เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เมืองพัทยาเตรียมจัดงานวิ่งบิกินี่ริมทะเล Pattaya International Bikini Beach Race 2024

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 7 ต.ค.67 นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน Pattaya International Bikini Beach Race 2024 ที่ห้องประชุมศาลาว่าการเมืองพัทยา โดยมีตัวแทนองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือ

ทั้งนี้ เมืองพัทยาได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัทยา และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา กำหนดจัดงาน Pattaya International Bikini Beach Race 2024 ในวันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2567 ที่บริเวณชายหาดพัทยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้เข้าร่วม ผ่านกิจกรรมวิ่งชายหาดระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นกิจกรรมวิ่งที่มีผู้เข้าร่วมมานติดอันดับโลก เป็นการสร้างภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาในด้านการเป็น Sports City และ Sports Tourism

ในที่ประชุมมีการนำเสนอรายละเอียดการจัดงาน การพิจารณา
การขอความอนุเคราะห์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การขอใช้พื้นที่ชายหาดพัทยา และพื้นที่ทางเท้าจัดกิจกรรม อีกทั้งยังได้วางแผนจัดอุปกรณ์จัดสถานที่จัดงาน และกระแสไฟฟ้า รวมทั้งการติดตั้งไฟส่องสว่าง การรักษาความสะอาด การจราจร และการรักษาความปลอดภัย ตลอดจนขอความร่วมมือผู้ประกอบการร่มเตียงร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วย

นายกพัทยาปิ๊งไอเดีย! จัดระบบ Pattaya City Live CCTV ตรวจเช็กรถติด​-ฝนตก​-น้ำท่วม​ ผ่านกล้องแบบ Real Time กว่า​ 200​ ตัว

ด้วยความเจริญเติบโตของเมืองท่องเที่ยวส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาโดยเฉพาะปัญหาด้านการจราจรในเมืองท่องเที่ยวที่หลักเลี่ยงไม่ได้ แต่เมืองพัทยามีความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เบาบางลงอย่างต่อเนื่องนั้นผู้สื่อข่าวเปิดเผยว่า ล่าสุด นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้ดำเนินการจัดระบบ Pattaya City Live CCTV ให้บริการตรวจเช็กรถติด​-ฝนตก​-น้ำท่วม​ ผ่านกล้องแบบ Real Time ที่ติดตั้งในเมืองพัทยากว่า​ 200​ ตัว โดยสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น LINE เพื่อความสะดวกของประชาชนรวมทั้งนักท่องเที่ยวที่ต้องการรับทราบข้อมูลและสถานการณ์ต่างๆ แบบเรียลไทม์อำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยว โดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เผยว่า ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถใช้ตรวจเช็กสภาพการจราจร สภาพอากาศ ได้แบบสดๆ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อนุทิน รองนายกฯ ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เตรียมชง ครม.เยียวยา 9,000 บาท ค่าล้างโคลนครัวเรือน ละ 1 หมื่นบาท

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้(5ตค67) ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนากยรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและติดตามผลการฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนัก ของ อ.แม่สาย โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และผลการฟื้นฟูจาก นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บนสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าระดับน้ำในแม่น้ำสายที่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 1

ได้ลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด หลังรับฟังการบรรยายสรุป นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้จะเร่งฟื้นฟู โดยฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน และภาคเอกชน เชียงรายตอนนี้ไม่น่าห่วงแล้ว กระทรวงได้ส่งรองปลัดมาทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและตั้งรองผู้ว่ามาใหม่ เร็วๆนี้จะได้เร่งแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอแม่สายแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ ตลาดสายลมจอยทราบว่าสินค้าของผู้ประกอบการเสียหายมาก

จะนำไปเสนอ ครม. พิจารณาว่าจะช่วยเหลือเยียวยาได้ยังไงบ้าง ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มส่วนหน้า หรือ ศปช.ส่วนหน้าจังหวัดเชียงราย ที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีการประสานขอรับการสนับสนุนจนสามารถส่งความช่วยเหลือมาได้เร็วขึ้น (มีเสียงสัมภาษณ์)

ส่วนกรณีน้ำที่มารอบที่ 2 อาจจะส่งผลกระทบทำให้การฟื้นฟูล่าช้าออกไป นายอนุทิน บอกว่า ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบแน่ แต่ว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ในพื้นที่ก็ไม่ได้ไปไหน ยังสามารถวางแผนรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีกว่ารอบแรก จึงเชื่อว่าการฟื้นฟูต่างๆ น่าจะสามาราถทำได้ตามแผนเดิม ซึ่งทุกฝ่ายตั้งใจว่าจะทำให้แม่สายกลับมาปกติให้เร็วที่สุด ส่วนอนาคตจะเกิดอุทกภัยอีกไหม ยังบอกไม่ได้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่เท่าที่ได้รับรายงานการระบายน้ำสามารถทำได้ดีขึ้น ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเกิดอุทกภัยรุนแรงอีกแล้ว ภารกิจหลักจึงมุงเน้นไปที่การฟื้นฟูซึ่งตอนนี้ก็ทำไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้แม่สายกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด (มีเสียงสัมภาษณ์)

นอกจากนั้นนายอนุทินพร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมขังและดินโคลนตกค้างอยู่หนักมากคือที่เหมืองแดง ซอย 8 หรือชุมชนบ้านผามควาย เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่ปฏิบัติภารกิจฟื้นฟูอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 จุด คือที่บ้านเหมืองแดง หมู่ 2 และบ้านปิยะพร หมู่ที่ 13 ต.แม่สาย พร้อมทั้งได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ที่วัดปิยะพร อีกด้วย

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่ อ.แม่สาย หลังระดับน้ำในแม่น้ำสายได้ลดระดับลงจนต่ำกว่า 5 เมตร ทำให้น้ำที่เคยท่วมขังในหลายพื้นที่ได้ค่อยๆ ลดลง ที่ตลาดสายลมจอยซึ่งเมื่อวานน้ำท่วมขังสูง หลังมีการนำท่อสูบน้ำซิ่งลงไปสูบน้ำออกทำให้พื้นที่น้ำลดลงเร็วขึ้น ภารกิจหลังน้ำลดคือต้องรีบตักดินโคลนอก เพื่อดำเนินการในส่วนของการฟื้นฟูต่อไป ส่วนชุมชนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านถ้ำผาจม บ้านเกาะทราย บ้านไม้ลุงขน และบ้านเหมืองแดง เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะได้เริ่มการฟื้นฟูอีกครั้ง หลังจากต้องหยุดไปตอนที่น้ำมาขึ้นมาระลอกล่าสุด

พงศกร ตันสุวรรณ ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “อนุทิน” ชื่นชม อนุรักษ์พุทธศิลป์ไทยยิ่งใหญ่ ! สถาบันพระปกเกล้า จัดมหกรรมประกวดอนุรักษ์พระบูชา-พระเครื่อง

แชร์เนื้อหานี้

โดยมี นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พลเอก นักรบ บุญบัวทอง ประธานดำเนินงาน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน พระปลัดสุรเชษฐ์ สุรเชฏฺโฐ เจ้าอาวาสวัดโตนด นายพิศาล เตชะวิภาค (ต้อย เมืองนนท์)อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมพระเครื่อง พระบูชาไทย คณะนักศึกษา หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่น 1-14 สถาบันพระปกเกล้า ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติร่วมในงานอย่างคับคั่ง

นายอนุทิน กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเสาหลักของภูมิปัญญาทางการเมืองของประเทศไทย เป็นเรื่องน่าชื่นชม ที่ทางสถาบันฯ ได้จัดกิจกรรม “มหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง” ขึ้น เพื่อหารายได้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ในฐานะที่ตนเป็นนักการเมือง ทำงานการเมืองมาเกินครึ่งของชีวิตการทำงานแล้ว ก็ดีใจที่การเมืองภาคพลเมืองจะได้รับการสนับสนุน เพราะนั่นหมายถึง การมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพของประชาชนต่อไป อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางการเมืองและการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

“การที่ทุกท่านมาร่วมงานมหกรรมประกวดพระเครื่องฯครั้งนี้ ขอยืนยันว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เพราะไม่มีพระเครื่ององค์ใดที่เป็นแชมป์ตลอดไป แต่อยู่ที่ใจของเรา หากเราคิดว่าพระองค์ใด ถูกใจ หรือถูกโฉลกกับเรา พระองค์นั้นคือองค์ที่สวยที่สุด มีมูลค่ามากที่สุด หรืออาจจะประเมินค่าไม่ได้” รมว.มหาดไทย กล่าว

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มว่า ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ในการชื่นชมพุทธศิลป์ ศิลปะของไทย ที่ล้วนแล้วแต่มีคุณค่า มีความเป็นสิริมงคล และได้ร่วมกันถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา อันเป็นที่พึ่งทางใจ
การมีพระเครื่องอยู่ที่คอ อย่างน้อยจะทำให้เรายับยั้ง และมีจิตสำนึกที่ดี ในการจะทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยง หรือปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดี

ด้าน พลเอกนักรบ บุญบัวทอง ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อนำรายได้สนับสนุน โครงการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการสนับสนุนการอบรมให้ความรู้ประชาธิปไตย แก่ภาคพลเมืองเยาวชนทั่วประเทศ

สำหรับกิจกรรมประกวดอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่องฯ ดำเนินการขึ้นระหว่าง วันที่ 5-6 ตุลาคม โดยมีรางวัลประเภทโต๊ะต่างๆ 78 รางวัล และมี รางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระยอดนิยม และรางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพิธีเปิดงาน รมว.มหาดไทย นำคณะผู้จัดงาน เดินเยี่ยมชมบูธการจัดแสดงพระเครื่องพระบูชาที่มาจากทั่วประเทศ พร้อมเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดพระอีกด้วย

“สว.อังกูร” ผนึกกำลัง 20 องค์กร แบ่งปันความสุข รวมพลังฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

เวลา 10.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ที่วิทยาลัยการตำรวจ พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จิน ผบช.ศ. และ รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร อุปนายกสมาคมป้องกันกาทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย นายพืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ 20 องค์กรเครือข่าย ร่วมปล่อยคาราวานรถสิ่งของ อาหาร เวชภัณฑ์ วัคซีนที่จำเป็นต่อสัตว์ ในโครงการช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ หลังประสบอุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ส่งไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่

พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง เปิดเผยว่า อุทกภัยที่เกิดครั้งนี้ ส่งผลให้คนและสัตว์ได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยาก ลำบากค่อการใช้ชีวิตตามปกติ ด้วยความห่วงใย จึงได้หารือคณะทำงาน โดยเฉพาะสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ในการให้ความช่วยเหลือผผุ้ประสบภัยทั้งสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่เดิอดร้อน จึงนำมาซึ่งการร่วมกับองค์กรเครือข่ายต่างๆเพื่อเยียวยาฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์หลังประสบอุทกภัย เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายซื้อยา อาหาร และเวชภัณฑ์ในการดูแลสัตว์ ป้องกันโรคที่จะเกิดจากสัตว์ รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยด้วย

ด้านนายพืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนกรมปศุสัตว์ ขอบพระคุณทุกท่าน ทุกองค์กร ทุกเครือข่าย ที่ระดมสิ่งของเครื่องใช้ อาหาร เวชภัณฑ์ต่างๆส่งไปช่วยเหลือสัตว์และพี่น้องชาวเชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้รับผลกระทบ คุณประโยชน์ครั้งนี้ เป็นการช่วยเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างมีเมตตาธรรม ให้โลกใบนี้มีความรัก ความสงบสุขร่วมเย็น

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ราชภัฏเทพสตรี ตีฆ้องชัย โหมโรงเปิดเทศกาลโคมลมครั้งที่ 1 เบิ่งโคมลม ชมวิถี ถิ่นลาวเวียงฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 6 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. ที่ลานกิจกรรม ชั้น 2 โรบิสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี ผศ.ดร.กันยา บาร์นท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี นายสมมาส มั่งคั่ง นายกเทศมนตรีตําบลป่าตาล และ ผศ.ดร.มยุรี รัตนเสริมพงศ์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลโคมลม ครั้งที่ 1 “เบิ่งโคมลม ชมวิถี ถิ่นลาวเวียง บ้านป่าตาล” ณ บริเวณเทศบาลตําบลป่าตาล อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

หลังจากการแถลงข่าวเสร็จมีการโชว์เดินแบบเสื้อผ้าจากผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมแปรงของชาวลาวเวียงบ้านป่าตาล เป็นผลงานการออกแบบของนักศึกษาสาขาวิชาศิลปกรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมการสาธิตทำโคมลมและพวงมโหตร การแสดงสินค้าจากผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมแปรง และอาหารพื้นถิ่นของชาวลาวเวียง โดยมีนางสวามินี อิสระทะ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี สื่อมวลชน ประชาชน และนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมงานแถลงข่าวในครั้งนี้

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย โดยมี ผศ.ดร.มยุรี รัตนเสริมพงศ์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็น หัวหน้าโครงการวิจัย ภายใต้ชื่อโครงการ “การฟื้นวิถีชีวิตทุนทางวัฒนธรรมลาวเวียงผ่านการสร้าง เทศกาลวัฒนธรรมลาวเวียงบ้านป่าตาล อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี”
สำหรับความเป็นมาของเทศกาลโคมลมครั้งที่ 1 “เบิ่งโคมลม ชมวิถี ถิ่นลาวเวียง บ้านป่าตาล” โดยอดีตในช่วงวันออกพรรษา ขึ้น14-15 ค่ำ เดือน 11 และแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ( เดือนตุลาคมของ ทุกปี )

ชาวลาวเวียงบ้านป่าตาลจะมีประเพณีการไหว้ม้าประทีปหรือการได้หางประทีป ที่วัดใน พื้นที่ตำบล ป่าตาล 4 วัด ได้แก่ วัดห้วยเปี่ยม, วัดป่าตาล, วัดป่าหวายเก่า และวัดป่าหวายทุ่ง ซึ่งม้าประทีปเป็นสัตว์พาหนะของพระพุทธเจ้า เมื่อถึงวันออกพรรษาม้าประทีปจะลงมาจากสวรรค์เพื่อให้ชาวบ้านได้กราบไหว้บูชา และขอพรให้กับตนเองและครอบครัว นอกจากนั้นยังมีการแข่งขันทำโคมลมและการปล่อยโคมลมเกิดขึ้น ระหว่างวัดในพื้นที่บ้านป่าตาล เมื่อบูชาพระพุทธเจ้าบนสวรรค์ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้เลื่อนหายไปจากชุมชนลาวเวียงบ้านป่าตาลจึงนำไปสู่การหารือและมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะรื้อฟื้นสิ่งประดิษฐ์ภูมิปัญญา

บรรพบุรุษการทำโคมลมและการปล่อยโคมลม ที่หายไปกว่า 50 ปี จากประเพณีการไต้หางประทีปในช่วง วันออกพรรษาของลาวเวียงบ้านป่าตาล กลับคืนมาอีกครั้ง จึงได้มีการจัดงานเทศกาลโคมลมครั้งที่ 1 ” บิ่งโคมลม ชมวิถี ถิ่นลาวเวียง บ้านป่าตาล ” ขึ้นมา โดยกำหนดการจัดงานในวันที่ 18-19 ตุลาคม 2567 เวลา 16.00 – 22.30 น. ณ เทศบาลตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

โดยกิจกรรมในวันที่ 18 ต.ค.2567 ประกอบไปด้วย ขบวนแห่โคมลม การแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดลพบุรี ได้แก่ลาวเวียงบ้านป่าตาล, ลาวเวียงหนองแขม, ลาวแง้วพุคา, ไทพวนถนนใหญ่, ไทยวนหนองกระเบียน, ไทพวนโคกกระเทียม, มอญบางขันหมาก นอกจากนั้นมี การแสดงดนตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จำลองหมู่บ้านลาวเวียง ชมหนังกลางแปลง ชิม ช็อป อาหารพื้นถิ่น และสินค้า OTOP และในวันที่ 19 ต.ค. 2567 มีการประกวดส้มตำปลาร้าต่อน, การแสดงวิถีชีวิตลาวเวียงบ้านป่าตาล, การเดินแบบเสื้อผ้าจากผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมแปรง, รำวงย้อนยุค-บาสโลบ

โดยทั้ง 2 วัน มีการแสดงดนตรี”วงลวนรินทร์” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี กิจกรรมพิธีไหว้ใต้หางประทีป, กิจกรรมชมวิถีลาวเวียงบ้านป่าตาล, สาธิตการทำโคมลมและพวงมโหตร ทั้งยังมี หนังกลางแปลง ชิม ช็อปอาหารพื้นถิ่น และสินค้า OTOP สำหรับจุดไฮไลท์ : โคมลมยักษ์ และ อุโมงค์โคมลม อีกด้วย ซึ่งทางเทศบาลตำบลป่าตาล ขอเชิญชวนชาวจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง มาเที่ยวชม สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรมลาวเวียงบ้านป่าตาลในครั้งนี้ด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนณ ลานประตูท่าแพ น้ำท่วมเชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

(5 ต.ค.67) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.ฐากูร นิ่มสมบุญ ผบก.ทท.2 พ.ต.อ.อัมรินทร์ อัมพรมหา รอง ผบก.ทท.2 และ พ.ต.ท.มกรา  ศรีสกุลพิสุทธิ์  สวญ.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.2 ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและประชาชน โดยมีศูนย์ช่วยเเหลือส่วนหน้าที่ ณ ลานประตูท่าแพ  บริเวณชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง (S.T.C.) เชียงใหม่

และภายหลังปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยใช้สำนักงาน ททท.จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจุดประสานงาน เพื่อช่วยเหลือแบบบูรณาการกับทุกหน่วยงาน โดยมีท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ และมีตำรวจท่องเที่ยวเป็นรองหัวหน้าศูนย์



โดยได้จัดให้มีบริการ รับ-ส่ง นักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ปลอดภัย ,สนามบิน และที่พัก ทั้งทางรถยนต์ และทางเรือ พร้อมทั้งบริการแจกอาหาร และน้ำดื่ม รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวสามารถขอความช่วยเหลือผ่านช่องทาง 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีข้าราชการตำรวจ 
เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยวในสังกัด กก.2 บก.ทท.2 และอาสาสมัครช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว ร่วมปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ทางศูนย์ปฏิบัติการร่วมฯ ได้ดำเนินการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไปได้แล้วกว่า 500 ราย ....

สมจิตร แสงบันลังค์ แมวคาบข่าว รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 จับกุมยาบ้า 1.17 ล้านเม็ด/พบศพหญิงดับปริศนา สภาพมีเชือกผูกคอ กับต้นไม้บนภูเขา อ่างห้วยไร่ 2

แชร์เนื้อหานี้

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ กองบัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บก.นบ.ยส.24) อ.เมือง จ.นครพนม เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานด้านยาเสพติด รวมถึงปัญหาข้อขัดข้องต่างๆ ของหน่วย ในพื้นที่รับผิดชอบอำเภอชายแดนของจังหวัดเลย, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวม 25 อำเภอ 92 ตำบล 512 หมู่บ้าน

พร้อมทั้งได้มอบแนวทางการปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยเน้นการบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรม​ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวทิ้งท้ายว่า “ ปัญหายาเสพติด เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ และลุกลามโดยไม่มีเวลาให้เราตั้งหลักนาน ดังนั้นการปฏิบัติงานของ นบ.ยส.24 ต้องมุ่งเน้นการบูรณาการทุกภาคส่วน เข้าแก้ไขปัญหาร่วมกัน อย่างเร่งด่วน และจริงจัง“

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปที่ สถานีตำรวจภูธรชานุมาน อ.ชานุมาน​จ.อำนาจเจริญ เพื่อร่วมแถลงข่าวจับกุม ยาบ้า 1,174,000 เม็ด เมื่อ 1 ตุลาคม 2567 โดยสรุปดังนี้​ ตามนโยบายรัฐบาล โดย นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเด็ดขาดและครบวงจร เริ่มตั้งแต่การตัดต้นตอการผลิต และจำหน่าย พร้อมทั้งการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย การปราบปรามและการยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหา ผู้เสพในชุมชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ภายใต้อำนวยการโดย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พลตำรวจตรี มารุต เรืองจินตนา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ พันจ่าเอก สุวิน ห้องแซง นายอำเภอชานุมาน พันตำรวจเอก โชติ์นรินทร์ ศุภาวรัตม์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชานุมาน มีผลการจับกุมคดียาเสพติด​ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมประกอบด้วย​ ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23, ตำรวจสืบสวน สถานีตำรวจภูธรชานุมาน, ฝ่ายปกครองอำเภอชานุมาน, หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตอุบลราชธานี, ตำรวจ มว.ฉก.หมวดเฉพาะกิจ ตำรวจตระเวนชายแดน 2273

ได้ร่วมจับกุม ผู้ต้องหาเป็นชาย 2 คน อายุ 22 ปี และ 14 ปี ซึ่งเป็นราษฎรบ้านเปื่อย ตำบล เปื่อย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมของกลาง ยาบ้า 1,174,000 เม็ด, รถยนต์ Honda สีขาว ทะเบียน กง 920 อำนาจเจริญ 1 คัน และ โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง สถานที่จับกุม บริเวณถนนลูกรังเสียบห้วยนาทัน บ้านโนนสำราญ หมู่ที่ 14 ตำบลซานุมาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
โดยก่อนเกิดเหตุ ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว) จะลักลอบขนยาบ้าเข้ามาในราชอาณาจักรไทย บริเวณริมฝั่งโขงปากห้วยนาทัน หมู่ที่ 14 บ้านโนนสำราญ ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ชุดจับกุมจึงรายงานผู้บังคับบัญชา และประสานหน่วยความมั่นคงในพื้นที่เพื่อวางแผนจับกุม ต่อมา

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ตรวจพบยาบ้า (ของกลางที่ตรวจยึดได้) จึงได้วางกำลังดักซุ่มตามจุดต่างๆ ตามความเหมาะสม และตามที่ได้วางแผนไว้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดดักซุ่มได้เห็น รถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า แจ็ส สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 920 อำนาจเจริญ ซึ่งมีชายอายุ 22 ปี เป็นคนขับ และมีชาย อายุ 14 ปี ที่นั่งมาด้วย เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ ทั้ง 2 คน จึงลงจากรถเก๋ง และได้ยกกระสอบที่บรรจุยาบ้าขึ้นรถ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม บุคคลทั้ง 2 ไว้ได้ในที่เกิดเหตุ พร้อมได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ต่อมาได้นำผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรชานุมาน เพื่อดำเนินคดีต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี และ ตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ จึงขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน และสถานประกอบการทุกแห่ง ในการแจ้งเบาะแส ข้อมูล ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งผู้เสพ ผู้ค้า ในพื้นที่ตอนใน และชายแดน โดยแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วนยาเสพติด 1599 สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อดำเนินการปราบปรามจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และ ลดปัญหายาเสพติดในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดต่อไป

มุกดาหาร​ -​สลด! พบศพหญิงดับปริศนา สภาพมีเชือกผูกคอกับต้นไม้บนภูเขาอ่างห้วยไร่ 2

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2567 ศูนย์รับแจ้งเหตุ สถานีตำรวจภูธรผึ่งแดด ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบศพหญิงสาวมีเชือกผูกแขวนคอห้อยอยู่กับต้นไม้บนภูเขาบริเวณพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยไร่ 2 ตำบลดงมอน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จึงได้แจ้งร้อยเวรสอบสวนรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุพร้อมกับประสานขอความร่วมมือจากกู้ภัยร่วมใจ จุดคำชะอี (ในอุปถัมภ์พระครูปลัด พูลธวัฒน์ อิทธิญาโณ) ช่วยนำร่างผู้เสียชีวิตลงมาจากบนเขา และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร

จากการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นของผู้ตายระบุชื่อ น.ส.นภา กองสุข อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66/5 หมู่ที่ 1 ตำบลนาป่า อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และใกล้กับจุดพบศพยังพบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า zoomer X สีเขียว-เอเลี่ยนกรีน ทะเบียน 1 กส ชลบุรี 1274 จอดอยู่โดยมีหมวกกันน็อคสีดำวางอยู่บนเบาะที่นั่ง จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นพยานหลักฐานเพื่อสอบสวนสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ศูนย์ข่าว​มุกดาหาร

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ​กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร่วมกับฝ่ายปกครองแถลงการณ์ ตรวจยึดยาบ้า 400,000 เม็ด เตรียมส่งพ่อค้าฝั่งไทย

แชร์เนื้อหานี้

นายสมภพ สมิตะสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ,พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ส่วนแยก 1 และ พันเอก อินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 พร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมแถลงข่าวการตรวจยึดยาบ้า 400,000 เม็ด พร้อมเคตามีน จำนวน 1 ห่อ/กิโลกรัม เตรียมส่งพ่อค้าฝั่งไทย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ณ ที่ทำการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2104 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 กองบังคับการควบคุมที่ 2 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (ร.13) โดย กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2104 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย จากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ข้ามมายังฝั่งไทย บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านหนองกุ้งเหนือ ม.2 ต.กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ครั้นเมื่อเวลา 2130 น. กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2104 จัดกำลังพลเฝ้าตรวจ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหลังสวนยางพารา พื้นที่บ้านหนองกุ้งเหนือ ม.2 ต.กุดบง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย สามารถตรวจยึดยาเสพติดได้จำนวน 2 กระเป๋า ใบที่1 บรรจุยาบ้าประมาณ 200,000 เม็ด และเคตามีน จำนวน 1 ห่อ/กิโลกรัม และ กระเป๋าที่ 2 บรรจุยาบ้าประมาณ 200,000 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมดประมาณ 400,000 เม็ด หน่วยได้ประสาน ฝ่ายปกครองอำเภอโพนพิสัย,ตร.สภ.โพนพิสัย,หน่วยเรือโพนพิสัย,ตร.น้ำหนองคาย ร่วมทำการตรวจยึด ปัจจุบันนำของกลางมาทำการตรวจนับที่ที่ทำการกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2104 หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 21

ทั้งนี้ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี สั่งการทุกหน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ เนื่องจากกลุ่มขบวนการดังกล่าวมักจะลักลอบขนยาเสพติดในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากต่อปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมืด อันตราย และเสี่ยงต่อการใช้อาวุธ และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของการปฏิบัติงานของกำลังพล ตามนโยบายรัฐบาล โดย นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้อย่างเด็ดขาดและครบวงจร เริ่มตั้งแต่การตัดต้นตอการผลิต และจำหน่าย พร้อมทั้งการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย การปราบปรามและการยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหา ผู้เสพในชุมชนเพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา

กองทัพภาคที่ 2 โดย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และ ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย จึงขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชน และสถานประกอบการทุกแห่ง ในการแจ้งเบาะแส ข้อมูล ผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งผู้เสพ ผู้ค้า ในพื้นที่ตอนใน และชายแดน โดยแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วนยาเสพติด 1599 สายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชม. เพื่อดำเนินการปราบปรามจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และ ลดปัญหายาเสพติดในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยาเสพติดต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร​ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี​ #กองทัพภาคที่2​ #กองทัพบกroyalthaiarmy​ #กรมการปกครอง​ #กระทรวงมหาดไทย​

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ผอ.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มั่นใจน้ำไม่กระทบประชาชนท้ายเขื่อน 100% เพียงพออุปโภค บริโภค

แชร์เนื้อหานี้

นายชูพงศ์ อิศรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากการประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ที่พยากรณ์ไว้ว่าฝนจะเริ่มเบาบางลงในวันที่ 4 , 5 และ 6 ตุลาคม 2567 ซึ่งปัจจุบันนี้แม่น้ำป่าสักช่วงวิเชียรบุรีก็ยังถือว่ามีปริมาณน้ำค่อนข้างสูงซึ่งอยู่เหนือเขื่อนป่าสักโดยน้ำเหล่านี้ก็จะไหลเข้าสู่เขื่อนป่าสัก ณ ขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักมีความจุอยู่ประมาณ 600 กว่าล้าน ลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรับได้อีกอยู่ประมาณ 300 กว่าล้าน ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นประมาณ 67%ความจุของอ่างที่สามารถเก็บกักได้ 960 ล้านลูกบาศก์เมตรของเขื่อน ในส่วนของการระบายน้ำปัจจุบัน รับน้ำด้านเหนือไหลเข้าอ่าง วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระบายออกอยู่ที่ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นระบายออกไป 30 ล้านลูกบาศก์เมตร เก็บไว้ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใน

วันที่ 4 จากการคาดการณ์ภูมิอากาศปริมาณน้ำฝนอาจจะลดลงเนื่องจากความกดอากาศที่แผ่ลงมาจากประเทศจีน จะทำให้ฝนลดน้อยลง ตั้งแต่วันที่ 4 , 5 และ 6 เป็นต้น ซึ่งในลักษณะเช่นนี้เขื่อนก็จะลดการระบายเพื่อให้สอดคล้องกับน้ำที่อยู่ด้านเหนือ ที่จะเข้าเขื่อน โดยจะเริ่มลดการระบายตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม จาก 350 เหลือ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 5 ตุลาคม ลดจาก 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในวันที่ 6 ตุลาคม เหลือระบาย 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับน้ำที่ยังคงมีช่องว่างเหลืออยู่ ก็คาดว่าสิ้นสุดฤดูฝน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ตามปฏิทินของกรมชลประทานก็จะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือมีน้ำเต็ม 100% ความจุของเขื่อน ซึ่งในปีนี้การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งจะมีน้ำให้เกษตรกรเพื่ออุปโภค บริโภค และผลักดันน้ำเค็ม การรักษาระบบนิเวศ การอุตสาหกรรม ตลอดจนการเพาะปลูกด้านการเกษตรต่างๆ ในตลอดช่วงตลอดฤดูแล้งเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังเราต้องติดตามสภาวะภูมิอากาศเป็นหลักก็คือน้ำที่อยู่บนฟ้าซึ่งไม่มีความแน่นอน จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างมาก จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา เราก็จะต้องติดตามทุกวัน ในส่วนของพายุที่จะเกิดหรือไม่เกิดนั้น เราก็ไม่นิ่งนอนใจในส่วนของเขื่อนป่าสักก็จะติดตามทั้งน้ำบนฟ้า และน้ำที่ลงมาเป็นน้ำท่าจากสถานีวัดน้ำต่าง ๆ ตั้งแต่ อำเภอหล่มเก่า อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มาจนถึงเขื่อนป่าสักเราจะมีสถานีวัดน้ำติดตามสถานการณ์น้ำตลอดเส้นทาง เพื่อที่จะวางแผนการจัดการน้ำได้เป็นรายสัปดาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

แต่อย่างไรก็ตาม หากอาจต้องมีการระบายน้ำเพิ่มเติมด้านท้ายเขื่อนเพื่อให้การเก็บกักน้ำหน่วงน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจะดำเนินการระบายตามแผนในปริมาณที่เหมาะสมไม่ให้น้ำล้นตลิ่งและจะแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนก่อนการระบายน้ำทุกครั้ง ตลอดจนไปถึงพี่น้องที่อยู่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 ก็จะได้รับการแจ้งเตือน ก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน โดยน้ำจากเขื่อนป่าสักจะไปถึง พระราม 6 ที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็จะใช้เวลาเดินทาง 1 วัน ทั้งนี้คาดว่าถ้าไม่มีพายุฝนก็จะสามารถที่จะผ่านฤดูฝนในปีนี้ไปได้โดยที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบทั้งพี่น้องประชาชนคนลพบุรี คนสระบุรี ตลอดจนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพมหานครอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ร้อย.ฉก.ทพ.2107 เร่งช่วยเหลือประชาชนที่โดนน้ำป่าไหลหลาก ซัดบ้านเรือนข้าวของเสียหาย / ​แก๊งยาบ้าตีเนียน ใช้รถตู้ขนยาบ้า 4 แสนเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่​ 3 สิงหาคม​ 2567​ โดย ร.ท.พิชิตพล เคนดา ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2107 ฉก.ทพ.21 จัดกำลังพล ร่วมกับ สภ.ภูเรือ,ตชด.247,ผู้นำชุมชน และ ราษฎรในพื้นที่ บ.แก่งม่วง ต.ท่าศาลา อ.ภูเรือ จ.เลย ให้การช่วยเหลือประชาชนที่โดนน้ำป่าไหลหลากซัดบ้านเรือนข้าวของเสียหาย

เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ โดยเร่งช่วยนำรถยนต์ของราษฎรขึ้นจากโคลน และทำความสะอาดบริเวณบ้านพักอาศัยของราษฎร พร้อมเข้าพบปะพัฒนาสัมพันธ์บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับราษฎร โดยการมอบของบริโภคให้กับผู้ประสบอุทกภัย เพื่อใช้ดำรงชีพเบื้องต้นและเป็นการช่วยเหลือให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยที่มีทหารคอยช่วยเหลือเมื่อภัยมา

​แก๊งยาบ้าตีเนียนใช้รถตู้ขนยาบ้า 4 แสนเม็ด แต่สุดท้ายไปไม่รอด

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2567​ ร.ท.วัชรสรณ์ เชื้อไพบูลย์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2105 มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบนำยาบ้ามาพักไว้ในพื้นที่ ต.นาสีนวน อ.เมือง จ.มุกดาหาร จึงได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร วางกำลังตามเส้นทางต่างๆ ที่คาดว่ากลุ่มผู้ลักลอบจะใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

กระทั่งเวลา 02.30 น. ชุดปฏิบัติการร่วมได้ตรวจพบรถตู้ต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้า สีบอร์นเงิน ทะเบียน นข 2157 มุกดาหาร วิ่งเข้ามายังพื้นที่จุดพักยาเสพติดในบ้านภูผาเทิบ ต.นาสีนวน จึงได้คอยเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว จนกระทั่งเวลา 03.00 น. รถตู้คันดังกล่าวก็วิ่งกลับออกมา ชุดปฎิบัติการร่วมจึงได้นำรถยนต์เข้าสกัดเพื่อขอตรวจค้น แต่รถตู้คันดังกล่าวได้พยายามจะหลบหนีโดยได้ขับรถพุ่งชนรถของเจ้าหน้าที่

เพื่อเปิดทางหลบหนีจนทำให้รถเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย 2 คัน จากนั้นคนขับรถตู้ก็ได้เปิดประตูรถและวิ่งหลบหนีไป จากการตรวจสอบในรถตู้พบถุงดำขนาดใหญ่จำนวน 2 ถุง เมื่อเปิดออกดูพบห่อยาบ้า 200 มัด จำนวน 400,000 เม็ด จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนคนขับรถที่หลบหนีไปเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่าคือ นายวีรพันธ์ ซาเสน อายุ 50 ปี ที่อยู่เลขที่ 89 หมู่ 9 ต.นาสะเม็ง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขอให้ศาลจังหวัดมุกดาหารออกหมายจับต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร​ #ทหารพรานที่2105 #ตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร​ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #กองทัพภาคที่2

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ทำบุญอายุวัฒนมงคลครบ 5 รอบ 60 ปี พระเทพวชิรปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล พระอารามหลวง / ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานพีธีสาธยายมงคลคาถาคำภีร์ปั๊กเต้าเก็ง รับกินเทศกาลเจปี 67

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 ต.ค.67 ที่วัดชัยมงคล พระอารามหลวง พัทยาใต้ จ.ชลบุรี ได้มีการจัดงานทำบุญอายุวัฒนมงคลครบ 5 รอบ 60 ปี พระเทพวชิรปัญญาภรณ์ (อนันต์ ธัมมโชโต) รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล (พระอารามหลวง) และพิธีมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนโรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยา ประจำปี 2567 ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอบางละมุง, นายสุรัตน์ เมฆะวรากุล ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอบางละมุง โดยมีนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

สำหรับพระเทพวชิรปัญญาภรณ์ หรือพระอาจารย์อนันต์ ธัมมโชโต รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เจ้าอาวาสพระรามหลวง วัดชัยมงคล อายุ 60 ปี พรรษา 40 อดีตชื่อ นายอนันต์ บุญช่วยเหลือ เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2507 บุตรของนายเตือน นางขวัญ บุญช่วยเหลือ เริ่มบรรพชาวันที่ 22 มิถุนายน 2522 ณ วัดชากขุนวิเศษ ต.กองดิน อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ก็มุ่งมั่นศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยและจริยวัตรอย่างเหมาะสม เป็นพระนักพัฒนา ถือเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนและพุทธศาสนิกชนเมืองพัทยามาอย่างยาวนาน

และเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตร ตั้งสมณศักดิ์ พัดยศ พระราชาคณะ ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทรงพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ ให้พระราชสารโสภณ (อนันต์ ธมมโชโต) เป็น “พระเทพวชิรปัญญาภรณ์” พระราชาคณะชั้นเทพ เนื่องด้วยวัดชัยมงคล (พระอารามหลวง) ถือเป็นศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองพัทยาทำให้มีผู้เข้าร่วมงานกันอย่างคึกคัก

ภายในพิธียังได้จัดมอบทุนการศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนโรงเรียนเมืองพัทยา 8 และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดชัยมงคล ประจำปี 2567 รวม 250 ทุน แบ่งเป็นทุนการศึกษาสำหรับชั้นอนุบาลจำนวน 50 ทุน ทุนละ 1,000 บาท ทุนการศึกษาสำหรับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จำนวน 200 ทุน ๆ ละ 1,000 บาท และทุนการศึกษาต่อเนื่องจำนวน 3 ทุน ๆ ละ 10,000 บาท พร้อมกันนี้ยังได้บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ให้กับโรงพยาบาลบางละมุง เพื่อสมทบทุนสร้างห้องผู้ป่วยสำหรับพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 30 เตียง

ผวจ.ชลบุรี เป็นประธานพีธีสาธยายมงคลคาถาคำภีร์ปั๊กเต้าเก็ง รับกินเทศกาลเจปี 67

วันที่ 3 ต.ค.67 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพีธีสาธยายมงคลคาถาคำภีร์ปั๊กเต้าเก็ง โดยนักพรตศาสนาเต๋า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 ณ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

 ด้วยมูลนิธิรัศมีมณีรัตน์ (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ) กำหนดจัดงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ตุลาคม 2567 ณ วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ) ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เป็นเวลา 12 วัน 11 คืน 

โดยในกิจกรรมเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้เชิญชวนศิษยานุศิษย์ และสาธุชนทุกท่าน มาร่วมปฏิบัติธรรมถือศีลกินเจ ในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2567 นี้เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตร่วมกันด้วย

ระดมสมองประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชลบุรี

วันที่ 3 ต.ค.67 นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชลบุรี ครั้งที่ 4/2567 โดยมี น.ส.สุดินา แก้วดี ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั่วทั้งจังหวัดชลบุรี ในฐานะอนุกรรมการฯ ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี

โดยการประชุมในครั้งนี้ มีระเบียบวาระการประชุมที่สำคัญ อาทิ ประกาศรับสมัครสรรหาพนักงานส่วนตำบลให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร รายงานการคัดเลือกหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือในการสรรหา แผนดำเนินการสรรหาสายงานผู้บริหารที่ว่าง พิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้สมัครให้ถูกต้อง

ตลอดจนพิจารณาร่างประกาศคณะอนุกรรมการสรรหาพนักงานส่วนตำบลจังหวัดชลบุรี เรื่อง รายชื่อพนักงานส่วนตำบลผู้มีสิทธิเข้ารับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร และเรื่องกำหนดวัน เวลา สถานที่สรรหา และระเบียบเกี่ยวกับการสรรหาพนักงานส่วนตำบลให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร พิจารณาขอบเขตเนื้อหาวิชาความรู้ที่ใช้ในการทดสอบภาคความรู้เฉพาะตำแหน่งต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /“สัปเหร่อ” สุดเจ๋ง คว้า 7 รางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 32 ประจำปี 2567

แชร์เนื้อหานี้


“สัปเหร่อ” สุดเจ๋ง คว้า 7 รางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 32 ประจำปี 2567
ถือเป็นงานประกาศรางวัลทรงคุณค่าของวงการภาพยนตร์ไทยที่จัดต่อเนื่องยาวนานถึง 32 ปี สำหรับงานประกาศรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 32 ประจำปี 2566” จัดขึ้นโดย สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และ บริษัท ทรูโฟร์ยู สเตชั่น จำกัด (ทรูโฟร์ยู ช่อง 24) ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “แสงแห่งกันและกัน” ซึ่งไอเดียมาจาก “แสงแห่งศรัทธา” ที่ผู้สร้างหนังและผู้ชมภาพยนตร์ต่างร่วมกันรักษาและสอดส่องดูแล เปรียบได้ดั่ง “ความร่วมมือร่วมใจในกันและกัน” เพื่อก้าวไปสู่ “ยุคทอง” ครั้งใหม่ของหนังไทยต่อไป โดยจัดขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2567 ณ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
เปิดฉากงานด้วยพาเหรดเดินพรมแดงจากเหล่า ผู้กำกับ นักแสดง จากค่ายภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ได้แก่ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์, ไอซ์ซึ-ณัฐรัตน์ นพรัตยากรณ์, มุกดา นรินทร์รักษ์, โตโน่-ภาคิน คำวิไลศักดิ์, โต้ง-บรรจง ปิสันธนะกูล (ผู้อำนวยการสร้าง), โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ (ผู้กำกับ), วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ (ผู้กำกับ), อัตตา เหมวดี (ผู้กำกับ), มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ (ผู้กำกับ), แหลม-สมพล รุ่งพาณิชย์,อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร, สหัสชัย ชุมรุม, ทราย-อินทิรา เจริญปุระ, แม็กซ์-ณัฐวุฒิ เจนมานะ, ณัฏฐ์ กิจจริต, วันเดอร์เฟรม, ลุค อิชิคาว่า, เอก-ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, ต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน, ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์, โทนี่ บุยเซอเรท์, จั๊มพ์-พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ, ต้องเต-ธิติ ศรีนวล, ตาต้า-ชาติชาย ชินศรี, คิมม่อน-วโรดม เข็มมณฑา, รัฐบาล พรหมสาขา ณ สกลนคร, เมเบิ้ล-สิริวลี สิริวิบูลย์, ลิลลี่ เหงียน, รัก-สุลักษมิ์ ศิริภัทรพงศ์, มู่หลาน-เสกพร สุพรรณธนพงษ์, แนส-นภิสรา สนธิขันธ์, บาส-อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์ และ ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา
จากนั้นสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติร่วมรับชมวิดิโอเพื่อระลึกถึงบุคคลในวงการภาพยนตร์ผู้ล่วงลับ ก่อนที่พิธีกรกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อมนำเข้า VTR รวมหนังไทยทั้งหมดในปี 2566 ที่เข้าชิงรางวัลในปีนี้ทั้ง 54 เรื่อง “สะพานรักสารสิน 2216”, “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์”, “ทิดน้อย”, “ปรากฏการณ์”, “เธอกับฉันกับฉัน”, “ปลายทางฝัน ฉัน..มีเธอ”, “Me and The Magic Door”, “บังเอิญรัก ข่อยฮักเจ้า”, “เกม/ล่า/ตาย”, “รักได้แรงอก” , “ขุนพันธ์ 3”, “แสงกระสือ 2, “บ้านเช่า…บูชายัญ”, “เสือเผ่น๑”, “อาตมาฟ้าผ่า”, “หุ่นพยนต์” , “รักแรกโคตรลืมยาก”, “ผีฮา คนเฮ”, “เซียนหรั่งเดอะมูฟวี่”, “เด็กกว่าแล้วไง ก็หัวใจมัน I Rock You”, “ผู้บ่าวไทบ้าน อวสานอินดี้ ทองคำ+ปราณี”, “The Last Breath of Sam Yan”, “อีหนูอันตราย”


“ลอง ลีฟ เลิฟว์”, “ดับแสงรวี”, “คุณตูบสายดาร์ก ปิดเมืองกัด”, “มอนโด รัก I โพสต์ I ลบ I ลืม”, “นะหน้าทอง”, “แมนสรวง”, “ไปรษณีย์ 4 โลก”, “100 วัน เกมอาฆาต”, “ปราณี”, “บินล่าฝัน”, “ธีซิส อมตะพันธุ์สยอง”, “กุมาร”, “ของแขก”, “สัปเหร่อ”, “นักรบมนตรา : ตำนานแปดดวงจันทร์”, “14 อีกครั้ง”, “อยากตาย อย่าตาย มรณาค่าเฟ่”, “ธี่หยด”, “เพื่อน (ไม่) สนิท”, “เรดไลฟ์ รักละเลย”, “นาค เรื่องเล่าจากชาวบ้าน, “มนต์ดำสั่งตาย”, “อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง”, “ลับแลคำชะโนด”, “4 Kings2”, “สลิธ โปรเจกต์ล่า”, “สมมติ”, “ทะเลของฉัน มีคลื่นเล็กน้อย ถึงปานกลาง”, “อีสาน ซอมบี้”, “อวสาน เนตรนารี” และ “แฟนฉัน ความทรงจำสีจาง”
ในปีนี้ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้มอบรางวัล สุพรรณหงส์เกียรติยศ (Lifetime Achievement Award) .ให้กับ รองศาสตราจารย์บรรจง โกศัลย์วัฒน์ บิดาแห่งวิชาภาพยนตร์สมัยใหม่ไทย มอบโดย คุณธนกร ปุลิเวคินทร์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, รางวัลผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ อินทิรา เจริญปุระ จาก 4Kings2, รางวัลผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ได้แก่ พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ จาก เพื่อน (ไม่) สนิท , รางวัลเทคนิคการสร้างภาพพิเศษยอดเยี่ยม ได้แก่ ขุนพันธ์ 3 จาก บริษัท ฮิวแมน ฟาร์ม วีเอฟเอ็กซ์ สตูดิโอ จำกัด, บริษัท เซอร์เรียล สตูดิโอ จำกัด, บริษัท ดาร์ค อาร์มี่ สตูดิโอ จำกัด, รางวัลเทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม ได้แก่ “ธี่หยด” โดย มีนา จงไพบูลย์, อัยมี่ อิสลาม, ศิวกร สุขลังการ, อาภรณ์ มีบางยาง และ รุจิระ ไชยภัฏ, รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม ได้แก่ “แมนสรวง” โดย กิจจา ลาโพธิ์ และ นักรบ มูลมานัส, รางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม ได้แก่ “แมนสรวง” โดย นักรบ มูลมานัส และ สุประสิทธิ์ ภูตะคาม

รางวัลดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ได้แก่ “เธอกับฉันกับฉัน” โดย ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล, รางวัลเพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ “สัปเหร่อ” เพลง ‘ยื้อ’ : ปรีชา ปัดภัย, เซิ้ง มิวสิก, รางวัลบันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม ได้แก่ “ธี่หยด” โดย เอลวิน ที และ บริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ จำกัด, รางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม ได้แก่ “เพื่อน(ไม่)สนิท” โดย ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต, รางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ได้แก่ “เรดไลฟ์” โดย บุญยนุช ไกรทอง , รางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ได้แก่ “The Last Breath of Sam Yan” จาก ยัง ฟิล์ม เมกเกอร์ ออฟ ไทยแลนด์ และ บริษัท ฟองเมฆ จำกัด, สามย่านฟิล์ม, รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ “สัปเหร่อ” โดย ธิติ ศรีนวล
และยังมีรางวัลพิเศษ คือ รางวัลภาพยนตร์ไทย ยอดนิยมประจำปี 2566 ได้แก่ ลอง ลีฟ เลิฟว์ มอบโดย คุณพรชัย ว่องศรีอุดมพร เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, รางวัลภาพยนตร์ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยยอดเยี่ยม ได้แก่ สัปเหร่อ มอบโดย คุณประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
รางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ ธิติยา จิระพรศิลป์ จาก “เธอกับฉันกับฉัน”, รางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม ได้แก่ ชาติชาย ชินศรี จาก “สัปเหร่อ” ,รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ ธิติ ศรีนวล จาก “สัปเหร่อ” มอบโดย คุณสถาพร เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม, ภาพยนตร์ไทยรายได้สูงสุดประจำปี 2566 ได้แก่ สัปเหร่อ ” จาก บริษัท ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด และ บริษัท มูฟวี่ พาร์ทเนอร์ มอบโดย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี, รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้แก่ “สัปเหร่อ” จาก บริษัท ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด และ บริษัท มูฟวี่ พาร์ทเนอร์ ประกาศและมอบโดย คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

จากนั้น คุณสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานคณะที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี, คุณยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, คุณประสพ เรียงเงิน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม, คุณธนกร ปุลิเวคินทร์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, คุณพรชัย ว่องศรีอุดมพร เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, คุณวิชัย กุลธวัชชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน),คุณสุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้ที่ได้รับรางวัลทุกคนขึ้นเวทีถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกัน เรียกว่าทุกรางวัลในปีนี้ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจและส่งเสริมอุตสาหกรรมวงการภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังโดยแท้จริง

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/กองทัพอากาศ จัดพิธีแสดงความยินดี..พระราชทานยศทหาร ชั้นยส ทหารอากาศ วาระตุลาคม 2567

แชร์เนื้อหานี้

ตามที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหารชั้นนายพลอากาศ ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกองทัพอากาศ โดยแบ่งเป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานยศทหารสูงขึ้น วาระตุลาคม 2567 จำนวน 81 คน ดังนี้
พลอากาศเอก จำนวน 13 คน
พลอากาศโท จำนวน 27 คน
พลอากาศตรี จำนวน 39 คน
และพลอากาศตรีหญิง จำนวน 2 คน

ผู้ที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ประจำปีงบประมาณ 2567 จำนวน 17 คน ดังนี้
พลอากาศโท จำนวน 1 คน
พลอากาศโทหญิง จำนวน 1 คน
พลอากาศตรี จำนวน 9 คน
และพลอากาศตรีหญิง จำนวน 6 คน

วันนี้ (วันอังคารที่ 1 ตุลาคม 2567) เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีแก่นายทหารสัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหาร ชั้นนายพลอากาศ ในวาระตุลาคม 2567 ณ ห้องรับรองจักรพงษ์ กองบัญชาการกองทัพอากาศ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารอากาศ

ได้กล่าวแสดงความยินดีและให้โอวาทตอนหนึ่งว่า “เกียรติประวัติและความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นกับท่านและวงศ์ตระกูลในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากท่านได้ใช้ความรู้ความสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะและมุ่งมั่นทุ่มเท ทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ เป็นที่ไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา ผมขอให้ทุกท่านรักษาคุณงามความดี

ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในคุณธรรม ตลอดจนดำรงไว้ซึ่งความรักและความสามัคคี ร่วมกันสร้างสรรค์พัฒนาหน่วยงานให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อความผาสุกของประชาชนและความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์สืบไป”

กองทัพอากาศ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯมุกดาหารสั่งตรวจสอบความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ

แชร์เนื้อหานี้

   วันที่ 2 ตุลาคม 2567 นายวรญาณ  บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ขนส่งจังหวัดมุกดาหารออกตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ เพื่อความมั่นใจในการใช้บริการของประชาชน
โดยนายสมพงษ์ เทียนชัยเกิดศิลป์ ขนส่งจังหวัดมุกดาหาร ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารผ่านรายการ”ผู้ว่าพบประชาชน”ว่าจังหวัดมุกดาหารมีผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดใหญ่ จำนวน 39 ราย มีรถโดยสาร 20 กว่าคัน ซึ่งมีการตรวจสภาพตามระเบียบปีละ 2 ครั้ง

สำหรับการลงพื้นที่ปฎิบัติการตามมาตรการเชิงรุก สำนักงานขนส่งจังหวัดได้ ปฎิบัติการมาตรการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลโดยประสานผู้ประกอบการรถโดยสารทุกรายให้เตรียมความพร้อมของรถก่อนออกเดินทาง ,ออกตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการให้คำแนะนำการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ ระบบเบรค

ความพร้อมของยาง และอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถและอื่นๆ,ออกตรวจความพร้อมของรถและคนขับรถโดยสารประจำทางที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร,กำชับช่างตรวจสภาพรถเข้มข้นเรื่องการตรวจสภาพรถโดยสารโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของตัวรถเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก และเกิดความมั่นใจในการโดยสารรถ

ภาพ/ข่าว วันวิภา แพงแก้ว
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

มุกดาหาร​ -​หนุ่มวัย 34 นอนตายปริศนาในรถ หน้าผับดังโฟร์คพระนครมุกดาหาร

เมื่อ เวลา 03.00 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2567 ร.ต.อ.อลงกรณ์ แวงวรรณ รอง สว.(สอบสวน)ได้รับแจ้งมีชายไทยนอนเสียชีวิตอยู่ภายในรถยนต์กระบะสี่ประตู หมายเลขทะเบียน 35718 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถของร้านโฟร์คพระนคร ต.มุกดาหาร อ. เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงได้พร้อมกับแพทย์เวรของโรงพยาบาลมุกดาหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สายสืบร่วมกันชันสูตรพลิกศพผู้ตายเมื่อไปถึงพบศพนายสันติ โคชขึง อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 หมู่ที่ 4 ต.บ้านแก้ง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

นอนเสียชีวิตอยู่ที่เบาะนั่งด้านหลัง มีนายทิวากรณ์ สีทา อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 3 ต. โพธิ์ไทรย์ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เจ้าของรถให้การว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทกับผู้ตายก่อนเกิดเหตุได้พากันมาเที่ยวดื่มกิน ผู้ตายได้ดื่มสุราและเมาหนักกระทั่งเวลาประมาณ 22.00น.ของวันที่ 2 ตุลาคม ก็บอกว่าต้องการพักผ่อน นายทิวากรณ์ กับเพื่อนจึงพามานอนพักผ่อนภายในรถโดยเปิดประตูรถไว้ทุกบานและไม่ได้ติดเครื่องยนต์ แล้วได้เข้าไปดื่มกินภายในร้านต่อ เมื่อถึงเวลาร้านปิดจึงมาที่รถเห็นนายสันติ นอนอ้าปากค้างอยู่ และไม่รู้สึกตัว จึงเรียกให้คนมาช่วยเหลือแต่ไม่สามารถช่วยได้เนื่องจากนายสันติได้เสียชีวิตแล้วจึงได้ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพไม่พบร่องรอยก ารต่อสู้และบาดแผลตามร่างกายแต่อย่างใด

จากการสอบถาม นายเกียรติศักดิ์ โคชขึง บิดาของนายสันติ ให้การว่านายสันติ.มีอาการเป็นตระคิวบ่อยครั้งและเป็นคนชอบดื่มสุราเป็นประจำ และเมื่อดื่มสุราเมาแล้วมักจะมีอาการเป็นตระคิว ต้องช่วยเหลือโดยการบีบนวดเป็นประจำ ซึ่งนายสันติ เคยช็อคเนื่องจากดื่มสุราแล้วเป็นตระคิวและได้ช่วยเหลือมาแล้วหลายครั้ง จึงไม่ติดใจสาเหตุการตายของนายสันติ เชื่อว่านายสันติดื่มสุราจนเมาหนักแล้วเป็นตระคิวเสียชีวิตเอง ไม่มีผู้ใดทำร้ายหรือปองร้ายทำให้นายสันติเสียชีวิตแต่อย่างใด

อนึ่ง มีประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า บริเวณที่ตั้งของผับ โฟล์คพระนคร อยู่ติดถนนพิทักษ์พนมเขตกลางใจเมืองมุกดาหาร เพิ่งเริ่มเปิดบริการเมื่อประมาณกลางปีที่ผ่านมา และไม่อยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) แต่เหตุใดจึงสามารถเปิดได้อย่างโจ่งแจ้ง และผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบได้อย่างไร

มุกดาหาร​ -​ฉก.ทหารพรานที่2105​ ตรวจยึดเนื้อหมูเถื่อน 1.5 ตัน พร้อมรถที่ใช้ขน​ คนขับทิ้งรถหลบหนี

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ร้อยโท วัชรสรณ์ เชื้อไพบูลย์ ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 2105 พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารพราน ออกลาดตระเวนในพื้นที่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อป้องกันการลักลอบการกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ครั้นเมื่อเวลา 22.45 น. ชุดลาดตระเวนได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยขับขี่ออกมาจากถนนเรียบริมแม่น้ำโขง บ.บางทรายใหญ่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร ลักษณะท่าทางมีพิรุธ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่เมื่อคนขับรถยนต์ดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้เร่งเครื่องยนต์ขับรถหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถไล่ติดตาม จนกระทั่งเวลา 23.00 น. พบรถยนต์คันกล่าวซึ่งเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบอร์น หมายเลขทะเบียน บม 5088 ศรีสะเกษ จอดอยู่บนถนนบ้านป่าหวาย ม.9 ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร โดยคนขับได้ทิ้งรถยนต์และอาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไป จากการตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าว ตรวจพบเนื้อสุกรแช่แข็งบรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ยจำนวน 1,500 กก. ที่บริเวณท้ายกระบะจึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางแล้วส่งมอบให้ด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร #ทหารพรานที่2105​ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี #กองทัพภาคที่2

ภาพ/ข่าว​ พวงเพชร​ จันทร์ดี
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /โครงการเมืองพร้าวสดใส เราไม่ทิ้งกัน ณ บ้านห้วยกันใจ , บ้านแม่ทรายขาว ต.แม่แวน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ..

แชร์เนื้อหานี้

3 ตุลาคม 2567 โดยการอำนวยการของ พ.ต.อ.วีร์กวิน เสริมศรีธนชัย ผกก.สภ.หางดง ,พร้อม พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ บุญมา รอง ผกก.ป.ฯ,พ.ต.ท.ศุภทัศน์ กิตติวรยศ สว.จร.,พ.ต.ต.เอนก ศรีโพธิ์ สวป.(ชส.)ฯ และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมอำนวยความสะดวกเส้นทางจราจร ปิดกั้นเส้นทางเดินรถที่มีน้ำท่วมสูง

ออกประชาสัมสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ระวังและป้องกันเหตุน้ำท่วมเฉียบพลัน ร่วมกับแขวงการทางเคลียร์เส้นทางจราจร และเข้าช่วยเหลือดูแลบ้านเรือนที่น้ำท่วม รวมทั้งออกตรวจสอบพื้นที่ป้องกันการก่ออาชญากรรมต่างๆ ในช่วงอุทกภัย และขอสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหางดง ประจำวันที่ 3 ต.ค.67 รายละเอียดดังนี้

  1. ถนนทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) บริเวณหน้ากาดฝรั่ง มีน้ำท่วมมาจากลำน้ำแม่ท่าช้าง ทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ได้ประสานสั่งการให้ปิดการจราจรและ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ อส. ทีมกู้ชีพกู้ภัย อปพร. ได้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นทางดังกล่าว
  1. น้ำท่วมและดินสไลด์ ตำบลบ้านปง จำนวน 3 หมู่บ้าน
  2. หมู่ที่ 1 น้ำท่วมบ้านเรือนราษฎร ปัจจุบันน้ำเริ่มลดลงแล้ว อยู่ระหว่างการเก็บล้างทำความสะอาด
  3. หมู่ที่ 5 บ้านแม่ฮะะเหนือ ดินสไลด์ ทำความเสียหายบ้าน 2 หลัง ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เทศบาลตำบลบ้านปง ตรวจสอบความเสียหาย อพยพ ผู้อยู่อาศัยไปอยู่ที่อยู่ชั่วคราว และให้ความช่วยเหลือเยียวยา ผู้ประสบภัย
  1. หมู่ที่ 7 บ้าน ปางยาง กรณี ดิน สไลด์ ปิดถนนทางเข้าหมู่บ้าน การไฟฟ้าอำเภอหางดง ได้ตัดไฟฟ้าชั่วคราว เทศบาลตำบลบ้านปงนำ รถแม็คโคร เปิดทาง ถนนที่ได้รับความเสียหาย ขณะนี้ใกล้จะเปิดทางให้ราษฎรได้สัญจรได้เป็นปกติ
  2. น้ำท่วมตำบลบ้านแหวน 13 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 – 13
  3. น้ำท่วมตำบลน้ำแพร่ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 2 3 และ 11
  4. น้ำท่วมหนองควาย 2 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 และ 3
  5. น้ำท่วมตำบลสบแม่ข่า 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 3 – 5
  1. น้ำท่วมตำบลขุนคง 2 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 และ 4
  2. น้ำท่วมตำบลหางดง 9 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 – 9
  3. น้ำท่วมตำบลหนองแก๋ว 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 1 3 5 7 8 และ 9
  4. รวมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 48 หมู่บ้าน…

3 ตุลาคม 2567 คุณวันเพ็ญ ปัญญาทิพย์ ปธ.กต.ตร.สภ.พร้าว พร้อมด้วย พ.ต.อ.พงษ์ธรรศ เจริญปรีชญาพงษ์ ผกก.สภ.พร้าว จ.เชียงใหม่ , ร.ต.ท.นคร ปัญญาทิพย์ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงพร้าว , คุณชุณห์พิมาณ สุภิราช กต.ตร.สภ.พร้าว , พ.ต.ท.นพดล ตันมาดี รอง ผกก.ป.สภ.พร้าว , พ.ต.ต.ประดิษฐ์ ปิยะจันทร์ สวป.สภ.พร้าว

พ.ต.ต.ธีระศักดิ์ ธัญธราดล สว.สส.สภ.พร้าว , พ.ต.ท.ชานนท์สถิต วราสงวนศิลป์ สว.อก.สภ.พร้าว และ ข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โครงการ ”เมืองพร้าวสดใส เราไม่ทิ้งกัน“ ณ บ้านห้วยกันใจ , บ้านแม่ทรายขาว ต.แม่แวน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ..

สมจิตร แสงบันลังค์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าฯจ.น่าน พาสื่อมวลชนชมความคืบหน้าการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 ที่ บริเวณจุดก่อสร้าง หอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน และแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นำคณะสื่อมวลชน และหน่วยงานต่าง ๆ เยี่ยมชมความคืบหน้าการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน และแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก โดยมี นายพรชัย ยงนพกุล ตัวแทนมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน มอบหมายให้เข้ามาช่วยดูแลบริหารงานโครงการฯ ได้อธิบายพร้อมให้ข้อมูลการก่อสร้างโครงกาาร


สำหรับโครงการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน และแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก ตั้งอยู่บนพื้นที่จำนวน 9 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา ประกอบด้วย หอศิลปวัฒนธรรม อาคารหอประชุมอเนกประสงค์ อาคารบริการ สวนพฤกษศาสตร์ และลานกิจกรรม คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2568 ซึ่งมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ฯ สนับสนุนงบประมาณ การก่อสร้างทั้งหมดรวมถึงงบประมาณ ในการบริหารจัดการตลอดอายุสัญญา มีวัตถุประสงค์การดำเนิน โครงการภายใต้หลัก “การพัฒนาที่ยั่งยืนของพลเมืองน่าน ผ่านการรับรู้ เรียนรู้ และนำไปใช้อย่างเข้าใจ” บุคลากรเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จะส่งเสริมการจ้างงานในพื้นที่ สร้างโอกาสความเสมอภาคเพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบสำคัญของประเทศไทยต่อไป

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน และแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก มีพื้นที่อาคารและสิ่งก่อสร้างในโครงการ ได้แก่ อาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่านและส่วนบริการ อาคารหอศิลปฯ มีพื้นที่ 4600 ตรม. ภายในประกอบด้วย ห้องพิพิธภัณฑ์ในรัชการที่ 9 , ห้องประวัติศาสตร์ศาลากลางหลังเก่า, ห้องนิทรรศการหมุนเวียน และพื้นที่สร้างสรรค์ทางปัญญาที่นำเสนอในรูปแบบดิจิทัล , ห้องสมุดดิจิทัล , พื้นที่ co working space , อาคารหอประชุมพื้นที่ 3400 ตรม. ที่มีที่นั่ง 267 ที่ และชั้นบนประกอบไปด้วยห้องซ้อมดนตรีไทยเดิม ดนตรีไทยสากล และห้องซ้อมดนตรีย่อยอีก 9 ห้อง และยังมีห้องแสดงสิ่งของมีค่าที่แสดงผลงานชิ้นเอกเช่น เครื่องเงินน่าน ,ผ้าทอมือ , เงินตราโบราณ ทั้งยังมีอาคารจอดรถ มีที่จอดรถชั้นใต้ดินซึ่งสามารถจอดรถยนต์ได้ 40 คัน และรถจักรยานยนต์ 27 คัน นอกจากนี้ ยังแบ่งพื้นที่สำหรับอาคารศูนย์เรียนรู้เมืองน่าน ลานกิจกรรมหน้าพระบรมรูปฯ ลานกิจกรรมหน้าศูนย์เรียนรู้ สวนวัฒนธรรม

การก่อสร้างในโครงการดังกล่าวได้คำนึงถึงและให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร และรองรับแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว ซึ่ง จ.น่าน อยุูในบริเวณที่ 3 ที่ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รับผลกระทบ มีการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย มาตรฐาน NFPA และรองรับ universal design อีกทั้ง ยังยึดมาตรฐานสถาบันอาคารเขียวไทย ( Trees) โดยตั้งเป้าต้องได้รับระดับ platinum
นายพรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างดำเนินการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน และแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก คืบหน้าประมาณ 30% เร็วกว่ากำหนดเวลา 5 วัน เมื่อแล้วเสร็จ สถานที่แห่งนี้ยังมีหลักสูตรรองรับให้กับ เยาวชนจังหวัดน่าน ที่สนใจเรียน ใน 4 หลักสูตรต่าง ๆ อาทิ หลักสูตรดนตรีทั้งดนตรีพื้นเมือง ดนตรีไทยเดิม ดนตรีไทยสากล ดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตรา หลักสูตรสอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาล้านนา

หลักสูตรการทำธุรกิจ และหลักสูตรการเป็นพลเมืองดีเพื่อสังคม โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย กระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามสัญญาอนุญาตให้มูลนิธิรักษ์ป่าน่านฯ เป็นผู้สนับสนุนการดำเนินโครงการฯ และงบประมาณในการก่อสร้างอาคารใหม่ การรื้อถอน การบริหารจัดการงบบุคลากร, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้งบประมาณของราชการแม้แต่บาทเดียว ทั้งนี้ จะไม่มีการเก็บค่าใช้บริการ ค่าสมาชิก ค่าเข้าร่วมกิจกรรม ค่าประชุม หรือค่าตอบแทนอื่นๆ จากผู้ใช้บริการใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการนำพื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ส่วนตน รวมถึงไม่มีการปล่อยเช่าพื้นที่ว่างเปล่า

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวทิ้งท้าย จังหวัดน่าน ยังมีโครงกาพัฒนาไปพร้อมๆ กับการก่อสร้างฯ อีกหลายโครงการ เช่น การเอาเสาไฟฟ้าลงดิน การพัฒนาสวนศรีเมือง เพิ่มเลนจักรยานและช่องทางวิ่ง ตลอดช่วงเมืองเก่าน่าน ให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดด้วย/

บุญยงค์ สดสอาด ทีมงานสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มือทำรวย หวยทำจนนะโยม สายมู ชาวอ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ แก้บน ถูกลอตเตอรี่ รางวัลที่ 4.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 ตุลาคม 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดคลองกะพั้ว ต.บ้านโคน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ สายมูแห่กราบไหว้ขอพรองค์ท้าวเวสสุวรรณ์ ขนาดความสูง 19 เมตรรวมฐาน สีทอง ที่มีความสูงที่สุดในเขตภาคเหนือตอนล่าง ตั้งเด่นสง่า อยู่ภายในวัดคลองกะพั้ว และกราบสักการะท้าวเวสสุวรรณ ขนาดความสูง 5 เมตร สีดำน้ำมันปู กันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้ได้มีนายชัยสุรพัส สินธนัชพุทธิกร และนางกุลณี นากแก้วเทศ ชาวอำเภอพิชัย ได้นำเครื่องสักการะพร้อมน้ำแดง น้ำมันตะเกียง พวงมาลัย ดอกกุหลาบสีแดงมาถวายและแก้บนแก่องค์ท้าวเวสสุวรรณ เนื่องจากตนเอง ได้ถูกเลอตเตอรี่รางวัลที่ 4 เพราะได้ตั้งจิตอธิฐานขอให้ได้ถูกรางวัลลอตเตอรี่พร้อมกันนี้ยังได้นำเงินจำนวน 2 พันบาท ใส่ตู้เพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะท้าวเวสสุวรรณในการทอดกฐินสามัคคีสร้างองค์ท้าวเวสสุวรรณ ขนาด 12 เมตร ที่ระหว่างดำเนินการสร้าง

นางกุลณี นากแก้วเทศ ชาวอำเภอพิชัย เปิดเผยว่า ตนเองได้ตั้งจิตอธิฐานระลึกถึงองค์ท้าวเวสสุวรรณที่วัดคลองกะพั้ว หากท้าวเวสสุวรรณที่วัดคลองกะพั้ว ศักดิ์สิทธิ์จริง ขอให้ตนเองถูกรางวัลฉลากกินแบ่งรัฐบาลกับเขา ซักครั้ง
เมื่อผลปรากฏว่า ตนเองถูกลอตเตอรี่ จริง เป็นรางวัลที่ 4 ตนเองพร้อมสามีจึงตั้งใจที่จะไปกราบไหว้ท้าวเวสสุวรรณที่วัดคลองกะพั้วให้ได้ ซึ่งในวันนี้ ได้มีโอกาศจึงชวนสามีมากราบสักการะท้าวเวสสุวรรณพร้อมกับนำดอกกุหลาบ พวงมาลัย น้ำมันตะเกียง เพื่อถวายแด่องค์ท้าวเวสสุวรรณ ที่มีความสูง 19 เมตรรวมฐาน โดยมีชาวบ้านที่ทราบข่าวก็ได้เดินทางมาร่วมขอโชคขอลาภด้วยจากนั้นได้มีการจุดธูปเสี่ยงทายซึ่งปรากฏเป็นเลข 235

พร้อมกันนี้ชาวบ้านที่ติดตามมาเพื่อลุ้นโชค ยังได้มีการล้วงลูกปิงปองในไหที่วางอยู่ด้านหน้าท้าวเวสสุวรรณองค์สีดำมันปูขนาดความสูง 5 เมตร ผลปรากฎเลขที่ล้วงได้จากลูกปิงปองคือ 12 ซึ่งต่างก็พากันนำโทรศัพท์ถ่ายรูปไว้และบางคนก็นำกระดาษมาจด เพื่อนำไปเสี่ยงโชคในงวด วันที่ 16 ตุลาคม ที่จะมาถึง

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / วันประมงฯ 2567 รณรงค์ให้ประชาชนนึกถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์

แชร์เนื้อหานี้

ที่ริมแม่น้ำน่าน เชิงสะพานพัฒนาภาคเหนือ ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2567 เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ และเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยมีนายคฑาวุธ ปานบุญ ประมงจังหวัดน่าน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการเจ้าหน้าที่สังกัดกรมประมงเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 กำหนดให้วันที่ 21 กันยายน ของทุกปีเป็นวันประมงแห่งชาติ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรสัตว์น้ำ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างเพียงพอ และมีความยั่งยืน โดยจัดให้มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำทั่วประเทศ และขอความร่วมมือจากประชาชน งดจับสัตว์น้ำทุกชนิด ในวันที่ 21 กันยายน ของทุกปี จังหวัดน่านโดนักงานประมงจังหวัดน่าน ได้จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน จำนวน 200,000 ตัว จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ปลาตะเพียนขาว และบ้า เพื่อนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อให้สัตว์น้ำที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้เจริญเติบโตแพร่ขยายพันธุ์ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำ และยังเป็นการฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำในธรรมชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพประมงและเป็นแหล่งอาหารของชุมชน นำไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารที่ยั่งยืนต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาตมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตชด.235 รวบ 2 หนุ่มห้วยไร่ ขนยาบ้า 60,000 เม็ด ฉก.ทหารพราน​21 ยึดจักรยานยนต์ 6 คัน ขณะเตรียมลักลอบส่งข้ามแม่น้ำเหืองให้นายทุนลาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 1 ตุลาคม​ 2567 ภายใต้การอำนวยการโดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.​พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง​ผบช.ตชด.รรท.ผบช.ตชด.และ พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผบก.ตชด.ภาค.2 โดย พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์กิ้ง ผกก.ตชต.23,พ.ต.ท.ธนพล ท้าวหนู รอง ผกก.ตชด.23 ร.ต.อ.สมควร เบญจมาตร รรท.ผบ.ร้อย ตชด.235 จับกุมการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด

ร.ต.อ.เสถียร พัฒนะโชติ รองผบ.ร้อย ตชด.235 ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีกลุ่มขบวนการลักลอบขนยาเสพติด นักบินมาจาก จ.อำนาจเจริญ โดยมารับยาบริเวณดอนปลาแดก ตรงข้ามกับบ้านศรีนคร อ.ธาตุพนม ฯ จึงได้ออกตรวจสอบ พบรถต้องสงสัยตรงตามที่สายลับรายงาน จึงได้ขับติดตามไป พอรถต้องสงสัยได้สังเกตุว่ามีรถติดตามได้ขับหนี มุ่งหน้าไปทาง จ.มุกดาหาร และเสียหลักตกลงข้างทางบริเวณหน้า รร.บ้านอุ่มเหม้า ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนมฯ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น โซลูน่า วีออส สีดำ ทะเบียน ศธ 7826 กรุงเทพมหานคร ที่ถนนชยางกูร บ้านโนนงาม หมู่ที่ 5 ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

พบว่าที่พื้นภายในห้องโดยสารด้านหน้าฝั่งซ้ายด้านข้างคนขับมีกระสอบสีขาวจำนวน 1 กระสอบ วางอยู่เมื่อเปิดออกดูพบห่อกระดาษเทียนไขสีเหลือง จำนวน 30 มัด แกะออกดูพบว่าเป็นยาบ้ามัดละ 2,000 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมดจำนวน 60,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวนายทองใบ รุ่งเรือง หรือ เป๊าะ อายุ 44 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 6 ต.ห้วยไร่ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ คนขับรถ พร้อมกับ นายวุฒิไกร อ่อนชาติ หรือ อ้น อายุ 33 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 6 ต.ห้วยไร่ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ผู้โดยสารที่นั่งมาด้วย และทำการตรวจยึดยาบ้าทั้งหมดพร้อมด้วยรถยนต์ไว้เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เลย​ -​ฉก.ทหารพราน​21 ยึดจักรยานยนต์ 6 คัน ขณะเตรียมลักลอบส่งข้ามแม่น้ำเหืองให้นายทุนลาว

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2567 พันเอก อินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ข้ามไปยังฝั่งสปป.ลาว โดยมีนายทุนจากลาว ได้สั่งซื้อ จากนายทุนฝั่งไทย ในพื้นที่บ้านนากระเซ็ง หมู่ที่4 ตำบลอาฮี อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย จึงสั่งการให้ ร.ท.อาคม คำจุลฬา​ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2102 ฉก.ทพ.21 พร้อมชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ สภ.โพนทอง , ฝ่ายปกครองอำเภอท่าลี่ และผู้นำชุมชน ซุ่มเฝ้าตรวจตามจุดเสี่ยง/จุดเพ่งเล็ง ครั้นต่อมาเมื่อเวลา 04.15 ได้มีเรือจากฝั่ง สปป.ลาว พายข้ามมาจอดริมตลิ่งฝั่งไทย

จากนั้นได้มีชายไม่ทราบสัญชาติประมาณ 3 คน เดินขึ้นมาเข็นรถจักรยานยนต์ลงไปริมตลิ่ง ชุดซุ่มจึงได้แสดงตัว เมื่อกลุ่มชายดังกล่าว มองเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ก็ตกใจทิ้งรถจักรยานยนต์และวิ่งลงเรือกีบพายหนีข้ามแม่น้ำเหืองไปยังฝั่ง สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจสอบตามบริเวณพื้นที่ดังกล่าวพบรถจักรยานยนต์จำนวน 6 คัน ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ honda CRF 300 L สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ honda PCX 160 ป้ายทะเบียน กล 5302 ชลบุรี

รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda wave110 i สีแดง ไม่ติดป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda wave110 i สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน 1 กส 926 ภูเก็ต จำนวน 1 คัน รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha Grand filano สีแดง ป้ายทะเบียน 7ขอ 4562 กรุงเทพมหานคร และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha Grand filano สีเทา ไม่ติดป้ายทะเบียน จึงได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ทั้ง 6 คันไว้เป็นของกลางและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพนทอง ดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร #หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่21 #ทหารพรานที่2102​ #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี​ #กองทัพภาคที่2

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร้องขอ อยากให้ที่ดินป่าช้า สาธารณะประโยชน์ เป็นของวัด การรังวัดป่าโคกศิลา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ปักธงชัย ไม่รับรอง อ้างกรรมสิทธ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 กลุ่มชาวบ้าน ออกมาร้องทุกข์ การรังวัด ของเจ้าหน้าที่รังวัด บริเวณติดป่าช้า สาธารณะประโยชน์ วัดป่าโคกศิลา ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา กลุ่มชาวบ้านเล่าว่า อยากให้ที่สาธารณะประโยชน์ตรงนี้ เป็นของวัด เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นป่าช้ามานานหลายสิบปีแล้ว ด้านนายอักษรย่อ (น)นามสมมุติ ผู้อ้างกรรมสิทธ์ ซึ่งนำเจ้าหน้าที่มารังวัด เล่าว่า ผมมีโฉนดนำมาแสดง ถูกต้อง และได้เสียภาษีตามกฎหมาย

พระสมชาย สร้อยฉิมพลี เจ้าอาวาส วัดโคกศิลา เล่าว่า เดิมทีนายอักษรย่อ(น) นามสมมุติ เจ้าของที่ มีที่ดินติดกับวัด 39 ไร่ ขายไปแล้ว 30 ไร่ เหลืออีก 9 ไร่ ซึ่งติดกับป่าช้าวัด จึงเป็นที่มาของการอ้างกรรมสิทธิ์ มารังวัดในครั้งนี้ ทั้งนี้ นายชุมพล หาญตะคุ กำนัน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย กล่าวว่า เจ้าของที่ มีโฉนดนำมาแสดง

แต่การออกโฉนดให้เมื่อหลายสิบปีก่อน ออกให้ได้อย่างไร ทั้งๆที่ ยังเป็นพื้นที่พิพาท และหมุดที่ปักไว้ก็ไม่มีตามโฉนดตามที่เจ้าของที่นำมาแสดงเป็นหลักฐาน และการที่ เจ้าของที่ นำเจ้าหน้าที่มารังวัด ก็ไม่ได้แจ้งกำนันไว้ล่วงหน้า การรังวัดในครั้งนี้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย ไม่รับรอง รอกระบวนการพิสูจน์ ต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน / รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จนท.ทุกฝ่าย ร่วมแก้ปัญหาชาวบ้านหัวดง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่บริเวณลานวัดหัวดง หมู่ที่5 ตำบลคลองเกตุ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ได้มีประชาชนมากกว่าหนึ่งร้อยคนรวมตัวเรียกร้อง ขอความเป็นธรรม จากกรณีชาวบ้านกับผู้นำหมู่บ้าน ต่างมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เดือนร้อนถึงหน่วยงานรัฐ คณะสงฆ์ภายในอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ต้องเดินทางแก้ไขปัญหาของชาวบ้านหัวดง

นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ฝ่าย อส. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเดินทางเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการที่ประชาชนได้ออกมาหาขอสรุปร่วมกันความทราบถึงพระครูภัทรปัญญาวุธ (พระครูเภก) เจ้าคณะอำเภอโคกสำโรง ได้มอบหมายให้เจ้าคณะตำบลคลองเกตุ เขต2 รวมถึงพระสังฆาธิการเดินทางถึงบริเวณวัดหัวดง ที่ชาวบ้านได้รวมตัวกันอยู่ประมาณ
180 คน

โดยสาเหตุ เริ่มจากผู้นำหมู่บ้าน จะนำน้ำ จากลำคลองที่พัดไหลผ่าน ต้องการจะระบายน้ำเข้าบริเวณสระน้ำภายในวัดหัวดง เผื่อไว้ใช้น้ำรดต้นไม้ยามฤดูแล้ง รวมถึงจัดงานลอยกระทงที่จะมาถึงนี้ และจะปรับปรุงภูมิทัศน์รอบๆสระให้สะอาดเช่นแต่เก่าก่อน และเมื่อมีเหตุเกิดอัคคีภัยก็ไม่ต้องเดินทางไปรับน้ำจากที่อื่นๆที่ไกลออกไป เนื่องจากปัจจุบันนี้สระน้ำดังกล่าวเริ่มมีวัชพืชขึ้นภายในสระ และมองดูไม่สะอาดตา จึงจะปรับปรุงสระให้ดียิ่งๆขึ้นและกลับมาใช้ได้ในยามจำเป็นที่ต้องการใช้น้ำ

แต่มีชาวบ้านบางส่วนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการที่จะนำน้ำดังกล่าวเข้ามาเก็บในสระเก็บไว้   โดยมีข้ออ้างว่าน้ำสกปรกมากเกินไป ไม่สะอาดเพียงพอที่จะนำน้ำมาเข้าไว้ในสระน้ำดังกล่าว   ทางฝ่ายนายอำเภอโคกสำโรง และเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขอำเภอโคกสำโรง ผู้ที่เกี่ยวข้องและคณะสงฆ์อำเภอโคกสำโรง ได้เดินตรวจสภาพบริเวณสระน้ำ รวมถึงน้ำที่จะนำเข้ามาไว้ในสระภายในวัดหัวดง
โดยในที่ประชุมสรุปผลออกมาได้ว่า ต้องให้ฝ่ายสาธารณะสุขออกมาวัดค่าของน้ำ ที่อยู่ภายในสระ กับน้ำที่จะนำเข้ามาได้มาตรฐานความสะอาดพอๆกันหรือไม่ และให้ฝ่ายปกครอง คณะกรรมการวัด รวมถึงชาวบ้านหัวดงทุกท่าน รอผลภายใน 1 สัปดาห์ แล้วค่อยนำน้ำเข้าภายในสระ โดยจะต้องมีขั้นตอนกรองน้ำที่ถูกต้องตามระบบการกรองน้ำเข้าสระ ทุกฝ่ายจึงตกลงเห็นชอบตามมติที่ออกมา และสุดท้ายได้มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรวัดกัวดง ขึ้นมา 2 ท่าน รวมถึงคณะกรรมการ 18 ท่าน พร้อมทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อีก อีก 3 ท่านเป็นโดยตำแหน่งหน้าที่ จากนั้นชาวบ้านจึงได้แยกย้ายกันกลับ
สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี นายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / น่าน ทดสอบสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วม พร้อมกัน 7 จุด ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 ตุลาคม 25 67 จังหวัดน่าน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทดสอบสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วม พร้อมกัน 7 จุด ในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ซึ่งมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมคณะทีมงานร่วมทดสอบสัญญาณ สำหรับหอเตือนภัย ในพื้นที่จังหวัดน่าน มีทั้งหมด 7 จุด ประกอบด้วย อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง (2 จุด) อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง และอำเภอเวียงสา สำหรับแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนเมื่อเกิดเหตุวิกฤตภัยพิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสถานการณ์จะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่

โดยจากนี้จะมีการทดสอบระบบเป็นประจำ ซึ่งจะทำการเปิดเพลงชาติ ทุกเช้าวันพุธ เวลา 08.00 น. และจะมีการทดสอบสัญญาณเตือนภัยเป็นประจำอย่างต่อเนื่องการทำงานของระบบหอเตือนภัย และการปฏิบัติตนเมื่อได้ยินเสียงเตือนภัย โดยผู้นำในท้องที่ติดตาม ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ จากนั้นประสาน ปภ.จังหวัด ในการให้สัญญาณเตือนภัย ปภ.จังหวัดขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ความเห็นชอบในการปล่อยสัญญาณเตือนภัย จากนั้น ปภ.จังหวัด แจ้งศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ ดำเนินการปล่อยสัญญาณเตือนภัย (สั่งการผ่านระบบดาวเทียม หรือระบบอินเทอร์เน็ต ไปยังหอเตือนภัย)

ระดับการแจ้งเตือน -เตือนฝนตกหนัก (M11) แจ้งเตือนเรื่องฝนตกหนัก อาจมีผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง -เตือนฝนตกหนักมาก (M12) แจ้งเตือนเรื่องฝนตกหนักมากในพื้นที่ อาจก่อให้เกิดอุทกภัย มีน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ให้ประชาชนเก็บของมีค่าและอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูง เก็บของใช้จำเป็น อาหารแห้ง ยารักษาโรค น้ำดื่ม เพื่อเตรียมการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย -แจ้งน้ำป่าไหลหลาก (M4) แจ้งเกิดน้ำป่าไหลหลาก ขอให้ออกจากพื้นที่ ไปยังที่สูงโดยด่วน ให้ประชาชนทำการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที/

บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ทางหลวงประจวบฯ จับหนุ่มสตูล ยึดยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด ก่อนหลุดลงภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 30 กันยายน 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีตำรวจทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ 3 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง พ.ต.ต.พุทธางกูร เรืองธรรม สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวงประจวบฯ พร้อมด้วย พ.ต.อ.สมมาตร สังข์ทอง ผกก.สอบสวนภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.หญิง กมลทิพย์ สุทธิมรรคผล ผกก.พฐ.ประจวบฯ ร.ต.อ.เวิน ไชยอาษา รองสารวัตรตำรวจทางหลวงประจวบ 3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกัน ตรวจยึดและทำบันทึกจับกุมของกลางเป็นยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด ซึ่งบรรจุอยู่ในตะกร้าผักผลไม้คลุมมาด้วยผ้าใบสีดำ จำนวน 65 ตะกร้า บนท้ายรถบรรทุกพ่วงเทรลเลอร์ 22 ล้อยี่ห้อ Hino 500 สีขาว หมายเลขทะเบียน ส่วนหัว 71-9691 สงขลา หมายเลขตัวพ่วง 71-9692 สงขลา โดยมีผู้ต้องหาจำนวน 2 ราย ประกอบด้วย นายอมร (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ชาวจังหวัดสตูล และนายวีระพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดตรัง ก่อนจะนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่ง เจ้าหน้าที่ปปส.ภาค 7 ดำเนินการต่อไป

โดยสืบเนื่องจาก ร.ต.อ.เวิน ไชยอาษา รองสารวัตรตำรวจทางหลวง ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 10 นาย ตั้งด่านจุดตรวจจุดสกัดกวดขันวินัยจราจร และตรวจความพร้อมการใช้งานของรถบรรทุกที่วิ่งบนถนน บริเวณถนนเพชรเกษม ฝั่งขาล่องใต้ หลักกิโลเมตรที่ 378 – 379 บ้านดงไม้งาม ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน ระหว่างนั้นได้มีรถบรรทุกพ่วงคันดังกล่าวขับเข้ามาถึงด่าน ปรากฏว่าไม่มีบังโคลนคลุมล้อด้านท้ายรถ จึงได้เรียกตรวจปรากฏว่าผู้ขับขี่มีอาการพิรุธ และผู้โดยสารที่นั่งรถมาด้วย คือ นายวีระพงษ์ ได้วิ่งหลบหนี จึงได้ติดตามจับกุมตัวมาได้ และตรวจสอบสิ่งของที่บรรทุกมาบนท้ายรถปรากฏว่าเป็นยาบ้าจำนวนมากซึ่งบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกปิดผนึกอย่างแน่นหนาใส่ไว้ในตะกร้าผักผลไม้เรียงมาบนท้ายรถบรรทุกจำนวน 65 ตะกร้า รวมจำนวนประมาณ 10,300,000 เม็ด จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาสอบสวนและทำบันทึกจับกุมที่สถานีตำรวจทางหลวง และรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นต่อไป

นายอมร อายุ 51 ปี ชาวจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นคนขับยอมรับสารภาพกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองได้นำรถบรรทุกพ่วงซึ่งเป็นของพ่อมาขับรับจ้างขนยาบ้าจากอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี นำไปส่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยจะมีรถมารอรับ ซึ่งครั้งนี้ได้ทำเป็นครั้งที่ 2 ได้ค่าจ้างครั้งละ 200,000 บาท โดยก่อนหน้านี้ได้รับจ้างบรรทุกข้าวสาร จากกรุงเทพฯลงภาคใต้ ซึ่งครั้งนี้ได้เปลี่ยนมารับจ้างบรรทุกยาบ้าแทน และได้ใช้ผ้าใบคลุมให้ดูคล้ายกับบรรทุกสิ่งของทั่วไป

////////////////////////////

ข่าว ณฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กต.ตร.สภ.พัทยา ร่วมอำลา 8 นายตำรวจ สู่วันเกษียณที่ภาคภูมิ

แชร์เนื้อหานี้

ค่ำวันที่ 30 ก.ย.67 ที่ร้านอีสานกาฬเวลา ถนนเฉลิมพระเกียรติพัทยาสายสาม สภ.เมืองพัทยา โดย พ.ต.อ.นาวิน ธีระวิทย์ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ร่วมกับ กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา โดย นายชัยรัตน์ รักทอง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา จัดงาน “เกษียณสำราญ งานสำเร็จ เสร็จสมบูรณ์” งานเลี้ยงสังสรรค์อำลาเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดที่เกษียณอายุราชการ “จากวันที่ภาคเพียร..สู่วันเกษียณที่ภาคภูมิ” ภายใต้ค็อนเซ็ปต์ Cowboy Night Party

สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด สภ.เมืองพัทยา ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมจำนวน 5 นาย ประกอบด้วย พ.ต.ท.เดชนะ อำนาจมั่นคง รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา , ร.ต.อ.ทินพันธ์ พิลึก, ร.ต.อ.วินัย เนติสุทธิการ, ร.ต.อ.สุโทธนะ พึ่งภพ และ ร.ต.อ.เสริมชัย มะณีกุล ผบ.หมู่-รอง สว.สภ.เมืองพัทยา

และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 25 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 รวมจำนวน 3 นาย ประกอบด้วย ร.ต.ท.มาโนช วรชุน ,ร.ต.ต.หปุณณัฐฐา พลายเถาะ รอง สว.(ป.) สภ.เมืองพัทย และ ด.ต.พัชรินทร์ ทองบ่อ ผบ.หมู่(ธร.)สภ.เมืองพัทยา

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน อาทิ นางอำพร แสงแก้ว นายกสมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบันเทิงเมืองพัทยา นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา นายประมวล ทองใบ ที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา และนายสุขราช กาลรา ประธานชุมชนวอล์กกิ้งสตรีท

ทั้งนี้ ในงานได้มีการออกร้านจากผู้ประกอบการเมืองพัทยาให้บริการซุ้มอาหารนานาชนิดพร้อมเครื่องดื่ม ก่อนมีกิจกรรมบันเทิงสร้างสีสัน และจับรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยพบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / ลูกสะตอ แห่ชิงเปรต สารทเดือนสิบ คนใต้ชลบุรี แน่นวัดหนองใหญ่ / พัทยาเตรียมจัดพิธี “นวราตรี” วันแห่งชัยชนะ 9 วัน 9 คืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 ก.ย.67 มีรายงานว่า สมาคมชาวใต้ชลบุรี โดย นายสมคิด อุ่นเรือน นายกสมาคมชาวใต้ชลบุรี ได้จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวภาคใต้ งานบุญสารทเดือนสิบ ประจำปี 2567 ซึ่งได้รับเกียรติจากนายสมสิน ทิพย์มณี ประธานที่ปรึกษาสมาคมชาวใต้ชลบุรี ให้เกียรติร่วมงานท่ามกลางพี่น้องชาวใต้ในเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีที่เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

ด้วยสมาคมชาวได้ชลบุรี ได้ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสามัคคี สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและประชาชนทั่วไป อีกทั้งเพื่อรักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม รวมถึงปลูกฝังคุณธรรมร่วมกัน และมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและละสาธารณะประโยชน์ให้สังคมตลอดมา

ในปีนี้ ทางสมาคมชาวใต้ได้กำหนดการจัดงานบุญสารทเดือนสิบขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 42 เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวใต้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่สามารถจะเดินทางกลับ
ภูมิลำเมาได้ร่วมประกอบงามบุญในครั้งนี้โดยทั่วกัน โดยมุ่งเน้นรูปแบบการจัดงานให้เหมือนกับประเพณีทางภาคใต้ที่ได้ดำเนินงานเฉกเช่นเป็นประจำทุกปี

ภายในกิจกรรมปีนี้ไฮไลท์ที่น่าสนใจคือการแข่งขันปีนเสาน้ำมัน และพิธีชิงเปรต เป็นประเพณีของภาคใต้ที่ทำกันในวันสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีเมืองมนุษย์ 15 วัน โดยมาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวัน “รับเปรต” หรือ วันสารทเล็ก ลูกหลานต้องเตรียมขนมมาเลี้ยงดูให้อิ่มหมีพีมันและฝากกลับเมืองเปรต ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 นั้นคือวัน ” ส่งเปรต ” กลับคืนเมือง เรียกกันว่า วันสารทใหญ่

กระตุ้นท่องเที่ยวมูเตลู! พัทยาเตรียมจัดพิธี “นวราตรี” วันแห่งชัยชนะ 9 วัน 9 คืน

 วันที่ 29 ก.ย.67 มีรายงานว่า ผู้สื่อข่าวแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานแถลงข่าวเตรียมจัดงานพิธีนวราตรี และงานแห่ประเพณี เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ประจำปี 2567 โดยเทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี ร่วมกับสมาคมอินเดียชลบุรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2567 ทั้งนี้ ในพิธีแถลงข่าวมี นางอำพร แก้วแสง ผู้ก่อตั้งเทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี พร้อมด้วย ดร.ดีโอ กูมาร์ ซิงค์ นายกสมาคมอินเดียชลบุรี, นายนเรช จันเดอร์ รองนายกสมาคมอินเดียชลบุรี, นายปราชาญ บาตต์ อุปนายกสมาคมอินเดียชลบุรี และนายเซเรช นักธุรกิจคุชราฏ พัทยา ร่วมพิธี สำหรับพิธีนวราตรี และงานแห่ประเพณี เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ประจำปี 2567 ถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกของเทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี โดยร่วมกับคณะกรรมการสมาคมอินเดียชลบุรี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสักการะบูชา และสรรเสริญแห่งองค์พระแม่ทุรคา โดยไฮไลท์ของงานจะมีขึ้นในวันที่ 8 ต.ค. 67 - มีพิธีสวดโซฮา อารตีถวายพระแม่ โดยพราหมณ์คณะบารมี เริ่มตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป ส่วนวันที่ 9 ต.ค. 67 - ช่วงเช้าพราหมณ์ทำพิธีสวดถวายและอารตีไฟถวายพระแม่ หลังจากเสร็จพิธี ช่วงเวลา 16.00 น. จะมีการตั้งขบวนแห่องค์พระแม่และองค์เทพ จากเทวาลัยเคลื่อนขบวนไปยังถนนพัทยาสายสอง มุ่งหน้าลงสู่ถนนเลียบชายหาด วงเวียนปลาโลมา ซึ่งจะมีจุดพักให้ผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะบูชา 4 จุด ประกอบด้วย ร้านอาหารอินเดีย Indigo ถนนพัทยา สาย 2 ร้านอาหารอินเดีย Rasoi ถนนพระตำหนัก ร้านอาหารอินเดีย Mumbai se ถนนพัทนา สาย 2 และร้านอาหารอินเดีย Peshwa ถนนเลียบชายหาด หลังจากนี้นั้นขบวนจะกลับมาที่เทวาลัยและเริ่มพิธีในเวลา 19.00น.

และในวันที่ 10 ต.ค. 67 ช่วงเวลา 19.00 น.พราหมณ์ทำพิธีสวดถวายพระแม่ การแสดงการร่ายรำ หรือที่เรียกว่า เต้นดานเดีย วัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ทั้งนี้ขอมห้ผู้มีจิตศรัทธาในองค์พระแม่ทุก ๆพระองค์ มาร่วมงานนวราตรีตลอด 9 วัน 9 คืน ณ เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี

สำหรับนวราตรี คืออีกหนึ่งเทศกาลสำคัญทางศาสนาของชาวฮินดูทั่วโลก เป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะขององค์พระแม่ทุรกาที่ปราบอสูรได้สำเร็จ หลังจากต่อสู้กันมาเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน (นวราตรี) และยังเป็นการฉลององค์พระแม่ทุรกา ทั้ง 9 องค์ จะเป็นวันที่ทุกคนจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ดื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ปฏิบัติตัวที่ผิดศีล ทั้งนี้ภายในพิธีจะมีการจัดเต้นดานเดีย วัฒนธรรรมจากประเทศอินเดียที่ได้รับความนิยมในอินเดีย ในจังหวัดคุชราฏ และการในครั้วสมาคมคุชราฏ พัทยา ก็ได้สนับสนุนเต้นดานเดีย อีกทั้งภายในงานจะมีโรงทานอาหารอาหารมังสวิรัติไทยและอินเดีย ให้บริการผู้ร่วมงาน จึงขอเชิญชวนผู้ศรัทธาเข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2567 ณ เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / แห่เปรต”สืบสานประเพณีสารทเดือน 10 คึกคัก ขอพร “ศพไม่เน่าไม่เปื่อยเหลือแต่กระดูกในโลงแก้ว”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 กันยายน 2567 ประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร่วมกันสืบสานประเพณีสารทเดือน 10 หรืองานแห่เปรตจัดขึ้นโดยวัดดอยสวรรค์ (วัดเขาไก่เขี่ย) อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ โดยขบวนแห่เริ่ม ณ บริเวณด้านหน้า สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

มีพระครูประจักษ์กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) ต.วังแดง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ออกรับบิณฑบาตไปตามถนนสายวังกะพี้ – ตรอนระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร และมีขบวนแห่พระพุทธรูปจำลอง เทวดา นางฟ้า เปรต กระหัง อสูรกาย และขบวนมหรสพ เช่น ลิเก มวยการกุศล ซึ่งตลอด 2 ข้างทาง มีประชาชนมารอใส่บาตรข้าวสาร อาหารแห้ง และปัจจัย เป็นจำนวนมากเมื่อขบวนแห่เปรตมาถึงยังวัดดอยสวรรค์ เป็นที่เรียบร้อย ได้มีการประกอบพิธีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

พระครูประจักษ์กิตติคุณ กล่าวว่า วัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) จัดงานประเพณีสารทเดือนสิบ หรืองานแห่เปรต เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อรักษาประเพณี สืบทอดพระพุทธศาสนา มีการจำลองนรก สวรรค์ และเมืองมนุษย์ เพื่อสอนให้คนเกรงกลัวต่อบาป หันมาทำความดีตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา และให้ชาวพุทธได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ ซึ่งจากการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็จะได้อนุรักษ์สืบสานประเพณีนึ้ไว้ต่อไป

ภายหลังจากเสร็จพิธี ผู้สื่อข่าวได้สังเกตุเห็นมีประชาชนบางกลุ่มได้เข้าไปกราบขอพรโครงกระดูกที่บรรจุภายในโลงแก้ว สอบถามชาวบ้านจึงทราบว่า โครงกระดูกดังกล่าวเป็นศพของนายประกอบ นาคลัดดา ซึ่งเป็นบิดาของพระครูประจักษ์กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) เสียชีวิตไปเมื่อปี 2545 ด้วยวัยชรา ก่อนหน้าจะเสียชีวิตนายประกอบ ได้มาถือศิล ปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัดดอยสวรรค์แห่งนี้ เมื่อเสียชีวิตลงศพกลับไม่เน่าไม่เปื่อย แต่จะเหี่ยวแห้งไปตามการเวลา จนเหลือแต่โครงกระดูกที่มีสภาพที่สมบูรณ์อยู่เท่าทุกวันนี้

นาคา คะเลิศรัมย์/ รายงาน

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / อบต.อ่างทอง จัดกิจกรรมโครงการพลังบวร ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรกับชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ก.ย. 67 นายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มอบหมายให้ นายอำนวย จันทร์เจ็ก รองนายกอบต.อ่างทอง นายธานินทร์ บุญนี ปลัดอบต.อ่างทอง ร่วมกับ นายชลิต เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาอบต.อ่างทอง ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ข้าราชการ พนักงานอบต.อ่างทอง ร่วมกิจกรรมโครงการพลังบวร ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร จิตอาสาพัฒนาสถานที่ราชการ บ้าน วัด โรงเรียนและชุมชน ณ.โรงเรียนบ้านสีดางาม หมู่ที่ 10 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก

โดยพร้อมใจพัฒนาปรับภูมิทัศน์ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบโรงเรียน เพื่อให้เกิดความสามัคคีและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อ คณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรของอบต.อ่างทอง มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในชีวิตความเป็นอยู่และการปฏิบัติงานร่วมกับชุมชน หมู่บ้าน เป็นพลังผลักดันและขับเคลื่อนแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต และความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
//////////////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธี รับ–ส่งหน้าที่ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน/“นาทีชีวิตระทึก!! ทหาร ร.8 พัน.1 ช่วยเหลือประชาชนประสบอุบัติเหตุ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 28 กันยายน 2567 เวลา 10.30 น. ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 (ท่านใหม่) ร่วมกระทำพิธีรับ – ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 โดยได้กระทำพิธีสักการะพระศรีสัมพุทธโมลี พระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์วีรไทย พระบรมรูป ร.5 พระบรมราชานุสาวรีย์ หลังจากนั้นจึงลงนามเอกสารรับ – ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2

ก่อนจะเดินทางมายังบริเวณพิธีรับ – ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย โดยขึ้นแท่นรับการเคารพ พันเอก กิติพงศ์ พ่วงอยู่ ผู้อำนวยการกองกำลังพล ได้อ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวมอบหน้าที่และการบังคับบัญชา และได้ส่งมอบธงประจำกองทัพภาคที่ 2 พร้อมทั้งเอกสารรับ – ส่งหน้าที่ แก่แม่ทัพภาคที่ 2 (ท่านใหม่) จากนั้น จึงกล่าวรับมอบหน้าที่และการบังคับบัญชา เสร็จแล้วทั้ง 2 ท่าน จึงขึ้นแท่นรับการเคารพจากกองผสมหมู่ธงสวนสนาม ซึ่งจัดจาก หมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง

สำหรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 77 เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ,ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22, เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 3, ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 3 ค่ายกฤษณ์สีวะรา จ.สกลนคร, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3, รองแม่ทัพภาคที่ 2, แม่ทัพน้อยที่ 2 ก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ลำดับที่ 44

สำหรับท่านแม่ทัพบุญสิน หรือแม่ทัพกุ้ง ได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งโดยเฉพาะตำแหน่งคุมกำลังรบสำคัญๆตลอดการรับราชการ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับ โดยการนำความรู้​ ทักษะ และประสบการณ์ในการบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายทั้งในส่วนของกองทัพบกและในส่วนของรัฐบาล รวมถึงส่วนราชการ และภาคเอกชน ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน การปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มขีดความสามารถ ส่งผลให้มีผลการปฏิบัติงานสำเร็จมากมาย จนเป็นที่ประจักษ์

โดยที่สำคัญท่านได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหน่วย พัฒนากำลังพล ดูแล ใส่ใจ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา กำลังพลในทุกระดับจนถึงพลทหารน้องเล็กคนสุดท้องกองทัพบก เสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้กำลังพล ส่งผลให้บรรลุทุกๆภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในทุกระดับ และเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของพี่น้องประชาชน คนรากหญ้าชาวอีสาน ซึ่งท่านใช้ภาษาอีสานสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในการลงพื้นที่ทุกครั้ง จึงสามารถเข้าใจบริบทของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานได้อย่างดี ตลอดการทำงานที่ผ่านมาจนมาถึงปัจจุบัน

“นาทีชีวิต!!! ทหาร ร.8 พัน.1 ช่วยเหลือประชาชนประสบอุบัติเหตุรถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ อาการสาหัส อำนวยการประสานการปฏิบัติในทุกๆส่วนนำส่งโรงพยาบาล”

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 เวลา 15.00 น. ที่ค่ายศรีสองรัก อ.เมือง จ.เลย หน่วย ร.8 พัน.1 โดย จ.ส.อ.ชัยยง นามเภา ตำแหน่ง ผบ.ลว ร้อย.สสก.ชรก.ฝยก.ร.8 พัน.1 ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ผบ.กองรักษาการณ์ ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะโตโยต้าหมายเลขทะเบียน บจ 7570 เลย ชนกับรถจักยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กนจ 52 เลย บริเวนถนนเลย-เชียงคาน ด้านหน้าประตูทางเข้า ร.8 พัน.1 ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ แม่กับลูก ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนนาอ้อวิทยา นั่งซ้อนท้ายแม่กำลังจะกลับบ้าน ในระหว่างเดินทางเกิดประสบอุบัติเหตุเสียก่อน

โดยรถกระบะคู่กรณี ทราบชื่อคนขับคือนายสมาน ทำสี ชาวบ้าน ต.เขาแก้ว อ.เชียงคาน จ.เลย ให้การว่าขับรถมาจากตัวเมือง จ.เลย มุ่งหน้ากำลังจะกลับบ้าน พอมาถึงที่เกิดเหตุมองไม่เห็นรถมอเตอร์ไซร์ จึงเกิดอุบัติเหตุขึ้น เมื่อ จ.ส.อ.ชัยยง นามเภาฯ พร้อมกำลังพลที่เข้าเวรรักษาการณ์ เห็นเหตุการณ์จึงร่วมกับกำลังพลรีบเข้าช่วยเหลือ อย่างรวดเร็ว ซึ่งเจ้าของรถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ สาหัสเกิดบาดแผลบริเวณศรีษะ และบาดแผลตามร่างกาย เข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนแล้ว จึงรีบโทรประสาน 1669 เพื่อขอหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเลย

ทั้งนี้ได้มี จ.ส.อ.วุฒิชัย อ้วนศิลา นายทหารเวรฯ พร้อมกับกำลังพลของหน่วยเข้ามาช่วยเหลือในการอำนวยการจราจรอีกทางหนึ่ง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซ้อน ตลอดจนประสาน จนท.สารวัตรทหาร มทบ.28 อำนวยสะดวกด้านการจราจร และจนท.ตำรวจในการเก็บหลักฐานและเคลื่อนย้ายรถจักรยานยนต์และวัตถุพยาน เพื่อใช้ประกอบรูปคดีต่อไป โดยในการช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้หวังเพียงให้ผู้ประสบอุบัติเหตุปลอดภัย จึงรีบเข้าช่วยเหลือเหลืออำนวยการประสานการปฏิบัติในทุกๆส่วน เพราะทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร​ ภาพ/ข่าว : นายพรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน ​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เปิดศูนย์สีจระเข้ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก/ ชาวบ้านพัทยา ทยอยรับเงินดิจิตอล นายกฯอำนวยความสะดวกชาวบ้านกลุ่มเปราะบาง/เตรียมจัดงาน “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ปี 67” ยิ่งใหญ่!

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 ก.ย.67 มีรายงานว่า ได้มีการเปิดอย่างเป็นทางการสำหรับศูนย์สีจระเข้ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ที่ร้านบ้านอำเภอเทรดดิ้ง จ.ชลบุรี โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ในพิธี ได้รับเกียรติจาก นายวิกิจ กันฉาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานขายในประเทศ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จํากัด พร้อมด้วย นางอังคณา โขนแจ่ม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง จำกัด, นายธำรงศักดิ์ เทพสุนทร ผู้อำนวยการฝ่ายขายผู้แทนจำหน่วย, นายสุภกิตติ์ เตชดนัย ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสีจระเข้ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จํากัด, และน.ส.ตรีสุคนธ์ โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการบริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง จำกัด ร่วมเปิดงาน

นายสุภกิตติ์ เปิดเผยต่ออีกว่า โดย SEE JORAKAY SHOP แห่งแรกในภาคตะวันออกใน “ร้านบ้านอำเภอเทรดดิ้ง ชลบุรี” เป็นศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง ที่ครบครัน ทันสมัย ซึ่งเป็นสีจระเข้ช็อปอย่างเป็นทางการจังหวัดชลบุรี โชว์สัมผัสประสบการณ์แห่งสีสัน และลวดลายกับสีจระเข้ ด้วยเทคโนโลยีจากสีธรรมชาติ พร้อมสัมผัสประสบการณ์แห่งแรงบันดาลใจ ด้วยเทคนิคความรู้ดี ๆ จากผู้เชี่ยวชาญจากสีจระเข้ นำโดย คุณวรชาติ โชครัศมีดาว ผู้จัดการฝ่ายบริหารการตลาดผลิตภัณฑ์ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาร่วมอัปเดตผลิตภัณฑ์ ภายใต้หัวข้อ “Paint The New Norm” เพ้นท์มาตรฐานใหม่ให้ชีวิต สีปลอดภัย สีธรรมชาติ สีจระเข้ อีกด้วย

ด้าน น.ส.ตรีสุคนธ์ โขนแจ่ม กรรมการผู้จัดการบริษัท บ้านอำเภอเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยถึงความร่วมมือในครั้งนี้ ว่า ด้วยบ้านอำเภอเทรดดิ้ง มีความตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและอยากให้ลูกค้าของบ้านอำเภอเทรดดิ้งได้สินค้าที่มีคุณภาพปลอดภัยต่อสุขภาพของลูกค้า เมื่อทางสีจระเข้ ได้มีการพัฒนาสินค้ากลุ่มทาสีบ้านขึ้นมาที่ตอบโจทย์ในเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงได้สนับสนุนให้ทำ SEE JORAKAY SHOP ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้คุณภาพสีของจริงที่บ้านอำเภอเทรดดิ้ง สำหรัยช่องทางในการติดต่อร้านสามารถติดต่อทางออนไลน์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม และTikTok บ้านอำเภอเทรดดิ้ง และสามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้านที่มีพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร มีสินค้าที่หลากหลายให้บริการ

สำหรับ สีจระเข้ เป็นสีที่ผลิตจากวัตถุดิบที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงปลอดภัยไร้กลิ่นฉุนและสารระเหยที่เป็นอันตราย โดยทางเราให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการ หรือแม้แต่กลุ่มสถาปนิก และช่างผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ สีจระเข้ เป็นรายแรกที่เลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตที่มาจากไลม์สโตน หรือหินปูนธรรมชาติคุณภาพสูงจากประเทศสเปน มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีกลิ่นฉุน ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานและผู้อยู่อาศัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผสานกับเทคโนโลยีกราฟีนที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะพร้อมช่วยกระจายความร้อนทำให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็น และมีระบบดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการแห้งตัวของสีตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ห่วงใยสุขภาพ  คนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายได้ดี เพราะสีมีความปลอดภัยในทุกขั้นตอน โดยคุณสามารถเปลี่ยนสีห้องได้โดยไม่ต้องย้ายออก สามารถเข้าอยู่ได้ทันทีหลังจากทาสีเสร็จ ทั้งนี้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ SEE JORAKAY มี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.Natural Color เป็นสีที่มุ่งเน้นแนวคิด Ecological ปลอดภัยต่อผู้ใช้ 2. Art Color สีจระเข้ Art Color เป็นสีที่ใช้สำหรับสร้างลวดลายสไตล์ลอฟท์และลายหินอ่อน 3.Texture Color สีจระเข้ Texture Color เป็นสีที่ผลิตจากไฮบริดพิเศษ และมีเทคโนโลยี 3D Texture และ4. Heritage Color สีจระเข้ Heritage Color เป็นสีที่ใช้สำหรับบูรณะ หรือซ่อมแซมโบราณสถานโดยเฉพาะ ละในช่วงเปิด SEE JORAKAY SHOPได้มีการจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้าตั้งวันนี้-30 กันยายน 2567 จะมีการลดราคา 25 % สำหรับสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์สี ซึ่งมี SHOP ให้บริการทั้งหมด 12 สาขาทั่วประเทศ และ SHOPที่บ้านอำเภอเทรดดิ้งถือเป็น SHOPแรกในภาคตะวันออก

ชาวบ้านพัทยา ทยอยรับเงินดิจิตอล นายกฯอำนวยความสะดวกชาวบ้านกลุ่มเปราะบาง

ตามที่รัฐบาลได้จัดโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ พิจารณาอนุมัติ “เงินดิจิตอล” โดยเริ่มให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมประมาณ 12.4 ล้านคน และกลุ่มผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการ อีกประมาณ 2 ล้านคน รวมทั้งหมดกว่า 14 ล้านบาท โดยเริ่มจ่ายเงินในวันที่ 25,26,27 และ 30 ก.ย. 67 นั้น

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศการเข้ารับบริการจากธนาคารกรุงไทย หลายสาขาในเขตเมืองพัทยา อาทิ สาขาบางละมุง (ตลาดนาเกลือ) สาขาพัทยากลาง และสาขาพัทยาใต้ พบว่ามี ประชาชนกลุ่มเปราะบางและกลุ่มดังกล่าวทยอยเข้าติดต่อรับเงินดิจิตอลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ได้มีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบาง คนพิการ และผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ออกมารับเงินกันอย่างต่อเนื่อง จึงได้ประสานงานเจ้าหน้าที่เทศกิจเมืองพัทยาร่วมอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนตามธนาคารกรุงไทย สาขาต่างๆ ด้วย

เตรียมจัดงาน “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ปี 67” ยิ่งใหญ่!

มีรายงานว่า เมืองพัทยา ร่วมกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดจัดงานมหากุศล อิ่มบุญ อิ่มใจ “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567” ระหว่างวันที่ 2-12 ตุลาคม 2567 ที่มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยในวันพุธที่ 2 ตุลาคม 2567 จะมีพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดิน (เซ็งทีตี๋) ในเวลา 09.19 น. ที่มูลนิธิฯ จากนั้นในเวลา 15.19 น. เป็นต้นไป จะเป็นการเคลื่อนขบวนแห่ออกจากมูลนิธิฯ เลี้ยวซ้ายผ่านสี่แยกโพธิ์งาม ตรงไปผ่านร้านวุฒิกรค้าวัสดุ ถึงสุขุมวิทเลี้ยวขวา (ย้อนศร) และเลี้ยวขวาลงถนนสว่างฟ้า ผ่านตลาดใหม่นาเกลือ ถึงสามแยกนำชัย เลี้ยวขวาไปเส้นทางตลาดเก่า ถึงสวนสาธารณะลานโพธิ์ เลี้ยวซ้ายเข้าชายหาดเพื่อทำพิธีอัญเชิญ “กิ้วอ้วงฮุกโจ้ว” และ “พระโพธิสัตว์” ไปสถิตยังมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยาต่อไป

ทั้งนี้ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ยังได้ขอเชิญชวนสาธุชนเข้าร่วมพิธีอัญเชิญเทพยดาฟ้าดิน พร้อมพิธีอัญเชิญกิ้วอ้วงฮุกโจ้ว และพระโพธิสัตว์ไปสถิตย์ ณ โรงเจนาเกลือ ในวันและเวลาดังกล่าว พร้อมร่วมถือศีลกินเจในงาน “เทศกาลกินเจเมืองพัทยา ประจำปี 2567” ต่อไปด้วย

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ จ.อุตรดิตถ์ แถลงข่าวการจัดงานแข่งขัน อุตรดิตถ์โตโยไทร์ เอ็กซ์พลอร่าร์ เรซซิ่งคาร์ไทยแลนด์ เฟสติวัล ครั้งที่ 1

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 13.00 น. นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดการแถลงข่าวการจัดการแข่งขันรถยนต์ “UTTARADIT RACING CAR THAILAND FESTIVAL” เก็บสะสมคะแนนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 1 ณ ศาลาประชมคมจังหวัดอุตรดิตถ์
การแข่งขัน “อุตรดิตถ์โตโยไทร์ เอ็กซ์พลอร่าร์ เรซซิ่งคาร์ไทยแลนด์ เฟสติวัล ครั้งที่ 1” ที่จะจัดขึ้นขึ้นในวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2568 ร่วมกับชมรมกีฬามอเตอร์สปอร์ตและทีมบริหารฝ่ายต่าง ๆ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ทั้งภาครัฐและเอกชนจับมือกับ บริษัทฟาอีสยูในเต็ดมอเตอร์สปอร์ต จำกัด โดยใช้เส้นทางแข่งขันถนนโดยรอบสนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหักและสวนสาธารณะเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ให้เป็น CITY STREET CIRCUIT ครั้งแรกของจังหวัดอุตรดิตถ์

สถานที่จัดการแข่งขัน
บริเวณโดยรอบสนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก – สวนสาธารณะเทศบาลจังหวัดอุตรดิตถ์ซึงมีวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ดังนี้
1. เพื่อเป็นการยกระดับด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์
2. เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุตรดิตถ์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
3. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่
4. เพื่อเปิดโลกทรรศน์การเรียนรู้ โดยการอบรมการขับขี่ให้กับคนในพื้นที่
5. จัดหารายได้มอบให้กับมูลนิธิศาลหลักเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์
6. เพื่อสร้างความสามัคคีร่วมมือร่วมใจในทุกภาคส่วน

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเก็บคะแนนสะสม ชิงถ้วยพระราชทาน และถ้วยประทานแชมป์ประจำปีประกอบด้วยกิจกรรมที่จัดขึ้นในงานได้แก่ COFFEE CRAFTมีการออกร้านขายอาหาร สินค้า และผลไม้ตามฤดูกาลมีการจัดกิจกรรมฟรีคอนเสิร์ต วง TIME MACHINE & วงไม้เลื้อยมีกิจกรรมโชว์รถยนต์แนวตกแต่งมีกิจกกรรมประกวดกองเชียร์ของโรงเรียนในพื้นที่มีการออกบูธสินค้าต่าง ๆ ของผู้สนับสนุน นอกจากนี้ประชาชนในจังหวัดสามารถมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมครั้งนี้ได้แก่

  1. ฝึกอบรมเข้าร่วมเป็นกรรมการตามจุดต่างๆ
  2. จัดการแข่งขันให้กับนักแข่งในจังหวัดและภาคเหนือเป็นรุ่น รุ่นพิเศษ
  3. จัดขบวนพาเหรดรถยนต์ให้กับคนในจังหวัดได้สัมผัสการแข่งขัน
  4. เปิดโอกาสให้นักแข่งในจังหวัดได้มีโอกาสลงทำการแข่งขันกับรายการ
  5. เปิดโอกาสให้นักศึกษาในจังหวัดได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กิจกรรมนี้มีรถที่เข้าร่วมทำการแข่งขันมากกว่า 300 คัน มีรุ่นการแข่งขันมากกว่า 20 รุ่น นอกจากนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าขมงานกว่า 30,000 คน จากนั้นประธานได้เน้นย้ำถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจภายในจังหวัดอุตรดิตถ์อย่างรอบด้าน
  1. โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาลและจังหวัดอุตรดิตถ์มีศักยภาพและพร้อมในการเป็นสถานที่จัดแข่งขันสอดคล้องกับช่วงการจัดแข่งขันตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรที่ขึ้นชื่อของจังหวัด อาทิ ทุเรียน ซึ่งจะถือเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าของจังหวัดอีกทางหนึ่ง

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน มอบให้ผู้ประสบอัคคีภัย ต. วังเพลิง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กับ ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นผู้เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบให้แก่ นางมานิตย์ ลำภูพวง อายุ 50 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี


โดยเหตุการณ์เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2567  เวลาประมาณ  17.30 น.ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังเพลิง  อำเภอโคกสำโรง  จังหวัดลพบุรี ลักษณะบ้าน 2 ชั้นเดียว ครึ่งปูนครึ่งไม้ ได้รับความเสียหายทั้งหลัง มีผู้ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 3 คน ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต สาเหตุคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร
ซึ่งการได้รับสิ่งของพระราชทาน ยังความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระบรมราชูปถัมภก แห่งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นล้นพ้นโอกาสนี้ หน่วยงานต่าง ๆ 
ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี อาทิ เหล่ากาชาดจังหวัดลพบุรี  หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดลพบุรีและเครือข่าย  คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดลพบุรีสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลพบุรี  สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดลพบุรี  ที่ทำการปกครองอำเภอโคกสำโรง ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น  ได้ร่วมมอบเงินและสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค  เพื่อช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์ – ​พ่อเมืองมุกดาหาร เปิดงานฉลอง 42 ปี สานอดีต ปัจจุบัน อนาคต

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567​ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธี บวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองมุกดาหาร และถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่หน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 42 ปี การตั้งจังหวัดมุกดาหาร พร้อมกับเปิดงาน 42 ปี “มุกดาหาร สานอดีต ปัจจุบัน อนาคต” โดยมีนางรำจากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดมุกดาหาร และเทศบาลเมืองมุกดาหาร แสดงรำเฉลิมฉลอง 42 ปี ด้วย

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดกิจกรรมร้อยเรียงอดีต ปัจจุบัน อนาคต จังหวัดมุกดาหาร การเสวนาในประเด็นจังหวัดมุกดาหารอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เปิดรับฟังความคิดเห็นและมุมมองจากทุกภาคส่วนถึงทิศทางการพัฒนาจังหวัดมุกดาหาร การจัดแสดงนิทรรศการงาน 42 ปี ที่หอประชุม 250 ปีจังหวัดมุกดาหาร

ทั้งนี้ มุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการจัดตั้งเป็นจังหวัดมุกดาหารเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2525 เป็นจังหวัดที่ 73 ของประเทศไทย ประกอบด้วย 7 อำเภอ คือ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอคำชะอี อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอดอนตาล อำเภอดงหลวง อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอหนองสูง มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นแขวงใหญ่อันดับสองรองจากนครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งยังเป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor : EWEC) ด้วย

ศูนย์ข่าว​มุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี / พช.น่าน เปิด “ตลาดพัฒนาสร้างสุข” ลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเม็ดเงิน หมุนเวียนเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการรายเล็ก

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 11.00 น. ที่บริเวณ ลานเอนกประสงค์ ศูนย์การค้าโลตัสน่าน ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายเทวา ปัญญาบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตลาดพัฒนาสร้างสุข” โดยมี ว่าที่ร้อยตรีไพฑูรย์ ศรีราจันทร์ พัฒนาการจังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการร้านค้าภายในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง กว่า 50 ราย เข้าร่วมกิจกรรม

กรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้จังหวัดน่านโดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดดำเนินโครงการตลาดพัฒนาสร้างสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น กระตุ้นให้เกิดความต้องการจับจ่ายชื่อสินค้าภายในชุมชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสนับสนุนช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการชุมชน OTOP ผู้ผลิตสินค้าชุมชน ชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี กลุ่มสัมมาชีพ กลุ่มอาชีพสตรีและอื่นๆ

ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าชุมชนในราคาที่เป็นธรรม สามารถลดค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงได้รับบริการจากภาครัฐเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีเป้าหมายหลัก 4 เป้าหมายคือ การลดรายจ่ายผู้ประกอบการรายเล็ก การเพิ่มช่องทางค้าขาย การลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเม็ดเงินให้หมุนเวียนในเศรษฐกิจ


สำหรับกิจกรรมในวันนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดน่าน ได้ประกาศเชิญชวนและ รับสมัครผู้ประกอบการ ที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการ “ตลาดพัฒนาสร้างสุข” โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 50 ราย ประกอบด้วยผู้จำหน่ายภายในจังหวัดน่าน จำนวน 40 ราย และจากต่างจังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ เชียงราย และพะเยา จำนวน 10 ราย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสาธิตอาชีพเพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาคุณภาพชีวิต และกิจกรรมให้บริการประชาชน ONE STOP SERVICE อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รับบริการงานในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย การลงทะเบียนผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP รับสมัครสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การให้บริการ Click ชุมชน อีกด้วย

/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/วิสุทธิ์ ศรีเมือง รายงาน

สื่อรัฐทีวี / ผวจ.ลพบุรี ร่วมเคารพธงชาติ นำกล่าวอุดมการณ์รักชาติ ปฏิญาณตนเป็นข้าราชการที่ดี ในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2567

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 27 กันยายน 2567 เวลา 08.00 น. นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย พร้อมนำกล่าวอุดมการณ์รักชาติ ปฏิญาณตนเป็นข้าราชการที่ดี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2567 พร้อมกันทั่วประเทศ

โดยมี นายปรัชญา เปปะตัง ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พันเอก เฉลิมเกียรติ ลาดมะโรง รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลพบุรี(ฝ่ายทหาร) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดลพบุรี ร่วมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย พร้อมกับอำเภอต่าง ๆ ในพื้นที่โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

โดยในวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติ เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย ธงชาติถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติ ธงชาติไทยแต่เดิมมีหลายรูปแบบ จนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นใหม่ในพุทธศักราช 2460 และพระองค์ทรงกำหนดความหมายของสีธงชาติไว้ว่า สีแดง หมายถึง ชาติ คือ ประชาชน สีขาว หมายถึง ศาสนา และสีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งธงไตรรงค์ หรือธงชาติไทย ถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติ เป็นสิ่งเตือนใจให้อนุชนได้รำลึกถึงการเสียสละเลือดเนื้อของบรรพบุรุษ

เพื่อรักษาไว้ซึ่งแผ่นดิน และร้อยดวงใจคนทั้งชาติให้เป็นหนึ่ง หล่อหลอมความรักสามัคคี สร้างเสริมความภูมิใจในความเป็นชาติ ก่อเกิดเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการพัฒนาชาติไทย คณะรัฐมนตรี จึงมีมติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day)

เริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2567

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี / สหฟาร์มร่วมใจ เป็นกำลังใจ เพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคเหนือ

แชร์เนื้อหานี้

ภายใต้โครงการ “สหฟาร์มร่วมใจ เป็นกำลังใจ เพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคเหนือ” เพื่อส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เป็นส่วนหนึ่งในการส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการส่งของอุปโภค-บริโภค (ผลิตภัณฑ์บริษัทฯ) ภายใต้โครงการ “สหฟาร์มร่วมใจ เป็นกำลังใจ เพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคเหนือ” เพื่อส่งมอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้ประสบภัยน้ำท่วม และบรรเทาความเดือนร้อนในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยท่าน ดร.ปัญญา โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร (กลุ่มบริษัทสหฟาร์ม)

มีมอบเงิน ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย ดินโคลนถล่ม ในจังหวัดลำปาง และ มอบผลิตภัณฑ์ ผ่าน เพจอีจัน พร้อมสนับสนุน รถขนส่ง นำผลิตภัณฑ์ไก่สด ผักสด นำส่งยังสถานที่ เพื่อผลิตอาหาร บริการ เจ้าหน้าที่ และ ผู้ประสบภัย
โดยได้ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ของสหฟาร์มทุกรูปแบบ เช่นเนื้อไก่ ไส้กรอก หมูยอ ไข่ไก่ ฯลฯ ผ่านไปให้กับพันตำรวจเอก ภัคพงศ์ สายอุบล รองผู้บังคับการ

จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตัวแทนตำรวจทำดีเพื่อประชาชนและคุณสิทธิวุฒิ บัวบุญ นักธุรกิจเสื้อผ้าในตลาดโบ๊เบ๊เกี่ยวกับเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆนำไปบริจาคร่วมกับเจ้าของศูนย์การค้าโบ๊เบ๊ทาวเวอร์เพื่อนำไปให้ถึงมือยังผู้ประสบภัยอย่างแท้จริงต่อไืป

สื่อรัฐทีวี / กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร้อย.ฉก.ทพ.2102 รวบสองสาวคาด่านตรวจ พร้อมยาบ้า 120,920​เม็ด​ อ้างญาติทางฝั่งลาวฝากมา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อ​วันที่​ 26 กันยายน​ 2567​ เวลา​ 16.00น พันเอก อินทราวุธ ทองคำ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจะมารับยาเสพติด ในพื้นที่บ้านหนองปกติ หมู่ที่ 5 ตำบลอาฮี อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย จึงสั่งการให้ ร.ท.อาคม คำจุลฬา ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2102 (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ​ตร.สภ.โพนทอง ,มว.ตชด.2463 ตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด บริเวณหน้าปั้มPT พื้นที่ บ.อาฮี ต.อาฮี อ.ท่าลี่ฯ

ครั้นเมื่อเวลา 17.35น​ มีรถยนต์ กระบะยี่ห้อ เชฟโรเลต แคป สีขาว ทะเบียน บย 1281 เลย วิ่งเข้ามาที่จุดตรวจ จนท.จุดตรวจ จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ และได้สอบถามหญิงดังกล่าว ทราบว่าจะเดินทางไปที่ตัวอำเภอท่าลี่ จนท.จึงสอบถามชื่อ ทราบชื่อว่า น.ส.วริศา กันนะเรศ เป็นคนขับ และน.ส.วรดา พรมดี เป็นผู้โดยสาร ขณะสอบถาม มีท่าทางพิรุธน่าสงสัย จนท.จึงขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้าจำนวน 20 แพ็ค ซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติดสีดำ อยู่ในกระสอบสีขาวแถบสีฟ้า อยู่หลังเบาะผู้โดยสาร จึงได้ควบคุมตัว และแจ้งให้ น.ส.วริศาฯ และน.ส.วรดาฯ ทราบว่าจะต้องถูกจับกุม เนื่องจากร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) และแจ้งสิทธิ์ให้ทราบ

จากนั้นได้นำตัวผู้กระทำผิด พร้อมของกลางมาที่ สภ.โพนทอง เพื่อตรวจนับอย่างละเอียด ทั้งนี้หน่วยฯ ร่วมบันทึกภาพถ่ายพร้อมบันทึกวิดีโอ ผู้ถูกควบคุมตัวตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ผู้ต้องหา​ 2ราย น.ส.วริศา กันนะเรศ (อัน) อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 69/1 ม.1 ต.อาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย​ และ น.ส.วรดา พรมดี (จ๋า) อายุ 23 ปี บ้านเลขที่ 196 ม.1 ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย

พร้อมของกลางยาบ้าเม็ดสีแดง จำนวน 119,680 เม็ด​ ยาบ้าเม็ดสีเขียว จำนวน 1,240 เม็ด​ รวมยาบ้าทั้งหมด จำนวน 120,920 เม็ด​ และรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ เชฟโรเลต แคป สีขาว ทะเบียน บย 1281 เลย จำนวน 1 คัน​ โทรศัพท์ ยี่ห้อ ไอโฟน จำนวน 2 เครื่อง​ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมบันทึกภาพถ่ายและบันทึกวีดีโอไว้เป็นหลักฐาน พร้อมนำผู้ต้องหาและของกลางส่ง พงส.สภ.โพนทอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร #กองทัพบกroyalthaiarmy #กองทัพภาคที่2 #กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี นำเสนอ / มุกดาการ -​ตชด.235 จับ 2 พ่อค้ายาบ้า 276,000 เม็ด ขณะเตรียมส่ง

แชร์เนื้อหานี้

ตามนโยบายของรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญสั่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดเร่งด่วน พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผบช.ตชด. ได้เปิดยุทธการ”พิทักษ์ริมน้ำโขง” โดย พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์กิ้ง ผกก.ตชต.23,พ.ต.ท.ธนพล ท้าวหนู รอง ผกก.ตชด.23 ร.ต.อ.สมควร เบญจมาตร รรท.ผบ.ร้อย ตชด.235 ขอรายงานผลการจับกุมการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564
สืบเนื่องเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 67 เวลาประมาณ 07.00 น. ที่บริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านหว้านใหญ่ หมู่ที่ 4 ต.หว้านใหญ่ อ.ธาตุพนม จ.มุกดาหาร​ ผู้ทำการจับกุม/ตรวจยึด

โดย​ร.ต.อ.เสถียร พัฒนะโชติหน.ชปข.ร้อย ตชด. 235 พร้อม จนท.ชปข.ร้อย ตชด. 235 รวม 11 นาย พร้อม ตำรวจน้ำธาตุพนม​ จับกุมผู้ต้องหา นายธวัชชัย เมืองโคตร หรือ ทีน อายุ 24 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 4 ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร (ผู้ต้องหาที่ 1) และนายสุธีภรณ์ คำปาน หรือ หนิง อายุ 42 ปี ที่อยู่บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 4 ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร (ผู้ต้องหาที่ 2) พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 276,000 เม็ด และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น ดีแม็ค สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียนหน้า-หลัง บน 3211 นครพนม จำนวน 1 คัน​ ผโดยกล่าวหาว่าร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย​

โดยเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2567 เวลาประมาณ 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชปข.ร้อย ตชด.235 ได้รับแจ้งจากสายลับว่า ในห้วงเวลาประมาณ 06.00 – 08.00 น. ในวันเดียวกันนี้ จะมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดนัดหมายส่งมอบยาเสพติด (ยาบ้า) กันที่ภายในหมู่บ้านหว้านใหญ่ หมู่ที่ 4 ต.หว้านใหญ่ อ.ธาตุพนม จ.มุกดาหาร โดยยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดจะเป็นผู้นำยาเสพติดมาส่ง เมื่อทราบดังนั้นจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและประชุมวางแผนทำการจับกุม กระทั้งเวลาประมาณ 06.50 เจ้าหน้าที่ชุดที่พบชายต้องสงสัยจำนวน 2 คน กำลังยืนอยู่ที่ริมถนนสาธารณะเลียบแม่น้ำโขง

โดยลักษณะพื้นที่เป็นโพรงหญ้ารกปกคลุมบริเวณริมถนนดังกล่าว ภายในหมู่บ้านหว้านใหญ่ หมู่ที่ 4 ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.นครพนม และพบรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ รุ่น ดีแม็ค สีขาว จอดอยู่ข้างชายต้องสงสัยทั้ง 2 คน ลักษณะท่าทางมีพิรุธ เชื่อว่าอาจมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่พร้อมกับจอดรถลงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอตรวจค้น พบ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) บรรจุอยู่ในห่อกระดาษเทียนไขสีเหลือง (ตรวจนับละเอียดภายหลัง) จำนวน 138 มัด รวมยาบ้าทั้งหมดจำนวนประมาณ 276,000 เม็ด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงทำการควบคุมตัวทั้ง 2 คน และตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นให้ทราบว่ามีความผิดต้องถูกจับกุมในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และแจ้งสิทธิ์ให้ทราบ จากนั้นได้ควบคุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมนำของกลางทั้งหมดมาที่ทำการ ร้อย ตชด.๒๓๕ เพื่อตรวจนับของกลาง จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร​กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี​

ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี / คนบ้าหวย ขอเลขต้นโพธิ์ยักษ์ 200 ปี วัดม่อนใหญ่ ต.ฝายหลวง อ.ลับแลจ.อุตรดิตถ์

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อวันทีา 25 ก.ย.67 ชาวตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร่วมกันประกอบพิธีสืบสานประเพณีโบราณที่เรียกกันว่า “ตานสลากชะลอม-ก้างบูยา” ซึ่งเป็นวิถีชุมชนของชาวเมืองลับแลที่มีมากว่าช้านานโดยจะจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ที่วัดม่อนใหญ่ ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล โดยมีการจัดร่ายรำด้วยกลองยาวจากเด็กนักเรียนในชุมชนร่วมแห่ขบวน “ค้างบูยา” และ “สลากชะลอม” จากชุมชนต่างๆ มาถวายพระสงฆ์เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ

หลังจากประกอบพิธีประเพณีตานสลากชะลอม-ก้างบูยาแด่พระสงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านสายมูไม่พลาดที่จะส่องเลขที่ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อายุกว่า 200 ปี ขนาด 10 คนโอบ ความสูง 20 เมตร ที่อยู่ภายในวัด โดยชาวบ้านตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล เชื่อกันว่าเป็นต้นโพธิ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้า เพื่อปกปักษ์รักษาให้คนในชุมชนประสบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข

โดยชาวบ้านได้นำชลอมและเครื่องบวงสรวงต่างๆ เช่น ขนมแหนบ ขนมเทียนพร้อมกับจุดธูป 9 ดอกเพื่อเป็นการสักการะเทพเทวาที่สถิตอยู่ภายในต้นโพธิ์แห่งนี้จากนั้นได้จุดธูปเสียงทายรอจนธูปหมด ผลปรากฏเลขเสี่ยงท้ายที่ปรากฏไม่ค่อยชัด บางคนมองเห็นเป็นตัวเลข 033 -030 บางคนมองเห็นเป็นตัวเลข 303 ซึ่งสายมูไม่พลาดที่จะนำโทรศัพท์มาถ่ายรูปไว้เพื่อนำไปเสี่ยงดวงในการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดที่จะมาถึงนี้

นาคา คะเลิศรัมย์/ รายงาน

พลเอกประยุทธ องคมนตรี ประธานในพิธีมอบความช่วยเหลือพระราชทานในโครงการสืบสานพระราชปณิธาน แก่ราษฎร จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 10.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบความช่วยเหลือพระราชทานในโครงการสืบสานพระราชปณิธาน แก่ราษฎรจังหวัดลพบุรี ณ โรงเรียนบ้านม่วงค่อม อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คณะองคมนตรี ดำเนินโครงการสืบสานพระราชปณิธาน เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร พร้อมกับรับทราบปัญหาความเดือดร้อน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ตลอดจนเชิญพระราชกระแสความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี กับเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กับราษฎรในพื้นที่ โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ มูลนิธิและองค์กรที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะองคมนตรีกำกับดูแล ในการให้ความช่วยเหลือราษฎรในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ความเป็นอยู่ที่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ราษฎรสืบไป


ในโอกาสนี้ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 500 ชุด ไปมอบแก่ราษฎรในพื้นที่ มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบอุปกรณ์สำหรับการศึกษาทางไกล มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มอบชุดหนังสือเผยแพร่ความรู้

สำหรับเยาวชน มูลนิธิพระดาบส ออกหน่วยให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ พร้อมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการให้บริการประชาชน เช่น การตัดผม การฝังเข็มเพื่อสุขภาพ การจัดอบรมให้ความรู้ในการดูแลบำรุงรักษาเครื่องจักรกรกลทางการเกษตรและความรู้เรื่องดิน พร้อมจัดหาทุนสนับสนุนด้านการศึกษา

เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ และมอบเก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้พิการ นอกจากนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดีร่วมจัดหน่วยแพทย์และหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน มาให้บริการตรวจสุขภาพและรักษา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ออกหน่วยเผยแพร่ความรู้และรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความรู้และบริการปรึกษาด้านกฎหมาย อีกทั้งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนับสนุนทุนการศึกษาพระราชทานต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญารี

ให้แก่ เด็กหญิงอรณิชา สนามทอง อายุ 11 ปี ศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ และเด็กชายก้องภพ โลหะเวช อายุ 12 ปี ศึกษาอยู่ระดับขั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองประดู่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้า ฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สนับสนุนทุนการศึกษาพระราชทานต่อเนื่องจนกว่าจะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ให้แก่ นางสาวขวัญฤดี กระเป้าทอง อายุ 16 ปี ศึกษาอยู่ระดับขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านชีวิทยา และเด็กหญิงเทียนฉาย เขาว์วันดี อายุ 12 ปี ศึกษาอยู่ระดับชั้นมั้ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดบ้านดาบ ด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี รายงาน

อบจ.น่าน มอบสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนขยายพื้นที่จ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้


อบจ.น่าน ดำเนินการมอบสื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน แก่โรงเรียนในสังกัด สพป.น่าน เขต 1 และ เขต 2 มุ่งหวังลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนระหว่างครูและนักเรียน เสริมศักยภาพนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและตอบสนองนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษาของรัฐบาล เพื่ออนาคตของเด็กน่าน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ ห้องประชุมเอื้องคำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 อ.ปัว จ.น่าน นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการเรื่องสื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ระดับโรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่จังหวัดน่าน ประจำปี 2567 โดย อบจ.น่าน ได้จัดขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตลอดจนเป็นการสนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอน ที่จะให้มี

การปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพครูผู้สอนในการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถรองรับการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและตอบสนองนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษาของรัฐบาล เพื่ออนาคตของเด็กน่านได้อย่างมั่นคงต่อไป โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาตลอดจนนักเรียน ทั้ง 20 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง อบจ.น่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 และ เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 20 โรงเรียน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ในการสนับสนุนสื่อนวัตกรรมฯ ดังกล่าว หลังจากนั้นมีการแนะนำและสาธิตวิธีการใช้งานสื่อนวัตกรรมฯ โดยผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทชินวุธ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สื่อนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างไร”

โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยนายพรชัย นาชัยเวียง รองผู้อำนวยการ สพป.น่าน เขต 2 นายวิชาญ ปวนสุรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปางเป๋ย อ.เมืองน่าน และนายกสมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสจังหวัดน่าน นางสาวเกตุสุดา แคแดง ครูวิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนบรรณโสภิษฐ์ อ.สองแคว และ ด.ช.วิชญพงศ์ แสงศรีจันทร์ นักเรียนโรงเรียนบ้านไร่ อ.ปัว/

บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

น้ำล้น ระบายน้ำล้นฉุกเฉิน เขื่อนแม่งัดฯ ท่วมเมืองเชียงใหม่แล้ว ภาค 5

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 25 กันยายน 2567 นายเฉลิมเกียรติ อินทกนก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล เปิดเผยว่า ตอนนี้เหลืออีก 54 เซนติเมตร น้ำจะล้นอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน หรือ Emergency Spillway จากการวิเคราะห์ปริมาณน้ำเข้าเขื่อน ชั่วโมงละ 6 เซนติเมตร คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลา 01:00 น. คืนนี้

นายเฉลิมเกียรติ ยืนยันว่า จนถึงตอนนี้เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ยังคงทำหน้าที่หน่วงน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความเสียหายของพื้นที่ตัวเมือง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจ โดยหลังจากน้ำล้นที่อาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน จะมีแค่ 3 ตำบล คือ ตำบลอินทขิล ตำบลช่อ และตำบลบ้านเป้า ที่จะได้รับผลกระทบ น้ำในแม่น้ำปิง จะสูงขึ้นอีกประมาณ 20-50 เซนติเมตร ซึ่งเวลานั้น ระดับน้ำที่ P.75 บ้านช่อแล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมาจากเชียงดาว จะลดลงแล้ว และคาดว่าน้ำก้อนที่ล้นจากอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉินคืนนี้ จะถึง P.1 สะพานนวรัฐ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ประมาณ 5 โมงเย็นพรุ่งนี้ ทั้งนี้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-แม่งัดสมบูรณ์ชล ได้มีการตั้งศูนย์วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์.

สำนักงานชลประทานที่ 1 ฉบับที่ 5/2567 เรื่อง แจ้งเตือนระดับน้ำวิกฤติแม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 สะพานนวรัฐ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ด้วยช่วงวันที่ 21-24 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับอิทธิพลจาก พายุ “ซูริก” และร่องความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้มีฝนตกกระจายทั่วทั้งจังหวัดในเกณฑ์หนักมาก ทำให้ปริมาณน้ำ ในแม่น้ำปิงและลำน้ำสาขาในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำมีปริมาณสูง และส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิง ที่สถานี P.67 บ้านแม่แต อำเภอสันทราย ได้ผ่านจุดสูงสุดที่ระดับ 3.50 เมตร ปริมาณน้ำ 479.70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที วันที่ 24 กันยายน 2567 เวลา 20.00 น. ที่ผ่านมา  และเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 06.00น. วัดได้ระดับ +3.49 เมตร ปริมาณน้ำ 477.80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปิงที่สถานี P.1 สะพานนวรัฐ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 เวลา 05.00 น. ได้ผ่านจุดสูงสุดที่ระดับ +4.45 เมตร ปริมาณน้ำ 530.50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะมี ระดับน้ำทรงตัวระยะหนึ่ง และจะมีระดับสูงขึ้นอีกจากมวลน้ำระลอกใหม่ (เกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบนของ ลุ่มน้ำเมื่อคืนที่ผ่านมา) ที่เคลื่อนตัวจากลุ่มน้ำแม่แตงและลุ่มน้ำปิง (ต้นน้ำจากอำเภอเชียงดาว) ลงมาสมทบกับ แม่น้ำปิง

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 1 จะติดตาม/เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และรายงานให้ ทราบอย่างต่อเนื่อง และจากสถานการณ์ปริมาณน้ำหลากสูงสุดที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบให้บางพื้นที่ในเขต เทศบาลนครเชียงใหม่เกิดน้ำท่วมขัง สำนักงานชลประทานที่ 1 จะได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออก จากพื้นที่ประสบภัย และจัดส่งครื่องจักรเครื่องมือพร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมบูรณาการให้ความช่วยเหลือและบรรเทา ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนต่อไป

..สมจิตร แสงบันลังค์ ข่าวคาบ รายงาน.