คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายฉกรรจ์ 2 ราย บุกรุมทำร้าย!! อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านเกาะรัง ต.หนองหว้า

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (13 ต.ค.68) เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้าน นายอนันต์ อารี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 (ผู้เสียหาย) ร้องเรียนยัง นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เหตุเกิดเมื่อวันที่ (12 ค.ค.68) เวลาประมาณ 22.05 น. ผู้เสียหาย ได้กำลังนอนพักอยู่ บ้านเลขที่ 299 หมู่ 10 ต.หนองหว้าฯ (ที่เกิดเหตุ)

ได้มีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน (อ้างว่าชื่อ อบต.นิว) ซึ่งขับรถมาก่อเหตุ ทะเบียน กบ 789 สระแก้ว รถ อีซูซุลักษณะสีรถบรอนซ์เขียว ได้มาที่บ้านหลังเกิดเหตุ แล้วได้สอบถามหากับ น.ส.จิตตรา อารี (บุตรสาวของผู้เสียหาย) บอกว่ามีธุระ จะขอคุยกับ นายอนันต์ ในขณะนั้น นายอนันต์ ได้ยินเสียงจึงได้เดินมาดู ก็พบว่ามีชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คน ยืนรออยู่ บริเวณบ้านหลังเกิดเหตุ

หลังจากนั้นชายฉกรรจ์จำนวน 2 คน ดังกล่าวก็ได้ทำร้ายร่างกาย นายอนันต์ โดยการชกเตะ เข้าที่บริเวณใบหน้าและตามร่างกาย ทำให้ นายอนันต์ ได้รับบาดเจ็บบริเวณคอและตามร่างกาย

ต่อมา..ได้มี นายบุรากร แซ่ลี้ เข้ามาห้ามปราม กระทั่งชายฉกรรจ์ จำนวน 2 คนดังกล่าวได้หลบหนีไป ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงมาร้องทุกข์กับ นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เพื่อขอความเป็นธรรมให้ทางผู้ก่อเหตุออกมารับผิดชอบให้สัมภาษณ์ นายอนันต์ อารี (ผู้เสียหาย)ให้สัมภาษณ์ จิตตรา อารี (ลูกสาวผู้เสียหาย) ให้สัมภาษณ์ บุรากร แซ่ลี้ (ลูกเขย)

ภาพข่าว โดย ผอ.วงศกร ปราจีน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป๋านนท์ นายอานนท์ รถทอง เจ้าของล้งทุเรียนชุมพร จ้างตบ 10 ที 30,000 บาท โทษฐานแย่งผัวชาวบ้าน จ่ายค่าตบให้ลูกสะใภ้ ลูกชายมีชู้กับเสมียนล้งของตน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 7 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ สอบถาม นาย อานนท์ รถทอง หรือป๋านนท์ อายุ 65 ปี เจ้าของล้งรับซื้อทุเรียนชื่อ ป๋านนท์&ป้าอร ตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชีย 41ฝั่งขาล่องใต้ เลขที่ 111/1 หมู่ 1 ตำบลตะโก อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร กรณี เมื่อวันที่ 6 ต.ค.68 จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ อานนท์ รถทอง โพสข้อความระบุว่า หาทีมตบประจำหลังสวนทุกทีม ให้ตบครั้งละ 30,000 ต้องตบ 10 ทีขึ้นไป ค่าตำรวจ ออกให้ แล้วแต่ทีมไหนเจอก่อนตบก่อน จ่าย 30,000 แล้ว ทีมต่อๆไปใครเจอตบได้เลยมารับอีก 30,000 วันเจอกี่ครั้ง ให้ตบทุกครั้งแล้วมารับเงินจากป๋านนท์ โทษฐานแย่งผัวชาว บ้านเค้า ตัวเองก็มีผัวอยู่แล้วยังมาแย่งผัวคนอื่นเค้าอีกหญิง ก็ ชั่วชายก็เลวบัดซบ ขอบพระคุณมากป่านนท์แก่แล้วไปตบ เองไม่ไหว (ตบแล้วถ่ายรูปมาเบิกเงินค่าปรับออกให้) พ่อผัว จ่ายค่าตบให้ลูกสะใภ้ครับแล้วก็ให้ตบได้ทั่วราชอาณาจักร ใครตบ เสร็จถ่ายรูปมาครับตบได้ทุกวัน จนกว่ามันจะเลิก กับลูกชาย (อยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกที่ ของอำเภอหลังสวน และตะโก ถ้าเจอรถสี่ประตู ฟอร์ดแร็พเตอร์ ทะเบียน 3456 จันทบุรี สีดำ

อยากให้จับอาวุธ ข้าวหลามมีอยู่สองกระบอก 11.มม กลับ9 มม ครับ มองแล้วลูกชายไม่ปกติเหมือนโดนวางยา ครับ ขอเจ้าหน้าที่คนไหนสภ. ไหนจับได้ผมในฐานะพ่อครับ ขอเลี้ยง กาแฟ 50,000 ครับคิดว่าสงสารคนแก่ๆครับ” พร้อมกับโพสภาพหญิงลูกจ้างกับลูกชายป๋านนท์ เล่าด้วยความอัดอั้นใจอีกว่า ความเป็นมาก่อนโพสเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กว่า “นางอร หรือหญิงที่เป็นชู้กับลูกชาย ของตนนั้น คือเป็นลูกจ้างใน ล้งทุเรียนของตนทำงานในตำแหน่งเสมียน อยู่กินกับหลานชาย เรา เลยเห็นใจว่าได้อยู่กินกับหลายชายก็เลยยกสถานะจากลูกจ้างมาเป็นหลานสะใภ้อยู่กินกันมาเป็นปี จนมารู้แน่ชัดเมื่อเร็วๆนี้ว่าแอบคบชู้เอาลูกชายของตนที่มีถานะเป็นเจ้านายในล้งก็ตกเป็นผัวของนางอีกคน รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายมีภรรยาอยู่แล้ว ซึ่งลูกสะใภ้เป็นคนขยันทำงานแต่อยู่ต่างจังหวัด ตนเองทนเห็นผู้หญิงแบบนี้มาทำลายครอบครัว มาทำชั่วกันเรายอมไม่ได้ ให้ครอบครัวพังไม่ได้ หมดเท่าไหร่ก็ยอม จึงโพสข้อความ ใครตบอีอรนี้ได้ให้ครั้งละ 3 หมื่นบาท แต่ต้องตบครั้งละประมาณ 10 ที แค่ตบสั่งสอนเท่านั้น เจอตบจนกว่าจะเลิกกับหลานและลูก เมื่อนั้นจบกัน ถ้าไม่เลิกเจอตบตลอดตบได้ทั่วประเทศ


ความคืบหน้า ป๋านนท์ เล่าด้วยความอัดอั้นใจอีกว่า จากกรณีที่ได้จ้างตบพูดตรงตรงเลยครับทำไมสังคมสอบถามว่าทำไมตบแต่ผู้หญิงทำไมไม่ให้ตบผู้ชาย ใจจริงผมอยากให้ตบทั้งคู่แต่ทีนี้ลูกชายมีข้าวหลามพกอยู่ตลอดเวลาถ้าให้คนอื่นไปตบเหมือนกับให้เค้าไปตายเพราะว่าลูกชายเป็นคนมุทะลุ แต่งานนี้พูดตรงตรงว่าผมเป็นพ่อในฐานะหัวหน้าครอบครัวและผมรักครอบครัว สร้างตัวมาเพื่อ อนาคตของลูกทุกคนทั้งลูกทั้งหลานแต่ในตอนนี้ลูกหลานเดินไปในทางที่ผิดผิดพลาดเราก็รับไม่ได้ปี๊ดแตก โมโหสุดสุดเพราะว่าทำงานมาจนอายุป่านนี้แล้วอายุก็ 65 66 ปี หวังว่าอยากจะวางมือเต็มที่ให้กับลูกชายแต่มันมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับไฟไหม้บ้านผมถึงอยากจะขอโทษสังคมที่เมื่อวานนี้อารมณ์พาไปในช่วงอารมณ์พาไปเท่าไหร่ผมก็ยอมแต่มาคิดได้มันไม่ดีเพราะเราอายุมากแล้วยังจะไปส่งเสริมความรุนแรงต่อสังคมผมจึงขออยากยกเลิกทุกกรณีที่ว่าจ้างตบ ขอยกเลิกทั่วประเทศเลยทุกกรณีสองคนนี้เค้าก็ออกจากบ้านผมไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเค้าออกไปแล้วทรัพย์สินที่เขาได้ไปที่เค้าติดตัวไปแค่นั้นส่วนซับมรดกทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางผมจะเรียกกลับหมดถ้าเกิดอะไรขึ้นผมไม่รับผิดชอบขอยุตติในการจ้างจบแค่นี้ผมก็เจ็บปวดมากแล้วนายสุวิทย์ พลานชุน ประธานสภาทนายความจังหวัดหลังสวน กล่าว ในกรณีที่บุคคลโพสต์หาคนรับจ้างตบ แต่ในขณะนี้ยังไม่ปรากฏผู้รับจ้างมากระทำความผิดนั้นยังไม่เกิด ผู้โพสต์นั้นยังไม่ไม่มีความผิด ยังไม่ได้ใส่ร้าย ยังไม่ได้ไปว่าให้บุคคลใดเสียหาย เพราะฉะนั้นในกรณีความผิดเกี่ยวกับเรื่องพรบ.คอมพิวเตอร์ก็ยังไม่เกิดถ้าต่อไปนี้คนใดคนหนึ่งรับจ้างตามข้อความ ที่ได้โพสต์แล้วได้กระทำตามที่โพสต์ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับตัวผู้กระทำได้ก็ถือว่าบุคคลนี้ได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายส่วนผู้ที่โพสต์ ถ้าตำรวจนำสืบได้ว่าหรือว่าข้อมูลชัดเจนโยงถึงผู้โพสต์เพราะว่าผู้กระทำได้ไปทำตามที่โพสต์ไว้ก็มีความผิดฐานจ้างวาน ใช้จ้างวาน แต่ต้องให้มีบุคคลใดคนหนึ่งไปกระทำความผิดตามที่เค้าว่าจ้างก่อนแล้วในขณะนี้เค้าไม่ได้ระบุตัวผู้จ้างวานว่าเป็นนาย ก.หรือนาย ข ได้แต่ประกาศหาผู้รับจ้างถ้าใครมารับจ้างไม่ว่าจะเป็นกี่คนแล้วเค้าไปทำความผิดนี้ตามที่เขาว่าว่าจ้างนี้ คนที่โพสต์ก็จะถือว่าเป็นผู้ว่าจ้าง ผู้จ้างวาน

บุคคลใดก็แล้วแต่จะเป็นบุคคลที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ถ้าเข้าไปทำในลักษณะก็เป็นความผิดฐานเดียวกันคือเป็นผู้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายอะไรก็แล้วแต่ที่ความผิดมันเกิดแล้วก็บุคคลที่โพสต์นี้ก็จะเป็นผู้ว่าจ้างทุกเรื่อง คือผู้กระทำความผิดฐานไหนทำร้ายร่างกายพยายามฆ่าหรืออะไรก็แล้วแต่คือบุคคลนี้เป็นผู้ว่าจ้างใช้วาน ในกรณีที่ไปกระทำโดยเจตนาหรือว่าไปทำร้ายร้ายร่างกายถ้าต่อมามีบุคคลเสียชีวิตเหตุใดเหตุหนึ่งก็มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายทำให้บุคคลถึงแก่ความตาย เหตุเกิดโดยประมาททำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายก็เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนสอบสวนได้ความก็ตั้งข้อหาไปผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ก็มีความผิดฐานจ้างวานในกรณีนั้นในความผิดนั้นตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาเพิ่มเติมกรณีที่ผู้โพสต์ได้กระทำใดๆให้สื่อถึงผู้เสียหายไม่จะใช้ชื่อหรือรูปภาพของผู้เสียหายจะมีความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร้องเรียนนายทุนขุดเขาป่าสงวนขายแถมยังทำให้เกิดฝุ่นหินประชานได้รับความเดือนร้อนหนัก

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 7 ตุลาคม 2568 กรณีประชาชนร้องเรียนนายทุนขุดภูเขาขายไม่เกรงกลัวกฎหมาย แถมยังสร้างมลภาวะเป็นพิษทำให้เกิดฝุ่นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบ

พื้นที่บริเวณถนนสายสามควนบ้านรัตนโกสัย หมู่ที่ 5ตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ในเขตป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 พื้นที่ป่าอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำภาคใต้ตามมติ ครม เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 ขั้นที่สามอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ

นำโดยนายสมเจตร์ เจริญทรง นายอำเภอทุ่งตะโกพร้อมกับเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชพ7 ตะโกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทุ่งตะโก เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก

จังหวัดชุมพรเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ปากตะโก จังหวัดชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตรวจสอบพื้นที่พบป่าเสียหายจำนวนหนึ่งแปลงเนื้อที่ประมาณ 4ไร่ 86 ตารางวา ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าเสียหายสิ่งแวดล้อมได้

ในพื้นที่พบรถแม็คโฮหนึ่งคันยี่ห้อ SUMITOMO สีเหลืองรุ่น ฆ็ 210 F 66 จอด อยู่ในสถานที่เกิดเหตุนายอำเภอทุ่งตะโกจึงได้โทรศัพท์ประสาน หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าในพื้นที่ให้เข้าร่วมตรวจ

สอบพื้นที่ที่มีการขุดตักดินบริเวณ พบที่ที่ถูกร้องเรียนจากนายอำเภอทุ่งตะโก กรณี พบเห็นการขุดตักดินในพื้นที่ถนนสายสามควรหมู่ที่ห้าบ้านรัตนโกสินทร์ตำบลปากตะโกอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพรนั้น

เจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าไปถึงยังพิกัดที่แจ้งข้างต้นคณะเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเพื่อตรวจสอบโดยรอบตรวจพบรถแม็คโฮ จอดอยู่ในพื้นที่และมีร่องรอยการขุดตักดินในพื้นที่ด้วยรถแม็คโฮ

คันดังกล่าวเพราะแม้ว่าขณะตรวจสอบรถแม็คโฮ จะจอดอยู่ไม่ได้ทำการขุดตักดินก็ตามแต่จากร่องรอยการขุดตักดินนั้นเห็นได้ว่าลักษณะของร่องรอยผิวหน้าดินที่ ถูกขุดตักดินนั้นตรงกับฟันของบุ้งกี๋รถแม็คโฮ

ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่ารถแม็คโฮ คันดังกล่าวได้ทำการขุดตักดินมาแล้วและไม่พบบุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในที่เกิดเหตุตรวจสอบสภาพพื้นที่โดยรอบเป็นสวนยางพาราพบเพียงร่องรอย การขุดตักดินเป็นลักษณะที่ลาดชันซึ่งพื้นที่เป็นเนินดินค่อนค่อนข้างสูงชัน ไม่มีไม้ใหญ่ที่สามารถใช้เป็นสินค้า

ได้คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสอบถาม นายสมยศ ธารักษ์ สมาชิกสภาเทศบาลปากตะโก ว่าทราบหรือไม่ว่าพื้นที่แปลงนี้เป็นของใครมีเอกสารสิทธิ์ทาง ที่ดินหรือไม่และเป็นการกระทำของผู้ใด นายสมยศ ธารักษ์ สมาชิกสภาเทศบาลปากตะโก ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ว่าพื้นที่ที่พบว่ามีการขุดตักดินแปลงนี้เป็นของ นายประจักษ์องอาจ

ซึ่งปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยไม่ทราบว่ามีเอกสารสิทธิ์ทางที่ดินเป็นอะไรและตนก็ไม่ทราบว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำของผู้ใดขณะเข้าตรวจสอบมีญาติเจ้าของที่ดินเข้ามา พูดคุยพร้อมยื่นเอกสารใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)มาเป็นหลักฐานคณะเจ้าหน้าที่

ได้ตรวจสอบเอกสาร นั้นพบว่าไม่ได้มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินมายืนยันเห็นตรงกันว่าหากเจ้าของที่ดินมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินให้นำมาแสดงต่อคณะเจ้าหน้าที่เพื่อจะได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์แจ้งไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร สาขาสวี เพื่อตรวจสอบรังวัดแนวเขตที่ดินดังกล่าวต่อไป

เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชพ7 ตะโก แจ้ง เป็นการกระทำความผิดกฏหมายว่าด้วยการป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้างแผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดใดอันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่จึงได้ใช้เครื่องมือตรวจวัดค่าพิกัดดาวเทียม GPS ทำการตรวจวัดค่าพิกัดดาวเทียมพื้นที่ที่ถูกบุกรุกหนึ่งแปลงโดยวัดค่าพิกัดได้โดยรอบแปลงพื้นที่เกิดเหตุได้ค่าพิกัดจำนวน 17 จุดซึ่งคำนวณพื้นที่ได้มีเนื้อที่สี่ไร่ 86 ตารางวาได้นำค่าพิกัดดังกล่าวไปถ่ายทอดลงในแผนที่หนึ่งต่อ 5000 ปรากฏว่าเป็นพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าพุทธศักราช 2484 คณะพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการจัดทำบันทึกการตรวจยึดจับกุมพร้อมเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องไปแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปากตะโกเพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / สำนักศิลปากร 12 แจ้งความเอาผิดคนลักลอบขุดเขาสามแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 24 กันยายน 2568 นายภัทรพงษ์ เก่าเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช พร้อมนางสาวกาญจนา สากระแสร์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร และเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยการลักลอบขุดค้นหาโบราณวัตถุ บริเวณแหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร หลังจากได้รับทราบจากสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีบุคคลโพสต์ Facebook ระบุว่า มีการลักลอบขุดค้นในพื้นที่ดังกล่าว

จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่ามีหลุมร่องรอยการขุดหลายจุด ซึ่งเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 จึงได้เดินทางไปยัง สภ.เมืองชุมพร เพื่อแจ้งความต่อ ร.ต.อ.สหชาติ สังข์สม พนักงานสอบสวนเวร สภ.เมืองชุมพร ขอให้สืบหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การลักลอบขุดค้นโบราณวัตถุมีโทษร้ายแรงตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 700,000 บาท และหากผู้ใดซ่อนเร้น จําหน่าย หรือรับซื้อ รับจํานํา หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุอันได้มาโดยการกระทําความผิด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

“สำนักศิลปากรที่ 12 ขอความร่วมมือประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมเฝ้าระวังและอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ หากพบเห็นการลักลอบขุดค้น ครอบครอง ซื้อ ขาย หรือรับซื้อโบราณวัตถุ โปรดรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสำนักศิลปากรใกล้เคียงทันที เพื่อร่วมกันปกป้องสมบัติอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป ซึ่งสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช สามารถโทร.แจ้งได้ที่หมายเลข 075-356458 หรือที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร โทร.077-630758” นายภัทรพงษ์ กล่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาชน อ.พานเตรียมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต้านโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะ จี้รัฐยกเลิก MOU

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 กันยายน 2568นี้ มวลชนต้านโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอำเภอพาน นัดรวมพลครั้งใหญ่แสดง. ยืนกรานไม่เอาโรงไฟฟ้า พลังงานขยะ จี้องค์กรณ์รัฐยกเลิก MOU อปท.ท้องที่เกี่ยวกับโครงการกำจัดขยะความคืบหน้าล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า

ประชาชนชาวอำเภอพาน 4 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลทานตะวัน ตำบลแม่เย็น ตำบลหัวง้ม ตำบลม่วงคำ ได้ออกมาเคลื่อนไหวจัดเวทีแสดงความคิดเห็นโดยมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเวทีแสดงความคิดเห็น และรวมพลังแนวร่วมแต่ละหมู่บ้านร่วมแสดงแนวคิดเห็นผลข้อได้เสีย การสร้างโรงงาน

ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่4 ตำบล ได้แสดงความคิดเห็นอันเป็นแนวทางอันเดียวกันว่าไม่เอาโรงงานไฟฟ้าจากพลังงานขยะฯโดยล่าสุดเมื่อวันที่4กันยายนที่ผ่านมาตัวแทนประชาชนในพื้นที่ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมการจัดการ จัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย จังหวัดเชียงราย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับว่าเป็นการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานของรัฐเนื่องจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีผลกระทบต่อห้วย หนอง คลอง บึงแหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่และมลพิษทางอากาศ จึงได้มีการเรียกร้องให้ยกเลิกMOU เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

อยู่ระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่และเรียกร้องประชาชนสี4ตำบล จะนัดรวมพลครั้งใหญ่ซึ่งจะมีพลังมวลชนเกือบ 1,000 คน โดยนัดรวมพลที่ โรงเรียนบ้านปูแกงโดยจะมีการปราศรัยใหญ่และเคลื่อนขบวนไปตามเส้นทาง ในพื้นตำบล ผ่านหน้าที่ว่าการอำเภอพาน วกกลับเส้นทางถนนพหลโยธิน เพื่อแสดงถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เอาโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะในพื้นที่อำเภอพานและการเรียกร้องให้มีการยกเลิกMOUโดยเร็วที่สุดความคืบหน้าจะนำเสนอให้ทราบต่อไป.

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ช.ฟัน 3 ข้าราชการ อบจ.มุกดาหาร จัด”ทัวร์ผี! เบิกค่าเดินทาง–ที่พัก คนไม่ไปจริง จัดอบรมลงชื่อซ้ำโกงงบหลวง

แชร์เนื้อหานี้

นายนิรุท สุขพ่อค้า ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 มีมติชี้มูลความผิดกรณีเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มุกดาหาร ทุจริตงบประมาณโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานประจำปี 2556

โดยการไต่สวนพบว่า การอบรมที่โรงแรมริเวอร์ซิตี้ จ.มุกดาหาร ระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2556 มีการลงชื่อผู้เข้าร่วมไม่ตรงข้อเท็จจริง พบรายชื่อซ้ำซ้อน 38 คน ทำให้มีการเบิกค่าอาหารเกินจริง 14,600 บาท ขณะที่การเดินทางไปศึกษาดูงาน จ.ระนอง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 23–26 พฤษภาคม 2556 มีผู้เข้าร่วมจริงเพียง 77 คน แต่กลับมีการเบิกค่าใช้จ่ายในนาม 157 คน รวมถึงค่าอาหารและค่าที่พักอันเป็นเท็จ ทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารได้รับความเสียหาย

จากการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลว่านายรณรงค์ สินทรัพย์ หัวหน้าสำนักปลัด อบจ.มุกดาหาร ในขณะนั้น และนางบัวพันธ์ กอดแก้ว รองปลัด อบจ.มุกดาหาร ปฏิบัติราชการแทนปลัด อบจ.มุกดาหาร มีมูลความผิดทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162, 264 และ 268 รวมทั้งมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์มิชอบ

สำหรับนางอภิวราภัคณ์ เกิดจันทึก ผู้อำนวยการกองคลัง อบจ.มุกดาหาร มีมูลความผิดทางอาญาในฐานะเจ้าหน้าที่การเงินที่จัดทำและรับรองเอกสารการเบิกจ่ายซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 และมีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งของทางราชการเกี่ยวกับการเงินการคลัง ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

ขณะที่ ส.ต.ต.หญิง เพชรรัตน์ แสนวิเศษ แม้พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเอาผิดทางอาญา แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีก 10 ราย ประกอบด้วย นางมลัยรัก ทองผา, บริษัท มุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนลการท่องเที่ยว จำกัด, นางพนิดา กุญชร กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ , นางณฤชาฎา เดชพิพัตร, นางอุมาพร สินธุเสก, นางซิน ทองคำกัลยา, นางชาริณี คูณทวี หรือมานะกิจสมบูรณ์, นางสาวกิติญาณี เลิศชนะเกียรติกุล, นายสมชาย รัชตะสาคร และนายบรรจง ประทุมสุวรรณ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญากับนายรณรงค์ สินทรัพย์ นางบัวพันธ์ กอดแก้ว และนางอภิวราภัคณ์ เกิดจันทึก พร้อมทั้งส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยกับทั้ง 3 ราย รวมถึง ส.ต.ต.หญิง เพชรรัตน์ แสนวิเศษ และให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารเร่งดำเนินการเรียกค่าเสียหายคืนแก่ทางราชการต่อไป

องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #ทุจริตจัดทัวร์ผี #โกงงบอบรม #อบจมุกดาหาร #ปปชฟันไม่เลี้ยง #ภาษีประชาชน #ทุจริตไม่รอด #มุกดาหาร #ปปช #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชลประทานที่ 1 เร่งตรวจสอบความเสียหายอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง หลังได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ”

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (8 กันยายน 2568) เวลา 16.00 น. #นายณัฐวุฒิ #นากสุก #ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม #สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วย #นายปารเมศ #การุณนราพร #ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน

และนายภมร เพชระบูรณิน หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อ่างเก็บน้ำได้รับความเสียหายบริเวณทำนบดินและอาคารระบายน้ำล้น หลังจากพื้นที่เกิดฝนตกหนักอย่าง

ต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ตามปกติ

เพื่อประเมินความเสียหายและหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ประสานไปยังฝ่ายจัดการความปลอดภัยเขื่อนและอาคารชลประทาน

เพื่อส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบรายละเอียดของความเสียหายในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อวางแผนการซ่อมแซมและแก้ไขปัญหาต่อไป
…#สมจิตร แสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพไทยระดมสรรพกำลัง พร้อมทุ่มเท เคียงข้าง ช่วยเหลือประชาชน ฟื้นฟูสะพานเสียหายจากน้ำไหลหลาก” / ปค.ดงหลวง – เมืองมุกดาหาร สนธิกำลัง จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นาวาอากาศเอกเชิดชู ชูเสน ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 สำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา สั่งการให้ชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว และชุดปฏิบัติงานช่าง หน่วยช่างพัฒนา หน่วย

พัฒนาการเคลื่อนที่ 24 นำเครื่องมือยานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ ร่วมกับส่วนราชการและประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ดำเนินการซ่อมแซมฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและสะพานข้ามลำห้วยพังคอง พื้นที่บ้านป่าหวาย ตำบลบ้านโคก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ที่ชำรุดเสียหายบริเวณคอสะพาน

เนื่องจากน้ำกัดเซาะ ผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนในการใช้เส้นทางจราจร จำนวน 446 ครัวเรือน เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางในการใช้สัญจรระหว่างตำบลบ้านโคกกับตำบลดงมอน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เส้นทางดังกล่าวกลับมาใช้ได้ตามปกติต่อไป

ทั้งนี้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 24 จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆในพื้นที่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานช่วยเหลือ ประชาชน

ได้ทันทีเมื่อเกิดภัยหรือได้รับการร้องขอ ตามนโยบายผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนา และช่วยเหลือประชาชนอย่างสุดความสามารถของกองทัพ เพื่อความผาสุขของประชาชนชาวไทย

ปค.ดงหลวง – เมืองมุกดาหาร สนธิกำลัง จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอดงหลวง (ผอ.ศป.ปส.อ.ดงหลวง) ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอดงหลวง สนธิกำลัง

ร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ภายใต้การอำนวยการของนายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร (ผอ.ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร) ลงพื้นที่ ต.โพนทราย อ.เมือง จ.มุกดาหาร เพื่อสกัดกั้นและจับกุมผู้ค้ายาเสพติด

การปฏิบัติครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการขยายผลผู้เสพในพื้นที่ อ.ดงหลวง จนสามารถจับกุมนายกำธร วาปี อายุ 45 ปี ชาว อ.เมืองมุกดาหาร ได้พร้อมของกลางยาบ้า 236 เม็ด และเม็ดแตกอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงเงินสด 3,160 บาท

เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดงหลวง #เมืองมุกดาหาร #ปกครองเข้ม #มุกดาหารไม่เอายาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าของสวนสมุนไพรแจ้ง เอาผิดชายฉกรรจ์บุกรุกพื้นที่จับกุมคนสวนโดยไม่มีหมายศาล ทนายความจ่อเอาผิดอีกหลายคดี

แชร์เนื้อหานี้

น.ส.สุภาดา วงศ์ซิ้ม เจ้าของสวนสมุนไพร ได้ลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แกลง ว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองของอำเภอ บุกรุกเข้าไปในพื้นที่บ้านเลขที่ 8/2 ม.5 ต.ทุ่งควายกิน อ.แกลง จ.ระยอง โดยไม่มีการแสดงบัตรเจ้าหน้าที่และหมายศาล

จากนั้นได้ควบคุมตัวพงศ์สุระ ลาภเงิน ซึ่งเป็นผู้ดูแลบ้านและสวน ก่อนจะบังคับขู่เข็ญให้ปลดล็อกรหัสโทรศัพท์ ก่อนจะชิงเครื่องโทรศัพท์ไปลบข้อมูลภาพถ่ายในเครื่องที่ผู้ดูแลบ้านและสวนได้ถ่ายไว้ขณะกลุ่มชายดังกล่าวบุกรุกเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต

ก่อนทั้งสามคนจะข่มขู่ต่างๆ นานา พร้อมทั้งทำร้ายร่างกาย และบังคับขึ้นรถยนต์ไป โดยไม่ทราบว่าไปที่ใด จึงเข้าแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

ด้าน นายณัฐพล ทองคำ ทนายความ เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบและสร้างความต่อเจ้าของสวนเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีคนงานมาคอยดูแลพันธุ์ไม้ที่เพาะปลูกไว้ในสวน ซึ่งจะได้เดินทางมาแจ้งความเอาผิดในข้อหาแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน, ชิงทรัพย์, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157, การเข้าตรวจค้นไม่มีหมายศาล, การจับกุมไม่มีหมายศาล, ร่วมกันบังคับข่มขืนใจผู้อื่น, ร่วมกันทำร้ายร่างกาย และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงไฟฟ้าพลังงานขยะส่อไปไม่รอด ชาวบ้านลุกฮือ! ลงชื่อคัดค้านทะลุเกือบพันคน จี้ยกเลิก MOU ใกล้แหล่งน้ำและชุมชน มกเม็ดไม่โปร่งใส ใครเอี่ยวมีหนาว

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวเชียงรายรายงานว่าเวลา09.00น.วันที่ 19 สิงหาคม 2568 กลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จากหลายตำบลประกอบด้วยตำบลแม่เย็นตำบลลลทานตะวันตำบลป่าหุงตำบลหัวง้ม อ.พาน จ.เชียงรายได้นัดชุมนุมที่โรงเรียนบ้านท่าหล่มตำบลทานตะวัน อำเภอพานจังหวัดเชียงรายเพื่อ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการถึงประเด็นคัดค้านโรงงานไฟฟ้าจากขยะ พี่จะดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ตำบลแม่เย็นอำเภอพานจังหวัดเชียงราย ในการชุมนุมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมชุมนุมและลงชื่อในหนังสือคัดค้านไม่เอาโรงงานไฟฟ้าจากขยะ ล่าสุดทะลุเกือบหลักพันคนแล้ในที่ชุมนุมมีแกนนำ

ผู้คัดค้านที่นำโดย พันตรี สมเจต ช่างซอได้เปิดเวทีแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตัวบุคลแสดงความคิดเห็น ต่อหน้าประชาชนเป็นจำนวนหลายร้อยร้อยคนที่มาชุมนุม อาทิ สจ.เขตพื้นที่อำเภอพาน แกนนำต่อต้านที่ตำบลป่าหุ่งฯลฯ

การปราศัยแสดงความคิดเห็น หยุดในเวลา12.00น.เพื่อทานอาหารกลางวัน และจะมีการตั้งขบวนรถแห่ออกจากที่จุดชุมนุมไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าเข้าตัวอำเภอพาน วกกลับทางแยกเข้าตัวอำเภอพานบริเวณพระธาตุจอมแย่

ขาล่อง มุ่งตรงไปยังตำบลแม่เย็นผ่านไปยังจุดบ้านสันไม้ฮาม บริเวณที่ดินที่ตั้งโครงการโรงงานไฟฟ้าฯไปต่อเรื่อยๆผ่านหน้าที่ทำการอบต.แม่เย็น และสิ้นสุดรร.บ้าท่าหล่มที่ตั้งจุดชุมนม ขบวนรถแห่ครั้งนี้ยาวนับ1กิโลเมตร

พันตรี สมเจต ช่างซอแกนนำต่อต้าน ได้กล่าวต่อที่ชุมนุมว่านัดหน้าจะมีการรวมตัวอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อยุติและได้คำที่ชัดเจนเกี่ยวกับการยกเลิก MOU โรงงานไฟฟ้า พลังงานจากขยะตามหนังสือที่ยื่นไปถึงหลายหน่วยงานก่อหน้าที่จะมีการนัดชุมนุมใหญ่.
สมจิตร แสงบัลลังค์ ทีมงานข่าวเชียงราย รายงาน