คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวร้องเรียน ร้องทุกข์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรี ลงพื้นที่บริเวณหลังตลาดบูรนาการคืนและล้างทำความสะอาดฟุตบาททางเท้าและคืนพื้นผิวจราจรให้ประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น บริเวณหลังตลาดสดหมอพนัส นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร พร้อมด้วย สส. วิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1, นายเจริญโชค พรหมชุติมา นายอำเภอเมืองชุมพร, นายสุพจน์ บุปผา ปลัดเทศบาลเมืองชุมพร, นายเจริญ โพธิ์ศรีทอง รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร, นายสายันย์ หัสรินทร์ รองปลัดเทศบาลเมืองชุมพร เจ้าหน้าทีตำรวจจราจรเมืองชุมพร เจ้าหน้าที่ เทศกิจเมืองชุมพร ลงพื้นที่บริเวณหลังตลาด ร่วมบูรนาการคืนทางเท้าและล้างทำความสะอาดฟุตบาททางเท้าและคืนพื้นผิวจราจรให้ประชาชน

โดยเก็บและเคลื่อนย้ายสิ่งของอุปกรณ์โต๊ะรถเข็นขายของออกจากผิวจราจร จัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อมอบความ สวยงามของบ้านเมืองชุมพรและความปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในเขตเทศบาลเมืองชุมพร โดยพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เนื่องจากเป็นจุดทีแออัด ติดกับ

ตลาดสดเอกชน มีการตั้งสิ่งของทั้งบนทางเท้า บนถนน จนดูเกะกะ กีดขวางทางเดิน ช้องทางการจรจร ทำให้ สกปรกหมักหมมไปด้วยสิ่งปฏิกูล มีกลิ่นเหม็น กลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค และทำให้ท่อน้ำอุดตัน แม้ที่ผ่านมาทางเทศบาลจะเข้าดำเนินการจัดระเบียบมาหลายครั้งแล้ว แต่ผ่านไปเพียงวันเดียวก็กลับสภาพมาเหมือนเดิม จนมีประชาชน นักท่องเที่ยว ที่ผ่านมาพบเห็นถ่ายภาพนำไปลงประจานในสื่อโซเชียลมาตลอด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดชุมพรมาอย่างต่อเนื่อง

โดยการจัดระเบียบในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งเตือนมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจัดระเบียบตามประกาศ ก็ยังมีร้านค้าแผงลอยฝ่าฝืนคำสั่งอยู่จำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงทำการรื้อและยกขนย้ายนำไปเก็บ บางรายเจ้าหน้าที่ทำการขนย้ายไปส่งให้ที่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้

จาก การรีวิวในโซเชียลเน็ตเวิร์ค นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดชุมพรรีวิวทางเดินฟุตบาทของอำเภอเมืองชุมพรไม่สามารถเดินได้สะดวก เพราะมีรถจอดบน ฟุตบาท และยัง มีการวางขายของเต็มฟุตบาท ไม่มีความสะอาดของบ้านเมืองวันนี้นายกศรีชัยนายกเทศมนตรีเมืองชุมพรได้รับตำแหน่งเป็นวันแรกจึงลงพื้นที่ตรวจสอบและได้นำทีมงานล้างถนนหลังตลาด และยึดยกสิ่งของที่กีดขวาง ที่วางอยู่บนฟุตบาทและพื้นผิวถนนที่รุกล้ำออกมาจากเส้นสีเหลืองที่ตีเส้นไว้ให้วางขายของแต่ได้
ล้ำออกมาโดยมีเจ้าของเฝ้าดูหรือทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนสั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศกิจและเจ้าหน้าที่ตำรวจ จราจร ดำเนินการได้เต็มและให้เจ้าหน้าที่ 

ล้างพื้นผิวถนนและลอกท่อระบายน้ำที่ถูกแม่ค้าตั้งตู้ตั้งเคาน์เตอร์ขายของขวางทางท่อน้ำในวันนี้จะได้ลอกท่อเพื่อให้น้ำทิ้งได้ระบายได้ทันเพราะเป็นจุดที่น้ำท่วมขังอยู่ตลอดในช่วงฝน
นาย ศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าว จริงๆแล้วเราผ่อนผันมานาน เพราะเราเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไม่มีที่ขายแต่การผ่อนผันของเรา พอเราให้โอกาสปรากฏว่าทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากวันนี้ก็เลยต้องมาจัดระเบียบให้บ้านเมืองน่าอยู่แล้วก็ไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนทางที่ประชาชนจะใช้บนพื้นผิวฟุตบาททางเดินแล้วก็พื้นผิวถนนโดยในวันนี้จัดระเบียบใหม่ แต่เราให้ขายเหมือนเดิมแต่เราขอจัดระเบียบอย่าให้ชาวบ้านเค้าเดือดร้อนเวลาเค้าเดินเดินบนทางเท้าเรายังอนุญาตให้ขาย

โดยขายเสร็จแล้วให้นำอุปกรณ์ทุกอย่างกลับไปที่บ้านหรือให้ออกจากพื้นที่พื้นผิวถนนและฟุตบาทเพื่อที่จะให้เทศบาลจะได้ทำความสะอาดได้ถ้าว่างหากขายของแล้วไม่นำอุปกรณ์กลับบ้านเทศบาลทำความสะอาดไม่ได้ ส่วนใหญ่ประชาชนที่มาขายนั้นเป็นนอกเขตเทศบาลเมืองชุมพรปัญหาวันนี้เราไม่ยอมเรา

ให้เวลาถึงเที่ยงยังไงก็ต้องนำอุปกรณ์ออกจากพื้นที่ถ้าไม่ยกเราก็จะยกไปไว้ที่เทศบาลเราจะตรวจสอบทุกวันก่อนสองทุ่มถ้าของของใครอุปกรณ์ต่างๆที่ยังอยู่ในท้องพื้นที่พื้นผิวถนนและฟุตบาทเราจะยกเก็บให้เลยจะไม่ยอมให้ตั้งบนท้องถนนแล้วขายขายได้แต่ถ้าตั้งแบบถาวรเราไม่ให้ขาย

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นรข.เขตนครพนม โดย สน.เรือมุกดาหาร ตรวจยึดสุกรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่​ 10 มิถุนายน​ 2568 ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านทรายทอง ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จว.มุกดาหาร พิกัด 48QVD 72728 41154 หน่วยเรือรักษา

ความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหาร สกัดจับ ขบวนการลักลอบส่งออกสุกร โดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร จำนวน 1 ตัว และกรงเหล็ก จำนวน 4 กรง

โดย​ น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับ จะมีการลักลอบลำเลียงขนสินค้าผิดกฎหมายข้ามไปยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงได้จัดชุด

ลาดตระเวนทางน้ำและทางบก เข้าตรวจสอบตามข่าวที่ได้รับแจ้ง ต่อมาเมื่อเวลา​ 06.45 น. ชุดลาดตระเวนทั้งสองไปถึงพื้นที่ตรวจพบชายฉกรรจ์ประมาณ 6 คน

กำลังลำเลี้ยงสุกรลงไปบริเวณท่าน้ำเมื่อกลุ่มดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่จึงทิ้งของกลางและใช้ความชำนาญพื้นที่หลบหนีเข้าไปตามภูมิประเทศหลังจากนั้น

ชุดลาดตระเวณทางบกและทางน้ำได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นสุกรอยู่ในกรง จำนวน 1 ตัว และพบกรงเปล่าสำหรับบรรจุสุกร จำนวน 3 กรง จึงได้ทำการตรวจยึดและนำของกลางกลับมายัง สน.เรือมุกดาหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย​ต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทหารผ่านศึก ชาวบ้าน รวมพลกว่า 500 คน บุกสำนักงานตำรวจภูธรชุมพร โวยไม่ได้รับความเป็นธรรม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 6 มิถุนายน 2568 นายประคอง จิตประสงค์ “ผู้ใหญ่หยีต” และ นายคนึง เมืองทิพย์ ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึกจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้านกว่า 500 คน ไปรวมตัวกันที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ภายในศูนย์ราชการ

เพื่อเรื่องเรียนต่อ พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร โดยชาวบ้านทั้งหมด ก่อนหน้านี้เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันอยู่ที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้านหมูที่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ทาแซะ จ.ชุมพร

ใช้เป็นศูนย์กลางในการเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินสวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 23,000 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ และป่าสลุย ที่หมดสัมปทานนาน 10 ปี แล้ว เพื่อนำมาบริหารจัดการและจัดสรรให้กับราษฎรและชาวบ้านที่ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งหมดสัมปทานมานานถึง 10 ปี แต่รัฐเกียร์ว่างไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้กลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รับ

นักการเมือง บางคนบางกลุ่ม นำแรงงานต่างด้าวเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมันออกมาขายให้โรงงานนายทุน ปีละเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยที่รัฐไม่ผลประโยชน์ใดๆเลย ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำกันเป็นขบวนการร่วมกันระหว่างนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง มานานหลังจากสวนปาล์มหมดสัมปทานนับ 10 ปี

ตัวแทนชาวบ้านและทหารผ่านศึกกล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีดังกล่าว ที่ผ่านมาชาวบ้านและ กลุ่มทหารผ่านศึกได้ออกมารวมตัวกัน โดยใช้ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้านและอาคารร้างในสวนปาล์มหมดสัมปทานเป็นจุดรวมตัวและจุดพัก เพื่อคอยตรวจสอบดูแลพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 2 หมื่นไร่ มานานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อไม่ให้กลุ่มนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ

ผู้มีอิทธิพล และนักการเมือง นำแรงงานต่างด้าวเข้าไปลักขโมยเก็บเกี่ยวปาล์มออกมาขาย จนกระทั่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะกลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้านออกตรวจพื้นที่ผ่านไป

ถึงหน้าสำนักงานของบริษัทนายทุนที่หมดสัมปทาน ช่วงประมาณบ่าย 3 โมง ได้เห็นบุคคลต้องสงสัยคาดว่าเป็นแรงงาน เมื่อเห็นพวกตนได้วิ่งหนีและทิ้งปืนยาวไทยประดิษฐ์ ขนาด .22 ติดลำกล้อง ใส่อยู่ในถุงผ้า พร้อมเครื่องกระสุน ทิ้งไว้ข้างสำนักงาน 1 กระบอก

ชาวบ้านจึงแจ้งตำรวจ สภ.สลุย มาตรวจสอบ ปรากฏว่าใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง จนเกือบมืด เมื่อมาแล้วก็ไม่ยอมเปิดถึงดูว่าข้างในเป็นปืนชนิดใดอ้างว่ากลัวทรัพย์สินเสียหาย

จะต้องพาไปเปิดที่โรงพัก ชาวบ้านจึงไม่ยอมขอตามไปดูด้วย เมื่อไปถึงโรงพักก็ยังโยกโย้บอกว่าร้อยเวรยังไม่สะดวกยังอาบน้ำอยู่ แต่ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้ออยู่เฝ้าจนในสุดตำรวจก็ยอมเปิดดู ปรากฏว่าเป็นอาวุธปืนยาวเถื่อนไม่มีทะเบียน พร้อมเครื่องกระสุน

ตัวแทนชาวบ้านและทหารผ่านศึกกล่าวต่อว่า เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ ชาวบ้านไปสอบถามถึงความคืบหน้าคดี ตำรวจ สภ.สลุย ก็พูดไม่ดี แถมต่อว่าชาวบ้านว่ามีแต่เรื่องวุ่นวาย ทำให้ตำรวจต้องเวลาไม่ต้องทำเรื่องอื่นกันแล้ว ทั้งๆที่จุดเกิดเหตุดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดของบริษัทหมดสัมปทานติดตั้งอยู่หลายตัว ซึ่งเป็นจุดที่

กล้องบันทึกภาพเห็นคนทิ้งปืนชัดเจน แต่พอชาวบ้านพวกเราทำผิดเล็กๆน้อยๆ บางเรื่องก็ผิดแบบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตำรวจกลับยกโขยงกันไปตรวจสอบจับกุมดำเนินคดีเสร็จภายในวันเดียว ซึ่งทำคดีต่างกันยังกันหน้ามือหลังมือ เก่งแต่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีตำรวจบางคนมีพฤติกรรมทำตัวอยู่ข้างนายทุน คอยจ้องจะจับผิดแต่ชาวบ้านเท่านั้น

ด้าน พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้ลงมาพบและพูดคุยกับตัวแทน กลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้าน พร้อมกับรับทราบปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นและได้ชี้แจงว่า จะสั่งการกำชับให้ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นธรรมและตรง

ไปตรงมา ซึ่งตนเองได้รับรายงานจาก ผกก.สภ.สลุยแล้ว เรื่องคดีอาวุธปืนเถื่อนดังกล่าว ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และทำหนังสือขอภาพกล้องวงจรปิดจากบริษัทดังกล่าวแล้ว ซึ่งหากขอไปแล้วมีการประวิงเวลาหรือล่าช้า ก็จะให้ตำรวจใช้อำนาจเข้าไปตรวจสอบเองเลย และรับปากยืนยันว่าคดีนี้จะต้องรู้ผลภายใน 7 วัน

ภายหลังจากแกนนำ กลุ่มทหารผ่านศึกและชาวบ้าน ได้รับฟังคำชี้แจงและคำยืนยันจาก พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร ต่างก็พอใจและปรบมือให้ พร้อมกับกล่าวของคุณ พล.ต.ต.สมคะเน ที่ลงมาพบและพูดคุยชี่แจงทำความเข้าใจท่ามกลางวงล้อมชาวบ้าน ได้รับรู้กันทุกคน ก่อนจะพากันแยกย้ายกลับ และรอฟังคำตอบเรื่องความคืบหน้าของคดีภายใน 7 วันต่อไป.

****ท้ายคลิปมีเสียง พล.ต.ต.สมคะเน โพธิ์ศรี ผบก.ภ.จว.ชุมพร

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผกก.สภ สวี ร่วมกับ พม.ชุมพร เร่งช่วยเหลือยาย 74 ประสบอุบัติเหตุ ถูกชนสาหัส ลูกพิการ/แม่เฒ่าวัย 74 ปี ร้องสื่อถูกรถชนขาหัก/รถรั้วชนแล้วหนีสองผัวเมียเจ็บสาหัส

แชร์เนื้อหานี้

ชุมพร, 7 มิถุนายน 2568 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร (พม.ชุมพร) ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือ คุณยายวัย 74 ปี ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์ชนสาหัส จนไม่สามารถประกอบอาชีพและหาเงินเลี้ยงดูลูกชายพิการได้ ตามที่ช่อง AMARIN ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 พ.ต.อ.วิษณุ สุระวดี ผกก.สภ.สวี พร้อมด้วย นายอมร สุขแก้ว ผญบ. ม.5 ต.นาโพธิ์ และ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลนาโพธิ์ ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ นางแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74 ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซ.สมัครใจราษฎร 8 ม.5 ต.นาโพธิ์ อ.สวี จว.ชุมพร

ซึ่งได้รับบาดเจ็บ จากการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน พร้อมได้มอบเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นจำนวนหนึ่ง และได้ประสานผู้ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือต่อไป นางสาวจีรดา ธรรมาภิมุข พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร ได้มอบหมายให้ นางสาววรัชยา รินทะจะกะ นักจิตวิทยา ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดชุมพร ลงพื้นที่ร่วมกับเทศบาลตำบลนาโพธิ์ ณ บ้านเลขที่ 400/12 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว จากการสอบถามข้อเท็จจริง คุณยายวัย 74 ปี เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 ขณะที่ตนกำลังเดินข้ามถนนได้มีรถจักรยานยนต์พุ่งชน ทำให้ขาซ้ายหัก 2 ท่อน และมีแผลฉีกขาดบริเวณนิ้วเท้า

โดยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นชาวเมียนมา ซึ่งทำงานให้กับร้านขายข้าวแกงแห่งหนึ่ง คุณยายมีอาชีพทำขนมขาย เพื่อเลี้ยงดูตนเองและลูกชายวัย 44 ปี ที่ป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตรพิการเป็นจำนวนมากในแต่ละเดือน การประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลให้คุณยายไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ทำให้ขาดรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะที่คู่กรณีซึ่งเป็นชาวเมียนมา ทางนายจ้างรับผิดชอบเพียงค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น โดยไม่มีการเยียวยาค่าใช้จ่ายอื่นๆ และไม่มีการติดต่อสอบถามใดๆ คุณยายจึงร้องขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระหว่างที่ยังไม่หายเป็นปกติ พม.ชุมพรเร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชุมพร ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่คุณยายวัย 74 ปี ดังนี้:

พูดคุยให้กำลังใจ พร้อมทั้งให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ของคนพิการประสานสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจประสานเทศบาลตำบลนาโพธิ์ เพื่อติดตามให้ความช่วยเหลือตามภารกิจอย่างต่อเนื่องพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน จำนวน 3,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พม.ชุมพร จะติดตามและให้ความช่วยเหลือคุณยายและลูกชายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด แจ้งถึงผู้ใจบุญร่วมบริจาคให้ยายแต๋ว กลิ่นอบเชย แม่สู้ชีวิตได้ที่ ธนาคาร ออมสิน ชื่อบัญชี นางแต๋ว กลิ่นอบเชย บัญชีเลขที่ 020264161413

ธนากร โกศลเมธี ภาพ/ข่าว รายงาน 0818923514

ชุมพร – แม่เฒ่าวัย 74 ปี ร้องสื่อถูกรถชนขาหักช่วยตัวเองไม่ได้ยังต้องดูแลลูกชายป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่า ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

แม่เฒ่าวัย 74 ทำขนมขายเลี้ยงลูกชายนอนป่วยติดเตียงหลังฉีดวัคซีนโควิด เมื่อสี่ปีที่แล้วมาเกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ชนขาหักสองท่อน ไม่สามรถช่วยเหลือตัวเองได้ อีกคน ที่เกิดเหตุบริเวณหลังสถานีรถไฟ สวี วันที่ 6 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจาก ป้าแต๋ว กลิ่นอบเชย อายุ 74ปี บ้านเลขที่ 400/12 ซอย สมัครใจราษฎร์ 8 หมู่ที่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอ สวี จังหวัดชุมพร ถูกรถจักรยานยนต์ชนจนขาหักไม่สมารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและลูกที่ป่วยติดเตียวได้ นายภาณุพงศ์แก้วเพชรอายุ 44 ปีลูกชายป้าแต๋วป่วยจากการฉีดวัคซีนโควิดนอน ติดเตียงมาสี่ปีแล้ว ปกติรายจ่ายได้มาจากการทำขนมไปส่งขาย แต่มาเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้และยังต้องมีรายจ่ายเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเช่นตนต้องมาใช้ แพมเพิส เพราะตนไม่สามารถลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้ และยังมีของลูกชายอีกที่ป่วยมา 4 ปีกว่า

วอนสื่อเข้าดูแลช่วยเหลือขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลช่วยเหลือเนื่องจากโดนรถชน เมื่อ วันที่ 23 มิถุนายน 2568 จนขาหักไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ไม่มีรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือเรื่องกินอยู่ที่พักอาศัยต่างๆก็ไม่มีโดยปัจจุบันได้เช่าอาศัยห้องอยู่เดือนละ 1700บาท เดือนนี้ก็ยังไม่มีเงินไปจ่ายค่าเช่าห้อง รายได้หลักก็ทำขนมไปฝากร้านร้านขายเลี้ยงชีพลูกสาวหลานสาวก็มีครอบครัวไปก็มีความลำบากเช่นกันจะต้องเจียดเวลามาพาไปโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาตัว

  นางสาวพรทิพย์ โสวรรณะ  อายุ 51ปี เล่าว่า  ส่วนคู่กรณีก็ได้แต่ชำระค่ารักษาอย่างเดียวโดยการชำระผ่านแอพไปล้างแผลเท่าไหร่ก็จ่ายผ่านแอพเท่านั้นค่าอาหารค่ากินอยู่ที่ต้องหยุดทำมาหากินก็ลำบากไม่มีรายได้ไม่มีรายรับเพราะไม่สามารถลุกขึ้นมาทำขนมออกไปขายได้   ส่วนลูกสาวก็มาดูแลน้องชายกับแม่โดยการหุงข้าวหุงปลาหาอาหารให้กินตามมีตามเกิดเพราะตนก็หาเช้ากินค่ำ  แม่มีอาชีพขายขนมแม่ทำขนมส่งที่ร้านพอดีวันนั้นเวลาตีห้ากว่าตอนเช้ามืดแม่ก็ออกไปส่งขนมเหมือนปกติทุกวันขณะที่ขากลับก็ได้ลากรถขนขนมกลับมามีพม่าขับรถมาทางด้านหลังแล้วก็ชนแม่ก็ล้มทั้งยืนคือทีนี้นายจ้างของเขา บอกว่าบัตรของพม่าชื่อนายจ้างไม่ใช่เป็นชื่อเขาเป็นชื่อนายเก่าของเค้าแต่นายจ้างเค้าก็จะรับผิดชอบได้แค่หลักค่ารักษาพยาบาลค่าเยียวยาเค้าไม่ให้ไม่ช่วยแต่ทีนี้ทางบ้านก็ลำบากแม่มาขาหักและน้องก็ติดเตียงอีกหนึ่งคนก็ลำบากมากเลยวอนหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือหน่อย ช่วยเยียวยารักษาให้ดีขึ้น จนกว่าแม่จะหายอาการที่ป่วยของแม่วันนี้ที่ถูกรถชนก็คือขาหักสองท่อนหักซ้ำกับข้างเดิมที่เคยหักมาก่อนแม่ก็อายุมากแล้วปีนี้ก็ 74 ปี  วันนี้หมอก็นัดไปตัดไหมและในวันที่ 25 ก็จะเข้าไปเอกซเรย์ดูบาดแผลอีกครั้ง ที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ส่วนน้องชายที่ป่วยตอนแรกเป็นเส้นเลือดแตกตอนหลังก็ได้ทำกายภาพก็สามารถลุกขึ้นมาเดินเหินเดินได้แล้วมาฉีดวัคซีนป้องกันโควิดเข็มที่สองก็อาการแขนขาอ่อนแรงอาการติดเตียงมาจนถึงทุกวันนี้ก็ประมาณสี่ปีแล้วอยากฝากถึงหน่วยงานที่จะให้เข้ามาช่วยเหลือเข้ามาดูแล ความเป็นอยู่ของบ้านเราหน่อยเพราะบ้านก็ต้องเช่าในช่วงนี้แม่ก็ทำงานไม่ได้ก็ลำบากมากเลยส่วนตัวก็มีครอบครัว ซัพพอร์ตกันไม่ไหวรายได้ก็ไม่ค่อยดีคนชนเค้าก็ไม่ได้เยียวยาอะไรมากให้แต่ค่ารักษาพยาบาลเท่านั้นในขณะนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหนเข้ามาดูแลมีแต่ชาวบ้านรอบข้างก็เข้ามาดูแลเยี่ยมเยียนเฉยเฉย  พ.ต.อ. วิษณุ สุระวดี  ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร สวี จังหวัดชุมพร  เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้ความคืบหน้าในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานกับคู่กรณีซึ่งเป็นชาวพม่าประสานกับนายจ้างคือนายเทพนี่เค้าได้มาอยู่กับภรรยาร้านอาหารแห่งหนึ่งแต่ว่าไม่ได้ทำงานแล้วก็ทางเจ้าของร้านอาหารก็เข้ามาช่วยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายค่าเสียหายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในเบื้องต้นซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน รอความเห็นจากแพทย์กรณีนี้เป็นกรณีที่คุณป้าขาหักจะต้องมีการดำเนินคดีข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสแล้วก็เรื่องของใบขับขี่เรื่องของพรบต่างๆซึ่งทราบจากทางสื่อมวลชนว่าคุณป้ามีค่าใช้จ่ายประจำวันในชีวิตแล้วก็ต้องดูแลลูกที่ต้องป่วยติดเตียงเพิ่มเติมอีก ก่อนอื่นขอแจ้งว่าทางร้อยเวรได้ประสานไปทางลูกสาวอีกท่านหนึ่งอยู่ตลอดอยู่แล้วแต่ว่าทางข้อมูลตรงนี้ทางตำรวจก็จะช่วยประสานฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นกองทุนในการดูแลผู้ประสบภัยจากรถแล้วก็ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกรณีนี้ ไม่มีพรบ.ไม่มีเอกสารไม่มี พรบ.ใด   ช่วงป่ายของวันนี้ผมก็จะเข้าไปเยี่ยมดูแลในเบื้องต้นให้ความช่วยเหลือทางคุณป้าก่อนอายุเยอะแล้วน่าเห็นใจ ครับ เคส นี้จะดูแลให้เป็นพิเศษนะ

รถรั้วชนแล้วหนีสองผัวเมียเจ็บสาหัส ซ้ำหนักสุดรันทดไม่มีเงิน จะให้ลูกไปโรงเรียน

วันที่ 7 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนางสาวกิตติยา มากสวีอายุ 39 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ว่าได้เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า Wave สีน้ำเงินทะเบียน 1 กช 6324 ชุมพรพร้อมกับนายสายัณห์ ปิ่นทองอายุ 52 ปีผู้เป็นสามี ขับรถออกไปเพื่อจะไปรับลูกลูกที่โรงเรียนพอมาถึงถนนในหมู่บ้านหมู่ที่ตำบลครน อำอำเภอสวี จังหวัดชุมพร บริเวณสามแยกบ้านครูจวนได้มีรถกระบะสีขาวเป็นรถรั้วไม่ทราบหมายเลขทะเบียนวิ่ง ข้ามเลนมาชนมอเตอร์ไซค์ที่กำลังขับไปรับนักเรียนที่โรงเรียนจนทำให้บาดเจ็บตั้งแต่ช่วงสะโพกลงไปถึงขาหักหลายท่อนและทำให้นายสายัณห์ ปิ่นทอง หัวไหล่หักและแขนหักได้รับบัตรเจ็บสาหัสทั้งสองคน

วอนสื่อตนและสามีเป็นเสาหลักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวและให้เด็กเด็กนักเรียนไปโรงเรียนแต่มาเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้อยากให้หน่วยงานช่วยเหลือให้ลูกลูกได้มีเงินไปโรงเรียนและได้ดูแลตนและสามีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งสองคน จากกรณี วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 15.47 น. ว่าที่ พันตำรวจตรี ชินวงค์ อินทร์ทอง ส.ว. (สอบสวน) สภ. สวีได้รับแจ้ง คณะปฏิบัติหน้าที่สอบสวนเวร รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ. สวี ว่าเกิดเหตุรถเฉี่ยวชน กัน รถได้รับความเสียหายมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่ เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุ สามแยกครูจวน ถนนในหมู่บ้าน หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอ สวี จังหวัดชุมพรมื่อไปถึงพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ แซด สีน้ำเงินทะเบียน 1 กช 6324 ชุมพร ตรวจสอบ พบร่องรอยเฉี่ยวชนเสียหายผู้ขับรถและคนซ้อนท้ายได้รับบาดเจ็บมีรถพยาบาลนำส่งโรงพยาบาลสวี ส่วนคู่กรณีไม่พบในที่เกิดเหตุได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุถ่ายภาพที่เกิดเหตุวาดภาพที่เกิดเหตุไว้แล้วนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาตรวจสอบสภาพตามระเบียบดูผู้ขับ รถจักรยานยนต์ที่โรงพยาบาลสวีทราบชื่อ ผู้ขับรถนายสายัณห์ ปิ่นทองอายุ 52 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบล ครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพรคนซ้อนท้ายนางสาวกิตติยา มากสวี อายุ 39 ปีที่อยู่ 4/2 หมู่ 1 ตำบลควนอำเภอสวีจังหวัดชุมพรได้รับอันตรายแก่กายอยู่ระหว่างรักษาของแพทย์ไม่สามารถให้การได้จึงกลับมาลงประจำวันไว้เพื่อทำการสอบสวนต่อไป

ผู้สื่อข่าว เดินทางไป โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์เพื่อ พบนายสายัณห์ปิ่นทองและนางสาวกิตติยามากเสวีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส นางสาวกิตติยาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่าตนเป็นห่วงลูกลูกสองคนที่กำลังเรียนหนังสือมาเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่มีรายได้เพื่อจะส่งให้นักเรียนได้ไปโรงเรียนและดูแลเด็กเด็กในตอนนี้ได้ฝากให้นางอารี ปิ่นทอง ผู้เป็นย่า และนางสาวจรรยา ปิ่นทองเป็นอาดูแลเด็กเด็กและรับส่งนักเรียน ซึ่งเป็นห่วงการเล่าเรียนของเด็กเด็กที่จะไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีรายได้ที่จะให้นักเรียนไปโรงเรียน วอนผู้ใจบุญ ช่วยค่าใช้จ่ายให้นักเรียนไปโรงเรียนช่วยได้ที่ ธนาคาร กรุงไทย ชื่อบัญชี น.ส.กิตติยา มากสวี บัญชีเลขที่ 823-0-22836-1 ส่วนนายสายัณห์ ปิ่นทองเล่าว่าตนได้ขับรถซ้อนภรรยาเพื่อที่จะออกไปโรงเรียน นาเหรี่ยง เพื่อที่จะไปรับเด็กชายกฤษกรปิ่นทองอายุเก้าปีอยู่ชั้น ป. 3 และได้มาเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้แขนหักหัวไหล่หักและยังมีกระดูกซี่โครงทิ่มปอดรอทางโรงพยาบาลจะดำเนินการผ่าตัดให้ในวันที่
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 4 ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพรเพื่อพบนางจรรยา ปิ่นทองผู้เป็นอาและได้สอบถามว่าเด็กเด็กได้อยู่ที่บ้านมีใครดูแลบ้างแจ้งว่าอยู่กับคุณย่าและตนโดยที่เด็กหญิง เอ อายุ 13 ปีเรียนอยู่ชั้น ม. 1 และเด็กชายบี อายุ 9 ปี เป็นนักเรียนชั้น ป. 3 ส่วนอาก็จะมาดูแลในช่วงที่ว่าพ่อแม่เค้าเกิดอุบัติเหตุเพื่อที่จะมาส่งเด็กเด็กไปโรงเรียนปกติแล้วก็จะเป็นพ่อแม่เขาที่พาลูกลูกไปโรงเรียนและหารายได้และในช่วงนี้ก็มาเกิดอุบัติเหตุคิดว่าคงจะลำบากเรื่องการไปโรงเรียนเพราะพี่ชายและพี่สะใภ้เค้าเป็นเสาหลักในการหาเงิน มาเลี้ยงครอบครัว

นางสาวจรรยา ปิ่นทอง ผู้เป็นอาเล่าว่าในวันที่เกิดเหตุมีมอเตอร์ไซค์ขับรถตามมาเห็นเหตุการณ์ขณะที่มีการเฉี่ยวชนแจ้งว่าพี่ชายได้ขับรถออกมาจากบ้านพอมาถึงสามแยกก็จะเลี้ยวซ้ายเพื่อที่จะไปโรงเรียนนาเรียงเพื่อรับลูกลูกแต่มีรถสวนเข้ามาจากทางสามแยกและข้ามเลนมาชนพี่ชายทำให้เกิดบาดเจ็บสาหัส สองคนและคนเห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่าเป็นรถกระบะโตโยต้า มีรั้วแบบเตี้ยอยู่บนกระบะ เป็นรถสี ขาวตอนเดียวได้เฉี่ยวชนกับมอเตอร์ไซค์แล้วหลบหนีไปเบื้องต้นไม่สามารถจดจำทะเบียนรถได้แต่ได้สอบถามชาวบ้านแถวนั้นทราบว่ารถคันดังกล่าวได้วิ่งอยู่ในบริเวณนี้เป็นประจำจึงได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อติดตามเจ้าของรถคันดังกล่าวมารับผิดชอบต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาชน!! ร้องเรียนขอความเป็นธรรม สมาคม อสมช.ภาคประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

สืบเนื่องมาจาก นายวรวัฒน์ เหลืองห่อ อายุ 36 ปีได้ร้องเรียนมายัง นายสมพงษ์ มีน้อย เลขานุการสมาคมคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ทางเลขาสมาคมฯ ได้ไตร่ตรองและส่งเรื่องมายังสมาคมฯสาขาใหญ่ เพื่อให้ลงพื้นที่ตรวจสอบและช่วยเหลือดังกล่าว

วันนี้ (31 พ.ค.68) เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แก้วสุทธิ นายกสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) ร.ต.ท.ประดิษฐ์ ชมผาสาท อุปนายกสมาคมฯ นายสมพงษ์ มีน้อย เลขานุการสมาคมฯ นส.บำเพ็ญ ศรีพานัด ผู้ช่วยเลขานุการสมาคมฯ พร้อมผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายวรวัฒน์ เหลืองห่อ อายุ 36 ปี

(ซึ่งเป็นพ่อของผู้เสียชีวิต) สืบเนื่องมาจากวันที่ 18 พ.ค.2568 เวลา 20.20 น. ได้มี นส.จิรัญสยา โคตน (ชื่อเดิม) หรือ นส.สุทัตตา เหลืองห่อ อายุ 15 ปี (ชื่อใหม่) คนขับรถจักรยานยนต์ ผู้เสียชีวิต และ ด.ญ.รัชนีวรรน เหลืองห่อ อายุ 11 ปี ผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บ สาหัส สลบไป 3-4 วันไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตนได้ขับรถไปตอนกลางคืนที่

สะพานบ้านหนองค้า ต.กบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี แล้วแถวนั้นไม่มีป้ายไฟแจ้งเตือน หรือไฟปลายทาง บริเวณนั้นมืดสนิท มีคนจอดรถกระบะไว้ชิดซ้ายกลางสะพาน โดยไม่เปิดไฟสัญญาณเลยชนเต็มที่ จนมีผู้เสียชีวิต 1 รายและสาหัส 1 ราย

นายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่วันนี้เคสช่วยเหลือและติดตามไปที่ สถานีตำรวจภูธรกบินทร์บุรี เพื่อขอให้ทาง สภ.ได้สืบข้อเท็จจริงและนัดหมายสอบปากคำเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ทางสมาคมองค์การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (ภาคประชาชน) เป็นสื่อกลาง ให้คำปรึกษา ปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ต่อไป. ภาพ-ข่าว / วงศกร ปราจีน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข รวบพ่อค้าลักลอบขายกะท่อม พร้อมของกลางหลายรายการ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พ.ค. 68 ภายใต้ “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด ” อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การอำนวยการของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ /ผอ.ศอ.ปส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ สั่งการให้ นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก /ผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแกมอบหมายให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก พร้อมด้วย พ.ต.ท. ชาญศักดิ์ วงษ์สิงห์ รอง ผกก.สส.สภ.ทับสะแก น.ส.ณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดฝ่ายความมั่นคง

พร้อมเจ้าหน้าที่ ร่วมกันจับกุมการกระทำความผิดลักลอบจำหน่ายน้ำต้มพืชกระท่อม บริเวณริมถนนเพชรเกษม ม.7 ต.ทับสะแก จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย โดยแจ้งข้อกล่าวหา มีน้ำต้มกระท่อมที่ผลิตไว้เพื่อขายซึ่งบรรจุในบรรจุภัณฑ์ (ขวดพลาสติก) ไม่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณว่าส่งผลต่อร่างกาย บำบัด บรรเทาหรือรักษาโรค

โดยยังไม่ผ่านการประเมินความปลอดภัยของอาหารและยังไม่ได้ส่งมอบฉลากให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบอนุมัติก่อนนำไปจัดเป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย มียาแก้ไอแผนปัจจุบันไว้จำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและขายใบกระท่อมหรืออาหารตามกฎหมายว่าด้วยอาหารที่มีใบกระท่อมเป็นวัตถุดิบ หรือส่วนประกอบโดยไม่แจ้งหรือปิดประกาศให้ทราบข้อห้ามขายตาม พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ.2566

พร้อมของกลาง
1.ใบกระท่อมสดน้ำหนักรวม 13 กิโลกรัม
2.น้ำต้มใบกระท่อมบรรจุขวดพลาสติกจำนวน รวม 36 ขวด
3.ยาแก้ไอจำนวนรวม 4 ขวด
4.ยาแก้แพั จำนวนรวม 3 ขวด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

///////////////////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองเชียงราย ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง ลุยตรวจเข้ม ตู้คีบตุ๊กตา ป้องกันเป็นแหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดเชียงราย – วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.00 น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย และ พ.ต.อ.พัสกร ธวัชเชียงกุล ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.เดชาวัต นาทิเลศ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.เมืองเชียงราย, พ.ต.ท.ฉันทฤทธิ์ เหล่าไพโรจน์จารี รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.เมืองเชียงราย,พ.ต.ท.พีรพจน์ ธุรกิจ รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ,พ.ต.ท.กิตติพงษ์ ศรีโท รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, พ.ต.ท.สถาพร มังคลาด สารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.เมืองเชียงราย และ พ.ต.ต.สมชาย พรหมมินทร์ สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองเชียงราย, น.ส.วาสนา  นัดชัยภูมิ  ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.เมืองเชียงราย,  นายฐิติการณ์  ศิริอิศรานุวัฒน์  นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สนง.วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย , นายพิชิตพล  ทองเทือก  ครูชำนาญการ  พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา  พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองเชียงราย นำโดย นายบุญส่ง ตินารี นายอำเภอเมืองเชียงราย ระดมกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบกิจการตู้คีบตุ๊กตา และตู้เกมลักษณะคล้ายกัน ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวดการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และเพื่อตอบสนองต่อข้อร้องเรียนและความกังวลของประชาชน เกี่ยวกับลักษณะการประกอบกิจการของตู้คีบตุ๊กตาบางแห่ง ที่อาจเข้าข่ายเป็นการพนันแฝง หรือมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน และเป็นแหล่งมั่วสุม รวมถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม  เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าตรวจสอบตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าสะดวกซื้อ และแหล่งชุมชนต่างๆ ที่มีการติดตั้งตู้คีบตุ๊กตา โดยเน้นตรวจสอบในประเด็นสำคัญ ได้แก่:
ใบอนุญาตประกอบกิจการ: ตรวจสอบว่าผู้ประกอบการมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ลักษณะการทำงานของตู้: พิจารณากลไกการทำงานของตู้คีบ ว่าเป็นการใช้ทักษะความสามารถของผู้เล่นเป็นหลัก หรือมีองค์ประกอบของโชคและการเสี่ยงโชคเข้ามาเกี่ยวข้อง จนอาจเข้าข่ายการพนัน
มูลค่าของรางวัล: ตรวจสอบมูลค่าของรางวัลภายในตู้ เทียบกับจำนวนเงินที่ใช้ในการเล่นแต่ละครั้ง
การเข้าถึงของเด็กและเยาวชน: ตรวจสอบมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการเล่นในลักษณะที่อาจเป็นการมอมเมา
เบื้องต้น จากการตรวจสอบในหลายพื้นที่ พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลและเอกสารเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากพบการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น ไม่มีใบอนุญาต หรือมีลักษณะเป็นการพนัน เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจรวมถึงการตักเตือน, สั่งให้ปรับปรุงแก้ไข, หรือดำเนินการจับกุมและยึดของกลาง แล้วแต่กรณี
พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย กล่าวว่า "การตรวจสอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน หากพบตู้ใดที่เข้าข่ายการพนัน หรือดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกรายให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด, ห้ามไม่ให้นักเรียนในเครื่องแบบเข้ามาเล่นหรือใช้บริการ และห้ามไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเล่นหรือใช้บริการในช่วงเวลาเรียนหรือหลังจากเวลา 20.00 น. โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสังคมและมั่วสุมตามมา" ทั้งนี้ สภ.เมืองเชียงราย, กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองเชียงราย จะยังคงดำเนินการตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาและกิจการในลักษณะคล้ายกันอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนมีเบาะแสหรือพบเห็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สภ.เมืองเชียงราย หมายเลขโทรศัพท์ 0 5374 4571-2, สายด่วน 191 หรือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองเชียงราย สายด่วน 1567 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการตรวจสอบต่อไป…

สมจิตรแสงบันลังค์ ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่รัฐนิวส์ / ธรรมาภิบาลมุกดาหารลงพื้นที่ตลาดอินโดจีน พบราวกันตกเสี่ยงอันตราย เกรงเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร (ก.ธ.จ.มุกดาหาร) นำโดย นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ รองประธานคณะกรรมการฯ พร้อมที่ปรึกษาและคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่สอดส่องโครงการก่อสร้างซ่อมแซมและปรับปรุงตลาดอินโดจีน เทศบาลเมืองมุกดาหาร ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการและยังไม่แล้วเสร็จ

ในการสอดส่องพบปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ โดยเฉพาะบริเวณราวกันตกสแตนเลสชั้นบนของตลาด ที่มีลักษณะไม่มั่นคงแข็งแรง โดยปลายราวกันตกทั้งสองด้านถูกเว้นไว้เป็นช่องว่าง ส่วนช่วงกลางของราวมีลักษณะนูนออก สามารถทำให้เด็กเล็กพลัดตกได้ ขณะที่ด้านล่างของอาคารยังมีเสาปูนพร้อมเหล็กเส้นจำนวนมากโผล่สูงขึ้นมาร่วม 1 เมตร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงหากเกิดการพลัดตกจากด้านบน

นอกจากนี้ยังตรวจพบว่า ขายึดราวบางจุดไม่มีน็อตยึดติด หรือมีแต่ไม่ได้ขันแน่น และบางจุดน็อตอยู่ในสภาพหักงอ ซึ่งอาจส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มได้โดยไม่คาดคิด

กรรมการและที่ปรึกษาฯ เห็นว่าประเด็นดังกล่าวอาจสะท้อนถึงความบกพร่องในการดำเนินการก่อสร้างและการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สภาพสิ่งก่อสร้างดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับประชาชนต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิต

กรณีดังกล่าวจึงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

ทั้งนี้ ที่ปรึกษาและกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหารจะได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชนต่อไปมุกดาหาร #คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด #ตลาดอินโดจีน #โครงการก่อสร้าง #ราวกันตกอันตราย #ตรวจสอบความปลอดภัย #สอดส่องภาครัฐ #ประโยชน์สุขของประชาชน #ความปลอดภัยสาธารณะ #กระทรวงมหาดไทย #สำนักนายกรัฐมนตรี​

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อธิบดี​ DSI​ ห่วงใยประชาชน ชาวอ.รือเสาะ นราธิวาส ที่ประสบปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน เร่งอำนวยความยุติธรรม แบ่งสิทธิครอบครอง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขารือเสาะ ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ “กรณีเป็นตัวกลางในการประสานงานจดทะเบียนนิติกรรมในที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ของประชาชนหมู่ที่ 8 (บ้านบียห์) ตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส” นำโดยนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมด้วย ร.ท.ณรงค์ เดชภักดี รองหัวหน้าแผนกฝ่ายความมั่นคง กองปฏิบัติการ สำนักอำนวยการข่าวกรอง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า นายเสถียร เพชรชะ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาสสาขารือเสาะ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมจดนิติกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 8 (บ้านบียิห์) ตำบลเรียง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 145 คน ได้เดินทางมายังสำนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส สาขารือเสาะ เพื่อดำเนินการจดนิติกรรมและออกโฉนดที่ดินสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน ในกรณีที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งมีความครอบครองที่ดินตามเอกสารสิทธิที่เกี่ยวข้อง หลังจากที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินมาเป็นเวลา 47 ปี ซึ่งการจดนิติกรรมและออกโฉนดเป็นขั้นตอนสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและยืนยันสิทธิในที่ดินอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในสิทธิการครอบครองที่ดินและสามารถใช้ที่ดินในการประกอบอาชีพต่อไป

ทั้งนี้ตามที่พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำความกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ที่ชาวบ้านได้มีการร้องขอความเป็นธรรม จากกรณีกลุ่มบุคคลทำการยึดถือครอบครองเอกสารสิทธิที่ดินประเภท น.ส.3 ของตนเองนำไปออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพบว่าข้อเท็จจริงในเรื่องการขัดแย้งในที่ดินบริเวณที่ร้องเรียนขัดแย้งกันมาตั้งแต่ปี 2521 เป็นเวลานานถึง 47 ปี แล้ว

​​โดยศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มผู้ร้องกับกลุ่มผู้ถูกร้อง จนกลุ่มผู้ถูกร้องยินยอมที่จะแบ่งที่ดินให้แก่ชาวบ้านที่ได้ตั้งบ้านเรือนในเขตที่ดินตามเอกสาร น.ส.3 แปลง โดยได้นำรายชื่อชาวบ้านที่เกี่ยวข้องไปจดทะเบียนเป็นชื่อผู้ครอบครองร่วมกับกลุ่มผู้ถูกร้องตามความยินยอมของผู้ถูกร้อง และดำเนินการขั้นตอนการรังวัดสอบสวนสิทธิพิสูจน์การทำประโยชน์ เพื่อออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ 2567 ที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวกลางในการจัดทำบันทึกให้ความยินยอมยกสิทธิการครอบครองที่ดินบริเวณนี้ให้แก่ทางราชการเพื่อให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้ โดยผู้ให้ความยินยอมและทายาทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงหัวหน้าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน โดยการดำเนินการของคณะพนักงานสืบสวนจึงเน้นในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมและสร้างความสุขความภูมิใจในการมีที่ดินและมีบ้านเป็นของตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้านนายเจตนา เหมมุน ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ชาวบ้านที่เดินทางมาในวันนี้ที่มาในวันนี้ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่ได้มาพูดคุยประสานงาน และทางฝ่ายผู้ถูกฟ้องเขาก็จะยินยอมที่จะที่จะยกที่ดินบางส่วน ที่ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ให้เพิ่มเติมทั้งหมด 150 แปลงเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ ซึ่งถ้ารวมตรงนี้แล้ว มีประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ประมาณ 200 กว่าราย ซึ่งแต่เดิมบางรายเขายังไม่มีบ้านเลขที่ คือเขาอยู่ที่เฉยๆแต่ยังไม่มีบ้าน ซึ่งถ้ามีการแบ่งสันปันส่วนออกเป็นเอกสารสิทธิแล้ว ต่อไปเขาจะมีที่ทางอยู่แล้วเขาจะนำหลักฐานตรงนี้ไปออกเป็นเลขที่บ้านเขาก็จะได้รับประโยชน์ผลพลอยได้ของสิทธิประโยชน์ทางราชการก็ตามมา อย่างเช่นน้ำไฟต่างๆก็เพิ่มมาได้

ซึ่งทุกคนที่มาในวันนี้มาใส่ชื่อให้อยู่ใน น.ส.3 ก ของผู้มายกให้รวมเป็นผู้มีชื่อร่วมทั้งหมดโดยหลังจากนี้ก็ได้มีการออกไปรางวัดในพื้นที่แบ่งเป็นแปลงๆ โดยทางคณะพนักงานของเราได้มีการทำแปลงไว้ให้เรียบร้อยแล้วว่าแปลงใครอยู่ตรงไหน ต่อไปก็ลงในพื้นที่ก็สามารถไปรังวัดตามแนวเขตของแต่ละคนที่มีชื่อ คาดว่าแล้วเสร็จคงไม่ถึงปีหน้า โดยทุกคนก็จะมีชื่อมีที่เป็นของตัวเอง และเน้นย้ำว่าการที่เขาได้รับเป็นผู้มีชื่อสิทธิครอบครองตาม น.ส.3 ก ไปนั้นว่าให้ใช้เพื่อทำกินแล้วก็อยู่อาศัย ไม่ได้เอาไปแลกขายหรือขายฝากเอาไปจำนองไม่ได้

นางรออีซ๊ะ บือราฮง กล่าวว่าในนามตัวแทนของชาวบ้านทุกคนขอขอบพระคุณทุกคนที่มาช่วยในตรงนี้ทำให้เราทุกๆคนมีบ้านเลขที่ เพราะการที่จะสร้างบ้านต้องใช้โฉนด เราก็ขอบคุณแทนชาวบ้านทุกคน เพราะก่อนหน้านี่เราลำบากมาก จะขอบ้านเลขที่ก็ไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องมีโฉนดให้ถูกต้องตามกฎหมาย และการที่จะให้ลูกเข้าโรงเรียนก็ต้องย้ายชื่อลูกให้ไปเข้าในทะเบียนบ้านอื่นก่อน เพื่อที่จะสามารถให้ลูกได้เรียนหนังสือได้
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวชุมพรทวงคืนผืนป่าปลูกปาล์มกว่า 2 หมื่นไร่รัฐเกียร์ว่างปล่อยนายทุนกอบโกยผลผลิตนับพันล้าน ร่วม 10 ปี

แชร์เนื้อหานี้

ชาวชุมพรทวงคืนผืนป่าปลูกปาล์มกว่า 2 หมื่นไร่ หลังหมดสัมปทานนาน 10 ปี แต่รัฐยังเกียร์ว่างปล่อยนายทุนกอบโกยผลผลิตนับพันล้าน โฆษกเผยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินวุฒิสภา เผย เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

วันที่ 20 พ.ค.68 จากกรณีที่มีชาวบ้านนับพันคน มารวมตัวกันที่ศาลาอเนกประสงค์หมู่บ้าน หมู่ที่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร นานกว่า 1 เดือนแล้ว เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมทำกิจกรรมเรียกร้องถึงหน่วยงานรัฐและรัฐบาล จากปัญหาสวนปาล์มหมดสัมปทานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ถูกดองมานานนับ 10 ปี จำนวน 2 แปลง ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย ในท้องที่ตำบลหงษ์เจริญ เนื้อที่ 7,109 ไร่ 2 งาน 39 ตารางวา และในท้องที่ตำบลรับร่อ เนื้อที่ 16,256 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา รวมกว่า 23,000 ไร่ นั้น

โดยขณะนี้ที่ศาลาอเนกประสงค์ดังกล่าว ยังคงมีตัวแทนและชาวบ้าน สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาเข้าเวรยามกันตลอด 24 ชั่วโมง วันละประมาณ 20-40 คน เพื่อมาเฝ้าถนนทางเข้าออกตรวจสอบและแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐ หากมีพวก “แก๊งพุงกาง” ลักลอบขนปาล์มออกจากพื้นที่หมดสัมปทาน ซึ่งทำกันเป็นขบวนการใหญ่ ร่วมมือกันระหว่าง นายทุนจากโรงงานใหญ่ นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล กลุ่มบุคคล และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยงข้อง ว่าจ้างแรงงานต่างด้าวเข้าไปลักลอบตัดปาล์มออกมาขายวันละ 100-500 ตัน รวมมูลค่าเดือนละมากกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งได้กระทำกันมานานนับ 10 ปีแล้ว กอบโกยกันแล้วมากกว่าพันล้านบาท

ขณะที่หน่วยงานภาครัฐเกียร์ว่างปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานาน จนชาวบ้านสุดทนต้องตั้งกลุ่มจัดตั้งเวรยามคอยตรวจสอบไม่ให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้าไปลักลอบเก็บปาล์มขาย และเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินหมดสัมปทานมาบริหารจัดการและจัดสรรให้กับราษฎรไร้ที่ทำกินตามนโยบายของรัฐบาล ตามข่าวที่เสนอมาต่อเนื่องแล้วนั้น นายเศรณี อนิลบล สว.กลุ่ม 6 ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา เปิดเผยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ ป่าสลุย กว่า 2 หมื่นไร่ ทางกรรมาธิการฯ ได้รับการร้องเรียน และได้เชิญ นายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร เข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก ว่ากรณีดังกล่าวหมดสัญญาสัมปทานมานาน 10 ปี แต่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย และยังมีการเก็บเกี่ยวผลประโยนช์กันมาต่อเนื่อง ทั้งๆที่ยังไม่มีการต่อสัญญาใหม่แต่อย่างใด

นายเศรณี กล่าวว่า ซึ่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ทางคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้ส่งเรื่องต่อให้ทางคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา นำเข้าที่ประชุมเพื่อดำเนินการต่อ โดยมีเงื่อนระยะเวลาภายใน 30 วัน หลังจากนั้น ทางพลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดินและคณะฯ จะลงพื้นที่ จ.ชุมพร สอบหาข้อเท็จจริง ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ของหน่วยงานรัฐ และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในจังหวัดและในภูมิภาค เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ด้าน นายกฤษณ์ แก้วรักษ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ตนได้ไปให้ข้อมูลต่อ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา โดยนำข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่ตนมีเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ไปมอบให้ แต่ปัญหาดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือกรมป่าไม้ไม่มีความจริงใจ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมประชุมไม่สามารถพูดหรือตอบคำถามและให้ข้อมูลใดๆได้เลย จึงทำให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ จึงฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

” ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันหมดสัมปทานในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผ่านไป 10 ปี และที่ผ่านมาตนก็ออกมาเรียกร้องทวงคืนผืนป่ากว่า 2 หมื่นไร่ ให้กลับคืนมาให้ชาวชุมพรมาโดยตลอด แต่หน่วยงานรัฐปล่อยปละละเลย ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมาย แต่ยังปล่อยให้นายทุนเข้าเก็บผลผลิตกันทุกวัน ทั้งๆที่ไม่สามารถกระทำได้ ” ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดชุมพร

ธนากร โกศลเมธี ภาพ-ข่าว รายงาน 0818923514

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พ่อ น้องแพน เผย ไม่เคยฟ้องยึดเงินบริจาค 4.8 ล้านบาท ไม่เคยทอดทิ้งลูก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายเพิน วงค์กระโซ่ พ่อของน้องแพน ผู้ป่วยป่วยเป็นมะเร็งปากเสียชีวิต โดยมีทรัพย์มรดกที่ยังคงเหลือจากการได้รับบริจาคเป็นเงินประมาณ 4.8 ล้านบาท และกลายเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างฝ่ายยาย กับ พ่อของน้องแพน ในเรื่องการแบ่งปันเงินจำนวนดังกล่าว เปิดเผยกับ ผู้สื่อข่าวว่า ตามที่มีข่าวปรากฏอยูในสื่อต่างๆ ว่า พ่อฟ้องศาล ขอยึดเงินบริจาค 4.8 ล้าน หลังลูกเป็นมะเร็งเสียชีวิต นั้น ไม่เป็นความจริง โดยตนไม่เคยยื่นฟ้องขอยึดเงินบริจาคและไม่เคยยื่นฟ้องคดีใดๆ ต่อศาลเกี่ยวกับเงินบริจาคเลย

“ผมรู้สึกเสียใจที่มีข่าวซึ่งไม่เป็นเรื่องจริงถูกนำเสนอเผยแพร่ออกไปจนทำให้ประชาชนและสังคมเกิดความเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง และรู้สึกไม่ดีเกิดดราม่าเคียดแค้นว่าพ่อน้องแพนจะยึดเงินบริจาคทั้งหมด อยากวิงวอนให้สื่อและสังคมเปิดใจรับฟังอย่างปราศจากอคติ ให้เวลาทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสชี้แจงพูดคุยอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่ฟันธงล่วงหน้า ไม่เหยียด ไม่ดร่ามา อยากให้มีคนกลางเข้ามาช่วยให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาใช้ชีวิตอย่างครอบครัวเดียวกั มีความรักใคร่ผูกพันกันเหมือนเดิม อยากวิงวอนขอร้องว่าไม่ควรสร้างกระแสทำให้คนที่เคยอยู่ร่วมกันเกิดความเข้าใจผิดต่อกัน ต้องแตกแยก รังเกียจกัน ไม่มองหน้ากัน จ้องแต่จะหาเรื่องแจ้งความดำเนินคดีกัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม” นายเพลินกล่าว

นายเพิน กล่าวว่า อยากฝากไปถึงยายแจ๋วและน้าเตี้ยว่าทางพ่อไม่เคยคิดอะไรที่เป็นทางไม่ดีหรือมีอคติด้วยเลย มีอะไรที่ไม่เข้าใจอยากให้คุยกันโดยตรงเหมือนกับที่เป็นครอบครัวเดียวกันเคยอยู่ร่วมกันเช่นเดิม ไม่อยากให้ฟังความจากคนอื่นที่ไม่เป็นเรื่องจริงแล้วเอามาใส่ร้ายปักปรำให้เกิดความเข้าใจผิดกันโกรธกัน บางครั้งถ้าผมพูดอะไรผิดไปก็ต้องขอโทษด้วย แต่ในใจผมไม่ได้คิดอะไร แต่เนื่องจากคำพูดที่ว่าพ่อไม่เคยมาดูแลอะไรน้องแพนเลย มันเหมือนกับเป็นคำกล่าวหาที่ทำให้ผมทั้งน้อยใจและโกรธ ซึ่งความจริงยายแจ๋วและน้าเตี้ยก็รู้ดีอยู่แล้วว่าผมก็เลี้ยงดูแลน้องแทนอยู่เช่นกัน เพียงแต่ผมต้องทำงานหาเงินเพราะเรามีฐานะยากจนก็เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ได้มีเวลามาดูน้องแพนได้มากนัก อีกทั้งน้องแพนก็เป็นผู้หญิง อายุก็มากแล้วไม่ใช่เด็กหญิงการที่ยายแจ๋วและน้าเตี้ยเป็นผู้ดูแลจึงเป็นเรื่องที่จะสะดวกมากที่สุด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกก็ยังมีเช่นเดิมเหมือนครอบครัวปกติทั่วไป
ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวปากช่อง “ค้านเหมืองแร่ดิน”หวั่นมลพิษ-สิ่งแวดล้อมเสียสมดุล

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ชาวบ้านตำบลหนองน้ำแดง-ตำบลปากช่อง หมู่2และหมู่14ร่วมฟังประชาพิจารย์ รับฟังความคิดเห็น สัมปะทานบัตร เหมืองแร่ดิน ของบริษัทปูนซิเมนต์ นครหลวง จัดโดยอำเภอปากช่องและอุตสาหกรรมจังหวัดด้านชาวบ้าน รวมตัวออกมาคัดค้านการก่อสร้าง เหมืองแร่ดินดังกล่าวหวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตทางการเกษตร ผลไม้และทำลายแหล่งการท่องเที่ยวชุมชนอีก

ทั้งโครงการดังกล่าวสร้างกลางชุมชนหวั่นมลพิษและการสัญจรของเยาวชน-ประชาชนจะได้รับอันตราย เมื่อวันที่8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาทางอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับอำเภอปากช่อง ผู้นำชุมชนและตัวแทนจาก บริษัทปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด(มหาชน) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านหมู่ที่2และหมู่ที่14ขึ้นภายในหมู่บ้านบริเวณศาลาประชาคมเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการต่อประธานบัตรก่อสร้างเหมืองแร่ดินของบริษัทปูน ซิเมนต์ นครหลวง จำกัด บริเวณพื้นที่ 105ไร่ 1งาน 86ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่2 ตำบลน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

โดยเป็นการขอประธานบัตรทับพื้นที่ประธานบัตรเดิมเลขที่28811/15999 ที่เคยได้รับอนุญาตและปัจจุบันสิ้นอายุแล้ว แล้วพื้นที่ขอประธานบัตรที่2/2567ทั้งแปลง อยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของ บริษัท ได้แก่ โฉนดเลขที่ 20455 เลขที่ดิน7ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการทำเหมืองแร่ดินอุตสาหกรรม ชนิดดินซิเมนต์ ของบริษัท ปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด(มหาชน)จะทำ โดยวิธีเหมืองเปิด (open pit) ตลอดอายุโครงการ 5ปี และได้ยื่นขอต่อประธาน การทำเหมืองต่ออุตสาหกรรมจังหวัด

เป็นที่มาของการนำเสนอข้อมูลประชาพิจารณ์ให้กับชาวบ้านในครั้งนี้ ทางด้านกลุ่มชาวบ้าน ประกอบด้วย นายวิรัตน์ กล้าหาญ นายมนตรี สุดโต นางสาว สาววิต ศรีมงคล แล้วนาย สวิล คงแคลง ชาวบ้านตำบลหนองน้ำแดง หมู่2 ได้ออกมาให้ความเห็นว่าพื้นที่ก่อสร้างเหมืองแร่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับวัดและกลางชุมชนที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 500 ครัวเรือนแล้วมีการปลูกพืช อาทิ แก้วมังกร ทุเรียน อโวคาโด้ น้อยหน่า เป็นจำนวนมากอีกทั้งบริเวณโดยรอบเหมืองยังมีการลงทุนของนักลงทุนทำธุระกิจการท่องเที่ยวโรงแรมและรีสอร์ทจำนวนมากเป็นชุมชนเกษตร และการท่องเที่ยว

หากเหมืองแร่มาทำการก่อสร้างจะทำให้เกิดมลภาวะด้วยสิ่งแวดล้อมอาทิ ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณรัศมี 5กิโลเมตรการสัญจรจะยากลำบากเพราะมีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกวันละเกือบ100เที่ยว/วัน อีกทั้งมลพิษจากฝุ่นจะทำให้เกิดผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตร น้ำบาดาลใต้ดินที่ทางบริษัทปูนซิเมนต์จะเจาะลึกลงไป15-20เมตร จะส่งผลต่อน้ำใต้ดินของชาวบ้านทิศทางน้ำอาจจะเปลี่ยนได้ ดังนั้นชาวบ้านส่วนไหญ๋จึงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเหมืองแร่ดินของบริษัทในครั้งนี้และวิงวอนขอให้บริษัทหยุดก่อสร้างโครงการดังกล่าวเพื่อเก็บป่าพื้นนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปทางด้าน ดร.เรืองเกียรติ สุวรรโณภาส อ.มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกับชาวบ้านร่วมกันคัดค้านโครงการนี้ตั้งแตเดือนมกราคม 2568

ได้นำชาวบ้านไปยื่นหนังสือต่อผูว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาทนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ที่ศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานอุตสาหดรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว และเป็นที่มาการเสนอโครงการทำประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ซึ่งตนได้ทำการยื่นหนังสือการคัดค้านต่อปลัดอำเภอปากช่อง และนายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานสิทธิมนุษยชน พื้นที่ภาคคะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล ว่าชาวบ้านไม่สนับสนุนโครงการนี้ เพราะจะให้โทษมากกว่าผลดีต่อขุมชนโดยรอบและตนจะยื่นหนังสือต่อ สส.และกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ต่อไป.

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / เด็กปอเนาะตะห์ฟิซพร้อมชาวบ้านทอนรวมตัวเดินรณรงค์ต่อต้านความรุนแรงหลังผู้ก่อความไม่สงบวางระเบิดทำร้ายผู้บริสุทธิ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2568ที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เด็กนักเรียนจากสถาบันการศึกษาปอเนาะตะห์ฟิซฮีดายาตุลกรุอ่าน พร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่ประมาณ 200 คน ต่างพร้อมใจกันเดินขบวนเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการใช้ความรุนแรง หลังผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดบริเวณริมกำแพงถนนหลังสถานีตำรวจภูธรโคกเคียน

ในเขตพื้นที่บ้านทอนฮีเล ม.10 ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ข้าราชการตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย ทรัพย์สินทางราชการได้รับความเสียหาย ส่งผลทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการก่อเหตุความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับความเดือดร้อน จึงออกมาแสดงพลังเพื่อประนามการกระทำที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้การเดินขบวนต่อต้านการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ และประกาศเจตนารมณ์รวมพลังต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบโดยพร้อมใจกันชูป้ายข้อความอาทิ พลังประชาชนปฏิเสธความรุนแรง อยากให้ภาคใต้สงบสุข หยุดเถอะความรุนแรง Stop หยุดสร้างสถานการณ์ในตำบลโคกเคียน เสียงระเบิดซ้ำเติมเศรษฐกิจชาวบ้าน และหนูผิดอะไรทำไมต้องระเบิดใส่หนู แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยุติการใช้ความรุนแรง และหาทางออกด้วยสันติวิธี สื่อไปยังผู้ก่อความไม่สงบ ให้ยุติการก่อเหตุซ้ำ

ด้าน ด.ช.อับดุลเล๊าะห์ นุ้ยประเสริฐ กล่าวว่า ตอนนั้นผมอยู่ในเหตุการณ์และกำลังจะไปทานข้าวที่บ้านของชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับสภ.โคกเคียน ซึ่งตอนนั้นรู้สึกตกใจมากที่ เกิดเหตุระเบิดขึ้นรู้สึกเสียใจว่าทำไมเหตุการณ์แบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับพวกเรา และอยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สุดท้าย ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือที่ไหนก็ตาม

จากนั้น ร.ต.อ.สายเจต เสือย้อย ผบ.ร้อย ฉก.ตชด. 934 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ในสังกัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉก.ตร.นราธิวาส 93 ได้ร่วมกันมอบดอกไม้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเด็กนักเรียนในครั้งนี้ด้วย
///////////////
ข่าว/อาอีซะห์/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /กอ.รมน.จ. ส.ท. ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 68 เวลา 0930 พ.อ.พิทยา ราชะพริ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัด ส.ท. (ท.) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด ส.ท. ร่วมกับ นายบุญส่ง ชำนาญเสือ นายก อบต.นาเชิงคีรี และ นายสายชล ถึงเป้ ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ต.นาเชิงคีรี ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบวาตภัย ในพื้นที่ ม.1 ต.นาเชิงคีรี อ.คีรีมาศ จว.ส.ท. ซึ่งได้รับผลกระทบ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 68 เวลา 1620 ที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบฯ และพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ,ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมต.ยุติธรรม เร่งปรับกฎหมายสร้างคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหลังถูกปล่อยตัว/”โจรมุกดาหาร” ลักหัวจ่ายน้ำทองเหลือง – ถังดับเพลิง ร่วม 20 ตู้ ในตลาดอินโดจีน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 28 เมษายน 2568​ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตามโครงการ ครม.สัญจร ที่เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เพื่อตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่และการฝึกอาชีพของผู้ต้องขังในเรือนจำ

และได้กล่าวเน้นย้ำว่า ความยุติธรรมในกระบวนการศาลไม่ใช่จุดสิ้นสุด จุดสิ้นสุดที่แท้จริงคือชุมชน เรือนจำควรเป็นสถานที่สร้างคน เพื่อให้คนสร้างชาติ ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมจะเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวสามารถมีงานทำ มีอาชีพ และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเร่งปรับปรุงกฎหมาย #เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

“โจรมุกดาหารอาละวาดหนัก” ลักหัวจ่ายน้ำทองเหลือง – ถังดับเพลิง ร่วม 20 ตู้ ในตลาดอินโดจีน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ประชาชนที่ไปออกกำลังกายบริเวณริมเขื่อนแม่น้ำโขงหน้าตลาดอินโดจีนมุกดาหาร เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ได้สังเกตเห็นว่าตู้เก็บอุปกรณ์ดับเพลิงซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารชั้นใต้ดินตลาดอินโดจีนมุกดาหารมีอุปกรณ์หัวจ่ายน้ำและถังดับเพลิงได้หายไปจากตู้คาดว่าจะถูกคนร้ายลักลอบมาลักเอาไป

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจดูที่ตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดินตามที่ได้รับแจ้งพบว่า มีตู้อุปกรณ์ดับเพลิงตั้งอยู่ภายในบริเวณชั้นใต้ดินจำนวน 20 ตู้ เมื่อสังเกตดูภายในตู้ซึ่งตามปกติจะประกอบด้วย วงล้อสายดับเพลิง , ถังดับเพลิง , หัวจ่ายน้ำดับเพลิง

หัวปิดฝาจ่ายน้ำดับเพลิง วาล์วก๊อกน้ำ และถังดับเพลิง ปรากฏว่าอุปกรณ์ภายในตู้หายไปโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ทำด้วยทองเหลือง อาทิ หัวจ่ายน้ำดับเพลิง และหัวปิดฝาจ่ายน้ำดับเพลิง และบางตู้เหลือแต่วงล้อสายดับเพลิงกับท่อแป๊บน้ำเท่านั้น นอกนั้นอุปกรณ์ภายในหายไปหมด โดยความเสียหายน่าจะมีมูลค่านับแสนบาท

ขณะที่ประชาชนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุโจรกรรมทรัพย์สินของทางราชการซึ่งอยู่ในอาคารสาธารณะกลางเมืองมุกดาหารเกิดขึ้นบ่อยและอุกอาจมาก ไม่เกรงกลัวว่าถูกเจ้าหน้าที่จับดำเนินคดี ลักขโมยสิ่งของในที่สาธารณะราวกลับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุแล้วก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครองเข้ามาดำเนินการใดๆ

ในเรื่องดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ก็มีเหตุลักตัดสายไฟจำนวนมากในตลาดอินโดจีนชั้นใต้ดิน และครั้งนี้ก็เกิดเหตุการณ์ลักอุปกรณ์ดับเพลิงจำนวนมากขึ้นอีก ซึ่งสร้างความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหารเป็นอย่างมาก

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ ​โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กรมปศุสัตว์ ตรวจยึด วัวควายจากพม่า 20 ตัว ไม่ได้รับอนุญาต เฝ้าระวังโรคระบาด ปากและเท้าเปื่อย

แชร์เนื้อหานี้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายแพทย์สมชวนรัตนมังคลานนท์ตามที่เป็นข่าวในสื่อมวลชนหรือโลกโซเชียลนั้นเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายวัวควายจากพม่าเข้ามายังประเทศไทยมีประชาชนกังวลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ามาโดยถูกต้องหรือไม่มีพิธีการแบบไหนโดยเฉพาะโรคติดต่อมีมาตรการป้องกันอย่างไรอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กล่าวว่าตน

ได้ส่งเจ้าหน้าที่สารวัตรกรมปศุสัตว์ด่านกักกันสัตว์จังหวัดตากร่วมลาดตระเวรกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 3501 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอแม่ระมาดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายบริเวณบ้านห้วยนกแลหมู่ 2 ตำบลแม่ระมาดจังหวัดตากโดยคณะปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ได้พบกลุ่มบุคคลกำลังเคลื่อนย้ายโคมีชีวิตเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจสอบแต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวอาศัยความมืดหลบหนีไปทิ้งโคมีชีวิตเพศผู้จำนวน 20 ตัวไว้ในพื้นที่ดังกล่าว

นายสัตวแพทย์สมชวนกล่าวต่อว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าโคเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดปากและเท้าเปื่อยโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดโคทั้งหมดไว้และดำเนินการกักโรคตามมาตรการของกรมปศุสัตว์พร้อมเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์การติดเชื้อโรคระบาดสัตว์ตามขั้นตอนในส่วนของคดีความอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการในชั้นทุนและการซึ่งในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์อย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงแนวชายแดนปฏิบัติการขั้นนี้เป็นผลจากความ

ร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์กรมศุลกากรกรมทหารพรานที่ 3501 และฝ่ายปกครองอำเภอแม่ระมาดซึ่งเป็นไปตามนโยบายของดอกเตอร์นฤมลภิญโญศิลป์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนายอิทธิสิริรัทน์พยากรณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการป้องกันโรคระบาดสัตว์จากสัตว์และคุ้มครองปลอดภัยทางอาหารเพื่อความปลอดภัยของคนและสัตว์และผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลติดตามโดยสามารถแจ้งได้ที่ application old 4.0 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายอย่างท่วงที..ครับ

สำหรับเรื่องนี้มีปัญหามายาวนานโดยเฉพาะวัวจากแม่ฮ่องสอนหรือจังหวัดตากมาข้างทางรถบรรทุกและไล่มาเดินตามสันเขาเพื่อมายังจังหวัดเชียงใหม่แล้วก็มีพ่อค้าจากต่างจังหวัดมารับซื้อเพื่อกระจายไปยังแทบจะทุกภาคของประเทศไทยโดยมีตลาดนัดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นตลาดวัวควายใหญ่มากทางภาคเหนือก็ฝากมายังท่านปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ปศุสัตว์อำเภอคงไม่ต้องบอกนะครับว่าอยู่อำเภออะไรช่วยสอดส่องดูแลหน่อยครับตามหลักแล้ววัวควายพวกนี้ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆนั้นต้องกักกันก่อนใช่หรือไม่หรืออย่างไรตามหลักน่าจะมีกักกันระวังโรคไม่ต่ำกว่า 15 วัน

แต่นี้พอลงรถก็เอาขึ้นรถไปเลย.เสี่ยงนะครับเรื่องโรคติดต่อส่วนความคืบหน้าจะเป็นอย่างไรนั้นทีมข่าวจะไปนำข้อมูลมาเสนอประชาชนในพื้นที่อีกทีนะครับโคจากพม่าควายจากพม่าทำให้เกษตรกรไทยที่เลี้ยงโคเลี้ยงควายพวกนี้ราคาก็แทบจะไม่มีเลยเพราะถูกวัวนำเข้าจากเพื่อนบ้านที่ถูกกว่า.ทำให้ราคาตกต่ำมากๆ.สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกพื้นที่.
..#สมจิตรแสงบัลลังก์บกข่าวภาคเหนือรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับหนุ่มเมืองจำพอน ลักลอบนำแลน-คอลลาเจน เข้าไทย/ตะลึง! เสาไฟ อบจ.มุกดาหาร ใช้เศษไม้เสียบแก้ไขงานมาตรฐานต่ำ/​ตร.มุกดาหาร​ ปิดจ๊อบโจร ใช้ปืนจี้ร้านทองยโสธร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 24 เมษายน เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน 2015 ประจำด่านพรมแดนมุกดาหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่จุดตรวจร่วมช่องทางขาเข้า ตรวจ

ค้นรถกระบะ 4 ประตู ฟอร์ด เรนเจอร์ ทะเบียน กส 6866 สะหวันนะเขต ซึ่งขับข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) มาจากเมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต พบตะกวดหรือแลน จํานวน 1 ตัว

ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งนำเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังพบคอลลาเจน จํานวน 6 ซอง นํ้าหนัก 90 กรัม ไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลางและควบคุมตัวนายวีละพง พิมมะสอน อยู่บ้านแก้งกอกทุ่ง เมืองจําพอน แขวงสะหวันนะเขต ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับหนุ่มเมืองจำพอนลักลอบนำแลนและคอลลาเจนเข้าไทย #จังหวัดมุกดาหาร​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

ตะลึง! เสาไฟ อบจ.มุกดาหาร ใช้เศษไม้เสียบแก้ไขงานมาตรฐานต่ำ

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า มีประชาชนพบการก่อสร้างติดตั้งเสาไฟแอลอีดีที่ไม่ได้มาตรฐานในการก่อสร้างและวัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้าง ที่บริเวณถนนหน้าอาคารร่วมใจ กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร(อบจ.มุกดาหาร) บ้านดานคำ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

โดยอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนและผู้ขับขี่ยานพาหนะที่ผ่านบริเวณดังกล่าว และจากการลงพื้นที่สอดส่องโครงการดังกล่าวของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมุกดาหาร เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าเป็นโครงการจัดซื้อและติดตั้งเสาไฟพร้อมโคมไฟถนนแอลอีดีประกอบแบตเตอรี่และอุปกรณ์การประจุแบตเตอรี่ในตัวแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์

งบประมาณ 2,208,000บาท ของ อบจ.มุกดาหาร จากการตรวจดูพบว่าที่บริเวณฐานเสาบางต้นมีการนำเศษไม้มาใช้ในงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานโดยใช้เศษไม้เสียบเข้าไปในช่องว่างระหว่างเสาไฟและฐานเสาคอนกรีตเพื่อแก้ไขงานก่อสร้างฐานตั้งเสาที่ไม่ได้ระดับ บิดเบี้ยว เสี่ยงอันตราย ให้เสามีสภาะตั้งตรง และยังพบว่าบริเวณกลางท่อเสาไฟมีการเชื่อมต่อท่อและการทาสีบริเวณโคนเสาที่ดูไม่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ในเวลาต่อมาได้มีการเข้าไปซ่อมแซมแก้ไขงานก่อสร้างที่บริเวณฐานเสาไฟ แต่ประชาชนก็ยังคงวิตกกังวลว่าการแก้ไขก่อสร้างจะได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยหรือไม่ จึงอยากให้จังหวัดมุกดาหาร ปปช. สตง. ปปท. และหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบว่างงานก่อสร้างได้มาตรฐานหรือไม่ การควบคุมงานและการตรวจรับงานจ้างเป็นไปตามระเบียบ ข้อกฎหมายหรือไม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยเร่งด่วนต่อไปด้วย

เสาไฟแอลอีดีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร #ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน #ปปท #จังหวัดมุกดาหาร #ปปช #สตง #กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น #กระทรวงมหาดไทย #บันทึกไว้เป็นพยานหลักฐานให้หน่วยงานตรวจสอบ​ ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​ตร.มุกดาหาร​ ปิดจ๊อบโจร ใช้ปืนจี้ร้านทองจังหวัดยโสธร

เมื่อวันที่​ 23 เมษายน 2568​ เวลาประมาณ 12.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ​ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ​ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง​ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร​ สั่งการให้ พ.ต.ท.เจษฎากร ไชยศรีหา สว.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมชุดสืบสวนสภ.เมืองมุกดาหาร​ ร่วมกับ พ.ต.อ.ภูมิ ทองโพธิ์ ผกก. สืบสวน ภ.จว.ยโสธร พ.ต.ท.ภณภัทร รัตนศรี รอง ผกกฯ พ.ต.ท.โชตินันต์ โชติเนตร รอง ผกก. พ.ต.ท.วรวุฒิ นามมั่น

สว. พ.ต.ต. หญิง ภัคพร ทองสลับ สว.ฯ “สารวัตรหญิงกองสืบ” กก.สส.ภ.จว.ยโสธร และ ชุดสืบสวน สภ.เมืองยโสธร จับกุมนายยศธนา เกาะน้ำใส อายุ 29 ปี ที่อยู่ 30 หมู่ที่8 ต.แสนสุข อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด​ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดยโสธร ที่ จ.58/2569 ลง 22 เม.ย.68

กระทำความผิดฐาน “ พยายามชิงทรัพย์โดยปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้เห็น หรือจำใบหน้าได้โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อกระทำผิดเพื่อ การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม“ โดยสามารถจับกุมได้ที่ หลังปั้มคาลเท๊ก บ.กุดแข้ ต.กุดแข้ อ.เมืองฯ จ.มุกดาหาร​ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวน สภ.ยโสธร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 เมษายน เวลา 14:41 น ภาพจากกล้องวงจรปิด ภายในร้านทองแห่งหนึ่งจังหวัดยโสธร สามารถบันทึกภาพขณะที่ มีชายสวมกางเกงขายาว สวมเสื้อแขนยาวสีขาวสวมหมวกกันน็อคสีดำ และสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า เดินเข้ามาภายในร้าน ใช้อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ ที่เตรียมมา พร้อมกับขู่เจ้าของร้านบอกขอทอง 5 บาท เจ้าของร้านบอกให้เอาปืนลงถ้าอยากได้​ ระหว่างนั้น หลานของเจ้าของร้าน ที่นั่งอยู่ใกล้กันได้พยายามเดินเข้าไปประชิดตัว ชายที่ก่อเหตุก่อนจะพยายามเข้าแย่งปืน จนชายคนก่อเหตุถอยออกห่างและวิ่งหลบหนีออกจากร้านไปทันที

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / อากาศร้อนจัด.ตาวัย 88 ควบจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นลม รถคว่ำหมดสติข้างถนน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่21 เมษายน2568นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองอำเภอศรีสัชนาลัย พร้อมกับ น.ส.สิริรัตน์ วันทอง(ป.จอย) น.ส.ณัชชา คำพยอม(เสมียนตราอำเภอ)ออกเดินทางลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานราชการในพื้นที่ ระหว่างการเดินทางมาถึงยัง วัดเกาะน้อยตะวันออก ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6ตำบลหนองอ้อ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอคนได้มองเห็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ทะเบียน สพบ-155 พระนครศรีอยุธยา พ่วงข้างจอดคว่ำอยู่จึงบอกให้คนขับรถจอดอย่างเร่งด่วน เพราะตนมองเห็นชายสูงอายุนอนสลบอยู่ เมื่อรถจอดนิ่งทุกคนต่างรีบลงจากรถเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ ที่สำคัญ นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอฯ ก็ได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและสั่งทีมงานให้หาร่มมากลางหายาดมมาให้คนชายสูงวัยที่ประสพเหตุด้วยความห่วงใยพร้อมโทรประสานแจ้งรถกู้ภัยเทพนิมิตรจุดศรีสัชนาลัยอย่างเร่งด่วนด้วยตนเอง พร้อมนำตัวชายสูงวัยส่งไปยังโรงพยาบาลศรีสัชนาลัยอย่างเร่งด่วนทำการรักษา

จากการสอบถามนายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครองอำเภอศรีสัชนาลัย กล่าวว่าตนเองพร้อมด้วย ภรรยา และน.ส.สิริรัตน์ วันทอง(ป.จอย) น.ส.ณัชชา คำพยอม(เสมียนตราอำเภอ)มาจากอำเภอออกเดินทางไปลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานราชการในเขตพื้นที่ศรีสัชนาลัย พอมาถึงหน้าวัดเกาะน้อยตะวันออก ตนมองเห็นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างคว่ำอยู่และใช้สายตามองไปบริเวณที่เกิดเหตุก็รู้สึกตกใจมากเมื่อเห็นชายสูงอายุ สวมกางเกงขายาวสีเทา สวมเสื้อลายสีขาวม่วง นอนนิ่ง อยู่จึงบอกให้คนขับรถหยุดรถเพื่อดำเนินการช่วยเหลือโดยเร่งด่วน เพราะกลัวคุณตาจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้

จากการตรวจสอบทราบว่าคุณตาชื่อนายสำเนียง จันทร์มา อายุ 88 ปี เป็นคนอำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย หลงทางมา ระหว่างทางเป็นลมรถเสียหลักล้มคว่ำ ดีที่ตนเองและทีมงานมาพบช่วยคุณลุงได้ทัน ส่วนตัวนั้นรู้สึกตื่นเต้นและสงสารคุณลุงมาก ดีใจที่สุด ที่ได้ช่วยคุณลุงสูงวัยและขอขอบคุณทีมงานกู้ภัยที่ได้ช่วยคุณลุงส่งถึงมือหมอ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว
นายนิรันดร์ พรมละ ปลัดอำเภอกล่าวทิ้งท้าย.
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐนิวส์ -เสาทางหลวงมุกดาหารจุดเสี่ยงภัยสุดๆ ใช้เศษปูนยัดรองให้เสาตรง หวั่นเกิดอันตรายเนื่องจากเป็นถนนสายหลักของจังหวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ภายหลังจากที่พบเสาไฟฟ้าแขวงทางหลวงมุกดาหารหักโค่นล้มใส่กลางถนนกลางถนนที่บริเวณโค้งพันล้าน ถนนชยางกูร ตำบลมุกดาหาร เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา โดยสาเหตุคาดว่าอาจจะเกิดจากการก่อสร้างฐานรองรับเสาไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน นั้น

จากการสำรวจเสาไฟฟ้าที่บริเวณถนนเส้นเดียวกัน ยังพบว่ามีเสาไฟฟ้าที่น่าจะก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานอีกหลายต้น โดยมีทั้งการก่อสร้างฐานเสาที่ไม่ได้ระดับแล้วใช้เพียงเศษปูนยัดใส่เข้าไปในช่องว่างระหว่างเสากับฐานคอนกรีต และบางเสายังเห็นสายไฟโผล่ออกมา อีกทั้งยังพบคอนกรีตแตกร้าวหลายแห่ง จึงกลายเป็นจุดเสี่ยงภัยที่เสาไฟอาจจะโค่นล้มลงมาได้ทุกเวลา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ใช้ถนนเส้นดังกล่าวจึงมีเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากเป็นถนนสายหลักของจังหวัดมุกดาหารที่เชื่อมต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร นครพนมและสกลนคร เสี่ยงต่อการถูกไฟช็อต ไฟดูด หรือเสาไฟล้มทับ จนเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบงานก่อสร้างดังกล่าวว่ามีการควบคุมงานและตรวจรับงานอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยเร่งด่วนต่อไปด้วย

เสาไฟฟ้าแขวงทางหลวงมุกดาหารหัก #ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน #กรมทางหลวง #จังหวัดมุกดาหาร #ปปช #สตง #กระทรวงคมนาคม​ ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ​แรงงานลาวเริ่มเดินทางกลับ แน่น บขส.มุกดาหาร ตรวจเข้มแอลกอฮอล์-สารเสพติด คนขับทุกราย

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 16 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร (บขส.มุกดาหาร)

แน่นขนัดไปด้วยแรงงานชาวลาวและประชาชนจำนวนมากที่มารอต่อคิวเพื่อซื้อตั๋วโดยสารและรอขึ้นรถยนต์โดยสาร เพื่อจะกลับเข้ากรุงเทพฯและจังหวัดทางภาคตะวันออก ภายหลังจากที่สิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทย-ลาว

โดยประชาชนเริ่มทยอยเดินมาตั้งแต่ในช่วงบ่ายและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร นำโดยนางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล

หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมุกดาหารโดยนายอนุชิต พิกุลศรี นางสาวขวัญตา สารธิตย์

นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร เข้ามาอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารด้วย

นางสาวพัชรีวรรณ หอมหวล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางกลับทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด

ได้เตรียมรถโดยสารไม่ประจำทาง หรือ รถเสริม 30 ไว้รองรับการเดินสำหรับการเดินทางเที่ยวกลับเข้ากรุงเทพฯ อย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดตกค้าง พร้อมกันนี้เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย

ให้กับผู้โดยสารเจ้าหน้าที่ยังได้ทำการตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดกับผู้ขับขี่รถโดยสารทุกรายอีกด้วย

แรงงานลาวเริ่มเดินทางกลับแน่นสถานีขนส่งมุกดาหาร #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ส่องเลขเด็ด!! พิธีไหว้ครู สำนักพรหมมหาญาณ ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (9 เม.ย.68) เวลา 09.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ สำนักพรหมมหาญาณ บ.222 หมู่ 11 ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว (ละลุดินแดนมหัศจรรย์) อาจารย์จุฬามุณี พรหมญาณพยากรณ์ องค์ประธานพระโพธิสัตว์กวนอิม

โหราจารย์พรหมมุนีศรีวโลโพธิญาณ องค์ประธานปู่ฤาษีเศรษฐีนวโกฏิ ประธานในพิธี ได้ร่วมกันจัดพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ประจำปี ๒๕๖๘ โดยมี คณะหมอพราห์มผู้ประกอบพิธี หมอนัดวัดโบสถ์ พิณแคน ขวัญใจคนเดิม วันชาติ ได้มาร่วมพิธีในครั้งนี้

โดยในพิธี..มีนางรำสายญาณมากมาย และ อาคันตุกะมาร่วมพิธีทั่วสารทิศ ช่วงสุดท้ายพิธีก็มีพิธีการสู่ขวัญบายศรีให้แก่เจ้าภาพ และลูกศิษย์ลูกหาลูกหลานได้ร่วมผูกแขนอวยพรให้ เจ้าตำหนักเจ้าภาพในพิธีต่อไปอีกด้วย.

ช่วงกลางคืนวันที่ 8 เมษายน เวลา 22:30 น ก่อนวันงานช่วงเวลาลูกศิษย์ร่วมด้วยช่วยกันจัดตั้งปรำพิธีบายศรีได้มีปรากฏก็มี “พระจันทร์เกิดการทรงกลด” ตรงหน้าบนยอดปรำพิธี สื่อถึงความหมายที่ดีมาก.

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “หัวหิน” เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลลดต่ำสุด ชาวบ้านแห่เก็บหอยตามโขดหินเสริมรายได้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานตลอดทั้งวันที่บริเวณชายหาดหัวหิน ตั้งแต่หน้าศาลเจ้าแม่ทับทิมไปจนหน้าโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลลา หัวหิน ในเขตเทศบาลนครหัวหิน จ.ประจวบฯ

มีประชาชนทั้งเด็ก-ผู้ใหญ่จำนวนมากต่างลงงมและนำอุปกรณ์เหล็กแซะพร้อมตะกร้า-ถุงพลาสติก พากันไปเก็บหอยแมลงภู่จำนวนมากที่เกาะติดตามซอกโขดหินใหญ่น้อยเรียงรายนับพันก้อนโผล่ขึ้นตลอดแนว

จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ น้ำทะเลลดต่ำกว่าปกติซึ่งนานๆจะเกิดครั้งและมีเฉพาะบริเวณดังกล่าว โดยชาวบ้านที่ได้หอยแมลงภู่ส่วนใหญ่นำไปบริโภค และที่เหลือนำไปขายเสริมรายได้ตาม ๆ กัน

ทั้งนี้จากช่วงมรสุมพัดผ่านทำให้เกิดฝนตกในเขต อ.หัวหิน และเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติน้ำทะเลลดลงมากกว่าปกติจนเห็นโขดหินใหญ่น้อยนับพันก้อนโผล่เห็นชัดตลอดแนว จนนักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวแต่ไม่เคยพบเห็นต่างพากันไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกตาม ๆ กันด้วยความแปลกใจ

เนื่องจากปรากฏการณ์น้ำทะเลลดมาก นานๆจะเกิดครั้งและมีเฉพาะบริเวณดังกล่าวจนกลายเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวจะต้องถ่ายรูปเก็บไว้ดูหากมาเที่ยวที่ชายหาดหัวหิน ขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งนอนอาบแดดอย่างมีความสุข และขี่ม้าชายหาดท่ามกลางอากาศแจ่มใส

สำหรับปรากฏการณ์น้ำทะเลลดต่ำสุดคาดว่าจะเกิดต่อเนื่องอีกไม่กี่วันก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ. นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตีฆ้องร้องทุกข์ ที่บ้านป่าตึง อ.แม่จันทร์ จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

โดยทีมงานข่าวได้รับข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับภูเขาดินหัวโล้นที่มีนายทุนมาขุดดินตั้งอยู่ติดกับริมถนนสายอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายมายังอำเภอแม่อายจังหวัดเชียงใหม่ก็ไม่ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวตามข่าวบอกว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ไปยื่นขอจากเทศบาลเป็นโฉนดจำนวนเนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ออกโฉนดเมื่อปีพ.ศ 2558.ก็ไม่ทราบว่าพื้นที่เป็นภูเขาทั้งลูกออกโฉนดได้ยังไงประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะออกโฉนดในพื้นที่เลยแต่นี้กับมีโฉนดอย่างถูกต้องออก

โดยเจ้าพนักงานที่ดินและทางผู้ประกอบการเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ยื่นขออนุญาติจากเทศบาลป่าตึงทำการขุดดินโดยเริ่มทำการขุดดินได้ตั้งแต่วันที่ 27 เดือนธันวาคมพ.ศ 2568และได้รับค่าธรรมเนียม 500 บาทใบอนุญาตออกให้ณวันที่ 27 เดือนธันวาคมปีเดียวกัน

โดยมีนายบุญรอดนารีรัตน์.ตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลปฏิบัติการแทนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง.แต่การขออนุญาตนั้นในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้อบตมีใบอนุญาตหรือออกให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องใช้เครื่องจักรไม่เกิน 50 แรงม้าเท่านั้นแต่นี้ผู้ประกอบการลักไก่โดยนำแม็คโค ลงไปขุดดินดังกล่าวโดยไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขได้กระทำการดังกล่าวมาเป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้วทีมงานข่าวจึงได้ลงไปตรวจสอบและลงพื้นที่ตามที่ประชาชนให้เบาะเเสมา

เมื่อวันที่..18 มีนาคม 2568 ก็ปรากฏว่าพบรถแม็คโครและรถพ่วงบรรทุกดินออกมาจากบริเวณดังกล่าวอีกวันที่ 19 มีนาคม 2568 ทีมงานข่าวจึงได้เข้าไปขอข้อมูลจากอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายทางอุตสาหกรรมได้ชี้แจงว่าไม่ได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนและในวันเดียวกันช่วงบ่ายก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงรายได้ลงพื้นที่ดังกล่าวและขอใบอนุญาตหรือตรวจสอบปรากฏว่าไม่มีใบขออนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดนำเครื่องจักรกลลงไปในพื้นที่ดังกล่าวแต่ก็ไม่ได้พบเครื่องจักรกลรถแม็คโครอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเลยจึงได้แจ้งแก่ผู้ประกอบการให้หยุดการกระทำดังกล่าวและจะดำเนินการตามกฎหมายก็ไม่ทราบว่าที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่

อุตสาหกรรมจังหวัดไม่ได้ทราบเรื่องเลยจะได้ทราบเรื่องก็เมื่อได้มีสื่อมวลชนเข้าไปสอบถามก็ลงพื้นที่ดังกล่าวและแจ้งว่าให้มากระทำขอใบอนุญาตตามขั้นตอนให้ถูกต้องเสียก่อนจึงได้กระทำการขุดดินได้และประชาชนก็ได้แจ้งแก่ทางเทศบาลป่าตึงถึงความเดือดร้อนเรื่องผู้ประกอบการก่อนนี้ได้ทำดิน หก เรื่อฝุ่นละอองคละคลุ้งไปหมดเคยประสานงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงรายก็เห็นมาดูเพียงครั้งเดียวก็เงียบหายไปเลยประชาชนในพื้นที่ก็สงสัยมากนะครับว่า

พื้นที่ดังกล่าวเป็นลักษณะภูเขาสูงชันอย่างที่ภาพก็ไม่ทราบว่าเจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องออกเอกสารสิทธิ์มาได้อย่างไรและในวันเดียวกันนี้ทางผู้สื่อข่าวได้ไปประสานงานกับทางสำนักงานป่าไม้จังหวัดเชียงรายโดยมีเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลและเปิดแผนที่ให้ผู้สื่อข่าวดูว่าพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมามีลักษณะเป็นเช่นไรและก็คงเป็นลักษณะที่ว่าพื้นที่ลักษณะนี้ไม่น่าจะออกเอกสารสิทธิ์ได้ก็ฝากให้ท่าน..ส.ส. #ญิงจุุฬารัตน์ขันสุธรรมในพื้นที่ช่วยตรวจสอบข้อมูลให้กระจ่างด้วยนะครับ.ส่วนความคืบหน้าเป็นเช่นไรทีมงานข่าวจะนำมา
ให้พี่น้องประชาชนทราบในโอกาสต่อไป..

ธนกฤ.#วรรมณี สมจิตรแสงบัลลังก์รายงาน

สื่อรัฐทีวี-ตีฆ้องร้องทุกข์ ตู้ตุ๊กตาหยอดเหรียญ ระบาดหนัก เชียงราย-เชียงใหม่ เปิดโจ่งครึ่ม บนห้างใหญ่ -ห้างเล็ก-ร้านสะดวกซื้อ วางล่อใจเด็ก

แชร์เนื้อหานี้

ตีฆ้องร้องทุกข์วันนี้ เรามาพูดกันถึงเรื่อง.ตู้ตุ๊กตาระบาดหนัก ทั่วภาคเหนือ.
เชียงราย-เชียงใหม่เปิดโจ่งครึ่ม บนห้างใหญ่ -ห้างเล็ก- หน้าร้านสะดวกซื้อ วางล่อใจเด็ก ขอเงินพ่อแม่หยอดเหรียญเพื่อเอาตุ๊กตา ต้องสิ้นหวังไม่ได้แม้ตัวเดียว เสียเงินฟรี ใบอนุญาต ไม่มีสำแดง ตำรวจ ปกครอง มีคำตอบให้ประชาชนอย่างไร ทำไมจึงเกลื่อนเมือง!!
ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเด็กเป็นจำนวนมากที่สูญเสียเงินหยอดเหรียญ เข้าไปในตู้ตุ๊กตาที่วางตามหน้าร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า สาขาย่อย -ซุปเปอร์มาเก็ต ขนาดใหญ่ และตามสถานที่ต่างๆ ในตัวเมืองและต่างอำเภอ ในแถบภาคเหนือ เชียงใหม่ -เชียงราย ตั้งกันแบบโจ่งครึ่มท่ามกลางความสงสัยของผู้คน ว่าตั้งได้อย่างไร ? มีการขออนุญาตหรือไม่ และขออนุญาตจากหน่วยงานไหน ที่มีหน้าที่อนุญาตอย่างถูกต้องหรือไม่?

เพื่อคลายความสงสัยผู้สื่อข่าวได้เข้าดูตู้ตุ๊กตาที่วางบน ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย .และจังหวัดเชียงใหม่ตามแหล่งชุมชนนั้นไม่ได้มีใบอนุญาตติดสำแดงอยู่ มีเพียงตู้แลกเหรียญที่มีใบอนุญาต รับรองจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เท่านั้น ส่วนที่ตั้งทั่วไปไม่เห็น ผู้สื่อข่าวเข้าตรวจพบในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า สาขาย่อย ห้างหนึ่ง และร้านจำหน่ายอาหารแช่แข็ง และพบว่าบริเวณตู้หน้าห้างสรรพสินค้าสาขาย่อย ด้วยพบปรากฏมีเด็กไปกับผู้ปกครองที่เข้าไปจับจ่ายที่ห้างสรรพสินค้าหนึ่ง สาขาที่เกิดเหตุ รบเร้าผู้ปกครองอยากได้ตุ๊กตา

ขอเงินเพื่อหยอดตู้เพื่อคีบเอาตุ๊กตา ครั้งละ10 บาท ผลปรากฏไม่ได้ตุ๊กตาแม้แต่ตัวเดียว เนื่องจากได้สังเกตุเห็นว่า เมื่อเครื่องทำงาน แขนที่เป็นคีมคีบตู้ ทำงานเมื่อคีบตุ๊กตา มักจะหลุดทุกครั้งไปจากนั้นเครื่องก็จะยกเลิก การทำงานโดยอัตโนมัติกลืนเหรียญ10บาท ลงไปฟรีๆทั้งที่พ่อแม่เสียเงินไปเป็นร้อย เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์วันที่้ 8 มีนาคม ช่วง 18-19.00น.เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ สามพ่อแม่ลูก หยอดเหรียญ ตู้ตุ๊กตา หน้าห้างสรรพสินค้าสาขาย่อยห้างหนึ่ง ใกล้กับที่ว่าการอำเภอแม่สรวย จ.เชียงราย

ได้จะเป็นหลักฐานว่าเรื่องดังกล่าวมีอยู่จริง โดยมีผู้สื่อข่าวเป็นพยานเหตุการณ์
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีประชาชนเป็นจำนวนมากเห็นร้านตุ๊กตาตั้งหลายจุดเปิดทั้งวันทั้งคืน ไม่ทราบว่าจะมีผู้เล่นหรือไม่ มีการเช่าตึกเดือนละเป็นหมื่น ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ มีให้เห็นเกลื่อนกลาดทั่วเมืองเชียงราย อาจจะมีเรื่องแอบแฝง เบื้องหลังหรือไม่? จากข้อมูล ตู้คีบสินค้า หรือตุ๊กตาเข้าข่ายตู้การพนันหรือไม่? เพราะ พรบ.ว่าด้วยการพนันพ.ศ 2478 ประเภทบัญชี(ข) ลำดับที่28 ระบุว่าเครื่องเล่นที่ใช้เครื่องกลพลังไฟฟ้า พลังแสงสว่างหรือพบังงานอื่นๆใดทที่ใช้เล่นโดยวิธีการสัมผัส เลื่อน กด โยก หมุนหรือวิธีอื่นใด ซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกัน แต้มหรือเครื่องหมายใดๆก็ตาม.แม้แต่การยิงเป้าปาโป่งตามงานวัดก็เป็นการพนันที่ผิดกฎหมายเช่นกันกับอยู่ในการพนันประเภท(ข)

ดังนั้นตู้คีบตุ๊กตาจัดได้ว่าเป็นตู้ที่เข้าข่ายการพนันตามกฎหมายหรือไม่?เพราะเรื่องดังกล่าวถ้าหาก ห้ามไม่ให้มีจะเป็นการสกัดกั้นเยาวชนไม่ให้เข้าถึงการพนันอย่างดียิ่ง ในหลักฐานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในอำเภอแม่สรวย ข้างต้นถือว่าเด็กและเยาวชนได้เข้าไปเล่นแล้ว โดยเรื่องดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าที่ฝ่ายปกครองที่ถือกฎหมาย พื้นที่เกิดเหตุ จะดำเนินการอย่างไร?และมีคำตอบให้ประชาชนอย่างไร?ขอความกระจ่างโดยด่วน.

ขุนเขาใรน้ำใจ ทีมงานข่าวภาคเหนือ รายงาน
สอบถามโทร 0967694671 – 0856525854.. สมจิตร แสงบัลลังค์ ผอ.ข่าวภาคเหนือ
ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ค้านเปิดเหมืองหินใกล้ ร.ร.จุฬาภรณ์ฯ ! ชาวบ้านร้อง ศดธ.จ.มุกดาหาร ค้านออกประทานบัตรเหมืองหินบางทรายใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568​ตัวแทนชาวบ้านตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหารเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ทบทวนการออกประทานบัตรของบริษัท สิงห์โต เอ็นจิเนียร์ จำกัด ซึ่งได้ขออนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ (ระเบิดหิน) โดยตัวแทนชาวบ้านชาวบ้านกล่าวว่า การทำเหมืองของบริษัทที่ได้ขอใบประทานบัตรเพื่อประกอบกิจการทำเหมืองแร่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านหนองหอย ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร

ทั้งนี้ แม้จะเป็นการขอประทานบัตรในพื้นที่ของตนเอง แต่การที่จะระเบิดหิน โดยที่บ่อหินอยู่ไม่ห่างจากถนนเส้นเศรษฐกิจพิเศษ มห. 3019 มุกดาหาร รัศมีการระเบิดหินย่อมจะส่งผลกระทบต่อรถขนส่งสินค้าและจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ ของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงสถานศึกษา อีกด้วย นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งเสียงและฝุ่น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทบทวนการอนุญาตประทานบัตร ของบริษัท สิงโต เอ็นจิเนียร์ จำกัด ด้วย

ทั้งนี้ ชาวบ้านหวังว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารจะพิจารณาทบทวนการอนุญาตโครงการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า บริเวณพื้นที่ขอประทานบัตรเหมืองหินอยู่ห่างจากถนนเลี่ยงเมืองทางหลวงชนบท สาย มห. 3019 ประมาณ 600 เมตร ห่างจากวัดป่าถ้ำตาดา ประมาณ 700 เมตรและห่างจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยประมาณ 1.9 กิโลเมตร

ค้านเปิดเหมืองหินใกล้โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ฯ #ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมุกดาหาร #ร้องคัดค้านอนุญาตประทานบัตรเหมืองหินบริษัทสิงห์โตเอ็นจิเนียร์จำกัด #ตำบลบางทรายใหญ่ #จังหวัดมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับวัยรุ่นสปป.ลาว3 ราย ค้าของเก่าข้ามแม่น้ำโขง มาไทยจ.มุกดาหาร​

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568​ ที่ผ่านมา​ กองร้อยหมวดสกัดกั้นฯที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีการลักลอบขนสินค้าผ่านช่องทางธรรมชาติข้ามมายังฝั่งประเทศไทย

จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และวางแผนทำการจับกุมร่วมกับกองร้อยทหารราบ และกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 ออกตรวจในพื้นที่ หมู่ 2 บ.หว้านน้อย ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร พบเรือกีบเหล็กติดเครื่องยนต์แล่นจากฝั่ง สปป.ลาว

เข้ามายังท่าน้ำฝั่งประเทศไทย และมองเห็นวัตถุต้องสงสัยเป็นกระสอบสีขาวจำนวนหลายใบอยู่ในเรือ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอตรวจสอบสิ่งของภายในกระสอบพบว่าเป็นเศษโลหะที่ทำด้วยทองแดง รวมทั้งหมด 84 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 3,000 กก. และแบตเตอรี่เก่า จำนวน 39 ลูก

จึงได้ควบคุมตัวบุคคลที่อยู่ในเรือประกอบด้วยท้าว พิสะมอน พอนทิดา อายุ 43 ปี คนขับเรือ ท้าว ทะนะวัด สินนะสอน อายุ 18 ปี ท้าว เพดสะมัย สุพมมะวง อายุ 19 ปี อยู่บ้านบึงทะเล นะคอนไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว โดยทั้ง 3 คนได้ยอมรับว่า

ได้ลักลอบขนสิ่งของดังกล่าวนำขึ้นเรือขนข้ามมาประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและตรวจยึดของกลางนำส่ง ตม.มุกดาหาร และด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านร่วม 100 คน ลุกขับไล่ เจ้าอาวาสองค์ใหม่ ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง และดูแลวัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 ก.พ.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านทุ่งเคล็ด หมู่ที่ 3 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากกรณีมี คำสั่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด ที่ ๐๐๕/๒๕๖๘ เรื่อง อนุญาต ให้พระประสิทธิ์ สัญจร เข้าอยู่วัดบ้านทุ่งเคล็ด

โดยมีบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ว่าด้วยการ
ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ในมาตรา ๓๘ ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ใด้ ให้แต่งตั้ง ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๘ (๑)(๓) ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอาศัยในวัด จึงให้ พระประสิทธิ์ สัญจร เข้ามาอยู่วัดบ้านทุ่งคล็ด และดูแลจัดการวัดบ้านทุ่งคล็ด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสั่ง ณ วันที่ …๑๕…. เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๘
ลงชื่อ (พระครูสังฆรักษ์ สำราญ อภิชาโต) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด รองเจ้าคณะอำเภอทับสะแก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขณะที่พระประสิทธิ์ สัญจร ได้รับการแต่งตั้งให้มีอำนาจดูแลวัดบ้านทุ่งเคล็ด พร้อมถือหนังสือสั่งการไป แต่เมื่อชาวบ้านเห็นดังกล่าว จึงได้เข้าไปสอบถามว่ามาทำไม มาทำอะไร จึงมีเสียงปะทะคารมกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน จนชาวบ้านได้เข้าไปห้อมล้อมขับไล่ให้ออกไปจากวัด โดยมี พ.ต.ท.สุทิน ทัดรัตน์ สว.สส.สภ.ทับสะแก พร้อมชุดสืบสวน ฝ่ายป้องกันและปราบปราบ เข้าควบคุมสถานการณ์ป้องกันเหตุ

น.ส.อมรทิพย์ ภู่ระย้า ( คนเสื้อดำ ) ให้การว่า ตนเองได้เดินเข้าไปสอบถามพระประสิทธิ์ ว่ามาทำไม และมาทำอะไร เพราะชาวบ้านเขาไม่ต้อนรับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ จึงบอกให้นิมนต์กลับ แต่เกิดมีปะทะคารมกัน จนชาวบ้านลุกฮีอตะโกนขับไล่ (ตามคลิป)

นอกจากนี้ชาวบ้านยังรวมตัวกันถือป้ายแสดงข้อความเชิงสัญลักษณ์ในการแสดงออก “ด้วยความเคารพศรัทธา พวกเราชาวบ้านขอเห็นพ้องร่วมกันในการแสดงความประสงค์ที่จะขอคัดค้านคำสั่งถอดถอนพระอาทิตย์ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งเคล็ด และขอโต้แย้งคัดค้านคำสั่งแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาสรูปใหม่เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมกับชาวบ้านในชุมชนได้ขอความเป็นธรรมและสนับสนุนให้พระอาทิตย์กลับเข้ามาเป็นเจ้าเอาวาสเช่นเดิม โดยชาวบ้านจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปกป้องเช่นเดิม

////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ – หมูไม่กลัวน้ำร้อน ขนส่งเชียงราย สั่งจับรถลากดิน ประชาชนร้องเรียน เหมือนนกรู้ หยุดกระทันหัน ข่าววงในรั่ว เพราะส่วย / โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา ร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการและฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ระดับสำนักงานชลประทานที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2569

แชร์เนื้อหานี้

หลบด่านเล่นที่เผลอ” ลาก”ไม่คลุมผ้าใบมิดชิดฝุ่นตลบ สร้างมลภาวะฝุ่นPM.2.5 บช หลังประชาชนร้องเรียนมานาน เตรียมร้องเรียนอุตสาหกรรมจังหวัดเสนอเพิกถอนใบอนุญาต

จากกรณีที่มีประขาชนร้องเรียนผ่านสายด่วนขนส่ง เชียงรายเกี่ยวกับผู้ประกอบการรถบรรทุกดิน ในพื้นที่ตำบลแม่กรณ์ สร้างปัญหาให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต รวมทั้งสิ่งแวดล้อม มีการขนดินออกจากบ่อมานานหลายปีโดยเรื่องดังกล่าวประชาชนได้พยายามร้องเรียนทุกฝ่ายแต่การแก้ไขปัญหาไร้ผล เนื่องจากผู้ประกอบการรถบรรทุกดิน มีการขนดินแบบไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ เหมือนทุกครั้งเจ้าหน้าที่ ตั้งด่วนตรวจจับตามคำร้องเรียน ได้เพียงแค่คันสองคันแล้วก็ต้องล้มเหลวทุกครั้งไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสังเกตุการณ์การตั้งด่านของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งจังหวัดเชียงราย ตามคำคำสั่งนางสุภมาส ลีลารักษ์สกุล ขนส่งจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจการ เจ้าหน้าที่กลุ่มงานวิชากรขนส่งจังหวัดเชียงราย ออกตั้งด่านปราบปรามรถบรรทุกขนดินไม่คลุมผ้าใบมิดชิด สร้างมลพิษฝุ่นPM2.5 และผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติจราจรทางบก ปีพ.ศ. 2522และพระราชบัญญัติรถยนต์ ปีพ.ศ.2522

ในเรื่องดังกล่าวทางผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากหัวหน้าชุดควบคุมการตั้งด่านตรวจขนส่งที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลแม่กรณ์ ถนนทางหลวงหมายเลข 1211 ตอน สวนดอก-ดงมะดะ บริเวณพื้นที่ บ้านฝั่งหมิ่นหมู่ที่7 ต.แม่กรณ์ จ.เชียงราย เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 30 มกราคม 2568ที่ผ่านมา สามารถตรวจจับ รถขนดินเพียงแค่สองสามคัน เท่านั้นโดยผู้ประกอบการรถขนดิน หยุดการขนดินออกจากบ่อดินทันที ต่อจากนั้นไม่สามารถจับได้ต่อไปอีก เนื่องจากรถลากดินหยุดขนดิน โดยผู้สื่อข่าวได้ตระเวณดูพบไปแอบไปจอดหลบซ่อนสายตาเจ้าหน้าที่ขนส่งในซอยหมู่บ้าน และถนนในหมู่บ้านทางขึ้นน้ำตกขุนกรณ์

หลังจากผู้สื่อข่าวได้สอบถามชาวบ้านและผู้นำหมู่บ้านในย่านนััน ได้ข้อมูลว่าเป็นแบบนี้ทุกครั้งไป เมื่อเจ้าหน้าตั้งด่านตรวจจับรถลากดืนก็หยุด เมื่อเจ้าหน้าหยุดตั้งด่านรถลากดินก็ลากดินต่อ สร้างความเดือร้อนให้ประขาชนในพพื้นที่ และสํญจรเส้นทางนฝดังกล่าวเป็นอย่างมาก ร้องเรียนไปไม่เป็นผล จึงอยากเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเพิกถอนใบอนุุญาติบ่อดิน หรือใบรง.4 ของเจ้าของบ่อดินที่สร้างปัญหาแบบไม่หยุดหย่อน

จากเรื่องดังกล่าวทางผู้สื่อข่าวได้ถามเจ้าหน้ากรมการขนส่งว่าจะทำอย่างไรต่อ? ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า จะต้องด่านถี่ขึ้นเรื่อยๆ หากกพบก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวจะดำเนินการติดตามการปฏิบัติหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอุตสหกรรมจังหวัดเชียงราย และอบต.แม่กรณ์เจ้าของพื้นที่ว่าจะมีความเห็นเกี่ยวกับมาตรการณ์แก้ไขปํญหาดังกล่าวให้กับประชาชนได้อย่างไร? หลังมีร้องเรียนมาโดยตลอด บ่อดินดังกล่าวจะถูกเพิกถอนได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงราย จะมีคำตอบอย่างไรภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์และจะนำเสนอข่าวความคืบหน้าต่อไป.

ทีมงานข่าวเชียงราย สมจิตร แสงบัลลังศ์ รายงาน

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการและฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ระดับสำนักงานชลประทานที่ 1 ประจำปี พ.ศ.2569

วันนี้ (31 มกราคม 2568) เวลา 09.00 นายเฉลิมเกียรติ อินทกนก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา พร้อมด้วยนายธีรพันธ์ เด็ดขาด หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม นายเกษียร สฤษดิกุล หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน

นายคมสัน วัดเข่ง หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 นายทวีศักดิ์ ภิรมย์ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 นายอธิการ แสนสุวรรณศรี หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 และนายนนทวัฒน์ เข็มเงิน หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 ให้การต้อนรับ นายอภิวัฒน์ ภูมิไธสง รองผู้อำนวยการ

สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วยนายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา นายชยกร นนตานอก หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการใช้น้ำ และคณะ ในการลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการและฝ่ายส่งน้ำ และบำรุงรักษา ระดับสำนักงานชลประทานที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2569

พร้อมนำเสนอและตอบข้อซักถาม ของคณะทำงานฯ สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการส่งน้ำและบำรุงรักษา ณ ห้องประชุมนาคาภิรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่…

สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐนิวส์ – สื่อรัฐทีวี / ชาวบ้านดีลัง กว่า300 คน คัดค้าน การก่อสร้าง โรงหลอม รีไซเคิล เชื่อว่าเกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมอันตรายต่อชีวิตประชาชนฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ออกมาเรียกร้องไม่เห็นด้วยการที่จะมีโรงงานตั้งขึ้นที่หมู่ที่ 3 ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าในอนาคตส่งผลกระทบแน่นอนกับหมู่ที่2 หมู่ที่3 หมู่ที่5 ต.ดีลัง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี

ชาวบ้านให้เหตุผลว่าเมื่อสร้างไปแล้วยากที่จะหยุดได้ มีตัวอย่างโรงงานที่สร้างไปแล้วโรงงานหนึ่ง ซึ่งอยู่ติดกับบ้านดีลังส่งผลต่อชาวบ้านดีลังถึงทุกวันนี้แล้วยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ ขอให้เห็นความสำคัญต่อชีวิตเด็กและประชาชนหมู่ 2,3,5 ตำบลดีลัง ที่อยู่ใกล้โครงการก่อสร้างโรงงานหลอม รีไซเคิลในอนาคต ที่จะทำให้เกิดมลภาวะเป็นพิษและอันตรายต่อชีวิตของชาวบ้าน

จึงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐขอให้ยุติการอนุญาตก่อสร้างโรงงานดังกล่าว ซึ่งจะก่อสร้างตั้งอยู่ที่หมู่3 หากแม้ไม่ได้รับคำตอบภายใน 7 วัน ชาวบ้านจะเดินทางเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หวังเป็นที่พึ่งชาวบ้านเพื่อเรียกร้องหาข้อยุติต่อไป

ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องได้เดินทางมาพบชาวบ้านเช่น ผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี ผู้แทนสาธารณะสุขจังหวัดลพบุรี ผู้แทนผู้ประกอบการโรงงาน
โดยทางผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัดลพบุรี ได้ให้เหตุผลต่อชาวบ้านว่าเป็นเพียงขั้นตอนเสนอเรื่องขอ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่1 ปิดประกาศให้ประชาชนรับทราบ ที่อำเภอ เทศบาล และจังหวัดลพบุรี ขั้นตอนที่2 คือประชาคมชาวบ้าน

ชาวบ้านที่มารับฟังบางคนทราบเรื่องมีอาการถึงกับไม่พอใจว่าชาวบ้านไม่ได้เดินทางไปอำเภอ เทศบาล และจังหวัด จึงไม่ทราบเรื่องดังกล่าวว่าผ่านขั้นตอนที่1 นี้ไปแล้ว เช่นไรชาวบ้านเสนอให้ประชาคมในวันนี้เลยได้ไหม เผื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาประชาชนต้องออกมาอีก

เพราะทุกคนต่างต้องไปทำงาน หากินในแต่ละวัน ส่วนทางตัวแทนผู้ประกอบการสร้างโรงงานขอกลับไปทบทวน แล้วจะมาให้คำตอบต่อชาวบ้านภายใน 7 วัน และได้พูดกับผู้สื่อข่าวว่าวันนี้ผมไม่มีโอกาสได้ชี้แจ้งอะไรเลย ชาวบ้านไม่ยอมรับฟัง

สนอง แท่นสูงเนิน ภาพ/ข่าว รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /“สราวุธ” ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย อ้อนขอกลับไปนั่งเก้าอี้ นายก อบจ.ประจวบฯ อีกสมัย /ร้องสื่อถนนสร้างเสร็จไม่สมราคากว่า 7 ล้านบาท จ่อยื่น ปปช.สอบข้อเท็จจริง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 ม.ค.68 นายสราวุธ หรือ “เฮียไล้”  ลิ้มอรุณรักษ์ แชมป์เก่า อดีต นายก อบจ. ประจวบฯ ผู้สมัครนายก อบจ. ประจวบฯ หมายเลข 2 เปิดเผยขณะเดินหาเสียงพร้อมลูกทีมว่า จากการลงพื้นที่ในการเลือกตั้งรอบนี้ ตนได้ลงพื้นที่หาเสียงตลอดทุกวัน ตั้งแต่ อ.หัวหิน ไปจนถึง อ.บางสะพานน้อย เรียกได้ว่า ไม่มีเวลาหยุดพักกันเลย ความตั้งใจ คือ ต้องการลงพื้นที่แนะนำตัวด้วยตนเองทั้งหมด โดยคิดเสมอว่า การเข้าไปหาประชาชน เป็นการให้เกียรติพ่อแม่พี่น้องทุกคน เพราะตนเองตั้งใจอาสามาทำงาน เพื่อพ่อแม่พี่น้องจึงอยากเดินเท้าเข้าไปหาทุกท่านด้วยตนเอง เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ตนก็ทำแบบนี้ ไม่รู้สึกเหนื่อยใดๆ รู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้ไปสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกท่านทั้งจังหวัดด้วยตัวเอง

จะไม่ขออาศัยการส่งไปรษณีย์ไปให้ทุกบ้าน เพราะตนเองอยากเข้าถึงประชาชนถึงบ้านจริงๆ การลงพื้นที่ทั้งจังหวัดด้วยตนเองรอบนี้ ด้วยความที่บ้านเมืองเรา ทุกคนน่ารัก ตนได้รับการต้อนรับและ กำลังใจมากมาย ส่วนใหญ่อวยพรให้กลับมาทำงานเพื่อบ้านเมืองอีก เพราะเห็นผลงานมาแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาผลงานของตน ในระหว่างอยู่ในตำแหน่งอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ เรียกได้ว่ามีผลงานครอบคลุมครบ ทั้ง 8 อำเภอ อย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน
“ตนเองชอบรับฟังความคิดเห็น ชอบให้มีคนเสนอแนะ เพราะจะได้มุมมองที่แตกต่างกัน

โดยเฉพาะความเห็นของสมาชิกสภา ที่เป็นตัวแทนของพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งของประชาชนที่มาบอกด้วยตนเอง ตนให้ความสำคัญ และ ติดตามงานเสมอ การเมืองปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ตนอยากให้ทุกคน ที่เสนอตัวอยากเข้ามาทำงาน นำเสนอผลงานและความดี อย่าเล่นสกปรก สาดโคลนกันเลย เพราะมันเป็นการเมืองแบบเดิม ๆ ไม่มีประโยชน์อะไร ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ให้เอาผลงาน เอาความดีมาแข่งกันดีกว่า เพราะการสาดโคลนใส่กันมันเสียเวลาของพ่อแม่พี่น้อง ที่จะมารับฟังเรื่องเหล่านี้ แต่ควรจะเอาผลงาน ความดี มาเป็นทางเลือกให้พ่อแม่พี่น้องเห็น จะได้อุ่นใจว่าเลือกคนดี คนทำงานเป็น คนมีประสบการณ์มาดูแลบ้านเมืองของเรา การเลือกตั้งรอบนี้ อยากขอฝากทุกๆ ท่านให้ออกมาใช้สิทธิ์ เลือกตั้งนายก อบจ. ประจวบฯ และ สมาชิกสภา อบจ. ในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ.68 เวลา 08.00 น – 17.00 น. ขอให้เลือกคนดี คนจริงใจครับ”  นายสราวุธ กล่าวตอนท้าย.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

ประจวบฯผญบ.หนองมะค่าร้องสื่อถนนสร้างเสร็จไม่สมราคากว่า 7 ล้านบาท จ่อยื่น ปปช.สอบข้อเท็จจริง

  27 ม.ค.68 ผู้ใหญ่อำนวย สุดกระแสร์ (ผู้ใหญ่เปี๊ยก)ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 บ้านหนองมะค่า ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พาผู้สื่อข่าวไปดูถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ สายบ้านสามหลัง หนองเผาเตา บ้านหนองมะค่า ระยะทางประมาณ 2  กิโลเมตร ที่ผู้รับเหมารายเดิมดำเนินการแล้วเสร็จไปนั้น ชาวบ้านร้องให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยลงมาตรวจสอบ อาจไม่ได้มาตรฐาน ไม่สมตามราคาจ้างเหมาวงเงินกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม เป็นผู้เปิดประกวดราคาจ้าง ชื่อโครงการก่อสร้างถนนลาดยาง แอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์(กึ่งกอนกรีต) สายบ้านสามหลัง-หนองเผาเตา หมู่ที่ 10  บ้านหนองมะค่า ต.หนองตาแต้ม ด้วยวิธีประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์(e-biddiing) โดยราคากลางเป็นจำนวนเงิน 3,013,523.87 บาท

จากนั้นผู้ใหญ่เปี๊ยกพาผู้สื่อข่าวเดินดูบริเวณพื้นผิวทางบนถนนที่ผู้รับเหมารายเดิม ดำเนินการแล้วเสร็จ ขณะมีคนงานกำลังดำเนินการเร่งตรวจเก็บงานบริเวณไหลทางเตรียมส่งมอบวิศวกรคุมแบบของอบต. โดยชี้ให้เห็นจุดต่าง ๆ ที่อาจเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง  หากเปิดให้ประชาชนใช้สัญจร โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งบางจุดอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีการทำพื้นผิวไหล่ทางรองรับทั้งสองฝั่ง ขณะที่แบบพื้นดินเดิมปูทางหินคลุกไม่มีการอัดแน่นก่อนจะลงแอสฟัลท์ ทำให้พื้นผิวถนนอาจหลุดล่อนยุบตัวลงก่อนกำหนด

ระหว่างเดินตรวจดูการอัดแน่นของยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ ขณะใช้เศษไม้จิ้มและเท้ากดบริเวณไหล่ขอบทางปรากฏสภาพการอัดแน่นผิวถนนที่ไม่ได้มาตราฐาน มีการยุบตัวตลอดแนว ทั้งฐานล้างและผิวบนไม่มีการอัดแน่นด้วยเครื่องจักรกล หากรถ จยย.ชาวบ้านวิ่งไหลทางอาจแฉลบล้มลงเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากไม่ได้ทำไหล่ทางรองรับ และไม่มีการปรับระดับไหล่ทางถนนเข้าบริเวณหน้าบ้านและชุมชนให้ชาวบ้าน รวมทั้งท่อระบายน้ำรอดใต้พื้นผิวถนน ไม่มีการเปลี่ยนขนาดที่เหมาะสมให้เป็นมาตราฐาน บางท่อเกิดการอุดตันอยู่ในสภาพเดิม หากน้ำป่าจากภูเขาทะลักไหลลงมา อาจทำลายเส้นทางผิวการจราจรเกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้ และที่สำคัญไม่มีการติดตั้งป้ายประกาศบอกการจัดจ้างโครงการก่อสร้างถนนพร้อมชื่อผู้รับเหมาโครงการ และงบประมาณการจัดจ้างให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน ชาวบ้านจึงไม่มั่นใจว่าโครงการก่อสร้างถนนแห่งนี้ที่มีผู้รับเหมารายเดิมผ่านการประกวดราคาไปนั้น ผ่านกระบวนการจัดจ้างอย่างโปร่งใสถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาเกิดปัญหาชาวบ้านร้องทุกข์ให้ท้องถิ่นตรวจสอบแต่กลับเมินไม่สนทุกข์ชาวบ้าน

จากนั้นผู้ใหญ่บ้านพาผู้สื่อข่าวไปดูสภาพถนนอีกหลายจุด ที่มีสภาพแตกระเอียดเป็นวงกว้าง หลังผู้รับเหมารายเดิมสร้างเสร็จเพียงไม่กี่ปี ชาวบ้านต้องระมัดระวังขณะขับขี่ จึงอยากร้องทุกข์ให้ สนง.ปปช.จังหวัดประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากการประกวดราคาจัดจ้างยังคงเป็นผู้รับเหมารายเดิมที่ไร้คู่แข่ง จึงไม่มีความมั่นใจกระบวนการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสโครงการดังกล่าว ขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองตาแต้ม(อบต.)ขณะที่การจัดจ้างโครงการก่อสร้าง ถนนลาดยาง แอสฟัลท์ติกคอนกรีต พื้นทางหินคลุกซีเมนต์ผสมโพลิเมอร์ ตามประกาศ ใช้งบประมาณจังหวัดฯกว่า 7 ล้านบาท โดยให้ท้องถิ่นนำไปบริหารจัดการอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความเจริญสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน แต่ชาวบ้านได้รับประโยชน์ไม่คุ้มค่าภาษีของประชาชน ผู้ใหญ่เปี๊ยกกล่าว
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีบวงสรวงบูรพพญามังรายมหาราตำหนักพ่อขุนเม็งรายมหาราช ครบรอบ763 ปี จ.เชียงราย / อุตสาหกรรมเชียงใหม่ ตรวจบ่อดิน ร้องเรียน สร้างความเดือดร้อน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่24 มกราคม 2568เวลา09.00 น. แม่ภาวิดา แซ่เจี่ย แม่ชีชนกานต์ ชมภูศรี ดร.ประชา คุณศลินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ประธานกรรมการบริษัทในเครือ ทั้ง9แห่งพร้มด้วยนายปิยะพล-นายปิยณัฐ-นายเบญจ รุ่งเพ็ชรวิภาวดี น.ส.พิตติภรณ์ ชมภูศรี หจก.ชนะยนต์ อิมสปอร์ เอกซปอร์ต บริษัท ซี เอ็นวาย อิมพอร์ต เอกซ์พอร์ต จำกัด บริษัท ซี เอ็น วาย ออโต้ อิมพร์อต จำกัด (ผู้นำเข้ารถยนต์ใหม่) บริษัทหมิง ทรานสปอร์ต จำกัด(บริษัทขนส่งจำกัด) จำกัด(ผู้นำรถใหม่ส่งออก) บริษัทมิตซูล้านนา จำกัด(ผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิ จ.เชียงราย)

บรษัทโตโยต้าสิงห์บุรี จำกัด(ผู้จำหน่ายรถยนต์โตโยต้า จ.สิงห์บุรี) บริษัทโตโยต้าเมืองสองแคว จำกัด (ผู้จำหน่ายโตโยต้า จ.พษณุโลก) บริษัทเอ็มจีล้านนา จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจี จ.เชียงรายและพะเยา) จัดพิธีบวงสรวงพ่อขุนพยามังรายมหาราชประจำปี 2568โดยมี พนเอกสิงหนาท โลสุยยะ เสนาธิการ มทบ.37 เป็นประธานจุดธธปเทียนบูชาพระรัตนตรัยประกอยพิธีทางศาสนา พระสงฆ์สวดเจริญพุทธมนต์ เพื่อน้อมถวายบุญให้กับพ่อขุนพยามังรายมหาราชและบูรพมหากษัตริย์แห่งล้านนาทุกพระองค์

ต่อด้วยพิธีบวงสรวงบูรพพญามังรายโดยแม่ชีชนกานต์ ชมภูศรี จุดเทียนฤกษ์เปิดชัย โดยดร.ประา คุณศลินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี บวงสรวงโดยอาจารย์มุณีพราหมณ์ สุพจน์ ฤทิ์ทา มหาราชครูพราหมณ์มณีเทวสถานวัดสุทัศน์ ต่อด้วยการตีกลองสะบัดชัย รำถวายพ่อขุนมังรายมหาราช เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับพิธีบวงสรวงพ่อขุนเม็งรายครั้งนี้ถือว่าเป็นการบวงสรวงปีพิเศษเนื่องในโอกาสที่เมืองเชียงรายงมีอายุครบ763ปี (ปีพ.ศ2568)เดิมดร.ประชา คุณสิลินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ได้เริ่มทำพิธีการบวงสรวง ณ ลานพิธีวัดดอยจอมทอง สะดือเมืองเชียงราย มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2541-2545 และตั้งแต่ปี2546ถึงปัจจุบัน ย้ายมาทำการบวงสรวง ณ ตำหนักพ่อขุนเม็งรายมหาราช (สถานีวิทยุกระจายเสียง วปถ.10) พิธีบวงสรวง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยดร.ประชา คุณสบินดา รุ่งเพ็ชรวิภาวดี ประธานฝ่ายสงฆ์ โดยพระครูสุภัทรวชิรรานุกูล ผู้ช่วยพระอารามหลวง ผู้ช่วยเลขานุการ เจ้าอาวาสเจ็ดยอดเชียงใหม่ เจ้าสำนักศูนย์ปฏิบัติธรรมหมิงธรรมสถาน และแม่ชีชนกานต์ มภูศรี วัดเวียงนางตองจ.ลำปาง

สำหรับพิธีบวงสรวงใหญ่ในวันที่26 มกราคม2568 จังหวัดเชียงรายต่อจากนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จะเป็นประธานในพิธีบวงสรวง โดยจะมีการฟ้อนล้านนาถวายพ่อขุนเม็งรายมหาราช ณ ลานอนุสาวรีย์ห้าแยกพ่อขุนอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะเมืองเชียงรายมีอายุเก่าแก่ครบ763 ปีซึงจะมีการแห่ขบวนอย่างยิ่งใหญ่ไปยังลานจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดพ่อขุน ณสนามบินเก่า416เชียงราย.

นายธนกฤต วรรมณี ข่าวเชียงรายรายงาน

อุตสาหกรรมเชียงใหม่ ตรวจบ่อดิน ที่ร้องเรียน สร้างความเดือดร้อน 6 แห่ง

นายสงกรานต์มูลวิจิตรอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับอำเภอสันทรายและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลป่าไผ่อำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ได้ลงไปตรวจสอบเกี่ยวกับผู้ประกอบการบ่อดินในพื้นที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วได้ส่งหนังสือร้องเรียนมาที่อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่

จึงได้ลงไปตรวจสอบเมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมาโดยได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในพื้นที่ทางอำเภอสันทรายตำรวจภูธรแม่โจ้เทศบาลป่าไผ่ได้เปิดเผยกับทีมงานข่าวหลังการเข้าไปตรวจสอบพบว่าในพื้นที่เทศบาลตำบลป่าไผ่นี้มีผู้ประกอบการบ่อดินทั้งหมด6 แห่ง

ทั้งที่ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วว่าบ่อดินทั้ง 6 บ่อนี้มีใบอนุญาตอย่างถูกต้องแค่ 1 บ่อเท่านั้นนอกนั้นไม่มีใบอนุญาตถูกต้องถึง 5 บ่อ.#ว่าที่ร้อยตรีจำลองอ่อนพุทธา.#ปลัดเทศบาลป่าไผ่.รักษาการนายกเทศบาลตำบลป่าไผ่ได้เปิดเผยกับทีมงานว่าลงไปแล้วไม่พบผู้กระทำผิดพบแต่ล่องลอยในการทำขุดดินเท่านั้นแต่เครื่องจักรกลเช่นแม็คโคร

หรือรถขนดินไม่ได้พบเลยก็ไม่ทราบว่าข่าวนี้ได้รั่วหรือรู้จริงหรือคู่ประกอบการได้อย่างไรแต่ก็ได้บอกว่าจะเข้าไปตรวจสอบทุกๆ 7 วันถ้ามีการกระทำผิดเช่นไรก็จะดำเนินการตามกฎหมายพรบการขุดดินถมดินต่อไป…

..#สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวภาคเหนือรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /SSI-BRDเอ็มโอยูร่วมธุรกิจโมดูลาร์บิลด์ดิ้ง แบรนด์ “SSI Swift Space x Bangkok Retails”/กฟผ. ขอความร่วมมืองดเผาไร่อ้อย และวัชพืช ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

แชร์เนื้อหานี้


      
นายณรงค์ฤทธิ์ โชตินุชิตตระกูล (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือธุรกิจกับนายวุฒิวัฒน์ อรุณรัตน์รัฐกร (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการ บริษัท ดีทู พาร์ทเนอร์ส จำกัด หรือ BRD ในความร่วมมือทางธุรกิจสำหรับงานออกแบบ ผลิต ติดตั้ง จัดทำ ตลอดจนการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับงานอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ด้วยระบบการก่อสร้างสำเร็จรูปแบบโมดูลาร์ ภายใต้แบรนด์ “SSI Swift Space x Bangkok Retails” โดยนำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัททั้งด้านวิศวกรรมเหล็ก การก่อสร้าง และด้านการออกแบบงานสถาปัตยกรรม มาส่งเสริมศักยภาพงานอาคารและงานก่อสร้างด้วยระบบก่อสร้างสำเร็จรูปแบบโมดูลาร์ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าอาคารเชิงพาณิชย์
      


ทั้งนี้ มีนายณภัทร ภาณุพิชิต (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ นายนนทพงษ์ ธีรานนท์ (ซ้าย) หัวหน้าหน่วยธุรกิจระบบอาคารสำเร็จรูป SSI และนางสาวสโรชา เทียมจิตรตรักษา (ที่ 2 จากขวา) Project Development BRD ร่วมงานดังกล่าว ณ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) เมื่อเร็วๆ นี้

///////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กฟผ. ขอความร่วมมืองดเผาไร่อ้อย และวัชพืช โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อความปลอดภัย ลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากฝุ่น PM 2.5 และรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้า

นายเสน่ห์ ตรีขันธ์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เกษตรกรบางกลุ่มยังคงนิยมใช้วิธีเผาผลผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว หรือหลังเก็บเกี่ยว เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านแรงงาน ซึ่งก่อเกิดปัญหามลพิษด้านอากาศ ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้ทัศนวิสัยในการเดินทางและการคมนาคมไม่ชัดเจน กฟผ. จึงขอความร่วมมืองดการจุดไฟเผาไร่อ้อย วัชพืช และตอซังข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงระบบไฟฟ้าของประเทศ เพราะควันและเขม่าจากการเผาอาจทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรสู่พื้นดิน เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว รวมทั้งอาจทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวม และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่ กฟผ. ดูแลและรับผิดชอบ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบไฟฟ้าของประเทศ เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่แห่งพลังงานที่เชื่อมโยงกระแสไฟฟ้าจากระบบผลิตไปยังระบบจำหน่ายซึ่งรับผิดชอบโดยการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) โดยมีการปรับแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมก่อนส่งถึงผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนและทุกครัวเรือนต่อไป ดังนั้นสายส่งไฟฟ้าแรงสูงต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา ซึ่ง กฟผ. มีการดูแลบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเป็นประจำเพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

“กฟผ. ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้แนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง งดเผาไร่อ้อยและวัชพืชทุกชนิด และขอให้ร่วมกันดูแลสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ หากพบเหตุผิดปกติหรือไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. โปรดแจ้งศูนย์บริการข้อมูล กฟผ. โทร. 1416” นายเสน่ห์ ตรีขันธ์ กล่าวย้ำในตอนท้าย

/////////////////////

ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดต้อนรับปีใหม่ 2568 โรงพยาบาลโคกสำโรง อำนวยความสะดวก แก่ประชาชน จังหวัด ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่27 ธันวาคม 2567 เวลา 09.19 น. ที่ หน้าบริเวณโรงพยาบาลโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง ประธานพิธีฯ พร้อมด้วยนายแพทย์ นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง นางสมฤดี ชมญาติ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลโคกสำโรง
นายเชาว์ งามรัตนกาญจน์ รองประธานฯ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ รองประธานฯ ข้าราชการ ตำรวจ แพทย์ พยาบาล พ่อค้า ประชาชนร่วมงานพิธีเปิดลานจอดรถโรงพยาบาลโคกสำโรง 200 คน

ทั้งนี้มีพระครูสุนทร ปรีกิจ (พระอาจารย์แดง เจ้าอาวาสวัดเขาลังพัฒนา) พระนักพัฒนาได้เมตตาเดินทางมาร่วมพิธีเปิดลานจอดรถ และส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลโคกสำโรง รับใบกาศเกียรติคุณผู้สนับสนุนสร้างลานจอดรถให้กับโรงพยาบาลโคกสำโรง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ที่มาใช้บริการโรงพยาบาลโคกสำโรง ในการที่ท่านได้คิดริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยชาวอำเภอโคกสำโรง มอบลานจอดรถให้กับโรงพยาบาลโคกสำโรงในครั้งนี้

วัตถุประสงค์ความเป็นมาของโครงการนี้ เนื่องจากสถานที่จอดรถของประชาชนผู้ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลโคกสำโรงมีไม่เพียงพอการให้บริการแก่ประชาชนที่มาใช้บริการของโรงพยาบาลโคกสำโรง พระครูสุนทร ปรีชากิจ (พระอาจารย์แดง) ได้มาพบเห็นแล้วท่านจึงริเริ่มมีความคิด จะต้องปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลโคกสำโรง โดยใช้งบประมาณ 1 ล้านบาทเศษ วางท่อกลบถมดินทำเป็นลานจอดรถได้อีกจำนวนหลายคัน และเปิดช่องทางเข้า – ออก เพื่อเหตุเร่งด่วนฉุกเฉินบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนผู้ป่วยได้ เพื่อให้ประชาชนทุกท่านที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งผู้ป่วยฉุกเฉิน ร่วมทั้งญาตผู้ป่วย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 จึงได้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา ได้นัดปรึกษาผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง และหัวหน้าหมวดการทางที่ 9 พร้อมทีมงานลงดูพื้นที่จริงและได้เริ่มวางแผนออกแบบการก่อสร้างทำงานร่วมกับแขวงทางหลวงที่ 1 ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยได้รวบรวมเงินจากบริจาคจากหลายๆฝ่ายทำจนแล้วเสร็จในระยะเวลา 3 เดือนเปิดใช้งานได้จริงต้อนรับปีใหม่2568นี้ มอบเป็นของขวัญให้ชาวอำเถอโคกสำโรง ทางด้านนายแพทย์นุสิทธิ์ ชัยประเสริฐ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง ยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ปี2568

ทางโรงพยาบาลโคกสำโรง จะมีการปรับปรุงการให้บริการแกพี่น้องประชาชนทุกท่านที่มาใช้บริการกับโรงพยาบาลอีกหลายอย่าง หากแม้ว่าท่านใดมีขอเสนอแนะที่ดีก็พร้อมที่จะรับฟัง ความคิดเห็นของทุกๆท่าน เพื่อมาวิเคราะห์นำมาพัฒนาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับ ประทับใจแก่พี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ที่มาใช้บริการของโรงพยายาบาลโคกสำโรงต่อไป

สนอง แท่นสูงเนิน
ภาพ / ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/สนง.พื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่า การบุกรุกผืนป่าของนายทุนในพื้นที่บ้านดอยสะโง้

แชร์เนื้อหานี้

19 ธันวาคม 2567 เวลา 10.30 น. คณะเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ประจำ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) นำโดยนายปาวิณ ไวว่อง หัวหน้าสายตรวจปราบปรามฯ พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ ใจปิน หัวหน้าสวนป่าแม่มะ-สบรวก , ปลัดและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเชียงแสน , กำนันตำบลศรีดอนมูล , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอยสะโง้ หมู่ที่ 7 และคณะทำงานตรวจสอบการแก้ไขปัญหาที่ดิน

กรณีนายเศกสันติ์ กองศรี กำนันตำบลศรีดอนมูล ทูลเกล้าถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือการบุกรุกผืนป่าของนายทุนในพื้นที่บ้านดอยสะโง้ เข้าร่วมกันตรวจสอบพื้นที่ป่า ท้องที่บ้านดอยสะโง้ หมู่ที่ 7 ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ผลการตรวจสอบ พบว่า มีการกระทำผิด 1 คดี แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด และได้ตรวจยึดพื้นที่ป่า

ในแปลงปลูกป่าสวนป่าแม่มะ-สบรวก ปี พ.ศ.2530 พื้นที่ถูกยึดถือครอบครอง จำนวน 1 แปลง รวมเนื้อที่บุกรุกทั้งหมด 48-2-52 ไร่ โดยกล่าวหาว่า มีความผิด ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 ฐาน ”ก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำการด้วยประการใดอันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต”

สำหรับค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่า (ค่าเสียหายของรัฐ) จะจัดส่งให้ภายหลัง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ ใจปิน หัวหน้าสวนป่าแม่มะ-สบรวก เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ และนายบุญส่ง ยอดบุญศรี เป็นพยาน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน ดำเนินการตามระเบียบต่อไป…
..#ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / วีระ สมความคิด ยื่นหนังสือผู้ว่าประจวบฯ ขอเข้าสำรวจโนแมนแลนด์ด่านสิงขร ยกพื้นที่เขตป่าไม้เอาไปทำจุดขนถ่ายสินค้าชายแดนไทย-เมียนมา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 12 ธันวาคม 2567 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการ เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้สมาชิก คปต. จ.ประจวบคีรีขันธ์ และคณะ ทำหนังสือแจ้งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก ผบ.กองกำลังสุรสีห์ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขออนุญาตเดินทางไปเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าระว่างประเทศไทยกับเมียนมา ที่จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร จุดตรวจ ตชด.ที่ 1461 เนื่องจาก คปต.มีแผนงานจะเดินทางไปสังเกตการณ์ ในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร ที่จุดตรวจ ตชด.ที่ 1461 กก.ตชด.14 หมู่ 6 ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใกล้ชายแดนประเทศเมียนมา เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่ามีการใช้พื้นที่ป่าไม้โดยผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยกรมป่าไม้ ขณะที่จุดดังกล่าวยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ยังมีปัญหาในการปักปันเขตแดน เนื่องจากไม่มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศนานหลายสิบปี ทำให้ทางการไทยและเมียนมา ไม่สามารถทำการเปิดด่านพรมแดนถาวรเพื่อทำการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว

นายวีระ กล่าวว่า จุดที่อ้างเป็นโนแมนแลนด์ มีการร้องเรียนว่า มีการลักลอบขนส่งสินค้าทั้งพืชเกษตร และสัตว์น้ำบางชนิด โดยหลบเลี่ยงกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ มีการร้องเรียนว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเพียงบางกลุ่ม นอกจากนั้นการขนถ่ายสัตว์น้ำยังมีน้ำเสียกระทบกับสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย สำหรับเครือข่าย คปต.ที่ผ่านมาได้เดินทางไปสังเกตการณ์ในการขนถ่ายสินค้าเมื่อช่วงต้นปี 2567 โดยได้ขออนุญาตด้วยวาจา จากเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการที่จุดตรวจ ตชด.146 แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ในจุดขนถ่ายสินค้า โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าอาจไม่มีความปลอดภัย และขอให้ทำหนังสือขออนุญาตตามขั้นตอนอย่างเป็นทางการ

มีรายงานว่า นายวีระและเครือข่าย คปต. มีกำหนดการเดินทางไปจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขรในช่วงต้นปี 2568 จึงทำหนังสือขออนุญาตจากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าไปสังเกตุการณ์ในพื้นที่ขนถ่ายสินค้าไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเบื้องต้นเห็นว่าจุดที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศเป็นพื้นที่ในเขตป่าไม้ตามกฎหมายของประเทศไทย หรือ หากผู้มีอำนาจมีข้อขัดข้องตามกฎหมายฉบับใด ไม่สามารถอนุญาตให้เครือข่าย คปจ.ซึ่งมีภารกิจในการช่วยเหลือหน่วยงานปราบปราบการทุจริตเข้าไปสังเกตการณ์ได้ โปรดอ้างอิงรายละเอียดตามข้อกฎหมาย หรือหากไม่มีความปลอดภัย โปรดแจ้งเหตุผลที่แท้จริงให้ทราบอย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการเปิดด่านพรมแดนถาวรและยังไม่มีโอกาสเปิดด่านการค้าเนื่องจากปัญหาการปักปันเขตแดน เครือข่าย คปต.จะตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากอาคารหรู สภาพทิ้งร้างมูลค่าหลายร้อยล้านบาท มีการใช้งบของกรมโยธาธิการกระทรวงมหาดไทย สร้างเป็นอาคารที่พักอาศัยของข้าราชการหลายหน่วยที่ด่านพรมแดนสิงขร มีการทำพิธีเปิดอาคารด่านพรมแดนเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปใช้งาน ขณะที่เดิมมีการค้างจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าหลายแสนบาท

รวมทั้งอาคารที่ใช้ในการตรวจสินค้านำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าการก่อสร้างกว่า 1 พันล้านบาท และก่อนหน้านี้หน่วยงานในจังหวัดมีแผนจะถ่ายโอนอาคารทั้งหมดให้ อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการถ่ายโอน ทำให้อาคารทั้งหมดถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีการบำรุงรักษาเนื่องจากตรวจรับงานครบ 2 ปี จึงหมดสัญญาค้ำประกันงานจากผู้รับเหมารายใหญ่ ทั้งนี้เครือข่าย คปต.จะสรุปปัญหาพร้อมเอกสารหลักฐานร้องเรียนไปยังองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากมีการใช้งบประมาณที่ไม่มีความคุ้มค่า ทำความเสียหายให้กับทางราชการ
นายนิพล ทองเก่า นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / บ่นระงม! ด่านมุกดาหาร รถติดหนัก เจ้าหน้าที่ทำอะไรกัน วอนศุลกากร ปรับทำงานให้เร็วขึ้น เพื่อแก้ปัญหา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2567​ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดมุกดาหาร ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน สปป.ลาว และผู้ประกอบการธุรกิจลาว-ไทย ที่เดินทางข้ามแม่น้ำโขงจากแขวงสะหวันนะเขต เข้ามาจังหวัดมุกดาหาร โดยใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ว่า สืบเนื่องจากด่านศุลกากรมุกดาหารได้มีการเปลี่ยนระบบการตรวจ รถยนต์ที่เข้าประเทศ และปล่อยให้รถเข้าทีละ 1 คัน เพื่อตรวจสอบ

ซึ่งแม้จะเป็นการปฏิบัติตามระเบียบ แต่ปรากฏว่าไม่มีการบริหารจัดการที่ดีรองรับการปฏิบัติ จึงก่อให้เกิดปัญหาการจราจรที่ติดขัดโดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ต้องใช้เวลาในการผ่านด่านศุลกากรถึง 40 นาที และหากป็นช่วงเทศกาลสำคัญจะมีรถติดสะสมจนเกือบถึงกลางสะพานและใช้ระยะเวลาในการผ่านด่านนานถึง 2 ชั่วโมงก็มี

อีกทั้ง หากเป็นกรณีรถที่เพิ่งเข้าประเทศไทยครั้งแรกจะต้องทำการบันทึกข้อมูลเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง 1 คัน จะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 นาที ถ้าหากในช่วงเวลาเดียวกันมีรถที่เพิ่งเข้าเป็นครั้งแรก 3-4 คันติดต่อกัน ก็จะส่งผลให้เกิดรถรอข้ามด่านติดเป็นแถวยาวขึ้นไปบนสะพาน ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วแต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข เคยมีการเรียกร้องให้เปิดตู้บริการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดเทศกาล แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด

ด้วยการจัดการที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางตลอดจนไม่สามารถจัดการกับปัญหาเรื่องความล่าช้า ไม่สามารถตรวจให้เสร็จได้โดยเร็วยิ่งขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนแขวงสะหวันนะเขต เริ่มมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ค่อยอยากจะเดินทางข้ามมาจังหวัดมุกดาหาร อันอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการค้าของผู้ประกอบการในจังหวัดมุกดาหาร ทำให้เศรษฐกิจการค้าซบเซาลงได้

จึงอยากขอให้ด่านศุลกากรมุกดาหารปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สามารถอำนวยความสะดวก ในด้านการตรวจรถให้แก่ผู้ผ่านด่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและให้บริการด้วยอัธยาศัยมีมิตรไมตรีต่อไปด้วย

กรมศุลกากร #ด่านศุลกากรมุกดาหาร #สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #จังหวัดมุกดาหาร #แขวงสะหวันนะเขต #รถติด #บริการไม่มีประสิทธิภาพ

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.ทางหลวง นำสื่อขึ้นสะพาน 2 พิสูจน์ยังแข็งแรง แจงรอยต่อห่างมากเพราะหน้าหนาวบวกรถเยอะ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567​ นายเกรียงศักดิ์ ตันปิยะกุล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงมุกดาหาร ได้นำคณะสื่อมวลชนขึ้นไปบนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)

เพื่อไปดูระยะห่างของรอยต่อพื้นสะพาน (Expansion Joint) สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากผู้ขับยานพาหนะว่าเมื่อแล่นขึ้นไปถึงบริเวณกึ่งกลางสะพาน จะรู้สึกเหมือนกับว่าสะพานเคลื่อนไหวโยกไปมาได้ และจะรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อมีรถบรรทุกวิ่งผ่าน

ขณะที่เมื่อมายืนสังเกตดูสะพานจากบริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำโขง ก็พบว่าบริเวณกึ่งกลางสะพานช่วงที่เป็นรอยต่อพื้นสะพาน (Expansion Joint) มีการแยกตัวระหว่างพื้นสะพานทั้ง 2 ข้าง ห่างกันมากผิดปกติ จนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน

ทำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและลาวที่ใช้ต้องสะพานดังกล่าวในการสัญจรไปมารู้สึกหวาดผวา เกรงว่าจะเกิดอันตราย และหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดผลกระทบต่อโครงสร้างของสะพานอันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ จึงได้นำสื่อมวลชนขึ้นมาดูสภาพของสะพานเพื่อให้เห็นและรับทราบข้อเท็จจริง

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสะพานยังมีสภาพมั่นคงแข็งแรง ส่วนรอยต่อพื้นสะพานที่เห็นว่ามีระยะห่างมากนั้น ก็เนื่องมาจากช่วงนี้เป็นฤดูหนาวอากาศเย็นจึงทำให้สะพานรอยต่อของสะพานมีความห่างมาก โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งมาจากปริมาณของรถยนต์ที่วิ่งขึ้นมาบนสะพานมีจำนวนมาก

ส่วนที่สองมาจากการออกแบบทางวิศวกรรมให้สะพานสามารถยืดหดตัวตามอุณหภูมิโดยเมื่ออากาศเย็นอุณหภูมิต่ำก็จะหดตัวและถ้าอากาศร้อนอุณหภูมิสูงก็จะยืดตัว จึงทำให้ในช่วงฤดูหนาวนี้ประชาชนจะพบว่ารอยต่อของสะพานมีความห่างมาก แต่ก็ยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ มาตรฐานของอัตราการยืดหดของรอยต่อพื้นสะพาน (Expansion Joint) ทั้งสองด้านอยู่ที่ 100-150 มิลลิเมตร หรือถ้าวัดจากด้านใดด้านหนึ่งก็คือด้านละ 5 – 7.5 เซนติเมตร (50-750 มิลลิเมตร) บอกด้วยระยะห่างจากส่วนหัว 1 นิ้วหรือประมาณ 2.5 เซ็นติเมตร

กระทรวงคมนาคม #กรมทางหลวง #หน่วยบำรุงรักษาสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่2 #จังหวัดมุกดาหาร #รถบรรทุกหนัก #แขวงทางหลวงมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/”สุเทียน” ร้องผู้ว่าฯ มุกดาหาร สอบ 157 วินัย-จริยธรรม โยธาธิการและผังเมือง ไม่เปิดเผยข้อมูลโครงการสร้างเขื่อน-สะพาน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567​ ที่ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ขอให้ตรวจสอบโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร กระทำผิดวินัย กฎหมายและประมวลจริยธรรม สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ได้ยื่นขอข้อมูลข่าวสารต่อโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร กระทั่งเวลาได้ล่วงพ้นมาเกินกว่า 15 วัน ปรากฏว่าโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร เพิกเฉยไม่แจ้งผลการพิจารณาตามที่ได้ยื่นขอ

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 จึงได้หนังสือแจ้งให้ดำเนินการตามคำขอข้อมูลข่าวสารอีกครั้ง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายทวีศักดิ์ สุริยะสิงห์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร ได้มีหนังสือแจ้งว่า โครงการที่หน่วยงานดำเนินการเองมี 1 โครงการ คือ โครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแข้ (ชุมชนค่ายลูกเสือ) สามารถไปคัดถ่ายเอกสารได้ ส่วนอีก 5 โครงการ กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็น หน่วยดำเนินการ

ให้ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ประสานขอคัดถ่ายจากหน่วยงานดำเนินการ โดยไม่อำนวยความสะดวกให้ ทั้งที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร เป็นหน่วยงานในสังกัดของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งสามารถที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการจัดให้รับเอกสารได้ที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร โดยไม่ต้องเดินทางไปกรุงเทพมหานคร อันเป็นที่ตั้งของกรมโยธาธิการและผังเมือง อีกทั้ง หนังสือก็ไม่ได้แจ้งว่าให้ติดต่อโดยวิธีใดกับเจ้าหน้าที่ผู้ใดในกรมโยธาธิการและผังเมืองด้วย อีกทั้ง เมื่อได้เดินทางไปขอรับเอกสารโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามห้วยแข้กับเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร ปรากฏว่าได้รับเอกสารเพียง 1 ฉบับ จากที่ขอไปทั้งหมด 4 ฉบับ อันทำให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยไร้ประโยชน์

จึงเห็นว่าการกระทำของโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหารและเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด , ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานบริการข้อมูล ข่าวสารแก่ประชาชนด้วยความรวดเร็ว , ไม่เปิดเผยข้อมูลข้อมูลอย่างโปร่งใสตามมาตรา 3/1 พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน , ไม่ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และ วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 และประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารตรวจสอบข้อเท็จจริงและและพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปกระทรวงมหาดไทย #กรมโยธาธิการและผังเมือง #จังหวัดมุกดาหาร #โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมุกดาหาร #ปปท #ปปช

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ท​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /’สุเทียน’ จี้สอบ อ.เมืองมุกดาหาร ทำหลักฐานให้คนเดียวกันมี 2 เลขที่บัตร ปชช.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ร้อยตำรวจตรี สุเทียน ทองโสม ประธานชมรมรักษ์มุกดาหาร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณีที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ได้จัดให้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน บ้านคำอาฮวน หมู่ที่ 15 แทนตำแหน่งที่ว่าง แต่จากการเฝ้าดูของผู้สังเกตการณ์ระหว่างมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนปรากฏว่า พบนายพลร่ม พันธะ ซึ่งชาวบ้านจำได้ว่าอยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 11 บ้านนิคมสหกรณ์

แต่กลับมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 15 บ้านคำอาฮวน โดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งก็อนุญาตให้ลงคะแนนได้ ทั้งที่มีชาวบ้านทักท้วง จนทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพิกเฉยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนส่อว่าอาจจะทำให้เป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ร้อยตำรวจตรี สุเทียน กล่าวว่า ต่อมาทีมงานชมรมรักษ์มุกดาหาร ได้ตรวจสอบข้อมูลของนายพลร่ม พันธะ กลับพบพิรุธที่น่าตกใจโดยมีข้อมูลปรากฏในสำนักทะเบียนอำเภอเมืองมุกดาหาร ว่า นายพลร่ม ซึ่งเป็นลูกของนางไหลและนายชม คนเดียวกันแต่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านและเลขบัตรประจำตัวประชาชน 2 หมายเลข 2 นามสกุล คือ นายพลร่ม พันธะ เลขบัตรประจำตัวประชาชนลงท้ายด้วย 9613 อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 11 เกิดเดือน พฤษภาคม 2511

กับนายพลร่ม พันทะ เลขประจำตัวประชาชนลงท้ายด้วย 9052 อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 15 เกิดเดือน พฤศจิกายน 2511 โดยเป็นการที่ เจ้าหน้าที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ออกหลักฐาน 2 ชุดข้อมูลให้แก่บุคคลเดียวกัน ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อและนอกจากนายพลร่มแล้วยังมีอีกหลายคนหรือไม่ที่มีข้อมูลทางทะเบียน 2 ชุด

มีการทุจริตสวมทะเบียนหรือไม่ โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กรมการปกครอง และกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยเร่งด่วนและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบผลการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและรวดเร็วต่อไปด้วย

กระทรวงมหาดไทย #กรมการปกครอง #จังหวัดมุกดาหาร #ปปช #ปปท #ที่ว่าการอำเภอเมืองมุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านโวย กรรมการวัดเอา เทพื้นคอนกรีตกว่า200,000บาทเตรียมตั้งเจดีเก็บอัฐิ บังทัศนียภาพ อ.เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา

แชร์เนื้อหานี้


เมื่อเวลา 10.00น.ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบกรณี นายพิศิษฐ์ รอดทิม อายุ 67ปี คณะกรรมการวัดนิคมราษฎร์รังสรรค์(กม5.)เทพื้นปูนคอนกรีต ยกระดับบริเวณที่ดินของนิคมสร้างตนเอง ติดกับรั่วกำแพง สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี บ้านนิคม กม5.ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตุว่าเหตุใดจึงต้องมาสร้างลานปูนคอนกรีตยกระดับตรงบริเวณนี้เพื่อตั้ง เจดี เก็บอัฐิบดบังทัศนียภาพ ของตัวอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี

ทั้งที่พื้นที่ของวัด มีอีกเป็นจำนวนมากสามารถสร้าง อาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นได้หรือมีเหตุผลใดแอบแฝงทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ประสานงานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามข้อมูลพร้อมเหตุผล เบื้องต้นเรื่องดังกล่าวต้องรอบคำตอบจากหลายหน่วยงานทั้งนิคมสร้างตนเองและเทศบาลว่าที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ของผู้ใดใครเป็นผู้ขออนุญาตใช้ ใครได้ประโยชน์

สำหรับการก่อสร้างพื้นคอนกรีตเบื้องตนได้ใช้เงินงบประมาณจากวัดไปกว่า200,000บาทแล้วทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทิศทางต่างๆว่าต่อไปคณะกรรมการวัดต้องมาเก็บเงินกับชาวบ้านอีกหรือไม่ทำให้ชาวบ้านเกิดข้อสงสัยหลายประการ ทั้งที่เงินบริจาคดังกล่าวเป็นของชาวบ้านที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาแต่กรรมการวัดนำไปใช้โดยไม่ได้ปรึกษาชาวบ้านมีเพียงแต่กรรมวัดเพียงไม่กี่คนเป็นคนดำเนินการแทน
นายนิพล ทองเก่า นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781