สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / Open Up Communication เสริมทัพกิจกรรม “มังกรหยก” สุดยิ่งใหญ่แบบต่อเนื่อง

จากกระแสความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ “Legends of The Condor Heroes : The Gallants – มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งมีซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่ง ‘เซียวจ้าน’ รับบท ก๊วยเจ๋ง ที่พากระแสหนังจีนกลับมาขึ้นแท่นเปิดตัวหนังยอดนิยมอันดับ 1 ในสัปดาห์แรกที่เข้าฉายในไทย ด้วยยอดขาย 12.3 ล้านบาททั่วประเทศ ที่สำคัญกลุ่มแฟนคลับของพระเอกหนุ่ม ‘เซียวจ้าน’ ที่จัดโดย @YiZhanForeverTH และ Open Up Communication ยังทำกิจกรรมเหมาโรง “สยามภาวลัย” กว่า 1,052 ที่นั่งไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหล่าเอฟซียังพากันตบเท้าชวนกันมาแต่งชุดจอมยุทธ์ไปตะลุยยุทธภพกับ “ก๊วยเจ๋ง” จนกระหึ่มโรงภาพยนตร์ พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเครื่องดื่มแบรนด์ if ซึ่ง เซียวจ้าน เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ได้นำสแตนดี้และของรางวัลจากจีนมามอบความสุขให้แฟนคลับอย่างมากมายอีกด้วย

และกิจกรรมของแฟนคลับเซียวจ้าน กับภาพยนตร์เรื่อง “มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โดยในวันที่ 8 – 30 มีนาคม 2568 ทางกลุ่ม FC @YiZhanForeverTH จะจัดทำ โฟโต้แกลอรี่ เพื่อเป็นการโปรโมท Xiao Zhan x Guo Jing ณ ศูนย์การค้า Union Mall Union Co-Event Space Zone C ชั้น G โดยแฟนๆสามารถไปถ่ายภาพนิทรรศการได้ทุกวัน และพลาดไม่ได้กับ “กิจกรรมรอบเหมาโรงหนังดูมังกรหยกพิเศษสุดของแฟนคลับเซียวจ้าน” ที่นอกจากจะได้ดูหนังแล้ว ยังมีของที่ระลึกที่น่าเก็บสะสมและได้ลุ้นรางวัลอีกมากมาย โดยจะเปิดจองรอบพิเศษฉบับเสียงพากย์ไทย ใน วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2568 และในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2568 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถจองตั๋วมาร่วมงานได้ที่ Line ID @475yazyr หรือติดตามรายละเอียดได้ที่

X Twitter: https://x.com/YIZHANForeverTH

Facebook: https://www.facebook.com/YIZHANForever

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง ชาวบ้านช่วยกันหิ้วยายพิการหนีตายออกจากบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ เบื้องต้นคาดไฟฟ้าลัดวงจร

***เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเหตุไฟกำลังลุกไหม้บ้านที่บ้านนาเจริญ ตำบลหนองหมี อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ พอไปถึงไฟกำลังลุกไหมบ้าน 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ บ้านเลขที่ 35 หมู่ 12 ตำบลหนองหมี อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

ซึ่งไฟได้ไหม้จากชั้นบนลงมาชั้นล่าง มี นายอระชอน โนนทอง อายุ 59 ปี และ นางหนูเพียง โนนทอง อายุ 67 ปี (เป็นหญิงพิการ) ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน นั่งร้องให้อยู่ข้างบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ทั้งหลัง เจ้าหน้าดับเพลิงจาก อบต. หนองหมี และจาก อบต.ใกล้เคียง ได้ช่วยกันฉีดน้ำดับไฟ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็สามารถควบคุมดพลิงไว้ได้

***จากการสอบถาม นางหนูเพียง โนนทอง เล่าให้ฟังว่า บ้านหลังนี้ตนอยู่ด้วยกัน 3 คน คือ ตน สามี และลูกชายนอกจากนี้ตนยังพิการนิ้วกุดด้วย เดินลำบาก ตอนเกิดเหตุตนนั่งกินข้าวอยู่ที่หน้าบ้าน ตอนนั้นตนได้ยิงเสียงดัง ตุ้ม ตุ้ม 2ครั้ง อยู่บนบ้าน และไฟก็เริ่มลุกไหม้

ตอนนั้นตนต้องกัดฟังพยายามเข้าไปในบ้านเพื่อจะไปเอาทรัพย์สินและโฉนดที่ดินที่อยู่บนบ้าน แต่ก็หอบมาได้แค่กระเป๋าใส่เอกสารบางส่วน เท่านั้น เนื่องจากตนเดินลำบาก ก่อนที่เพื่อนบ้านจะเข้ามาช่วยหิ้วปีกตนออกจากกองไฟ ส่วนทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้ก็จะมี ทั้งทีวี ดูเย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว และฉโนดที่ดินส่วนหนึ่ง ถูกไฟไหม้วอดเสียหายทั้งหมด

***ด้าน นางจันทร์ศรี คำเอี่ยม อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านมีบ้านติดกัน เล่าให้ฟังว่า ก่อนเกินเหตุตนได้ยิงเสียงดังที่ชั้น 2 ของบ้านหลังเกิดเหตุ ก่อนจะมีประกายไฟและเห็นไฟกำลังลุกไหม้จากชั้น 2 ตอนนี้ตนก็ร้องกระโกนเรียกพี่น้อง เรียกชาวบ้านคนอื่นๆให้ เข้ามาช่วยดับไฟ

และพาตัว นางหนูเพียง ออกมาจากบ้านที่กำลังถูกไฟไหม้ ซึ่งตามปกติทุกวัน นางหนูเพียง จะชอบนอนอยู่ในบ้าน และจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับแก โชคดีที่ตนเห็นเหตุการก่อนจึงเข้าไปช่วย นางหนูเพียง ออกมาจากบ้านได้ทัน เพราะตอนนั้นที่บ้านไม่มีใครอยู่เลยมีเพียง นางหนูเพียง อยู่บ้านเพียงคนเดียว ตอนไฟไหม้นางหนูเพียรหวงของและพยามยามจะเข้าไปเอาของในบ้าน

***เบื้องต้นคาดว่า มิเตอร์ไฟฟ้าที่ชั้น 2 ของบ้าน หน้าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรแล้วระเบิดทำให้ เกิดประกายไฟจนทำให้ ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว บวกกับชั้น 2 ของบ้านเป็นไม้จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำไห้ไฟไหม้วอดทั้งหลัง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต ส่วนทรัพย์สิน และความเสียหาย ต้องรอเจ้าหน้าที่เข้ามาประเมินอีกครั้ง การจะได้ดำเนินการต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ญาติร่ำไห้แทบขาดใจ “เผาหมู่” เหยื่อรถบัสมรณะ 18 ศพ ความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาวบึงกาฬ

วันนี้ (1 มีนาคม 2568) ที่วัดป่าวิเวกธรรมคุณ วันนี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ขณะที่ญาติผู้เสียชีวิตและประชาชนทยอยเข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพเหยื่ออุบัติเหตุรถบัสพลิกคว่ำที่ปราจีนบุรี โดยเวลา 14.30 น.

มีพระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆารวาส พร้อมด้วย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมอาลัยฌาปนกิจศพ 13 ราย

โดยพิธีญาติและชาวบ้านได้จัดตามประเพณีเผาศพโบราณ ที่ชาวบ้านภาคอีสานเรียกว่า เผาด้วยกองฟอน หรือเชิงตะกอน ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาร่วมงานกว่า 3,000 คนส่วนที่วัดวิเวกพัฒนาราม ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ได้มีพิธีฌาปนกิจในช่วงสายของวันนี้เช่นเดียวกัน และในวันที่ 2 มี.ค. มีพิธีฌาปนกิจ 1 ราย เวลา 14.00 ที่วัดบ้านหนองกุงพัฒนา ต.พรเจริญ อ.พรเจริญ

ขณะที่ทางญาติต้องการให้ผู้เสียชีวิตไปสู่สุคติพร้อมๆ กัน จึงจัดพิธีเผาศพด้วยกองฟอน ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน บางคนร้องไห้แทบขาดใจ

และบางรายได้แต่กอดโลงศพร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด เนื่องจากต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด เพราะผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถทัวร์มรณะครั้งนี้ มีจำนวนมากถึง 18 คน และทั้งหมดเป็นญาติพี่น้องกัน อีกทั้งบางครอบครัวมีผู้เสียชีวิตเกือบทั้งสองสามีภรรยา

ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต เดินทางมาร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายกว่า 3,000 คน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบึงกาฬเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายเรียกร้องให้เพิ่มมาตรการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 096146432

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ปปช.ลงพื้นที่ตรวจสอบ ปมเบิกเงิน OT แต่ตัวไม่อยู่ ทีมผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิค ด้าน ผอ.วิทยาลัยเทตนิด แจง ไม่เงิน OT แต่เป็นเงิน ค่าธุรการ

***ผู้สื่อข่าวรายงายว่า จากกรณีที่มีเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้ลงภาพคณะผู้บริการ พร้อมข้อความว่า เบิก OT แต่ตัวไม่อยู่ ทีมผู้บริหาร วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ นำทีมโดย “ผอ.นิ” ตามด้วย “วุฒิ” รองผอ.ฝ่ายวิชาการ “ญา” รองผอ.ฝ่ายบริหารทรัพยากร “สุ” รองผอ.ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ และ “วรรณคดี” รองผอ.ฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา เบิกเงินค่าล่วงเวลาจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.30 – 20.30 น. แต่ตัวไม่อยู่ทำงาน บางคนหายไปตั้งแต่ บ่าย 3 พอใกล้เบิกก็เซ็นลงเวลาย้อนหลัง ทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว

***ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 68 นายอดุลย์ วันดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางไปที่ วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่เป็นประเด็นบนโซเชียล โดยมี นายนิรันดร์ สมมุติ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ พร้อม คณะผู้บริหารให้การต้อนรับและเข้ามาชี้แจง

***นายอดุลย์ วันดี ผอ ปปช.ประจำจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ที่มาวันนี้เพื่อมาสอบถามรายละเอียดถึงเงินค่าล่วงเวลาที่เบิกจ่ายออกไป ว่าเป็นเงินอะไร มีการเบิกจ่ายออกไปถูกต้องหรือไหม มีขั้นตอนวิธีการแนวทางอย่าไร พร้อมกับได้มีการขอข้อมูลเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษา ตรวจสอบ โดยเบื้องต้นเรื่องราวดังกล่าวที่เกิดขึ้นยังไม่มีใครมาร้องเรียนที่ ปปช. แต่เนื่องจากเป็นประเด็นในโซเชียล เกี่ยวข้องกับทางราชการ และมีประชาชนให้ความสนใจ ตามหน้าที่ของ ปปช. จึงต้องลงมาตรวจสอบ ให้ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

***ด้าน นายนิรันดร์ สมมุติ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ เปิดเผยว่า เงินที่ประเด็นอยู่ขณะนี้เค้าเรียกว่าเป็น ค่าธุรการ ที่ข้าราชการ ลูกจ้าง ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ซึ่งจะคิดชั่วโมงละ 50 บาท วันหนึ่งก็จะมีการคิดค่าทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 16.30 น. ถึง 20.30 น. รวมแล้วจะได้ค่าล่วงเวลา 200 บาท ต่อวัน ไม่รวมวันเสาร์- อาทิตย์ และ หยุดวันนักขัตฤกษ์ ซึ่งช่วงเบิกเงินล่วงเวลานี้ จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม ถึง เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคนที่มีรายชื่อเบิกเงินตรงนี้มีทั้งผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างช่วงคราว รวมแล้วกว่า 70 คน และแต่ละคนก็ได้เงินค่าล่วงเวลาไม่เท่ากัน เพราะบางคนมาทำงานไม่เท่ากัน โดยเงินตรงนี้เป็นเงินที่เรามีการเบิกไปตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งสามารถดำเนินการเบิกได้

***ส่วนประเด็นที่ว่าทำการเบิกเงินไปแต่ไม่อยู่ทำงาน บางคนหายออกไปตั้งแต่บ่าย 3 ซึ่งในส่วนนี้ตนของยืนยันว่าทุกคนมาทำงานและอยู่ปฏิบัติงานตามเวลาจริงๆ โดยอีกอย่างหนึ่งวัตถุระสงค์ของเงินตรงนี้มันเป็นเงินที่ไม่ใช้เอามาจ่ายกับครูผู้สอนที่สอนล่วงเวลาราชการแต่อย่างเดียว เป็นเงินที่จ่ายให้ทั้งผู้บริหารที่เข้ามาทำงานบริหารงานทั่วไปทุกๆอย่าง และด้านการจัดการศึกษา นอกจากนี้ยังต้องจ่ายให้กับลูกจ้างชั่วคราวที่มาปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ รวมถึงดูแลความปลอดภัยให้กับเด็กนักเรียน นักศึกษา ด้วย โดยตนมันใจในสิ่งที่ตนทำงานมาว่าถูกต้องตามระเบียบพร้อมให้ตรวจสอบได้
////////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /กรมป่าไม้ เปิดยุทธการ พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก /อ.ขุนตาล จัดพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568

อธิบดีกรมป่าไม้ ได้สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) และสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายที่คาดว่ามีการบุกรุก ยึดถือครอบครอง เข้าทำประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว

สืบเนื่องจากการร้องเรียน/แจ้งเบาะแส และการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ ในท้องที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด พบว่ามีการบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะทุเรียน และยางพารา

อยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระหว่างเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดดำเนินคดี ไปแล้วกว่า 15 คดี เนื้อที่กว่า 2,250 ไร่ ซึ่งเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการลงพื้นที่ติดตาม ศึกษา และให้คำแนะนำของคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 กรมป่าไม้ โดยหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำโดยนายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุด ร่วมกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) หน่วยงานในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี) และ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นำโดย พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผกก.กก.2 เปิดยุทธการ “พิทักษ์ผืนป่าตะวันออก” เพื่อร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในท้องที่จังหวัดจันทบุรี ที่คาดว่าจะมีการบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 10 จุด เนื้อที่ประมาณ 800 ไร่ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ตรวจยึดคืนพื้นที่ป่าเนำกลับมาฟื้นฟูสภาพป่า และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ และจะขยายผลไปในท้องที่จังหวัดตราด ต่อไป

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเข้าทำการตรวจสอบและตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง เพื่อทำสวนทุเรียน ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม ท้องที่ หมู่ที่ 4 บ้านโชคดี ตำบลบ่อเวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จำนวน 2 แปลง ดังนี้

แปลงที่ 1 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุกปลูกทุเรียน เนื้อที่ 2-1-40 ไร่ พร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย แปลงที่ 2 ตรวจยึดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง โดยนำเครื่องจักรกลหนักเข้ามาปรับพื้นที่ และมีการทำไม้ขนาดใหญ่ เพื่อปลูกทุเรียน และยางพารา เนื้อที่ 63-0-08 ไร่

ซึ่งผู้ต้องสงสัยเพศชาย ได้อาศัยความชำนาญพื้นที่ขับรถมอเตอร์ไซค์วิบากหลบหนีเจ้าหน้าที่ออกไป จึงมอบหมายเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) นำแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ตกพรม จ.จันทบุรี ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 31 และ ชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 26/4 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 73 มาตรา 54 ประกอบมาตรา 72 ตรี และมาตรา 69 เพื่อดำนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเป็นการต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจต่อไป..

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิด โครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในระดับสถานีดำรวจ เพื่อสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรม ของ ภ.จว.เชียงใหม่

โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, ผกก.หน.สถานี ในสังกัด ภ.จว.เชียงใหม่,

ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนเข้ารับการอบรม จำนวน 400 คน ให้การต้อนรับ และเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมฯ ณ อาคารศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่…

อำเภอขุนตาล #จัดพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ #พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร #มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568

วันนี้ (27 ก.พ. 68) #นายนรศักดิ์ #สุขสมบูรณ์ #รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประจำปี 2568 ที่บริเวณลาน

อเนกประสงค์ ศาลารอยพระบาท บ้านพญาพิภักดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย #โดยมีนางพรจิตร #สุขสมบูรณ์ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย #นายอดิเรก #ไลไธสง #นายอำเภอขุนตาล #ส่วนราชการในพื้นที่ ประชาชน และหน่วยงานทุกภาคส่วนเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

ซึ่งอำเภอขุนตาล กำหนดจัดขึ้นเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนากิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมประชาชนและกองกำลังทหาร ในพื้นที่อำเภอขุนตาล เมื่อ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2525 และได้ทรงประทับรอยพระบาทของพระองค์ลงบนแผ่นปูนพลาสเตอร์ บนศาลาดอยพญาพิภักดิ์ บ้านพญาพิภักดิ์ หมู่ที่ 13 ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย อันนำมาซึ่งความสงบสุขบนพื้นที่แห่งนี้

พร้อมกันนี้ยังไม่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมถึงการออกร้านแสดงนิทรรศการของหน่วยงานในพื้นที่และการแสดงศิลปะวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย///

สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว ทีมข่าวบกรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ภูธร ภาค 3 แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยาบ้าจำนวน 2,572,806 เม็ด

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.00 น. ณ บก.สส.ภ.3 ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมาตำรวจภูธรภาค 3 แถลงข่าวปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ตามนโยบายรัฐบาลจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 เครือข่าย ผู้ต้องหา 9 คน ยาบ้าจำนวน 2,572,806 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 3 โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 พล.ต.ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.๓ /รอง ผอ.ศอ.ปส.ภ.3 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2
นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายมานพ แสงโสทร ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดเร่งรัดสืบสวนจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ กวาดล้างยาเสพติดในทุกมิติ การทำลายเครือข่ายตัดวงจรยาเสพติดทุกระดับ โดยให้ร่วมกันบูรณาการด้านการข่าว การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวมถึงการร่วมมือกันในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามพื้นที่แนวชายแดน และพื้นที่ตอนในโดยการอำนวยการของ พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3 พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงษ์ รอง.ผบก.สส.ภ.3 พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ รอง.ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.วรวรรธน์ ขันธ์เครือ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.อ.ทศพร เพียรปรุ ผกก.สืบสวน ๒ บก.สส.ภ.๓ ,พ.ต.อ.พรเทพ ทุ้ยแป ผกก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.วีณวัฒน์ ศรีแย้ม ผกก.สภ.โพธิ์กลาง,พ.ต.อ.สิทธิพล ทิมสูงเนิน ผกก.สภ.โนนสูง, , พ.ต.อ.ศิวภาคย์ พวงจันทร์ ผกก.สภ.บ้านปรางค์ พ.ต.อ.อิทธิพัทน์ ศรีมั่น ผกก.สภ.พระทองคำ สั่งการให้

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน นำโดย พ.ต.ท.สุรกฤษ คงธนกิตติ รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.บุรัสกร ลาผ่าน รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.คำพู พลอยผักแว่น รอง ผกก.สืบสวน 3 บก.สส.ภ.3/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส., ร.ต.อ.หญิง เพ็ญแข ชัยรัตน์กรกิจ/เจ้าพนักงาน ป.ป.ส., เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง , เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านปรางค์, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระทองคำ , และได้ร่วมบูรณาการสนธิกำลังร่วมกับ และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมสืบสวนจับกุม เครือข่ายที่ 1 วันที่ 28 ก.พ.2568 1.นายสายชล หรือดำ ศรีหนองห้าง อายุ 54 ปี เลขประจำตัวประชาชน 5470500012838 ที่อยู่ 95/1 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร
2.นายสุทธิพงษ์ หรือมอส ธรรมาภิรมย์ อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1470500065751 ที่อยู่ 198 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร
3.นายยุทธศักดิ์ หรือแนส วิถี อายุ 44 เลขประจำตัวประชาชน 3470500296384 ที่อยู่ 125 ม.12 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนคร4.นายโชคทวี หรือเล็ก แสนโคตร อายุ 34 ปี เลขประจำตัวประชาชน 1470500063740 ที่อยู่ 216 ม.7 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จว.สกลนครพร้อมของกลาง 1.ยาบ้า จำนวน 2,390,000 เม็ด (สองล้านสามแสนเก้าหมื่นเม็ด)ตรวจยึดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด-รถยนต์กระบะ จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน 300,000 บาท)-รถยนต์เก๋ง จำนวน 1 คัน (ราคาประเมิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท)โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย”พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุม สืบสวนทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดชาว สปป.ลาว จะทำการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.บึงกาฬ ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทย ผ่านพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 และภาค 4 โดยเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวใช้ รถยนต์กระบะ ในการขนลำเลียงยาเสพติด จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 , กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธร

จังหวัดนครราชสีมา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว จนกระทั่งพบรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะต้องสงสัย ซึ่งมีการเคลื่อนตัวออกมาจากพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจาก จว.สกลนคร มีลักษณะขับขี่ตามกันมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าจะมีลำเลียงนำยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางตอนในของประเทศไทยและเชื่อว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เส้นทางที่เคยวิ่งลำเลียงยาเสพติดมาก่อนหน้านี้ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันวางแผนในการจับกุม โดยวางกำลังตามเส้นทางที่คาดว่าเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวจะใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ โดยวางกำลังเฝ้าดู พร้อมทั้งสะกดรอยติดตาม และเพื่อให้ทราบถึงขบวนการในการลำเลียงยาเสพติดและผู้สั่งการในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้ขับรถยนต์ติดตามโดยพบว่ารถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะดังกล่าวที่บรรทุกสิ่งของบริเวณท้ายกระบะบรรทุกโดยใช้ผ้าใบปกคลุมปิดบังสิ่งของไว้ โดยรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะดังกล่าววิ่งมาถึงบริเวณ ต.ธารปราสาท อ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมได้ทำการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูง จว.นครราชสีมา เพื่อตั้งด่านจุดสกัดยานพาหนะที่ลักลอบลำเลียงยาเสพติดดังกล่าว สามารถสกัดรถยนต์เก๋งและรถยนต์กระบะได้จำนวน 2 คัน พร้อมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน และของกลางยาบ้าจำนวน 2,390,000 เม็ด ทเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลาง มายัง กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.3 พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 3 เพื่อตรวจเก็บพยานหลักฐาน จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อทราบถึงขบวนการและเครือข่ายยาเสพติด สอบถามผู้ต้องหาทั้ง 4 ให้การรับว่าพวกตนเองได้รับการว่าจ้างจากนายพจน์ ไม่ทราบชื่อและสกุลจริง ให้ลำเลียงยาเสพติดไปส่งที่ จว.สระบุรี เมื่อไปถึงแล้ว จึงแจ้งให้นายพจน์ ทราบ และนายพจน์ จะแจ้งให้ทราบว่าไปส่งต่อที่ใด แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับได้ก่อน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างในการลำเลียงยาเสพติดแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปเครือข่ายที่ 2ภายใต้การอำนวยการของ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.3 , พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รอง ผบช.ภ.3 ,พล.ต.ต.สนธยา แต่แดงเพชร ผบก.สส.ภ.3, พล.ต.ต.ไพโรจน์ ขุนหมื่น ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ,พ.ต.อ.ธรรมนูญ ฉิมวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.3,
สั่งการให้ พ.ต.อ.วรวรรธน์ ขันธ์เครือ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.สุรกฤษ คงธนกิตติ รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3, พ.ต.ท.บุรัสกร ลาผ่าน รอง ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 สั่งการให้ พ.ต.ท.อิทธิพล เพ็ญเดิมพันธ์ สว.กก.สืบสวน 1ฯ ร.ต.อ.โสภณ ละเอียด และ ร.ต.อ.ธนะศักดิ์ ปุ๊กกระโทก รอง สว.กก.สืบสวน 1ฯ ว่าที่ ร.ต.ต.สันติชัย ไชยเสริฐ, ปรกฯ รอง สว.กก.สืบสวน 1ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 , เจ้าพนักงาน ปปส.ภ.3 ร่วมกันทำการสืบสวนจับกุม ร่วมกันสืบสวนจับกุม

เครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 3 จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย รวมยาบ้า 202,806 เม็ด ตรวจยึดทรัพย์สิน ประมาณ 1,300,000 บาท
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมนายอำนาจ หรือแอ๋ม มุ่งปานกลาง อายุ 32 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 2 ต.หินโคน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์น.ส.รุ้งนภา หรือก้อย สัญญารักษ์ อายุ 32 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 78 หมู่ที่ 2 ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์นายนพชัยหรือบูม รักไร่ อายุ 25 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 246 หมู่ที่ 3 ต.ห้วยแถลง อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมาน.ส.ลินดาหรือกิ๊ก ยอดพิกุล อายุ 27 ปี ที่อยู่ บ้านเลขที่ 207 หมู่ที่ 2 ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ในฐานความผิด “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 24,000 เม็ด , โทรศัพท์มือถือจำนวน 5 เครื่องตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 900,000 บาทพฤติการณ์การจับกุม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1ฯ จากการจับุกม นายธนพล หรือทัดฯ พร้อมด้วยยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด ชุดสืบสวนจึงได้การขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมผุ้ต้องหาดังกล่าวได้สำเร็จสถานที่จับกุมบริเวณ ริมถนนหน้าทางเข้าแก้วมณีรีสอร์ท ม.2 ต.สารภี อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมานำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปต่อมาชุดสืบสวนได้ทำกาขยายผลจับกุมเครือยาเสพติดกลุ่มนักค้าชาวลาว ได้เพิ่มเติมดังนี้

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 จับกุมนายบุญช่วย หรือจุ้ย ด้วงชำนาญ อายุ 60 ปี บ้านเลขที่ 105 หมู่ 1 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ในความผิดฐาน “จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ซึ่งก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย”
พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 132,000 เม็ด และได้ทำการตรวจยึดยาบ้าอยู่ภายในบ้าน จำนวน 200,00 เม็ด รวมยาบ้าทั้งหมด 152,000 เม็ด , ตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 200,000 บาทพฤติการณ์การจับกุม เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 1ฯ ทำการจับกุม นายนพชัยหรือบูม พร้อมพวกรวม 4 ราย และยาบ้า จำนวน 42,000 เม็ด ชุดสืบสวนจึงได้การขยายผลจนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาดังกล่าวได้สำเร็จสถานที่จับกุมบริเวณทางเข้าบ้านเลขที่ 105 ม. 1 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายซึ่งทั้งสองราย ได้จากการขยายผลการจับกุมยาเสพติดนายเจตพล หรือแจ๊บฯ เพชรกระโทก อายุ 23 ปี ในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 806 เม็ดและขยายผลจับกุม นายธนพล หรือทัต เทกระโทก อายุ 30 ปี ในความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า” พร้อมของกลาง ยาบ้า

ภาพ/ข่าว : ตำรวจภูธรภาค 3

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่ามุกดาหารมอบสิ่งของพระราชทาน แก่ผู้ประสบอัคคีภัย

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 16.00 น. นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้ นายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัดมุกดาหาร เชิญสิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบให้แก่ผู้ประสบเหตุอัคคีภัย ในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้รับความเสียหาย 1 หลังคาเรือน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์

ในการนี้ นายคมเพชร สีดามาตร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมุกดาหาร​ พร้อมด้วย นางวิลาวัลย์ คุ้มสุวรรณ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร​ ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนตำบลกุดแข้ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสงเคราะห์ผุ้ประสบภัย ร่วมลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือ ดังกล่าวจังหวัดมุกดาหารให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้​ สิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จำนวน 1 ชุด​

พมจ.มุกดาหาร มอบเงินสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน 3,000 บาท พร้อมถุงยังชีพ 1 ชุด​ เหล่ากาชาดมอบของช่วย เหลือเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 2 ชุด​ เงินสดจำนวน 8,000 บาท​ กระติกน้ำร้อนจำนวน 1 เครื่อง​ ชุดเสื้อผ้าจำนวน 3 ชุด​ ชมรมแม่บ้านมหาดไทยมอบเงินสดจำนวน 2,000 บาท​ และเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวน 1 ชุด​ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ มอบสิ่งของช่วยเหลือในเบื้องต้น และได้สำรวจความเสียหายเพื่อจะให้การช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 12.30 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านพักอาศัยของนางบาหยัน คำจันทร์ บ้านเลขที่ 105 หมู่ 4 ตำบลกุดแข้ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร บ้านพักอาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง มีผู้พักอาศัยจำนวน 3 คน ชาย 1 คน หญิง 2 คน มีผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน

ขณะนี้ผู้ประสบภัยได้พักอาศัยอยู่บ้านลูกสาวที่อยู่ใกล้เคียง​ การให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นเทศบาลตำบลกุดแข้และเทศบาลตำบลโพนทรายเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้เรียบร้อยแล้ว​ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนและความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจและจะรายงานเพื่อทราบต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / นักท่องเที่ยวโวยปะการังน้ำตื้นเกาะทะลุพังยับเยินกว่า 1 ไร่หลังเรือบาร์จ 3 ลำ โดนคลื่นทะเลพัดหลุดเข้าไปในทุ่งปะการังสวยงาม

เมื่อเวลา 12.00  น.วันที่ 28   กุมภาพันธ์  ผู้สื่อข่าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ไปดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่บริเวณอ่าวใหญ่ หน้าเกาะทะลุ หมู่ 3 ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบปะการังสวยงามถูกทำลายเสียหายยับเยิน  โดยขอให้หน่วยงานสังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคประจวบคีรีขันธ์  ฝ่ายปกครอง อ.บางสะพานน้อย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. ทราบทอง ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ กรณีที่เรือบาร์จจอดหลบลมบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะทะลุ ถูกคลื่นทะเลพัดหลุดเข้าไปในพื้นที่ปะการังน้ำตื้นทำให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างกว่า 1 ไร่   เหตุเกิดเมื่อวันที่  27 กุมภาพันธ์ 2568 ขณะที่เรือลากจูงยังจอดในจุดเดิม  แต่ยังไม่มี จนท.รัฐหน่วยใดไปตรวจสอบความเสียหายของปะการังน้ำตื้น ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพนานหลายสิบปี

ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกันสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาประจวบคีรีขันธ์ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือว่าเรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต ชื่อ เรือสุขอุดมทรัพย์ 19 ทะเบียนเรือ 500051373ขนาด 75 ตันกรอส เรือดัน-ลากจูง พร้อมกับเรือบาร์จอีก 3 ลำทราบชื่อ   1. ป.พลายแก้ว 6 2. เพิ่มทรัพย์ภูมรินทร์ 3. เลิศวัฒนา 6  โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เรือสุขอุดมทรัพย์ 19 ได้ทำการลากพ่วงเรือทั้ง 3 ลำ โดยบรรทุกสินค้าปูนซีเมนต์จากกรุงเทพฯ ไป จ.ปัตตานี ระหว่างทางมีคลื่นลมแรง ผู้ควบคุมเรือจึงได้ทำการทอดสมอโดยทิ้งสมอจากเรือบาร์จลำแรก เพื่อหลบลมที่เกาะทะลุ เวลาประมาณ 03.00 น. และในเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกันพบว่าโซ่สมอขาดส่งผลให้เรือบาร์จทั้งสามลำไปชนกับปะการังและโขดหิน ทำให้เกิดความเสียหายบริเวณท้องเรือจนทำให้เรือรั่ว จำเป็นต้องใช้ปั๊มน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เรือจม ผู้ควบคุมเรือจึงได้ลากเรือบาร์จลำแรกไปยังพิกัด 11°05.224’ N, 099°30.058’ E เพื่อรอการซ่อม

ขณะที่เรือบาร์จสองลำที่เหลือไม่สามารถลากออกมาได้เนื่องจากติดน้ำตื้น จำเป็นต้องรอให้น้ำทะเลขึ้นก่อน จากนั้นเรือสุขอุดมทรัพย์ 19 ได้ลากจูงเรือบาร์จทั้งสองลำที่เหลือมายังจุดเดียวกันเพื่อรอการซ่อม  สำหรับเจ้าของเรือดังกล่าวคือ  บริษัท เซ้าท์เธิร์นโลจิสติกส์ (2009) จำกัด เรือสุขอุดมทรัพย์ 19 ทะเบียนเรือ 500051373 ขนาด 75.00 ตันกรอส เรือดัน-ลากจูง ใบอนุญาตใช้เรือหมดอายุวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 และจาการตรวจสอบพบว่า นายสมเกียรติ ไชยะผู้ควบคุมเรือและใบประกาศนียบัตรที่ใช้หมดอายุ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2567 ซึ่งมีความผิดตามมาตตรา 282 ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย 2456 จะต้องเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย   

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคประจวบคีรีขันธ์  ได้ประสานงานกับผู้ควบคุมเรือ ซึ่งได้รับแจ้งว่าขณะนี้มีการดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ในเบื้องต้น และหากมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติม จะมีการติดต่อแจ้งขอความช่วยเหลือต่อไป  ต่อมาสำนักงานเจ้าท่าได้ออกคำสั่งห้ามใช้เรือทั้งหมด 3 ลำได้แก่ 1. ป.พลายแก้ว 6 ทะเบียนเรือ 191089488 2. เพิ่มทรัพย์ภูมรินทร์ ทะเบียนเรือ 4310022173. เลิศวัฒนา 6 ทะเบียนเรือ 421003376 พร้อมออกประกาศที่  35/2568 ให้ระมัดระวังการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว รวมถึงเรือนำเที่ยวไปดำน้ำดูปะการังที่เกาะทะลุ
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีเปิดงาน มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ ประจำปี 2568 มีเชฟดังกับ เมนูพิเศษ แกงมัสมั่นตุ๋นเนื้อน่องลาย / โจรขโมยรถจากศูนย์ฟอร์ดอุบล ขับรถหลบหนี ขู่เติมน้ำมัน ชิงลอตเตอรี่ ยังจับตัวไม่ได้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 17.30 น.นายอนุพงษ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงาน มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษประจำปี 2568 นายสัตวแพทย์นัทธ์เวโรจน์ บูชาพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ หน่วยงานดำเนินการจัดงาน กล่าวรายงาน จังหวัดศรี สะเกษเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตโคเนื้อที่สำคัญของประเทศไทย มีเกษตรกรผู้เลี้ยง โคเนื้อกว่า 105,500 ราย และมีโคเนื้อมากกว่า 511,213 ตัว คิดเป็น ๔๑.๙96

ของจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหมด การพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด และเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ การจัดงานครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่1.การเชื่อมโยงตลาด เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการร่วมมือระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงการเจรจา การค้ากับร้านอาหาร โรงแรม และตลาดค้าปลีก
2.การส่งเสริมคุณภาพโคเนื้อ พัฒนามาตรฐานการเลี้ยงและกระบวนการผลิต โดยสนับสนุนการปรับปรุงสายพันธุ์

การบริหารจัดการฟาร์มตามมาตรฐาน GFM (Good Farming Management) และเทคนิคการขุนโคเพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ3.การสร้างแบรนด์ “เนื้อดีศรีสะเกษ / Srisaket Premium Beef”เพื่อผลักดันให้เนื้อโคศรีสะเกษเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ทางการตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการสร้างเมนูพิเศษที่ดึงดูดผู้บริโภค

;

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่กิจกรรมเชฟเทเบิลสุดพิเศษ นำเสนอสุดยอดเมนูจากเนื้อโคศรีสะเกษ ผ่านการรังสรรค์ของเชฟชื่อดังกิจกรรมเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมจะได้รับการส่งเสริมความรู้และทักษะ ด้านการทำอาหาร การแปรรูปเครื่องหนัง ซึ่งสามารถนำไปต่อยอด เป็นผลิตภัตภัณฑ์แฮนด์เมดเพื่อจำหน่ายกิจกรรม Business Matching

;

เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การสร้างความร่วมมือเพื่อขยายตลาดโคเนื้อศรีสะเกษให้เติบโตอย่างยังยืนเพราะตลาดที่ดีเริ่มต้นจากเครือข่าย ที่แข็งแกร่ง Business Matching ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายโอกาสให้กับโคเนื้อศรีสะเกษการแสดงและกิจกรรมความบันเทิง


;

นอกจากกิจกรรมเชิงธุรกิจ และความรู้แล้ว งานมหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ 2568 ยังมีกิจกรรมการแสดงและกิจกรรมความบันเทิง ที่ช่วยสร้างบรรยากาศความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มเป้าหมายกิจกรรมในพิธีเปิด วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ซึ่งภายในงานดำเนินกิจกรรมลงนาม MOU ข้อตกลงความร่วมมือซื้อขายโคระยะต้นน้ำ ระหว่างประธานสหกรณ์โคเนื้อดอกลำดวนจำกัด กับ

กลุ่มวิสวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนเวที รวมทั้งกิจกรรม Shef’s Table Fine Ding รังสรรค์เมนุพิเศษ กับเมนูมัสมั่นตุ๋นเนื้อน่องลาย สำหรับประธาน แขกรับผู้มีเกียรติ จำนวน 100 ท่าน และผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมบนแฟนเพจFacebook มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ซึ่งนำวัตถุดิบจากจากเกษตรตรกรจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เน็ค นฤพล พร้อมทั้งเยี่ยมขมร้านค้าที่มาออกบูธจำหน่ายสินค้า 40 ร้านกิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ที่สวนสาธารณะลานออดหลอด อนุสรณ์ 238 ปีจังหวัดศรีสะเกษ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

โจรขโมยรถจากศูนย์ฟอร์ดอุบล ขับรถหลบหนี ขู่เติมน้ำมัน ชิงลอตเตอรี่ ยังจับตัวไม่ได้

***เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 ก.พ. 68 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนขับรถกระบะ 4 ประตู มาเติมน้ำมันแล้วไม่ยอมจ่าย พร้อมขู่จะยิงคนในปั๊มน้ำมันยกปั๊ม inก่อนจะขับรถหลบหนีไปด้วยไม่จ่ายเงินค้าน้ำมันที่เติม เหตุเกิดที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบ พ.ต.ท. ประดิษฐ์ อบอุ่น สารวัตรสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ เข้าเก็บหลังฐาน สอบปากคำ และตรวจดูกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ

***จากการสอบถาม นายทิวา (นามสมมุติ) อายุ 24 ปี ซึ่งเป็นเด็กปั๊ม เล่าให้ฟังว่า รถยนต์คันก่อเหตุคันดังกล่าวเป็นรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อฟอร์ด รุ่น เรนเจอร์ สีดำเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีชายอายุประมาณ 55-60 ปี ขับมาจอดที่ช่องเติมน้ำมันช่องที่ 1 ขอเติมน้ำมันดีเซล B7 เต็มถัง

เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ซึ่งเด็กปั๊มก็เติมน้ำมันให้เต็มถังเป็นเงิน 2,610 บาท ก่อนจะเดินลงจากรถมาขอเงินไปกินข้าวอีก 1,000 บาท ตอนนั้นตนคิดว่าพูดเล่น และก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร ก่อนที่ชายคนดังกล่าวก็เดินไปที่รถไปเอากระเป๋าคาดเอว และกุญแจมือ มาขู่เด็กปั๊มอีกครั้งว่าถ้าไม่ให้จะยิงให้ตายยกปั๊ม พร้อมกับอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษ ก่อนจะเดินไปที่รถแล้วขับรถหลบหนีไปเลย

***ทั้งนี้จากรายงาน ชายคนดังกล่าว เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (28 ก.พ. 68) ได้ไปขโมยรถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อฟอร์ด ที่ขับมาก่อนี้จากโชว์รูมรถยนต์ฟอร์ด ซึ่งเป็นรถยนต์ของคนที่นำรถมาเข้าศูนย์ ก่อนจะขับมาที่อำเภอกันทรารมย์ และพยายามจะขู่เด็กปั๊มให้เติมน้ำมัน แต่เด็กปั๊มไม่ได้เติมให้ ก่อนจะขับมาที่ปั๊มในตำบลโพธิ์ (ปั๊มที่เกิดเหตุ) และมาก่อเหตุดังกล่าว

ต่อมาผู้ก่อเหตุยังขับรถยนต์คันดังกล่าวไปก่อเหตุขโมยขนมในร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันในตำบลหนองครก อำเภอเมือง อีกด้วย ต่อมาผู้ก่อเหตุขับรถมุ่งหน้าจากถนนศรีสะเกษ-ขุขันธ์ ผ่านอำเภอวังหิน ระหว่างทางผู้ก่อเหตุแวะที่ตลาดไทอำเภอวังหิน ผู้ก่อเหตุอ้างตัวเป็นตำรวจขู่จะยิงแล้วชิงลอตเตอรี่ 2 แผง ขึ้นรถขับมุ่งหน้าไปยังอำเภอขุขันธ์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามตั้งด่านสกัดจับรถยนต์ต้องสงสัยแล้ว คาดว่าจะได้ตัวเร็วๆนี้

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ป.ป.ส. นำทัพสื่อลงพื้นที่บำบัด ร่วมสร้างพลังชุมชนเข้มแข็ง คืนคนคุณภาพสู่สังคม

วันที่ 27 -28 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ
นายนิพนธ์ คนขยัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขต 3 นางแว่นฟ้า ทองศรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ นายแพทย์ ภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ นายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด พ.จ.อ.โสภณ สิทธิจันทร์ นายอำเภอโซ่พิสัย น.พ.ตฤณกฤต สิทธิศรนพ.ชำนาญ

การ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลพรเจริญ นายมนตรี จารุธำรง นายอำเภอพรเจริญ พ.ต.อ.ศิวัช วรคุตตานนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปากคาด นายแพทย์จรูญ สุรารักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปากคาด นพ.สุรพงษ์ ลักษวุธ รองนพ.สสจ.บึงกาฬ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลโซ่พิสัย นายภาคภูมิ เดชหัสดิน หรือ หมอแล็บแพนด้า นายพงษ์พันธ์ วิจารย์ประสิทธิ์ เจ้าของเพจคุณพระ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ส. และคณะสื่อมวลชนส่วนกลางและภูมิภาคลงพื้นที่ จังหวัดบึงกาฬ

เพื่อเป็นการสนับสนุนงานรณรงค์ประชาสัมพันธ์การสร้างการรับรู้การดำเนินงานด้านยาเสพติดของรัฐบาล และสำนักงาน ป.ป.ส. รวมทั้ง เป็นการสร้างความสัมพันธ์สื่อมวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องอันจะเกิดภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยงาน รวมไปถึงนโยบายต่าง ๆ ไปสู่ประชาชนเป้าหมายให้เกิดความตระหนัก และมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดผ่านการศึกษาดูงานการบำบัด และฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ

ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดมากที่สุด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในปี 2567 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้เข้ารับการบำบัดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่าปี 2566 และหากเทียบกับจำนวน ผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดทั้งประเทศในปี 2567 จะมีปริมาณมากกว่าภาคอื่นๆ เมื่อเทียบจากจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดทั้งหมดในประเทศ จึงถือว่าเป็นพื้นที่สำคัญที่ควรมีการเฝ้าระวัง ติดตามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการลงพื้นที่บำบัด และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด จำนวน 3 พื้นที่ ได้แก่

พื้นที่อำเภอปากคาดโดยศึกษาดูงานค่ายฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งเป็นค่ายฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดจำนวน 120 วัน ประกอบด้วยผู้บำบัดชายล้วน จำนวน 40 คน โดยมีกระบวนการบำบัด 2 เดือนแรก จะเน้นไปที่การฟื้นฟูสมอง โดยการให้ความรู้กึ่งวิชาการ จากทำกิจกรรมฟื้นฟูสมอง เช่น กิจกรรมสันทนาการ นันทนาการ และใน 2 เดือน

หลังจะเป็นการฝึกอาชีพ เช่น ซ่อมเครื่องยนต์ ทำพรมเช็ดเท้า อาหารแปรรูป เป็นต้น โดยค่ายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเป็นสถานที่บำบัดฟื้นฟูยาเสพติดที่สร้างขึ้นจากสภาพปัญหาภายในชุมชน ที่มีผู้เสพผู้ติดเป็นจำนวนมาก โดยเน้น การเข้ารับการบัดบัดโดยสมัครใจ และการผลักดันจากคนในชุมชนเพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันสร้างปลอดภัยโดยกิจกรรมการจะเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างพลังชุมชนเข้มแข็งคืนคนคุณภาพสู่สังคม

พื้นที่ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่อำเภอพรเจริญ โดยมีการศึกษาดูงานในโรงพยาบาลพรเจริญซึ่งเป็นการศึกษาบำบัดผู้ติดยาเสพติดขั้นรุนแรง ปัจจุบันมีจำนวน 7 คน ต้องดูแลใกล้ชิด และมีการรักษาโดยการให้ยา มีระยะเวลา 14 วัน และมีการสาธิตการทำครอบครัวบำบัด เนื่องจากเป็นผู้ป่วยขั้นรุนแรงที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่สามารอยู่ร่วมกับชุมชนได้ จึงต้องการการรักษาในโรงพยาบาล และเมื่ออาการดีขึ้นก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีครอบครัวที่คอยดูแลอย่างถูกวิธีจึงเกิดการทำครอบครัวบำบัดขึ้น เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสังคมได้อย่างปลอดภัย

รวมถึงมีการศึกษาดูงานจากค่ายบ้านเจริญสุข กองร้อยอาสารักษาดินแดน เป็นจุดต่อเนื่องจากโรงพยาบาลพรเจริญ ซึ่งเป็นค่ายฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด 120 วัน ประกอบด้วยผู้บำบัดชายล้วนจำนวน 41 คน ซึ่งผ่ากระบวนการบำบัดการฟื้นฟูสมอง โดยการให้ความรู้ และการทำกิจกรรมฟื้นฟูสมอง เช่น การวาดภาพ เล่นกีฬา ออกกำลังกาย และภายหลังเป็นการฝึกอาชีพ เช่น ช่างปูน ซ่อมเครื่องยนต์ ปลูกพืช เลี้ยงปลา เป็นต้น เพื่อนำผู้เสพผู้ติดที่มีอาการดีขึ้นจากอาการป่วยขั้นรุนแรงที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมอง และการฝึกอาชีพเพื่อคืนคนคุณภาพสู่สังคมต่อไป

พื้นที่สุดท้ายเป็นการศึกษาดูงานในพื้นที่อำเภอโซ่พิสัย ผ่านการศึกษาดูงานกองร้อย อส.อำเภอโซ่พิสัย ซึ่งเป็นค่ายฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ประกอบด้วยผู้บำบัดชาย 196 คน ผู้บำบัดหญิง 30 คน โดยมีกระบวนการบำบัด 3 ระบบ คือ การล้างพิษโดยการใช้ยาจากจิตแพทย์ การเข้าค่ายมินิธัญญารักษ์ และการเข้าค่ายฟื้นฟู 120 วัน ซึ่งมีทั้งการฟื้นฟูสมอง และการฝึกอาชีพ เพื่อลดโอกาสการกลับไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดได้อย่างยั่งยืน

นางสาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวทิ้งท้าย ว่า กิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้นโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องอันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ดีของทุกภาคส่วน และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติด ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งมีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อ

การสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อพัฒนากระบวนการรักษา ตลอดจนการบำบัดรักษาผุ้เสพผู้ติด ยาเสพติดการฝึกอาชีพการศึกษา และการฟื้นฟูสภาพทางสังคม ทั้งกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง และผู้เข้ารับการบำบัด รวมทั้งมีระบบติดตามดูแลช่วยเหลือเพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีกครั้ง เพราะผู้เสพ คือ ผู้ที่ก้าวพลาดที่เราทุกคนพร้อมจะหยิบยื่นโอกาสให้ร่วมกันสร้าง “พลังชุมชนเข้มแข็ง คืนคนมีคุณภาพสู่สังคม”

ด้านนายนิพนธ์ ยอมรับว่า อีสานตอนบนมีปัญหาเรื่องยาเสพติดจำนวนมาก ตนในฐานะผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องได้มีการ ประสานบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้จังหวัดบึงกาฬเป็นจังหวัดที่นำผู้ป่วยเข้าบำบัดรักษาอย่างได้ผล สามารถคืนลูกหลานให้ครอบครัวและสังคมได้ พร้อมเสนอแนะให้นำโรงเรียนบ้านโนนชัยศรีมาเป็นศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดขนาดใหญ่ เพื่อเป็นศูนย์หลักในการดำเนินการ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ฤกษ์มงคล ครบ 72 ปี คล้ายวันเกิด “#เฮียซุ้ย”ร่วมพิธีเปิดป้าย โครงการน้ำทองน่าน ธุรกิจซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ ในเมืองน่าน / “สว.เจ ภิญญาพัชญ์” ปลุกพลัง “สตรี” สร้างความเชื่อมั่น “ผู้หญิง”พัฒนาตัวเองได้

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สำนักงานขาย บริษัท #น้ำทองน่าน จำกัด ต.ไชยสถาน อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์ และ นางมณีนุช ล้อบุณยารักษ์ พร้อมญาติพี่น้องตระกูลล้อ นักธุรกิจในจังหวัดน่านและแขกผู้มีเกียรติ ร่วมตัดริ้บบิ้นพิธีเปิดป้ายสำนักงานขาย บริษัท น้ำทองน่าน จำกัด โดยในช่วงเช้ามี #พิธีสงฆ์ ทำบุญสำนักงานแห่งใหม่ การ #ฟ้อนรำล้านนาไทย และ #การเชิดสิงโต ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยเชื้อสายจีน

หลังจากนั้นช่วงกลางวัน มีงานเลี้ยงอาหารโต๊ะจีน ฉลองครบ 6 รอบ 72 ปี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของ นายทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมแสดงความยินดี ณ โรงแรมน้ำทองน่าน

สำหรับ #ชีวประวัติ ของ #นักธุรกิจชื่อดัง โครงการน้ำทองน่าน “เฮียซุ้ย” พอสังเขปมีดังนี้ นายทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์ ชื่อเดิมสมัยเด็กๆ เด็กชายจิ้นซุ้ย แซ่ล้อ ภูมิลำเนาเป็นคนแพร่โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2496 ครอบครัวของเฮียซุ้ยมีพี่น้อง จำนวน 9 คน เป็นบุตรชายคนที่ 6 ของ #ตระกูลแซ่ล้อ โดยมีบิดาเป็นผู้บุกเบิกหอบเสื่อผืนหมอนใบจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ในอดีต เริ่มแรกจาก “ลูกจ้างนึ่งเส้นก๋วยเตี๋ยว” สู่ต้นกำเนิด #โรงงานเส้นก๋วยเตี๋ยว เฮียซุ้ย ในปัจจุบัน

และอีกอาชีพหนึ่งของครอบครัวนี้ในอดีตเตี่ย (บิดา) ปั่นรถซาเล็บน้ำแข็งน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ที่เรียกว่า “ลูก” มาจากโรงน้ำแข็งแล้วจึงนำมาแบ่งโดยการเลื่อยเป็น “กั๊ก” และจากกั๊กเป็น “มือ” ขายปลีกทั่วตลาดเมืองแพร่ สมัยนั้นยังไม่มีน้ำแข็งหลอด เหมือนสมัยนี้ ร้านขายโอเลี้ยงต่างๆ

ก็ต้องซื้อน้ำแข็ง ซึ่งเฮียซุ้ยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่ทำงานในแผนกนี้คือ “#คนเลื่อยน้ำแข็ง” จากน้ำแข็งเป็นลูกๆ สู่กั๊กจากกั๊กสู่มือ สมัยนั้นที่คนแถวนั้นยังจำกันได้ก็คือจะมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งใส่กางเกงขาสั้นถอดเสื้อ ก้มหน้าก้มตา ยืนเลื่อยน้ำแข็งอย่างขยันขันแข็ง ตั้งแต่เช้ายันเย็นไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยคนผู้นั้นก็คือ “#เฮียซุ้ย” นั่นเอง

เฮียซุยเริ่มต้นหาลู่ทางการทำธุรกิจ “#หาเงิน #หาทอง” ร่วมกับเฮียกิม (ผู้พี่) พี่น้องร่วมสาบาน แรกเริ่มจาก #ห้องแถว หรือชื่อเรียก “#อาคารพาณิชย์” ในปัจจุบัน ในบริเวณตลาดชมภูมิ่ง จ.แพร่ เมื่อปี พ.ศ.2532

โดยเริ่มขายห้องละไม่กี่แสนบาท ประมาณ 10 ห้อง ผลปรากฏว่าการตอบรับดีเยี่ยม ขายหมดในเวลาไม่นาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่มาของ #โครงการน้ำทองแพร่ และ #โครงการน้ำทองน่าน ในปัจจุบัน/เครดิตเบส/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

“สว.เจ ภิญญาพัชญ์” ปลุกพลัง “สตรี” สร้างความเชื่อมั่น ดึงศักยภาพพัฒนาตัวเอง ชี้ ทัศนคติที่ดีทำ “ผู้หญิง”พัฒนาตัวเองได้

วันนี้ (28 ก.พ.) ที่โรงแรมเมธาวลัย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้บรรยายเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความรู้ ทักษะ ศักยภาพในการพัฒนาตนเองของสตรี เพื่อเป็นฐานพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสตรี โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 200 คน

โดยนางสาวภิญญาพัชญ์ หรือ สว.เจ กล่าวช่วงหนึ่งว่า การพัฒนาศักยภาพสตรีได้ ต้องมีเป้าหมายที่ดี หรือ Smart Goals ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน วัดผลได้ ทำได้จริง ที่สำคัญคือทุกคนล้วนเคยเผชิญอุปสรรค แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จและทำให้มีความสุขในชีวิต

อีกทั้งความเชื่อมั่นในตัวเอง จะทำให้เรากล้าตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่างๆ โดยไม่กลัวความล้มเหลว รวมถึงกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ

นางสาวภิญญาพัชญ์ (สว.เจ) กล่าวต่อว่า “ความมั่นใจในตัวเอง จะทำให้เรามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ ทำให้ผู้หญิงสามารถเติบโตและพัฒนาตนได้อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ การสร้างสัมพันธ์ที่ดี จะช่วยให้เราสื่อสารได้ดีขึ้น รวมถึงการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกได้อย่างเหมาะสมด้วย/บุญยฃค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /สวนสัตว์นครราชสีมา เปิดตัวสมาชิกใหม่ “ลูกลีเมอร์หางแหวน” แฝด 4 สุดแสนน่ารัก

นายธนชน เคนสิงห์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์นครราชสีมา เปิดเผยว่า นับเป็นข่าวดีกับสวนสัตว์นครราชสีมา ที่ แม่ลีเมอร์หางแหวน 2 ตัว ให้กำเนิดสมาชิกใหม่ ลูกลีเมอร์แสนสุดน่ารัก ในวันเดียวกัน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่ทราบเพศ และถือเป็นปรากฏการณ์สุดพิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อแม่ลีเมอร์หางแหวน ทั้ง 2 ตัว ให้ลูกแฝดพร้อมกัน รวมเป็น 4 ตัว โดยวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ผู้เลี้ยงดู

ได้นำออกมาอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ชมความน่ารัก และร่วมกินอาหารรวมกับฝูงลีเมอร์หางแหวนภายในส่วนแสดงและได้รับการตรวจสุขภาพจากสัตวแพทย์ของสวนสัตว์ พบว่าสุขภาพแข็งแรงได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ลีเมอร์หางแหวนเป็นอย่างดี โดยลูกทั้งสองตัวยังเกาะอยู่ที่บริเวณหน้าอกและหลังของแม่บางครั้งลงมาเล่นปีนป่ายและเล่นซุกซนตามกิ่งไม้ ปัจจุบันทางสวนสัตว์นครราชสีมา มีลีเมอร์หางแหวน จำนวน 12 ตัว เป็นเพศผู้ 7 ตัว และเพศเมีย 5 ตัว

ด้านนายปิยะ สิงห์นวล นักบริหาร 6 หัวหน้างานบำรุงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับลีเมอร์หางแหวน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับลิง แต่ว่ามีส่วนหัวคล้ายสุนัขจิ้งจอก มีจมูกและปากแหลมยาว มีดวงตากลมโต ขนหนาฟู มีหางยาวเป็นพวงเหมือนกระรอก จะออกหากินในเวลากลางวันและนอนหลับในเวลากลางคืน ตามรายงานของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)ระบุว่าลีเมอร์กำลังตกอยู่ในภาวะถูกคุกคามจัดอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ตามบัญชีแดงของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
จึงขอเชิญชวน น้องๆหนูๆ และนักท่องเที่ยวทุกท่าน ประชาชนทั่วไป ชมความน่ารักของสมาชิกใหม่ลูกลีเมอร์หางแหวนได้แล้ว ที่สวนสัตว์นครราสีมา

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /เจ้าหน้าที่จับหนุ่มลอบตัดไม้มะริดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานเสด็จในกรมฯ


เมื่อวันที่ 27 ก.พ.68 นายกิตติศักดิ์ สมศรี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยาน เสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ (ตอนบน) จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยาน เสด็จในกรมฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปทส.

ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีการลักลอบตัดไม้บริเวณป่าตะบองยักษ์ ท้องที่บ้านทรัพย์สมบูรณ์ หมู่ที่ 7 ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ จึงนำกำลังตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบชายต้องสงสัยกำลังเดินอยู่ในแปลงกาแฟ สะพายถุงปุ๋ย มือขวาถือมีดพร้า มือซ้ายถือบาร์เลื่อยยนต์ จึงแสดงตัวและขอตรวจค้น ทราบชื่อว่านายอาวุธ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ชาว จ.พัทลุง ตรวจดูในถุงปุ๋ยมีโซ่เลื่อยยนต์ หัวเทียน และอุปกรณ์ซ่อมเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์หลายรายการ โดยสังเกตเห็นว่ามือของชายคนดังกล่าวเปื้อนน้ำมันโซ่ยนต์จนมีสีดำทั้งสองมือ

เจ้าหน้าที่จึงสอบถามและได้นำตัวไปยังเพิงพัก พบเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ยี่ห้อ Black Bull (กระทิงดำ) บาร์เลื่อยยนต์ และอุปกรณ์อื่นๆ วางอยู่ใต้ถุนเพิง เมื่อตรวจสอบบริเวณโดยรอบ พบร่องรอยการตัดไม้และแปรรูปไม้ มีเศษขี้เลื่อยใหม่กระจายอยู่ทั่ว จึงเดินตามรอยเท้าซึ่งตรงกับรองเท้าที่ผู้ต้องสงสัยสวมใส่ ไปจนพบไม้มะริดแปรรูปจำนวน 4 แผ่น โดย 3 แผ่นมีการผูกเชือกหัวท้ายและมีคานไม้ไผ่สอดคาเชือกในลักษณะพร้อมยกขนย้าย แสดงให้เห็นว่ามีการกำลังขนย้ายและทิ้งไม้แปรรูปอย่างเร่งรีบ

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่าเข้ามารับจ้างใส่ปุ๋ยต้นกาแฟและไม่ทราบว่าไม้แปรรูปเป็นของใคร แต่ภายหลังยอมรับว่าไม้แปรรูป เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ และอุปกรณ์ทั้งหมดเป็นของตนเอง จึงยึดของกลางประกอบด้วย เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ บาร์เลื่อยยนต์ โซ่เลื่อยยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอีก 15 รายการ รวมถึงไม้มะริดแปรรูป 4 แผ่น มีปริมาตรรวม 0.128 ลูกบาศก์เมตร นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางสะพาน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าว Mrs. Thailand World 2025 เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่!“Shine Your Aura” สู่การค้นหาผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจระดับประเทศ

📍 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 📍 ณ โรงแรม Mestyle Museum Hotel, กรุงเทพฯ Mrs. Thailand World 2025 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแถลงข่าวสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Shine Your Aura” มุ่งเน้นการเฟ้นหาผู้หญิงที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ต้องเป็น “inspiration queen สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับสังคมและ New Generation ”

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นักข่าว และ แขกผู้มีเกียรติ อาทิเช่น คุณหนุ่ม นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม คุณโก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา ทั้งสองท่านที่เคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาโดยตลอด และ สื่อมวลชนมากมาย และ Provincial Directors ผู้ถือลิขสิทธิ์ประจำจังหวัด (PDs) ผู้เข้าประกวด ทั้ง 15 จังหวัด และสปอนเซอร์ ก่อนเปิดโชว์พิเศษจาก ทีม Mrs. Thailand World นำ

โดย พลอย ปานเปรม Mrs. Thailand World 2024 และคุณฝน มาริสา กลิ่นพงษา Mrs. Thailand World 2023 ที่ขึ้นเดินแบบพร้อมมงกุฎและสายสะพาย ร่วมกับทีม 2024 สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ร่วมงาน สะพรึงในเวทีแม่จริงๆ เวที Mrs. Thailand World 2025 ปีนี้มีความพิเศษยิ่งกว่าที่เคย เพราะมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ให้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจแก่สังคม โดยเฉพาะลูกๆ และเยาวชนรุ่นต่อไป ลดช่องว่างของ Genarationเริ่มแถลงข่าว นำโดย บอสคิตตี้ คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด กล่าวถึงเป้าหมายของปีนี้ ว่า

✅พันธกิจสำคัญของเราคือ “Empowering Women, Inspiring Nations” And shine your aura (ส่งเสริมผลักดันศักยภาพสตรี จุดประกายแรงบันดาลใจสู่ระดับโลก และ เปล่งประกายในตัวคุณ ) ✅เวที Mrs. Thailand World ไม่ใช่แค่การประกวดความงาม แต่เป็นเวทีที่ให้โอกาส ผู้หญิงไทยที่แต่งงานแล้ว ได้แสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจ และก้าวขึ้นมาเป็น ตัวแทนของประเทศไทยในเวทีระดับโลก และใช้เวทีนี้เพื่อสร้าง ผลกระทบเชิงบวก ให้กับสังคม

👑 “Queens of Every Province” – การประกวดที่ขยายไปทั่วไทย!
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือแคมเปญ “Queens of Every Province” ที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงไทยจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมแข่งขัน โดยแต่ละจังหวัดจะมีตัวแทน Provincial Directors (PDs) ดูแลการคัดเลือกและเตรียมความพร้อมของผู้เข้าประกวด ปีนี้รับเพียง 30 จังหวัดเท่านั้น

นอกจากความงามและศักยภาพของผู้หญิงไทยแล้ว Mrs. Thailand World 2025 ยังจับมือกับ คุณสมปรารถนา นาวงษ์ หรือ “พี่จัน” เจ้าของเพจอีจัน ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการช่วยเหลือสังคมมากมาย และ ยังร่วมมือ ดร.เอก ชุณหชัชราชัย จากมหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมป์ฟรอด กับหลักสูตร PDs ที่สร้างขึ้นเพื่อเวทีเท่านั้น ในปีนี้ยังมี คุณเจี๊ยบ อริสรา วังอุทัย ณ ลำปาง มาให้เกียรติร่วมงานและ อ. โสภาส ณ ตะกั่วทุ่ง ศิลปินนักพันผ้า. และที่ปรึกษากรมหม่อนไหมด้านเครื่องแต่งกายและแฟชั่นประยุกต์ ที่ปีนี้รอบเก็บตัวจะมีการพันผ้า คุณพลอย ปรานเปรม โชว์และให้ความรู้และที่มาถึงรากเง้าผ้าไทยท้องถิ่นทั้ง 30 จังหวัดนำร่อง

“เวทีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือแพลตฟอร์มของผู้หญิงที่มีหัวใจเพื่อสังคม ผลักดัน Soft power ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของเพจอีจันในการช่วยเหลือผู้คน” 📽️ เผยโฉมแนวคิดสุดพิเศษของปีนี้ “Shine Your Aura”ในช่วงท้ายของงาน คุณไมเคิล ภูมิ สวัสดี Creative Director และ คุณจอร์น จิรัฐ ฏ์ รัตนวงค์ผัน ได้เผยโฉมแนวคิดหลักของปีนี้ผ่าน VTR ที่ว้าวสุดๆ “Shine Your Aura” โดยเน้นไปที่ พลังของผู้หญิงที่สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมทั้งแสดงตัวอย่าง Mood & Tone ของปีนี้ที่ผสมผสานความเป็นไทยและความโมเดิร์น และ กล่าวว่า “Aura ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เวทีนี้จะช่วยให้คุณค้นพบแสงของตัวเอง และนำมันไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม” การเติบโตของ Mrs. Thailand World และอนาคตที่ยิ่งใหญ่ คุณกัญญ์สิริ มีแต้ม ผู้จัดการกองประกวด ได้กล่าวถึงแนวทางการขยายตัวของเวทีระดับจังหวัด และการได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงแนวทางการคัดเลือกผู้เข้าประกวดที่เหมาะสมกับตำแหน่ง

“เรามองหาผู้หญิงที่ไม่เพียงมีออร่าของตัวเอง แต่สามารถส่งต่อพลังให้กับ Generation ถัดไป เพราะราชินีที่แท้จริงต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสตรีทั่วโลก” – คุณกัญญ์สิริ มีแต้ม 🚀 “Mrs. Thailand World 2025” เปิดรับสมัครแล้ว! 📌 ไทม์ไลน์การประกวด
✅ เปิดรับสมัคร: พฤศจิกายน 2567 – พฤษภาคม 2568
✅ Orientation Day & Portrait Shooting: มิถุนายน 2568
✅ กิจกรรมเก็บตัว: กรกฎาคม 2568
✅ รอบ Preliminary & Final: 1-3 สิงหาคม 2568

คุณนุ่น จิดาภา ชุมเมือง Brand Ambassadors Mrs. Thailand world กล่าว “นี่คือโอกาสของคุณ! หากคุณเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้กับสตรีทั่วโลก สมัครได้ทั้ง PDs และ ผู้เข้าประกวดสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมประกวด Mrs. Thailand World 2025 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 📞 [085-121-5199] 📧 line @Mrsthailand 🌐 MrsThailandworld ✨ Shine Your Aura – เปล่งประกายออร่าของคุณให้โลกได้เห็น! ✨ Mrsthailandworld MrsThailandWorld2025 #ShineYourAura #EmpoweringWomen #InspiringGenerations #ThailandToTheWorld

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “เพราะรักต้องมี Why We Love” เปิดตัวรอบกาล่าทุกเสียงยืนยัน หวานซึ้ง อบอุ่นใจ เตรียมฉาย 27 กุมภาฯ นี้

ค่ายบลูแซมพิคเจอร์ ค่ายหนังน้องใหม่ อำนวยการสร้างโดย ณัฐธนาวรรน เพ็ญชาญวัฒนกิจ (เจ๊ใหญ่) และการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ สำรวย รักชาติ กับภาพยนตร์รักโรแมนติกหวานซึ้งอบอุ่นใจ “เพราะรักต้องมี Why We Love” ถือฤกษ์ดีจัดงานเปิดตัวรอบกาล่า (รอบสื่อมวลชน) ณ เมเจอร์รัชโยธินซีนีเพล็กซ์ เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (24 กุมภาพันธ์ 2568)

“เพราะรักต้องมี Why We Love” เปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของ น้ำแข็ง (หลิน-มาลิน) หญิงสาวอัจฉริยะที่จบ ปริญญาโท วิทยาศาสตร์ด้านชีวภาพ เธอฉลาด และเก่ง แต่ไม่เก่งเรื่องความรัก จนเธอได้มาพบ มีน (เข้ม-หัสวีร์) หนุ่มโปรแกรมเมอร์ที่มีปูมหลังด้านครอบครัว เมื่อทั้งคู่ถูกนัดหมายให้เจอกันจากการวางแผนของเพื่อนๆ เพื่อจับคู่ และการพบกันครั้งแรกก็ไม่ค่อยประทับใจกันสักเท่าไหร่ น้ำแข็ง ต้องดูแลหลานสาวกำพร้า เพราะพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และนั่นทำให้เขาและเธอได้พบกันอีกครั้ง?

ลบรรยากาศภายในงานรอบกาล่า เปิดตัวด้วยสองพิธีกรสายฮา ก๊อท-สุทธิรักษ์ ศรีทองกุล และ แป้งฝุ่น-สฤษดิ์ทอง ถอนโพธิ์ พร้อมเปิดตัวนักแสดงในเรื่องที่มากันเป็นคู่ ลาเต้-กฤษดา ธนากร, ด.ญ.อารยา จำเริญไพบูลย์ผล, นินิว-อนุธิดา สาระธนะ, ด.ช. ศรัณย์กร ไชยแก้ว, ผศ.ดร.นัชส์ณภัทร์ เจียมวิจิตร, ด.ญ.นลินนลิน่า เจียมวิจิตร, แซน-ปรานต์ จันทนะ, ด.ช. ศิวณัฐ ประเสริฐนู, ด.ช. ภาคิน วิริยกสิกร, ด.ช. ณภัทร ผลพานิชย์

จากนั้นเป็นคิวของ เล้ง-ณัฐพล นิลดอนหวาย, บิว-ลลิฉัตร์ วราวิโรจน์พล รวมทั้ง เจ๊ใหญ่-ณัฐธนาวรรนเพ็ญชาญวัฒนกิจ ผู้อำนวยการสร้าง, สำรวย รักชาติ ผู้กำกับภาพยนตร์, ก๊อต-สุทธิรักษ์ ศรีทองกุล, แป้งฝุ่น-สฤษดิ์ทอง ถอนโพธิ์, กิมจุ้ย-เอื้ออังกูร เพ็ญชาญวัฒนกิจ, หยก-พชรพร พงษ์สุวรรณ ปิดท้ายด้วยพระนางสุดฮอต เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล และ หลิน-มาลิน ชระอนันต์ ซึ่งเมื่อแต่ละคนปรากฎตัวก็เรียกเสียงกรี๊ดลั่นงานเลยทีเดียว!!!

หลังจากนั้นสองพิธีกรก็เรียนเชิญผู้อำนวยการสร้าง, ผู้กำกับฯ และนักแสดงนำของเรื่องร่วมพูดคุยถึงหนังเรื่องนี้กันอย่างสนุกสนาน และอบอุ่น ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปหมู่บนเวที งานนี้มีเหล่าคนบันเทิงมาร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง อาทิ ต้อย แอคเนอร์ , โอริเวอร์ บีเวอร์, ณวัฒน์ อิสรไกรศรี , หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ, เบน-สันติราษฎร์

กุลนพเกียรติ, ยูโร-ยศวรรธน์ ทะวาปี, แชมป์-วรากร ศวัสกร, โน้ต-มหัศจรรย์ มาตศรี, ปาริชาติ วิวัฒน์อนันต์ , ภาคิน ฤกษ์สำรวจ รวมถึงเหล่าแฟนคลับ เรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก “เพราะรักต้องมี Why We Love” หนังรักโรแมนติกที่จะสร้างความอบอุ่นในหัวใจ และเติมเต็มส่วนที่ขาดไปพร้อมกับเขาและเธอ 27 กุมภาพันธ์นี้ ในโรงภาพยนตร์ เพราะรักต้องมี whywelove bluesampicture

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /เริ่มแล้ว! งานเทศกาลว่าวนานาชาติ 2025/พัทยาจัดงานมหาศิวาราตรี ชาวต่างชาติร่วมพิธีคึกคัก

วันที่ 26 ก.พ.68 ที่ชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี นายรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้ทรงคุณวุฒิเมืองพัทยา เป็นประธานเปิดงาน Pattaya International Kite Festival 2025 โดยมี นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์

นายอำเภอบางละมุง น.ส.มัลลิกา สุดเสน่ห์ รอง ผอ.ททท.สำนักงานพัทยา นายเอกราช คันธโร ผอ.เจ้าท่า สำนักงานพัทยา และนายขวัญชัย บุญอารีย์ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา เข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

งาน Pattaya International Kite Festival 2025 มีกำหนดจัดงานบริเวณชายหาดพัทยากลาง บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา จ.ชลบุรี เป็นอีเว้นท์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเรียกสีสันบนชายหาดพัทยา โดยปีนี้ถือว่าจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แล้ว

สำหรับเทศกาลว่าวนานาชาติในปีนี้ มีไฮไลต์พิเศษว่าว Snoopy และว่าวยักษ์หลากหลายรูปทรงและสีสัน รังสรรค์โดยนักเล่นว่าวมืออาชีพจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งจะเติมสีสันให้ท้องฟ้าพัทยาสวยงามยิ่งขึ้นท่ามกลางบรรยากาศริมชายหาดสุดคลาสสิก 

นอกจากนี้ยังมีการแสดงว่าว LED ยามค่ำคืน, การแสดง Sport Kite จากไต้หวัน, การแสดงทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเสน่ห์ไทย, เวิร์กช็อปสอนทำว่าวและการบังคับว่าว รวมทั้งตลาดสินค้ากว่า 50 ร้าน จำหน่ายว่าวและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่าในวันแรกของงานมีผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคักและสนุกสนาน

พัทยาจัดงานมหาศิวาราตรี ชาวต่างชาติร่วมพิธีคึกคัก

ค่ำวันที่ 26 ก.พ.68 ที่เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี นางอำพร แก้วแสง ผู้บุกเบิกการสร้างเทวาลัยฯ ได้ร่วมกับสมาคมวิศวะฮินดูปาริชาต โดย ดร.ดีโอ กูมาร์ ซิงห์ รองนายกสมาคมฯ

ได้จัดงานมหาศิวาราตรี (Maha Shivaratri) ซึ่งเป็นวันสำคัญประจำปีของชาวฮินดู โดยมี ผู้เข้าร่วมงานทั้งนักท่องเที่ยวเชื้อสายฮินดู และคนไทยที่นับถือ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ด้วยเมืองพัทยาเป็นสถานที่ท่องเทีายวที่มีความหลากหลายทั้งเชื่อชาติและวัฒนธรรม ในพื้นที่เมืองพัทยาเองก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวเชื้อสายฮินดูมาพักผ่อนและอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี จึงได้จัดงานดังกล่าวเพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้ศรัทธาได้มาปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาและความเชื่ิอ

อนึ่ง งานมหาศิวาราตรี (Maha Shivaratri) หรือ “ราตรีแห่งพระศิวะ” ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ (บ้าง 14 ค่ำ) ในเดือน “ผลคุณ” ตามปฏิทินจันทรคติฮินดู หรือเดือน “มาฆะ”

ในพุทธศาสนา ชาวฮินดูจะจัดงานเฉลิมฉลองแด่ พระศิวะ หรือ พระอิศวร เป็นประเพณียามค่ำคืนที่ลากยาวจนถึงเช้าวันใหม่ จึงเรียกว่า “มหาศิวาราตรี” หรือ ค่ำคืนอันยิ่งใหญ่แห่งพระศิวะมหาเทพตามความเชื่อของชาวฮินดู

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /จ.น่าน-ผนึกกำลังป้องกันและควบคุมไฟป่าอบต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน

โดยวันนี้ 26 ก.พ. 68 นายนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเมืองน่าน มอบหมายให้ นายกิตติพร ธังศิริ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองน่าน เป็นประธานเปิดกิจกรรมโครงการป้องกันและควบคุมไฟป่า (จัดทำแนวกันไฟ) ประจำปี พ.ศ. 2568

ณ บริเวณอารามสงฆ์ห้วยส้มป่อย บ้านห้วยส้มป่อย หมู่ที่ 2 ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นายรุ่งโรจน์ ขจรพงศ์กีรติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต.ผาสิงห์ และ ประชาชนในพื้นที่ตำบลผาสิงห์ เข้าร่วมกิจกรรมฯ


โดย นายกิตติพร ธังศิริ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมโครงการป้องกันและควบคุมไฟป่า (จัดทำแนวกันไฟ) ประจำปี พ.ศ. 2568 มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำแนวกันไฟ เพื่อให้ประชาชนที่มีความรู้ ความเข้าใจ ด้านการปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า ตลอดจนการทำหน้าที่

กรรมการควบคุมการเผาระดับหมู่บ้าน สามารถประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ราษฎรในหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมไฟป่า มีความพร้อมที่จะปฏิบัติการดับไฟป่าด้วยตนเอง รวมทั้งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถปฏิบัติงานดับไฟป้าร่วมกันเป็นหมู่คณะได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ด้าน นายรุ่งโรจน์ ขจรพงศ์กีรติ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยฝุ่นละอองและควันพิษจะทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ เกิดการระคายเคือง และหมอกควันจากไฟยังทำให้เกิดทัศนวิสัยที่ไม่เหมาะสมต่อการจราจรทางอากาศ ทั้งยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภัยแล้งตามมา ประกอบกับในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นช่วงที่ตรวจพบการเผามากที่สุด ทำให้เกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยว ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาไฟป่าส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างมากในหลายๆ ด้านองค์การบริหารส่วนตำบลผาสิงห์

จึงได้ดำเนินการโครงการป้องกันและควบคุมไฟป่า (จัดทำแนวกันไฟ) ขึ้น เพื่อฝึกทักษะการควบคุมป้องกันไฟป่าให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทั้งในระดับตำบลและหมู่บ้าน ตลอดจนเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / โศกเศร้า! ญาติรับร่าง 18 ผู้เสียชีวิตที่พรเจริญ เตรียมประกอบพิธีฌาปนกิจ 1 มี.ค.

ร่างผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถบัสตกเขาโทน อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ถูกลำเลียงมาถึง อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า ครอบครัวและญาติพี่น้องรอรับศพด้วยความอาลัย

เมื่อเวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างทั้ง 18 ศพลงจากรถ และจัดวางหน้าหีบศพภายในวัดป่าวิเวกธรรมคุณ ก่อนให้ครอบครัวเข้ายืนยันตัวตน จากนั้นพระสงฆ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมประกอบพิธีทางศาสนา

ด้านผู้ว่าฯ บึงกาฬ เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมหารือเรื่องมาตรการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมตรวจสอบข้อมูลประกันภัยของรถบัส ซึ่งพบว่ามีการทำประกันภัยทั้งแบบบังคับและสมัครใจ รวมถึงยืนยันว่ารถบัสเพิ่งตรวจสภาพเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

สำหรับพิธีฌาปนกิจศพ กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม ณ วัดป่าวิเวกธรรมคุณโดยจะมีการฌาปนกิจรวม 13 ศพ ส่วนอีก 3 ศพจะตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดป่าวิเวกพัฒนา และวัดบ้านหนองกุงพัฒนาอีก 1 ศพ ขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 20 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนาดีและโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี.

สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำ
รายชื่อผู้เสียชีวิต

  1. น.ส.ยุภาวดี สุวรรณโคตร 2.นางประภัสสร ทองปาน 3.น.ส.พิรานันท์ ภิรมย์จรัลฐาวร 4.นางทองอินทร์ จันทร์อ่อน 5.น.ส.อภิญญา บุตรวัง 6.นางเลียว ไชยเสนา
    7.น.ส.สุจิตตรา วิเศษทรัพย์ 8.น.ส.บัวเงิน สุดาบุตร 9.นางมะโยลี วงค์สุภา
    10.นางสมบุญ ธิพัน 11.นางสมหวัง พรหมพิทักษ์ 12.นางประหยัด เสียงล้ำ
    13.นางทองใบ สอนเชียงคำ 14.น.ส.ภานรินทร์ จ่าพบ 15.นางราตรี สบพันธ์ทอง
    16.น.ส.พิมพกานต์ พินทะเนาว์ 17.นายบุญโฮม จันทร์อ่อน
  2. นายทองใส​ พรหมเลิศ

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ร้านซีน่า พิซซ่าฮาลาล พัทยา ธุรกิจในเครือโบว่า กรุ๊ป มอบอินทผลัมพร้อมน้ำดื่มให้ 12 มัสยิด รับเทศกาลถือศีลอดเดือนรอมฎอน

วันที่ 26 ก.พ.68 ร้านซีน่าพิซซ่าฮาลาล พัทยา ธุรกิจในเครือโบว่า กรุ๊ป ชุมชนต้นกระบก นาเกลือพัทยา ฮัจยีอาลีราชัย ปาทาน ผู้บริหารโบว่า กรุ๊ป ได้ส่งมอบอินทผลัมจำนวน 12 ลัง พร้อมน้ำดื่มจำนวน 120 แพ็ค ให้กับตัวแทนมัสยิดที่อยู่ในเขตพื้นที่เมืองพัทยาและเทศบาลเมืองหนองปรือ รวม 12 แห่ง เพื่อสนับสนุนการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นเดือนที่ชาวมุสลิมทั่วโลกถือศีลอดตลอดทั้งเดือน ฮัจยีอาลี (ราชัย) ปาทาน ผู้บริหารโบว่า กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนบวชถือศีลอด หรือช่วงรอมฎอน พี่น้องชาวมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ ด้วยการงดดื่มน้ำและงดอาหารทุกชนิดในช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ 

ทั้งนี้ ทางร้านซีน่า พิซซ่า ฮาลาล ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือธุรกิจของโบว่า กรุ๊ป จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่เมืองพัทยาและเทศบาลเมืองหนองปรือ ซึ่งทางโบว่า กรุ๊ป ต้องขอขอบคุณทางคณะสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือที่ช่วยในการประสานงานเพื่อส่งมอบอินทผาลัมให้พี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ เนื่องจากในคัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้ว่าสามารถละศีลอดด้วยการกินอินทผาลัม แทนการดื่มน้ำได้ เพื่อช่วยลดอาการอ่อนเพลียในช่วงอดอาหาร

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯ มุกดาหาร เป็นประธานเปิดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ” จ.มุกดาหาร ประจำปี 2568 และ เปิดปฏิบัติการ Seal Stop Safeป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดชายแดน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 10.30 น. ณ อนุสาวรีย์พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันสหกรณ์แห่งชาติ” จังหวัดมุกดาหาร ประจำปี 2568

งานวันสหกรณ์แห่งชาติ จัดดขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ผู้ให้กำเนิดขบวนการสหกรณ์ไทย โดย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการสหกรณ์ไทย ซึ่งปัจจุบันขบวนการสหกรณ์ได้เติบโตไปทั่วประเทศ โดยในจังหวัดมุกดาหาร มีสหกรณ์ที่ดำเนินงานอยู่ 45 แห่ง สมาชิกกว่า 28,797 คน และทุนดำเนินงานรวมมากกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลาย อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล อ่านสารจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบรางวัลแก่สหกรณ์ดีเด่นและเกษตรกรดีเด่นประจำปี มอบใบสำคัญการขึ้นทะเบียนสหกรณ์แก่สมาชิกใหม่ มอบทุนการศึกษานักเรียน การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าสหกรณ์จากกลุ่มสมาชิก

ทั้งนี้งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการทางการเกษตร การแสดงผลผลิตของกลุ่มสหกรณ์ และการประกวดสินค้าคุณภาพจากสมาชิกสหกรณ์อีกด้วย

ภาพ​/ข่าว – ปฐมพงษ์ ธุศรีวรรณ
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

​ผู้ว่าฯมุกดาหารเปิดปฏิบัติการ Seal Stop Safeป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดชายแดน

เมื่อ​วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 20.00 น. นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด Seal Stop Safe อำเภอเมืองมุกดาหาร ณ จุดตรวจจุดสกัดและเฝ้าระวังบ้านส้มป่อย หมู่ที่ 2,8 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยมีนายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ ปลัดจังหวัด นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร ส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.) ตำบลนาสีนวน ร่วมพิธีเปิด

โดยการปฏิบัติการดังกล่าวเพื่อป้องกันยาเสพติดตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลโดยในห้วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์ -กรกฎาคม 2568 ต้องเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ชายแดน ไม่ให้มีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามช่องทางด่านตรวจ หรือจุดตรวจ ท่าเทียบเรือบริเวณชายแดน เพื่อลดผลกระทบจากปัญหายาเสพติด

นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหารกล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอเมืองมุกดาหารได้ร่วมบูรณาการเพื่อป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone)โดยใช้กลไกของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน

(ชรบ.)ซึ่งเป็นราษฎรอาสาสมัครในพื้นที่ให้ปฏิบัติภารกิจรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและช่วยเหลือเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ทั้งการตรวจตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ฯลฯ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชนและป้องกันเฝ้าระวังเรื่องยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายในหมู่บ้านชายแดน 13 หมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสกัดกั้นยาเสพติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

จากนั้นได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ชรบ. ณ ด่านประเพณีบ้านนาโพธิ์ หมู่ที่ 6 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งจังหวัดมุกดาหารได้เพิ่มกำลังพลและผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่พร้อมสกัดกั้นชายแดน เพื่อทำให้ชุมชนมีความปลอดภัยจากยาเสพติด

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร ได้มอบนโยบายปฏิบัติการ Seal Stop Safe ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดพื้นที่ชายแดน ซึ่งจังหวัดมุกดาหารมีพื้นที่ติดแนวชายแดน 72 กิโลเมตรในพื้นที่ อำเภอ หว้านใหญ่ เมืองมุกดาหารและดอนตาล

โดยขอให้เจ้าหน้าที่ปกครอง ทหาร ตำรวจ บูรณาการการทำงานกันทุกภาคและร่วมผนึกกำลังกับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ,อพปร ซึ่งเป็นราษฎรอาสาสมัครในพื้นที่ ปฎิบัติการอย่างเข้มข้นเพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด สิ่งผิดกฏหมาย รวมถึงการป้องกันและสกัดกั้นขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลักลอบเข้าออกประเทศไทย ตามช่องทางธรรมชาติจังหวัดชายแดน

ภาพ​/ข่าว – วันวิภา แพงแก้ว
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กอ.รมน.น่าน จัดการฝึกอบรมเครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พระราชทาน กิจกรรมอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 08.30 น. พ.อ. อัศม์พงษ์ นิลพันธุ์ รอง ผอ.รมน.จังหวัด น.น. มอบหมายให้ พ.อ. หญิง ศุภางค์พัฒน์ พุกประเสริฐ หน.ฝ่ายนโยบายและแผน กอ.รมน.จังหวัด น.น. เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมเครือข่ายเกษตรกรที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พระราชทาน

กิจกรรมอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ณ โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเครือข่ายเกษตรกรจาก ต.น้ำแก่น อ.ภูเพียง จ.น่าน จำนวน 30 คน เข้ารับการฝึกอบรมฯ

การฝึกอบรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการเก็บและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืชไว้ใช้ในยามวิกฤติหรือขาดแคลน และสร้างแนวคิดในการเก็บรักษาและแบ่งปันเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่

ในระดับครัวเรือนและชุมชน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทั้งนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้ความสนใจและจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปขยายผลในครอบครัวและชุมชนต่อไป

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน ISOCNAN/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าว รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่อ.ปาย

22 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.30 น. พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน , พ.ต.อ.สำเร็จ สามสีทอง ผกก.สภ.ปาย ,พ.ต.ท.วีรภัทร คำลาพิช รอง.ผกก.สภ.ปาย ร่วมกับ ตำรวจท่องเที่ยแม่ฮ่องสอน ,ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน , ฝ่ายปกครองอำเภอปาย, สาธารณสุขอำเภอปาย,กต.ตร.สภ.ปาย

ร่วมกันแถลงข่าวการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในพื้นที่อำเภอปาย จากนั้นได้ทำการตรวจศูนย์ ศปก.สภ.ปาย จุดบริการประชาชนถนนคนเดิน และเดินตรวจบริเวณถนนคนเดิน เพื่อแนะนำนักท่องเที่ยวที่ฝ่าฝืนสูบกัญชาในที่สาธารณะ และทำการเปรียบเทียบปรับ ณ ศปก.สภ.ปายฯ จำนวน 10 ราย ตลอดจนแนะนำร้านจำหน่ายกัญชาห้ามจำหน่ายกัญชาเพื่อสูบในร้านหากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ..

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / จับวัยรุ่นสปป.ลาว3 ราย ค้าของเก่าข้ามแม่น้ำโขง มาไทยจ.มุกดาหาร​

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568​ ที่ผ่านมา​ กองร้อยหมวดสกัดกั้นฯที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีการลักลอบขนสินค้าผ่านช่องทางธรรมชาติข้ามมายังฝั่งประเทศไทย

จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และวางแผนทำการจับกุมร่วมกับกองร้อยทหารราบ และกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 ออกตรวจในพื้นที่ หมู่ 2 บ.หว้านน้อย ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร พบเรือกีบเหล็กติดเครื่องยนต์แล่นจากฝั่ง สปป.ลาว

เข้ามายังท่าน้ำฝั่งประเทศไทย และมองเห็นวัตถุต้องสงสัยเป็นกระสอบสีขาวจำนวนหลายใบอยู่ในเรือ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอตรวจสอบสิ่งของภายในกระสอบพบว่าเป็นเศษโลหะที่ทำด้วยทองแดง รวมทั้งหมด 84 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 3,000 กก. และแบตเตอรี่เก่า จำนวน 39 ลูก

จึงได้ควบคุมตัวบุคคลที่อยู่ในเรือประกอบด้วยท้าว พิสะมอน พอนทิดา อายุ 43 ปี คนขับเรือ ท้าว ทะนะวัด สินนะสอน อายุ 18 ปี ท้าว เพดสะมัย สุพมมะวง อายุ 19 ปี อยู่บ้านบึงทะเล นะคอนไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว โดยทั้ง 3 คนได้ยอมรับว่า

ได้ลักลอบขนสิ่งของดังกล่าวนำขึ้นเรือขนข้ามมาประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวและตรวจยึดของกลางนำส่ง ตม.มุกดาหาร และด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777

สื่อรัฐทีวี- สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าเพชรฯ นำเดินแบบผ้าไทย ‘ตระการตาผ้าไทย สไตล์พริบพรี’ ในงานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 38

ช่วงค่ำวันที่ 24 ก.พ.68 ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพชรบุรี เขต 3 พร้อมด้วย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ปลัดจังหวัดฯ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมกิจกรรมเดินแบบผ้าไทยการกุศล “ตระการตาผ้าไทย สไตล์พริบพรี ธีมมนต์เสน่ห์แห่งสีสัน” ที่เวทีกลางในงานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 38

โดยจังหวัดเพชรบุรี สานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมีพระราชดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะ หัตถกรรมไทย และเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชน ตลอดจนส่งเสริมกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันหารายได้ผ่านการเดินแบบผ้าไทย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผ่านสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี และสมาคมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเพชรบุรี อีกด้วย

สำหรับการจัดกิจกรรมเดินแบบผ้าไทยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ได้เห็น หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ ผู้แทนภาคเอกชนในจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยเดินแบบ

พร้อมกับเด็กๆ และยังสามารถปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนที่มาร่วมเดินแบบรวมถึงที่ติดตามผู้ปกครองมาร่วมชมงานได้ชื่นชอบผ้าไทย และรักในอัตลักษณ์ความเป็นไทย.


นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / บึงกาฬ จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่เผาหยุดสร้างหมอกควัน ลดฝุ่นPM 2.5 ในเขต สปก.

วันที่ (25 ก.พ. 68) ที่วัดสามัคคีประชาสงเคราะห์ บ้านโสกพอก ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่เผาหยุดสร้างหมอกควัน ลดฝุ่นPM 2.5 ในเขต ส.ป.ก.และมอบโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ให้กับประชาชน โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานพิธี มีนางสาวสงกรานต์ ตะนนท์

ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบึงกาฬ นายเฉลิมเกียรติ แผนกิจเจริญ พัฒนาการจังหวัดบึงกาฬ นายสัตวแพทย์ ธีร์ พูดเพราะ ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ นายกฤษฎา พลสิทธิ์ เกษตรจังหวัดบึงกาฬ นายพงษ์เทพ จันทร์ชิต ประมงจังหวัดบึงกาฬ นางจีรสุดา ศรีกุล หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์บึงกาฬ นายทวี ชินณรงค์ นายอำเภอบึงโขงหลง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนทั่วไป ให้การต้อนรับ

นางสงกรานต์ ตะนันท์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า อำเภอบึงโขงหลง มีพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน 4 ตำบล ตำบลบึงโขงหลง ตำบลดงบัง ตำบลท่าดอกคำ และตำบลโพธิ์หมากแข้ง มีประชากร จำนวน 37,000 คน มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน 79,627 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกยางพารา ทั้งนี้ยังการทำนา ปศุสัตว์ ประมง อำเภอบึงโขงหลง ตระหนักรู้ถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย

แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก เช่น ปู่อือลือถ้ำนาคา ชายหาดคำสมบูรณ์ น้ำตก ซึ่งสามารถยกระดับรายได้ของคนในพื้นที่ ทำให้มีความอยู่ดีกินดีสมกับคำขวัญจังหวัดบึงกาฬที่ว่า ภูทอกแหล่งพระธรรม ค่าล้ำยางพารางามตาแก่งอาฮง บึงโขงหลงเพลินใจ น้ำตกใสเจ็ดสี ประเพณีแข่งเรือ เหนือสุดแดนอีสาน นมัสการหลวงพ่อใหญ่ ศูนย์รวมใจศาลสองนาง จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์ไม่เผา ให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของมลพิษทางอากาศ หยุดสร้างหมอกควัน ลดฝุ่นละอองมลพิษ PM 2.5 พื้นที่เกษตรกรรมในเขตปฏิรูปที่ดิน

นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และได้กำหนดให้การลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ โดยมีเป้าหมาย ที่จะลดปริมาณการเผาอย่างเป็นรูปธรรม จังหวัดบึงกาฬ ได้มีประกาศ เรื่อง ห้ามการเผาในที่โล่งทุกประเภทเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศ ประจำปี พ.ศ.2568 รวมทั้งดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ

เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหยุดการเผาและหันมาใช้เทคโนโลยี และวิธีการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน และท้าทายอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน การที่ ส.ป.ก.บึงกาฬ ได้จัดงานในวันนี้ถือว่าเป็นการให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่มีการเผาในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นรูปแบบกิจกรรมที่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วม และเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้านนางนิตยา โคตทาริน เกษตรกรบ้านคำสมบูรณ์ หมู่ 3 ตำบลบึงโขงหลง หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับโฉนดที่ดิน ส.ป.ก. กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้โฉนด ส.ป.ก. มีที่ทำกินเกษตรทั้งหมด 14 ไร่ ได้มาแล้วก็ทำนาปลูกข้าว ปลูกยางพารา พืชผักสวนครัว จึงขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ชาวบ้านจะได้สร้างชีวิตที่ดีขึ้นเพิ่มมูลค่าในที่ดินผืนนี้ได้

นอกจากนี้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดบึงกาฬ ได้มอบโฉนดที่ดิน ส.ป.ก.ที่ทำกินให้เกษตรกรชาวอำเภอบึงโขงหลง ทั้ง 4 ตำบล จำนวน 340 ราย สร้างความดีใจให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก โดยให้เกษตรกรที่ได้รับโฉนดที่ดิน สปก.ได้ตระหนักรู้ถึงความสำคัญของมลพิษจากการเผา พร้อมเน้นย้ำว่า “ท่านเผา ส.ป.ก. ยึดที่ดินคืน”

นายณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /”ท่าเรือประจวบ” จัดงาน Town Hall 2025 ชูแผนธุรกิจ มุ่งสู่ Blue Port

บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด หรือ พีพีซี ผู้ให้บริการท่าเรือพาณิชย์เอกชน พร้อมให้บริการท่าเทียบเรือสำหรับเรือเดินทะเลพาณิชย์ และเรือบรรทุกสินค้าทั่วไป ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเหล็กสหวิริยา โดยคุณจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ ได้จัดงาน Town Hall 2025 เพื่อแถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานในปี 2568 ณ ห้องประชุมธลาดล เมื่อวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการแถลงนโยบายและแผนงาน เพื่อนำไปสู่การปฎิบัติและเพิ่มประสิทธิภาพรอบด้านเริ่มด้วย คุณจิร โชตินุชิต กรรมการผู้จัดการ ได้กล่าวเปิดงานแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดกลยุทธ์ธุรกิจ ประตูสู่เศรษฐกิจสีน้ำเงิน ด้านการขนส่งสินค้า ด้านกิจกรรมนอกชายฝั่ง ด้านการจัดการบริหารของเสีย และด้านการรักษาระบบนิเวศน์ทางทะเลเพื่อการเติบโตและความยั่งยืนที่สมดุลทางธุรกิจและทางทะเล ซึ่งถือเป็นนโยบายเรือธงของบริษัทในปีนี้ ต่อด้วยฝ่าย และหน่วยงานต่างๆ ที่มาร่วมรายงานผลการดำเนินงานของไตรมาส 4 ปี 2567 และแถลงแผนการดำเนินงานประจำปี 2568 ของแต่ละฝ่าย

โดยคุณจิร เผยว่า “นอกจากเราจะเป็นผู้ให้บริการท่าเทียบเรือแล้ว ขณะเดียวกันเราจะขยายธุรกิจก้าวไปเปิดตลาดโดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 BU ประกอบด้วย Blue Transport , Blue Offshore , Blue Conservation เพื่อรองรับผู้มาใช้บริการรายใหม่ และให้ความสำคัญกับการบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และมุ่งพัฒนาบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถวางแผนการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อกำหนดเป้าหมาย Net Zero ขององค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อก้าวสู่ BLUE PORT”

////////////////

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผบก.ทท.1 เปิดติวเข้มอาสาสมัคร ตร.ทท.พัทยา ปี 68

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 25 ก.พ.68 พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 เป็นประธานในพิธีเปิดครงการอบรมสัมมนาอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ.2568 ที่บริเวณห้องประชุมชั้น 2 ศาลาประชาคมที่ว่าการอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอนสาร สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 พ.ต.ท.ศุภรัตน์ มีปรีชา พ.ต.ต.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมให้การต้อนรับ

ด้วยผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้อนุมัติลงวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ให้สถานีตำรวจท่องเที่ยวทุกแห่งในสังกัดดำเนินการจัดทำโครงการฝึกอบรมสัมมนาอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ.2568 โดยสอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 ของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 เสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย (Resilient Tourism) มุ่งเน้นการสร้างความเจริญทางการท่องเที่ยวให้เข้าถึงทุกพื้นที่

โดยอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือขับคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยว และสนับสนุนการปฏิบัติงานภายใต้อำนาจหน้าที่ ภารกิจและความรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวได้มีความรู้ ความเข้าใจในภารกิจหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และภารกิจหน้าที่ของอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว การสังเกตตำหนิรูปพรรณคนร้าย การแจ้งข้อมูลข่าวสาร การเข้าระงับเหตุในสถานการณ์ต่างๆ

อีกทั้ง เพื่อให้อาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความเข้าใจในงานการบริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ตลอดจนเพื่อให้อาสสสมัครตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความเข้าใจทักษะขั้นตอนการปฏิบัติ ในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีประสบเหตุ และเพื่อให้อาสมัครตำตำรวจท่องเที่ยว มีความรู้ ความเข้าใจ ในแนวทางการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับด้านยุทธวิธีในการปฏิบัติงาน สามารถทำหน้าที่ในการร่วมปฏิบัติงานกับตำรวจท่องเที่ยว ภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา) จึงดำเนินการจัดโครงการอบรมสัมมนาอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมีผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้รวมประมาณ 180 คน

พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กล่าวด้วยว่าขอเป็นกำลังใจให้ผู้อบรมทุกท่านที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันกับตำรวจท่องเที่ยว มาร่วมทำงานเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยร่วมกันต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พัทยาขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยสู่ Smart Senior /เซ็นทรัลพัทยารวบรวมร้านอร่อยในงาน Pattaya Street Food 2025 x Pattaya International Kite On The Beach 2025

วันที่ 25 ก.พ.68 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุเมืองพัทยา ในกิจกรรมนันทนากาีและกีฬาสัมพันธ์สร้างสุขผู้สูงวัย โดยมี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายภูมิพิพัฒน์ กมลนาถ เลขานุการนายกเมืองพัทยา ว่าที่ร้อยตรี ชาญยุทธ ยังปรีดา คณะทำงานนายกเมืองพัทยา นายกรณ์ พัฒนสิน ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา ร่วมพิธีที่อาคารอเนกประสงค์ โรงยอม โรงเรียนเมืองพัทยา 2 (เจริญราษฎร์อุทิศ)

ดร.ศิวัช บุญเกิด ปลัดเมืองพัทยา กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นตามนโยบาย Better Pattaya ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยเป็น “Smart Seniorior” ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาคนในทุกช่วงวัยให้มีสุขภาวะที่ดี มีความพร้อมด้านกาย ใจ สติปัญญา มีจิตสาธารณะ โดยส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสุขภาวะที่ดี เพื่อเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสุงอายที่มีคุณภาพ

ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ ส่วนส่งเสริมสุขภาพ สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยาจึงจัดกิจกรรมนันทนาการและกีฬาสัมทันธ์สร้างสูงวัย” ขึ้น เพื่อส่งสริมการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬาที่เหมาะสมกับวัย ช่วยเสริมสร้างให้ผู้สูงอายุมีสมรรถนะร่างกายแข็งแรง เกิดการผ่อนคลาย ลดความจ็บป่วย และมีความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน โดยกิจกรรมประกอบด้วย การอบรมหลักการส่งเสริมสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกายและกีฬาสัมพันธ์ ดังคำขวัญที่ว่า “สร้างสุข สุขภาพดี สานสัมพันธไมตรี Smart Senior พัทยา”

ทั้งนี้กีฬาสัมพันธ์ผู้สูงอายุเมืองพัทยาได้แบ่งออกเป็น 2 สี ได้แก่ สีชมพู และสีเขียว สีละ 50 คน แข่งขันในกีฬา 2 ประเภท คือ กีฬาสากล ได้แก่ แชร์บอล และกีฬามหาสนุก 7 ชนิด รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้แสดงถึงศักยภาพในการรวมกลุ่มแสดงโชว์กองเชียร์ และโชว์ขบวนพาเหรด ซึ่งบรรยากาษเป็นไปด้วยความสนุกสนานและเป็นกันเอง

เซ็นทรัลพัทยารวบรวมร้านอร่อยในงาน Pattaya Street Food 2025 x Pattaya International Kite On The Beach 2025 ชวนมาชิมเมนูเด็ดสตรีทฟู้ดไทยกว่า 500 รายกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดกิจกรรมสร้างสีสันการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การจัดงาน Pattaya Street Food 2025 x Pattaya International Kite On The Beach 2025 ระหว่างวันที่ 23 ก.พ.- 9 มี.ค.68 นี้ ที่ลานกิจกรรมซันเคน ฝั่งทะเล

ด้วยการรวบรวมร้านเด็ดเมนูดังสตรีทฟู้ดที่ขึ้นชื่อกว่า 500 เมนู มากกว่า 30 ร้านค้ามาบริการ ด้วยบรรยายกาศ Outdoor ชิม ชิลล์ ริมทะเล พร้อมฟังดนตรีสด รับชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นของเมืองพัทยา อาทิ ร้าน Talaythai รวมเด็ดซีฟู๊ด หอยนางรม หอยเชลล์อบชีส กุ้งแม่น้ำ, ร้านซี่โครงหมูสุพรรณ ที่หอม นุ่ม อร่อยเข้าเนื้อ,

ร้านมาดามหมูกรอบ ที่พร้อมเสิร์ฟกับน้ำจิ้มสุดแซ่บ, ร้าน Grilled thai fish อาหารทะเลนึ่ง แจงรอน (ปลาจับไม้) เมนูเด็ดชลบุรี, ร้านเต็ง 1 ปลาหมึกทาโกะ ทอดซอสและไข่ปลาหมึกแสนอร่อย และร้านอื่นๆ อีกมากมาย

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “แจ็ค” ลุยหนังเรื่องที่ 2 ควบตำแหน่ง โปรดิวเซอร์-ผู้กำกับ“Food Truck รัก(ลัก) หมูเด้ง” ดึง 3 ซุป’ตาร์ตัวตึง “มาริโอ้-แจ๊ส- หม่ำ จ๊กม๊ก” แสดงนำ

หลังจากที่เมื่อ 3 ปีก่อนเคยประสบความสำเร็จกำกับภาพยนตร์ “แดงพระโขนง” ร่วมกับเพื่อนสนิท เอ็กซ์-วัชรพงษ์ ปัทมะ โกยรายได้ไป 70 ล้านบาท ล่าสุดตลกพ่อลูกอ่อน แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ขึ้นแท่นโปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ในชีวิตอย่าง “Food Truck รัก(ลัก) หมูเด้ง” เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท แม็คโก กรุ๊ป ลิมิเต็ด จำกัด, บริษัท คุณแม่แจ็ค จำกัด โดยมี บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด จัดจำหน่าย งานนี้ผู้กำกับ แจ็ค-เฉลิมพล ในฐานะกรรมการบริหาร บริษัท คุณแม่แจ็ค จำกัด และ คุณชัยวัฒน์ มิ่งไม้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด ถือฤกษ์งามยามดี เวลา 8.49 น.

ร่วมทำพิธีบวงสรวง ณ วัดชินวรารามวรวิหาร ปทุมธานี พร้อมเปิดตัวนักแสดงระดับซุป’ตาร์ ได้แก่ มาริโอ้ เมาเร่อ, แจ๊ส ชวนชื่น, หม่ำ จ๊กม๊ก และนักแสดงเด็กอย่าง น้องโทลเวย์-ด.ช.วราวิชญ์ จันทะเมนชัย, น้องชุณห์-ด.ช.ปัชชุน หิรัญประทีป และ น้องดีดี-ด.ญ.ดีดีด์ เปี่ยมวิริยะกุล ด้วย
สำหรับ “Food Truck รัก (ลัก) หมูเด้ง” เป็นโปรเจกต์ที่หนุ่มแจ็คลุยปั้นเองด้วย 2 มือจริง ๆ เพราะไหว้วานขอให้ 2 เพื่อนรักอย่าง พระเอกชื่อดัง มาริโอ้ เมาเร่อ และซุป’ตาร์ตลกชื่อดัง แจ๊ส ชวนชื่น และ หม่ำ จ๊กม๊ก มาแสดงนำในหนังเรื่องนี้ แถมยังได้ผู้กำกับที่ตัดสายสะดือในวงการบันเทิงของแจ็คอย่าง บอล-วิทยา ทองอยู่ยง มาเป็น Co-Producer ซึ่งถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 22 ปี และได้ผู้กำกับเพื่อนซี้อย่าง เอ็กซ์-วัชรพงษ์ ร่วมกำกับด้วยเช่นเดิม

 แจ็ค-เฉลิมพล กล่าวว่า “หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ของผมที่กำกับกับเพื่อนสนิท เอ็กซ์-วัชรพงษ์ ก่อนหน้านี้เคยกำกับ “แดงพระโขนง” มาก่อนครับ เรื่องนั้นน้าหม่ำ ปั้นผม แต่เรื่องนี้ผมจะปั้นน้าหม่ำครับ (หัวเราะ) เรื่องนี้ผมทุ่มเทมาก ปั้นโปรเจกต์ด้วย 2 มือจริง ๆ ไปไหว้ของให้เพื่อนรัก มาริโอ้ และตลกรุ่นพี่ที่รัก แจ๊ส ชวนชื่น และตลกรุ่นใหญ่ที่เคารพอย่าง น้าหม่ำ มาแสดงครับ ไม่เชื่อดูภาพที่ผมลง IG ได้ และยังได้ พี่บอล-วิทยา ที่เคยชวนให้ผมเล่นหนังเรื่องแรกในชีวิตอย่าง “แฟนฉัน” มาเป็น co-producer ด้วย ผ่านไป 22 ปี ได้มาร่วมงานกันในก้าวที่ผมเติบโตขึ้น ได้ทาง ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ มาช่วยดูแลจัดจำหน่าย เป็นทีมงานที่เคยปั้นหนังหลาย ๆ เรื่องได้ 100 ล้านบาทมาแล้ว รู้สึกอบอุ่นและดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนสนับสนุนผมอย่างเต็มที่ครับ ผมและเอ็กซ์ต้องทำงานหนักมาก เราได้นักแสดงเบอร์ใหญ่มาร่วมงาน เราก็อยากทำหนังอออกมาดี ๆ  ไม่อยากทำหนังตบหลังลูบหัวคนดูครับ จริง ๆ มีร้องไห้กับมาริโอ้ด้วย เพราะเพื่อนโอ้และพี่โชว์ ผู้จัดการของเขา ช่วยเต็มที่มาก พยายามหาคิวเพิ่มให้เต็มที่ด้วยครับ”
หม่ำ จ๊กม๊ก เผยว่า “เรื่องนี้ดาราคนอื่นได้เป็นค่าตัวใช่ไหม ของผมคิดเป็นค่าขำ ขำละ 1000 บาท ขอขำละหมื่นนึงก็ไม่ให้ (หัวเราะ) ตอนที่เขามาขอให้เล่นหนัง เขาก็ส่งบทมาให้ดู ก็แซวไปว่าไม่ใช่ว่าให้มาเล่นไม่กี่ฉากแล้วให้ตายนะ แล้วจะเป็นกำกับออนไลน์เหมือนหนัง “แดงพระโขนง” รึเปล่า เขาบอกว่าเขากำกับเองทุกวันแน่นอน  ” แจ็ส ชวนชื่น กล่าวเสริมว่า “เขาเป็นน้องรักของผม ผมก็ต้องมาอยู่แล้ว แจ็คฉลาดเข้าทางเมียผมด้วย หนังเรื่องนี้เป็นหนังครอบครัวครับ อ่านบทแล้วก็สนุกครับ เขาทุ่มเทมาแบบเป็นการเป็นงานเลยครับ เราก็พร้อมสนับสนุนน้องของเราอยู่แล้วครับ”  มาริโอ้ เมาเร่อ กล่าวว่า “วันที่เขามาชวนเล่นหนัง เขาบุกบ้านผมตอน 5 ทุ่มเลยครับ แล้วกราบพร้อมบอกว่า ต้องขอความช่วยเหลือเพื่อนแล้วล่ะ ผมก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่ามัดมือชกไหม ก็มาถึงบ้าน พี่ ๆ คิดว่ายังไงครับ (หัวเราะ) แต่จริง ๆ มีการดูบท เขาก็บอกว่าอยากให้ผมไปร่วมงานชิ้นนี้ เราดูบทแล้วก็ชอบ เป็นอะไรที่ท้าทายด้วย แล้วได้เล่นกับเด็กด้วย ผมภูมิใจในตัวเพื่อนที่ได้ก้าวไปสู่บทบาทใหม่ และดีใจที่เพื่อนรักให้เราได้ร่วมงานกับเขา และได้ร่วมงานกับพี่หม่ำและพี่แจ๊สด้วยครับ”

 เตรียมพบกับ “Food Truck รัก (ลัก) หมูเด้ง" ปลายเดือน ส.ค. นี้ ในโรงภาพยนตร์

สื่อรัฐนิวส์-สื่อรัฐนิวส์ /นักธุรกิจชาวสวิส” สัญญาใจเพื่อนรัก “เสก โลโซ” จัดแถลงข่าวงานคอนเสิร์ตการกุศล “คำสัญญาลูกผู้ชาย” The Promise of The Man Charity Concert in Pattaya หารายได้ให้การกุศล

วันที่ 24 ก.พ.68 ที่ บจก.สวิสสยาม เทรดดิ้ง 78/27 ม.10 หมู่บ้านสยามรอยัลวิว ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้มีการแถลงข่าวเตรียมจัดกิจกรรมการกุศลภายใต้งานคอนเสิร์ตการกุศล “คำสัญญาลูกผู้ชาย” The Promise of The Man Charity Concert in Pattaya โดยมี คุณชนิลทร เอเกอร์เทอร์ ผู้จัดงาน นายอรรถชยา โทนุศิษย์ ผู้จัดการเสก โลโซ และศิลปิน MMY Maxim ร่วมแถลงข่าวท่ามกลางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ นำโดย นายอัมพร แสงแก้ว นายกสมาคมนักข่าวพัทยา และนายสามารถ ทองรอด อุปนายกสมาคมนักข่าวพัทยา

นายเอเดรี้ยน เคิร์ท เอเกอร์เทอร์ นักธุรกิจชาวสวิสเซอร์แลนด์ ในฐานะประธานจัดงาน เปิดเผยว่า งานคอนเสิร์ตการกุศล “คำสัญญาลูกผู้ชาย” The Promise of The Man Charity Concert in Pattaya จัดขึ้นตามคำสัญญาลูกผู้ชายของตนเองและเสก โลโซ ซึ่งเป็นเพื่อนรักที่สนิทสนมกัน และเคยทำงานร่วมกันที่เกาะช้าง จ.ตราด ก่อนจะสัญญาใจกันว่าจะมาจัดงานคอนเสิร์ตการกุศลที่พัทยาเพื่อตอบแทนบุญคุณประเทศไทยที่ตนเองได้อยู่อาศัยมานานกว่า 50 ปี โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนกิจกรรมการกุศลในพื้นที่

งานคอนเสิร์ตการกุศล “คำสัญญาลูกผู้ชาย” The Promise of The Man Charity Concert in Pattaya กำหนดจัดขึ้นวันเสาร์ที่ 3 พ.ค.68 นี้ ที่อาคารกรีฑาในร่ม ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยจะมีศิลปินชื่อดังมากมาย นำโดย เสก โลโซ, คาราบาว, หินเหล็กไฟ,หมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ,TG Tiger, Luster, MMY Maxim และ Sek Swiss

สนใจจองบัตรได้ที่ Allticket เค้าน์เตอร์เซอร์วิส เซเว่นอิเลฟเว่นทุกสาขา บัตร Early Bird ราคาพิเศษ ระหว่างวันที่ 1-28 ก.พ.68 จากบัตร 1,800 บาท เหลือ 1,500 บาท, บัตร 1,500 บาท เหลือ 1,200 บาท, บัตร 1,000 บาท เหลือ 800 บาท และบัตร 800 บาท เหลือ 650 บาทจากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.68 จำหน่ายราคาปกติ

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ – ปัญหาย้าย บ้านบานปลาย3 ชุมชน รวมตัว จวกเทศบาลผิดพลาดตั้งแต่ต้น 3,579 คนยันไม่ย้ายจากเทศบาลนครเชียงราย

เชียงรายเผือกร้อน ปัญหาย้ายทะเบียนบ้านบานปลาย3 ชุมชนรวมตัว จวกเทศบาลผิดพลาดตั้งแต่ต้น 3,579 คนยันไม่ย้ายจากเทศบาลนครเชียงราย หมายศาลลงผิดบ้านสร้างความเดือนร้อนให้ประชาชน เทศบาลนครเชียงรายไม่ร่วมเสวนา รองผู้ว่าเชียงราย อึ้ง! ไม่ขอตอบคำถามขอเป็นผู้รับฟังแทน หลังบรรยากาศการประชุมเสีย ส่อรุนแรงสส.พรรคประชนชน ย้ำต้องฟังเสียงประชาชน รับเรื่องผ่านกรรมาธิการฯเข้าสู่สภา ให้มท.ชี้แจง กำนันตำบลแม่ยาวจ้อที่ประชุมยันไม่เอาประชาการเพิ่มปกครองไม่ไหว หลังกรมทะเบียนกลางโอนย้ายประชากรไปสองตำบล แม่ยาว-บ้านดู่ กกต.เชียงรายยันชัดประชาชนสามารถใช้สิทธิ์สมัครและลงคะแนนเลือกตั้งท้องถิ่นได้ตามปกติ ไม่ขัดต่อระเบียบการย้ายตามเงื่อนไข

ที่ห้องประชุมพบโชคคอมเพล็กซ์ บ้านห้วยกั้ง เวลา13.00 น.วันทีา23ก.พ2568ที่ผ่านมา ประชาชน3ชุมชน ห้วยกั้ง ชุมชนทวีรัตน์ ชุมบ้านดอย จำนวนนับพันคนได้รวมตัวลงลายมือชื่อเข้าร่วมประชุมและยื่นหนังสือต่อกรรมาธิการการเมืองการปกครองพรรคประชาชนที่ได้เข้าร่วมรับฟังเนื่องคำสั่งทางปกครอง กรณีการย้ายประชากรของเทศบาลนครเชียงราย 3,579 คนไปยังตำบลบ้านดู่และตำบลแม่ยาวทำให้ประชากรที่ถูกย้ายโดยฐานทะเบียนกลาง เกิดความไม่พอใจและได้คัดค้านกรณีดังกล่าวได้เรียกร้องและยื่นหนังสือคัดค้านผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาดำเนินการตามกระบวนการไปก่อนหน้านี้

ในวันดังกล่าวมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย นายบุญญพันธ์ พุทธิโชติอนันต์ ปลัดเทศบาลตำบลบ้านดู่ ชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้ถูกเชิญร่วมเวทีเสวนาหาทางออก โดยมีนายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ หรือสส.ปั๋น สส.พรรคประชาชนจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ยังมีว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ กรรมาธิการการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นและการบริหารรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎรเข้ามารับเรื่อง เพื่อบรรจุปัญหาเรื่องเรื่องดังกล่าวอย่สงเร่งด่วนเพื่อให้ทันปิดสมัยประชุมก่อน วันที่10เมษายน2568

บรรยากาศการชุมชุมโดยภาพรวมช่วงแรกทางผู้ได้รับเชิญได้ขึ้นนั่งรับฟังตอบข้อซักถามโดยทางแกนนำผู้นำรายการ ทางนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผ้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้กล่าวทักทายประชาชนที่มาร่วมประชุม โดยมอบหมายให้นายเขตณรงค์ อินกัน ท้องถิ่นจังหวัดเชียงราย เป็นผู้ตอบปัญหาที่มาทีาไปของการย้ายฐานทะเบียนราษฎร์ ของประชากรชุมชนห้วยปลากั้ง ชุมชนทวีรัตน์ ชุมชนบ้านดอย เนื่องจากปัจจุบันราชกฤษฎีกา การเปลี่ยนแปลงเทศบาลเมืองเชียงรายฉบับที่3 พ.ศ.2538 ลงวันที่23 ก.ย.2538ฉบับ ล่าสุดแนวเขตพื้นที่เทศบาลนครเชียงรายที่ประกาศ ขอบเขตการบริหารงานปกครองท้องถิ่น ไม่ตรงกับแนวเขตที่ประกาศไว้ โดยเกิดความผิดพลาดด้านการออกออกเอกสารทะเบียนราษฎรมาตั้งแต่ต้น และเมื่อปัจจุบันมีการตรวจสอบแนวเขตอย่างชัดเจนปรากฎว่า ชุมชนทั้งสามชุมชนอยู่ในเขตปกครองของตำบลแม่ยาว แบะตำบลบ้านดู่ จึงเป็นที่มาของการดำเนินการย้ายทะเบียนราษฎร์ประชากรเพื่อใหตรงกับข้อเท็จจริงกับแนวเขตถือเป็นการปรับปรุงข้อมูลปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ประชุมดำเนินไปชั่วระยะหนึ่งด้านนายบุญญพันธ์ พุทธิโชติอนันต์ ในฐานะนายทะเบียนท้องถิ่นตำบลบ้านดู่ได้กล่าวถึงเรื่องการย้ายข้อมูลประชากรของเทศบาลครั้งนี้ว่าเทศบาลตำบลบ้านดู่ได้รับการโอนย้ายประชากร1,500กว่าคนเข้ามาอยู่เขตปกครองหมู่ที่14 ต.บ้านดู่ จึงทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นมากเท่าตัวจากเดิม โดยทางด้านนายชูชาติ สุขสงวน ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ได้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมประชุมประเด็นการรับสมัครลงเลือกตั้งสท.ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ค 2568ว่าจะลงสมัครในเขตเทศบาลนครเชียงรายได้หรือไม่ โดยทางผอ.กกต.ตอบว่าผู้สมัครสามารถลงสมัครได้ในเขตทะเบียนบ้านปรากฏอยู่และอยู่ในระเบียบของคุณสมบัติคุณสมบัติของผู้สมัคร ส่วนเรื่องของสิทธิของการเลือกตั้ง ยังเหมือนเดิมคือสามารถใช้สิทธิตามปกติ ไม่ขัดเงื่อนไขการย้ายถิ่นฐานที่อยู่ เป็นเพียงการปรับปรุงข้อมูลให้ตรงกับแนวเขตการปกครองเป็นปัจจุบัน

ในเวลาการดำเนินรายการไปประมาณ1ชั่วโมงตัวแทนจากประชาชนได้จับไมค์ถามรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเกี่ยวกับการขอระงับยับยั้งการย้ายทะเบียนราษฎร์ ครั้งนี้ได้หรือไม่?และรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้หรือไม่? โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้พูดสั้นๆว่าเรื่องราวดังกล่าวตนได้รับเรื่องได้เจอประชาชนที่เข้าไปเรียกร้อง2ครั้งแล้ว ระหว่างรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายพูด มีเสียงตะโกนเสียงดังจากชายคนหนึ่ง ในห้องประชุมว่าไม่ย้ายปฏิเสธการไม่ย้าย โดยมีเสียงผู้หญิงตะโกนจากนอกหน้าต่างเป็นระยะๆ เหมือนจะปูกม็อบ ทำให้สถานการณ์การประชุมส่อแววไม่สงบ เนื่องจากเริ่มมีประชาชนเริ่ม ออกมาถือไมค์พูดหน้าเวทีปฏิเสธการไม่ย้ายด้วยเหตุผล ความยุ่งยากกับเอกสารอันมีพาสปอร์ตและเอกสารทางราชการ ด้านสาธารณสุข เป็นต้น รวมถึงต่อว่าทางราชการกระทำโดยไม่ผ่านความคิดเห็นของประชาชน ปราศจากความยินยอม
ด้วยสาเหตุนี้รองผู้ว่าราชการเชียงรายจึงอึ้ง! ชั่วหนึ่งและพูดต่อที่ประชุมว่าวันนี้

ไม่ขอตอบแต่”ขอเป็นรับฟังแทน” ประเด็นนี้ผู้สื่อข่าวสังเกตุบรรยากาศเริ่มปะทุความดุเดือด โดยภายนอกห้องประชุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสังเกตุการณ์ด้านนอกห้องประชุม โดยที่ประชุม นายปรัฐกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาวได้ออกมาถือไมค์พูดแนวปฏิเสธว่าตำบลแม่ยาวไม่ขอรับประชากรเพิ่มเนื่องจาก ตำบลแม่ยาวมีประชากรมากพอแล้วอาจปกครองไม่ทั่วถึง ขอให้อยู่ที่เดิมเมื่อบรรยากาศการประชุม ดำเนินด้วยอุณหภูมิที่เริ่มร้อนแรง ทางด้านผู้ดำเนินรายงานจึงสรุปขอให้ประชาชนลงมติ ไม่ย้ายฐานะเบียนราษฎร์และขอให้ทางราชการไปขอมติที่ประชุม ตำบลแม่ยาว และตำบลบ้านดู่ และร่วมกันลงรายชื่อยื่นหนังสือไปถึงกรรมาธิการกระจายอำนาจปกครองท้องถิ่น โดยสิ้นสุดกันอยู่ที่ประชาชนที่ร่วมประชุม ร่วมกันยื่นหนังสือ ภายหลังจากปิดประชุมหวั่นเกรงบานปลาย โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ กรรมาธิการฯ พรรคประชาชน ที่เชิญมารับเรื่องดังกล่าวไว้และจะนำไปบรรจุเป็นวาระเข้าที่ประชุมกรรมาธิการฯให้ทันสมัยปิดประชุมวันที่10เมษายน2568

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนางอัมพร ฟองคำ ชาวบ้านชุมชนห้วยปลากั้งที่มาประชุมว่าได้รับความเดือนร้อน เนื่องจาก มีหมายศาลส่งถึงหน้าบ้านระบุที่อยู่เลขที่บ้าน เดียวกันของผู้ถูกฟ้องคดี แต่บ้านที่ส่งเอกสาร ไม่ใช่คู่กรณีผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด จึงเดือดร้อนต้องวิ่งไปติดต่อศาล เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย อันเป็นส่วนหนึ่งของการออกเลขที่บ้านซ้ำซ้อนหรือไม่ ? โดยเรื่องดังกล่าวผู้สื่อข่าวจะได้ติดตามกับสำนักทะเบียนราษฎร์ที่ออกเอกสารทะเบียนบ้านต่อไป .

ทีมข่าวเชียงราย รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวเป็นตัวละครอย่างคับคั่งและน่ารักกับซีรี่ส์ละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม

เปิดตัวผู้จัดละครใหม่ป้ายแดง ผู้อำนวยการสร้าง ซีรี่ส์ละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม
คุณพิ้งค์ ณัฐกัญภรณ์ ธนันพัฒนวงษ์แถลงข่าวเป็นตัวละครอย่างคับคั่งและน่ารักกับซีรี่ส์ละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568เวลา 13.00 น.-16.00 น.
สถานีโทรทัศน์ MV TV ( สายไหม73 )ซีรี่ส์ละครเรื่องแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม
ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้จัดละครป้ายแดงเรื่องแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนมผู้อำนวยการสร้างคุณณัฐกัญภรณ์ ธนันพัฒนวงษ์ (พิ้งค์)เตรียมเปิดกล้องและออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ MV TVสถานีโทรทัศน์ BOOM ANIMEโดย ได้ผู้ควบคุมการผลิตละครโทรทัศน์ ผู้กำกับการแสดงคุณ ฮ.นกเอี้ยงตาโตเกตน์ศิรณี บุญมาสนับสนุน เป็นเบื้องหลังของการผลิตซีรี่ส์ละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนมในเรื่องนี้…

โดยในงานแถลงมีการรับชมการโชว์การร้องเพลงประกอบละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนมและเปิดตัวผู้จัดละครป้ายแดงผู้อำนวยการสร้าง ละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม
คุณณัฐกัญภรณ์ ธนันพัฒน์วงษ์ ( คุณพิ้งค์)นายอฑิวัฒน์ แปลงนาม (กล์อฟ)
รองผู้อำนวยการสร้างละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม ทั้งนี้ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพระเอก และ นักแสดงในสังกัดตนมาร่วมแสดงในละคนด้วย นำโดย.ดร.วโรดม ศิริสุข (ชายแฮ็คส์) ผู้อำนวยการสร้างละครเรื่องลอยแก้ว/ คุณไก่ ปิฏษฏา ทรงกรด / คุณชัย ศุภชัย / นักแสดงรับเชิญเล้ง ณัฐพล นิลดอนหวาย -แสตมป์ พรวศิน เรืองนุกูล พระเอกละครเรื่องลอยแก้ว / น้องโจ้ ธนากร เสียงเพลิน พระเอก ภาพยนตร์เรื่องลับแลคำชะโนด – ภาพยนตร์เรื่องราชินีปลาร้า

พร้อมด้วยกลุ่มนักแสดงเด็กเรื่องแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนมน้องอิชิตัน ( พระเอก) / น้องแก้มใส ( นางเอก) / น้องเนม ( รองพระเอก )/ น้องแป้งหอม ( รองนางเอก)/น้องโฟกัส (นางร้าย)/น้องแพรรี่( นางร้าย) ตามมาด้วยนักแสดง น้องรีวิว/น้องเปียโน/น้องอลิซ/น้องแล้วแต่/น้องพรีเซ้นต์/น้องแก้ม ฉัตรแก้ว / น้องซูกัส….นักแสดงรับเชิญ วิลลี่ ผีก้าบก้าบ / ครีมมี่ปรารถนา มีวิชา / คุณวิ วิจิตรา ศิริศรี มังกร / คุณนุช ภัทร์ธระชาดา พิริยะเมทาวี / คุณไม้ อัมพร ขวัญยืนคง / คุณติ๊ก สุนทรี คำจุลลา / คุณโอ กิตติศักดิ์ ภูชาคำ / คุณโดโด้ ดำรงพล ลามกร /คุณวาสนา พรหมบุตร/ คุณถนอมทรัพย์ พงศ์วารินทร์ และ กลุ่มนักแสดงซุปเปอร์ฮีโร่

ทางทั้งผู้กำกับ คุณ ฮ.นกเอี้ยงตาโต ได้พาน้องๆนักแสดงแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนมเข้าเยี่ยมชม สตูดิโอ การบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ของสถานีโทรทัศน์ MV TV
คุณพิ้งค์ กล่าวว่า” ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองเด็กๆทุกท่าน ที่เชื่อใจ มั่นใจ และมอบโอกาสดีๆ ให้พิ้งค์ ได้เป็นผู้จัดละคร ในครั้งนี้ ตัวพิ้งค์ก็จะทำให้ดีที่สุด
คะ ซีรี่ส์ละครแก๊งส์ซ่าฟันน้ำนมจะผลิตขึ้นมา 4 EP. ก่อน โดยเริ่มจากตอนโตขึ้นอยากเป็นอะไร, ตอนความรักที่เบิกบาน / ตอนล่าหลอกผี/ ตอนย้อนอดีต ละครแก็งซ่าส์ฟันน้ำนมจะผลิตละครออกมา ตอนละ 25 นาที ยังไงฝากติดตามรับชม
ละครส่งเสริมเด็กและเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆ ของละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนมด้วยนะคะ”สนใจติดต่อ อยากมาเป็นส่วนหนึ่งด้านการแสดงในซีรี่ส์ละครแก๊งซ่าส์ฟันน้ำนม สามารถติดต่อ คุณพิ้งค์
โทร..0889784453

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /ตร.สภ.ชานุมาน จ.อำนาเจริญ จับยาบ้า400000เม็ด ชาวลาว 1 คน ชื่อท้าวน้อย

เมื่อเวลา8.00น วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 สถานีตำรวจภูธรชนุมาน โดยคำสั่งพล.ต.ท.วัฒนา​ ยี่จินผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้มอบนโยบาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลกำชับเน้นย้ำกวดล้างยาเสพติดในพื้นที่ อย่างเด็ดขาดได้สั่งการมอบหมายให้พล.ต.ต.นิพล​ บุญเกิดผู้บังคับ
การตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และสั่งการให้ พ.ต.อโชตินรินทร์​ สุภาวรัตม์ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชานุมาน พร้อมกับตำรวจทุกนายได้กวดขันกรวดล้างยาเสพติดและ อาชญากรรมของผิดกฎหมายทุกชนิดในพื้นที่จนทราบว่า​ เมื่อเวลา8.00นสายข่าวรายงานมาว่าอในพื้นที่จะมีขบวนการขนย้ายยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านมายังในราชอาณาจักรไทย บริเวณอำเภอชานุมานเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงชายแดนอำเภอชุมสายสืบทราบว่า จะมีการขนยาเสพติดในเวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ได้ซุ่มอยู่ตลอดทั้งคืนจนสว่างและยามเช้าจึงเห็นชาย 1 คนได้แบกกระสอบสีเขียวๆ

ขึ้นจากตลิ่งน้ำโขง ขึ้นมายังป่าล่ะเมาะในเขตอำเภอชานุมาน เจ้าหน้าที่ก็ได้ ติดตามไม่ได้คาดสายไม่กระพริบตา เห็นชายดังกล่าวแบกกระสอบเข้าไปป่าละเมาะ แน่ใจละว่าเป็นของผิดกฎหมายเจ้าหน้าจึงจึงได้แสดงตนแสดงสิทธิ์ตรวจค้น จับกุมตอนแรกฮึดฟัดเหวี่ยงต่อสู้ กับเจ้าหน้าที่แต่สู้เจ้าหน้าที่ไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่มีความชำนาญตวรจพบว่าในกระสอบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 อย่างร้ายแรง ตรวจนับจำนวน 400,000 เม็ด และได้สอบถามชาวลาว ชื่อท้าวน้อยไม่ทราบนามสกุล จากการ สอบถามในเบื้องต้นว่าจะนำมาไว้ในป่าละเมาะและจะมีพ่อค้ายาเสพติด อยู่ในประเทศไทย มารับช่วง ต่อไป แต่ก็มาถูกจับก่อน ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงขยายผล

โดยมีการติดต่อกับใครบ้างในทางโทรศัพท์ จึงทราบแล้วว่า ขบวนการ พ่อค้ายาเสพติด ที่จะมารับยาเป็นใคร เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนสภ. ชานุมานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ด้านท่านผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 3 ยังได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอยู่เสมอว่า ก็จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตามแนวชายแดนได้ช่วยกัน ปราบปรามกวาดล้างพ่อค้ายาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้ชุมชนสังคมได้มีความสุขปราศจากสิ่งเสพติดทุกชนิดต่อไป
ภาพ/ข่าว​ ประวัติ​ นิธิเตชะยศสกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ปลัดอ.ภูสิงห์ ยิงวัยรุ่นค้ายาเสพติดเสียชีวิต 1 ราย จับผู้ต้องหาเสพยาเสพติดได้อีก 2 ราย

***ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีเหตุ ปลัดอำเภอภูสิงห์ ฝ่ายความมั่งคง ยิงปืนใส่กลุ่มต้องสงสัยที่มามั่วสมยาเสพติดที่คลองน้ำลำเจียก ตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีคนเสียชีวิต 1 ราย จับได้ผู้ต้องหาย 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้าอีกจำนวน 79 เม็ด ซึ่งญาติผู้ตายติดใจในการเสียชีวิต และมีข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุหรือไหม

***ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 68 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่บ้านผู้เสียชีวิตซึ่งอยู่บ้านนาค้อ หมู่ที่20 ตำบลปรือใหญ่ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ พอไปถึงพบชาวบ้าน และญาติๆผู้เสียชีวิตได้พากันมาช่วยจัดเตรียมสถานที่ กางเต็น เพื่อรอรับศพผู้เสียชีวิตที่จะมาในช่วงบ่ายวันนี้ โดย นายสุบิน คงสม อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่ หมู่ 20 ตำบลปรือใหญ่ เปิดเผยว่า ผู้ตาย ชื่อ นายถนัด หรือ แตน ลานตวน อายุ 26 ปี ซึ่งผู้ตายมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน แตน เป็นคนสุดท้อง และผู้ตายยังไม่มีครอบครัว โดยปกติผู้ตายประกอบอาชีพรับจ้างเก็บผลไม้ตามฤดูกาลที่ต่างจังหวัด ถ้าเสร็จฤดูกาลเก็บผลไม้ก็จะกลับมาอยู่ดูแลพ่อที่บ้าน ตามปกติผู้ตายจะชอบออกไปหาหนูนาเป็นประจำทุกวัน คืนวันเกิดเหตุผู้ตายออกไปหาหนูนา และมารู้ข่าวอีกทีว่าถูกยิงตายที่คลองส่งน้ำบ้านคลองลำเจียก เมื่อช่วงกลางดึก เวลาประมาณ 23:00 น. ของวัน ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เบื้องต้นญาติยังติดใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ปกครองทำว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่

***ต่อมาทางน้องชายและทางญาติๆผู้ตายได้พาผู้สื่อข่าวไปดูที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งที่เกิดเหตุเป็นกระท่อมกลางทุ่งนาใกล้กับคลองส่งน้ำ ตรงกระท่อมมีร่องรอยการต่อสู้ คลาบเลือด กระดาษฟอยล์ ไฟแช็ค อุปกรณ์การเสพยาตกเต็มไปทั่วบริเวณกระท่อม และมีร่องรอยเท้าเหยียบย่ำรอบกระท่อม มีรองเท้าหล่นอยู่ในพื้นที่หลายคู่ คาดว่าน่าจะเป็นของผู้ตาย และของกลุ่มเพื่อน

***ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ไปที่สถานีตำรวจภูธรปรือใหญ่ ได้พบ พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ ได้นั่งสอบสวน นายเกียงไกร สุดพาห์ ปลัดอำเภอภูสิงห์ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง (มือยิง) โดย พันตำรวจเอก ดนัย เปิดเผยว่า จากการได้สอบสวนและนั่งพูดคุย เบื่องต้นเหตุเกิดเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 20 ก.พ. 68 ผู้ตายมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด วันเกิดเหตุฝ่ายปกครองอำเภอภูสิงห์ขยายผล ว่ามีเบาะแสมาว่ามีกลุ่มวัยรุ่นมีการนัดส่งยาเสพติดและมั่วสุมยาเสพติดที่กระท่อมกลางนา ฝ่ายปกครองจึงเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ พร้อมกระจายกำลังสุ่มทั่วบริเวณ พบกลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มผู้ตายกำลังเดินทางมาส่งยาที่กระท่อมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ปกครองแสดงตัวเพื่อเข้าจับกุมแต่กลุ่มผู้ตายรวม 7 คน มีการต่อสู้ขัดขืน ในขณะนั้นมีเพียงปลัดผู้ก่อเหตุคนเดียวที่แสดงตัวเข้าจับกุม จังหวะที่ประชันหน้ากัน ปลัดเกรียงไกรจึงได้ใช่อาวุธปืนยิงสวนไปเพื่อป้องกันตัว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งข้อหากับ นายเกียงไกร สุดพาห์ ปลัดอำเภอภูสิงห์ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง ว่ายิงผู้อื่นถึงแกความตาย

***ด้าน นายเกียงไกร สุดพาห์ ปลัดอำเภอภูสิงห์ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยว่า ที่ทำลงไปเพื่อเป็นการป้องกันตัว เนื่องจากผู้ตายทำท่าคล้ายจะชักอาวุธออกมา ซึ่งตอนแรกตนยิงปืนขู่ไป 2 นัด ซึ่ง 1 ใน 2 นัด ไปถูกด้านหลังซ้ายของผู้ตาย 1 นัด จนเสียชีวิต

***ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้คุมตัว 2 ผู้ต้องหา ที่เป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้ตาย คือ นายศิวนนท์ ธรรมพร อายุ 25 ปี และ นายภานุพงศ์ กลอยยิ่ง อายุ 20 ปี มาสอบสวน ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ 2 ผู้ต้องหา โดยเล่าให้ฟัง ว่า ยาเสพติดที่เจอเป็นของผู้ตาย และตนก็ไม่ได้สนิทกับผู้ตายเท่าไร เพราะอยู่กันคนละหมู่บ้าน วันเกิดเหตุผู้ตายได้ขับรถจักรยานยนต์มาที่ร้านซ่อมรถของตนเพื่อมาชวนไปกินเหล้าที่คลองส่งน้ำลำเจียก ตนเลยขับรถไปที่คลองดังกล่าว และขับรถจักรยานยนต์เข้าไปเสพยาที่กระท่อมตรงจุดเกิดเหตุ โดยตนไม่มียาเสพติด แต่จะขอยืมยาเสพติดผู้ตายเสพ ซึ่งไม่รู้ว่ามีฝ่ายปกครองซุ้มรอจับกุมอยู่ พอเข้าไปกระท่อมได้ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้ามาจับกุมดังกล่า
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “ธี่หยด3” ขายดีตั้งแต่ยังไม่เปิดกล้อง!Sold Out วันแรกในงาน “EFM”

ความเคลื่อนไหวของภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” ผลงานการสร้างระหว่าง ช่อง 3 และ M STUDIO จากงาน European Film Market (EFM) 2025 ประเทศเยอรมันนี โดยคุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO ได้กล่าวว่า “ทาง M STUDIO ได้ทำการปิดการขายลิขสิทธิ์ภาพยตร์ ‘ธี่หยด3’ ให้กับทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ได้รับความสนใจตั้งแต่ภาพยนต์ยังไม่เปิดกล้อง และถือว่าเป็น

อีกก้าวสำคัญในการนำ Horror Movie Franchises ของไทยไปสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ภาพยนตร์ไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 670 ล้านคน อีกทั้งยังมีแฟนคลับในทุกประเทศที่ติตตามผลงานภาพยนตร์ไทยอย่างสม่ำเสมอ M STUDIO มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ภาพยนตร์ไทยให้มีคุณภาพระดับสากลและสามารถนำพา Soft Power ของไทยให้ประสบความสำเร็จในตลาดโลกอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน”

นอกจากเรื่อง “ธี่หยด3” แล้ว M STUDIO ยังมีภาพยนตร์เรื่อง “สุสานคนเป็น” ที่นำแสดงโดย นุ่น วรนุช ภิรมย์ภักดี และ “มือปืน” ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ พุฒิ พุฒิพงษ์ นาคทอง รวมทั้งอีกหลายโปรเจกต์ ที่ทาง M STUDIO นำไปขายในงานนี้ซึ่งได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีเช่นกัน “ธี่หยด3” นำแสดงโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ ซึ่งเรื่องราวในภาคนี้ ยักษ์ ต้องหาทางไปช่วย ยี่ น้องสาวคนเล็กสุดที่ถูกลักพาตัวไป กำกับภาพยนตร์โดย แป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์

ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้มาตั้งแต่แรก นอกจาก “ธี่หยด” และ “ธี่หยด2” แล้วยังเป็นผู้อำนวยการสร้างของ ภาพยนตร์ “ทองสุก 13” ละคร เพลิงนาคา, พิภพหิมพานต์, ภูติแม่น้ำโขง และเพิ่งลาจอช่อง 3 ไปล่าสุดกับ นางนาคพระโขนง โดยภาพยนตร์ “ธี่หยด3” วางกำหนดฉายไว้วันที่ 8 ตุลาคมปีนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ประชาสัมพันธ์
ปฐมทัศน์ โป้ง (พีอาร์ เอ็มสตูดิโอ) 089-826-6363
รสรินทร์ กวาง 084-294-9924

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รมว.ทส. เปิด “บ้านเขียว” คืนชีวิตอาคาร 120 ปี สู่ศูนย์เรียนรู้การป่าไม้จ.แพร่ / @สถานีตำรวจภูธรปาย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

💦รัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ “บ้านเขียว” แหล่งศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การป่าไม้

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ “บ้านเขียว” อาคารประวัติศาสตร์อายุ 120 ปี ภายใต้ชื่องาน “ฟื้นบ้านเขียว สู่อ้อมกอดชาวแพร่” โดยมีนายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานราชการ และประชาชนร่วมงาน ภายในงานมีการจัดกิจกรรมสำรวจธรรมชาติและเรียนรู้ประวัติศาสตร์การป่าไม้ไทย

สำรวจพรรณไม้หายาก เรียนรู้เรื่องราวป่าไม้ล้านนา และการแสดงดนตรีในสวน นอกจากนี้ยังมี “กาดฮิมยม” ตลาดนัดวินเทจริมน้ำยม ที่รวบรวมงานศิลปะ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนการบูรณะ

สำหรับ “บ้านเขียว” เป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเป็นที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ของกรมป่าไม้สยาม โดดเด่น

ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลผสมภูมิปัญญาท้องถิ่น ตัวอาคารเคยผ่านการใช้งานและพัฒนาในหลายยุค ก่อนจะถูกรื้อถอนในปี 2563 และได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถันโดยกรมศิลปากรและสมาคมสถาปนิกสยามฯ

เป็นเวลากว่า 2 ปี เพื่อคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมให้มากที่สุด และเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2567 ต่อมาภาคประชาชนได้เสนอให้อาคารหลังนี้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การป่าไม้ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา

ตลอดจนประชาชนทั่วไป สร้างจิตสำนึกร่วมกันเป็นพลังในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ภายใต้ชื่อศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่…สมจิตรแสงบันลังค์ ทีมข่าวบกรายงาน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 13.30 น.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน , พล.ต.ต.ทรงกริช ออนตะไคร้ ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน , นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน , นายผะอบ บินสะอาด ปลัดจังหวัดแม่ฮ่องสอน , นายณพล พาหุมันโต นายอำเภอปาย , พ.ต.อ.สำเร็จ สามสีทอง ผกก.สภ.ปาย , พ.ต.ท.วีรภัทร คำลาพิชรอง.ผกก.สภ.ปาย

 ร่วมประชุมติดตามผลการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอปาย เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ ณ ห้องประชุมอำเภอปาย ชั้น 2 หัวข้อที่ประชุมมีดังนี้ 
 1. เรื่องการประกอบอาชีพของชาวต่างชาติ เช่น เปิดร้านสัก เล่นดนตรี ขายของในตลาดถนนคนเดิน
 2. เรื่องการสันทนาการ เช่น ร้านจำหน่ายกัญชา ร้านบริการต่างๆ 
 3. เรื่องการกวดขันวินัยจราจรของชาวต่างชาติ
 4. เรื่องการแต่งกายไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติหลังกิจกรรมล่องห่วงยาง
 5. เรื่องสถานประกอบการและสถานบริการต่างๆ
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมได้มีประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสื่อโซเชียลที่มีการเผยเเพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เกินจริง มารอยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มตัวเเทนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสื่อโซเซียลเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลฯ โดยกลุ่มตัวเเทนประชาชนขอให้หน่วยงานราชการในจังหวัดแม่ฮ่องสอนดำเนินการตรวจสอบ และดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มบุคคลที่นำข้อมูลเป็นเท็จลงสื่อโซเชียลสร้างความเสียหายให้กับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน .

สมจิตรแสงบันลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิว์ / ทส. เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ ส่งเสริมอาชีพ ปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวจ.น่าน ป้องกันอุทกภัยดินโคลนถล่ม

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 14.00 น. ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางไปยังวิทยาลัยสงฆ์น่านนคร อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 เพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนชาวจังหวัดน่านได้อยู่อาศัยทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้บริหารกรมป่าไม้ เข้าร่วมงาน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เล็งเห็นปัญหาของพี่น้องประชาชนพร้อมทั้งได้มอบหมายให้หน่วยงานเร่งดำเนินการโดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด ตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้กับประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ

สนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวันนี้กรมป่าไม้ได้อนุมัติพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 ทั้ง 15 อำเภอ ในจังหวัดน่าน เนื้อที่ 968,344 ไร่ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จำนวน 46,558 ราย ให้ได้อยู่อาศัยทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีตัวแทนมารับมอบสมุดประจำตัว จำนวน 1,000 ราย นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้อยู่อาศัยทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วหน่วยงานต่างๆ ก็สามารถเข้าไปพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ พี่น้องประชาชนจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาจังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าลดลงทุกปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้มีคำสั่งเรื่องการบริหารพื้นที่รูปแบบพิเศษเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดน่าน หรือ โครงการน่านแซนด์บอกซ์

ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานภาครัฐ และนายบัณฑูร ล่ำซำ เป็นประธานภาคเอกชน คณะกรรมการน่านแซนด์บอกซ์ได้สนับสนุนการสำรวจแปลงที่ดินของราษฎรในจังหวัดน่านที่ทำกินในเขตป่าทั้งจังหวัด

นอกจากนี้คณะกรรมการน่านแซนบอกซ์โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ ยังได้สนับสนุนจัดทำโปรแกรมพิมพ์สมุดประจำตัวมอบให้กรมป่าไม้เพื่อใช้จัดทำสมุดประจำตัวให้แก่ราษฎรทั้งประเทศ โดยจังหวัดน่านมีราษฎรถือครองทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 150,340 ราย เนื้อที่ 1,559,320 ไร่ และกรมป่าไม้ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเร่งรัดจัดทำสมุดประจำตัวมอบให้แก่ราษฎรทุกราย นอกจากนี้กรมป่าไม้ยังได้จัดทำระบบ “สมุดประจำตัวดิจิทัล” ในระหว่างรอเล่มสมุดประจำตัว ราษฎรสามารถเข้าไปตรวจสอบรายชื่อและแสดงสมุดประจำตัวผ่านโทรศัพท์มือถือได้

นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากมอบสมุดประจำตัวให้ราษฎรในจังหวัดน่านได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ยังส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ โดยในพื้นที่จังหวัดน่านดังกล่าวกรมป่าไม้ได้อนุมัติโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคให้มีการปรับปรุงถนน 28 โครงการ พัฒนาระบบไฟฟ้า 4 โครงการ และพัฒนาแหล่งน้ำ 11 โครงการ

เพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้จังหวัดน่านยังได้เข้าไปสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ราษฎร ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน โครงการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ตามพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้แนวทาง “ทำให้ ทำร่วม ทำเอง” “ทำให้” คือการทำแปลงสาธิตตัวอย่างให้ราษฎรได้ศึกษาเรียนรู้ “ทำร่วม” คือมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกับราษฎร และ “ทำเอง” คือการขยายผลให้ราษฎรสามารถทำได้ด้วยตนเอง

“จังหวัดน่านถือเป็นแบบอย่างการทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะช่วยป้องกันอุทกภัยดินโคลนถล่มได้ในอนาคต ราษฎรมีอาชีพที่มั่นคงสามารถอยู่ร่วมกันกับป่าได้อย่างยั่งยืน” นายสุรชัยกล่าว และในวันเดียวกันนี้ที่สนามบินน่านนคร นายสว่างเปรมประสิทธิ์ นายก อบต.สะเนียน นายบุญยงค์ สดสอาด

นายเรืองเดช จอมเมือง นางจรวยพร อินสาคำ อดีตผู้สมัคร ส.ส.น่านพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งสามเขต นายรัฐภูมิ ขันสลี ผู้แทนเกษตร 17 จังหวัดภาคเหนือ นายกอบต.ภูฟ้าและคณะจากอำเภอปัวได้ให้การต้อนรับท่านรัฐมนตรีและมอบกระเช้าเพื่อเป็นการขอบคุณดร.เฉลิม ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

ทอดผ้าป่าสามัคคี 9 วัด ในวันเดียวกันอ.สามโก้ จ.อ่างทอง 9 กพ. 2568 และ แจกทุนการศึกษา โรงพยาบาลตำบล

รายการ.วิธีธรรม วิธีไทย ทาง ช่อง5 HD เทปนี้ ออกอากาศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 06.00-06-30 น. ในงาน.ทำบุญ 9 วัด ในวันเดียวกัน อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 08.30 – 15.30 น.และแจกทุนการศึกษา โรงพยาบาลตำบล โดย.สมาคมชาวอ่างทอง ร่วมกับ ดร.ฉวีวรรณ คำพา เป็นประธาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ผวจ.ศรีสะเกษ แถลงข่าว.จัดงาน “มหกรรมโคเนื้อดีศรีสะเกษ” เพื่อเชื่อมโยงตลาดโคเนื้อ สร้างแบรนด์เนื้อโคคุณภาพสูง และพัฒนาสู่ตลาดพรี่เมี่ยม

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.00 – 19.30 น. ณ สวนสาธารณะลาดออดหลอด อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
วันนี้ เวลา 17.00 น. จังหวัดศรีสะเกษ โดย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับหอการค้าจังหวัด ศรีสะเกษและYECศรีสะเกษ จัดงานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ” ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2568 ณ สวนสาธารณะลานออดหลอด อนุสรณ์ 238 ปี จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในงานแถลงข่าวจัดการเสวนาพูดคุยในหัวข้อ การเชื่อมโยงตลาดและโอกาสของโคเนื้อ ศรีสะเกษ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่จังหวัดศรีสะเกษกำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์เนื้อโคคณภาพสูง และพัฒนาสู่
ตลาดพรี่เมี่ยม ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรผู้เลี้ยงทั้งหมด 139,623 ราย โดยมีการเลี้ยงโคเนื้อมากที่สุด 41.9%ของเกษตรกรทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นโคเนื้อทั้งจังหวัดถึง 511,213 ตัว จากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อทั้งหมด 105,500 ราย

****นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงศักยภาพของศรีสะเกษในอุตสาหกรรม โคเนื้อ ศรีสะเกษเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ มี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวนมาก และเริ่มมีการ พัฒนาโคขนเพื่อเข้าสู่ตลาดโคเนื้อคุณภาพสูง ปัจจุบันจังหวัดมึนโยบายผลักดันให้ โคเนื้อเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตร มูลค่าสูง เรากำลังพัฒนาเครือข่ายเกษตรตรกร ให้สามารถผลิตโคเนื้อคณภาพสูงตรงตามมาตรฐานฟาร์ม ที่มีระบบ การเลี้ยงสัตว์และการป้องกันโรคที่เหมาะสม และฟาร์มปลอดสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นมาตรฐานฟาร์มด้านปศสัตว์ และการรับรองมาตรฐานอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่า โคเนื้อศรีสะเกษมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนของการผลิต และสิ่งที่เราต้องเร่งดำเนินการคือ การสร้างอัตลักษณ์ของเนื้อโคศรีสะเกษให้ชัดเจน เช่น สายพันธุ์ที่ใช้ วิธีการเลี้ยง และมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ตลาดรับรู้ว่า “เนื้อโคศรีสะเกษ” มีคุณภาพดี และมีจุดเด่นที่แตกต่างจากที่อื่น”ศรีสะเกษ” มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางโคเนื้อคุณภาพของภาคอีสาน เราสามารถสร้างโคขุนที่มีคณภาพเพื่อเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และยังมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากเราสามารถ สร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรผู้แปรรูป และผู้ค้าปลึกได้อย่างแข็งแกร่ง เราจะสามามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับชมชน และนี่คือเหตุผลที่เราจัดงาน “มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ 2568” งานนี้ไม่เพียงแต่ เป็นการจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการขยายตลาด เปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ได้ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อของศรีสะเกษ

*****นายนัทเวโรจน์ บูชาพัฒน์ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ
ปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ เรากำลังดำเนินโครงการ “ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อแบบครบวงจร” ซึ่งมุ่งมัน 3ด้านหลัก ได้แก่

การปรับปรุงสายพันธุ์ – นำโคพันธุ์ดี เช่น วากิวลูกผสม ชาโรเลส์ แองกัส มาปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะ กับสภาพแวดล้อมของศรีสะเกษ แต่มีอัตราการแลกเนื้อที่ดีและมีคุณภาพเนื้อที่ตลาดต้องการ

การพัฒนาระบบการเลี้ยง – ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้อาหารสัตว์ลดต้นทุน และอาหารหยาบคุณภาพดี ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของเนื้อ และลดต้นทุนการผลิต

การสร้างมาตรฐานการผลิต – พัฒนาฟาร์มโคขุนให้ได้มาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการเลี้ยงสัตว์และ ป้องกันโรคที่เหมาะสม และฟาร์มปลอดสารเร่งเนื้อแดง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโคเนื้อคุณภาพสูงปัจจุบัน ตลาดโคเนื้อไทยมีการเติบโตสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผู้บริโภคหันมาสนใจ เนื้อโคคุณภาพสูง เช่น โคขุน โคเนื้อพรีเมียม มากขึ้น ขณะเดียวกัน จีน เวียดนาม และประเทศในตะวันออกกลางมีความต้องการ นำเข้าโคเนื้อจำนวนมาก นอกจากนี้ ตลาดเนื้อแปรรูป เช่น เนื้อดรายเอจและเนื้อเกรดพิเศษ ก็กำลังเติบโต สำหรับเกษตรกร ต้องปรับตัวสู่การเลียงโคเนื้อคณภาพสูง ใช้สายพันธ์ที่เหมาะสม มีมาตรฐานการเลียง และให้ ความสำคัญกับการตลาดมากขึ้น

****นายจำนงค์ จังอินทร์ ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ กล่าวถึงการพัฒนาสายพันธ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด ว่าการเลียงโคแบบเดิมที่เราเคยทำ อาจไม่ตอบโจทย์ตลาดปัจจจุบันแล้ว เพราะผู้บริโภคคต้องการเนื้อที่มี ไขมัน แทรกนุ่ม หอม และคุณภาพสูง ดังนั้น เกษตรกรต้อง พัฒนาโคขุนให้ตรงกับความต้องการของตลาดเช่น การ ใช้โคสายพันธ์ลูกผสมที่ให้เนื้อคุณภาพดี และต้อง เรียนรู้การให้อาหารขุนที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี ที่สุด ตอนนี้ตลาดต้องการ เนื้อโคที่มีสักษณะเฉพาะ เช่น ไขมันแทรกดี (Marbling) นุ่ม และมีกลิ่นหอมซึ่ง จะต้องมาจากฟาร์มโคขนที่ได้มาตรฐาน ถ้าเราทำให้เนื้อโคศรีสะเกษ มีเอกลักษณ์ชัดเจนและตรงกับความต้องการของตลาด เราก็สามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ เกษตรกรก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม โดยต้องควบคูไป กับการพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงและมาตรฐานฟาร์มด้วย

*****นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่าการสร้างตลาดและการเชื่อมโยงเครือข่ายธรกิจ ในการตลาดระดับพรีเมียม จังหวัดศรีสะเกษมีโอกาสมีสูงมาก เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการเนื้อที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และชูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมซึ่งเนื้อของศรีสะเกษสามารถตอบโจทย์ได้ แต่สิ่งที่ต้องพัฒนา เพิ่มเติมคือ สร้างแบรนด์เนื้อโคของศรีสะเกษให้เป็นที่รู้จัก ให้เหมือนกับเนื้อโคขนโพนยางคำ หรือเนื้อวากิว เราควรมีตราสินค้าประจำจังหวัด (Provincial Brand)
เพื่อทำให้โคเนื้อของเรามีจดเด่นที่ชัดเจน สิ่งที่สำคัญ คือ เกษตรกรต้องเรียนรู้เรื่องมาตรฐาน เช่น GFM หรือฟาร์ม ปลอดสารเร่งเนื้อแดง เพื่อเพิ่มมูลค่า และควรมี ช่องทางขายที่ชัดเจน เช่น การทำตลาดออนไลน์ หรือส่งตรงถึง
ผู้บริโภค

*****ด้านนายมรุตพงศ์ รจนา ผู้จัดการ สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) กล่าวถึงแนวทางในการ รับซื้อโคขุน และสถามการณ์ต้าน โคขุนพรีเมือมของจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน”มหกรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ” งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เกิดจากความร่วมมือขอของทุกภาคส่วน เพื่อประชาสัมพันธ์เนื้อโคศรีสะเกษ สู่ตลาดพรีเมืยมระดับประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ผ่านกิจกรรม Business Matchin ยกระดับคุณภาพ โคเนื้อ ด้วยความรู้จากผู้เชียวชาญและ Workshop รวมถึงสร้างความตื่นตัวในตลาดผู้บริโภค ผ่านกิจกรรม Chef’s Table Fine Dining โดยเซฟปอนด์ มาสเตอร์เชพไทยแลนด์ ที่จะมารังสรรค์เมนูสุดพิเศษจาก เนื้อโคศรีสะเกษ ในพิธีเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้นอกจากนี้ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินยอดนิยม เน็ค นฤพล กิจกรรมโชว์ทำอาหาร (Show Cooking) เรียนรู้เทคนิค ปรุงเนื้อระดับพรีเมียม เวิร์กช็อปแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อและเครื่องหนัง

กิจกรรม BusinessMatching & Show Case กิจกรรมที่น่าสนใจอัดแน่นแน่นตลอดทั้ง 3 วัน ซึ่งการจัดงานมหกรรมโคเนื้อและดีเนื้อศรีสะเกษ 2568 เกิดขึ้นจากเราได้เห็นถึงศักยภาพของโคเนื้อศรีสะเกษ ทั้งจากมุมมองของภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าตลาดโคเนื้อยัง มีโอกาสเติบโตสูง และศรีสะเกษเองมีจุดแข็งที่สามารถผลักดันให้เป็น แหล่งผลิตโคเนื้อคุณภาพระดับ พรีเมียมของประเทศได้ สิ่งสำคัญคือ การสร้างมาตรฐาน การทำตลาด และการสร้างแบรนด์โคเนื้อศรีสะเกษ ให้แข็งแกร่งขึ้นจัดโดย จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานปศสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษและYECศรีสะเกษ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ Facebook : มกหรรมโคเนื้อและเนื้อดีศรีสะเกษ

ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

    สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอแม่สาย นายกกิ่งกาชาด อ.แม่สาย ได้เป็นประธาน เปิดกิจกรรมโครงการ“อำเภอยิ้ม…เคลื่อนที่”

    //// วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2568) เวลา 09.00 น. #นายวรายุทธ #ค่อมบุญ“อำเภอยิ้ม…เคลื่อนที่” อำเภอแม่สายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๘ ประจำ
    เดือนกุมภาพันธ์พร้อมทั้งร่วมกิจกรรม ดังนี้
    1. ร่วมกับคณะกิ่งกาชาด อ.แม่สาย และชมรมแม่บ้านมหาดไทย
    ออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงพร้อมมอบถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือจำนวน
    5 ราย (หมู่ 1 และ หมู่ 5 ตำบลบ้านด้าย อ.แม่สาย)
    มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนโรงเรียนบ้านเทพกาญจนา จำนวน 6 ทุน
    2. ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน เปิดให้
    บริการแก่ประชาชน โดยในส่วนของอำเภอแม่สายได้จัดซุ้มเคลื่อนที่ให้บริการ
    ของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ และบริการประชาสัมพันธ์ และสมัครแอพพลิเคชั่น
    ThaiD
    3. ร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์หยุดเผา และลดฝุ่น PM 2.5 ร่วมกับกลุ่มงาน
    ความมั่นคงอำเภอแม่สาย สาธารณสุขอำเภอแม่สาย และหัวหน้าส่วนราชการ…

    สมจิตรแสงบัลลังก์ทีมข่าวภาคเหนือรายงาน

    สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง