เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.มุกดาหาร เปิดอบรมผู้สมัคร อบต. 27 แห่ง เน้นเลือกตั้งโปร่งใส–เที่ยงธรรม รับศึกเลือกตั้ง 11 ม.ค.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายจักรินทร์ ชาลีพุทธาพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดโครงการบูรณาการความร่วมมือในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (อบต.)

ครบวาระและยกฐานะ ณ ห้องริเวอร์แกรนด์ บอลลูน โรงแรมริเวอร์ซิตี้ อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีผู้ตรวจการเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายก อบต. จากทั้ง 27 แห่งในจังหวัดมุกดาหารเข้าร่วมอบรมอย่างพร้อมเพรียง

นายจักรินทร์ กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบแผนจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายก อบต. ที่ครบวาระ โดยกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 เป็นวันเลือกตั้ง ส่วนช่วงวันสมัครรับเลือกตั้งกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 1–5 ธันวาคม 2568

เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม สนง.กกต.จว.มุกดาหาร จึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการเลือกตั้ง กระบวนการลงคะแนน ข้อควรระวัง และข้อห้ามตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดหรือทุจริตเลือกตั้ง รวมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้สมัครทุกคน

ผอ.กกต.มุกดาหาร กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมรณรงค์ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง และส่งเสริมให้ผู้สมัครปฏิบัติตามระเบียบเดียวกัน เพื่อให้การเลือกตั้ง อบต.ทั่วจังหวัดมุกดาหารเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นธรรมตามกรอบกฎหมาย

เลือกตั้งอบต2569 #กกตมุกดาหาร #อบรมผู้สมัครอบต #เลือกตั้งท้องถิ่น #ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง #โปร่งใสเที่ยงธรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ประเทศไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของทุกหน่วยงานภาครัฐ ที่มีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการทุจริต

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ประเทศไทย โดยมี คณะกรรมการจังหวัดนครปฐม

คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นายธีรชัย สุขเกษม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ซึ่งจังหวัดนครปฐม

ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างพลังทางสังคมในการต่อต้านการทุจริต ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคม และยกระดับค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเจตจำนงของผู้นำประเทศ และผู้นำทุกภาคส่วนในการป้องกันแก้ไขและปราบปรามการทุจริต รวมถึงผสานพลังคนไทยและทุกภาคส่วนให้ตื่นรู้พร้อมต้านการทุจริตในทุกรูปแบบเพื่อให้สังคมไทยมีวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต ตลอดจนให้คนไทย

และนานาชาติรับรู้ถึงความมุ่งมั่นและการแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศไทย เพื่อผลักดันการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (ค่า CPI) ให้สูงกว่าร้อยละ 50 ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ชมการถ่ายทอดสดการจัดกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) กายใต้แนวคิด ปลุกพลัง “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” และการรับชมการประกาศเจตนารมณ์

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี การมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2568

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม ได้ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การส่งเสริมสังคมด้านคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดัน และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมินคุณธรรม

และความโปร่งใสของการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) มีผลการประเมินภาพรวมระดับจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณพ.ศ. 2557

จังหวัดนครปฐมมีผลการประเมินเพิ่มขึ้นเป็น 96.15 คะแนน หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดนครปฐม ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 118 หน่วยงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 100 และในปีงบประมาณ 2568 จังหวัดนครปฐม ได้คะแนนที่ 96.64 สูงขึ้น

กว่าปีที่ผ่านมา 0.49 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.51 หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดนครปฐมผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 117 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 99.15 อยู่ในลำดับที่ 14 ของประเทศ จะเห็นได้ว่าในภาพรวมระดับจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
……………………….
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีรับมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน และเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการฯ เพื่อส่งเสริมเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน จัด พิธีรับมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้โครงการ ส่งเสริมเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)

ณ โรงเรียนสตรีศรีน่าน โดยได้รับเกียรติจาก นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานในพิธี โดยมี นางนัฑวิภรณ์ จันต๊ะพรมมา ผู้อำนวยการ สพม.น่าน เป็นผู้กล่าวรายงาน มีผู้เข้าร่วมการรับมอบและอบรมฯ ประกอบด้วยผู้แทนครูและนักเรียน รวมทั้งสิ้น 340 คน

มุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ 21 พิธีนี้จัดขึ้นสืบเนื่องจากนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP)

วัตถุประสงค์หลักของการจัดพิธีและอบรมในครั้งนี้มี 3 ประการสำคัญ

  1. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบทุกที่ทุกเวลา ตามนโยบาย Anywhere Anytime ของกระทรวงศึกษาธิการ
  2. เพื่อมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนจำนวน 6,577 เครื่อง สำหรับครูและนักเรียน
  3. ให้กับโรงเรียนนำร่อง 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ สังกัด สพม.น่าน จำนวน 15 โรงเรียน
  1. เพื่อให้ครูและนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ การลงทะเบียนใช้งาน และการดูแลรักษาอุปกรณ์ฯ ผ่านระบบบริหารจัดการทรัพย์สิน (IT Asset Management) ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ ได้รับความร่วมมือจากทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จำนวน 6 ท่าน เพื่อให้ผู้รับมอบสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน

เรียนดีมีคุณธรรม #สพฐ #สพม #น่าน #สพมน่าน #SESAONAN #ทีมน่านการศึกษา #NanOneTeam/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปราสาทสัจธรรมจัดใหญ่! คนแห่ร่วมงานพิธี 5 ศาสนา ประจำปี 68 ถวายเป็นพระราชกุศล/ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปล่อยพันธุ์ปูม้าและพันธุ์กุ้งทะเล 8.9 แสนตัวลงอ่าวพัทยา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า วิริยะประกันภัย และเมืองพัทยา ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมกันจัดงานพิธี 5 ศาสนา ประจำปี 2568 เพื่อถวายพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดดุลยเคชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พิพิธภัณฑ์ปราสาทสัจธรรม พัทยา จ.ชลบุรี โดยมีแขกผู้มีเกียรติและประชาชนร่วมกันใส่ชุดสีขาวเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

ในพิธีการ นายพิจารณ์ และนางวรากร วิริยะพันธุ์ ผู้บริหารพิพิพิธภัณฑ์ปราสาทสัจธรรม ได้นำพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแต่พระภิกษุสงฆ์และสามเณรจำนวนประมาณ 500 รูป เพื่อ ถวายเป็นพระราชกุศล โดยงานพิธี 5 ศาสนาในครั้งนี้

ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และชิกข์ ซึ่งตัวแทนแต่ละศาสนาต่างร่วมประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนธรรมเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายความจงรักภักภักดีแค่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานยังมีกิจกรรมนิทรรศการถ่ายทอดคุณค่าที่ทั้งสองพระองค์ทรงบำเพ็ญเพื่อแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นพระวิริยะอุตสาหะในการทรงงาน พระเมตตาที่แผ่ไปทั่วผืนแผ่นดิน และการทรงยึดมั่นในหลักทศพิธราชธรรมสู่ประชาชนไทยมาโดยตลอด อีกทั้งยังทรงเป็นพุทธมามกะ

และทรงดำรงพระราชภารกิจศาสนูปถัมภก ให้การสนับสนุนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม ด้วยพระบารมีนี้เอง ทำให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา แม้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขบนแผ่นดินไทยใต้ตลอดใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารตราบจนปัจจุบัน

ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปล่อยพันธุ์ปูม้าและพันธุ์กุ้งทะเล 8.9 แสนตัวลงอ่าวพัทยา

เวลา 15.30 น.วันที่ 8 ธ.ค.68 ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปูม้าและพันธุ์กุ้งทะเล ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ณ ปราสาทสัจธรรม พัทยา จ.ชลบุรี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานพิธี 5 ศาสนา ถวายพระราชกุศล น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดดุลยเคชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี 2568

ภายในพิธีได้จัดให้มีการแสดงและจินตลีลาสร้างสีสันของตัวแทนจากศาสนาต่างๆ ก่อนได้รับเกียรติจากนายพิจารณ์ และนางวรากร วิริยะพันธุ์ ผู้บริหารพิพิพิธภัณฑ์ปราสาทสัจธรรม เป็น

ประธานปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเป็นพันธุ์ปูทะเล 5 แสนตัว และพันธุ์กุ้งทะเล 3.9 แสนตัว รวม 8.9 แสนตัวลงทะเลพัทยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระปณิธานการให้ความสำคัญของแหล่งน้ำและการประมงไทยต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ที่ อ.ละแม จ.ชุมพร จัดพิธีบวงสรวงและอัญเชิญพระรูป “เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ประดิษฐาน ศูนย์รวมจิตใจแห่งใหม่

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 9 ธันวาคม 2568 จังหวัดชุมพรจัดพิธีบวงสรวง อัญเชิญ และประดิษฐานพระรูปพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ

พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี่ย) ณ มณฑลพิธีหน้าที่ว่าการอำเภอละแม โดยมีนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี

พร้อมด้วยนายสุพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายนรินทร์ พันธ์เจริญ กำนันตำบลละแม หัวหน้าส่วนราชการ และชาวอำเภอละแมที่

เดินทางมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธาและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

พิธีการช่วงเช้าเริ่มด้วยการทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่นายสุพล จุลใส ประธานในพิธีช่วงเช้า จะจุดธูปเทียนบูชา

พระรัตนตรัย โดยมีพระครูปริยัติกิจวิธาน เจ้าคณะอำเภอละแม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ผู้มาร่วม

งานได้เขียนรายชื่อบนแผ่นทองเพื่อนำไปบรรจุใต้ฐานพระรูป
ต่อจากนั้น นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยนางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์

และนายสุพล จุลใส ร่วมประกอบพิธีวางแผ่นทอง ซึ่งได้รับประทานจากสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้

ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง ลงในฐานพระรูป ท่ามกลางบรรยากาศอันสง่างามและเปี่ยมด้วยสิริมงคลช่วงบ่าย ข้าราชการและผู้มีเกียรติได้ตั้งแถวเกียรติยศรอรับขบวนอัญเชิญพระรูป โดยเจ้าหน้าที่ทหารเรือเป็นผู้ทำการอัญเชิญขึ้นสู่แท่นประดิษฐานในฤกษ์มงคล

ท่ามกลางเสียงสวดชยันโต เสียงฆ้อง และเสียงประทัดดังกึกก้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้คล้องมาลัยพระกร และนายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ถวายช่อกุหลาบแดงสักการะ ก่อนที่

พระสงฆ์จะประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชน์อนุสาวรีย์ และประธานพิธีพร้อมผู้มีเกียรติถวายจตุปัจจัยไทยธรรม กรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จพิธีอย่างสมบูรณ์

การประดิษฐานอนุสาวรีย์เสด็จเตี่ย ณ หน้าที่ว่าการอำเภอละแมครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูพระเกียรติของ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” และเป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งใหม่ของชาวละแมและจังหวัดชุมพร

นายนรินทร์ พันธ์เจริญ กำนันตำบลละแม ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอละแม และประธานการจัดสร้างอนุสาวรีย์ฯ กล่าวว่าการสร้างอนุสาวรีย์ในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนในอำเภอละแมและพื้นที่ใกล้เคียง โดยไม่ใช้งบประมาณจากภาครัฐ

ทุกขั้นตอนเกิดจากการหารือร่วมกันของผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และการสนับสนุนจากประชาชนที่ต้องการมีสถานที่สักการะเสด็จเตี่ยอย่างเป็นทางการ เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจและสร้างความรักความสามัคคีของคนในชุมชนเขากล่าวเพิ่มเติมว่า “พี่

น้องชาวละแนมาทั้งแรงกายแรงใจร่วมกันสร้าง เพราะศูนย์รวมจิตใจจะสำเร็จได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนอย่างแท้จริง” การจัดสร้างอนุสาวรีย์เสด็จเตี่ยครั้งนี้จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนพลังความศรัทธา ความสามัคคี และความรักต่อบ้านเกิดของชาวอำเภอละแมอย่างงดงาม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดงาน.วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เพื่อแสดงเจตนารมณ์ ภาครัฐ มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการทุจริต / อบต.ทุ่งขวาง จัดโครงการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรม รร.ผู้สุงอายุในชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ประเทศไทย โดยมี คณะกรรมการจังหวัดนครปฐม คณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต คณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบจังหวัดนครปฐม หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นายธีรชัย สุขเกษม ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ซึ่งจังหวัดนครปฐม ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครปฐม ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อสร้างพลังทางสังคมในการต่อต้านการทุจริต ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคม และยกระดับค่าดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเจตจำนงของผู้นำประเทศ และผู้นำทุกภาคส่วนในการป้องกันแก้ไขและปราบปรามการทุจริต รวมถึงผสานพลังคนไทยและทุกภาคส่วนให้ตื่นรู้พร้อมต้านการทุจริตในทุกรูปแบบเพื่อให้สังคมไทยมีวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต ตลอดจนให้คนไทยและนานาชาติรับรู้ถึงความมุ่งมั่นและการแก้ไขปัญหาการทุจริตในประเทศไทย เพื่อผลักดันการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (ค่า CPI) ให้สูงกว่าร้อยละ 50 ตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ชมการถ่ายทอดสดการจัดกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) กายใต้แนวคิด ปลุกพลัง “HERO OF THE TRUTH ร่วมหยุดคอร์รัปชัน” และการรับชมการประกาศเจตนารมณ์เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี การมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ 2568

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม ได้ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การส่งเสริมสังคมด้านคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดัน และส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใสของการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment : ITA) มีผลการประเมินภาพรวมระดับจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณพ.ศ. 2557

จังหวัดนครปฐมมีผลการประเมินเพิ่มขึ้นเป็น 96.15 คะแนน หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดนครปฐม ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 118 หน่วยงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 100 และในปีงบประมาณ 2568 จังหวัดนครปฐม ได้คะแนนที่ 96.64 สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 0.49 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.51 หน่วยงานภาครัฐในจังหวัดนครปฐมผ่านเกณฑ์การประเมินจำนวน 117 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 99.15 อยู่ในลำดับที่ 14 ของประเทศ จะเห็นได้ว่าในภาพรวมระดับจังหวัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
……………………….
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

อบต.ทุ่งขวางจัดโครงการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมโรงเรียนผู้สุงอายุให้กับผู้สูงอายุในชุมชน
วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น.องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง ได้ดำเนินการจัดโครงการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุ ประจำเดือน ธันวาคม 2568

โดยมีนายสุนทร สมัยนิยมนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการพร้อมด้วยคณะผู้บริหารนายพุธิชัย หนุ่มกันนารองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง
นางสาววรรณภา คำดีรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวาง

นางสาวอำพร อินทร์คงเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางนายจอมใจ กองเกตุใหญ่ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางนางแสงเทียน เศรษฐวิทยารองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งขวางและผู้นำชุมชน, ชมรมผู้สูงอายุ,เจ้าหน้าที่ อบต.ทุ่งขวาง ,เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ทุ่งขวาง
เข้าร่วมกิจกรรม ณ ศาลาเอนกประสงค์หมู่ที่ 6
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ เป็นประธานพิธีบวงสรวงศาลพระพรหม–ศาลตายาย สภ.บางแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

สภ.บางแก้ว จัดพิธีบวงสรวงศาลพระพรหมและศาลตายายประจำโรงพัก เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี เจ้าคุณแจ้ หรือ

พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานประกอบพิธี พร้อมผู้บังคับบัญชา–ข้าราชการตำรวจและผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่ สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ได้

จัดพิธีบวงสรวงศาลพระพรหมและศาลตายายประจำสถานีตำรวจ โดยมี เจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร ดร. เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานในพิธีบวงสรวง

ภายในงานมี พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทร์สุวรรณ ผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว เป็นประธานจุดเทียนชัยมงคล พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผู้กำกับการ สภ.บางปู

และรองผู้กำกับการ สภ.บางแก้ว ในสายงานต่างๆ อาทิ งานป้องกันปราบปราม งานสอบสวน งานสืบสวน และงานจราจร รวมถึงข้าราชการตำรวจ สภ.บางแก้ว

คณะกรรมการ กต.ตร. กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง พิธีบวงสรวงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมี พราหมณ์ ณฐกร โทนะศรี จากหอบรมครูพระพิราพสถิตย์ ทำหน้าที่เป็นเจ้าพิธีบวงสรวงตลอดงาน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าว..งานวันพริก ของดี อ.ขามสะแกแสง พริกเผ็ดที่สุดในโลก ประกวดธิดาพริก แข่งขันส้มตำลีลา แข่งขันผัดหมี่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณหน้าอำเภอขามสะแกแสง ว่าที่ร้อยตรีพรสรร อุ่นบรรเทิง นายอำเภอขามสะแกแสง พร้อมด้วย นางสาวกนกอร รวมกลาง สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เขตอำเภอขามสะแกแสง, นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา และ พ.ต.อ.ดำรงศิลป์ ดวงกลาง นายกเทศมนตรีตำบลขามสะแกแสง นายบัญชา กันหาสินธุ์
ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมาร่วมแถลงข่าวจัดงาน “วันพริกและของดีอำเภอขามสะแกแสง ประจำปี 2568” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 ธันวาคม 2568 รวม 5 วัน ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอขามสะแกแสง

นายอำเภอขามสะแกแสงเปิดเผยว่า พื้นที่แห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกพริกสำคัญของจังหวัด มีเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจรวม 6,997 ครัวเรือน บนพื้นที่กว่า 197,680 ไร่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพริกกว่า 200 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกรวม 418.50 ไร่ ให้ผลผลิตพริกสดเฉลี่ย 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังมีสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจำนวนมาก ทั้งเส้นหมี่ ข้าวแตน กล้วยน้ำว้า มะละกอ มะพร้าว มะขามเทศ ฝรั่ง ข้าวโพด อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด

นางสาวกนกอร รวมกลาง สมาชิกสภา อบจ.นครราชสีมา ได้เปิดเผยว่า“งานวันพริกถือเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรของชาวขามสะแกแสงให้ก้าวสู่ตลาดใหญ่ ทั้งระดับจังหวัดและภูมิภาค อบจ.นครราชสีมาพร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ปีนี้เราตั้งใจทำให้เป็นงานเชิงเศรษฐกิจที่เห็นผลได้จริงในพื้นที่”

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายดึงดูดนักท่องเที่ยว อาทิ การประกวดริ้วขบวน การประกวดรถธิดาพริก , การแข่งขันส้มตำลีลา , การแข่งขันผัดหมี่, การแข่งขันขนมจีนน้ำยาไก่ , การประกวดผลผลิตทางการเกษตร , การประกวดไก่พื้นเมือง , การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง , การประกวดเต้นไลน์แดนซ์ , การแข่งขันตำน้ำพริกแจ่วปลาร้าพริกสด , การประกวดบูธกิจกรรมงานวันพริกผู้จัดคาดการณ์ว่าตลอด 5 วันของการจัดงานจะมีผู้ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนให้พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยประชาสัมพันธ์ของดีอำเภอขามสะแกแสงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

“งานนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งอำเภอ อปท. เกษตรกร และชุมชน เราตั้งใจให้เป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ของดีในพื้นที่ และกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีอย่างเต็มที่”งานวันพริกปีนี้จึงนับเป็นกิจกรรมใหญ่ที่มุ่งผลักดันสินค้าเกษตรและของดีท้องถิ่นสู่ตลาดระดับจังหวัดและภูมิภาค พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปลายปีที่กำลังมาถึงอย่างคึกคัก

ภาพ นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว นายกันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าหน้าทีบุกตรวจไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ จับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย 4 ราย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในจังหวัดชุมพรสนธิกำลังเข้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวภายในไซต์ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย หมู่ที่ 10 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมืองชุมพร ตามคำสั่งจังหวัดชุมพรที่ 11697/2568 ว่าด้วยการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวและนายจ้าง เพื่อควบคุมแรงงานผิดกฎหมายและป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่การปฏิบัติประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร กอ.รมน.จังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร และฝ่ายปกครองจังหวัดชุมพร รวมกว่า 15 นาย

เมื่อเข้าตรวจสอบภายในไซต์ก่อสร้าง พบแรงงานต่างด้าวทำงานอยู่ 13 คน โดย 7 คนสามารถแสดงใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทางได้ถูกต้อง ขณะที่อีก 4 คน ไม่สามารถแสดงใบอนุญาตทำงานได้ ได้แก่

ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 44 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 31 ปี ทำหน้าที่เชื่อมเหล็ก
ชายชาวจีน อายุ 34 ปี ทำหน้าที่ประกอบและติดตั้งเหล็ก
ทั้ง 4 คนให้การคล้ายกันว่าเริ่มทำงานมาแล้วประมาณ 20 วัน และยังไม่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิและข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561 โดยผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ก่อนถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่ได้ประทุษร้าย ข่มขู่ หรือกระทำการเอื้อประโยชน์ใด ๆ ระหว่างการจับกุม พร้อมบันทึกภาพและเสียงตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหาย พ.ศ.2565 อย่างครบถ้วน
เจ้าหน้าที่จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัย ป้องกันการค้ามนุษย์ การจ้างงานผิดกฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยในจังหวัดชุมพรต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.44 จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม นศท. ประจำปี 2568 ปลุกพลังเยาวชนรักษ์ชาติ รำลึกวีรกรรมยุวชนทหาร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 มณฑลทหารบกที่ 44 (มทบ.44) จัดพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามนักศึกษาวิชาทหาร ประจำปีการศึกษา 2568

เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของ ยุวชนทหาร ผู้ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา พร้อมแสดงพลังระเบียบวินัย ความเข้มแข็ง และความพร้อมเพรียงของกำลังพลสำรองรุ่นใหม่

ณ ลานอเนกประสงค์ ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพรพิธีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 เป็นประธาน พร้อมด้วย

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการทหาร ตลอดจนผู้ปกครองนักศึกษาวิชาทหารที่มาร่วมเป็นกำลังใจอย่างอบอุ่น บรรยากาศเป็นไปด้วยความภาคภูมิใจและสง่างามของเหล่านักศึกษาวิชาทหารที่ร่วมสวนสนามอย่างพร้อมเพรียง

พลตรี สมคิด ชูเผือก กล่าวว่า วันที่ 8 ธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็น “วันนักศึกษาวิชาทหาร” เพื่อรำลึกถึงยุวชนทหารผู้เสียสละเพื่อชาติในปี 2484 พร้อมเน้นย้ำภารกิจสำคัญของนักศึกษาวิชาทหารในยุคปัจจุบันว่า

“หลักสูตร นศท. มุ่งพัฒนานักศึกษาทุกนายให้เป็นกำลังสำรองที่มีคุณภาพของกองทัพ เป็นหลักประกันความมั่นคงของชาติ และร่วมปฏิบัติงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับกำลังประจำการเมื่อชาติบ้านเมืองต้องการ”

ประธานในพิธีได้ฝากข้อคิดสำคัญถึงเยาวชนกำลังสำรองว่า
“ขอให้นักศึกษาวิชาทหารทุกนายตระหนักว่า ความเป็นเอกราชของชาติเรามาจากการเสียสละของบรรพบุรุษ วันนี้พวกเรามีหน้าที่สืบสานความเสียสละนั้น ด้วยความรับผิดชอบ วินัย และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์”

สำหรับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 44 ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2532 มีภารกิจผลิตกำลังพลสำรองในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง ปัจจุบันมี พันโท อาทิตย์ เรืองธารา ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหน่วยฝึก ดูแลนักศึกษาวิชาทหารรวมทั้งสิ้น 3,050 นาย

พิธีในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเชิดชูวีรกรรมผู้กล้า ยังเป็นเวทีปลุกพลังเยาวชนชุมพรให้มีความรักชาติ รู้คุณแผ่นดิน และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตอย่างสง่างามและภาคภูมิใจ.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ภจว.นครปฐม จนท.การกีฬาฯ ตรวจ รร.ไมด้า แกรนด์ ทราวดี ที่พัก นักกีฬาซีเกมส์ เพื่อความปลอดภัย

แชร์เนื้อหานี้

ผบก.ภจว.นครปฐมพร้อมด้วย จนท.การกีฬาแห่งประเทศไทย
เดินทางไปตรวจที่ทำการ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทราวดี ของนักกีฬาซีเกมส์ เพื่อกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ความเรียบร้อยภายในบริเวณที่พัก

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์
ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์
ผกก.สภ.เมืองนครปฐม จนท.การกีฬาแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม เดินทางไปตรวจที่ทำการ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทราวดี ของนักกีฬาซีเกมส์ เพื่อกำกับดูแลด้านความปลอดภัย

ความเรียบร้อยภายในบริเวณที่พัก รวมทั้งสำรวจจุดสำคัญ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัย ทางเข้า–ออก พื้นที่ส่วนกลาง และบริเวณโดยรอบโรงแรม โดยมี นักกีฬาเดินทางมาพัก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ พม่า ในระหว่างตรวจเยี่ยมมีนักกีฬาจากประเทศไทย มาเลเซีย พม่า เข้ามาพักแล้ว และภายในวันนี้จะมีนักกีฬา อีก 1ประเทศ คือ สิงคโปร์

ทั้งนี้ได้พบปะและพูดคุยกับนักกีฬาที่เข้าพัก เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ รับฟังข้อเสนอแนะ ตลอดจนให้กำลังใจก่อนทำการแข่งขัน นอกจากนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการ

จราจร พร้อมจัดรถนำขบวนสำหรับนักกีฬาประเทศมาเลเซียที่ออกเดินทางไปซักซ้อม เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความปลอดภัย รวดเร็ว และไม่ติดขัด การตรวจพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหตุการณ์ทั่วไปปกติ ณ โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทราวดี อ.เมือง จว.นครปฐม
น.ส. ลาวัลย์ แสงสว่าง ผู้สืีอข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ นครปฐม ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พื้นที่ภาคกลาง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00 – 15.30 น. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยิและผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง

จังหวัดนครปฐม โดย นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้แจ้งสถานการณ์ การดำเนินการเตรียมการของเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ชั้น 4 ส่วนต่อขยาย ณ ศาลาจังหวัดนครปฐม ที่ประชุมแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ภาคกลาง การติดตามสถานการณ์ และคาดการณ์แนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคกลาง ดังนี้

1.ด้านการบูรณาการเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในระยะสั้น
2.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร
3.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า
4.การดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง (ยานพาหนะ/โรงงานอุตสาหกรรม/การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่)

5.การดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และการประชาสัมพันธ์ประเด็นเน้นย้ำ กำชับในการปฏิบัติของเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2569 ในพื้นที่ภาคกลาง
1.การแจ้งเตือน ติดตามเฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์สื่อสารข้อมูลประชาชน ทราบในช่องทางต่างๆเป็นระยะ พร้อม หากมีสถานการณ์อันตราย ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ cell broadcast

2.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร ร่วมกันกำหนดพื้นที่ควบคุมการเผา ช่วงเวลา และเงื่อนไขการเผา
3.การควบคุมและลดการเผาในพื้นที่ป่า จัดกำลังลาดตระเวนพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง จัดทำแนวกันไฟ ปิดป่าในช่วงสถานการณ์วิกฤต
4.การควบคุมและลดมลพิษในพื้นที่เมือง เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินการเชิงรุก บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้o

5.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้กลไกลท้องถิ่น ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น เฝ้าระวัง ติดตาม บรูณาการร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข เคาะประตูบ้านพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ป้องปราบการลับลอบเผา ในพื้นที่เกษตร ที่โล่ง และพื้นที่ริมทาง พร้อมสร้างการตระหนักรู้ มาตราการข้อกฎหมาย และบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนแก่ประชาชน
6.กรณีสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้ยกระดับการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ใช้ระบบศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จ อำนวยการ และแก้ไขปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
………………………………………………………..
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “อดีตรองประธานกรรมาธิการการทหาร-อลงกรณ์“ชี้ไทยตอบโต้กัมพูชาไม่พอต้องรุกกลับยึดฐานทัพในจังหวัดชายแดนเขมร

แชร์เนื้อหานี้

“อดีตรองประธานกรรมาธิการการทหาร-อลงกรณ์“ชี้ไทยตอบโต้กัมพูชาไม่พอต้องรุกกลับยึดฐานทัพในจังหวัดชายแดนเขมรเพื่อป้องกันภัยคุกคามพร้อมเสนอขจัดระบอบฮุนเซนและไทยเทาศัตรูตัวจริงของประเทศไทยให้สิ้นซาก

กรณีกัมพูชาเปิดฉากโจมตีประเทศไทยล่าสุดจนมีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บ ประชาชนคนไทยในจังหวัดชายแดนหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัยนั้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัย พรรคประชาธิปัตย์และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรโพสต์ข้อความในเฟสบุ้ค“อลงกรณ์ พลบุตร”
วันนี้ว่า
ถึงเวลาขจัดภัยคุกคามประเทศไทยจากระบอบฮุนเซนอย่างถาวร โดยรัฐบาลและกองทัพต้องปฏิบัติการทางทหารแบบฉับพลันและเฉียบขาดไม่ใช่เพียงการตอบโต้แต่ต้องรุกกลับยึดฐานที่มั่นทางทหารและฐานทัพที่อยู่ในจังหวัดชายแดนกัมพูชาทั้งหมดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย(Safe Zone)ให้กับคนไทยและขจัดระบอบฮุนเซนรวมทั้งไทยเทาที่มีผลประโยชน์ร่วมกับระบอบฮุนเซนต้องกำจัดให้สิ้นซาก

“ผมยืนยันว่าการปฏิบัติการทางทหารรุกกลับดังกล่าวเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality)ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence)ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ”

นายอลงกรณ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรยังกล่าวด้วยว่าเราต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขจัดภัยที่ต้นเหตุเพราะกัมพูชามีการเคลื่อนไหวทางทหารที่พร้อมรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยชัดเจน และเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีไทยก่อน
ทั้งนี้ปรากฏหลักฐานจากถ้อยแถลงของ
พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศที่แถลงเช้านี้โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า..“จากข้อมูลการตรวจสอบทางยุทธการพบว่า มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัด กำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย..”

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ซึ่งเคยทำหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกล่าวสรุปว่า คนไทยและ ประเทศไทยเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรูของคนกัมพูชาและประเทศกัมพูชาแต่เป็นศัตรูกับระบอบฮุนเซน ต้นเหตุที่สร้างความแตกแยกบาดหมางให้กับสองประเทศเพียงเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของครอบครัวและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทั้งยังเป็นภัยคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพของอาเซียนรวมทั้งเป็นภัยต่อขาวโลกในฐานะผู้สนับสนุนและมีผลประโยชน์ร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา.

โครงการสัมมนา เรื่อง ผู้นำท้องที่กับการเสริมสร้างประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานปกครองและระดับพื้นที่ จัดโดย คณะกรรมาธิการการปกครองสภาผู้แทนราษฎร วันจันทร์ที่ ๘

ธันวาคม ๒๕๖๘ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำน้ำผุด
อำเภอเมือง จังหวัดพังงา นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและชื่อรายชื่อ

“พรรคกล้าธรรม” ประธานเปิดการสัมมนา นายโสภณ สุวัฒนพิมพ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการปกครอง กล่าวรายงาน นายชวนากร กันยะมาตร์ หัวหน้ากลุ่มงานระเบียบการ ส่วนบริหารงานกำนันผู้ใหญ่

บ้าน สำนักบริหารการปกครองท้องที่กรมการปกครอง บรรยายในหัวข้อการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติลักษณะฉบับที่13 และการคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง

เพื่อให้คงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในทุกพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยกำนันผู้ใหญ่บ้านของจังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ตเข้ารับฟัง

ในการนี้คณะกรรมาธิการฯได้ศึกษาดูงานที่ตลาดกาดลองแล บ้านบางนุชหมู่6 ตำบลกะไหล อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ มอบถุงซิปห่อศพ 105 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

ชมรมโฮปฯ มอบถุงซิปห่อศพ 105 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ ชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา เดินหน้าสนับสนุนการทำงานด้านสาธารณกุศล มอบถุงซิปห่อศพกว่า 100 ถุง ให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของ บุ๋ม ปนัดดา เพื่อนำไปกระจายให้กับมูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ สำหรับห่อร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วม

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่มูลนิธิองค์กรทำดี หมู่ 4 ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมด้วยนายวสุ เผ่าตำรวจ รองประสานงานชมรมโฮปฯ คณะกรรมการ และอาสาสมัคร เดินทางนำถุงซิปห่อศพจำนวน 105 ถุง มอบให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี

การมอบถุงซิปในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อให้มูลนิธิในพื้นที่ภาคใต้ นำไปใช้ในการจัดการร่างผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง
ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า ถุงซิปห่อศพเหล่านี้เกิดจากการร่วมบริจาคของเพื่อน ๆ และสมาชิกชมรมโฮปฯ

เพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง พร้อมทั้งย้ำว่าทางชมรมโฮปฯ ยังเตรียมจัดส่งข้าวสารและอาหารแห้งเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
“ในนามของชมรมโฮปฯ ขอส่งกำลังใจให้ชาวใต้ทุกคน เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพยุงสถานการณ์ และหวังว่าสิ่งของที่เรานำมามอบนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง” ดร.ปิยนุช กล่าว


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดโครงการ “พลังชุมชน สร้างถนนปลอดภัย ปี 4” ลงนามความร่วมมือ ยกระดับความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ปะทิว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00–12.00 น. ณ สนามฟุตบอลเทศบาลตำบลมาบอำมฤต ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีการจัดพิธีลง

นามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “พลังชุมชน สร้างถนนปลอดภัย ปี 4” โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี กิตติภาพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน ซึ่งยังคงเกิดเหตุซ้ำซากและมีความเสี่ยงสูงธนชาตประกันภัยนำทีม เอกชน–ชุมชน จับมือสร้างเส้นทางปลอดภัย

นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งลดอุบัติเหตุบนถนนระดับชุมชนตามแนวคิด “พลังชุมชน สร้าง

ถนนปลอดภัย” ซึ่งได้ดำเนินงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี พร้อมเผยว่าโครงการสามารถลดอุบัติเหตุในพื้นที่ที่เข้าร่วมได้กว่า 50% และไม่พบความสูญเสียใหญ่ในพื้นที่ดำเนินงาน ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ธนชาตประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์รายใหญ่ มีความกังวลต่อจำนวนอุบัติเหตุบนถนนสายรองในชุมชนที่เพิ่มขึ้น

โดยพบปัญหาความสูญเสียที่ส่งผลกระทบหนักต่อครอบครัวผู้ประสบเหตุ จึงผลักดันโครงการนี้เพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน เทศบาลมาบอำมฤต–ภาคีเครือข่าย ผนึกกำลังกำจัด “จุดเสี่ยง”

นายวีระชัย เตือนวีระเดช นายกเทศมนตรีตำบลมาบอำมฤต กล่าวรายงานว่า เทศบาลได้คัดเลือกพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเข้าร่วมโครงการ และได้รับการสนับสนุนให้แก้ไขจุดเสี่ยงสำคัญ บริเวณสามแยกโบสถ์คริสต์ ตำบลดอนยาง ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

เขาย้ำว่า โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ชุมชนจะได้ร่วมกันสะท้อนปัญหา วิเคราะห์ และจัดลำดับแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด โดยเทศบาลจะร่วมดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยอย่างต่อเนื่องรองผู้ว่าฯ เปิดงาน ย้ำจังหวัดชุมพรเอาจริง “ลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน”

ว่าที่ร้อยตรี กิตติภาพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยในพิธีว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการลดอุบัติเหตุทางถนนในทุกมิติ

ทั้งมาตรการด้านคน รถ ถนน สภาพแวดล้อม การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย โดยเห็นว่าโครงการระดับชุมชนเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดการสูญเสียได้อย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายความปลอดภัยทางถนน และชุมชนที่ร่วมแรงผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุญสำเร็จ! จัดหารถบรรทุก 3 คัน ลำเลียงถุงยังชีพ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ /

แชร์เนื้อหานี้

“ทส. ไม่ทิ้งประชาชน”
ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน บัดนี้ บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของท่านได้บังเกิดผลเป็นความสำเร็จแล้ว ปัจจัยบริจาคที่ทุกท่านได้ร่วมแรงร่วมใจกันมอบให้ผ่านทาง มูลนิธิพุทธภูมิธรรม สามารถจัดหารถบรรทุกถึง 3 คันช่วยไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่ง

รถบรรทุกทั้งสามคันนี้ ได้ทำหน้าที่เป็นยานพาหนะแห่งบุญอย่างเต็มกำลัง โดยได้รีบเร่งลำเลียงขนส่งสิ่งของบริจาคและถุงยังชีพจำนวนมหาศาล มุ่งหน้าสู่พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่อำเภอ

หาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ในโครงการ “มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568” อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งมอบกำลังใจให้แก่ทีมงานและเหล่าจิตอาสาผู้เสียสละของไทยพีบีเอส

และที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหมดได้ถูกส่งมอบถึงมือพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมเรียบร้อยแล้วขอจงรับทราบว่า อานิสงส์แห่งการให้นี้

ได้เกื้อหนุนให้เกิดการบรรเทาทุกข์แก่เพื่อนมนุษย์อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ขอทุกท่านจงได้เข้าถึงความปีติและอิ่มเอมในบุญกุศลนี้โดยถ้วนหน้าเทอญ
สาธุๆๆ อนุโมทามิฯ 🙏


ภาพรวมการปฏิบัติการช่วยเหลือมหาอุทกภัยภาคใต้
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของ นายสุชาติ ชมกลิ่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่ย้ำหลักการชัดเจนว่า “ทส. ไม่ทิ้งประชาชน”
ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้สามารถเริ่มต้นได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 และเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ทส. ระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วย ทั้งเจ้าหน้าที่หลักพันนาย รถยกน้ำหนัก เครื่องสูบน้ำ เครื่องกลหนัก เรือท้องแบน รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ถูกตัดขาดและมีความเสี่ยงสูงในหลายอำเภอของจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และพื้นที่โดยรอบ ทุกภารกิจถูกขับเคลื่อนแบบวันต่อวัน แข่งกับสภาพอากาศและระดับน้ำที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

ในปฏิบัติการครั้งนี้ พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้ลงพื้นที่จริงตั้งแต่วันแรก ทำหน้าที่ประสานงานเชิงลึกกับหน่วยปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่เดือดร้อนที่สุดได้รวดเร็วและแม่นยำ

บทบาทสำคัญของท่านประกอบด้วย
• ประสานนำ เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบางที่ถูกตัดขาดในพื้นที่น้ำลึก
• ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและสนับสนุนการฟื้นฟู โรงเรียนและสถานศึกษา ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้เด็กกลับมาเรียนได้เร็วที่สุด
• ประสานภารกิจช่วยเหลือ

และปรับสภาพพื้นที่ มัสยิดและสถานศาสนา ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก ซึ่งเป็นศูนย์กลางจิตใจของชุมชน
• เยี่ยมและดูแล ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา ครอบครัวกลุ่มเสี่ยง รวมถึงชุมชนที่เข้าถึงความช่วยเหลือได้ยาก
• คอยเสริมความพร้อมของกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตั้งแต่การลำเลียงน้ำดื่ม อาหาร ไปจนถึงอุปกรณ์กู้ภัยต่างๆ

การทำงานของ พล.ต.ต. นันทชาติ เป็นการเสริมพลังการทำงานของท่านรัฐมนตรีและทุกหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้การประสานงานเกิดความคล่องตัว ผลักดันนให้ความช่วยเหลือเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นบทบาทที่ เติมเต็ม ภารกิจของกระทรวง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนได้เร็วและทั่วถึงที่สุด พร้อมทั้งเร่งสริมกำลังภาคสนาม ให้คล่องตัวขึ้น เชื่อมโยงทุกหน่วยเข้าหากัน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดผลจริงในเวลาอันสั้น

หลังระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ทส. ได้เดินหน้าขั้นตอนฟื้นฟูด้วยปฏิบัติการ Big Cleaning เมืองหาดใหญ่ ทั้งถนนชุมชน โรงเรียน วัด มัสยิด และสถานที่ราชการ เพื่อให้เมืองกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพลังการทำงานร่วมกันของรัฐบาล กระทรวงฯ และทุกเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ยืนข้างประชาชนในเวลาที่ยากที่สุด

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะเดือด ทภ.2 สั่งรับมือเต็มรูปแบบ-เจ็บ 2 นาย /หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กองทัพภาคที่ 2 แถลงการณ์ด่วน สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด หลังประเมินสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงภายใต้ปฏิบัติการ “ยุทธสินทร์” ระบุว่า เมื่อเวลา 14.15 น. ขณะที่หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ได้เกิดการเผชิญหน้ากับกองกำลังติดอาวุธฝ่ายกัมพูชา (กพช.) โดยฝ่ายตรงข้ามได้เปิดฉากระดมยิงด้วยอาวุธปืนเล็กเข้ามายังฝ่ายไทยก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวตามกฎการใช้กำลัง (ROE) อย่างได้สัดส่วน

รายงานระบุว่าสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเวลา 14.16 น. เมื่อฝ่ายตรงข้ามเริ่มใช้อาวุธหนักประเภทปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) ยิงถล่มเข้าใส่แนวปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมรบเต็มรูปแบบทันที

การปะทะกินเวลานานกว่า 30 นาที ก่อนจะยุติลงในเวลา 14.50 น. อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะจำนวน 2 นาย ได้แก่ 1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ (สังกัด ป.6 พัน.6) ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา และ 2. พลฯ พรชัย จำปาจุม (สังกัด ร.6 พัน.3) ถูกกระสุนปืนยิงเข้าอย่างจังบริเวณหน้าอก แต่โชคดีที่สวมใส่เสื้อเกราะป้องกันไว้ได้ ทำให้มีเพียงอาการฟกช้ำและแน่นหน้าอก

โดยล่าสุดเมื่อเวลา 14.53 น. หน่วยได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งต่อจาก บก.โดนเอาว์ ไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนและมีแนวโน้มที่การปะทะอาจขยายวงกว้าง จึงได้ออกประกาศ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอำเภอแนวชายแดนของ 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดำเนินการอพยพไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชนโดยด่วนเพื่อความปลอดภัย โดยหน่วยทหารในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังและตรึงกำลังอย่างใกล้ชิด

เหตุปะทะชายแดน #ภูผาเหล็ก #กันทรลักษ์ #กองทัพภาคที่2 #ยุทธสินทร์ #ข่าวชายแดน #ศรีสะเกษ #ทหารไทย #อพยพประชาชน #ข่าววันนี้////เดวิท โชคชัย รายงาน

ประชดแม่ไม่ให้เงินซื้อยา! หนุ่มนิคมคำสร้อยคลุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเองวอดทั้งหลัง เจ้าหน้าที่คุมตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ฝ่ายความมั่นคงอำเภอนิคมคำสร้อยได้รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านคำกั้ง ตำบลนิคมคำสร้อย ว่ามีชายเกิดอาการคลุ้มคลั่งและลงมือเผาบ้านของตัวเอง เจ้าหน้าที่กองร้อย อส.อำเภอนิคมคำสร้อย ที่ 7 พร้อมด้วยตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.นิคมคำสร้อย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลนิคมคำสร้อย รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านชั้นเดียว ถูกเพลิงโหมลุกไหม้จนเสียหายทั้งหลัง เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาไม่นาน แต่สภาพบ้านถูกเผาวอดทั้งหลัง

ต่อมาทราบชื่อผู้ก่อเหตุ คือ นายสิทธิเดช คำนนท์ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 29 หมู่ 7 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านและคำให้การของนายสิทธิเดช ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ทำการเผาขยะหน้าบ้าน แล้วเกิดอาการเครียดเนื่องจากขอเงินมารดาเพื่อนำไปซื้อยาเสพติด แต่ไม่ได้รับเงิน จึงก่อเหตุประชดด้วยการนำไฟจากกองขยะเข้าไปเผาภายในบ้าน

ตรวจสอบประวัติพบว่า นายสิทธิเดชเคยมีประวัติเสพยาบ้า และเคยพยายามเผาบ้านตัวเองมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ไม่สำเร็จ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนและบันทึกจับกุมที่ สภ.นิคมคำสร้อย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คลุ้มคลั่งเผาบ้าน #นิคมคำสร้อย #ไฟไหม้บ้าน #ยาเสพติด #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ไฟไหม้ #ปกครองนิคมคำสร้อย #ตำรวจนิคมคำสร้อย #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นบ.ยส.24” จับกุมขบวนการค้ายาไอช์ 889 กก., เคตามีน 200 กก. 150,460,000 บาท / สกัดมะม่วงเถื่อนกว่า 6.2 ตันริมโขงมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 68 เวลา 03.20 น. กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 จัดกำลังพล ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกองกำกับการ สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย เฝ้าตรวจ/สกัดกั้น บริเวณช่องทาง บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ซึ่งคาดว่าจะใช้ลำเลียงยาเสพติด ผ่านเข้ามาในพื้นที่ จนกระทั่งวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เวลา 02.30 น. พบความเคลื่อนไหวบริเวณช่องทางโรงสูบน้ำ บ้านบอนฯ ตรวจพบรถยนต์ตู้ทึบ วิ่งออกจากช่องทาง ไปตามถนนหลวง หมายเลข 212 มุ่งหน้าไปยังทางทิศตะวันออก

จึงแจ้งให้ชุดสกัดกั้น (หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ร่วมกับ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย) ทำการสกัดกั้นตรวจสอบรถคันดังกล่าว และเมื่อเวลา 03.20 ณ ชุดสกัดกั้น ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย บริเวณปากทางเข้าบ้านดงเวร ตำบลสีกาย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย จึงได้ทำการขอตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบ ข้างในบรรจุยาเสพติดประเภท 1 (ไอซ์) รวมทั้งสิ้นจำนวน 889 กก. (กระสอบสีดำ 20 กระสอบ กระสอบสีขาว 2 กระสอบ) เคตามีน 200 กก. บรรจุในกระสอบสีขาว จำนวน 5 กระสอบ ซากหนังเสือจำนวน 1 ผืน และรถยนต์ จำนวน 1 คัน และผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ 1 ราย ทราบชื่อต่อมาคือนายคมสัน อายุ 28 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดหนองคาย ตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดและควบคุมตัวผู้ต้องหามา ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 เพื่อสอบปากคำเบื้องต้นและทำบันทึกการจับกุม

ที่ฐานปฏิบัติการ หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 บก.ควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โรงเรียนบ้านดงเวร ต.หินโงม อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย นายศรัณศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย , พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี , พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผบก.จ.หนองคาย , พ.อ.วีรเทพ การุณรอบดุล รอง ผอ.รมน.จังหวัด น.ค.(ท.) , นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดหนองคาย

พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 หน่วยเฝ้าตรวจชายแดนที่ 21 ได้รับรายงานด้านการข่าวจาก ชุดปฏิบัติการข่าวที่ 3 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ทราบว่ามีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มนัก ค้ายาเสพติด ในพื้นที่ บ้านควายแดง เมืองหาดทรายฟอง เขตนครหลวงเวียงจันทน์ ฝั่งตรงข้าม บ้านบอน หมู่ 4 ตำบลหาดคำ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ว่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดข้ามมายังฝั่งไทย ในห้วงวันที่ 2-5 ธันวาคม 2568

จากการสอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น รับว่าทำมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ได้รับค่าจ้างครั้งละ 7,000 บาท ครั้งนี้เมื่อส่งของเสร็จจึงจะได้รับเงินค่าจ้าง ซึ่งของกลางทั้งหมดคาดว่า น่าจะนำไปส่งในพื้นที่ภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย รายงาน

สกัดมะม่วงเถื่อนกว่า 6.2 ตันริมโขงมุกดาหาร! ขบวนการลอบนำเข้าเผ่นหนีลอยนวล ทิ้งรถ–ของกลางไว้ให้แทน

เจ้าหน้าที่กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) โดย สน.เรือมุกดาหาร หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า มีการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บริเวณริมแม่น้ำโขง บ้านหว้านน้อย ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร จึงสนธิกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่ทันที

กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลายรายกำลังลำเลียงวัตถุลักษณะเป็นกล่องพลาสติกสีดำขึ้นรถยนต์กระบะที่จอดริมฝั่งโขง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้ทิ้งสิ่งของและอาศัยความมืดหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบของกลางเป็นผลมะม่วงสด จำนวน 250 ลัง น้ำหนักรวม 6,250 กิโลกรัม พร้อมรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีขาว 1 คัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และนำไปเก็บรักษาที่ สน.เรือมุกดาหาร เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการตรวจสอบ ก่อนส่งมอบให้ศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นรข #กกลสุรศักดิ์มนตรี #ลักลอบนำเข้า #ศุลกากรมุกดาหาร #มุกดาหาร #ริมโขง #จับของเถื่อน #ข่าวอาชญากรรม #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่อัพเกรดอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ฮับเอทานอลE100 ของโลก

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ฉายา“มิสเตอร์เอทานอล” ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII) บรรยายพิเศษในการเสวนา “ เชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel   พลังงานเกษตรแห่งอนาคต” จัดโดยสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
ในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42  วันพฤหัส ที่ 4ธันวาคม  พศ.2568 ภายใต้ธีม “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ
“เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

โดยตั้งคำถามว่า เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้กว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเปล่าไปหรือไม่? เรามีทางเลือกที่จะ “ต่อยอด” อุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่? ปัจจุบัน ประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน เป็นยานยนต์สันดาปถึง 98% และเป็นฐานการผลิตอันดับที่ 12 ของโลก พร้อมกับเสนอวิสัยทัศน์เชิงปฏิรูปสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์แนวทางใหม่อย่างน่าสนใจว่า
สหรัฐฯ, จีน, และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV
ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่เพื่อการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางใหม่ที่ผสานพลังงานเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

โดยมีเนื้อหาการบรรยายดังนี้ “🇹🇭 ประเทศไทย: เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน“ในหัวข้อ “เอทานอล E100: มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”โดย นายอลงกรณ์ พลบุตรมิสเตอร์เอทานอลประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)
ประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII)
4 ธันวาคม พ.ศ. 2568บรรยายพิเศษในงาน มหกรรมยานยนต์นานาชาติ Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 42“ ถ้าเอไอ.คืออนาคตของเทคโนโลยีเอทานอลคืออนาคตของพลังงานที่ยั่งยืนของไทยและของโลก..มิสเตอร์เอทานอล“

ภายใต้ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และโลกเดือด ทั่วโลกกำลังแสวงหาแนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานและอาหารของตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาคและภัยคุกคามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme Climate Change)โดยเฉพาะคำเตือน”ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ“ของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติจากการประชุมCOP30 ที่บราซิลเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาและถัดมาไม่กี่วันสหภาพยุโรปก็ประกาศนโยบายปลดแอกด้านพลังงานด้วยความตกลงร่วมกันที่จะไม่นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในปลายปี 2570 โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นยาวนานหลายทศวรรษ

ความท้าทายของประเทศไทย: พลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเป็นเทรนด์โลกและมีอัตราการเติบโตสูงถึงกว่า 50% ต่อปี หลายคนอาจตั้งคำถามว่ายานยนต์สันดาปภายใน (ICE) กำลังจะถึงจุดจบหรือไม่?
นี่คือความท้าทายที่เราต้องเผชิญ:

  • ระบบส่งกำลัง มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท อาจสูญพันธุ์
  • โรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 2,500 แห่ง ต้องปรับตัวครั้งใหญ่
  • ศูนย์บริการและอู่ซ่อมรถ 35,000 แห่ง อาจต้องปิดตัว
  • เราจะยอมให้การลงทุนและองค์ความรู้กว่า 50 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องสูญเปล่าไปหรือไม่? เรามีทางเลือกที่จะ “ต่อยอด” อุตสาหกรรมนี้ได้หรือไม่? ปัจจุบัน ประเทศไทยมียานยนต์จดทะเบียนสะสมรวมกว่า 44.9 ล้านคัน เป็นยานยนต์สันดาปถึง 98% และเป็นฐานการผลิตอันดับที่ 12 ของโลก
  • วิสัยทัศน์ใหม่สู่ศูนย์กลาง E100 ของโลก
  • สหรัฐฯ, จีน, และประเทศอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในตลาด EV
  • ประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพอันโดดเด่นด้านเกษตรพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ สามารถเลือกเดินในทิศทางใหม่เพื่อการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์ E100 แห่งแรกของโลก” ด้วยแนวทางใหม่ที่ผสานพลังงานเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

ศักยภาพเอทานอล:จุดเปลี่ยนพลังงาน-อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีค.ศ. 2000 ปีแรกของศตวรรษที่ 21ประเทศไทยได้เริ่มต้นศักราชใหม่ของเชื้อเพลิงชีวภาพเอทานอลมาแล้วกว่า 25 ปีปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง ทั่วประเทศ รวมกำลังการผลิต 7.8 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ E10, E20, และ E85 จำหน่ายทั่วประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศเป็นลำดับต้นของโลกนับเป็นฐานสำคัญที่ เราสามารถยกระดับเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก ด้วยการเป็น “ศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลก”บราซิล: ตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วบราซิลเป็นผู้นำโลกด้านยานยนต์ Flex-Fuel (FFV:Flex-Fuel Vehicles) ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ตั้งแต่ E27 (แก๊สโซฮอล์ 27%) จนถึง E100 (เอธานอล 100%) โดยตลาดรถยนต์บราซิลพิสูจน์แล้วว่า เทคโนโลยี Flex-Fuel สามารถประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ โดยมีรถยนต์จากทุกแบรนด์ใหญ่รองรับ E27-E100 มีรถ Flex-Fuel เกือบ 40 ล้านคัน

รถยนต์ Flex-Fuelในบราซิล

1.Volkswagen เยอรมนี ครองส่วนแบ่งตลาด 22.3% เริ่มผลิตปี 20032.Fiat อิตาลี 21.5% 2004
3.General Motors (Chevrolet) สหรัฐอเมริกา 18.7% 2004
4.Toyota ญี่ปุ่น 9.2% 2006
5.Hyundai เกาหลีใต้ 8.5% 2009
6.Renault ฝรั่งเศส 7.1% 2006
7.Honda ญี่ปุ่น 4.8% 2006
8.Ford สหรัฐอเมริกา 4.5% 2004
9.Nissan ญี่ปุ่น 2.1% 2010เทคโนโลยี E100
เทคโนโลยี E100ใช้งานปัจจุบัน

  • Bosch ได้พัฒนาระบบ Flex-Fuel ที่ใช้ได้ทั้ง E100 และน้ำมันเบนซิน
  • Magneti Marelli ได้พัฒนาชุดหัวฉีดพิเศษสำหรับเอทานอล
  • การพัฒนาเครื่องยนต์ E100 ประสิทธิภาพสูง
  • การออกแบบเกียร์พิเศษที่รองรับแรงบิดสูงของเอทานอล
  • การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมการเผาไหม้ที่แม่นยำ

บราซิลได้ดำเนินนโยบายเอทานอลมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจน:

  • ยานยนต์ Flex-Fuel คิดเป็น 85% ของรถยนต์ใหม่ที่จำหน่าย
  • สามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้ 120,000 ล้านดอลลาร์
  • สร้างงานในภาคเกษตรกรรมได้ถึง 1.5 ล้านตำแหน่ง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล
  • ด้วยการพัฒนาเหล่านี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
  • พิมพ์เขียวและเป้าหมายใหม่ของไทย (Thai E100 Blueprint)

จากความสำเร็จของบราซิล ประเทศไทยสามารถพัฒนาสู่ศูนย์กลางยานยนต์และเชื้อเพลิงชีวภาพ E100 ของโลกได้ โดยมีเป้าหมายหลัก 10 ข้อ:

I. เป้าหมายเชิงเศรษฐกิจและการส่งออก

  1. ส่งออกยานยนต์ E100 500,000 คันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 350,000 ล้านบาท
  2. เป็น Hub การผลิตชิ้นส่วน E100 ของโลก เช่น ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงและถังน้ำมันที่ทนทานต่อการกัดกร่อนของเอทานอล
  3. ส่งออกชิ้นส่วน E100 สู่ตลาดโลก มูลค่า 1 แสนล้านบาทต่อปี
  4. เพิ่มมูลค่าส่งออกเอทานอล 50,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี
  5. ส่งออกเทคโนโลยี E100 ไปยังประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ เช่น บราซิล อินเดีย และประเทศในอาเซียน

II. เป้าหมายด้านสังคมและเกษตรกรรม

  1. สร้างงานและรายได้ ให้เกษตรกรกว่า 2.3 ล้านครัวเรือน ให้ก้าวข้ามความยากจน
  2. สร้างงานใหม่ ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม 65,000 อัตรา

III. เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงาน

  1. ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ได้ 60,000 – 70,000 ล้านบาทต่อปี
  2. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ได้ถึง 6.5 ล้านตันต่อปี และลดการปล่อย PM2.5 ได้ 30% – 40%
  3. กำหนดมาตรฐาน E100 (Thai E100 Standard) สู่มาตรฐานโลก

แผนยุทธศาสตร์ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transformation Period)
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น เราต้องเดินหน้าพร้อมกันในหลายมิติ:

  1. ยานยนต์สะสม: ยานยนต์เบนซินกว่า 44 ล้านคัน ยังคงใช้แก๊สโซฮอล์ E10, E20, E85 ต่อไป
  2. ยานยนต์ใหม่: ส่งเสริมให้ยานยนต์รุ่นใหม่ใช้ E100
  3. การผลิต: ส่งเสริมการตั้งโรงงานเอทานอลเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแบบสมาร์ทฟาร์มแปลงใหญ่
  4. พัฒนาต่อยอดสู่เศรษฐกิจอนาคต(New S-Curve-Future Economy) Bio-refinery, Ethanol & Biodiesel Gen2, SAF (Sustainable Aviation Fuel), PHEV ,Hydrogen & Fuel Cell ,Future Food&Health Innopolis

ปัจจัยความสำเร็จ: ก้าวที่กล้าเดินเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ความสำเร็จของวิสัยทัศน์นี้ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญในการตัดสินใจและปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ:

  1. นโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจน จากภาครัฐ
  2. การพัฒนารถยนต์ Flex-Fuel ร่วมกับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ
  3. ระบบกระจายเชื้อเพลิง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
  4. การกำหนดราคาเอทานอล ที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
    5.การตรากฎหมายเชื้อเศรษฐกิจชีวภาพ-เชื้อเพลิงชีวภาพ หนทางแห่งโอกาสยังยาวไกล แต่ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่ม ก้าวใหม่ที่กล้าเดิน
    การตัดสินใจครั้งสำคัญคือการเลือกว่า ประเทศไทยจะเลือกเป็น“ผู้ตาม”หรือ”ผู้นำระดับโลก(Global Leader)”ของอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ของโลกในการสร้างเศรษฐกิจใหม่(New Economy)ตอบโจทย์อนาคตการพัฒนาที่ยั่งยืนและความท้าทายใหม่ๆท่ามกลางภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพพูมิอากาศแบบสุดขั้วรวมทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในวันนี้และวันหน้า.

ทั้งนี้ นายสุเมฆ  ปัณฑรานุวงศ์  ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) ได้กล่าวเปิดเสวนาโดยพูดถึงที่มาของการจัดเสวนาว่ามูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT)องค์กรสาธารณกุศลไม่แสวงหากำไร ได้รับการสนับสนุนจากนาย ขวัญชัย ปภัส์รพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากลจำกัด
ผู้จัดงานมหกรรมยานยนต์นานาชาติ  “ อลังการ งานแสดง “ ครั้งที่ 42/2568  ให้ความสำคัญส่งเสริมนโยบายภาครัฐ  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดสภาวะโลกร้อน สู่สังคม Net Zero   ในปี  2050 (พศ.2593) ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่   พลังงานทดแทน พลังงานธรรมชาติ เป็น พลังงานทางเลือกมาใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิลและถ่านหิน……พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ Biofuel  เป็นพลังงานหมุนเวียน สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้ จากพืชผลผลิตจากการเกษตรวัสดุใช้แล้ว เป็นพลังงานทางเลือก ที่ประเทศต่างๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศที่มีพื้นฐานทางด้านการเกษตร…..ประเทศไทยเรามีศักยภาพสูงมาก.
นอกจากนี้ยังมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ความรู้และประสบการณ์ได้แก่

พลเรือเอก ดร.สมัย ใจอินทร์     รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)วิศวกรเครื่องกลอังกฤษ์  ที่ปรึกษาบริษัทใหญ่ทางด้านขนส่ง ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเชื้อเพลิง ไบโอ ดีเซล ศึกษาวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่เริ่มแรก ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จริง “ 25 ปี โครงการเชื้อเพลิงชีวภาพ  เหลียวหลังแลหน้า “
ดร.บุรินทร์   สุขพิศาล    อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ” อ้อยและปาล์ม จากพลังงานที่รัฐต้องอุดหนุน สู่พลังงานที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน .”
นายสุรพร เพชรดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท BSGF จำกัด   ในกลุ่มบางจาก ครั้งแรกของประเทศไทยกับการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน SAF (Sustainable Aviation Fuel )
ดร.เสกสรร พาป้อง   ผู้เชี่ยวชาญวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัย MTEC   แนวทางพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนของวัตถุดิบขบวนการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)
ดำเนินรายการโดย คุณธิบดี หาญประเสริฐ นายกสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (สวยท.) รองประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)
คุณพัฒนา  ทิวะพันธุ์     กรรมการบริหารและเลขาธิการมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมว.การกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.30น.ของวันที่16ธันวาคม2568 ณ. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานพิธีเปิดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568

โดยนายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย กล่าวต้อนรับ ต่อจากนั้น นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน โอกาสนี้ นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา นางนงลักษณ์ ก้านเขียว สมาชิกวุฒิสภา นางฐิติพร ศิริโกศล

นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย เรือโท ภัทรชัย ขันธหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการอำเภอศรีสัชนาลัย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำฝ่ายปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

ผู้มีเกียรติและประชาชนร่วมในพิธีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเปิดงาน ลั่นฆ้องชัย เปิดบานประตูเมืองสู่งาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568 รับชมการแสดง พร้อมเยี่ยมชมบูธแสดงนิทรรศการและสาธิตภูมิปัญญา เครื่องเงิน ทอง ลายโบราณศรีสัชนาลัย

จากนั้น ประธานในพิธีและคณะเดินเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์ OTOP ผ้าไทยพื้นเมือง เงิน ทอง ลายโบราณ และเยี่ยมชมหมู่บ้านวิถีไทย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 6 แห่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ขึ้นนั่งเครื่องทอผ้าพื้นเมืองและได้ทอลองทอผ้า.

จากนั้นก็รับชมชุดการแสดงวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมือง การแสดงชุด น่อเจี่ยซอ โดยวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ต่อจากนั้น นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต้อนรับประธานในพิธี ประธานกล่าวพบปะประชาชน ณ เวทีกลาง และเยี่ยมชมบูทวัฒนธรรม

อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงาน“ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 6 – 10 ธันวาคม 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตคนไทยสมัยสุโขทัยของเมืองศรีสัชนาลัย

ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศย้อนยุค และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองของอำเภอศรีสัชนาลัยให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวแพร่หลายยิ่งขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

จัดอบรมให้ความรู้ผู้สมัครเลือกตั้ง อบต. ย้ำเลือกตั้งต้องสุจริต–โปร่งใส ทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการกำกับดูแล

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน0818923514 วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรม ลอฟต์ มาเนีย บูทิกโฮเทล จังหวัดชุมพร สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร ได้จัดกิจกรรม อบรมให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการ

เลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดชุมพร เพื่อยกระดับความเข้าใจในกฎหมาย กติกาเลือกตั้ง และส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. สัญญา แก้วอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณะวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน อาทิ
• นางสาวประไศรี คงตระกูล ผอ.สำนักงานสกร.ชุมพร
• นางสาวประดับ ชูดำ พัฒนาการจังหวัดชุมพร
• นางปุณรัตน์ เมืองงาม นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ

• นายชิตภร จันทวงศ์ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ
• นางสาวณัฐพร คงสวี นิติกรชำนาญการ
• นางสาวณิชา ชูสังกิจ ปลัด อบต.ถ้ำสิงห์
• นายชยพล พลสิงห์ ผอ.กกต.อบต.ตากแดด
• นายเกียรติพงษ์ ลือชัย ผอ.กกต.อบต.หาดพันไกร
• นางสุภาพร อารีราษฎร์ ปลัด อบต.นาทุ่ง
• นายองอาจ งามธรรมนิตย์ ปลัด อบต.บ้านนา

พร้อมด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดชุมพร ได้แก่
นายพงษ์ชาญ พันธุ์ทอง, ร.ต.อ.บุญเกื้อ พูลชัย, นายเฉลิมพล ครุอำโพธิ์, นายสัมพันธ์ ทองขาว และนายไพโรจน์ ทิมจันทร์เน้นบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม

การจัดอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ แผนบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในการกำกับดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่นให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 224 ซึ่งมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัด

และควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ไปจนถึงการมีส่วนร่วมตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และยุทธศาสตร์สำนักงาน กกต. 20 ปี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเลือกตั้งให้ประชาชนเชื่อมั่น

โดยในการอบรม ได้อธิบายสาระสำคัญ เช่น
• ขั้นตอนและกระบวนการหาเสียง
• ข้อควรระวังและข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้ง
• การป้องกันการทุจริตและการกระทำผิดเลือกตั้ง

• การทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. ศส.ปชต. และเครือข่ายประชาธิปไตย • บทบาทของผู้สมัครและผู้สนับสนุนในการสร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่เป็นธรรม ส่งเสริมเครือข่ายประชาธิปไตย – ร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง

โครงการนี้ยังสนับสนุนการทำงานของ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.), นักศึกษาวิชาทหาร (รด.), ลูกเสืออาสา กกต., ดีเจประชาธิปไตย

และภาคีเครือข่ายในทุกตำบลของจังหวัดชุมพร ภายใต้แนวคิด “6 สัปดาห์ประชาธิปไตย” เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ และร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง

โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย อบต.ละ 10 คน รวมทั้งจังหวัดกว่า 52,910 คน ที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตยมุ่งสร้างความรู้ – ความเข้าใจ – ความโปร่งใส

ดร. สัญญา แก้วอนันต์ กล่าวย้ำว่า “การเลือกตั้งที่ดี เริ่มจากผู้สมัครที่มีความเข้าใจในกฎหมาย และยึดมั่นในความสุจริต โปร่งใส เพราะการบริหารท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยไทย”

บรรยากาศการอบรมเป็นไปด้วยความสนใจ ผู้สมัครให้ความร่วมมือเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมรับคู่มือปฏิบัติจากสำนักงาน กกต. ชุมพร เพื่อนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงอย่างถูกต้อง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สพป.น่าน เขต 1 เขต 2 และเครือซีพี ดันโครงการ “ซีพีน่านปันปลูก ปันรัก” ปีที่ 4 ส่งเสริมทักษะอาชีพ–เสริมอาหารกลางวันเด็กน่าน

แชร์เนื้อหานี้

อีกโครงการสำคัญของวงการศึกษาและภาคเอกชน สพป.น่าน เขต 1 และ เขต 2 จับมือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดย สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน เดินหน้า “โครงการซีพีน่านปันปลูก ปันรัก ปีที่ 4” เปิดพื้นที่นอกห้องเรียนให้นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และร่วมสร้างความ

มั่นคงทางอาหารให้โรงเรียนในพื้นที่ จ.น่านอย่างยั่งยืน
โครงการฯ ในปีการศึกษา 2568 ขยายผลสู่ 8 โรงเรียน ได้แก่
รร.ป่าแลวหลวงวิทยา อ.สันติสุข รร.บ้านซาวหลวง อ.เมืองน่าน
รร.บ้านนาเหลืองไชยราม อ.เวียงสา รร.บ้านน้ำแก่นเหนือ อ.ภูเพีย รร.ภูเค็งพัฒนา อ.เวียงสา รร.บ้านบ่อหอย อ.เวียงสา
รร.ตาลชุมมิตรภาพ 186 อ.ท่าวังผา รร.พระพุทธบาทวิทยา อ.เชียงกลาง

โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิเชียร วาพัดไทย ผอ.สพป.น่าน เขต 1
คุณพรชัย นาชัยเวียง รอง ผอ.สพป.น่าน เขต 2 คุณบัญชา โชติกำจร ผอ.สนง.ด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ คุณเอกชัย ไชยชมพู ผู้จัดการเขต ซีพีออลล์ น่าน
ร่วมเปิดกิจกรรมและให้กำลังใจนักเรียนถึงพื้นที่ โครงการมุ่งเน้นให้เด็กๆ ได้ “ลงมือจริง” ตั้งแต่การผสมดิน ปลูกผัก ดูแลผลผลิต ไปจนถึงเก็บเกี่ยวและจำหน่าย

โดยนำผลผลิตเข้าสู่ โครงการอาหารกลางวัน ช่วยลดต้นทุนให้โรงเรียน พร้อมต่อยอดเป็น “รายได้เสริม” ภายในโรงเรียนและชุมชนรอบข้าง คุณบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือซีพี กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของโครงการ เราไม่ได้ปลูกแค่ผัก แต่เราปลูกทักษะชีวิตให้เด็กๆ

ด้วย เขาได้ทั้งความรู้เรื่องอาชีพ ได้ลองขาย ได้สร้างรายได้เล็กๆ จากผลผลิตของตัวเอง ช่วยโรงเรียนลดต้นทุนอาหารกลางวัน และสร้างประโยชน์ให้ชุมชนด้วย” ปีนี้ซีพีสนับสนุน ต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว คะน้า มะเขือเจ้าพระยา พริก ถั่วฝักยาว ให้โรงเรียนปลูกหมุนเวียนได้ตลอดปีการศึกษา นำไปใช้ในโคงการอาหารกลางวันและจำหน่ายได้จริง

โครงการ “ซีพีน่านปันปลูก ปันรัก” ถือเป็นหนึ่งในโมเดลความร่วมมือสำคัญของภาครัฐ–เอกชนในจังหวัดน่าน ที่เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่พัฒนาทักษะเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”คุณพ่อทา แก้วแสง“ รับรางวัล คุณพ่อคนดี ศรีแผ่นดิน ประจำปี 2568 เนื่องในวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ

แชร์เนื้อหานี้

เมืองพัทยาได้จัดพิธีถวายราชสักการะเนื่องในโอกาสวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมเปิดโครงการเชิดชูเกียรติ “คุณพ่อคนดี ศรีแผ่นดิน” ประจำปี 2568 ในพิธีได้รับเกียรติจากนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสุกุมล คุณปลื้ม ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคกลาง เข้าร่วมร่วมเป็นเกียรติ พร้อมร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับการประกาศเกียรติคุณ โดยมีบุตร–ธิดาเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลัย เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบิดา ท่ามกลางบรรยากาศอันสำรวมและสมพระเกียรติ

ด้วยวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้เป็น “วันชาติ” และ “วันพ่อแห่งชาติ” เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้สภาวัฒนธรรมเมืองพัทยา ร่วมกับเมืองพัทยา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี จึงจัดกิจกรรม “คุณพ่อคนดี ศรีแผ่นดิน” ประจำปี 2568 เพื่อเชิดชูบทบาทของบิดาในฐานะผู้นำครอบครัว ส่งเสริมคุณค่าของสถาบันครอบครัว และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ทำหน้าที่บิดาอย่างสมบูรณ์แบบ โดยปีนี้มีการคัดเลือกคุณพ่อดีเด่นจากภาครัฐ–เอกชนในพื้นที่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี รวมทั้งสิ้น 23 ท่าน

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมค่านิยมที่ดีงาม และตอกย้ำความสำคัญของสถาบันครอบครัว พร้อมเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสมพระเกียรติ และในปีนี้คุณพ่อทา แก้วแสง บิดาของนางอไพร แก้วแสง ปธ.กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา ได้รับรางวัล คุณพ่อคนดี ศรีแผ่นดิน ประจำปี 2568 เนื่องในวันชาติและวันพ่อแห่งชาติด้วยเช่นกันทสร้างความยินดีให้กับครอบครัวแก้วแสงเป็นอย่างมาก

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางเลนออกรับบิณฑบาตร เนื่องในวันชาติ และวันพ่อแห่ชาติ 5ธันวาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2568วัดบางเลน อำเภอบางเลน จ.นครปฐม พระครูเกษมถาวรคุณเจ้าคณะตำบลไผ่หูช้างเจ้าอาวาสวัดบางเลนได้นำ..คณะสงฆ์วัดบางเลนออกบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ซอยวัดบางเลน และตลาดแพปลาบางเลนธานี

เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 ธันวาคม พศ.2568 คณะสงฆ์วัดบางเลนจึงออกบิณฑบาตรข้าวสารอาหารแห้ง โดยมีญาติโยมคนไทย และชาวเมียนมาร่ามทำบุญใส่บาตร จำนวนมาก

สิ่งของที่ญาติโยมได้ร่วมกันทำบุญมา ทางวัดบางเลนจะนำมาจัดทำเป็นถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ ในชุมชนอำเภอบางเลนต่อไป เพื่อเป็นสะพานบุญส่งต่อแด่ญาติโยมที่ใส่บาตรทำบุญมา

ทางวัดบางเลน ได้ทำเช่นนี้มานานกว่า 15 ปีแล้ว ญาติโยมท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมทำบุญ บริจาคข้าวสารอาหารแห้ง หรือเป็นปัจจัยที่จะนมาซื้อสิ่งของที่ขาดเติมให้ครบเป็นถุงยังชีพ สามารถร่วมบริจาคได้ตามช่องทางนี้ ..ธนาคารไทยพานิช ชื่อบัญชีวัดบางเลน 780-3004-831

หรือติดต่อสอบถามได้ที่ พระครูเกษมถาวรคุณ เจ้าคณะตำบล ไผ่หูช้าง เจ้าอาวาสวัดบางเลน โทรศัพท์ 081-7362702
ประยูร น้อยบัวงาม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตลาด Narathiwat Young Talent ปั้น “Startup Student 2568” จุดประกายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “ไม่เอาเปรียบ แบ่งปัน ดูแลกัน”

แชร์เนื้อหานี้

ณ บริเวณตลาดพิธาน (พิธานฮอลล์) ถนนสุริยะประดิษฐ์ ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ดร.ชารีฟท์ สือนิ ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดงาน ตลาด Narathiwat Young Talent ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม STARTUP STUDENT 2568 “ปั้นฝันไอเดียสู่โลกธุรกิจบนฐานคุณธรรม” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ท้องถิ่น นักวิจัย และเยาวชนจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง รวมถึงนางศิริพร เลาหะกุล ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส พร้อมผู้บริหารจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนักเรียนนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมงาน

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานกิจกรรม STARTUP STUDENT 2568 ปั้นฝันไอเดียสู่โลกธุรกิจบนฐานคุณธรรม” ซึ่งมุ่งเน้นการบ่มเพาะและสนับสนุนนักเรียนในจังหวัดนราธิวาสให้ได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพไปสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีคุณธรรมเป็นรากฐานสำคัญ โดยการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาหลักสูตรและศูนย์บ่มเพาะสมรรถนะผู้เรียนในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมุ่งสร้าง “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่บนรากฐานคุณธรรม” ผ่านการบูรณาการหลักสูตร การพัฒนาสมรรถนะ และการสร้างเวทีให้เยาวชนได้ทดลองทำธุรกิจจริง ภายใต้คอนเซปต์ “ไม่เอาเปรียบ แบ่งปัน ดูแลกัน”

ทั้งนี้งานนี้มีกำหนดจัดขึ้น 2 วัน (4-5 ธันวาคม 2568) โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น NarabizTalk การบรรยายจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ การนำเสนอโครงการธุรกิจของนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกเข้า Bootcamp และโมเดลธุรกิจตามหลัก Business Model Canvas การตัดสินรางวัล: การคัดเลือกสุดยอดไอเดีย Startup Student 2568 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 25,500 บาท โดยมีรางวัลสูงสุดคือ รางวัลชนะเลิศ 10,000 บาท การแสดงผลงาน: มีการแสดงผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น Fruit Roll Innovation, Foam Beads Herbal Soap, ขาตั้งไม้ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากผู้ประกอบการเยาวชน

ดร.ชารีฟท์ สือนิ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจังหวัดนราธิวาสได้แสดงศักยภาพด้านผู้ประกอบการตามทักษะศตวรรษที่ 21 ทั้งการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม วันนี้เป็นก้าวแรกในการจุดประกายเยาวชนให้ก้าวสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความท้าทายของสังคมไฮบริดและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราหวังว่าการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งนวัตกรรมในวันนี้จะเติบโตเป็นพลังสำคัญของจังหวัดนราธิวาสในอนาคต เด็กทุกคนจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จุดประกายไอเดีย และนำไปสู่การสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่” ดร.ชารีฟท์กล่าว
ปัจจุบันโครงการวิจัยมีโรงเรียนเข้าร่วมแล้วจำนวน 53 โรงเรียน จากทุกสังกัด และมีแผนขยายผลต่อเนื่องในอนาคต

ด้านนางศิริพร เลาหะกุล ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนอย่างเต็มที่ เนื่องจากเยาวชนคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต การฝึกประสบการณ์จริง การสร้างความอดทน และการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดได้อย่างยั่งยืน” นางศิริพรกล่าว

อย่างไรก็ตามงาน “Narathiwat Young Talent” ในวันนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของโรงเรียน ชุมชน ศาสนา ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ เพื่อร่วมกันสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีทั้ง ความเก่ง ความดี และหัวใจที่พร้อมพัฒนาบ้านเกิด ตามเป้าหมายของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดนราธิวาส โดยการเปิดตลาดในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมและคุณสมบัติสำคัญของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่กล้าคิด กล้าลงมือทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
/////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 ซีลเข้มชายแดนในรอบ 2 เดือน ( ต.ค.-พ.ย.68 ) ป้องกันการทะลักยาเสพติด 18 กว่าล้าน ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือในรอบ 2 เดือน ( ต.ค.-พ.ย.68) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด, หัวหน้าหน่วยงานความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สกัดกั้นป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องด้วยสถานการณ์ปัญหาด้านยาเสพติดที่มีความรุนแรงในปัจจุบัน ทางรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี จึงได้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดขึ้น โดยมีการกำหนดพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความจำเป็นเร่ง

ด่วน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามคำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้จัดตั้ง หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้น โดยมอบหมายให้ “กองทัพภาคที่ 2” เป็นผู้รับผิดชอบ พื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน

สำหรับ นบ.ยส.24 มีหน้าที่ในการ วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนในพื้นที่รับผิดชอบ เข้าดำเนินการ และปฏิบัติการ สกัดกั้น ยับยั้ง และจับกุม ไม่ให้มีการลักลอบนำยาเสพติด เข้ามาในประเทศ และสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ผ่านไปยัง พื้นที่แหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำ, ปราบปราม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติด และวงจรทางการเงินของกลุ่มนักค้ายาเสพติดตามแนวชายแดน, ปราบปรามการ

ลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านระบบโลจิสติกส์ตามแนวชายแดน,เสริมสร้างความเข้มแข็งของ หมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดน เพื่อต่อต้าน ยาเสพติด เฝ้าระวัง และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข่าว ในพื้นที่รับผิดชอบ ให้มากที่สุดและยั่งยืน,ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้ช่วยดำเนินการปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดและหลบหนีหมายจับเข้าไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อไม่ให้ยาเสพติดถูกลักลอบลำเลียงเข้ามาในประเทศ

โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานตาม 6 มาตรการหลัก ที่ ป.ป.ส. กำหนด ได้แก่ มาตรการสกัดกั้น มอบให้ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และกองกำลังสุรนารี เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก, มาตรการปราบปราม มอบให้ ตำรวจภูธรภาค 3, ภาค 4 และกองบังคับการ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก,มาตรการป้องกัน มอบให้ จังหวัด ในบทบาทของ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก, มาตรการบำบัด มอบให้ สาธารณสุขจังหวัด

เป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก, มาตรการบูรณาการ ทุกส่วนราชการ มีส่วนร่วมกัน ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด, มาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้ช่องทาง ของคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ระหว่างจังหวัดกับแขวง (GBC), ชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ของกองกำลังป้องกันชายแดน และ หน่วยประสานงานประจำพื้นที่ชายแดน ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2

โดยในห้วง 2 เดือน ที่ผ่านมา สามารถตรวจยึด ผู้ต้องหาได้ 224 ราย ของกลาง ยาบ้า 23,930,404 เม็ด, ไอซ์ 1,216 กิโลกรัม, เฮโรอีน 22 กิโลกรัม และยาเสพติดชนิดอื่นๆ อีกหลายรายการ รวมเป็นมูลค่าของกลาง 875,715,401 บาท ในวันนี้ ได้กำหนดจัดการประชุมแถลงคำสั่ง

และมอบแนวทางการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 ขึ้น เพื่อให้ทุกหน่วย ทุกส่วนราชการ ได้รับทราบ บทบาทอำนาจหน้าที่ และแนวทางการปฏิบัติภารกิจ บูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองผู้ว่าฯโคราช เปิดงานฉลองอุโบสถปิดทองฝังลูกนิมิตเก่าอายุรวม 100 กว่าปี วัดใหม่สระประทุม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ วัดใหม่สระประทุม ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงานฉลองอุโบสถปิดทองฝังลูกนิมิตเก่า อายุรวม 100 กว่าปี (ประธานร่วม)พร้อมด้วย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา โดยมี กำนันตำบลโชคชัย, หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, คณะกรรมการวัดใหม่สระประทุม และพี่น้องประชาชน เข้าร่วม

นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติให้มาเป็นประธาน ในพิธีเปิด งานฉลองอุโบสถ ปิดทองฝังลูกนิมิตเก่าอายุรวมร้อยกว่าปี วัดใหม่สระประทุม ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา งานฉลองอุโบสถ ปิดทองลูกนิมิตเป็น

พิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนา รวมถึงเฉลิมฉลองพระอุโบสถ ของวัดใหม่สระประทุม ที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ อย่างสวยงาม วิจิตร ตระการตาเป็นอย่างยิ่ง การที่ทุกท่านได้ร่วมบุญใหญ่ในครั้งนี้

ถือว่าได้สร้าง บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุญกุศลอันสูงยิ่ง ขอขอบคุณ คณะกรรมการจัดงานทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเท แรงกาย แรงใจ จัดเตรียมงาน อย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน และขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุน การจัดงานในครั้งนี้ เป็นอย่างดียิ่ง

ผมขอเปิดงานฉลองอุโบสถ ปิดทองลูกนิมิตเก่าอายุ ๑๐๐ กว่าปี วัดใหม่สระประทุม ตำบลโชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ณ บัดนี้ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กล่าวว่า ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติให้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองอุโบสถ ปิดทองฝังลูกนิมิตเก่า อายุ 100 กว่าปี ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานในครั้งนี้ จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ทุกประการ ดิฉันขอขอบคุณทุกท่าน ที่ให้เกียรติ และ เสียสละเวลาของท่าน มาร่วมงานในวันนึ้

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวชุมพร ต้อนรับ “แม่ทัพกุ้ง”อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ในโอกาสบรรยายพิเศษที่หอประชุมสหกรณ์ครู

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง หรือ “แม่ทัพกุ้ง” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และนายทหารราชองครักษ์พิเศษ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนและผู้บริหารในจังหวัดชุมพร กว่า 2,000 คน ในโอกาสเดินทางมาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูชุมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ได้มีการจัดงานบรรยายพิเศษ โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง หรือที่รู้จักกันในนาม

“แม่ทัพกุ้ง” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ให้เกียรติเป็นวิทยากรการบรรยายจัดขึ้นในหัวข้อที่น่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจ คือ “เรื่องเล่าทหารกล้า รักษาอธิปไตย เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน” ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดเป็นอย่างมาก

บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก ผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน ประกอบด้วยบุคคลสำคัญ อาทิ นางณัฐวรรณ ฉายะบุตร ผู้มีอุปกรคุณอันดับที่ 209

สภากาชาดไทย, พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44, นายจิรศักดิ์ แสงหอย ปลัดจังหวัดชุมพร รวมถึงข้าราชการตำรวจ ทหาร ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำองค์กรเอกชน กลุ่มพลังมวลชน กลุ่ม ทส.ปช. นักเรียน และนักศึกษา

หลังเสร็จสิ้นการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้รับความสนใจจากผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก โดยหลายคนได้ขอถ่ายภาพเซลฟี่ และมอบของที่ระลึก เพื่อแสดงความชื่นชมและเป็นเกียรติแก่ “แม่ทัพกุ้ง” อีกด้วย

นางสาวสาธร พูลศรี เลขา ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.)จังหวัดชุมพร กล่าวว่า พลโทบุญสิน พาดกลาง หรือแม่ทัพกุ้ง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นต้นแบบที่ดีที่ทำให้หน่วยงานต่างๆทุกหน่วยงาน พี่น้องประชาชน เยาวชน

ได้เกิดความตระหนัก รักชาติหวงแหนแผ่นดินเกิด ในส่วนของ ทสปช.ซึ่งเป็นประชาชนจิตอาสา ที่จะร่วมกันดูแล ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะนำหลักการที่ท่านได้มาบรรยายในครั้งนี้นำเป็นแนวปฏิบัติสืบไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดเวที SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 กีฬาสร้างคน – เครือข่ายร่วมใจปั้นเยาวชนห่างไกลอบายมุข

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 6 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00น. เปิดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกจังหวัดชุมพร เต็มไปด้วยพลังสดใสของเยาวชนชายอายุไม่เกิน 15 ปี จาก 16 ทีมทั่วจังหวัด ท่ามกลางรอยยิ้มของครูผู้ฝึกสอน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายจากหลายหน่วยงานที่มุ่งผลักดันให้พื้นที่กีฬาเป็น “เกราะป้องกัน” เยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงทุกชนิด

การแข่งขันครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร การกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดชุมพร มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชุมพร สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพร สสส. และเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดชุมพร

(สคล.) พร้อมแรงหนุนจากภาคีเยาวชนในพื้นที่ ภายใต้แนวคิดสำคัญ
“เพื่อนกันมันส์โนแอล – ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน”
เพื่อผลักดันให้กีฬาเป็นพื้นที่สร้างภูมิคุ้มกัน และพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กชุมพรอย่างยั่งยืน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวย้ำถึงบทบาทสำคัญของกีฬาในการเสริมสร้างวินัย สุขภาพ และความสามัคคีในหมู่เยาวชน พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างจังหวัดชุมพรให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเติบโตของเด็กและเยาวชน

ด้าน นางสาวแสงนภา หลีรัตนะ ประธานเครือข่ายงดเหล้าจังหวัดชุมพร ตัวแทนคณะผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า เวทีนี้ไม่เพียงมอบโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านกีฬา แต่ยังสื่อสารค่านิยมที่ดี ช่วยให้เด็กใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และการเล่นกีฬาอย่างมีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของการเติบโตในอนาคต

ปีนี้มีทีมเข้าร่วมครบทั้ง 16 ทีมจากโรงเรียนและชมรมต่าง ๆ ทั่วจังหวัด สะท้อนพลังความพร้อมของครูผู้ฝึกสอน ชุมชนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนที่ร่วมกันผลักดันพัฒนาการด้านกีฬาให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิธีเปิดจบลง เด็ก ๆ จากทุกทีมต่างเดินลงสนามด้วยสีหน้ามุ่งมั่น เสียงเชียร์จากเพื่อน ๆ และผู้ปกครองสร้างบรรยากาศคึกคักอบอุ่น ทำให้สนามแข่งขันแห่งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีฟุตซอล แต่กลายเป็น “พื้นที่ครอบครัวใหญ่ของชุมพร” ที่ทุกคนร่วมกันส่งพลังใจให้เยาวชนก้าวไปข้างหน้า

การแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของจังหวัดชุมพร ในการใช้กีฬาเป็นพลังบวกสร้างเยาวชนคุณภาพ พร้อมคัดเลือกทีมชนะเลิศเป็นตัวแทนจังหวัดเข้าสู่ระดับประเทศต่อไป

ไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่คือพลังร่วมใจของคนทั้งจังหวัด เพื่ออนาคตที่แข็งแรง ปลอดภัย และงดงามของเยาวชนชุมพรทุกคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้น ทะเลหนุนท่วมตลาดปากน้ำสมุทรปราการ พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ

แชร์เนื้อหานี้

น้ำทะเลหนุนสูง ทำน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นท่วมปากน้ำหลายจุดเช้านี้
สมุทรปราการเผชิญน้ำทะเลหนุนสูงช่วงเช้า ทำระดับน้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นเข้าท่วมตลาดปากน้ำ–ถนนสายหลักหลายเส้นลึก 20–30 เซนติเมตร พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ คาดสถานการณ์จะกลับสู่ปกติก่อนเที่ยง

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ได้มีน้ำทะเลหนุนสูงในจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้น้ำใน “แม่น้ำเจ้าพระยา” เออล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ถนน และตลาดปากน้ำ ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำสูง 20-30 เซนติเมตร

พื้นที่ได้รับผลกระทบ น้ำเอ่อเข้าท่วมหลายจุดทั่วเขตเมืองสมุทรปราการ ได้แก่ บริเวณรอบตลาดปากน้ำ น้ำท่วมทุกช่องทาง / ถนนสายลวด / ถนนด่านเก่า / ถนนศรีสมุทร / ถนนประโคนชัย หน้า สภ.เมืองสมุทรปราการ / วงเวียนท้ายบ้าน /

รวมไปทางฝั่งถนนท้ายบ้าน ด้านหลังโรงพยาบาลสมุทรปราการ / ถนนปู่เจ้าสมิงพราย บริเวณท่าน้ำปู่เจ้า / สะพานข้ามคลองขุด น้ำหนุนทุกช่องทาง
คาดว่าหลังจากผ่านช่วงก่อนเที่ยง สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยวันนี้ ( 6 ธันวาคม 2568 )

สมุทรปราการ น้ำทะเลหนุนสูงสุด ช่วงเวลา 07.00 น. และจะเริ่มลดลงตามลำดับ น้ำเอ่อล้น ท่วมในบางพื้นที่และจะเริ่มแห้งตามระดับน้ำที่ลดลง
ส่วนบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงนั้น

ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 10-15 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า หน้าแข้ง พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภาค 7 จัดกิจกรรม คล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568)

แชร์เนื้อหานี้

ตำรวจภูธรภาค 7 ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568)

โดยมี พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คุณมัณฑนา ตันประเสริฐ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจ

ภูธรภาค 7 พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7

พล.ต.ต.พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล

รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.บรรจง อมฤทธิ์ ผบก.อก.ภ.7 พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7

พล.ต.ต.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผบก.ศฝร.ภ.7
พล.ต.ต.อนุรักษ์ พรพุทธศรี ผบก.กค.ภ.7 คณะแม่บ้านตำรวจภูธร

ภาค 7 และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.7 เข้าร่วมพิธี ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคาร ภ.7 อ.เมือง จว.นครปฐม

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศล ต่อด้วยทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ถวายเป็นพระราชกุศล และพิธี

ถวายราชสักการะ ถวายราชสดุดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีในวันนี้

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กสทช. ” ปักหลักสู้ ” น้ำท่วมใต้” ระดมทุกกลไกป้องกันระบบสื่อสารไม่ให้ล่ม เพื่อให้ประชาชนขาดการติดต่อ

แชร์เนื้อหานี้

สำนักงาน กสทช. ” ปักหลักสู้ ” น้ำท่วมใต้” ระดมทุกกลไกป้องกันระบบสื่อสารไม่ให้ล่ม

ประสานผู้ประกอบการ ทุกรายอัดสัญญาณเน็ต เครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อให้ประชาชนไม่ขาดการติดต่อ

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทน เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์

และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงาน กสทช. เขต 41

โดย จ.ยะลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล และนราธิวาส ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุม เป็นวงกว้าง

โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค 4 และ เขต 41

ลงพื้นที่ เร่งด่วนเพื่อดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบด้านการสื่อสาร

นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมากที่สุด ทำให้ระบบการ สื่อสารบางพื้นที่เริ่มประสบปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต เนื่องจากการไฟฟ้าแจ้งดับไฟในบางพื้นที่ จึงกระทบกับสถานี

ฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ (cell ste) แต่ได้ประสานไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นำเครื่องปั่นไฟไฟไปเสริม และนำรถโมบายล์จาก จ.นครศรีธรรมราช มาช่วยเสริม เพื่อให้ระบบการสื่อสารใช้งานได้

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ภาค 4 และเขต 41 ได้มีการประสานงานกับเครือข่ายวิทยุสมัครเล่น

ให้เตรียมความพร้อมและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจแจ้งเตือนภัย และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น ให้ข้อมูล

สถานการณ์และเส้นทางการเดินทางให้กับทีมอาสากู้ภัยต่าง ๆ ที่จะเข้าไปในพื้นที่ รวมถึงประสานศูนย์สายลม ซึ่งเป็น แม่ข่ายวิทยุสื่อสาร

“ผมได้สังให้สำนักงาน กสทช. ภาคใต้ รายงานสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และประสานผู้ให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างใกล้ชิด

เพราะขณะนี้ในหาดใหญ่น้ำท่วมสูง การไฟฟ้าถูกตัดขาด ส่งผลต่อระบบการสื่อสารในบางพื้นที่” นายไตรรัตน์ กล่าว

ตอริก สหสันติวรกุล รายงานสดจากพื้นที่ จังหวัดปัตตานี

จัดพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 5 ธันวาคม 2568 จังหวัดชุมพรจัดพิธีใหญ่เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหา

ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ โดยมี นายเธียรชัย ชู

กิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณพิธีโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

ในช่วงเช้า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นำข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ข้าราชการพลเรือน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เหล่ากาชาดจังหวัด

ชมรมแม่บ้านมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และประชาชนชาวชุมพร ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9
จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรได้ประกอบพิธีวางพานพุ่มดอกไม้และถวายบังคมหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

พร้อมกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ใจความสำคัญว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย

ปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างไม่เคยหยุดพัก ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม และพระราชทาน “ศาสตร์พระราชา”

เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการทั่วประเทศ ซึ่งสร้างคุณูปการอย่างลึกซึ้งต่อปวงชนชาวไทยและนานาชาติ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือน “พ่อของแผ่นดิน” พระองค์ทรงสถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยตราบนิรันดร์ พสกนิกรชาวจังหวัดชุมพรจึงพร้อมใจร่วมประกอบพิธีในวันนี้ เพื่อ

แสดงความกตัญญูกตเวที และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างพร้อมเพรียงและสมเกียรติ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาค 2 ต้อนรับ หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ ตรวจพื้นที่โรงเรียนบ้านปะทาย รองรับการฝึก Cobra Gold 2025

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พันเอก สมเด็จ พวงผกา หัวหน้าสถานีวิทยุสื่อสาร ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พันเอก วินัย บุญวิจิตร หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2, พันเอก ภคพล มีทิพย์ รองผู้บัญชาการ ที่บัญชาการทางยุทธวิธี กองกำลังสุรนารี,

นายลิขิต เพ็งประสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 4 รวมทั้งคณะครูและผู้นำชุมชน ได้ร่วมให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเดินทางมาตรวจพื้นที่โรงเรียนบ้านปะทาย ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมวางแผนการอำนวยความสะดวก การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียน การรักษาความปลอดภัย รวมถึงรับทราบสถานการณ์ตามแนวชายแดนสำหรับการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลสหรัฐฯ ในห้วงการฝึก Cobra Gold 2025

โดยมี คุณไมเคิล ยัง ผู้ช่วยทูต หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา, คุณวิคเตอร์ เซเวริโน่ รองผู้ช่วยทูต หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา
และน.ส.กัฑลี กนกคีขรินทร์ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันกองกำลังสหรัฐฯ สถานทูตสหรัฐอเมริกา การตรวจเยี่ยม สรุป 2 ประเด็นสำคัญ

  1. ด้านการรักษาความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างและการฝึก จะมีการจัดกำลังจากตำรวจในพื้นที่ร่วมกับสารวัตรทหารกองทัพภาคที่ 2 โดยมอบหมายให้ รองผู้บังคับกองร้อย สห.สนามที่ 1 พัน.สห.21 ทำหน้าที่นายทหารประสานงานเบื้องต้น
  2. ด้านความเป็นอยู่ในห้วงการฝึกโรงเรียนได้เตรียมระบบไฟฟ้า และการจัดการน้ำอุปโภค–บริโภคให้เพียงพอต่อการรองรับกำลังพลแล้ว
    ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อการเตรียมการ การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือที่ดีจากฝ่ายไทยในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน_////เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ เชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอเวียงชัย ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ เร่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่

เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอเวียงชัย เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่และมอบแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำให้ผู้นำท้องที่ทุกระดับ ทั้งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกัน “x-ray พื้นที่” เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชน อาทิ

ปัญหาสัญชาติ ยาเสพติด และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมย้ำให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า–หมอกควันในช่วงหน้าแล้งที่จะถึงนี้

ระหว่างการลงพื้นที่ ผู้นำท้องที่ได้รายงานปัญหาเร่งด่วนหลายประเด็น โดยเฉพาะผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ที่ทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยืนยันว่าไม่เคยประสบปัญหามาก่อน อีกทั้งบางพื้นที่การเกษตรยังประสบปัญหาน้ำ

ไม่เพียงพอ ขณะที่ทรัพยากรและอุปกรณ์ดับไฟป่ามีไม่ครบครัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังพบว่าตลิ่งแม่น้ำลาวในหลายจุดเกิดการพังทลาย ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ ท้องถิ่นยัง

ได้เสนอประเด็นการพัฒนาพุทธสถานพระเจ้ากือนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ยังมีเรื่องเอกสารสิทธิที่ดินทำกินอีกด้วย

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของจังหวัดเชียงรายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชน โดยมุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเร่ง

ด่วน รวมถึงผลักดันนโยบายรัฐบาลให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอำเภอเวียงชัยอย่างยั่งยืนต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ เมตตาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยว 1,000 ถ้วย แก่ทีมแพทย์ รพ.บางพลี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง”/ ตุ๊กแกโผล่เกาะกระจกรถ โผล่มาจากไหนไม่รู้

แชร์เนื้อหานี้

เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลางนำคณะเดินทางมามอบอาหารกลางวันแก่บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลบางพลี รวมกว่า 2,000 ชุด ภายในสองวัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ท่านเจ้าคุณแจ้ หรือ พระวชิรคณาทร เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้เมตตาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวปทุมทองเป็นอาหารกลางวันแก่ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รวมจำนวน 1,000 ถ้วย

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี ร่วมเดินทางไปด้วย

นอกจากอาหารคาวแล้ว ท่านเจ้าคุณแจ้ยังได้เมตตาเลี้ยงขนมหวานอีกจำนวน 1,000 ถ้วย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยมี นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี พร้อมทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ทั้งนี้ ท่านเจ้าคุณแจ้ ยังได้เมตตานำก๋วยเตี๋ยวและขนมหวานอย่างละ 250 ชุด ไปเลี้ยงเป็นอาหารกลางวัน แก่เจ้าหน้าที่ใน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระพันปีหลวงเช่นเดียวกัน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

“ผมแค่ขอติดรถไปด้วย!” ตุ๊กแกโผล่เกาะกระจกรถตลอดทาง เจ้าของ งง – โผล่มาจากไหนไม่รู้
ช็อตเด็ดกลางถนนสมุทรปราการ เมื่อ “น้องตุ๊กแกสายโบก” กระโดดเกาะกระจกรถกระบะระหว่างขับกลับบ้าน ราวกับตั้งใจจะติดรถไปด้วย จนคนใช้ถนนพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่าย ก่อนที่เจ้าตัวจะโดดหายไปไม่ทราบชะตากรรม

จากการคลิปในโซเชียลเผยให้เห็นเหตุการณ์ตุ๊กแกตัวหนึ่งกระโดดขึ้นไปเกาะกระจกรถยนต์ฝั่งซ้าย ขณะรถกำลังขับอยู่ในพื้นที่สมุทรปราการ ท่ามกลางความตกใจปนขำของเจ้าของรถและผู้ใช้รถใช้ถนนที่ขับผ่าน ต่างพากันคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา

บันทึกภาพเหตุการณ์แปลกตานี้ไว้ ระหว่างที่รถกำลังชะลอเพื่อเข้าซ้ายหาที่จอด ตุ๊กแกตัวดังกล่าวได้กระโดดลงจากรถไปอย่างกะทันหันและหายลับไป โดยไม่ทราบว่าไปต่อที่จังหวัดใด ทำให้ชาวโซเชียลพากันแซวว่า “นี่มันทริปแบกแพ็กเกอร์เวอร์ชันสัตว์เลื้อยคลานหรือเปล่า?”

ล่าสุด เมื่อช่วงเที่ยง วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ทีมข่าวได้เดินทางไปพบกับ ดร.ปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา เจ้าของรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ ดีแมคซ์ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน 4 ฒค 9918 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถคันที่ “น้องตุ๊กแก” ปรากฏตัวในคลิปดังกล่าว

ดร.ปิยนุช เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ขณะกำลังขับรถกลับจากนำถุงซิบห่อศพไปมอบให้มูลนิธิองค์กรทำดี ของ คุณบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ระหว่างนั่งอยู่ในรถก็ได้ยินเสียง “ตุบ!” ดังขึ้น ก่อนจะพบว่ามีตุ๊กแกตัวใหญ่เกาะแน่นอยู่ที่กระจกข้างซ้าย

“รถข้างๆ ก็ถ่ายรูปกันหมด น้องตัวใหญ่เอาเรื่องเลยค่ะ ระหว่างทางเหมือนน้องได้กระโดดลงจากรถไป แต่ไม่รู้ว่าลงที่นครนายก หรือมาสมุทรปราการ กันแน่” ดร.ปิยนุช กล่าวพร้อมหัวเราะ
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใช้ถนนและชาวเน็ตจำนวนมาก หลายคนถึงกับคอมเมนต์ว่า “น้องคงอยากประหยัดค่ารถกลับบ้าน” หรือ “นี้มันยุคตุ๊กแกเรียกรถผ่านแอปหรือยังไงเนี่ย!”


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวเตรียมจัดศึกตะกร้อ “Sepak akraw T20 Super Match” ชิงถ้วยผู้ว่าฯน่าน รางวัล 1 แสนบาท 12-13 ธันวาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ณ- ห้องประชุมสุริยานุเคราะห์ โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่าน จังหวัดน่าน
โดยสมาคมกีฬาจังหวัดน่าน ร่วมกับ ร้าน T 20 น่าน แถลงข่าวเตรียมจัดศึกตะกร้อ “Sepak Takraw T20 Super Match” ชิง
ถ้วยผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท ระหว่างวันที่12-13 ธันวาคม 2568 ณ สนามแข่งขัน หน้าห้างไฮเปอร์มาร์ท จังหวัดน่าน

โดยมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในการแถลงข่าวในครั้งนี้นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่จังหวัดให้ความสำคัญกับการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมสุขภาพ และเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และเชิญชวนพี่น้องชาวน่าน

มาร่วมชม ร่วมเชียร์และเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักกีฬาที่เดินทางเข้ามาเยือนเมืองน่านนายสาธิต บุญทอง นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดน่าน กล่าวถึงการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนากีฬากีฬาเชปักตะกร้อโดยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนานักกีฬาเซปักตะกร้อของจังหวัดน่านให้ก้าวสู่ระดับชาติ และเป็นการสร้างกระแสการตื่นตัวของการกีฬาในจังหวัดน่าน

“เต้ย”ธีระพล ปะโปตินัง อดีตนักตะกร้อโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจ T20 น่าน เปิดเผยว่า
วัตถุประสงค์ที่ทาง T20 น่าน และ สมาคมกีฬาจังหวัดน่าน เตรียมจัดการแข่งขันตะกร้อรายการนี้ เพื่อต้องช่วยปลุกกระแส
วงการตะกร้อในจังหวัดน่าน และอยาก-เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการตะกร้อเมืองไทยในทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในการเปิดธุรกิจ “T20 น่าน สปอร์ตคอมเพล็กซ์” ซึ่งจะเป็นศูนย์ร่วมพื้นที่ในการออกกำลัง
กายของผู้ที่ชื่นชอบกีฬา และรักสุขภาพ ซึ่งจะมีทั้ง สนามมวย สนามตะกร้อ สนามเทคบอล สนามเทควันโด สนุกอร์คลับ
ยิมฟิตเนส

อยู่ในพื้นที่ “T20 น่าน สปอร์ดคอมเพล็กซ์” และจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ในราวเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ด้วย โดยจะที่ม
ทีมตะกร้อ 16 ทีม เข้าร่วมการแข่งขัน ดังนี้ 1.โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี 2.โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา 3.โรงเรียนสวน
กุหลาบวิทยาลัย รังสิต 4.สปป ลาว 5.โรงเรียนพันดอนวิทยา 6.โรงเรีบนกีฬาเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด 7.โรงเรียนกีฬาจังหวัดลำปาง

8.โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร 9.โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครปฐม 10.โรงเรียนท่าขอนยางพิทยาคม 11.โรงเรียนกีฬานคร
นนท์วิทยา 6 12.โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน 2 (สมาน สุเมโธ) 13.โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครพนม 14.โรงเรียนกีฬาเทศบาลนคร
นครราชสีมา 15.โรงเรียนกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี 16. ทีมจังหวัดน่าน

และยังมีนางสาวดารารัตน์ ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน นายเสริฐ โชยยานันตา ท่องเที่ยว
และกีหาจังหวัดน่าน นายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานน่าน และนายพรเทพ เสนนันตา
ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่าน ร่วมขึ้นเวทีแถลงข่าวในการสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เดินรณรงค์ “งดใช้โฟม–ลดพลาสติกหูหิ้ว” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 10.00 น. นายกศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ร่วม กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ “งดใช้โฟมบรรจุอาหาร ลดการใช้พลาสติกหูหิ้ว” ประจำปีงบประมาณ 2569

ณ บริเวณหน้าศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพร ซึ่งตรงกับ วันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายจากโฟมและพลาสติก รวมถึงร่วมกันลดใช้เพื่อลดปัญหาขยะมูลฝอยในเขตเมืองชุมพร

ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร เป็นประธาน พร้อมรับฟังรายงานการจัดกิจกรรม ซึ่งระบุว่า กล่องโฟมและพลาสติกผลิตจากปิโตรเลียม เมื่อนำมาใส่อาหารร้อนหรือ

อาหารทอดอาจก่อให้เกิดสารสไตรีน (Styrene) และสารเบนซิน (Benzene) ปนเปื้อนในอาหาร สารเหล่านี้หากสะสมในร่างกายเป็นเวลานานมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นขยะที่ย่อยสลายยากและสร้างภาระด้านสิ่งแวดล้อม

เทศบาลเมืองชุมพรได้ออกประกาศให้ทุกภาคส่วนร่วมกัน งดใช้โฟมและลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ในพื้นที่ราชการ สถานศึกษา ร้านค้า ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า สถานประกอบการ รวมถึงครัวเรือนภายในเขตเทศบาล เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะตามแผนแม่บทระดับประเทศ

สำหรับกิจกรรมเดินรณรงค์ในปีนี้ มีเส้นทางเริ่มจากศาลหลักเมือง ถนนปรมินทรมรรคา – แยกมอนเดียร์ – ถนนศาลาแดง – แยกชุมพรราม่า – ถนนประชาอุทิศ – แยกสุขเสมอ ตลอดเส้นทางมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนปรับพฤติกรรมใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มีหน่วยงาน องค์กร และสถานศึกษาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย 1. เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองชุมพร 2. โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา 3. โรงเรียนเทศบาล 2 วัดเกาะแก้ว 4. สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชุมพร 5. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร 6. ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าโอเชี่ยน ชุมพร 7.

ประธานชุมชนทุกชุมชนในเขตเทศบาล 8. ประธาน อสม. 9. ผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย 10. ผู้อำนวยการโรงเรียนสะอาดเผดิมวิทยา 11. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลชุมพร 12. ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร 13. ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเมืองชุมพร วัดสุบรรณนิมิต 14.

โรงแรมริทซี่ เฮ้าส์ 15. โรงแรมฮ็อป อินน์ ชุมพร 16. โรงแรมลอฟท์ มาเนีย บูติก โฮเทล 17. โรงแรมนานาบุรี 18. โรงแรมชุมพรการ์เด้นส์ รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คน

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัดชุมพรที่ร่วมแรงร่วมใจปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะจากโฟมและถุงพลาสติก สร้างความตระหนักรู้สู่สังคมที่ใส่ใจสุขภาพและโลกของเรามากยิ่งขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้การโคราช ลงพื้นที่ปากช่อง เขาใหญ่ ต่อเนื่อง 3 กิจกรรม ตรวจเยี่ยมกำลังพล นำเจริญพระพุทธมนต์ ทำกิจกรรมจิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศล 5 ธันวาคม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยประธานแม่บ้านตำรวจจังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่อำเภอปากช่องต่อเนื่องทั้งวัน เพื่อพบปะกำลังพล ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ และร่วมกิจกรรมทางศาสนา จิตอาสา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม

โดยเวลา 12.00 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พร้อมประธานแม่บ้านตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ กองร้อยรักษาความปลอดภัย (ถปภ.) พระตำหนักทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง รวมถึงข้าราชการตำรวจที่ผลัดเปลี่ยนปฏิบัติหน้าที่ประจำพื้นที่สำคัญดังกล่าว ภายหลังการตรวจเยี่ยม ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกนาย

ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พร้อมคณะ เดินทางไปยัง วัดมกุฏคีรีวัน ต.โป่งตาลอง เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์และกิจกรรมวิปัสสนาจิตอาสา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจจำนวนมากร่วมประกอบพิธีด้วยความพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ในช่วง เวลา 15.00 น. ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา และประธานแม่บ้านตำรวจจังหวัดนครราชสีมา นำกำลังพลร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาพื้นที่วัดมกุฏคีรีวัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเช่นเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้มีหัวหน้าสถานีตำรวจในพื้นที่และใกล้เคียง รวมทั้งข้าราชการตำรวจหลายสิบ นาย เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง แสดงถึงความตั้งใจสืบสานปณิธาน “ทำความดีเพื่อพ่อหลวง” อย่างเป็นรูปธรรม

ภาพ : นายประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว : นายกันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ส่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น ภายใต้โครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน”

แชร์เนื้อหานี้

มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนและเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ โดยล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อส่งมอบถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็น

ภายใต้โครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโครงการ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือผู้ประสบภัย” เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่

การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก
1️⃣ ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช
ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ร่วมอำนวยการและมอบกำลังใจแก่ประชาชนถึงพื้นที่

2️⃣ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
ร่วมสนับสนุนถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

3️⃣ กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อบจ.เชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน
ร่วมบูรณาการกำลังและทรัพยากรในการช่วยเหลือประชาชนอย่างครบด้าน

▶️ ในครั้งนี้ได้มีการมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค-บริโภค และเงินช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ และประชาชนกลุ่มเปราะบาง ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

📍 ณ โรงเรียนวัดโรงวัว อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ และสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ยังคงมุ่งมั่นทำงานเชิงรุก เพื่อส่งต่อโอกาส ความห่วงใย และกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

𝗛𝗮𝘀𝗵𝘁𝗮𝗴มูลนิธิมิราเคิลออฟไลฟ์ #สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์โครงการหนึ่งใจช่วยเหลือผู้ประสบภัย #น้ำพระทัยพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบภัย #เชียงใหม่ #สันป่าตองเคียงข้างสังคมไทย #รวมพลังแห่งความห่วงใย

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ เดินหน้าจัดโครงการ “น้ำพระทัยพระราชทาน” เพื่อให้การดูแลและบริการประชาชนที่เดินทางมา ถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยหัวใจแห่งความกตัญญูและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

🤍 โดย สมาคมครัวเชฟจิตอาสา สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้ร่วมประกอบอาหารปรุงสุกด้วยความตั้งใจ เพื่อให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน พร้อมด้วยแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน อาทิ
• คุณเยาวมาลย์ วัชระเรืองศรี กรรมการอำนวยการฯ
มอบผลไม้ (ส้มเขียวหวาน) จำนวน 300 ลูก 🍊 และ
มอบ ขนมถั่วทอด 300 แพค เพื่อสนับสนุนการจัดเลี้ยงประชาชน

🤍 ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช
ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์

🤍 ดร.สุนันทา ลีเลิศพันธ์
แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567 และประธานกรรมการบริษัทดอกบัวคู่ จำกัด

ทั้งสองท่านได้เดินทางมา ให้กำลังใจเชฟจิตอาสาและเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ปฏิบัติงานในโครงการ พร้อมร่วมลงมือปรุงอาหารเมนู “ข้าวไข่เจียวทรงเครื่อง” เพื่อมอบให้แก่ประชาชนที่เดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณเต็นท์อาหารพระราชทาน สนามหลวง (ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอิ่มใจ ความศรัทธา และน้ำใจจากทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำความดีถวายพ่อแม่ของแผ่นดิน