เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตร.ศรีสะเกษ บุกทลายลัง เจ้าแม่เงินกู้ ยึดรถ 28 คัน สัญญาเงินกู้ โฉนดที่ดิน บุหรี่เถือน มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 21 พ.ย. 68 ที่หน้าศูนย์ปฏิบัติการงานสืบสวน สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ พล.ต.ต. ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ พร้อม พ.ต.อ. ศรุต จันทร์เกษ ผกก.สภ.กันทรลักษ์ ร่วมกันแถลงผลการจับกุม เจ้าแม่เงินกู้หนีนอกระบบรายใหญ่ วัย 64 ปี ในเขตอำเภอกันทรลักษ์ โดยสามารถตรวจยึดของกลางได้ คือ โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ ,สัญญากู้ยืมเงิน 35 ฉบับ ,รถยนต์ จำนวน 23 ค้น ,รถจักรยานยนต์ 5 คัน ยึดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจยึดบุหรี่ได้อีก 1920 ซอง มูลค่ากว่า 1 หมื่นบาท

***ทั้งนี้จากกรณีที่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนกับสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ว่ามีคนปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนด และประกอบสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้ทำการสืบสวน และขออนุญาติหมายศาลกันทรลักษ์ เข้าตรวจค้นบ้านหลังเป้าหมาย บ้านเลขที่ 100 หมู่ 13 ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ลและตรวจค้นโกดัง หมู่ที่ 2 ตำบลจานใหญ่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก็พบของกลางเป็นทั้งโฉนดที่ดิน หนังสื่อสัญญากู้ยืมเงิน รถยนต์ ดังกล่าว

***เบื้องต้นได้ตั้งข้อหากับผู้ต้องหาว่า ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด, ประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และจับคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ทั้งจำ และปรับ ส่วนบุหรี่เถื่อนที่ตรวจยึดได้ ได้ตั้งข้อหาให้กับผู้ต้องหา ขายหรือมีไว้เพื่อขายยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 15 เท่าของค่าแสตมป์ยาสูบ และอาจมีโทษจำคุก 1 เดือน ซึ่งค่าปรับครั้งนี้ประมาณ 1,790,000 กว่าบาท

***พล.ต.ต. ศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ทั้งนี้อยากจะขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแส ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบสามารถแจ้งเข้ามาๆได้ที่ ศูนย์ดำรงธรรม 1517 ,DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) สายด่วน 1202 ต่อ 53610 (เฉพาะในเวลาทำการ) ,ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ (สำนักงานการคลัง) 1359 สายด่วนหนี้นอกระบบตำรวจ 1599 และ เข้ามาแจ้งได้ที่สถานีตำรวจภูธร ใกล้บ้านท่าน
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชลประทานที่ 1 ผนึกกำลังเรือนจำ นำผู้ต้องขังชั้นดี “ขุดลอกเหมืองพญาคำ” รับมือภัยแล้ง เพิ่มปริมาณน้ำสู่พื้นที่เกษตร

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (21 พฤศจิกายน 2568) นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการ สำนักงานชลประทานที่ 1 พร้อมด้วย นายเกื้อกูล มานะ

สัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ลงพื้นที่บริเวณปากเหมืองฝายพญาคำ ถนนเชียงใหม่ – ลำพูน อ.เมือง จ.เชียงใหม่

เพื่อติดตามความคืบหน้าการขุดลอกลำเหมืองฝายพญาคำที่ตื้นเขิน ซึ่งมีแผนการขุดลอกครอบคลุมระยะทางประมาณ 2 ก.ม. แต่

ปากเหมืองฝายไปจนถึงบริเวณวัดเมืองสาตร ต.หนองหอย อ.เมือง โดยปัจจุบัน ดำเนินการไปแล้วกว่าร้อยละ 80 โดยใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ ได้ประสานไปยัง เรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอกำลังผู้ต้องขังชั้นดีมา

ร่วมบำเพ็ญประโยชน์ในการช่วยขุดลอกคลองเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและจัดการในส่วนที่เครื่องจักรเข้าไม่ถึง

ซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 วัน คาดว่าหากแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลของน้ำปิง เข้าสู่ปากเหมืองพญาคำ

ได้ดียิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง และให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก….

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อ.เซกา จัดโครงการ “ปกป้องและเชิดชูสถาบันฯ – บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ปี 2569

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดบึงกาฬจัดโครงการ “ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ และหน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน”

ณ โรงเรียนบ้านหนองจิก ตำบลหนองทุ่ม อำเภอเซกา โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดงาน

ก่อนเริ่มพิธี ผู้ว่ารักษาราชการแทนฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบปัญหาทางสังคม 2 ราย

และในพิธี ผู้ร่วมงานได้ร่วมยืนสงบนิ่ง 93 วินาที เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในงานมีบริการจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ
✔ หน่วยแพทย์ พอ.สว. และทีมแพทย์–ทันตแพทย์–พยาบาล
✔ ตรวจรักษาโรคทั่วไป–คัดกรองสุขภาพ

✔ บริการด้านสาธารณสุข สวัสดิการสังคม เกษตร และประมง
✔ นิทรรศการให้ความรู้ และกิจกรรมปกป้องสถาบันฯ พร้อมรณรงค์ป้องกันยาเสพติด

พร้อมทั้งมีการมอบความช่วยเหลือแก่ประชาชน เช่น ยาสามัญประจำบ้าน ทุนเด็กชนบท สารชีวภัณฑ์–เวชภัณฑ์สัตว์ พันธุ์ปลา 50,000 ตัว เงินสงเคราะห์ผู้มีปัญหาทางสังคม รวมกว่า 50 ราย

นายจักรพงศ์ พันธุ์เพ็ง นายอำเภอเซกา กล่าวขอบคุณจังหวัดบึงกาฬที่นำบริการของรัฐมาถึงพื้นที่ ช่วยลดภาระประชาชนและเปิดโอกาสให้หน่วยงานเข้าใจปัญหาในพื้นที่ได้มากขึ้น

หลังเสร็จพิธี ผู้ว่ารักษาราชการแทนฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมให้บริการอย่างใกล้ชิดโครงการนี้สะท้อน

ถึงความตั้งใจของจังหวัดบึงกาฬในการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรอยยิ้ม และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอำเภอเซกาอย่างแท้จริง
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมกับ กก.สืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ จับยาบ้า 136,000 เม็ด/ทหารพรานบุกสกัด! แก๊งลักลอบขนมะม่วงเถื่อนข้ามโขง 4 ตัน/ไล่ล่าจากมุกดาหารสู่มหาสารคาม! สกัดจับแก๊งขนยาบ้า 6 แสนเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 02.30 น กองทัพบก โดย ทภ.2/นบ.ยส.24 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 ขับเคลื่อนนโยบาย “ Quick Big Win ” รวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อำนวยการให้ ส่วนปราบปรามขยายผล กก.สืบสวน ภ.จว.บ.ก. (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ

ร้อย.สกัดกั้นฯ ที่ 2 บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) กกล.สุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จว.บ.ก. โดยใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน ผท 1955 อุดรธานี ขับเข้ามาในพื้นที่ จนท.จึงจัดกำลัง ซุ่มเฝ้าตรวจ จนกระทั่ง เวลา 0230 จนท.ได้ตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าว ตรงตามลักษณะที่แหล่งข่าวแจ้ง

ขับมาตามเส้นทาง ถนนหมายเลข 3009 จนท.จึงได้ทำการไล่ติดตาม สกัดจับรถยนต์คันดังกล่าวไว้ได้ ที่บริเวณ ถนนหมายเลข 3009 บ.ดอนเสียด ต.บ้านต้อง อ.เซกา จว.บึงกาฬ หลังจากการตรวจค้นภายในรถยนต์ พบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 136,000 เม็ด จนท.จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง กก.สืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ เพื่อดำเนินการตรวจนับโดยละเอียด และดำเนินตามกฎหมายต่อไป เดวิท โชคชัย รายงาน

ทหารพรานบุกสกัด! แก๊งลักลอบขนมะม่วงเถื่อนข้ามโขงกลางดึกหว้านใหญ่ หนีแตกกระเจิงทิ้งของกลางกว่า 4 ตัน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมบูรณาการกำลัง ได้แก่ ร้อย.ฉก.ทพ.2105, ฉก.ทพ.21, ชปข.กอ.รมน., ด่านตรวจพืชมุกดาหาร, ชุดสืบสวน สภ.หว้านใหญ่

และ ชปข.7 ออกลาดตระเวนสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด และ พ.ร.บ.ศุลกากร ในพื้นที่บ้านทรายทอง ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี

กระทั่งเวลา 22.20 น. เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลราว 7–8 คน กำลังขนลังพลาสติกสีดำจากเรือเหล็กติดเครื่องยนต์ริมแม่น้ำโขง เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจค้น กลุ่มคนดังกล่าวพากันวิ่งหลบหนีเข้าป่าริมโขง พร้อมขับเรือกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบของกลางเป็น มะม่วงบรรจุในลังพลาสติกจำนวน 173 ลัง น้ำหนักรวมประมาณ 4,325 กิโลกรัม มูลค่าราว 200,000 บาท จึงทำการตรวจยึด บันทึกภาพหลักฐาน และว่าจ้างรถกระบะ 2 คัน เพื่อนำของกลางส่งด่านศุลกากรและด่านตรวจพืชจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ลักลอบขนสินค้า #ของหนีภาษี #มุกดาหาร #หว้านใหญ่ #สกัดกั้นชายแดน #แม่น้ำโขง #ศุลกากร #ข่าวด่วน #ข่าวอาชญากรรม

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ไล่ล่าข้ามจังหวัด จากมุกดาหารสู่มหาสารคาม! สกัดจับแก๊งขนยาบ้า 6 แสนเม็ด ปิดเกมที่แก่งเลิงจาน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ชุดปฏิบัติการข่าว สำนักการข่าว กอ.รมน. ชุดที่ 18 ได้บูรณาการร่วมกับ ชุด ชปข.บก.ตชด.ภาค 2, ชปพ.ศอ.ปส.ทร (นสร.กร.), นปส.ขกท.กกล.สุรศักดิ์มนตรี, ชรต 201 กอ.รมน.ภาค 2 (ก.ส.), กก.3 บช.ปส.2, สำนักปราบปราม ป.ป.ส., ศวข.อุดรธานี (บช.ปส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ จ.มุกดาหาร ต่อเนื่อง กาฬสินธุ์ – มหาสารคาม

หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ได้เริ่มปฏิบัติการ ติดตามรถต้องสงสัยจาก จ.มุกดาหาร ก่อนประสานกำลังหลายหน่วย เพื่อติดตามเส้นทางหลบหนี โดยปฏิบัติการไล่ล่าข้ามจังหวัดเริ่มตั้งแต่ จ.มุกดาหาร ผ่านเข้าสู่พื้นที่ ต.บึงวิชัย อ.เมืองกาฬสินธุ์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเร่งปิดเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสี่แยกไฟแดงแก่งเลิงจาน ต.แก่งเลิงจาน อ.เมือง จ.มหาสารคาม

ต่อเนื่องถึงบ้านหัวช้างสว่าง หมู่ 11 ต.กุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นจุดปิดล้อมสุดท้าย สามารถสกัดจับผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายวุฒิ อายุ 30 ปี ชาว ต.นาดี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และ

นายพีรชัย อายุ 22 ปี ชาว ต.หัวนาคำ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมของกลาง ยาบ้า 600,000 เม็ด รถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีเทา ทะเบียน บล 6997 กาฬสินธุ์ รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค สีดำ ทะเบียน กบ 1523 กาฬสินธุ์
โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดส่ง บก.ตชด.ภาค 2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับยาเสพติด #ยาบ้า600000เม็ด #ไล่ล่าข้ามจังหวัด #มุกดาหาร #กาฬสินธุ์ #มหาสารคาม #ปส #ตชด #กอรมน #ข่าวด่วน_///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายไทย (AOT-TH) และกองทัพไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลหลังพบการวางทุ่นระเบิดใหม่ในฝั่งไทย เข้าข่ายละเมิดปฏิญญาสันติภาพไทย–กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 -18 พ.ย.68 คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนฝ่ายไทย (AOT-TH) และทีมกองทัพไทย รวม 8 นาย เข้าสำรวจบริเวณพื้นที่ชายแดน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

และพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อรับทราบข้อมูลจากหน่วยในพื้นที่ โดยเป็นการรับฟังการบรรยายสรุปในลักษณะบอร์ด walk ชี้แจงสถานการณ์ในพื้นที่,

ชี้แจงเรื่องกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด รวมทั้งการตรวจพบกับระเบิด/ทุ่นระเบิดในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นได้นำดูทุ่นระเบิดที่ทางฝ่ายไทยเก็บกู้ได้ในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยมีการสอบถามจาก AOT

เป็นการสอบถามวันเวลาที่ตรวจพบ รายละเอียดเหตุการณ์ประกอบ และชิ้นส่วนต่างๆที่ตรวจพบในที่เกิดเหตุ

เพื่อนำมาประกอบหลักฐานความสอดคล้องในการนำมาวางใหม่หรือไม่อย่างไร หลังจากนั้นได้เดินสำรวจเส้นทางไปยังพื้นที่เกิด

เหตุและได้สอบถามข้อมูลจากกำลังพลที่ปฏิบัติงาน เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบการรายงานดำเนินการต่อไป

กองทัพบก #กองทัพภาคที่2 เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น่านแถลงผลการขับเคลื่อนนโยบาย ก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม–การท่องเที่ยว/นายกสมาคมสื่อมวลชนจ.น่าน รับเข็มกิตติคุณจากสนง.ปปช.ครบรอบ 26 ปี

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมเจ้าฟ้าอัตรวรปัญโญ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดน่าน
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านจัดการแถลงข่าวประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 โดย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานฯ

เพื่อสื่อสารผลการดำเนินงานตามนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในรอบเดือน รวมถึงรายงานความก้าวหน้าการพัฒนาจังหวัดในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว โดยมี นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เข้าร่วมการแถลงข่าวด้วย

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ได้นำเสนอประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ได้แก่โครงการขุดลอกแม่น้ำน่าน
ดำเนินการโดย ท้องถิ่นจังหวัดน่าน และ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลด

ปัญหาน้ำท่วม และฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโครงการเลนจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวและการคมนาคมที่ปลอดภัยขับเคลื่อนโดย โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดน่าน ร่วมกับ แขวงทางหลวงน่านที่ 1 มุ่งพัฒนาพื้นที่จักรยานเชื่อมต่อชุมชนและแหล่งท่องเที่ยว สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัด

การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน
โดย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน (ปภ.) ร่วมกับ ท้องถิ่นจังหวัดน่าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ผ่านมาโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงฆ่าสัตว์ดำเนินงานโดย ท้องถิ่นจังหวัดน่าน และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดน่าน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร สนับสนุนระบบปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐานและยั่งยืน

กิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวจัดโดย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นสังคมให้ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างจริงจังการแถลงข่าวครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดน่านในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมเดินหน้าสร้างความเจริญก้าวหน้าในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

ภาพ/ข่าว #ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รับมอบเข็มกิตติคุณจากสำงานป.ป.ช.ในโอกาสครบรอบ 26 ปี สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่18 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องนนทบุรี 2 สำนักงานป.ป.ช.จังหวัดนนทบุรี

นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รับมอบเข็มกิตติคุณจากนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในโอกาสครบรอบ 26 ปี

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจจริต โดยมีคุณกุ้ง ศิริลักษณ์ พรหมแสง ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยทีมงานเป็นผู้แทนนางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน

(สว.เจ)นำช่อดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดีในวันนี้ด้วย ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2560 นายบุญยงค์ สดสอาด ก็เคยเข้ารับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติการทำคุณงามความดีด้านการส่งเสริมและป้องกันการทุจริตจากสำงานคณะกรรมการป.ป.ช.โดยเข้ารับเกียรติบัตรจากพลตำรวจเอกวัชรพล

ประสานราชกิจ ประธานกรรมการสำนักงานป.ป.ช.ในขณะนั้น นายบุญยงค์ สดสอาด ทำงานด้านปชส.ให้กับสำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดน่านมาตั้งแต่สมัยนายสมปราชญ์ พลับแดง เป็น ผอ.สไนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดน่าน จนกระทั่งถึงผอ.คนปัจจุบันเป็นนับเป็น ผอ.ป.ป.ช.

ประจำจังหวัดน่าน ท่านที่ 4 นอกจากนั้นในการแถลงข่าวของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 5 นายบุญยงค์ จะนำสื่อมวลชนในสังกัดสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ร่วมงานแถลงข่าวทุกครั้ง ปัจจุบันนายบุญยงค์ ยังเป็นคณะกรรมการชมรมสตรองจิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดน่านตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชมรม

ปัจจุบันเป็นโค้ชชมรมสตรองจิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดน่าน ด้านนายบุญยงค์ กล่าวว่าต้องขอขอบคุณท่านผอสำนักงานป.ป.ช.เจ้าหน้าที่ สำนักงานป.ป.ช.ประจำจังจังหวัดน่าน มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตะลึง!! บิ๊กยูร แม่ทัพภาคที่ 4 ” สั่งลุย ‘‘ กลไกพื้นที่” รองรับโต๊ะเจรจาสันติสุขรอบใหม่ ชู “เน้นปราบยาเสพติดพวกข้ามชาติ” ซึ่งเป็นจุดสนใจร่วมกันกับ BRN

แชร์เนื้อหานี้
 ท่ามกลางกระแสวิจารณ์การ "ข้ามห้วย" เข้ามารับตำแหน่งของ พล.ท.นรธิป ซึ่งรับตำแหน่ง ผอ.รมน.ภาค 4 (แม่ทัพภาคที่ 4) และเผชิญกับเหตุการณ์ปล้นร้านทองครั้งมโหฬารที่สุไหงโก-ลก ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ทำงาน สถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเต็มไปด้วยเหตุรุนแรงตลอดทั้งเดือน
    อย่างไรก็ตาม พล.ท.นรธิป ได้ใช้จังหวะสำคัญในการริเริ่มรื้อฟื้น "โต๊ะพูดคุยสันติสุข" ครั้งใหม่ หลังรัฐบาลไทยได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ โดย "สำนักงานผู้อำนวยความสะดวก" ของมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ยืนยันความคืบหน้า เตรียมจัดนัดพูดคุย "คณะทำงานด้านเทคนิค" ครั้งแรกภายในเดือน ธ.ค. 68 นี้
  การเข้ารับตำแหน่งของ พล.ท.นรธิป ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้ตกเป็นเป้าวิจารณ์ เนื่องจากเจ้าตัว “ข้ามห้วย” มาจากนอกกองทัพภาคที่ 4 คือมาจากพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อมารับภารกิจใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้
 ในขณะที่ทางสถานการณ์ดูเหมือนจะต้อนรับแม่ทัพคนใหม่ด้วยโจทย์ที่หนักอึ้งทันที เมื่อแค่สัปดาห์แรกที่เริ่มงานก็โดน “วางงาน” เสียแล้ว โดยเฉพาะเหตุ ปล้นร้านทองครั้งมโหฬารกลางห้างบิ๊กซี สุไหงโก-ลก ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ตูมตามตลอดทั้งเดือน
 จังหวะที่ดีที่แทรกเข้ามาท่ามกลางฝุ่นตลบของเหตุรุนแรง คือการริเริ่มรื้อฟื้น “โต๊ะพูดคุยสันติสุข” ครั้งใหม่ ซึ่งเข้าสู่โหมดจริงจังหลังจากรัฐบาลได้แต่งตั้ง พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฯ
   ล่าสุด “สำนักงานผู้อำนวยความสะดวก” คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันการบรรลุความเข้าใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย (RTG) กับ แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) เพื่อสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ภายในกลางเดือน ธ.ค. 68 นี้ โดยคาดว่าจะมีการนัดพูดคุยของ “คณะทำงานด้านเทคนิคกันก่อน ” ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ 68 นี้
   พล.ท.นรธิป ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4    จึงสั่งลุยเต็มที่ในการสร้างกลไกใหม่ ซึ่งจะเป็นคนในระดับพื้นที่รองรับโต๊ะ และขึ้นไปพูดคุยระดับบน เพื่อตอบรับ ต่อหลักการสำคัญของประเทศมาเลเซียที่เน้นการรับฟังเสียงประชาชน
   "เราได้เตรียมความพร้อมในการบูรณาการงานในระดับจังหวัด และวาระสำคัญที่ต้องหยิบยกขึ้นหารือร่วมกันกับมาเลเซีย โดยเฉพาะ ปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบร่วมกัน"
   พล.ท.นรธิป เผยถึงแนวคิดการพูดคุยที่พยายามค้นหา “จุดสนใจใหม่ๆ” โดยไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องความรุนแรง หรือการทะเลาะเรื่อง “จุดยืน” เท่านั้น และชี้ว่า “จุดสนใจ” เรื่องปราบยาเสพติด ถือเป็นความเห็นพ้องร่วมที่ไม่มีฝ่ายใดคัดค้านแน่นอน ทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลมาเลเซีย หรือแม้แต่ BRN
   "คณะพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่นี้ จะมีการแต่งตั้งในทุกจังหวัด เพื่อให้สามารถพูดคุยกันได้ในภายในจังหวัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนงาน"

  พล.ท.นรธิป ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาหนักอกของคนชายแดนใต้ไม่แพ้ความรุนแรง "ล่าสุดมีการจับกุมยาเสพติดในพื้นที่ จ.สงขลา ได้ของกลางจำนวนมากถึง 3 ล้านกว่าเม็ด ในช่วงเวลาห่างกันเพียง 2-3 วัน ซึ่งถือว่าปัญหานี้เป็นความเดือดร้อนร่วมกัน และมีความต้องการที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ในเรื่องนี้ทั้งไทยและมาเลเซียต่างคิดเห็นตรงกัน"
 แม่ทัพภาคที่ 4 สรุปทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาต้องอาศัย “ความร่วมมือ” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องผลักดันให้การปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาในมิติความมั่นคงที่กว้างกว่าแค่ความรุนแรงในพื้นที่.

/ /ตอริก สหสันติวรกุล สำนักข่าวไทย อสมท.รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 19 พ.ย.68 นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อำเภอเมืองนราธิวาส พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 7

โดยมีนายสุรินทร์ จันทร์เทพ ผู้บัญชาการเรือจำจังหวัดนราธิวาส ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนราธิวาส / ยุติธรรมจังหวัดนราธิวาส , ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนราธิวาส และผู้อำนวยการสำนักงาน

บังคับคดีจังหวัดนราธิวาสและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้เข้าตรวจเยี่ยมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส อาทิ การดูแลสวัสดิภาพผู้ต้องขัง

ทั้งด้านอาหารและสุขภาพ เยี่ยมชมห้องแม่และเด็ก เยี่ยมชมการประกอบกิจกรรมของผู้ต้องขังหญิง การฝึกทักษะอาชีพ เพื่อสร้างรายได้แก่ผู้ต้องขัง หลังพ้นโทษกลับสู่สังคม จากนั้นได้รับฟังผลการดำเนินงานตลอดจนปัญหาอุปสรรคของเรือนจำจังหวัดนราธิวาส และหน่วยงาน

ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่ โดยปัญหาสำคัญของเรือนจำขณะนี้คือ เรื่องระบบบำบัดน้ำเสียภายในเรือนจำฯ ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งร้อยละ 30 ของผู้ต้องขังในเรือนจำ

ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ จำเป็นต้องมีการส่งเสริมความรู้ การศึกษาแก่ผู้ต้องขัง โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่ รวมถึงการเพิ่มทักษะอาชีพสามัญ สร้างองค์ความรู้ด้านอาชีพ

ควบคู่การให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการกระทำความผิดกฎหมายเพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ หากพ้นโทษไปแล้ว
นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานของกระทรวงยุติธรรม

คืออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการประสานการทำงานร่วมกัน ลดกำแพงระหว่างหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนงานอำนวยความยุติธรรมในพื้นที่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ยังได้ฝากเน้นย้ำให้เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ได้ดูแลเรื่องการฝึกทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขัง เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพสุจริตยังสถานประกอบการต่างๆได้ เมื่อพ้นโทษออกไป ซึ่งจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำ

ทั้งนีัเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ขับเคลื่อนตาม นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นโยบายหลัก การน้อมนำพระราโชบาย หลักการทรงงาน และเรียนรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ,

การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สร้างความปลอดภัยทางสังคม ชุมชน และครอบครัว และขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลการตรวจสารเสพติดเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามภารกิจ “ปฏิบัติการภาครัฐจริงใจ ข้าราชการ

ไร้ยาเสพติด IKHLAS OPERATION จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งจัดตั้งสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด “บ้านลำภู” ภายในเรือนจำฯ อีกด้วย

สำหรับเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 3,086 คน แบ่งเป็นผู้ต้องขังต่างด้าว 97 ราย โดยยอดผู้ต้องขังแต่ละคดี 3 อันดับแรก คือ คดียาเสพติด ,ทรัพย์ ,เกี่ยวกับชีวิตร่างกาย //ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชุมพรเดือด! มือปืนคลั่งไล่ยิง 2 จุด ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 – ตร.ปิดล้อมล่าตัว หวั่นก่อเหตุซ้ำ

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าว : ธนากร โกศลเมธี รายงาน 0818923514เกิดเหตุอุกอาจกลางหมู่บ้าน เมื่อชายอายุ 40 ปี ใช้อาวุธปืนยิงชาวบ้านเสียชีวิตกลางถนนหน้าห้องเช่าในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลทรัพย์อนันต์ อำเภอท่าแซะ จ.ชุมพร สร้างความแตกตื่นไปทั่วพื้นที่ ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังปิดล้อมไล่ล่าตัวจนถูกจับพร้อมอาวุธสงคราม M16 และกระสุนจำนวนมาก

เหตุเกิดเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าแซะ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.ชุมพร ว่ามีเหตุยิงผู้อื่นถึงแก่ความตายบริเวณถนนหน้าห้องเช่า ม.5 ต.ทรัพย์อนันต์ จึงรุดตรวจสอบพร้อมด้วย

พ.ต.อ.ฉลาด พลนาการ ผกก.สภ.ท่าแซะ, พ.ต.ท.วิชัย แสงวิเชียร รองผกก.(สอบสวน), พ.ต.ท.ยุทธนา ทองปาน รองผกก.สส., พ.ต.ท.วรรณะ นาคพงษ์ รองผกก.ป., พ.ต.ท.คำนวน ปฏิแพทย์ ร้อยเวรสอบสวน รวมถึงกำลังจาก สภ.สลุย และ กก.สส.ภ.จว.ชุมพร

ที่เกิดเหตุพบศพ นายธนัญชัย ทองเงิน อายุ 32 ปี นอนเสียชีวิตกลางถนน สภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดหลายจุด เลือดนองพื้น ชาวบ้านต่างพากันหวาดผวาไม่กล้าออกจากบ้านจากการสอบสวนทราบชื่อผู้ก่อเหตุคือ นายนัฐฤเทพ ( สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ชาว อ.สวี จ.ชุมพร

หลังลั่นไกสังหารได้หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในห้องพักเลขที่ 93/12 หมู่ 5 ใกล้จุดเกิดเหตุ และได้ปิดล็อกประตูแน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถเข้าตรวจค้นได้ทันทีตำรวจจึงทำการปิดล้อมพื้นที่ และใช้ยุทธวิธีร่วมกับชุดสืบสวน ภ.จว.ชุมพร ก่อนบุกเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาได้อย่างปลอดภัย ภายในห้องพบอาวุธและกระสุนจำนวนมาก ได้แก่

  1. อาวุธปืนยาว M16 ขนาด 5.56 มม. ไม่มีหมายเลขทะเบียน จำนวน 1 กระบอก
  2. กระสุนปืน 5.56 มม. จำนวน 18 นัด
  3. ปลอกกระสุน 5.56 มม. จำนวน 3 ปลอก
  4. ซองบรรจุกระสุน 1 ซอง

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาหนักทันที ได้แก่
• ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
• มีอาวุธปืนและกระสุนปืนสงครามไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย
• พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุจูงใจ ต้องรอสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมเหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่กลางชุมชน มีบ้านเรือนประชาชนอยู่จำนวนมาก

หากต้องการ รูปแบบข่าวสั้น, ข่าวโทรทัศน์, อินโฟกราฟิกสรุปคดี, หรือ พาดหัวแบบแรงเพิ่มขึ้น แจ้งได้เลยครับ!พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เปิดเผยว่า “คนร้ายก่อเหตุต่อเนื่องสองพื้นที่อย่างอุกอาจ

หลังหลบหนีเข้าไปยังบ้านพัก เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษได้ปิดล้อมตรวจค้น และสามารถจับกุมตัวได้แล้ว” เบื้องต้นแจ้งข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา มีและใช้อาวุธปืนสงครามในครอบครองเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลอย่างเร่งด่วน หลังพบพฤติการณ์ส่อเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกฯ อนุทิน เป็นประธานพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่

แชร์เนื้อหานี้

ผอ.โครงการชลประทานเชียงใหม่ เข้าร่วมต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เป็นประธานพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่ระยะเร่งด่วน ให้จังหวัดเชียงใหม่สานต่อการบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้งอย่างยั่งยืน พร้อมปล่อยปลาลงแม่น้ำปิงฟื้นฟูระบบนิเวศ

วันพฤหัสบดี ฟที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีส่งมอบโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับและการไหลของแม่น้ำปิง เพื่อป้องกันอุทกภัยเขตเมืองเชียงใหม่ระยะเร่งด่วน โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการ สำนักงานชลประทานที่ 1 นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ นายชนม์ฐพัฒน์ เครือศรี หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานเชียงใหม่ ผู้บริหารกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมพิธี ณ บริเวณริมแม่น้ำปิง ด้านหลังโรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดเชียงใหม่ประสบกับสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อช่วงเดือนกันยายน ถึงเดือนตุลาคม 2567 ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งในด้านชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ภาคการเกษตร รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสร้างความเสียหายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท และยังต้องจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนอีกจำนวนมาก

ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเร่งด่วนจากรัฐบาล เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยสำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา โครงการชลประทานเชียงใหม่ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานสนับสนุนทุกภาคส่วน ดำเนินการขุดลอกแม่น้ำปิงครอบคลุมระยะทางรวมกว่า 41 กิโลเมตร ตั้งแต่พื้นที่ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จนถึงพื้นที่ตำบลสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนตามแผนแล้ว ทั้งนี้ ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้ในช่วงฤดูฝนปี 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพายุหลายลูก มีฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำปิง ส่งผลให้แม่น้ำปิงหลังจากที่ได้ดำเนินการขุดลอกแล้วมีศักยภาพในการรับน้ำเพิ่มขึ้น

จึงไม่ส่งผลกระทบที่จะสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เขตเศรษฐกิจและบ้านเรือนประชาชน สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้ดำเนินวิถีชีวิตและใช้เวลาท่องเที่ยวอย่างมีความสุข รวมถึงนักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุน เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในอนาคต อีกทั้งเพื่อสร้างความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาวต่อไป

โครงการดังกล่าว ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างรัฐบาล กองบัญชาการกองทัพไทย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และจังหวัดเชียงใหม่ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างความมั่นคง ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ให้ดียิ่งขึ้น โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบโครงการดังกล่าวจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด และส่งมอบโครงการฯ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ระบบนิเวศ และดำเนินการต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในทุกมิติกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้บริหารกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวเชียงใหม่ ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวและปลาสวาย รวมจำนวน 100,000 ตัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงใหม่ ลงสู่แม่น้ำปิงเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ และฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น…

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชาธิปัตย์”มั่นใจ”อภิสิทธิ์หวนกลับนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค เรียกศรัทธามวลชนอีกครั้ง ไม่เหมือนพรรคน้ำเงิน แดง ส้ม ที่มีคนบ่งการผู้เบื้องหลัง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 พ.ย.68 ห้องประชุมอ่าวมะนาวรีสอร์ท ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาพบปะสมาชิกที่แสดงความจำนงค์ เพื่อรับลงการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในอนาคนใกล้นี้ โดยมีผู้เดินทางมาแสดงความจำนงค์เป็นตัวแทนลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส จำนวนกว่า 30 คน

โดยที่ จ.ยะลา มีเขตเลือกตั้ง 3 เขต ปัตตานี 5 เขต และ นราธิวาส 5 เขต ที่มีจำนวนมากกว่าเขตเลือกตั้ง ซึ่งนายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบคัดเลือกผู้ที่มีความจำนงค์ มาลงสมัครในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องของวุฒิสภาวะ ประสบการณ์ด้านการเมือง ที่จะต้องมีการตัดสินใจใครจะได้รับสิทธิ์ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ เพื่อจะนำรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสรรหา และจะประกาศผู้สมัครอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนธันวาคม

นอกจากนั้นนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบตะกร้าและเงินเยียวยาให้กับสมาชิกพรรคประธิปัตย์ที่โดนระเบิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อำเภอจะแนะซึ่งในที่ประชุมนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในห้องประชุมเพื่อให้ผู้ที่แสดงความจำนงค์ เพื่อรับลงการสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของพรรคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับทราบนโยบายรวมถึงในช่วงที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์

ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้างพอสรุปว่า การใช้กฎอัยการศึก พรบ.ฉุกเฉิน หรือกระบวนการยุติธรรมบางครั้งมีการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ถ้าบอกว่าเขาจะถูกนำไปเป็นพยาน ก็ควรเชิญไปตามกระบวนการ ไม่ใช่นำกำลัง 10–100 นายไปปิดล้อมบ้านจนเพื่อนบ้านเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ ส่งผลกระทบกับครอบครัว ทั้งด้านภาพลักษณ์และสภาพจิตใจ ถ้าย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย เหตุความไม่สงบไม่ได้รุนแรงเท่าวันนี้ แม้ในปี 2552 ตอนที่เราเป็นรัฐบาล เราก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผมจึงเชื่อว่าปัญหาชายแดนใต้ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.ผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ซึ่งมีอยู่จริง 2.เจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนร่วมในความไม่เป็นธรรม รัฐต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เกี่ยวข้อง การก่อเหตุก็จะไม่ทำได้ง่ายขนาดนี้แน่นอน

“ ซึ่งนโยบายสันติภาพของเราต้องเป็นการพูดคุยแบบ เปิดใจและเข้าใจบริบทจริง ไม่ใช่แค่พูดคุยเชิงวรรณกรรม วันนี้พี่น้องในสามจังหวัดจำนวนมากอพยพออกนอกพื้นที่เพราะความไม่ปลอดภัย รัฐบาลต้องสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคง สร้างแรงจูงใจให้คนอยู่ในระบบ เพื่อให้มีรายได้มั่นคง พร้อมกับปลูกฝังค่านิยมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม เราต้องถามรัฐบาลตรง ๆ ว่า จริงจังแค่ไหน?ผมขอเรียกร้องไปยังท่านนายกรัฐมนตรี เวลาลงพื้นที่สามจังหวัดใต้ ต้องลงด้วยหัวใจ ไม่ใช่หวังแค่ดึง ส.ส. เพื่อสร้างเสียงข้างมากในสภา ประชาชนเสียชีวิตอีกกี่ศพ ต้องเกิดเหตุร้ายอีกกี่ครั้ง ราคายางต้องตกต่ำอีกแค่ไหน ท่านถึงจะจริงจัง ท่านพูดเสมอว่าชายแดนใต้คือหัวใจของปลายด้ามขวาน แต่หัวใจจริง ๆ คือประชาชน ไม่ใช่จำนวน ส.ส. ของพรรค ผมอยากให้ท่านประกาศให้ชัดว่าภายในหนึ่งเดือน จะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม กฎอัยการศึก และเหตุร้ายในพื้นที่อย่างไร เพราะสองเดือนที่ผ่านมาเราเห็นเพียงการดูด ส.ส. เท่านั้น “

นายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เกือบ 2 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีระกุล มาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งเดียวที่ท่านสร้างคือ ดูดและดึง ส.ส.มาเข้าพรรคแค่นั้น ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่า ถ้าเราได้กลับมาเป็นรัฐบาล เราจะแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยความจริงใจและจริงจัง เรามีตัวแทนอยู่ในพื้นที่เรามอบหมายให้ นายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดคลินิกกฎหมายให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกฎอัยการศึก พรบ.ฉุกเฉิน พร้อมกับรวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดเพื่อตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐได้เยียวยาอะไรแล้วบ้าง เรายังจะตรวจสอบงบประมาณลับของทุกหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าถูกใช้ไปเพื่อแก้ปัญหาจริงหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างในสามจังหวัดชายแดนใต้ ว่าเป็นไปตามขั้นตอนหรือใช้วิธีพิเศษที่อาจมีการทุจริต

แต่ถึงอย่างไรก็ตามนายชัยชนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการเรียนรู้เท่าเทียมกัน การแข่งขันทางการเมืองนั้นคือการแข่งขันทางความคิด ถ้าเราชิงการนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ และประชาชนเชื่อมั่นผมคิดว่านั้นคือเนาได้ความศรัทธาคืนมา ที่สำคัญในวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชรชีวะ ต้องยอมรับเป็นนักการเมืองในประเทศนี้ ใช้คำว่าน่าจะหายากเป็นผู้นำที่มีสัจจะ รักษาคำพูดและสุจริต ท่านเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่มีจิตวิญญาณ ท่านเป็นผู้นำที่มีจิตวิญญาณ ท่านไม่มีใครอยู่ข้างหลัง เราทราบดีว่าถ้าเลือกพรรคไหนไปใครอยู่ข้างหลัง เลือกน้ำเงินใครควบคุม เลือกแดงใครควบคุม เลือกส้มใครควบคุม งั้นเลือกประชาธิปัตย์แน่นอนอยู่ข้างหลังคือประชาชน

                                                                ///////////////////////

ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เทศบาลนครสมุทรปราการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระพันปีหลวง พร้อมทำบุญครบรอบวันเกิด “เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 11.00. น.วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่หอชมเมืองสมุทรปราการ ต.ปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ หอชมเมืองสมุทรปราการ ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เรือนจำเก่าและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งหลังการก่อสร้างหอชมเมืองแล้ว ยังไม่เคยมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลมาก่อน

พร้อมกันนี้ ทางเทศบาลยังได้ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของ คุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดกลางวรวิหารจำนวน 11 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดย

ภายในงาน มี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ / นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 1 / นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ คนที่ 3 / ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา (อดีต ส.ส.สมุทรปราการ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนคดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ กล่าวว่า วันนี้ทางเทศบาลนครสมุทรปราการ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยใช้สถานที่จัดงานเป็น หอชมเมืองสมุทรปราการ เนื่องจาก สถานที่ก่อสร้างหอชมเมืองแต่ก่อนนั้นเป็นเรือนจำเก่า และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และหลังจากก่อสร้างหอชมเมืองสมุทรปราการแล้วเสร็จ ก็ยังไม่เคยได้ทำบุญเลย

วันนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ทำบุญให้กับผู้ที่เสียชีวิตที่นี้ เชื่อว่าที่ผ่านมาน่าจะมีการเสียชีวิตหลายพันคน จึงเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และขณะเดียวกัน เราก็ได้ทำบุญให้กับคุณ “เอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ ด้วยเนื่องจากวันนี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของคุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม พอดี จึงได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปพร้อมๆกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวอีกด้วย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สธ. เดินหน้าภารกิจ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” เผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 น้ำหนักรวม 44 ตัน /AOT เดินหน้าดูแลชุมชมปีที่ 8 มอบเครื่องช่วยฟัง รอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

แชร์เนื้อหานี้

สธ. เดินหน้าภารกิจ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” เผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 น้ำหนักรวม 44 ตัน
กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” เผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 จากคดีรวม 55,876 คดี น้ำหนักรวมหีบห่อ 44 ตัน มากที่สุด ได้แก่ ยาบ้า ไอซ์ คีตามีน ไซบูตรามีน เฮโรอีน คลอรัลไฮเดรต และฝิ่น ส่วนภารกิจด้านการบำบัดฟื้นฟู ในปี 2568 ได้นำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษากว่า 2.47 แสนคน และส่งกลับคืนสู่สังคมแล้วกว่า 1.5 แสนคน

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเผาทำลายยาเสพติดของกลางครั้งที่ 60 โดยมี นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พลตำรวจตรีสมบูรณ์ เทียนชาว รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองทัพบก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานอัยการสูงสุด กรมศุลกากร กรมประชาสัมพันธ์ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน

นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินการเผาทำลายยาเสพติดของกลางอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 60 ภายใต้ปฏิบัติการ “Never Stop to Burn ทำลาย มั่นใจ ไม่เวียนขาย ไปทำลายสังคม” มียาเสพติดของกลางที่ผ่านการตรวจรับและอนุมัติให้เผาทำลายจาก 55,876 คดี น้ำหนักรวมหีบห่อ 43,643 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักตัวยาเสพติด 34,655 กิโลกรัม 680 กรัม 416 มิลลิกรัม มากที่สุดคือ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) 24,095 กิโลกรัม รองลงมา เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) 7,208 กิโลกรัม คีตามีน 1,642 กิโลกรัม ไซบูทรามีน 554 กิโลกรัม เฮโรอีน 478 กิโลกรัม คลอรัลไฮเดรต 306 กิโลกรัม ฝิ่น 160 กิโลกรัม และยาเสพติดอื่น ๆ

การเผาทำลายใช้เตาเผาขยะอันตรายด้วยเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ประกอบด้วย เตาเผาชุดที่ 1 แบบหมุน (Rotary Kiln) อุณหภูมิมากกว่า 850 องศาเซลเซียส และเตาเผาชุดที่ 2 แบบทรงกลมตั้ง อุณหภูมิมากกว่า 1,200 องศาเซลเซียส เพื่อให้มั่นใจว่าสารประกอบอินทรีย์อันตรายถูกทำลายมากกว่า 99.99996% ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตรวจสอบควบคุมสารมลพิษทุก 3 ชั่วโมง โดยจะเผาต่อเนื่อง 36–38 ชั่วโมง

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากภารกิจด้านการเก็บรักษา การทำลาย การนำไปใช้ประโยชน์ และการรายงานยาเสพติด ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้รับผิดชอบหลักแล้ว กระทรวงสาธารณสุขยังรับผิดชอบด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โดยดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดปี 2568 ได้นำผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดทั้งในรูปแบบผู้ป่วยบำบัดโดยชุมชนเป็นฐาน (CBTX) มินิธัญญารักษ์ สถานฟื้นฟูภายใต้สถานพยาบาล และการบำบัดในผู้ต้องขัง รวม 247,000 คน ได้รับการบำบัดครบกระบวนการและกลับคืนสู่สังคมแล้ว 150,000 คน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

AOT เดินหน้าดูแลชุมชนต่อเนื่องปีที่ 8 มอบเครื่องช่วยฟังแก่ประชาชนรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ห่วงใยใส่ใจคุณภาพชีวิตชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จัดพิธีมอบเครื่องช่วยฟังแก่ผู้บกพร่องทางการได้ยิน ประจำปี 2568 ตอกย้ำนโยบายการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องช่วยฟังตามโครงการตรวจสมรรถภาพการได้ยินและสนับสนุนเครื่องช่วยฟังให้กับประชาชนที่อยู่โดยรอบ ทสภ. ประจำปี 2568 โดยมี นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้าร่วมพิธีด้วย ณ ห้องจัดเลี้ยง 1 ชั้น 5 อาคารสำนักงาน ทสภ.


โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ AOT ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยฝ่ายสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูญเสียการได้ยินสามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตด้านการได้ยินที่ผิดปกติให้ดีขึ้นหรือใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไป รวมทั้งเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ทอท.กับประชาชนและชุมชนโดยรอบ ทสภ. อย่างยั่งยืน


สำหรับปี 2568 จากการตรวจสมรรถภาพการได้ยินอย่างละเอียด โดย โสต ศอ นาสิกแพทย์ พบมีผู้บกพร่องทางการได้ยินที่สมควรได้รับเครื่องช่วยฟัง จำนวน 12 ราย โดยมี 4 ราย ที่ได้รับคนละ 1 เครื่อง และมี 8 ราย ที่ได้รับคนละ 2 เครื่อง รวมจำนวนเครื่องช่วยฟังที่มอบในครั้งนี้ 20 เครื่อง มูลค่ารวมทั้งสิ้น 700,000.-บาท (ราคาเครื่องละ 35,000 บาท) จนถึงปัจจุบัน AOT ได้มอบเครื่องช่วยฟังให้กับประชาชนที่สูญเสียการได้ยินไปแล้วรวมทั้งสิ้น 83 ราย รวม 139 เครื่อง คิดเป็นมูลค่ารวม 4,470,000 บาท


การดำเนินงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของ AOT ที่ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบท่าอากาศยานให้ดีขึ้น และส่งเสริมให้ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบทั้ง 6 แห่ง คือ ทสภ. ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้แนวคิดการเป็นสนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน (Corporate Citizenship Airport)


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงข่าวจัดการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือก ดันเยาวชนใช้พลังบวก/ทบ.44 เร่งเข้าช่วยผู้ประสบอุทกภัย อ.ทุ่งตะโก หลังน้ำป่าทะลักท่วมหลายหมู่บ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดชุมพร มีการจัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ฟุตซอลเยาวชนชายรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี (เกิดปี 2554) ชิงถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติ รอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัดชุมพร โดยมี นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นประธาน พร้อมจับฉลากแบ่งสายการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

ร่วมงานแถลงข่าวประกอบด้วย นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพรนายกันตณัช รัตนวิก เครือข่ายงดเหล้าภาคใต้ตอนบน
นายเฉลิมพล ก่อกิจเถกิงกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ฝ่าย

กิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ นายกรวิทย์ ช่วยดู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชุมพรนายสุเมธ อัครพงศ์ ผอ.การกีฬาแห่งประเทศไทย จ.ชุมพร
รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่ายกีฬา ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเยาวชนจากโรงเรียนต่าง ๆ


บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีทีมเข้าร่วมครบ 16 ทีม สะท้อนกระแสความนิยมของกีฬาฟุตซอลในหมู่เยาวชนชุมพรแนวคิด “เพื่อนกันมันส์โนแอล – ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน”การแข่งขันปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสร้างสรรค์ มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและปลูกฝังวินัยให้เยาวชนห่างไกลอบายมุข สอดคล้องกับเป้าหมายของเครือข่ายงดเหล้า ภาคีด้านกีฬา และหน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเชิงบวกให้เด็กและเยาวชน

สาระสำคัญจากคำแถลงของผู้บริหารสองหน่วยงาน
นายนุกูล แก้วสวี นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดชุมพร
ย้ำความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้เทียบเท่าระดับภาค และเตรียมรองรับการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ที่จังหวัดชุมพรได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในเดือนมกราคม 2566 เช่น กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 8พร้อมเน้นว่าฟุตซอลรายการนี้คือเวทีสำคัญสำหรับเยาวชนในการแสดงศักยภาพและต่อยอดสู่ระดับประเทศ

นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพรกล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างอนาคตที่ดีให้เด็กชุมพร พร้อมยืนยันว่า อบจ.จะสนับสนุนกีฬาทุกระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งเวทีการแข่งขันและกิจกรรมปลอดภัยสำหรับเยาวชน“ดีใจที่มีทีมสมัครครบ 16 ทีม แสดงให้เห็นว่ากีฬาคือหัวใจของเด็กชุมพรจริง ๆ ขอให้น้อง ๆ เล่นอย่างเต็มที่และมีน้ำใจนักกีฬา” นายก อบจ. กล่าวทิ้งท้าย

กำหนดการสำคัญ09.30 น. นักกีฬาและผู้เกี่ยวข้องลงทะเบียน10.00 น. เปิดแถลงข่าว แนะนำผู้เข้าร่วม ถ่ายภาพร่วมกันและจับฉลากแบ่งสาย
11.00 น. เสร็จสิ้นพิธีการ การแข่งขันฟุตซอล SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกจังหวัดชุมพร จะเริ่มต้นเร็ว ๆ นี้ โดยทีมชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนจังหวัดเข้าสู่รอบระดับประเทศ

มทบ.44 เร่งเข้าช่วยผู้ประสบอุทกภัย อ.ทุ่งตะโก หลังน้ำป่าทะลักท่วมหลายหมู่บ้าน
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-892-3514 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 44 (ศบภ.มทบ.44) โดยหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร (นฝ.นศท.มทบ.44) ได้ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำในคลองสายต่าง ๆ เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำหลายจุด

ระดมกำลังพล-ยุทโธปกรณ์เข้าพื้นที่ทันที เวลา 11.00 น. ศบภ.มทบ.44 ได้จัดกำลังพล 1 ชุดปฏิบัติการ พร้อมรถบรรทุกขนาดเล็ก (FTS) จำนวน 1 คัน ลงพื้นที่เร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ หมู่ 3 ตำบลช่องไม้แก้ว หมู่ 2 ตำบลตะโก หมู่ 8 ตำบลทุ่งตะไคร
เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นให้การช่วยเหลือขนย้ายสิ่งของ อำนวยความสะดวกในการสัญจร และช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน แจกจ่ายน้ำดื่ม – ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการยังได้แจกจ่ายน้ำดื่มให้ประชาชนในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดพบว่า ฝนหยุดตกแล้ว และระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ตาม ศบภ.มทบ.44 ยังคงจัดกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม

ประกาศแจ้งเตือนประชาชน – ปริมาณน้ำฝนเพิ่มสูง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน  ขอแจ้งเตือนประชาชนในหลายพื้นที่ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิด หลังจากมีฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงเช้า–บ่าย ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนสะสมเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว และอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงบริเวณใกล้คลองและลำห้วยต่าง ๆ พื้นที่เสี่ยงที่ควรติดตามใกล้ชิดได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตอำเภอเมือง อำเภอทุ่งตะโก หลังสวน และละแม พื้นที่ใกล้คลองสาขา และจุดที่เคยเกิดน้ำล้นตลิ่งเป็นประจำ ชุมชนที่มีระดับน้ำระบายออกได้ช้า คำแนะนำประชาชน หลีกเลี่ยงการสัญจรผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดเล็ก เฝ้าติดตามระดับน้ำรอบบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้คลองหรือทางน้ำ เก็บของขึ้นที่สูง ป้องกันทรัพย์สินเสียหาย ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยควรอยู่ในที่ปลอดภัย ติดตามประกาศเตือนจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานกำลังเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบเหตุฉุกเฉินหรือประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”สัญญาณวิกฤตจากCOP30โดย“มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์”

แชร์เนื้อหานี้

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT) อดีตรัฐมนตรีและส.ส.หลายสมัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียนบทความอย่างต่อเนื่องในช่วงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 โดยโพสต์ลงในเฟสบุ้ค”อลงกรณ์ พลบุตร”วันนี้เรื่อง“ 2 องศา: หายนะโลกมหันตภัยไทย ”โดยชี้ให้เห็นว่าการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกินขีดจำกัด 1.5 Cตามที่กำหนดในความตกลงปารีสจะส่งผลกระทบขั้นวิกฤตซึ่งไม่เพียงแต่เป็นความท้าทายแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกนำประเทศไทยให้พ้นจากมหัตภัยโลกเดือดโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นบทความเรื่องที่2ต่อจากเรื่อง“วิกฤติโลกเดือด-COP30
“เสียงจากป่าอเมซอน: ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศ”โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

“2องศา:หายนะโลกมหันตภัยไทย”
โดย”มิสเตอร์เอทานอล-อลงกรณ์“

นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท
(WCF:Worldview Climate Foundation)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ผู้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพลังงานทดแทนพลังงานทางเลือกเพื่อลดพลังงานฟอสซิลแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกมากว่า20ปีในฐานะ“มิสเตอร์เอทานอล”ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย(AIT)

“..แม้ว่าประชาคมโลกมีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป็นเสมือนเข็มทิศนำทางในการต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(Climate Change)โดยมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน1.5 องสาเซลเซียส
แต่รายงานล่าสุดจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหประชาชาติ รวมทั้งการประชุมCOP30ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้ “หลุดพ้นจากระยะที่เอื้อมถึง” (Slipped out of reach)ไปแล้ว
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนจากสถานะโลกร้อน(Global warming)สู่โลกเดือด(Global boiling)และยังมุ่งหน้าอย่างรวดเร็วสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิซึ่งเป็นคำเตือนของนายอันโตนิโอ
กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวถ้อยแถลงรุนแรงที่สุดในการประชุม COP30ว่า “โลกกำลังอยู่บน ‘ไฮเวย์สู่นรกภูมิอากาศและยังมุ่งหน้าสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงกว่า 2 Cอย่างชัดเจน”
หากอุณหภูมิสูงขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้นคือ “จุดพลิกผันด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Tipping Points) ซึ่งเป็นขีดจำกัดขั้นวิกฤตหรือ”เส้นแบ่งวิกฤต” ที่เมื่อเลยจุดนี้ไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้(Irreversible Tipping Points) นำไปสู่หายนะครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบถึงโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรงและถาวร

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิเกิน1.5 C ?

ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 1.5 Cไปถึง 2 Cและสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าอาจนำไปสู่ การล่มสลายของระบบนิเวศ และทำให้พื้นที่บางแห่ง ไม่สามารถอยู่อาศัยได้ (Uninhabitable)

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

1.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cจะทำให้การละลายของแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตกเร็วกว่าที่ 1.5 Cอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ เมืองชายฝั่งและรัฐที่เป็นเกาะ จมน้ำถาวร และเกิดการอพยพครั้งใหญ่
2.น้ำท่วมและภัยแล้งสุดขั้ว
ความถี่และความรุนแรงของพายุ ภัยแล้งและน้ำท่วมฉับพลันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิถึง 2 Cพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงจะเพิ่มขึ้นถึง สองเท่า เมื่อเทียบกับระดับ 1.5 C
3.คลื่นความร้อนมรณะ
คลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้นในระดับ 2 C
ประชากรโลกหลายพันล้านคนอาจเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่ อันตรายถึงชีวิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก ๆ ห้าปี

การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ
1.การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิจะเร่งอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว
1.1 ที่ 1.5 C: คาดว่า 70-90% ของปะการังน้ำตื้นจะหายไป
1.2 ที่ 2 Cปะการังเกือบ 100% จะสูญหายไป
1.3ความเสี่ยงที่แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และพืชจะสูญเสียพื้นที่อาศัยเพิ่มขึ้นเป็นสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับ 1.5 C

จุดเปลี่ยน (Tipping Points):
อุณหภูมิที่ 2 C อาจทำให้ระบบนิเวศเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” ซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อีก เช่น การเปลี่ยนของ
ป่าอเมซอนจากป่าฝนเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา หรือการสูญเสียชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) อย่างถาวร ซึ่งจะปล่อยก๊าซมีเทนและคาร์บอนที่สะสมไว้ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้นไปอีก

วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

ความร้อนที่สูงขึ้นส่งผลต่อความรุนแรงของพายุ ภัยแล้ง และน้ำท่วมซึ่งจะทำลายพื้นที่เพาะปลูกมีผลให้ผลผลิตของข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การประมงถูกคุกคาม

อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นและภาวะความเป็นกรดของน้ำทะเลจะทำลายแหล่งปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้เกิดวิกฤตอาหารทะเลและกระทบต่อประมงชายฝั่ง

ความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

โรคระบาด
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะขยายขอบเขตการแพร่กระจายของพาหะนำโรค เช่น ยุงลาย ทำให้โรคมาลาเรียและไข้เลือดออกแพร่กระจายไปยังพื้นที่เดิมและพื้นที่ใหม่ ๆ
ความร้อนและความชื้น
อุณหภูมิที่สูงและชื้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากความร้อน (Heat stroke) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานกลางแจ้ง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึง 2.3 C- 2.8 C

หากอุณหภูมิพุ่งถึง 2.3 C- 2.8 Cโลกจะเข้าสู่ภาวะ จุดเปลี่ยน ที่แท้จริง คุกคามความอยู่รอดของสังคมมนุษย์ (Existential threat) ผลที่ตามมาคือ
  1. การล่มสลายทางสังคมและเศรษฐกิจการที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกันหลายครั้งเช่น พายุ ภัยแล้งครั้งใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและห่วงโซ่อุปทานนำไปสู่ความอดอยาก การขาดแคลนทรัพยากร และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
  2. การอพยพขนาดใหญ่และถาวร
    พื้นที่ขนาดใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะกลายเป็น เขตอันตรายจากความร้อน และไม่สามารถอยู่อาศัยหรือเพาะปลูกได้ ทำให้เกิด ผู้อพยพทางภูมิอากาศ นับร้อยล้านคน ซึ่งสร้างความไร้เสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  1. “จุดเปลี่ยน”พร้อมกันจำนวนมาก
    ในระดับอุณหภูมิที่สูงเช่นนี้ ความเสี่ยงที่โลกจะเข้าสู่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ๆ หลายจุดพร้อมกัน เช่น การสูญเสียแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งหมด, การล่มสลายของป่าอเมซอนและผืนป่าใหญ่ทั่วโลกซึ่งจะทำให้ ภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ (Runaway Climate Change) และเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะปรับตัวได้ในที่สุด
    4.ธารน้ำแข็งล่มสลาย
    ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์จะเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 7 เมตร
    5.การหยุดไหลของกระแสน้ำ
    มีโอกาสสูงที่ระบบการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC: Atlantic meridional overturning circulation) จะชะลอตัวหรือหยุดลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทั่วโลกอย่างรุนแรงและฉับพลัน
    6.คาร์บอนจากป่าอเมซอน
    ป่าฝนอเมซอนจะเสื่อมโทรมกลายเป็นทุ่งหญ้า ปล่อยคาร์บอนที่สะสมไว้ออกสู่ชั้นบรรยากาศหลายแสนล้านตันเร่งภาวะโลกร้อนให้เลวร้ายลงไปอีก

มหันตภัยสู่ประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความเปราะบางสูง การที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 Cหรือมากกว่านั้น เป็นมหันตภัยที่คุกคามความมั่นคงและความอยู่รอดโดยตรง
1.GDP หดตัวรุนแรง
การคาดการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 Cภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึงร้อยละ 20
2.ภัยพิบัติ:
การเกิดคลื่นความร้อนที่รุนแรงและยาวนาน สลับกับอุทกภัยฉับพลันและภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น
และที่อุณหภูมิ 2Cความถี่ของ “ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว” จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

  1. น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    การละลายของธารน้ำแข็งทั่วโลกจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและที่ราบลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง รวมถึง กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร บางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเผชิญกับ น้ำท่วมถาวร และการรุกของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion)
    4.คลื่นความร้อนมรณะ
    อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 Cภายในปี 2100 หากไม่มีการควบคุม และจะขยายวงของโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออกและมาลาเรียไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ
    5.วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก ๆ 1 Cที่อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูปลูกเพิ่มขึ้น ผลผลิตข้าวอาจลดลงถึงประมาณ 10%
    6.ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญสิ้น (Biodiversity Loss) หากอุณหภูมิโลกแตะระดับ 2 Cคาดว่า 18% ของชนิดพันธุ์แมลง และ 16% ของชนิดพันธุ์พืช จะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะสูญเสียพื้นที่อาศัยไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งทำลายระบบนิเวศป่าไม้และทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างถาวร

ทางออกของประเทศไทย

การรับมือกับหายนะของโลกและมหันตภัยของไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด การใช้พลังงานทดแทนถือเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลก
1.การมุ่งสู่พลังงานสะอาดในภาคการผลิตไฟฟ้า
การผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงเป้าที่สุดโดยประเทศไทยต้องยกระดับแผนปฏิบัติการ
1.เป้าหมายที่ชัดเจน: ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy – RE) ให้เป็น 51% ของไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2580 (ค.ศ. 2037)
2.กำลังการผลิตปัจจุบัน:
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 10,010.5 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่มาจาก พลังงานแสงอาทิตย์ การเพิ่มกำลังการผลิตนี้จะช่วยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ากว่า70%
2.การปฏิวัติภาคขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเป็นกลไกหลักในการลดมลพิษจากภาคขนส่งที่เป็นแหล่งปล่อยCo2ในเขตเมือง
2.1การเร่งโครงสร้างพื้นฐาน:
รัฐบาลกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาด EV โดยตั้งเป้าเพิ่มหัวจ่ายชาร์จเร็วให้ได้อีกอย่างน้อย 1,000 หัวจ่าย ในปี 2567
2.2เชื้อเพลิงชีวภาพ
การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซลและเอทานอล) ที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตร เพื่อ ลดการพึ่งพาน้ำมันปิโตรเลียม และสร้างรายได้ทางภาคเกษตร มากกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
3.การจัดการพลังงานอัจฉริยะและการอนุรักษ์
การเปลี่ยนผ่านจะไม่สมบูรณ์หากขาดเทคโนโลยีการจัดการและการอนุรักษ์พลังงาน


3.1ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)
การลงทุนใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าสามารถ รองรับพลังงานหมุนเวียนได้ 100% ในบางช่วงเวลา โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลสำรอง
3.2การอนุรักษ์พลังงาน: แผนพลังงานของประเทศมีเป้าหมายที่จะ ลดค่าความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity – EI) ลง 36% ภายในปี 2580 การบรรลุเป้าหมายนี้เท่ากับการลดการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซจากการประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตใหม่

บทสรุป: ภารกิจแห่งความอยู่รอด
วิกฤตการณ์ครั้งนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากอุณหภูมิโลกพุ่งเกิน 2 C
การต่อสู้กับภัยพิบัตินี้จึงเป็นภารกิจแห่งความอยู่รอดที่
รัฐบาลและทุกภาคภาคต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Net-Zero ภายในปี 2065 ด้วยการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของโลกและมหันตภัยของประเทศไทยก่อนจะสายเกินแก้โดยทันที.”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จับกุมกลุ่มขบวนการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ ใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว

แชร์เนื้อหานี้

ที่นี้อำเภอเวียงแหง.#จังหวัดเชียงใหม่.เมื่อวันที่ 18 พ.ย.68 เวลาประมาณ 07.00-10.00 น. เจ้าหน้าที่ ส่วนปราบปรามทุจริตทางทะเบียนและบัตร สน.บท. /เจ้าหน้าที่ สน.สก.กรมการปกครอง .สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (บก.ปปป.,) ปปช., ปปท. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มขบวนการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการจัดทําใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ มีรายละเอียดผู้ถูกจับกุมดังนี้

1.ปลัดอำเภอ-นายอภิสิทธิ์ จันทร์คำ ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ อดีต หน.กง.ทบ.อ.เวียงแหง ปัจจุบัน ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ อ.ภูซาง จ.พะเยา ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.ภูซาง จ.พะเยา-นายสรรเสริญ พงษ์พิพัฒน์ ปลัดอำเภอ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ อดีต ปลัดอำเภอ(สำนักทะเบียน อ.เวียงแหง) ปัจจุบัน ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่2.กลุ่มอดีตลูกจ้างอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่ ที่ สำนักทะเบียน อ.เวียงแหง-นางสาวชนันพัทธ์ ดวงสีดาชัยภัก ถูกจับกุมในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร-นางสาวชนิศา วงศ์เจริญทรัพย์ ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่-นายวิโรจน์ ปุมะ ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่-นางสาวธัญชนก มะละบุตร ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

3.กลุ่มกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน-นายศรีทน แก้วฝั้น กำนัน ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ /ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่-นางอิ่นแก้ว เมธา ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่/ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่-นายนาคินทร์ จองมวย ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ (ปัจจุบันสียชีวิต)-นายศุภกิจ พงษ์รังษิมา ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่/ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

2.กลุ่มบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิด-นส.คำแหลง นายมน ถูกจับกุมในพื้นที่ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่นายวันชัย วงศ์คำ ถูกจับกุมในพื้นที่ กทม.โดยห้วงก่อนหน้านี้ จากการสืบสวนพบว่า มีกลุ่มนายหน้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต นําคนต่างด้าวซึ่งไม่มีคุณสมบัติตามมติ ครม. ดังกล่าว มาทําการสวมตัวและ ทํารายการเท็จออกใบสําคัญถิ่นที่อยู่ถาวรและบัตรประจําตัว ทั้งนี้กรมการปกครองจึงมอบหมายให้ชุดปฏิบัติการสืบสวนนําพยานหลักฐาน เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

กองบังคับการป้องกันปราบปรามการ ทุจริตและประพฤติมิชอบ กองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ ดําเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มนายหน้า และคนต่างด้าวในความผิด ฐานร่วมกันกระทําการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการใน ทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534, นําเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข้อมูลปลอมโดยทุจริตหรือ

โดย หลอกลวง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน มาตรา 9 ประกอบ มาตรา 14 (1) แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560, เป็นเจ้าพนักงานทําเอกสารเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดย ทุจริต ตามมาตรา 162 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา…

สมจิตรแสง บันลังค์ รายงาย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เจ้าคุณแจ้ วัดบางพลีใหญ่กลาง รับเผาศพไร้ญาติ “ลุงขายหมูปิ้งวัย 70” ฟรี และจัดพิธีสวดพระอภิธรรม ถวายพระราชกุศลแด่ พระพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมตตาเผาศพชายวัย 70 ปี ซึ่งเป็นศพไร้ญาติ รายที่ 82 ในวันนี้วัดบางพลีใหญ่กลาง

โดย ท่านพระครูวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ได้เมตตาเผาศพชายไร้ญาติ รายที่ 82 นายสมดี แซ่โง้ว ผู้ตาย

โดยมี นางสาวภิญญาพัชญ์ แตงอ่อน นักสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ ข้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี เจ้าหน้าที่วัด และสื่อมวลชน ร่วมฌาปนกิจนายสมดี แซ่โง้ว พระสงฆ์สวดบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้ที่ล่วงลับ

จากการสอบถามนางสาวภิญญาพัชญ์ แตงอ่อน นักสังคมสงเคราะห์ เปิดเผยว่า จากการสอบถามคนในชุมชนซอยท่อแก๊ส นายสมดี แซ่โง้ว (ผู้ตาย) พักอาศัยอยู่ภายในชุมชนซอยท่อแก๊ส ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ มีอาชีพขายหมูปิ้งเลี้ยงชีพไปวันๆ ไม่มีญาติพี่น้องและไม่มีครอบครัวแต่อย่างใด

นางสาวภิญญาพัชญ์ แตงอ่อน นักสังคมสงเคราะห์ ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมาผู้ตายเป็นคนกำพร้าตั้งแต่อายุ 4 ปี มีเพียงคนในชุมชนซอยท่อแก๊สให้การช่วยเหลือในเรื่องข้าวปลาอาหารเป็นบางครั้งคราว และมีอาชีพขายหมู่ปิ้งอยู่ในชุมชนแห่งนี้เพื่อเลี้ยงตัวเองไปวันๆ

และจากการชันสูตรของแพทย์ทราบว่าผู้ตายป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจล้มเหลว เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ตายมีอาการป่วยด้วยโรคประจำตัวมานาน ซึ่งเจ้าตัวไม่กล้าที่จะไปพบหมอรักษา เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนจนอาการทรุดหนักและเข้ารักษาตัวที่ รพ.บางพลี และเสียชีวิตลงขณะรักษาตัวที่ รพ.บางพลี

ก็ตาม หลังจากที่เสียชีวิตลงทางนักสังคมสงเคราะห์ทราบว่านายสมดี แซ่โง้ว ผู้ตาย ไม่มีญาติพี่น้องและไม่มีครอบครัวจึงประสานขอความอนุเคราะห์มายังวัดบางพลีใหญ่กลาง

ท่านพระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ทราบเรื่องจึงได้เมตตารับฌาปนกิจศพให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และเปฺ็นศพไร้ญาติรายที่ 82 ที่ทางวัดบางพลีใหญ่กลางเผาศพให้ฟรี


วัดบางพลีใหญ่กลางจัดพิธีสวดพระอภิธรรม ถวายพระราชกุศลแด่ พระพันปีหลวง วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น. ที่ศาลาการเปรียญหลังใหม่ ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

และมีพ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางพลี เป็นประธานจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระวชิรคณาทร “เจ้าคุณแจ้” เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

พร้อมด้วยคณะพระสงฆ์ ไวยาวัจกร วัดบางพลีใหญ่กลาง คณะผู้บริหาร พนักงาน ข้าราชการ อบต.บางพลีใหญ่ เจ้าหน้าที่พยาบาล โรงพยาบาลบางพลี เจ้าหน้าที่ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลางข้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี

และประชาชนชาวอำเภอบางพลี ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล
โดยมีนายขจิตเวช แก้วน้อย นายอำเภอบางพลี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางพลี นายชัยยันต์ กองอรรถ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ นายธนิต ปานรอด รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโรงพยาบาลบางพลี

ถวายผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง 9 รูป สวดพระอภิธรรมและพิจารณาผ้าบังสุกุล กรวดน้ำ เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แถลงเตรียมนำวงโยธวาทิต ระดับโลกมาร่วมประกวดให้ได้ชม ในงานเทศกาล ซาวสีเกด 2568 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันนี้ 18 พ.ย. 68 ที่บริเวณบ้านไม้โรงแรมสันติสุข ถนนราชการรถไฟ 1 อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร. ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ นายสักก์สีห์ พลสันติกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร. รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ และนางศรีสุภรณ์ ชมศรีหาราชพร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์-ศรีสะเกษ ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานเทศกาล “Sound of Sisaket 2025: ซาวสีเกด 2568”

ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ระหว่างวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2568 ณ ย่านวงเวียนแม่ศรี อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้แนวคิด “Proud of Sisaket – คนพราว ของพราว เมืองพราว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมดนตรี ร่วมกับนักสร้างสรรค์ ศิลปิน และภาคการศึกษา ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเกิดการใช้จ่ายในภาคอีสานเพิ่มมากขึ้น

***โดยภายในจะได้พบกับ 6 รูปแบบโปรแกรมหลักใน Sound of Sisaket 2025 คือ 1. Creative Business Program โอกาสในการเจรจาธุรกิจและสร้างเครือข่ายที่เติบโตไปพร้อมกัน ระหว่างผู้ประกอบการและองค์กรต่าง ๆ 2. Event & Entertainment Program ที่รวบรวมศิลปิน นักดนตรี และนักสร้างสรรค์มากฝีมือ มาร่วมแสดงศักยภาพผ่านเสียงดนตรี ภาพยนตร์ และผลงานศิลปวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ 3. Creative Talk เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ที่ชวนทุกคนมองอนาคตของศรีสะเกษในฐานะ “เมืองแห่งดนตรีและศิลปะ” รวมถึงเสวนา “อัตลักษณ์ดนตรีศรีสะเกษ สู่ UCCN, City of Music” 4. Creative Workshop

ลงมือเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ที่ผสมผสานศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวา เติมเต็มแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นจริง 5. Showcase & Exhibition ที่ถ่ายทอดพลังของคนสีเกด ผ่านนิทรรศการและชิ้นงานสร้างสรรค์จากทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ และ 6. Creative Market ตลาดสร้างสรรค์ที่รวมร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม งานฝีมือ และของดีท้องถิ่นจากศรีสะเกษไว้ในที่เดียว พร้อมชมกิจกรรมไฮไลต์ การประกวดวงโยธวาทิตโลก (Thailand World Music Championships) การแสดงชุดพิเศษ Marching Band Performance
***นอกจากนี้ยังจะได้พบกับวงโยธวาทิต ระดับโลก โดยเฉพาะ 3 ประเทศมหาอำนาจ คือ ประเทศจีน ประเทศรัสเซีย และจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นวงโยธวาทิตอันดับ 3 ของโลก ซึ่งหาดูได้อยาก ถ้าจะดูต้องไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ครั้งนี้อยากดูมาดูได้ที่จังหวัดศรีสะเกษ

;

***ทั้งนี้อยากจะเชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสทุกเสียงของศรีสะเกษและพราวไปกับ “Sound of Sisaket 2025: ซาวสีเกด 2568” เทศกาลที่รวบรวมเรื่องราวและแรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในจังหวัดศรีสะเกษไว้ในที่เดียว พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนศรีสะเกษให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในเครือข่ายสมาชิก “เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี” ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: UCCN) ในวันที่ 18 – 21 ธันวาคม 2568 ณ ย่านวงเวียงแม่ศรี ได้แก่ บ้านไม้ (อาคารตรงข้ามโรงแรมสันติสุข), โรงแรมสันติสุข, ถนนราชการรถไฟ 1, ตลาดสดเทศบาล ชั้น 2 และ ศรีสะเกษรามา จังหวัดศรีสะเกษ
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พบศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัด นอนเปลือยกายเสียชีวิตชายหาดแหลมกุ่ม เจ้าหน้าเร่งสืบสวน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 พ.ย.68 พ.ต.ท.วินัย รายละเอียด สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งพบศพผู้เสียชีวิตบริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก

จึงพร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน ชุดปราบปราม ฝ่ายปกครองอำเภอทับสะแก และอาสาสมัครมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานอำเภอทับสะแก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

บริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม ห่างจาก ร็อคกี้พ้อยรีสอร์ท ไปทางทิศเหนือ (ซังเขาขวาง )ประมาณ 500 เมตร พบศพหญิงสาว อายุ ราวๆ 45-50 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชายหาดถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณหาดทราย สภาพศพเปลือยกาย

ด้านบนเสื้อยกทรงรูดขึ้นอยู่ที่เหนือราวนม ส่วนกางเกงลักษณะถอดมาไว้ที่บริเวณหน้าแข้ง ที่ร่างกายไม่พบว่ามีบาดแผลหรือถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงนำร่างผู้เสียชีวิตส่งผ่าพิสูจน์ยังโรงพยาบาลทับสะแกเพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และเป็นใครมาจากไหน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มาหาของทะเลว่าพบศพคนนอนเสียชีวิตถูกคลื่นซัดอยู่ชายหาดดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เร่งออกหาข่าวว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหนและได้มาเสียชีวิตที่เกิดเหตุเพราะเหตุใด

โดยจะเร่งสืบสวนหาบุคคลสูญหาย ในละแวกใกล้เคียง และนำภาพถ่ายออกหาเบาะแส รูปร่างหน้าตาผู้เคยพบเห็น บ้านไหนมีบุคคลสูญหายสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ พนักงานสอบสวน สภ.ทับสะแก
////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มัสยิดถึงชุมชน จากผู้นำถึงประชาชน ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อพี่น้องชายแดนใต้ สร้างความสุขสู่ชุมชน รวมพลังใจสร้างสันติสุข

แชร์เนื้อหานี้

จากมัสยิดถึงชุมชน จากผู้นำถึงประชาชน ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อพี่น้องชายแดนใต้ สร้างความสุขสู่ชุมชน รวมพลังใจสร้างสันติสุขจ.ยะลา .-

ความเข้าใจคือสะพานเชื่อมใจ จากผู้นำถึงประชาชนจากมัสยิดถึงชุมชน จากผู้นำถึงประชาชน ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อพี่น้องชายแดนใต้ สร้างความสุขสู่ชุมชน รวมพลังใจสร้างสันติสุข

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามนโยบายของ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4

ที่เน้นการ “สานต่อพลัง เพื่อสันติสุข” ได้ย้ำว่า “ชายแดนใต้ไม่ใช่สมรภูมิรบ แต่คือบ้านของเรา ที่ต้องร่วมกันสร้างความเข้าใจ” ในการสร้างความเข้าใจและะการลงพื้นที่ในครั้งนี้

พ.อ. เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี (ศสว.) ได้ลงพื้นที่ ณ สำนักงานสมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ ถนนสุขยางค์ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา

สำหรับการพบปะและพูดคุยกับชาวบ้านและผู้นำศาสนา ได้พบกับ นายมะหามะ แสแลแม หัวหน้าหน่วยแพทย์ กลุ่มดะวะห์ตับ

ลีฆ และ นายฮัสบูเล๊าะ หิเล นายกสมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ พร้อมด้วยทีมงานแกนนำเครือข่ายในพื้นที่

โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่างภาครัฐ กับ ผู้นำศาสนาและชุมชน โดยการถ่ายทอดนโยบายเพื่อเสริมสร้างความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือ

จึงเชิญชวน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ เพื่อให้ชายแดนใต้นั้น กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง //ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน //

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีปลงผมนาควิษณุ (แม็ก) บุญริ้ว ทายาทนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ /วัดแทบแตก! งานบวชลูกชายนายกฯ เมืองแพรกษาใหม่ ประชาชนแห่ร่วมอนุโมทนาคับคั่ง

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ถือฤกษ์งามยามดี แรม 11 ค่ำ เดือน 12 จัดพิธีตัดปอยผมและปลงผมนาควิษณุ (แม็ก) บุญริ้ว บุตรชาย คนโต

ก่อนวันรุ่งขึ้นจะบวชเป็นพระ ณ พัทธสีมาวัดน้อยสุวรรณาราม(วัดคลองเก้า) ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นายวรพร อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์

ดร.สัมพันธ์ เตชะเจริญกุล นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1สจ.ชนะ หง่วนงามศรี รองประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ ตลอดจน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาเทศบาล พนักงาน ข้าราชการเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่

ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบลแพรกษาใหม่ นำโดยกำนันธนสัน วสันต์ (กำนันปี๊บ) กำนันตำบลแพรกษาใหม่ และพ่อค้าประชาชน ร่วมพิธีตัดปอยผมและปลงผมนาควิษณุ (แม็ก) บุญริ้ว กันอย่างเนื่องแน่น

ภายในงานได้รับความเมตตาจากพระอุปัชฌาย์ พระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม เจ้าคณะตำบลบางปู เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ ฉลองผ้าไตร

ซึ่งการลาอุปสมบทในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของบุพการี ครูอาจารย์ และผู้ให้การอุปการะคุณ ทั้งหลาย ตลอดจนเพื่อเข้าศึกษาธรรมมะ ปฏิบัติในศีลธรรมหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และในเวลา 17.00 น.

จะมีพิธีทำขวัญนาค ส่วนในวันที่ 17 พฤศจิกายน 68 เวลา 15.00 น.นำนาคเข้าสู่พิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดน้อยสุวรรณาราม(วัดคลองเก้า)


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

วัดแทบแตก! งานบวชลูกชายนายกฯ เมืองแพรกษาใหม่ ประชาชนแห่ร่วมอนุโมทนาคับคั่ง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากกว่า 1,000 คน

ที่เดินทางมาร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบท นาคแม็ก – วิษณุ บุญริ้ว บุตรชายคนโตของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ และ นางสาววาสนา สว่างวงษ์ มารดา
ภายในพิธีมีครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ ปู่ ย่า ตา ยาย

รวมถึงคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภา พนักงานเทศบาล แขกผู้มีเกียรติ เพื่อนสนิท และประชาชนจากตำบลแพรกษาใหม่และพื้นที่ใกล้เคียงเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก จนบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักเรียกได้ว่า “วัดแทบแตก”

สำหรับการอุปสมบทในครั้งนี้ นาคแม็ก ตั้งใจบวชเพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา ครูอาจารย์ และผู้ที่ให้การอุปการะ พร้อมทั้งศึกษาธรรม ปฏิบัติศีลและคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ พัทธสีมา

วัดน้อยสุวรรณาราม เป็นเวลา 7 วันโดยพิธีอุปสมบทได้รับความเมตตาจาก พระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม และเจ้าคณะตำบลบางปู

เป็นพระอุปัชฌาย์ ประทานฉายาทางธรรมว่า “อภิชะโน” แปลว่า “ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง”บรรยากาศตลอดงานเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเต็มไปด้วยความยินดีของญาติมิตรและประชาชนที่มาร่วมอนุโมทนาบุญอย่างพร้อมเพรียง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พิธี อัญเชิญไฟพระฤกษ์ การแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2025 จังหวัดนครราชสีมา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่(15พย.68)ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายส่งเสริมกีฬา อัญเชิญไฟพระฤกษ์

ส่งมอบต่อให้กับนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อเก็บรักษาไว้ที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์การแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ครั้งที่ 13 ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

โดยกำหนดจัดวิ่งคบเพลิงไฟพระฤกษ์ในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นี้ โดยมี ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อมด้วยส่วนราชการ เข้าร่วมพิธีรับส่งมอบไฟพระฤกษ์

สำหรับการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยและจังหวัดนครราชสีมา ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยมีการชิงชัยใน 19 ชนิดกีฬา และกำหนดจัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม 2569 ที่ จ.นครราชสีมา

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ม.นราธิวาสฯเปิดการประชุม Kick-off และ Co-Design Workshop เดินหน้าโครงการวิจัยสร้างกลไกความร่วมมือพัฒนาเมืองต้นแบบ 3 จังหวัดภาคใต้

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมนวบานบุรี ชั้น 3 ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดการประชุม Kick-off และ Co-Design Workshop ภายใต้โครงการวิจัย “การสร้างกลไกความร่วมมือในการขยายผลการพัฒนาเมืองต้นแบบชายแดนใต้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ร่วมกับ ผศ.ดร.สุริยจรัส เตะชะตันมีนสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

สำหรับโครงการวิจัยดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนงานย่อย N22 (S2P13) ในโปรแกรมพัฒนาเมืองน่าอยู่และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองตาม 5 มิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้แก่ มิติคน สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและความมั่งคั่ง ความปลอดภัย และความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา มุ่งปิดช่องว่างการทำงาน “ต่างคนต่างอยู่” สู่ความร่วมมือเชิงสถาบัน

นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และสตูล ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงสู่มาเลเซียและอาเซียน แม้จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระดับโลก แต่ยังเผชิญปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์ความไม่สงบ และความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี

ทั้งนี้การวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า ปัญหาสำคัญคือการขาดการบูรณาการความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน รวมถึงช่องว่างทางเทคโนโลยีของวิสาหกิจชุมชน ทำให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไม่สามารถแข่งขันในตลาดสมัยใหม่ได้

สำหรับโครงการนี้จึงมุ่งสร้าง “กลไกความร่วมมือเชิงสถาบัน” (Institutional Collaboration Mechanism) เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน พัฒนานโยบายนวัตกรรม และถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์สู่ชุมชน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

ซึ่งกิจกรรมในวันนี้มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นผ่าน Co-Design Workshop โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการ สร้างความเข้าใจร่วมกัน ในสถานการณ์ ปัญหา และศักยภาพของพื้นที่ และการ ร่วมออกแบบโซลูชันและกลไกความร่วมมือ เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลสัมฤทธิ์จริง

โดยการประชุมแบ่งเป็นสองส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. นำเสนอข้อมูลพื้นฐาน (Baseline) และสถานการณ์ของ 6 อำเภอในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ อำเภอเมืองนราธิวาส ตากใบ สุไหงโก-ลก แว้ง เบตง และควนโดน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีข้อมูลตั้งต้นที่ตรงกัน ครอบคลุมปัญหา ผลกระทบ และปัจจัยท้าทายของแต่ละพื้นที่ 2. กิจกรรม Co-Design Workshop แบ่งเป็น 2 ช่วง
ส่วนที่ 1: “ทบทวนอดีต – เข้าใจปัจจุบัน”ผู้เข้าร่วมแต่ละกลุ่มร่วมวิเคราะห์ประวัติการทำงานของชุมชน ปัญหา ผลลัพธ์ที่ผ่านมา และทุนทางสังคมที่มีอยู่

ส่วนที่ 2: “ค้นหาจุดเด่น – ต่อยอดอนาคต”เพื่อค้นหาศักยภาพของแต่ละพื้นที่และร่วมออกแบบต้นแบบการพัฒนา (Model) ที่สามารถนำไปขยายผลในวงกว้าง โดยตัวแทนจากทุกภาคส่วนกว่า 7 กลุ่มเข้าร่วมซึ่งงานนี้ได้รับความร่วมมือจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนเรศวรหน่วยงานภาครัฐจังหวัดนราธิวาส ยะลา และสตูล ส่วนปกครองท้องถิ่น 6 อำเภอ ภาคธุรกิจเอกชนและหอการค้า นักวิจัยและบุคลากรจากหลายสถาบัน

นายวีรพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างกลไกการทำงานร่วมกันที่เข้มแข็ง นำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม การสร้างบุคลากรแกนนำ “ครูค่ายชายแดน” และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืน ก่อนประกาศเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ
////////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาค2 ตอกหน้าสื่อเขมร ปั่น ‘ฮีโร่’ คืนสนามรบ ที่แท้ เชลยศึก ไทยปล่อยตัว เหตุป่วย ‘พิษสุราเรื้อรัง-เสียสติ’ ย้ำชัด ไร้มนุษยธรรม/ปค.ชุดสิงห์เมืองมุก บุกจับหนุ่มผึ่งแดดค้ายาบ้า ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ข้อความระบุว่า “ตามที่ปรากฏภาพข่าว สำนักข่าว Fresh News Daily ว่า คุณยังจำฮีโร่ทหารของเราชื่อ “ซึม ซ็อมแอง” ได้หรือไม่??? เขาคือคนที่ถูกทหารไทยจับกุม และได้รับการปล่อยตัว และตอนนี้ได้ฟื้นตัวกลับมาอยู่แนวหน้าอีกครั้งแล้ว” “นี่คือจิตวิญญาณความกล้าหาญ ที่แข็งแกร่งที่สุดของฮีโร่ ทหารกัมพูชา ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ ภายใต้สถานการณ์ใดๆ”

“ความจริง คือ ร.ต.ซึม ซ็อมแอง คือ เชลยศึกที่ถูกฝ่ายไทยเราควบคุมตัวไว้ในช่วงการสู้รบ ห้วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่ทางการไทยจะปล่อยตัวกลับไปก่อน 2 รายเนื่องจากอาการป่วยหนัก และมีอาการทางระบบประสาท หรือ จิตเวช เราจึงได้ส่งตัวกลับไป เพื่อให้เข้ารับการรักษาต่อในประเทศกัมพูชา จึงมีเชลยศึกที่ถูกฝ่ายไทยควบคุมตัวเหลืออยู่ 18 ราย

ซึ่ง ร.ต.ซึม ซ็อมแอง เป็นบุคคลที่มีอาการพิษสุราเรื้อรัง และเสียสติ จากความเครียดในระหว่างการทำการรบ โดยก่อนส่งตัวกลับ ร.ต.ซึม ซ็อมแอง ได้ทำเอกสารสัญญาว่า… จะไม่เข้าทำการรบอีก ตามที่เขาลงนามเอาไว้”
“ ระหว่างการถูกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ฯของไทย ได้จัดหารองเท้าให้ใส่อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ยอมใส่ จนฝ่ายกัมพูชามีการไปออกข่าวบิดเบือนว่าเรากลั่นแกล้งไม่ให้ใส่รองเท้าอีกด้วย”

“การที่ กัมพูชา มีการนำบุคคลที่มีอาการทาง จิตเวช เสียสติ หรือ สภาพจิตใจไม่ปกติ มาเข้าทำการรบ ถือว่า เป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง และการกระทำเยี่ยงนี้ ยิ่งเป็นที่ย้ำชัดเลยว่า การปล่อยตัวเชลยศึกที่เหลืออีก 18 ราย ไม่สามารถกระทำได้ จนกว่า ความเป็นปรปักษ์จะสิ้นสุดต่อกัน”

ทั้งนี้ หลักการสากลที่เกี่ยวข้อง

  1. อดีตเชลยศึกไม่ควรถูกบังคับกลับเข้าสู่การรบโดยทันที หลังการปล่อยตัว ตามอนุสัญญาเจนีวา
  2. บุคคลที่มีภาวะปัญหาสุขภาพจิตหรือสงสัยว่ามีอาการ PTSD ถือว่าเป็นผู้เปราะบาง (Vulnerable person)
  1. การนำผู้ป่วยหรือผู้สงสัยว่าป่วยทางจิตเข้าสู่สนามรบโดยไม่ผ่านการรักษาและประเมินความพร้อม ถือเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  2. การใช้งานทหารหรือบุคคลในสภาพ ไม่พร้อมรบทางกายหรือทางจิตใจ อาจเข้าข่าย การละเมิดหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน ตามมาตรฐานสากลด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม การนำบุคคลที่มีภาวะผิดปกติทางจิต หรือสงสัยว่า มีอาการ PTSD กลับไปปฏิบัติการรบ โดยไม่ได้รับการรักษา และประเมินความพร้อมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายไม่เป็นมนุษยธรรม
    ภาพ/ข่าว : กองทัพภาคที่ 2 เดวิท โชคชัย รายงาน

ปค.ชุดสิงห์เมืองมุก บุกจับหนุ่มผึ่งแดดค้ายาบ้า ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ขับเคลื่อนนโยบาย รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ “Quick Big Win”

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.30 น. นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร / ผอ.ศป.ปส.อ.เมืองมุกดาหาร สั่งการให้ นายหมวดเอกดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอ (หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง) และนางสาวธัญญารัตน์ เหล่าบุตรศรี ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง

นำชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร (สิงห์เมืองมุก) พร้อมสมาชิก อส. ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 และฝ่ายปกครองตำบลดงมอน ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียนว่ามีบุคคลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร

จากการตรวจสอบสามารถจับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 6 เม็ด โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่าจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ผึ่งแดด อำเภอเมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ศปปส #QuickBigWin #ยาเสพติด #อำเภอเมืองมุกดาหาร #สิงห์เมืองมุก #ฝ่ายปกครอง #ผึ่งแดด #มุกดาหาร #รวมพลังต้านยาเสพติด #หยุดยานรก_///ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.เมืองชุมพร ตั้งจุดสกัดเข้ม แก้ปัญหากลุ่มวัยรุ่นขับรถเสียงดัง/กระบะชนจยย. ดับ 1 สาหัส 1 “ความประมาทแลกชีวิตคน”/วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ “ตา–ยายวัย 80 ปี”

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514วันนี้ (16 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพร ได้สนธิกำลังออกตั้งจุดสกัดบริเวณทางขึ้นเขาพาง ตำบลหาดพันไกร ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีกลุ่มเยาวชนรวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์แต่งท่อ ส่งเสียงดังรบกวนในช่วงกลางคืน และก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้เส้นทางโดยเจ้าหน้าที่ได้จัดกำลังเข้าดำเนินการกวดขันวินัยจราจร ตรวจสอบรถต้องสงสัย รวมถึงควบคุมความเรียบร้อยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยบริเวณดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ระบุว่าการตั้งจุดสกัดครั้งนี้เป็นมาตรการต่อเนื่อง และจะเพิ่มความถี่ในการออกตรวจตรา เพื่อแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
คำแนะนำประชาชนสภ.เมืองชุมพร ขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นกลุ่มวัยรุ่นรวมตัวขับขี่รถจักรยานยนต์แต่งท่อเสียงดัง แข่งรถ หรือประพฤติเสี่ยงอันตรายบนท้องถนน ขอให้รีบแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 191 หรือแจ้งตรงที่ สภ.เมืองชุมพร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการได้อย่างทันท่วงที พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบความเรียบร้อยของรถและปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนถนนร่วมกัน

กระบะชนจยย. ดับคาที่ 1 สาหัส 1 “ความประมาทเสี้ยววินาที แลกชีวิตคน”
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514
เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ร.ต.ต.นฤพล ชูช่วย รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองชุมพร รับแจ้งเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ บริเวณยูเทิร์นป้อมตำรวจปฐมพร ถนนเพชรเกษม หลักกิโลเมตรที่ 484 ขาล่องใต้ จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ปัญญา ท้วมศรี ผกก.สภ.เมืองชุมพร ทราบ ก่อนนำกำลังพร้อมเจ้าหน้าที่กู้ชีพ–กู้ภัยสายชลรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบชายผู้บาดเจ็บนอนอยู่กลางถนน อาการสาหัส เจ้าหน้าที่เร่งปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาล ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าสีดำ–แดง ทะเบียน กรษ 349 ชุมพร ตกอยู่ในร่องกลางถนน ห่างจากจุดพบผู้บาดเจ็บกว่า 5 เมตรห่างออกไป 200 เมตร พบรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรั้ว สีขาว–ดำ ทะเบียน บท 2187 ยะลา บรรทุกผักเต็มคันจอดอยู่ริมถนน ใต้ท้องรถพบร่างหญิ่งอีกหนึ่งราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างออกมา พบว่า เสียชีวิตแล้วคาที่ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตยังไม่ทราบชื่อ

นายกัมพล หิมวังทอง อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ต.บางไผ่ ระบุว่าผู้ตายเป็นแรงงานชาวลาว ช่วยงานเฝ้าสวนให้กับนายจ้าง คาดว่าขี่รถออกมาซื้ออาหารและจะไปฉีดยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากถูกสุนัขกัดเมื่อช่วงกลางวัน ก่อนเกิดเหตุสลดในครั้งนี้ ด้าน นายอิมรอน สะเตาะ อายุ 23 ปี คนขับรถกระบะ ให้การว่า ขับรถขนผักมาจากจังหวัดราชบุรี มุ่งหน้าไปส่งที่จังหวัดปัตตานี เมื่อมาถึงหน้าศูนย์ฮอนด้าชุมพร

จู่ ๆ มีสามีภรรยาขี่รถจักรยานยนต์ออกจากยูเทิร์นปาดหน้าเข้ามากะทันหัน แม้ได้บีบแตรและพยายามหักหลบ แต่ไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เนื่องจากวิ่งมาประมาณ 90 กม./ชม. จึงพุ่งชนอย่างจัง ร.ต.ต.นฤพล ชูช่วย อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมตรวจกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สภ.เมืองชุมพร ขอฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน การขับออกจากยูเทิร์น ต้องแน่ใจว่าปลอดภัยเสมอ การประมาทเพียงเสี้ยววินาที อาจทำให้คนหนึ่งต้องตาย อีกคนต้องพิการ และครอบครัวต้องร้องไห้ไปตลอดชีวิต ขับรถช้า–ชิดซ้าย–มีวินัยบนท้องถนน… ชีวิตคุณและคนอื่นสำคัญเสมอ

วอนผู้ใจบุญช่วยเหลือ “ตา–ยายวัย 80 ปี” อาศัยบ้านเช่ารถไฟตามลำพัง ตามองไม่เห็น – ยายหูตึง ป่วยหลายโรค ชีวิตลำบากหนัก

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบชีวิตความเป็นอยู่ของ คุณตานพ ทองเกลี้ยง อายุ 79 ปี และ คุณยายถนอม ทองเกลี้ยง อายุ 80 ปี คู่สามีภรรยาวัยชรา ที่อาศัยอยู่ตามลำพังในบ้านเช่ารถไฟ เลขที่ 411/2 หมู่ 5 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร โดยได้รับอนุเคราะห์ให้พักอาศัยฟรีจากเจ้าหน้าที่การรถไฟ แต่ต้องรับผิดชอบค่าไฟฟ้าประมาณเดือนละ 500 บาท

สภาพความเป็นอยู่ของทั้งสองน่าเวทนาอย่างยิ่ง คุณตามองไม่เห็นมานานกว่า 5–6 เดือน ทำให้ไม่สามารถทำงานหรือออกไปไหนได้เหมือนในอดีตที่เคยเก็บของเก่าขายประทังชีวิต ขณะที่ คุณยายหูตึงแทบไม่ได้ยินเสียง และยังมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำให้การรักษาพยาบาลเป็นไปด้วยความยากลำบาก
ลูกของตายายมี 2 คน ต่างเดินทางไปทำงานรับจ้างในต่างพื้นที่ ฐานะฝืดเคืองเช่นกัน จึงกลับมาเยี่ยมได้เป็นครั้งคราว และช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเท่าที่ทำได้ ทำให้ตายายต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเล็กน้อยในการประทังชีวิต

ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวเล่าว่า เห็นความลำบากของตายายมานาน มักนำอาหารมาแบ่งปันให้เป็นระยะ แต่หลายครั้งก็อดสงสารไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องไปพบแพทย์ เนื่องจาก ตายายไม่สามารถเดินทางไปเองได้ การรักษาต่อเนื่องจึงยิ่งลำบากกว่าเดิม

ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับคุณตา ซึ่งเล่าว่า “ตามองไม่เห็นมาเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ก่อนยังเก็บของเก่าขายได้ พอมองไม่เห็นก็ทำงานไม่ได้เลย ถ้าออกไปไหนก็กลัวถูกรถชน ส่วนยายก็ป่วย เดินเหินไม่สะดวก รายได้มีแค่เบี้ยคนชราเท่านั้น เลยอยากวอนหน่วยงานหรือคนใจบุญช่วยเหลือบ้างครับ”

ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้สื่อข่าวขอเป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์ไปยังหน่วยงานรัฐ องค์กรการกุศล และผู้มีจิตศรัทธา หากประสงค์ช่วยเหลือด้านอาหาร ยารักษาโรค หรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำเป็น สามารถร่วมบริจาคได้โดยตรงที่บัญชี ธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี “นาย นพ ทองเกลี้ยง” หมายเลข 020177651062 ชุมชนในพื้นที่หวังว่าข่าวนี้จะช่วยให้สองตายายวัยชราที่กำลังลำบาก ได้รับการดูแลและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในบั้นปลายชีวิต.

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผวจ.ศรีสะเกษ สมโภชศาลหลักเมืองปรางค์กู่ และเฉลิมฉลองวันสถาปนาอำเภอปรางค์กู่ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว ชูเมืองน่าเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันนี้ 16 พ.ย. 68 ที่บริเวณหน้าศาลหลังเมืองปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประธานเปิดโครงการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยว กิจกรรมสมโภชศาลหลักเมืองปรางค์กู่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-20 พ.ย. 68 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่

เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาโบราณ ตลอดจนโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว

ให้มีคุณภาพ พร้อมผลักดันส่งเสริมด้านการตลาด และการประชาสัมพันธ์ โดยมี นายสุวรรณ เนตรเนติกุล นายอำเภอปรางค์กู่ นำหัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับลักล่าวรายงาน

***โดยกิจกรรมหลังพิธีเปิดมีการนำนางรำกว่า 800 คน มาร่วมรำถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ภายในงานระหว่างวันที่ 15-20 พ.ย. 68 จะมีการจัด

จำหน่ายสินค้าสินค้า OTOP ของดีในอำเภอปรางค์กู่ และของดีของจังหวัดศรีสะเกษ กิจกรรมการประกวดผลผลิตทางการเกษตร กล้วยน้ำว้า มะพร้าวน้ำหอม กิจกรรมร้องเพลงลูกทุ่งประกอบห่างเครื่อง กิจกรรมการประกวดไก่พื้นเมืองสวยงาม กิจกรรมการประกวดอาหารพื้นถิ่น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / อุทยานฯ ศรีลานนา ร่วมกับทหารและตำรวจ จับกุมชายอ้างรับจ้างเฝ้าไม้ที่ลักลอบตัดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

แชร์เนื้อหานี้

(14 พ.ย. 68) #นายอานนท์ #กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา โดยการนำของนายอานนท์ กุลนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา พร้อมด้วย หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.2 (ปางมะเยา) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.3 (บ้านออน) หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติฯ ที่ ศล.6 (ห้วยกุ่ม) สายตรวจส่วนกลางอุทยานแห่งชาติ สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว และทหารกองบังคับการควบคุมสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดที่ 1

ผลจากการสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อเนื่องจากคดีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และได้รับแจ้งจากผู้หวังดีเพื่อหวังสินบนนำจับว่า มีการลักลอบตัดไม้มีค่า บริเวณป่าดอยผาหมวก ท้องที่หมู่ 7 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จึงร่วมกันออกตรวจลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ตามที่ได้รับแจ้งในพื้นที่ดังกล่าว

เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนถึงบริเวณดังกล่าว พบชายบุคคลหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตนว่าเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ทราบชื่อภายหลังว่า นายกฤษณะ อยู่ที่ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จากการสอบถาม นายกฤษณะ ให้การรับสารภาพว่าได้รับจ้างจากกลุ่มบุคคลหนึ่ง ให้ตนเองมาเฝ้าระวังดูต้นทาง และเฝ้าระวังไม้ (เวรยาม)

โดยได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท ครั้ง/วัน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวไว้ และได้ตรวจสอบบริเวณพื้นที่เกิดเหตุพบไม้ประดู่ท่อน จำนวน 12 ท่อน กองกระจัดกระจาย จึงได้ตรวจวัด ตรวจนับไม้ของกลางไม้ประดู่ จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 26.88 ลูกบาศก์เมตร

คณะเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้นายกฤษณะ ทราบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ จึงร่วมกันตรวจสอบ/ตรวจนับ พร้อมตรวจยึดไม้ประดู่ท่อน จำนวน 12 ท่อน ปริมาตร 26.88 ลูกบาศก์เมตร ค่าเสียหายของรัฐ 940,800 บาท พร้อมจัดทำเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษนำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และทางอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จะดำเนินการขยายผลขบวนการทำไม้มีค่าต่อไป

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น) และตามข้อสั่งการของท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (นายอรรถพล เจริญชันษา) และอำนวยการโดยท่านผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (นายกริชสยาม คงสตรี) ให้ดำเนินการเข้มงวด การออกตรวจลาดตระเวน ป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม เกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายการป่าไม้ และการลักลอบทำไม้มีค่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์////

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไม่รอด! หนุ่ม 25 ค้าบ้า 507 เม็ด จนท.รวบตัวทันควัน /ตชด.235 ซุ่มจับ “แป มุกดาหาร” ขนยาบ้า 126,000 เม็ด รับงานจากท้าวป้อม สปป.ลาว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.เจด็จ ปรีพูล ผกก.สภ.หว้านใหญ่ และ พ.ต.ท.ต่อฤทธิ์ ศิลาคุปต์ รอง ผกก.สส.ฯ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สนิท ภักดิ์วรรณสิทธิ์ สว.สส.ฯ

พร้อมด้วย ร.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ คำศรีระภาพ รองสว.สส.สภ.หว้านใหญ่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.หว้านใหญ่ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กกล.สุรศักดิ์มนตรี, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, ชุด ตชด.2342 และตำรวจน้ำมุกดาหาร ลงพื้นที่ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่ ต.หว้านใหญ่ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

จากการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา คือนายวรพัฒน์ หรือ “ท็อป” พุทธษาวงษ์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ 9 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหารพร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 507 เม็ด
โทรศัพท์มือถือซัมซุง Galaxy A05s สีขาว

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่าจำหน่ายและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำเข้าลักษณะเพื่อการค้าและแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหารวมทั้งของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปหว้านใหญ่ #มุกดาหาร #ยาเสพติด #จับกุมผู้ต้องหา #ยาบ้า #ปราบปรามยาเสพติด #ตำรวจไทย #กกลสุรศักดิ์มนตรี #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ตชด.235 ซุ่มจับ “แป มุกดาหาร” ขนยาบ้า 126,000 เม็ด รับงานจากท้าวป้อม สปป.ลาว รับสารภาพทั้งเสพ-ส่งต่อ เตรียมขยายผลล่าผู้บงการ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 ได้รับรายงานข่าวเชิงลึกว่า ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 – 21.00 น. จะมีการลำเลียงส่งมอบยาเสพติดบริเวณศาลาริมถนนทางหลวงหมายเลข 212 หมู่

ที่ 3 บ้านดอนสวรรค์ ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่จึงรายงานผู้บังคับบัญชา และประสานกับตำรวจน้ำธาตุพนมเพื่อร่วมกันวางแผนจับกุม กระจายกำลังเข้าดักซุ่มโดยรอบพื้นที่เป้าหมาย

จนกระทั่งเวลา 20.20 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายต้องสงสัย อายุราว 35-40 ปี กำลังนั่งอยู่ริมทางใกล้เพิงพัก โดยมีกระเป๋าใบใหญ่ 1 ใบตั้งอยู่ข้างตัว ลักษณะมีพิรุธคล้ายผู้เสพยาเสพติดหรือ

พกพาสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พยายามวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว แต่ถูกสกัดจับได้ในทันที

จากการตรวจสอบทราบชื่อผู้ต้องหา คือ นายวัชรินทร์ ว่องไว หรือ “แป” อายุ 35 ปี บ้านอยู่ ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ตรวจค้นในกระเป๋าพบ ยาบ้า 3 ห่อ จำนวนรวม 126,000 เม็ด จึงนำตัวพร้อมของกลางกลับมาทำการตรวจนับที่ กองร้อย ตชด.235เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา“จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดในหมู่ประชาชน กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”ผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเป็นบวก ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเสพยาบ้าจริง และ

รับว่าเป็นผู้รับจ้างขนยาบ้ามาจาก “ท้าวป้อม” ชาว สปป.ลาว เพื่อนำมาส่งให้ลูกค้าตามนัดหมายในจุดเกิดเหตุจากนั้นชุดจับกุมได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธาตุพนม จังหวัดนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ยาบ้า #จับยาเสพติด #ธาตุพนม #ตชด235 #นครพนม #มุกดาหาร #ฝั่งโขง #ยาเสพติดข้ามชาติ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผบ.ทบ. เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บ เหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลฯ

แชร์เนื้อหานี้

ผบ.ทบ. เยี่ยมกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดที่ห้วยตามาเรีย กำชับดูแลสิทธิสวัสดิการอย่างเต็มที่ พร้อมตรวจหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 16 ที่บาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา

ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งปัจจุบันกำลังพลทั้ง 4 นาย ได้เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย

  1. จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาด รวมถึงมีแผลฉีกขาดที่ขาซ้ายและมือขวา แพทย์ได้ทำการผ่าตัดแล้ว 3 ครั้ง และยังคงทำแผลเป็นประจำทุกวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อและยาแก้ปวดบรรเทาอาการอย่างต่อเนื่อง
  2. พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย มีอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด แผลฉีกขาดที่ขาขวา ปัจจุบันได้รับการทำแผล ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อและยาบรรเทาอาการปวด
  1. พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด แผลจากการถูกสะเก็ดระเบิดตามร่างกาย และที่ตาซ้าย ปัจจุบันได้รับการทำแผล ยาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อและยาบรรเทาอาการปวด
  2. พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการบาดเจ็บจากแรงระเบิด และมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาทั้งสองข้าง ปัจจุบันได้รับการล้างตา หยอดตาเป็นประจำ และยาบรรเทาอาการปวด

กำลังพลทั้ง 4 นายยังคงอยู่ในกระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีอาการดีขึ้นตามลำดับ โดยแพทย์ยังคงเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ในการเข้าเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้กำลังใจและยกย่องในความเสียสละของทุกนายที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมให้ผู้บังคับหน่วยดูแลสิทธิสวัสดิการและครอบครัวของกำลังพลอย่างดีที่สุด

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกพร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ได้เข้าตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งยังได้ตรวจสภาพความเป็นอยู่ในโรงนอน พื้นที่การฝึก ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

ในหน่วยฝึก ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะพูดคุยพร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญกับทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 และคณะผู้บังคับบัญชาให้การต้อนรับ ซึ่งได้เน้นย้ำถึงการปฏิบัติตามระเบียบการฝึกของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจตลอดห้วงระยะเวลาการฝึก

เดวิท โชคชัย รายงาน

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.22 ย้ำผู้บังคับบัญชาดูแลทหารใหม่ทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ ครอบครัว พร้อมเร่งเสริมทักษะอาชีพ กำชับฝึกเข้มทหารใหม่ ปลอดภัย ไม่ละเมิดสิทธิ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 22 โดยมีทหารใหม่ผลัดล่าสุดจำนวน 432 นาย พร้อมรับฟังการรายงานด้านการบริหารการฝึก การเตรียมกำลังป้องกันชายแดน และแผนเผชิญเหตุของกองทัพบกในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้

บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงร่วมให้การต้อนรับ ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้รับฟังข้อมูลด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพทหารใหม่จากโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ พร้อมเน้นย้ำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านสภาพร่างกาย จิตใจ ความเป็นอยู่ และบริบทครอบครัว เพื่อให้ทหาร กองประจำการได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

ต่อจากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และคณะได้ลงพื้นที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6 ตรวจการฝึกทฤษฎี การปฏิบัติในท่าอาวุธ รวมถึงตรวจโรงนอน อาคารสถานที่ที่ใช้ในการฝึก พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการฝึกตามหลักเกณฑ์ของกองทัพบกและกรมยุทธศึกษา

ทหารบกอย่างเคร่งครัด ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ย้ำชัดว่า การฝึกต้องมีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และต้องไม่มีการลงโทษผิดระเบียบทุกรูปแบบ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องบทบาททหารอาชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องมีความอดทน เสียสละ มีวินัย และพร้อมทำงานเพื่อประชาชน

เดวิท โชคชัย รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชมรมโฮปฯ มอบน้ำดื่ม 1,200 ขวด ส่งต่อช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม อ.เสนา อยุธยา

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ (ปากน้ำ) ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล

ประธานชมรมโฮปฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ร่วมกันมอบน้ำดื่มขนาด 600 มิลลิลิตร จำนวน 100 แพ็ก รวม 1,200 ขวด ให้แก่ตัวแทนชมรมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยเมืองแพรกษาใหม่ นำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ดร.ปิยนุช(หรือแนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮป สะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้มอบน้ำไปร่วมกับชมรมอาสาสมัครบรรเทาภัย เมืองแพรกษาใหม่ เพื่อไปช่วยน้ำท่วมที่ อ.เสนา จังหวัดอยุธยา ทางชมรมอยากเป็นสะพานบุญร่วมช่วยเหลือเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เพราะระดับน้ำ

ที่นั่นสูงเกือบ 3 เมตร และได้ยินว่าขาดแคลนน้ำดื่ม ทางชมรมจึงมีความยินดีที่ได้เป็นสะพานบุญ ช่วยเหลือน้ำดื่ม แก่พ่อแม่พี่น้องที่จังหวัดอยุธยาในครั้งนี้การมอบสิ่งของช่วยเหลือดังกล่าว

สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างชมรมโฮปฯ และเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่สมุทรปราการ เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดยิ่งใหญ่เทศกาลงานสักนานาชาติพัทยา Marina International Tattoo Festival 2025

แชร์เนื้อหานี้

เย็นวันที่ 15 พ.ย.68 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลมารีน่า พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้ชื่องาน Marina International Tattoo Festival 2025 โดยมี นายบรรจง บัณฑูรย์ประยุกต์ นายจิรวัฒน์ ปลุกใจ สมาชิกสภาเมืองพัทยา นายกวิน สินเสรีกุล ผช.ผจก.ศูนย์การค้าฯ และนายปราโมทย์ แก้วหล้า นายกสมาคมช่างสักพัทยา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน

งาน Marina International Tattoo Festival 2025 กำหนดจัดขึ้นวันที่ 15-16 พ.ย.68 ที่ Marina Walk ศูนย์การค้าฯ ฝั่งชายหาด เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยเรื่องราวของศาสตร์และศิลปะบนผิวหนังที่นิยมกันทั่วโลก เหมือนเมืองพัทยาเป็นเวทีที่พบปะสังสรรค์คนในวงการงานสักจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว

กิจกรรมได้รับความร่วมมือจากเมืองพัทยา ททท.สำนักงานพัทยา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลมารีน่า พัทยา และสมาคมช่างสักพัทยา จัดขึ้นโดบรวบรวมช่างสักนานาชาติ ทั่งจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม พม่า และไทย กว่า 100 ชีวิต มาร่วมสร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ในเทศกาลงานสักที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก

นอกจากจะมีการออกร้าสักชื่อดังรวมกว่า 40 บูท ยังมีการประกวดรอยสักกว่า 22 ประเภท ชิงถ้วยเกียรติยศ การแสดงวัฒนธรรมไทย การรำไทย และอื่นๆ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบรอยสักให้มาพักผ่อนยังเมืองพัทยาอีกทางหนึ่งด้วย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายกโต้ง เล็งพัฒนาเส้นทางเข้าแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกสีเสียด มาบอำมฤต/รวบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง–จนท.กอ.รมน.” ต้มเหยื่อสูญกว่า 4.8 หมื่นบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 15 พ.ย.68 ที่น้ำตกสีเสียด หมู่ 13 ตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (นายกโต้ง) นายอภิชาติ มากยอด นายปรีชา งามผิว นายอติชาต วรรณณีต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เขตอำเภอปะทิว ได้เดินทางไป

พบปะกับผู้นำท้องที่นำโดย นายศราวุธ ทองเหลือ กำนันตำบลดอนยาง ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วย แพทย์ สารวัตร ผู้นำท้องถิ่น นำโดย นายกฤษณ์ สุขแก้ว นายก อบต.ดอนยาง สมาชิกสภา อบต.นายณพล เอื้องเรืองโรจน์ รองนายกเทศมนตรีตำบลมาบอำมฤต สมาชิกสภาฯ กลุ่มพลังสตรี อำเภอเมืองรอบนอก ตำบลสะพลี ทรัพย์อนันต์ ปากคลอง ดอนยาง ชุมโค และประชาชนในพื้นที่

นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร (นายกโต้ง) เปิดเผยว่า ต้องการมาพบปะกับผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพื่อมารับฟังปัญหาในการพัฒนาพื้นที่ เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร มีงบประมาณที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับ เทศบาล และ อบต.ได้หากได้รับการร้องขอ เช่นถนนเส้นทางที่จะเข้ามาเที่ยวน้ำตกสีเสียด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามร่มรื่น แต่ปัจจุบันถนนทางเข้าชำรุดเป็นหลุมหลายแห่ง

เท่าที่ทราบเป็นเขตติดต่อทั้ง อบต.ดอนยางและเทศบาลตำบลมาบอำมฤต อีกทั้งในพื้นที่น้ำตกยังเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ในเบื้องต้นจากการประชุม ท้องถิ่น ต้องการให้ อบจ.เข้ามาร่วมพัฒนาเส้นทาง ดังนั้น จะส่งเครื่องจักรกล หนักเข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงเส้นทางเบื้องต้นก่อน และหากเทศบาล หรือ อบต.ได้จัดทำแผนโครงการไว้ สามารถที่จะส่งโครงการเข้าไปขอรับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้ามาพัฒนาเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวได้ต่อไป

นอกจากนี้ยังได้พบปะพูดคุยประเด็นปัญหาต่างๆในการพัฒนา แนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และได้เปิดตัว นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายก อบจ.ชุมพร ที่จะส่งลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทยในครั้งต่อไปด้วย

ด้านนายอนวัช สุคนธฉายา อดีต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 หรือผู้ใหญ่ติ๊ก ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวที่น้ำตกสีเสียดซึ่งสามารถที่จะเข้ามา กางเต็นท์ หรือพาบุตรหลานมาเล่นน้ำ ถ้ามาเป็นหมู่คณะสามารถ โทรหาผู้ใหญ่ติ๊กได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0921654595
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514

รวบมิจฉาชีพแอบอ้างเป็น “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง–จนท.กอ.รมน.” ต้มเหยื่อหวังฝากเข้าทำงาน สูญกว่า 4.8 หมื่นบาท ก่อนนัดรับเงินงวดสุดท้ายไม่รอดถูกล่อซื้อคาวัด

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 081-892-3514 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชุมพร ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดชุมพร เปิดปฏิบัติการจับกุมชายวัย 42 ปี หลังแอบอ้างตำแหน่งใหญ่โตระดับ “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง” ควบ “เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.” หลอกลวงชาวบ้านว่าสามารถฝากเข้าทำงานราชการได้ แลกกับเงินก้อนโตรวมหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 48,000 บาท ก่อนถูกวางแผนล่อซื้อขณะนัดรับเงินรอบสุดท้ายที่ศาลาวัด

เหตุจับกุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว นายจิระศักดิ์ หรือหนุ่ม (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ภายในศาลาวัดท่ายางกลาง (วัดพิชัยยาราม) ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร พร้อมของกลางธนบัตรล่อซื้อ 15,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และเอกสารส่วนตัวของผู้เสียหายหลายรายการ นอกจากนี้ยังพบชุดสีกากีติดป้ายชื่อปลอม อ้างตำแหน่ง “หัวหน้าภาคเฉพาะกิจในส่วนพระราชวัง” เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง

ผู้เสียหาย นายอภิชาตฯ อายุ 45 ปี เปิดเผยว่า ถูกผู้ต้องหาหลอกเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าสามารถฝากให้ไปขับรถประจำหน่วยงานของ กอ.รมน. เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว ดูแลเหตุอุทกภัยและงานชลประทานในพื้นที่จังหวัดชุมพร อีกทั้งอ้างว่าจะให้ไปรายงานตัวที่ค่ายวิภาวดีรังสิต พร้อมส่งข้อมูลปลอมว่าตนมีภารกิจจับยาเสพติด ประชุมต่างจังหวัด ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อสนิทใจ

แรกเริ่ม ผู้ต้องหาเรียกเก็บเงิน 100,000 บาท อ้างว่าเป็น “ค่าดำเนินการเข้าทำงาน” ก่อนจะต่อรองเองเหลือ 63,000 บาท โดยให้หักส่วนที่เหลือจากเงินเดือนในอนาคต ผู้เสียหายจึงนำเงินสด 48,000 บาท พร้อมเอกสารสำคัญต่าง ๆ ส่งมอบให้ตามนัดหมาย

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ต้องหายังนัดขอเงินเพิ่มอีก 15,000 บาท อ้างเป็นค่าชุดปฏิบัติการและอุปกรณ์ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงวางแผนล่อซื้อ และสามารถจับกุมได้ทันทีหลังรับเงินและซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง

ต่อเนื่องจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจค้นห้องพักรายวันของผู้ต้องหาในโรงแรมแห่งหนึ่ง พบชุดเครื่องแบบสีกากีปลอม ป้ายชื่อปลอม และเอกสารสำคัญของผู้เสียหายจำนวนมากวางกองอยู่ในห้องพัก ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา อ้างตกงาน มีปัญหาการเงิน จึงซื้อเครื่องแบบและเครื่องหมายมาหลอกชาวบ้านเพื่อหาเงินใช้

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ฉ้อโกง” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมรายงานเรื่องต่อสำนักงานอัยการจังหวัดชุมพรทันที หน่วยงานรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่มีนโยบายรับเงินหรือเอกสารส่วนตัวเพื่อแลกกับการบรรจุเข้าทำงานเด็ดขาด หากพบการติดต่อในลักษณะนี้ให้ปฏิเสธทันที และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อป้องกันตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพประเภทนี้

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จัดพิธีต้อนรับทหารใหม่สุดยิ่งใหญ่ จุดประกายความภาคภูมิใจชายชาติไทย รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2

แชร์เนื้อหานี้

ข่าว ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร พล.ต.สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีต้อนรับและเปิดการฝึกทหารใหม่

รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 2 ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความฮึกเหิมของกำลังพล โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการ และทหารกองประจำการร่วมเป็นสักขีพยาน ในปีนี้มีทหารใหม่เข้ารับการฝึกจาก 3 หน่วยฝึก รวมทั้งสิ้น 299 นาย ประกอบด้วย มณฑลทหารบกที่ 44 จำนวน 116 นาย

กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 25 จำนวน 118 นาย
กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 25 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 5 จำนวน 65 นาย
การฝึกทหารใหม่เป็นไปตามหลักสูตรของกรมยุทธศึกษาทหารบก มุ่งพัฒนาทหารใหม่ให้มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ปลูกฝังวินัย ความเสียสละ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงการเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์

ภายในพิธี พลฯ อมตะ ทองเหลือง ตัวแทนทหารกองประจำการปีที่ 2 กล่าวต้อนรับน้องใหม่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สะท้อนความภูมิใจในหน้าที่ “การได้เข้ามาเป็นทหาร คือการได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรติ ปกป้องแผ่นดินที่บรรพบุรุษรักษาไว้ด้วยเลือดเนื้อ” เขากล่าว พร้อมให้กำลังใจทหารใหม่มุ่งมั่นรับการฝึกด้วยความอดทน

ด้านตัวแทนทหารใหม่ พลฯ จักรกฤษณ์ เหรัญญะ ได้กล่าวคำปฏิญาณ สะท้อนถึงความตั้งใจเต็มร้อยของชายไทยเลือดรักชาติ “ข้าพเจ้าจะตั้งใจรับการฝึก ปฏิบัติตามคำสั่ง และรักษาเกียรติศักดิ์ศรีแห่งทหารกองประจำการอย่างสุดกำลัง” เสียงปฏิญาณดังดุจประกาศก้องถึงความมุ่งมั่นพร้อมรับใช้ประเทศ

ปิดท้ายด้วยโอวาทจาก พล.ต.สมคิด ชูเผือก ซึ่งกล่าวชื่นชมความเสียสละของทหารใหม่ พร้อมย้ำว่ากองทัพบกจะเป็นบ้านหลังที่สองที่อยู่ด้วยความอบอุ่น สามัคคี และมุ่งพัฒนาทุกนายให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ พร้อมขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ทหารใหม่ทุกนายปลอดภัย แข็งแรง และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างาม

พิธีครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเริ่มต้นเส้นทางชีวิตทหารของชายไทยกว่า 200 ชีวิต แต่ยังเป็นภาพสะท้อนความรักชาติ ความเสียสละ และหัวใจที่มุ่งมั่นของเหล่าทหารใหม่ ผู้พร้อมยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยตราบเท่าชีวิตจะหาไม่

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทสภ. จัดซ้อมแผนฉุกเฉินระบบลำเลียงกระเป๋า จำลองแผ่นดินไหว–รังสีรั่วไหล ยกระดับความปลอดภัยสร้างความมั่นใจผู้โดยสาร

แชร์เนื้อหานี้

ทสภ. จัดซ้อมแผนฉุกเฉินระบบลำเลียงกระเป๋า จำลองแผ่นดินไหว–รังสีรั่วไหล ยกระดับความปลอดภัยสร้างความมั่นใจผู้โดยสาร
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจัดฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุของระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ กรณีอพยพเจ้าหน้าที่เหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว รวมถึงสถานการณ์เพิ่มเติมกรณีการเกิดรังสีรั่วไหลจากม่านกั้นรังสีของเครื่อง X – ray ชำรุด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้โดยสาร สายการบิน และผู้ประกอบการ พร้อมรับมือฟื้นฟูการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. นายสืบพงษ์ คำโฮงค์ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายบำรุงรักษา) เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุของฝ่ายระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Contingency Plan) ระดับ 3 แบบเต็มรูปแบบ (Full – Scale) ประจำปีงบประมาณ 2569 (Baggage Handling Emergency Exercise 2025 : BHEMEX-25) กรณีอพยพเจ้าหน้าที่เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว รวมถึงสถานการณ์เพิ่มเติมกรณีการเกิดรังสีรั่วไหลจากม่านกั้นรังสีของเครื่อง X – ray ชำรุด

เพื่อให้พนักงาน ผู้ประกอบการในพื้นที่ปฏิบัติงาน ได้ร่วมฝึกซ้อมเพื่อสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระให้เป็นไปตามมาตรฐาน ตลอดจนการฟื้นคืนระบบฯ ให้สามารถกลับมาเปิดบริการได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ โดยการฝึกซ้อมฯ มีนายอดิศักดิ์ ทูลสูงเนิน รองผู้อำนวยการท่าอากาศยาน (สายปฏิบัติการ 1) ผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมสังเกตการณ์ ณ ศูนย์อาหารฝั่งตะวันออก ชั้น 2 อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT – 1)

นายสืบพงษ์ เปิดเผยว่า การฝึกซ้อมฯ ดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายใน ทสภ. อาทิ ฝ่ายระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ฝ่ายมาตรฐานท่าอากาศยานและอาชีวอนามัย ฝ่ายไฟฟ้าและเครื่องกล ฝ่ายสนามบินและอาคาร ฝ่ายการแพทย์ และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ล็อกซเล่ย์ อีโวลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด บริษัท แอโร่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทให้บริการภาคพื้น (GHA) คณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบินกรุงเทพ (AOC) และสายการบิน เข้าร่วมการฝึกซ้อม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการให้บริการ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการกระเป๋าสัมภาระในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ

ทั้งนี้ การฝึกซ้อมฯ ได้เพิ่มเติมสถานการณ์ กรณีเกิดรังสีรั่วไหลจากม่านกั้นรังสีของเครื่อง X – ray ชำรุด ที่บริเวณ Sorting Area ชั้น G เพื่อให้การฝึกเป็นไปตามกฎกระทรวงที่กำหนดมาตรฐานการทำงานเกี่ยวกับรังสี พ.ศ. 2564 (ข้อ 18) ซึ่งระบุให้มีการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุเกี่ยวกับรังสีเป็นประจำทุกปี เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างถูกต้องและปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุจริงการฝึกซ้อมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ทสภ. ในการยกระดับมาตรฐาความปลอดภัยสู่ระดับสากล สร้างความมั่นใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน สายการบิน และผู้ใช้บริการ พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพันธกิจของ ทสภ. ในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Regional Aviation Hub) อย่างมั่นคงและยั่งยืน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทพ.2105 – ปค.มุกดาหาร บุกรวบแม่ค้ายาบ้า หลังชาวบ้านสุดทนขายเม็ดละ 40 บาท ให้วัยรุ่น / ยาบ้า 8 แสนเม็ดซุกป่าคำชะอี หลังคดียึด 3.2 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ร้องขอความช่วยเหลือหลังทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมของขบวนการค้ายาบ้าในพื้นที่ ที่ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานในราคาต่ำเพียง เม็ดละ 40 บาท ทำให้เข้าถึงได้ง่ายและสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก

ร้อยโทวันชาติ เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งเบาะแสและบูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและหน่วยงานความมั่นคงในอำเภอเมืองมุกดาหาร ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล Quick Big Win “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดก่อนกระจายสู่ชุมชน

เจ้าหน้าที่ได้เดินทางเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 215 หมู่ 8 ตำบลคำอาฮวน โดยใช้บัตรเจ้าพนักงาน ป.ป.ส.หมายเลข 6702245 ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นจุดจำหน่ายยาบ้าให้กับกลุ่มวัยรุ่น

เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบ นางสมเพียร พิมพ์เครื่อง อายุ 54 ปี อยู่ภายในบ้าน จึงแสดงตนก่อนทำการตรวจค้นอย่างโปร่งใส ผลการตรวจค้นพบ ยาบ้าหลายซองบรรจุในถุงพลาสติกซ่อนอยู่ในถุงเท้า ซึ่งถูกยัดไว้ในกระสอบเสื้อผ้าเก่าข้างตู้เสื้อผ้า และพบ เงินสดจากการจำหน่ายจำนวนนึง อยู่ในกระเป๋าสะพายสีขาวของผู้ต้องหา

จากการตรวจสอบของกลาง พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 61 เม็ด, เงินสด 9,460 บาท, และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกภาพและเสียงตลอดกระบวนการจับกุม

ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไปยัง กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 เพื่อตรวจสอบและขยายผล ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มุกดาหาร #ทหารพราน2105 #ยาบ้า40บาท #ปราบปรามยาเสพติด #QuickBigWin #ยาเสพติด #คำอาฮวน #ทหารพราน21 #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวภาคอีสาน #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

ด่วน! พบเพิ่มอีกยาบ้า 8 แสนเม็ดซุกป่าคำชะอี หลังคดียึด 3.2 ล้านเม็ด เชื่อชุดเดียวกับล็อตใหญ่

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจยึด ยาบ้า 3,232,000 เม็ด (8 กระสอบ) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่เชิงเขาบ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี

จังหวัดมุกดาหาร ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญ หลังการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่ายาบ้าล็อตเดียวกันนี้ ถูกลำเลียงมาจำนวน 10 กระสอบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าว (ชปข.) ร้อย.ฉก.ตชด.234 จัดกำลังเข้าพื้นที่ทำการลาดตระเวน

ขยายผล จากจุดตรวจยึดเดิมบริเวณเชิงเขาบ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยเจ้าหน้าที่กระจายกำลังตรวจสอบรอบพื้นที่เชิงเขา

กระทั่งเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่พบกระสอบสีขาวต้องสงสัย ลักษณะเดียวกับที่เคยบรรจุยาบ้า วางซุกซ่อนอยู่ในป่าหญ้ารก ห่างจากจุดตรวจยึดครั้งแรกไปทางทิศเหนือประมาณ 300 เมตร

เมื่อเปิดตรวจสอบ พบเป็น ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 2 กระสอบ รวมประมาณ 808,000 เม็ด รวมยาบ้าที่ยึดได้ทั้งหมดจากปฏิบัติการครั้งนี้ 4,040,000 เม็ด

จับยาบ้า #ยาเสพติดมุกดาหาร #ตชด234 #กกลสุรศักดิ์มนตรี #คำชะอี #ข่าวมุกดาหาร #ปราบยาเสพติด #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้

ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เก๋งแม่ – ลูก เสียหลักชนต้นไม้ริมทาง เจ็บสาหัส 4 ราย คาดหลับใน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.วันที่ 11 พ.ย.68 พ.ต.ท.สุขาติ รุ่งเรือง รอง สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถาน อำเภอทับสะแก เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายราย เหตุเกิดบริเวณถนนเพชรเกษม ฝั่งขาลงใต้ ช่วงระหว่างหลักกมที่ 361-362 หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงพร้อมด้วยอาสา กู้ภัยมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ กู้ชีพโรงพยาบาลทับสะแก กู้ชีพเทศบาลตำบลทับสะแก กู้ภัยตร.ทางหลวง นำรถพยาบาล และรถอุปกรณ์เครื่องตัดถ่างไปตาวจสอบและให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่เกิดเหตุ

พบรถยนต์เก๋งสีแดง ยี่ฮ้อ นิสสัน มาร์ช สภาพด้านหน้าชนอัดติดกับต้นไม้ ตัวถังอัดติดเข้าอัดกับห้องโดยสาร มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นสุภาพสตรี 4 ราย ติดภายใน เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือนำผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวน 4 ราย ออกมาอย่างทุลักทุเล พร้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวทั้ง 4 ราย ส่งรักษายัง รพ.ทับสะแก

ทราบชื่อ 1.น.ส.จินดา เหมทานท์ อายุ 51 ปี ที่อยู่ 155/57 หมู่ 7 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา , 2.น.ส.พิชชาภา วิบูรณ์ธนโชติ อายุ
22 ปี ที่อยู่ 11/26 หมู่ 3 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป๋า จ.พังงา , 3.น.ส.พิชชาภรณ์
วิบูรณ์ธนโชติ อายุ 22 ปี ที่อยู่ 11/26 หมู่ 3 ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และ 4.นางเพ็ญศิริ วิบูรณ์ธนโชติ อายุ 54 ปี สัญชาติ ไทย ที่อยู่ 155/57 หมู่ 7 ต.บางนายสี อ.ตะกั่วป้า จ.
พังงา

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่ารถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับอยู่เลนขวาและจู่ๆ ก็เสียหลักแฉลบลงข้างทางซ้าย ชนต้นไม้อย่างแรงโดยไม่ได้เฉี่ยวรถคันอื่นจนได้รับความเสียหาย และได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าวตนเองก็รีบจอดรถและลงเข้ามาช่วยเหลือกันและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาช่วยเหลือ จากการสอบถามคนขับ ทราบว่ากำลังกลับจากชลบุรี ไปบ้านที่พังงาและได้มาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว

/////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พรรคโอกาสใหม่ ประชุมวิสามัญ เลือกคณะกรรมการบริหารพรรค สรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ณ โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ อยุธยา

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (12พ.ย.68) พรรคโอกาสใหม่ ประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2568 โดยมีวาระสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขข้อบังคับพรรค การแก้ไขสัญลักษณ์พรรค การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคแทนตำแหน่งที่ว่างลง และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ณ โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยพรรคโอกาสใหม่ มีมติเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค 27 คน โดยเลือกให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และ นายธงชัย ลืออดุลย์ เป็นเลขาธิการพรรค

ขณะที่ นายจตุพร ประกาศพร้อมนำพรรคเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ภายใต้สโลแกน “โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน” โดยยืนยันว่า พรรคจะเป็นทางเลือกใหม่ที่เน้นการรวมตัวของคนทุกเจเนอเรชัน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้กลับมามีศักยภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง

พรรคโอกาสใหม่เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยใช้ประสบการณ์จากการทำงานภาครัฐที่เข้าใจระบบราชการอย่างลึกซึ้ง ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่มองโลกในมุมใหม่ เพื่อออกแบบนโยบายที่ “ทำได้จริง และเห็นผลจริง”

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคโอกาสใหม่ มีดังนี้
1.นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค

  • อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    2.นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 1
  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี
    3.นายวีระชัย นาคมาศ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 2
  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    4.ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคคนที่ 3
  • อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    5.นายประยูร อินสกุล,รองหัวหน้าพรรคคนที่ 4
  • อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    6.นายธงชัย ลืออดุลย์ เลขาธิการพรรค
  • อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา
    7.นายโสภณ ทองดี เหรัญญิกพรรค
  • อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
    8.นายรวินท์ ชอบใช้ นายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • นักธุรกิจและเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่
    9.นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง โฆษกพรรค
  • พิธีกร ผู้ดำเนินรายการวิทยุและโทรทัศน์
    10.นางสาวรสรินทร์ ศรัณย์เกตุ กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจพลังงานและอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม
    11.ดร.วัฒนะชัย สืบศิริบุษย์ กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    12.นายหมวดตรีสุธนพจน์ กิจธนาภิรักษ์ กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์
    13.นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    14.นายอรรถพล จันทร์ศรี กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    15.นายธนเมธ วัฒนโกเมร กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    16.นางสาวโชติกาญจน์ บุญพรม กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    17.นายอิทธิเดช ธเนศวัฒนะ กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    18.นางสาวริกาณ์ ปุญทริกา กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    19.นางสาวรังรอง เข็มทอง กรรมการบริหารพรรค
  • นักธุรกิจ
    20.นายสิรวิทย์ ช่วงเสน กรรมการบริหารพรรค
  • นักสิทธิมนุษยชน
    21.นายกิตติพงษ์ เหล่านิพนธ์ กรรมการบริหารพรรค
  • อดีตที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน กระทรวงแรงงาน
    22.นายสุธน อาณากุล กรรมการบริหารพรรค
  • อดีตผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร
    23.นายวัชรวิชย์ สุขวัฒนาภิรมย์ กรรมการบริหารพรรค
  • อดีตผู้อำนวยการกองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
    24.นายธนพนธ์ สิงหพันธุ์ กรรมการบริหารพรรค
  • เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่
    25.นายธันวา พานิช กรรมการบริหารพรรค
  • เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่
    26.นางสาวไตรลดา มั่งคั่ง กรรมการบริหารพรรค
  • เครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่
    27.นายณพวุฒิ จุลไสย, กรรมการบริหารพรรค
  • ครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย

โอกาสใหม่ | โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

พรรคโอกาสใหม่ #โอกาสสำหรับคนไทยทุกคน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ชายแดน ตรวจเยี่ยมความพร้อมรบของกำลังพล ในพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา/ มือยิงเจาะกะโหลกหนุ่มมุกดาหารดับคาบ้าน หลังหนีข้ามน้ำโขง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อประเมินสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เน้นย้ำให้

หน่วยในพื้นที่เสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรอง และการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ พร้อมยกระดับความพร้อมรบของกำลังพล เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาเสถียรภาพพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญ ต่อการปกป้องชีวิตกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และยึดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดโดยแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บังคับหน่วยในพื้นที่ได้เดินตรวจเยี่ยมการพัฒนาเส้นทางยุทธวิธีในพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นให้มีความมั่นคงแข็งแรง และสอบถามสารทุกข์สุกดิบต่อกำลังพล ช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน

ในพื้นที่ชายแดนให้มีกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้ให้แนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นย้ำให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ของทหาร ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน มีระเบียบวินัย และให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอ สร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้า เพื่อดำรงความพร้อมสูงสุดทุกสถานการณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัย ของประชาชนให้มั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

รวบแล้ว! มือยิงเจาะกะโหลกหนุ่มมุกดาหารดับคาบ้าน หลังหนีข้ามน้ำโขง – ตำรวจคุมตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร, พ.ต.ท.ฉัตรมงคล บุญกลาง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร สั่งการให้ พ.ต.ท.เจษฎากร ไชยศรีหา สว.สส.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่น

โดยสามารถจับกุมตัว นายเทพพิทักษ์ ทองเภา อายุไม่ระบุ อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ 6 ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ผู้ต้องหาตาม หมายจับศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.274/2568 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา”

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่สืบสวนแกะรอยและกดดันผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถติดตามจับได้ภายหลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายเทพพิทักษ์ไป ชี้จุดเกิดเหตุ จุดที่นำอาวุธปืนไปทิ้ง และจุดที่นำรถยนต์ที่ใช้ในการหลบหนีไปจอดทิ้งไว้ เพื่อประกอบคำรับสารภาพ จากนั้น ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับแล้วมือยิงหนุ่มมุกดาหาร #ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา #สภเมืองมุกดาหาร #คดีฆ่ามุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ตำรวจมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท – ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผู้ว่าฯสมุทรปราการ ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา วางแผนรับมือน้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุน /“แนนซี่” ประธานชมรมโฮปฯ เยี่ยมน้องจูจิ ผู้ป่วย หลังอาการทรุด-สมองฝ่อ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ / น.ส.ดวงสมร พรช่วยกอบกุล ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) รักษาราชการแทนนายอำเภอพระประแดง / นายพิศิษฐ์ รุ่งเรือง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง / ดร.สรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปู่เจ้าสมิงพราย /

นายฉัตรชัย เวชสาร ผู้อำนวยการเจ้าท่าจังหวัดสมุทรปราการ / พ.อ.ธนิวรรธณ์ คำกรุนันทกานต์ รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.จังหวัดสมุทรปราการ / และ พ.ต.อ.พยงค์ เอี่ยมสกุล ผกก.4 บก.รน.ตำรวจน้ำจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดสำคัญของ

ท่าเรือข้ามฝากและแพขนานยนต์ ที่ให้บริการประชาชนจากฝั่งอำเภอพระประแดงไปยังฝั่งถนนปู่เจ้าสมิงพราย ซึ่งในช่วงนี้มีระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นจากอิทธิพลของน้ำทะเลหนุน ประกอบกับมวลน้ำเหนือที่ไหลลงมาสมทบและฝนตกในพื้นที่คณะผู้บริหารจังหวัดได้ร่วมลงเรือสำรวจแนวแม่น้ำ พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ

ได้ออกแนวทางปฏิบัติ 7 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1.ให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลข่าวสาร จากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด / 2.เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า / 3.วางแผนเส้นทางเดินทาง

ให้รอบคอบก่อนออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย / 4.กำชับผู้ประกอบการเรือและแพขนานยนต์ ให้ตรวจสอบความปลอดภัย มีเสื้อชูชีพเพียงพอ และดูแลความมั่นคงของโป๊ะเทียบเรือ / 5.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูง โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร / 6.เตือนผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความระมัดระวังขณะสัญจรในพื้นที่น้ำท่วมขัง / 7.หากได้รับความเดือดร้อน ให้ติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รวมทั้งสายด่วน 1784 (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) และ 192 (ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ) นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า “สมุทรปราการเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ปากอ่าว จึงได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน น้ำเหนือที่ไหลลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงฝนตกตามฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อระดับน้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา”ผู้ว่าฯ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้พบว่าคันกั้นน้ำบางส่วนชำรุดหรือไม่สมบูรณ์ ทางจังหวัดได้ประสานศูนย์ป้องกันภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อเร่งเสริมแนวคันกั้นน้ำและแก้ไขจุดเสี่ยงโดยด่วนด้าน ดร.สรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปู่เจ้าสมิงพราย กล่าวว่า“การป้องกันน้ำท่วมเป็นเรื่องยากเพราะเป็นภัยธรรมชาติ แต่ทางเทศบาลมีทีมงานพร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น เครื่องสูบน้ำที่ต้องซ่อมแซมเร่งด่วนเมื่อชำรุดกะทันหัน แต่เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ”


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

“แนนซี่” ประธานชมรมโฮปฯ ลงพื้นที่เยี่ยมน้องจูจิ ผู้ป่วยชักไม่ทราบสาเหตุ หลังอาการทรุด-สมองฝ่อ

เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ดร.ปิยนุช (แนนซี่) พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา พร้อมด้วย นายวสุ เผ่าตำรวจ รองประธานชมรมฯ และเจ้าหน้าที่ชมรมโฮปฯ ได้เดินทางไปเยี่ยม น้องจูจิ ผู้ป่วยโรคชักที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ณ บ้านพักของครอบครัว ภายในซอยหลังธนาคารกรุงเทพ ถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) หลักกิโลเมตรที่ 14 หมู่ 4 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อให้กำลังใจและมอบสิ่งของยังชีพ อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง ปลากระป๋อง ขนม น้ำดื่ม และเงินช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า วันนี้ได้ไปลงเคสบ้านน้องจูจิ เคยดูแลน้องมาเกือบสองปี มีช่วงนึงที่น้องดีขึ้นและสามารถไปโรงเรียนได้ แต่ช่วงนี้กลับมามีอาการชักเกือบทุกวัน ทางคุณพ่อคุณแม่น้องแจ้งว่าน้องมีอาการสมองฝ่อ จะต้องย้ายโรงพยาบาลไปรักษาต่อในกรุงเทพ ทางชมรมได้ดูแลอย่างต่อเนื่องโดยนำข้าวสารอาหารแห้ง พร้อมกับเงินช่วยเหลือ มาช่วยน้อง เพื่อได้แบ่งเบาภาระปัญหาทางครอบครัว เพราะน้องน่าสงสารมาก

ได้ไปเรียนแค่ปีที่แล้วที่อาการดีขึ้น แต่ตอนนี้ต้องหยุดเรียนอีกแล้วเพราะน้องมีอาการชักและน้องยังเด็กมาก ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ ยื่นยันว่า ทางชมรมโฮปฯ จะยังคงดูแลน้องจูจิอย่างต่อเนื่อง ไม่ทอดทิ้ง และจะคอยเป็นกำลังใจให้ครอบครัวก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
ทั้งนี้ “น้องจูจิ” เป็นหนึ่งในหลายครอบครัวที่ทางชมรมโฮปฯ ให้การช่วยเหลือใน ด้านอาหาร สิ่งของ และเงินช่วยเหลือ โดยชมรมยังคงเดินหน้าภารกิจ “สะพานบุญแห่งความหวัง” เพื่อส่งต่อโอกาสและความเมตตาแก่ผู้ป่วยยากไร้


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ตม.สตูล ร่วมหน่วยงานมั่นคงในพื้นที่ออกสืบสวนจับกุมหนุ่มรัสเซียวีซ่าขาด หมายจับ ตร.สากลทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศแฟนสาวอย่างโหดร้าย”

แชร์เนื้อหานี้

ตามนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดระดมกวาดล้างอาชญากรรมและปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องพ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล ผกก.ตม.จว.สตูล

ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สตูล นำโดย พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี รอง ผกก.ตม.จว.สตูล และ พ.ต.ท.ยงยุทธ เลิศปรีชาพงศ์ สว.ตม.จว.สตูล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.สตูล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.สตูล, ส.รน.3 กก.9 บก.รน., ตชด.436 และฝ่ายปกครอง จังหวัดสตูล ตรวจสอบคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายหรือมีประวัติทำผิดกฎหมายและหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

โดยวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สตูล ร่วมกับทุกฝ่ายได้ออกตรวจสอบคนต่างด้าวบริเวณตลาดนัดวังประจัน ม.4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งมีเบาะแสทราบว่าจะมีผู้ร้ายชาวรัสเซียที่มีหมายจับของตำรวจสากลเดินทางมาเพื่อเตรียมตัวออกนอกประเทศไทย ต่อมาได้พบชายชาวรัสเซีย คือนายทีโมทีฟ ทิโทฟ อายุ 41 ปี สัญชาติรัสเซีย เดินอยู่บริเวณหน้าตลาดนัดวังประจัน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปทำการตรวจสอบและพบว่าชายคนดังกล่าวได้อยู่ในประเทศไทยโดยที่วีซ่าขาดแล้ว และตั้งใจจะเดินทางออกนอกประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และได้แจ้งสิทธิให้ทราบโดยขณะทำบันทึกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจสอบประวัติของผู้ถูกจับในระบบสารสนเทศ สตม. เพื่อตรวจสอบข้อมูลบุคคลต้องห้าม บุคคลมีหมายจับ และการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบพบว่า นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เป็นบุคคลตามหมายจับขององค์กรตำรวจสากล ประกาศหมายแดง (RED NOTICE) ซึ่งได้กระทำความผิดโดยทำร้ายร่างกายในลักษณะที่ทารุณอย่างร้ายแรงและล่วงละเมิดทางเพศแฟน

สาวชาวรัสเซียของตนเองอย่างรุนแรง และมีการใช้อาวุธขู่และทำร้ายแฟนสาว หรือขู่จะทำร้ายครอบครัว ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้รับโทษจำคุก 2 ปี รอลงอาญา และบริการสังคม จำนวน 160 ชั่วโมง นายทีโมทีฟ ทิโทฟ ได้หลบหนีออกนอกประเทศขณะที่ถูกแฟนสาวอุทธรณ์ในชั้นศาล เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่ง พงส.สภ.ควนโดน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานทูตรัสเซียเพื่อส่งตัว นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วต่อไป

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าหากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติในจังหวัดสตูล กรุณาแจ้งมายังตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล เลขที่ 6 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 91000 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 074711080 (ฝ่ายสืบสวนปราบปราม) หรือที่สายด่วน 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง