คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กรมปศุสัตว์ ตรวจยึด วัวควายจากพม่า 20 ตัว ไม่ได้รับอนุญาต เฝ้าระวังโรคระบาด ปากและเท้าเปื่อย

แชร์เนื้อหานี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายแพทย์สมชวนรัตนมังคลานนท์ตามที่เป็นข่าวในสื่อมวลชนหรือโลกโซเชียลนั้นเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายวัวควายจากพม่าเข้ามายังประเทศไทยมีประชาชนกังวลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ามาโดยถูกต้องหรือไม่มีพิธีการแบบไหนโดยเฉพาะโรคติดต่อมีมาตรการป้องกันอย่างไรอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กล่าวว่าตน

ได้ส่งเจ้าหน้าที่สารวัตรกรมปศุสัตว์ด่านกักกันสัตว์จังหวัดตากร่วมลาดตระเวรกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 3501 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอแม่ระมาดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายบริเวณบ้านห้วยนกแลหมู่ 2 ตำบลแม่ระมาดจังหวัดตากโดยคณะปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ได้พบกลุ่มบุคคลกำลังเคลื่อนย้ายโคมีชีวิตเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวอาศัยความมืดหลบหนีไปทิ้งโคมีชีวิตเพศผู้จำนวน 20 ตัวไว้ในพื้นที่ดังกล่าว

นายสัตวแพทย์สมชวนกล่าวต่อว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าโคเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดปากและเท้าเปื่อยโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดโคทั้งหมดไว้และดำเนินการกักโรคตามมาตรการของกรมปศุสัตว์พร้อมเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์การติดเชื้อโรคระบาดสัตว์ตามขั้นตอนในส่วนของคดีความอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการในชั้นทุนและการซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์อย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงแนวชายแดนปฏิบัติการขั้นนี้เป็นผลจากความ

ร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์กรมศุลกากรกรมทหารพรานที่ 3501 และฝ่ายปกครองอำเภอแม่ระมาดซึ่งเป็นไปตามนโยบายของดอกเตอร์นฤมลภิญโญศิลป์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนายอิทธิสิริรัทน์พยากรณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการป้องกันโรคระบาดสัตว์จากสัตว์และคุ้มครองปลอดภัยทางอาหารเพื่อความปลอดภัยของคนและสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลติดตามโดยสามารถแจ้งได้ที่ application old 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายอย่างท่วงที..ครับ

สำหรับเรื่องนี้มีปัญหามายาวนานโดยเฉพาะวัวจากแม่ฮ่องสอนหรือจังหวัดตากมาข้างทางรถบรรทุกและไล่มาเดินตามสันเขาเพื่อมายังจังหวัดเชียงใหม่แล้วก็มีพ่อค้าจากต่างจังหวัดมารับซื้อเพื่อกระจายไปยังแทบจะทุกภาคของประเทศไทยโดยมีตลาดนัดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นตลาดวัวควายใหญ่มากทางภาคเหนือก็ฝากมายังท่านปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ปศุสัตว์อำเภอคงไม่ต้องบอกนะครับว่าอยู่อำเภออะไรช่วยสอดส่องดูแลหน่อยครับตามหลักแล้ววัวควายพวกนี้ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆนั้นต้องกักกันก่อนใช่หรือไม่หรืออย่างไรตามหลักน่าจะมีกักกันระวังโรคไม่ต่ำกว่า 15 วัน

แต่นี้พอลงรถก็เอาขึ้นรถไปเลย.เสี่ยงนะครับเรื่องโรคติดต่อส่วนความคืบหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นทีมข่าวจะไปนำข้อมูลมาเสนอประชาชนในพื้นที่อีกทีนะครับโคจากพม่าควายจากพม่าทำให้เกษตรกรไทยที่เลี้ยงโคเลี้ยงควายพวกนี้ราคาก็แทบจะไม่มีเลยเพราะถูกวัวนำเข้าจากเพื่อนบ้านที่ถูกกว่า.ทำให้ราคาตกต่ำมากๆ.สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกพื้นที่.
..#สมจิตรแสงบัลลังก์บกข่าวภาคเหนือรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับหนุ่มเมืองจำพอน ลักลอบนำแลน-คอลลาเจน เข้าไทย/ตะลึง! เสาไฟ อบจ.มุกดาหาร ใช้เศษไม้เสียบแก้ไขงานมาตรฐานต่ำ/​ตร.มุกดาหาร​ ปิดจ๊อบโจร ใช้ปืนจี้ร้านทองยโสธร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 เมษายน เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน 2015 ประจำด่านพรมแดนมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจร่วมช่องทางขาเข้า ตรวจ

ค้นรถกระบะ 4 ประตู ฟอร์ด เรนเจอร์ ทะเบียน กส 6866 สะหวันนะเขต ซึ่งขับข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) มาจากเมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต พบตะกวดหรือแลน จํานวน 1 ตัว

ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งนำเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังพบคอลลาเจน จํานวน 6 ซอง นํ้าหนัก 90 กรัม ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางและควบคุมตัวนายวีละพง พิมมะสอน อยู่บ้านแก้งกอกทุ่ง เมืองจําพอน แขวงสะหวันนะเขต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับหนุ่มเมืองจำพอนลักลอบนำแลนและคอลลาเจนเข้าไทย #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ตะลึง! เสาไฟ อบจ.มุกดาหาร ใช้เศษไม้เสียบแก้ไขงานมาตรฐานต่ำ

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า มีประชาชนพบการก่อสร้างติดตั้งเสาไฟแอลอีดีที่ไม่ได้มาตรฐานในการก่อสร้างและวัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้าง ที่บริเวณถนนหน้าอาคารร่วมใจ กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร(อบจ.มุกดาหาร) บ้านดานคำ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

โดยอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนและผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ผ่านบริเวณดังกล่าว และจากการลงพื้นที่สอดส่องโครงการดังกล่าวของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าเป็นโครงการจัดซื้อและติดตั้งเสาไฟพร้อมโคมไฟถนนแอลอีดีประกอบแบตเตอรี่และอุปกรณ์การประจุแบตเตอรี่ในตัวแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์

งบประมาณ 2,208,000บาท ของ อบจ.มุกดาหาร จากการตรวจดูพบว่าที่บริเวณฐานเสาบางต้นมีการนำเศษไม้มาใช้ในงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานโดยใช้เศษไม้เสียบเข้าไปในช่องว่างระหว่างเสาไฟและฐานเสาคอนกรีตเพื่อแก้ไขงานก่อสร้างฐานตั้งเสาที่ไม่ได้ระดับ บิดเบี้ยว เสี่ยงอันตราย ให้เสามีสภาะตั้งตรง และยังพบว่าบริเวณกลางท่อเสาไฟมีการเชื่อมต่อท่อและการทาสีบริเวณโคนเสาที่ดูไม่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ในเวลาต่อมาได้มีการเข้าไปซ่อมแซมแก้ไขงานก่อสร้างที่บริเวณฐานเสาไฟ แต่ประชาชนก็ยังคงวิตกกังวลว่าการแก้ไขก่อสร้างจะได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยหรือไม่ จึงอยากให้จังหวัดมุกดาหาร ปปช. สตง. ปปท. และหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบว่างงานก่อสร้างได้มาตรฐานหรือไม่ การควบคุมงานและการตรวจรับงานจ้างเป็นไปตามระเบียบ ข้อกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยเร่งด่วนต่อไปด้วย

เสาไฟแอลอีดีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน #ปปท #จังหวัดมุกดาหาร #ปปช #สตง #กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น #กระทรวงมหาดไทย #บันทึกไว้เป็นพยานหลักฐานให้หน่วยงานตรวจสอบ​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​ตร.มุกดาหาร​ ปิดจ๊อบโจร ใช้ปืนจี้ร้านทองจังหวัดยโสธร

เมื่อวันที่​ 23 เมษายน 2568​ เวลาประมาณ 12.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ​ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ​ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง​ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร​ สั่งการให้ พ.ต.ท.เจษฎากร ไชยศรีหา สว.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมชุดสืบสวนสภ.เมืองมุกดาหาร​ ร่วมกับ พ.ต.อ.ภูมิ ทองโพธิ์ ผกก. สืบสวน ภ.จว.ยโสธร พ.ต.ท.ภณภัทร รัตนศรี รอง ผกกฯ พ.ต.ท.โชตินันต์ โชติเนตร รอง ผกก. พ.ต.ท.วรวุฒิ นามมั่น

สว. พ.ต.ต. หญิง ภัคพร ทองสลับ สว.ฯ “สารวัตรหญิงกองสืบ” กก.สส.ภ.จว.ยโสธร และ ชุดสืบสวน สภ.เมืองยโสธร จับกุมนายยศธนา เกาะน้ำใส อายุ 29 ปี ที่อยู่ 30 หมู่ที่8 ต.แสนสุข อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด​ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดยโสธร ที่ จ.58/2569 ลง 22 เม.ย.68

กระทำความผิดฐาน “ พยายามชิงทรัพย์โดยปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้เห็น หรือจำใบหน้าได้โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำผิดเพื่อ การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม“ โดยสามารถจับกุมได้ที่ หลังปั้มคาลเท๊ก บ.กุดแข้ ต.กุดแข้ อ.เมืองฯ จ.มุกดาหาร​ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวน สภ.ยโสธร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 เมษายน เวลา 14:41 น ภาพจากกล้องวงจรปิด ภายในร้านทองแห่งหนึ่งจังหวัดยโสธร สามารถบันทึกภาพขณะที่ มีชายสวมกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนยาวสีขาวสวมหมวกกันน็อคสีดำ และสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า เดินเข้ามาภายในร้าน ใช้อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ที่เตรียมมา พร้อมกับขู่เจ้าของร้านบอกขอทอง 5 บาท เจ้าของร้านบอกให้เอาปืนลงถ้าอยากได้​ ระหว่างนั้น หลานของเจ้าของร้าน ที่นั่งอยู่ใกล้กันได้พยายามเดินเข้าไปประชิดตัว ชายที่ก่อเหตุก่อนจะพยายามเข้าแย่งปืน จนชายคนก่อเหตุถอยออกห่างและวิ่งหลบหนีออกจากร้านไปทันที

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อากาศร้อนจัด.ตาวัย 88 ควบจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นลม รถคว่ำหมดสติข้างถนน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่21 เมษายน2568นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองอำเภอศรีสัชนาลัย พร้อมกับ น.ส.สิริรัตน์ วันทอง(ป.จอย) น.ส.ณัชชา คำพยอม(เสมียนตราอำเภอ)ออกเดินทางลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานราชการในพื้นที่ ระหว่างการเดินทางมาถึงยัง วัดเกาะน้อยตะวันออก ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6ตำบลหนองอ้อ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอคนได้มองเห็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน สพบ-155 พระนครศรีอยุธยา พ่วงข้างจอดคว่ำอยู่จึงบอกให้คนขับรถจอดอย่างเร่งด่วน เพราะตนมองเห็นชายสูงอายุนอนสลบอยู่ เมื่อรถจอดนิ่งทุกคนต่างรีบลงจากรถเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ ที่สำคัญ นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอฯ ก็ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและสั่งทีมงานให้หาร่มมากลางหายาดมมาให้คนชายสูงวัยที่ประสพเหตุด้วยความห่วงใยพร้อมโทรประสานแจ้งรถกู้ภัยเทพนิมิตรจุดศรีสัชนาลัยอย่างเร่งด่วนด้วยตนเอง พร้อมนำตัวชายสูงวัยส่งไปยังโรงพยาบาลศรีสัชนาลัยอย่างเร่งด่วนทำการรักษา

จากการสอบถามนายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองอำเภอศรีสัชนาลัย กล่าวว่าตนเองพร้อมด้วย ภรรยา และน.ส.สิริรัตน์ วันทอง(ป.จอย) น.ส.ณัชชา คำพยอม(เสมียนตราอำเภอ)มาจากอำเภอออกเดินทางไปลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานราชการในเขตพื้นที่ศรีสัชนาลัย พอมาถึงหน้าวัดเกาะน้อยตะวันออก ตนมองเห็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างคว่ำอยู่และใช้สายตามองไปบริเวณที่เกิดเหตุก็รู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นชายสูงอายุ สวมกางเกงขายาวสีเทา สวมเสื้อลายสีขาวม่วง นอนนิ่ง อยู่จึงบอกให้คนขับรถหยุดรถเพื่อดำเนินการช่วยเหลือโดยเร่งด่วน เพราะกลัวคุณตาจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้

จากการตรวจสอบทราบว่าคุณตาชื่อนายสำเนียง จันทร์มา อายุ 88 ปี เป็นคนอำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย หลงทางมา ระหว่างทางเป็นลมรถเสียหลักล้มคว่ำ ดีที่ตนเองและทีมงานมาพบช่วยคุณลุงได้ทัน ส่วนตัวนั้นรู้สึกตื่นเต้นและสงสารคุณลุงมาก ดีใจที่สุด ที่ได้ช่วยคุณลุงสูงวัยและขอขอบคุณทีมงานกู้ภัยที่ได้ช่วยคุณลุงส่งถึงมือหมอ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว
นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอกล่าวทิ้งท้าย.
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐนิวส์ -เสาทางหลวงมุกดาหารจุดเสี่ยงภัยสุดๆ ใช้เศษปูนยัดรองให้เสาตรง หวั่นเกิดอันตรายเนื่องจากเป็นถนนสายหลักของจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ภายหลังจากที่พบเสาไฟฟ้าแขวงทางหลวงมุกดาหารหักโค่นล้มใส่กลางถนนกลางถนนที่บริเวณโค้งพันล้าน ถนนชยางกูร ตำบลมุกดาหาร เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา โดยสาเหตุคาดว่าอาจจะเกิดจากการก่อสร้างฐานรองรับเสาไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน นั้น

จากการสำรวจเสาไฟฟ้าที่บริเวณถนนเส้นเดียวกัน ยังพบว่ามีเสาไฟฟ้าที่น่าจะก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานอีกหลายต้น โดยมีทั้งการก่อสร้างฐานเสาที่ไม่ได้ระดับแล้วใช้เพียงเศษปูนยัดใส่เข้าไปในช่องว่างระหว่างเสากับฐานคอนกรีต และบางเสายังเห็นสายไฟโผล่ออกมา อีกทั้งยังพบคอนกรีตแตกร้าวหลายแห่ง จึงกลายเป็นจุดเสี่ยงภัยที่เสาไฟอาจจะโค่นล้มลงมาได้ทุกเวลา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ใช้ถนนเส้นดังกล่าวจึงมีเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากเป็นถนนสายหลักของจังหวัดมุกดาหารที่เชื่อมต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร นครพนมและสกลนคร เสี่ยงต่อการถูกไฟช็อต ไฟดูด หรือเสาไฟล้มทับ จนเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบงานก่อสร้างดังกล่าวว่ามีการควบคุมงานและตรวจรับงานอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยเร่งด่วนต่อไปด้วย

เสาไฟฟ้าแขวงทางหลวงมุกดาหารหัก #ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน #กรมทางหลวง #จังหวัดมุกดาหาร #ปปช #สตง #กระทรวงคมนาคม​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ​แรงงานลาวเริ่มเดินทางกลับ แน่น บขส.มุกดาหาร ตรวจเข้มแอลกอฮอล์-สารเสพติด คนขับทุกราย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 16 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร (บขส.มุกดาหาร)

แน่นขนัดไปด้วยแรงงานชาวลาวและประชาชนจำนวนมากที่มารอต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วโดยสารและรอขึ้นรถยนต์โดยสาร เพื่อจะกลับเข้ากรุงเทพฯและจังหวัดทางภาคตะวันออก ภายหลังจากที่สิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย-ลาว

โดยประชาชนเริ่มทยอยเดินมาตั้งแต่ในช่วงบ่ายและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร นำโดยนางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล

หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารโดยนายอนุชิต พิกุลศรี นางสาวขวัญตา สารธิตย์

นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เข้ามาอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารด้วย

นางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางกลับทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด

ได้เตรียมรถโดยสารไม่ประจำทาง หรือ รถเสริม 30 ไว้รองรับการเดินสำหรับการเดินทางเที่ยวกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดตกค้าง พร้อมกันนี้เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย

ให้กับผู้โดยสารเจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดกับผู้ขับขี่รถโดยสารทุกรายอีกด้วย

แรงงานลาวเริ่มเดินทางกลับแน่นสถานีขนส่งมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ส่องเลขเด็ด!! พิธีไหว้ครู สำนักพรหมมหาญาณ ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (9 เม.ย.68) เวลา 09.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สำนักพรหมมหาญาณ บ.222 หมู่ 11 ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว (ละลุดินแดนมหัศจรรย์) อาจารย์จุฬามุณี พรหมญาณพยากรณ์ องค์ประธานพระโพธิสัตว์กวนอิม

โหราจารย์พรหมมุนีศรีวโลโพธิญาณ องค์ประธานปู่ฤาษีเศรษฐีนวโกฏิ ประธานในพิธี ได้ร่วมกันจัดพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ประจำปี ๒๕๖๘ โดยมี คณะหมอพราห์มผู้ประกอบพิธี หมอนัดวัดโบสถ์ พิณแคน ขวัญใจคนเดิม วันชาติ ได้มาร่วมพิธีในครั้งนี้

โดยในพิธี..มีนางรำสายญาณมากมาย และ อาคันตุกะมาร่วมพิธีทั่วสารทิศ ช่วงสุดท้ายพิธีก็มีพิธีการสู่ขวัญบายศรีให้แก่เจ้าภาพ และลูกศิษย์ลูกหาลูกหลานได้ร่วมผูกแขนอวยพรให้ เจ้าตำหนักเจ้าภาพในพิธีต่อไปอีกด้วย.

ช่วงกลางคืนวันที่ 8 เมษายน เวลา 22:30 น ก่อนวันงานช่วงเวลาลูกศิษย์ร่วมด้วยช่วยกันจัดตั้งปรำพิธีบายศรีได้มีปรากฏก็มี “พระจันทร์เกิดการทรงกลด” ตรงหน้าบนยอดปรำพิธี สื่อถึงความหมายที่ดีมาก.

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “หัวหิน” เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลลดต่ำสุด ชาวบ้านแห่เก็บหอยตามโขดหินเสริมรายได้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานตลอดทั้งวันที่บริเวณชายหาดหัวหิน ตั้งแต่หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมไปจนหน้าโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลลา หัวหิน ในเขตเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ

มีประชาชนทั้งเด็ก-ผู้ใหญ่จำนวนมากต่างลงงมและนำอุปกรณ์เหล็กแซะพร้อมตะกร้า-ถุงพลาสติก พากันไปเก็บหอยแมลงภู่จำนวนมากที่เกาะติดตามซอกโขดหินใหญ่น้อยเรียงรายนับพันก้อนโผล่ขึ้นตลอดแนว

จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ น้ำทะเลลดต่ำกว่าปกติซึ่งนานๆจะเกิดครั้งและมีเฉพาะบริเวณดังกล่าว โดยชาวบ้านที่ได้หอยแมลงภู่ส่วนใหญ่นำไปบริโภค และที่เหลือนำไปขายเสริมรายได้ตาม ๆ กัน

ทั้งนี้จากช่วงมรสุมพัดผ่านทำให้เกิดฝนตกในเขต อ.หัวหิน และเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติน้ำทะเลลดลงมากกว่าปกติจนเห็นโขดหินใหญ่น้อยนับพันก้อนโผล่เห็นชัดตลอดแนว จนนักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวแต่ไม่เคยพบเห็นต่างพากันไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกตาม ๆ กันด้วยความแปลกใจ

เนื่องจากปรากฏการณ์น้ำทะเลลดมาก นานๆจะเกิดครั้งและมีเฉพาะบริเวณดังกล่าวจนกลายเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวจะต้องถ่ายรูปเก็บไว้ดูหากมาเที่ยวที่ชายหาดหัวหิน ขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งนอนอาบแดดอย่างมีความสุข และขี่ม้าชายหาดท่ามกลางอากาศแจ่มใส

สำหรับปรากฏการณ์น้ำทะเลลดต่ำสุดคาดว่าจะเกิดต่อเนื่องอีกไม่กี่วันก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ. นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตีฆ้องร้องทุกข์ ที่บ้านป่าตึง อ.แม่จันทร์ จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

โดยทีมงานข่าวได้รับข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับภูเขาดินหัวโล้นที่มีนายทุนมาขุดดินตั้งอยู่ติดกับริมถนนสายอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายมายังอำเภอแม่อายจังหวัดเชียงใหม่ก็ไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวตามข่าวบอกว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ไปยื่นขอจากเทศบาลเป็นโฉนดจำนวนเนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ออกโฉนดเมื่อปีพ.ศ 2558.ก็ไม่ทราบว่าพื้นที่เป็นภูเขาทั้งลูกออกโฉนดได้ยังไงประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะออกโฉนดในพื้นที่เลยแต่นี้กับมีโฉนดอย่างถูกต้องออก

โดยเจ้าพนักงานที่ดินและทางผู้ประกอบการเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ยื่นขออนุญาติจากเทศบาลป่าตึงทำการขุดดินโดยเริ่มทำการขุดดินได้ตั้งแต่วันที่ 27 เดือนธันวาคมพ.ศ 2568และได้รับค่าธรรมเนียม 500 บาทใบอนุญาตออกให้ณวันที่ 27 เดือนธันวาคมปีเดียวกัน

โดยมีนายบุญรอดนารีรัตน์.ตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปฏิบัติการแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง.แต่การขออนุญาตนั้นในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้อบตมีใบอนุญาตหรือออกให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องใช้เครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้าเท่านั้นแต่นี้ผู้ประกอบการลักไก่โดยนำแม็คโค ลงไปขุดดินดังกล่าวโดยไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขได้กระทำการดังกล่าวมาเป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้วทีมงานข่าวจึงได้ลงไปตรวจสอบและลงพื้นที่ตามที่ประชาชนให้เบาะเเสมา

เมื่อวันที่..18 มีนาคม 2568 ก็ปรากฏว่าพบรถแม็คโครและรถพ่วงบรรทุกดินออกมาจากบริเวณดังกล่าวอีกวันที่ 19 มีนาคม 2568 ทีมงานข่าวจึงได้เข้าไปขอข้อมูลจากอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายทางอุตสาหกรรมได้ชี้แจงว่าไม่ได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนและในวันเดียวกันช่วงบ่ายก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายได้ลงพื้นที่ดังกล่าวและขอใบอนุญาตหรือตรวจสอบปรากฏว่าไม่มีใบขออนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดนำเครื่องจักรกลลงไปในพื้นที่ดังกล่าวแต่ก็ไม่ได้พบเครื่องจักรกลรถแม็คโครอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเลยจึงได้แจ้งแก่ผู้ประกอบการให้หยุดการกระทำดังกล่าวและจะดำเนินการตามกฎหมายก็ไม่ทราบว่าที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่

อุตสาหกรรมจังหวัดไม่ได้ทราบเรื่องเลยจะได้ทราบเรื่องก็เมื่อได้มีสื่อมวลชนเข้าไปสอบถามก็ลงพื้นที่ดังกล่าวและแจ้งว่าให้มากระทำขอใบอนุญาตตามขั้นตอนให้ถูกต้องเสียก่อนจึงได้กระทำการขุดดินได้และประชาชนก็ได้แจ้งแก่ทางเทศบาลป่าตึงถึงความเดือดร้อนเรื่องผู้ประกอบการก่อนนี้ได้ทำดิน หก เรื่อฝุ่นละอองคละคลุ้งไปหมดเคยประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายก็เห็นมาดูเพียงครั้งเดียวก็เงียบหายไปเลยประชาชนในพื้นที่ก็สงสัยมากนะครับว่า

พื้นที่ดังกล่าวเป็นลักษณะภูเขาสูงชันอย่างที่ภาพก็ไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องออกเอกสารสิทธิ์มาได้อย่างไรและในวันเดียวกันนี้ทางผู้สื่อข่าวได้ไปประสานงานกับทางสำนักงานป่าไม้จังหวัดเชียงรายโดยมีเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลและเปิดแผนที่ให้ผู้สื่อข่าวดูว่าพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมามีลักษณะเป็นเช่นไรและก็คงเป็นลักษณะที่ว่าพื้นที่ลักษณะนี้ไม่น่าจะออกเอกสารสิทธิ์ได้ก็ฝากให้ท่าน..ส.ส. #ญิงจุุฬารัตน์ขันสุธรรมในพื้นที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลให้กระจ่างด้วยนะครับ.ส่วนความคืบหน้าเป็นเช่นไรทีมงานข่าวจะนำมา
ให้พี่น้องประชาชนทราบในโอกาสต่อไป..

ธนกฤ.#วรรมณี สมจิตรแสงบัลลังก์รายงาน

สื่อรัฐทีวี-ตีฆ้องร้องทุกข์ ตู้ตุ๊กตาหยอดเหรียญ ระบาดหนัก เชียงราย-เชียงใหม่ เปิดโจ่งครึ่ม บนห้างใหญ่ -ห้างเล็ก-ร้านสะดวกซื้อ วางล่อใจเด็ก

แชร์เนื้อหานี้

ตีฆ้องร้องทุกข์วันนี้ เรามาพูดกันถึงเรื่อง.ตู้ตุ๊กตาระบาดหนัก ทั่วภาคเหนือ.
เชียงราย-เชียงใหม่เปิดโจ่งครึ่ม บนห้างใหญ่ -ห้างเล็ก- หน้าร้านสะดวกซื้อ วางล่อใจเด็ก ขอเงินพ่อแม่หยอดเหรียญเพื่อเอาตุ๊กตา ต้องสิ้นหวังไม่ได้แม้ตัวเดียว เสียเงินฟรี ใบอนุญาต ไม่มีสำแดง ตำรวจ ปกครอง มีคำตอบให้ประชาชนอย่างไร ทำไมจึงเกลื่อนเมือง!!
ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเด็กเป็นจำนวนมากที่สูญเสียเงินหยอดเหรียญ เข้าไปในตู้ตุ๊กตาที่วางตามหน้าร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า สาขาย่อย -ซุปเปอร์มาเก็ต ขนาดใหญ่ และตามสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองและต่างอำเภอ ในแถบภาคเหนือ เชียงใหม่ -เชียงราย ตั้งกันแบบโจ่งครึ่มท่ามกลางความสงสัยของผู้คน ว่าตั้งได้อย่างไร ? มีการขออนุญาตหรือไม่ และขออนุญาตจากหน่วยงานไหน ที่มีหน้าที่อนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่?

เพื่อคลายความสงสัยผู้สื่อข่าวได้เข้าดูตู้ตุ๊กตาที่วางบน ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย .และจังหวัดเชียงใหม่ตามแหล่งชุมชนนั้นไม่ได้มีใบอนุญาตติดสำแดงอยู่ มีเพียงตู้แลกเหรียญที่มีใบอนุญาต รับรองจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เท่านั้น ส่วนที่ตั้งทั่วไปไม่เห็น ผู้สื่อข่าวเข้าตรวจพบในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า สาขาย่อย ห้างหนึ่ง และร้านจำหน่ายอาหารแช่แข็ง และพบว่าบริเวณตู้หน้าห้างสรรพสินค้าสาขาย่อย ด้วยพบปรากฏมีเด็กไปกับผู้ปกครองที่เข้าไปจับจ่ายที่ห้างสรรพสินค้าหนึ่ง สาขาที่เกิดเหตุ รบเร้าผู้ปกครองอยากได้ตุ๊กตา

ขอเงินเพื่อหยอดตู้เพื่อคีบเอาตุ๊กตา ครั้งละ10 บาท ผลปรากฏไม่ได้ตุ๊กตาแม้แต่ตัวเดียว เนื่องจากได้สังเกตุเห็นว่า เมื่อเครื่องทำงาน แขนที่เป็นคีมคีบตู้ ทำงานเมื่อคีบตุ๊กตา มักจะหลุดทุกครั้งไปจากนั้นเครื่องก็จะยกเลิก การทำงานโดยอัตโนมัติกลืนเหรียญ10บาท ลงไปฟรีๆทั้งที่พ่อแม่เสียเงินไปเป็นร้อย เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์วันที่้ 8 มีนาคม ช่วง 18-19.00น.เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ สามพ่อแม่ลูก หยอดเหรียญ ตู้ตุ๊กตา หน้าห้างสรรพสินค้าสาขาย่อยห้างหนึ่ง ใกล้กับที่ว่าการอำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย

ได้จะเป็นหลักฐานว่าเรื่องดังกล่าวมีอยู่จริง โดยมีผู้สื่อข่าวเป็นพยานเหตุการณ์
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีประชาชนเป็นจำนวนมากเห็นร้านตุ๊กตาตั้งหลายจุดเปิดทั้งวันทั้งคืน ไม่ทราบว่าจะมีผู้เล่นหรือไม่ มีการเช่าตึกเดือนละเป็นหมื่น ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ มีให้เห็นเกลื่อนกลาดทั่วเมืองเชียงราย อาจจะมีเรื่องแอบแฝง เบื้องหลังหรือไม่? จากข้อมูล ตู้คีบสินค้า หรือตุ๊กตาเข้าข่ายตู้การพนันหรือไม่? เพราะ พรบ.ว่าด้วยการพนันพ.ศ 2478 ประเภทบัญชี(ข) ลำดับที่28 ระบุว่าเครื่องเล่นที่ใช้เครื่องกลพลังไฟฟ้า พลังแสงสว่างหรือพบังงานอื่นๆใดทที่ใช้เล่นโดยวิธีการสัมผัส เลื่อน กด โยก หมุนหรือวิธีอื่นใด ซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกัน แต้มหรือเครื่องหมายใดๆก็ตาม.แม้แต่การยิงเป้าปาโป่งตามงานวัดก็เป็นการพนันที่ผิดกฎหมายเช่นกันกับอยู่ในการพนันประเภท(ข)

ดังนั้นตู้คีบตุ๊กตาจัดได้ว่าเป็นตู้ที่เข้าข่ายการพนันตามกฎหมายหรือไม่?เพราะเรื่องดังกล่าวถ้าหาก ห้ามไม่ให้มีจะเป็นการสกัดกั้นเยาวชนไม่ให้เข้าถึงการพนันอย่างดียิ่ง ในหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในอำเภอแม่สรวย ข้างต้นถือว่าเด็กและเยาวชนได้เข้าไปเล่นแล้ว โดยเรื่องดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าที่ฝ่ายปกครองที่ถือกฎหมาย พื้นที่เกิดเหตุ จะดำเนินการอย่างไร?และมีคำตอบให้ประชาชนอย่างไร?ขอความกระจ่างโดยด่วน.

ขุนเขาใรน้ำใจ ทีมงานข่าวภาคเหนือ รายงาน
สอบถามโทร 0967694671 – 0856525854.. สมจิตร แสงบัลลังค์ ผอ.ข่าวภาคเหนือ
ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ค้านเปิดเหมืองหินใกล้ ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ! ชาวบ้านร้อง ศดธ.จ.มุกดาหาร ค้านออกประทานบัตรเหมืองหินบางทรายใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568​ตัวแทนชาวบ้านตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหารเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ทบทวนการออกประทานบัตรของบริษัท สิงห์โต เอ็นจิเนียร์ จำกัด ซึ่งได้ขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ (ระเบิดหิน) โดยตัวแทนชาวบ้านชาวบ้านกล่าวว่า การทำเหมืองของบริษัทที่ได้ขอใบประทานบัตรเพื่อประกอบกิจการทำเหมืองแร่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านหนองหอย ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

ทั้งนี้ แม้จะเป็นการขอประทานบัตรในพื้นที่ของตนเอง แต่การที่จะระเบิดหิน โดยที่บ่อหินอยู่ไม่ห่างจากถนนเส้นเศรษฐกิจพิเศษ มห. 3019 มุกดาหาร รัศมีการระเบิดหินย่อมจะส่งผลกระทบต่อรถขนส่งสินค้าและจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงสถานศึกษา อีกด้วย นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งเสียงและฝุ่น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทบทวนการอนุญาตประทานบัตร ของบริษัท สิงโต เอ็นจิเนียร์ จำกัด ด้วย

ทั้งนี้ ชาวบ้านหวังว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารจะพิจารณาทบทวนการอนุญาตโครงการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บริเวณพื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองหินอยู่ห่างจากถนนเลี่ยงเมืองทางหลวงชนบท สาย มห. 3019 ประมาณ 600 เมตร ห่างจากวัดป่าถ้ำตาดา ประมาณ 700 เมตรและห่างจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยประมาณ 1.9 กิโลเมตร

ค้านเปิดเหมืองหินใกล้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ฯ #ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร #ร้องคัดค้านอนุญาตประทานบัตรเหมืองหินบริษัทสิงห์โตเอ็นจิเนียร์จำกัด #ตำบลบางทรายใหญ่ #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับวัยรุ่นสปป.ลาว3 ราย ค้าของเก่าข้ามแม่น้ำโขง มาไทยจ.มุกดาหาร​

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568​ ที่ผ่านมา​ กองร้อยหมวดสกัดกั้นฯที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีการลักลอบขนสินค้าผ่านช่องทางธรรมชาติข้ามมายังฝั่งประเทศไทย

จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และวางแผนทำการจับกุมร่วมกับกองร้อยทหารราบ และกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 ออกตรวจในพื้นที่ หมู่ 2 บ.หว้านน้อย ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร พบเรือกีบเหล็กติดเครื่องยนต์แล่นจากฝั่ง สปป.ลาว

เข้ามายังท่าน้ำฝั่งประเทศไทย และมองเห็นวัตถุต้องสงสัยเป็นกระสอบสีขาวจำนวนหลายใบอยู่ในเรือ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอตรวจสอบสิ่งของภายในกระสอบพบว่าเป็นเศษโลหะที่ทำด้วยทองแดง รวมทั้งหมด 84 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 3,000 กก. และแบตเตอรี่เก่า จำนวน 39 ลูก

จึงได้ควบคุมตัวบุคคลที่อยู่ในเรือประกอบด้วยท้าว พิสะมอน พอนทิดา อายุ 43 ปี คนขับเรือ ท้าว ทะนะวัด สินนะสอน อายุ 18 ปี ท้าว เพดสะมัย สุพมมะวง อายุ 19 ปี อยู่บ้านบึงทะเล นะคอนไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว โดยทั้ง 3 คนได้ยอมรับว่า

ได้ลักลอบขนสิ่งของดังกล่าวนำขึ้นเรือขนข้ามมาประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและตรวจยึดของกลางนำส่ง ตม.มุกดาหาร และด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร่วม 100 คน ลุกขับไล่ เจ้าอาวาสองค์ใหม่ ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง และดูแลวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 ก.พ.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านทุ่งเคล็ด หมู่ที่ 3 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากกรณีมี คำสั่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด ที่ ๐๐๕/๒๕๖๘ เรื่อง อนุญาต ให้พระประสิทธิ์ สัญจร เข้าอยู่วัดบ้านทุ่งเคล็ด

โดยมีบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการ
ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ในมาตรา ๓๘ ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใด้ ให้แต่งตั้ง ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๘ (๑)(๓) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอาศัยในวัด จึงให้ พระประสิทธิ์ สัญจร เข้ามาอยู่วัดบ้านทุ่งคล็ด และดูแลจัดการวัดบ้านทุ่งคล็ด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสั่ง ณ วันที่ …๑๕…. เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘
ลงชื่อ (พระครูสังฆรักษ์ สำราญ อภิชาโต) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด รองเจ้าคณะอำเภอทับสะแก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขณะที่พระประสิทธิ์ สัญจร ได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจดูแลวัดบ้านทุ่งเคล็ด พร้อมถือหนังสือสั่งการไป แต่เมื่อชาวบ้านเห็นดังกล่าว จึงได้เข้าไปสอบถามว่ามาทำไม มาทำอะไร จึงมีเสียงปะทะคารมกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน จนชาวบ้านได้เข้าไปห้อมล้อมขับไล่ให้ออกไปจากวัด โดยมี พ.ต.ท.สุทิน ทัดรัตน์ สว.สส.สภ.ทับสะแก พร้อมชุดสืบสวน ฝ่ายป้องกันและปราบปราบ เข้าควบคุมสถานการณ์ป้องกันเหตุ

น.ส.อมรทิพย์ ภู่ระย้า ( คนเสื้อดำ ) ให้การว่า ตนเองได้เดินเข้าไปสอบถามพระประสิทธิ์ ว่ามาทำไม และมาทำอะไร เพราะชาวบ้านเขาไม่ต้อนรับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ จึงบอกให้นิมนต์กลับ แต่เกิดมีปะทะคารมกัน จนชาวบ้านลุกฮีอตะโกนขับไล่ (ตามคลิป)

นอกจากนี้ชาวบ้านยังรวมตัวกันถือป้ายแสดงข้อความเชิงสัญลักษณ์ในการแสดงออก “ด้วยความเคารพศรัทธา พวกเราชาวบ้านขอเห็นพ้องร่วมกันในการแสดงความประสงค์ที่จะขอคัดค้านคำสั่งถอดถอนพระอาทิตย์ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด และขอโต้แย้งคัดค้านคำสั่งแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาสรูปใหม่เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมกับชาวบ้านในชุมชนได้ขอความเป็นธรรมและสนับสนุนให้พระอาทิตย์กลับเข้ามาเป็นเจ้าเอาวาสเช่นเดิม โดยชาวบ้านจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปกป้องเช่นเดิม

////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ – หมูไม่กลัวน้ำร้อน ขนส่งเชียงราย สั่งจับรถลากดิน ประชาชนร้องเรียน เหมือนนกรู้ หยุดกระทันหัน ข่าววงในรั่ว เพราะส่วย / โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา ร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการและฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ระดับสำนักงานชลประทานที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2569

แชร์เนื้อหานี้

หลบด่านเล่นที่เผลอ” ลาก”ไม่คลุมผ้าใบมิดชิดฝุ่นตลบ สร้างมลภาวะฝุ่นPM.2.5 บช หลังประชาชนร้องเรียนมานาน เตรียมร้องเรียนอุตสาหกรรมจังหวัดเสนอเพิกถอนใบอนุญาต

จากกรณีที่มีประขาชนร้องเรียนผ่านสายด่วนขนส่ง เชียงรายเกี่ยวกับผู้ประกอบการรถบรรทุกดิน ในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ สร้างปัญหาให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต รวมทั้งสิ่งแวดล้อม มีการขนดินออกจากบ่อมานานหลายปีโดยเรื่องดังกล่าวประชาชนได้พยายามร้องเรียนทุกฝ่ายแต่การแก้ไขปัญหาไร้ผล เนื่องจากผู้ประกอบการรถบรรทุกดิน มีการขนดินแบบไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ เหมือนทุกครั้งเจ้าหน้าที่ ตั้งด่วนตรวจจับตามคำร้องเรียน ได้เพียงแค่คันสองคันแล้วก็ต้องล้มเหลวทุกครั้งไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสังเกตุการณ์การตั้งด่านของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งจังหวัดเชียงราย ตามคำคำสั่งนางสุภมาส ลีลารักษ์สกุล ขนส่งจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจการ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานวิชากรขนส่งจังหวัดเชียงราย ออกตั้งด่านปราบปรามรถบรรทุกขนดินไม่คลุมผ้าใบมิดชิด สร้างมลพิษฝุ่นPM2.5 และผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติจราจรทางบก ปีพ.ศ. 2522และพระราชบัญญัติรถยนต์ ปีพ.ศ.2522

ในเรื่องดังกล่าวทางผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากหัวหน้าชุดควบคุมการตั้งด่านตรวจขนส่งที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลแม่กรณ์ ถนนทางหลวงหมายเลข 1211 ตอน สวนดอก-ดงมะดะ บริเวณพื้นที่ บ้านฝั่งหมิ่นหมู่ที่7 ต.แม่กรณ์ จ.เชียงราย เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 30 มกราคม 2568ที่ผ่านมา สามารถตรวจจับ รถขนดินเพียงแค่สองสามคัน เท่านั้นโดยผู้ประกอบการรถขนดิน หยุดการขนดินออกจากบ่อดินทันที ต่อจากนั้นไม่สามารถจับได้ต่อไปอีก เนื่องจากรถลากดินหยุดขนดิน โดยผู้สื่อข่าวได้ตระเวณดูพบไปแอบไปจอดหลบซ่อนสายตาเจ้าหน้าที่ขนส่งในซอยหมู่บ้าน และถนนในหมู่บ้านทางขึ้นน้ำตกขุนกรณ์

หลังจากผู้สื่อข่าวได้สอบถามชาวบ้านและผู้นำหมู่บ้านในย่านนััน ได้ข้อมูลว่าเป็นแบบนี้ทุกครั้งไป เมื่อเจ้าหน้าตั้งด่านตรวจจับรถลากดืนก็หยุด เมื่อเจ้าหน้าหยุดตั้งด่านรถลากดินก็ลากดินต่อ สร้างความเดือร้อนให้ประขาชนในพพื้นที่ และสํญจรเส้นทางนฝดังกล่าวเป็นอย่างมาก ร้องเรียนไปไม่เป็นผล จึงอยากเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเพิกถอนใบอนุุญาติบ่อดิน หรือใบรง.4 ของเจ้าของบ่อดินที่สร้างปัญหาแบบไม่หยุดหย่อน

จากเรื่องดังกล่าวทางผู้สื่อข่าวได้ถามเจ้าหน้ากรมการขนส่งว่าจะทำอย่างไรต่อ? ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า จะต้องด่านถี่ขึ้นเรื่อยๆ หากกพบก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวจะดำเนินการติดตามการปฏิบัติหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอุตสหกรรมจังหวัดเชียงราย และอบต.แม่กรณ์เจ้าของพื้นที่ว่าจะมีความเห็นเกี่ยวกับมาตรการณ์แก้ไขปํญหาดังกล่าวให้กับประชาชนได้อย่างไร? หลังมีร้องเรียนมาโดยตลอด บ่อดินดังกล่าวจะถูกเพิกถอนได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย จะมีคำตอบอย่างไรภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์และจะนำเสนอข่าวความคืบหน้าต่อไป.

ทีมงานข่าวเชียงราย สมจิตร แสงบัลลังศ์ รายงาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการและฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ระดับสำนักงานชลประทานที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2569

วันนี้ (31 มกราคม 2568) เวลา 09.00 นายเฉลิมเกียรติ อินทกนก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา พร้อมด้วยนายธีรพันธ์ เด็ดขาด หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายเกษียร สฤษดิกุล หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน

นายคมสัน วัดเข่ง หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 นายทวีศักดิ์ ภิรมย์ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 นายอธิการ แสนสุวรรณศรี หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 และนายนนทวัฒน์ เข็มเงิน หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 ให้การต้อนรับ นายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง รองผู้อำนวยการ

สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วยนายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายชยกร นนตานอก หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการใช้น้ำ และคณะ ในการลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการและฝ่ายส่งน้ำ และบำรุงรักษา ระดับสำนักงานชลประทานที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2569

พร้อมนำเสนอและตอบข้อซักถาม ของคณะทำงานฯ สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการส่งน้ำและบำรุงรักษา ณ ห้องประชุมนาคาภิรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่…

สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐนิวส์ – สื่อรัฐทีวี / ชาวบ้านดีลัง กว่า300 คน คัดค้าน การก่อสร้าง โรงหลอม รีไซเคิล เชื่อว่าเกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมอันตรายต่อชีวิตประชาชนฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ออกมาเรียกร้องไม่เห็นด้วยการที่จะมีโรงงานตั้งขึ้นที่หมู่ที่ 3 ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าในอนาคตส่งผลกระทบแน่นอนกับหมู่ที่2 หมู่ที่3 หมู่ที่5 ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

ชาวบ้านให้เหตุผลว่าเมื่อสร้างไปแล้วยากที่จะหยุดได้ มีตัวอย่างโรงงานที่สร้างไปแล้วโรงงานหนึ่ง ซึ่งอยู่ติดกับบ้านดีลังส่งผลต่อชาวบ้านดีลังถึงทุกวันนี้แล้วยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ขอให้เห็นความสำคัญต่อชีวิตเด็กและประชาชนหมู่ 2,3,5 ตำบลดีลัง ที่อยู่ใกล้โครงการก่อสร้างโรงงานหลอม รีไซเคิลในอนาคต ที่จะทำให้เกิดมลภาวะเป็นพิษและอันตรายต่อชีวิตของชาวบ้าน

จึงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐขอให้ยุติการอนุญาตก่อสร้างโรงงานดังกล่าว ซึ่งจะก่อสร้างตั้งอยู่ที่หมู่3 หากแม้ไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน ชาวบ้านจะเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หวังเป็นที่พึ่งชาวบ้านเพื่อเรียกร้องหาข้อยุติต่อไป

ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องได้เดินทางมาพบชาวบ้านเช่น ผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี ผู้แทนสาธารณะสุขจังหวัดลพบุรี ผู้แทนผู้ประกอบการโรงงาน
โดยทางผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี ได้ให้เหตุผลต่อชาวบ้านว่าเป็นเพียงขั้นตอนเสนอเรื่องขอ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่1 ปิดประกาศให้ประชาชนรับทราบ ที่อำเภอ เทศบาล และจังหวัดลพบุรี ขั้นตอนที่2 คือประชาคมชาวบ้าน

ชาวบ้านที่มารับฟังบางคนทราบเรื่องมีอาการถึงกับไม่พอใจว่าชาวบ้านไม่ได้เดินทางไปอำเภอ เทศบาล และจังหวัด จึงไม่ทราบเรื่องดังกล่าวว่าผ่านขั้นตอนที่1 นี้ไปแล้ว เช่นไรชาวบ้านเสนอให้ประชาคมในวันนี้เลยได้ไหม เผื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาประชาชนต้องออกมาอีก

เพราะทุกคนต่างต้องไปทำงาน หากินในแต่ละวัน ส่วนทางตัวแทนผู้ประกอบการสร้างโรงงานขอกลับไปทบทวน แล้วจะมาให้คำตอบต่อชาวบ้านภายใน 7 วัน และได้พูดกับผู้สื่อข่าวว่าวันนี้ผมไม่มีโอกาสได้ชี้แจ้งอะไรเลย ชาวบ้านไม่ยอมรับฟัง

สนอง แท่นสูงเนิน ภาพ/ข่าว รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /“สราวุธ” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย อ้อนขอกลับไปนั่งเก้าอี้ นายก อบจ.ประจวบฯ อีกสมัย /ร้องสื่อถนนสร้างเสร็จไม่สมราคากว่า 7 ล้านบาท จ่อยื่น ปปช.สอบข้อเท็จจริง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.68 นายสราวุธ หรือ “เฮียไล้”  ลิ้มอรุณรักษ์ แชมป์เก่า อดีต นายก อบจ. ประจวบฯ ผู้สมัครนายก อบจ. ประจวบฯ หมายเลข 2 เปิดเผยขณะเดินหาเสียงพร้อมลูกทีมว่า จากการลงพื้นที่ในการเลือกตั้งรอบนี้ ตนได้ลงพื้นที่หาเสียงตลอดทุกวัน ตั้งแต่ อ.หัวหิน ไปจนถึง อ.บางสะพานน้อย เรียกได้ว่า ไม่มีเวลาหยุดพักกันเลย ความตั้งใจ คือ ต้องการลงพื้นที่แนะนำตัวด้วยตนเองทั้งหมด โดยคิดเสมอว่า การเข้าไปหาประชาชน เป็นการให้เกียรติพ่อแม่พี่น้องทุกคน เพราะตนเองตั้งใจอาสามาทำงาน เพื่อพ่อแม่พี่น้องจึงอยากเดินเท้าเข้าไปหาทุกท่านด้วยตนเอง เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตนก็ทำแบบนี้ ไม่รู้สึกเหนื่อยใดๆ รู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้ไปสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่านทั้งจังหวัดด้วยตัวเอง

จะไม่ขออาศัยการส่งไปรษณีย์ไปให้ทุกบ้าน เพราะตนเองอยากเข้าถึงประชาชนถึงบ้านจริงๆ การลงพื้นที่ทั้งจังหวัดด้วยตนเองรอบนี้ ด้วยความที่บ้านเมืองเรา ทุกคนน่ารัก ตนได้รับการต้อนรับและ กำลังใจมากมาย ส่วนใหญ่อวยพรให้กลับมาทำงานเพื่อบ้านเมืองอีก เพราะเห็นผลงานมาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาผลงานของตน ในระหว่างอยู่ในตำแหน่งอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ เรียกได้ว่ามีผลงานครอบคลุมครบ ทั้ง 8 อำเภอ อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน
“ตนเองชอบรับฟังความคิดเห็น ชอบให้มีคนเสนอแนะ เพราะจะได้มุมมองที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะความเห็นของสมาชิกสภา ที่เป็นตัวแทนของพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งของประชาชนที่มาบอกด้วยตนเอง ตนให้ความสำคัญ และ ติดตามงานเสมอ การเมืองปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ตนอยากให้ทุกคน ที่เสนอตัวอยากเข้ามาทำงาน นำเสนอผลงานและความดี อย่าเล่นสกปรก สาดโคลนกันเลย เพราะมันเป็นการเมืองแบบเดิม ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ให้เอาผลงาน เอาความดีมาแข่งกันดีกว่า เพราะการสาดโคลนใส่กันมันเสียเวลาของพ่อแม่พี่น้อง ที่จะมารับฟังเรื่องเหล่านี้ แต่ควรจะเอาผลงาน ความดี มาเป็นทางเลือกให้พ่อแม่พี่น้องเห็น จะได้อุ่นใจว่าเลือกคนดี คนทำงานเป็น คนมีประสบการณ์มาดูแลบ้านเมืองของเรา การเลือกตั้งรอบนี้ อยากขอฝากทุกๆ ท่านให้ออกมาใช้สิทธิ์ เลือกตั้งนายก อบจ. ประจวบฯ และ สมาชิกสภา อบจ. ในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ.68 เวลา 08.00 น – 17.00 น. ขอให้เลือกคนดี คนจริงใจครับ”  นายสราวุธ กล่าวตอนท้าย.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ประจวบฯผญบ.หนองมะค่าร้องสื่อถนนสร้างเสร็จไม่สมราคากว่า 7 ล้านบาท จ่อยื่น ปปช.สอบข้อเท็จจริง

  27 ม.ค.68 ผู้ใหญ่อำนวย สุดกระแสร์ (ผู้ใหญ่เปี๊ยก)ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านหนองมะค่า ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พาผู้สื่อข่าวไปดูถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ สายบ้านสามหลัง หนองเผาเตา บ้านหนองมะค่า ระยะทางประมาณ 2  กิโลเมตร ที่ผู้รับเหมารายเดิมดำเนินการแล้วเสร็จไปนั้น ชาวบ้านร้องให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยลงมาตรวจสอบ อาจไม่ได้มาตรฐาน ไม่สมตามราคาจ้างเหมาวงเงินกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม เป็นผู้เปิดประกวดราคาจ้าง ชื่อโครงการก่อสร้างถนนลาดยาง แอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์(กึ่งกอนกรีต) สายบ้านสามหลัง-หนองเผาเตา หมู่ที่ 10  บ้านหนองมะค่า ต.หนองตาแต้ม ด้วยวิธีประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์(e-biddiing) โดยราคากลางเป็นจำนวนเงิน 3,013,523.87 บาท

จากนั้นผู้ใหญ่เปี๊ยกพาผู้สื่อข่าวเดินดูบริเวณพื้นผิวทางบนถนนที่ผู้รับเหมารายเดิม ดำเนินการแล้วเสร็จ ขณะมีคนงานกำลังดำเนินการเร่งตรวจเก็บงานบริเวณไหลทางเตรียมส่งมอบวิศวกรคุมแบบของอบต. โดยชี้ให้เห็นจุดต่าง ๆ ที่อาจเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง  หากเปิดให้ประชาชนใช้สัญจร โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งบางจุดอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีการทำพื้นผิวไหล่ทางรองรับทั้งสองฝั่ง ขณะที่แบบพื้นดินเดิมปูทางหินคลุกไม่มีการอัดแน่นก่อนจะลงแอสฟัลท์ ทำให้พื้นผิวถนนอาจหลุดล่อนยุบตัวลงก่อนกำหนด

ระหว่างเดินตรวจดูการอัดแน่นของยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ ขณะใช้เศษไม้จิ้มและเท้ากดบริเวณไหล่ขอบทางปรากฏสภาพการอัดแน่นผิวถนนที่ไม่ได้มาตราฐาน มีการยุบตัวตลอดแนว ทั้งฐานล้างและผิวบนไม่มีการอัดแน่นด้วยเครื่องจักรกล หากรถ จยย.ชาวบ้านวิ่งไหลทางอาจแฉลบล้มลงเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากไม่ได้ทำไหล่ทางรองรับ และไม่มีการปรับระดับไหล่ทางถนนเข้าบริเวณหน้าบ้านและชุมชนให้ชาวบ้าน รวมทั้งท่อระบายน้ำรอดใต้พื้นผิวถนน ไม่มีการเปลี่ยนขนาดที่เหมาะสมให้เป็นมาตราฐาน บางท่อเกิดการอุดตันอยู่ในสภาพเดิม หากน้ำป่าจากภูเขาทะลักไหลลงมา อาจทำลายเส้นทางผิวการจราจรเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้ และที่สำคัญไม่มีการติดตั้งป้ายประกาศบอกการจัดจ้างโครงการก่อสร้างถนนพร้อมชื่อผู้รับเหมาโครงการ และงบประมาณการจัดจ้างให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน ชาวบ้านจึงไม่มั่นใจว่าโครงการก่อสร้างถนนแห่งนี้ที่มีผู้รับเหมารายเดิมผ่านการประกวดราคาไปนั้น ผ่านกระบวนการจัดจ้างอย่างโปร่งใสถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาเกิดปัญหาชาวบ้านร้องทุกข์ให้ท้องถิ่นตรวจสอบแต่กลับเมินไม่สนทุกข์ชาวบ้าน

จากนั้นผู้ใหญ่บ้านพาผู้สื่อข่าวไปดูสภาพถนนอีกหลายจุด ที่มีสภาพแตกระเอียดเป็นวงกว้าง หลังผู้รับเหมารายเดิมสร้างเสร็จเพียงไม่กี่ปี ชาวบ้านต้องระมัดระวังขณะขับขี่ จึงอยากร้องทุกข์ให้ สนง.ปปช.จังหวัดประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากการประกวดราคาจัดจ้างยังคงเป็นผู้รับเหมารายเดิมที่ไร้คู่แข่ง จึงไม่มีความมั่นใจกระบวนการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสโครงการดังกล่าว ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม(อบต.)ขณะที่การจัดจ้างโครงการก่อสร้าง ถนนลาดยาง แอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ ตามประกาศ ใช้งบประมาณจังหวัดฯกว่า 7 ล้านบาท โดยให้ท้องถิ่นนำไปบริหารจัดการอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความเจริญสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน แต่ชาวบ้านได้รับประโยชน์ไม่คุ้มค่าภาษีของประชาชน ผู้ใหญ่เปี๊ยกกล่าว
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีบวงสรวงบูรพพญามังรายมหาราตำหนักพ่อขุนเม็งรายมหาราช ครบรอบ763 ปี จ.เชียงราย / อุตสาหกรรมเชียงใหม่ ตรวจบ่อดิน ร้องเรียน สร้างความเดือดร้อน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่24 มกราคม 2568เวลา09.00 น. แม่ภาวิดา แซ่เจี่ย แม่ชีชนกานต์ ชมภูศรี ดร.ประชา คุณศลินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ประธานกรรมการบริษัทในเครือ ทั้ง9แห่งพร้มด้วยนายปิยะพล-นายปิยณัฐ-นายเบญจ รุ่งเพ็ชรวิภาวดี น.ส.พิตติภรณ์ ชมภูศรี หจก.ชนะยนต์ อิมสปอร์ เอกซปอร์ต บริษัท ซี เอ็นวาย อิมพอร์ต เอกซ์พอร์ต จำกัด บริษัท ซี เอ็น วาย ออโต้ อิมพร์อต จำกัด (ผู้นำเข้ารถยนต์ใหม่) บริษัทหมิง ทรานสปอร์ต จำกัด(บริษัทขนส่งจำกัด) จำกัด(ผู้นำรถใหม่ส่งออก) บริษัทมิตซูล้านนา จำกัด(ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ จ.เชียงราย)

บรษัทโตโยต้าสิงห์บุรี จำกัด(ผู้จำหน่ายรถยนต์โตโยต้า จ.สิงห์บุรี) บริษัทโตโยต้าเมืองสองแคว จำกัด (ผู้จำหน่ายโตโยต้า จ.พษณุโลก) บริษัทเอ็มจีล้านนา จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจี จ.เชียงรายและพะเยา) จัดพิธีบวงสรวงพ่อขุนพยามังรายมหาราชประจำปี 2568โดยมี พนเอกสิงหนาท โลสุยยะ เสนาธิการ มทบ.37 เป็นประธานจุดธธปเทียนบูชาพระรัตนตรัยประกอยพิธีทางศาสนา พระสงฆ์สวดเจริญพุทธมนต์ เพื่อน้อมถวายบุญให้กับพ่อขุนพยามังรายมหาราชและบูรพมหากษัตริย์แห่งล้านนาทุกพระองค์

ต่อด้วยพิธีบวงสรวงบูรพพญามังรายโดยแม่ชีชนกานต์ ชมภูศรี จุดเทียนฤกษ์เปิดชัย โดยดร.ประา คุณศลินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี บวงสรวงโดยอาจารย์มุณีพราหมณ์ สุพจน์ ฤทิ์ทา มหาราชครูพราหมณ์มณีเทวสถานวัดสุทัศน์ ต่อด้วยการตีกลองสะบัดชัย รำถวายพ่อขุนมังรายมหาราช เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับพิธีบวงสรวงพ่อขุนเม็งรายครั้งนี้ถือว่าเป็นการบวงสรวงปีพิเศษเนื่องในโอกาสที่เมืองเชียงรายงมีอายุครบ763ปี (ปีพ.ศ2568)เดิมดร.ประชา คุณสิลินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ได้เริ่มทำพิธีการบวงสรวง ณ ลานพิธีวัดดอยจอมทอง สะดือเมืองเชียงราย มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2541-2545 และตั้งแต่ปี2546ถึงปัจจุบัน ย้ายมาทำการบวงสรวง ณ ตำหนักพ่อขุนเม็งรายมหาราช (สถานีวิทยุกระจายเสียง วปถ.10) พิธีบวงสรวง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยดร.ประชา คุณสบินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ประธานฝ่ายสงฆ์ โดยพระครูสุภัทรวชิรรานุกูล ผู้ช่วยพระอารามหลวง ผู้ช่วยเลขานุการ เจ้าอาวาสเจ็ดยอดเชียงใหม่ เจ้าสำนักศูนย์ปฏิบัติธรรมหมิงธรรมสถาน และแม่ชีชนกานต์ มภูศรี วัดเวียงนางตองจ.ลำปาง

สำหรับพิธีบวงสรวงใหญ่ในวันที่26 มกราคม2568 จังหวัดเชียงรายต่อจากนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จะเป็นประธานในพิธีบวงสรวง โดยจะมีการฟ้อนล้านนาถวายพ่อขุนเม็งรายมหาราช ณ ลานอนุสาวรีย์ห้าแยกพ่อขุนอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะเมืองเชียงรายมีอายุเก่าแก่ครบ763 ปีซึงจะมีการแห่ขบวนอย่างยิ่งใหญ่ไปยังลานจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดพ่อขุน ณสนามบินเก่า416เชียงราย.

นายธนกฤต วรรมณี ข่าวเชียงรายรายงาน

อุตสาหกรรมเชียงใหม่ ตรวจบ่อดิน ที่ร้องเรียน สร้างความเดือดร้อน 6 แห่ง

นายสงกรานต์มูลวิจิตรอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับอำเภอสันทรายและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลป่าไผ่อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ได้ลงไปตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ประกอบการบ่อดินในพื้นที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วได้ส่งหนังสือร้องเรียนมาที่อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่

จึงได้ลงไปตรวจสอบเมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมาโดยได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในพื้นที่ทางอำเภอสันทรายตำรวจภูธรแม่โจ้เทศบาลป่าไผ่ได้เปิดเผยกับทีมงานข่าวหลังการเข้าไปตรวจสอบพบว่าในพื้นที่เทศบาลตำบลป่าไผ่นี้มีผู้ประกอบการบ่อดินทั้งหมด6 แห่ง

ทั้งที่ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วว่าบ่อดินทั้ง 6 บ่อนี้มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องแค่ 1 บ่อเท่านั้นนอกนั้นไม่มีใบอนุญาตถูกต้องถึง 5 บ่อ.#ว่าที่ร้อยตรีจำลองอ่อนพุทธา.#ปลัดเทศบาลป่าไผ่.รักษาการนายกเทศบาลตำบลป่าไผ่ได้เปิดเผยกับทีมงานว่าลงไปแล้วไม่พบผู้กระทำผิดพบแต่ล่องลอยในการทำขุดดินเท่านั้นแต่เครื่องจักรกลเช่นแม็คโคร

หรือรถขนดินไม่ได้พบเลยก็ไม่ทราบว่าข่าวนี้ได้รั่วหรือรู้จริงหรือคู่ประกอบการได้อย่างไรแต่ก็ได้บอกว่าจะเข้าไปตรวจสอบทุกๆ 7 วันถ้ามีการกระทำผิดเช่นไรก็จะดำเนินการตามกฎหมายพรบการขุดดินถมดินต่อไป…

..#สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวภาคเหนือรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /SSI-BRDเอ็มโอยูร่วมธุรกิจโมดูลาร์บิลด์ดิ้ง แบรนด์ “SSI Swift Space x Bangkok Retails”/กฟผ. ขอความร่วมมืองดเผาไร่อ้อย และวัชพืช ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

แชร์เนื้อหานี้


      
นายณรงค์ฤทธิ์ โชตินุชิตตระกูล (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือธุรกิจกับนายวุฒิวัฒน์ อรุณรัตน์รัฐกร (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการ บริษัท ดีทู พาร์ทเนอร์ส จำกัด หรือ BRD ในความร่วมมือทางธุรกิจสำหรับงานออกแบบ ผลิต ติดตั้ง จัดทำ ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับงานอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ด้วยระบบการก่อสร้างสำเร็จรูปแบบโมดูลาร์ ภายใต้แบรนด์ “SSI Swift Space x Bangkok Retails” โดยนำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัททั้งด้านวิศวกรรมเหล็ก การก่อสร้าง และด้านการออกแบบงานสถาปัตยกรรม มาส่งเสริมศักยภาพงานอาคารและงานก่อสร้างด้วยระบบก่อสร้างสำเร็จรูปแบบโมดูลาร์ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าอาคารเชิงพาณิชย์
      


ทั้งนี้ มีนายณภัทร ภาณุพิชิต (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายนนทพงษ์ ธีรานนท์ (ซ้าย) หัวหน้าหน่วยธุรกิจระบบอาคารสำเร็จรูป SSI และนางสาวสโรชา เทียมจิตรตรักษา (ที่ 2 จากขวา) Project Development BRD ร่วมงานดังกล่าว ณ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กฟผ. ขอความร่วมมืองดเผาไร่อ้อย และวัชพืช โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อความปลอดภัย ลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากฝุ่น PM 2.5 และรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้า

นายเสน่ห์ ตรีขันธ์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เกษตรกรบางกลุ่มยังคงนิยมใช้วิธีเผาผลผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว หรือหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านแรงงาน ซึ่งก่อเกิดปัญหามลพิษด้านอากาศ ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ทัศนวิสัยในการเดินทางและการคมนาคมไม่ชัดเจน กฟผ. จึงขอความร่วมมืองดการจุดไฟเผาไร่อ้อย วัชพืช และตอซังข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงระบบไฟฟ้าของประเทศ เพราะควันและเขม่าจากการเผาอาจทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรสู่พื้นดิน เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว รวมทั้งอาจทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวม และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ กฟผ. ดูแลและรับผิดชอบ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบไฟฟ้าของประเทศ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่แห่งพลังงานที่เชื่อมโยงกระแสไฟฟ้าจากระบบผลิตไปยังระบบจำหน่ายซึ่งรับผิดชอบโดยการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) โดยมีการปรับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมก่อนส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนและทุกครัวเรือนต่อไป ดังนั้นสายส่งไฟฟ้าแรงสูงต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา ซึ่ง กฟผ. มีการดูแลบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเป็นประจำเพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

“กฟผ. ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง งดเผาไร่อ้อยและวัชพืชทุกชนิด และขอให้ร่วมกันดูแลสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ หากพบเหตุผิดปกติหรือไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. โปรดแจ้งศูนย์บริการข้อมูล กฟผ. โทร. 1416” นายเสน่ห์ ตรีขันธ์ กล่าวย้ำในตอนท้าย

/////////////////////

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดต้อนรับปีใหม่ 2568 โรงพยาบาลโคกสำโรง อำนวยความสะดวก แก่ประชาชน จังหวัด ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่27 ธันวาคม 2567 เวลา 09.19 น. ที่ หน้าบริเวณโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง ประธานพิธีฯ พร้อมด้วยนายแพทย์ นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง นางสมฤดี ชมญาติ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลโคกสำโรง
นายเชาว์ งามรัตนกาญจน์ รองประธานฯ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ รองประธานฯ ข้าราชการ ตำรวจ แพทย์ พยาบาล พ่อค้า ประชาชนร่วมงานพิธีเปิดลานจอดรถโรงพยาบาลโคกสำโรง 200 คน

ทั้งนี้มีพระครูสุนทร ปรีกิจ (พระอาจารย์แดง เจ้าอาวาสวัดเขาลังพัฒนา) พระนักพัฒนาได้เมตตาเดินทางมาร่วมพิธีเปิดลานจอดรถ และส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลโคกสำโรง รับใบกาศเกียรติคุณผู้สนับสนุนสร้างลานจอดรถให้กับโรงพยาบาลโคกสำโรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ที่มาใช้บริการโรงพยาบาลโคกสำโรง ในการที่ท่านได้คิดริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยชาวอำเภอโคกสำโรง มอบลานจอดรถให้กับโรงพยาบาลโคกสำโรงในครั้งนี้

วัตถุประสงค์ความเป็นมาของโครงการนี้ เนื่องจากสถานที่จอดรถของประชาชนผู้ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลโคกสำโรงมีไม่เพียงพอการให้บริการแก่ประชาชนที่มาใช้บริการของโรงพยาบาลโคกสำโรง พระครูสุนทร ปรีชากิจ (พระอาจารย์แดง) ได้มาพบเห็นแล้วท่านจึงริเริ่มมีความคิด จะต้องปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลโคกสำโรง โดยใช้งบประมาณ 1 ล้านบาทเศษ วางท่อกลบถมดินทำเป็นลานจอดรถได้อีกจำนวนหลายคัน และเปิดช่องทางเข้า – ออก เพื่อเหตุเร่งด่วนฉุกเฉินบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนผู้ป่วยได้ เพื่อให้ประชาชนทุกท่านที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งผู้ป่วยฉุกเฉิน ร่วมทั้งญาตผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา ได้นัดปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง และหัวหน้าหมวดการทางที่ 9 พร้อมทีมงานลงดูพื้นที่จริงและได้เริ่มวางแผนออกแบบการก่อสร้างทำงานร่วมกับแขวงทางหลวงที่ 1 ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยได้รวบรวมเงินจากบริจาคจากหลายๆฝ่ายทำจนแล้วเสร็จในระยะเวลา 3 เดือนเปิดใช้งานได้จริงต้อนรับปีใหม่2568นี้ มอบเป็นของขวัญให้ชาวอำเถอโคกสำโรง ทางด้านนายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง ยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ปี2568

ทางโรงพยาบาลโคกสำโรง จะมีการปรับปรุงการให้บริการแกพี่น้องประชาชนทุกท่านที่มาใช้บริการกับโรงพยาบาลอีกหลายอย่าง หากแม้ว่าท่านใดมีขอเสนอแนะที่ดีก็พร้อมที่จะรับฟัง ความคิดเห็นของทุกๆท่าน เพื่อมาวิเคราะห์นำมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับ ประทับใจแก่พี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ที่มาใช้บริการของโรงพยายาบาลโคกสำโรงต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ภาพ / ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/สนง.พื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่า การบุกรุกผืนป่าของนายทุนในพื้นที่บ้านดอยสะโง้

แชร์เนื้อหานี้

19 ธันวาคม 2567 เวลา 10.30 น. คณะเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ประจำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) นำโดยนายปาวิณ ไวว่อง หัวหน้าสายตรวจปราบปรามฯ พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ ใจปิน หัวหน้าสวนป่าแม่มะ-สบรวก , ปลัดและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงแสน , กำนันตำบลศรีดอนมูล , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอยสะโง้ หมู่ที่ 7 และคณะทำงานตรวจสอบการแก้ไขปัญหาที่ดิน

กรณีนายเศกสันติ์ กองศรี กำนันตำบลศรีดอนมูล ทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือการบุกรุกผืนป่าของนายทุนในพื้นที่บ้านดอยสะโง้ เข้าร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่า ท้องที่บ้านดอยสะโง้ หมู่ที่ 7 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ผลการตรวจสอบ พบว่า มีการกระทำผิด 1 คดี แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด และได้ตรวจยึดพื้นที่ป่า

ในแปลงปลูกป่าสวนป่าแม่มะ-สบรวก ปี พ.ศ.2530 พื้นที่ถูกยึดถือครอบครอง จำนวน 1 แปลง รวมเนื้อที่บุกรุกทั้งหมด 48-2-52 ไร่ โดยกล่าวหาว่า มีความผิด ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 ฐาน ”ก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำการด้วยประการใดอันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต”

สำหรับค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่า (ค่าเสียหายของรัฐ) จะจัดส่งให้ภายหลัง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ ใจปิน หัวหน้าสวนป่าแม่มะ-สบรวก เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และนายบุญส่ง ยอดบุญศรี เป็นพยาน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน ดำเนินการตามระเบียบต่อไป…
..#ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / วีระ สมความคิด ยื่นหนังสือผู้ว่าประจวบฯ ขอเข้าสำรวจโนแมนแลนด์ด่านสิงขร ยกพื้นที่เขตป่าไม้เอาไปทำจุดขนถ่ายสินค้าชายแดนไทย-เมียนมา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้สมาชิก คปต. จ.ประจวบคีรีขันธ์ และคณะ ทำหนังสือแจ้งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก ผบ.กองกำลังสุรสีห์ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขออนุญาตเดินทางไปเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าระว่างประเทศไทยกับเมียนมา ที่จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จุดตรวจ ตชด.ที่ 1461 เนื่องจาก คปต.มีแผนงานจะเดินทางไปสังเกตการณ์ ในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร ที่จุดตรวจ ตชด.ที่ 1461 กก.ตชด.14 หมู่ 6 ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้ชายแดนประเทศเมียนมา เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่ามีการใช้พื้นที่ป่าไม้โดยผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยกรมป่าไม้ ขณะที่จุดดังกล่าวยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ยังมีปัญหาในการปักปันเขตแดน เนื่องจากไม่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศนานหลายสิบปี ทำให้ทางการไทยและเมียนมา ไม่สามารถทำการเปิดด่านพรมแดนถาวรเพื่อทำการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว

นายวีระ กล่าวว่า จุดที่อ้างเป็นโนแมนแลนด์ มีการร้องเรียนว่า มีการลักลอบขนส่งสินค้าทั้งพืชเกษตร และสัตว์น้ำบางชนิด โดยหลบเลี่ยงกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ มีการร้องเรียนว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเพียงบางกลุ่ม นอกจากนั้นการขนถ่ายสัตว์น้ำยังมีน้ำเสียกระทบกับสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สำหรับเครือข่าย คปต.ที่ผ่านมาได้เดินทางไปสังเกตการณ์ในการขนถ่ายสินค้าเมื่อช่วงต้นปี 2567 โดยได้ขออนุญาตด้วยวาจา จากเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการที่จุดตรวจ ตชด.146 แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ในจุดขนถ่ายสินค้า โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าอาจไม่มีความปลอดภัย และขอให้ทำหนังสือขออนุญาตตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ

มีรายงานว่า นายวีระและเครือข่าย คปต. มีกำหนดการเดินทางไปจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขรในช่วงต้นปี 2568 จึงทำหนังสือขออนุญาตจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าไปสังเกตุการณ์ในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเบื้องต้นเห็นว่าจุดที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศเป็นพื้นที่ในเขตป่าไม้ตามกฎหมายของประเทศไทย หรือ หากผู้มีอำนาจมีข้อขัดข้องตามกฎหมายฉบับใด ไม่สามารถอนุญาตให้เครือข่าย คปจ.ซึ่งมีภารกิจในการช่วยเหลือหน่วยงานปราบปราบการทุจริตเข้าไปสังเกตการณ์ได้ โปรดอ้างอิงรายละเอียดตามข้อกฎหมาย หรือหากไม่มีความปลอดภัย โปรดแจ้งเหตุผลที่แท้จริงให้ทราบอย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการเปิดด่านพรมแดนถาวรและยังไม่มีโอกาสเปิดด่านการค้าเนื่องจากปัญหาการปักปันเขตแดน เครือข่าย คปต.จะตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากอาคารหรู สภาพทิ้งร้างมูลค่าหลายร้อยล้านบาท มีการใช้งบของกรมโยธาธิการกระทรวงมหาดไทย สร้างเป็นอาคารที่พักอาศัยของข้าราชการหลายหน่วยที่ด่านพรมแดนสิงขร มีการทำพิธีเปิดอาคารด่านพรมแดนเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปใช้งาน ขณะที่เดิมมีการค้างจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าหลายแสนบาท

รวมทั้งอาคารที่ใช้ในการตรวจสินค้านำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าการก่อสร้างกว่า 1 พันล้านบาท และก่อนหน้านี้หน่วยงานในจังหวัดมีแผนจะถ่ายโอนอาคารทั้งหมดให้ อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการถ่ายโอน ทำให้อาคารทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีการบำรุงรักษาเนื่องจากตรวจรับงานครบ 2 ปี จึงหมดสัญญาค้ำประกันงานจากผู้รับเหมารายใหญ่ ทั้งนี้เครือข่าย คปต.จะสรุปปัญหาพร้อมเอกสารหลักฐานร้องเรียนไปยังองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากมีการใช้งบประมาณที่ไม่มีความคุ้มค่า ทำความเสียหายให้กับทางราชการ
นายนิพล ทองเก่า นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / บ่นระงม! ด่านมุกดาหาร รถติดหนัก เจ้าหน้าที่ทำอะไรกัน วอนศุลกากร ปรับทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อแก้ปัญหา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2567​ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน สปป.ลาว และผู้ประกอบการธุรกิจลาว-ไทย ที่เดินทางข้ามแม่น้ำโขงจากแขวงสะหวันนะเขต เข้ามาจังหวัดมุกดาหาร โดยใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ว่า สืบเนื่องจากด่านศุลกากรมุกดาหารได้มีการเปลี่ยนระบบการตรวจ รถยนต์ที่เข้าประเทศ และปล่อยให้รถเข้าทีละ 1 คัน เพื่อตรวจสอบ

ซึ่งแม้จะเป็นการปฏิบัติตามระเบียบ แต่ปรากฏว่าไม่มีการบริหารจัดการที่ดีรองรับการปฏิบัติ จึงก่อให้เกิดปัญหาการจราจรที่ติดขัดโดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ต้องใช้เวลาในการผ่านด่านศุลกากรถึง 40 นาที และหากป็นช่วงเทศกาลสำคัญจะมีรถติดสะสมจนเกือบถึงกลางสะพานและใช้ระยะเวลาในการผ่านด่านนานถึง 2 ชั่วโมงก็มี

อีกทั้ง หากเป็นกรณีรถที่เพิ่งเข้าประเทศไทยครั้งแรกจะต้องทำการบันทึกข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง 1 คัน จะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 นาที ถ้าหากในช่วงเวลาเดียวกันมีรถที่เพิ่งเข้าเป็นครั้งแรก 3-4 คันติดต่อกัน ก็จะส่งผลให้เกิดรถรอข้ามด่านติดเป็นแถวยาวขึ้นไปบนสะพาน ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วแต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข เคยมีการเรียกร้องให้เปิดตู้บริการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดเทศกาล แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด

ด้วยการจัดการที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางตลอดจนไม่สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องความล่าช้า ไม่สามารถตรวจให้เสร็จได้โดยเร็วยิ่งขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนแขวงสะหวันนะเขต เริ่มมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ค่อยอยากจะเดินทางข้ามมาจังหวัดมุกดาหาร อันอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการค้าของผู้ประกอบการในจังหวัดมุกดาหาร ทำให้เศรษฐกิจการค้าซบเซาลงได้

จึงอยากขอให้ด่านศุลกากรมุกดาหารปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวก ในด้านการตรวจรถให้แก่ผู้ผ่านด่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและให้บริการด้วยอัธยาศัยมีมิตรไมตรีต่อไปด้วย

กรมศุลกากร #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #จังหวัดมุกดาหาร #แขวงสะหวันนะเขต #รถติด #บริการไม่มีประสิทธิภาพ

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.ทางหลวง นำสื่อขึ้นสะพาน 2 พิสูจน์ยังแข็งแรง แจงรอยต่อห่างมากเพราะหน้าหนาวบวกรถเยอะ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567​ นายเกรียงศักดิ์ ตันปิยะกุล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงมุกดาหาร ได้นำคณะสื่อมวลชนขึ้นไปบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)

เพื่อไปดูระยะห่างของรอยต่อพื้นสะพาน (Expansion Joint) สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากผู้ขับยานพาหนะว่าเมื่อแล่นขึ้นไปถึงบริเวณกึ่งกลางสะพาน จะรู้สึกเหมือนกับว่าสะพานเคลื่อนไหวโยกไปมาได้ และจะรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อมีรถบรรทุกวิ่งผ่าน

ขณะที่เมื่อมายืนสังเกตดูสะพานจากบริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง ก็พบว่าบริเวณกึ่งกลางสะพานช่วงที่เป็นรอยต่อพื้นสะพาน (Expansion Joint) มีการแยกตัวระหว่างพื้นสะพานทั้ง 2 ข้าง ห่างกันมากผิดปกติ จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน

ทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและลาวที่ใช้ต้องสะพานดังกล่าวในการสัญจรไปมารู้สึกหวาดผวา เกรงว่าจะเกิดอันตราย และหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างของสะพานอันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ จึงได้นำสื่อมวลชนขึ้นมาดูสภาพของสะพานเพื่อให้เห็นและรับทราบข้อเท็จจริง

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสะพานยังมีสภาพมั่นคงแข็งแรง ส่วนรอยต่อพื้นสะพานที่เห็นว่ามีระยะห่างมากนั้น ก็เนื่องมาจากช่วงนี้เป็นฤดูหนาวอากาศเย็นจึงทำให้สะพานรอยต่อของสะพานมีความห่างมาก โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณของรถยนต์ที่วิ่งขึ้นมาบนสะพานมีจำนวนมาก

ส่วนที่สองมาจากการออกแบบทางวิศวกรรมให้สะพานสามารถยืดหดตัวตามอุณหภูมิโดยเมื่ออากาศเย็นอุณหภูมิต่ำก็จะหดตัวและถ้าอากาศร้อนอุณหภูมิสูงก็จะยืดตัว จึงทำให้ในช่วงฤดูหนาวนี้ประชาชนจะพบว่ารอยต่อของสะพานมีความห่างมาก แต่ก็ยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ มาตรฐานของอัตราการยืดหดของรอยต่อพื้นสะพาน (Expansion Joint) ทั้งสองด้านอยู่ที่ 100-150 มิลลิเมตร หรือถ้าวัดจากด้านใดด้านหนึ่งก็คือด้านละ 5 – 7.5 เซนติเมตร (50-750 มิลลิเมตร) บอกด้วยระยะห่างจากส่วนหัว 1 นิ้วหรือประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร

กระทรวงคมนาคม #กรมทางหลวง #หน่วยบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #จังหวัดมุกดาหาร #รถบรรทุกหนัก #แขวงทางหลวงมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/”สุเทียน” ร้องผู้ว่าฯ มุกดาหาร สอบ 157 วินัย-จริยธรรม โยธาธิการและผังเมือง ไม่เปิดเผยข้อมูลโครงการสร้างเขื่อน-สะพาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567​ ที่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ตรวจสอบโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร กระทำผิดวินัย กฎหมายและประมวลจริยธรรม สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ได้ยื่นขอข้อมูลข่าวสารต่อโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร กระทั่งเวลาได้ล่วงพ้นมาเกินกว่า 15 วัน ปรากฏว่าโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร เพิกเฉยไม่แจ้งผลการพิจารณาตามที่ได้ยื่นขอ

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 จึงได้หนังสือแจ้งให้ดำเนินการตามคำขอข้อมูลข่าวสารอีกครั้ง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายทวีศักดิ์ สุริยะสิงห์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร ได้มีหนังสือแจ้งว่า โครงการที่หน่วยงานดำเนินการเองมี 1 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแข้ (ชุมชนค่ายลูกเสือ) สามารถไปคัดถ่ายเอกสารได้ ส่วนอีก 5 โครงการ กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็น หน่วยดำเนินการ

ให้ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ประสานขอคัดถ่ายจากหน่วยงานดำเนินการ โดยไม่อำนวยความสะดวกให้ ทั้งที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร เป็นหน่วยงานในสังกัดของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งสามารถที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการจัดให้รับเอกสารได้ที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร โดยไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งของกรมโยธาธิการและผังเมือง อีกทั้ง หนังสือก็ไม่ได้แจ้งว่าให้ติดต่อโดยวิธีใดกับเจ้าหน้าที่ผู้ใดในกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วย อีกทั้ง เมื่อได้เดินทางไปขอรับเอกสารโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแข้กับเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร ปรากฏว่าได้รับเอกสารเพียง 1 ฉบับ จากที่ขอไปทั้งหมด 4 ฉบับ อันทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยไร้ประโยชน์

จึงเห็นว่าการกระทำของโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหารและเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด , ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานบริการข้อมูล ข่าวสารแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว , ไม่เปิดเผยข้อมูลข้อมูลอย่างโปร่งใสตามมาตรา 3/1 พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน , ไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 และประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารตรวจสอบข้อเท็จจริงและและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปกระทรวงมหาดไทย #กรมโยธาธิการและผังเมือง #จังหวัดมุกดาหาร #โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร #ปปท #ปปช

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ท​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /’สุเทียน’ จี้สอบ อ.เมืองมุกดาหาร ทำหลักฐานให้คนเดียวกันมี 2 เลขที่บัตร ปชช.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน บ้านคำอาฮวน หมู่ที่ 15 แทนตำแหน่งที่ว่าง แต่จากการเฝ้าดูของผู้สังเกตการณ์ระหว่างมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนปรากฏว่า พบนายพลร่ม พันธะ ซึ่งชาวบ้านจำได้ว่าอยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 11 บ้านนิคมสหกรณ์

แต่กลับมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 15 บ้านคำอาฮวน โดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก็อนุญาตให้ลงคะแนนได้ ทั้งที่มีชาวบ้านทักท้วง จนทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพิกเฉยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนส่อว่าอาจจะทำให้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ร้อยตำรวจตรี สุเทียน กล่าวว่า ต่อมาทีมงานชมรมรักษ์มุกดาหาร ได้ตรวจสอบข้อมูลของนายพลร่ม พันธะ กลับพบพิรุธที่น่าตกใจโดยมีข้อมูลปรากฏในสำนักทะเบียนอำเภอเมืองมุกดาหาร ว่า นายพลร่ม ซึ่งเป็นลูกของนางไหลและนายชม คนเดียวกันแต่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและเลขบัตรประจำตัวประชาชน 2 หมายเลข 2 นามสกุล คือ นายพลร่ม พันธะ เลขบัตรประจำตัวประชาชนลงท้ายด้วย 9613 อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 11 เกิดเดือน พฤษภาคม 2511

กับนายพลร่ม พันทะ เลขประจำตัวประชาชนลงท้ายด้วย 9052 อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 15 เกิดเดือน พฤศจิกายน 2511 โดยเป็นการที่ เจ้าหน้าที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ออกหลักฐาน 2 ชุดข้อมูลให้แก่บุคคลเดียวกัน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อและนอกจากนายพลร่มแล้วยังมีอีกหลายคนหรือไม่ที่มีข้อมูลทางทะเบียน 2 ชุด

มีการทุจริตสวมทะเบียนหรือไม่ โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วนและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบผลการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและรวดเร็วต่อไปด้วย

กระทรวงมหาดไทย #กรมการปกครอง #จังหวัดมุกดาหาร #ปปช #ปปท #ที่ว่าการอำเภอเมืองมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านโวย กรรมการวัดเอา เทพื้นคอนกรีตกว่า200,000บาทเตรียมตั้งเจดีเก็บอัฐิ บังทัศนียภาพ อ.เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อเวลา 10.00น.ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบกรณี นายพิศิษฐ์ รอดทิม อายุ 67ปี คณะกรรมการวัดนิคมราษฎร์รังสรรค์(กม5.)เทพื้นปูนคอนกรีต ยกระดับบริเวณที่ดินของนิคมสร้างตนเอง ติดกับรั่วกำแพง สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี บ้านนิคม กม5.ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตุว่าเหตุใดจึงต้องมาสร้างลานปูนคอนกรีตยกระดับตรงบริเวณนี้เพื่อตั้ง เจดี เก็บอัฐิบดบังทัศนียภาพ ของตัวอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี

ทั้งที่พื้นที่ของวัด มีอีกเป็นจำนวนมากสามารถสร้าง อาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นได้หรือมีเหตุผลใดแอบแฝงทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ประสานงานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามข้อมูลพร้อมเหตุผล เบื้องต้นเรื่องดังกล่าวต้องรอบคำตอบจากหลายหน่วยงานทั้งนิคมสร้างตนเองและเทศบาลว่าที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ของผู้ใดใครเป็นผู้ขออนุญาตใช้ ใครได้ประโยชน์

สำหรับการก่อสร้างพื้นคอนกรีตเบื้องตนได้ใช้เงินงบประมาณจากวัดไปกว่า200,000บาทแล้วทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทิศทางต่างๆว่าต่อไปคณะกรรมการวัดต้องมาเก็บเงินกับชาวบ้านอีกหรือไม่ทำให้ชาวบ้านเกิดข้อสงสัยหลายประการ ทั้งที่เงินบริจาคดังกล่าวเป็นของชาวบ้านที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาแต่กรรมการวัดนำไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาชาวบ้านมีเพียงแต่กรรมวัดเพียงไม่กี่คนเป็นคนดำเนินการแทน
นายนิพล ทองเก่า นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช พาชาวบ้าน ร้อง รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส ให้ตรวจสอบกรมธนารักษ์ หลังไม่ยอมคืนที่ดิน ให้ชาวบ้าน เกือบ 15,000 ไร่

แชร์เนื้อหานี้


อ่านต่อ : วันนี้ (20 พ.ย.67) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อมนายกิตติศักดิ์ บุญชัย และชาวบ้านเกาะเต่ากว่า 20 คน ได้มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา กรณีกรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่กว่า 15,000 ไร่ เกินกว่าที่ครอบครองจริงเพียง 25 ไร่ ในเกาะเต่าเป็นพื้นที่ราชพัสดุทำให้ชาวบ้านบนเกาะจำนวนมากและธุรกิจบนเกาะไม่สามารถจดแจ้งทะเบียนขึ้นได้ สร้างความเดือดร้อน เพราะชาวบ้านอยู่มาก่อน

โดยขอให้ช่วยการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับงานในหน้าที่ และควบคุม ตรวจสอบ ติดตามการทำงานของฝ่ายบริหารในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินเกาะเต่า ตามอำนาจหน้าที่ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 150 บัญญัติไว้ เพื่อทราบผลการดำเนินงาน    
เนื่องจากชาวบ้านเกาะเต่า เคยร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ และขอให้ร่วมผลักดันพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติอีกทางหนึ่งด้วย

ทนายอนันต์ชัย กล่าวว่า ในอดีตชาวบ้านในเกาะเต่าอาศัยอยู่มานานตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ.2480 ก่อนที่ราชทัณฑ์จะมาสร้างเรือนจำปี พ.ศ. 2485 พอเรือนจำไม่ได้ใช้งานกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้แจ้งสิทธิการครอบครอง ส.ค.1 และขึ้นทะเบียนเกาะเต่าเป็นที่ราชพัสดุทั้งเกาะจำนวน 15,000 ไร่ หรือประมาณ 21 ตารางกิโลเมตร ซี่งความจริงแล้ว เรือนจำ       มีเนื้อที่เพียง 25 ไร่เท่านั้น จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในปี พ.ศ. 2497 ประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับ และในปี พ.ศ.2498 ราษฎรเกาะเต่าที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไปขึ้นทะเบียนสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) แต่ไม่สามารถแจ้งสิทธิการครอบครองได้ เพราะนายครรชิต พัฒนศรีสรรพากรอำเภอเกาะสมุย ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลังได้แจ้งการครอบครองที่ดินบริเวณเกาะเต่า เนื้อที่ 15,000 ไร่ เกินกว่า 25 ไร่ ที่กรมราชทัณฑ์ครอบครอง ซึ่งเป็นการขึ้นทะเบียนโดยความผิดพลาดคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ชาวบ้านยังคงครอบครองและทำกินในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

และตั้งแต่ ปี พ.ศ.2529 – 2565 ราษฏรเกาะเต่าได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปหลายแห่ง เช่น รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษย์ชน, ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี แม่ทัพภาค 4 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ซึ่งมี พล.อ.เกรียงไกรศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานทุกหน่วยงาน พิจารณาแล้วเห็นว่า กรมธนารักษ์ ขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุและ ส.ค. 1 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุ จำนวน 15,000 ไร่ เกินกว่า 25 ไร่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้กรมธนารักษ์คืนที่ดินให้กับชาวบ้านเกาะเต่า แต่กรมธนารักษ์ก็เพิกเฉย

วันนี้ จึงพาชาวบ้านกว่า 20 คน มายื่นเรื่องให้ รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ช่วยดำเนินการตรวจสอบ และติดตามสอบถามความคืบหน้าการดำเนินการต่อรัฐสภา และช่วยพลักดันแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ปี 2537 ขัดหรือแย้งกับ ประมวลกฎหมายที่ดิน 2497 มาตรา 59ทวิ และกรณีข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านเกาะเต่า กับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อให้ชาวบ้านเกาะเต่าได้รับความเป็นธรรม และยุติปัญหาข้อพิพาทให้ได้รับการแก้ไขเร็ววัน โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของชาวบ้านเกาะเต่าได้รับมาอย่างยาวนาน

ด้าน สว.นันทนา กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาคุกรุกคน และหลายหน่วยงานก็ได้พิสูจน์สิทธ์แล้วว่าเป็นสิทธ์ของชาวบ้าน เพราะมีการเข้ามาอยู่อาศัยก่อน หลังจากนี้ต้องมีการตรวจสอบข้อมูล แต่ช่วงนี้เป็นเวลาปิดสมัยประชุมสภา เรื่องเร่งด่วนที่จะทำได้ในตอนนี้คือการรวบรวมข้อมูลไปสอบถามเรื่องคืนสิทธิ์ให้ชาวบ้านที่กรมธนารักษ์โดยตรง แต่หากยืดเยื้อก็นำเข้ากระทู้ถามรัฐมนตรีการคลังในสมัยเปิดประชุมสภา ส่วนกรณีที่เกิดทนายอนันต์ชัย ยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการในชั้นศาลถึงที่สุด ชาวบ้านพึ่งยืนเรื่องไปยังศาลปกครองเมื่อประมาณ3เดือนที่ผ่านมา และศาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่ หากศาลปกครองไม่รับก็ไปยื่นที่ศาลยุคิธรรมต่อไป

////เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจ.ชุมพร098-9515199

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ​ “รักษ์มุกดาหาร” ติงหน่วยงานรัฐ อนุญาตนำเข้าทรายต้องโปร่งใส ไม่เอื้อประโยชน์ ผปก. ลักลอบดูดในเขตไทย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า ตามที่คณะทำงานจัดทำความเห็นประกอบการขออนุญาตนำเข้าสินค้าตามทางอื่นนอกทางอนุมัติ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 86 วรรคสอง ซึ่งมีปลัดจังหวัดมุกดาหารเป็นประธาน จะลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติ การนำเข้าสินค้านอกทางอนุมัติ ของผู้ประกอบการท่าทรายที่ขออนุญาตนำเข้า ทางอนุมัติในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารรวม 5 แห่ง ในวันนี้ นั้น

ชมรมรักษ์มุกดาหาร ขอให้คณะทำงานพิจารณาด้วยความรอบคอบ โปร่งใสตรวจสอบได้และพร้อมรับผิดชอบ แสดงเจตนารมณ์สุจริตด้วยการเปิดเผยพิกัดพื้นที่สัมปทานดูดหิน กรวด ทราย ของผู้ประกอบการ สปป.ลาว เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่าผู้ประกอบการที่ขออนุญาตนำเข้าไม่ได้ลักลอบดูดกรวด-ทราย ในเขตราชอาณาจักรไทย แล้วสวมรอยว่าเป็นการนำเข้าจากแปลงสัมปทานใน สปป.ลาว ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและอาชีพประมงของไทย การใช้รถบรรทุกกรวด-ทราย ไม่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองและความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนและทางสาธารณะ

อีกทั้ง ท่าเทียบเรือขนทรายในแม่น้ำโขงของผู้ประกอบการไม่ควรอยู่ติดกับเขื่อนป้องกันตลิ่งในแม่น้ำโขงเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างเขื่อนต่อเนื่องตามแผนพัฒนาจังหวัด ผังเมืองรวม และการรักษาสภาพแวดล้อมของจังหวัดมุกดาหาร และควรใช้ข้อกำหนดทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับการดูดทรายตามแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง (ข้อตกลงไทย-ลาว) ที่กำหนดให้มีระยะห่างจากสิ่งก่อสร้างสำคัญ สะพาน เขื่อนป้องกันตลิ่ง ไม่น้อยกว่า 1,000 เมตร บ้าน ศาสนสถานและโรงเรียน ไม่น้อยกว่า 500 เมตร ประกอบการพิจารณาด้วย

กระทรวงมหาดไทย #กรมเจ้าท่า #จังหวัดมุกดาหาร #กรมการปกครอง #กรมศุลกากร #อนุญาตนำเข้าตามมาตรา86วรรคสอง #ลักลอบดูดกรวดทรายในแม่น้ำโขง

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / หากินกับกล้องจับควมเร็ว ชาวบ้านเดือดร้อน แขวงประจวบฯ ชี้แจงปัญหา หลังโดนไปสั่งนับร้อยคัน

แชร์เนื้อหานี้

Oplus_131072


เมื่อวันที่ 20 พ.ย.67 ที่ห้องประชุมแขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) จ.ประจวบฯ นายเศรษฐ์ จันทอาด รองผู้อำนวยการแขวงทางหลวงประจวบฯ (ฝ่ายปฏิบัติการ) เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนเพชเกษมในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน มี พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สะอาดนัก สว.จร.สภ.หัวหิน ตำรวจทางหลวงประจวบฯ เทศบาลเมืองหัวหิน กลุ่มพลังท้องถิ่นหัวหิน เข้าร่วมรับฟัง

นายเศรษฐ์ จันทอาด กล่าวว่า แขวงทางหลวงฯ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและกลุ่มพลังท้องถิ่นหัวหิน ในเรื่องไฟสัญญาณจราจร ป้ายจราจร บนถนนเพชรเกษมเขตเทศบาลเมืองหัวหิน ที่มีการกำหนดและบังคับใช้แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ทาง จึงได้มีการประชุมร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา ส่วนหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องของสัญญาณไฟจราจรที่ประชาชนใช้แล้วรู้สึกว่าไม่ถูกใจเท่าไหร่ เช่น บริเวณแยกพุทธไชโย ทางเลี้ยวซ้ายที่รอสัญญาณไฟก็จะเปลี่ยนให้เป็นเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดเพื่อให้การจราจรคล่องตัว แต่การเลี้ยวซ้ายก็ต้องมองรถขวาด้วยเพื่อความปลอดภัย ในส่วนของสี่แยกเทศบาลเมืองหัวหิน ไฟจราจรที่ไม่ชัดเจน เช่น ไฟเลี้ยวซ้ายที่ยังเป็นสีเหลืองอยู่ ทางแขวงจะให้ทางบริษัทมาปรับปรุงแก้ไขให้ ส่วนกล้องตรวจจับความเร็วและป้ายจำกัดความเร็วที่กระชั้นชิดที่เป็นปัญหากับประชาชนผู้ขับขี่อยู่ในตอนนี้ ทางตำรวจทางหลวงจะไปขยับป้ายที่เป็นระยะที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนก่อนที่จะถึงจุดตรวจจับความเร็ว ตรงนี้ตำรวจทางหลวงประจวบฯ ก็จะรับไปดำเนินการซึ่งได้มีมติในที่ประชุมแล้ว ได้คุยกันเรียบร้อยแล้ว

Oplus_131072

“ปัญหาเรื่องฟุตบาททางเท้าริมถนนเพชรเกษมที่ในขณะนี้ทางแขวงฯ กำลังดำเนินการปรับปรุงแก้ไขอยู่ มีสาเหตุมาจากที่เราเพิ่งได้งบประมาณมาระหว่างช่วงไฮซีซั่นพอดี เราได้ตั้งงบแล้วและได้ผู้รับจ้างพอดีก็เลยรีบดำเนินการ ฝากถึงประชาชนนักท่องเที่ยวระหว่างนี้อาจได้รับความเดือดร้อนจากการสัญจรไปมา รวมถึงการเข้าออกบ้านและร้านค้า แต่เมื่อเแล้วเสร็จเราจะได้เข้าออกอย่างสะดวกและปลอดภัย หน้าบ้านเราก็จะสวยงามเป็นอัตลักษณ์ของหัวหิน ซึ่งตามสัญญาก็น่าจะเสร็จประมาณเดือนธันวาคมนี้ ก็อยากฝากถึงประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนด้วยว่า ทางหลวงเราเป็นทางสายหลัก หัวหินของเราก็ค่อนข้างเป็นเมืองชุมชน มีทั้งเขตพระราชฐาน มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวจำนวนมาก ก็อยากให้ใช้รถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนทั้งผู้ที่อยู่ในเมืองหัวหินและผู้ที่เดินทางผ่านด้วย

นายศุภวิท กำเนิดแสง ประธานกลุ่มพลังท้องถิ่นหัวหิน กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแขวงการทาง งานจราจร สภ.หัวหิน ตำรวจทางหลวงประจวบฯ และเทศบาลเมืองหัวหินที่มาร่วมกันในการแก้ปัญหาในครั้งนี้ รู้สึกพอใจที่ปัญหาหลายข้อได้รับการตอบรับในแก้ปัญหาให้กับประชาชน ปัญหาที่เราโฟกัสเป็นพิเศษในวันนี้ก็คือเรื่องของการจราจรที่เป็นประเด็นแรก ส่วนเรื่องปัญหาไฟสัญญาณจราจรที่ประชาชนไม่เข้าใจหรือเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ทำการแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องกล้องตรวจจับความเร็วในเขตเทศบาลเมืองหัวหินที่ประชาชนนักท่องเที่ยวร้องเรียนเข้ามาว่าโดนใบสั่งกันมาก ในที่ประชุมทั้งทางหลวงหรือตำรวจทางหลวงก็ได้รับทราบและทำการแก้ไขต่อไป.

ทม.ประจวบฯ ฝึกอบรมประชาชนขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจร และป้องกันอุบัติเหตุ

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.67 ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานเทศบาลเมืองประจวบฯ นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบฯ ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงท้องถิ่น เทศบาลเมืองประจวบฯ เป็นประธานเปิดกิจกรรมฝึกอบรมประชาชนขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจรและการป้องกันอุบัติเหตุ มีนางรัชนีวรรณ พรมเล็ก ปลัดเทศบาลเมืองประจวบฯ

กล่าวรายงาน ร.ต.อ.สันติ ทองฉิม รอง สว.จร.สภ.เมืองประจวบฯ น.ส.อรุณรัตน์ ฟองมณี เจ้าหน้าที่อาวุโส บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สาขาประจวบฯ นายมานะ สาลี หัวหน้าช่าง บริษัท ชาญธุรกิจ 1990 จำกัด มาเป็นวิทยกรบรรยายให้ความรู้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลฯ เจ้าหน้าที่ และผู้เข้ารับการอบรมให้การต้อนรับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยเสริมสร้างวินัยจราจร ได้มีความรู้ความเข้าใจปัจจัยการกระทำความผิดกฎหมายจราจรของผู้ขับขี่รถยนต์-รถจักรยานยนต์ และเล็งเห็นความสำคัญของพระราชบัญญัติรถยนต์ (พ.ร.บ.) สิทธิหลังเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงให้ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ โดยมีตัวแทนจาก 15 ชุมชนในเขตเทศบาลฯ จำนวน 90 คน เข้ารับการฝึกอบรมในครั้งนี้.


จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จัดประชุมคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

วันนี้ (20 พ.ย. 67) เวลา 9.30 น. ที่ห้องประชุมสิงขร ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อติดตามการดำเนินงานด้าน การป้องกันและแก้ไขปัญหา การใช้แรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในกิจการประมงทะเล โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

ทั้งนี้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการแรงงานประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแต่งตั้งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ทั้งยังเป็นศูนย์บูรณาการตรวจแรงงานประมงทะเลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีอำนาจหน้าที่ในการ 1.จัดทำแผนและประสานความร่วมมือในการตรวจสภาพการจ้าง สภาพการทำงานและการค้ามนุษย์ด้านแรงงานในกิจการประมงทะเล 2.ดำเนินการร่วมกันในการตรวจ รับคำร้อง มีคำสั่งดำเนินคดี ตลอดจนติดตามคดีและการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายในเรือประมงทะเลอย่างเครงครัด 3.ส่งต่อและประสานงานการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

ในกิจการประมงทะเลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.ให้คำแนะนำข้อมูล ประชาสัมพันธ์ ข้อกฎหมาย การจัดเอกสารหลักฐานตามกฎหมาย 5.จัดทำฐานข้อมูลระบบทะเบียนเรือประมง และทะเบียนเรือประมงข้อมูลการคุ้มครองแรงงานในจังหวัด ที่สามารถตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลได้ 6. มีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานบูรณาการความร่วมมือในการตรวจสภาพการจ้างสภาพการทำงานและการค้ามนุษย์ในเรือประมงทะเล 7.รายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชา และ ดำเนินงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ในปี 2565

ในที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking in Presons Report) , ความปลอดภัยในเรือประมง , การเตรียมความพร้อมสำหรับการตรวจเรือกลางทะเล , สรุปผลการตรวจสภาพการจ้าง สภาพการทำงาน และสถานการณ์การค้ามนุษย์ด้านแรงงานในกิจการประมงทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และได้ร่วมกันพิจารณาแผนการตรวจแรงงานประมงทะเลแบบบูรณาการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้กำหนดแผนการบูรณาการตรวจเรือประมงทะเลประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ในพื้นที่บริเวณทะเลตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี และบริเวณทะเลตำบลแม่รำพึง อำเอำเภอบางสะพาน

กองบิน 5 จัดใหญ่งานเทศกาลท่องเที่ยวอ่าวมะนาว รำลึก 83 ปี สดุดีวีรชน 8 ธันวาคม 2484 วันที่ 6-10 ธ.ค.นี้


เมื่อวันที่ 20 พ.ย.67 ที่ห้องดุสิตา อาคารอากาศคำรณ กองบิน 5 อำเภอเมือง จ.ประจวบฯ น.อ.พงศ์ชนินทร์ นุชประเสริฐ ผู้บังคับการกองบิน 5 พร้อมด้วย นายปรีดา สุขใจ ปลัดจังหวัดประจวบฯ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ นายนิติ วงษ์วิชาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบฯ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานสดุดีวีรชน 8 ธันวาคม 2584 ประจำปี 2567 มีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ และสื่อมวลชนร่วมการแถลงข่าว


กองทัพอากาศ โดยกองบิน 5 ได้กำหนดจัดงานสดุดีวีรชน 8 ธันวาคม 2484 ขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสดุดีความกล้าหาญของทหารอากาศ ลูกเสือ ยุวชน ตำรวจ และวีรชนชาวจังหวัดประจวบฯ ทุกท่านที่ยอมเสียสละชีวิต เลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา และเพื่อเป็นการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบฯ ให้พี่น้องชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีส่วนทราบเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งนับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน ระหว่างทหารอากาศแห่งกองบิน 5 และพี่น้องประชาชนจังหวัดประจวบฯ ที่ร่วมกันต่อสู้กับกองกำลังแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ได้นำกำลังพลขึ้นบก ณ อ่าวประจวบ อ่าวมะนาว และมีการสู้รบกันเป็นเวลา 33 ชั่วโมง จึงสงบ โดยในวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นปีครบรอบ 83 ปี สดุดีวีรชน สงครามมหาเอเชียบูรพา

น.อ.พงศ์ชนินทร์ นุชประเสริฐ ผู้บังคับการกองบิน 5 กล่าวว่า กองทัพอากาศ โดยกองบิน 5 ได้กำหนดจัดงานสดุดีวีรชน 8 ธันวาคม 2484 ประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 6-10 ธ.ค.67 รวม 5 วัน ที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ กองบิน 5 และบริเวณลานเอนกประสงค์ สโมสรทหารอากาศ กองบิน 5 ในส่วนของงานพิธีการจะเริ่มในวันเสาร์ที่ 7 ธ.ค.67 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. มีการจัดกิจกรรมเดินเทิดเกียรติสดุดีวีรชนตั้งแต่บริเวณศาลหลักเมืองประจวบฯ ถึงอนุสาวรีย์วีรชนฯ กองบิน 5 หลังจากนั้น จะเป็นงานเลี้ยงรับรองที่บริเวณลานเอนกประสงค์สโมสรทหารอากาศ กองบิน 5 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 8 ธ.ค.มีพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนฯ ของส่วนราชการจังหวัดประจวบฯ และเวลา 10.00 น. ผู้บัญชาการทหารอากาศ จะให้เกียรติมาวางพวงมาลาและร่วมงานบำเพ็ญอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชน

นอกจากนี้ กองบิน 5 ได้กำหนดจัดงาน เทศกาลท่องเที่ยวอ่าวมะนาว สดุดีวีรชน 8 ธันวาคม 2484 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่กับงานพิธีการหลัก โดยกำหนดจัดงานบริเวณลานเอนกประสงค์สโมสรทหารอากาศ กองบิน 5 มีการออกร้านจำหน่ายสินค้า อาหาร เครื่องดื่ม เวทีการแสดง รวมถึงการจัดนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การแนะแนวสถานศึกษาในกองทัพอากาศ และการจัดแสดงผลงานการประกวดประเภทต่าง ๆ ของนักเรียนที่ศึกษาในสถานศึกษาจังหวัดประจวบฯ เยาวชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงกิจกิจกรรมการแข่งขันกีฬา และกิจกรรมพิชิตยอดล้อมหมวก

สำหรับกิจกรรมที่มุ่งให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไป คือ การประกวด ชิงเงินรางวัลและโล่เกียรติยศผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้แก่ การประกวดแต่งโคลงสี่สุภาพ ในหัวข้อ เทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การประกวดกลอนสุภาพ ในหัวข้อ “เชิดชูเกียรติ สดุดีวีรชน 8 ธันวาคม 2484”

การประกวดเรียงความ การประกวดวาดภาพระบายสี และการประกวด Infographicในหัวข้อ “สืบสาน รักษา และต่อยอด การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล” อีกทั้งยังมีการประกวดภาพถ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว ในหัวข้อ “สละชีพ สู้ศึก พิทักษ์ชาติ ก้องเกียรติ ถนนแห่งประวัติศาสตร์” และการประกวดคลิปวิดีโอสั้นส่งเสริมการท่องเที่ยว ในหัวข้อ “มาเที่ยวบ้านฉัน มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว”

นายนิพล ทองเก่า นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781


สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน แถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล หยุดผลักดันร่างพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์เข้า ครม.

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (11 พ.ย.67) ที่ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้ นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้แทนรับหนังสือข้อเรียกร้อง จากตัวแทนองค์กรภาคประชาชน 47 เครือข่ายได้รวมตัวกัน ออกแถลงการณ์ร่วมขบวนการประชาชนหยุดพระราชกฤษฎีกา “ป่าอนุรักษ์” เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดผลักดันร่างพระราชกฤษฎีกาป่าอนุรักษ์เข้า ครม.โดยทันที ระบุว่า การประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามนโยบายของหลายรัฐบาลสืบเนื่องกันมา ทำให้สถานการณ์การเร่งรัดประกาศป่าอนุรักษ์ด้วยการออกกฎหมายและใช้กำลังป่าเถื่อนเกิดเป็นกรณีความขัดแย้งทั่วประเทศ อันปรากฏเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนหลายกรณีตอกย้ำความรุนแรงจากผู้ถือกฎหมายที่กระทำต่อผู้คนในเขตป่าอย่างเลือดเย็นไม่จบสิ้น

โดยตัวแทนองค์กรภาคประชาชน 47 เครือข่าย แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในการคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชกฤษฎีกา โครงการอนุรักษ์และดูแลทรัพย์ยากรธรรมชาติ ภายในอุทยานแห่งชาติ 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ไม่เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขต่างๆที่เกี่ยวกับการอนุญาติใช้ที่ดินในกรอบระยะเวลา 20 ปี ครอบครัวละไม่เกิน 20 ไร่ ซึ่งเห็นว่าเป็นการใช้กฎหมายเพื่อลดการใช้ที่ดินและนำไปสู่การไล่คนออกจากป่า 2.เป็นการละเมิดสิทธิ์ประชาชนที่รัฐละเลยตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิคนพื้นเมืองที่นานาประเทศได้ลงนามไว้ 3.กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินในเขตอนุรักษ์ ระหว่างรัฐกับประชาชนได้ แต่กลับจะทำให้ข้อพิพาททวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนี้นจึงเสนอให้รัฐบาลทบทวนการออกร่าง พ.ร.ฏ. ดังกล่าว โดยพิจารณาถึง ความมั่นคงในการใช้ที่ดิน และศักยภาพของชุมชนในการใช้ที่ดินเพื่อประกอบอาชีพที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน

ภายหลังการรับหนังสือข้อเรียกร้องจากตัวแทนองค์กรภาคประชาชน 47 เครือข่าย นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้แจ้งให้กับผู้ที่มาชุมนุมทราบว่า จังหวัดเชียงใหม่จะเร่งดำเนินการส่งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรัฐบาลให้เร็วที่สุด ทั้งนี้จะนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อเรียกร้องของประชาชนให้แก่ผู้ที่มีอำนาจให้ได้รับทราบ.อีกต่อไป.

นายสิทธิชัย วนานุเวชพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่2 (แพร่) พร้อมนายภูริทัต เรืองพิริยะ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 นายอลงกรณ์ กัวตระกูล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ร่วมบรรยายข้อมูลและนำเสนอภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่ม

เส้นทางการคมนาคมที่เสียหาย การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุกภัย และแผนการป้องกันอุทกภัย ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย รวมถึงลงพื้นที่ก่อสร้างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 118 สาย เชียงใหม่ – เชียงราย ตอน อำเภอแม่สรวย – บรรจบทางหลวงหมายเลข 1 เพื่อพังบรรยายสรุปการก่อสร้าง ณ ทางหลวงหมายเลข 118 ตอน แม่สรวย – ดงมะดะ กม.154+000 ก่อนออกเดินทางไปยัง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป..

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน


สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /รมว.อุตสาหกรรม เรียกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 10 สมาคมเหล็ก ถกเร่งแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กของไทย /เทศบาลบ้านกรูด ประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ ประจำปี 2567

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดกระทรวง เชิญแกนนำกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก ร่วมหารือปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก และหาแนวทางแก้ไขเพื่อความอยู่รอดตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในการประชุมที่กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม หารือกับผู้แทนอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก คณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. และ 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งมีสมาชิกรวม 510 บริษัท จ้างงานโดยตรงกว่า 50,000 อัตรา และจ้างงานทั้งระบบกว่า 3 แสนคน

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานส.อ.ท. กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญต่อการรักษาและพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมเหล็กเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของระบบอุตสาหกรรม เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ได้แก่ ก่อสร้าง รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ โดยหลายประเทศต่างก็ปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติของตน แต่ขณะนี้โลกเผชิญวิกฤตกำลังการผลิตเหล็กของโลกล้นเกินความต้องการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจและธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ถดถอย ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กภายในประเทศของจีนลดลง ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กในจีนยังคงผลิตเหล็กในสัดส่วนสูงมากราวร้อยละ 58 ของการผลิตเหล็กของทั้งโลกรวมกัน จีนจึงมุ่งส่งออกสินค้าเหล็กไปยังภูมิภาคหรือประเทศที่มีช่องโหว่ซึ่งจีนสามารถทุ่มตลาดได้ โดยในช่วง 9 เดือนแรก ประเทศจีนได้ส่งออกสินค้าเหล็กแล้ว 81 ล้านตัน และคาดว่าทั้งปี 2567 จีนจะส่งออกสินค้าเหล็กมากสุดในรอบ 8 ปี ปริมาณสูงถึง 109 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากปีก่อนหน้า โดยสินค้าเหล็กจากจีนที่ส่งมายังประเทศไทยปีนี้มีแนวโน้มปริมาณมากกว่า 5.1 ล้านตัน และครองส่วนแบ่งปริมาณเหล็กนำเข้ามากที่สุดร้อยละ 44 ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในไทยมีการใช้กำลังการผลิต (Production Capacity Utilization) ถึงขั้นวิกฤตต่ำกว่าร้อยละ 30 แล้วจนหลายโรงงานเหล็กต้องทยอยปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานไป ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมเหล็ก จึงขอเสนอ 7 แนวทางบรรเทาวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็ก ดังนี้

มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กเฉพาะประเภทที่มีกำลังการผลิตมากเกินความต้องการใช้ภายในประเทศไทยแล้ว ได้แก่ โรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน เป็นต้น มาตรการส่งเสริมให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใช้สินค้าเหล็กในประเทศที่ผลิตจากโรงงานที่ได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ตั้งแต่ระดับ 4 ขึ้นไป เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon การเร่งกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป มาตรการสงวนเศษเหล็กเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเหล็กในประเทศ นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดการซากรถยนต์ เพื่อให้มีการบริหารจัดการและสามารถนำวัสดุต่างๆ มาแปรใช้ใหม่ (Recycle) ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นโยบายส่งเสริมการใช้สินค้าที่ได้รับการรับรองจากส.อ.ท. ว่าผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand หรือ MiT) ไม่เพียงแค่เฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเท่านั้น โดยขยายไปยังโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public – Private Partnership หรือ PPP) และโครงการก่อสร้างของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) ด้วย

การสนับสนุนให้ใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ โดยเข้มข้นขึ้นตามสถานการณ์และทันท่วงที เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping หรือ AD) มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention หรือ AC) กับสินค้าเหล็กบางประเภทเท่านั้น โดยไม่มีการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty หรือ CVD) และมาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard หรือ SG) แต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถูกจีนส่งสินค้าเหล็กมาทุ่มตลาดปริมาณเฉลี่ยกว่า 4.2 แสนตันต่อเดือน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องสนับสนุนด้วยมาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงที โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็ต้องมีการปรับตัวรับการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและประโยชน์ของประเทศชาติด้วย ทั้งนี้หลายข้อเสนอจากกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กก็สอดคล้องกับนโยบายและมาตรการที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินการอยู่ ได้แก่ มาตรการห้ามตั้งห้ามขยายโรงงานเหล็กบางประเภท การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อาคารโครงสร้างเหล็ก มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเศษเหล็ก รวมถึงการจัดการซากรถยนต์ เป็นต้น โดยจะเร่งรัดผลักดันมาตรการต่างๆ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อให้อุตสาหกรรมเหล็กยังคงอยู่เป็นพื้นฐานสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศไทย

เทศบาลบ้านกรูด ประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ รายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ประจำปี 2567

ที่สำนักงานเทศบาลตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายพันธ์เทพ จิตต์การุณย์ ประธานในการประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ เจ้าหน้าที่งานสวัสดิการสังคม และคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด เข้าร่วม การประชุมคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด ครั้งที่ 3/2567 เพื่อรายงานผลการดำเนินการโครงการบ้านพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา

และนอกจากนี้ คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนเทศบาลตำบลบ้านกรูด ยังได้เสนอขอรับงบประมาณสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ตามที่ได้ดำเนินการสำรวจและจัดทำข้อมูลบ้านพอเพียงแล้ว
////////////////

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ​ด่านศุลกากรมุกดาหารแพ้อุทธรณ์ คณะกรรมการวินิจฉัยฯ สั่งให้เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าหิน กรวด ทราย จาก สปป.ลาว​ แก่ ‘สุเทียน’

แชร์เนื้อหานี้

ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาเศรษฐกิจและการคลัง ได้มีคำวินิจฉัยเรื่อง อุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของด่านศุลกากรมุกดาหาร เกี่ยวกับสัญญาซื้อขายและพิกัดแผนที่การดูดหิน กรวด ทราย ซึ่งตนเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ โดยมีด่านศุลกากรมุกดาหารเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมาตนได้ทำหนังสือถึงด่านศุลกากรมุกดาหาร ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผู้ประกอบการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ทำสัญญาซื้อขายหิน กรวด ทราย กับผู้ประกอบการขออนุญาตนำเข้านอกทางอนุมัติในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร แต่ด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้เหตุผลว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการและเป็นข้อมูลการประกอบธุรกิจการค้าในนิติสัมพันธ์ของเอกชน จึงไม่สามารถ จัดส่งข้อมูลให้กับผู้อุทธรณ์ตามที่ร้องขอได้ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นเหตุให้ตนได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของด่านศุลกากรมุกดาหาร ดังกล่าวต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งต่อมาคณะกรรมการฯ ได้รับคำขออุทธรณ์ไว้วินิจฉัย โดยมีด่านศุลกากรมุกดาหารคัดค้านว่า ข้อมูลผู้ประกอบการของ สปป.ลาวและพิกัดรูปแผนที่ของแปลงสัมปทาน ดูดทรายนั้นเป็นสิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริง ถือว่าเป็น “ข้อมูลข่าวสาร” และเป็นข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับเอกชนที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ คือ ด่านศุลกากรมุกดาหาร จึงถือว่าเป็น “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” และข้อมูลข่าวสารของราชการดังกล่าว ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่หน่วยงานของรัฐต้องส่งพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนทราบ และไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ข้อมูลที่ร้องขอเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่ผู้ประกอบการยื่นต่อด่านฯ เพื่อใช้ประกอบการปฏิบัติพิธีการศุลกากรในการนำเข้าทรายตามปกติเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสาร ที่ผู้ประกอบการประสงค์จะให้ด่านฯ นำไปเปิดเผยได้ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ร้องขอของผู้ประกอบการ สปป.ลาว จะเป็นข้อมูลเฉพาะบุคคลซึ่งเป็นผู้ขายทราย จึงถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นข้อมูล ที่เกี่ยวพันกับคู่สัญญาที่มีนิติสัมพันธ์กันระหว่างเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นใดเป็นข้อมูลที่ไม่รู้กันโดยทั่วไป เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้า จึงเป็นความลับทางการค้า ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไปที่สามารถแสดงหรือเปิดเผยต่อสาธารณชนได้

ต่อมา คณะกรรมการวินิจฉัยฯ ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ คำชี้แจงด้วยวาจาของผู้อุทธรณ์ รวมทั้งคำชี้แจงและเหตุผลในการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของด่านศุลกากรมุกดาหาร และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในใบยั่งยืนซึ่งมีรายละเอียด ชื่อบริษัท ผู้ขาย ข้อกฎหมาย พื้นที่และเนื้อที่ที่ใช้ในการดูด หิน กรวด และทรายใน สปป.ลาว กำหนดระยะเวลาในการดูด หิน กรวด และทรายในพื้นที่ สปป.ลาว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับ ผู้ประกอบการจาก สปป.ลาว แต่อย่างใด สำหรับประเด็นที่ด่านศุลกากรมุกดาหารอ้างว่า ข้อมูลสัญญาซื้อขายและข้อมูลใบยั่งยืนมีลักษณะเป็นความลับทางการค้านั้น เห็นว่ารายละเอียดของสัญญาซื้อขายหิน กรวด ทราย และ ข้อมูลใบยั่งยืนของผู้ประกอบการ สปป.ลาว ที่ทำสัญญาซื้อขายกับ ผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วยชื่อบริษัทผู้ขาย ข้อกฎหมาย พื้นที่และเนื้อที่ที่ใช้ในการดูดหิน กรวด และทรายใน สปป.ลาว กำหนดระยะเวลาในการดูดหิน กรวด และทรายในพื้นที่ สปป. ลาว ซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมิใช่ข้อมูลทางการค้าเกี่ยวกับสูตร รูปแบบงาน ที่ได้รวบรวมหรือประกอบขึ้น โปรแกรม วิธีการ เทคนิค หรือกรรมวิธี อันจะถือได้ว่าเป็นข้อมูลความลับทางการค้าแต่อย่างใด จึงมิใช่ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย หรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น ข้ออ้างที่ว่าข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นความลับทางการค้าจึงไม่อาจรับฟังได้

ประกอบกับ ผู้อุทธรณ์เป็นประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร และหัวหน้าศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สาขาพรรคเสรีรวมไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต ๑ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้รับเรื่องการร้องเรียนร้องทุกข์จากชาวบ้าน ข้าราชการ ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อใช้ในการปกป้อง ผลกระทบต่อชุมชนชาวประมง เส้นทางคมนาคม และสิ่งแวดล้อมในจังหวัดมุกดาหาร และ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้อันจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของด่านศุลกากรมุกดาหาร ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงการปฏิบัติ หน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้อง ประกอบการแล้ว เห็นว่าข้อมูลสัญญาซื้อขาย หินกรวด ทราย ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการ ของ สปป.ลาว เปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตาม มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จึงวินิจฉัยให้ด่านศุลกากรมุกดาหารเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสัญญา ซื้อขาย หิน กรวด ทราย ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการของ สปป.ลาว จำนวน 11 สัญญา และใบยั่งยืนที่ใช้ประกอบการยื่นคำขออนุญาตนำเข้านอกทางอนุมัติ จำนวน 5 ฉบับ พร้อมทั้งให้สำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องแก่ผู้อุทธรณ์ “ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวข้างต้นจะนำไปเป็นพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของท่าทรายที่ลักลอบดูดกรวดและทรายในแม่น้ำโขง และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตลอดจนหน่วยงานของรัฐที่ไม่โปร่งใสปฏิบัติหน้าที่โดยขัดต่อประมวลจริยธรรม ต่อไป” ร้อยตำรวจตรี สุเทียนกล่าว

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ ​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พลอากาศเอก ชัยนาท ผลกิจ รองผบ.ทหารอากาศ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 พลอากาศเอก ชัยนาท ผลกิจ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานฝ่ายฆราวาสให้การต้อนรับพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม

และร่วมมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ ศาลาเอนกประสงค์ องค์การบริหารส่วนตำบลรางจระเข้ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสิ่งของประกอบด้วย ข้าวสาร จำนวน 800 ถุง พร้อมน้ำดื่ม จำนวน 800 แพ็ค

สำหรับพื้นที่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยเป็นประจำทุกปี ซึ่งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้ดำเนินการช่วยเหลือมาโดยตลอด

โดยในปีนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้สนับสนุนเรือท้องแบน พร้อมเครื่องยนต์สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภัยในพื้นที่ดังกล่าว

กองทัพอากาศ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร้องขอ อยากให้ที่ดินป่าช้า สาธารณะประโยชน์ เป็นของวัด การรังวัดป่าโคกศิลา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ปักธงชัย ไม่รับรอง อ้างกรรมสิทธ์

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 กลุ่มชาวบ้าน ออกมาร้องทุกข์ การรังวัด ของเจ้าหน้าที่รังวัด บริเวณติดป่าช้า สาธารณะประโยชน์ วัดป่าโคกศิลา ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา กลุ่มชาวบ้านเล่าว่า อยากให้ที่สาธารณะประโยชน์ตรงนี้ เป็นของวัด เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นป่าช้ามานานหลายสิบปีแล้ว ด้านนายอักษรย่อ (น)นามสมมุติ ผู้อ้างกรรมสิทธ์ ซึ่งนำเจ้าหน้าที่มารังวัด เล่าว่า ผมมีโฉนดนำมาแสดง ถูกต้อง และได้เสียภาษีตามกฎหมาย

พระสมชาย สร้อยฉิมพลี เจ้าอาวาส วัดโคกศิลา เล่าว่า เดิมทีนายอักษรย่อ(น) นามสมมุติ เจ้าของที่ มีที่ดินติดกับวัด 39 ไร่ ขายไปแล้ว 30 ไร่ เหลืออีก 9 ไร่ ซึ่งติดกับป่าช้าวัด จึงเป็นที่มาของการอ้างกรรมสิทธิ์ มารังวัดในครั้งนี้ ทั้งนี้ นายชุมพล หาญตะคุ กำนัน ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย กล่าวว่า เจ้าของที่ มีโฉนดนำมาแสดง

แต่การออกโฉนดให้เมื่อหลายสิบปีก่อน ออกให้ได้อย่างไร ทั้งๆที่ ยังเป็นพื้นที่พิพาท และหมุดที่ปักไว้ก็ไม่มีตามโฉนดตามที่เจ้าของที่นำมาแสดงเป็นหลักฐาน และการที่ เจ้าของที่ นำเจ้าหน้าที่มารังวัด ก็ไม่ได้แจ้งกำนันไว้ล่วงหน้า การรังวัดในครั้งนี้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. ต.ธงชัยเหนือ อ.ปักธงชัย ไม่รับรอง รอกระบวนการพิสูจน์ ต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน / รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จนท.ทุกฝ่าย ร่วมแก้ปัญหาชาวบ้านหัวดง อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่บริเวณลานวัดหัวดง หมู่ที่5 ตำบลคลองเกตุ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ได้มีประชาชนมากกว่าหนึ่งร้อยคนรวมตัวเรียกร้อง ขอความเป็นธรรม จากกรณีชาวบ้านกับผู้นำหมู่บ้าน ต่างมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เดือนร้อนถึงหน่วยงานรัฐ คณะสงฆ์ภายในอำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ต้องเดินทางแก้ไขปัญหาของชาวบ้านหัวดง

นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ฝ่าย อส. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองเกตุ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเดินทางเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการที่ประชาชนได้ออกมาหาขอสรุปร่วมกันความทราบถึงพระครูภัทรปัญญาวุธ (พระครูเภก) เจ้าคณะอำเภอโคกสำโรง ได้มอบหมายให้เจ้าคณะตำบลคลองเกตุ เขต2 รวมถึงพระสังฆาธิการเดินทางถึงบริเวณวัดหัวดง ที่ชาวบ้านได้รวมตัวกันอยู่ประมาณ
180 คน

โดยสาเหตุ เริ่มจากผู้นำหมู่บ้าน จะนำน้ำ จากลำคลองที่พัดไหลผ่าน ต้องการจะระบายน้ำเข้าบริเวณสระน้ำภายในวัดหัวดง เผื่อไว้ใช้น้ำรดต้นไม้ยามฤดูแล้ง รวมถึงจัดงานลอยกระทงที่จะมาถึงนี้ และจะปรับปรุงภูมิทัศน์รอบๆสระให้สะอาดเช่นแต่เก่าก่อน และเมื่อมีเหตุเกิดอัคคีภัยก็ไม่ต้องเดินทางไปรับน้ำจากที่อื่นๆที่ไกลออกไป เนื่องจากปัจจุบันนี้สระน้ำดังกล่าวเริ่มมีวัชพืชขึ้นภายในสระ และมองดูไม่สะอาดตา จึงจะปรับปรุงสระให้ดียิ่งๆขึ้นและกลับมาใช้ได้ในยามจำเป็นที่ต้องการใช้น้ำ

แต่มีชาวบ้านบางส่วนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการที่จะนำน้ำดังกล่าวเข้ามาเก็บในสระเก็บไว้   โดยมีข้ออ้างว่าน้ำสกปรกมากเกินไป ไม่สะอาดเพียงพอที่จะนำน้ำมาเข้าไว้ในสระน้ำดังกล่าว   ทางฝ่ายนายอำเภอโคกสำโรง และเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขอำเภอโคกสำโรง ผู้ที่เกี่ยวข้องและคณะสงฆ์อำเภอโคกสำโรง ได้เดินตรวจสภาพบริเวณสระน้ำ รวมถึงน้ำที่จะนำเข้ามาไว้ในสระภายในวัดหัวดง
โดยในที่ประชุมสรุปผลออกมาได้ว่า ต้องให้ฝ่ายสาธารณะสุขออกมาวัดค่าของน้ำ ที่อยู่ภายในสระ กับน้ำที่จะนำเข้ามาได้มาตรฐานความสะอาดพอๆกันหรือไม่ และให้ฝ่ายปกครอง คณะกรรมการวัด รวมถึงชาวบ้านหัวดงทุกท่าน รอผลภายใน 1 สัปดาห์ แล้วค่อยนำน้ำเข้าภายในสระ โดยจะต้องมีขั้นตอนกรองน้ำที่ถูกต้องตามระบบการกรองน้ำเข้าสระ ทุกฝ่ายจึงตกลงเห็นชอบตามมติที่ออกมา และสุดท้ายได้มีการแต่งตั้งไวยาวัจกรวัดกัวดง ขึ้นมา 2 ท่าน รวมถึงคณะกรรมการ 18 ท่าน พร้อมทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อีก อีก 3 ท่านเป็นโดยตำแหน่งหน้าที่ จากนั้นชาวบ้านจึงได้แยกย้ายกันกลับ
สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี นายงาน

ค้าน ! ขึ้นค่าแรง 400 บาท พร้อมกันทั่วประเทศ 17 สภาองค์การนายจ้าง ร่วมกันคัดค้าน การขึ้นค่าแรง 400 บาท

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2567 ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (สภา2) ร่วมกับสภาองค์การนายจ้างอีก 16 สภา ประชุมหารือประเด็นปัญหาต่างๆ แสดงจุดยืนร่วมกัน คัดค้านการขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ ที่จะให้มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค. 2567 เตรียมยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและปลัดกระทรวงแรงาน ข้อเสนอแนะที่รัฐต้องคำนึงถึง รัฐควรคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและความพร้อมที่แตกต่างกัน การพิจารณานโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี ตามหลักกฎหมาย ซึ่งบัญญัติไว้ใน ม. 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นด้วย ต้องคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความสามารถของประเภทธุรกิจ โดยผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน หากการปรับอัตราค่าจ้างที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจถึงต้นทุนของการทำธุรกิจและนโยบายภาครัฐ ถึงแม้ว่าการปรับค่าจ้าง จะใช้บังคับ เฉพาะโรงงานที่สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป ก็ยังไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกันเพราะยังขาดหลักการพิจารณาที่เหมาะสม สภาองค์นายจ้าง จึงได้ร่วมกันลงนามคัดค้านและเสนอแนะ เพื่อให้กระทรวงแรงงานได้รับ ทราบและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สภาองค์การนายจ้างเห็นร่วมกัน เพื่อนำเสนอต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
และท่านปลัดกระทรวงแรงงาน โดยมีรายนามประกอบด้วย

  1. สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (สภา 1)
  2. สภาองค์การนายจ้างสภาอุตสาหกรรมเอ็สเอ็มอี แห่งประเทศไทย (สภา3)
  3. สภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค (สภา4)
  4. สภาองค์การนายจ้างแห่งชาติ (สภา 5)
  5. สภาองค์การนายจ้างธุรกิจไทย (สภา 6)
  6. สภาองค์การนายจ้างไทยสากล (สภา 7)
  7. สภาองค์การนายจ้างการเกษตร ธุรกิจ อุตสาหกรรมไทย (สภา 8)
  8. สภาองค์การนายจ้างธุรกิจ การค้าและบริการไทย (สภา 9)
  9. สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าไทย (สภา 10)
  10. สภาองค์การนายจ้างไทย (สภา 11)
  11. สภาองค์การนายจ้าง ธุรกิจ และอุตสาหกรรมแห่งชาติ (สภา12)
  12. สภาองค์การนายจ้างธุรกิจอุตสาหการไทย (สภา13)
  13. สภาองค์การนายจ้าง เอส.เอ็ม.อี แห่งประเทศไทย (สภา 14)
  14. สภาองค์การนายจ้างบริการไทย (สภา 15)
  15. สภาองค์การนายจ้างธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว-ภาค 8 (สภา 16)
  16. สภาองค์การนายจ้างเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (สภา 17)

สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย #สภาองค์การนายจ้าง #กระทรวงแรงงาน #นายจ้าง #ขึ้นค่าแรง400บาท