เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมชี้แจงแผนฝึกสอบสวน รุ่นที่14 ขับเคลื่อนกำลัง 9 นาย ลงพื้นที่ฝึกงาน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 ธ.ค.2568เวลา 11.30 น.พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ผบก.ภ.จว.นครปฐมพร้อมด้วยพ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ
รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐมพ.ต.อ.ไพรัตน์ รอดทอผก(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวนฯหน.งานสอบสวน และครูพี่เลี้ยง สภ.เมืองนครปฐม,สภ.กำแพงแสน,สภ.โพธิ์แก้ว,สภ.พุทธมณฑล
และผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงานสอบสวนหลักสูตรประกาศนียบัตร

ด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญารุ่นที่ 14 (กอต.(สอบสวน))
เข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทางการส่งตัวผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา รุ่นที่ 14 (กอต.(สอบสวน)) ประจำปึงบประมาณ พ.ศ.2568 ฝึกภาคปฏิบัติงานสอบสวนตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค.68 – 23 ม.ค.69 จำนวน 9 นายณ ห้องประชุม ชั้น 3 ภ.จว.นครปฐมต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เรือนจำกลางนครปฐม ตรวจเยี่ยมนิทรรศการเรือนจำกลางนครปฐม ในงานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 28 / อบจ.นครปฐมได้จัดเตรียมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานนิทรรศการศูนย์การเรียนรู้โครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” นิทรรศการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ และนิทรรศการศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (Care)

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจกรมราชทัณฑ์ด้านการพัฒนาผู้ต้องขัง สร้างทักษะอาชีพ และเตรียมความพร้อมคืนคนดีสู่สังคม ภายในงานเกษตรกำแพงแสน ครั้งที่ 28 ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

อบจ.นครปฐมได้จัดเตรียมสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม และ นางวิลาสินี สะสมทรัพย์ ภริยา, นายฐิรวิชญ์ สะสมทรัพย์ บุตรชาย พร้อมด้วย ผู้ช่วยผู้บริหาร ประธานสภาฯ รองประธานสภา สมาชิกสภาฯ รก.ปลัด อบจ. และเจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม พร้อมกับประชาชนจังหวัดนครปฐมได้ร่วมกันมอบสิ่งของต่างๆ อาทิ และน้ำดื่ม ยาสามัญ อาหารแห้ง อาหารสัตว์ ผ้าอนามัย นม ผ้าห่ม และของอื่นๆอีกจำนวนมาก

เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ และ นายกอบจ.นครปฐม ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกท่าน และทุกภาคส่วน ที่่ได้นำเครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นต่างๆ มาร่วมช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ในครั้งนี้ ชาวนครปฐมขอส่งความห่วงใยโดยการส่งมอบสิ่งของจำเป็น ขอให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ และขอให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการชลประทานเชียงใหม่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำและหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งเชียงใหม่และลำพูน วางแผนป้องกันภัยแล้ง

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 3 ธ.ค. 68 นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2569 พื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน) โดยมี นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1, นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่, นายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 1, นายสุภรณ์วัฒน์ สุรการ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานลำพูน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ชลประทาน กลุ่มผู้ใช้น้ำเชียงใหม่ และลำพูน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 1 ถนนทุ่งโฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

นายจิรชัย พัฒนพงศา ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า ปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยของประเทศไทยในปี 2568 สูงกว่าปกติ 9 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์ลานีญา ปัจจุบันเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีน้ำก็บกัก 279.327 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 105.41 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าปี 67 ประมาณ 1.164 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 0.41 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 255.827 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 97.27 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าปี 67 ประมาณ 37.122 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 16.97 เปอร์เซ็นต์ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ปีนี้มีปริมาณน้ำเต็มเก็บกักเต็มความจุ พร้อมกันนี้ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ ส่งน้ำเป็นรอบเวร โดยจะเริ่มส่งน้ำก้อนแรก ในวันที่ 2 ม.ค. 69 ไปสิ้นสุดวันสุดท้าย 28 พ.ค. 69 รวม 21 รอบเวร อัตราการส่งน้ำรวมทั้งหมด 80 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปีนี้ได้ส่งน้ำน้อยกว่าปีทีที่ผ่านมา ในปี 67/68 ที่ผ่านมา ได้ส่งน้ำ 21 รอบเวร ปริมาณน้ำรวม 91.41 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงยังคงมีปริมาณมาก

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 กล่าวว่า พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำปิงตอนบน ตั้งแต่ด้านท้ายฝายแม่แฝกจนถึงบริเวณเหนือเขื่อนภูมิพล มีความต้องการใช้น้ำจากแม่น้ำปิงมากขึ้นในด้านอุปโภค-บริโภค (ประปา) และด้านการเกษตร แต่แม่ม่น้ำปิงมีปริมาณต้นทุนจำกัดโดยเฉพาะฤดูแล้ง จึงจำเป็นต้องส่งน้ำจากเขื่อนแม่งัดฯ ให้การสนับสนุนเป็นประจำทุกปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปิงตอนบนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดำเนินการตามมาตรการของสำนักงานชลประทานที่ 1 ในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประหยัดน้ำเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้กรณีฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนหรือต่อเนื่องไปในฤดูแล้งปีถัดไป จึงได้มีการจัดการประชุมในวันนี้

พร้มดำเนินการตามนโยบายของกรมชลประทาน และแผนการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่ทางสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้วางไว้ 6 มาตรการ คือ 1.ประตูระบายน้ำ/ฝาย เปิด รับน้ำเฉพาะการอุปโภค-บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ตามแผนการเพาะปลูกและจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้เท่านั้น 2.จะรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำปิง เพื่อความมั่นคงของตลิ่ง และควบคุมการปิดกั้นทางน้ำที่จะเป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการน้ำ 3.เฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลองและแหล่งน้ำต่างๆ 4.การประปาส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น สูบน้ำได้ตามปกติ 5.ขอความร่วมมืองดเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำปิงและในระบบชลประทาน (คลองส่งน้ำ/เหมืองส่งน้ำ) และ 6.ขอความร่วมมือสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกตามปฏิทินการสูบน้ำที่ได้วางแผนรอบเวรไว้แล้ว

มีการจัดทำแผนที่และข้อมูลเจ้าหน้าที่ พร้อมเบอร์โทรของผู้ดูแลในส่วนงานต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งฝาย ประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำ รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำกลุ่มต่างๆ เพื่อให้การบริหารน้ำและการประสานงานได้สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก่อนส่งน้ำได้ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำติดตามข่าวสถานการณ์น้ำต้นทุน เพื่อวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ทางกลุ่มไลน์ “ลุ่ม น้ำปิง” พร้อมแจ้งความต้องการเพาะปลูกพืชให้เจ้าหน้าที่ เพื่อวางแผนการเพาะ

ปลูกและแผนการส่งน้ำ ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการ ร่วมประชุมชี้แจงแผนการบริหารจัดการน้ำประจำปี เพื่อร่วมจัดทำข้อตกลงการส่งน้ำและการใช้น้ำร่วมกัน ส่วนช่วงระหว่างส่งนน้ำ ในพื้นที่เพาะปลูกพืชให้เป็นไปตามแผนฯ ใช้น้ำตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด แจ้งผลการส่งน้ำ และช่วยติดตามแก้ไขปัญหาการส่งน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่ และสามารถขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำฯ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ และหลังส่งน้ำ จะมีการแจ้งผลความก้าวหน้าการเพาะปลูกพืช / ผลผลิต เพื่อรายงานให้เจ้าหน้าที่ทราบและเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป…

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โคราชระดมพลังน้ำใจ ส่งขบวนสิ่งของกว่า 8 พันกิโลและเงินบริจาค 8.7 แสน ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ขึ้น C-130 ลำเลียงสู่หาดใหญ่

แชร์เนื้อหานี้

ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 จังหวัดนครราชสีมา นาย อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานปล่อยขบวนลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ หลังจังหวัดนครราชสีมาเปิดศูนย์รับบริจาคตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงองค์กรการกุศล ที่ร่วมบริจาคสิ่งของและเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

สำหรับสิ่งของที่ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมบริจาค ประกอบด้วย ข้าวสาร 6,500 กิโลกรัม น้ำดื่ม 7,600 แพ็ค อาหารสำเร็จรูปและปลากระป๋อง 4,350 ลัง เสื้อผ้า–เครื่องนุ่งห่ม 1,860 ลัง รวมถึง เงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 875,051.92 บาท ซึ่งได้ผ่านการรวบรวมและจัดลำเลียงเพื่อส่งมอบต่ออย่างเป็นระบบ

จังหวัดนครราชสีมาได้ประสานการลำเลียงสิ่งของจากโคราชไปยัง ที่ว่าการอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อจัดเตรียมนำขึ้นเครื่องบินลำเลียง C-130 ของกองทัพอากาศ จากสนามบินฝูงบิน 237 (น้ำพอง) ส่งตรงไปยังสนามบินหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนกระจายต่อให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ของภาคใต้

ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปด้วยความร่วมมือใกล้ชิดจากหน่วยงานในพื้นที่ โดยมี
นางสาววรางคณา ถนอมวงษ์ ผู้อำนวยการส่วนฝึกอบรม ศูนย์ปภ.เขต 5 นครราชสีมา ,นายกฤษฏิ์ พูนเกษม เป็นหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา

และ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา (ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา) ร่วมอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลกระบวนการลำเลียงสิ่งของทั้งหมด เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้เป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด จังหวัดนครราชสีมายืนยันจะเดินหน้ารวบรวมความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณทุกน้ำใจจากชาวโคราชที่ร่วมกันส่งต่อพลังแห่งความห่วงใยสู่ผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้.

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมุทรปราการ ส่งกำลังสมาชิก อส.ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดสมุทรปราการ ส่งกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปฏิบัติภารกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดสมุทรปราการ

ปล่อยแถวกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 12 นาย เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้ให้โอวาทแก่ สมาชิก อส.ที่ไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของจังหวัดสมุทรปราการว่า ขอปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ

เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด และปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวังคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและของตนเอง และขอให้การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ของสมาชิก อส.จังหวัดสมุทรปราการมีความปลอดภัย และขอให้การเดินทางกลับมีความปลอดภัยเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น

นอกจากนี้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ โดยนางสาวอรวรรณ ชิณศรี นายกล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ได้ตั้งจุดรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้

ณ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ โดยมี หน่วยงานราชการ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินและสิ่งของ อาทิ น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง อาหารพร้อมรับประทาน นม นมผงสำหรับเด็ก แพมเพอร์ส สำหรับเด็กและผู้ใหญ่

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ไม่สะดวกบริจาคเป็นสิ่งของ สามารถบริจาคเป็นเงิน ผ่านบัญชีสภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ประเภทบัญชี กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 045 3 04637 0 โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวจัดงาน “เสด็จเตี่ย” กรมหลวงชุมพรฯ และงานกาชาดจังหวัดชุมพร ประจำปี 2568 คึกคัก

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ บริเวณพระตำหนักเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานแถลงข่าวการ

จัดงานเทิดพระเกียรติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และงานกาชาดจังหวัดชุมพร ประจำปี 2568 พร้อมด้วยนางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ และสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า งานเทิดพระเกียรติฯ และงานกาชาดจังหวัดชุมพร เป็นงานประจำปีที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2528 เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติคุณของ “เสด็จเตี่ย” กรมหลวงชุมพรฯ

เนื่องในวันคล้ายวันประสูติวันที่ 19 ธันวาคม อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว เผยแพร่ของดีจังหวัดชุมพร และหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยและผู้ด้อยโอกาส ผ่านภารกิจของเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

สำหรับปี 2568 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 18–26 ธันวาคม 2568 ณ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร โดยปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี พร้อมการมีส่วนร่วมของชุมชนทุกอำเภอในจังหวัด

ไฮไลต์สำคัญ วันที่ 19 ธันวาคม 2568
• พิธีเจริญพระพุทธมนต์
• พิธีบวงสรวง
• พิธีเปลี่ยนธงราชนาวี
• การแสดงรำเทิดพระเกียรติจากนางรำกว่า 2,000 คน

ถือเป็นกิจกรรมเชิดชูพระเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกิจกรรมหนึ่งของชุมพร
• ขบวนแห่เทิดพระเกียรติฯ และขบวนของดีชุมพรช่วงบ่าย
• พิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในช่วงค่ำ บริเวณเวทีหลักภายในงาน

กิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจ
• การประกวดร้องเพลง วันที่ 20 ธ.ค.
• การประกวด Miss Chumphon 2025 วันที่ 23 ธ.ค.
• การออกรางวัลสลากกาชาดจังหวัดชุมพร วันที่ 26 ธ.ค. ชิงรางวัลใหญ่รถกระบะ TOYOTA HILUX REVO 4 ประตู พร้อมของรางวัลอีกมากมาย
• การออกร้าน OTOP ภายใต้แนวคิด

“เทิดพระเกียรติองค์อาภากร เสน่ห์ OTOP ชุมพร ภูมิปัญญาไทย สู่กาชาดชุมพร 2568”
• นิทรรศการจากหน่วยงานรัฐและเอกชน
• การแข่งขันและสาธิตด้านการเกษตร
• กิจกรรม “ดริปหรอย” ชิมกาแฟชุมพร
• ชิมเมนูสร้างสรรค์ “จิ้งหรีดหม่าล่า & สุกี้”
• ไฮไลต์การแข่งขันสุดฮือฮา “ศึกชิงแชมป์จ้าวนักดูด & ดื่ม (นม)” จังหวัดชุมพร

ด้านความบันเทิง มีการแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงท้องถิ่น และคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังหมุนเวียนขึ้นเวทีกลางทุกคืน รวมถึงกิจกรรมจากบูธเอกชนตลอดทั้งงาน คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและจากต่างพื้นที่ สร้างรายได้หมุนเวียนให้จังหวัดชุมพรจำนวนมาก

จังหวัดชุมพรขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานใหญ่ปลายปี เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ สนับสนุนภารกิจของกาชาด และร่วมสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นอันงดงามของเมืองชุมพรอีกด้วย.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ปากคาดคึกคัก! จัดกีฬาเยาวชนฉลองครบรอบ 47 ปี / ศรัทธารวมใจ 50 ปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จะจัดกิจกรรม “เดิน–วิ่ง รวมใจเพื่อผู้ประสบภัยจากช้างป่า ครั้งที่ 3” อ.บุ่งคล้าจ.บึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

เป็นไปตามคาด…บรรยากาศความสุขล้นอำเภอปากคาด เมื่อ นายวุฒิชัย ชัยภูวนารถ นายอำเภอปากคาด เป็นประธานให้โอวาทแก่นักกีฬา

ในการแข่งขัน วอลเลย์บอลเยาวชนประชาชนหญิง และ ฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี เนื่องในโอกาสวันสถาปนาอำเภอปากคาด ครบรอบ 47 ปี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีกีฬาที่สร้างทั้ง คุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ให้กับพื้นที่อย่างแท้จริง ด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ เสริมสร้างสุขภาพ และสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ อำเภอพรเจริญ ก็ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดการแข่งขันกีฬาฉลองวันสถาปนาอำเภออย่างคึกคักเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของพื้นที่ในการพัฒนากีฬาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้บูรณาการนำเจ้าหน้าที่พลศึกษาลงพื้นที่สนับสนุนภารกิจของนายอำเภอทั้งสองอำเภอ เพื่อส่งเสริมการพัฒนากีฬาชุมชนและ

เยาวชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย สอดคล้องกับ แผนพัฒนาการกีฬาชาติ ฉบับที่ 7 ภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

ประชุมศรัทธารวมใจ 50 ปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จัดกิจกรรม “เดิน–วิ่ง รวมใจเพื่อผู้ประสบภัยจากช้างป่า ครั้งที่ 3”อ.บุ่งคล้าจ.บึงกาฬ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุมศรัทธารวมใจ 50 ปีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ นายคมกฤต บุญทอง นายอำเภอบุ่งคล้า เป็นประธานประชุมเตรียมความ

พร้อมการจัดกิจกรรม “เดิน–วิ่ง รวมใจเพื่อผู้ประสบภัยจากช้างป่า ครั้งที่ 3” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะทำงานแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เข้าร่วมประชุมเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ดำเนินโดย คณะกรรมการกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากช้างป่าอำเภอบุ่งคล้า และภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุช้างป่า พร้อมส่งเสริมการรับรู้ด้านการอนุรักษ์และอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าอย่างสมดุล

กิจกรรม เดิน–วิ่ง รวมใจเพื่อผู้ประสบภัยจากช้างป่า ครั้งที่ 3 กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ณ บริเวณ สะพานกิ้งกำ – เสาค้ำบ้านชูเมือง อำเภอบุ่งคล้า ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านบุ่งคล้า ตำบลบุ่งคล้า และที่ สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว บ้านขามเปี้ย ตำบลบุ่งคล้า จังหวัดบึงกาฬ

โดยที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาแนวทางบริหารจัดการเส้นทางวิ่ง มาตรการด้านความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การอำนวยความสะดวกผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตลอดจนการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่

ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เกษตรจังหวัดน่านจับมือเลมอนฟาร์ม ดันส้มสีทองเข้าตลาด Modern Trade”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ศรีวิชัย เกษตรจังหวัดน่าน มอบหมายให้นายธนัย บุญมาธิวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร

พร้อมด้วยนางสาวพัชราภรณ์ บุญมา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และนางสาวนฤมล อำพร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ

กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร ดำเนินการส่งเสริมและขับเคลื่อนการตลาดผลผลิตส้มของกลุ่มแปลงใหญ่ส้มเขียวหวานที่สูงตำบลสะเนียน โดยเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ตลาด Modern Trade กับร้านเลมอนฟาร์ม

ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ร่วมรับซื้อผลผลิตมาตลอดระยะเวลา 1 ปี สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาตลาดในปี 2569 ได้กำหนดแนวปฏิบัติสำคัญ ได้แก่

  1. การคัดคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้ส้มคุณภาพดีตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ
  2. การจัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายของผลผลิต และส่งมอบสินค้าได้ทันตามกำหนด
  3. การรักษามาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและคู่ค้า ทั้งนี้ เลมอนฟาร์มยังได้ดำเนินการ “ตรวจสอบย้อนกลับ” ทุกครั้งที่พบผลผลิตไม่เป็นไปตามคุณภาพที่กำหนด เพื่อร่วมแก้ไขและพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น เป็นการยกระดับมาตรฐานผลผลิตส้มสะเนียนสู่ตลาดสุขภาพระดับประเทศ ณ กลุ่มแปลงใหญ่ส้มเขียวหวานที่สูงตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ยกเครื่องระบบสุขภาพปฐมภูมิ “Korat Model”“นายกหน่อย” หัวเรือใหญ่ ตั้งโต๊ะ!! Brainstormเปิดเวที ถกทิศทางออกแบบงานด้านสาธารณสุขอย่างมีส่วนร่วม

แชร์เนื้อหานี้

อบจ.โคราช – หน่วยงานสาธารณสุข ร่วมเวทีถกทิศทางเดินหน้าระบบสุขภาพปฐมภูมิ ด้าน “นายกหน่อย – ยลดาฯ” นั่งหัวโต๊ะ เปิดประเด็นการมีส่วนร่วมแบบ “บัดดี้” ยก สสจ.โคราช เป็นพี่เลี้ยง พร้อม โรงพยาบาลอำเภอ ร่วมออกแบบงานด้านสาธารณสุข เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพปฐมภูมิ “Korat Model” ที่จะส่งผลให้ประชาชนคนโคราชมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ย้ำ!! อบจ. จะช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะตรงนี้ถือเป็นงานใหม่ที่ท้าทาย!!

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ โรงแรมเดอะริช นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา, นพ.วิชาญ คิดเห็น นพ.สสจ.นครราชสีมา นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายก อบจ. นายวุฒิชัย วงค์ปัญโญ ปลัด อบจ. และ นพ.สุผล ตติยนันทพร ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข พร้อมด้วย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำอำเภอ(รพช.) 32 แห่ง, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ หน่วยงานสาธารณสุข ใน จ.นครราชสีมา ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ “Korat Model”

เพื่อหารือการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนามาตรฐานบริการ การจัดบริการระบบสุขภาพ การจัดการทรัพยากรในระบบสุขภาพ ระดมแนวคิดออกแบบงานด้านสาธารณสุขอย่างมีส่วนร่วม โดยเฉพาะด้านงานโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) งานสุขภาพช่องปาก รวมถึงการพัฒนาและแลกเปลี่ยนระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสาธารณสุข นำมาสู่การจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนในระดับจังหวัดและคณะกรรมการขับเคลื่อนในระดับอำเภอ เพื่อเกิดการขับเคลื่อนงานร่วมกันอย่างยั่งยืน

ซึ่งกว่า 3 ปี ที่ อบจ.นครราชสีมา ได้มีการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) จำนวน 182 แห่ง และต้องดูแลงานด้านสาธารณสุข พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ ในภาพรวมของจังหวัดทั้งหมด โดยที่ทุกภาคส่วนต้องดูแลและรับผิดชอบร่วมกัน ทำให้เกิด Model ความร่วมมือ ที่จะส่งผลให้ประชาชนคนโคราชมีสุขภาพกายและใจแข็งแรง ห่างไกลภาวะซึมเศร้าและโรคจิตเวช อบจ. จะช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะตรงนี้ถือเป็นงานใหม่ที่ท้าทาย แต่เพื่อประชาชน เราจะตกผลึกและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการร่วมมือกัน อบจ. เป็นท้องถิ่น สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เราก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางที่ดี ภายใต้การทำงานเป็นทีม เราจะนำเสียงสะท้อนของประชาชนมาขับเคลื่อนการทำงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพที่ต้องทำร่วมกัน การป้องกันโรค การรักษาระดับปฐมภูมิ การฟื้นฟู และ End-of-Life Care

นอกจากนี้ อบจ.นครราชสีมา ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 9 นครราชสีมา และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ สุขใจใกล้บ้าน ปัจจุบันมีทั้งหมด 44 แห่ง มีการทำงานเติมเต็มระบบฟื้นฟูสุขภาพประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลด้วยมาตรฐาน การจัดบริการดูแลในเขตบริการของ รพ.สต. ในสังกัด อบจ. การฟื้นฟูชุมชน นอกจากนี้ อบจ. ยังมีนโยบายที่จะจัดส่งรถโมบายเคลื่อนที่ให้บริการด้านสาธารณสุขในชุมชน ประชาชนได้เข้าถึงการบริการของรัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และลดความแออัดในโรงพยาบาล ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขแบบบูรณาการ เพราะ “สุขภาพคนโคราชต้องดีไปด้วยกัน”

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองพ่อเมืองสุโขทัย นายอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แถลงข่าวเชิญชวนมาเที่ยวงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า “ประจำปี พ.ศ.2568

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 08.30น.ของวันที่2ธ.ค.2568ณ.หอประชุม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย นาย สมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้มาเป็นประธานจัดการแถลงข่าวการจัดงาน “ย้อนอดีตศรีสัชนาลัย นุ่งผ้าไทย ใส่เงิน ทอง ลายโบราณ สืบสานวัฒนธรรม อันล้ำค่า”ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 6-10 ธันวาคม2568 ณ.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ทั้งนี้ นาย เอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์นายอำเภอ ศรีสัชนาลัยได้กล่าวถึง

วัตถุประสงค์อดีตความเป็นมาของงานพร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดพร้อมชาวต่างชาติด้วย อนึ่งงานแถลงข่าวนี้ได้มี หัวหน้าส่วน การท่องเที่ยวจังหวัดวัฒนธรรมจังหวัด นายกเทศมนตรี อพท.พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ท้องถิ่นและท้องที่ นายกเทศมนตรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้านโดยทั้งนี้ได้มีสื่อสารมวลชนจากหลายสำนักเข้าร่วมการแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย. อนึ่งภายในงานนี้ทางอำเภอ

ได้จัดกิจกรรมอย่างมากมายอาทิ.การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์OTOP ผ้าไทยพื้นเมือง เงิน ทองลายโบราณ ตลาดโบราณอาหารพื้นบ้าน ใครใคร่ค้า ค้า การจำลองวิถีชีวิต “หมู่บ้านวิถีไทย” การแสดงวัฒนธรรมชนเผ่าผ้าพื้นเมือง การแสดงประกอบ แสง สี เสียง(Light and Sound) เล่าเมืองศรีสัชนาลัย ณ.บริเวณวัดช้างล้อม การถวายคำอาลัยและจุดตะคัน

เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ.บริเวณวัดช้างล้อม ทั้งนี้.มีพิธีเปิดงานที่จัดอย่างอลังกาลในวันที่6ธค.2568โดยมีการจัดกิจกรรมตั้งแต่เวลา07.00น.โดยมีพิธีตักบาตรยามรุ่งอรุณณ.บริเวณบันไดทางขึ้นวัดเขาพนมเพลิงเป็นต้น.
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทลายแก๊งลักรถข้ามชาติ! ปูพรมจับ 8 ผู้ต้องหา ยึดรถจักรยานยนต์ 20 คัน เตรียมขนขายประเทศเพื่อนบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ตำรวจสมุทรปราการเปิดยุทธการกวาดล้างขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์รายใหญ่ ตระเวนลักรถหลายพื้นที่ก่อนรวบรวมส่งขายชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ได้ค่าหัวคันละ 20,000 บาท ยึดรถคืนได้ 20 คัน ผู้เสียหายบางรายถึงขั้นต้องกู้เงินออกรถใหม่ใช้ทั้งน้ำตา ขอบคุณตำรวจที่ติดตามคืนมาให้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ภายใต้นโยบายกวาดล้างอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พลตำรวจตรี ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมกำลังตำรวจจากทุกโรงพักในพื้นที่ เปิดยุทธการไล่ล่าขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์รายสำคัญ หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ก่อนแกะรอยขยายผลนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหารวม 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเยาวชนถึง 3 ราย พร้อมยึดของกลางรถจักรยานยนต์รวม 20 คัน และรถตู้ที่ใช้ลำเลียงอีก 1 คัน

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เวลา 20.00 น. ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีหญิงไทยนำรถจักรยานยนต์จำนวน 8 คันมาฝากจอดในบ้านเลขที่ 170 หมู่ 8 ซอยมังกร–นาคดี 6 ถนนเทพารักษ์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จากนั้นไม่นานมีรถกระบะตู้ทึบเข้ามารับรถทั้งหมด แต่รถยังไม่มีป้ายทะเบียนและมีลักษณะผิดสังเกต เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและตรวจยึดรถทั้ง 8 คันไว้

ต่อมาตรวจสอบพบว่ารถจำนวนดังกล่าวถูกโจรกรรมมาจากพื้นที่ สภ.บางเสาธง 3 คัน สภ.บางพลี 2 คัน สภ.บางปู 2 คัน และอีก 1 คันอยู่ระหว่างตรวจสอบ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการจึงลงพื้นที่สืบสวนต่อเนื่อง จนทราบตัวผู้ต้องสงสัยและขอศาลออกหมายจับได้ 1 ราย

การสืบสวนยังนำไปสู่การพบจุดพักรถโจรกรรมภายในหอพักสุทิน แมนชั่น ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี ก่อนวางแผนเข้าปิดล้อมจับกุม สามารถรวบผู้ต้องหา 4 รายแรก ได้รถของกลางเพิ่มอีก 4 คัน จาก สภ.บางพลี และ สภ.คลองด่านเมื่อขยายผลต่อ พบโครงข่ายลักรถส่งขายให้ นายหน้า ฝั่งชายแดน โดยได้ค่าจ้างคันละราว 20,000 บาท ตำรวจจึงเปิดปฏิบัติการอีกระลอก ไล่จับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 ราย พร้อมยึดรถเพิ่มอีก 8 คัน รวมรถจักรยานยนต์ที่ยึดได้ทั้งหมด 20 คัน และรถตู้สีเทาทะเบียน นข 4216 กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้สำหรับลำเลียงรถที่โจรกรรม

ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การซัดทอดไปยังหญิงไทยวัยกลางคน ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ชายแดน เป็นผู้ว่าจ้างและเป็นนายหน้ารับซื้อรถเพื่อนำไปขายต่อ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยผู้ต้องหาที่จับกุมได้ประกอบด้วย น.ส.สมพิศ เจริญทัศน์ อายุ 44 ปี (ผู้ต้องหาตามหมายจับ) / นายอำพล ศรีประสงค์ อายุ 33 ปี / เยาวชนชาย อายุ 13 ปี / เยาวชนชาย อายุ 16 ปี / เยาวชนชาย อายุ 16 ปี / นายเชิดชัย ศรีเชษฐา อายุ 35 ปี / นายณัฐวุฒิ แสนภูวา อายุ 34 ปี / และ นายณัฐพงษ์(หรือบอย) ทองพั้ว อายุ 29 ปี

นายวรภพ อายุ 43 ปี เดินทางมาดูรถที่ตำรวจตรวจยึดไว้ หลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า หลายวันก่อนรถตนหายที่ซอยวิทยุการบิน ตนแจ้งความไว้แล้ว วันนี้ตำรวจโทรมาบอกให้มาดูรถ พอเห็นก็รู้เลยว่าใช่รถตน ตนอยากเห็นหน้าคนร้าย เพราะทำให้เดือดร้อนมาก ต้องไปกู้เงินมาออกรถใหม่ไว้ขี่ทำงานไรเดอร์ ผ่อนทั้งเก่า ทั้งใหม่จนเป็นหนี้เป็นสิน ต้องขอบคุณตำรวจที่ช่วยติดตามรถคืนมาให้

พ.ต.อ.ประภาส มั่งคั่ง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ระบุถึงพฤติการณ์ของขบวนการนี้ว่า จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายตระเวนลักรถจักรยานยนต์ตามพื้นที่ต่าง ๆ ของสมุทรปราการ แล้วนำไปรวมไว้ที่จุดหนึ่งประมาณ 8–10 คัน ก่อนสับเปลี่ยนหมุนเวียนสำหรับการขนส่ง จากนั้นจะลำเลียงด้วยรถตู้ขึ้นภาคอีสานเพื่อนำออกขายต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำเช่นนี้เป็นประจำ เดือนหนึ่งหลายคัน การปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้ต้องหา 8–10 ราย พบของกลางรวม 20 คัน และจะเดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป

ทั้งนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการฝากเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง เพราะคนร้ายใช้เวลาลงมือไม่ถึง 5 นาที พร้อมแนะนำไม่เก็บสำเนาทะเบียนรถไว้ใต้เบาะเพื่อป้องกันการนำไปใช้ประกอบการขายต่ออย่างผิดกฎหมาย หากพบเบาะแสลักรถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลชุมแพ จัดแถลงข่าวการแข่งขันกีฬาฟุตบอล”ชุมแพคัพ”ครั้งที่ 33 ชิงถ้วยพระราชทานฯ 9-29 ธค. 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 09.45 น. นายเสกสิทธิ์ สัธนะกุล นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองชุมแพ เป็นประธานพิธีจัดแถลงข่าวการแข่งขันกีฬาฟุตบอลประจำปี ชิงถ้วยพระราชทานพร้อมเงินรางวัล ” ชุมแพคัพ,” ครั้งที่ 33

การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทอายุไม่เกิน 12 ปีและประเภทประชาชนทั่วไป การแข่งขันเริ่มขึ้นระหว่าง 9-29 ธันวาคม 2568 ณ.สนามโรงเรียนเทศบาล 1(สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอุปถัมภ์)มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการกีฬา เพื่อให้เด็ก เยาวชนและประชาชน

ได้ออกกำลังกายโดยใช้กีฬาเป็นสื่อการกีฬาทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เป็นการส่งเสริมพัฒนาการกีฬาและเศรษฐกิจให้เจริญยั่งยืน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันจึงมีการจับฉลากแบ่งสาย

โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวเป็นสักขีพยาน พ.ต.ท.ดำรงศักดิ์ ศิริแก้ว สวป.สภ.ชุมแพ นางสาวรติมา สิริวรพิทักษ์ รองนายกฯ นายราชันย์ ดาวังปา ประธานกรรมการตัดสิน นายอาทิตย์ ถนอมทุน รองนายกฯ ฝ่ายบริหาร สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมแพ หัวหน้าส่วนราชการและคณะสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน เสร็จภาระกิจจึงได้ปิดการแถลงข่าว

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวีสื่อรัฐนิวส์ / รวมน้ำใจซับน้ำตาชาวใต้ ปภ.จังหวัด และปกครองอำเภอ- จังหวัด ทั้ง 22 อำเภอ คุณแม่โฆษกรัฐบาล นำชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมมอบเงินสด

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ ศาลากลางถนนเทพา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นาย อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และ ปภ.จังหวัด ได้มารับมอบสิ่งของ “รวมน้ำใจซับน้ำตาชาวใต้” ซึ่งวันนี้ ได้มี ชมรมแม่ดีเด่นจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ คุณแม่ของโฆษกรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ นำเงินสดมาร่วมบริจาคจำนวนหนึ่ง พร้อมกับประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษ

ได้นำข้าวของเครื่องใช้ ที่จำเป็น ข้าวสาร อาหารแห้ง พริก – หอม – กระเทียม ยารักาโรค แป้งนาคา ผ้าอนามัย น้ำดื่ม เงินสด อื่นๆ ตามจิตศรัทธา เพื่อนำส่งมอบไปให้พี่น้องชาวใต้ โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่กำลังประสบอุทกภัยใหญ่ที่สุด ที่จะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย สร้างความเสียหาย กับการสูญเสีย ของพี่น้องชาวใต้เป็นอันมาก แม้วันนี้น้ำจะลดลง แต่การฟื้นฟูก็ยังมีความต้องน้ำใจจากพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ จังหวัดศรีสะเกษเอง โดยป้องกันบรรเทาสาธารรภัยจังหวัดศรีสะเกษ ได้ลำเลียงสิ่งของเครื่องใช้ ที่นำเป็น ส่งผ่านเครื่องบิน ซี300 ที่สนามบินอุบล ส่งตรงลงใต้มาแล้ว แต่ก็ยังมีความช่วยเหลือจากคนศรีสะเกษ ได้นำสิ่งของมามอบผ่าน ปภ.ศรีสะเกษ ตลอด วันนี้จึงได้ทำการรวบรวมอีกรอบ เพื่อนำส่งไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบิน กองบิน21 จังหัดอุบล ส่งตรงลงใต้ ส่วนเงินสดก็ได้โอนเข้าบัญชี ที่รับบริจาคที่ภาคใต้โดยตรง เพื่อนำไปจัดสรรแบ่งไปตามหมู่บ้าน ชุมชน กระจายไปตามครอบครัว ตามระบบ เพื่อให้ถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ในครั้งนี้

โดย อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า อันดับแรกต้องขอเป็นกำลังใจให้กับชาวหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวภาคใต้ ที่พบเจอกับมหาอุทกภัย เชื่อว่าเป็นภัยที่ใหญ่สุดในรอบหลายสิบปี ที่เกิดเหตุขนาดนี้ ก็เนื่องจากน้ำฝนที่ตกมาก ตกหนักในระยะสั้นๆ ต่อเนื่อง และจากเหตุการณ์นี้ ตนเชื่อว่าพวกเราชาวจังหวัดศรีสะเกษ รวมทั้งคนไทยทุกคนก็คงไม่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่ง ท่านนายก อนุทิน บอกว่า ทุกข์ของชาวบ้าน ก็คือ ทุกข์ของเราชาวข้าราชการทุกคน ซึ่งในขณะนี้อุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ กำลังเข้าสู่การฟื้นฟู และท่านนายก อนุทิน ก็ได้เร่งในการเยียวยา ซึ่งในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ สิ่งของต่างๆ ที่มารวบรวมกันในวันนี้ ส่วนหนึ่งได้รับการบริจาคมาจากส่วนราชการต่างๆ ข้าราชการในจังหวัด ในอำเภอ และภาคเอกชน พร้อมวันนี้ยังได้รับการบริจาคเงินสด จากชมรมแม่ดีเด่นแห่งชาติ มาร่วมบริจาค เพื่อส่งความห่วงใยไปสู่พี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวใต้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา การฟื้นฟู พี่น้องชาวหาดใหญ่ ชาวใต้ ต่อไป.

ขณะเดียวกันที่ ปกครองอำเภอ ทั้ง 22 อำเภอ ก็ได้เปิดรับสิ่งของ เครื่องใช้ ในการรวมน้ำใจเพื่อซับน้ำตาชาวใต้ เหมือนกันกับที่อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นาย พศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย และ นายสมพงษ์ จิริวิภากร นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลกำแพง เป็นหัวเรือใหญ่ในการเปิดรับสิ่งของเครื่องใช้ และที่ชาวบ้าน นำมามอบให้มากที่สุดก็เห็นจะเป็น ข้าวสาร เพราะชาวอีสาน ทำนา ปลูกข้าว จึงได้นำข้าวสารมามอบให้มากที่สุด ขณะนี้มีมากกว่า 10 ตันแล้ว ซึ่งจะได้ลำเลียงโดยรถยนต์ขนส่ง รถบรรทุกใหญ่ ส่งไปในวันพรุ่งนี้ก่อน พร้อมกับข้าวของอื่นๆ ที่ได้รับบริจาคมา ซึ่งตอนนี้เชื่อน่าจะเต็มรถบรรทุก 10 ล้อแล้ว มากกว่า 5 คัน เฉพาะในอำเภออุทุมพรพิสัย ตอนนี้ วันนี้
///////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /นายก อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนนที่ชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อลึกส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ นายสิทธิชัย เกษรสิทธิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

นางสาวจันทร์เพ็ญ สมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบถนน สป.3075 หมู่ 19 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ชำรุด พื้นผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ท่อระบายน้ำอุดตัน ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมขัง เป็นระยะเวลานาน

โดยทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ทำการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยการนำหินคลุกมาลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว แต่เนื่องด้วยถนนเส้นนี้มีรถยนต์และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ใช้งานตลอดเวลา ทำให้ถนนเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก สัญจรไปมาเกิดความเดือดร้อน และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุในการใช้ถนนได้


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทนายความ จ.พัทยา รวมพลัง “รวมน้ำใจ สู้มหาอุทกภัยภาคใต้ 68”/ Treee Time Cafe จัดกิจกรรมวันขอบคุณพระเจ้า ลูกค้าร่วมงานอบอุ่น

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่าที่สำนักงานยศสุภาทนายความ (ตลาดจีนซากแง้ว) หมู่ 10 ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ทีมทนายความจังหวัดพัทยา ร่วมกันจัดกิจกรรมโครงการ
“รวมน้ำใจ สู้มหาอุทกภัย ภาคใต้ 68” เพื่อรับบริจาคสิ่งของจำเป็นในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยการรับบริจาคครั้งนี้จัดขึ้นเพียง 1 วันเท่านั้น และสิ่งของทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อนำไปสมทบกับชุดช่วยเหลือของ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา (นาเกลือ) เพื่อส่งต่อถึงมือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

ภายในงานมีประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้ที่เดินทางผ่านตลาดจีนซากแง้ว เข้าร่วมบริจาคสิ่งของอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง ขนม นม ผ้าอนามัย ยาสามัญประจำบ้าน และของใช้จำเป็นต่าง ๆ โดยทางคณะผู้ดำเนินงานขอรับเฉพาะ สิ่งของเท่านั้น (งดรับเงินสด) เพื่อให้การจัดส่งและการคัดแยกทำได้อย่างเป็นระบบและทันการช่วยเหลือ

คณะทำงานทนายความจังหวัดพัทยาที่ร่วมดำเนินการในครั้งนี้ประกอบด้วย นายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความจังหวัดพัทยา นายสมยศ นานาประเสริฐ รองประธานฯ นายพีระชัย ชวรัตน์โชติวงศ์ รองประธานฯ นายปรเมศ อักษรดี รองประธานฯ นายบุญมี เอกอุ่น กรรมการ นายประเวศ คำสว่าง กรรมการ นายสิทธิชัย ตีย์วัฒน์ กรรมการ นายชนะชล อ่อนสะอาด ที่ปรึกษา นายลือชัย ทีคาสุข ที่ปรึกษา

นายสุขสันต์ คณะทำงานกล่าวว่า การรวมพลังน้ำใจของชาวพัทยาครั้งนี้ แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียงหนึ่งวัน แต่ทุกสิ่งของที่ได้รับบริจาค จะถูกนำไปช่วยเหลือพี่น้องภาคใต้ที่ยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง และยังต้องการสิ่งของจำเป็นอีกจำนวนมาก การร่วมมือกับมูลนิธิสว่างบริบูรณ์จึงเป็นช่องทางที่ทำให้ความช่วยเหลือส่งต่อถึงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

Treee Time Cafe จัดกิจกรรมวันขอบคุณพระเจ้า ลูกค้าร่วมงานอบอุ่น น.ส.ศิรณัฐ พงษ์พิระ ผู้บริหารร้าน Treee Time Cafe ได้จัดกิจกรรมวันขอบคุณพระเจ้า โดยมีกลุ่มลูกค้าเข้าร่วมงานเพื่อพบปะพูดคุย ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

ทั้งนี้ ทางร้านได้ให้บริการอาหารไทย อาหารนานาชาติ และเครื่องดื่ม ทั้งบริเวณชั้น 1 และบริเวณชั้นดาดฟ้าของร้าน เพื่อเพิ่มอรรถรสให้การเข้ารับบริการ ด้วยดีเจมากความสามารถคอยเปิดแผ่นเล่นเพลง

วันขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanksgiving Day เป็นวันหยุดประจำชาติ ซึ่งจัดขึ้นในวันของเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ไลบีเรีย เซนต์ลูเซีย และไม่เป็นทางการในบางประเทศ เช่น บราซิล เยอรมัน และฟิลิปปินส์

โดยเริ่มต้นมาจากวันขอบคุณพระเจ้าหลังสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว แม้ว่าวันขอบคุณพระเจ้าจะมีรากฐานประวัติศาสตร์จากประเพณีทางศาสนาและวัฒนธรรม แต่ก็ได้รับการเฉลิมฉลองในฐานะวันหยุดมาอย่างยาวนานเช่นกัน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คึกคัก !! วันรับสมัครศึกชิงนายก อบต.คลองด่าน ลั่นวาจา “ รู้แพ้ รู้ชนะ ”ผู้สมัคร 3 คน สมาชิก13 คน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

คึกคัก !! วันรับสมัครศึกชิงนายก อบต.คลองด่าน ลั่นวาจา “ รู้แพ้ รู้ชนะ ” เผย มีผู้สมัครชิงนายกจำนวน 3 คน สมาชิกทีมละ 13 คน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก หลังได้เบอร์ประจำทีม ว่าที่นายกฯ จับมือกันลั่นวาจาลูกผู้ชาย จะแข่งกันด้วยความบริสุทธิ์ ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เมื่อรู้ผลแพ้-ชนะ ต้องยอมรับและไม่ร้องเรียนกันในภายหลัง

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 1 ธ.ค.2568 ที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ได้เปิดรับสมัครผู้ที่มีความประสงค์เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน และ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน

โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-5 ธ.ค.2568 เวลา 8.30 – 16.30 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ เช้านี้มีผู้สนใจเดินทางเข้ามาสมัครชิงตำแหน่งนายกฯ จำนวน 3 คน แต่ละคนมาพร้อมทีมงานและกองเชียร์ก่อนเวลาเปิดรับสมัคร ดังนั้นคณะกรรมการ จึงต้องใช้วิธีให้จับเลือกเบอร์โดยเปิดเผย ปรากฏว่า นายอำนาจ หล่อนิล (ทีมพัฒนาคลองด่านยั่งยืน)

ผู้สมัครนายกฯ ได้เบอร์ 1 , นายสัมฤทธิ์ จันทร (ทีมเรารักคลองด่าน) ได้เบอร์ 2 และ นายณัฐนันท์ จิระนนท์เสถียร (ทีมพลังชุมชน)ได้เบอร์ 3 สำหรับเป็นเบอร์ประจำตัวของนายกฯและสมาชิกในการใช้หาเสียงกับประชาชน หลังจากที่ดำเนินการเรื่องเอกสารเสร็จแล้ว ทั้ง 3 ทีม

ได้ลงมาหากองเชียร์รับดอกไม้ คล้องพวงมาลัยและถ่ายรูปกันอย่างคึกครื้นโดยจุดสำคัญนั้น ผู้สมัครขิงตำแหน่งนายกฯ ได้เข้ามาพูดคุยจับมือกัน พร้อมให้คำมั่นสัญญา จะแข่งขันกันอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก หลังรู้ผลแพ้-ชนะในวัน

ที่ 11 ม.ค.2569 แล้ว ว่าใครได้เป็นนายกฯ จะไม่แกล้งหรือร้องเรียนกันในภายหลัง ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศของการเริ่มต้นแข่งขันชิงผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน เต็มเปี่ยมไปด้วยความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา “ รู้แพ้ รู้ชนะ ”


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

AOT สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สนามบินทุกแห่งประเมินและจัดการก๊าซเรือนกระจกครบวงจร
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เดินหน้ารักษามาตรฐานความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ได้รับการรับรองตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ของ Airports Council International (ACI) ในระดับที่ 3 Optimisation ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ได้รับการรับรองในระดับที่ 2 Reduction นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่าการที่ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT

เข้าร่วมโปรแกรม ACA สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการรับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ที่ปล่อยจากกิจกรรมภายในขอบเขตการปฏิบัติการของท่าอากาศยานตามแนวทาง Airport Carbon Accreditation Guidance Document ซึ่งผลการประเมินนี้ช่วยให้ท่าอากาศยานสามารถวางแนวทางบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โปรแกรม ACA มีทั้งหมด 5 ระดับ โดยระดับที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความเข้มข้นในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของท่าอากาศยาน โดย AOT ได้ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน โดย ทสภ. ทดม. ทชม และ ทภก.ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมของท่าอากาศยานต่อผู้โดยสาร ร้อยละ 10 ภายในปี 2571 เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่ ทชร. และ ทหญ. ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ ร้อยละ 7 ภายในปีเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางสาวปวีณา กล่าวว่า การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกถือเป็นหนึ่งในแนวปฏิบัติทางธุรกิจมาตรฐาน (Standard Business Practice) ที่องค์กรชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะเป็นตัวชี้วัดความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นักลงทุนจึงให้ความสนใจข้อมูลดังกล่าวเพื่อตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจ ด้วยความมุ่งมั่นนี้ AOT จึงพัฒนาการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ท่าอากาศยานทุกแห่งที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบเป็นต้นแบบด้านความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้โดยสารอย่างยั่งยืนต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายก.หน่อย อบจ.โคราช ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่ มอบถุงน้ำใจ 500 ชุด ช่วยผู้ประสบอุทกภัยพัทลุง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานช่าง ตำบลมะเริง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เดินหน้าส่งต่อพลังน้ำใจสู่พี่น้องชาวภาคใต้ที่กำลังประสบอุทกภัยรุนแรง

โดย ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล (นายกหน่อย) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ อบจ.นครราชสีมา ร่วมจัดเตรียมและมอบ “ถุงน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดพัทลุง” จำนวน 500 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ภายในถุงยังชีพประกอบด้วยอาหารแห้ง สิ่งของจำเป็น น้ำดื่ม และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพพื้นฐาน โดยทีมงาน อบจ.โคราช ได้เร่งบรรจุและส่งมอบสิ่งของอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

นางยลดา เปิดเผยว่า การช่วยเหลือครั้งนี้เป็นความตั้งใจของ อบจ.นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ที่ต้องการส่งกำลังใจไปยังพี่น้องชาวใต้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมย้ำว่าทางจังหวัดโคราชจะยังคงติดตามสถานการณ์และพร้อมสนับสนุนเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

การส่งมอบถุงน้ำใจครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของท้องถิ่นเมืองย่าโม ในการยืนเคียงข้างพี่น้องคนไทยทั่วประเทศเมื่อเกิดวิกฤต พร้อมเดินหน้าสานต่อภารกิจช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง.

กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมทรัพยากรน้ำ1 ลงพื้นที่ ดูโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำฯ สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา จ.ลำปาง

แชร์เนื้อหานี้

กรมทรัพยากรน้ำ #โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1ลงพื้นที่ตรวจราชการ “โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำฯ สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา จ.ลำปาง” (กำชับติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแจ้งการเตือนภัย และการดูแลรักษาความสะอาด)

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) #นางสาวสุพัดสอน #สีมืด #ผุ้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สนับสนุนน้ำต้นทุนระบบประปาตำบลบุญนาคพัฒนา หมู่ที่ 5 หมู่บ้าน นิคมเขต 15 ตำบลบุญนาคพัฒนา อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง งบประมาณ พ.ศ.2568 (งบกลาง)

โดยมีช่างควบคุมงาน ลงพื้นที่ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบ ซึ่งโครงการดังกล่าว ปัจจุบันมีผลการดำเนินงาน 20% หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถสูบน้ำ กระจายน้ำได้ 900 ลบม./วัน ประชาชนในพื้นทีได้รับประโยชน์กว่า 20 ไร่ 2,000 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้มีการกำชับให้ช่างควบคุมงาน และผู้รับจ้าง ให้ติดป้ายสัญลักษณ์เพื่อแจ้งการเตือนให้ประชาชนทราบ ตลอดจนให้มีการติดไฟกระพริบหรือติดไฟให้สว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนที่สัญจรผ่าน นอกจากนี้

ให้ปฏิบัติงานด้วยความรอบครอบ โดยไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เช่น การรักษาความสะอาดบนพื้นผิวถนน และการไม่สร้างสิ่งกีดขวางต่างๆ ให้กับประชาชน///

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ปลัดกระทรวงคมนาคม พิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ – บอลิคำไซ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

แชร์เนื้อหานี้

ที่ ด่านตรวจพรมแดนบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อม พิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ – บอลิคำไซ ที่จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม 2568 ร่วมกับอธิบดีกรมทางหลวง

และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ปลัดจังหวัดบึงกาฬ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ – บอลิคำไซ ก่อสร้างสมบูรณ์แล้ว 100 % ทั้ง 2 ฝั่งโขง ซึ่งปลัดกระทรวงคมนาคม เน้นย้ำในเรื่องความพร้อมของพิธีเปิดงาน ไฟส่องสว่าง และจุดให้บริการประชาชนที่มาร่วมในพิธีเปิด

สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 บึงกาฬ-บอลิคำไซ มีจุดก่อสร้างฝั่งไทยตั้งอยู่ที่บ้านดอนยม หมู่ที่ 5 ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ และฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ที่บ้านกล้วย แขวงบอลิคำไซ มูลค่าการลงทุน 3,930,000,000 บาท

โดยแยกเป็นฝั่งประเทศไทยวงเงิน 2,630,000,000 บาท และฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วงเงิน 1,300,000,000 บาท โดยหากเปิดใช้งาน จะสามารถเชื่อมโยงการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวและการคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ ระหว่างราชอาณาจักรไทย กับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้เป็นอย่างด
ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เสื้อแดงศรีสะเกษ รวมพลจัดกิจกรรม “คนติดไม่ท้อ คนรอไม่ทิ้ง” กินข่าวร่วมกับท่านทักษิณ พร้อมแขวะรัฐบาล บริการจัดการน้ำล่มเหลว ทำหาดใหญ่จมบาดาล

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ชมดาวรีสอร์ท ปาร์ทหมอสมคิด คลินิกเวชกรรมหมดสมคิด ตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มเสื้อแดงศรีสะเกษ พร้อม กลุ่มเดอะเรด fc เพื่อไทย และกลุ่มมวลชนผู้มีใจรักในนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 300 คน ร่วมทำกิจกรรม คนเสื้อแดงศรีสะเกษ ส่งกำลังใจให้ท่านทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำคลองเปรม “คนติดไม่ท้อ คนรอไม่ทิ้ง” ยิ่งแกล้ง เรายิ่งรอวันที่ท่านกลับมา โดยกิจกรรมมีแกนนำเสื้อศรีสะเกษ และส่วนกลาง ผลัดกันขึ้นปราศรัยให้มวลชนได้รับฟังถึงกิจกรรม และโจมตีรัฐบาล กิจกรรมรอบวงกินข้าวกับท่านทักษัณ กิจกรรมเขียนสมุดแดงส่งกำลังให้ท่านทักษิณ ซึ่งสมุดเล่มนี้จะนำไปให้ท่านทักษิณ ได้ดูและรับทราบว่าคนเสื้อแดงยังรัก และยังรอท่านทักษิณ กลับอยู่เสมอ

***นางอัญชลี เทพวงษา หรือ แอ๊ว ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า กิจกรรมวันนี้เป็นกิจกรรมที่กลุ่มคนเสื้อแดงจัดขึ้นในหัวข้อว่า คนติดไม่ท้อ คนรอไม่ทิ้ง ซึ่งคนติดก็หมายถึงท่านนายกทักษิณ ชินวัตร โดยพวกเราชาวพี่น้องเสื้อแดงจังหวัดศรีสะเกษ รวมใจรวมพลังพลังกันมาวันนี้เพื่อที่จะรำลึก ให้กำลังใจ ท่านนายกทักษิณ ซึ่งพวกเราเสื้อแดง คิดถึงท่าน เป็นห่วงท่าน ขอให้ท่านรักษาสุขภาพ แล้วก็พวกเราก็จะรอที่ให้ท่านกลับมาช่วยบ้านช่วยเมืองเรา ช่วยพี่น้องตาดำ ๆ ได้ลืมตาอ้าปากได้ พวกเราก็รักและคิดถึงท่านเสมอ

***ขณะที่ นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีและพูดถึงภัยพิบัติที่หาดใหญ่ว่า ทุกคนคงรู้ว่าทุกวันนี้การบริหารจัดการภัยพิบัติทุกวันนี้มันล่าช้าขนาดไหน มันไม่มีระเบียน ไม่มีแบบแผ่น ถ้าย้อนกลับไปภัยพิบัติเมื่อปี 44 ท่านทักษิณ จะมีการสั่งการ รมว. ทุกคนนั่งประจำสั่งการทุกจังหวัด เป็นผู้บัญชาการทุกจังหวัด ตรงไหนเข้ามาได้ก็สั่งให้เอาฮอลิคอปเตอร์เข้าไปช่วย ทุกภาคส่วนสั่งได้หมด เพราะจุดมุ่งหมายเดียวคือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ดังนั้นที่เรามาร่วมตัวกันวันนี้ ที่เราลงชื่อเขียนให้กำลังใจท่านทักษิณ ในวันนี้ จะส่งไปถึงท่านทักษิณในเรือนจำ เพื่อให้ท่านได้เห็นถึงความห่วงใยของพวงเราชาวเสื่อแดง ถึงแม้จะอยู่ข้างนอกแต่หัวใจพวกเราก็ยังผูกพันกับท่านทักษิณ ชินวัตร ตลอดไป

***ด้าน นายศรรัก มาลัยทอง แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี พูดบนเวทีปราศรัย ว่า ท่านทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ทำคุณประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนมากมาย และมากที่สุด การติดคุกของท่านทักษิณ ในครั้งสนี้ ถือว่าท่านเสียสละเพื่อประชาน เพราะกลับมาประเทศไทย ท่านไม่ต้องมายุ่งกับการเมืองก็ได้ อยู่อย่างสุขสบาย แต่ท่านเป็นห่วงพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะประชาชนคนเสื้อแดงท่านจะห่วงมาก พอท่านกลับมาประเทศไม่ถึงปีก็มาเจอปัญหาแบบนี้ และก็พยายามกลั่นแกล้งท่านไม่ให้ออกจากเรือนจำ มีเพียงพี่น้องเท่านั้นที่จะช่วยกันตระโกนเอาความยุติธรรมคืนให้นายกทักษิณ และให้นายกทักษิณมาดูแลพี่น้องประชาชนทั่งประเทศอีกครั้งผ่านการเลือกตั้ง ศรีสะเกษ มีกี่เขตเลือกเพื่อไทยให้หมดทุกเขต เดียวตนจะทำปทุมธานี โมเดลให้ดู จะให้ปทุมธานี ทั้ง 8 เขต เป็นของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

***นายศรรัก มาลัยทอง แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี พูดบนเวทีปราศรัยอีกว่า วันนี้น้ำท่วม หาดใหญ่ จากที่ตนลงพื้นที่คิดว่าหน้าจะมีคนตายมากว่า 500 คน แน่นอน แต่นายกอนุทิน บอกว่าไม่ถึง 100 ราย และการบริการจัดการบูรณาการก็ทำให้พี่น้องเราผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง ถือเทียบกับยุคสมัยภัยพิบัติ สึนามิ ที่ท่านนายกทักษิณ นั่งสั่งการบัญชาการเอง ไม่นานกลับสู่สภาพปกติ เห็นไหม นายกอนุทิน คนนี้มันมาแค่ต้องการเอาอำนาจกลั่นแกล้งท่านนายกทักษิณ ล่าสุดแข่งรถ 4 พันล้าน แต่น้ำท่วมที่หาดใหญ่งบประมาณยังไม่ออก แต่เอางบไปบูรณาการแข่งรถก่อน เขากระโดง ฮั่ว สว. ทั้งหมดทั่งปวงนี้คือการโกงกินชาติทั้งสิ้น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดกุดสมิง ศรีสะเกษ จัดพิธี สมโภชน์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล พุทธาภิเษก เตรียมติดตั้งที่ฐานภูมะเขือ และชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ ศาลาการเปรียญ วัดป่ากุดสมิง บ้านกุดสมิง ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้มีพ่อขาว – แม่ขาว ได้มาร่วมสวดมนต์ข้ามคืน ร่วมปฎิบัติธรรม สมโภชน์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ที่ เทหล่อจากปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ ที่ทหารไทย ยิงปะทะชายแดน ไทย – กัมพูชา ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จนได้รับชัยชนะ สามารถขึ้นไปตียึดฐานภูมะเขือ มาได้เป็นผลสำเร็จ ก่อนที่นายทหารจะได้นำปลอกกระสุนปืนใหญ่มาถวายให้กับ พระครู สมนึก ปิยะสีโล เจ้าอาวาสวัดกุดสมิง

ซึ่งภายหลังจากได้จัดพิธีเทหล่อ เป็นองค์ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย ทั้ง 4 จังหวัด คือ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ฐานภูมะเขือ, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดบุรีรัมย์ และช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมมี “พระผงกรุตสมิงชัยมงคล” รุ่น “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ทั้งเป็นรูปสีธงชาติไทย, สีแดง, สีลายพรางทหารไทย, สีเขียวเข้ม และสีขาวพื้นน้ำตาล และบ่ายของวันนี้ ได้ทำพิธีพุทธาภิเษก โดยมี พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่1 กองกำลังสุรนารี ร่วมเป็นประธานจุดเทียน

โดย ในพิธีพุทธาภิเษก จัดขึ้นภายในศาลาการเปรียญ วัดป่ากุดสมิง พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่1 กองกำลังสุรนารี ร่วมเป็นประธานจุดเทียน พร้อมมีเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียง ร่วมนั่งปรก ทั้ง 4 ทิศ อันได้แก่ 1.หลวงปู่ เร็ว ฉนฺโก 2.พระครู เกษม ธมฺมาณุวัตร 3.หลวงปู่ อุดมทรัพย์ สิริพุฒโต และ 4.พระครูปิย วนานุรัต หรือพระครู สมนึก ปิยะสีโล เจ้าอาวาสวัดกุดสมิง ร่วมนั่งปรกล้อมรอบ วัตถุมงคล พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย, “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ รวมทั้งวัตถุมงคง ของญาติโยม

ที่ขอนำมาวางร่วมในพิธีอีดเป้นจำนวนมากด้วย โดยภายหลังจากที่คณะสงฆ์ ได้สวดพิธีพุทธราภิเษก เสร็จ ประธานฝ่ายฆารวาส ประธานฝ่านสงค์ ได้ร่วมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตอก ดอกไม้ ให้พรแก่ญาติโยม ที่มาร่วมพิธี ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ญาติโยม ร่วมร่วมบูชา “ปิตุภูมิพิทักษ์2568” ที่มีทั้งหมด 5 รูปแบบ ที่เป็นการบูกชาแบบสุ่ม ว่าเมื่อเปิดกล่องออกมา จึงจะทราบารู้ได้ว่า ได้รุ่นสีอะไรไปบูชา และจากนี้ญาติโยม ที่ประสงค์อยากจะได้ไปบูชา ปกป้องคุ้มครองตนเอง เรียกทรัพย์อุดม ค้าขายร่ำรวย ก็วสามารถมาขอบูชาได้ที่วัดกุดสมิง และจะได้ทำการประสานทหาร เพื่อเตรียมนำ พระพุทธกรุตสมิงชัยมงคล ที่เทหล่อด้วยปลอกลูกกระสุนปืนใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว สูง 1.99 นิ้ว จำนวน 4 องค์ เพื่อเตรียมนำไปตั้งยังฐานทหาร ที่รักษาอธิปไตยของไทย ทั้ง 4 จังหวัด และนำพระผง 5 สี ไปมอบให้ทหารที่ฐาน ด้วย
///////////////////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พรรคโอกาสใหม่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หาดใหญ่ ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างสามัคคี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 จตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ และคณะกรรมการบริหารพรรคได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะเขตที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมนำข้าวสารและอาหารแห้งจำนวน สองคันรถหกล้อ ได้ที่ฝากประสานมาจากหลากหลายภาคเพื่อแจกจ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย

นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้ยังมีประชาชนจำนวนมากที่รอความช่วยเหลือจากภาครัฐซึ่งเข้าไม่ถึงในหลายพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ทุกคนต่างเดือดร้อนและต้องการกำลังใจอย่างมาก เพื่อให้สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ จึงอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างสามัคคี ไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย และร่วมกันช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังเผชิญปัญหา รวมถึงส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย

โดยยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังน้ำลด สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาประชาชนและเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว โดยจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างทันเวลา พร้อมทั้งเสนอว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนควรนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาเป็นบทเรียน เพื่อวางแผนการจัดการน้ำที่เป็นระบบมากขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งนี้พรรคโอกาสได้ขบวนปล่อยคาราวาน เพื่อช่วยน้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน และได้ส่ง กรรมการบริหารพรรค และ อาสาสมัครของพรรค เข้าร่วมช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่อุทกภัยทันทีล่วงหน้าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์

พรรคโอกาสใหม่/บุญยงค์ สดสอาด รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระนองเดือด! ตร.ทางหลวงสนธิกำลังบุกจับหนุ่มวัย 22 ซุกยาบ้าในด้ามแปรง ก่อนวิ่งหนีเข้าป่าทุเรียน แต่ไม่รอดเฮือกสุดท้าย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธี ผู้สื่อข่าว จังหวัดระนอง 0818923514 ระนอง – วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง กก.2 ส.ทล.4 สนธิกำลังบุกปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งใน

พื้นที่หมู่ 3 ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง หลังได้รับรายงานลับว่ามีการมั่วสุมเสพยาเสพติดภายในบ้านเลขที่ 48 โดยมี ร.ต.ท.สนอง ยิ้มศรี และ ร.ต.ต.นรินทร์ มณฑิราช รอง สว.(ป) ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. เป็นหัวหน้าชุดเข้าปฏิบัติการในครั้งนี้

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ บ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวนทุเรียน พบนาย ณัชนนท์ ชุ่มแน่น อายุ 22 ปี อยู่ภายในห้องนอน เจ้าหน้าที่ประกาศให้เปิดประตูออกมามอบตัว แต่ทันทีที่เห็นตำรวจ ผู้ต้องหากลับวิ่งหนีสุดชีวิตออกทางหลังบ้าน มุ่งหน้าสู่สวนทุเรียนหวังหลบหนีเข้าป่า

แต่ด้วยความชำนาญพื้นที่และไล่ตามอย่างกระชั้นชิดของเจ้าหน้าที่ ทำให้นายณัชนนท์หนีไม่พ้น ถูกจับกุมได้กลางสวนทุเรียน โดยระหว่างการหลบหนี ผู้ต้องหาได้ขว้างสิ่งของสีดำคล้ายแปรงทิ้งลงพื้นหญ้า เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็น แปรงที่

ดัดแปลงเป็นที่ซุกซ่อนยาเสพติด ภายในมีถุงพลาสติกบรรจุ ยาบ้า 19 เม็ด สีส้ม ปิดผนึกด้วยไฟลนอย่างแน่นหนา ผู้ต้องหาให้การยอมรับทันทีว่า ยาบ้าทั้งหมดเป็นของตนเอง ซื้อมาจากชายชื่อ “บิ๊ก” บ้านอยู่ในพื้นที่คลองหินดำ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร จำนวน 20 เม็ด ราคา 1,000 บาท และได้เสพไปแล้ว 1 เม็ดก่อนถูกจับกุม

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น พบผลเป็นบวก ก่อนนำตัวส่งตรวจยืนยันที่โรงพยาบาลละอุ่น ซึ่งผลตรวจยืนยันชัดเจนว่า พบสาร เมทแอมเฟตามีน อยู่ในร่างกายของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา

  1. มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
  2. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละอุ่น จังหวัดระนอง ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยบันทึกจับกุมลงใน ปจว.ข้อ 3 เวลา 14.47 น. คดีอาญาที่ 169/2568 ยึดทรัพย์ที่ 107/2568

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการเข้มของเจ้าหน้าที่ในการกวาดล้างยาเสพติดในพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “หนีอย่างไรก็ไม่รอด เมื่อคิดจะท้าทายกฎหมาย”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.หลังสวน ฮือฮา! คู่รักวัยทอง 77/79 จัดพิธีมงคลสมรสตามคำทำนายหมอดู สร้างความประทับใจให้ลูกหลานและชาวบ้านทั้งตำบล

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
เมื่อเวลา 09.09 น. ของวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 บริเวณบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 9 ตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ได้เกิดเรื่องราวสุดฮือฮาและอบอุ่นหัวใจ เมื่อครอบครัว “สุดใจ” ได้จัดพิธีมงคลสมรสให้กับ

คุณแม่สมพร สุดใจ อายุ 79 ปี และ คุณพ่อจรูญ สุดใจ อายุ 77 ปี หลังใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานหลายสิบปี โดยไม่เคยมีพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นโดย นางจิรา พราหมณี บุตรสาว และ นายจรัส พราหมณี บุตรเขย ซึ่งได้ร่วมแรงร่วมใจนำประเพณีโบราณกลับมาฟื้นฟู สร้างความประทับใจให้กับลูกหลานและชาวบ้านทั้งตำบลนาพญา

สาเหตุที่จัดพิธีแต่งงานในครั้งนี้ เกิดจากคุณพ่อจรูญมีอาการป่วยระยะหนึ่ง รักษาที่โรงพยาบาลหลายแห่งก็ไม่ดีขึ้น ต่อมาคุณแม่สมพรได้ปรึกษาลูกๆ

และตัดสินใจไปพบหมอดูที่นับถือ ซึ่งทำนายว่า “ครูอาจารย์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองท่านทั้งสองยังไม่ได้รับรู้พิธีสมรส จึงเกิดความติดขัดทางโชคชะตา ให้จัดพิธีแต่งงานเสีย แล้วอาการเจ็บป่วยจะทุเลา”

คำทำนายดังกล่าวทำให้ลูกหลานร่วมกันเห็นพ้อง พร้อมจัดพิธีมงคลสมรสแบบไทยพื้นบ้านขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมาย โดยมีญาติพี่น้องและชาวบ้านร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก

สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
พิธีมงคลครั้งนี้สร้างความฮือฮาและประทับใจไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นภาพที่หาได้ยาก—คู่รักวัยเกือบ 80 ปี สวมชุดแต่งงาน ยิ้มแย้มเคียงคู่กัน เสมือนย้อนวันวานที่ไม่เคยมีโอกาสเฉลิมฉลองมาก่อน

ชาวบ้านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเรื่องราวนี้จะเป็น “แบบอย่างความรัก” ให้ลูกหลาน และเป็นความทรงจำงดงามของตำบลนาพญา ที่สะท้อนถึงความกตัญญู ความเชื่อ ประเพณี และสายใยครอบครัวอย่างแท้จริง.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดงาน “ดินของพ่อ สานต่อของดีคีรีขันธ์” เนื่องในวันดินโลก อย่างยิ่งใหญ่ ที่ จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.68 ที่เวทีกลางสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 หน้าศาลากลางจังหวัดประจวบฯ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ดินของพ่อ สานต่อของดีคีรีขันธ์” เนื่องในวันดินโลก ประจำปี 2568

โดยมี นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ นายกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข กรรมการสมาคมดินโลก นายมนัส กำเนิดมณี กรรมการสมาคมดินโลก นายต่อพงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาด จ.ประจวบฯ นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ นายปรีดา สุขใจ พันจ่าเอก สาคร สิทธิศักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นางศันสนีย์ เกษตรสินสมบัติ เกษตรจังหวัดฯ

นายจำนงค์ พร้อมมูล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินประจวบฯ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมพิธี โดยงานดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พ.ย.- 8 ธ.ค.68 ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการพัฒนาดิน การจัดการน้ำ การเกษตรยั่งยืน และการอนุรักษ์ผ้าไทย ส่งเสริมความรู้ทักษะด้านดิน น้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวและการผลิต สินค้าเกษตรของดีจังหวัดประจวบฯ สร้างรายได้และโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกร และผู้ผลิตสินค้าชุมชน รวมทั้งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านดินและด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ
โอกาสนี้

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เนื่องในวันดินโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและพัฒนาดินในประเทศไทยมาอย่างยาวนานและทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล The Humanitarian Soil Scientist หรือรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ และรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พัฒนาดิน ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร

ความมั่นคงของชีวิต และเป็นทรัพยากรที่ต้องร่วมกันฟื้นฟูดูแล การทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนเห็นคุณค่าของดิน คือการสืบสานพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้นได้มอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศการประกวดผลผลิตการเกษตร ได้แก่ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย สับปะรดพันธุ์ MD2 มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน มะพร้าวน้ำหอม และขนุนยักษ์

สำหรับงาน “ดินของพ่อ สานต่อของดีคีรีขันธ์” มีกิจกรรมมากมายหลากหลายภายในงานตลอด 10 วันของการจัดงาน ได้แก่ วันที่ 29 พ.ย.68 การเสวนาวิชาการ เรื่อง ดินของพ่อ สู่วันดินโลก การประกวดสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย สับปะรดพันธุ์ MD2 มะพร้าวแก่ มะพร้าวอ่อน มะพร้าวน้ำหอม และขนุนยักษ์ / วันที่ 30 พ.ย.68 กิจกรรมเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศคลองบางนางรม อ.เมืองประจวบฯ การเสวนาวิชาการ เรื่อง การท่องเที่ยวยั่งยืนบนฐานชีวภาพ /

วันที่ 1 ธ.ค.68 การเสวนาวิชาการ เรื่อง Coco Next Gen พลิกอนาคตมะพร้าวไทย และการสาธิตผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว การเสวนาน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง / วันที่ 2 ธ.ค.68 การเสวนาการรับรองคุณภาพคนด้วยคุณวุฒิวิชาชีพ / วันที่ 3 ธ.ค.68 การเดินแบบชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ “สืบสานภูษาศิลป์ น้อมถวายพระพันปีหลวง” / วันที่ 4 ธ.ค.68 กิจกรรมประจวบรักษ์สุขภาพ สานต่อของดีคีรีขันธ์ / วันที่ 5 ธ.ค.68 กิจกรรม “ชวนชิมกุ้งกระพง ดินดีวิถีพ่อ” และการแสดงดนตรีแจ๊ส บทเพลงพระราชนิพนธ์ และวันที่ 6-8 ธ.ค.68 กิจกรรมการแสดงของนักเรียน

ขณะที่ตลอดทั้ง 10 วันของการจัดงาน มีการจัดนิทรรศการดิน นิทรรศการผ้าไทย ชุดผ้าไทยพระราชนิยม 8 แบบ การจำหน่ายสินค้าโอทอป สินค้าชุมชนกว่า 30 ร้านค้า บูธสาธิตอาชีพ 10 บูธ เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00-19.00 น.ของทุกวัน เช่น การทำซาซิมิปลากะพง หมี่ผัดสับปะรด สมูทตี้สับปะรด จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมชมงานดังกล่าวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย.

นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ผู้ตรวจฯ ยผ. ลุยตรวจโครงการระบายน้ำ 257 ล้านบาท ป้องกันน้ำท่วมเมืองนราธิวาส ชี้ระบบระบายน้ำหลักช่วยลดปัญหาน้ำท่วมสำเร็จ “น้ำท่วมลดลงอย่างเห็นได้ชัด”

แชร์เนื้อหานี้

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดภาวะอุทกภัยรุนแรงครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอ ของจังหวัดนราธิวาส โดยมีปริมาณน้ำฝนสะสมรวม 4 วันแรกสูงถึง 1,453.8 มิลลิเมตร ส่งผลให้ 3 ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำบางนราและลุ่มน้ำสายบุรีมีระดับน้ำล้นตลิ่ง และลุ่มน้ำโก-ลก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดวันนี้ (28 พฤศจิกายน 2568 ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.สุภัทรา ชัยเทวารัณย์ ผู้ตรวจราชการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามและตรวจความพร้อมของโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองนราธิวาส ระยะที่ 1 หลังจังหวัดนราธิวาสเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จในการลดระยะเวลาการท่วมขังและระดับน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวงเงินก่อสร้าง 257,241,600 บาท เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 และขยายเวลาสัญญาถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2568 โดยมี บริษัท ตากใบการโยธา จำกัด เป็นผู้รับจ้าง และ บริษัท เมกก้าเทค คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นผู้ควบคุมงาน

โดยในพื้นที่ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง เร่งระบายน้ำรวม 4 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ชุมชนยะกังที่ปกติน้ำท่วมขังนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ลดระยะเวลาท่วมเหลือเพียง 1–2 วัน แม้ปริมาณฝนปีนี้จะมากเท่าปีก่อนก็ยังสามารถระบายน้ำได้เร็วกว่าชัดเจน ขณะเดียวกันในพื้นที่คลองศูนย์ราชการ ซึ่งมักถูกน้ำท่วมระดับประมาณ 1.5 เมตรทุกปี ปีนี้กลับ ไม่เกิดน้ำท่วม เนื่องจากระบบสูบน้ำและการจัดการน้ำทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.สุภัทรา ชัยเทวารัณย์ ผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่าสำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายกำกับดูแลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายพงศ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่มอบหมายให้เร่งรัดการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในโครงการสำคัญทั้งเมืองนราธิวาสและสุไหงโกลก หลังมีประชาชนแจ้งว่าน้ำลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน

น.ส.สุภัทรา ระบุว่า โครงการระยะที่ 1 ได้ก่อสร้างคลองคอนกรีตบริเวณคลองศูนย์ราชการ ระยะทางกว่า 6,000 เมตร รวมถึงติดตั้งเครื่องสูบน้ำหลัก 2 เครื่อง เครื่องละ 1 ลบ.ม./วินาที และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ (โมบายปั๊ม) 2 เครื่อง ขนาด 0.5 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นเครื่องสำรองในกรณีฉุกเฉิน และก่อนฝนหลาก ยังได้ดำเนินการขุดลอกตะกอนและวัชพืช เพื่อให้การไหลของน้ำเป็นไปตามการออกแบบ ส่งผลให้ระบบสามารถรองรับปริมาณน้ำมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.สุภัทรา ได้เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของโครงการที่มีวงเงินก่อสร้างกว่า 257 ล้านบาท โดยเฉพาะการดำเนินการ จัดคลองคอนกรีตที่คลองศูนย์ราชการ และการติดตั้งเครื่องสูบและระบายน้ำถาวร 2 เครื่อง ที่มีกำลังเร่งระบายน้ำรวม 4 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

สำหรับพื้นที่ยะกังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังลดลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยท่วมขังนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่ปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็วจนเหลือเพียง 1-2 วัน เท่านั้น แม้ปริมาณฝนสะสมล่าสุดจะสูงถึง 1,453.8 มม. ซึ่งเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา และคลองศูนย์ราชการสามารถบริหารจัดการน้ำได้ดีมาก จนทำให้น้ำไม่ท่วมขังในบริเวณนี้เลย จากปกติที่ระดับน้ำจะสูงถึง 1.5 เมตร

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ (Mobile Pump) กำลัง 0.5 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 2 เครื่อง เพื่อเป็นเครื่องสำรองในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งได้มีการขุดลอกตะกอนดินและวัชพืชเพื่อเปิดทางน้ำก่อนฤดูฝนเพื่อรักษาประสิทธิภาพการไหลของน้ำตามที่ออกแบบไว้

ด้านนายวีรภัทธ อิทธิสมัย ผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ เปิดเผยว่า ปีก่อนน้ำท่วมระดับเอวและระบายออกช้ามาก แต่ปีนี้แม้น้ำจะท่วมบ้างแต่น้อยลงมาก และลดระดับเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถเก็บของได้ทัน ร้านค้าได้รับผลกระทบน้อยลง และลูกค้าที่เคยหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมก็กลับมาใช้บริการตามปกติ ตั้งแต่มีโครงการนี้ ระบายน้ำเข้าคลองได้เร็วมาก น้ำไม่ขังนานเหมือนปีที่แล้ว ต้องขอบคุณโครงการจริงๆ ” นายวีรภัทธกล่าว

ทั้งนี้การลงพื้นที่ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าระบบระบายน้ำหลักของเมืองนราธิวาสเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัย ลดระดับน้ำท่วมและลดระยะเวลาน้ำขัง แม้ต้องเผชิญฝนหนักต่อเนื่องในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนถึงความพร้อมและประสิทธิภาพของโครงการที่สามารถช่วยประชาชนได้จริงในช่วงวิกฤตน้ำหลาก
//////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เพื่อนร่วมโลกต้องช่วยกัน” กลุ่มชาติพันธุ์ไทยพลัดถิ่นผนึกกำลังชุมชนชายแดน รวมสิ่งของช่วยชาวหาดใหญ่ น้ำใจไร้พรมแดน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตำบลสองพี่น้อง จังหวัดชุมพร นายหนูไกล วงธรรม กำนันตำบลสองพี่น้อง

พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล และประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยพลัดถิ่น ได้ร่วมกันระดมสิ่งของอุปโภคบริโภค อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเสื้อผ้าจำนวนมาก เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โดยมีรถกระบะหลายคันลำเลียงสิ่งของไปขนถ่ายขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเจ้าของรถที่ไม่คิดค่าบริการ ขณะที่ พันตรีวินัย บุญคงมาก หัวหน้าชุดพัฒนาสัมพันธ์ที่

4101 ได้นำกำลังทหารมาร่วมอำนวยความสะดวกในการบรรทุกสิ่งของครั้งนี้ด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องทั้งสองฝั่งชายแดน

นายหนูไกล วงธรรม เปิดเผยว่า หลังรับทราบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดสงขลา จึงรีบประสานงานกับเพื่อนฝ่ายปกครองที่เคยศึกษาในวิทยาลัยการปกครอง เพื่อสอบถามถึงผลกระทบ พบว่าพื้นที่หลายแห่งขาดแคลนสิ่งจำเป็นอย่างหนัก ทั้งอาหารแห้งและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม

จึงได้ร่วมกับผู้นำหมู่บ้านและประชาชน รวมถึงชาวไทยพลัดถิ่น ทั้งที่มีบัตรประชาชนแล้วและที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการขอสัญชาติ ร่วมกันบริจาคสิ่งของจำนวนมาก พร้อมได้เดินทางไปมอบให้นายอุทัย สุขสว่างผล กำนันตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทันที

สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ไทยพลัดถิ่นในจังหวัดชุมพร มีประวัติความเป็นมายาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่มะริด ทวาย และตะนาวศรี ก่อนจะถูกแบ่งแยกดินแดนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเมื่อพม่าเข้ากวาดล้างชนกลุ่มน้อย

“จดหมายจากพลังใจของชุมพร” เด็กนักเรียนภูบดินทร์พิทยาลัยส่งต่อความรัก ความหวัง และกำลังใจถึงผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ธนากร โกศลเมธีรายงาน 081-892-3514
ชุมพร – เต็มเปี่ยมด้วยความงดงามของน้ำใจและพลังแห่งการแบ่งปัน เมื่อโรงเรียนภูบดินทร์พิทยาลัยร่วมส่งต่อความห่วงใยผ่านกิจกรรม “จดหมาย..จากพลังใจของชุมพร”

เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในขณะนี้ วันนี้ นักเรียนทุกระดับชั้นได้ร่วมกันเขียน “การ์ดให้กำลังใจ” ด้วยลายมือและหัวใจที่บริสุทธิ์ ถ่ายทอดความอบอุ่น ความหวัง และคำปลอบโยนผ่านถ้อยคำและภาพวาดที่เปี่ยมด้วยความหมาย การ์ดแต่ละใบสะท้อนความตั้งใจของเยาวชนชุมพร ที่เชื่อมั่นว่า “กำลังใจ คือพลังสำคัญที่ช่วยให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้”

จดหมายและการ์ดให้กำลังใจเหล่านี้กำลังถูกรวบรวมและจัดส่งไปพร้อมกับสิ่งของจำเป็นที่ประชาชนในอำเภอหลังสวนและพื้นที่ใกล้เคียงร่วมบริจาค เพื่อบอกกับพี่น้องผู้ประสบภัยว่า
“เราอยู่เคียงข้างคุณเสมอ… คนไทยไม่ทิ้งกัน”

กิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนชีวิตที่สร้างความเอื้ออาทร น้ำใจ และความเป็นมนุษย์ให้แก่เยาวชนอย่างลึกซึ้ง สะท้อนบทบาทของโรงเรียนที่เป็นมากกว่าสถานศึกษา แต่คือพื้นที่ปลูกฝังคุณธรรม สร้างอนาคต และสร้างหัวใจที่งดงามตามเจตนารมณ์ของสถานศึกษา

โดยการ์ดและจดหมายทุกฉบับจากนักเรียน จะถูกนำไปบรรจุในถุงยังชีพที่โรงเรียนจัดเตรียม ก่อนส่งมอบให้ที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ เพื่อดำเนินการแจกจ่ายต่อให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงNot only the education,But also the future
ไม่ใช่แค่การศึกษา…แต่ให้มากกว่าถึงอนาคต

ภูบดินทร์พิทยาลัย ❤️

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาค 2 ร่วมกับ พสบ.ทภ.2 เติมพลังใจให้กับน้องๆนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส โรงเรียนบ้านโนนแดง อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านโนนแดง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา พันเอกพันเอกจิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน กองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยนายฉัตรชัย ทองมาลัย ประธานชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 และคณะ ได้จัดโครงการ“เต็มพลังใจให้กับน้องๆนักเรียนผู้ห่างไกลโอกาส” โดยนายวรพงษ์ นิธิการุณย์เลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโนนแดง คณะครูและนักเรียน

ให้การต้อนรับ พันเอกพันเอกจิรัฏฐ์ ช่วงฉ่ำ หัวหน้าฝ่ายทหารพราน กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า การทำกิจกรรมให้กำลังใจนักเรียน เสริมสร้างความรักชาติ เป็นนโยบายที่ พลโทวีรยุทธ์ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นอกจากการป้องกันประเทศ การสร้างขวัญให้กำลังใจกำลังพล การปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาชนในเรื่องการรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็เป็นภารกิจที่สำคัญของกองทัพ และวันนี้ก็ร่วมกับชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 มามอบสิ่งของและร่วมรับประทานอาหารกับน้องๆนักเรียน เป็นการสร้างภาพจำที่ดีให้กับน้องๆนักเรียนกับทหาร

ทางด้านนายฉัตรชัย ทองมาลัย ประธานชมรมหลักสูตรพัฒนาความสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) กล่าวว่า ทางชมรมฯทำงานควบคู่ไปกับทางกองทัพภาคที่ 2 นอกจากนโยบายที่ร่วมสนับสนุนในการป้องกันประเทศ การสนับสนุนเครื่องอุปโภค บริโภคทหารตามแนวชายแดน การสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล เช่น โครงการซ่อม สร้างบ้าน การมอบทุน

การศึกษา ทางชมรมฯยังร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ในการร่วมทำกิจกรรมทสร้างภาพลักษณ์และให้กำลังใจให้นักเรียนที่ห่างไกลโอกาส โดยวันนี้ได้มามอบชุดพละ รองเท้า ทุนการศึกษาแล้ว ยังได้ร่วมรับประทานไก่ KFC กับน้องๆนักเรียนที่โรงเรียนบ้านโนนแดง ซึ่งกิจกรรมดีๆแบบนี้ทางชมรมเราจะร่วมกับทางกองทัพภาคที่ 2 ทำในอีก 20 จังหวัดทางภาคอีสานต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน /รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผอ.สรรพสามิตภาค 3 คนใหม่ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เดินหน้าสรรพสามิตยุคใหม่โปร่งใส เพื่อประชาชน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง หลัง นายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ได้เดินทางเข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 คนใหม่ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการต้อนรับจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จำนวนมาก

นายณธัชพงศ์ปรากฏตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมเริ่มภารกิจแรกด้วยพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหน่วยงาน โดยมีการจุดธูป กราบไหว้ศาลเจ้าที่–เจ้าทาง เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะร่วมถ่ายรูปกับเจ้าหน้าที่จากทั้งในจังหวัดนครราชสีมา และจากต่างจังหวัดที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและส่งกำลังใจ

ภายหลังจากพิธีการด้านนอก ผอ.คนใหม่ได้เดินขึ้นห้องทำงานเพื่อสักการะพระพุทธรูปประจำห้อง พร้อมนั่งโต๊ะทำงานใหม่และลงนามเอกสารแรกของการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนกลับลงมาร่วมถ่ายภาพกับคณะทำงานและเจ้าหน้าที่อีกครั้ง บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบง่ายและอบอุ่นสะท้อนความสัมพันธ์อันดีในองค์กร

การรับตำแหน่งครั้งนี้ ยังมี นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผู้อำนวยการส่วนตรวจสอบป้องกันและปราบปราม สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่จำนวนมากร่วมต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

นายณธัชพงศ์เปิดเผยแนวนโยบายสำคัญว่า ยึดตามสโลแกน
“สรรพสามิตยุคใหม่ – สร้างรายได้ให้รัฐ สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน คืนต้นทุนให้สังคม” โดยเน้นการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผู้อำนวยการคนใหม่ย้ำว่า พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อพัฒนางานสรรพสามิตให้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจและสังคมของภาคอีสานให้เติบโตอย่างยั่งยืน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /ฟอกไตฟรี ได้ทุกแห่ง ขยายบริการปลูกถ่ายไต” เปิดโครงการอย่างเป็นทางการที่ รพ.ชุมพร เขตรอุดมศักดิ์

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมอาภากร อาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินหลังใหม่ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ได้รับเกียรติจาก พญ เหมือนแพร บุญล้อม สสจ.ชุมพร

ร่วมกับ พญ ปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผอ. โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จัดพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ “ฟอกไตฟรี ได้ทุกแห่ง และขยายบริการปลูกถ่ายไต” เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการรักษาโรคไตของประชาชนในจังหวัดชุมพร

พิธีเปิดได้รับเกียรติจากพญ เหมือนแพร บุญล้อม สสจ.ชุมพรเป็น
ประธานในพิธี กล่าวถึงความสำคัญของนโยบายนี้ว่า เป็นการสร้างหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยเน้นให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการฟอกไตใกล้บ้าน

ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการรักษา เช่น การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือด การปลูกถ่ายไต รวมถึงการดูแลแบบประคับประคอง ตลอดจนส่งเสริมการป้องกันโรคและการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง

ประธานยังกล่าวชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพร อสม. และทุกภาคส่วน ที่ร่วมขับเคลื่อนให้โครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ เพื่อให้หน่วยบริการในเครือข่ายร่วมกันดำเนินงานอย่างเป็นเอกภาพตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ด้าน แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของโครงการว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังกว่า 71,000 ราย และมีผู้ป่วยฟอกไต–ล้างไตรวมกว่า 3,400 ราย แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือแพทย์ ระบบส่งต่อ และความร่วมมือกับหน่วยบริการในเครือข่าย เพื่อให้บริการเป็นไปตามมาตรฐานตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.

กิจกรรมในวันเปิดโครงการประกอบด้วย การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคไต การให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพไต การให้คำปรึกษาด้านการรักษา และการรณรงค์บริจาคอวัยวะ โดยมีผู้เข้าร่วมต่อเนื่องกว่า 1,000 คน

โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัดชุมพรในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ให้สามารถเข้าถึงบริการด้านไตที่มีมาตรฐานได้ “ทุกที่–ทุกแห่ง–ทุกคน” อย่างแท้จริง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวอ.หลังสวนกว่า 1,000 คน คาดเสียหาย 40 ล้านบาท รวมตัวร้องความเป็นธรรม ที่สมาคมฌาปนกิจหยุดไม่แจ้งสมาชิก /ส.ส.ลูกหมี ระดมสิ่งของ 5 หมื่นชุด ลุยช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้


วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนกว่า 1,000 คน ในพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร รวมตัวกันที่ว่าการอำเภอหลังสวน เพื่อนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มามอบให้แก่พนักงานสอบสวน สภ.หลังสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังพบว่าสมาคมฌาปนกิจในพื้นที่ได้หยุดดำเนินการโดยไม่แจ้งให้สมาชิกทราบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหาย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่ามีผู้เสียหายกว่า 2,000–3,000 ราย ความเสียหายประเมินรายละประมาณ 200,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 30–40 ล้านบาท โดยชาวบ้านทยอยนำเอกสารมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทางกลับ
พันตำรวจตรี สุนทร ธนะโรจน์ อายุ 67 ปี ข้าราชการบนาญ เปิดเผยว่า ประชาชนได้รวมตัวกันเพื่อนำเอกสารหลักฐานมาแจ้งความดำเนินคดีกับคณะกรรมการสมาคมอสม. หลังพบว่าเกิดปัญหาการบริหารภายใน

แต่ละหน่วยไม่แจ้งให้สมาชิกทราบว่าจะหยุดดำเนินงานหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารใด ๆ อีกทั้งเงินที่สมาชิกจ่ายสะสมมาเป็นเงินจำนวนมาก แต่สมาชิกเพิ่งมาทราบว่าสมาคมหยุดดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา
พันตำรวจตรีสุนทรย้ำว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นเรื่องต่อศูนย์ดำรงธรรม โดยมีนายวันชัย ปลัดอาวุโสอำเภอหลังสวน เป็นผู้รับเรื่อง และมีตัวแทนจากสำนักงานอัยการจังหวัดเข้ามาร่วมตรวจสอบแล้ว ต่อมา

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ได้เดินทางไปที่ สภ.หลังสวน แต่ได้รับแจ้งว่าหลักฐานไม่สมบูรณ์ จึงมีการนัดสมาชิกให้รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อนำเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีต่อคณะกรรมการและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดด้าน นายพิมล แดงศรีธรรม อายุ 75 ปี

ข้าราชการบนาญ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลท่ามะพา และสมาชิกสมาคมฯ ให้ข้อมูลว่า ตนเป็นสมาชิกสมาคมมาตั้งแต่ปี 2534 พร้อมทั้งภรรยาและลูกบ้านจำนวนมาก จากเดิมชำระเงินเดือนละหลักร้อยต่อราย เพื่อเป็นกองกลางช่วยเหลือยามมีผู้เสียชีวิต หวังลดภาระของลูกหลานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ามีผู้เสียชีวิตบางรายในตำบลท่ามะพาที่เสียชีวิตมาแล้ว 4–5 ปี แต่ญาติกลับไม่ได้รับเงินช่วยเหลือแต่อย่างใด พร้อมระบุว่ามีการนำเงินสมาชิกไปใช้จ่ายโดยไม่โปร่งใส ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่สมาชิกเป็นอย่างมาก

เนื่องจากไม่มีการแจ้งยุติบทบาทหรือความเปลี่ยนแปลงของสมาคมให้ประชาชนรับทราบเลยประชาชนในพื้นที่เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ พร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำซ้อน และเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่สมาชิกที่ได้รับผลกระทบทุกคน.
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

ส.ส.ลูกหมี ระดมสิ่งของ 5 หมื่นชุด ลุยช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ รายงานโดย ธนากร โกศลเมธี 081-892-3514 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายชุมพล จุลใส หรือ “ส.ส.ลูกหมี” เดินทางไปยังศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย เขต 2 จังหวัดชุมพร ของนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (สจ.กิจ) พร้อมเรียกประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรในพื้นที่อำเภอท่าแซะ ปะทิว และเมืองชุมพร เพื่อร่วมกันระดมสิ่งของจากหมู่บ้าน ชุมชน และตำบลต่าง ๆ ในพื้นที่ จัดทำถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้

สิ่งของที่นำมาบรรจุถุงยังชีพประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ขนมขบเคี้ยว น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน ผ้าอนามัย และของใช้จำเป็นอื่น ๆ โดยมีกลุ่มพลังสตรีและประชาชนจิตอาสามาร่วมช่วยกันแยกและบรรจุสิ่งของอย่างคึกคัก เพื่อเตรียมนำลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ที่กำลังเดือดร้อน

ส.ส.ลูกหมี กล่าวว่า ขณะนี้พี่น้องในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงประสบอุทกภัยอย่างรุนแรง จึงต้องเร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าจัดทำถุงยังชีพจำนวน 50,000 ชุด ซึ่งบางส่วนได้มอบให้ อบจ.ชุมพร นำไปช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว อีกส่วนหนึ่ง ส.ส.และทีมสมาชิกสภาจังหวัดชุมพรจะลงพื้นที่มอบด้วยตนเองในวันที่ 1–2 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องในฐานะคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันยามลำบาก

ทั้งนี้ ส.ส.ลูกหมี ยังเปิดให้พี่น้องชาวจังหวัดชุมพรที่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ติดต่อแจ้งจุดประสบภัย เพื่อให้ทีมพลังชุมพรสามารถนำสิ่งของไปส่งมอบถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ช่องทางติดต่อทีมพลังชุมพร
📞 นายนพพร อุสิทธิ์ (#นายกโต้ง) 085-787-7999
📞 นายชุมพล จุลใส (#ลูกหมี) 062-443-5777
📞 นายสุพล จุลใส (#สส_ลูกช้าง) 080-198-9515
📞 นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (#รองกิต) 066-085-4602
น้ำใจจากชุมพรยังคงหลั่งไหล เพื่อส่งต่อพลังความหวังให้พี่น้องชาวใต้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่องเที่ยวและกีฬาบึงกาฬ–ตำรวจท่องเที่ยว บูรณาการตรวจเข้มพื้นที่ เสริมความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวช่วงปลายปี

แชร์เนื้อหานี้

สํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ สร้างความเชื่อมั่นรับฤดูกาลท่องเที่ยวและพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00–16.00 น.
สํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ บูรณาการร่วมกับกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 อุดรธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหน้าหนาว เทศกาลปีใหม่ และรองรับงานพิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 ในวันที่ 25 ธันวาคม 2568

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ มอบหมายให้คณะเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย
– นายปองเดช ทองตัน เจ้าหน้าที่ประสานงานด้านการท่องเที่ยว
– นางสาวทิพวัลย์ แก้วเทพ เจ้าหน้าที่ประสานงานช่วยเหลือนักท่องเที่ยว
– นายศิระศักดิ์ กาศสีมูล นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
– นางสาวศุทธินี กำลังดี เจ้าหน้าที่สนับสนุนงานวิเคราะห์นโยบายและแผน

ร่วมปฏิบัติงานกับ
– ด.ต. ไพรวัลย์ ย่างเยื้อง
– ด.ต. วิชัย กองอุดม
เจ้าหน้าที่สายตรวจตำรวจท่องเที่ยวหนองคาย

การลงพื้นที่มุ่งเน้นตรวจสอบป้ายประชาสัมพันธ์หรือสื่อที่อาจมีเนื้อหาชักชวนให้กระทำผิดกฎหมาย เช่น การสแกน QR Code เพื่อซื้อขายอวัยวะหรือสิ่งผิดกฎหมาย ตามจุดท่องเที่ยวและจุดผ่านแดนที่นักท่องเที่ยวใช้บริการเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ได้แก่

  1. สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดบึงกาฬ
  2. โรงแรมเดอะวัน
  3. ปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาสี่แยกเมืองบึงกาฬ
  4. โลตัส สาขาเมืองบึงกาฬ
  5. ด่านพรมแดนบึงกาฬ
  6. แหล่งท่องเที่ยวหินสามวาฬ
  7. วัดภูทอก

ผลการตรวจสอบไม่พบป้ายหรือสื่อที่มีเนื้อหาชักชวนให้กระทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยป้ายที่ปรากฏส่วนใหญ่เป็นสื่อประชาสัมพันธ์หน่วยงานรัฐ เอกชน ร้านอาหาร ที่พัก ตารางเดินรถ–เดินเรือ และข้อมูลบริการนักท่องเที่ยวทั่วไป

การบูรณาการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดบึงกาฬในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคอีสานตอนบน
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุกจับคาบ้าน! รวบ 3 หนุ่มนิคมคำสร้อย ซุกยาบ้า 165 เม็ดในถังน้ำมันรถ จยย.

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของนายทินกร พลเยี่ยม รักษาราชการแทนนายอำเภอนิคมคำสร้อย และ พ.ต.อ.พิชญ์วุฒิ โพธิ์จันทร์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย ได้มอบหมายให้นายธีรวัฌน์ หมีคำ ปลัดอำเภองานป้องกัน และ

พ.ต.ท.ประดิษฐ์ วงชารี สว.สส.สภ.นิคมคำสร้อย พร้อมกำลังพล อส.นิคมคำสร้อย และชุดสืบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ลงพื้นที่ปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่หนึ่ง ในหมู่ 1 บ้านชัยมงคล ตำบลโชคชัย หลังได้รับหนังสือร้องเรียนว่านายทวี สาระชัย อายุ 49 ปี มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางถึงบ้านดังกล่าว พบนายทวีอยู่กับเพื่อน 2 คน โดยมีท่าทีพิรุธพยายามจะวิ่งหนี เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและทำการตรวจค้นตามอำนาจ พ.ร.บ.ป.ป.ส. ซึ่งนายทวียินยอมให้

ตรวจค้นโดยสมัครใจ ผลการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 165 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำมันรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเทน่า สีดำ ทะเบียน 1กฒ 4285 มุกดาหาร ที่จอดอยู่ภายในบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดยาบ้าทั้งหมดและรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง พร้อมแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” และ “เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1”

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่ายาบ้าเป็นของตนเองและได้เสพไปแล้วบางส่วนโดยการสูดดมควัน ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาบ้า #นิคมคำสร้อย #มุกดาหาร #ยาเสพติด #ตำรวจนิคมคำสร้อย #เสพยาบ้า #ปิดล้อมตรวจค้น #ปกครองนิคมคำสร้อย #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมุทรปราการ ส่ง อส.ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน หาดใหญ่ จ.สงขลา / รอง นายก อบจ. ลงพื้นที่ตรวจประตูน้ำ เตรียมเดินหน้าโครงการก่อสร้างประตูน้ำใหม่

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดสมุทรปราการ ส่งกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ปฏิบัติภารกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดสมุทรปราการ ปล่อย

แถวกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 12 นาย เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้ให้โอวาทแก่ สมาชิก อส.ที่ไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของจังหวัดสมุทรปราการว่า ขอปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด และปฏิบัติภารกิจด้วย

ความระมัดระวังคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและของตนเอง และขอให้การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ของสมาชิก อส.จังหวัดสมุทรปราการมีความปลอดภัย และขอให้การเดินทางกลับมีความปลอดภัยเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น

นอกจากนี้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ โดยนางสาวอรวรรณ ชิณศรี นายกล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ได้ตั้งจุดรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคใต้ ณ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ โดยมี หน่วยงานราชการ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินและสิ่งของ อาทิ น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง

อาหารพร้อมรับประทาน นม นมผงสำหรับเด็ก แพมเพอร์ส สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่ไม่สะดวกบริจาคเป็นสิ่งของ สามารถบริจาคเป็นเงิน ผ่านบัญชีสภากาชาดไทย เพื่อภัยพิบัติ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย ประเภทบัญชี กระแสรายวัน เลขที่บัญชี 045 3 04637 0 โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

รอง นายก อบจ. ลงพื้นที่ตรวจประตูน้ำ เตรียมเดินหน้าโครงการก่อสร้างประตูน้ำใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ สองรองนายก อบจ. ลงพื้นที่ ตรวจสอบประตูระบายน้ำคลองบางโปรง ปัจจุบันเป็นระบบมือหมุนไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการระบายน้ำเพียงพอจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำ ทดแทนประตูเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์บริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้มอบหมายให้ นายอัครวัฒน์ อัศวเหม นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ พร้อม นายณรงค์ อินทร์พันธุ์ ผู้อำนวยการกองช่าง อบจ.สมุทรปราการ ตรวจดูแผนผังคลองต่างๆ ที่เชื่อมต่อคลองบางโปรง และประตูระบายน้ำ ก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบประตูระบายน้ำคลองบางโปรง ตำบลบางโปรง อำเภอเมืองฯ

จังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับนายเชาว์ สมใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางโปรง นายชโยดม นาคะปักษิณ รองนายก อบต.บางโปรง นายสัญญา ศุภรัตน์ ผู้อำนวยการกองช่าง อบต.บางโปรง เพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับและระบายน้ำในพื้นที่ตำบลบางโปรงและพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับ ประตูระบายน้ำคลองบางโปรงถือว่าเป็นอีกหนึ่งประตูน้ำที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นประตูระบายน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างคลองบางโปรงกับคลองบางนางเกรง และคลองบางฝ้าย คลองบางหมูเชื่อมต่อมออกคลองบางด้วน

เพื่อช่วยในการระบายน้ำ ไม่ให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลบางโปรง ตำบลบางด้วน อำเภอเมืองสมุทรปราการ ตำบลบางหัวเสือ และถนนเส้นปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากประตูระบายน้ำคลองบางโปรงปัจจุบันนี้เป็นระบบมือหมุน

ไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการระบายน้ำเพียงพอจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 5 เครื่องโดยมีอัตราการสูบน้ำเครื่องละ 4 ลูกบาศก์เมตร ต่อ วินาที ทดแทนประตูเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “รวมใจช่วยภาคใต้” ส่งมอบน้ำดื่ม-อาหารแห้ง ขึ้นเที่ยวบินพิเศษ ส่งต่อกำลังใจและความห่วงใยถึงพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน


วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงาน ร่วมส่งมอบน้ำดื่มตราสัญลักษณ์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จำนวน 834 แพ็ค (10,008 ขวด) พร้อมอาหารแห้ง ได้แก่ มาม่าคัพ 90 ลัง (6,480 ถ้วย) และยูโร่คัสตาร์ดเค้ก 37 ลัง (5,328 ชิ้น)

ณ บริเวณคลังสินค้าภายในประเทศการบินไทย ทสภ. ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเที่ยวบินพิเศษจากบริษัท พัทยา แอร์เวย์ จำกัด เพื่อลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง
ทสภ. ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่อุทกภัย และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัยต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”เปิดพิมพ์เขียว10 เทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคตในเวที CHINA-THAI New Energy Forum ย้ำแผนพัฒนาพลังงานชาติเพิ่มเป้าพลังงานสะอาด 51%

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailandและผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ผู้ได้รับฉายา”มิสเตอร์เอทานอล”กล่าวปาฐกถาพิเศษในฟอรั่ม”พลังงานใหม่ จีน-ไทย“(China-Thai New Energy Forum) ณ TVA Hall สวนเสียงไผ่ โดย TVA China Venture ในเครือ TVA Corporation (สถาบันทิวา) ภายใต้การนำของ คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน TVA ซึ่งมุ่งผลักดันบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนด้านพลังงานใหม่ของอาเซียน ผ่านเวทีการหารือเชิงลึกระหว่างภาคธุรกิจไทยและจีน ร่วมกับ New Energy Huangpu (ประเทศจีน) ที่มี Julia Zhu Lina เป็นประธาน โดยได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในการเชื่อมโยงธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต

ในการนำเสนอของนายอลงกรณ์ ภายใต้หัวข้อ”อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ :โอกาส ความท้าทาย และความร่วมมือของบริษัทพลังงานใหม่ในประเทศไทย” ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (BIG TRANSFORMATION) โดยระบุว่าอุตสาหกรรมพลังงานใหม่จะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” (NEW GROWTH ENGINE) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เน้นย้ำเป้าหมายพลังงานสะอาดลดโลกเดือด

นายอลงกรณ์ ได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายระดับชาติของไทยในการรับมือกับภาวะโลกเดือด(Global warming)โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 40% ภายในปี 2030 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (CARBON NEUTRALITY) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO EMISSIONS) ภายในปี 2065
ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายนี้คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP ฉบับร่างใหม่)ต้องกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้า 51% ภายในปี 2037

พิมพ์เขียว10 เทคโนโลยีพลังงานใหม่ประธานสถาบัน FKII Thailand ได้ชี้ถึง “โอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้น” (EMERGING OPPORTUNITIES) ในอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของไทย ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่น่าจับตามอง ได้แก่
1.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค (EV HUB OF ASEAN) ภายใต้นโยบาย “30@30” พร้อมการลงทุนในสถานีชาร์จสาธารณะที่ปัจจุบันมีหัวชาร์จรวมกว่า 11,467 หัวชาร์จ
2.ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) เทคโนโลยีสำคัญที่มีเป้าหมายในร่าง PDP 2024 สูงถึง 10,485 เมกะวัตต์ (MW)
3.พลังงานแสงอาทิตย์ การสนับสนุนโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) และโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) รวมถึงการผลักดัน Direct PPA สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเพื่อการส่งออก (RE100)
4.พลังงานไฮโดรเจน โดยกำหนดให้มีการเริ่มใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ (CO-FIRING) ตั้งแต่ปี 2030 เพื่อลดคาร์บอนในโรงไฟฟ้าเดิม
5.เทคโนโลยี Smart Grid และ VPP การอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ และโมเดล Virtual Power Plant (VPP)
6.เชื้อเพลิงชีวภาพ(Biofuel)และ SAF ไทยมีความพร้อมในการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล รวมถึงเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) จากวัตถุดิบ เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO)
7.อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
เปิดโอกาสในการลงทุนผลิตชิ้นส่วน POWER SEMICONDUCTORS ที่จำเป็นสำหรับอินเวอร์เตอร์ของ BESS และสถานีชาร์จเร็ว
8.เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่
ประเทศไทยต้องการเทคโนโลยีและเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่ (BATTERY RECYCLING PLANTS)
9.เทคโนโลยี Fuel Cell เป็นโอกาสสำคัญในการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ และการใช้งานในภาคการขนส่งหนัก เช่น รถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่

  1. เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะ (Energy-saving Technologies)
    เช่นระบบระบายความร้อน (Cooling Systems) ใน Data Center และระบบควบคุมอัจฉริยะด้านความร้อน (Thermal Field Intelligent Control)และโซลูชัน AI และ IoT เพื่อควบคุมและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    “ประเทศจีนพัฒนาก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานใหม่อย่างมากโดยมีบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความเชื่อมั่นที่จะร่วมลงทุนและประกอบธุรกิจในประเทศไทยในสาขาต่างๆเช่น ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) โซเดียมแบตเตอรี่โซล่าเซลล์ เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะเทคโนโลยี Fuel Cell พลังงานไฮโดรเจน ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่(BESS) ลิเธียมแบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ Biofuel SAF Nanoscience&Nanomanufacturing รีไซเคิลแบตเตอรี่ Wet Electronic Hazardous Waste Thermal Field Intelligent Control ฯลฯโดยการนำของสถาบัน New Energy Huangpu (ประเทศจีน) ซึ่งได้ตกลงความร่วมมือกับเอฟเคไอไอ.และสถาบันทิวาเพื่อส่งเสริมการลงทุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคคลากรด้านพลังงานใหม่ระหว่าง2ประเทศในวาระ50ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน“
    นายอลงกรณ์ สรุปในตอนท้ายว่า
    กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างระบบนิเวศพลังงานใหม่มั่นคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยลดก๊าซเรือนกระจกคือ “การร่วมมือ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของไทยและหุ้นส่วนทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขาธิการ ป.ป.ส. ลงพื้นที่สำรวจยุทธศาสตร์แก่งผาได-บ้านดอนที่ แนวชายแดนเชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

สืบเนื่องจากวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายอภิกิต ฉ. โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด และ พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 5 ได้ลงพื้นที่ สปป.ลาว เพื่อประสานความร่วมมืิอกับคณะผู้แทนระดับสูงของ สปป.ลาว ในการร่วมกันสกัดกั้นยาเสพติด และตรวจเยี่ยมด่านน้ำเกิ๋ง และด่านปากทา ซึ่งเป็นด่านสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดในเส้นทางคมนาคมของ สปป.ลาว.

ในวันนี้ (22 พฤศจิกายน 2568) เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะ ได้ลงพื้นที่ แก่งผาได ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ตรงข้ามด่านปากทา สปป.ลาว เพื่อสำรวจสภาพภูมิประเทศ และหารือกับหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน เพื่อเสริมประสิทธิภาพการสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว โดยมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายสุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น พล.ต.สาธิต ไวยนนท์ ผบ.กกล.ผาเมือง พ.อ.ธนพันธ์ ขำทวี รอง ผอ.รมน.ภาค3 สย.2 พ.อ.สุพรรณ ร้อยพุทธ ผบ.ฉก.ทัพเจ้าตาก พ.อ.จักรพงษ์ สอดสี ผบ.ฉก.ทพ.31 และ พ.ต.ณรงค์เวทย์ รัศมี หน.ฝขว. ให้การต้อนรับ และร่วมให้ข้อมูล

สำหรับ แก่งผาได มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดทางน้ำ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางหลักที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำเพื่อเข้าสู่ประเทศไทย โดยหากกลุ่มขบวนการสามารถขึ้นฝั่งไทยได้แล้วจะเชืี่อมต่อถนนสายหลักที่มุ่งสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้ ที่ผ่านจึงพบกลุ่มขบวนการพยายามลักลอบลำเลียงยาเสพติดอย่างต่อเนื่องผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยอาศัยความเอื้ออำนวยของสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่ารกทึบริมฝั่ง และในลำน้ำมีเกาะแก่ง โขดหิน ที่สามารถซ่อนเร้นจากการเฝ้าตรวจของเจ้าหน้าที่

จากนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะ ได้ลงพื้นที่ บ้านดอนที่ ม.3 ต.ริมโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ตรงข้ามด่านน้ำเกิ๋ง สปป.ลาว โดยได้สำรวจสภาพภูมิประเทศ และหารือร่วมกับ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอุดม ปกป้อง นายอำเภอเชียงของ พ.อ.จักรพงษ์ สอดสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 31 นายเกษม ปันทะยม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง และนายเดชดำรง แก้วดำ ผู้ใหญ่บ้านบ้านดอนที่

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ปัจจุบัน สปป.ลาว ได้ดำเนินการตามข้อตกลงในความร่วมมือสกัดกั้นยาเสพติด โดยตั้งจุดตรวจจุดสกัดเรียบร้อยแล้ว และมีผลปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพมาก จึงมีข้อกังวลว่ากลุ่มขบวนการจะหลบเลี่ยงโดยลักลอบลำเลียงยาเสพติดลงแม่น้ำโขงก่อนถึงจุดตรวจจุดสกัดเพื่อข้ามมาฝั่งไทย จึงผลักดันการดำเนินการ ดังนี้

  1. ให้องค์การบริหารส่วนตำบลริมโขง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุน ป.ป.ส. เพื่อทำการติดตั้งไฟส่องสว่างตามแนวลำน้ำโขงฝั่งตรงข้ามด่านน้ำเก๋ง เสริมประสิทธิภาพการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย
  2. ให้หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ป.ป.ส. เพื่อก่อสร้างจุดตรวจจุดสกัดบริเวณดังกล่าว คู่ขนานกับ สปป.ลาว
  3. ให้ ปปส.ภาค 5 ร่วมกับจังหวัดเชียงรายและอำเภอเชียงของ สนับสนุนกิจกรรมการเดินเวรยามของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บริเวณริมแม่น้ำโขง เพื่อเสริมการดำเนินงานของหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน
    .
    ทั้งนี้ หากการดำเนินการดังกล่าวแล้วเสร็จ การสกัดกั้นยาเสพติดตามลำน้ำโขงชายแดนภาคเหนือจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /“เทศกาลอาหารย่าง โคราช ครั้งที่ 18 Thailand BBQ FESTIVAL@KORAT 2025” ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน 5 วัน 5 คืน

แชร์เนื้อหานี้

“เทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช ครั้งที่ 18 Thailand BBQ FESTIVAL@KORAT 2025” จัดยิ่งใหญ่กว่าเดิม พร้อมยกศิลปินดัง ระดับประเทศมาไว้ที่นี่ ฟรี! คอนเสิร์ต ตลอด 5 วัน 5 คืน ในรูปแบบใหม่ ในคอนเซ็ปต์ “ปิ้ง ม่วน ก๊วน ย่าง”

เมื่อวันที่ (26 พ.ย.68) หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา จัดงาน เทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช ครั้งที่ 18 (Thailand BBQ FESTIVAL@KORAT 2025) โดยมี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานใน พิธีเปิด พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และแขกผู้มีเกียรติจาก หน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า การจัดงานเทศกาล อาหารย่าง ณ โคราช ครั้งที่ 18 จัดขึ้นเพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคกลางคืนและต้องการให้เกิดเงิน หมุนเวียนในจังหวัดนครราชสีมา โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งผู้สนับสนุน จากบริษัท ห้าง ร้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก ผู้ให้การสนับสนุนหลัก ทั้งจังหวัดนครราชสีมา, การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย,ตำรวจ

ภูธรภาค 3,องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, เทศบาลนครนครราชสีมา, บริษัท ป้อมกิจ จำกัด,บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ตลาดเซฟวัน จำกัด, และผู้ให้การสนับสนุนภาครัฐ และภาคเอกชนหลายหน่วยงานที่พร้อมใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีเงินหมุนเวียนในจังหวัดนครราชสีมา ที่ให้ ความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ รวมทั้งพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนง และที่ขาดไม่ได้คือความร่วมมือจากบรรดา ร้านค้า ผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมกิจกรรมทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดทุกท่าน

นายธงชัย ขอเพิ่มทรัพย์ ประธานจัดงานเทศกาลอาหารย่างครั้งที่ 18 กล่าวว่า การจัดงานประจำปี เทศกาลอาหารย่าง ณ โคราช ครั้งที่ 18 Thailand BBQ FESTIVAL@KORAT 2025 มาในรูปแบบใหม่ “ปิ้ง ม่วน ก๊วน ย่าง” (ZERO WASTE LOW CARBON) ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน และในการ จัดงานในครั้งนี้ทั้งผู้จัดและผู้เข้าร่วมงานจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยการลดขยะ โดยการลดตั้งแต่ต้นทางเน้นการใช้ ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น การใช้ซ้ำ และการคัดแยก เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่หรือการทำให้ของเหลือใช้หรือขยะ เหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยภายในงานมีให้ร่วมกิจกรรม ZERO WASTE LOW CARBON ให้ทุกคนมีส่วน ร่วม กิจกรรมร่วมสนุกและลุ้นรับรางวัลต่างๆ

ในปีนี้จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2568 ณ ตลาดเซฟวัน ขอเชิญทุกท่านมาชิม ขนม เครื่องดื่ม ฟังเพลง คาดว่า จะมีผู้เข้าชมงาน เกิดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท การแสดงบนเวที มีศิลปินชื่อดังระดับประเทศ อาทิ โพลิแคท จ๊ะ นงผณี ฟักกิ้งฮีโร่ Chamook Bom Siayer Purenessiy The Voice เป็นต้น นักท่องเที่ยวลุ้นรับรางวัล เช่น แจก บัตรภาพยนต์จากเครือเมเจอร์ บัตรที่พักจากโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา และรางวัลอื่นๆ มูลค่ามากกว่า 1 แสนบาท นายธงชัย กล่าว

กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กกต.บึงกาฬ จัดประชุมชี้แจงการเลือกตั้ง อบต.-เทศบาล (กรณียกฐานะ) ผู้เข้าร่วม 39 แห่ง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ นำโดยนายไพรัต คัณทักษ์ ผู้อำนวยการฯ และนายดุลยวัฒน์ เสียงหวาน รองผู้อำนวยการฯ พร้อมคณะ

จัดประชุมชี้แจงคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เฉพาะการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล (กรณียกฐานะ)

การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมเดอะวันคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมเดอะวัน อำเภอเมืองบึงกาฬ โดยมีผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลเข้าร่วมรวม 39 แห่ง

สำหรับพิธีเปิดนายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ มอบหมายให้ นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานเปิดการประชุม

ทั้งนี้ บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ภาพ/ข่าว ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ–วัดมหาวงษ์ ผนึกกำลังสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ ส่งต่อสิ่งของ ช่วยผู้ประสบอุทกภัยสงขลา

แชร์เนื้อหานี้

ดร.ปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล นำทีมชมรมโฮปฯ พร้อมพระครูปลัดจริยวัฒน์ และภาคีเครือข่ายจิตอาสา รวมพลังส่งต่อสิ่งของจำเป็นกว่า 350 แพ็ค ช่วยชาวสงขลาที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วม หวังบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ (ปากน้ำ) ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.ปิยนุช(หรือแนนซี่)

พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ พร้อมด้วยพระครูปลัดจริยวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ (ปากน้ำ) และเจ้าหน้าที่ชมรมโฮปฯ ร่วมเป็นตัวแทนผู้มีจิตศรัทธา ส่งมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสงขลา

สำหรับสิ่งของที่นำมามอบให้แก่สมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ ประกอบด้วย น้ำดื่มจำนวน 350 แพ็ค บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และผ้าอนามัย โดยทางสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการจะลำเลียงสิ่งของทั้งหมดไปยังพื้นที่ประสบภัยในวันเสาร์ที่จะถึงนี้

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายอำเภอของจังหวัดสงขลาที่ยังคงเผชิญปัญหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง
การส่งต่อความช่วยเหลือในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังน้ำใจจากภาคประชาชนและเครือข่ายจิตอาสา ที่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่เดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ

พระครูปลัดจริยวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวงษ์ (ปากน้ำ) กล่าวว่า วัดร่วมกับชมรมโฮปฯ ร่วมกันบริจาคสิ่งของ อุปโภค บริโภค ไปช่วยผู้ประสบภัยในภาคใต้ ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทำ
ดร.ปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า วันนี้ทางวัดมหาวงษ์ปากน้ำร่วมกับชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา และสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ\

ได้รับมอบของเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของจำเป็นต่าง ๆ เครื่องอุปโภค บริโภค จากประชาชนที่มาร่วมบริจาค และน้ำจากชมรมโฮปฯ 350 แพ็ค เราได้ส่งต่อให้ทางสมาคมกู้ภัยที่จะลงพื้นที่จังหวัดสงขลาภายในอาทิตย์นี้อย่างเร่งด่วนก็ส่งไปล็อตแรก เราก็ยังรอรับบริจาคเรื่อย ๆ เพื่อไว้สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่หาดใหญ่ และภาคใต้ ต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการขุดลอกแม่น้ำน่าน ตลอดลำน้ำ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณริมแม่น้ำน่าน บ้านแสงดาว ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงโครงการขุดลอกลำน้ำน่านเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง โดยวิธีการต่างตอบแทนไม่มีการใช้งบประมาณจากทางราชการ ซึ่งมี บริษัทผู้รับเหมา ห้างหุ้นส่วนจำกัด สรรเสริญการสร้าง เป็นผู้ดำเนินการโครงการขุดลอกลำน้ำน่าน

โดยใช้วิธีการต่างตอบแทน ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ แก้ไขปัญหาลำน้ำตื้นเขินและเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่เมืองและชุมชนริมลำน้ำ โดยโครงการมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะที่ 1 และระยะที่ 2

สำหรับการดำเนินงานใน ระยะที่ 1 จังหวัดน่าน ได้จัดประชุมคณะทำงานเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 เพื่อกำหนดภารกิจและสำรวจพื้นที่ลำน้ำที่จำเป็นต้องขุดลอก ก่อนจะดำเนินการสำรวจแล้วเสร็จในวันที่ 20 มีนาคม 2568 ต่อมา กรมทางหลวงชนบทและกรมเจ้าท่าได้อนุมัติให้ดำเนินงานในวันที่ 12 และ 18 มิถุนายนตามลำดับ จากนั้นองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของโครงการและเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อนลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568

ขณะที่การดำเนินงานใน ระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเขตเทศบาล มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจังหวัดน่านได้ประชุมร่วมกับเทศบาล 11 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล 21 แห่ง เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหาลำน้ำตื้นเขินและพิจารณาพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมือง โดยแต่ละพื้นที่

ได้เสนอจุดที่มีปัญหาและแนวทางแก้ไข ทั้งด้านการระบายน้ำ จุดคับแคบของลำน้ำ และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก ซึ่งจะถูกนำไปจัดทำแบบสำรวจและออกแบบโครงการอย่างละเอียด เทศบาลที่มีความพร้อมด้านข้อมูลจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีเมื่อได้รับงบประมาณสนับสนุน ทั้งนี้ จังหวัดน่านกำหนดประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพื่อสรุปแนวทางดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักวิชาการและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จังหวัดน่าน ยืนยันว่าโครงการขุดลอกลำน้ำน่าน โดยวิธีการต่างตอบแทน ทั้งสองระยะจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ลดความเสี่ยงจากอุทกภัย เสริมความปลอดภัยให้ประชาชน รวมถึงฟื้นฟูสภาพลำน้ำให้มีความสมบูรณ์และเป็นระเบียบมากขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐทุกระดับ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของจังหวัดน่านอย่างยั่งยืนในระยะยาว/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/วิสุทธิ์ ศรีเมือง/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน