูลจิต สไลวินสกี้ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี นางอัจฉรา บัณฑิตยานุรักษ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี ผู้บริหารและสมาชิกเมืองพัทยา ส่วนราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้าร่วมพิธีเปิด ท่ากลางสายฝนโปรย

เมืองพัทยาร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี จัดงาน PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ตลอดเดือนมีนาคม 2568 จำนวน 3 สัปดาห์ รวมศิลปินระดับประเทศ และร้านค้ากว่า 500 ร้านค้า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสร้างรายได้ โรงแรมที่พักมียอดจองเพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ เทศกาลดนตรี PATTAYA MUSIC FESTIVAL 2025 จัดเป็นงานฟรีคอนเสิร์ตที่จัดต่อเนื่องยาวนานและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเริ่มจัดงานตั้งแต่ ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น Sound on the Sand หรือเสียงเพลงบนผืนทราย ผสมผสานความโมเดิร์นของเทศกาลดนตรีริมชายหาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย กับอัตลักษณ์ของพัทยา ที่ชัดเจนในความเป็นเมืองท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยติดอันดับโลก

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพบก จัดโครงการ ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(6 มี.ค. 68)  นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย  พันเอก โชติ ยิกุสังข์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร)

ร่วมในการตรวจสภาพความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร ภายใต้โครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจช่วยภัยแล้ง”  ประจำปี 2568 บริเวณลานหน้าศาลาเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

จากประกาศกรมอุตนิยมวิทยาแจ้งว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2568 โดยกองทัพบก

ได้อนุมัติโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เนื่องจากในหลาย พื้นที่เริ่มขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารประกอบกับการเข้าสู่ฤดูร้อนทำให้มีปริมาณน้ำ ไม่เพียงพอ

เป็นเหตุให้สถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างมากขึ้น ดังนั้นมณฑลทหารบกที่ 44 ร่วมกับหน่วยงาน ภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 44, หน่วยงานทหารภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์,สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร,

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร, การประปาส่วนภูมิภาคสาขาชุมพร, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดชุมพร,กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พื้นที่จังหวัดชุมพร จึงกำหนดตรวจสภาพความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์ภัยแล้งอาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร

 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ภารกิจการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยแล้งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญยิ่ง ที่พวกเราจะต้องเข้าไปดำเนินการ ช่วยเหลือประชาชน ในพื้นที่ทุรกันดารที่ประสบภัยแล้งด้วยการระดมศักยภาพ

และทรัพยากรของแต่ละหน่วยงานในการแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การสนับสนุนถังบรรจุน้ำ ให้ประชาชนใช้จัดเก็บน้ำ การซ่อมและปรับปรุงบ่อบาดาลให้เป็นจุดจ่ายน้ำถาวร การสนับสนุนกระแสไฟฟ้า ในการ ดำเนินการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมถึงการสนับสนุนน้ำประปาเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด

ในห้วงนี้ทุกภูมิภาคของประเทศกำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง และอาจมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น ฉะนั้นพวกเรา จะต้องมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และในวันนี้กองทัพบก โดย มณฑลทหารบกที่ 44 ได้บูรณาการกำลังพลและยุทโธปกรณ์ กับเหล่าทัพและทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพร

จัดโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2568 ขึ้น พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่าทุกภาคส่วนพร้อมเคียงข้าง ประชาชนเสมอ และเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส

///เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ชุมพร098-9515199

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ”อลงกรณ์“ชี้คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิตคือภารกิจที่ท้าทายอนาคตของประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คาร์บอนเครดิตและไบโอเครดิต :ภารกิจที่ท้าทายอนาคตของประเทศไทยภายใต้กรมป่าไม้และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม“เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจจึงเห็นควรนำมาถ่ายทอดผ่านสื่อเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ของสาธารณชน
โดยอดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า “…ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกและปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาความยั่งยืนของโลกแต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ…“ ประเทศไทยประกาศเป้าหมายจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 30-40 ภายในปี 2030 และเป็นกลางทางคาร์บอน(Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)

โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมให้ข้อเสนอการมีส่วนร่วมในการลด ก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มอบแนวคิดว่า “เราชนะธรรมชาติได้บางอย่าง แต่เราไม่สามารถกำหนดธรรมชาติได้ทุกอย่าง เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับความเป็นจริง ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือการเปลี่ยนแปลงและต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วย” “เราต้องเปลี่ยนมุมมองของโลก หลายคนมองว่าการบริหารต้องมีมือดีทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่ตนมองว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนอาศัยอยู่ เพราะอย่างไรเราก็ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม” จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวจึงนำมาสู่กรอบภารกิจ 6 ด้าน
1.ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2.ด้านทรัพยากรน้ำทั้งระบบ
3.ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขยะ และมลพิษ 

  1. ด้านยุทธศาสตร์ แผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    5.ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ
    6.ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    โดยเฉพาะภารกิจสำคัญและเร่งด่วนคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวทุกประเภท 55% ของพื้นที่ประเทศ ในจำนวนนี้เป็น
    พื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศซึ่งเป็นแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ
    แบ่งเป็น
    1.พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 25%
    2.พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15% ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ราว 102,353,484 ไร่ หรือ 31.64% ของพื้นที่ประเทศจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 8.36 %หรือ 26.75 ล้านไร่
    ป่าชุมชนเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนโดยมีป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จำนวนรวม 11,327 โครงการ 13,028 หมู่บ้าน มีเนื้อที่รวม 6,295,718 ไร่
    ซึ่งแต่เดิมมีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทรัพยากรของป่าชุมชน5 ประการคือ
  2. ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน/พักผ่อนหย่อนใจ
  3. เก็บหาของป่า
  4. ใช้ประโยชน์จากไม้ เพื่อการยังชีพและสาธารณะประโยชน์
  5. ใช้บริการทางนิเวศ เช่น น้ำ
  6. ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
  7. ส่วนแนวทางการพัฒนาใหม่ในการพัฒนาป่าชุมชน (Community Forest) สู่ป่าคาร์บอน (Carbon Forest)เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนกว่า1.1หมื่นแห่งทุกภาคทั่วประเทศให้เป็น
  8. 1.แหล่งอาหารชุมชน (Community Food Bank)
  9. 2.แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Bank)
  10. 3.แหล่งคาร์บอน(Carbon Bank)
  11. 4.แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(Ecological Tourism)
  12. 5.แหล่งผลิตอาหารแบบสมาร์ทฟาร์ม(3F’s: Food Farm Forest)
  13. โดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการใหม่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคีในพื้นที่ด้วยโมเดล3หุ้นส่วน( 3‘P : Public-Private-People Partnership model)ซึ่งถอดบทเรียนจากโครงการสระบุรี แซนด์บ็อกซ์และโค้งตาบางโมเดลจะเห็นได้ว่าการพัฒนาป่าชุมชนแนวใหม่นอกจากจะช่วยตอบโจทย์การลดโลกร้อนยังได้ให้ความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพและไบโอ เครดิต

ประเทศไทยได้เริ่มจัดทำนโยบายและมาตรการระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินงานเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ สอดคล้องกับมาตรา 6 ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่กำหนดให้ภาคีจัดทำนโยบายและกลยุทธ์ระดับชาติ เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้ประเมินว่า GDP ของโลก กว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ
ขณะที่รายงานความยั่งยืน(Sustainability Trends 2024 )ระบุว่า Bio-Credits เป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์ การเพิ่มจำนวนความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Net Gain) เพื่อก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน โดยไบโอเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตรวจสอบปริมาณ คุณภาพ ชนิดพันธุ์ ระบบนิเวศ และที่อยู่อาศัยผ่านการซื้อขายหน่วยความหลากหลายทางชีวภาพได้ ทำให้ทราบถึงการเพิ่มจำนวนของความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบัน ทั้งนี้ หลายหน่วยงานได้เริ่มมีความสนใจใน Bio-Credits เช่น สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อปี 2565 ได้ริเริ่มโครงการสำรวจศักยภาพของสินเชื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Finance) เพื่อปลดล็อกการจัดหาเงินทุนใหม่สำหรับผลลัพธ์เชิงบวกที่วัดได้สำหรับธรรมชาติและผู้ดูแลธรรมชาติ และสนับสนุนการพัฒนาตลาดสินเชื่อความหลากหลายทางชีวภาพโดยสมัครใจ แต่ก็ยังไม่สามารถทำ Biodiversity Finance ได้เต็มที่ เนื่องจากยังขาดมาตรฐานการออกไบโอเครดิต ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในระดับโลก
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อไบโอเครดิต (Biodiversity Credit Alliance) ขึ้นในปี 2565 โดยมีสมาชิกเป็นองค์กรจากภาคเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร หน่วยงาน ภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคส่วนอื่นๆ และได้รับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (Sida)
ในส่วนประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) อธิบายถึง Bio-Credits (Biodiversity Credits) หรือ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ ว่า เป็นหนึ่งนวัตกรรมที่มีการนำกลไกตลาดมาใช้ในการระดมทุนเพื่อดูแลธรรมชาติและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่โดยมีลักษณะการทำงานที่คล้ายกับคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Credits) ซึ่งเป็นการซื้อ – ขาย ระหว่างผู้ซื้อที่มีความยินดีในการจ่ายเพื่อปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และผู้ขายที่เป็นผู้ลงทุนดำเนินโครงการที่สามารถปกป้องและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้
 ซึ่งหลังจากนวัตกรรมของตลาดไบโอเครดิตเกิดขึ้น จะส่งผลให้เกิดการปกป้องหรือฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยสามารถนำผลลัพธ์ที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณมาแสดงเพื่อขอใบรับรอง ว่ามีการดำเนินงานที่เกิดขึ้นได้จริง และผู้ผลิตสามารถนำไบโอเครดิตที่อยู่ในใบรับรองไปขายให้ผู้ซื้อที่ยินดีจ่ายเงินได้

สถานการณ์ภัยคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย แบ่งได้ดังนี้
1) พรรณไม้ จำนวนทั้งสิ้น 12,050 ชนิด มีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามจำนวน 999 ชนิด
2) สัตว์มีกระดูกสันหลัง จำนวนทั้งสิ้น 5,005 ชนิด มีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ประกอบด้วย ชนิดพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ใกล้สูญพันธุ์ และมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จำนวน 676 ชนิด
  3) จุลินทรีย์ก็อยู่ในภาวะถูกคุกคามเช่นกัน
ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังถูกคุกคามและไบโอ เครดิตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพื้นที่ทรัพยากรป่าและป่าชุมชนเช่นกรณีตัวอย่าง“ทีมปรับป่าโดย
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ริเริ่ม โครงการศึกษาความหลากหลาย ขึ้นเพื่อติดตามความสมบูรณ์ของป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 – ปัจจุบัน โดยการเก็บข้อมูลและสำรวจพื้นที่ป่าดอยตุงอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะ อยู่ระหว่างดำเนินการโดยมีทีมทำงานเก็บข้อมูลที่เรียกว่า “ทีมปรับป่า” ที่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และชุมชนร่วมกันทำงานได้ช่วยต่อยอดภูมิปัญญาของคนบนดอยตุงในการอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลตัวอย่าง
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงของโลก แต่ก็ยังมีภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เกิดจากมนุษย์และภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ ไบโอเครดิตจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพื่อประโยชน์ในการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยให้คงอยู่เป็นมรดกของลูกหลาน
กล่าวโดยสรุป คือ ปัญหาโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกและปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปัญหาความยั่งยืนของโลกแต่ขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศโดยมีการกำหนดภาษีคาร์บอนเช่นภาษีระบบCBAMของสหภาพยุโรปที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยและอีกไม่นานก็จะมีมาตรการทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพเช่นเดียวกับภาษีคาร์บอน
ดังนั้นคาร์บอน เครดิตและไบโอเครดิต จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายต่ออนาคตความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้บทบาทและความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งขอชื่นชมกรมป่าไม้ที่ได้พัฒนาบุคคลากรให้เกิดความรู้และทักษะในเรื่องคาร์บอน เครดิตและไบโอ เครดิต
เป็นประโยชน์ต่อการลดคาร์บอนและเพิ่มความสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง.

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กฟผ. จัดโครงการแว่นแก้วเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มีนาคม 2568 ที่ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายนพดล สรวงประดิษฐ์ พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เป็นประธานเปิดงานโครงการแว่นแก้วเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.)

โดยมี นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภออำเภอทับสะแก นายชัยยศ หาญอมร ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ นายสมชาย จันทร์เย็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ นางลาวัลย์ คงแสงบุตร หัวหน้ากองบริหารงานชุมชนสัมพันธ์ นายฉัตรชัย มหาโพธิ์ผช.สาธารณสุขอำเภอ นายเชาว์
เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง

นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก นางกาญจนา ศุภานุสนธิ์กำนันตำบลทับสะแก นายอรุษ ห้วยหงษ์ทอง กำนันตำบลนาหูกวาง พร้อม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอทับสะแก เจ้าหน้าที่พนักงาน กฟผ.ร่วมกิจกรรม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.

ได้ดำเนินภารกิจหลักในการผลิตและส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการสนับสนุนกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อความสุขของคนไทย มาโดยตลอด ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาความบกพร่องทาง สายตาในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ “โครงการแว่นแก้วเฉลิมพระกียรติ”

เป็นโครงการที่ กฟผ. ร่วมกับ พันธมิตร ดำเนินการออกหน่วยบริการวัดสายตาประกอบแว่นโดยไม่คิดมูลค่าให้กับผู้มีปัญหาทางด้านสายตา เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชนตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อยมาจนถึงปัจจบัน นับเป็นปีที่ 22 โดยให้บริการออกหน่วยทั่วทั้งประเทศมาแล้ว กว่า 573 ครั้ง ครอบคลุม 70 จังหวัด และได้ให้ความช่วยเหลือแก่ ผู้ที่มีปัญหาทางสายตาไปกว่า 346,000 แว่นตา

สำหรับในปี 2568 กฟผ. ได้จัดทำโครงการแว่นแก้วเฉลิมพระเกียรติ
เป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสฉลอง พระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 มีเป้าหมายในการดำเนินงาน ปี 2568 จำนวน 35,000 แว่นตา

กิจกรรมในครั้งนี้ กฟผ. ร่วมกับพันธมิตรดำเนินการออกหน่วยตรวจวัดสายตาประกอบแว่นแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอทับสะแกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 6-7 มีนาคม 2568 ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย และหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ มี เป้าหมายสนับสนุนแว่นตา จำนวน 1,000 แว่นตา

/////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649645443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหารจัดงาน “วันนักข่าว ”กระชับความสัมพันธ์สื่อมวลชน ไทย -ลาว-เวียดนาม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา​ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธี เปิดงานวันนักข่าวซึ่งตรงกับวันที่ 5 มีนาคมโดยมี นายปัฐม์ ปัทมจิตร กงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ฯ พล.ต.ต.ไพโรจน์​ ไทยพุทรา​ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร

พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแสดงความยินดี กับนักข่าวและสื่อมวลชน จากจังหวัดมุกดาหาร สปป.ลาว และเวียดนาม
โดยได้รับเกียรติจากท่านคำพัน พมเวียงไซ รองหัวหน้าแผนกแถลงข่าว วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว แขวงสะหวันนะเขต ท่าน พอนไซ สีลาเพด รองหัวหน้าแขนงแถลงข่าว

​ ท่าน นาง ลีพอน เพดซะราด หัวหน้ากองวิชาการสื่อมวลชน ท่านสีลำพัน สุลิยะวงสา และ ท่าน เกดตาวัน ไซปันยา รองกองวิชาการสื่อมวลชน และคณะเจ้าหน้าที่วิชาการสื่อมวลชน​ ตัวแทนจาก สปป.ลาวพร้อมคณะ​ นางวันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร นายอรรครัตน์​ รัตนจันทร์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน ให้การต้อนรับคณะจากสปป.ลาว ที่บริเวณหน้าด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2

และนายสัจจา วงศ์กิตติธร เลขาสมาคมคนไทยเชื้อสายเวียดนามมุกดาหาร ซึ่งเป็นตัวแทนจากเวียดนาม รวมงานบรรยากาศของงานเป็นไปอย่างอบอุ่น เป็นกันเอง เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนจากทั้งสามประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

งานวันนักข่าว จังหวัดมุกดาหาร สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหารจัดขึ้นภายใต้โครงการ สานสัมพันธ์สื่อมวลชนไทยลาวเวียดนาม ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายสื่อมวลชนไทย-ลาว-เวียดนาม จังหวัดมุกดาหารแขวงสะหวันนะเขตจังหวัดกวางตรี ให้มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ภาพ​/ข่าว กำพล​ ศรีมณี​พันธ์
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แสดงความยินดี รอง ผบก.สส.ภ.2 คนใหม่ / “อาจารย์เมย์” ซินแสฮวงจุ้ยดังจัดทริปบุญไหว้พระเสริมดวงแบบ Exclusive / เปิดตัวโปรเจ็กต์ ‘รพ.กระดูกและข้อแห่งแรกในพัทยา’/ป.ป.ช. ชลบุรี จัดโครงการเสริมสร้างวินัยและพัฒนาจริยธรรมให้บุคลากรแพทย์โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มี.ค.68 ที่กองกำกับการปฎิบัติการพิเศษ ภาค 2 ชลบุรี  ได้จัดให้มีพิธีส่งมอบหน้าที่ ให้ พ.ต.อ.นิทัศน์ แหวนประดับ ผกก.ปพ.สส.ภ.2 ขึ้นดำรงตำแหน่ง รอง ผบก.สส.ภ.2 โดยมีกลุ่มมวลชน และข้าราชการตำรวจในสังกัดกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมอบดอกไม้ให้เป็นกำลังใจ 

ทั้งนี้ พ.ต.อ.นิทัศน์ รอง ผบก.สส.ภ.2 ได้กราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ฝึกอบรมด้านการป้องกันอาชญากรรม กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษตำรวจภูธร ภาค 2 และได้สักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและเจ้าที่เจ้าทางของสนามยิงปืนบูรพา 491 และพิธีส่งมอบหน้าที่ตามลำดับ

พ.ต.อ.นิทัศน์ แหวนประดับ รอง ผบก.สส.ภ.2 กล่าวว่า ในโอกาสที่ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้การสืบภาค 2 ตนจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ยกระดับหน่วยงานในสังกัด ให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และพร้อมให้บริการประชาชน ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่กำลังพลทุกนาย สร้างความยอมรับเชื่อถือ รวมทั้งดำเนินการบริหารงานอย่างเป็นธรรม

“อาจารย์เมย์” ซินแสฮวงจุ้ยดังจัดทริปบุญไหว้พระเสริมดวงแบบ Exclusive

มีรายงานว่า อาจารย์เมย์ ดร.จินต์วยา เบญญจินดาพิศุทธ์ ซินแสฮวงจุ้ยแก้ดวงชื่อดัง ได้จัดทริปไหว้พระเสริมดวงแบบ Exclusive โดยพาลูกศิษย์และกัลยาณมิตรเดินทางไปไหว้พระ 5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตลอดการเดินทางควบคู่ด้วยการให้ความรู้เรื่องศาสตร์ด้านฮวงจุ้ย แบบใกล้ชิด

โดยช่วงเช้าทางคณะได้เริ่มจากศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานครฯ เพื่อขอโชคลาภเทพพระคลังมหาสมบัติ ปักเสาชีวิต จากนั้นได้ไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วมรกต เพื่อปฏิบัติสมาธิ เสริมศีลและปัญญา ก่อนเดินทางไปยัง วัดอรุณราชวราราม เพื่อปฏิบัติพิธีลอดพระแท่นปัดเป่าเคราะ์กรรม ล้างพลังลบ คุณไสยมนต์ดำ

จากนั้นในช่วงบ่าย ได้ไปที่วัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ เพื่อกระทำพิธีปัดตัวแก้ชง ฝากดวงกับเทพเจ้า ต่อด้วยวัดทิพย์วารี เพื่อปฏิบัติพิธีแก้เคล็ดเสริมดวง และกราบสักการะพระแม่ธรณี ชมพระปรางวัดอรุณฯ และบรรยากาศอาทิตย์อัสดงริมแม่น้ำเจ้าพระยา และปิดท้ายด้วยการร่วมทำบุญโลงศพ ที่วัดหัวลำโลง พระอารามหลวง ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาทำบุญ
ที่สำนักงานมูลนิธิร่วมกตัญญูที่อยู่ภายในวัดกันเป็นจำนวนมาก

อาจารย์เมย์ ดร.จินต์วยา เบญญจินดาพิศุทธ์ ได้นำกล่าวคำอธิษฐานตามสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งแนะนำเทคนิคการทำบุญให้ได้บุญสูงสุด โดยได้อธิบาย เคล็ดลับการทำบุญอย่างถูกต้อง เพื่อให้บุญส่งผลโดยตรง นอกจากช่วยเหลือผู้ล่วงลับ การทำบุญโลงศพยังช่วย ต่อชะตาชีวิต เสริมบารมี ให้ผู้ที่ทำบุญต่อไปด้วย

เปิดตัวโปรเจ็กต์ ‘โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งแรกในพัทยา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวภาคตะวันออก รับสังคมผู้สูงอายุขยายตัว

พัทยา จังหวัดชลบุรี เมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เตรียมก้าวสู่การเป็นเมืองสุขภาพดี (Healthy City) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวโครงการ ‘Ease Orthopedic Hospital’ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกและข้อแห่งใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสองนักธุรกิจในพื้นที่ ได้แก่ นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านอำเภอโฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คราฟเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ ultra luxury และนางสาวพรพนา รัตนเชษฐ์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมในเครือแอล เค กรุ๊ปพัทยา ร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกและรองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการ Ease Orthopedic Hospital พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในภาคตะวันออกและนักท่องเที่ยว ด้วยบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ง่าย ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย รวมทั้งการตรวจสุขภาพ (Health Check-up) ผ่านศูนย์ “Check Station” โดยมุ่งเน้นการดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Care) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเสื่อม ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีอัตราการเติบโตสูงในพื้นที่ภาคตะวันออก ตลอดจนผู้ที่ต้องการป้องกันปัญหาโรคทางกระดูกและข้อ นักกีฬาที่ต้องการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ กลุ่มวัยทำงานที่เผชิญกับปัญหาออฟฟิศซินโดรม โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยภายใต้แนวคิด “Integrated Care & Value-based Care” ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการรักษาและประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน

นายเฉลิมพล โขนแจ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านอำเภอโฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท คราฟเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ ultra luxury กล่าวว่า “พัทยาเป็นเมืองที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อกับภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา และโครงการ EEC อีกทั้งยังได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองกีฬา (Sport City) ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมเป็นคนพัทยา เติบโตและอาศัยอยู่ที่นี่ จึงเข้าใจและเห็นการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาของเมืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงโอกาสในการพัฒนาเมืองพัทยาผ่านการดูแลสุขภาพของคนในพื้นที่

การสร้างโรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อแห่งนี้ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ สามารถป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างครบวงจร โครงการ Ease Orthopedic Hospital ไม่เพียงช่วยยกระดับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ผู้สูงอายุที่พำนักระยะยาวในพัทยา รวมถึงชาวต่างชาติที่มาพักอาศัยและทำงานในจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่มาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของโลก”

นางสาวพรพนา รัตนเชษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือแอล เค กรุ๊ปพัทยา กล่าวถึงความสำคัญของพัทยาในฐานะศูนย์กลางการบริการด้านสุขภาพในภาคตะวันออกว่า “เราเห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักอาศัย และกลุ่มผู้สูงอายุจากต่างประเทศมาเกษียณในไทยที่มาพำนักอยู่ในเมืองพัทยา จึงอยากนำความเชี่ยวชาญที่เรามีในด้านการให้บริการในธุรกิจโรงแรม มาต่อยอดสู่การให้บริการทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมสร้างมาตรฐานการบริการที่มีคุณภาพให้แก่ผู้รับบริการทุกคน โดยเน้นการให้บริการเชิงป้องกัน เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพและส่งเสริมสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้รับบริการที่ตอบโจทย์และสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว”
Ease Orthopedic Hospital โดดเด่นด้วยบริการทางสุขภาพที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ระดับมาตรฐานสากลกับความใส่ใจในการบริการสไตล์โรงแรม (Hospitality Service) โดยทีมแพทย์เฉพาะทางร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับการวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและไว้วางใจได้ โดยจะก่อสร้างบนพื้นที่ 3 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณถนนเพนียดช้าง ย่านพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี ด้วยงบลงทุนกว่า 800 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

ป.ป.ช. ชลบุรี จัดโครงการเสริมสร้างวินัยและพัฒนาจริยธรรมให้บุคลากรแพทย์โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ

ที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ จ.ชลบุรี นายกิจติพงค์ ขลิบแย้ม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดชลบุรี มอบหมายให้กลุ่มงานป้องกันการทุจริตเข้าร่วมโครงการเสริมสร้างวินัยและพัฒนาจริยธรรม การรักษาวินัย รวมทั้งการป้องกันมิให้กระทำผิดวินัย โดยมีบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ในโอกาสนี้ กลุ่มงานป้องกันการทุจริตได้บรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ “มาตฐานทางจริยธรรม 7 ประการ” ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล รวมจำนวนทั้งสิ้น 75 คน

กิจกรรมโครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยให้ความสำคัญกับการดำรงตนภายใต้กรอบมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสื่อมวลชนน่าน ทำบุญอุทิศ ส่วนกุศลแก่สื่อมวลชนที่ล่วงลับพร้อมกับปล่อยพันธุ์ปลานิล 99,999 ตัว เนื่องในงาน “วันนักข่าว 5 มีนาคม 2568”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 มีนาคม 2568 ณ วัดมิ่งเมือง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายเสรี พิมพ์มาศ เป็นประธานฝ่ายฆารวาส โดยมีพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน วัดมิ่งเมือง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นำโดยนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน นำคณะร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีของสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านเนื่องในวันนักข่าวหรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เพื่อหาเงินไว้เป็นทุนสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านและกิจกรรมเพื่อสังคมสาธารณะประโยชน์โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ และประชาชนร่วมพิธีจำนวนมากในโอกาสเดียวกันนี้

กลุ่มสตรีเทศบาลเมืองน่าน ได้มาฟ้อนสมโภชองค์ผ้าป่าในครั้งนี้ด้วย หลังจากเสร็จพิธีทางสงฆ์ที่วัดมิ่งเมืองสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านได้มีพิธีปล่อยพันธุ์ปลาจำนวน 99,999 ตัวเพื่อขยายพันธ์ุปลาในแม่น้ำน่าน โดยได้รับความอนุเคราะห์พันธุ์ปลาจากประมงจังหวัดน่าน

เนื่องด้วยวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ หรือ วันนักข่าว และเป็นวันครบรอบของการก่อตั้งสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ซึ่งได้ก่อตั้งมา47 ปี จึงได้ถือเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง และได้มีกิจกรรมทำมาอย่าต่อเนื่องโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้เพื่อได้ทำบุญทางศาสนา

เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่สมาชิกและทำบุญ อุทิศกุศลถึงผู้ทำหน้าที่ด้านการสื่อสารในจังหวัดน่านที่ล่วงลับและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อนำเสนอผลงานในรอบปีที่ผ่านมาสู่องค์กรหน่วยงาน เครือข่าย ต่างๆได้รับทราบ ด้านนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านกล่าวว่า

ผมต้องขอกราบนมัสการขอบพระคุณท่านพระราชศาสนาภิบาลเจ้าคณะจังหวัดน่าน วัดพญาภู พระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน วัดมิ่งเมือง พระราชนันทวัชรบัณฑิต รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน วัดพระธาตุแช่แห้ง พระวชิราภินันท์ เจ้าคณะอำเภอบ้านหลวง วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร พระครูสิรินันทวิทย์ เจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน วัดดอนมูล

ทีมีเมตตาสนับสนุนผ้าป่าของสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านเป็นอย่างสูงครับ ขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทหารตำรวจ กัลยาณมิตร ทุกท่านและพี่น้องประชาชนทุกๆท่านที่ร่วมทำบุญในครั้งนี้เป็นย่างยิ่งครับ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จนท.รพ.ช็อคได้ยินเสียงตุ๊บ คนป่วยหาย ตามหาทั้งคืน ตื่นเช้าพบเป็นศพ กระโดด ชั้น 4 ตึกผู้ป่วย ดับอนาถ

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 6 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ รับแจ้งเหตุ คนเสียชีวิต ภายในห้องเก็บของพนักงานทำความสะอาด อาคาร 9 A ชั้น 1 โรงพยาบาลศรีสะเกษ อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ หลังทราบเรื่องได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุพบ ศพผู้เสียชีวิต 1 ราย เพศหญิง อายุ 38 ปี ชาวอำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ สภาพศพหัวตั้งกับพื้นห้อง ก้นชี้ฟ้า เลือดจากศีรษะไหลนองทั่วบริเวณพื้นภายในห้อง โดยผู้เสียชีวิต สวมชุดสีฟ้าของผู้ป่วยที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ

***ต่อมา แพทย์หญิงแคทรียา เทนสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสะเกษ พร้อมด้วยชุดปฏิบัติ ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยทางเจ้าหน้าที่ ได้นำผ้ามากั้นพื้นที่เปิดเหตุเพื่อปิดล้อมพื้นที่พบศพไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่เดินทางมาใช้บริการแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
***จากการสอบถาม พนักงานเวรเปล โรงพยาบาลศรีสะเกษ ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเข้ามารับเวรปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางคืน ปรากฏว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่ เวลาประมาณ 02.30 น. ของวันที่ 6 มีนาคม 2568 ได้ยินเสียงดัง คล้ายเสียงปิดประตู หรือเสียงสิ่งของกระแทกพื้น ซึ่งตนก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดว่าเป็นเสียงปรกติ จนกระทั่งตอนเช้า จึงมาทราบจากแม่บ้านในโรงพยาบาลศรีสะเกษ ว่า มีผู้ป่วย ที่มารักษาตัวที่ห้องอายุรกรรมหญิง กระโดดตึกลงมาจากชั้น 4 ซึ่งตนคนที่เข้าปฏิบัติหน้าที่อยู่รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก

***ขณะที่ แพทย์หญิงแคทรียา เทนสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบว่า มีผู้ป่วยกระโดดตึกเสียชีวิต เป็นผู้ป่วย เพศหญิง อายุประมาณ 38 ปี โรงพยาบาลวังหิน ส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ โดยคนไข้มาด้วยโรคหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอด อีกทั้งยังเคยมีประวัติเสพสารเสพติดมาก่อน ตอนนี้รักษาตัวจนผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว เมื่อวานคุณหมอได้ทำการถอดเครื่องช่วยหายใจและกำลังมีแพลนจะเดินทางกลับบ้าน

***ซึ่งเหตุการณ์อันน่าเสียใจครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 02.30 น. ของวันนี้ (6 มีนาคม 2568) ได้รับแจ้งว่า มีผู้ป่วยได้หายไปจากห้องอายุรกรรมหญิง ชั้น 4 หลังทราบเรื่อง พยาบาล และเจ้าหน้าที่ได้รีบออกตามหา และตรวจสอบดูกล้องวงจรปิดก็ไม่พบคนไข้เดินออกจากตึกผู้ป่วย จากนั้นก็ได้แจ้งศูนย์บัญชาการเหตุฉุกเฉิน ดำเนินการตามขั้นตอน จนกระทั่งพอรุ่งเช้า (07.00 น.) ได้รับรายงานจากแม่บ้านว่าเจอศพผู้ป่วยในห้องเก็บของที่ล็อคข้างในไว้ จึงแจ้งเจ้าหน้าทางโรงพยาบาลให้ไปตรวจสอบพร้อมรายงานตามขั้นตอนและแจ้งตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ ทางโรงพยาบาลได้แจ้งญาติและทำความเข้าใจกับญาติ

***เบื้องต้น ทางญาติไม่ได้ติดใจการเสียชีวิตของผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลศรีสะเกษจึงได้ดำเนินการช่วยเหลือเรื่องทำศพ และค่าดูแลจัดงานศพให้ในเบื้องต้น ก่อนส่งมอบศพให้กับทางญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงใหม่ แจ้งผลการตรวจสอบคลิปวัยรุ่น แก็ง “เด็กไทใหญ่ 575” มีการถูกจับดำเนินคดีไปบางส่วนแล้ว กลุ่มแก๊งดังกล่าว

แชร์เนื้อหานี้

6 มี.ค.68 เวลา 11.30 น.
พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ตรวจสอบกรณีมีการโพสต์แชร์คลิปวัยรุ่น แก็ง “เด็กไทใหญ่ 575” ตามสื่อโซเชียลซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของวัยรุ่นชาวไทใหญ่พร้อมกับชูเสื้อที่มีข้อความพร้อมรูปภาพว่า “เด็กไทใหญ่ 575” ในลักษณะคึกคะนอง พูดยั่วยุ ท้าทายวัยรุ่นกลุ่มอื่นๆ

ต่อมา พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้สั่งการให้ ชุดสืบสวน (เหยี่ยวดำ) นำโดย พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รองผดก.สืบสวน ,พ.ต.ต.พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.,พ.ต.วุฒิไกร ทาหอม สว.สส.ดำเนินการตรวจสอบคลิปดังกล่าว และได้รายงานให้ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบดังนี้

จากการตรวจสอบ
คลิปดังกล่าว เป็นคลิปเก่าที่ได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 67 โดยบัญชีที่ใช้แอพลิเคชั่นติ๊กต๊อกชื่อ “ru.ok575” และในวันนี้ได้มีบุคคลนำคลิปวิดีโอดังกล่าวมาโพสต์ใหม่อีกครั้ง ทำให้เกิดเป็นกระแสตามสื่อโซเชียลขึ้นนั้น โดยในปัจจุบันบุคคลในคลิปดังกล่าวบางคนได้มีการถูกจับดำเนินคดีไปบางส่วนแล้ว

ส่วนบุคคลที่เหลือก็ได้กระจัดกระจาย แยกย้าย ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้และกลุ่มดังกล่าวก็ถูกยุบไปแล้ว ซึ่งตำรวจภูธรภาค 5 ได้มีการจับกุมกวาดล้างบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดการกระทำความผิดได้จับกุมดำเนินคดีผลักดันส่งออกนอกราชอาณาจักรทุกราย
//#สมจิตรแสงบัลลังค์
//#ธนวัฒน์โมมา

ทีมข่าวอาชญากรรมรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าประจวบฯ มอบถังน้ำ เก้าอี้สุขา และสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและผู้ด้อยโอกาส ในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 มี.ค.2568 ที่อาคารโรงยิมเนเซี่ยม 2 สนามกีฬากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบฯ ร่วมในพิธีรับมอบถังเก็บน้ำพลาสติก ขนาด 1,000 ลิตร 100 ใบ และกล่องพลาสติกบรรจุสิ่งของ อุปโภค-บริโภค 150 ชุด จาก คุณวิรัช – คุณพรพิศ อาชวกุลเทพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรหมสิน พี.เอส.ซี. จำกัด และรับมอบเก้าอี้สุขา 200 ตัว จาก คุณสมาน – คุณเพียงเพ็ญ คุณากรไพบูลย์ศิริ กรรมการผู้จัดการ

บริษัท เกรียงถาวร คอนเทนเนอร์ จำกัด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 721,000 บาท โดยมี นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายเรวัต ประสงค์ อดีต ผวจ.อ่างทอง นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ อดีต ผวจ.พิษณุโลก นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ อดีต ผวจ.ลพบุรี และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธี โอกาสนี้ พระราชรัตนวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ เจ้าอาวาสวัดกุยบุรี ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ขอบคุณคณะผู้บริจาค

จากนั้น ผวจ.ประจวบฯ ได้มอบของที่ระลึก โล่ประกาศเกียรติคุณ หนังสือแสดงความขอบคุณให้กับคณะผู้บริจาค ก่อนร่วมกันทำพิธีปล่อยขบวนรถบรรทุกถังน้ำเคลื่อนออกจากสนามกีฬากลางจังหวัดฯ ไปมอบให้แก่ครัวเรือนในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากใน อ.ทับสะแก 41 ใบ อ.เมืองประจวบฯ 57 ใบ และ อ.สามร้อยยอด 2 ใบ เพื่อให้มีภาชนะสำหรับใช้ในการเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค บรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง ส่วนสิ่งของอุปโภคบริโภคจะนำไปมอบให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้

ตามที่ได้มีการสำรวจข้อมูลความต้องการในพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ แบ่งเป็น อ.เมืองประจวบฯ 50 ชุด อ.ทับสะแก 40 ชุด ส่วนอีก 6 อำเภอ ได้แก่ อ.หัวหิน อ.ปราณบุรี อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย ได้รับมอบอำเภอละ 10 ชุด ขณะที่เก้าอี้สุขาจะนำไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ อ.หัวหิน 3 ตัว อ.ปราณบุรี 22 ตัว อ.สามร้อยยอด 1 ตัว อ.กุยบุรี 63 ตัว อ.เมืองประจวบฯ 27 ตัว อ.ทับสะแก 26 ตัว อ.บางสะพาน 48 ตัว และ อ.บางสะพานน้อย 10 ตัว
//////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แต่งตั้ง ‘ทอฟ้า – ลูกหมู’ 2 สาวเก่งสู้ศึกเวที ‘Classy Model International 2025’ / “สตีเว่น ฮอลล์” ผู้กำกับภาพมือฉมังของฮอลลีวูดสรรค์สร้างภาพสุดระทึกให้ “The Bayou – มฤตยูงาบ”

แชร์เนื้อหานี้

กระแสการประกวดของเมืองไทยในขณะนี้กำลังคึกคักและมาแรงมาก ทำให้เห็นภาพเวทีประกวดนางงามและนายแบบกับการเป็น ‘SOFT POWER’ ของไทยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ล่าสุดได้มีการจัดงานตั้งแต่งตั้งผู้แทนสาวไทยเข้าร่วมประกวด ‘Classy Model International 2025’ ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในระหว่างวันที่ 9 -10 พฤษภาคม 2568 โดยมี ‘พล.ต.ต. พินิต มณีรัตน์’ ประธานที่ปรึกษากองประกวด ‘Classy Model Thailand’ 2025’ เป็นประธานในงาน และ ‘คุณกฤษรัฏฐ์ ปัญญา’ เป็น ‘National Director Classy Model Thailand’ และ คุณแหม่ม เป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก ซึ่งจัดแถลงข่าว ณ โรงแรม Aloft Sukhumvit 11 โดยมี ‘คุณดวงใจ รุ่งเรืองอารี’ GM Aloft Bangkok Sukhumvit 11 Hotel ให้การต้อนรับ

สำหรับผู้แทนสาวไทยที่จะไปชิงมงกุฎ ‘Classy Model International 2025’…You’ll shine at the right ได้แก่ ‘คุณทอฟ้า-วศิตาภาวิ์ สาระกุล’ นางเอกละครค่ายมหามงคลฟิล์มสูติโอและนางแบบ อีกทั้งยังมีผลงานในวงการบันเทิงมากมาย สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท ด้านนิเทศศาสตร์การท่องเที่ยว และ ‘คุณลูกหมู-อิสรีย์ ศุภเลิศจารุภัทร์’ ปริญญาตรี-โท มหิดล
อดีตนักกีฬาทีมชาติเทควันโดและฟันดาบ ดีกรีรองชนะเลิศอันดับ 3 Miss Landscapes of The World Thailand 2024 ปัจจุบันเป็นอินฟลูอินเซอร์ และ กรรมการตัดสินกีฬาเทควันโดระดับนานาชาติ

โดยงานนี้มีแขกคนสำคัญ มาร่วมงาน อาทิ คุณแพรวเพชรพราว ผลศิริ Stylist Director, ดร.วโรดม ศิริสุข ผุ้จัดละคร ,ทีมผู้บริหาร BYB BEYOND BEAUTY CLINIC คุณกำพล ศุภลักษณ์เมธา ว่าที่ ร.ต.ดร.วรฐ จินตนานุวัฒน์ คุณจิราพร ชาตยาภา คุณฉัตรา ศุภลักษณ์เมธา คุณสุชาดา แสงแก้ว, ดร.จุมพล โพธิสุวรรณ บรรณาธิการข่าว สำนักข่าวบางกอกทูเดย์, คุณหนุ่ม-นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม กูรูนางงาม, ดร.ปุณิกา เพ็ญสุวรรณ CEO Miss Landscapes of The World Thailand และ Miss LandscapesoftheWorldInternational, ดร.รัชดาภรณ์ เกตุเทศ ผู้บริหาร ค่ายละคร มหามงคลฟิลม์, ดร.ณรามิล วิชณุซัน คุ้มรักษ์ ผู้บริหาร มหามงคลฟิล์มฯ,

คุณภูมิพัฒน์ ธรรมพันธ์ ( คุณเต๋า ทีวีพูล), คุณเฌอมินทร์ สถิตโอฬารโรจน์ Bonnie Clinic, คุณศิริพงษ์ มรเวก แอดมินเพจ Classy Model Thailand, ดร.ศุภลักษณ์ นิลนพรัตน์ Chaiya C.R.C. GROUP Co. LTD, คุณชยเวศฐ์ สมวงศ์ ฝ่ายประสานงานสถานที่, อ.ไพโรจน์ สืบสาม, คุณอโนชา กุลวงศ์, คุณจตุพล เก็งวินิจกุล, คุณกิจติพร นันท์ตานนท์, คุณกฤษดา ธนากร, คุณจารุวรรณ แท่นชัยกุล, คุณสุจิตรา แซ่ลิ้ม, คุณสายธาร แสงทอง, พรทิพย์ แก่นจันทร์, ยาสีฟันนกไทย, นายประมง , น้ำปลาร้าป้าโก้, Supree CC Sunscreen by นุ๊ก สุทธิดา , Anaya Bridal wear, ไอศกรีม Ice Age, Narai Massage & Spa และ Teerak Couture

“สตีเว่น ฮอลล์” ผู้กำกับภาพมือฉมังของฮอลลีวูดสรรค์สร้างภาพสุดระทึกให้ “The Bayou – มฤตยูงาบ”

นอกจาก หุ่นกลไกจระเข้ และ CGI จะเป็นจุดขายของ “The Bayou” แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันก็คือ ฝีมือการกำกับภาพของ “สตีเวน ฮอลล์ ผู้กำกับภาพ” ที่มีผลงานผ่านตาคอหนังมาแล้วจาก“Foundation“ ภาพยนตร์ไซไฟ-แฟนตาซีที่สตรีมทาง Apple TV ,ภาพยนตร์เรื่อง Lift ของ Netflix รวมไปถึงภาคล่าสุดของ Fast & Furious หรือ FAST X ,

ผลงานทาง Netflix เรื่อง DAMSEL , ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ภาคต่อของ DC เรื่อง AQUAMAN 2 ที่จัดจำหน่ายโดย Warner Bros. Pictures , ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นเรื่อง TOM & JERRY และภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ อีกหลายเรื่องอาทิ HORIZON LINE , DUMBO (ของผู้กำกับฯ ทิม เบอร์ตัน), ALLIED (โดยผู้กำกับฯ โรเบิร์ต เซเมคิส), ASSASSIN‘ S CREED (กำกับฯ โดย จัสติน เคอเซล) และเร็ว ๆ นี้กับภาพยนตร์เรื่อง SWALLOWS AND AMAZONS

”The Bayou – มฤตยูงาบ“ เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนสนิทที่ชวนกันไปท่องเที่ยวในแถบตอนใต้ของอเมริกา แต่มันกลับไม่ได้เป็นวันหยุดแสนวิเศษแบบที่คิดเอาไว้ เมื่อเครื่องบินเช่าเหมาลำของพวกเขาตกลงสู่หนองน้ำแถวหลุยเซียนา และได้พบกับ “บางสิ่ง” ที่อาศัยอยู่ในลำธารแห่งนี้มาหลายศตวรรษที่ทั้งมีขนาดที่ใหญ่กว่า ว่องไวกว่า ปราดเปรียวกว่า และพร้อมที่จะจัดการกับเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าของมันด้วยความหิวโหย

สัมผัสฝีมือการกำกับภาพสุดระทึกของ “สตีเว่น ฮอลล์” ใน “The Bayou – มฤตยูงาบ” โดย Movie Copyright (Thailand) ตั้งแต่ 13 มีนาคมนี้เป็นต้นไปในโรงภาพยนตร์เท่านั้น

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เปิด ‘เทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ’ ประจำปี 2568 ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

****ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.ศรีสะเกษ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เทศกาลข้าวโพดหวานและของดีศรีรัตนะ” ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 ถึง 9 มีนาคม 2568 โดยมี นายสุรพล ศรีพนมธนากร นอภ.ศรีรัตนะ หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ผู้บริหาร อปท.ทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรกรและประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

*****นายสุรพล กล่าวว่า อ.ศรีรัตนะ มี 7 ตำบล 90 หมู่บ้าน 8 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีพื้นที่ทั้งหมด 144,439 ไร่ พื้นที่การเกษตร 130,343 ไร่ พื้นที่อื่นๆ 13,007 ไร่ และ อ.ศรีรัตนะ เป็นหนึ่งในกลุ่มอำเภอที่มีศักยภาพการผลิตข้าว พืชสวน พืชไร่ โดยเฉพาะข้าวโพดหวาน และทุเรียนภูเขาไฟ ซึ่งเป็นพืชที่สำคัญ และคิดเป็นมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรรวมของ อำเภอศรีรัตนะ 60 ล้านบาท โดยมีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดปี สร้างเงิน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้แก่อำเภอศรีรัตนะเป็นอย่างงด ดังนั้น อ.ศรีรัตนะ จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมงานเทศกาลวันข้าวโพดหวาน และของดีศรีรัตนะ ประจำปี 2568 ขึ้น โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย 1. การประกวดผลผลิตทางการเกษตร 2. การประกวดด้านปศุสัตว์

  1. การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP ผลไม้ ข้าวโพดหวาน และผลผลิตทางการเกษตร 4. การประกวดธิดาข้าวโพดหวาน 5. การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง 6. การประกวดนางฟ้าจำแลง 7. การแข่งขันส้มตำลีลา 8. กิจกรรมรำวงย้อนยุค และ หมู่บ้านย้อนยุค
  2. ****ในการจัดงานครั้งนี้ ได้เชิญชวนประชาชน แต่งกายชุดพื้นถิ่นมาเที่ยวงาน โดยเน้น “ใส่เสื้อไหม เสื้อผ้าฝ้าย สวมผ้าถุง นุ่งโสร่ง”เพื่อเป็นการอนุรักษ์การแต่งกายให้เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยได้รับความร่วมมือด้วยดีจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจผู้บริหารสถานศึกษาทุกแห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กำนันทุกตำบล ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวอำเภอศรีรัตนะทุกคน และกลุ่มอาชีพต่างๆ ทุกกลุ่ม ที่ทำให้การจัดงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความสนใจในปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างผลผลิตโดยอาศัยตลาดนำการผลิต กระตุ้นให้เกิดการผลิต การตลาดหมุนเวียนอย่างครบวงจร ส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลผลิต ผลิตภัณฑ์ของชุมชนและอำเภอให้ปรากฎแก่สายตาและความรับรู้ของมหาชน เป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ ให้มีศักยภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย.

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับกุมบุหรี่ไฟฟ้า และ แก๊สหัวเราะ 666 ราย ผู้ต้องหา 690 คน ของกลาง 454,958 ชิ้น มูลค่า 41,911,815 บาท

แชร์เนื้อหานี้

รอง ผบ.ตร. เร่งรัดขับเคลื่อนการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ เผยผลการปฏิบัติในห้วง 7 วัน ที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจ จับกุมทั้งสิ้น 666 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 690 คน ยึดของกลาง 454,958 ชิ้น มูลค่าของกลาง 41,911,815 บาท

วันนี้ (5 มี.ค.68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมสรุปผลการปฏิบัติการระดมกวาดล้างการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ โดยมีผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 ตร.

ทั้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันได้ปรากฏสถานการณ์การแพร่ระบาด ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา พื้นที่ใกล้โรงเรียนหรือสถานศึกษา รวมถึงสถานบริการ สถานประกอบการ และพื้นที่สาธารณะในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเอง หรือผู้อื่น สร้างความเดือนร้อน รำคาญแก่ประชาชนใกล้เคียง โดยมุ่งหวังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการผลการปฏิบัติในห้วง 7 วัน ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ถึง 4 มีนาคม 2568 ภาพรวมการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของทุกหน่วย มีผลการจับกุมทั้งสิ้น 666 ราย ผู้ต้องหา 690 คน ยึดของกลาง 454,958 ชิ้น มูลค่าของกลาง 41,911,815 บาท เป็นการจับกุมรายใหญ่ 2 ราย ผู้ต้องหา 3 คน ยึดของกลาง 409,364 ชิ้น มูลค่าของกลาง 34,200,000 บาท , จับกุมรายย่อย 645 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 669 คน ยึดของกลาง 43,483 ชิ้น มูลค่าของกลาง 7,215,005 บาท , จับกุมรอบสถานศึกษา 7 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 6 คน ยึดของกลาง 1,359 ชิ้น มูลค่าของกลาง 302,500 บาท และจับกุมบริเวณแหล่งท่องเที่ยว 12 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 12 คน ยึดของกลาง 752 ชิ้น มูลค่าของกลาง 194,310 บาท

ในส่วนการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับแก๊สหัวเราะ จับกุม 3 ราย ควบคุมผู้ต้องหา 3 คน ยึดของกลาง 2,334 ชิ้น มูลค่าของกลาง 100,000 บาทพล.ต.อ.ประจวบฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และแก๊สหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และต้องการเห็นผลการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ววัน ผบ.ตร. จึงได้กำชับ เน้นย้ำ และติดตามการขับเคลื่อนให้มีผลการปฏิบัติในทุกมิติ

  1. ให้ความสำคัญกับการปราบปราม กวาดล้าง การลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย การจำหน่าย การให้บริการ โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไป X-ray ในพื้นที่รับผิดชอบ เพิ่มความเข้มข้นในการกวดขัน ตรวจสอบ ทุกสถานที่ จุดล่อแหลม ซึ่งน่าจะเป็นที่ซุกซ่อนของบุหรี่ไฟฟ้า และสารตั้งต้น สารประกอบของแก๊สหัวเราะ ตลอดจนสิ่งของผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า “ต่อไปจะต้องไม่มี หรือสามารถค้นหาได้โดยง่าย ว่าในพื้นมีการจำหน่าย หรือให้บริการ บุหรี่ไฟฟ้า หรือแก๊สหัวเราะ อย่างโจ่งแจ้ง”
  2. สาเหตุของการกระทำความผิดทั้งหลาย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่คุ้มค่า คือ เงิน จากผลการระดมจับกุม พบว่า ของกลางและการยึดทรัพย์สินมีมูลค่าสูงมาก นี่คือแรงจูงใจให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงให้ทุกหน่วยดำเนินการอย่างรัดกุมและเป็นแบบแผน การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามความผิดมูลฐานฟอกเงินที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เน้นย้ำว่าต้องดำเนินการ สืบสาว ไปให้ถึงต้นตอเหตุทุกกรณี เพราะการกระทำผิดส่วนมาก มักเกี่ยวข้องกับ “เงิน” ในฐานะที่ พล.ต.อ.ประจวบฯ รับผิดชอบและเป็น ผอ.ศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วย จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมบูรณาการการทำงานกับหน่วย เพื่อให้การปฏิบัติ มีความต่อเนื่อง เชื่อมโยง และเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพให้การทำงานประสบผลสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประจวบฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมุ่งมั่น จริงใจ ในการแก้ไขปัญหา ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเราจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ

ตำรวจภาค 5 จับกุมชาวต่างชาติลักลอบส่งกัญชาน้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม.
ด้วยตำรวจภาค 5 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่สถานีตำรวจภูพิงค์ราชนิเวศน์.ตำรวจท่องเที่ยวสำนักงานศุลกากรภาค 3 ศูนย์ปราบปรามยาเสพติดภาคเหนือท่าอากาศยานเชียงใหม่กรมศุลกากรสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ด่านตรวจพืชท่าอากาศยานเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

ได้ร่วมกันสกัดกั้นการส่งต่อช่อดอกกัญชาเมื่อวันที่ 2 และที่ 4 มีนาคม 2568 ณจุดตรวจค้นสัมภาระขาออกระหว่างประเทศภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่รวมจำนวน 3 คดีผู้ต้องหาชาวต่างชาติรวม 4 คนมีรายละเอียดแต่ละคดีดังนี้.เพราะดีที่ 1 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18:00 น ผู้ต้องหาต่างชาติสัญชาติมาเลเซียเพศชายอายุ 23 ปีเดินทางจากเชียงใหม่ไปสุวรรณภูมิ.ดูไบ.ลอนดอน.พบมีการพยายามลักลอบขนช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยใส่ในกระเป๋าเดินทาง 1 ใบซึ่งช่อดอกกัญชาถูกบรรจุเป็นแพ็คในถุงพลาสติกใสจำนวน 40 ถุงน้ำหนักรวม 22.5 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 22,5000 บาทคดีที่ 2

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 09.40 นผู้ต้องหาต่างชาติสัญชาติอังกฤษเพศหญิงอายุ 19 ปีเดินทางจากดอนเมืองมาเชียงใหม่สุวรรณภูมิฮ่องกงและ.ลอนดอน.มีการลักลอบขนช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยใส่ในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบซึ่งช่อดอกกัญชาถูกบรรจุเป็นแพ็คใส่ถุงพลาสติกใสจำนวน 32 ถุงน้ำหนักรวมประมาณ 34.8 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 3480,000 บาทคดีที่ 3 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 17.0 นผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 2 คนเพศชายและหญิงสัญชาติมาเลเซียอายุ 35 ปีทั้ง 2 คนเดินทางจากสุวรรณภูมิ.มาเชียงใหม่สิงคโปร์.และลอนดอน.มีการพยายามลักลอบขนช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยใส่ในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบซึ่งช่อดอกกัญชาบรรจุเป็นแพ็คพลาสติกใสจำนวน 80 ถุงน้ำหนักประมาณ 45.4 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 4 5 4 0 00 บาทรวมช่อกัญชาที่ตรวจยึดได้น้ำหนักประมาณ 102.7 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 1027000บาท.

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18:00 น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดจับกุมได้พบความผิดปกติของสิ่งของภายในกระเป๋าเดินทางผู้โดยสารต่างชาติที่กำลังจะเดินทางออกนอกประเทศจึงทำการขอตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายในกระเป๋าเดินทางผลการตรวจสอบพบว่าเป็นช่อดอกกัญชาบรรจุในถุงพลาสติกจำนวนมากจึงทำการตรวจยึดพร้อมกับดำเนินการตามขั้นตอนของบทกฎหมายต่อไปและมีการสั่งการเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยช่วยกันป้องกัน

เพื่อสกัดจับตรวจยึดพร้อมกับเฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่อาจจะมีการลักลอบนำช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศจีนกระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 09.40 นและ 17.00 นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดจับกลุ่มชาวต่างชาติที่กำลังจะเดินทางพร้อมกับช่อกัญชาเพื่อนำออกนอกประเทศได้อีกจำนวน 2 รายดังกล่าว…

สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวบก. รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / โจรตีเนียนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แอบเข้ามาตัดสายไฟภายในปั๊มน้ำมันร่าง เด็กปั๊มมาเจอรีบจับโจรขับรถบึ่งหนีหายลอยนวล

แชร์เนื้อหานี้

***ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 ได้มีผู้ใช้เฟสบุ๊ค ชื่อ สมร สุเทวา ได้โพสคลิปและข้อความลงบนเพจเฟสบุ๊คชื่อ ศรีสะเกษ SisaketToday กลุ่มเสรี ว่า ฝากเตือนภัยกับบุคคลอันตรายคนนี้ด้วยครับได้ไปขโมยตัดสายไฟที่ปั๊มเก่าบ้านเพียนามเก่าเส้นไปถนนอุทุมพรตอนนี้ทางตำรวจกำลังตามตัวอยู่ครับใครพบเจอแจ้งไปที่ส.ภศรีเกษด้วยครับขอบคุนครับ

***ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นปั๊มน้ำมัน ปตท. (ปั๊มเก่า) ซึ่งอยู่ที่บ้านเพียงนาม ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้พบกับ นางจีรณัฐ แสงทอง อายุ 44 ปี ซึ่งเป็นเด็กปั๊มมันและเป็นหนึ่งในคนดูแลปั๊มน้ำมันแห่งนี้ ได้พาผู้สื่อข่าวไปดูจุดที่คนร้ายในคลิปเข้ามาตัดสายไฟ และพาไปดูความเสียหายจากกลุ่มโจรที่เข้ามาขโมยทั้งสายไฟ เหล็ก และสิ่งของอื่นๆภายปั๊มน้ำมันแห่งนี้ ซึ่งตั้งแต่ปั๊มน้ำมันแห่งนี้ปิดตัวลง มีโจรเข้ามาขโมยโดยไม่ขาดสาย

***นางจีรณัฐ เปิดเผยว่า ปั๊มน้ำมันแห่งนี้เป็นปั๊มน้ำมันเก่าที่ไม่ได้เปิดบริการแล้ว แต่เปิดเป็นที่พักให้กับเด็กปั๊มน้ำมันได้พักอาศัย และช่วยกันดูแลปั๊มน้ำมันแห่งนี้ โดยตอนเกิดเหตุ (วันที่ 4 มี.ค. 68) ช่วงประมาณ 12.00 น. ตนอยู่กับพี่ร่วมงานกัน 2 คน และกำลังจะนอนพักผ่อนกัน แต่อยู่ๆไฟฟ้าก็ดับ ตนเลยโทรศัพท์ไปแจ้งการไฟฟ้าว่าแถวนี้มีการดับไฟหรือไหม แต่การไฟฟ้าบอกว่าไม่มีการดับไฟฟ้าแถวนั้น รองไปดูตรงตู้ไฟดูว่าเบรกเกอร์ตัดหรือไหม ตนเลยเดินไปดูกับพี่ร่วมงานพอไปถึงก็ไปเจอรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า รุ่นเวฟ 110i จอดอยู่ และยังชายแปลกหน้ากำลังตัดสายไฟอยู่เลย ตนตระโกงตามกับชายแปลกหน้าว่าเป็นใครเข้ามาทำอะไร แต่ชายแปลกหน้าคนดังกล่าวก็อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า มีคนให้มาตัดสายไฟ ตนพยายามจะให้ชายแปลกหน้าอยู่รอเจ้าหน้าที่ก่อน แต่ชายแปลกหน้าก็ได้รีบขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหลบออกไปจากจุดเกิดเหตุ

***เบื้องต้นพฤติกรรมของชายแปลกหน้าหน้าจะมีการชำนาญในการตัดสายไฟฟ้ามาก และหน้าจะเข้ามาขโมยสายไฟที่แห่งนี้หลายครั้ง จึงอยากจะของประชาสัมพันธ์ถ้าใครพบเห็นชายคนดังกล่าวสามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้ เพราะเป็นการช่วยกันจับกุมไม่ให้ชายแปลกหน้าคนดังกล่าวไปก่อเหตุกับคนอื่นๆอีก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาเก็บหลักฐาน และสายไฟที่ถูกตัดไปเป็นหลักฐานแล้ว ซึ่งจะประสานเจ้าน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ให้เร่งติดตามชายแปลกหน้าคนดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรฐนิวส์ /‘ตำรวจภูธรภาค1’เข้มงานสายตรวจ ‘รองผบช.ภ.1’กำชับนโยบาย‘สภ.เมืองชัยนาท’

แชร์เนื้อหานี้

4 มีนาคม 2568 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงษ์ รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 มอบหมายนโยบายให้ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1)

ปฏิบัติภารกิจเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ในทุกๆด้านทุกๆมิติ โดยเฉพาะงานสายตรวจ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้กับประชาชน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.68

พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสายตรวจ สภ.เมืองชัยนาท ภ.จว.ชัยนาท โดยได้แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน พร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ บช,ภ.1 โดยเคร่งครัด

นอกจากนี้ พล.ต.ต.โชคชัย ได้มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย 3 คดี และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ,

พ.ต.อ.นรากร บุญครอบ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท , พ.ต.อ.สุรัตน์ เป้าทอง ผกก.สภ.เมืองชัยนาท , พ.ต.ท.ชัชวาล มหาศรานนท์ รอง ผกก.ป.ฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.เมืองชัยนาท

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / M Studio และ ช่อง 3 นำทัพนักแสดง จัดงาน “Synergy Night” ขอบคุณสื่อและพันธมิตร พร้อมเผย ความเข้มข้น “ธี่หยด 3” พร้อมแง้มหนังใหม่น่าจับตา

แชร์เนื้อหานี้

M Studio และ ช่อง 3 นำทีมโดย คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO และ คุณเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.บีอีซี เวิลด์ พร้อมด้วย คุณแป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ และโปรดิวเซอร์ “ธี่หยด3” จัดงาน “Synergy Night” โดยมีนักแสดง

จากภาพยนตร์ “ธี่หยด” อย่าง ณเดชน์ คูกิมิยะ ร่วมด้วย จูเนียร์-กาจบัณฑิต ใจดี,
เฟรนด์-พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ, เดนิส-เจลีลชา คัปปุน, มิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทอง, นีน่า-ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน, ท็อป-ทศพล หมายสุข และ แฟรงค์-ธนัตถ์ศรันย์ ซำทองไหล เข้าร่วมงาน ณ CHANG CANVAS @ONE BANGKOK FORUM
เริ่มต้นเปิดงานโดยผู้บริหาร คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO และ

คุณเทรซีแอนน์ มาลีนนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่ม บมจ.บีอีซี เวิลด์ ขึ้นกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนและพันธมิตร กับการสนับสนุนที่ดีตลอดมา ตั้งแต่การจับมือร่วมกันในปี 2022 เริ่มตั้งแต่ บัวผันฟันยับ มานะแมน จนมาถึง ธี่หยด 1, 2 และ 3 ที่ กำลังจะเกิดขึ้น จากนั้นเชิญ คุณแป๊ป-ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ และโปรดิวเซอร์ “ธี่หยด3” ขึ้นพูดคุยถึง “ธี่หยด3”

ซึ่งเตรียมเข้าฉายในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ยังคงดำเนินเรื่องด้วยทีมงานเดิม นักแสดงเดิม รับรองความสนุกด้วยเนื้อหาที่เข้มข้น คนเขียนบทคนเดิม อย่าง อาจารย์กอล์ฟ สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์

พร้อมด้วยนักแสดงนำครอบครัวตัว “ย” ก็มากันครบเซ็ทเช่นเดิมกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ ร่วมด้วย จูเนียร์ กาจบัณฑิต ใจดี, เฟรนด์ พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ, เดนิส เจลีลชา คัปปุน, มิ้ม รัตนวดี วงศ์ทอง และ นีน่า ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน ที่ขึ้นเวทีพูดคุยถึงความพร้อมในพาร์ทการแสดง ของ “ธี่หยด3”

พร้อมแง้มถึงภาพยนตร์ ที่เป็นภาค SPIN OFF ต่อจาก “ธี่หยด” อย่าง “สมิงเขาขวาง” ที่เตรียมเปิดกล้องในตุลาคม 2568 และพร้อมเข้าฉายในปีหน้า 2569 โดยสร้างจากบทประพันธ์ของ คุณกิตติ์ กฤตานนท์ และ อาจารย์กอล์ฟ สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ รับหน้าที่เขียนบทเช่นเดิม รับประกันความสนุกแน่นอน

ก่อนจะปิดท้ายด้วยทีมผู้บริหารและนักแสดงถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก และรับประทานอาหารร่วมกัน ความสนุกของ “ธี่หยด3” จะสะพรึงครบรสแค่ไหน 8 ตุลาคมนี้ ไปพิสูจน์กันในโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ!!!

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทหารเรือ นรข.ร่วมหน่วยความมั่นคงแถลงตรวจยึดยาไอซ์ 117 กก. รวบ2ผัวเมีย พร้อมของกลางริมถนนหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 4 มีงคง ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย สถานีเรือบึงกาฬ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ตามนโยบายของรัฐบาล และ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานร่วมแถลงข่าว การตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 117 กิโลกรัม พร้อมผู้ต้อง 2 ราย ของกลางยาไอซ์ รถกระบะ 1 คัน พร้อมด้วย น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย พ.อ.พิชัย ขันโททอง

หน.ฝนผ.กอ.รมน.จังหวัดบึงกาฬ นายธีรพล ขุนพานเพิง นายอำเภอเมืองบึงกาฬ ว่าที่พ.ต.อ.จตุพร เนวะมาตย์ ผกก.ตม.บึงกาฬ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดบึงกาฬ ผู้แทนตำรวจตชด.244 พ.ต.ต.ประชานารถ แดงเนียม สว.หน.ตำรวจน้ำบึงกาฬ นายกรณ์ชัย ปัญญาวัฒนพงศ์ นายด่านศุลกากรบึงกาฬ ผู้แทน ป.ป.ส.ภาค 4 ผู้แทนกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และผู้แทน บก.อส.จ.บึงกาฬ ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. เวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ แจ้งว่ามีสายรายงานสืบทราบมาว่าจะมีการขนลักลอบยาเสพติดข้ามฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บริเวณริมแม่น้ำโขง ได้รายงาน น.อ.วิศิษฐ์พงศ์ เจริญวิชยเดช ผบ.นรข.เขตหนองคาย ได้ทราบ จึงสั่งการให้ ว่าที่ น.ท.โอรส พุทธโค หน.สน.เรือบึงกาฬ ร.ท.เพชรนคร ผิวขำ และ ร.ท.ไชยา เนียมแสง พร้อมเจ้าหน้าที่ นรข.ได้จัดชุดปฏิบัติการซุ่มเฝ้าตรวจ ออกวางกำลังเข้าตรวจในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงตลอดแนวคาดว่าจะมีการกระทำผิด ระหว่างห้วยดอกไม้ ไปจนถึง บ้านท่าโพธิ์ หมู่ 6 ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ นอกจากนั้นยังมีการชุดสนับสนุนให้อยู่ที่ตั้ง

กระทั่งเวลา 20.30 น.ขณะที่แบ่งกำลังซุ่มอยู่ริมโขงบริเวณพื้นที่ปากห้วยบ้านห้วยดอกไม้ ติดริมแม่น้ำโขง ได้ตรวจพบรถกระบะต้องสงสัยจอดอยู่บริเวณปากห้วยบ้านห้วยดอกไม้ ชุดปฏิบัติติการเฝ้าตรวจที่อยู่ที่บริเวณปากห้วยประสานไปยังชุดสนับสนุนให้เฝ้าติดตามรถกระบะคันดังกล่าว กระทั่งชุดเฝ้าตรวจสะกดรอยติดตามมาเรื่อยๆ จนมาถึงถนนหมายเลข 212 บึงกาฬ-นครพนม บ้านนาเจริญ ทำการส่งสัญญาณเพื่อให้รถคันดังกล่าวให้หยุดรถขอเข้าทำการตรวจค้น พบผู้ต้องสงสัย 2 ราย เป็นชาย 1 หญิง 1 และพบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 3 กระสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วจึงได้นำของกลางกลับมายังสถานีเรือบึงกาฬตรวจสอบรายให้ละเอียดอีกครั้ง เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) จำนวน 117 กิโลกรัม จึงได้ทำการตรวจยึดเอาไว้ก่อนจะทำการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งต่อให้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ร.ต.ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข. กล่าวว่า สืบเนื่องจากเปิดแผนปฏิบัติการของรัฐบาลในการ ซิล สต๊อป เซฟ และนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่ให้ นรข.ได้ร่วมบูรณาการกับหน่อยความมั่นคงในพื้นที่ในการสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบลำเลียงนำเข้ายาเสพติดเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของประเทศ การปฏิบัติวันนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในพื้นที่เราได้รับข่าวจากสายข่าวมีส่วนสำคัญในการนำมาซึ่งการจับกุมมีส่วนของการแถลงข่าววันนี้

ด้าน นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายปกครองได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานบูรณาการร่วมกันในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ในการแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง เมื่อครั้งที่แล้วได้แถลงข่าวจับยาบ้าไปล้านกว่าเม็ด ครั้งนี้เป็นยาไอซ์ก็แสดงว่ามีจุดเข้าของยาเสพติดในเขตพื้นที่จังหวัดบึงกาฬยังคงมีตลอด ทั้งนี้เหมือนจะขยายเข้าพื้นที่ตอนในประเทศ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ก็เป็นห่วงเป็นใยเรื่องนี้เป็นอย่างมาก มาตรการ ซิล สต๊อป เซฟ ต้องเริ่มจากจังหวัดชายแดน ต้องขอบคุณกองกำลังไม่ว่าจะเป้นทหารเรือ ทหารบก ตำรวจ ความมั่นคงภายใน พี่น้อง อส.ซึ่งกระผมเองต้องเดินทางไปรับนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนเราจะการสนับสนุนงบประมาณมาช่วย เพราะว่าการทำงานในพื้นที่ชายแดนต้องอาศัยสายข่าวค่อนข้างเยอะ หากวันนี้ไม่ได้สายข่าวจะไม่ได้จับกุมแน่นอน จึงต้องใช้งบประมาณมาสนับสนุนสายข่าวหาข่าว ส่วนการลงโทษผู้กระทำผิดให้อัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจลงโทษสถานหนักกับผู้ที่ลักลอบนำเข้ายาเสพติด และประสานงานกันอย่างเคร่งครัด ต้องสกัดกั้นให้หมด ควบคุมระบาดในพื้นที่ตอนในได้ ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจปัญหายาเสพติด และขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบคือครอบครัว โดยจะกลับไปให้ข้อมูลที่ดีกับประชาชนให้ความร่วมมือลดละเลิกยาเสพติด
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล //บึงกาฬ 0645960906

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ค้านเปิดเหมืองหินใกล้ ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ! ชาวบ้านร้อง ศดธ.จ.มุกดาหาร ค้านออกประทานบัตรเหมืองหินบางทรายใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568​ตัวแทนชาวบ้านตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหารเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ทบทวนการออกประทานบัตรของบริษัท สิงห์โต เอ็นจิเนียร์ จำกัด ซึ่งได้ขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ (ระเบิดหิน) โดยตัวแทนชาวบ้านชาวบ้านกล่าวว่า การทำเหมืองของบริษัทที่ได้ขอใบประทานบัตรเพื่อประกอบกิจการทำเหมืองแร่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านหนองหอย ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

ทั้งนี้ แม้จะเป็นการขอประทานบัตรในพื้นที่ของตนเอง แต่การที่จะระเบิดหิน โดยที่บ่อหินอยู่ไม่ห่างจากถนนเส้นเศรษฐกิจพิเศษ มห. 3019 มุกดาหาร รัศมีการระเบิดหินย่อมจะส่งผลกระทบต่อรถขนส่งสินค้าและจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงสถานศึกษา อีกด้วย นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งเสียงและฝุ่น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทบทวนการอนุญาตประทานบัตร ของบริษัท สิงโต เอ็นจิเนียร์ จำกัด ด้วย

ทั้งนี้ ชาวบ้านหวังว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารจะพิจารณาทบทวนการอนุญาตโครงการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บริเวณพื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองหินอยู่ห่างจากถนนเลี่ยงเมืองทางหลวงชนบท สาย มห. 3019 ประมาณ 600 เมตร ห่างจากวัดป่าถ้ำตาดา ประมาณ 700 เมตรและห่างจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยประมาณ 1.9 กิโลเมตร

ค้านเปิดเหมืองหินใกล้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ฯ #ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร #ร้องคัดค้านอนุญาตประทานบัตรเหมืองหินบริษัทสิงห์โตเอ็นจิเนียร์จำกัด #ตำบลบางทรายใหญ่ #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มทภ.4 ชักชวนผู้นำศาสนารณรงค์ชักชวนชาวบ้านทำความดีละเว้นความชั่วเดือนรอมฎอน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 มค.68 ที่มัสยิดบันนังกาแย อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เดินทางร่วมกิจกรรมพบปะระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้นำศาสนาตลอดจนพี่น้องมุสลิม

ในพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมกิจกรรมสำคัญทางศาสนาในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยแม่ทัพภาพที่ 4 กล่าวว่า ขอยึดมั่นในนโยบายที่วางไว้ ในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐของพี่น้องไทยมุสลิม

ที่จะให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก สร้างความมั่นคงปลอดภัยในการประกอบศาสนกิจอย่างเต็มที่แก่ประชาชน เพื่อให้เดือนรอมฎอนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เจ้าหน้าที่และส่วนราชการพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก

แต่ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยกันรณรงค์ชักชวนการทำความดีละเว้นความชั่วทั้งปวง สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนร่วมกันสร้างสังคมสันติสุขให้เป็นเดือนรอมฎอนสันติสุข

ปราศจากความรุนแรง อย่างไรก็ตามพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมอัตลักษณ์ความงดงามของคนในพื้น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายชุดมลายู หรือการประกวดซุ้มประตู ทั้งนี้ทุกกิจกรรมสามารถกระทำ

ได้ตามความเหมาะสมโดยต้องไม่ละเมิดหรือผิดกฎหมาย หรือปล่อยให้บุคคลที่ 3 มาทำกิจกรรมแอบแฝง ส่งผลกระทบความมั่นคงรวมถึงขอให้ผู้ปกครองให้ช่วยกันกำชับลูกหลาน

ในเรื่องการเล่นจุดประทัดและดอกไม้ไฟ เพราะก่อให้เกิดอันตรายเพราะเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักศาสนาและผิดกฎหมาย ก่อนที่แม่ทัพภาค 4 จะมอบสิ่งของต่างๆที่ไปบริโภคในช่วงละศีลอดให้แก่ผู้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
///////////////////////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส