สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ลพบุรี จัดพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรโครงการ D.A.R.E. โรงเรียนโคกสำโรง

วันพุธ ที่ 17 กันยายน 256 เวลา 09.00-11.00 น. ณ โรงเรียนโคกสำโรง นางกิติพร แตงชุ่ม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง ประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บันฑิต ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง คณะ กต.ตร. เดินทางร่วมพิธีฯ ตามที่ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง โรงเรียนโคกสำโรง โรงเรียนจารึกล้อมวิทยา โรงเรียนวัดรัตนาราม และโรงเรียนวัดหนองพิมาน
โครงการ การศึกษาเพื่อต่อด้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน (D.A.R.E.ประเทศไทย) ภาคการศึกษา
ที่ 1 ปีการศึกษา 2568

มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและทักษะที่จำเป็นแก่เด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาให้สามารถใช้ชีวิตโดยปราศจาก ยาเสพติด ความรุนแรง และสร้างสัมพันธภาพที่ดี
ระหว่างตำรวจ เด็กนักเรียน ครู บิดา มารดา และสมาชิกในชุมชนโดยเน้นการให้ข้อมูลที่เที่ยงตรงเกี่ยวกับยาเสพติด บุหรี่ สุรา กัญชาระเหย ยาบ้าสอนให้เด็กเกิดทักษะในการตัดสินใจแสดงให้เห็นถึงวิธีการหลีกเลี่ยง การกดดันของกลุ่มเพื่อนร่วมวัยเสนอพาะเลือกอื่นๆ ให้กับเด็ก

นอกหนือจาการใช้ยาเสพติด และความรุนแรง และบัดนี้การดำเนินการตามโครงการ มีนักเรียนที่ผ่านการอบรม จำนวน 92 คนโครงการแดร์ (DA.R.E.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก องค์การบริหารส่วนตำบลโคกสำโรง คณะวิทยากรจากสถานีตำรวจภูจภูธรโคกสำโรง ชุดชุมชนสัมพันธ์ ความร่วมมือจากโรงเรียนโคกสำโรงโรงเรียนจารึกล้อมวิทยา โรงเรียนวัดรัตนาราม และโรงเรียนวัดหนองพิมาน ได้รับการตอบสบสนองด้วยดีจากนักเรียน และคณะครูในโรงเรียน ตลอดจนผู้ปกครองของนักเรียน การสอนตามโครงการได้เสร็จสิ้นแล้ว และ

เพื่อเป็นการแสดงความห่วงใยจากผู้ใหญ่ในสังคม
ที่ประสงค์ให้ลูกหลานหลีกเลี้ยงจากยาเสพติด และให้นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการได้ตระหนักถึงคุณค่า ของตนเอง จึงจัดให้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรแดร์ (D.A.R.E.) ให้กับนักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต่อไป

สนอง แท่นสูงเนินผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจบึงกาฬทลายแก๊งค้ายา ยึดยาบ้า 8 แสนเม็ด ผู้ต้องหาพยายามหนีแต่ไม่รอด

วันที่ (17 กันยายน 68) ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรปากคาด ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ทหาร และฝ่ายปกครอง ได้สนธิกำลังเข้าติดตามขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ หลังสืบทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากผ่านพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยมีพ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พ.ต.อ.ศิวัช วรคุตตานนท์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปากคาด นายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี อส.จ.บึงกาฬ และฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว

โดยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทหาร ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย(พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ-นครพนม) ได้เข้ามาพบ ร.ต.อ.ชัยธวัช ชมภูราช รอง สว.สส.สภ.ปากคาด เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หมายเลข 6706561 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากคาด ที่ สภ.ปากคาด แจ้งว่า ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าว(สายลับขอปิดนาม) ว่าช่วงตั้งแต่วันที่ 13-15 กันยายน 2568 จะมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากฝั่ง สปป.ลาว เข้าสู่จังหวัดตอนในของประเทศไทย ในพื้นที่ตามแนวชายแดนระหว่าง ต.นากั้ง อ.ปากคาด ไปจนถึง ต.ไคสี อ.เมือง จ.บึงกาฬ ประมาณ 9-10 กระสอบ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติดชนิดใด โดยจะใช้พื้นที่ อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ หรือ อ.เมือง จ.บึงกาฬ เป็นเส้นทางที่ใช้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จึงนำเรียนผู้บังคับบัญชาทราบ
จากนั้น พ.ต.อ.ศิวัช วรคุตตานนท์ ผกก.สภ.ปากคาด จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.ชัยธวัช ชมภูราช รอง สว.สส.สภ.ปากคาด

พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากคาด บูรณาการสนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทหาร ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย(พื้นที่จังหวัดบึงกาฬ-นครพนม) เจ้าหน้าที่ทหาร มว.สกัดกั้นที่ 2 กกล.สุรศักดิ์มนตรี เจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.บึงกาฬ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ จ.บึงกาฬ ร่วมกันประชุมวางแผนเพื่อติดตาม สังเกตการณ์ และวางกำลังเจ้าหน้าที่ตามจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังต่างๆ คาดว่ารถทั้ง 2 คัน จะวิ่งผ่าน จากนั้นเวลา 22.33 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบ รถยนต์ ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น Yaris สีดำ หมายเลขทะเบียน กย 1715 สกลนคร ขับขี่ผ่านกล้อง LCP ด่านตรวจ/จุดตรวจ 4_บก_ปากคาด ฝั่งขาเข้า เจ้าหน้าที่จึงน่าเชื่อและยืนยันได้ว่า รถเป้าหมายที่จะมาลักลอบลำเลียงยาเสพติดอยู่ในพื้นที่ทั้ง 2 คัน เจ้าหน้าที่จึงเข้าจุดซุ่มสังเกตุการณ์ตามจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังตามเส้นทางต่างๆ โดยใช้รถยนต์ในการวางตัวสังเกตการณ์ โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 9 ชุด ใช้รถยนต์จำนวน 9 คัน

กระทั่งกลางดึกวันที่ 13 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้า 7 กระสอบ รวมประมาณ 2,590,000 เม็ด บริเวณบ้านไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ขยายผลและติดตามรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน คือ NISSAN อัลเมร่า สีเทา ทะเบียน กจ 9247 ร้อยเอ็ด และ TOYOTA Yaris สีดำ ทะเบียน กย 1715 สกลนคร ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในการลำเลียงและนำขบวนการปฏิบัติการนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย คือ นายธนะเมศฐ์(สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี น.ส.วัชราภรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี นายสาธิต(สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี และนายสุเมธี (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พร้อมตรวจยึดของกลางยาบ้าเพิ่มอีก 3 กระสอบ ที่ซุกซ่อนภายในรถยนต์อัลเมร่า รวมของกลางทั้งหมดเกือบ 3 ล้านเม็ด ผลตรวจปัสสาวะพบว่า ผู้ต้องหาส่วนใหญ่มีสารเสพติดในร่างกาย ยกเว้นนายสุเมธี (สงวนนามสกุล) ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ทำการตรวจยึดรถยนต์และยาเสพติดพร้อมวัตถุพยานไว้เป็นหลักฐาน ในข้อหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า อันก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมจัดทำบันทึกตรวจยึด จากนั้นนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เหล่าหลวง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการสกัดกั้นเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดรายสำคัญตามแนวชายแดนไทย-ลาว จังหวัดบึงกาฬ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สยามคูโบต้า จับมือ กรมพัฒนาที่ดิน ปักหมุด “ศรีสะเกษ” ดัน “โครงการส่งเสริมการจัดการน้ำโดยใช้รถขุดคูโบต้า” รับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่เกษตร สร้างความรู้ให้กับเกษตรกร

***ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายเครือคูโบต้าเลาเจริญ นายณัฐวุฒิ ขจรจรัสกุล ประธานกรรมการเครือคูโบต้าเลาเจริญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการจัดการน้ำโดยใช้รถขุดคูโบต้า” รับมือวิกฤตน้ำในพื้นที่เกษตร ซึ่งโครงการดังกล่าว

กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยเร่งแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่การเกษตร ซึ่งภายในงานมีการจัดเสวนาให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์โดยกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ

ทั้งด้านการบริหารจัดการดินและน้ำในแปลงเกษตร เทคนิคการใช้งานรถขุดคูโบต้าจากผู้ใช้งานรถขุดตัวจริง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำโดยเกษตรอินโน และการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม Zoning by Agri-Map เพื่อวางแผนการทำเกษตรโดยบูรณาการ ดิน น้ำ และพืช พร้อมชวนเกษตรกรที่สนใจ

ลงทะเบียนลุ้นรับคูปองขุดร่องน้ำ บ่อน้ำ ในพื้นการเกษตร และรับคำแนะนำบริหารจัดการน้ำในแปลงเพาะปลูก ตลอดจนรับบริการแมตชิ่งลูกค้ากับผู้ให้บริการรถขุด นอกจากนี้ยังมีการเพื่อแนะนำการปลูกพืชให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่อย่างเหมาะสมที่สุด ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร


***ทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดิน และสยามคูโบต้า มุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ สร้างแบบอย่างการบริหารจัดการดินและน้ำที่ยั่งยืนในภาคเกษตร เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและลงมือปฏิบัติจริงในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงลูกค้ารถขุดสามารถใช้รถขุดคูโบต้าเพื่อสร้างรายได้จากการให้บริการในชุมชน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างต้นแบบกิจกรรมที่สามารถต่อยอดความร่วมมือสู่การขยายผลไปยังพื้นที่เกษตรอื่นในอนาคต

“โครงการส่งเสริมการจัดการน้ำโดยใช้รถขุดคูโบต้า” จะนำร่อง 5 จุดนำร่องทั่วประเทศ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดจันทบุรี ติดตามข้อมูลได้ทางเพจ Facebook กรมพัฒนาที่ดิน และ Facebook Fanpage สยามคูโบต้า
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / โครงการฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกร ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช ชั้น 6 ศาลากลาง น่าน

วันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 13.30 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน จัดประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจแนวทางการบริหาร

โครงการ ขั้นตอนปฏิบัติตามระเบียบ/หลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัติงานและข้อปฏิบัติอื่นๆ ในการดำเนินงานตามโครงการฯ โดยมีคณะกรรมการและสมาชิกองค์กรเกษตรกร

ที่ได้รับอนุมัติแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) เข้าร่วม ณ ห้องประชุมเจ้าสุมนเทวราช ชั้น 6 ศาลากลางจังหวัดน่าน

ทั้งนี้ มีองค์กรเกษตรกร ได้รับอนุมัติแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประเภทงบกู้ยืม (ปลอดดอกเบี้ย) จำนวน 2 องค์กร ดังนี้

  1. กลุ่มเมืองลีพัฒนา โครงการ ผลิตสุรากลั่นชุมชนเพื่อจำหน่าย งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ ประเภทเงินกู้ยืมจำนวน 643,300 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการ 12 คน ระยะเวลาดำเนินกิจกรรมโครงการ 7 ปี
  2. กลุ่มแม่บ้านพัฒนาการเกษตรศรีนาชื่น โครงการ ยกระดับโรงเรือนเพาะเห็ดและเพิ่มผลผลิต งบประมาณที่ได้รับอนุมัติ ประเภทเงินกู้ยืม จำนวน 651,098 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการ 12 คน ระยะเวลาดำเนินกิจกรรมโครงการ 7 ปี/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.สอบสวนกลาง (CIB) รวบหนุ่มขับกระบะป้ายวงกลมขาด คิดน้อยใช้ปากกาแก้ปี พ.ศ.ไม่รอดด่านตำรวจทางหลวงชุมพร

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อได้รับวันที่ 16 กันยายน2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก2 บก.ทล.(ชุมพร)ว่า เมื่อ วันที่ 16 ก.ย 68 เวลา 11.00 น. ขณะที่ ร.ต.อ.ชรัณ ปาณะศรี รอง สว. ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.(ชุมพร)ได้นำกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง จำนวน 11 นาย ตั้งจุดตรวจกวดขันวินัยจราจรและป้องกันอาชญากรรมบนทล.41 กม.22 (ขาเข้า กทม.) ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร

ตรวจพบรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ NISSAN สีขาว หมายเลขทะเบียน ผฉ 6877 ระยอง ขับผ่านเข้ามายังจุดตรวจ เจ้าหน้าที่ชุดสังเกตเห็นแผ่นป้ายภาษีประจำปีหน้ารถ พบว่า มีการขูดลบและใช้ปากกาแก้จากปี พ.ศ.2567 เป็นปี พ.ศ.2568 จึงขอให้จอดเพื่อตรวจสอบ เบื้องต้นทราบชื่อ นายนครินทร์ ไชนาคินทร์ อายุ 39 ปี ที่อยู่ 21 ม.10 ต.นาโพธิ์ อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี เป็นคนขับรถคันดังกล่าว

Screenshot

พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก2 บก.ทล.(ชุมพร) กล่าวว่า จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (CRIMES) พบว่า ภาษีขาดตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2567 เจ้าหน้าที่จึงได้ลองสอบถามนายนครินทร์ ว่า ได้ต่อภาษีประจำปีมาหรือไม่ ซึ่งนายนครินทร์ ยอมรับว่า ภาษีประจำปีของตนได้ขาดต่อภาษี

Screenshot

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 จริง และได้นำแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีประจำปีที่มีการขูดลบและใช้ปากกาแก้เป็นปี พ.ศ. 2568 มาติดที่หน้ากระจกรถยนต์ฝั่งผู้โดยสารเพื่อเป็นการตบตกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามด่านตรวจต่างๆ ให้หลงเชื่อเป็นเอกสารที่แท้จริง ซึ่งก็ใช้แผ่นป้ายนี้มานานเกือบปีแล้วผ่านด่านได้ตลอด แต่มาเจอด่านตำรวจทางหลวงชุมพรนี้ไม่รอด ถูกจับจนได้

Screenshot

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ปลอมแปลงเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม”และ ใช้รถที่ไม่ชำระภาษีประจำปี (มาตรา6) พรบ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ขับขี่รถคันดังกล่าวจริง โดยรถคันดังกล่าวเป็นรถยนต์ของตน และได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สวี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก2 บก.ทล.(ชุมพร)

Screenshot

ฝากถึงประชาชนผู้ใช้รถ ใช้ถนน ประชาชนที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่าทำแบบนี้ครับ “เสียน้อยเสียยาก” เสี่ยงเจอข้อหาปลอมเอกสารราชการ โทษจำคุกปรับหลักแสน เลย เพราะถ้าต่อทะเบียนถูกต้องกับทางขนส่งก็จะเสียเงินไม่เท่าไหร่ แต่นี้มาปลอมแปลงเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม” ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท ตามประมวลกฎหมาย

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / สส.ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีร้องเรียน “ส่วยสัญชาติ” ที่ว่าการอำเภอฝาง

วันที่ 15 กันยายน 2568 สส.สมดุลย์ อุตเจริญ เขต 7 จ.เชียงใหม่ พรรคประชาชน พร้อมทีมงาน รวมทั้ง สส.กัณวีร์ สืบแสง , ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ทีมผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่อำเภอฝาง หลัง

ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนใน อ.ฝาง อ.ไชยปราการ และ อ.แม่อาย กรณี ถูกเรียกรับเงินเพื่อขอสัญชาติไทย ทั้งที่ตามกฎหมาย ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากค่าธรรมเนียม 160 บาท (100 บาท ค่าขึ้นทะเบียนบ้าน ทร.14 และ 60 บาท ค่าทำบัตรประชาชน)

 ชาวบ้านบางรายเผยว่า ถูกเรียกเงินตั้งแต่ 5,000–20,000 บาท ทำให้หลายครอบครัวไม่กล้ามาดำเนินการ และกังวลว่าจะหมดสิทธิ์ภายในเดือนกันยายนนี้
ตาม มติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567 มีประชาชนกว่า 483,626 คน ที่สามารถยื่นขอสัญชาติได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องเสียเงินใดๆ จึงต้องการยืนยันความจริงให้ประชาชนมั่นใจ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการหาผลประโยชน์

ด้าน น.ส.ภัชรีภรณ์ ทาวดี ปลัดอำเภอฝาง ชี้แจงว่า ทางอำเภอรับคิววันละ 150 ราย ผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้าน และยืนยันว่า ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ พร้อมรับปัญหาว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะเร่งประสานกรมการปกครองให้สนับสนุน

 สส.สมดุลย์ อุตเจริญ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สิทธิของประชาชนในการได้สัญชาติไทยเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรอง เราจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ใครมาหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของชาวบ้าน”

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / งานมหกรรม “เที่ยวเมืองชล ถนนวัฒนธรรมสร้างสรรค์” จัดเต็ม 24-28 ก.ย.นี้ ริมทะเลพัทยา

เวลา 18.30 น. วันที่ 15 ก.ย.68 ที่ลานซันเคน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา จ.ชลบุรี นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานแถลงข่าวเตรียมจัดงานมหกรรม “เที่ยวเมืองชล ถนนวัฒนธรรมสร้างสรรค์” โดยมี นายศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา นางสาวคนึง ไข่ลือนาม วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี และนางรำพึง ศุภราศรี ประธานชุมชนคุณธรรมตะเคียนเตี้ย – บ้านหนองพลับ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและผู้สนใจ

ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรี ได้กำหนดจัดงานมหกรรม “เที่ยวเมืองชล ถนนวัฒนธรรมสร้างสรรค์” ภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มระดับรายได้ กิจกรรมหลักยกระดับให้เป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีคุณภาพระดับนานาชาติ กิจกรรมย่อย มหกรรม “เที่ยวเมืองชล ถนนวัฒนธรรมสร้างสรรค์” ระหว่างวันที่ 24-28 กันยายน 2568 ที่บริเวณชายหาดพัทยากลาง

ภายในงานจะมีกิจกรรมนิทรรศการเส้นทางการท่องเที่ยวทั้ง 11 อำเภอของจังหวัดชลบุรี, กิจกรรม workshop เกี่ยวกับศิลปะ และวัฒนธรรม, การออกร้านให้ได้เลือกชม ชิม ช็อป ผลิตภัณฑ์และ

อาหารพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อจากทั้ง 11 อำเภอในจังหวัดชลบุรี, การแสดงดนตรีทั้งดนตรีไทย-ดนตรีร่วมสมัย และการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ภายใต้อัตลักษณ์ความเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเล

เพื่อพัฒนา และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและถนนวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในจังหวัดชลบุรี ใช้มิติทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมจากความภาคภูมิใจของประชาชน

ในท้องถิ่นสู่แรงบันดาลใจ และพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และนำทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นมาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและท้องถิ่นต่อไป โดยสามารถเข้าร่วมงานตามวัน เวลาแบะสถานที่ดังกล่าว ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / โครงการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดูข้อกฎหมาย ป.ป.ช.จากกรณีข้าราชการท้องถิ่น อบต. อบจ. เทศบาล ถูกร่างแหดำเนินคดี ไปกับคณะผู้บริหารท้องถิ่น โดยตกเป็นจำเลยร่วม

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ สนง. ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมานายณัฐวุฒ ขมประเสริฐ รองเลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภ.3 เผยว่า พี่น้องท้องถิ่น อปท.มี 8 หมื่น หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. เทศบาล เวลาถูกกล่าวหา ก็คือตัวนายก แต่ ป.ป.ช. ดำเนินคดีทำใมมาถึงตัวเขาด้วย

ซึ่งเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ตรงนี้เป็นหลักกฎหมายโดยแท้อยู่แล้ว ก็คือกระบวนการทั้งหมดเกี่ยวข้องกับ เจ้าหน้าที่ ที่เข้าร่วมปฏิบัติ ในข้อกล่าวหานั้นๆ.ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าน เวลาดำเนินการ นอกจากจะดำเนินการกับ นายก ซึ่งถือว่าเป็นตัวการสำคัญ เราต้องดำเนินการกับผู้ปฏิบัติ และผู้สนับสนุน หมายถึงผู้ดำเนินการแทนนายก เป็นเรื่องปกติ จริงๆแล้ว กฎหมายมีทางออก ดูจาก พรบ.ป.ป.ช. ปี 2561มาตรา 134 เจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหา

สมมุติว่า มีการจัดซื้อจัดจ้าน ปลัด ผอ.คลัง จนท.พัสดุ มาเห็นสิ่งที่นายกสั่งการไม่ถูกต้อง คุณสามารถคัดค้านได้ตาม มาตรา 134 เมื่อมีการคัดค้านและมีพยาน ตามกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ และกฎหมายยังมีทางออกอีกหนึ่งทาง คือ มาตรา 135 ถ้าเรามีความจำเป็นต้องทำทุจริต ไปกับเขาด้วย แต่เราเป็นเพียงผู้ปฏิบัติ ถ้าเราเล่าความจริงที่เป็นสาระ สำคัญ ในการดำเนินคดีกับตัวการ ข้าราชการผู้ปฏิบัติเหล่านี้

สามารถร้องขอในการเป็นพยานได้ ที่สำคัญคดี ของ ป.ป.ช.คดีการจัดซื้อจัดจ้าน มีการพิจรณาหยิบยกเรื่องการเป็นพยานเกือบทุกคดี ไม่มีประโยชน์ที่จะดำเนินคดีกับข้าราชการชั้นผู้น้อย ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นคนก่อการ แต่เขาทำเพราะถูกสั่ง แบบนี้กฎกมายต้องคุ้มครองกันเป็นพยาน เมื่อมีมติกันเป็นพยาน ก็ไม่ต้องรับผิดทางวินัย ในทางอาญา และ ละเมิด ตัวสั่งการเท่านั้น ต้องรับผิดชอบ

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สรภัญญะ ณ วัดโนนสะอาดอุดม บ้านโคก-กุง ต.ศรีสุข อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น

วันที่14 กันยายน พ.ศ.2568 เวลา 09.00 น. ดร.สมยงค์ แก้วสุพรรณ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสรภัญญะ ณ วัด

โนนสะอาดอุดม บ้านโคกกุง โดย นายประหยัด พุทธาศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข มอบหมาย นางสุมาลี มูลตรีภักดี
รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข

กล่าวรายงานประกวดขับร้องสรภัญญะ ประเภททีม แบ่งออก3ประเภท ได้แก่-ประเภทยุวชน-ประเภทเยาวชน-ประเภทผู้สูงอายุ(ประชาชนทั่วไป)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นให้มั่นคงสืบไป

นายอิสระ บุตรโพธิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวดขับร้องสรภัญญะ
มีผู้มาร่วมงานจำนวนมากทั้งภาคประชาชนทั่วไป ส่วนราชการ อบต.ศรีสุข สมาชิก อบต.ศรีสุข กำนันตำบลศรีสุข คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู

นายอุไร ลาสอน เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอสีชมพู กล่าว
งานประเพณีบุญทอดเทียน กิจกรรมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สรภัญญะ ณ วัดโนนสะอาดอุดม บ้านโคก-กุง ตำบลศรีสุข อำเภอสีชมพู

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2568 ขอขอบคุณด.ร.วิราวรรณ มูลตรีภักดี พร้อมญาติๆ สนับสนุนเงินรางวัลร้องสรภัญญะตำบลศรีสุข และนายประหยัด พุทธาศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลศรีสุข

วินนิวส์/สมมาตร แอมไร่ ข่าว/ภาพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สนธิกำลังร่วมกันดำน้ำเก็บกู้ลอบประมงดักปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณ เรือรบหลวงปราบ เพื่อความสวยงามของท้องทะเล/กำนันดัง ยันแค่จะเตือนแต่ถูกกร่างกลับ หวั่นอันตรายชักปืนป้องกันตัว

ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514 วันนี้ (15 ก.ย.68) เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1 (ชุมพร) สนธิกำลังร่วมกันดำน้ำเก็บกู้ลอบประมงดักปลาในเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณเกาะง่าม เรือรบหลวงปราบ และเกาะหลักง่าม ได้ลอบ จำนวน 4 ลูก ภารกิจเสร็จสิ้น

หนึ่งใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ของแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองรอง นำเสนอโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การที่ได้มาเที่ยวทะเลชุมพร ว่ากันว่าที่นี่หาดทรายสวย ใต้ทะเลสมบูรณ์เกินกว่าจะถูกมองให้เป็นแค่เมืองผ่าน เพราะจุดดำน้ำตื้นหมู่เกาะชุมพรแบ่งออกเป็นสองโซนใหญ่ กลุ่มแรกคือ เกาะง่ามน้อย ง่ามใหญ่ กะโหลก และ ทะลุ อีกกลุ่มคือ เกาะมัตรา หลักแรด ละวะ และ เกาะลังกาจิว การไปเที่ยวไม่ยากเลย มีบริษัทนำเที่ยวเอกชนให้บริการอยู่พอสมควร

ฤดูท่องเที่ยวทะเลชุมพรเหมาะสมที่สุดคือมกราคมถึงเมษายน เหมือนกับทะเลโซนอื่นของประเทศ ส่วนฤดูมรสุมใหญ่ฝั่งภาคใต้อ่าวไทยปกติอยู่ระหว่างตุลาคมกับพฤศจิกายน เดือนที่เหลือจากที่ว่ามาให้ดูตามสภาพอากาศเวลานั้นอีกทีแล้วกัน อาจจะมีฝนตกบ้าง เว้นช่วงบ้างว่ากันไป

แต่ก่อนไปยลอะไรที่สวยยิ่งกว่าต้องอดใจรอสักครู่ เพราะเรือมุ่งหน้าต่อสู่เกาะง่ามใหญ่
ง่ามใหญ่เป็นเกาะกลุ่มเดียวกับง่ามน้อยนั่นแหละ ที่นี่มีทีเด็ดมีเรือรบหลวงปราบ เฉพาะใต้น้ำแต่ยังโดดเด่นด้วยหน้าผาหินทรงแปลกตามองคล้ายฝ่ามือคนข้างขวา ชาวบ้านเลยเรียกกันว่าฝ่ามือพระพุทธเจ้า นักท่องเที่ยวไหวเลยครับ อุทานถึงพระองค์ พระองค์ก็มา

กำนันดัง ยันแค่จะเตือนแต่ถูกกร่างกลับ หวั่นอันตรายชักปืนป้องกันตัว

ธนากร โกสลเมธี รายงาน 0818923514 วันที่16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจากกรณี ผู้ใช้กรณีผู้ที่ใช้ Facebook ชื่อ Anong Panthong ได้ลงคลิปวิดีโอแสดงพฤติกรรมของกำนันนายนิรัตน์ เข้าระงับเหตุ ใช้เสียงดัง และเดินทางไปที่บ้านหลังดังกล่าวแต่ไม่พบใครอยู่ในบ้าน
ทางด้าน นายนิรัตน์ ผุดเพชรแก้ว กำนันคนดังกล่าวเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้านหลายฉบับ และได้เก็บหนังสือร้องเรียนเหล่านั้นไว้ทุกฉบับทั้งหมด ชาวบ้านร้องเรียนว่า บ้านทำเสียงดัง ต.ท่าหิน อ. สวี จ.ชุมพร

หลังดังกล่าวได้ เบิ้ลเครื่องรถและเสียงท่อไอเสียดังมากกว่าปกติจึงได้โทรไปหาพ่อของ คนดังกล่าวเพื่อแจ้งให้ทราบและยังได้ตักเตือนไปถึง พฤติกรรมของคนดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นมานาน หลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าดำเนินการอย่างไรเนื่องจากพ่อของคนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงทำให้ไม่มีใครกล้าไปแตะต้องแต่ผมในฐานะที่เป็นผู้นำของคนทั้งตำบล ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวน่าจะเปิดเผยคลิปที่ถ่ายตั้งแต่ตอนต้นไม่ใช่ตัดต่อเอาตอนที่ออกมาตามสื่อโซเชียล

ในวันนั้นขณะที่ผมนั่งอยู่กับน้องๆในวันนั้นขณะที่ผมนั่งอยู่กับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ ชรบ. ซึ่งเป็นบ้านที่ห่างจากบ้านหลังที่เกิดเหตุเพียงเล็กน้อย พร้อมกับได้ยิน เสียงเบิ้ลรถมอเตอร์ไซค์ ดังสนั่นหวั่นไหวมาก ตรงกับที่ชาวบ้านร้องเรียน ก็เห็นว่าเป็นเหตุเฉพาะหน้า จึงตั้งใจจะไปว่ากล่าวตักเตือนเพียงเท่านั้นทำให้ยังไม่ได้แต่งเนื้อแต่งตัวหรือแต่งเครื่องแบบให้เป็นที่เรียบร้อยแต่อย่างใด แต่เมื่อไปถึงกับถูกพูดจาด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงตะคอก

ซึ่งเด็กกลุ่มนั้นยังเป็นเพียงวัยรุ่น แต่แสดงอาการกริยาไม่สุภาพต่อผมทำให้ผมเกิดอาการโกรธ ก็เลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนในขณะที่กำลังเข้าไปปฏิบัติหน้าที่และมีอาการตามในคลิปที่เผยแพร่ในสื่อโซเซียล ส่วนเด็กและวัยรุ่นกลุ่มดังกล่าว กำลังอยู่ในลักษณะของการซ่อมรถ ซึ่งอาจจะมีไขควง หรือมีดหรือสิ่งอื่นใดที่อาจจะทำอันตรายต่อผมได้และผมก็มองเห็นไม่ชัดเพราะอยู่ในเวลามืดค่ำประมาณทุ่มกว่าๆ และใช้เวลาอยู่ในที่เกิดเหตุเพียง 5 นาทีเท่านั้น ส่วนที่มีสื่อกระแสหลักหลายสื่อลงข่าวเพียงด้านเดียวของกลุ่มเด็กเหล่านั้นแต่ไม่ได้เข้ามาสอบถามหรือสอบถามข้อเท็จจริงจากผมแต่อย่างใด จึงอยากจะขอความเป็นธรรมให้กับตัวผมด้วย

กำนันตำบลท่าหินได้นำเอาเอกสารหนังสือร้องเรียนจำนวนมากที่มีชาวบ้านในเขตตำบลท่าหินและอยู่ใกล้เคียงกับบ้านหลังที่เกิดเหตุออกมาโชว์ให้กับผู้สื่อข่าวดูและบอกว่าได้รับคำร้องเรียนมานานแล้วมาก กำนันท่าหินได้อ่านหนังสือของชาวบ้าน หนึ่งในจำนวนมากนั้นลงวันที่ 2 กันยายน 2568 ว่าเนื่องจาก บ้ายดังกล่าว ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน จากการแต่งรถซิ่ง ของบรรดารถ จยย และส่งเสียงดังจากบ้าน หลังที่เกิดเหตุ และหนังสือฉบับอื่นๆอีกในข้อความคล้ายๆกันถึงความเดือดร้อนจากการแต่งรถเสียงดังและเบิ้ล รถเสียงดังในเวลาค่ำคืน นอกจากนั้น กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวยังมีประวัติพึ่งพ้นจากคุกออกมาไม่นานนักในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดส่วนอีกคนหนึ่งอยู่ใน การหลบหนี เข้ารับราชการทหารด้วย ส่วนในเวลาที่เกิดเหตุ ผมสังเกตเห็นคู่กรณีมีลักษณะของการก้มลงไปไม่ทราบว่าจะหยิบอะไรขึ้นมาเนื่องจากมืดจึงดึงอาวุธปืนออกมาจากสะเอวมาถือไว้เพื่อเป็นการป้องกันตัวและไม่ได้เล็งอาวุธปืนไปยังคู่กรณีแต่อย่างใดตามในคลิปที่เกิดขึ้น

   ทางด้านชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลท่าหินกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เด็กวัยรุ่นที่บ้านหลังดังกล่าวได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งดัดแปลงส่งเสียงดังและเบิ้ลเครื่องอยู่เป็นประจำทั้งกลางวันและกลางคืนสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้าน มาเป็นเวลานานนับเดือนหลายเดือนแล้วนายไตรทิพย์ สกุลประดิษฐ์ นายอำเภอสวี กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็เป็นไปตามที่ออกไปตามสื่อโซเชียลต่างๆของกำนันตำบล และได้เชิญกำนันมาสอบถามรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และได้ กล่าวว่ากำนันทำอย่างนั้นได้อย่างไรถึงแม้ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ก็ตาม ทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อพี่น้องประชาชน ในขณะนี้ กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะดำเนินการต่อไปพ.ต.อ. วิษณุ สุระวดี  ผกก.สภ.สวี  จังหวัดชุมพร กล่าวว่า กรณีที่ปรากฏเป็นคลิปที่อยู่ในข่าวทางเราได้เรียกสอบปากคำในส่วนของผู้เสียหายเบื้องต้นแล้วยืนยันให้ดำเนินคดีซึ่งเกิดจากความกลัวที่ทางด้านกำนันไประงับเหตุเรื่องส่งเสียงดังแล้วก็มีการพูดโต้เถียงกันมีการชักอาวุธปืน ออกมาจากเอวที่เป็นไปตามภาพคลิปตามข่าวอยู่แล้วเราก็จำดำเนินไปตามตัวบทกฎหมายในส่วนนี้ซึ่งจะพิจารณาทุกส่วนในทุกตัวบทกฎหมายว่ากำนันมีอำนาจหรือไม่วันนั้นในวันเกิดเหตุมีการไปเนื่องจากเหตุอะไรมีเหตุผลกดเคืองกันมาก่อนไหมแล้วก็ในคลิปอาจจะ ถ่ายแค่มุมหนึ่งบุคคลที่โต้เถียง ด้วยทางเราไม่เห็นในส่วนนั้นจะต้องเรียกสอบปากคำทั้งหมดแล้วก็พิจารณาในส่วนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อหาถ้าหากว่ากำนันผิดในตัวบทกฎหมายไหนก็จะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาในตัวบทกฎหมายนั้นในส่วนนั้นครับ

สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / มอบธงครัวเรือนปลอดยาเสพติด “บ้านเขาป่าหญ้า” อ.โคกสำโรง นำร่อง ชุมชนเข้มแข็ง เอาชนะปัญหายาเสพติด ปลอดผู้เสพ ผู้ค้า 100%

วันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น. ที่ วัดเขาป่าหญ้า ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี

เป็นประธานพิธีมอบธงครัวเรือนปลอดยาเสพติด ตามโครงการ Re X-ray ค้นหาผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ปี พ.ศ.2568

ของบ้านเขาป่าหญ้า หมู่ที่ 10 ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง และนางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง

นายนรินทร์ คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 และนางสาวอุมาพรคลังผา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังเพลิง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธีในครั้งนี้

ทั้งนี้ จากนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระสำคัญระดับชาติ ตามแผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers

ผนึกกำลังสร้างหมู่บ้านชุมชนปลอดยาเสพติด อำเภอเมืองลพบุรี มีการดำเนินการ โดยการสร้างการรับรู้ให้แก่นักเรียนประชาชน การ Re X-ray ค้นหาผู้เสพ ผู้ติดผู้ค้ายาเสพติด

ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และปิดล้อมตรวจค้น ผู้ค้ายาเสพติด ในพื้นที่เป้าหมาย จัดชุดปฏิบัติการประจำตำบล ออกตรวจลาดตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย

พร้อมทั้งตรวจหาสารเสพติดในกลุ่มข้าราชการพนักงานลูกจ้าง และบุคลากรในสังกัด และกลุ่มพระภิกษุสงฆ์ในวัดพื้นที่เป้าหมาย โดยอำเภอโคกสำโรงได้คัดเลือกบ้านเขาป่าหญ้า หมู่ที่ 10 ตำบลวังเพลิง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศอ.บต. ร่วมต้านภัยใบกระท่อมในเยาวชน ชี้ “เราไม่เล่น ยาเสพติดจะเล่นเรา”

     โรงเรียนจะนะวิทยาได้จัดกิจกรรมสำคัญในหัวข้อ “สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา ต้านภัยใบกระท่อม” ณ หอประชุมโรงเรียน เพื่อปลุกจิตสำนึกและให้ความรู้แก่เยาวชนถึงอันตรายของยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใบกระท่อม ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในสังคม
     กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอิบรอเหม เบ็ญนา ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการ ผอ.กสม. ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งได้ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่ชนะการประกวดคลิปสั้นในหัวข้อ “การรณรงค์และแก้ปัญหาพืชกระท่อม” และได้กล่าวบรรยายพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นข้อคิดเตือนใจแก่นักเรียนทุกคน โดยมี ว่าที่ ร.ต.สิรภพ จิวานิจ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครูและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
   นายอิบรอเหม กล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาว่า “ส่วนมากคนที่ทำผิดอยู่ในเรือนจำไม่รู้หนังสือ การศึกษาให้โอกาสแก่พวกเราได้สร้างอนาคต” พร้อมทั้งย้ำเตือนให้นักเรียนตั้งใจเรียน ตั้งใจศึกษา เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างอนาคตของตนเองให้สำเร็จตามที่ฝันไว้ ประเด็นสำคัญของการบรรยายอยู่ที่การเตือนภัยจากยาเสพติด โดยเฉพาะคำกล่าวที่ว่า "ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เล่นยาเสพติด แต่ยาเสพติดจะเล่นเรา" ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้เสพเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงคนรอบข้างและสังคมโดยรวม เนื่องจากเมื่อผู้เสพไม่มีเงินซื้อยา ก็จะเริ่มก่ออาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือแม้แต่การทำร้ายผู้อื่นเพื่อต้องการเงินมาสนองความต้องการของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างความไม่ปลอดภัยให้กับคนในชุมชน
  ก่อนจบการบรรยาย นายอิบรอเหมได้ทิ้งท้ายด้วยการขอให้นักเรียนทุกคนช่วยกันปกป้องตนเองและสังคมจากยาเสพติด หากพบเห็นผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายยาเสพติด ขอให้แจ้งผู้ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้ทุกคนตั้งใจทำความดีเพื่อตนเอง พ่อแม่ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

ปัตตานี.- เลขาฯ ศอ.บต. ชี้ ‘การเยียวยา’ ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ‘ความรู้สึก’ เน้นเร็ว-ต่อเนื่อง ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต-ชุมชน

 วันที่ 14 กย 68 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวถึงภารกิจการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในพื้นที่ว่าเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว โดยย้ำว่าความสำคัญของการเยียวยาไม่ได้อยู่ที่ตัวเงิน แต่คือ "ความรู้สึก" ของการได้รับความดูแลช่วยเหลือจากภาครัฐ 

  เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุว่า ความรวดเร็วในการเข้าไปดูแลผู้ได้รับผลกระทบเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการให้เหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วรัฐต้องเข้าไปดูแลอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ สิ่งสำคัญรองลงมาคือ "ความต่อเนื่อง" โดยการเยียวยาจะต้องไม่เป็นการช่วยเหลือแล้วแยกย้ายกันไป แต่ต้องดูแลในเชิงคุณภาพชีวิต ความรู้สึก และสภาพจิตใจด้วย 

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระดับบุคคลหรือครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบถึงระดับชุมชนและพื้นที่อย่างมาก ทั้งในเรื่องของความเชื่อมั่นและความรู้สึกอบอุ่นในการอยู่ร่วมกัน  ดังนั้น การเยียวยาในความหมายของ ศอ.บต. จึงไม่ใช่แค่การดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ชุมชน ที่ต้องได้รับการดูแลเยียวยาในรูปแบบที่เหมาะสมด้วย 

 นอกจากนี้ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังได้กล่าวถึงแนวคิดของ "พื้นที่กลาง" ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกันในพื้นที่ โดยพื้นที่กลางคือที่ที่ทุกคนมีโอกาส มีความสุข สามารถอยู่ร่วมกันและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ และรัฐจะต้องเข้าไปสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีความขัดแย้ง เขาเชื่อว่าหากทุกคนเข้าใจแนวคิดของพื้นที่กลางแล้ว จะสามารถนำไปสู่การอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรมได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันก็ตาม

สื่อรัฐนิวส์สื่อรัฐทีวี / เสมอดาว เมาน์เทน เทรล “วิ่งนับดาว คืนฟื้นฟูป่า” ครั้งที่ 3งานวิ่งเทรลที่จะพาทุกก้าวกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูป่า…เพื่อฮีลใจคุณ

วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. นางณัติกานต์ บุญเจริญ หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดน่าน มอบหมายให้นายภัคพงศ์ ทองฟู ผู้ปฏิบัติงานสำนักงานจังหวัด และนายภัทร์ศรุต คล้ายสุบรรณ ผู้ปฏิบัติงานกลุ่มงานบริการ ลงพื้นที่อำเภอนาน้อย

เพื่อประชุมร่วมกับองค์กรเกษตรกร “โครงการสนับสนุนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และด้านอื่นๆในภารกิจของสำนักงาน ตามบันทึกข้อตกลงกรมบัญชีกลาง กิจกรรมที่ 2 สำนักงานสาขาจังหวัดติดตามประเมินผลการดำเนินงาน

โครงการที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาปรับปรุงแผนและโครงการขององค์กรเกษตรกร” โดยมี ร.ต.อ.วินัย ก้อนสมบัติ รองประธานอนุกรรมการฯ คนที่ 2 จังหวัดน่าน เข้าร่วมด้วย ณ หอประชุมบ้านคลองชล ม.10 ต.นาน้อย อ.นาน้อย จ.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

เสมอดาว เมาน์เทน เทรล “วิ่งนับดาว คืนฟื้นฟูป่า” ครั้งที่ 3
งานวิ่งเทรลที่จะพาทุกก้าวกลับสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูป่า…เพื่อฮีลใจคุณ

สมาคมอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ชวนทุกคนมาวิ่งสนามเทรลท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมร่วมกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ในงาน “Samer Dao Mountain Trail” #3 “วิ่งนับดาว คืนฟื้นฟูป่า” โดยรายได้ 100 บาท จากค่าสมัครของทุกท่าน มอบให้สมาคมอุทยานแห่งชาติ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ และโครงการคืนฟื้นฟูป่าประชาร่วมใจ จัดขึ้นในวันที่ 25 – 26 ตุลาคม 2568 ณ ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จังหวัดน่าน

งานนี้ได้จัดมาต่อเนื่อง 2 ครั้งในปี 2567 ซึ่งทำให้ประชาชนตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สร้างรายได้ให้กับชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และพื้นที่ใกล้เคียงให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถดำเนินการจัดหาทุนโครงการคืนฟื้นฟูป่าประชาร่วมใจ เพื่อขอคืนผืนป่าจากประชาชนที่ทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านโดยสมัครใจแล้วกว่า 840 ไร่

ซึ่งงานในครั้งที่ 3 นี้จะพาทุกคนไปท่องเที่ยวด้วยสองเท้า ก้าวสู่อ้อมกอดธรรมชาติ ปลุกชีวิตให้มีชีวา ผ่าน ‘การอาบป่า’ (Shinrin-yoku) ที่โอบล้อมใจด้วยความสงบและสดชื่น พบกับ 4 ระยะวิ่งเทรล 40 KM / 20 KM / 10 KM และ 5 KM ผ่านเส้นทางวิ่งธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความสนุกและท้าทาย ภายใต้สายหมอกที่ฟุ้งกระจาย และแสงทองอุ่น ๆ ยามเช้าที่จะมอบประสบการณ์สุดสดชื่นพร้อมเติมพลังบวกให้กับวันใหม่

สำหรับนักวิ่งที่ชอบความท้าท้ายและมีเป้าหมายในการแข่งขัน ระยะวิ่ง 40 KM 20 KM และ 10 KM มีการแข่งขันประเภทรุ่นอายุและรับโล่รางวัลทั้ง 3 ระยะทาง 4 รุ่น ๆ ละ 3 อันดับ ชายและหญิง ได้แก่ รุ่นอายุ 20 – 29 ปี, รุ่นอายุ 30 – 39 ปี, รุ่นอายุ 40 – 49 ปี และรุ่นอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งหมด 72 รางวัล
นอกจากการวิ่งเทรลแล้วยังมีกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมอาบป่า, ทัวร์รถรางเที่ยวนาน้อย, เยี่ยมชมพื้นที่โครงการคืนฟื้นฟูป่า ประชาร่วมใจ และกิจกรรมนอนแคมป์ดูดาวพร้อมเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพดวงดาวอีกด้วย

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ พิเศษ! โปรโมชั่น จับคู่มาสมัคร ลดทันที 10% โดยนักวิ่งทั้ง 2 คน สามารถเลือกคละระยะสมัครได้ และอีกหนึ่งโปรโมชั่น ยกก๊วนสมัคร 5 คน ฟรี 1 คน ในระยะ 5 KM โดยนักวิ่งทั้ง 5 คน เลือกคละระยะสมัครได้ สำหรับผู้ที่สนใจสมัครแบบ VIP เลือกระยะวิ่งได้ ในราคา 3,2000 บาท พิเศษ!! ร่วมกิจกรรมนอนแคมป์ดูดาวพร้อมอาหารเย็น นอกจากนี้ยังสามารถสมัครแบบไม่ร่วมวิ่ง ราคา 2,000 บาท รับกระติกน้ำ Zojirushi ลายพิเศษจากสมาคมอุทยานแห่งชาติ พร้อมจัดส่งฟรี และสมัครแบบไม่ร่วมวิ่ง

ราคา 500 บาท จะได้รับเสื้อวิ่ง 1 ตัว (เลือกได้จากทุกระยะ) และผู้จัดสมทบเสื้อวิ่งอีก 1 ตัว เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน พร้อมจัดส่งฟรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ค Samer Dao Mountain Trail เสมอดาว เมาน์เทน เทรล, ไลน์ออฟฟิศเชียล @inspirerunner หรือโทรศัพท์ 098-945-6568 สมัครได้ที่ www.runlah.com/th/sdmt2025

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / จัดกิจกรรม ” โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการ มอบชุดยังชีพให้ ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ 40 ราย อ.วังสะพุง จ.เลย

14 กันยายน 2568 : 09.00-11.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,คณะจิตอาสาพระราชทาน 904,พระครูปริยัติสิทธิญาณ เจ้าคณะตำบลวังสะพุง เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด

พร้อมด้วยคณะสงฆ์,นายนครินทร์ เทพรักษ์ รหส.ผศ.สนง.สงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย มอบหมายให้ น.ส.ยุพาพิน สายศรีแก้ว ผช.หน.สนง.สงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย และคณะ,ชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.เลย และคณะ,นางจริยาพร พัฒนชัยกุล ประธานผู้ประสานงานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ จ.เลย

มอบหมายให้ นายณัฐกฤต สิมะลี เลขานุการ,พมจ.เลย และคณะ,ชมรมแม่บ้านดีเด่นระดับจังหวัด,นางฐานิดา อนุอัน นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์,น.ส.ชญาภา เทียมเมฆ นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลประจำจังหวัดบุรีรัมย์,ชมรมช่วยเหลือสังคม,นายธวัชชัย จิตต์เจริญ ที่ปรึกษาสมาคมคน

พิการฯ,ร.ต.อ.ชาญชัย วรรณโรจน์ คณะกรรมการผู้ไกล่เกลี่ย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ประสานงาน : ร่วมจัดกิจกรรม “โครงการตรวจเยี่ยมบ้านคนพิการตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง” มอบชุดยังชีพให้กับ ทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 40 ราย ณ บ้านเลขที่ 111 ม.7 ต.ปากปวน อ.วังสะพุง จ.เลย

*** ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาค มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ดังรายนามต่อไปนี้ ***สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดยังชีพ จำนวน 20 ชุดชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.เลย : บริจาคชุดยังชีพ จำนวน 20 ราย และจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน

สส.เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล : บริจาคน้ำดื่ม จำนวน 50 โหลโรงแรมเซ็นธารา : บริจาคแปรงสีฟันและยาสีฟัน จำนวน 10 ลังสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเลย คนพิการทางการเคลื่อนไหวสากลพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลยชมรมช่วยเหลือสังคมทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่1ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่2ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่3ทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่4

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เมืองพัทยาระดมสมองจัดตั้งชุมชนใหม่ เพื่อความทั่วถึงและเป็นระบบ

นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานการประชุมพิจารณาการจัดตั้งชุมชนใหม่ โดยมี ประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา รองปลัดเมืองพัทยา และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

สืบเนื่องจากพื้นที่โครงการบ้านมั่นคงและบริเวณใกล้เคียงกับชุมชนชัยพรวิถี มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบ้านมั่นคงจึงมีแนวคิดในการขอจัดตั้งเป็น “ชุมชนใหม่” เพื่อให้การดูแลประชาชนมีความทั่วถึงและเป็นระบบมากขึ้น

เมืองพัทยาได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงมีข้อเสนอให้คณะกรรมการบ้านมั่นคงดำเนินการสำรวจข้อมูลจำนวนประชากร พร้อมนำข้อมูลเสนอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อจัดประชุมประชาพิจารณ์ ร่วมกับประชาชน

ในพื้นที่ชุมชนชัยพรวิถีและพื้นที่ชุมชนใหม่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งเขต ตั้งแต่บริเวณถนนสุขุมวิท 21 ตลอดแนวคลองนาเกลือ ไปจนถึงพื้นที่โดยรอบโรงเรียนมารีวิทย์ พัทยา พร้อมการกำหนดชื่อชุมชน และการจัดตั้งคณะกรรมการชุมชน

ทั้งนี้ การเปิดรับสมัครคณะกรรมการชุมชนจะต้องมีผู้สมัครไม่ต่ำกว่า 5 คน และไม่เกิน 9 คน หากมีผู้สมัครเกินจำนวนดังกล่าวจะต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้คณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง การจัดตั้งชุมชนใหม่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกในการดูแลประชาชนได้ครอบคลุมมากขึ้น อำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

สื่อรัฐนิวส์*สื่อรัฐทีวี / ผู้ว่าประจวบฯฯ เปิดโครงการ “มหกรรมคนรักษ์ทะเล” ปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรทางทะเล /“เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24” นทท.ชิมซีฟู้ดแน่นหาด

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.68 ที่หาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “มหกรรมคนรักษ์ทะเล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” โดยมี พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฯ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ

นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด นางสาวอาทิตา จุ้ยจู่เอี้ยม ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 ว่าที่ร้อยตรีสมนึก พรหมศร ประมงจังหวัด แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคีอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล

เข้าร่วมในพิธีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบฯ ร่วมกับ สำนักงานประมงจังหวัดประจวบฯ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝังที่ 3 (เพชรบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “มหกรรมคนรักษ์ทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ด้วยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 246 กิโลเมตร ครอบคลุม 8 อำเภอ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น

สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจมากกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท และเป็นแหล่งทำการประมงที่สร้างมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี โดยมีเรือประมงพื้นบ้านกว่า 2,000 ลำ อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมจากมลพิษ การทำประมงเกินขนาด และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการมหกรรมคนรักษ์ทะเลฯ จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน โดยเน้นการลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Next Move Prachuap “ประจวบฯ ต้องไปต่อ” ที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการประมง ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สู่คุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงยั่งยืนของจังหวัดประจวบฯ
สำหรับโครงการ “มหกรรมคนรักษ์ทะเล จังทวัดประจวบฯ”

จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักแก่ประชาชน เยาวชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการปกป้อง ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด และนโยบาย Next Move Prachuap “ประจวบฯ ต้องไปต่อ” ที่เน้นการพัฒนาควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน พัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

กิจกรรมในวันนี้ประกอบไปด้วยการเสวนา ในหัวข้อ “การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ป่าชายเลน และการประมงอย่างยั่งยืน” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์เก็บขยะชายหาด การมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าชายเลนตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “มหกรรมคนรักษ์ทะเล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”

เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการปกป้อง ฟื้นฟูและจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง และการทำประมงอย่างยังยืนและปิดท้ายด้วยกิจกรรมการปล่อยพันธ์สัตว์น้ำและเต่าทะเล รวมถึงการมอบซั้งให้แก่กลุ่มประมงพื้นบ้าน.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

เริ่มแล้ว “เทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24” นทท.ชิมซีฟู้ดแน่นหาด

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.68 ที่บริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี เป็นประธานเปิดงานเทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ครั้งที่ 24 พร้อมด้วย นายนุกูล พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายดวงใจ คุ้มสอาด ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

สำนักงานเพชรบุรี นายวสันต์ กิตติกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก พ.ต.อ.อภิรักษ์ เพิ่มชัย ผกก.สภ.ชะอำ หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากให้การต้อนรับพร้อมชิมอาหารจานเด็ดจากเซฟโรงแรมชั้นนำในพื้นที่ชะอำโดยใช้ปลาหมึกสดที่ได้มาจากประมงพื้นบ้านแจกจ่ายให้นักท่องเที่ยวได้ลองทาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของนักท่องเที่ยวเข้าชมงานกันเป็นจำนวนมาก

เทศบาลเมืองชะอำ ร่วมกับ ททท.สำนักงานเพชรบุรี สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี และ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จัดงานเทศกาลกินหอย ตกหมึก @ ชะอำ ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 24 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-20 ก.ย.68 รวม 8 วัน 8 คืน ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย มีการออกร้านจำหน่ายอาหารทะเลสดเลิศรสที่ปรุงด้วยเมนูหมึกและหอยเป็นหลักและอาหารอื่น ๆ อีกหลากหลายจากโรงแรมและร้านอาหารชื่อดังใน อ.ชะอำและ จ.เพชรบุรี

กว่า 50 ร้านค้าคุณภาพในราคายุติธรรมและเหมาะสมคุณภาพ อีกทั้งยังจัดให้มีการแสดงดนตรีจากวงดนตรีที่ได้รับความนิยมทุกคืน การออกร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นบนถนนคนเดินรอบบริเวณจุดชมวิวชายหาดชะอำ และยังได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่หาได้เฉพาะในงานเทศกาลนี้ 1 ปีมีครั้งเดียว กับบริการนำนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์การลงเรือตกหมึกกลางทะเลที่น่า

ตื่นเต้นประทับใจทุกวันในราคาถูกเป็นพิเศษเพียงท่านละ 100 บาท พร้อมอุปกรณ์ตกหมึก “โยธกา” ที่หาชมได้เฉพาะกิจกรรมนี้เท่านั้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเที่ยวชมงานตามวันดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก เรือศักดิ์มงคลชัย ครองถ้วยพระราชทานฯเงินรางวัล 120,000 บาท

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สรุปผลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 วันนี้(14 ก.ย. 68) การแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง ธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมความรักความสามัคคีของประชาชน และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทย และจังหวัดชุมพร และการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดชุมพร โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 -14 กันยายน 2568 ณ คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

โดยมีนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขันฯ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีกิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร, นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ร่วมมอบรางวัลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568

สำหรับผลการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568 เรือยาวประเภท 32 ฝีพายผู้นำ ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรือศักดิ์มงคลชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคา เงินรางวัล 120,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1

เรือเทพชินกร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา เงินรางวัล 100,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือพรแม่ย่าเน้ย สังกัด เทศบาลตำบลบางหมาก เงินรางวัล 80,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือสิงโตทอง สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำสิงห์ เงินรางวัล 60,000 บาท

เรือยาวประเภท 16 ฝีพายทั่วไป ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรือเพชรบ้านนา Good Design ป.นำโชค สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา เงินรางวัล 35,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือจระเข้ท่าม่วง

สังกัด วัดหูรอ เงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือฤทธิ์เทวดาเพชร 5 แยก สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง เงินรางวัล 25,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรืออนันตชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม เงินรางวัล 20,000 บาท

เรือยาวประเภท 32 ฝีพายประชาชนทั่วไปภายในจังหวัด ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ เรือพลอยชมพู สังกัด Good design เงินรางวัล 50,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือสะหัสชัย

สังกัด เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน เงินรางวัล 40,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือพระนเรศวร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลพ้อแดง เงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือศักดิ์มงคลชัย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งคา เงินรางวัล 20,000 บาท

เรือยาวประเภท 8 ฝีพาย ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้แก่ เรือเพชรณภัทร สังกัด เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน เงินรางวัล 15,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 1 เรือเจ้าแม่นาคราช เพชรอานุภาพ ฐิตะฐาน 2 สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา

เงินรางวัล 12,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 2 เรือป.รัตนชัย วัยรุ่นบ้านควน สังกัด วัดชลธารวดี เงินรางวัล 10,000 บาท, รองชนะเลิศ อันดับ 3 เรือสาวน้อยพนังตัก 2 เอเพ็กซ์ฟู้ด สังกัด เทศบาลตำบลนาชะอัง เงินรางวัล 8,000 บาท

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตามไปดู จ.แพร่ “จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองฯ ร่วมออกตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา บริเวณห้างสรรพสินค้า ใน.จแพร่ “

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 จังหวัดแพร่ อำนวยการโดย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายสมชาย อำพันกาญจน์ ปลัดจังหวัดแพร่ นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ นายอำเภอเมืองแพร่ สั่งการให้ นายธรรมนูญ กาญจนครุฑ

ป้องกันจังหวัดแพร่ นายอนุวัฒน์ สาน้ำอ่าง ผช.ป้องกันจังหวัดแพร่ นายปรีชา นุ่นปาน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดแพร่ ฉก.หม้อห้อม (ร้อย.บก.บร.) และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองแพร่ ฉก.ช่อแฮ (ร้อย.อส.อ.เมืองแพร่ 1)

บูรณาการร่วมกับ จนท.ตำรวจ สภ.เมืองแพร่ ทต.เมืองแพร่ ร่วมกันออกตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตา บริเวณห้างสรรพสินค้ามาร์คโฟร์พลาซ่า บิ๊กซี และโลตัส ไม่พบการให้เข้าเล่นตู้คีบตุ๊กตาแต่อย่างใด และได้เข้าตรวจสอบตู้คีบตุ๊กตาบริเวณห้องเช่าภายในปั้มน้ำมันบางจาก ต.ในเวียง อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ พบว่ามีตู้คีบตุ๊กตาสามารถให้ผู้ใช้บริการเข้าเล่นได้

เจ้าหน้าที่ ฯ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง จำนวน 4 รายการ ดังนี้ 1. ตู้คีบตุ๊กตาสีฟ้า จำนวน 1 ตู้ 2. ตู้คีบตุ๊กตาสีเหลือง จำนวน 1 ตู้ 3. ตู้คีบตุ๊กตาสีชมพู จำนวน 1 ตู้ 4. ป้ายขั้นตอนประชาสัมพันธ์การแลกเหรียญและธนบัตรการเล่นตู้คีบตุ๊กตา จำนวน 1 ป้าย

จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าของปั้มน้ำมันดังกล่าวพร้อมนำของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองแพร่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ทีมข่าวบก รายงาน ธีรพงษ์ #ธงออน/#แพร่

061-585-5297

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2 จัดหมูกระทะ 100 เตา เลี้ยงทหารกล้า 300 นาย ชาย​แดน​ไทย–กัมพูชา มอบเงินร่วม 1.2 แสน ซื้อรถไถพ่วง

เมื่อวันที่ 14 กันยายน​ 2568​ เวลา​ 12.00น. ที่ฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ ช่องบก ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
น.ส.ธนชนก สุริยเดชสกุล ผู้แทนคณะนักศึกษาหลักสูตรคณะสัมพันธ์ ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 รุ่นที่ 2 (พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2) พร้อมด้วย นายพัฒน์เกียรติขจร สายแวว

ผู้จัดการคันทรี่เฮ้าส์เชียงใหม่ นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน และคณะส่วนราชการ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ได้นำ “หมูกระทะ 100 เตา” พร้อมขนมและเครื่องดื่ม มาจัดเลี้ยงแก่กำลังพลกว่า 300 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ในโอกาสนี้ คณะยังได้มอบเงินจำนวน 119,900 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อรถไถพ่วงสำหรับใช้ขนส่งยุทธภัณฑ์ โดยมี พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ให้การต้อนรับและเป็นผู้แทนรับมอบ

น.ส.ธนชนก กล่าวว่า การมาจัดเลี้ยงหมูกระทะในครั้งนี้เป็นการส่งมอบกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารผู้ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพี่น้องชาวไทยที่รวมพลังน้ำใจ ตอบแทนการเสียสละของกำลังพล และขอให้ทหารไทยทุกนายมีกำลังใจที่เต็มเปี่ยมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ

นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ นายกสมาคมสื่อสารมวลชนไทยอินโดจีน กล่าวเสริมว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้เห็นถึงความทุ่มเทและเสียสละของทหารชายแดนไทย–กัมพูชา ครั้งนี้จึงขอมีส่วนร่วมในการแสดงน้ำใจและขอบคุณ ด้วยการจัดเลี้ยงหมูกระทะ มอบเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจอยู่แนวชายแดน

ด้าน พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณคณะ พสบ.ทภ.2 รุ่นที่ 2 และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ได้ร่วมกันสร้างกำลังใจให้กับน้องๆ ทหารชายแดน พร้อมยืนยันว่า ทหารไทยทุกนายมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม และจะทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยความเข้มแข็งตลอดไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บริษัทใจบุญส่งตัวแทนช่วยเหลือครอบครับอดีตดูโอ้ดังยุค 90 “สมิทธิ์ วงสมิธแอนด์เชน ” ป่วยอัมพฤกษ์กว่า 10 ปี อยู่กับบิดาชราภาพคอยดูแลที่บ้านพักชลบุรี

มีรายงานว่าบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม ได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่บ้านพักอาศัยของนายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บัณฑิตย์ เลขที่ 68/24 หมู่บ้านคลองชเลรมย์ ถนนพระยาสัจจา ม.2 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบิดาของ “สมิทธิ์ บัณฑิตย์” หรือ สมิทธิ์ วงสมิธแอนด์เชน อดีตศิลปินดูโอ้ดังยุค 90 เพื่อให้การช่วยเหลือ หลังอดีตนักร้องดังป่วยเป็นอัมพฤกษ์มานานกว่า 10 ปี

เมื่อไปถึงพบ สมิทธิ์-สมิธแอนด์เชน อาศัยอยู่กับนายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บิดา ซึ่งมีอายุ 87 ปีแล้ว และพี่ชายอีกหนึ่งคน โดย สมิทธิ์-สมิธแอนด์เชน ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ กำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงพยาบาล ทราบว่าต้องใช้รถวีลแชร์ในการเคลื่อนที่ไปไหนมาไหน โดยมีบิดาในวัยชราภาพและเพื่อนบ้านคอยพาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และรายได้ของทางบ้านก็ไม่เพียงพอ มีเพียงเพื่อนสนิทมิตรสหายวนเวียนมาช่วยเหลืออยู่บ้างเท่านั้น

ตัวแทนบริษัทดังกล่าว เผยว่า ได้รับมอบหมายหลังจากติดตามเรื่องราวของสมิทธิ์-สมิธแอนด์เชน อดีตดูโอ้ดังในอดีตที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์อาศัยโดยมีบิดาที่แก่ชราคอยดูแล โดยทางบริษัทให้ลงพื้นที่ติดตามข้อมูลความต้องการ และให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่งพร้อมด้วยสมุนไพรธรรมชาติ โดยมอบให้นายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บิดาของนายสมิทธิ์ ไว้ใช้ตามความจำเป็น ก่อนบริษัทจะช่วยเหลืออย่างเป็นทางการอีกครั้งเร็วๆ นี้

ด้าน นายปัญจรัตน์ (สุรัตน์) บิดาของนายสมิทธิ์ ได้กล่าวขอบคุณทางบริษัทดังกล่าว ก่อนเผยว่า ทุกวันนี้ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงให้พอมีรายได้ประทังชีวิต ในส่วนของสิ่งของจำเป็นของผู้ป่วย จำพวกผ้าอ้อมเอนกประสงค์สำหรับผู้ใหญ่ ก็ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาลนายสมิทธิ์นั้น ต้องคอยไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เชิญชวนเที่ยวงาน แซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568 ตำนานเมืองขุขันธ์ การแสดง และริ้วขบวนแห่สุดยิ่งใหญ่

***เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 12 กันยายน 2568 ที่ลานอนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายพงษ์ธร จันทร์สวัสดิ์ นายอำเภอขุขันธ์ พร้อมด้วย นางณัฐนันท์ จันทร์สวัสดิ์ นายกกิ่งกาชาดอำเภอขุขันธ์ นางสมจันทร์ บัวเขียว นายกเทศมนตรีตำบลเมืองขุขันธ์ และ นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันแถลงข่าว งานรำลึกพระยาไกรภักดีประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568

โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-23 กันยายน 2568 เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมการประกอบพิธีกรรมเช่นไหว้บรรพบุรุษ ตามความเชื่อที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ส่งเสริมความรัก ความสามัคคีของชาวอำเภอขุขันธ์ตลอดจนการใช้ประเพณีให้เป็นสายใยผูกพันในครอบครัว เพื่อพัฒนาท้องถิ่นในด้านการส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเปิดประตูให้สาธารณชนทั่วไปได้มีโอกาสเรียนรู้ โดยใช้มิติทางวัฒนธรรมเป็นสื่อ

***ทั้งนี้สำหรับงานในปีนี้ มีกิจกรรมที่เป็นจุดเด่นและสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจากนอกพื้นที่ และในพื้นที่เข้ามาเที่ยวชมงาน ไม่ว่าจะเป็น การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP “มหกรรมสินค้าอะไรก็ดีที่ศรีสะเกษ ที่ชาวอำเภอขุขันธ์ร่วมแรงร่วมใจผลิตสินค้าที่เป็นสินค้าพื้นบ้านในชุมชน มาให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายเลือกซื้อ การประกวดกล้วยงามเมืองขุขันธ์ การประกวดผ้าไหมและเสื้อแส่ว และการชมสารคดีประวัติศาสตร์ เล่นขานตำนานเมืองขุขันธ์ แสง สี เสียง สุดอลังการ

***โดยปีนี้การแสดงจะใช้ชื่อว่า “ขุขันธ์ เป็นเมืองเป็นชาติ ด้วยรอยบาทพระราชา ฝากคมศาตรา ขับล้างอดิราชแผ่นดิน” ซึ่งจะจัดแสดงดพียง 2 รอบคือช่วงค่ำของวันที่ 18 และ วันที่ 19 ก.ย. 68 โดยจะใช้นักแสดงกว่า 500 คน ที่เป็นคนอำเภอขุขันธ์ ทั้งหมด นอกจากนี้วันที่ 19 ก.ย. 68 จะมีขบวนแห่ของ 23 ตำบล 24 ขบวน ที่แต่ละตำบลจะนำเอกลักษณ์ของแต่ละตำบลมาจัดแสดง ให้ชม ไม่ว่าจะเป็น ขบวนแห่พระ ขบวนแห่จำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของขุขันธ์ ขบวนจำลองวัฒนธรรมประเพณีของท่องถิ่นที่หาชมได้ยาก และไม่สามารถหาชมได้จากที่ไหนอีกด้วย

***ทั้งนี้จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ประชาชนทั่วไป มาร่วมงาน ร่วมกิจกรรมงานรำลึกพระยาไกรภักดีประเพณีแซนโฎนตา บูชาหลักเมือง ลือเลื่องกล้วยแสนหวี ประจำปี 2568 เพราะที่นี้คืออำเภอขุขันธ์ เมืองแห่งมนต์เสน่ห์ ที่ทุกท่านไม่ควรพลาดที่เข้ามาสัมผัสงานในครั้งนี้ว
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบักทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุรี่ไฟฟ้า และ ยาเสพติด

วันที่ 12 กันยายน 2568 เวลา 08.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม โดยนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน บูรณาการ่วมกับ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา สถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน โรงพยาบาลกำแพงแสน สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุ่งกระพังโหม เครือข่ายผู้ปกครอง ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง MOU เรื่อง โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการด้านการป้องกันการเข้าถึงและใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด อีกทั้งเพื่อเป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์

ร่วมกันในการควบคุมและป้องกันการใช้บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด ให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม โดยมีข้อตกลงร่วมกัน ในการสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ความรู้และรณรงค์เรื่องโทษของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด สร้างความตระหนักรู้ถึงข้อกฎหมาย และบทลงโทษต่อการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด การสนับสนุน ส่งเสริมค่านิยมไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สนับสนุนการส่งต่อเด็กนักเรียน

ที่ต้องการเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดให้เข้าถึงบริการ การเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด สนับสนุนการป้องปรามไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดให้กับนักเรียนภายในชุมชน ร่วมเป็นเครือข่ายประสานความร่วมมือเฝ้าระวังการ

บังคับใช้กฎหมายแก่ผู้จำหน่ายบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดให้กับนักเรียน โดยมีนายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน นายธีระ วรรณเกตุศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา พ.ต.ท.ยศพงษ์ พันธุ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.กำพงแสน นายอำนาจ ภูศรี สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน นางสาวถิรดา ปทุมสูติ

นักจิตวิทยาโรงพยาบาลกำแพงแสน นางสาวปาณิสรา หนู่นุ่น ผอ.รพ.สต.ทุ่งกระพังโหม นางอัจฉรา นามวงศ์ ผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครอง นางสาวณัฐนิช สุรสิงห์ไกรสร รองผู้อำนวยการโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ร่วมลงนาม MOU ในครั้งนี้

ณ โรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ตำบลทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมในการนี้ นางดรุณี โพธิ์ศรี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม นายสราวุธ พานิชวงศ์ ปลัดอำเภอกำแพงแสน นายอดิศร ล้อถิรธร ปลัดอำเภอกำแพงแสน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอกำแพงแสน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่ จากลำตะคองมายังบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน700ล้านบาท

้เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 68 เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนเทศบาล 4 อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ร่วมลงนามสัญญาการกู้เงินกับ นายชวลิต ประวะภูโต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจขนาดกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนางสาววมิรา สิงสนั่น เจ้าหน้าที่ส่วนวิเคราะห์สินเชื่อธุรกิจ SME ระหว่างเทศบาลนครนครราชสีมากับธนาคารกรุงไทย สาขาจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่เทศบาล และสื่อมวลชล ร่วมในพิธีลงนามสัญญาเงินกู้โครงการวางท่อส่งน้ำดิบใหม่จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าวงเงิน 700 ล้านบาท ตาม ที่เทศบาลนครนครราชสีมา ได้เสนอขอรับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อมาดำเนิน โครงการ จัดหา น้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า จากแหล่งน้ำลำตะคองมายังโรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ งบประมาณให้ดำเนินโครงการ ในวงเงินงบประมาณ 1,995,430,000 บาทประกอบด้วย

  1. เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ สนับสนุนร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
  2. เทศบาลนครนครราชสีมาสมทบ ร้อยละ 50 (วงเงิน 997,715,000 บาท)
  3. โดยมี รายละเอียดของโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่าดังนี้
  4. ค่าก่อสร้าง วงเงินงบประมาณที่รับอนุมัติ 1,928,410,000 บาท ราคากลาง 1,915,500,000บาท ประกอบด้วย
    งานก่อสร้างสถานีสูบน้ำดิบ 2 แห่ง คือ สถานีสูบน้ำดิบเขื่อนมะเกลือใหม่ และสถานีสูบน้ำดิบที่
    โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า และงานวางท่อเหล็กหล่อเหนียว และท่อ HDPE ขนาด 1,200 มม. วางตามคลองธรรมชาติ ความยาว ประมาณ 35 กิโลเมตร
  5. ค่าจ้างที่ปรึกษาเป็นค่าควบคุมงาน วงเงินงบประมาณ 67,020,000 บาท
    ราคากลาง 52,560,000 บาท

การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว เป็นงบผูกพัน 5 ปี (งบประมาณปี 2568-2572) เทศบาล
ต้องสมทบ 997,715,000 บาท เนื่องจากเทศบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงจำเป็นต้องกู้ เงิน จากแหล่งเงินกู้ และได้แสวงหาแหล่งเงินกู้จาก ธนาคารและ สถาบัน เงินกู้ ต่างๆ พบว่า ธนาคารกรุงไทย ให้ดอกเบี้ยต่ำ ที่สุด คือร้อยละ 1.95 บาทต่อปี เทศบาลจึงได้ดำเนินการ ตามระเบียบข้อกฎหมาย เพื่อขอกู้เงิน เมื่อได้รับอนุมัติ จากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย จึงได้ดำเนินการ กู้เงิน จากธนาคารกรุงไทย โดยมีวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน เพื่อการลงทุน โครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า เป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาล ในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภคของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสาธารณูปโภค สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

การค้าและการลงทุนของ จังหวัดนครราชสีมา ลดการสูญเสียน้ำดิบระหว่างการขนส่งผ่านท่อ เพิ่มปริมาณส่งน้ำผ่านท่อได้ประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี (อัตราค่าน้ำประปาตั้งแต่ 5-25 ลูกบาศก์เมตร มีค่าเฉลี่ย 12.14 บาทต่อ ลูกบาศก์เมตรลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมท่อน้ำดิบ ประมาณ 10.80 ล้านบาทต่อปี ลดค่าใช้ไฟฟ้าในการสูบน้ำ ประมาณ 10.61 ล้านต่อปี สามารถขยายการบริการประปาไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นข้างเคียงได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง จากเดิม 76.70 ตารางกิโลเมตร เป็น 223.85 ตารางกิโลเมตร เทศบาลนครนครราชสีมา ไม่มีหนี้ค้างชำระ สามารถกู้เงินจากธนาคารกรุงไทยได้ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.95 ต่อปี ซึ่งถูกกว่าการกู้เงินจากเงินทุนส่งเสริมกิจการเทศบาล ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.00 ต่อปี การกู้เงินในครั้งนี้ได้ผ่านการประชุมประชาคมระดับนคร ผ่านการอนุมัติจากสภาเทศบาลนครนครราชสีมา

ในการประชุมสมัยสามัญ สมัยที่ 4 ประจำปี 2567 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 การกู้เงินได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการกู้เงินขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 และครั้งที่ 2/2568เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการฯ เห็นว่า การขอกู้เงินของเทศบาลนครนครราชสีมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครราชสีมา จำนวน 700,000,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาที่โรงกรองน้ำบ้านมะขามเฒ่า มีความเหมาะสมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเป็นไปตาม พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2596 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดงาน “เทศกาลคนปลูกกาแฟน่าน Nan Coffee Farmer’s Fest 2025” ยกระดับกาแฟน่านสู่เวทีระดับประเทศ

วันนี้ (12 กันยายน 2568) เวลา 18.00 น. ที่บริเวณข่วงน้อยเมืองน่าน นายประจักร์ ไชยกิจ ปลัดจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลคนปลูกกาแฟน่าน Nan Coffee Farmer’s Fest 2025” โดยมีนายศักดิ์สิทธ์ ศรีวิชัย เกษตรจังหวัดน่าน ในนามหน่วยงานผู้จัดงาน กล่าวรายงานและขอบคุณท่านประธานในพิธี

การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์แหล่งผลิตและผลิตภัณฑ์กาแฟน่านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟพัฒนาคุณภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย อันจะช่วยขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตกาแฟน่านตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–14 กันยายน 2568 ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟน่าน (Unity through Diversity)” สะท้อนถึงความหลากหลายของสายพันธุ์กาแฟ ทั้งอาราบิก้าและโรบัสต้า

ที่สามารถปลูกได้ในพื้นที่จังหวัดน่าน อันเป็นผลจากภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ทำให้กาแฟน่านมีคุณภาพและเอกลักษณ์โดดเด่น การันตีด้วยรางวัลจากการประกวดระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ
• การประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟประจำปี 2568 ซึ่งมีตัวอย่างเมล็ดกาแฟเข้าร่วมกว่า 100 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ
• การจัดแสดงนิทรรศการและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟจากเกษตรกร

กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการกว่า 50 บูธ
• การเสวนาทิศทางกาแฟโลกกับการพัฒนากาแฟน่าน
• คลินิกกาแฟและเวิร์กช็อปการคัดเมล็ดกาแฟ
• กิจกรรม Cupping กาแฟ
• การประกวดธิดากาแฟ
• การแข่งขันด้านทักษะกาแฟ เช่น คัดเมล็ด ดริปกาแฟ และชิมกาแฟ

โอกาสนี้ ปลัดจังหวัดน่านได้กล่าวเปิดงาน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการกาแฟ และการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟน่าน สู่สินค้าเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “แอนดริว เกร้กสัน” แท็กทีม “โดนัท มนัสนันท์” และทัพนักแสดงสร้างความหลอนในรอบกาล่าพรีเมียร์ “เวียนว่ายตายเกิด” 11 ก.ย. นี้! ทุกโรงภาพยนตร์!!!

ห่างหายจากวงการแสดงหนังไปนานกว่า 20 ปี นักแสดงหนุ่ม “แอนดริว เกร้กสัน” หวนกลับคืนมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มอีกครั้งกับภาพยนตร์แนวสยองขวัญสุดลี้ลับ “เวียนว่ายตายเกิด” (The Cycle) เสริมทัพความเข้มข้นเหล่านักแสดงแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมสร้างความระทึก ผลงานการกำกับของ “จิ๊บ – ทิวา เมยไธสง” ผู้กำกับที่มากประสบการณ์ โดยเฉพาะงานหนังสยองขวัญ และหนังแนวฆาตกรรมที่เรียกว่าทำสุดทำถึง!!!

ในงานแถลงกาล่ารอบพรีเมียร์ภาพยนตร์ลี้ลับ “เวียนว่ายตายเกิด” ขนทีมนักแสดงนำโดย แอนดริว เกร้กสัน, โดนัท มนัสนันท์, นวลปรางค์ ตรีชิต, ฌัชฌา รุจินานนท์, สะแกวัลย์ ยงใจยุทธ และผู้กับกับ “จิ๊บ ทิวา เมยไธสง” ที่พร้อมพาเราไปสัมผัสประสบการณ์สยองขวัญที่จะทำให้คุณต้องลุ้นทุกวินาที! ณ เอสเอฟเวิลด์ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้การันตีเลยว่าไม่ธรรมดา

เพราะยืนยันด้วยสมญานามของ แอนดริว ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความพิถีพิถันในการเลือกรับงานแสดงในแต่ละครั้ง ซึ่งทุก ๆ ผลงานที่ออกมาก็ไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง กับบทบาทสุดท้าทายในเรื่องนี้ ที่ไม่เพียงแค่จะทดสอบความสามารถในการแสดงเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปริศนาและความน่ากลัวที่ตามหลอนไปทุกย่างก้าว

และการจับคู่กันของ แอนดริว เกร้กสัน และ โดนัท มนัสนันท์ ที่เรื่องนี้ทั้งคู่ โคจรมาร่วมงานกันเป็นครั้งแรก ซึ่ง โดนัท มารับบทเป็น “ผิง” สถาปนิกสาวที่มีปมอดีตฝั่งใจ ที่ดูเหมือนจะมีชีวิตที่อบอุ่น แต่ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ

จะทำให้ทั้งคู่ต้องร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ ซึ่งการร่วมงานของทั้งสองคนในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอความตึงเครียดระหว่างตัวละครที่ทั้งคู่ต้องเผชิญกับปริศนาและอันตรายที่ตามมา ทั้งในด้านอารมณ์และความกลัวที่ทวีคูณ

เมื่อทั้งคู่ต้องตัดสินใจร่วมกันในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความสยองขวัญ “เวียนว่ายตายเกิด” (The Cycle) เริ่มต้นจากครอบครัวอันแสนอบอุ่นของ “สารวัตรพุฒิ” ตำรวจหนุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งเร้นลับ, “ผิง” สถาปนิกสาวที่มีปมอดีตฝั่งใจ และ “น้องภู” ลูกชายที่ไม่ค่อยมีสุขภาพดีเท่าไร แต่แล้วพวกเขากลับได้รับโทรศัพท์ลึกลับจาก “น้องสาว” ที่ตายไปแล้วซึ่งกลับชาติมาเกิดใหม่

สถานการณ์เริ่มเลวร้ายเมื่อครอบครัวถูกคุกคามโดยญาติที่ไม่ยอมรับ และลัทธิประหลาดในป่าอันห่างไกล ความน่ากลัวของ “เวรกรรม” หรือ “ปีศาจ” จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขา
“เวียนว่ายตายเกิด” จะพาคุณไปเผชิญหน้ากับความลึกลับที่ซับซ้อน ในวันที่ 11 กันยายนนี้ทุกโรงภาพยนตร์ อย่าพลาด! มาร่วมค้นหาคำตอบว่าจะเป็น เวรกรรม หรือ ปีศาจ ที่ตามล่าชีวิตของพวกเขา!

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /สภ.ตาเซะ กำชับตร.ในสังกัดเคร่งครัด กวดขัน สิ่งผิดปกติ และรถต้องสงสัย หลังหน่วยงานความมั่นคง พบว่า การข่าวมีความพยายามก่อเหตุการณ์ในลักษณะใหม่

ผู้สื่อข่าวได้มีการรายงานว่า เมื่อ วันที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 07.00 – 17.00 น. พ.ต.ท.ณัตฐเขตต์ ชนะพล สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรตาเซะ ได้กำชับกำลังพล พร้อมสั่งการนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรประจำเวรเช้า ออกปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในช่วงเช้า อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกแบบแผนบูรณาการ ทุกมิติ เพื่อสร้างความมั่นใจ ด้านความปลอดภัยแก่คุณครู นักเรียน รวมไปถึงผู้ปกครอง อีกทั้งเป็นการหาข่าวไปด้วย เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ ทำลายกล้องวงจรปิด เป็นต้น

ทั้งนี้ งานการจราจร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกในช่วงเวลาเร่งรีบเวลา 07.00 – 09.00 น. โดยเน้นคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์ และ บริเวณสถานศึกษา ก็สำคัญเช่นกัน สำหรับพื้นที่ ในเขต ต.ตาเซะ นั้น พ.ต.ท.ณัตฐเขตต์ ชนะพล (สารวัตรใหญ่) ต้องทำงานหลากหลาย ในทุกมิติ ปัจจุบัน ทำให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สีขาวมาโดยตลอด

จากนั้นในช่วงบ่ายก็ได้จัดกำลังพลตำรวจ สับเปลี่ยนเวรยาม พร้อมบูรณาการกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณตลาดสดตาเซะ เพื่อจัดระเบียบ ให้ประชาชนสะดวกสบาย และดูแลความสงบเรียบร้อย อำนวยความสะดวก แก่ประชาชนผู้มาจับจ่ายซื้อสินค้ากลับบ้าน ทั้งนี้ คือภารกิจประจำวันที่ตำรวจตัวเล็กๆคนนึงสามารถระงับการ

เกิดเหตุในพื้นที่ตนเองรับผิดชอบได้เป็นอย่างดี เป็นการประงับ ป้องกันเหตุอาชญากรรมที่เราประชาชนไม่รู้ว่าคนร้ายจะลงมือก่อเหตุป่วน หรือ จงใจทำลายทรัพยากรของบ้านเมืองที่กำลังุพัฒนาไปตลอดจนทำให้ได้สร้างขวัญ กำลังใจ ชาวบ้านยิ้มแย้ม สร้างความอุ่นใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะ สารวัตรหนุ่มคนนี้กลายเป็นขวัญใจแม่ยกชาวตำบลตาเซะไปซะแล้ว ”ขอให้สิ่งที่ทำดีจงทำต่อไป แล้ววสิ่งที่ดีกว่าจะมาหาเราเอง“

นอกจากนี้ ในช่วงเย็นหลังคนเลิกงาน ที่บริเวนด่านจุดตรวจคลองทรายใน พื้นที่ ม.5 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ก่อนถึงตัวเมืองยะลา 14 กิโลเมตร ทางสารวัตรใหญ่ พร้อมกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ จราจร ก็ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ โดยไปตั้งด่านกวดขันวินัยการจราจร ซึ่งจำเป็นต้องขอบังคับใช้กฎหมายการ กระทำความผิด กฎหมายอาญา

กฎหมายจราจร มีการว่ากล่าวตักเตือนผู้ซึ่งกระทำความผิดเล็กน้อยจึงได้อบรม สร้างการรับรู้ เพื่อเป็นการ ประชาสัมพันธ์บนท้องถนน รถยนต์ที่ขับขี่ผ่านเส้นทางนี้อาจจะต้องเจอสารวัตรใหญ่หนุ่มหล่อหากท่านยังอยู่ในช่วงปฏิบัติหน้าที่กำชับยานพาหนะทุกคัน บนท้องถนนสาย 418 ปัตตานี-ยะลา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยฃ

ตอริก สหสันติวรกุล จ.ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หมู่บ้านติดป้าย ”ต้านพืชกระท่อม“ โดยมีเกือบทุกชุมชน ผู้นำ!!!ย้ำไม่ต้องการกระท่อมในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ปัญหาการบริโภคน้ำกระท่อมยังคงแพร่ระบาดในจังหวัดชายแดนใต้ ส่งผลกระทบทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่

โดยเฉพาะการดื่ม 4 คูณ100 ที่ผสมน้ำกระท่อมกับยาแก้ไอและน้ำโค๊ก ขณะที่การปลดล็อกพืชกระท่อมกลับทำให้มีผู้บริโภคและผู้ค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลแก่ภาครัฐ และประชาชนเป็นอย่างมาก​ จนนำไปสู่ ปฏิบัติการ 120 วันต้านพืชกระท่อม ตามนโยบาย

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาการ รมว.ยุติธรรม โดยเน้นพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ส่งผลให้ร้านขายกระท่อมริมถนนหลายแห่งในปัตตานีถูกสั่งปิด แสดงถึงกระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นทั้งในพื้นที่และโลกออนไลน์

ล่าสุด ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนในปัตตานีทั้ง 12 อำเภอ ร่วมรณรงค์ติดป้ายประกาศว่า พืชกระท่อมเป็นสิ่งฮารอม

เพื่อสร้างความเข้าใจตามหลักศาสนาอิสลาม พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการป้องกันยาเสพติด ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาเยาวชนให้ห่างไกลจากสิ่งเสพติด

เช่นเดียวกับพื้นที่อำเภอแม่ลาน ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ 120 วัน ต้านพืชกระท่อม อย่างต่อเนื่อง มีการพูดคุยสร้างความเข้าใจและตักเตือนกลุ่มเยาวชนที่เสพน้ำกระท่อม

พร้อมทั้งพาเข้าสู่กระบวนการบำบัด ขณะเดียวกันยังได้ติดตั้งป้ายไวนิลรณรงค์ต่อต้านพืชกระท่อมตามจุดสำคัญต่าง ๆ ในพื้นที่อำเภอแม่ลาน เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการป้องกันน้ำกระท่อมและยาเสพติด​อื่นๆ

นายจิมณีอาบ๊ะ ปะดอมะ กำนันหมู่ 6 อำเภอแม่ลาน เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับชาวบ้านและอิหม่ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อพูดคุยถึงปัญหาการดื่มน้ำกระท่อม เนื่องจากในหลักศาสนาอิสลามถือว่าเป็นสิ่งที่ฮารอม หรือสิ่งต้องห้าม

โดยทุกวันศุกร์ก่อนที่โต๊ะอิหม่ามจะขึ้นบรรยายธรรม หรืออ่านคุตบะห์ ตนจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีในการพูดคุยกับชาวบ้าน และในระหว่างการบรรยายธรรมก็มีการกล่าวถึงโทษภัยของน้ำกระท่อมด้วย

นายจิมณีอาบ๊ะ เผยต่อว่า ในพื้นที่ตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน ไม่เคยมีการขายพืชกระท่อมริมทาง เนื่องจากชาวบ้านตระหนักว่าศาสนาอิสลามห้ามอย่างเคร่งครัด ผู้ที่คิดจะขายก็เกรงกลัวการทำผิดศาสนามากกว่าการกลัวเจ้าหน้าที่

ตนไม่ได้ใช้วิธีปราบปราม แต่เน้นการพูดคุยและตักเตือนมากกว่า เพื่อให้เขาเข้าใจว่าการดื่มน้ำกระท่อมไม่ใช่เรื่องดี ซึ่งทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน โดยก่อนหน้านี้พื้นที่ตำบลป่าไร่เคยมีคนติดน้ำกระท่อมจำนวนมาก แต่หลังจากที่ได้ตั้งฮูกุมปากัส ทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น

นายจิมณีอาบ๊ะ​ เผยตอนท้ายว่า​ ส่วนการส่งเสริมอาชีพในชุมชน ที่ผ่านมาได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก ศอ.บต. เพื่อนำมาช่วยเหลือชาวบ้าน บางส่วนหันไปเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และที่สำคัญคือมีการดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย

ตอริก สหสันติวรกุล ปัตตานี
085-0772217

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กระบะเฉียวชนจักรยานยนต์ คุณปู 85ปี เสียชีวิตที่เกิดเหตุ

ธนากร โกศลเมธี 0818923514 เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 11 กันยายน 2568 ร.ต.อ. กรัณย์พล เพชรวงค์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.บ้านวิสัยเหนือ จ.ชุมพร ได้รับแจ้งว่ามี มีเหตุรถกระบะเฉียวชนรถจักรยานยนต์ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงรายงานผู้บังคับบัญชา พ.ต.อ.พิน อินมาก ผกก.สภ.บ้านวิสัยเหนือ และประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัย และแพทย์ลงพื้นที่ ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุรับแจ้ง บริเวณใกล้เคียงพฤกษารีสอร์ท หมู่ที่ 1 ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมือง ชุมพร ถนนเอเชีย 41 ขาล่องใต้ มีผู้บาดเจ็บนอนแน่นิ่งอยู่บนถนน อาสากู้ภัยสายชลชุมพร เขตวิสัย จึงเร่งรัดไปยังจุดเกิดเหตุ ตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตเป็นเพศชายอายุ 85 ปี ทรายชื่อภายหลัง นาย ชื่น ขาววิมล เป็นชาวตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมือง ชุมพร

เสียชีวิตที่เกิดเหตุ จึงประสานตำรวจและแพทย์เวร ร่วมชันสูตรที่เกิดเหตุ ก่อนจะเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต ส่งให้ทางญาติประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป จากการสอบถามผู้ที่เห็นเหตุการณ์ นายชื่นฯได้ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านเพื่อที่จะไปงานศพเพื่อนบ้าน ก่อนจะถึงที่กลับรถ

\ได้เฉียวชนกับรถกระบะสีขาวก่อนจะเสียหลักมาชนกับรถกระบะโตโยต้าสีดำ หมายเลขทะเบียน ก ท 8790 ชุมพรโดยมีนาย จารุวิทย์ (สงวนนามสกุล) ชาว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ที่ขับตามมา จนทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

นาย จารุวิทย์ เล่าว่า กลับจากพาญาติพี่น้องไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลในตัวเมืองชุมพร และกำลังจะกลับบ้าน ที่ อ.หลังสวน  ขณะที่ขับรถมาถึงที่เกิดเหตุได้เห็น   รถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงินดำ หมายเลขทะเบียน  ข ก ธ 72 ชุมพร เฉียวชนกับรถกระบะสีขาวไม่เห็นป้ายทะเบียน อยู่ด้านหน้าก่อน ทีจะมีการเฉียวชนกับรถของตน และยังรอให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ

ร.ต.อ. กรัณย์พล เพชรวงค์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.บ้านวิสัยเหนือ จ.ชุมพร ตรวจสอบและรวบร่วมเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ และจะติดตามตัวผู้ขับรถกระบะสีขาว มาสอบสวน จะ ประสานญาติและผู้เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามรายละเอียดและดำเนินการตามขบวนการของขั้นตอน กฎหมาย ต่อไป.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว”

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันพฤหัสบดี ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๓๐ น.นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้เกียรติมาเป็นประธาน เปิด โครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบ นักท่องเที่ยว” ณ หาดทุ่งวัวแล่น ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร กล่าว โครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการให้บริการที่มีมาตรฐาน โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร

๒. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวมี จิตสำนึกในการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว และ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว ๓. เพื่อสร้างความมั่นใจและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดชุมพร ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เป็นมิตร และมีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร ได้รับการสนับสนุน งบประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ แผนงาน : บูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว หมวดงบดำเนินงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการดำเนินโครงการของสำนักงานการ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร ได้เล็งเห็น ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการท่องเที่ยว

โดยเน้นการ สื่อสารเชิงบวกและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ผ่านกิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว” ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของจังหวัด กระตุ้น จิตสำนึกและมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมทั้งสร้าง ความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความ เป็นธรรม

นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าว่า โครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญห
ด้านการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบ นักท่องเที่ยว”
ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติเป็นประธานเปิด โครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านการ ท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว”

ในวันนี้จากการกล่าวรายงานของท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพร ทำให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญยิ่งในทางเศรษฐกิจที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจช่วงทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรและหน่วยงานต่างๆ มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานบริการ

ในพื้นที่ พัฒนาแนวทางการบริหาร จัดการท่องเที่ยวในระดับจังหวัด เสริมสร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่น และ สนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืนและมีความรับผิดชอบตามแนวทางของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียว อันจะนำไปสู่การยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรในระยะยา

ผมขอชื่นชมคณะทำงานและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ได้ร่วมกัน จัดโครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหาด้าน การท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กิจกรรม “Clean & Fair เที่ยวชุมพร มั่นใจ ปลอดภัย ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว” และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัด กิจกรรมในครั้งนี้ จะบรรลุประสงค์ทุกประการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชิงถ้วยพระราชทาน ครั้งที่ 25 จัดแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง เจ้าแห่งสายน้ำ คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก

ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514 วันนี้ (11 ก.ย. 68) นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธีเปิดงานแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ประจำปี 2568

ร่วมกับ ว่าที่ร้อยตรี กิตติภพ รอดดอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร , สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพร

ร่วมในพิธี ณ คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ตำบลนาชะอัง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง

ธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมความรักความสามัคคีของประชาชน และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีต่อปวงชนชาวไทย

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร จัดงานแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง จังหวัดชุมพร ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568

ณ คลองในหลวงหัววัง-พนังตัก ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในประเภท 32 ฝีพายผู้นำ และประเภท 16 ฝีพายทั่วไป, ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ในประเภทเรือยาว 32 ฝีพายทั่วไปภายในจังหวัดชุมพร, และถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางวัฒน วรขัตติยราชนารี ในประเภทเรือยาว 8 ฝีพาย นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแสดงถึงพระราชกรณียกิจ

ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,การประกวดกองเชียร์แข่งขันเรือยาว, การแสดงลานวัฒนธรรม, การแสดงศิลปวัฒนธรรม, การแสดงถึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.
องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

ได้จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง ณ คลองหัววัง – พนังตัก มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ซึ่งนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันงดงามของไทยให้คงอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่รุ่นหลังแล้ว

ยังถือเป็นกิจกรรมสำคัญของชาวจังหวัดชุมพร ที่ได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและความห่วงใยพสกนิกรชาวชุมพรมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในด้านการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ซึ่งในอดีตพื้นที่ตัวเมืองชุมพรต้องประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก แต่ด้วยพระราชดำริในการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ และการขุดคลองหัววัง – พนังตัก ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ปัญหาดังกล่าวจึงค่อย ๆ บรรเทาเบาบางลง นับเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันแสดงพลังแห่งความสามัคคี

พร้อมส่งเสริมและสืบสานวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าให้คงอยู่คู่ชุมพรสืบไป ภายใต้เสียงกลอง เสียงพาย และแรงเชียร์ที่ดังกระหึ่มเหนือสายน้ำแห่งศรัทธา ซึ่งไม่เพียงเป็นการแข่งขัน หากยังเป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของชาวชุมพรที่พร้อมใจเทิดทูนสถาบัน ชื่นชมรากเหง้าทางวัฒนธรรม และร่วมสร้างความภาคภูมิใจให้บ้านเกิดอย่างแท้จริง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ ของ ภ.จว.ลำปาง

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น.พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติคดีรายสำคัญ ของ สภ.สบปราบ จว.ลำปางกรณีเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 16.40 น. ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ จับผู้ต้องหา 1 คน รถบรรทุกพ่วง 1 คัน ยาเสพติดของกลาง ยาไอซ์ ประมาณ 100 กิโลกรัม

โดยมี นายชุติเดช มีจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร ผบ.มทบ.32, นายฉัตรชัย วงศ์ปริยากร นายอำเภอสบปราบ, ผู้แทน กอ.รมน. จังหวัดลำปาง, ศพฐ.5, ปส.ภาค 5, ผกก.สภ.สบปราบ ร่วมแถลงผลการจับกุม

ณ ลานแถลงข่าวตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ถ.ลำปาง – แจ้ห่ม ต.ต้นธงชัย อ.เมืองลำปาง จว.ลำปางสรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจฎธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 10 ก.ย.68

จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 25,695
คดีรายสำคัญ 249 คดี
ยึดของกลางยาเสพติด

  • ยาบ้า 260 ล้านเม็ดเศษ
  • ไอซ์ 11,900 กิโลกรัมเศษ
  • เฮโรอีน 211 กิโลกรัมเศษ
  • เคตามีน 1,840 กิโลกรัมเศษ
  • ฝิ่น 160 กิโลกรัมเศษ

ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด
ประมาณ 1,246 ล้านบาทเศษ…
//สมจิตรแสงบัลลังค์รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กฟผ.จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ด้านความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในอาคาร โรงเรียนน่านประชาอุทิศ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ณ โรงเรียนน่านประชาอุทิศ ต.กองควาย อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายเวธิต ยะติ ผู้อำนวยการโรงเรียนน่านประชาอุทิศ ได้กล่าวต้อนรับและขอบคุณคณะบริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

คณะบริหารเทศบาลตำบลกองควาย รองผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน รองผอ.คณะอาจารย์ นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคน่าน ทีมข่าวสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ผู้นำท้องที่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนน่านประชาอุทิศ

โดยมี ดร.ธงชัย ดิษยเดช วิศวกรระดับ 9 ทำหน้าที่หัวหน้าแผนกบำรุงรักษา สถานีไฟฟ้า 3 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกล่าวรายงานวัตถประสงค์ต่อคุณโสภา ชวนวัน รองผอ.สพม.น่าน ประธานในพิธีเปิดโครงการEgat together2025 กิจกรรมเสริมสร้างความรู้

ด้านความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในอาคารซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมกับ วิทยาลัยเทคนิคน่าน ได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ ด้านความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในอาคารโรงเรียน
น่านประชาอุทิศ ระหว่างวันที่ 8-11กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้


1.เพื่อให้นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ
ไฟฟ้า รวมถึงระบบไฟฟ้าภายในอาคารมีความปลอดภัย และประหยัดพลังงาน
2.เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตระหนักถึงอันตราย และใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยความปลอดภัย

3.เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิต และทรัพย์สินได้ อีกทั้ง
สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกวิธี ตลอดจนถึงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน ต่อไป/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/วิสุทธิ์ ศรีเมือง/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

​สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.มุกดาหาร สุดฉาว! ร.ต.ท.ปราบยาดีเด่น ผันตัวเป็นผู้ค้า ถูก ตชด. จับพร้อมของกลางยาบ้า 30,000 เม็ด / ตร.กาฬสินธุ์–มุกดาหาร ขยายผลจับกุมขบวนการลักลอบค้ากระสุนปืนสงครามจาก สปป.ลาว กว่า 2,000 นัด

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดมุกดาหารว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 มุกดาหาร ได้รับแจ้งจากสายลับว่า สามารถติดต่อล่อซื้อยาเสพติดในพื้นที่ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร หน.ชุด ชปข.ร้อย ตชด.234 พร้อมกำลังพลรวม 15 นาย ร่วมวางแผนจับกุม กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายเกรียงศักดิ์ หรือ”ปื้ด” พิกุลศรี อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 227 ม.2 ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. บ้านศูนย์ไหม อ.เมืองมุกดาหาร

จากการขยายผลนายปื้ด รับว่าได้นำยาเสพติดทั้งหมดมาจาก ร.ต.ท.โทรจิตร แข็งแรง อายุ 57 ปี รอง สว.สส.สภ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร และได้นำยาเสพติดดังกล่าวมาขายให้กับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจริง จากนั้นจะนำเงินที่ได้จากการขายยาเสพติดดังกล่าวไปมอบให้ ร.ต.ท.โทรจิตร เจ้าหน้าที่จึงได้จึงได้วางแผนนัดหมายการรับมอบเงินที่บ้านนายปื๊ด ต่อมาเมื่อถึงเวลานัดหมาย ร.ต.ท.โทรจิตร ได้เดินทางมารับเงินจำนวนดังกล่าว และนายปื้ดจึงได้ส่งมอบเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดให้ ร.ต.ท.โทรจิตร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการแสดงตัวเข้าจับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน พร้อมตรวจยึดยาบ้าจำนวนประมาณ 30,000 เม็ด และอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อสมิทแอนเวสสัน พร้อมเครื่องกระสุน 13 นัด ไว้เป็นของกลางเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ร.ต.ท.โทรจิตร เพิ่งเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณผู้มีผลการ ปฏิบัติงานดีเด่นด้านการปราบปรามยาเสพติดของตํารวจภูธรภาค 4 ที่ห้องประชุมศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

ตร.กาฬสินธุ์–มุกดาหาร ขยายผลจับกุมขบวนการลักลอบค้ากระสุนปืนสงครามจาก สปป.ลาว กว่า 2,000 นัด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ได้ตั้งจุดตรวจบนถนนกาฬสินธุ์–กุฉินารายณ์ ช่วงบ้านคอนเรียบ ต.หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ จนพบและควบคุมตัว นายวิชัย ใจช่วง อายุ 24 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ที่ 3223/2568 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ในคดีเกี่ยวกับการเปิดหรือยินยอมให้ใช้บัญชี/โทรศัพท์เพื่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีระหว่างการสอบสวน นายวิชัยฯ ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการติดต่อกับชาวลาว เพื่อรับกระสุนปืนสงครามอาก้า หรือ AK-47 ขนาด 7.62 มม. จำนวน 2,000 นัด ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร

ตำรวจชุดจับกุมจึงประสาน พ.ต.ต.มนัส บุตรวงศ์ สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร วางแผนล่อซื้อ ก่อนนัดหมายที่ถนนหน้าท่าทรายดาวเลิงนกทา ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร กระทั่งพบ นายสาคอน ไชยะมุงคุน อายุ 21 ปี ชาวแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ถือกระสอบต้องสงสัย เมื่อเห็นตำรวจแสดงตัวได้พยายามหลบหนี แต่ถูกจับกุมไว้ได้ตรวจสอบภายในกระสอบพบ กระสุนปืนขนาด 7.62 มม. รวม 2,214 นัด นายสาคอนฯ รับสารภาพว่า ได้รับกระสุนมาจากชายลาวชื่อ “น้อย” เพื่อนำมาส่งให้ผู้ซื้อ โดยจะได้รับค่าจ้าง 9,000 บาท

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “มีกระสุนปืนสงครามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” และควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนาน ปี 2025 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร โดย “ท่าเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบูรพาทิศ” ในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย สำหรับ “เทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนาน ปี 2025” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, สมาคมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติฝูเจี้ยน, สมาคมการส่งเสริมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฝูเจี้ยน โดยมี สมาคมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติเฉวียนโจว และ สมาคมจีนเฉวียนโจว–จินเจียงแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ

ดำเนินงานโดย สำนักงานวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์และการท่องเที่ยวเมืองเฉวียนโจว, สหพันธ์อุตสาหกรรมชุมชนเมืองและชนบทเฉวียนโจว, สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลเมืองเฉวียนโจว, ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมหมิ่นหนานเฉวียนโจว และ สำนักเลขาธิการเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลก เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย งานนี้ไม่เพียงแต่มีพันธกิจในการสืบสานมิตรภาพอันดั้งเดิมระหว่างสองประเทศและส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างอารยธรรมเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับการเผยแพร่วัฒนธรรมหมิ่นหนาน วัฒนธรรมทางทะเล

และวัฒนธรรมชาวจีนโพ้นทะเลในเวทีนานาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ใหม่ของการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศ โดยจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 8-11 ก.ย. ที่ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เป้าหมายของเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานคือการส่งเสริมการสืบสาน

การนำเสนอ การแลกเปลี่ยน และความสัมพันธ์ฉันท์มิตรทางวัฒนธรรม โดยในปีนี้ เทศกาลฯ มุ่งเน้นการสร้าง “ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลก” ร่วมกับเซียะเหมิน จางโจว เฉวียนโจว ชุมชนสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน และชุมชนหมิ่นหนานในต่างประเทศ ได้มีการวางแผนจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย อาทิ

พิธีเปิดและการแสดงวัฒนธรรมเวทีเสวนาวัฒนธรรมหมิ่นหนานการแข่งขันประกวดเพลงนานาชาติ ครั้งที่ 2 “Chinese Sentiment, Global Hearts” จัดโดย KuGou Musicการประชุมส่งเสริมการลงทุนด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเฉวียนโจวนิทรรศการงานหัตถกรรมดั้งเดิมหมิ่นหนานและผลงานสร้างสรรค์งานชิมผลิตภัณฑ์แบรนด์เก่าแก่ของหมิ่นหนานกิจกรรม “Caring for the Chinese Diaspora · Cross-border E-commerce Training for Overseas Chinese Youth from Small-language-speaking Countries (Thailand Special Session)” ครั้งที่ 5

ภายในเทศกาลจะมีการจัดพื้นที่นิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาจู่, การชิมอาหารสมุนไพรจีน, การสวมดอกไม้และจัดแสดงชุดประจำชาติจีน–ไทย และนิทรรศการภาพถ่ายศิลปะ “ท่าเรือยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบูรพาทิศในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน”, นิทรรศการ “ความทรงจำเส้นทางสายไหมทางทะเล · ประวัติศาสตร์ชาวจีนโพ้นทะเลในตุนหวง”, นิทรรศการ “สืบรากเหง้า” เกี่ยวกับสกุลวงศ์ และการจัดแสดงภาพแทงคาขนาดใหญ่ชื่อ “ท่าเรือยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบูรพาทิศในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน” (ขนาด 7.2 เมตร × 1.6 เมตร) อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะพาผู้ชมสัมผัสอย่างลึกซึ้งถึงรากเหง้าประวัติศาสตร์อันยาวนานและเสน่ห์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของฝูเจี้ยนตอนใต้


ในโอกาสนี้ยังตรงกับการเปลี่ยนผ่านผู้นำของสมาคมจีนเฉวียนโจว–จินเจียงแห่งประเทศไทย โดยหอการค้าแห่งนี้ได้ยึดมั่นในจิตวิญญาณหมิ่นหนานที่ว่า “กล้าสู้ กล้าชนะ และสามัคคีเกื้อกูล” อุทิศตนเพื่อการบริการชาวจีนโพ้นทะเล ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างชาวจีนท้องถิ่น และตอบแทนถิ่นกำเนิด อีกทั้งยังเป็นเวทีการสื่อสารที่สำคัญสำหรับชุมชนหมิ่นหนานในประเทศไทย และมีบทบาท

ในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมิตรภาพจีน–ไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลกได้จัดขึ้นสำเร็จมาแล้วในไถหนัน, เฉวียนโจว, มาเก๊า, จินเหมิน, มะละกา, ดูไบ, ฮ่องกง, มะนิลา และ จาการ์ตา นับตั้งแต่ปี 2012 และในปี 2017 ได้มีการจัดสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลกที่เมืองโบราณจื่อถง–เฉวียนโจว โดยผู้แทนที่เข้าร่วมได้ร่วมกันบรรลุ “共识เฉวียนโจว” (ฉวนโจว คอนเซนซัส) เพื่อผลักดันให้มีการจัดเทศกาลวัฒนธรรมหมิ่นหนานโลกอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / Goodwill Games 2025 ไทย–มาเลย์ เสริมสัมพันธ์สองแผ่นดิน Soft Power สู่สายตาโลก คาดเงินสะพัดกว่า 9 ล้านบาท 13–15 ก.ย.นี้ ที่สุไหงโก-ลก

วันที่ 10 กันยายน 2568 ที่โรงแรมเก็นติ้ง อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย นายสิโรตม์ มียศ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬากรมพละศึกษา YB ZAMAKHSHARI BIN MUHAMAD รองมุขด้านกีฬาและกิจการเยาวชน ผู้แทนฝ่ายประเทศมาเลเซีย

นายณรงค์ สังประสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนราธิวาส นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก และนายสันติ บินยะโกะ รองนายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโกลก ร่วมแถลงข่าวโครงการกีฬาและนันทนาการสร้างเสริมความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซียประจำปี 2568 (Goodwil Games 2025จังหวัดนราธิวาส โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดงานใหญ่ “โครงการกีฬาและนันทนาการสร้างเสริมความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซีย (Goodwill Games 2025)”

ระหว่างวันที่ 13–15 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก และสถานที่สำคัญในพื้นที่ เพื่อสานสัมพันธ์สองแผ่นดินผ่านพลังของกีฬาและกิจกรรมเชื่อมโยงวัฒนธรรม
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีเชื่อมความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซีย ผ่านพลังของกีฬาและกิจกรรมนันทนาการ หวังสร้างความสามัคคี เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเผยแพร่วัฒนธรรมทั้งสองประเทศ ตลอดจนใช้กีฬาเป็น Soft Power กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชายแดนใต้

ทั้งนี้นี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของประเทศไทย โดยใช้กีฬา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชายแดนใต้เป็นเครื่องมือเชื่อมมิตรภาพ เสริมสร้างความเข้าใจ และเปิดโอกาสให้ทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซียได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศมิตรภาพที่อบอุ่น

โดยพิธีเปิดจะมีขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2568 โดยมีนักกีฬาเยาวชนและทีมจากไทย–มาเลเซียเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,000 คนจากทั้งสองประเทศ ในหลากหลายประเภทกีฬา อาทิ ฟุตบอล, มวยไทย,ฟุตบอล Alstar,เปตอง,วอลเลย์บอล,ปันจักสีลัต,ยิงธนู,กีฬาเซปักตะกร้อ และกีฬาพื้นบ้าน พร้อมโชว์แมตช์พิเศษฟุตบอล All Star ไทย–มาเลย์ ที่ดึงนักเตะชื่อดังมาสร้างสีสันจากไม่เพียงเป็นการประลองฝีมือ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ก้าวข้ามพรมแดน

ซึ่งไฮไลต์ของงาน นอกจากการแข่งขันกีฬา ยังมีกิจกรรมด้านวัฒนธรรม การแสดงศิลปะพื้นบ้าน และงานเลี้ยงมิตรภาพ ที่เปิดโอกาสให้ชาวไทยและมาเลย์ได้ร่วมสานสัมพันธ์อย่างอบอุ่น
Goodwill Games 2025” ไม่ใช่เพียงงานกีฬา แต่คือเทศกาลแห่งมิตรภาพไทย–มาเลเซีย ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ร่วมเชียร์

ร่วมสัมผัส ร่วมสร้างความทรงจำ และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก ระหว่างวันที่ 13–15 กันยายน 2568 ณ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ร่วมชมการแข่งขันกีฬา การแสดงวัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน กระตุ้นการท่องเที่ยวอีกด้วย
//////////////////////////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหารสะเทือน! 🚨 บุกบ้านยึดยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด ซุกห้องน้ำ ผู้ต้องหาหนีรอด!”

เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 10 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4, กองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2, กอ.รมน., ร้อย ทพ.2105 ฉก.ทพ.21, นสร.กร., ชุดสืบสวน สภ.ผึ่งแดด และสายตรวจ สภ.ผึ่งแดด รวมกว่า 20 นาย สนธิกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่ ต.ผึ่งแดด อ.เมือง จ.มุกดาหาร

ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้า 1,600,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องน้ำ บ้านเลขที่ 123 ม.4 บ้านคำผึ้งอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก ซ่อนในตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอนบ้านเลขที่ 140 ม.4 กระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 3 นัด รถยนต์เก๋ง มิตซูบิชิ สีดำ ทะเบียน กษ 3649 อุดรธานี และเงินสด 39,040 บาท

อย่างไรก็ตาม ขณะเข้าตรวจค้นผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดนำส่งสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 4 เพื่อดำเนินการสืบสวน ขยายผล และติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มุกดาหาร #บ้านคำผึ้ง #ผึ่งแดด #ยาบ้า #ปปส #ทลายเครือข่ายยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาล ต.ท่าข้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ มอบหมวกนิรภัย สวมใส่ปลอกภัย 100 %

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ เทศบาลตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังนครราชสีมา เปิดเผยว่า ที่ผ่านพี่น้องประชาชนประสบอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่ไม่สวมใส่หมวกนิรภัย ซึ่งมีจำนวนมากทางจังหวัดมีนโยบายรณรงค์ให้ประชาชนสวมใส่หมวกนรภัยตามที่กฎหมานกำหนด จังหวัดจึงเป็นห่วงพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้ซ้อนท้ายหากไม่สวมหมวกนิรภัยจะมีบทลงโทษจับปรับ

ซึ่งมีอัตราค่าปรับสูงถึง 2,000 บาท ทางจังหวัดจึงมีความเป็นห่วง จึงได้มีการรณรงค์ให้สวมหมวกนิรภัยแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมีภาคเอกชนร่วมกับสโมสรไลอ้อนจังหวัดนครราชสีมา นำหมวกนิรภัยมอบให้เทศบาลตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติแจกหมวกนิรภัยให้กับชาวบ้านที่ไม่มีหมวกได้สวมใส่แบบฟรี สำหรับประชาชนที่ไม่ได้มารับแจกหมวกนิรภัย สามารถ ยืนหมวกนิรภัยได้ที่บ้านกำนัน อำเภอ และสถานีตำรวจ สวมใส่ขับขี่เพื่อความปลอดภัยแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ในการป้องกันอุบัติเหตุ นายสุรพันธ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

นายราชัน เศวตอมรกุล นายกเทศบาลตำบลท่าช้าง กล่าวต่อว่า เทศบาลตำบลท่าช้าง จัดทำ โครงการสวมหมวกนิรภัย แบบ100 เปอร์เซนต์ เทศบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของพี่น้องประชาชนชาวอำเภอเฉลิมพระเกียรติขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนหมวกนิรภัยจากสโมสรไลอ้อนจังหวัดนครราชสีมาและภาคเอกชนจำนวน 300 ใบ อย่างไรก็ดี นายกราชัน จึงขอฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องการสวมใส่หมวกนิรภัยอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันอย่างเข้มงวด จึงอยากให้มีการตับปรับให้เป็นมาตรฐานชาวบ้านจึงได้เล็งเห็นถึงควาปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะการปรับ มรโทษการจับปรับสูงถึง 2,000 บาท จึงอยากให้พี่น้องขาวตำบลท่าข้างสวมใส่หมวกนิรภัยตามกฎหมายกำหนด

นายพุฒิ พงศ์รพีพร นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เปิดเผยว่าในห้วงที่ผ่านมาทางราชการได้รับการสนับสนุนหมวกนิรภับกับทางคณะสงฆ์และเอกชน มาททำเป็นธนาคารหมวกกันน็อคซึ่งแต่ละตำบลมีหมวกนิรภัยตำบลละ 10ใบ ให้ประชาชนได้ยืมสวมใส่ ทาางสถานีตำรวจ มีให้ยืม จำนวน 30 ใบและอำเภอ อีก 20 ใบ ซู่งอำเภเฉลิมพระเกียรติให้ประชาชนที่ไม่มีหมวกนิรภัยยืมสวมใส่ กับธนาคารหมวกสวมใส่เพื่อความปลอดภั ยผกก.สภ.เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ทางสถานีตำรวจอำเภอเฉบิมพระเกียรติได้มีการจัดตั้งธนาคราให้ยืมหมสกนิรภัยให้กับกับประชาชนที่ไม่มีสวมใส่ เพราะกฎหมายได้ออกมามห้ผู้ขับขี่และผู้ซัอนสวมใส่หมวกนิรภัย หากไม่สวมใส่ตะมีการจับปรับจริง ซึ่งมีโทษจัยปรับสูงถึง 2,000 บาท ยึงมีความเป็นห่วงประชาชน ให้ประชาชนเคารพกฎหมายโดยการสวมใส่หมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัย ผกก.สภ.เฉลิมพระเกียรติ กล่าว

นางจุรีพร เศวตอมรกุล นายกสโมสรไลอ้อนจังหวัดนครราชสีมา กล่าว่าทางสโมสรไหลอ้อน ได้เล็งเห็นความปบอดภัยของชาวบ้าน ทางสโมสรไบอ้อนจึงรวมกับภาคเอกชนนำหวกกนิรภัยจำนวน 300 ใบมอบให้โครงการขับขี่ปลอดภัยสวมหมวกกันน็อคอย่างปลอดภัยกับเทศบาลตำบลท่าช้าง เพื่อมอบให้พี่น้องประชาชนได้สวมใส่และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดแล้ว! ลานวัฒนธรรมในงานแข่งเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธง 2568

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 18.30 น. นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรให้เกียรติมาเป็นประธานเปิด กิจกรรม “ลานวัฒนธรรม ประจำปี 2568”

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานแข่งเรือยาวประเพณีขึ้นโขนชิงธงจังหวัดชุมพร ณ เวทีกลาง คลองหัววังพนังตัก ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพ

นางดวงใจ เสมแก้ว รองปลัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร กล่าว ลานวัฒนธรรมโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนได้มี โอกาสแสดงความสามารถด้านศิลปะต่าง ๆ และเชิญชวนผู้สนใจร่วมแต่งกาย ด้วยชุดไทยอันเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

ลานวัฒนธรรมกำหนดจัด งานระหว่างวันที่ 10-14 กันยายน 2568 วันที่ 10 กันยายน 2568 การประกวดขับร้องเพลงลูกทุ่ง ประเภท ผู้สูงอายุ มีผู้สมัคร จำนวน 12 คน วันที่ 11 กันยายน 2568 ชมดนตรีโดยศิลปินผู้อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ คุณเอกชัย ศรีวิชัย วันที่ 12 กันยายน 2568

การประกวดขับร้องเพลง ประเภทเด็ก และเยาวชน รุ่นอายุระหว่าง 10-14 ปี และ อายุระหว่าง 15-18 ปี มีผู้สมัคร จำนวน 22 คน วันที่ 13 กันยายน 2568 การแสดงศิลปวัฒนธรรม จาก กลุ่มพลังสตรี จังหวัดชุมพร จำนวน 7 ชุดการแสดง สำหรับการเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้สนใจ

ร่วมแต่งกายชุดไทย นั้น ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผ่านทางสื่อโซเชียลทุกช่องทาง อาทิ กลุ่มไลน์ เฟสบุ๊ค องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร โดยได้รับการสนับสนุนรางวัล จากผู้ใหญ่ใจดี จำนวน 12 รางวัล มูลค่ารวม24,000 บาท เพื่อมอบให้กับ ผู้ร่วมงานที่แต่งกายชุดไทย สวยงาม เหมาะสม และถูกใจกรรมการ ผู้มอบรางวัล ผู้จัดงาน มุ่งหวังให้การจัดงานครั้งนี้

สามารถสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย เพื่อร่วมสร้างความภาคภูมิใจ ในความเป็นไทย และส่งผ่านเอกลักษณ์ไทยที่ถูกต้อง ส่งต่อให้เยาวชนคนรุ่นหลัง ได้รักษา และต่อยอดสืบไปอย่างยั่งยืน

นายนพพร อุสิทธิ์ กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเกียรติมาเป็นประธาน ในพิธีเปิดลานวัฒนธรรม งานประเพณีแข่งขันเรือยาวขึ้นโขนชิงธง คลองในหลวง หัววัง-พนังตัก ในวันนี้ ตามที่ท่านรองปลัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของ การจัดกิจกรรม ลานวัฒนธรรม

นับว่าเป็นการสนองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาและปรับปรุงการแต่งกาย ชุดไทยให้มีความเหมาะสมกับกาลสมัย เพื่อความภาคภูมิใจในความ เป็นไทย อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระดำริเชิญชวนประชาชนชาวไทยทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงกลุ่ม LGBTQ ร่วมกันสวมใส่ ชุดไทยพระราชนิยม ทั้ง 8 แบบ อย่างภาคภูมิใจ เพื่อแสดง อัตลักษณ์ความเป็นไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก และนำเสนอต่อยูเนสโก

เพื่อประกาศเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ผมขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรม ลานวัฒนธรรมครั้งนี้ ตลอดจนการเชิญชวนให้แต่งกายชุดไทย เป็นการ สร้างสีสันของงาน ถือเป็นแนวคิดร่วมสมัย ส่งเสริมความเป็นไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน สืบไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชลประทานที่ 1 เร่งตรวจสอบความเสียหายอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง หลังได้รับผลกระทบจากอิทธิพลพายุ “คาจิกิ”

วันนี้ (8 กันยายน 2568) เวลา 16.00 น. #นายณัฐวุฒิ #นากสุก #ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม #สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วย #นายปารเมศ #การุณนราพร #ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน

และนายภมร เพชระบูรณิน หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อ่างเก็บน้ำได้รับความเสียหายบริเวณทำนบดินและอาคารระบายน้ำล้น หลังจากพื้นที่เกิดฝนตกหนักอย่าง

ต่อเนื่องจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อ่างเก็บน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ตามปกติ

เพื่อประเมินความเสียหายและหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ประสานไปยังฝ่ายจัดการความปลอดภัยเขื่อนและอาคารชลประทาน

เพื่อส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบรายละเอียดของความเสียหายในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อวางแผนการซ่อมแซมและแก้ไขปัญหาต่อไป
…#สมจิตร แสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับปืนพกสั้น(ประกอบขึ้นเอง) .38 พร้อม ยาไอซ์ ยาบ้า จำนวนหนึ่ง

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ในช่วงระดมกวาดล้างยาเสพติด ระยะตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค.68-30 ก.ย.68 ภายใต้อำนวยการและสั่งการนายอเนก ชำนาญนา นายอำเภอละแม, นายวิบูลย์ เกลี้ยงวงค์ ปลัดอำเภอละแม, พ.ต.อ.อนันท์ อนุตรเวสารัช ผกก.สภ.ละแม, พ.ต.ท.สุชาติ สิงหา รอง ผกก.สส.สภ.ละแม และ พ.ต.ท.พชร อ่วมทองดี รอง ผกก.ป.สภ.ละแม ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers วันที่ 9 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ละแม นำโดย พ.ต.ต.โตษณ พันธุ์ทอง สว.สส.สภ.ละแม พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธนธัช ประเทียบอินทร์ รอง สว.สส.สภ.ละแม, ร.ต.ต.ธานินทร์ ทองแดง รอง สว.(สส.)สภ.ละแม, ด.ต.ทินกร ทองอ่อน และ ส.ต.ท.สุวพันธ์ ดำวรรณ ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers
ตรวจสอบพื้นที่ บ้านเลขที่ 84 หมู่ที่ 14 ต.ละแม อ.ละแม จว.ชุมพร พบ นายวิศรุตหรือลิป (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี สัญชาติ ไทย ชาว ตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร มีพฤติกรรมเสพยาเสพติ

จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจ ทำการจับกุมได้พร้อมของกลาง 1.) ยาบ้า ลักษณะเม็ดกลมแบน สีส้ม มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ wy ตรงกลางเม็ด อีกด้านหนึ่งผิวเรียบ ใส่ไว้ในถุงพลาสติกใส ชนิดกดปิดดึงเปิด ขนาด 6×9 ซม.จำนวน 1 เม็ด จำนวน 1 ถุง 2.) ไอซ์ ลักษณะเกล็ดใส ใส่ไว้ในถุงพลาสติกใส ชนิดกดปิดดึงเปิด ขนาด 5×8 ซม.น้ำหนักรวมถุงประมาณ 0.72 กรัม น้ำหนักเฉพาะไอซ์ประมาณ 0.15 กรัม จำนวน 1 ถุง 3.) ไอซ์ ลักษณะเกล็ดใส ใส่ไว้ในถุงพลาสติกใส ชนิดกดปิดดึงเปิด ขนาด 4×6 ซม.น้ำหนักรวมถุง 0.73 กรัม น้ำหนักเฉพาะไอซ์ 0.28 กรัม จำนวน 1 ถุง 4.) ปืนพกสั้น(ประกอบขึ้นเอง) ใช้ยิงกับกระสุน ขนาด .38 ความยาวลำกล้องประมาณ 6 ซม. จำนวน 1 กระบอก 5.) กระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 3 นัด 6.) ซองพกหนังสีดำ จำนวน 1 ซอง 7.) เครื่องชั่งดิจิตอล รูปทรงคล้ายกุญแจรีโหมดรถยนต์ จำนวน 2 เครื่อง 8.) กระเป๋าหนังสีน้ำตาล (กระเป๋าสตางค์) จำนวน 1 ใบ 9.) ถุงแบ่ง ขนาด 5×6 ซม. จำนวน 20 ถุง

จากการสอบสวน นายวิศรุตหรือลิป ฯ ให้การรับสารภาพว่าเป็นของตนเอง เจ้าหน้าที่จึงได้ส่งตรวจปัสสาวะ ใบรับรองผลการตรวจปัสสาวะจากโรงพยาบาลละแม ที่ 201/68 ลงวันที่ 9 กันยายน 2568 พบสารเมทแอมเฟตามีน จำนวน 1 ฉบับเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า โดยมีอาวุธปืนฯ และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนได้นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละแม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

สือรัฐ ทีวี บก.เอกสิทธ์ หมวดทอง