คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปชช. ร้องสะพานข้ามห้วยบังอี่ “ไร้มาตรฐาน” ขอให้ตรวจสอบผู้รับเหมา-ผู้ควบคุม-ตรวจรับงานบกพร่องหรือไม่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ประชาชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ได้ร้องเรียนและขอให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยบังอี่ ระหว่างบ้านโนนสะอาด หมู่ที่ 8 ตำบลหนองแวง ไปบ้านนาสองเหมือง หมู่ที่ 4 ตำบลนากอก อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร

ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร เริ่มสัญญา วันที่ 9 ตุลาคม 2567 สิ้นสุดสัญญา วันที่ 5 มิถุนายน 2568 งบประมาณ 4,839,000 บาท โดยพบความชำรุดทรุดโทรมอย่างรวดเร็วหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างที่น่าจะไม่เป็นไปตามมาตรฐานและกำหนดในสัญญาจ้าง

โดยปรากฏสภาพความเสียหายขอของงานก่อสร้างอย่างชัดเจน ทั้งรอยแตกร้าวขนาดใหญ่บนพื้นผิวคอนกรีต ซึ่งบ่งชี้ถึงคุณภาพของวัสดุและการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังพบการทรุดตัวของดินบริเวณทางขึ้นลงสะพาน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประชาชนผู้ใช้เส้นทางสัญจรไปมา

ก่อนหน้านี้ ได้มีที่ปรึกษาและกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร ลงพื้นที่สอดส่องโครงการดังกล่าว และพบความชำรุดบกพร่องของงานก่อสร้างเช่นกัน

ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่า งานก่อสร้างดังกล่าวไม่น่าจะได้รับการตรวจสอบและควบคุมอย่างใกล้ชิดจากผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ควบคุมงานและคณะกรรมการตรวจรับงาน เนื่องจากสภาพความชำรุดที่ปรากฏขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย และไม่ควรเกิดขึ้นกับสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่งสร้างเสร็จ

“เห็นรอยแตกมานานแล้ว แต่ก็คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติ แต่พอเห็นดินทรุดลงไปเป็นหลุมขนาดใหญ่แบบนี้ก็รู้สึกไม่ปลอดภัย ราวกับว่าผู้รับเหมาทำแบบขอไปที และผู้คุมงานก็ไม่ได้มาดูงานอย่างจริงจังตามหลักวิชาการ”ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าว

จึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. , ป.ป.ท. สตง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบคุณภาพของงานก่อสร้างดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้รับเหมาและผู้ที่เกี่ยวข้องที่อาจบกพร่องต่อหน้าที่ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายและอาจเกิดอันตรายต่อประชาชนสะพานข้ามห้วยบังอี่ #ก่อสร้าง

ไม่ได้มาตรฐาน #คอนกรีตแตกร้าว #ดินทรุด #อันตราย #นิคมคำสร้อย #มุกดาหาร #Mukdahan #ร้องเรียน #โกงหรือไม่ #ทุจริตหรือไม่ #ผู้รับเหมา #ผู้ควบคุมงาน #กรรมการตรวจรับงาน #บกพร่องต่อหน้าที่ #ตรวจสอบ #ความปลอดภัยของประชาชน #กรมโยธาธิการและผังเมือง #กระทรวงมหาดไทย #ปปช #ปปท #สตง #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปลัดอบต.ภูคาร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน มอบเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากพายุวิภาน้ำป่าพัดบ้านเสียหายทั้งหมด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่16 สิงหาคม 2568 ณ บ้านหาดปลาแห้ง ต.บ่อ อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายวิโรจน์ อุดนันท์ ปลัด อบต.ภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน ร่วมกับ นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม คณะกรรมการสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน มอบเงินให้กับครอบเด็กชายอนุชิต ไทยใหม่ นางสาวเสาวิมล บัวเหล็ก ผู้เป็นแม่จำนวนเงิน 20,200 บาท

ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากพายุวิภาน้ำป่าพัดบ้านเสียหายทั้งหมด รายที่ 2 มอบให้ครอบครัวนายชูชาติ สายแปง นางฟองจันทร์ แซ่ด่าน จำนวนเงิน 10,000 บาท ซึ่งหลังคาบ้านเสียหายเกือบทั้งหมดตัวบ้านมีรอยแตกร้าวซึ่งนายชูชาติไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากป่วยเป็นโรคไตต้องฟอกไตอย่างต่อเนื่อง ส่วนภรรยาขายของที่ตลาดบ้านหาดปลาแห้งและลูกชายเป็นลูกจ้างซ่อมรถมีรายได้เพียงวันละ 300 บาท รายที่ 3 มอบให้ครอบครัวนายถาวร

นางไสว ธนารัตน์ จำนวนเงิน 3.000 บาท รวมเป็นเงินที่มอบจำนวน 33,200 บาท(สามหมื่นสามพันสองร้อยบาทถ้วน)ด้านนายวิโรจน์ อุดนันท์ ปลัดอบต.ภูคา กล่าวว่าตนได้ทราบข่าวจากเพจ เฟสบุ๊คของนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาสื่อมวลชนจังหวัดน่านจึงได้บอกบุญไปยังพวกเพื่อนๆ พี่ๆที่รู้จักกันทั้งในจังหวัดน่านและต่างจังหวัดจึงได้รวบรวมกันนำมามอบเงินที่ได้มาบางส่วนก็เจียดไปซื้อของอุปโภคบริโภคมอบให้ผู้ประสบอุทุกภัยที่อำเภอท่าวังผา

ตนต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ร่วมกันมอบเงินมาช่วยผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ และขอให้มีความสุขความเจริญในหน้าที่การงานคิดสิ่งใดขอให้สมความมุ่งมาตปราถนาทุกประการครับ นายวิโรจน์ อุดนันท์กล่าว ส่วนเด็กชายอนุชิตไทยใหม่ ได้ขอบคุณมายังผู้ใจบุญที่เมตามามอบเงินและ

ได้โอนเงินมาเพื่อสมทบทุนสร้างบ้านหลังใหม่เป็นอย่างสูงครับ ดช.อนุชิตกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการมอบเงินในวันนี้มีเจ้าอาวาสอารามสงฆ์วัดหาดปลาแห้ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบเงิน ในโอกาสเดียวกันนี้ทางผู้บริหารคณะครูโรงเรียนได้ฝากปชส.

📣 ขอความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่า นักเรียนโรงเรียนสารธรรมวิทยาคารโรงเรียนสารธรรมวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน
ขอประชาสัมพันธ์เพื่อขอรับการสนับสนุนและความช่วยเหลือให้แก่
เด็กชายอนุชิต ไทยใหม่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านหาดปลาแห้ง ตำบลบ่อ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากพายุ “วิภา” ทำให้ บ้านพักอาศัยถูกน้ำป่าพัดพาเสียหายทั้งหมด

🙏 ทางโรงเรียนจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตเมตตาร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการสร้างบ้านหลังใหม่ ให้เด็กชายอนุชิตมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ📌 ชื่อบัญชี: เด็กชายอนุชิต ไทยใหม่📌 ธนาคาร: ออมสิน 📌 เลขที่บัญชี: 020-387-835323

ขอขอบพระคุณในน้ำใจของทุกท่านที่ร่วมเป็นพลังเล็กๆ เพื่อฟื้นฟูอนาคตของนักเรียนคนหนึ่ง ให้สามารถกลับมายืนหยัดและเดินหน้าสู่ความฝันได้อีกครั้ง 💖/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร. ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช.ลงพื้นที่เร่งรัดติดตามคดี อช.แก่งกระจาน บุกจับนายทุนรุกที่ป่า 4,000 ไร่ เสียหายกว่า 100 ล้านบาท DSi เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณี นายมงคล ไชยภักดี หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พ.ท.ชยานันท์ เสาตรง ศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน ร่วมลงพื้นที่ตรวจยึดไร่มะม่วงของเอกชนรายหนึ่ง ในพื้นที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตที่ราชพัสดุ ร่วมเนื้อประมาณ 4,074–3–29 ไร่ (นส.3 ก.) บริเวณท้องที่หมู่ 1 ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ในพื้นที่ใช้ประโยชน์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และที่ราชพัสดุ (ปข.605) ก่อนคณะเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาต่อ เอกชนและกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัทแห่งหนึ่ง และบุคคลที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินปัจจุบัน จำนวน15 ราย ในฐานร่วมกันกระทำความผิดบุกรุกพื้นที่ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 , พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 , พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 , พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 , และ ประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันที่ 5 ส.ค.68 นายจักรกฤช ต้นเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค7 นำคณะ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ภาค7 เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ช.ประจวบฯ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSi ภาค7 เจ้าหน้าที่ทหาร ค่ายธนะรัชต์ สำนักงานธนารักษ์ ปลัดอำเภอหัวหิน ตร.สภ.หนองพลับ อบต.หนองพลับ สำนักโยธาธิการและผังเมือง สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเร่งรัดติดตามคดี บุกจับนายทุนไร่มะม่วงของเอกชนรายหนึ่ง หลังพบมีการบุกรุกขุดดินไปขาย ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตที่ราชพัสดุ

ในพื้นที่ป่า4,000ไร่ บริเวณท้องที่หมู่1ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง จึงสรุปการประชุม โดยไร้วี้แววเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.ประจวบ เข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด จากนั้นคณะเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานจะต้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบแปลงที่ดิน4,000ไร่ดังกล่าว แต่ทางบริษัทแจ้งว่าไม่อนุญาติให้เข้ามาตรวจสอบได้จึงต้องเดินทางกลับ ขณะที่ด้าน นายนพพร ปทุมเหง่า ผอ.สบอ.3 สาขาเพชรบุรี หลังได้รับรายงานจากเรื่องนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งสืบสวน หาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป

นายจักรกฤช ต้นเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ปปช.ภาค7 กล่าวว่า เบื้องต้นจากการประชุมหารือกันวันนี้ ได้ข้อสรุป 3 เรื่องได้แก่ 1.เรื่องมาตรการขุดดินต้องมีการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ให้มีหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยเดียว ซึ่งเรื่องนี้มีมติ ครม.แล้ว มอบให้กระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการให้มีมาตรการและเสนอ ครม.ต่อไป วันนี้ลงพื้นที่มาติดตามมาตรการดังกล่าวยังไม่มีมาตรการดำเนินการจากกระทรวงมหาดไทย หลังจากนี้จะนำเรียนคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะเร่งรัดต่อไป 2.เรื่องการออกเอกสารสิทธิ์ ในที่ดินแปลงดังกล่าวที่มีการกล่าวอ้างว่าโดยมิชอบ ซึ่งหน่วยงานของรัฐในพื้นที่เข้าไปดำเนินคดีแล้ว เชื่อว่าทางทหารและอุทยานได้ทำเรื่องไปถึงกรมที่ดินและธนารักษ์

เพื่อขอให้เพิกถอน นส3ก. ที่เชื่อว่าออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ 3.เรื่องการขุดดินในพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการโดยมิชอบ ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเอกชนรายนี้แล้วที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ดังกล่าว และอยู่ในระหว่างดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน สภ.หนองพลับและ DSI แล้วอยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะที่ อบต.หนองพลับที่มีหน้าที่อนุญาตการขุดดิน และกำกับดูแลต่างๆ ขณะนี้ยังไม่ดำเนินการอะไร ก็จะนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด อบต.หนองพลับ มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ได้ข้อสรุปในการประชุมในวันนี้

ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่ ตรวจสอบพบมีความเสียหายรวมมูลค่ากว่า100 ล้านบาท. ขณะที่เรื่องการตรวจสอบการเก็บภาษี เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่า มีการเก็บภาษีที่ดินครบถ้วนหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ทาง ป.ป.ช จะติดตามเร่งรัดคดีนี้ให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว ซึ่งหากเป็นความผิด กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2521 จนถึงปัจจุบันก็ขาดอายุความไปแล้ว

แต่ทางเอกชนไม่สามารถยกเรื่องอายุความมาต่อสู้ได้เพราะเป็นเรื่องทางแพ่งที่สามารถเพิกถอนสิทธิ์ได้ แต่ ป.ป.ช.มีความกังวลว่าคดีทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มาร้องเรียนแล้วก็ขาดอายุความเกือบทุกคดี ส่วนประเด็นที่เร่งรัดด่วนคือ กรณีเจ้าหน้าที่ของ อบต.หนองพลับ มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการคาดว่าภายใน1เดือนจะต้องหาข้อสรุปได้
/////////////////
ทีมข่าวเฉพาะกิจ จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลมุก ร้อง กกต.กลาง – ศูนย์ร้องทุกข์ฯทำเนียบรัฐบาล ปมถูกใส่ร้ายผ่านไลน์ เชื่อทำคะแนนพ่ายโหวตโน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นางสาวนันท์นภัส ธนวงศ์ทวีสิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลมุก เทศบาลตำบลมุก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หมายเลข 2 ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่สำนักงาน กกต. กรุงเทพมหานคร และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีที่เธออ้างว่า ถูกใส่ร้ายผ่านแอปพลิเคชันไลน์ก่อนการเลือกตั้ง

ผู้ร้องเรียนระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ข้อความผ่านไลน์จากบุคคลชื่อ “กัญจนา…” และ “นันทนา…” โดยมีเนื้อหาจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “กาไม่เลือกใคร” หรือ “โหวตโน” และมีถ้อยคำระบุเจาะจงว่า “อย่าไปกาเบอร์ 2 ได้” พร้อมใส่ร้ายว่าผู้สมัคร “ไม่ใช่คนในพื้นที่”

นางสาวนันท์นภัสระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 (5) และยังอ้างว่าบุคคลทั้งสองเป็นบุตรของนายสนั่น ซึ่งมีความเชื่อมโยงเป็นผู้สนับสนุนของนายอนุชา ศรีโยหะ ผู้สมัครหมายเลข 1

สำหรับผลการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ปรากฏว่า นางสาวนันท์นภัสได้รับคะแนนเสียงจำนวน 1,249 คะแนน ขณะที่จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด หรือ “โหวตโน” มีมากถึง 1,560 คะแนน ซึ่งมากกว่าคะแนนของเธอถึง 311 คะแนน

นางสาวนันท์นภัสจึงร้องเรียนให้ กกต. – หน่วยงานรัฐ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอให้ระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง และแต่งตั้งตนเองเป็นนายกเทศมนตรี เนื่องจากเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และอาจมีการชี้นำประชาชนด้วยข้อมูลเท็จอีกด้วย

นายกเทศมนตรีตำบลมุก #เทศบาลตำบลมุก #ร้องเรียนเลือกตั้ง #โหวตโน #มุกดาหาร #การเมืองท้องถิ่น #กกต #ข่าวเลือกตั้ง #ข่าวการเมือง ///// ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ ผู้สื่อข่าวสื่อรัฐทีวี ประจำจังหวัดมุกดาหาร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง กกต.มุกดาหาร สอบการเลือกตั้ง “นายกตำบลมุก” ไม่โปร่งใส “เบอร์ 2” ชี้ถูกใส่ร้ายผ่านไลน์ จูงใจให้คน “กาโหวตโน” จนแพ้

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นางสาวนันท์นภัส ธนวงศ์ทวีสิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมุก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร หมายเลข 2 ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ตรวจสอบการกระทำของบุคคล 2 รายที่เผยแพร่ข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 มาตรา 65 (5) โดยมีนายพิเชฐ สุภัคชูกุล หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนสอบสวนและพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดมุกดาหาร เป็นผู้รับเรื่อง

โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 มีการส่งข้อความผ่านไลน์จากบุคคลชื่อ “กัญจนา…” และ “นันทนา…” โดยเนื้อหาในข้อความมีการแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง “กาไม่เลือกใคร” หรือ “กาโหวตโน” พร้อมทั้งมีการกล่าวถึงหมายเลข 2 อย่างเจาะจงว่า “อย่าไปกาเบอร์ 2 ได้” และใส่ร้ายว่าผู้สมัครรายนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่

นางสาวนันท์นภัส ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายป้ายสี และมีเจตนาจูงใจให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมโดยตรง และยังเปิดเผยว่าทั้งสองรายมีความเกี่ยวข้องเป็นบุตรของนายสนั่น ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนนายอนุชา ศรีโยหะ ผู้สมัครหมายเลข 1

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนนเสียงจำนวน 1,249 คะแนน ขณะที่คะแนน “ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้ใด” หรือโหวตโน มีจำนวนถึง 1,560 คะแนน ซึ่งมากกว่า 311 คะแนน

ผู้ร้องจึงขอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดมุกดาหาร ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้ ระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง และแต่งตั้งตนเองเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลมุก เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตยุติธรรม

เทศบาลตำบลมุก #เลือกตั้งท้องถิ่น #ร้องเรียนเลือกตั้ง #กกตมุกดาหาร #คณะกรรมการการเลือกตั้ง #โหวตโน #นายกเทศมนตรีตำบลมุก #ข่าวมุกดาหาร #การเมืองท้องถิ่น #โปร่งใสต้องมาก่อน #มุกดาหาร/////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /”ชั่งทองฟาร์ม” แจงอยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาต ปมถูกร้องเปิดสวนสัตว์ใน จ.มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 จังหวัดมุกดาหาร นางสาวอรกัญญา สะเภา ผู้บริหารบริษัท ชั่งทองฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ จำกัด และนายกสมาคมการค้าท่องเที่ยวมุกดาหาร ได้จัดแถลงข่าวนโยบายยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผสมผสานธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง และสวนน้ำ

พร้อมทั้งชี้แจงประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์สาธารณะ โดยมีนายวีระพงษ์ ทองผา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร นางสาวเสาวนีย์ คนกล้า ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครพนม นายอุกฤษฏ์ ศรีพิเมือง ปลัดเทศบาลตำบลคำอาฮวน และนางวันวิภา แพงแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ร่วมแถลงข่าวด้วย

นางสาวอรกัญญา กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัท ชั่งทองฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ จำกัด ยังไม่ได้ดำเนินกิจการ “สวนสัตว์” ดำเนินการในรูปแบบประกอบกิจการฟาร์ม และคาเฟ่ มุ่งเน้นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติและสัตว์

เลี้ยง ได้กำหนดนโยบายยกระดับกิจการ ขับเคลื่อนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตลุ่มน้ำโขงและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มุ่งเน้นประกอบกิจการ

เพื่อสังคม สร้าง งานสร้างอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ โอกาสนี้ผู้บริหารมีนโยบายยกระดับกิจการ เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิง ธรรมชาติ สวนน้ำ และดำเนินการยื่นขออนุญาตสร้างสวนสัตว์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการ

ดำเนินการพิจารณาออกใบอนุญาต เพื่อวัตถุประสงค์เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเยาวชน แหล่งศึกษาดูงานและ สร้างสรรพื้นที่ทำกิจกรรมสำหรับครอบครัว รองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ร้อยตำรวจตรีสุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร ได้ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 กรณี

การขออนุญาตจัดตั้งและดำเนินกิจการ สวนสัตว์สาธารณะ “ช่างทองฟาร์ม” ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านคำเม็ก ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยขอให้ตรวจสอบว่า

ผู้ประกอบการได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตต่อส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง ตามกฎหมายว่าด้วยสวนสัตว์ สาธารณะ

และกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าแล้วหรือไม่ รวมถึงขอให้ตรวจสอบว่า กระบวนการขออนุญาตดังกล่าวเป็นไปตามลำดับขั้นตอนและผังงานที่กำหนดไว้หรือไม่

ชั่งทองฟาร์ม #แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร #สวนสัตว์ยังไม่ได้รับอนุญาต #ร้องเรียนสวนสัตว์ #มุกดาหาร #กิจการสัตว์ป่า #คาเฟ่สัตว์เลี้ยง #การท่องเที่ยวเชิงเกษตร #กฎหมายสัตว์ป่า #สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระบะเสียหลักชนเสาป้ายกลางถนนชยางกูร มุกดาหาร โชคดีไร้ผู้เสียชีวิต – ป้ายบอกทางพังเสียหาย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ร.ต.อ.ชันทอง อินทร์ผิว รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ ว่ามีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนเสาป้ายบอกเส้นทางบริเวณถนนชยางกูร ขาออก มุ่งหน้าอำเภอธาตุพนม ใกล้แยกโคกสุวรรณ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จึงรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ Toyota Vigo แคป สีขาว หมายเลขทะเบียน บจ-7342 มุกดาหาร จอดอยู่ในสภาพด้านหน้าพังยับเยิน ได้รับความเสียหายอย่างหนัก บนช่องทางขาออกเมือง ใกล้กับจุดที่เสาป้ายบอกเส้นทางขนาดใหญ่ของแขวงทางหลวงมุกดาหารล้มพาดขวางถนนผู้ขับขี่ทราบชื่อคือ

นายพัชรพล อาจหาญ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 124 หมู่ที่ 2 ต.บ้านซึ่ง อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร อยู่ในที่เกิดเหตุโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนผู้โดยสารหญิงที่นั่งมาด้วยคือ น.ส.ชนาภา พานสมัน อายุ 22 ปี ชาวจังหวัดอุดรธานี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณเหนือคิ้วซ้าย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเสาป้ายบอกทางที่ติดตั้งบนเกาะกลางถนน ถูกแรงเฉี่ยวชนจนหลุดจากจุดยึดโครงเหล็กพาดล้มถูกท้ายรถบรรทุก Hino ทะเบียน 80-6974 สกลนคร ที่วิ่งมาจากตัวเมืองมุกดาหารมุ่งหน้าไป จ.สกลนคร ทำให้ไม่สามารถขับต่อไปได้ ส่งผลให้การจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่ต้องประสานแขวงทางหลวงเร่งเข้าจัดเก็บและรื้อถอนโครงป้ายออกจากถนนยังเร่งด่วน

ในเบื้องต้น นายพัชรพลให้การยอมรับว่า ขณะขับรถมาจากบ้านโคกสูงเพื่อไปส่งแฟนสาวทำงานที่ห้างโรบินสันมุกดาหาร ได้ใช้เส้นทางชยางกูร ขาเข้าเมือง ถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นช่วงที่มีสัญญาณไฟจราจร ได้ขับแซงรถด้านซ้ายขึ้นไปทางขวา แต่เกิดเสียหลักเนื่องจากถนนลื่นจากฝนตก ทำให้รถปีนเกาะกลางและพุ่งชนเสาป้ายจนได้รับความเสียหาย

นายพัชรพลยอมรับว่าการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้เกิดจากความประมาทของตนเองโดยลำพัง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกภาพที่เกิดเหตุ เขียนแผนที่พอสังเขป และเชิญตัวผู้ขับขี่มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมประสานเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงเพื่อประเมินความเสียหายต่อทรัพย์สินราชการ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อุบัติเหตุ #มุกดาหาร #ถนนชยางกูร #กระบะชนป้าย #ToyotaVigo #แขวงทางหลวง #ข่าวอุบัติเหตุ #รถเสียหลัก #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าวภาคอีสาน/////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สองสาวร้องสื่อถูกรุมยำ-ข่มขู่ คดีไม่คืบ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายสองรายคือ นางจุฑามาศ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี และนางสาวสาวิตรี (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี นำหลักฐานสำคัญเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดและคลิปวิดีโอจากประชาชน มายื่นต่อสื่อมวลชนหลังคดีไม่คืบหน้าแม้จะมีภาพชัดเจนว่าถูกทำร้าย และตามชายฉกรรจ์ลักษณะคล้ายพกอาวุธปืน พร้อมทั้งมีการข่มขู่และประกาศท้าทายกฎหมายอย่างอุกอาจ

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ร้านบาร์แห่งหนึ่ง ภายในซอยวัดบุญกาญจนาราม ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยเริ่มจากคืนวันที่ 13 มิถุนายน เวลาประมาณ 23.00 น. กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้ว่า หลังมีปากเสียงบริเวณหน้าตลาด ฝ่ายคู่กรณีได้โทรเรียกพรรคพวก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชายสวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์สีส้ม ขับรถจักรยานยนต์พีซีเอ็กซ์สีเทา มาจอดด้านหน้ากล้องวงจรปิดของคอนโดแห่งหนึ่ง ก่อนจะถอดเสื้อวิน ใส่ไว้ใต้เบาะ และหยิบสิ่งของลักษณะคล้ายอาวุธปืนขึ้นลำเหน็บเอวแล้วเดินเข้าไปในวงเหตุการณ์ โดยมีกลุ่มหญิงไทยสวมเสื้อดำ ฝั่งผู้ก่อเหตุเดินเข้ามาพูดคุยด้วย

นางจุฑามาศ (ผู้เสียหาย) ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ช่วงนั้นพี่สาวของตนมีปากเสียงกับคู่กรณี ตนเข้าไปห้ามปราม แต่กลับถูกอีกฝ่ายไม่พอใจ โทรตามคนมาเสริม จนสถานการณ์เริ่มบานปลาย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามา คิดว่าจะจบไปแล้ว ต่อมา วันที่ 16 มิถุนายน เวลาประมาณ 20.40 น. กล้องวงจรปิดจับภาพหญิงไทย 3 คน เดินเข้ามาหาผู้เสียหายที่ร้านเดิม โดยมีหญิงผู้ก่อเหตุ เดินตามมาทีหลัง ก่อนจะพูดจาท้าทาย แล้วลงมือกระชากผมนางสาวสาวิตรีผู้เสียหายอีกรายจากเก้าอี้ ลากและทำร้ายหน้าร้าน ทั้งยังมีชายขับวินฯ ที่มากับกลุ่มผู้ก่อเหตุยืนกันไม่ให้ใครเข้าไปช่วย ทำให้ผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกายโดยไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย

นางสาวสาวิตรีให้การว่า เธอเพียงแค่นั่งอยู่ในร้าน ไม่รู้เรื่องราวมาก่อน ถูกกลุ่มหญิงเข้ามาหาเรื่อง โดยกล่าวหาว่าเธอรู้เห็นกับนางจุฑามาศ และกล่าวหาว่าเคยด่ากันมาก่อน จากนั้นก็ลงมือทันที โดยระหว่างเหตุการณ์ยังพูดท้าทายเสียงดัง “กฎหมายทำอะไรกูก็ไม่ได้!” สร้างความหวาดกลัวให้กับคนในร้านอย่างมาก เธอยังเล่าด้วยว่า ถูกกัดที่ราวหน้าอกจนเป็นรอยฟกช้ำ และมีแผลถลอกหลายจุด

แม้มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่วันเกิดเหตุ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการเรียกตัวคู่กรณีมาสอบสวนตามที่แจ้งไว้ ผู้เสียหายพยายามติดตามคดีด้วยตนเอง แต่กลับถูกโยนให้ไปติดต่อร้อยเวรเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่ใดรับผิดชอบอย่างชัดเจน ที่ร้ายไปกว่านั้น ผู้เสียหายยังระบุว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีการโพสต์เฟซบุ๊กข่มขู่ท้าทายต่อเนื่อง ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัย หวั่นจะถูกทำร้ายซ้ำ หรือถึงขั้นเสียชีวิต

ผู้เสียหายทั้งสองจึงต้องออกมาร้องต่อสื่อมวลชน เพื่อเป็นกระบอกเสียง หลังแจ้งตำรวจแล้วคดีเงียบ หวั่นถูกจัดฉากอีกครั้งโดยผู้มีอิทธิพลที่สามารถเคลื่อนไหวได้เสรี ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ทั้งคลิปวงจรปิดและพยานแวดล้อม ถ้าไม่มีสื่อ ไม่มีใครรู้เลยว่าเราถูกทำร้าย ถูกข่มขู่ และกฎหมายไม่สามารถปกป้องเราได้ โดยผู้เสียหายวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะตำรวจพัทยา เร่งดำเนินการตามพยานหลักฐานที่มี และให้ความเป็นธรรมด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชุมนุมเรียกร้องให้ย้ายนายอำเภอท่าแซะใน 24 ชั่วโมง

แชร์เนื้อหานี้


ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ที่หน้าศาลากลางจังหวัดชุมพร ชาวบ้านประมาณ 300 คน นำโดย นายประคอง จิตประสงค์ ตัวแทนกลุ่มทหารผ่านศึกและราษฎรผู้ขาดแคลนที่ดินทำกินใน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ชุมนุมร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เพื่อขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับกรณีมีการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายและการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมเรียกร้องให้ย้าย นายพิศิษฐ์ ฤทธิพิชัยสงคราม นายอำเภอท่าแซะ ออกจากพื้นที่

นายประคองและแกนนำรวม 12 คน ระบุว่าเป็นตัวแทนกลุ่มผู้ขาดแคลนที่ดินทางด้านการเกษตรกว่า 3,064 คน เคยยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อหลายหน่วยงาน โดยมีข้อกล่าวหานายพิศิษฐ์ ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเลือกปฏิบัติในการจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองและกรมป่าไม้ กล่าวหาเกินความเป็นจริง และเลือกปฏิบัติ เข้าจับกุมโดยไม่มีหมายจับและหมายค้นจากศาล อ้างว่าเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้า

แต่กลับไม่ดำเนินการกับบริษัท วิจิตรภัณฑ์ฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเพื่อจัดทำสุสานบรรพบุรุษ ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดซึ่งหน้าเช่นกัน เจ้าหน้าที่ยังละเว้นการจับกุมกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพลที่ลักลอบทำลายต้นปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนเพื่อยึดถือครอบครองที่ดินกว่า 3,000 ไร่ และแรงงานต่างด้าวชาวพม่าที่ลักลอบตัดผลปาล์มน้ำมันในพื้นที่หมดอายุสัมปทานในเวลากลางคืน

ผู้ชุมนุมจึงขอเรียกร้องให้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรพิจารณาโยกย้ายนายอำเภอท่าแซะโดยกล่าวหาว่า 1.นายอำเภอท่าแซะบุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติรับร่อ–สลุย ในบริเวณพื้นที่ของบริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด เพื่อปลูกต้นทุเรียน ซึ่งเป็นการกระทำที่ทุจริตและผิดกฎหมาย 2.นายอำเภอท่าแซะละเว้นการจับกุมดำเนินคดีกับแรงงานต่างด้าวที่เข้ายึดครองบ้านพักคนงานของบริษัทวิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด

และออกเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันในป่าสงวนแห่งชาติ และ 3.นายอำเภอท่าแซะไม่ดำเนินการจับกุมบริษัท วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย จำกัด กรณีจัดทำสุสานบรรพบุรุษในป่าสงวนแห่งชาติรับร่อ–สลุย โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน จากนั้น นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงมารับหนังสือเรียกร้องเพื่อพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ในเวลาต่อมา นายพิศิษฐ์ ฤทธิพิชัยสงคราม นายอำเภอท่าแซะ เปิดเผยว่า ตนทราบเรื่องกรณีชาวบ้านชุมนุมเรียกร้องให้มีการย้ายตนออกนอกพื้นที่แล้ว คิดว่าผู้ชุมนุมคงโกรธแค้นตนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 สุราษฎร์ธานี จับกุมกลุ่มชาวบ้านที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าที่เคยเป็นพื้นที่สัมปทานของบริษัท วิจิตรภัณฑ์ ปาล์มออยล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งหมดอายุการอนุญาตไป

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2558 ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จากนั้น ก็มีการชุมนุมปิดถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้ หมู่ 3 บ้านยายไท ต.สลุย อ.ท่าแซะ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาเจรจาจนมีการเปิดถนนตามปกติ ส่วนที่กล่าวหาตนทั้ง 3 ข้อยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้หมด และตนปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายทุกประการ ไม่มีนอกมีในหรือมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเลย

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือเรียกร้องจากผู้ชุมนุมแล้ว ส่วนเรื่องการโยกย้ายนายอำเภอเป็นอำนาจของส่วนกลาง ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เท่าที่ทราบขณะนี้คือบริษัท วิจิตรภัณฑ์ฯ ที่เคย

ได้รับสัมปทานและหมดอายุการอนุญาตการเข้าใช้พื้นที่ไปแล้ว ยังมีคำสั่งศาลคุ้มครองอยู่ และทางวิจิตรภัณฑ์ฯ ก็ได้ทำเรื่องขอยกเลิกการคุ้มครองพร้อมทั้งขอยกเลิกคดีความต่างๆ ที่เคยฟ้องร้องเกือบหมดแล้ว ซึ่งเรื่องกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ห้วยบังอี่” ระดับน้ำเริ่มลด – เปลี่ยนธงเป็นสีเหลือง เตือนประชาชนเฝ้าระวังต่อเนื่อง

แชร์เนื้อหานี้

​เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 สืบเนื่องจากที่ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ล่าสุด

นายคมเพชร สีดามาตร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วย นายวิรัตน์ เจริญจิตร์ นายอำเภอนิคมคำสร้อย ลงพื้นที่ติดตามระดับน้ำบริเวณสะพานข้ามห้วยบังอี่ อำเภอนิคมคำสร้อย หลังเกิดฝนตก

ต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมจุดกลับรถบริเวณใต้สะพานอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ระดับน้ำในห้วยบังอี่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง การระบายน้ำดำเนินไปได้ด้วยดี ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงในระดับหนึ่ง

ในวันเดียวกัน โครงการชลประทานมุกดาหาร ได้เปลี่ยนสัญลักษณ์เตือนภัยจาก “ธงสีแดง” เป็น “ธงสีเหลือง” หมายถึง ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสภาพอากาศในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเหตุสาธารณภัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุได้ที่ หมายเลข 042-633101 หรือ สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมงสถานการณ์น้ำมุกดาหาร #ห้วยบังอี่ #น้ำท่วมภาคอีสาน #ข่าวมุกดาหาร #ฝนตกหนัก #ระดับน้ำลดแล้ว #ปภมุกดาหาร #ชลประทานมุกดาหาร #ภัยพิบัติ #สายด่วน1784 #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บ้านดอนตัน 100 กว่าหลังคาจมน้ำ ขณะที่เยาวชนฝีพายเรือแข่ง อ.ท่าวังผา ขนน้ำลงเรือแจกจ่ายช่วยชาวบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 – สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะที่ บ้านดอนตัน หมู่ 4 ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา ซึ่งมีชาวบ้านกว่า 100 หลังคาเรือนยังคงอาศัยอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมขัง ระดับน้ำในพื้นที่ยังสูงกว่า 1 เมตร ส่งผลให้ประชาชนต้องย้ายสิ่งของขึ้นชั้น 2 ของบ้านเพื่อความปลอดภัย ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวจำเป็นต้องอพยพไปพักอาศัยอยู่กับญาติในพื้นที่ใกล้เคียงหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และจิตอาสาได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

โดยมีการจัดส่งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเยาวชนฝีพายเรือแข่งจากบ้านสบหนอง อำเภอท่าวังผา ได้นำเรือออกให้ความช่วยเหลือในการขนส่งน้ำดื่มและอาหารไปยังบ้านที่ถูกน้ำล้อม เพื่อส่งต่อถึงมือผู้ประสบภัยที่ยังติดอยู่ภายในบ้าน ดร.เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ได้ลงพื้นที่นำข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมรับฟังปัญหาและให้กำลังใจถึงพื้นที่ด้วยตนเอง

นายเดโชพล คำเขียว ผู้ใหญ่บ้านดอนตัน เปิดเผยว่า ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง แต่บริเวณท้ายหมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและอยู่ติดแม่น้ำ ยังคงมีน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งไร่ข้าวโพดและลำไยรวมกว่า 2,000 ไร่ ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด
ขณะที่หมู่บ้านใกล้เคียงในพื้นที่ ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา

ได้แก่ บ้านสบหนอง บ้านหนองบัว บ้านดอนมูล และบ้านดอนแก้ว ระดับน้ำได้ลดลงอยู่ที่ประมาณ 50-80 เซนติเมตร ส่วนในเขตเทศบาลตำบลท่าวังผา ระดับน้ำได้ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านในการทำความสะอาดบ้านเรือนและถนน เพื่อขจัดคราบโคลนและป้องกันไม่ให้โคลนแห้งกลายเป็นฝุ่นฟุ้งเข้าสู่บ้านเรือน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสำรวจความเสียหายในพื้นที่การเกษตร เพื่อวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อไป ข้อมูลระดับน้ำ ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ในจุดสำคัญต่าง ๆ ของจังหวัดน่าน พบว่าจุดวัดน้ำ N64 บ้านผาขวาง อ.เมืองน่าน: ระดับน้ำ 9.56 เมตร (แนวโน้มลดลง) – เกินระดับวิกฤติ 9.50 เมตร จุดวัดน้ำ N1 หน้า สนง.ป่าไม้ อ.เมืองน่าน: ระดับน้ำ 7.55 เมตร – เกินระดับวิกฤติ 7.00 เมตร จุดวัดน้ำ N13A บ้านไผ่งาม อ.เวียงสา: ระดับน้ำ 7.59 เมตร – เกินระดับวิกฤติ 6.50 เมตร จุดวัดน้ำ N75 สะพานท่าลี่ อ.เวียงสา: ระดับน้ำ 7.02 เมตร (แนวโน้มลดลง) – ต่ำกว่าระดับวิกฤติ 10.00 เมตร

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินสไลด์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2568 ส่งผลกระทบรวม 7 อำเภอ 13 ตำบล 20 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และความเสียหาย
ด้าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้สั่งการให้ทุกอำเภอที่ได้รับผลกระทบเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ และให้หน่วยงานท้องถิ่นจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหาร แจกจ่ายข้าวกล่องให้กับประชาชน

พร้อมทั้งระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตามจังหวัดน่านยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย/ภาพข่าวระพีพร เพชรเจริญ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เกษตรจังหวัดน่าน เตรียมพร้อมช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ศรีวิชัย เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเวียงสา ลงพื้นที่สำรวจ ติดตามสถานการณ์พื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเวียงสา ได้แก่ ตำบลกลางเวียง ตำบลส้าน ตำบลขึ่ง ตำบลน้ำมวบ และตำบลไหล่น่าน โดยในขณะนี้ระดับน้ำในพื้นที่ได้ลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตำบลประสานผู้นำ ดำเนินการสำรวจและรายงานความเสียหายเบื้องต้นให้ทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อให้การช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากดินสไลด์

แชร์เนื้อหานี้

13 กรกฎาคม2568 เวลา 08.30. พล.ม.1 โดย ม.2 พัน.15 ได้จัดชุดบรรเทาสาธารณภัย เข้าดำเนินการตรวจสอบ และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ เป็นเหตุให้สะพานทางเข้าหมู่บ้านขาด จึงไม่สามารถสัญจรหรือเดินทางเข้าออกได้ โดยมอบข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่มและยาสามัญประจำบ้าน พร้อมทั้งปรับพื้นที่ทำทางเข้าออกชั่วคราวให้กับชาวบ้าน เบื้องต้นชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจำนวน 172 คน 52 หลังคาเรือน โดยมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวน 2 ราย จึงให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ณ บ้านห้วยเลา ม.7 ต.เชียงของ อ.นาน้อย จ.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จนท.ลงพื้นที่จัดระเบียบสังคมในสถานบริการและสถานประกอบคล้ายสถานบริการ จำนวน 4 แห่งของ จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายพิษณุ ประภาธนานันท์ ปลัดจังหวัดลพบุรี มอบหมายให้ที่ทำการปกครองจังหวัดลพบุรี (กลุ่มงานความมั่นคง)

นำโดย นายยศวิน บำรุงเวช ป้องกันจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยผู้ช่วยป้องกันจังหวัดลพบุรี นำสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลพบุรี และที่ทำการปกครองอำเภอเมืองลพบุรี ลงพื้นที่จัดระเบียบสังคมในสถานบริการและสถานประกอบคล้ายสถานบริการ จำนวน 4 แห่ง ดังนี้ ยุ้งข้าว สุขโข สโมสร ฅนกลางคืนพานร บาร์ แอนด์ เรสเตอรอง (เซเลป)

ทั้งนี้ได้มีการแนะนำผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายและต้องดำเนินการห้ามมิให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปใช้บริการ ห้ามนำอาวุธ และ สิ่งผิดกฎหมาย เข้าไปในสถานบริการ รวมถึงห้ามมิให้มีการเสพหรือจำหน่ายยาเสพติดอย่างเด็ดขาดรวมถึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่มีลักษณะเป็นสถานประกอบ

การคล้ายสถานบริการว่าให้ปฏิบัติตามกฏหมายและต้องต่อใบอนุญาต จำหน่ายยาสูบ และใบอนุญาตจำหน่ายสุราก่อนหมดอายุทุกครั้ง ผลการดำเนินการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และไม่พบการ กระทำอันผิดกฏหมาย และจะได้ทำการออกตรวจสอบอยู่เป็นระยะเพื่อป้องกันการกระทำความผิดต่อกฎหมาย

    สนอง แท่นสูงเนิน
    ผอ.ศูนย์ข่าวฯ และอนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัยรุ่น 17 ปี ปืนลั่นใส่เพื่อนดับคาวงเหล้า ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา / แม่ค้าตลาดชุมชนมุกดาหารเจอแบงก์ปลอม 100 บาท หยดน้ำสีหลุดติดมือ

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ขณะที่ กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวนั่งดื่มสุราภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.โชคชัย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ได้มีนายธร (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี หยิบปืนที่เพื่อนในกลุ่มนำมาวางไว้ตรงหน้าขึ้นมาเล่น และปืนได้ลั่นใส่นายวัด (นามสมมุติ) บริเวณหน้าอกซ้าย 1 นัด จนล้มฟุบไปเพื่อนในกลุ่มจึงได้ช่วยกันนำขึ้นรถส่งโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย แต่ปรากฏว่าผู้ถูกยิงได้เสียชีวิตแล้ว

    นายธร ให้การยอมรับว่าทำปืนลั่นจนมีผู้เสียชีวิตจริง โดยก่อนเกิดเหตุตนได้ถูกชักชวนไปบ้านเพื่อน ซึ่งภายในบ้านมีการนั่งดื่มเหล้ากัน 5 คน ต่อมาเพื่อนคนหนึ่งนำปืนแบบแมกกาซีนออกมาโชว์ ก่อนนำมาวางไว้ตรงหน้า ตนคิดว่าไม่มีลูกจึงหยิบขึ้นมาเล่น และปืนเกิดลั่นใส่นายวัด บริเวณหน้าอกซ้าย 1 นัด ท่ามกลางความตกใจของเพื่อนๆในวงเหล้า และได้ช่วยกันนำตัวนายวัด ส่งโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย แต่ปรากฏว่าเสียชีวิตแล้ว

    ขณะที่ นางสาวดาว (นามสมมุติ) มารดาของผู้เสียชีวิตให้สัมภาษณ์ว่าไม่เชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ เพราะจุดที่โดนยิงคือบริเวณสำคัญ อีกทั้งเพื่อนของลูกชายยังระบุว่า ผู้ก่อเหตุมากับเจ้าของปืน และได้หยิบปืนที่ขึ้นลำไว้แล้วขึ้นมายิงลูกชายตนทันที จนทำให้เสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาต่อนายธร และนำศพของผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง

    ยิงกันตาย #วัยรุ่นมุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #นิคมคำสร้อย #มุกดาหาร #ปืนลั่นหรือเจตนา #สลดวงเหล้า #ข่าวอาชญากรรม #เสียชีวิต #เด็กวัยรุ่น #ข่าววันนี้ #อุบัติเหตุหรือฆาตกรรม #ข่าวด่วนวันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

    มุกดาหาร​ -​เตือนภัย! แม่ค้าตลาดชุมชนมุกดาหารเจอแบงก์ปลอม 100 บาท หยดน้ำสีหลุดติดมือ

    เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนางนงลักษณ์ แม่ค้าขายอาหารในตลาดชุมชนบ้านหนองแวงน้อย ต.โชคชัย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ว่าถูกมิจฉาชีพนำธนบัตรปลอมชนิดราคา 100 บาท มาซื้อของ โดยอาศัยช่วงเวลาเย็นที่มีลูกค้าจำนวนมาก

    นางนงลักษณ์เผยว่า เหตุเกิดเมื่อเย็นวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีลูกค้ารายหนึ่งมาซื้อของราคาหลักสิบบาท แล้วจ่ายด้วยธนบัตร 100 บาท ซึ่งตนก็ทอนเงินตามปกติ กระทั่งช่วงหลังร้านเริ่มว่าง ขณะนับเงินที่เปียกน้ำ สีแดงจากธนบัตรหลุดติดมือ และเมื่อลองหยดน้ำซ้ำลงบนธนบัตร พบว่าสีจางและหลุดอีกครั้ง ทำให้มั่นใจว่าเป็น “แบงก์ปลอม”

    หลังเกิดเหตุ ได้นำธนบัตรปลอมใส่ถุงพลาสติก พร้อมเขียนข้อความ “เงินปลอม” แปะไว้ให้ลูกค้ารายอื่นเห็น เพื่อให้รู้เท่าทัน และไม่ตกเป็นเหยื่อซ้ำอีก

    เตือนภัยแบงก์ปลอม #แม่ค้าตลาดชุมชน #โชคชัย #นิคมคำสร้อย #มุกดาหาร #ข่าวท้องถิ่น #ระวังเงินปลอม #มิจฉาชีพ #ตลาดชุมชนบ้านหนองแวงน้อย #เงินปลอม100บาท #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์ เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมายและชื่นชมโรงงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2568 บริษัท อุตสาหกรรมโคราชจำกัด (โรงงานน้ำตาลพิมาย) โดยคุณประเสริฐ เสถียรถิระกุล ประธานกรรมการ และคุณมงคล เสถียรถิระกุล กรรมการผู้จัดการ มอบหมายให้ นายสมบูรณ์ จาตุรชาต ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาอ้อย

    พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานโรงงานน้ำตาลพิมาย ให้การต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมาย ชาวหมู่บ้านหนองปล่อง ,หนองหัวลาว,หนองตาเสาร์,โคกขาม,สำโรง,ดอนหวาย,หนองใหญ่,ตาเหล็ง อีกหลายหมู่บ้าน จาก อ.ชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้เดินทางมาเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการพัฒนาสังคมของโรงงานน้ำตาลพิมาย

     ในการเยี่ยมชมครั้งนี้ คณะผู้เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมาย ได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสีย การควบคุมคุณภาพอากาศ การจัดการของเสีย และการนำทรัพยากรเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ (Zero Waste) โดยเฉพาะการใช้กากอ้อยและเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นพลังงานทดแทน  นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมพื้นที่จริง เช่น การจัดการมลพิษทางอากาศที่ระบายออกจากปล่องหม้อไอน้ำ  พื้นที่จัดเก็บกองกากอ้อย  การจัดการผันน้ำของโรงงาน  และชมการพัฒนาชุมชนรอบโรงงานน้ำตาลพิมาย  คณะผู้เยี่ยมชมโรงงานน้ำตาลพิมาย  ได้แสดงความชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของโรงงานน้ำตาลพิมาย ในการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  อันจะส่งผลดีต่อชุมชนและระบบนิเวศโดยรอบในระยะยาว
    หลังจากได้รับทราบข้อมูลและลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในจุดต่าง ๆ  คณะผู้เยี่ยมชมโรงงานฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าโรงงานมีการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้  และให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การได้รับความไว้วางใจจากผู้เยี่ยมชมครั้งนี้ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงงานน้ำตาลพิมาย  มุ่งมั่นพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อชุมชนและสังคมโดยรอบอย่างมั่น

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สป้า 62 ร้องผู้ว่าโคราชเชือดกำนันแหนบทองคำ หลอกสวมชื่อที่ดิน สปก. สูญเงิน 2.2 แสน จ่อลงโทษทางวินัย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางลมหวน คลื่นสูงเนิน อายุ 62 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา พร้อมครอบครัว หอบเอกสารยื่นขอความเป็นธรรมกับ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมภ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กรณีถูกกำนันรางวัลแหนบทองคำนายหนึ่ง ร่วมขบวนการกับผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นอาจารย์ระดับด๊อกเตอร์ และเจ๊ใหญ่ หลอกลวงเงินรวม 220000 บาท อ้างว่าสามารถทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในเอกสารสิทธิ์ สปก. (ใบจริง) เพื่อเป็นเจ้าของที่ดิน สปก. โดยสมบูรณ์ จากนั้นจะสามารถนำใบจริง สปก. ที่เป็นชื่อของป้าลมหวน ไปดำเนินการทำเรื่องลงทะเบียนเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินตามนโยบายรัฐบาลได้ แต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ต้องสูญเสียเงินเปล่า จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีกับกำนัน และผู้ร่วมขบวนการ รวม 3 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง

    โดยมีปลัดอาวุโส ปฏิบัติหน้าที่หน้าห้อง รับเรื่องเพื่อเสนอให้ผู้ว่าฯทราบ
    เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ นางลมหวน ใช้เงินเก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต ซื้อที่ดิน 13 ไร่ ต่อจากเจ้าของเดิม ในราคาไร่ละ 90000 บาท รวมเป็นเงิน 1170000 บาท แต่เป็นที่ดินเอกสารสิทธิ์ สปก. ต่อมามีกำนันแหนบทองคำรายหนึ่งมาติดต่ออ้างว่า สามารถทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในเอกสารสิทธิ์ สปก. จากชื่อของเจ้าของเดิม เป็นชื่อของนางลมหวนได้ โดยมีผู้ร่วมขบวนการ ทั้งอาจารย์ด๊อกเตอร์และเจ๊ใหญ่ อ้างตัวว่า รู้จักสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ สปก.โคราช ช่วยทำเรื่องให้ แต่มีค่าดำเนินการทำเอกสารใหม่ทั้งหมดเป็นเงิน 120000 บาท จึงตกลงทำพร้อมกับจ่ายเงินก้อนแรก เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566

    ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2566 มีผู้หญิงอ้างว่าเป็นอาจารย์ระดับด๊อกเตอร์ ถือเอกสารใบ สปก.ตัวจริง (ใบแข็ง) ที่ยังเป็นชื่อของเจ้าของเดิม (ยังเปลี่ยนชื่อไม่ได้) มาหานางลมหวน อ้างว่า มีคนนำใบ สปก.ฉบับนี้ เอาไปกู้เงิน 100000 บาท ถ้าอยากได้ใบ สปก.(ใบแข็ง)คืน ก็ให้จ่ายเงินมา 100000 บาท นางลมหวนกลัวว่าจะไม่ได้ใบ สปก.คืน จึงยอมจ่ายเงินให้ เพราะกลัวจะไม่ได้อะไรเลย เพราะลงทุนซื้อที่ดินในราคา 1170000 บาท และจ่ายเงินไปครบแล้ว

    สุดท้ายมารู้ว่า กำนันแหนบทองคำ อาจารย์ด๊อกเตอร์ และเจ๊ใหญ่ ผู้ร่วมขบวนการรวม 3 คน มาหลอกเอาเงินรวมทั้งสิ้น 220000 บาท ซ้ำยังไม่สามารถทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในใบ สปก.ได้ จึงนำหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 3 คน ที่ สภ.หนองบุญมาก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566
    ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ตำรวจสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง จนสรุปสำนวนคดีส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องศาล ขณะที่ทางอำเภอหนองบุญมาก หน่วยงานปกครอง มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดกำนันแหนบทองคำรายนี้ เพราะเป็นตัวการสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน และน่าเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการ มีชาวบ้านหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อมาแล้วหลายราย

    ก่อนหน้านี้ นายพงษ์เทพ จันทร์นอก นายอำเภอหนองบุญมาก ชี้แจงว่า ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้พบว่า มีมูลความผิด กำนันรายนี้มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายหลอกลวงชาวบ้านจริง อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ก่อนเสนอเรื่องถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนแล้ว
    ด้าน กำนันรางวัลแหนบทองคำ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ได้แจ้งทางโทรศัพท์ว่า ขอรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมจะคืนเงินทั้งหมดแก่ นางลมหวน ผู้เสียหาย แต่อยู่ระหว่างการหารวบรวมเงินก่อน.

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทับสะแกยังไม่จบ ! ชาวบ้านฮือขับไล่และขัดขวางเจ้าอาวาสองค์ใหม่ “วัดโบสถ์เหรียญบาท” ที่จะเข้ามาดูแล ประจันหน้ามวลชนทั้ง 2 ฝ่าย แต่วืดหลังชาวบ้านไม่ให้เข้ากุฏิ ยันไม่ถอยพร้อมปักกรดหน้าอุโบสถ์สู้

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านทุ่งเคล็ด หรือ วัดโบสถ์เหรียญบาท หมู่ 3 ต.นาหูกวาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับพระภิกษุอีกครั้งหลังจากที่ผ่านมามีการรวมตัวขับไล่เจ้าอาวาสองค์ใหม่ จากกรณีมี คำสั่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด ที่ ๐๐๕/๒๕๖๘ อนุญาตให้พระประสิทธิ์ สัญจร เข้าอยู่วัดบ้านทุ่งเคล็ด

    โดยมีบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ในมาตรา 38 ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

    ล่าสุดที่ผ่านมา เมื่อเย็นวานนี้ (16.00 น.) พระครูประชา พลากร รองเจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดนาล้อม พร้อมคณะสงฆ์ อำเภอทับสะแก และชาวบ้านผู้สนับสนุน ได้เดินทางไปส่ง พระประสิทธิ์ สัญจร เจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ดองค์ใหม่ และนำป้ายไวนิลที่มีหนังสื่อแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสไปติดตั้ง แต่ไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้

    เนื่องจากโดนชาวบ้านนับ 100 ขับไล่ และขัดขวางไม่ให้เข้า ขณะที่ทนายความของวัดพยายามแสดงเหตุผลโต้แย้งการแต่งตั้งโดยอ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีชาวบ้านแสดงความคิดเห็นคัดค้านเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ท่ามกลางการรักษาความสงบเรียบร้อยจากกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทับสะแก และ เจ้าหน้าที่ อส.รวมถึงฝ่ายปกครอง อำเภอทับสะแก เข้ารักษาความสงบ

    และในช่วงเวลา 23.00 น.เศษ เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากเจ้าอาวาสองค์ใหม่พร้อมชาวบ้านได้ปักกลดอยู่บริเวณหน้าอุโบสถ์ แต่คณะกรรมการวัดชุดเจ้าอาวาสองค์เก่า ได้ให้ย้ายออกเนื่องจากเป็นเขตอภัยทานไม่สามารถมานอนพักค้างแรมได้จนได้มีการ กระทบกระทั่งกันอีกรอบ โดยทั้ง 2 ฝั่ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็น

    ญาติพี่น้องกันและคนในหมู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน และเป็นผู้สนับสนุนพระทั้ง 2 ฝ่าย ได้ประทะคารมกันและได้กระทบกระทั่งกันเล็กน้อยจนเจ้าหน้าที่ได้เข้า แยกย้าย ต่อมาเวลาประมาณ 24.00 น. ว่าที่เจ้าอาวาสองค์ใหม่และชาวบ้านที่สนับสนุนต่างแยกย้ายกับออกจากวัดบ้านทุ่งเคล็ดไป

    นายวัฒนา ฉั่วเจริญ อายุ 51 ปี ไวยาวัจกร วัดบ้านทุ่งเคล็ด กล่าวว่า ชาวบ้านบ้านทุ่งเคล็ด ต้องการพระมีคุณสมบัติที่ดีมีความพร้อม หรือต้องเข้ากับชาวบ้านให้ได้ ต้องมีมุทิตา อุเบกขา ซึ่งตนเองไม่ต้องการให้วัดเสียหายมากไปกว่านี้ จึงขอให้ทุกฝ่ายตรวจสอบคุณสมบัติของเจ้าอาวาสองค์ใหม่ว่าที่ผ่านมาเคยถูกดำเนินคดีทางอาญามาก่อนหรือไม่ จากนั้นจะต้องมีการเจรจากับญาติโยมที่บ้านทุ่งเคล็ด หากพบว่ามีปัญหาชาวบ้านก็ยอมรับไม่ได้

    //////////////////

    ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านรวมตัวปิดถนน เพชรเกษมทำให้รถติดยาว 15 กิโลเมตร

    แชร์เนื้อหานี้

    ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น ชาวบ้านรวมตัวร่วม 500 คนปิดถนน เพชรเกษม บริเวณสำนักงานป่า หน่วย

    ป้องกันรักษาป่าที่ชุมพร 2 บ้านยายไท พื้นที่ในการปิดถนน ม3 ต หงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ทำให้รถที่เดินทางลงใต้จอดติดเป็นทางยาว ถึง 15 กิโลเมตร จากรณีที่

    เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้าควบคุมตัว ผู้กระทำความผิด จำนวน 12 ราย นายประคองจิตประสงค์ นางสาวอารีย์ พัฒนา นายพะเยาว์ ยุตติมิตร นางสาววารุณีเดชบุญภพ

    นายประยูรนวลศรี นายอารมณ์ จันทร์คง นายสมชายโยมรัตน์ ร้อยตำรวจโทวันชัย รัก คลี่ นายชุมพล ทอดสวาสดิ์ นายธนวัฒน์ โพธิสาร นายวัชรศักดิ์นพรัตน์ นาย นายวิฑูรย์กลับดี

    เจ้าหน้าที่ป่ไม้ได้แจ้งข้อล่าวหาว่าบุรุกพื้นที่ป่าสงวน รับร่อ สลุย แห่งชาติ จึงได้นำตัวมาบันทึการจับกุมที่สำนักงานป่า หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ชุมพร 2 บ้านยายไท

    ต่อมาประชาชนได้มาเรียร้องให้ปล่อยตัวแกนนำทั้ง 12 รายโยระทารปิดถนนและขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรมาให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ไม่ผิด

    นายเธียร ชูกิตติวิบูลย์ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางไปทำบันทึกที่สภ สลุย อ ท่าแซะ จังหวัดชุมพร เพื่อ

    ที่จะให้ผู้ต้องหาได้ต่อสู้ตามกระบวนการตามกฏหมายโดยทำการบันทึกและประกันตัวออกมาเพื่อดำเนินการต่อสู้กันทางกฎหมายต่อไป

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ธรรมาภิบาลมุกดาหาร” ลงสอดส่องงานสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งห้วยแข้ พบอาจไม่ได้มาตรฐาน

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ปรึกษาและกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร (ก.ธ.จ.มุกดาหาร) ได้ลงพื้นที่สอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณห้วยแข้ ซอยทิพย์นาม เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร พบข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับคุณภาพงานที่อาจไม่เป็นไปตามแบบและข้อกำหนดในสัญญาจ้าง

    โดยจุดที่พบความผิดปกติ คือ คอนกรีตแตกร้าวหลายแห่ง , ฐานคอนกรีตรองรับเสาราวกันตกซึ่งตามสัญญาระบุชัดเจนว่าต้องมีความสูง 10 เซนติเมตร ใช้น็อตสกรูยาว 18 เซนติเมตร แต่จากการตรวจสอบพบว่าในหลายจุดมีความสูงของคอนกรีตระหว่าง 12-18 เซนติเมตร และใช้น็อตสกรูยาวเกินกว่าที่กำหนด โดยพบว่ามีการใช้น็อตเชื่อมติดกับเหล็กข้ออ้อย ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและไม่เป็นไปตามแบบแปลนที่กำหนด

    โครงการก่อสร้างดังกล่าว หากไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและไม่ได้มาตรฐานนักวิชาการ อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายในอนาคต เช่น ความไม่มั่นคงของราวกันตก ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และปัญหาอื่นๆ ดังนั้น คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างก่อสร้างและผู้ควบคุมงานจึงควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้งาน

    กรณีดังกล่าวจึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

    ทั้งนี้ ที่ปรึกษาและกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหารจะได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชนต่อไปมุกดาหาร #คณะกรรมการธรรมาภิบาล

    จังหวัด #เขื่อนป้องกันตลิ่งริมห้วยแข้ #เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร #โครงการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน #ราวกันตก #ตรวจสอบความปลอดภัย #สอดส่องภาครัฐ #ประโยชน์สุขของประชาชน #ความปลอดภัยสาธารณะ #ผู้ควบคุมงาน #คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ #สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร #มุกดาหาร #กรมโยธาธิการและผังเมือง #กระทรวงมหาดไทย #ปปท #ปปช #สตง #สำนักนายกรัฐมนตรี #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อบจ.เชียงราย เร่งเข้าช่วยผู้ประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก มอบน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมลุยฟื้นฟูพื้นที่ ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 27 มิถุนายน 2568 จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากใน ตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรได้รับ

    ความเสียหายอย่างหนัก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะรองผู้อำนวยการจังหวัด ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ไม่ได้นิ่งนอนใจ

    เร่งระดมกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นการเร่งด่วน โดยมีนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ

    ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายอาทิตย์ รู้ทำนอง

    สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเทิง เขต 1 นายสุชัด เสนคำ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเทิง เขต 2 นายสุใจ เชื้อเมืองพาน

    สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอพญาเม็งราย เขต 1 บุคลากรกองป้องกันเเละบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และกองสาธารสุของค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ในครั้งนี้

    สถานการณ์น้ำป่าที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก ประชาชนจำนวน

    มากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค เนื่องจากระบบประปาได้รับความเสียหายและมีโคลนจำนวนมากทับถม

    เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดส่งรถน้ำขนาดใหญ่เข้าพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถนำน้ำไปใช้ในการอุปโภค

    ล้างทำความสะอาดบ้านเรือนที่เต็มไปด้วยโคลน และใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียม ถุงยังชีพ ซึ่งประกอบด้วยสิ่งของที่จำเป็น และที่สำคัญ

    คือ น้ำดื่มสะอาด จำนวนมาก เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความขาดแคลนด้านปัจจัยพื้นฐาน

    นอกจากทรัพยากรที่ส่งเข้าสนับสนุนแล้ว บุคลากรขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ยังได้ลงพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการสำรวจความเสียหาย

    และวางแผนการฟื้นฟูในระยะต่อไป การช่วยเหลือในครั้งนี้มุ่งเน้นการบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นอย่างครอบคลุม และรวดเร็วที่สุด

    เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกท่าน

    และยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็น

    ปกติสุขอบจเชียงรายเชียงราศูนย์บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จนโยบายศูนย์บริหารจัดการสาธารณภัยแบบเบ็ดเสร็จ(PDOSS)

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่เฒ่าวัย 74 ปี ถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อรายงาน เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ จากกรณี แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน

    ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปี

    ลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า
    เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

    วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เวลา 13.30 น. นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และผู้แทนนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งประสบอุบัติเหตุ อยู่ระหว่างพักรักษาตัว ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และต้อง

    เลี้ยงดูบุตรชายที่ประสบอุบัติเหตุ ป่วยติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ในพื้นที่ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในโอกาสนี้ เหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000 บาท ถุงยังชีพ จำนวน 1 ชุด และผ้าห่ม จำนวน 1 ผืน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในเบื้องต้ น

    นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ ลูกสาวป้าแต๋ว เล่าว่า อาการของแม่ยังไม่ดีขึ้น หลังจากที่รับการรักษาที่โรงพยาบาล กลับมาที่บ้านก็มีอาการบวมที่แผลและบอกว่าออกร้อนบริเวณที่แผล และไม่สามารถนอนได้เพราะมีอาการเจ็บ ปวดที่ขาที่หักสาเหตุที่เกิดจากรถชน และยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบก็หมดได้เก็บตัวอย่างไป

    ซื้อมารับประทานเพิ่มก็ยังไม่ดีขึ้น ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูล

    บาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์
    วอนผู้ใจบุญบริจาคช่วยเหลือให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ในโค กระบือ แพะ พื้นที่เสี่ยง

    แชร์เนื้อหานี้

    ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้แก่ โค กระบือ และแพะ ของเกษตรกรในหมู่บ้านชายแดนของ 4 อำเภอ แล้ว 2,152 ตัว

    นายสัตวแพทย์ธีร์ พูดเพราะ ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าตามที่มีข่าวผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ในจังหวัดมุกดาหาร กรมปศุสัตว์จึงสั่งการให้จังหวัดชายแดนได้เข้มงวดดำเนินการป้องกันโรคในสัตว์ เนื่องจากโรคแอนแทรกซ์เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

    ที่ทำให้สัตว์ป่วยและตายกระทันหัน ซากจะนิ่ม เน่าอืดเร็ว โดยจะเริ่มแสดงอาการหายใจลำบาก เดินโซเซ กล้ามเนื้อสั่น และอาจจะเห็นมีเลือดออกทางปาก จมูก และทวาร ซึ่งเลือดจะมีกลิ่นเหม็นและไม่แข็งตัว โดยโรคนี้จะสามารถติดต่อได้จาก การหายใจเอาสปอร์ของเชื้อโรค การกินหญ้าที่มีสปอร์ของเชื้อโรค หรือการสัมผัสเชื้อโรคทางบาดแผล หรือผิวหนังเยื่ออ่อน

    ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ พื้นที่ชายแดนทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอบุ่งคล้า และอำเภอบึงโขงหลง ร่วมกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้แก่ โค กระบือ และแพะ ของเกษตรกรในหมู่บ้านชายแดน

    ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อป้องกันการเกิดโรคแอนแทรกซ์ในสัตว์ ซึ่งได้ฉีดวัคซีนให้แก่ โค กระบือ และแพะ ยอดสะสม ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2568 จำนวน 2,152 ตัว คิดเป็นร้อยละ 71.73 ของเป้าหมาย 3,000 ตัว โดยเป็นโคเนื้อ จำนวน 1,309 ตัว กระบือ จำนวน 821 ตัว และ แพะ จำนวน 22 ตัว และจะเร่งดำเนินการให้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดโดยเร็ว เพื่อให้เกิดภูมิกันฝูงที่สามารถป้องกันโรคในสัตว์ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคแอนแทรกซ์เป็นโรคสัตว์ติดคน แต่ไม่เคยมีรายงานการเกิดโรคในสัตว์ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ และจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มข้นและอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันก็ไม่พบการเกิดโรคในสัตว์แต่อย่างใด เพื่อความปลอดภัย จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนชาวจังหวัดบึงกาฬ

    หากพบสัตว์ป่วยที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโดยด่วน และขอให้บริโภคเนื้อสัตว์ที่มีการฆ่าในโรงฆ่าสัตว์ที่มีใบอนุญาต ผ่านการตรวจจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ประจำโรงฆ่าสัตว์แล้ว และสถานที่จำหน่ายสะอาดหรือได้รับการรับรองปศุสัตว์โอเค (ปศุสัตว์ OK) และบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกเท่านั้น

    ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล จ.บึงกาฬ รายงาน

    ​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น้ำป่าหลากตัดขาดถนนสายหลักมุกดาหารจาก อ.ดงหลวงไป อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568​ นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดงหลวง และเจ้าหน้าที่ ปภ. อบต.พังแดง

    ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหายจากฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากอย่างต่อเนื่องในหลายวันที่ผ่านมาโดยพบว่า ทางหลวงหมายเลข 2287

    ซึ่งเชื่อมระหว่าง อำเภอดงหลวง – อำเภอเขาวง ถูกน้ำซัดขาดหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณจุดก่อสร้างสะพานข้ามห้วยมะนนท์ (ต.พังแดง)

    และสะพานข้ามห้วยอีเลิศ (บ้านติ้ว-พังแดง) เส้นทางเบี่ยงถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรได้

    ขณะที่บริเวณ บ้านโพนไฮ – โพนสว่าง (ต.หนองแคน) แม้ยังสามารถสัญจรได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำกัดเซาะจนขาดเช่นกัน

    นายอำเภอดงหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานรับผิดชอบเร่งเข้าซ่อมแซม

    และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว โดยให้ใช้เส้นทางรองผ่านหมู่บ้านใกล้เคียงแทนเพื่อความปลอดภัย

    น้ำป่าหลาก #ถนนขาดมุกดาหาร #ดงหลวง #เขาวง #กาฬสินธุ์ #ฝนตกหนัก #ภัยพิบัติธรรมชาติ #ข่าววันนี้​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เพลิงไหม้บ้าน 2 ตายาย นอนหลับอยู่ในบ้าน รู้สึกตัวร้อนลุกขึ้นมาจะเปิดไฟเปิดพัดลม เห็นควันไฟรีบวิ่งหนี หวิดถูกไฟครอกเสียชีวิตคู่

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 12 มิถุนายน 2568 เวลา 00.10 ที่ ศูนย์วิทยุ ภูธรจังหวัด 191 ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ ในเขตเทศบาลตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จึงวิทยุแจ้งประสานที่ สภ.อุทุมพรพิสัย จากนั้นได้ขอความช่วยเหลือจากรถดับเพลิง ทั้งเทศบาลตำบลกำแพง, เทศบาลตำบลสระกำแพงใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ระดมเข้าช่วยเหลือในการดับเพลิง

    ที่บ้านเลขที่ เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านเลขที่ 252/2 ชุมชนฝั่งธน หมู่ 7 ตำบลกำแพง ซึ่งเป็นบ้านของ นางคำพอง ผกาแดง อายุ 63 ปี บ้านที่เกิดเหตุอยู่ติดกับโรงเรียนจีน เคียวนำ ขณะเร่งฉีดน้ำเข้าดับเพลิง พบว่ามีผู้ที่หนีออกมาจากกองเพลิง ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อ นายสถิตย์ ผกาแดง อายุ 65 ปี และนางคำพอง ผาแดง อายุ 64 ปี

    ทั้งคู่เป็นสามีภรรยา ได้รับบาดเจ็บถูกไฟลวก ต้องเร่งนำส่ง รพ.อุทุมพรพิสัย เพื่อรับการรักษา ส่วนการดับเพลิงเจ้าหน้าที่ได้เร่งฉีดน้ำเข้าดับเพลิง ใช้เวลาราว 45 นาที เพลิงจึงสงบลง ก่อนที่จะปิดกั้นเขตแนว รอการตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในช่วงเช้า จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องคาดว่าน่าจะเกิดเจากไฟฟ้ารัดลงจร ขณะที่ 2 ตายาย นอนหลับอยู่ ซึ่งในรุ้งเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ได้เข้ามาตรวจดูสภานที่บ้านถูกไฟไหม้ ซึ่งวอดหมดทั้งหลัง พร้อมทีวี ตู้เย็น พัดลม รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่สามารถนำออมาได้เลย เพราะเกิดเหตุในช่วงเที่ยงคืนเล็กน้อย และบ้านมีคุณตา กับคุณยาย นอนพักอาศัยอยู่เพียง 2 คน

    คุณยาย นางคำพอง ผกาแดง อายุ 64 ปี เล่าให้ฟัง ว่า ขณะที่เกิดเหตุ ตนกับตา นอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องนอน รู้สึกร้อนๆ ตามร่างกาย จึงตกใจตื่น ไปเปิดไฟฟ้าส่องสว่างดู แต่เปิดไม่ติด แต่พบมีกลุ่นควัน กลิ่นของไฟไหม้ จึงมองออกไปนอกห้องนอน ก็พบว่า ไฟกำลังไหม้ รีบปลุกตาให้ตื่น ก่อนที่จะวิ่งหนีออกมานอนบ้าน พบว่าไฟกำลังไหม้บ้าน

    จึงร้องตะดกนขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านใกล้เคียง ร้องขอให้โทรศัพท์แจ้งดับเพลิงให้ด้วย ส่วนตาตกใจสุดขีด ไม่วิ่งมาออกทางประตู กลับเปิดหน้าต่าง กระโดดลงทางหน้าต่างออกมานอกบ้าน ดีที่บ้านไม่สูงนัก ตนและตา ถูกไฟลวกตามร่างกาย แขนขา ใบหน้า ดีที่ตื่นนอนขณะไฟกำลังเริ่มไหม้ หากนานกว่านี้ สงสัยถูกไฟเผาตายทั้งคู่เลย แต่บ้านตอนนี้วอดไปทั้งหลัง พร้อมทรัพย์สินทั้งหมด เอาอะไรออกมาได้เลย
    //////////////////////

    ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรี ลงพื้นที่บริเวณหลังตลาดบูรนาการคืนและล้างทำความสะอาดฟุตบาททางเท้าและคืนพื้นผิวจราจรให้ประชาชน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น บริเวณหลังตลาดสดหมอพนัส นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร พร้อมด้วย สส. วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1, นายเจริญโชค พรหมชุติมา นายอำเภอเมืองชุมพร, นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร, นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร, นายสายันย์ หัสรินทร์ รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร เจ้าหน้าทีตำรวจจราจรเมืองชุมพร เจ้าหน้าที่ เทศกิจเมืองชุมพร ลงพื้นที่บริเวณหลังตลาด ร่วมบูรนาการคืนทางเท้าและล้างทำความสะอาดฟุตบาททางเท้าและคืนพื้นผิวจราจรให้ประชาชน

    โดยเก็บและเคลื่อนย้ายสิ่งของอุปกรณ์โต๊ะรถเข็นขายของออกจากผิวจราจร จัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อมอบความ สวยงามของบ้านเมืองชุมพรและความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดทีแออัด ติดกับ

    ตลาดสดเอกชน มีการตั้งสิ่งของทั้งบนทางเท้า บนถนน จนดูเกะกะ กีดขวางทางเดิน ช้องทางการจรจร ทำให้ สกปรกหมักหมมไปด้วยสิ่งปฏิกูล มีกลิ่นเหม็น กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค และทำให้ท่อน้ำอุดตัน แม้ที่ผ่านมาทางเทศบาลจะเข้าดำเนินการจัดระเบียบมาหลายครั้งแล้ว แต่ผ่านไปเพียงวันเดียวก็กลับสภาพมาเหมือนเดิม จนมีประชาชน นักท่องเที่ยว ที่ผ่านมาพบเห็นถ่ายภาพนำไปลงประจานในสื่อโซเชียลมาตลอด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดชุมพรมาอย่างต่อเนื่อง

    โดยการจัดระเบียบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจัดระเบียบตามประกาศ ก็ยังมีร้านค้าแผงลอยฝ่าฝืนคำสั่งอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการรื้อและยกขนย้ายนำไปเก็บ บางรายเจ้าหน้าที่ทำการขนย้ายไปส่งให้ที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้

    จาก การรีวิวในโซเชียลเน็ตเวิร์ค นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชุมพรรีวิวทางเดินฟุตบาทของอำเภอเมืองชุมพรไม่สามารถเดินได้สะดวก เพราะมีรถจอดบน ฟุตบาท และยัง มีการวางขายของเต็มฟุตบาท ไม่มีความสะอาดของบ้านเมืองวันนี้นายกศรีชัยนายกเทศมนตรีเมืองชุมพรได้รับตำแหน่งเป็นวันแรกจึงลงพื้นที่ตรวจสอบและได้นำทีมงานล้างถนนหลังตลาด และยึดยกสิ่งของที่กีดขวาง ที่วางอยู่บนฟุตบาทและพื้นผิวถนนที่รุกล้ำออกมาจากเส้นสีเหลืองที่ตีเส้นไว้ให้วางขายของแต่ได้
    ล้ำออกมาโดยมีเจ้าของเฝ้าดูหรือทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จราจร ดำเนินการได้เต็มและให้เจ้าหน้าที่ 
    
    ล้างพื้นผิวถนนและลอกท่อระบายน้ำที่ถูกแม่ค้าตั้งตู้ตั้งเคาน์เตอร์ขายของขวางทางท่อน้ำในวันนี้จะได้ลอกท่อเพื่อให้น้ำทิ้งได้ระบายได้ทันเพราะเป็นจุดที่น้ำท่วมขังอยู่ตลอดในช่วงฝน
    นาย ศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าว จริงๆแล้วเราผ่อนผันมานาน เพราะเราเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่มีที่ขายแต่การผ่อนผันของเรา พอเราให้โอกาสปรากฏว่าทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากวันนี้ก็เลยต้องมาจัดระเบียบให้บ้านเมืองน่าอยู่แล้วก็ไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนทางที่ประชาชนจะใช้บนพื้นผิวฟุตบาททางเดินแล้วก็พื้นผิวถนนโดยในวันนี้จัดระเบียบใหม่ แต่เราให้ขายเหมือนเดิมแต่เราขอจัดระเบียบอย่าให้ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนเวลาเค้าเดินเดินบนทางเท้าเรายังอนุญาตให้ขาย

    โดยขายเสร็จแล้วให้นำอุปกรณ์ทุกอย่างกลับไปที่บ้านหรือให้ออกจากพื้นที่พื้นผิวถนนและฟุตบาทเพื่อที่จะให้เทศบาลจะได้ทำความสะอาดได้ถ้าว่างหากขายของแล้วไม่นำอุปกรณ์กลับบ้านเทศบาลทำความสะอาดไม่ได้ ส่วนใหญ่ประชาชนที่มาขายนั้นเป็นนอกเขตเทศบาลเมืองชุมพรปัญหาวันนี้เราไม่ยอมเรา

    ให้เวลาถึงเที่ยงยังไงก็ต้องนำอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ถ้าไม่ยกเราก็จะยกไปไว้ที่เทศบาลเราจะตรวจสอบทุกวันก่อนสองทุ่มถ้าของของใครอุปกรณ์ต่างๆที่ยังอยู่ในท้องพื้นที่พื้นผิวถนนและฟุตบาทเราจะยกเก็บให้เลยจะไม่ยอมให้ตั้งบนท้องถนนแล้วขายขายได้แต่ถ้าตั้งแบบถาวรเราไม่ให้ขาย

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.เขตนครพนม โดย สน.เรือมุกดาหาร ตรวจยึดสุกรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่​ 10 มิถุนายน​ 2568 ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านทรายทอง ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จว.มุกดาหาร พิกัด 48QVD 72728 41154 หน่วยเรือรักษา

    ความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหาร สกัดจับ ขบวนการลักลอบส่งออกสุกร โดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร จำนวน 1 ตัว และกรงเหล็ก จำนวน 4 กรง

    โดย​ น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับ จะมีการลักลอบลำเลียงขนสินค้าผิดกฎหมายข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้จัดชุด

    ลาดตระเวนทางน้ำและทางบก เข้าตรวจสอบตามข่าวที่ได้รับแจ้ง ต่อมาเมื่อเวลา​ 06.45 น. ชุดลาดตระเวนทั้งสองไปถึงพื้นที่ตรวจพบชายฉกรรจ์ประมาณ 6 คน

    กำลังลำเลี้ยงสุกรลงไปบริเวณท่าน้ำเมื่อกลุ่มดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งของกลางและใช้ความชำนาญพื้นที่หลบหนีเข้าไปตามภูมิประเทศหลังจากนั้น

    ชุดลาดตระเวณทางบกและทางน้ำได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นสุกรอยู่ในกรง จำนวน 1 ตัว และพบกรงเปล่าสำหรับบรรจุสุกร จำนวน 3 กรง จึงได้ทำการตรวจยึดและนำของกลางกลับมายัง สน.เรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย​ต่อไป

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารผ่านศึก ชาวบ้าน รวมพลกว่า 500 คน บุกสำนักงานตำรวจภูธรชุมพร โวยไม่ได้รับความเป็นธรรม

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายประคอง จิตประสงค์ “ผู้ใหญ่หยีต” และ นายคนึง เมืองทิพย์ ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้านกว่า 500 คน ไปรวมตัวกันที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ภายในศูนย์ราชการ

    เพื่อเรื่องเรียนต่อ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร โดยชาวบ้านทั้งหมด ก่อนหน้านี้เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันอยู่ที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้านหมูที่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ทาแซะ จ.ชุมพร

    ใช้เป็นศูนย์กลางในการเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินสวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 23,000 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ และป่าสลุย ที่หมดสัมปทานนาน 10 ปี แล้ว เพื่อนำมาบริหารจัดการและจัดสรรให้กับราษฎรและชาวบ้านที่ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งหมดสัมปทานมานานถึง 10 ปี แต่รัฐเกียร์ว่างไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้กลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รับ

    นักการเมือง บางคนบางกลุ่ม นำแรงงานต่างด้าวเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันออกมาขายให้โรงงานนายทุน ปีละเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่ผลประโยชน์ใดๆเลย ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำกันเป็นขบวนการร่วมกันระหว่างนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง มานานหลังจากสวนปาล์มหมดสัมปทานนับ 10 ปี

    ตัวแทนชาวบ้านและทหารผ่านศึกกล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าว ที่ผ่านมาชาวบ้านและ กลุ่มทหารผ่านศึกได้ออกมารวมตัวกัน โดยใช้ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้านและอาคารร้างในสวนปาล์มหมดสัมปทานเป็นจุดรวมตัวและจุดพัก เพื่อคอยตรวจสอบดูแลพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 2 หมื่นไร่ มานานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อไม่ให้กลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ

    ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง นำแรงงานต่างด้าวเข้าไปลักขโมยเก็บเกี่ยวปาล์มออกมาขาย จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะกลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้านออกตรวจพื้นที่ผ่านไป

    ถึงหน้าสำนักงานของบริษัทนายทุนที่หมดสัมปทาน ช่วงประมาณบ่าย 3 โมง ได้เห็นบุคคลต้องสงสัยคาดว่าเป็นแรงงาน เมื่อเห็นพวกตนได้วิ่งหนีและทิ้งปืนยาวไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 ติดลำกล้อง ใส่อยู่ในถุงผ้า พร้อมเครื่องกระสุน ทิ้งไว้ข้างสำนักงาน 1 กระบอก

    ชาวบ้านจึงแจ้งตำรวจ สภ.สลุย มาตรวจสอบ ปรากฏว่าใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง จนเกือบมืด เมื่อมาแล้วก็ไม่ยอมเปิดถึงดูว่าข้างในเป็นปืนชนิดใดอ้างว่ากลัวทรัพย์สินเสียหาย

    จะต้องพาไปเปิดที่โรงพัก ชาวบ้านจึงไม่ยอมขอตามไปดูด้วย เมื่อไปถึงโรงพักก็ยังโยกโย้บอกว่าร้อยเวรยังไม่สะดวกยังอาบน้ำอยู่ แต่ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้ออยู่เฝ้าจนในสุดตำรวจก็ยอมเปิดดู ปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนยาวเถื่อนไม่มีทะเบียน พร้อมเครื่องกระสุน

    ตัวแทนชาวบ้านและทหารผ่านศึกกล่าวต่อว่า เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ ชาวบ้านไปสอบถามถึงความคืบหน้าคดี ตำรวจ สภ.สลุย ก็พูดไม่ดี แถมต่อว่าชาวบ้านว่ามีแต่เรื่องวุ่นวาย ทำให้ตำรวจต้องเวลาไม่ต้องทำเรื่องอื่นกันแล้ว ทั้งๆที่จุดเกิดเหตุดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดของบริษัทหมดสัมปทานติดตั้งอยู่หลายตัว ซึ่งเป็นจุดที่

    กล้องบันทึกภาพเห็นคนทิ้งปืนชัดเจน แต่พอชาวบ้านพวกเราทำผิดเล็กๆน้อยๆ บางเรื่องก็ผิดแบบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตำรวจกลับยกโขยงกันไปตรวจสอบจับกุมดำเนินคดีเสร็จภายในวันเดียว ซึ่งทำคดีต่างกันยังกันหน้ามือหลังมือ เก่งแต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีตำรวจบางคนมีพฤติกรรมทำตัวอยู่ข้างนายทุน คอยจ้องจะจับผิดแต่ชาวบ้านเท่านั้น

    ด้าน พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้ลงมาพบและพูดคุยกับตัวแทน กลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้าน พร้อมกับรับทราบปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นและได้ชี้แจงว่า จะสั่งการกำชับให้ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรมและตรง

    ไปตรงมา ซึ่งตนเองได้รับรายงานจาก ผกก.สภ.สลุยแล้ว เรื่องคดีอาวุธปืนเถื่อนดังกล่าว ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และทำหนังสือขอภาพกล้องวงจรปิดจากบริษัทดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากขอไปแล้วมีการประวิงเวลาหรือล่าช้า ก็จะให้ตำรวจใช้อำนาจเข้าไปตรวจสอบเองเลย และรับปากยืนยันว่าคดีนี้จะต้องรู้ผลภายใน 7 วัน

    ภายหลังจากแกนนำ กลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้าน ได้รับฟังคำชี้แจงและคำยืนยันจาก พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ต่างก็พอใจและปรบมือให้ พร้อมกับกล่าวของคุณ พล.ต.ต.สมคะเน ที่ลงมาพบและพูดคุยชี่แจงทำความเข้าใจท่ามกลางวงล้อมชาวบ้าน ได้รับรู้กันทุกคน ก่อนจะพากันแยกย้ายกลับ และรอฟังคำตอบเรื่องความคืบหน้าของคดีภายใน 7 วันต่อไป.

    ****ท้ายคลิปมีเสียง พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผกก.สภ สวี ร่วมกับ พม.ชุมพร เร่งช่วยเหลือยาย 74 ประสบอุบัติเหตุ ถูกชนสาหัส ลูกพิการ/แม่เฒ่าวัย 74 ปี ร้องสื่อถูกรถชนขาหัก/รถรั้วชนแล้วหนีสองผัวเมียเจ็บสาหัส

    แชร์เนื้อหานี้

    ชุมพร, 7 มิถุนายน 2568 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร (พม.ชุมพร) ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือ คุณยายวัย 74 ปี ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์ชนสาหัส จนไม่สามารถประกอบอาชีพและหาเงินเลี้ยงดูลูกชายพิการได้ ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 พ.ต.อ.วิษณุ สุระวดี ผกก.สภ.สวี พร้อมด้วย นายอมร สุขแก้ว ผญบ. ม.5 ต.นาโพธิ์ และ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลนาโพธิ์ ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ นางแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74 ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซ.สมัครใจราษฎร 8 ม.5 ต.นาโพธิ์ อ.สวี จว.ชุมพร

    ซึ่งได้รับบาดเจ็บ จากการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน พร้อมได้มอบเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และได้ประสานผู้ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือต่อไป นางสาวจีรดา ธรรมาภิมุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้ นางสาววรัชยา รินทะจะกะ นักจิตวิทยา ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ร่วมกับเทศบาลตำบลนาโพธิ์ ณ บ้านเลขที่ 400/12 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว จากการสอบถามข้อเท็จจริง คุณยายวัย 74 ปี เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ขณะที่ตนกำลังเดินข้ามถนนได้มีรถจักรยานยนต์พุ่งชน ทำให้ขาซ้ายหัก 2 ท่อน และมีแผลฉีกขาดบริเวณนิ้วเท้า

    โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นชาวเมียนมา ซึ่งทำงานให้กับร้านขายข้าวแกงแห่งหนึ่ง คุณยายมีอาชีพทำขนมขาย เพื่อเลี้ยงดูตนเองและลูกชายวัย 44 ปี ที่ป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรพิการเป็นจำนวนมากในแต่ละเดือน การประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้คุณยายไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้ขาดรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะที่คู่กรณีซึ่งเป็นชาวเมียนมา ทางนายจ้างรับผิดชอบเพียงค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น โดยไม่มีการเยียวยาค่าใช้จ่ายอื่นๆ และไม่มีการติดต่อสอบถามใดๆ คุณยายจึงร้องขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระหว่างที่ยังไม่หายเป็นปกติ พม.ชุมพรเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่คุณยายวัย 74 ปี ดังนี้:

    พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของคนพิการประสานสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจประสานเทศบาลตำบลนาโพธิ์ เพื่อติดตามให้ความช่วยเหลือตามภารกิจอย่างต่อเนื่องพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน จำนวน 3,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พม.ชุมพร จะติดตามและให้ความช่วยเหลือคุณยายและลูกชายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด แจ้งถึงผู้ใจบุญร่วมบริจาคให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

    ชุมพร – แม่เฒ่าวัย 74 ปี ร้องสื่อถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

    แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปีลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า

    วอนสื่อเข้าดูแลช่วยเหลือขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลช่วยเหลือเนื่องจากโดนรถชน เมื่อ วันที่ 23 มิถุนายน 2568 จนขาหักไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ไม่มีรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือเรื่องกินอยู่ที่พักอาศัยต่างๆก็ไม่มีโดยปัจจุบันได้เช่าอาศัยห้องอยู่เดือนละ 1700บาท เดือนนี้ก็ยังไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าห้อง รายได้หลักก็ทำขนมไปฝากร้านร้านขายเลี้ยงชีพลูกสาวหลานสาวก็มีครอบครัวไปก็มีความลำบากเช่นกันจะต้องเจียดเวลามาพาไปโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาตัว

      นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ  อายุ 51ปี เล่าว่า  ส่วนคู่กรณีก็ได้แต่ชำระค่ารักษาอย่างเดียวโดยการชำระผ่านแอพไปล้างแผลเท่าไหร่ก็จ่ายผ่านแอพเท่านั้นค่าอาหารค่ากินอยู่ที่ต้องหยุดทำมาหากินก็ลำบากไม่มีรายได้ไม่มีรายรับเพราะไม่สามารถลุกขึ้นมาทำขนมออกไปขายได้   ส่วนลูกสาวก็มาดูแลน้องชายกับแม่โดยการหุงข้าวหุงปลาหาอาหารให้กินตามมีตามเกิดเพราะตนก็หาเช้ากินค่ำ  แม่มีอาชีพขายขนมแม่ทำขนมส่งที่ร้านพอดีวันนั้นเวลาตีห้ากว่าตอนเช้ามืดแม่ก็ออกไปส่งขนมเหมือนปกติทุกวันขณะที่ขากลับก็ได้ลากรถขนขนมกลับมามีพม่าขับรถมาทางด้านหลังแล้วก็ชนแม่ก็ล้มทั้งยืนคือทีนี้นายจ้างของเขา บอกว่าบัตรของพม่าชื่อนายจ้างไม่ใช่เป็นชื่อเขาเป็นชื่อนายเก่าของเค้าแต่นายจ้างเค้าก็จะรับผิดชอบได้แค่หลักค่ารักษาพยาบาลค่าเยียวยาเค้าไม่ให้ไม่ช่วยแต่ทีนี้ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น จนกว่าแม่จะหายอาการที่ป่วยของแม่วันนี้ที่ถูกรถชนก็คือขาหักสองท่อนหักซ้ำกับข้างเดิมที่เคยหักมาก่อนแม่ก็อายุมากแล้วปีนี้ก็ 74 ปี  วันนี้หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูบาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ส่วนน้องชายที่ป่วยตอนแรกเป็นเส้นเลือดแตกตอนหลังก็ได้ทำกายภาพก็สามารถลุกขึ้นมาเดินเหินเดินได้แล้วมาฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่สองก็อาการแขนขาอ่อนแรงอาการติดเตียงมาจนถึงทุกวันนี้ก็ประมาณสี่ปีแล้วอยากฝากถึงหน่วยงานที่จะให้เข้ามาช่วยเหลือเข้ามาดูแล ความเป็นอยู่ของบ้านเราหน่อยเพราะบ้านก็ต้องเช่าในช่วงนี้แม่ก็ทำงานไม่ได้ก็ลำบากมากเลยส่วนตัวก็มีครอบครัว ซัพพอร์ตกันไม่ไหวรายได้ก็ไม่ค่อยดีคนชนเค้าก็ไม่ได้เยียวยาอะไรมากให้แต่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้นในขณะนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหนเข้ามาดูแลมีแต่ชาวบ้านรอบข้างก็เข้ามาดูแลเยี่ยมเยียนเฉยเฉย  พ.ต.อ. วิษณุ สุระวดี  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร สวี จังหวัดชุมพร  เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้ความคืบหน้าในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานกับคู่กรณีซึ่งเป็นชาวพม่าประสานกับนายจ้างคือนายเทพนี่เค้าได้มาอยู่กับภรรยาร้านอาหารแห่งหนึ่งแต่ว่าไม่ได้ทำงานแล้วก็ทางเจ้าของร้านอาหารก็เข้ามาช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายค่าเสียหายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในเบื้องต้นซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน รอความเห็นจากแพทย์กรณีนี้เป็นกรณีที่คุณป้าขาหักจะต้องมีการดำเนินคดีข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสแล้วก็เรื่องของใบขับขี่เรื่องของพรบต่างๆซึ่งทราบจากทางสื่อมวลชนว่าคุณป้ามีค่าใช้จ่ายประจำวันในชีวิตแล้วก็ต้องดูแลลูกที่ต้องป่วยติดเตียงเพิ่มเติมอีก ก่อนอื่นขอแจ้งว่าทางร้อยเวรได้ประสานไปทางลูกสาวอีกท่านหนึ่งอยู่ตลอดอยู่แล้วแต่ว่าทางข้อมูลตรงนี้ทางตำรวจก็จะช่วยประสานฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นกองทุนในการดูแลผู้ประสบภัยจากรถแล้วก็ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกรณีนี้ ไม่มีพรบ.ไม่มีเอกสารไม่มี พรบ.ใด   ช่วงป่ายของวันนี้ผมก็จะเข้าไปเยี่ยมดูแลในเบื้องต้นให้ความช่วยเหลือทางคุณป้าก่อนอายุเยอะแล้วน่าเห็นใจ ครับ เคส นี้จะดูแลให้เป็นพิเศษนะ

    รถรั้วชนแล้วหนีสองผัวเมียเจ็บสาหัส ซ้ำหนักสุดรันทดไม่มีเงิน จะให้ลูกไปโรงเรียน

    วันที่ 7 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนางสาวกิตติยา มากสวีอายุ 39 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ว่าได้เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า Wave สีน้ำเงินทะเบียน 1 กช 6324 ชุมพรพร้อมกับนายสายัณห์ ปิ่นทองอายุ 52 ปีผู้เป็นสามี ขับรถออกไปเพื่อจะไปรับลูกลูกที่โรงเรียนพอมาถึงถนนในหมู่บ้านหมู่ที่ตำบลครน อำอำเภอสวี จังหวัดชุมพร บริเวณสามแยกบ้านครูจวนได้มีรถกระบะสีขาวเป็นรถรั้วไม่ทราบหมายเลขทะเบียนวิ่ง ข้ามเลนมาชนมอเตอร์ไซค์ที่กำลังขับไปรับนักเรียนที่โรงเรียนจนทำให้บาดเจ็บตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไปถึงขาหักหลายท่อนและทำให้นายสายัณห์ ปิ่นทอง หัวไหล่หักและแขนหักได้รับบัตรเจ็บสาหัสทั้งสองคน

    วอนสื่อตนและสามีเป็นเสาหลักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวและให้เด็กเด็กนักเรียนไปโรงเรียนแต่มาเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้อยากให้หน่วยงานช่วยเหลือให้ลูกลูกได้มีเงินไปโรงเรียนและได้ดูแลตนและสามีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งสองคน จากกรณี วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 15.47 น. ว่าที่ พันตำรวจตรี ชินวงค์ อินทร์ทอง ส.ว. (สอบสวน) สภ. สวีได้รับแจ้ง คณะปฏิบัติหน้าที่สอบสวนเวร รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ. สวี ว่าเกิดเหตุรถเฉี่ยวชน กัน รถได้รับความเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่ เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุ สามแยกครูจวน ถนนในหมู่บ้าน หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอ สวี จังหวัดชุมพรมื่อไปถึงพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ แซด สีน้ำเงินทะเบียน 1 กช 6324 ชุมพร ตรวจสอบ พบร่องรอยเฉี่ยวชนเสียหายผู้ขับรถและคนซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บมีรถพยาบาลนำส่งโรงพยาบาลสวี ส่วนคู่กรณีไม่พบในที่เกิดเหตุได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุถ่ายภาพที่เกิดเหตุวาดภาพที่เกิดเหตุไว้แล้วนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาตรวจสอบสภาพตามระเบียบดูผู้ขับ รถจักรยานยนต์ที่โรงพยาบาลสวีทราบชื่อ ผู้ขับรถนายสายัณห์ ปิ่นทองอายุ 52 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพรคนซ้อนท้ายนางสาวกิตติยา มากสวี อายุ 39 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบลควนอำเภอสวีจังหวัดชุมพรได้รับอันตรายแก่กายอยู่ระหว่างรักษาของแพทย์ไม่สามารถให้การได้จึงกลับมาลงประจำวันไว้เพื่อทำการสอบสวนต่อไป

    ผู้สื่อข่าว เดินทางไป โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์เพื่อ พบนายสายัณห์ปิ่นทองและนางสาวกิตติยามากเสวีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางสาวกิตติยาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนเป็นห่วงลูกลูกสองคนที่กำลังเรียนหนังสือมาเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่มีรายได้เพื่อจะส่งให้นักเรียนได้ไปโรงเรียนและดูแลเด็กเด็กในตอนนี้ได้ฝากให้นางอารี ปิ่นทอง ผู้เป็นย่า และนางสาวจรรยา ปิ่นทองเป็นอาดูแลเด็กเด็กและรับส่งนักเรียน ซึ่งเป็นห่วงการเล่าเรียนของเด็กเด็กที่จะไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีรายได้ที่จะให้นักเรียนไปโรงเรียน วอนผู้ใจบุญ ช่วยค่าใช้จ่ายให้นักเรียนไปโรงเรียนช่วยได้ที่ ธนาคาร กรุงไทย ชื่อบัญชี น.ส.กิตติยา มากสวี บัญชีเลขที่ 823-0-22836-1 ส่วนนายสายัณห์ ปิ่นทองเล่าว่าตนได้ขับรถซ้อนภรรยาเพื่อที่จะออกไปโรงเรียน นาเหรี่ยง เพื่อที่จะไปรับเด็กชายกฤษกรปิ่นทองอายุเก้าปีอยู่ชั้น ป. 3 และได้มาเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้แขนหักหัวไหล่หักและยังมีกระดูกซี่โครงทิ่มปอดรอทางโรงพยาบาลจะดำเนินการผ่าตัดให้ในวันที่
    หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพรเพื่อพบนางจรรยา ปิ่นทองผู้เป็นอาและได้สอบถามว่าเด็กเด็กได้อยู่ที่บ้านมีใครดูแลบ้างแจ้งว่าอยู่กับคุณย่าและตนโดยที่เด็กหญิง เอ อายุ 13 ปีเรียนอยู่ชั้น ม. 1 และเด็กชายบี อายุ 9 ปี เป็นนักเรียนชั้น ป. 3 ส่วนอาก็จะมาดูแลในช่วงที่ว่าพ่อแม่เค้าเกิดอุบัติเหตุเพื่อที่จะมาส่งเด็กเด็กไปโรงเรียนปกติแล้วก็จะเป็นพ่อแม่เขาที่พาลูกลูกไปโรงเรียนและหารายได้และในช่วงนี้ก็มาเกิดอุบัติเหตุคิดว่าคงจะลำบากเรื่องการไปโรงเรียนเพราะพี่ชายและพี่สะใภ้เค้าเป็นเสาหลักในการหาเงิน มาเลี้ยงครอบครัว

    นางสาวจรรยา ปิ่นทอง ผู้เป็นอาเล่าว่าในวันที่เกิดเหตุมีมอเตอร์ไซค์ขับรถตามมาเห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการเฉี่ยวชนแจ้งว่าพี่ชายได้ขับรถออกมาจากบ้านพอมาถึงสามแยกก็จะเลี้ยวซ้ายเพื่อที่จะไปโรงเรียนนาเรียงเพื่อรับลูกลูกแต่มีรถสวนเข้ามาจากทางสามแยกและข้ามเลนมาชนพี่ชายทำให้เกิดบาดเจ็บสาหัส สองคนและคนเห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าเป็นรถกระบะโตโยต้า มีรั้วแบบเตี้ยอยู่บนกระบะ เป็นรถสี ขาวตอนเดียวได้เฉี่ยวชนกับมอเตอร์ไซค์แล้วหลบหนีไปเบื้องต้นไม่สามารถจดจำทะเบียนรถได้แต่ได้สอบถามชาวบ้านแถวนั้นทราบว่ารถคันดังกล่าวได้วิ่งอยู่ในบริเวณนี้เป็นประจำจึงได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อติดตามเจ้าของรถคันดังกล่าวมารับผิดชอบต่อไป

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาชน!! ร้องเรียนขอความเป็นธรรม สมาคม อสมช.ภาคประชาชน

    แชร์เนื้อหานี้

    สืบเนื่องมาจาก นายวรวัฒน์ เหลืองห่อ อายุ 36 ปีได้ร้องเรียนมายัง นายสมพงษ์ มีน้อย เลขานุการสมาคมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ทางเลขาสมาคมฯ ได้ไตร่ตรองและส่งเรื่องมายังสมาคมฯสาขาใหญ่ เพื่อให้ลงพื้นที่ตรวจสอบและช่วยเหลือดังกล่าว

    วันนี้ (31 พ.ค.68) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ชมผาสาท อุปนายกสมาคมฯ นายสมพงษ์ มีน้อย เลขานุการสมาคมฯ นส.บำเพ็ญ ศรีพานัด ผู้ช่วยเลขานุการสมาคมฯ พร้อมผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายวรวัฒน์ เหลืองห่อ อายุ 36 ปี

    (ซึ่งเป็นพ่อของผู้เสียชีวิต) สืบเนื่องมาจากวันที่ 18 พ.ค.2568 เวลา 20.20 น. ได้มี นส.จิรัญสยา โคตน (ชื่อเดิม) หรือ นส.สุทัตตา เหลืองห่อ อายุ 15 ปี (ชื่อใหม่) คนขับรถจักรยานยนต์ ผู้เสียชีวิต และ ด.ญ.รัชนีวรรน เหลืองห่อ อายุ 11 ปี ผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บ สาหัส สลบไป 3-4 วันไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตนได้ขับรถไปตอนกลางคืนที่

    สะพานบ้านหนองค้า ต.กบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แล้วแถวนั้นไม่มีป้ายไฟแจ้งเตือน หรือไฟปลายทาง บริเวณนั้นมืดสนิท มีคนจอดรถกระบะไว้ชิดซ้ายกลางสะพาน โดยไม่เปิดไฟสัญญาณเลยชนเต็มที่ จนมีผู้เสียชีวิต 1 รายและสาหัส 1 ราย

    นายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่วันนี้เคสช่วยเหลือและติดตามไปที่ สถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรี เพื่อขอให้ทาง สภ.ได้สืบข้อเท็จจริงและนัดหมายสอบปากคำเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ทางสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เป็นสื่อกลาง ให้คำปรึกษา ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ต่อไป. ภาพ-ข่าว / วงศกร ปราจีน

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข รวบพ่อค้าลักลอบขายกะท่อม พร้อมของกลางหลายรายการ

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 29 พ.ค. 68 ภายใต้ “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด ” อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การอำนวยการของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ /ผอ.ศอ.ปส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ สั่งการให้ นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก /ผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแกมอบหมายให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก พร้อมด้วย พ.ต.ท. ชาญศักดิ์ วงษ์สิงห์ รอง ผกก.สส.สภ.ทับสะแก น.ส.ณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดฝ่ายความมั่นคง

    พร้อมเจ้าหน้าที่ ร่วมกันจับกุมการกระทำความผิดลักลอบจำหน่ายน้ำต้มพืชกระท่อม บริเวณริมถนนเพชรเกษม ม.7 ต.ทับสะแก จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย โดยแจ้งข้อกล่าวหา มีน้ำต้มกระท่อมที่ผลิตไว้เพื่อขายซึ่งบรรจุในบรรจุภัณฑ์ (ขวดพลาสติก) ไม่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณว่าส่งผลต่อร่างกาย บำบัด บรรเทาหรือรักษาโรค

    โดยยังไม่ผ่านการประเมินความปลอดภัยของอาหารและยังไม่ได้ส่งมอบฉลากให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบอนุมัติก่อนนำไปจัดเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย มียาแก้ไอแผนปัจจุบันไว้จำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและขายใบกระท่อมหรืออาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหารที่มีใบกระท่อมเป็นวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบโดยไม่แจ้งหรือปิดประกาศให้ทราบข้อห้ามขายตาม พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ.2566

    พร้อมของกลาง
    1.ใบกระท่อมสดน้ำหนักรวม 13 กิโลกรัม
    2.น้ำต้มใบกระท่อมบรรจุขวดพลาสติกจำนวน รวม 36 ขวด
    3.ยาแก้ไอจำนวนรวม 4 ขวด
    4.ยาแก้แพั จำนวนรวม 3 ขวด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ///////////////////

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงราย ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง ลุยตรวจเข้ม ตู้คีบตุ๊กตา ป้องกันเป็นแหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน

    แชร์เนื้อหานี้

    จังหวัดเชียงราย – วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.00 น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และ พ.ต.อ.พัสกร ธวัชเชียงกุล ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.เดชาวัต นาทิเลศ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.เมืองเชียงราย, พ.ต.ท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารี รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองเชียงราย,พ.ต.ท.พีรพจน์ ธุรกิจ รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ,พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศรีโท รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, พ.ต.ท.สถาพร มังคลาด สารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.เมืองเชียงราย และ พ.ต.ต.สมชาย พรหมมินทร์ สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองเชียงราย, น.ส.วาสนา  นัดชัยภูมิ  ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.เมืองเชียงราย,  นายฐิติการณ์  ศิริอิศรานุวัฒน์  นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สนง.วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย , นายพิชิตพล  ทองเทือก  ครูชำนาญการ  พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา  พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองเชียงราย นำโดย นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย ระดมกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบกิจการตู้คีบตุ๊กตา และตู้เกมลักษณะคล้ายกัน ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวดการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และเพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนและความกังวลของประชาชน เกี่ยวกับลักษณะการประกอบกิจการของตู้คีบตุ๊กตาบางแห่ง ที่อาจเข้าข่ายเป็นการพนันแฝง หรือมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน และเป็นแหล่งมั่วสุม รวมถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม  เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าสะดวกซื้อ และแหล่งชุมชนต่างๆ ที่มีการติดตั้งตู้คีบตุ๊กตา โดยเน้นตรวจสอบในประเด็นสำคัญ ได้แก่:
    ใบอนุญาตประกอบกิจการ: ตรวจสอบว่าผู้ประกอบการมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
    ลักษณะการทำงานของตู้: พิจารณากลไกการทำงานของตู้คีบ ว่าเป็นการใช้ทักษะความสามารถของผู้เล่นเป็นหลัก หรือมีองค์ประกอบของโชคและการเสี่ยงโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง จนอาจเข้าข่ายการพนัน
    มูลค่าของรางวัล: ตรวจสอบมูลค่าของรางวัลภายในตู้ เทียบกับจำนวนเงินที่ใช้ในการเล่นแต่ละครั้ง
    การเข้าถึงของเด็กและเยาวชน: ตรวจสอบมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการเล่นในลักษณะที่อาจเป็นการมอมเมา
    เบื้องต้น จากการตรวจสอบในหลายพื้นที่ พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและเอกสารเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากพบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น ไม่มีใบอนุญาต หรือมีลักษณะเป็นการพนัน เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจรวมถึงการตักเตือน, สั่งให้ปรับปรุงแก้ไข, หรือดำเนินการจับกุมและยึดของกลาง แล้วแต่กรณี
    พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย กล่าวว่า "การตรวจสอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน หากพบตู้ใดที่เข้าข่ายการพนัน หรือดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกรายให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด, ห้ามไม่ให้นักเรียนในเครื่องแบบเข้ามาเล่นหรือใช้บริการ และห้ามไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเล่นหรือใช้บริการในช่วงเวลาเรียนหรือหลังจากเวลา 20.00 น. โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคมและมั่วสุมตามมา" ทั้งนี้ สภ.เมืองเชียงราย, กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองเชียงราย จะยังคงดำเนินการตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาและกิจการในลักษณะคล้ายกันอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนมีเบาะแสหรือพบเห็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สภ.เมืองเชียงราย หมายเลขโทรศัพท์ 0 5374 4571-2, สายด่วน 191 หรือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองเชียงราย สายด่วน 1567 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจสอบต่อไป…

    สมจิตรแสงบันลังค์ ทีมข่าวบกรายงาน

    สื่อรัฐทีวี-สื่รัฐนิวส์ / ธรรมาภิบาลมุกดาหารลงพื้นที่ตลาดอินโดจีน พบราวกันตกเสี่ยงอันตราย เกรงเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร (ก.ธ.จ.มุกดาหาร) นำโดย นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ รองประธานคณะกรรมการฯ พร้อมที่ปรึกษาและคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่สอดส่องโครงการก่อสร้างซ่อมแซมและปรับปรุงตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่แล้วเสร็จ

    ในการสอดส่องพบปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ โดยเฉพาะบริเวณราวกันตกสแตนเลสชั้นบนของตลาด ที่มีลักษณะไม่มั่นคงแข็งแรง โดยปลายราวกันตกทั้งสองด้านถูกเว้นไว้เป็นช่องว่าง ส่วนช่วงกลางของราวมีลักษณะนูนออก สามารถทำให้เด็กเล็กพลัดตกได้ ขณะที่ด้านล่างของอาคารยังมีเสาปูนพร้อมเหล็กเส้นจำนวนมากโผล่สูงขึ้นมาร่วม 1 เมตร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงหากเกิดการพลัดตกจากด้านบน

    นอกจากนี้ยังตรวจพบว่า ขายึดราวบางจุดไม่มีน็อตยึดติด หรือมีแต่ไม่ได้ขันแน่น และบางจุดน็อตอยู่ในสภาพหักงอ ซึ่งอาจส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มได้โดยไม่คาดคิด

    กรรมการและที่ปรึกษาฯ เห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจสะท้อนถึงความบกพร่องในการดำเนินการก่อสร้างและการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สภาพสิ่งก่อสร้างดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับประชาชนต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิต

    กรณีดังกล่าวจึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

    ทั้งนี้ ที่ปรึกษาและกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหารจะได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชนต่อไปมุกดาหาร #คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด #ตลาดอินโดจีน #โครงการก่อสร้าง #ราวกันตกอันตราย #ตรวจสอบความปลอดภัย #สอดส่องภาครัฐ #ประโยชน์สุขของประชาชน #ความปลอดภัยสาธารณะ #กระทรวงมหาดไทย #สำนักนายกรัฐมนตรี​

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

    สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดี​ DSI​ ห่วงใยประชาชน ชาวอ.รือเสาะ นราธิวาส ที่ประสบปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน เร่งอำนวยความยุติธรรม แบ่งสิทธิครอบครอง

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขารือเสาะ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ “กรณีเป็นตัวกลางในการประสานงานจดทะเบียนนิติกรรมในที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ของประชาชนหมู่ที่ 8 (บ้านบียห์) ตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส” นำโดยนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย ร.ท.ณรงค์ เดชภักดี รองหัวหน้าแผนกฝ่ายความมั่นคง กองปฏิบัติการ สำนักอำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นายเสถียร เพชรชะ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาสสาขารือเสาะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมจดนิติกรรมในครั้งนี้

    ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 8 (บ้านบียิห์) ตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 145 คน ได้เดินทางมายังสำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขารือเสาะ เพื่อดำเนินการจดนิติกรรมและออกโฉนดที่ดินสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน ในกรณีที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมีความครอบครองที่ดินตามเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินมาเป็นเวลา 47 ปี ซึ่งการจดนิติกรรมและออกโฉนดเป็นขั้นตอนสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและยืนยันสิทธิในที่ดินอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในสิทธิการครอบครองที่ดินและสามารถใช้ที่ดินในการประกอบอาชีพต่อไป

    ทั้งนี้ตามที่พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำความกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ที่ชาวบ้านได้มีการร้องขอความเป็นธรรม จากกรณีกลุ่มบุคคลทำการยึดถือครอบครองเอกสารสิทธิที่ดินประเภท น.ส.3 ของตนเองนำไปออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพบว่าข้อเท็จจริงในเรื่องการขัดแย้งในที่ดินบริเวณที่ร้องเรียนขัดแย้งกันมาตั้งแต่ปี 2521 เป็นเวลานานถึง 47 ปี แล้ว

    ​​โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ร้องกับกลุ่มผู้ถูกร้อง จนกลุ่มผู้ถูกร้องยินยอมที่จะแบ่งที่ดินให้แก่ชาวบ้านที่ได้ตั้งบ้านเรือนในเขตที่ดินตามเอกสาร น.ส.3 แปลง โดยได้นำรายชื่อชาวบ้านที่เกี่ยวข้องไปจดทะเบียนเป็นชื่อผู้ครอบครองร่วมกับกลุ่มผู้ถูกร้องตามความยินยอมของผู้ถูกร้อง และดำเนินการขั้นตอนการรังวัดสอบสวนสิทธิพิสูจน์การทำประโยชน์ เพื่อออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ 2567 ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวกลางในการจัดทำบันทึกให้ความยินยอมยกสิทธิการครอบครองที่ดินบริเวณนี้ให้แก่ทางราชการเพื่อให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้ โดยผู้ให้ความยินยอมและทายาทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน โดยการดำเนินการของคณะพนักงานสืบสวนจึงเน้นในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมและสร้างความสุขความภูมิใจในการมีที่ดินและมีบ้านเป็นของตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    ด้านนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้ที่มาในวันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่ได้มาพูดคุยประสานงาน และทางฝ่ายผู้ถูกฟ้องเขาก็จะยินยอมที่จะที่จะยกที่ดินบางส่วน ที่ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ให้เพิ่มเติมทั้งหมด 150 แปลงเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ซึ่งถ้ารวมตรงนี้แล้ว มีประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ประมาณ 200 กว่าราย ซึ่งแต่เดิมบางรายเขายังไม่มีบ้านเลขที่ คือเขาอยู่ที่เฉยๆแต่ยังไม่มีบ้าน ซึ่งถ้ามีการแบ่งสันปันส่วนออกเป็นเอกสารสิทธิแล้ว ต่อไปเขาจะมีที่ทางอยู่แล้วเขาจะนำหลักฐานตรงนี้ไปออกเป็นเลขที่บ้านเขาก็จะได้รับประโยชน์ผลพลอยได้ของสิทธิประโยชน์ทางราชการก็ตามมา อย่างเช่นน้ำไฟต่างๆก็เพิ่มมาได้

    ซึ่งทุกคนที่มาในวันนี้มาใส่ชื่อให้อยู่ใน น.ส.3 ก ของผู้มายกให้รวมเป็นผู้มีชื่อร่วมทั้งหมดโดยหลังจากนี้ก็ได้มีการออกไปรางวัดในพื้นที่แบ่งเป็นแปลงๆ โดยทางคณะพนักงานของเราได้มีการทำแปลงไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่าแปลงใครอยู่ตรงไหน ต่อไปก็ลงในพื้นที่ก็สามารถไปรังวัดตามแนวเขตของแต่ละคนที่มีชื่อ คาดว่าแล้วเสร็จคงไม่ถึงปีหน้า โดยทุกคนก็จะมีชื่อมีที่เป็นของตัวเอง และเน้นย้ำว่าการที่เขาได้รับเป็นผู้มีชื่อสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 ก ไปนั้นว่าให้ใช้เพื่อทำกินแล้วก็อยู่อาศัย ไม่ได้เอาไปแลกขายหรือขายฝากเอาไปจำนองไม่ได้

    นางรออีซ๊ะ บือราฮง กล่าวว่าในนามตัวแทนของชาวบ้านทุกคนขอขอบพระคุณทุกคนที่มาช่วยในตรงนี้ทำให้เราทุกๆคนมีบ้านเลขที่ เพราะการที่จะสร้างบ้านต้องใช้โฉนด เราก็ขอบคุณแทนชาวบ้านทุกคน เพราะก่อนหน้านี่เราลำบากมาก จะขอบ้านเลขที่ก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องมีโฉนดให้ถูกต้องตามกฎหมาย และการที่จะให้ลูกเข้าโรงเรียนก็ต้องย้ายชื่อลูกให้ไปเข้าในทะเบียนบ้านอื่นก่อน เพื่อที่จะสามารถให้ลูกได้เรียนหนังสือได้
    ///////////////
    ข่าว/กรียา/นราธิวาส

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวชุมพรทวงคืนผืนป่าปลูกปาล์มกว่า 2 หมื่นไร่รัฐเกียร์ว่างปล่อยนายทุนกอบโกยผลผลิตนับพันล้าน ร่วม 10 ปี

    แชร์เนื้อหานี้

    ชาวชุมพรทวงคืนผืนป่าปลูกปาล์มกว่า 2 หมื่นไร่ หลังหมดสัมปทานนาน 10 ปี แต่รัฐยังเกียร์ว่างปล่อยนายทุนกอบโกยผลผลิตนับพันล้าน โฆษกเผยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินวุฒิสภา เผย เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

    วันที่ 20 พ.ค.68 จากกรณีที่มีชาวบ้านนับพันคน มารวมตัวกันที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้าน หมู่ที่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร นานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมทำกิจกรรมเรียกร้องถึงหน่วยงานรัฐและรัฐบาล จากปัญหาสวนปาล์มหมดสัมปทานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ถูกดองมานานนับ 10 ปี จำนวน 2 แปลง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย ในท้องที่ตำบลหงษ์เจริญ เนื้อที่ 7,109 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา และในท้องที่ตำบลรับร่อ เนื้อที่ 16,256 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา รวมกว่า 23,000 ไร่ นั้น

    โดยขณะนี้ที่ศาลาอเนกประสงค์ดังกล่าว ยังคงมีตัวแทนและชาวบ้าน สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาเข้าเวรยามกันตลอด 24 ชั่วโมง วันละประมาณ 20-40 คน เพื่อมาเฝ้าถนนทางเข้าออกตรวจสอบและแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐ หากมีพวก “แก๊งพุงกาง” ลักลอบขนปาล์มออกจากพื้นที่หมดสัมปทาน ซึ่งทำกันเป็นขบวนการใหญ่ ร่วมมือกันระหว่าง นายทุนจากโรงงานใหญ่ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล กลุ่มบุคคล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยงข้อง ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวเข้าไปลักลอบตัดปาล์มออกมาขายวันละ 100-500 ตัน รวมมูลค่าเดือนละมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งได้กระทำกันมานานนับ 10 ปีแล้ว กอบโกยกันแล้วมากกว่าพันล้านบาท

    ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเกียร์ว่างปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน จนชาวบ้านสุดทนต้องตั้งกลุ่มจัดตั้งเวรยามคอยตรวจสอบไม่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าไปลักลอบเก็บปาล์มขาย และเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินหมดสัมปทานมาบริหารจัดการและจัดสรรให้กับราษฎรไร้ที่ทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ตามข่าวที่เสนอมาต่อเนื่องแล้วนั้น นายเศรณี อนิลบล สว.กลุ่ม 6 ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา เปิดเผยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ ป่าสลุย กว่า 2 หมื่นไร่ ทางกรรมาธิการฯ ได้รับการร้องเรียน และได้เชิญ นายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร เข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ว่ากรณีดังกล่าวหมดสัญญาสัมปทานมานาน 10 ปี แต่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย และยังมีการเก็บเกี่ยวผลประโยนช์กันมาต่อเนื่อง ทั้งๆที่ยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่แต่อย่างใด

    นายเศรณี กล่าวว่า ซึ่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ทางคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้ส่งเรื่องต่อให้ทางคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำเข้าที่ประชุมเพื่อดำเนินการต่อ โดยมีเงื่อนระยะเวลาภายใน 30 วัน หลังจากนั้น ทางพลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินและคณะฯ จะลงพื้นที่ จ.ชุมพร สอบหาข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ของหน่วยงานรัฐ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในจังหวัดและในภูมิภาค เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

    ด้าน นายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ตนได้ไปให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา โดยนำข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่ตนมีเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ไปมอบให้ แต่ปัญหาดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมป่าไม้ไม่มีความจริงใจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมประชุมไม่สามารถพูดหรือตอบคำถามและให้ข้อมูลใดๆได้เลย จึงทำให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ จึงฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

    ” ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันหมดสัมปทานในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผ่านไป 10 ปี และที่ผ่านมาตนก็ออกมาเรียกร้องทวงคืนผืนป่ากว่า 2 หมื่นไร่ ให้กลับคืนมาให้ชาวชุมพรมาโดยตลอด แต่หน่วยงานรัฐปล่อยปละละเลย ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมาย แต่ยังปล่อยให้นายทุนเข้าเก็บผลผลิตกันทุกวัน ทั้งๆที่ไม่สามารถกระทำได้ ” ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร

    ธนากร โกศลเมธี ภาพ-ข่าว รายงาน 0818923514

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พ่อ น้องแพน เผย ไม่เคยฟ้องยึดเงินบริจาค 4.8 ล้านบาท ไม่เคยทอดทิ้งลูก

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายเพิน วงค์กระโซ่ พ่อของน้องแพน ผู้ป่วยป่วยเป็นมะเร็งปากเสียชีวิต โดยมีทรัพย์มรดกที่ยังคงเหลือจากการได้รับบริจาคเป็นเงินประมาณ 4.8 ล้านบาท และกลายเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายยาย กับ พ่อของน้องแพน ในเรื่องการแบ่งปันเงินจำนวนดังกล่าว เปิดเผยกับ ผู้สื่อข่าวว่า ตามที่มีข่าวปรากฏอยูในสื่อต่างๆ ว่า พ่อฟ้องศาล ขอยึดเงินบริจาค 4.8 ล้าน หลังลูกเป็นมะเร็งเสียชีวิต นั้น ไม่เป็นความจริง โดยตนไม่เคยยื่นฟ้องขอยึดเงินบริจาคและไม่เคยยื่นฟ้องคดีใดๆ ต่อศาลเกี่ยวกับเงินบริจาคเลย

    “ผมรู้สึกเสียใจที่มีข่าวซึ่งไม่เป็นเรื่องจริงถูกนำเสนอเผยแพร่ออกไปจนทำให้ประชาชนและสังคมเกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง และรู้สึกไม่ดีเกิดดราม่าเคียดแค้นว่าพ่อน้องแพนจะยึดเงินบริจาคทั้งหมด อยากวิงวอนให้สื่อและสังคมเปิดใจรับฟังอย่างปราศจากอคติ ให้เวลาทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสชี้แจงพูดคุยอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่ฟันธงล่วงหน้า ไม่เหยียด ไม่ดร่ามา อยากให้มีคนกลางเข้ามาช่วยให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาใช้ชีวิตอย่างครอบครัวเดียวกั มีความรักใคร่ผูกพันกันเหมือนเดิม อยากวิงวอนขอร้องว่าไม่ควรสร้างกระแสทำให้คนที่เคยอยู่ร่วมกันเกิดความเข้าใจผิดต่อกัน ต้องแตกแยก รังเกียจกัน ไม่มองหน้ากัน จ้องแต่จะหาเรื่องแจ้งความดำเนินคดีกัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม” นายเพลินกล่าว

    นายเพิน กล่าวว่า อยากฝากไปถึงยายแจ๋วและน้าเตี้ยว่าทางพ่อไม่เคยคิดอะไรที่เป็นทางไม่ดีหรือมีอคติด้วยเลย มีอะไรที่ไม่เข้าใจอยากให้คุยกันโดยตรงเหมือนกับที่เป็นครอบครัวเดียวกันเคยอยู่ร่วมกันเช่นเดิม ไม่อยากให้ฟังความจากคนอื่นที่ไม่เป็นเรื่องจริงแล้วเอามาใส่ร้ายปักปรำให้เกิดความเข้าใจผิดกันโกรธกัน บางครั้งถ้าผมพูดอะไรผิดไปก็ต้องขอโทษด้วย แต่ในใจผมไม่ได้คิดอะไร แต่เนื่องจากคำพูดที่ว่าพ่อไม่เคยมาดูแลอะไรน้องแพนเลย มันเหมือนกับเป็นคำกล่าวหาที่ทำให้ผมทั้งน้อยใจและโกรธ ซึ่งความจริงยายแจ๋วและน้าเตี้ยก็รู้ดีอยู่แล้วว่าผมก็เลี้ยงดูแลน้องแทนอยู่เช่นกัน เพียงแต่ผมต้องทำงานหาเงินเพราะเรามีฐานะยากจนก็เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ได้มีเวลามาดูน้องแพนได้มากนัก อีกทั้งน้องแพนก็เป็นผู้หญิง อายุก็มากแล้วไม่ใช่เด็กหญิงการที่ยายแจ๋วและน้าเตี้ยเป็นผู้ดูแลจึงเป็นเรื่องที่จะสะดวกมากที่สุด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกก็ยังมีเช่นเดิมเหมือนครอบครัวปกติทั่วไป
    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวปากช่อง “ค้านเหมืองแร่ดิน”หวั่นมลพิษ-สิ่งแวดล้อมเสียสมดุล

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ชาวบ้านตำบลหนองน้ำแดง-ตำบลปากช่อง หมู่2และหมู่14ร่วมฟังประชาพิจารย์ รับฟังความคิดเห็น สัมปะทานบัตร เหมืองแร่ดิน ของบริษัทปูนซิเมนต์ นครหลวง จัดโดยอำเภอปากช่องและอุตสาหกรรมจังหวัดด้านชาวบ้าน รวมตัวออกมาคัดค้านการก่อสร้าง เหมืองแร่ดินดังกล่าวหวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตทางการเกษตร ผลไม้และทำลายแหล่งการท่องเที่ยวชุมชนอีก

    ทั้งโครงการดังกล่าวสร้างกลางชุมชนหวั่นมลพิษและการสัญจรของเยาวชน-ประชาชนจะได้รับอันตราย เมื่อวันที่8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาทางอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับอำเภอปากช่อง ผู้นำชุมชนและตัวแทนจาก บริษัทปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด(มหาชน) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านหมู่ที่2และหมู่ที่14ขึ้นภายในหมู่บ้านบริเวณศาลาประชาคมเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการต่อประธานบัตรก่อสร้างเหมืองแร่ดินของบริษัทปูน ซิเมนต์ นครหลวง จำกัด บริเวณพื้นที่ 105ไร่ 1งาน 86ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่2 ตำบลน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

    โดยเป็นการขอประธานบัตรทับพื้นที่ประธานบัตรเดิมเลขที่28811/15999 ที่เคยได้รับอนุญาตและปัจจุบันสิ้นอายุแล้ว แล้วพื้นที่ขอประธานบัตรที่2/2567ทั้งแปลง อยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของ บริษัท ได้แก่ โฉนดเลขที่ 20455 เลขที่ดิน7ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการทำเหมืองแร่ดินอุตสาหกรรม ชนิดดินซิเมนต์ ของบริษัท ปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด(มหาชน)จะทำ โดยวิธีเหมืองเปิด (open pit) ตลอดอายุโครงการ 5ปี และได้ยื่นขอต่อประธาน การทำเหมืองต่ออุตสาหกรรมจังหวัด

    เป็นที่มาของการนำเสนอข้อมูลประชาพิจารณ์ให้กับชาวบ้านในครั้งนี้ ทางด้านกลุ่มชาวบ้าน ประกอบด้วย นายวิรัตน์ กล้าหาญ นายมนตรี สุดโต นางสาว สาววิต ศรีมงคล แล้วนาย สวิล คงแคลง ชาวบ้านตำบลหนองน้ำแดง หมู่2 ได้ออกมาให้ความเห็นว่าพื้นที่ก่อสร้างเหมืองแร่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับวัดและกลางชุมชนที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 500 ครัวเรือนแล้วมีการปลูกพืช อาทิ แก้วมังกร ทุเรียน อโวคาโด้ น้อยหน่า เป็นจำนวนมากอีกทั้งบริเวณโดยรอบเหมืองยังมีการลงทุนของนักลงทุนทำธุระกิจการท่องเที่ยวโรงแรมและรีสอร์ทจำนวนมากเป็นชุมชนเกษตร และการท่องเที่ยว

    หากเหมืองแร่มาทำการก่อสร้างจะทำให้เกิดมลภาวะด้วยสิ่งแวดล้อมอาทิ ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณรัศมี 5กิโลเมตรการสัญจรจะยากลำบากเพราะมีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกวันละเกือบ100เที่ยว/วัน อีกทั้งมลพิษจากฝุ่นจะทำให้เกิดผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตร น้ำบาดาลใต้ดินที่ทางบริษัทปูนซิเมนต์จะเจาะลึกลงไป15-20เมตร จะส่งผลต่อน้ำใต้ดินของชาวบ้านทิศทางน้ำอาจจะเปลี่ยนได้ ดังนั้นชาวบ้านส่วนไหญ๋จึงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเหมืองแร่ดินของบริษัทในครั้งนี้และวิงวอนขอให้บริษัทหยุดก่อสร้างโครงการดังกล่าวเพื่อเก็บป่าพื้นนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปทางด้าน ดร.เรืองเกียรติ สุวรรโณภาส อ.มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกับชาวบ้านร่วมกันคัดค้านโครงการนี้ตั้งแตเดือนมกราคม 2568

    ได้นำชาวบ้านไปยื่นหนังสือต่อผูว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาทนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ที่ศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานอุตสาหดรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว และเป็นที่มาการเสนอโครงการทำประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ซึ่งตนได้ทำการยื่นหนังสือการคัดค้านต่อปลัดอำเภอปากช่อง และนายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานสิทธิมนุษยชน พื้นที่ภาคคะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล ว่าชาวบ้านไม่สนับสนุนโครงการนี้ เพราะจะให้โทษมากกว่าผลดีต่อขุมชนโดยรอบและตนจะยื่นหนังสือต่อ สส.และกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ต่อไป.

    กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เด็กปอเนาะตะห์ฟิซพร้อมชาวบ้านทอนรวมตัวเดินรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงหลังผู้ก่อความไม่สงบวางระเบิดทำร้ายผู้บริสุทธิ

    แชร์เนื้อหานี้

    เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2568ที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เด็กนักเรียนจากสถาบันการศึกษาปอเนาะตะห์ฟิซฮีดายาตุลกรุอ่าน พร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ประมาณ 200 คน ต่างพร้อมใจกันเดินขบวนเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการใช้ความรุนแรง หลังผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดบริเวณริมกำแพงถนนหลังสถานีตำรวจภูธรโคกเคียน

    ในเขตพื้นที่บ้านทอนฮีเล ม.10 ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ข้าราชการตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ทรัพย์สินทางราชการได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการก่อเหตุความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความเดือดร้อน จึงออกมาแสดงพลังเพื่อประนามการกระทำที่เกิดขึ้น

    ทั้งนี้การเดินขบวนต่อต้านการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ และประกาศเจตนารมณ์รวมพลังต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบโดยพร้อมใจกันชูป้ายข้อความอาทิ พลังประชาชนปฏิเสธความรุนแรง อยากให้ภาคใต้สงบสุข หยุดเถอะความรุนแรง Stop หยุดสร้างสถานการณ์ในตำบลโคกเคียน เสียงระเบิดซ้ำเติมเศรษฐกิจชาวบ้าน และหนูผิดอะไรทำไมต้องระเบิดใส่หนู แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยุติการใช้ความรุนแรง และหาทางออกด้วยสันติวิธี สื่อไปยังผู้ก่อความไม่สงบ ให้ยุติการก่อเหตุซ้ำ

    ด้าน ด.ช.อับดุลเล๊าะห์ นุ้ยประเสริฐ กล่าวว่า ตอนนั้นผมอยู่ในเหตุการณ์และกำลังจะไปทานข้าวที่บ้านของชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับสภ.โคกเคียน ซึ่งตอนนั้นรู้สึกตกใจมากที่ เกิดเหตุระเบิดขึ้นรู้สึกเสียใจว่าทำไมเหตุการณ์แบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับพวกเรา และอยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สุดท้าย ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่ไหนก็ตาม

    จากนั้น ร.ต.อ.สายเจต เสือย้อย ผบ.ร้อย ฉก.ตชด. 934 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ในสังกัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ได้ร่วมกันมอบดอกไม้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเด็กนักเรียนในครั้งนี้ด้วย
    ///////////////
    ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /กอ.รมน.จ. ส.ท. ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย

    แชร์เนื้อหานี้

    ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 68 เวลา 0930 พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท.) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด ส.ท. ร่วมกับ นายบุญส่ง ชำนาญเสือ นายก อบต.นาเชิงคีรี และ นายสายชล ถึงเป้ ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ต.นาเชิงคีรี ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่ ม.1 ต.นาเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จว.ส.ท. ซึ่งได้รับผลกระทบ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 68 เวลา 1620 ที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบฯ และพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ,ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
    กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมต.ยุติธรรม เร่งปรับกฎหมายสร้างคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหลังถูกปล่อยตัว/”โจรมุกดาหาร” ลักหัวจ่ายน้ำทองเหลือง – ถังดับเพลิง ร่วม 20 ตู้ ในตลาดอินโดจีน

    แชร์เนื้อหานี้

    วันที่ 28 เมษายน 2568​ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตามโครงการ ครม.สัญจร ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เพื่อตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่และการฝึกอาชีพของผู้ต้องขังในเรือนจำ

    และได้กล่าวเน้นย้ำว่า ความยุติธรรมในกระบวนการศาลไม่ใช่จุดสิ้นสุด จุดสิ้นสุดที่แท้จริงคือชุมชน เรือนจำควรเป็นสถานที่สร้างคน เพื่อให้คนสร้างชาติ ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมจะเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวสามารถมีงานทำ มีอาชีพ และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเร่งปรับปรุงกฎหมาย #เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

    “โจรมุกดาหารอาละวาดหนัก” ลักหัวจ่ายน้ำทองเหลือง – ถังดับเพลิง ร่วม 20 ตู้ ในตลาดอินโดจีน

    เมื่อวันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ประชาชนที่ไปออกกำลังกายบริเวณริมเขื่อนแม่น้ำโขงหน้าตลาดอินโดจีนมุกดาหาร เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้สังเกตเห็นว่าตู้เก็บอุปกรณ์ดับเพลิงซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารชั้นใต้ดินตลาดอินโดจีนมุกดาหารมีอุปกรณ์หัวจ่ายน้ำและถังดับเพลิงได้หายไปจากตู้คาดว่าจะถูกคนร้ายลักลอบมาลักเอาไป

    ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจดูที่ตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดินตามที่ได้รับแจ้งพบว่า มีตู้อุปกรณ์ดับเพลิงตั้งอยู่ภายในบริเวณชั้นใต้ดินจำนวน 20 ตู้ เมื่อสังเกตดูภายในตู้ซึ่งตามปกติจะประกอบด้วย วงล้อสายดับเพลิง , ถังดับเพลิง , หัวจ่ายน้ำดับเพลิง

    หัวปิดฝาจ่ายน้ำดับเพลิง วาล์วก๊อกน้ำ และถังดับเพลิง ปรากฏว่าอุปกรณ์ภายในตู้หายไปโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ทำด้วยทองเหลือง อาทิ หัวจ่ายน้ำดับเพลิง และหัวปิดฝาจ่ายน้ำดับเพลิง และบางตู้เหลือแต่วงล้อสายดับเพลิงกับท่อแป๊บน้ำเท่านั้น นอกนั้นอุปกรณ์ภายในหายไปหมด โดยความเสียหายน่าจะมีมูลค่านับแสนบาท

    ขณะที่ประชาชนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุโจรกรรมทรัพย์สินของทางราชการซึ่งอยู่ในอาคารสาธารณะกลางเมืองมุกดาหารเกิดขึ้นบ่อยและอุกอาจมาก ไม่เกรงกลัวว่าถูกเจ้าหน้าที่จับดำเนินคดี ลักขโมยสิ่งของในที่สาธารณะราวกลับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครองเข้ามาดำเนินการใดๆ

    ในเรื่องดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ก็มีเหตุลักตัดสายไฟจำนวนมากในตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดิน และครั้งนี้ก็เกิดเหตุการณ์ลักอุปกรณ์ดับเพลิงจำนวนมากขึ้นอีก ซึ่งสร้างความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหารเป็นอย่างมาก

    ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ ​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​