เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ตม.สตูล ร่วมหน่วยงานมั่นคงในพื้นที่ออกสืบสวนจับกุมหนุ่มรัสเซียวีซ่าขาด หมายจับ ตร.สากลทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศแฟนสาวอย่างโหดร้าย”

แชร์เนื้อหานี้

ตามนโยบายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 ให้ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดระดมกวาดล้างอาชญากรรมและปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องพ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล ผกก.ตม.จว.สตูล

ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ตม.จว.สตูล นำโดย พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี รอง ผกก.ตม.จว.สตูล และ พ.ต.ท.ยงยุทธ เลิศปรีชาพงศ์ สว.ตม.จว.สตูล พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ตม.จว.สตูล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ กก.สส.ภ.จว.สตูล, ส.รน.3 กก.9 บก.รน., ตชด.436 และฝ่ายปกครอง จังหวัดสตูล ตรวจสอบคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายหรือมีประวัติทำผิดกฎหมายและหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

โดยวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่ ตม.จว.สตูล ร่วมกับทุกฝ่ายได้ออกตรวจสอบคนต่างด้าวบริเวณตลาดนัดวังประจัน ม.4 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ซึ่งมีเบาะแสทราบว่าจะมีผู้ร้ายชาวรัสเซียที่มีหมายจับของตำรวจสากลเดินทางมาเพื่อเตรียมตัวออกนอกประเทศไทย ต่อมาได้พบชายชาวรัสเซีย คือนายทีโมทีฟ ทิโทฟ อายุ 41 ปี สัญชาติรัสเซีย เดินอยู่บริเวณหน้าตลาดนัดวังประจัน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปทำการตรวจสอบและพบว่าชายคนดังกล่าวได้อยู่ในประเทศไทยโดยที่วีซ่าขาดแล้ว และตั้งใจจะเดินทางออกนอกประเทศไทย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และได้แจ้งสิทธิให้ทราบโดยขณะทำบันทึกควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการตรวจสอบประวัติของผู้ถูกจับในระบบสารสนเทศ สตม. เพื่อตรวจสอบข้อมูลบุคคลต้องห้าม บุคคลมีหมายจับ และการเดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบพบว่า นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เป็นบุคคลตามหมายจับขององค์กรตำรวจสากล ประกาศหมายแดง (RED NOTICE) ซึ่งได้กระทำความผิดโดยทำร้ายร่างกายในลักษณะที่ทารุณอย่างร้ายแรงและล่วงละเมิดทางเพศแฟน

สาวชาวรัสเซียของตนเองอย่างรุนแรง และมีการใช้อาวุธขู่และทำร้ายแฟนสาว หรือขู่จะทำร้ายครอบครัว ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้รับโทษจำคุก 2 ปี รอลงอาญา และบริการสังคม จำนวน 160 ชั่วโมง นายทีโมทีฟ ทิโทฟ ได้หลบหนีออกนอกประเทศขณะที่ถูกแฟนสาวอุทธรณ์ในชั้นศาล เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวส่ง พงส.สภ.ควนโดน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และจะได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถานทูตรัสเซียเพื่อส่งตัว นายทีโมทีฟ ทิโทฟ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วต่อไป

ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าหากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติในจังหวัดสตูล กรุณาแจ้งมายังตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสตูล เลขที่ 6 ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล 91000 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 074711080 (ฝ่ายสืบสวนปราบปราม) หรือที่สายด่วน 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณอย่างยิ่ง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / APEX เปิดตัว “OligioX” นวัตกรรมยกกระชับจากเกาหลี ผู้นำเทรนด์ความงามระดับโลก ที่แรกในประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

APEX Hospital & Clinics ศูนย์ความงามและศัลยกรรมตกแต่งอันดับหนึ่งของเอเชีย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกจัดงาน “APEX Deal of The Year” เพื่อขอบคุณทุกความไว้วางใจจากลูกค้าที่ทำให้ APEX ก้าวสู่เครือข่ายกว่า 60 สาขาทั่วประเทศภายในงานยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ APEX ในการคัดสรรนวัตกรรมความงามที่มีศักยภาพสูงจากทั่วโลก มามอบให้กับลูกค้าชาวไทยก่อนใคร ด้วยมาตรฐานความงามระดับสากลที่ APEX ยึดมั่นมาโดยตลอด ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญจาก พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) APEX Hospital & Clinics

พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากประเทศเกาหลี “OligioX” โปรแกรมยกกระชับใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เย็น ยก ยุบ นาน” ที่ตอบโจทย์การยกกระชับผิวอย่างปลอดภัย เห็นผล และมีประสิทธิภาพสูงโดยไม่ต้องพักฟื้นงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ลาน Promotion Zone B ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยภายในงานได้รับความสนใจจากทั้งสื่อมวลชน แขกผู้มีเกียรติ รวมถึงผู้ที่รักความงามอย่างคับคั่งทั้งชาวไทยและต่างชาติ

พิธีเปิดงานเริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากเหล่านางแบบ–นายแบบเวที THAI FACE TOP MODEL Organized by LettersAround ที่มาร่วมถ่ายทอดความงามในมิติใหม่ ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนาพิเศษ โดยได้รับเกียรติจากดร.พลอย พชรพร พิจารณากุล Brand Director, APEX Hospital & Clinics
Mr. ไอแซค จาง (Isaac Zhang) General Manager, บริษัท วอนเทค เอเชียคุณรัตมา กำธรเจริญ Business Director, บริษัท วอนเทค เอเชีย และคุณหมอโอ พ.ญ.จิรา คุณากรวงศ์ (ว. 41082)

ตัวแทนทีมแพทย์จาก APEX Hospital & Clinics
ร่วมพูดคุยถึงแนวคิดด้านเทรนด์ความงามที่สอดคล้องกับกระแสโลกในเชิงกลยุทธ์ โดยมุ่งยกระดับเทคโนโลยี RF (Radio Frequency) สู่มิติใหม่ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสบายระหว่างทำ และความปลอดภัยสูงสุด ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า APEX ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ปลอดภัย โดยไม่ต้องพักฟื้น ภายใต้คอนเซ็ปท์ “APEX สวยไม่เสี่ยง” อย่างแท้จริง
พร้อมเผยโฉมเทคโนโลยีความงามจากประเทศเกาหลีโปรแกรม “OligioX” — นวัตกรรมยกกระชับแห่งยุคที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั่วเอเชีย โดย APEX Hospital & Clinics ได้รับเกียรติให้เป็นผู้นำในการเปิดตัว First Launch ในประเทศไทย และเตรียมพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการทั่วประเทศในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นี้

บรรยากาศภายในงานยังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากสองนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “อั๋น – อัครพรรฒ บุนนาค” จากซีรีส์ Dangerous Queen คนโปรดของควีน ทางช่อง 7HD และ “นีฟ – รัฐนันท์ สุขอุบล” จากซีรีส์ คุณยมทูต ทางช่อง 3HD ที่มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมเผยถึงเคล็ดลับการดูแลสุขภาพผิวและเทคโนโลยีความงามที่ทั้งสองให้ความสนใจจาก APEX อีกด้วย
APEX Hospital & Clinics ยังคงตอกย้ำจุดยืนในฐานะ “ศูนย์ความงามครบวงจร” ที่ผสานศาสตร์แห่งความงามและสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน ครอบคลุมบริการตั้งแต่นวัตกรรมยกกระชับ ฉีดผิว และปรับรูปหน้า

โปรแกรมเลเซอร์งานผิว ดูแลปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ และรอยสิวเลเซอร์กำจัดขนการดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน ด้วยเทคโนโลยีลดไขมันมาตรฐานสากลโปรแกรมเวชศาสตร์ชะลอวัย (Wellness & Longevity) ฟื้นสมดุลสุขภาพจากภายใน
ศัลยกรรมตกแต่งโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ครอบคลุมการดึงหน้า เสริมหน้าอก ดูดไขมัน และหัตถการเฉพาะด้าน

โดยทุกบริการอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลก
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือรับสิทธิพิเศษในแคมเปญ “Deal of The Year 2025” ได้ที่ APEX Hospital & Clinics ทุกสาขาทั่วประเทศหรือ LINE Official: @apexbeauty หรือ https://www.apexmedicalcenter.co.th/

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ”หนูน้อยต้นอ้อ“ ฟุตซอล อปท.ครั้งที่ 40 ตากสินระยองเกมส์ / “CPR on the Beach” ยกระดับท่องเที่ยว/วิริยะประกันภัย มอบหมวกนิรภัยให้นักเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานการแข่งขันกีฬาฟุตซอล ในการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 40 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 รอบคัดเลือกระดับภาคตะวันออก “ตากสินระยองเกมส์” จัดโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เจ้าภาพจัดการแข่งขันที่อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนอนุบาลนานาชาติตากสินระยอง เป็นการแข่งขันฟุตซอลนักเรียนหญิงอายุไม่เกิน 12 ปี ทีมฟุตซอลเทศบาลเมืองหนองปรือ พบกับทีมฟุตซอล อบจ.ระยอง แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ครึ่งๆ ละ 15 นาที

สุดท้ายจบการแข่งขันไปสุดสนุก ทีมเทศบาลเมืองหนองปรือเอาชนะทีม อบจ.ระยองไป 1-0 ด้วยการยิงของหนูน้อยต้นอ้อ รวิ หอมชื่น สไตรค์เกอร์ตัวความหวังของทีม ทำให้เก็บ 3 คะแนนแรกได้สำเร็จก่อนแข่งขันกับทีมเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพรายในครั้งต่อไป

พัทยาจับมือภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “CPR on the Beach” ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเมืองท่องเที่ยว

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา จ.ชลบุรี ดร.พิเรษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, พญ.ปิยาภรณ์ ทิพยะรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา, นายประสิทธิ์ ทองทิตย์เจริญ ประธานมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา และ ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา ร่วมงานแถลงข่าวโครงการอบรมจิตอาสากู้ชีพฉุกเฉิน “CPR on the Beach” ร่วมแถลงข่าวโครงการดังกล่าว ซึ่งมี ร.ต.อ.หญิงพรพนา โชคไทย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา ร่วมกับโรงพยาบาลเมืองพัทยา มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดงานแถลงข่าว ประชาสัมประสัมพันธ์โครงการอบรมจิตอาสากู้ชีพฉุกเฉิน “CPR on the Beach” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 – 19.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ แหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา เพื่อสร้างจิตอาสาด้านการช่วยชีวิตเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจเฉียบพลัน ซึ่งการทำ CPR จะช่วยรักษาการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังสมองและอวัยวะสำคัญได้อย่างทันท่วงที

การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 2,000 คน จากหลากหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงนักเรียนและนักศึกษา เพื่อให้มีทักษะและความเข้าใจในการปฏิบัติจริง สามารถช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ทันเวลา เสริมภาพลักษณ์เมืองพัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ “อุ่นใจ ปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง”

วิริยะประกันภัย มอบหมวกนิรภัยให้นักเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลหนองปลาไหล ส่งเสริมวินัยการใส่หมวกกันน็อคทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลหนองปลาไหล จ.ชลบุรี นายยศพงศ์ ลินทอง นายกเทศมนตรีตำบลหนองปลาไหล พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับ ผู้แทนจากบริษัท วิริยะประกันภัย นำโดย นายพงษ์ทิวา กฤษณพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 3 ที่ในวันนี้นำคณะจากบริษัท วิริยะประกันภัย ร่วมกิจกรรม

ตามที่อุบัติเหตุจราจรประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ปัจจัยสำคัญเกิดจากพฤติกรรมของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรม เมาแล้วขับ และ พฤติกรรมการขับขี่ หรือ ซ้อนรถจักรยานยนต์แล้วไม่สวมใส่หมวกนิรภัย ถือเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการสูญเสีย โดยจากการสำรวจพบว่าปัจจุบันอัตราการสวมหมวกกันน็อคในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีเพียงร้อยละ 7

ซึ่งมีสาเหตุมากจา 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1. พ่อแม่ผู้ปกครองเลยไม่ใส่ใจ มีความเชื่อที่ว่าการนำลูกนั่งรถจักรยานยนต์แล้วไม่สวมหมวกนิรภัยเป็นสิ่งที่ไม่อันตรายอะไร 2.การบังคับใช้กฎหมายกับเด็กและเยาวชนที่ไม่สวมใส่หมวกนิรภัยเป็นเรื่องที่ยากในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และในทางปฏิบัติหวั่นเกรงเกิดปัญหากับภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายและกระแสต่อต้านจากสังคม เพื่อเป็นการต่อยอดการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนมูลนิธิเมาไม่ขับจึงได้ร่วมกับ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จัดโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสวมหมวกนิรภัย 100% ส่งเสริมการรณรงค์และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางถนนขึ้น

โดยในวันนี้ทางบริษัทวิริยะประกันภัยได้นำหมวกนิรภัย กว่า 150 ใบมามอบให้กับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลเพื่อนำไปใช้ในการใส่มาโรงเรียนเพื่อเสริมความปลอดภัยในการเดินทางมาโรงเรียนอีกด้วย สำหรับโครงการดังกล่าวทาง บริษัทวิริยะประกันภัย และ มูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการขึ้นมากว่า 30 ปีแล้วด้วยกัน

สืบภาค 2 จับมือ สสจ.ชลบุรี บุกจับคลินิกเถื่อนกลางพัทยาสุดอันตราย

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2 และ นพ.กฤษณ์ สกุลแพทย์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ที่สั่งกวาดล้างสถานพยาบาลและคลินิกเถื่อนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในเขตเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ซึ่งอาจก่ออันตรายถึงชีวิตหากได้รับการรักษาโดยผู้ไม่มีใบอนุญาต

ล่าสุด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 พ.ย. พ.ต.อ.เทียนชัย เลิศมณีทวีทรัพย์ ผกก.กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.2 พร้อม นายจิระสันต์ มีรัตน์ธนวัต เภสัชกรชำนาญการพิเศษ นำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบ เซ็นเตอร์ พัทยา คลินิกเวชกรรม เลขที่ 202/109 ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังสืบทราบว่าเปิดให้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาต และมี “หมอเถื่อน” เป็นผู้ทำการรักษา

ชุดสืบสวนวางแผนส่งตำรวจปลอมตัวเป็นผู้ป่วยเข้ารักษาอาการปวดท้อง แต่หมอภายในคลินิกมีท่าทีระแวงและปฏิเสธการรักษาโดยอ้างว่า “หมอไม่อยู่” เจ้าหน้าที่จึงปรับแผนใหม่ ส่งสายลับหญิงปลอมตัวเป็นสาวทำงานกลางคืนเข้ารักษาอีกครั้ง คราวนี้เมื่อสายลับส่งสัญญาณ ทีมตำรวจที่ซุ่มอยู่จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่หมอเถื่อนไหวตัวทัน ถอดเสื้อกาวน์ ถอดรองเท้าคัชชู วิ่งหนีออกหลังร้าน ก่อนขับรถยนต์เผ่นหนีอย่างรวดเร็ว

จากการตรวจค้นภายใน พบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ชั้นล่างถูกดัดแปลงเป็นคลินิกเวชกรรม มีเคาน์เตอร์พยาบาล ห้องตรวจโรค และป้ายแสดงราคาค่ารักษา เหมือนคลินิกทั่วไป โดยตำรวจตรวจยึดยาอันตราย ยากล่อมประสาท และเครื่องมือแพทย์จำนวนมาก รวมถึงปฏิทินตั้งโต๊ะที่จดบันทึกรายรับรายวัน-รายเดือน ยอดรวมต่อเดือนสูงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท

สอบสวนพบว่า คลินิกดังกล่าวเปิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และหมอที่ทำการรักษาเป็น “หมอเถื่อน” ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ขณะเดียวกัน เจ้าของตึกให้การว่า มีชายคนหนึ่งมาเช่าชั้นล่างเปิดคลินิก รู้เพียงว่าเป็นหมอ แต่ไม่ทราบว่าเป็นหมอปลอม จนกระทั่งตำรวจบุกจับถึงรู้ความจริง

หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ว่า เคยมารักษาอาการท่อปัสสาวะอักเสบที่คลินิกแห่งนี้ถึง 4 ครั้ง หมอทำการฉีดยา ตรวจเลือดและปัสสาวะ พร้อมจ่ายยากลับไปกิน โดยคิดค่ารักษากว่า 6,000 บาท แต่กลับไม่หาย จึงนำผลตรวจไปให้แพทย์โรงพยาบาลดู ก่อนถูกชี้ว่า “ผลตรวจมั่วมาก” จึงสงสัยและมาทราบภายหลังว่าคลินิกนี้เปิดโดยหมอเถื่อน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ต้องสงสัยคือ นายพรหมเทพ อายุ 46 ปี เป็นผู้ลักลอบเปิดคลินิกและแอบอ้างเป็นแพทย์ โดยคลินิกจะเปิดให้บริการช่วงบ่ายถึงเย็น กลุ่มลูกค้าหลักคือสาวทำงานกลางคืนและชาวต่างชาติ ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พร้อมฝากเตือนประชาชน หากมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในคลินิก ควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต และแพทย์ผู้รักษามีใบประกอบวิชาชีพถูกต้อง โดยสามารถตรวจดูได้จากป้ายรายชื่อแพทย์ที่ติดอยู่หน้าห้องตรวจ และหากพบเบาะแสคลินิกเถื่อน สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ในวันและเวลาราชการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / พลโท บุญสิน พาดกลาง บรรยาย “ทหารกล้า รักษาอธิปไตย” ที่พิชัยรัตนาคาร – ภาคเอกชนร่วม 2 ล้าน / จับแรงงานเมียนมาลอบเข้าเมือง 77 คน เตือนนายจ้างอย่าฝ่าฝืน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่อาคารโรงคลุม โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร อำเภอเมืองระนอง ได้จัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจปลุกจิตสำนึกรักชาติให้แก่นักเรียนและเยาวชน ภายใต้แนวคิด “เรื่องเล่าทหารกล้า รักษาอธิปไตย เพื่อคนไทยทั้งแผ่นดิน” โดยได้รับเกียรติจาก พลโท บุญสิน พาดกลาง ขึ้นบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริงของทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน เพื่อปลูกฝังคุณธรรม ความเสียสละ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยก่อนเริ่มการบรรยาย นักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ได้พร้อมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เวลา 08.00 น. บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบและภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ในโอกาสนี้ ภาคเอกชนจังหวัดชุมพรได้ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดย คุณนายหน่อย ณัฐวรรณ ฉายะบุตร (ผู้มีอุปการคุณเลขที่ 209 สภากาชาดไทย) มอบ พระครูบาศรีวิชัย รุ่นสร้าง 9 ธ.ค. 2536 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแด่พลโท บุญสิน ขณะที่ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ได้กล่าวแสดงความชื่นชมในแนวทางการสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนสิ่งที่สร้างความประทับใจในงาน คือการที่ คุณนายหน่อย ณัฐวรรณ ฉายะบุตร ได้ประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนเมื่อมีการจัดตั้งมูลนิธิของพลโท บุญสิน พาดกลาง แล้วเสร็จ จะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 2 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเบื้องต้น 1 ล้านบาท และอีก 1 ล้านบาทเพิ่มเติม หากมีการดำเนินภารกิจสำคัญเพื่อการ “คืนผืนแผ่นดินไทย”

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ปลุกเจ็ดสำนึกเยาวชนรักชาติไทย” ซึ่งมุ่งสร้างความเข้าใจในหน้าที่พลเมือง ความเสียสละ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในสถาบันหลักของชาติ อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย“ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่คือชีวิตและหัวใจของคนไทยทุกคน” – พลโท บุญสิน พาดกลาง

สนธิกำลังบุกตรวจโรงงาน พบแรงงานเมียนมาลอบเข้าเมือง 77 คน เตือนนายจ้างอย่าฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานต่างด้าว

ธนากรโกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพร (ฝ่ายทหาร) มอบหมายให้ พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ รมน.403 (ชุมพร) พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าว บูรณาการกำลังร่วมกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพร ฝ่ายปกครองจังหวัดชุมพร ตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร เข้าตรวจสอบ บริษัท บีเอส เวิลด์ ฟูด จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 299 หมู่ 12 ตำบลนาขา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ว่ามีแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงบริษัทฯ จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญผลการตรวจสอบพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 77 คน แบ่งเป็นชาย 35 คน หญิง 42 คน หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต และซ่อนอยู่ภายในพื้นที่ของบริษัทฯเจ้าหน้าที่จึงดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแรงงานทั้งหมดในความผิดฐาน“เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต การอนุญาตสิ้นสุด หรือถูกเพิกถอน” ตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522

พร้อมกันนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อ บริษัท บีเอส เวิลด์ ฟูด จำกัด ในข้อหา “ร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ในหูต อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ประเมินว่าการหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมายังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากความไม่สงบภายในประเทศต้นทาง ทำให้แรงงานจำนวนมากพยายามลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย

สำนักงานจัดหางานจังหวัดชุมพรขอเตือนนายจ้างและสถานประกอบการ ห้ามรับหรือให้ที่พักอาศัยแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เพราะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษทั้งจำและปรับ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากพบการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในพื้นที่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อร่วมกันป้องกันปัญหาแรงงานผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชุมพร

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วิเคราะห์การเมืองนราธิวาส เขต 1 “สจ.โป่ง” ขยับแรง จับตาแรงสั่นสะเทือนตระกูล “ยาวอหะซัน”ชี้ชัด

แชร์เนื้อหานี้

วิเคราะห์การเมืองนราธิวาส เขต 1 “สจ.โป่ง” ขยับแรง จับตาแรงสั่นสะเทือนตระกูล “ยาวอหะซัน”ชี้ชัด : การเมืองยุคใหม่ ประชาชนคือศูนย์กลางพื้นที่การเมืองนราธิวาส เขต 1 กำลังถูกจับตามองถึงการแข่งขันที่อาจจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต หลังการปรากฏตัวของ นายปารมี พิมานแมน (สจ.โป่ง) อดีต ส.อบจ. และเลขานุการสภา อบจ.นราธิวาส

ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมลงสนาม ส.ส. ด้วยการศึกษาข้อมูลและสอบถามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเชื่อว่าการเมืองยุคใหม่ที่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่านโซเชียลมีเดีย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งการเมือง ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มขยับเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะใน เขต 1 จังหวัดนราธิวาส ที่ถือเป็น “สนามหลัก” ของตระกูลการเมืองใหญ่ “ยาวอหะซัน” ซึ่งครองพื้นที่มายาวนานหลายสมัย

ล่าสุดชื่อของ นายปารมี พิมานแมน หรือ ‘สจ.โป่ง’ อดีตเลขานุการสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส และสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่าเจ้าตัวเตรียม “ขยับสนาม” จากท้องถิ่นสู่เวทีการเมืองระดับประเทศ โดยระบุความพร้อม “เกือบ 90%” ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เขต 1 นราธิวาส

ชื่อของ “สจ.โป่ง” นายปารมี พิมานแมน จึงถูกมองว่าเป็น “ตัวแปรใหม่” ที่น่าสนใจในสมการนี้ เพราะไม่ได้มาจากสายตระกูลการเมือง หากแต่เติบโตจาก “ระบบราชการท้องถิ่น” และ “เครือข่ายภาคแรงงาน–เอกชน–การทูต”ซึ่งการมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจแรงงานระหว่างประเทศ และการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ “สจ.โป่ง” มีจุดแข็งด้าน ความเข้าใจเชิงนโยบาย และการเข้าถึงคนทำงานจริงในพื้นที่

สำหรับ นายปารมี พิมานแมน โปรไฟล์แน่น เครือข่ายหลากหลาย แม้ “สจ.โป่ง” จะมาจากเส้นทางการเมืองท้องถิ่น แต่เส้นสายและเครือข่ายของเขากลับโยงกว้างกว่าที่หลายคนคิด ทั้งด้านแรงงาน การศึกษา และการทูต

  • ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสมาคมการค้าพัฒนาแรงงาน
  • ที่ปรึกษาบริษัทเอ็นเอส สยาม จำกัด บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ
  • กรรมาธิการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนราธิวาส
  • คณะกรรมการระดับสุขภาพพื้นที่ อบจ.นราธิวาส
  • และที่น่าสนใจคือบทบาท ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตบังคลาเทศ ประจำประเทศไทย ด้านแรงงานต่างด้าว (ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน)

นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่ง เลขาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดนราธิวาส สะท้อนภาพ “คนทำงานภาคสนาม” ที่มีสายสัมพันธ์กับทั้งภาคแรงงานและกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ทั้งนี้คู่แข่งตัวจริง “วัชระ ยาวอหะซัน” – แชมป์เก่า 3 สมัย อีกฟากหนึ่งของสนามคือ นายวัชระ ยาวอหะซัน ส.ส. 3 สมัย ปัจจุบันสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นลูกชายของ นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือเป็นตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลในพื้นที่มายาวนาน

โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา เขต 1 นราธิวาสแทบจะเป็น “ฐานเสียงเหนียวแน่น” ของบ้านยาวอหะซัน ทว่าในยุคที่สังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาท และประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงเริ่มเห็นได้ชัดอย่างไรก็ตา “สจ.โป่ง” ชี้ชัด : การเมืองยุคใหม่ ประชาชนคือศูนย์กลาง

ซึ่งจากบทสัมภาษณ์เชิงลึกของ “สจ.โป่ง” สะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่เน้น “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” มากกว่าเกมอำนาจ เขาระบุว่า “ประชาชนสมัยนี้รับรู้ข่าวสารเร็ว ไม่ว่าจะอยู่เชียงใหม่หรือมาเลเซีย ก็รู้ว่าพื้นที่นราธิวาสเกิดอะไรขึ้น… การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นคำตอบทั้งหมด”

เขายังทิ้งประโยคสำคัญที่สะท้อนแนวทางทางการเมืองของตัวเองว่า “เราไม่มองแพ้หรือชนะ แต่ถามว่าประชาชนได้อะไร ถ้าได้ เราก็พร้อมลง”โดยน้ำเสียงดังกล่าวสะท้อนถึงการพยายามสร้างภาพลักษณ์ “นักการเมืองรุ่นใหม่” ที่ไม่ยึดติดกลุ่มอิทธิพล แต่เน้นนโยบายที่จับต้องได้ในระดับท้องถิ่นแม้ยังไม่มีการประกาศพรรคการเมืองที่จะสังกัดอย่างเป็นทางการ แต่จากถ้อยคำของ “สจ.โป่ง” ที่ระบุว่า “อยู่ที่ว่าเคมีตรงกัน” ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า เจ้าตัวอาจกำลังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับหลายพรรคในส่วนกลาง

แหล่งข่าวทางการเมืองท้องถิ่นระบุว่า หาก “สจ.โป่ง” ตัดสินใจลงสมัครจริง เขต 1 จะกลายเป็นสนามแข่งขันที่ “น่าจับตาที่สุด” ของจังหวัด เพราะเป็นการท้าทายอำนาจของตระกูลการเมืองใหญ่ที่ครองพื้นที่มายาวนานสำหรับสนามเลือกตั้งนราธิวาส เขต 1 จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงการชิงเก้าอี้ ส.ส. อีกครั้ง แต่คือ บททดสอบระหว่าง “การเมืองสายตระกูล” กับ “การเมืองสายประชาชน”ทั้งนี้“สจ.โป่ง” จะสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในฐานะผู้ท้าชิงหน้าใหม่ได้หรือไม่?หรือ “วัชระ ยาวอหะซัน” จะยังคงรักษาฐานเสียงของตระกูลได้ต่อไป?คำตอบสุดท้ายคงต้องรอฟังจาก “ประชาชนในพื้นที่” ที่วันนี้ดูจะพร้อมตัดสินด้วยข้อมูล มากกว่าอิทธิพลแบบเดิม
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดชายแดน /”มุกดาหาร” แถลงยึดยาบ้า 3.23 ล้านเม็ด กลางป่าคำชะอี

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมอาการและให้กำลังใจกำลังพล

ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 4 นาย ได้แก่

จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาดพลทหาร วชิระ พันธนา ได้รับบาดเจ็บ จากแรงอัดจากระเบิด มีอาการแน่นหน้าอกพลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด บริเวณขาขวาท่อนล่างพลทหาร อนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ถนัด

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทัพบก และมอบเงินบำรุงขวัญในนามกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่กำลังพลและครัว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธีการที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สนใจข้อตกลงที่ให้ไว้ และได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ภาพ/ข่าว : กองทัพภาคที่ 2 เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

“มุกดาหาร” แถลงยึดยาบ้า 3.23 ล้านเม็ด กลางป่าคำชะอี เครือข่ายขนข้ามชาติทิ้งรถหนี — เร่งขยายผลล่าผู้ร่วมขบวนการ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 (ร้อย ตชด.234) จังหวัดมุกดาหาร นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานแถลงข่าวผลการตรวจยึดยาเสพติดครั้งใหญ่ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร, พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์ถึง ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 และ พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผู้บังคับกองร้อย ตชด.234

โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 3,232,000 เม็ด พร้อมของกลางประกอบด้วย รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน ขน 9608 อุดรธานี, แม็กกาซีนปืน 1 ชิ้น และเครื่องกระสุนขนาด 11 มม. จำนวน 13 นัด

สืบเนื่องจาก กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวเชื่อถือได้ว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่จากพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เข้าสู่รอยต่อจังหวัดมุกดาหารและอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เพื่อส่งต่อเข้าพื้นที่ตอนในของประเทศ

จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง พบว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดดังกล่าวใช้ รถกระบะโตโยต้า วีโก้ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียน ขน 9608 อุดรธานี เป็นพาหนะลำเลียง โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รถไม่ใช่คนในพื้นที่และมีประวัติเคยต้องหาคดียาเสพติดมาก่อน เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าพบรถต้องสงสัยคันดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาในพื้นที่ บ้านตาเปอะ ตำบลบ้านค้อ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
พ.ต.ท.วัฒนพล ดาแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.234 จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.วิชาญ ตนุมาตร หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ (ชปข.) ร้อย ตชด.234 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนชุดด้านการข่าวและ มว.ตชด.2341 ออกลาดตระเวนพิสูจน์ทราบในพื้นที่

กระทั่งเวลา 12.00 น. ชุดปฏิบัติการพบรถกระบะต้องสงสัยจอดทิ้งอยู่บริเวณเชิงเขา ใกล้ แก่งกกขาม บ้านตาเปอะ จึงวางกำลังซุ่มเฝ้ารอผู้มาแสดงตนเป็นเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว แต่จนถึงเวลา 16.00 น. ก็ไม่พบผู้ใดมาปรากฏตัว

เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบรถยนต์คันดังกล่าว พบกระสอบสีขาวจำนวน 8 กระสอบ วางเรียงอยู่ในห้องโดยสารด้านหลัง จากการเปิดตรวจสอบพบภายในบรรจุวัตถุก้อนสี่เหลี่ยมสีเหลือง มีตัวอักษร “Y1” ปรากฏอยู่ห่อ รวมเป็นยาบ้าทั้งสิ้นจำนวน 3,232,000 เม็ด จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดและนำส่งกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 234 เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่ายาบ้าทั้งหมดเป็นของเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่ลำเลียงมาจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางธรรมชาติชายแดนมุกดาหาร โดยนำมาพักไว้บริเวณป่าบ้านตาเปอะ เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลเพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติดล็อตนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยาบ้า3ล้านเม็ด #ตชด234 #มุกดาหาร #ข่าวมุกดาหาร #จับยาเสพติด #เครือข่ายข้ามชาติ #สุรศักดิ์มนตรี #ตำรวจตระเวนชายแดน #ข่าวอาชญากรรม #ปราบยาเสพติด #คำชะอี #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้/////ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บุกทลายศูนย์ซิมบ็อกซ์กลาง บขส.มุกดาหาร แฉเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์/ยิงดับคาบ้าน! หนุ่มมุกดาหารถูกยิงกลางศีรษะดับ/ลูกชายหลอนยาบ้า ทำร้ายพ่อแม่เลือดอาบกลางดึก

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ รองผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และ พ.ต.อ.นุติ ศักดิ์สุภาพ ผู้กำกับการสืบสวน 2 กองบังคับการสืบสวน ภ.4 สนธิกำลังร่วมกับ

พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร, พ.ต.อ.กิตเตชิษฐ์ บำรุง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร, พ.ต.อ.วิจิตร บุญวรรณ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมด้วยนายชยพัทธ์ มะแม้น. ผู้อำนวยการสำนักงาน กสทช. เขต 25 รวมกันเข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร เลขที่ 33/127 ถนนชยางกูร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หลังได้รับรายงานว่าเป็นจุดติดตั้งอุปกรณ์ “ซิมบ็อกซ์ (Simbox)” ของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากการตรวจค้นภายในอาคาร โดยเฉพาะบริเวณชั้น 2 เจ้าหน้าที่พบเครื่องซิมบ็อกซ์จำนวน 4 เครื่อง วางอยู่บนถังน้ำพลาสติกสีดำซึ่งตั้งอยู่บนโครงไม้เตียงนอน อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถบรรจุซิมการ์ดได้ถึงเครื่องละ 32 ซิม ใช้สำหรับแปลงสัญญาณโทรศัพท์ให้สามารถโทรผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ผ่านระบบของผู้ให้บริการหลัก ซึ่งเป็นเทคนิคที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ในการปกปิดแหล่งต้นทางของการโทรหลอกลวง

จากการสอบถามเจ้าของอาคารพาณิชย์ทราบว่า มีหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวจังหวัดหนองคายมาเช่าพื้นที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในราคาค่าเช่าปีละ 54,000 บาท โดยไม่ทราบว่าผู้เช่าใช้สถานที่ประกอบกิจการผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อตรวจพิสูจน์และขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว ธวัชชัย-เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

-ยิงดับคาบ้าน! หนุ่มมุกดาหารถูกยิงกลางศีรษะดับ ตำรวจรู้ตัวคนร้าย เร่งล่าตัวมาดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ร.ต.อ.อลงกรณ์ แวงวรรณ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองมุกดาหาร ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสารว่ามีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิต ภายในบ้านปูนชั้นเดียว บ้านท่าไค้ ตำบลนาสีนวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบชนิด เข้าที่ บริเวณศีรษะ 1 นัด นอนจมกองเลือดอยู่ภายในบ้าน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลตำบลนาสีนวนเป็นผู้แจ้งเหตุ

ต่อมา พ.ต.อ.ประยุทธ์ เรือนทองคำ ผกก.สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร และชุดสืบสวน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมเก็บพยานหลักฐานในพื้นที่จากการสืบสวนเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว และอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยิงดับคาบ้าน #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #สภเมืองมุกดาหาร #ตำรวจรู้ตัวคนร้าย #ข่าวภูมิภาค #ข่าววันนี้ ภาพ/ข่าว ธวัชชัย-เดวิดโชคชัย มุกดาหาร รายงาน

-สุดสลด! ลูกชายหลอนยาบ้า ทำร้ายพ่อแม่เลือดอาบกลางดึก ญาติช่วยพาหนีตายก่อนแจ้งตร.รวบทันควัน

เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.วันที่ 11 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองบ้านคำอาฮวน ต.คำอาฮวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร เข้าจับกุมชายอายุ 38 ปี ทราบชื่อภายหลังคือนายกึ่ม หรือ นายสุโขทัย นามดี หลังจากก่อเหตุทำร้ายร่างกายพ่อแท้ ๆ ของตนเองคือนายอ่อนครี อายุ 62 ปี จนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และยังทำร้ายแม่วัย 60 ปี ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังผู้ก่อเหตุมีอาการหลอนจากการเสพยาบ้า ใช้ของแข็งตีพ่อจนเลือดอาบ ก่อนหันไปทำร้ายแม่ จากนั้นเดินกลับไปนอนอยู่ในกระท่อมภายในสวนยางพาราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่ชาวบ้านและญาติซึ่งเห็นเหตุการณ์ได้ช่วยนำพ่อแม่ผู้บาดเจ็บออกไปพักที่บ้านญาติ พร้อมโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าจับกุม

นางสมคิด วงษ์สีทา อายุ 60 ปี แม่ของผู้ก่อเหตุ เล่าว่า ลูกชายติดยาบ้ามานาน ไม่ทำงาน และเริ่มมีอาการหลอน เหม่อพูดคนเดียว ตะโกนโวยวายเป็นประจำ “วันนี้เขาโวยวายแล้วก็เดินมาหาพ่อ ตีหัวพ่อจนเลือดไหล ฉันเข้าไปห้ามก็โดนตีด้วย จากนั้นเขาก็กลับไปนอนในกระท่อม เหมือนไม่รู้สึกผิด ฉันทนไม่ไหวเลยแจ้งตำรวจจับ เพราะกลัวจะกลับมาทำร้ายอีก”

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายกึ่ม ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คลั่งยาบ้า #ทำร้ายพ่อแม่ #มุกดาหาร #ข่าวอาชญากรรม #ตำรวจภ4 #ยาเสพติด #ข่าวมุกดาหาร #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ ภาพ/ข่าว เดวิท-ธวัชชัย โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และจัดกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดีตลอดทั้งเดือน

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.00 น. ที่ศาลาวัดแก้วจันทราราม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอโคกสำโรง

ประธานพิธี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ พ.ต.ท.เสริญราษฎร์ แก้วปนทอง สว.อก.ฯ พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร สวป.ฯ,พ.ต.ต.ชยพล ตรีโอษฐ์ สวป.(ชส)ฯ
พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.โคกสำโรง และ นายณัฏฐพงษ์ อารยางค์กูร ประธาน

กรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง นำคณะ (กต.ตร.สภ.โคกสำโรง) ร่วมพิธีพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดอภิธรรมกุศล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้อำเภอโคกสำโรงได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ ประสานการจัดเตรียม สถานที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม และให้การต้อนรับผู้ที่เดินทางมาร่วมพิธีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตลอดทุกวัน และได้จัดหน่วยงานต่างๆภายในอำเภอโคกสำโรง หมุนเวียนเพื่อร่วมงานพิธีให้ครบทุกหน่วยงานตลอดทั้งเดือน

อาทิเช่น หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ ทุกส่วนราชการ , ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง , ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเพนียด , ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโคกสำโรง , ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการกิ่งกาชาดอำเภอโคกสำโรง , หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ,

นายกเทศมนตรีตำบลโคกสำโรง , นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ทุกแห่ง และ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้าน ได้มอบหมายหน่วยงานเจ้าภาพพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ฯ เพื่อถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

และคณะสงฆ์ในเขตุปกครองสงฆ์อำเภอโคกสำโรง หมุนเวียนมาร่วมพิธีฯ พร้อม ข้าราชการ ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิไดประธานในพิธีได้นำผู้ร่วมพิธีร่วมกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดีและแสดงความอาลัย สำรวมจิตตภาวนา ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นเวลา 93 วินาที

จากนั้นได้ประกอบพิธี บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พระธรรม และถวายสักการะพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาราธนาศีล พระให้ศีล และพระสวดบทพระอภิธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้น ประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ทอดผ้าไตรถวาย และกรวดน้ำอุทิศถวายพระราชกุศล แสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่า

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ซ่อมบ้าน ซ่อมใจ จากพลังฝีมือ เป็นพลังใจ สร้างสังคมแห่งการให้ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย–กัมพูชา

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 — นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Fix it – อาชีวะจิตอาสา” ส่งมอบบ้านเรือนที่ได้รับการซ่อมแซมให้แก่ผู้ประสบเหตุจากความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมมอบถุงยังชีพและอาหารให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลเสาธงชัย ณ ศาลากลางประชาคมหมู่บ้าน บ้านภูมิซรอลใหม่ หมู่ 12 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

โดยมีนายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายภาครัฐ และเอกชน ผู้บริหารสังกัดสำนักงานอาขีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งภาครัฐและเอกชน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม

นายยศพล กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบชีวิตความเป็นอยู่และบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหาย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีความห่วงใย มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และมอบหมายต่อให้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัด Fix it – อาชีวะจิตอาสา เข้าช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น และซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมา สอศ. ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในสถานศึกษา จัดครัวอาชีวะบริการอาหาร น้ำดื่ม และซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย สอศ. บูรณาการการดำเนินงานระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ และสถานศึกษาในพื้นใกล้เคียง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

นายยศพล กล่าวต่อว่า วันนี้ สอศ. ได้ดำเนินกิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบบ้านเรือนที่ซ่อมแซมแล้ว 24 หลัง พร้อมมอบถุงยังชีพ 570 ชุด ที่เป็นเครื่องอุปโภค บริโภค และอาหารกล่องพร้อมเครื่องดื่ม 500 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งจัดครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวะให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกลการเกษตร และยานพาหนะ มอบพันธ์ุไม้-สอนตอนกิ่ง และฝึกอาชีพระยะสั้นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากเหล่ากาชาดศรีสะเกษ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินการนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยอื่นๆ เป็นค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งในและนอกพื้นที่

นายยศพล กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรม Fix it – อาชีวะจิตอาสา ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งสร้างความมั่นคงในชีวิต และอาชีพของประชาชน Fix it – อาชีวะจิตอาสา คือ Soft Power อาชีวะ ที่แสดงพลังของน้องๆ นักเรียนอาชีวะ พร้อมเสียสละ นำความรู้และทักษะช่วยเหลือสังคม และมั่นใจได้ว่าฝีมือนักเรียน นักศึกษา ได้มาตรฐานวิชาชีพทางด้านช่าง มีคุณภาพ 100 % และเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ สอศ. ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ ที่ไม่เพียงสร้างช่างฝีมือ แต่ยังสร้างพลังอาชีวะจิตอาสาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
///////////
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัวพาณิชย์พิศาล จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันเกิด “อัครนันท์–ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล”/ชมรมโฮปฯ มอบโลงร้อยใบ แก่ พุทธสมาคมฯเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีแชเกาะ พร้อมรับมอบรถใช้ในภารกิจสาธารณกุศล

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่วัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ครอบครัวพิศาล นำโดย คุณแม่ธัญยธรณ์ พานิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเกศริน พาณิชย์พิศาล ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมโฮป

จัดพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพล แด่พระสงฆ์ จำนวน 34 รูป เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันเกิดคุณพ่ออัครนันท์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮป

และ ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา โดยได้รับความเมตตาจากพระครูสมุทรวชิรธรรม (สราวุฒิ โรจนธมฺโม) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ภายในงานครอบครัวพานิชย์พิศาล คหบดีผู้ใจบุญ ยังได้ถวายเครื่องซักผ้า ให้กับวัดมหาวงษ์ จำนวน 3 เครื่อง เพื่อใช้ประโยชน์ภายในวัดภาย

ในงานมีนายธนิตพงษ์-นางทิพย์ประภา วรัณวงศ์เจริญ เพื่อนผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเกศริน แขกผู้มีเกียรติ ญาติพี่น้องครอบครัวพาณิชย์พิศาล ตลอดจนคณะกรรมการ อาสาสมัครชมรมโฮปฯ

และสมาคมกู้ภัยจังหวัดสมุทรปราการ นำกระเช้าของขวัญมาร่วมอวรพร คุณพ่ออัครนันท์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปฯ และ ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา กันอย่างคึกคัก


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ชมรมโฮปฯ มอบโลงร้อยใบ แก่ พุทธสมาคมฯเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีแชเกาะ พร้อมรับมอบรถใช้ในภารกิจสาธารณกุศล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. ที่ บริเวณชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ

พร้อมด้วย นายอัครนันท์ / นางธัญยธรณ์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ชมรมโฮปฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเกศริน พาณิชย์พิศาล ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ชมรมโฮปฯ ครอบครัวเกษมสิริชูวงศ์ และเจ้าหน้าที่ชมรมโฮปฯ ได้ร่วมกันมอบหีบศพ จำนวน 100 ใบ ให้กับ พุทธสมาคมฯเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีแชเกาะ จังหวัดขอนแก่น

ต่อมา คุณกุลภัสสรณ์ เกษมสิริชูวงศ์ และครอบครัว ได้มอบรถยนต์แวน ยี่ห้อ โตโยต้า วิช สีดำ ทะเบียน 6 ขฐ 2746 กรุงเทพมหานคร ให้แก่ทางชมรมโฮปฯ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมสาธารณกุศล เช่น

การช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ การขนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ และภารกิจด้านจิตอาสาต่าง ๆ โดยมี ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมฯ พร้อม นายอัครนันท์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ เป็นผู้รับมอบอย่างเป็นทางการ

โดยบรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเรียบง่าย ท่ามกลางรอยยิ้มของผู้ร่วมงานที่มาด้วยจิตศรัทธา การมอบหีบศพและรถยนต์ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ของชมรมโฮปฯ ที่มุ่งเน้นการสร้าง “สะพานบุญ” เพื่อช่วยเหลือสังคมและส่งต่อความหวังแก่ผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

ดร.ปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า วันนี้ทางชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ได้จัดฉลองวันเกิดคุณพ่ออัครนันท์ พาณิชย์พิศาล ประธานกิตติมศักดิ์ของทางชมรมฯ ครบรอบ 72 ปี

ได้จัดทำบุญถวายพระเพลและกินเลี้ยง และได้มอบโรงไปที่ พุทธสมาคมฯเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีแชเกาะ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 100 ใบ และมีการรับมอบ รถ โตโยต้า วิช จากคุณกุลภัสสรณ์ เกษมสิริชูวงศ์ และครอบครัว เพื่อไว้ให้ชมรมโฮปฯ ใช้ในการสาธารณะประโยชน์


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจัดการแสดงโขน /น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง วันที่ 3 ทำน้ำท่วม ตลาดปากน้ำ

แชร์เนื้อหานี้

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จัดการแสดงศิลปวัฒนธรรมชั้นสูงของชาติ “โขน” มหากาพย์รามเกียรติ์ ตอน “นางลอย – ยกรบ” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

อันเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินการแสดงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤศจิกายน 2568 ณ อาคารผู้โดยสารหลัก และ

อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ถ่ายทอดความงดงาม วิจิตร และทรงพลังของศิลปะแห่งโขน พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติไทย

ให้ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสัมผัสความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด

ทสภ.มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ World Class Hospitality พร้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานร่วมเป็นพื้นที่เผยแพร่วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยผ่านศิลปะการแสดงอันงดงามที่แตกต่างอย่างไม่เหมือนใคร


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

น้ำทะเลหนุนสูงต่อเนื่อง วันที่ 3 ทำน้ำท่วม ตลาดปากน้ำ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานภาพบรรยากาศภายใน ตลาดปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ หลังระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสาย ส่งผลให้น้ำเอ่อเข้าท่วมภายในตลาดสด ระดับ 5-10 เซนติเมตร ประมาณข้อเท้า พ่อค้าแม่ค้าต้องลุยน้ำขายของ ขณะที่ลูกค้ายังคงเดินเลือกซื้อสินค้าท่ามกลางน้ำที่ท่วมพื้นตลาด

แม้น้ำจะท่วมแต่บรรยากาศยังคงคึกคัก แม่ค้าบอกว่า “ชินแล้ว” เพราะช่วงปลายปีแบบนี้มักเกิดน้ำหนุนสูงเป็นประจำ เดี่ยวมันก็ลด ประมาณครึ่งชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมง สถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ

โดยเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ได้มีประกาศเตือน จาก ปภ.แจ้งสถานการณ์น้ำ ผ่าน sms ระบบโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับ น้ำเหนือ เขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำ 2,800 ลบ.ม./วินาที และ น้ำทะเลหนุน ถึง วันที่ 14 พฤศจิกายน 68 ทำให้มีผลกระทบในพื้น อำเภอเมือง และ อำเภออื่น ๆ ในจังหวัดสมุทรปราการ

จากการสอบถามแม่ค้าที่ ให้ข้อมูลว่า กรณีที่น้ำท่วมตลาดนั้นก็มีผลกระทบกับยอดขายบ้าง เพราะลูกค้าบ้างคนเห็นน้ำท่วมแล้วเขาก็ไม่เข้ามาแต่ก็ยังมีขาประจำที่เข้ามาซื้ออยู่ ส่วนการปรับตัวระหว่างที่น้ำขึ้นเราก็ต้องเอาของหนีหลบน้ำหน่อย

เดียวสักพักน้ำก็ลงแป๊บเดียวโดยน้ำท่วมนั้นก็ไม่นาน บ้างที่ก็ครึ่งชั่วโมงบ้าง 1 ชั่วโมงบ้าง 2 ชั่วโมงบ้างแล้วแต่ระดับน้ำ เป็นอย่างนี้ประจำ ช่วงฤดูน้ำทะเลหนุน แต่ก็ไม่ได้เป็นทั้งปี


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดตัว “ประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ยะลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 พย. 68 ผู้สื่อข่าวปัตตานีได้มีโอกาสพบคนการเมืองจากภรรคภูมิใจไทย จึงแสดงบัตรนักข่าว และแนะนำำตัวเองว่า
เป็นนักข่าวในพื้นที่ปัตตานี เป็นผู้สื่อข่าวพิเศษของสำนักข่าวไทย ประจำ จ.ปัตตานี จึงขออนุญาต สัมภาษณ์ นายสิระภพ ดวงสอดศรี ผช.รมต กระทรวงยุติธรรม และะเป็นผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทยด้วยเลยขอท่านสัมภาษณ์ ภายในร้านอาหาร แห่งหนึ่งในย่านเศรษฐกิจ ผู้คนพลุกพล่าน ตรง ถนนสาย มอ.ปัตตานี

จากกรณีเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 ที่ผ่านมานั้น ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ ทางด้านพรรคภูมิใจไทย ได้ขยับหมากรุกตัวสำคัญอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว “นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา เขต 1 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจับตามากที่สุดในเวทีเลือกตั้งรอบนี้

สวัสดีครับท่าน ก่อนขอแสดงงความยินดีที่ท่านได้รับตำแหน่งงทางการเใหเมืองให้เให้ป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ที่มาเจอกันโดยบังเอิญ ท่านให้เกียรติสัมภาษณ์ผมขอขอบพระคุณท่านมากๆครับ ถึงเรื่องของการเปิดตัว คนมั่งคั่งเจ้าสัวใน จ.ยะลา คือ “ประสิทธิ์ชัย” ลงชิงชัยเก้าอี้ ส.ส.เขต 1 จ.ยะลา
จากนั้นผู้สื่อข่าวจึงตั้งคำถามแรก‘ ท่านมาอยู่ในตำแหน่งงทางการเมืองมาจากความตั้งใจ จริง หรือ…ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง ?

นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเลือก “ประสิทธิ์ชัย” มาเป็นตัวแทนพรรคในเขต 1 จังหวัดยะลา ไม่ได้เกิดจากโควต้า ไม่ได้เลือกจากศาสนา ไม่ได้ตั้งใจจะเน้นว่าเป็น “ไทยพุทธ” คนเดียวในสนาม แต่เลือกเพราะ “หัวใจ” และ “ความสามารถ” ที่จะทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของประชาชนทุกศาสนา ทุกชุมชน”“เราไม่ได้เลือกเขาเพราะเขาเป็นไทยพุทธ หรือเพื่อความแตกต่างทางศาสนา แต่เลือกเพราะเขาเป็นคนที่ฟังพี่น้องประชาชนได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะพุทธ มุสลิม หรือศาสนาใดก็ตาม”

@พื้นฐานที่แข็งแรง…จากรุ่นสู่รุ่นประสิทธิ์ชัย มาจากครอบครัวนักการเมืองที่คนในพื้นที่รู้จักกันดี — พี่ชายของเขาคือ นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อดีต ส.ส.ยะลา 6 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองน้ำดีที่ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านมายาวนาน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าภูมิหลังคือ “การลงมือทำงานที่ต่อเนื่อง” – หากจะมองตระกูลนี้ มีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ยากไร้คน ที่ยากไร้ พวกเค้ามักส่งเสริมการสร้างอาชีพในชุมชน และให้โอกาสกับกลุ่มเปราะบาง มานานกว่าทศวรรษ โดยไม่ต้องรอถึงช่วงเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวเลยถามเลยงัดต่อเนื่อง ถึงประเด็น เหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทย เลือกนายประสิทธิ์ ทางด้าน นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และ เป็นผู้อำนวยการพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ตอนนึงในบทสัมภาษณ์ราว2 ชม. ระบุว่า ในการพิจารณาว่าที่ผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทย แต่ละเขตการเลือกตั้ง โดยพรรคมีความเหให้็นพ้องว่า เราให้ความสำคัญกับคุณสมบัติ ความตั้งใจ และความสามารถจริง ไม่ใช่เรื่องภาพลักษณ์ หรืออิทธิพลแฝง หรือแม้แต่กระแสชั่วคราวอย่างโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย์ ถ้าถามว่าดีไหม “ดีสิ” แต่โซเชียลมีเดียร์นั้นมันจะเป็นดาบสองรมทันทีหากนักการเมืองทุกคนนำมาใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดและไร้จรรยาบรรณ ซึ่งมารยาททางการเมืองเค้าไม่ใช้กันวิถีอย่างนี้ ”ผอ.พรรคภูมิใจไทยกล่าว“

“นายประสิทธิ์ชัย เป็นคนที่เรามองว่า ไม่เพียงแต่เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ แต่ยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมใจคนในชุมชนพุทธและมุสลิมได้อย่างแท้จริง”แต่นี่ไม่ใช่ .. แค่ลงเลือกตั้ง แต่เรามาพร้อมทีมงานเข้มแข็ง ทำด้วยใจจริง และพรรคสนับสนุนให้เป็นจริง สิ่งนี้คือ เบื้องหลังการเปิดตัวครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากระดับผู้บริหารพรรค โดยนายทพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ให้การสนับสนุนโดยตรง พร้อมด้วยผู้ใหญ่ในพื้นที่และทีมงานคุณภาพที่พร้อมสนับสนุนการทำงานทั้งในและนอกสภา

ผู้สื่อข่าวได้ตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ The Stringer Today เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568ซึ่งกระทู้ดังกล่าว ผู้ติดตามก็ว่า 2 แสนคนโดยผมจะเจาะรายระเอียดสำคัญๆมา เนื่องจากในกระทู้นั้นโดนบล็อกภายหลังจากตั้งกระทู้ถามีถึงชาวจ.ยะลา ว่าทำไมต้องเลือก “ประสิทธิ์ชัย”?

  • ทำไมต้องเลือก “ประสิทธิ์ชัย”?
  • เป็นผู้สมัครที่ “ไม่ได้มาเพื่อแข่งขัน” แต่ “มาเพื่อรับใช้”
  • เข้าใจพื้นที่ รู้จักปัญหาทุกซอกทุกมุมของเขต 1
  • เชื่อมโยงได้ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม
  • มีประสบการณ์ครอบครัวด้านการเมืองที่ไม่ทิ้งประชาชน
  • ได้รับการสนับสนุนจากพรรคและทีมผู้บริหารระดับชาติ
  • ภายหลังจากนั้น ก็จบการสนทนาสั้นๆกับทาง ผอ.พรรคภูมิใจไทย

บทสรุปจาก “พี่ใหญ่”
“เรามั่นใจว่าเขาคือคนที่ดีที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นใคร แต่ว่าเพราะเขาทำอะไรให้พี่น้องประชาชนมาตลอด และเราก็มั่นใจว่าถ้าได้โอกาสครั้งนี้ เขาจะทำได้มากกว่าที่เคย” บทสรุปจาก “พี่ใหญ่”“เรามั่นใจว่าเขาคือคนที่ดีที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นใคร แต่ว่าเพราะเขาทำอะไรให้พี่น้องประชาชนมาตลอด และเราก็มั่นใจว่าถ้าได้โอกาสครั้งนี้ เขาจะทำได้มากกว่าที่เคย” ต่อมา ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าเพิ่มเติม ของนายสิรภพอีกว่านอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ถ้าหากประชาชนในจังหวัดยะลา (เขต1) กำลังมองหา “ตัวแทนของชาวบ้าน ที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่จริง และะลงพื้นที่จริง จิตใจดี เมตตา มีหัวใจเพื่อส่วนรวม ที่สำคัญเลยคือ ไม่แบ่งแยกศาสนา และกล้าที่จะพูดแทนประชาชน”

พรรคภูมิใจไทยได้เลือก “นายประสิทธิ์ชัย พงษ์สุวรรณศิริ” มาเป็นทางเลือกให้พี่น้องประชาชน ที่พร้อมจะพิสูจน์ตัวเองในเวทีการเมืองระดับชาติ ด้วยผลงานและเจตนาที่ชัดเจน ถึงเวลาแล้ววที่ต้องตัดสินใจด้วยตัวของท่านเองให้เข้าไปมีบทบาท มาเป็นกระบอกเสียงให้ชาวยะลาเขต1 เป็นตัวแทนของพลังงานร่วมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีอย่างยาวนานในพื้นที่ที่เรียกได้ว่า เป็นระเบียงแห่งงเมทองมักกะหฺ์ ประชาชนทุกคนจะได้เห็นภาพ กลิ่นอายความจริงที่ชาวบ้านมึเงินสำหรับใช้จ่ายในครัวเรือน จุนเจือพ่อแม่ เพราะมั่นใจได้เลยว่า เศษฐกิจที่ซบเซาในเมืองจ.ยะลา กลับมายุคเฟื้องฟูอีกครั้ง เลือก นายประสิทธิ์ ยะลาเขต1 คนใหม่ ที่ใครๆ ทุกศาสนาเข้าถึงได้ ด้วยสโลแกนว่า “เสียงจากประชาชน ต้องมีคนจริงใจ เป็นกระบอกเสียงแทน”

ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว TOPNEWS รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /โรงพยาบาลสลุยจัด “จิบน้ำชาการกุศล” หาทุนซื้ออุปกรณ์ดูแลผู้ป่วย

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ส.ส.ลูกหมี – นายกโต้ง – รองกิต ร่วมมอบเตียงผู้ป่วยและถังออกซิเจน สนับสนุนการดูแลสุขภาพชุมชน เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร นายสิทธิ์ชัย ชูจีน สาธารณสุขอำเภอท่าแซะ

เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เลี้ยงน้ำชาการกุศล” จัดโดยชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ร่วมกับ รพ.สต.สลุย เพื่อระดมทุนจัดหากายอุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในพื้นที่แบบองค์รวม
ภายในงานมีบุคลากรทางสาธารณสุข หมอ อสม.จาก รพ.สต.ต่าง ๆ เข้าร่วมจำนวนมาก รวมทั้งนายอนิรุท พลราม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสลุย

นางจิราพร หนูชนะภัย กำนันตำบลสลุย นายชาญณรงค์ เสนเผือก อดีตกำนันตำบลสองพี่น้อง นายสายัณห์ สุธานินท์ อดีตกำนันตำบลสองพี่น้อง ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ก่อนเริ่มงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันยืนสงบนิ่ง 1 นาที

เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นางสาวพรรณพิศ ภูนิคม ประธาน อสม.รพ.สต.สลุย กล่าวว่า

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถือเป็นพลังแห่งความเมตตาและความสามัคคีของคนในชุมชน เงินและสิ่งของที่ได้รับบริจาคจะนำไปใช้ในการจัดหากายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้สูงอายุในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร เป็นผู้แทน นายชุมพล จุลใส (ส.ส.ลูกหมี) และ นายนพพร อุสิทธิ์ (นายกโต้ง) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

มอบเตียงผู้ป่วยจำนวน 2 เตียง และถังออกซิเจน 3 ถัง ให้กับ รพ.สต.สลุย เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ พร้อมระบุว่า จะส่งมอบเตียงผู้ป่วยเพิ่มเติมอีก 2 เตียง และถังออกซิเจนจำนวนหนึ่งให้กับ รพ.สต.บ้านพันวาลในโอกาสต่อไป

ด้าน นายชัยยุทธ ไชโย ผู้อำนวยการ รพ.สต.สลุย กล่าวว่า ภายในงานได้จัด “ตลาดนัดสุขภาพ” ให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุน พร้อมเลือกซื้อสินค้าชุมชนและเครื่องดื่มสุขภาพจากเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนอำเภอท่าแซะ เช่น กาแฟกูเสือเต้น, ปับพันวาล (ผาเปิดใจ), แนนฟาร์มม้า

(ไร่พอเพียงฟาร์ม), กาแฟโรสิยาห์, ชาใบมิ้นและหญ้าหวานจาก “พรผู้สร้าง” รวมถึงกาแฟพัฒนะจากตำบลดอนยาง อำเภอปะทิว
กิจกรรมครั้งนี้นอกจากเป็นการส่งเสริมสุขภาพและสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนแล้ว ยังสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือในการพัฒนางานสาธารณสุขระดับพื้นที่อย่างแท้จริง

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สิงห์เมืองมุกบูรณาการเข้มกับ ฉก.ทพ..2105 สกัดยาเสพติดถึงรังหนุ่มคอนสาย ยึดยาบ้าคาห้องนอน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ นายชายสิทธิ์ สุวรรณโชติ นายอำเภอเมืองมุกดาหาร สั่งการให้ มว.อ.ดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง

พร้อม ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง (สิงห์เมืองมุก) และสมาชิก อาสาสมัครรักษาดินแดน ร้อย อส.อ.เมืองมุกดาหาร 2 บูรณาการร่วมกับ

ร้อย.ฉก.ทพ.2105 ออกตรวจสอบกรณีมีการร้องเรียนผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ หมู่ 11 ต.โพนทราย อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

จากการเข้าตรวจสอบพบผู้เสพยาเสพติด 1 ราย และขยายผลจากแหล่งข่าวจนสามารถจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายยาบ้าเพิ่มอีก 1 ราย ทราบชื่อ นายศาสตราวุธ

แข็งแรง อายุ 23 ปี ชาวบ้าน บ้านคอนสาย ม.5 ต.นาสีนวน อ.เมืองมุกดาหาร ตรวจค้นภายในบ้านพบของกลาง ยาบ้า 168 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายแขวนริมหน้าต่างห้องนอน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิด โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กองทัพภาคที่ 2 เร่งสร้างหลุมบุคคลคู่–หลุมหลบภัยกว่า 250 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนแนวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้าง “ที่มั่นกำบัง (หลุมบุคคลคู่)” ภายใต้โครงการ กองทุนหทัยทิพย์ ของมูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี หลังเกิดสถานการณ์การปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมา กำลังพลต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีที่กำบังจากการโจมตีของโดรนจากฝั่งกัมพูชาโครงการดังกล่าวดำเนินการโดย กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับกองกำลังสุรนารี และกองพลพัฒนาที่ 2 มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

โดยปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้าง หลุมบุคคลคู่ 256 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า การสร้างที่มั่นกำบังเป็นภารกิจสำคัญในการปกป้องชีวิตของกำลังพล และเป็นเครื่องยืนยันถึงความห่วงใยของทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนโครงการกองทุนหทัยทิพย์ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าทำงานได้อย่างปลอดภัย“ไทยนี้รักสงบ แต่หากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย เราก็พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวตอนหนึ่งโครงการก่อสร้างที่มั่นกำบังและหลุมหลบภัยยังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมและความปลอดภัยสูงสุดให้กับทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจบึงกาฬ ทลายขบวนการค้ายาเสพติด ยึดยาบ้า 1.59 ล้านเม็ด

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) เวลา 17.00 น. ที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้มีการแถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญ

โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.บึงกาฬ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย และการสั่งการของ พ.ต.อ.กฤศกร เชื้อสิงห์ ผกก.สืบสวนฯ มอบหมายให้ พ.ต.ท.กำพล บัวจันทร์ สว.กก.สืบสวนฯ นำกำลังลงพื้นที่สกัดจับ

หลังได้รับแจ้งจากสายข่าวว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจังหวัด
เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่ รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ พบรถยนต์ต้องสงสัยจอดอยู่หน้าห้องพักหมายเลข 9 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบชายผู้ต้องหามีท่าทีพิรุธและพยายามหลบหนี ก่อนถูกควบคุมตัวไว้ได้

จากการตรวจค้นภายในรถ พบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 5 กระสอบ ภายในบรรจุยาบ้ารวม 1,594,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมรถยนต์คันดังกล่าว
ผู้ต้องหาทราบชื่อภายหลังคือ นายสิทธิเดช หรือป้อบ (สงวนนามสกุล)

ให้การรับสารภาพว่าได้รับยาบ้ามาจากพื้นที่บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ เมื่อคืนที่ผ่านมา เพื่อเตรียมนำไปส่งต่อยังพื้นที่ตอนในเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลถึงเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย.น่าน จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และทำบุญถวายทานผ้าป่าผู้สูงอายุ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สาขาสมาคมสภาผู้สูงแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีและทำบุญถวายทานผ้าป่าผู้สูงอายุ ณ ศาลาหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง

อำเภอภูเพียง จังหวัดน่านโดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์ ที่ปรึกษาสาขาสมาคมฯ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมี นายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสภาสาขาฯ กล่าวรายงานต่อที่ประชุม

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ประกอบด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน สาธารณสุขจังหวัดน่าน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน, อดีตประธานสภาสาขาฯ, นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน

ยายวิสุทธิ์ ศรีเมือง เลขาสมาคมฯรวมถึงประธาน รองประธาน เลขานุการ และกรรมการสภาผู้สูงอายุทั้ง 15 อำเภอ และเทศบาลต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตจากชุมชน อาทิ ผักสด เครื่องจักสาน เสื้อผ้า และผลไม้ ซึ่งจัดเป็น 3 โซนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่

ช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์ ถวายภัตตาหารเพล ถวายปัจจัย และถวายทานผ้าป่าผู้สูงอายุ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระราชนันทวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และแสดงสัมโมทนียกถาแก่ผู้เข้าร่วมงานจากนั้นมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากตัวแทนผู้สูงอายุทั้ง 3 โซน คือ โซนเหนือ โซนกลาง และโซนใต้ โซนละ 1 รายการ สร้างความรื่นเริงและอบอุ่นแก่ผู้เข้าร่วมงาน

มีการมอบเกียรติบัตรแก่ ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง และ คณะกรรมการที่หมดวาระจำนวน 32 ท่าน พร้อมการเลือกตั้งประธานสาขาสมาคมฯ คนใหม่ เนื่องจากประธานคนเดิมหมดวาระ ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายเกตุ สมบัติแก้ว ได้รับเลือกเป็นประธานสาขาฯ คนใหม่ โดยมีการส่งมอบงานและกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ

พิธีปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ดำเนินการโดย นายสวัสดิ์ สิงห์ธนะ ประธานสาขาฯ คนปัจจุบัน จากนั้นผู้ร่วมงานรับประทานอาหารร่วมกันก่อนแยกย้ายกลับโดยสวัสดิภาพ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/
วิสุทธิ์ ศรีเมือง รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / น่านจัดกิจกรรม “วิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก : สนามที่ 2 วิ่งเลาะเวียงน่าน” ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชื่อมโยง 4 เมืองล้านนาตะวันออก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา จัดกิจกรรม “วิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก” สนามที่ 2 วิ่งเลาะเวียงน่าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบูรณาการการท่อง

เที่ยวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 พัฒนาเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดฯ ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์คุณภาพสูงบนฐานวัฒนธรรมและความยั่งยืน
โดยมี นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม

พร้อมด้วย นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน นายภานุพันธ์ เอี่ยมอุบลวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยา หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ นักวิ่ง นักท่องเที่ยว และประชาชนชาวจังหวัดน่าน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง
นางวิไลวรรณ บุดาสา กล่าวว่า จังหวัดน่านเป็นหนึ่งในกลุ่ม

จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นในฐานะ “เมืองเก่าที่มีชีวิต” เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งศิลปวัฒนธรรมล้านนา ผสมผสานกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของผู้คนที่อบอุ่นและเป็นมิตร อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญมากมาย เช่น วัดภูมินทร์ วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดมิ่งเมือง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน บ้านนาก๋างโต้ง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างอุทยานแห่งชาติดอยภูคา และอุทยานแห่งชาตินันทบุรี

กิจกรรม “วิ่งเลาะเวียงน่าน” ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรวมกว่า 782 คน โดยแบ่งเป็นชาวไทย 777 คน และชาวต่างชาติ 5 คน จากประเทศเคนยา ฟิลิปปินส์ ซิมบับเว สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย
เส้นทางวิ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่

Kilo Run 2.5 กิโลเมตร Fun Run 5 กิโลเมตร Half Marathon 21 กิโลเมตรMarathon 42 กิโลเมตรจุด Start – Finish ตั้งอยู่ ณ ข่วงเมืองน่าน นักวิ่งได้สัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าน่าน เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความมีไมตรีของชาวเมืองตลอดเส้นทาง
กิจกรรม “วิ่งเลาะเวียง 4 เมืองล้านนาตะวันออก” จัดขึ้นทั้งหมด 4 สนาม ได้แก่

สนามที่ 1 : วิ่งเลาะเวียงแพร่ จังหวัดแพร่ (25–26 ตุลาคม 2568)
สนามที่ 2 : วิ่งเลาะเวียงน่าน จังหวัดน่าน (8–9 พฤศจิกายน 2568)โดยจะจัดต่อเนื่องไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในกลุ่มล้านนาตะวันออกกิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงสร้างกระแสการออกกำลังกายเพื่อ

สุขภาพ แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และสร้างความร่วมมือระหว่างจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน 2 ให้เติบโตอย่างยั่งยืนดำเนินงานโดย สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพะเยาติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : วิ่งเลาะเวียง เมืองล้านนาตะวันออก
/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมข่าวสมาคม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “แฟร์เท็กซ์” จุดไฟศึกกลาง MEGA BANGNA เปิดเวที ‘SMOKER 11 Cyber Santa Mega Fight Fest’ รวมคนธรรมดาสายสู้ ขึ้นชกจริง พิสูจน์หัวใจนักสู้

แชร์เนื้อหานี้

ระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ณ ลาน FOODWALK PLAZA ศูนย์การค้าเมกาบางนา บริษัท แฟร์เท็กซ์ อีควิปเม้นท์ จำกัด ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬามวยไทยและศิลปะการต่อสู้ชั้นนำของประเทศไทย จัดมหกรรมมวยไทยสมัครเล่น “Fairtex SMOKER 11 Cyber Santa Mega Fight Fest” สานต่อกิจกรรม Fairtex Smoker ที่จัดต่อเนื่องมายาวนาน เพื่อเปิดโอกาสให้คนทุกอาชีพได้สัมผัสประสบการณ์จริงบนเวทีมวยระดับมืออาชีพ

โดยมี คุณเปรม บุษราบวรวงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Fairtex Equipment, MD Fairtex Training Center และ CEO Fairtex Fight กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พร้อมขอบคุณพันธมิตรและผู้สนับสนุนที่ร่วมผลักดันให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ร.ต.นิธิโรจน์ บัวศรีธรานนท์ หรือ “กำไลเพชร อโยธยาไฟท์ยิม” อดีตนักมวยไทยชื่อดัง ร่วมแสดงรำไหว้ครูและศิลปะแม่ไม้มวยไทย ก่อนเข้าสู่การแข่งขันของเหล่านักชกสมัครเล่นจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งพยาบาล ครู ทนาย ช่างตัดผม นักเรียน และพนักงานออฟฟิศ ที่ต่างมาร่วมพิสูจน์หัวใจนักสู้บนสังเวียนจริง

ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ศึกคนดัง ระหว่าง “แทค พงศกร” นักแสดงจากค่าย Idol Factory ดวลหมัดกับ โหงวเฮ้ง หรือ อัครพงษ์ศักดิ์ พงษสุวรรณ ลูกชายคนโตของพี่เท่ง เถิดเทิง ซึ่งเรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมแน่นลานเมกาบางนา โดยมี คุณบรรจง บุษราคัมวงษ์ เจ้าของค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ เดินทางมาร่วมเชียร์ให้กำลังใจผู้แข่งขันทุกท่านแบบเกาะติดขอบสนาม

ภายในงานยังมีกิจกรรมต่อเนื่องตลอด 3 วันเต็ม วันที่ 7 พ.ย. พบกับโชว์จาก “ตุ้ม ปริญญา” และเวิร์กช็อปมวยไทยโดย “ยอดไก่แก้ว แฟร์เท็กซ์” แชมป์ Max Stadium, วันที่ 8 พ.ย. พิธีเปิดงานและแมตช์พิเศษแทค–โหงวเฮ้ง และวันที่ 9 พ.ย. กิจกรรมสาธิตศิลปะการต่อสู้จาก Family BJJ Gym และอดีตฮีโร่โอลิมปิก “วรพจน์ เพชรขุ้ม” พร้อมเวิร์กช็อปมวยไทยและกิจกรรมพิเศษจากสองนักชกระดับโลก “ก้องธรณี ส.สมหมาย” และ “เจ้าเสือใหญ่ ม.กรุงเทพธนบุรี” รวมถึงช่วง Meet & Greet แจกลายเซ็นและพูดคุยกับแฟนมวยอย่างใกล้ชิด

กิจกรรม Fairtex Smoker ถือเป็นส่วนสำคัญของวงการมวยไทย ที่เปิดโอกาสให้นักสู้รุ่นใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพบนเวทีจริง อีกทั้งเป็นพื้นที่แสดงพลังของชุมชนมวยไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากพัฒนาการของนักชกและการจัดงานที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นในทุกปีซึ่งงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรชั้นนำ

ในวงการกีฬาและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ONE Championship, น้ำมันมวย, G-Shock, กระทิงแดง, Royal Enfield และ Matter Makers“เวทีนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับนักมวยอาชีพเท่านั้น แต่สำหรับคนธรรมดาที่กล้าฝัน กล้าสู้ และกล้าพิสูจน์ตัวเอง” แต่นี่คือจิตวิญญาณของ Fairtex SMOKER11: Cyber Santa Mega Fight Fest ที่แฟร์เท็กซ์ตั้งใจส่งต่อ เพราะบนสังเวียนนี้ ‘ความกล้า สำคัญกว่าชื่ออาชีพมา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รมช.มหาดไทย เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจท้องถิ่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 พ.ย.68 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) เป็นประธานพิธีเปิด โครงการ “OTOP สร้างสุขสู่ชุ่มชน” จุดดำเนินการที่ 5 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ที่บริเวณลานกิจกรรม 25 ไร่ หลังศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จ.ประจวบฯ

โดยมี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชมชน, นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ, แพทย์หญิงบุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบฯ / ประธานแม่บ้านมหาดไทย จ.ประจวบฯ ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน, หัวหน้าส่วนราชการกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง,ผู้แทนภาคีเครือข่าย แขกผู้มีเกียรติและผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยก่อนเริ่มพิธีเปิดงาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เชิญผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออนุรักษ์และสืบสานงานหัตถศิลป์ของไทย

ผ่านการจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ จากนั้นได้เดินเยี่ยมชมบูธสินค้าต่างๆ และสาธิตทำเมนู “ยำปลาอินทรีเค็ม” แจกจ่ายผู้คนที่มาร่วมงานและสื่อมวลชนได้ลองทานอย่างเอร็ดอร่อยนางสาวศศิธร กิตติธรกุล กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนผ่านการดำเนินโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้จัดทำโครงการ “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ขึ้นเพื่อส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP เพิ่มศักยภาพการผลิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาคธุรกิจ ตลอดจนยกระดับรายได้ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ให้มีความมั่นคงยั่งยืน

สำหรับโครงการ “OTOP สร้างสูงสู่ชุมชน” กำหนดจัดขึ้นหมุนเวียนในพื้นที่ 18 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระหว่างเดือนตุลาคม 68 – มีนาคม 69 โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นจุดดำเนินการที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-13 พ.ย.68 รวมระยะเวลา 7 วัน
ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน ได้แก่การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 1-5 ดาว และ OTOP

ชวนชิมจากทั่วประเทศกว่า 200 บูธ การสาธิตผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การประชาสัมพันธ์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเลือกซื้อสินค้า การจัดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชนชน” ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไก

สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เชื่อมโยงกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ไทยให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนในอนาคต.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / NCAPS ส่งภาพ​ตรงจากพื้นที่​ เจ้าหน้าที่ อช.ศรีลานา จับกุมลักลอบทำไม้ชิงชันมีค่า ยึดไม้แปรรูป 75 ชิ้น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 21.40 น. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง สามารถจับกุมผู้ต้องหาลักลอบทำไม้มีค่าได้ 1 ราย พร้อมยึดไม้ชิงชันแปรรูปจำนวน 75 เหลี่ยม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐกว่า 498,000 บาท

นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และข้อสั่งการของ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดในการออกตรวจลาดตระเวนป้องกัน ป้องปราม และปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ และการลักลอบทำไม้มีค่าในพื้นที่

นายอานนท์ กุลนิล หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์แบบบูรณาการอุทยานแห่งชาติศรีลานนา รายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังจากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย สายตรวจอุทยานแห่งชาติ หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ที่ ศล.2 (ปางมะเยา), ศล.3 (บ้านออน), ศล.6 (ห้วยกุ่ม), ศล.7 (ห้วยปุย) ทหารกองบังคับการควบคุมสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดที่ 1 กองกำลังผาเมือง และสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว ร่วมกันออกตรวจลาดตระเวนป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ บริเวณป่าห้วยถ่ำม่วง หมู่ที่ 9 ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้รูปแบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ SMART PATROL

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการติดตามสืบสวน หลังจากวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 คณะเจ้าหน้าที่พบร่องรอยการลักลอบทำไม้หลายจุด และร่องรอยการชักลากไม้ในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้นำกล้อง SHARED CAMERAS (N-CAP) รหัส 05 มาติดตั้งเพื่อดักถ่ายการกระทำผิด จนกระทั่งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.38 น. พบกลุ่มบุคคลมีการเคลื่อนไหวนำอุปกรณ์ เครื่องชั่ง และมีการชักลากไม้ผ่านหน้ากล้อง

คณะเจ้าหน้าที่จึงจัดชุดกำลังเข้าดักซุ่ม ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 จนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 21.40 น. จึงพบชายตามภาพดักถ่ายจากกล้อง N-CAP เข้ามาในพื้นที่บริเวณกองไม้ที่เตรียมเคลื่อนย้าย คณะเจ้าหน้าที่จึงแสดงตนและตรวจสอบ ทราบในภายหลังว่าเป็นนายอาทิตย์ อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 11 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่จากการสอบถาม นายอาทิตย์ให้การว่า ตนเองเข้ามาตรวจสอบไม้เพื่อทำการชักลากออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบกระเป๋าสะพายข้างสีดำ ไฟฉายคาดหัวสีเขียว 1 อัน ตะปูขนาด 3 นิ้ว จำนวน 8 ตัว และมีด 1 เล่ม จากนั้นได้ตรวจสอบบริเวณโดยรอบพบไม้ชิงชันแปรรูปกองกระจัดกระจายรอบบริเวณป่า

ทั้งนี้ ของกลางและอุปกรณ์ที่ตรวจยึด ประกอบด้วย ไม้ชิงชันแปรรูป จำนวน 75 เหลี่ยม/ชิ้น ปริมาตร 1.66 ลูกบาศก์เมตร คิดมูลค่าความเสียหายของรัฐ 498,000 บาท, มีด 1 เล่ม, ตะปู จำนวน 8 ตัว, ไฟฉายคาดหัวสีเขียว จำนวน 1 อันคณะเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้แก่ผู้ต้องหา และได้จัดทำเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายกริชสยาม กล่าวย้ำว่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ยืนยันที่จะเดินหน้าปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นต่อเนื่องในการปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของชาติ โดยใช้เทคโนโลยีและการประสานงานระหว่างหน่วยงานเพื่อให้การปราบปรามผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด.

สมจิตรแสงบันลังค์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ทสภ. ยืนยันระบบตรวจสัมภาระได้มาตรฐานสากล แจงกรณีพบเครื่องกระสุนปืนที่สนามบินภูเก็ตเกิดภายหลังนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางในไทยกว่าสัปดาห์

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลผู้โดยสารชาวอิสราเอลถูกตรวจพบเครื่องกระสุนปืนในกระเป๋าสัมภาระที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้โดยสารรายนี้เคยเดินทางเข้าประเทศผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และสัมภาระผ่านระบบตรวจสอบได้อย่างไรนั้นจากการตรวจสอบของ ทสภ. พบว่าผู้โดยสารรายดังกล่าวเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 และได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดภูเก็ตในวันเดียวกัน

ก่อนท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ เช่น เกาะพีพี และภูเก็ต จนกระทั่งเกิดเหตุที่สนามบินภูเก็ตในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเข้าประเทศมากว่าสัปดาห์แล้ว
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่าในช่วงที่ผู้โดยสารเดินทางออกจาก ทสภ.

ไปยังท่าอากาศยานภูเก็ต สัมภาระผู้โดยสารได้ผ่านการตรวจค้นโดยระบบตรวจสอบวัตถุระเบิด (Explosive Detection System : EDS) และไม่พบสารระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยใด ๆ จึงผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามปกติ ทั้งนี้ หากระบบตรวจพบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยใด ๆ จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนและเจ้าหน้าที่จะนำสัมภาระออกมาตรวจสอบซ้ำตามขั้นตอนทันที

ทสภ. ให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน โดยใช้ระบบตรวจสอบสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง (Hold Baggage Screening System) ที่ออกแบบตามมาตรฐานของหน่วยงานบริหารการรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐอเมริกา (TSA) และ European Civil Aviation Conference (ECAC) ของสหภาพยุโรป ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานตรวจสอบทั้งในและนอกประเทศ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินภูเก็ตเป็นเหตุภายหลังจากผู้โดยสารได้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยหลายวันแล้ว และขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทสภ. ยังคงดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและอากาศยาน


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเย็น วันที่ ( 7 พ.ย. 2568) เวลา 17.00 น. ที่วัดอ่างสุวรรณ ( หนองหอย) ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส (จพง.ปค.ชำนาญการพิเศษ)

ปฏิบัติหน้าที่ รักษาราชการแทนนายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดหนองหอย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก

พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ทับสะแก สภ.ห้วยยาง ผู้บริหารท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ ครู พนักงานราชการ

ลูกจ้างชั่วคราว สมาชิก อส.อ.ทับสะแก ที่ 6 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี

///////////////////
ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศูนย์วิจัยฯ ทางทะเลติดตามอนุบาลปะการังเกาะง่ามใหญ่ พบปะการังรอดกว่า 90% เตรียมต่อยอดฟื้นฟูแนวปะการังสร้างสมดุลระบบนิเวศ

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมรกต โจวรรณถะ หัวหน้าศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1 (ชุมพร) พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ลงพื้นที่ดำเนินโครงการสำรวจ ติดตาม และประเมินสถานภาพทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล ประจำปี 2568

โดยมีกิจกรรมสำรวจสถานภาพพะยูนและแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพรสำหรับศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 1 (ชุมพร)

มีภารกิจสำรวจ ศึกษา วิจัย และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล 7 แห่ง ได้แก่

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด
อุทยานแห่งชาติหาดวนกร
อุทยานแห่งชาติอ่าวสยาม (อยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้ง)
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง
อุทยานแห่งชาติแหลมสน
อุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรี

โดยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้ลงพื้นที่เกาะง่ามใหญ่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร เพื่อติดตามวัดขนาดการเจริญเติบโตของปะการังในแปลงอนุบาลปะการัง (Coral Nurseries)

ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการัง ผลการติดตามเบื้องต้นพบว่า แปลงอนุบาลปะการังยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี ปะการังมีอัตราการรอดสูงถึงร้อยละ 90 และมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1–2 เซนติเมตร
นายมรกตกล่าวว่า

ปรากฏการณ์น้ำทะเลอุณหภูมิสูงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้แนวปะการังหลายแห่งเกิดภาวะฟอกขาวและได้รับความเสียหาย การดำเนินโครงการอนุบาลปะการังจึงเป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรแนวปะการังให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว

ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ตอนบน นักท่องเที่ยวสามารถชมความงามของแนวปะการัง ปลาทะเลสีสันสวยงาม และธรรมชาติทางทะเลที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี
คำแนะนำประชาชน:

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปดำน้ำหรือท่องเที่ยวทางทะเล ควรช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเหยียบปะการัง ไม่ทิ้งขยะลงทะเล และใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการัง เพื่อร่วมรักษาความงดงามของท้องทะเลชุมพรให้คงอยู่คู่กับชุมชนและคนรุ่นต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิบ้านนกขมิ้นร่วมกับเทศบาลตำบลกองควาย ส่งมอบบ้านใหม่ให้น้องคชา หลังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 บ้านน้ำครกเก่า ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน มูลนิธิบ้านนกขมิ้น ภายใต้ โครงการกองทุนที่อยู่อาศัย ร่วมกับ เทศบาลตำบลกองควาย จังหวัดน่าน ส่งมอบบ้านหลังใหม่ให้แก่ เด็กหญิงคชาภรณ์ ส่างกอง และครอบครัว ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้นสร้างความเสียหายรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะบ้านของน้องคชา ที่ถูกน้ำท่วมสูงจนมิดหลังคาเป็นเวลากว่าสองวัน ทำให้โครงสร้างไม้เดิมชำรุด หลังคาเก่าเป็นรูและพื้นไม้ผุพังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย ครอบครัวต้องอาศัยอยู่อย่างระแวดระวังจากฝนและสัตว์มีพิษในบ้าน

จากสถานการณ์ดังกล่าว มูลนิธิบ้านนกขมิ้นซึ่งเคยจัดตั้ง “โรงครัวนกขมิ้น” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ตำบลกองควาย จึงได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของครอบครัวน้องคชา และได้ดำเนินการสร้างบ้านหลังใหม่ภายใต้ “โครงการกองทุนที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการซ่อมแซมหรือสร้างบ้านให้กับเด็กยากจนและผู้ยากไร้ เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย

การส่งมอบบ้านในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายนพพร เรืองสว่าง นายอำเภอเมืองน่านเป็นประธานในพิธี นายสุรชัย สุขเขียวอ่อน ผู้อำนวยการอาวุโส มูลนิธิบ้านนกขมิ้น นายสุรชัย แสนมี่ ผู้อำนวยการมูลนิธิบ้านนกขมิ้น และทีมงาน รวมถึงคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลกองควาย

นำโดย ร้อยตำรวจเอกไชยเดช โรงคำ นายกเทศมนตรีตำบลกองควาย นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน ผู้นำท้องที่ และพี่น้องชาวตำบลกองควายร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบบ้านหลังใหม่อย่างอบอุ่น นายกเทศมนตรีตำบลกองควาย กล่าวถึงความประทับใจว่า

“วันที่ขึ้นเสา ปูพื้นบ้าน น้องคชากลับมาจากโรงเรียน พ่อเห็นแววตาน้องมีความสุขจนเต็มล้น พอถามว่า ‘รู้สึกยังไงลูก’ น้องตอบว่า ‘หนูมีความสุขค่ะ’ เพราะเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีบ้านใหม่ที่ดีขนาดนี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณมูลนิธิบ้านนกขมิ้นมากครับ ถือเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้เห็นรอยยิ้มของครอบครัวนี้อีกครั้ง”
ด้านน้องคชา กล่าวในพิธีด้วยรอยยิ้มว่า

“หนูขอขอบคุณมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี และเทศบาลตำบลกองควายค่ะ ที่ทำให้หนูได้มีบ้านใหม่ที่แข็งแรงและปลอดภัย หนูดีใจที่ไม่ต้องกลัวว่าน้ำฝนจะหยดเวลานอน หรือกลัวแมลงมีพิษจากพื้นบ้านอีกแล้วค่ะ”การส่งมอบบ้านในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของมูลนิธิบ้านนกขมิ้น ที่เชื่อมั่นว่า “เด็กจะเติบโตได้ดี เมื่อมีบ้านและครอบครัวที่มั่นคง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
มูลนิธิบ้านนกขมิ้น
โทร. 02-375-6497
Facebook: มูลนิธิบ้านนกขมิ้น – Baan Nokkamin Foundation
เว็บไซต์: www.bannokkamin.org/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เลขารัฐมนตรีว่ามหาดไทย..สถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น. 8 พย. 2568

แชร์เนื้อหานี้

เลขารัฐมาตรีมหาดไทยพร้อมพ่อเมืองสุโขทัยลงพิ้นที่แก้ไขและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเมืองสุโขทัยเมื่อเวลา17.20น.ของวันที่8พย.2568

นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายสมรักษ์ ยกน้อยวงค์รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยและนายอำเภอเมืองสุโขทัยหัวหน้าส่วนงานราชการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ตำบลปากแคว ตำบลบ้านกล้วย โรงพยาบาล
สุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย พร้อมทั้งเร่งระดมเครื่องสูบน้ำเครื่องสูบน้ำระยะไกล จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 8 กำแพงเพชร และเขต9 พิษณุโลก เครื่องสูบน้ำนวัตกรรม เขต 9 พิษณุโลก

สูบน้ำออกจากพื้นที่ลงสู่แม่น้ำยมที่ยังมีระดับไม่สูงมากพอรับมวลน้ำได้และ คราดว่าภายใน 2 วัน น้ำน่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง.ทั้งนี้เนื่องจากพายุฝน พายุดีเปรสชัน “คัลแมกี” (KALMAEGI) ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดสุโขทัยทำให้มีฝนตกปริมาณน้ำฝนมากตกลงมา

ในพื้นที่พร้อมมวลน้ำทที่ล้นสปริงเวย์จากอ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่างเก็บน้ำแม่ท่าแพ อ่านเก็บน้ำแม่รำพันทีอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองสุโขทัยทำให้มีมวลน้ำมากไหลลงสู่ตัวเมืองจึงทำให้มวลล้นคลองส่งน้ำไหลเอ่อท่วมตัวเมืองดังกล่าว.
กิตติ(ถาวร) พรดวงจันทร์ สุโขทัย 0821632939

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สุโขทัยรับขบวนแห่ไฟพระฤกษ์ และพระประทีปพระราชทานไปประดิษฐาน ณ ตระพังตระกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ ตระพังตระกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธีอัญเชิญไฟพระฤกษ์และพระประทีปพระราชทานไปประดิษฐาน ณ แท่นที่จัดเตรียมไว้ ในการนี้ นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ศาล ทหาร ตำรวจ อัยการ หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการร่วม

ในพิธีโดยขบวนแห่ไฟพระฤกษ์ และพระประทีปพระราชทานผ่านศาลปู่ผาดำ ตลาดสดเทศบาลตำบลเมืองเก่า เข้าสู่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ผ่านพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มายังตระพังตระกวน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการ ตั้งแถวรอรับขบวนแห่ไฟพระฤกษ์ และพระประทีปพระราชทาน วงโยธวาทิตโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม

บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี กองเกียรติยศ จากมณฑลทหารบกที่ 39 ตั้งขบวน พร้อมทำความเคารพ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยรับไฟพระฤกษ์จากผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ แท่นที่จัดเตรียมไว้ กำลังพลจาก กองทัพภาคที่ 3 อัญเชิญพระประทีปพระราชทานทั้ง 11 พระองค์ ไปประดิษฐาน ณ แท่นที่จัดเตรียมไว้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยเป็นผู้รับไปประดิษฐานจนครบทุกพระองค์

จังหวัดสุโขทัยกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และได้ขอพระราชทานพระประทีป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระประทีป สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูล สิริวิบูลยราชกุมาร และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อเชิญไปลอยเป็นปฐมฤกษ์ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568
กิตติ พรดวงจันทร์ สุโขทัย

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “รมว.กลาโหม” ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจความพร้อมฐานปฏิบัติการ และให้กำลังใจทหารแนวหน้า

แชร์เนื้อหานี้

พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสวมชุดสนามและเสื้อกั๊ก MoD ลงพื้นที่ตรวจแนวชายแดน พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการสำคัญ ได้แก่ ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ ฐานปฏิบัติการพลาญยาว และฐานปฏิบัติการป้อมปูน ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พลเอก ณัฐพล ได้รับการรายงานสถานการณ์จาก พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ซึ่งได้นำตรวจพื้นที่และสรุปภาพรวมการปฏิบัติการ รวมถึงแนวทางการเฝ้าระวังสถานการณ์บริเวณชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวสอบถามความเป็นอยู่ของกำลังพล พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับทหารประจำฐานปฏิบัติการ และมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อใช้สนับสนุนภารกิจ

พลเอก ณัฐพล ได้เน้นย้ำให้หน่วยกำลังรบให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการ ขวัญ และกำลังใจของกำลังพลในทุกระดับ รวมถึงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงตามแนวชายแดนต่อไป
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรีสะเกษเตรียมจัดประกวด มิสแกรนด์ศรีสะเกษ 2026 ครั้งที่ 11 ดึงสาวงามร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชายแดน

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 68 ที่ คิงส์ วัสดุ โฮมเซ็นเตอร์ จำกัด ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ศรีสะเกษ ภายการการถือลิขสิทธิ์ของบริษัท พรอมต์ชนม์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จากบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) พร้อม นายนพวิทย์ สุระศรีพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารคิงส์วัสดุ โฮมเซ็นเตอร์ และบริษัทในเครือคิงส์วัสดุ นำสาวงามผู้เข้าร่วมประกวด และอดิตมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ ร่วมแถลงเตรียมจัดการประกวดมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 ครั้งที่ 11 เพื่อค้นหาตัวแทนของจังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี 2026 เพียง 1 คน จากตัวแทนมิสแกรนด์ทั้ง 22 อำเภอของจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าร่วมการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026 ในช่วงเดือน มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้ พร้อมเปิดตัวผู้สนับสนุนการประกวดอย่างเป็นทางการ

***นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร เปิดเผยว่า การประกวดมิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 ในครั้งนี้จะนำสาว
งามมิสแกรนด์ของแต่ละอำเภอ ไปเป็นกระบอกเสียงสื่อกลางในการขับเคลื่อนกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด
ศรีสะเกษในด้านต่างๆ อาทิ ของดีศรีสะเกษ, สถานที่ท่องเที่ยวในศรีสะเกษ และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกองประกวดจะมีการนำผู้ประกวดลงพื้นที่ชายแดน เพื่อไปสัมผัสกับชายบ้านตามแนวชายแดน ให้ได้รู้ถึงปัญหาชายแดนในพื้นที่จริง และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการประกวดจะได้เข้าร่วมกับกิจกรรมต่างๆกับทางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อจะได้ช่วยโปรโมทกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆของจังหวัดศรีสะเกษ อีกด้วย

***ทั้งนี้ มิสแกรนด์ ศรีสะเกษ 2026 นอกจากมงกุฎเพชร และรางวัลต่างๆที่จะได้รับแล้ว ทาง บริษัท ไทบ้าน สตูดิโอ จำกัด จะเข้ามาช่วยผลักดันให้น้องๆได้เป็นนักร้อง นักแสดง ในเครือบริษัท ไทบ้าน อีกด้วย เพื่อจะเข้ามาช่วยขับเครื่อง ส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ อีกทางหนึ่ง โดยปีนี้นอกจากความสวย ความสามารถเฉพาะตัวของผู้สมัครแล้ว ทางกองประกวดจะมีการให้น้องได้มีประสบการด้านโซเชียล ได้ไลน์สดขายของออนไลน์ เพื่อน้องจะได้มีอาชีพต่อ มีช่องทาง มีรายได้ หลังจบการประกวด


***เบื้องต้นสาวงามที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประกวด และเข้าไปดูรายละเอียนได้ที่ https://forms.gle/fBRwDub2QZrvztgc9 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 10 ธ.ค. 2568 ซึ่งจะเริ่มมีการเก็บตัวผู้ประกวดในวันที่ 23-27 ธันวาคม 2568 ส่วนการประกวดจะมี 2 วัน คือในวันที่ 26 ธ.ค. 68 จะประกวดรอบ Preliminary Competition (รอบพรีลิม) ณ อาคารพลศึกษา วีสมหมาย เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และวันที่ 27 ธ.ค. 68 จะเป็นการประกวดรอบ Final Competition (รอบตัดสิน) ณ อาคารพลศึกษา วีสมหมาย เวลา 19.00 น. ซึ่งสามารถชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง youtube : Grand TV ได้ในวันและเวลาดังกล่าว
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 0300 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข.เขตหนองคาย โดย หน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย

เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และ สภ.โพนพิสัย

ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.และ นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคง

ในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป
ภาพ/ข่าว : วัชรา – พรพิพัฒน์ ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ร้อง.รถส่งออกกระทบรายได้ประชาชนราษฎรตำบลห้วยผา ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจ.แม่ฮ่องสอน

แชร์เนื้อหานี้

ร้องรถส่งออกกระทบรายได้ประชาชราษฎรตำบลห้วยผา อ.#เมืองแม่ฮ่องสอน จ.#แม่ฮ่องสอน #ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิงวอนขอให้ราษฎรในพื้นที่มีรายได้จากการขับรถยนต์ใช้แล้ว ซึ่งเป็นสินค้าผ่านแดน ส่งออกไปยังช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้งเหมือนเดิม เนื่องจากราษฎรขาดรายได้และการใช้รถสไลด์และรถจอขนรถขึ้นไป ทำถนนเสียหาย ก่ออุบัติเหตุได้ง่าย

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. นายสุพัฒน์ กันทะสี ตัวแทนราษฎรตำบลห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน และยื่นหนังสือร้องเรียน เรื่อง การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขนส่งรถยนต์ ส่งออกชายแดนร้องแห้ง ทำให้ส่งผลกระทบต่อราษฎรและก่อความเสียหายต่อผิวถนนและรวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ตามที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง นำรถยนต์ เก่าส่งออกไปยังประเทศเมียนมาร์ ผ่านช่องทางห้วยผึ้ง ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยการบรรทุกบนรถสไลด์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ วิ่งผ่านหมู่บ้านชุมชนไปยังจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนร้องแห้งนั้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการขนส่งรถดังกล่าว

  1. รถที่วิ่งรับจ้างขนส่ง ขับขี่ด้วยความเร็วสูงในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน ทำให้เกิดการชนทับสัตว์เลี้ยง (สุนัข,ไก่ ฯ)ของชาวบ้านเป็นประจำ จากการเร่งรีบทำรอบของรถบรรทุก
  2. ถนนในช่วงบ้านห้วยผึ้งถึงบ้านห้วยทรายขาว เป็นถนนกว้างเพียง 4 เมตร ทำให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถที่จะวิ่งสวนทางกันได้ ต้องหลบลงไหล่ทาง ทำให้เหยียบท่อประปาภูเขาของหมู่บ้านเสียหาย แต่ไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่มารับผิดชอบ ชาวบ้านต้องทำการซ่อมแซมเอง และยังทำให้ไหล่ทางเสียหาย เป็นหลุมเป็นบ่อเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  3. รถบรรทุกมีความสูง เกี่ยวสายไฟฟ้า สายระบบสื่อสารของชาวบ้านเสียหายจากการบรรทุกที่สูงเกิน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบทรัพย์สินเสียหาย รวมทั้งในพื้นที่ได้มีนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนในตัวเมือง ทุกๆวัน จึงมีความเสี่ยงต่อบุตรหลานเขาวชนในพื้นที่ ที่อาจเกิดอุบัติเหตุเพราะรถที่วิ่งด้วยความเร็วและมีขนาดใหญ่ในทุกๆปีห้วงวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านชุมชนจะร่วมกันพัฒนารักษาความสะอาดตัดหญ้าตามแนวถนนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมากลับไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆจากการประกอบการชายแดนนี้เลย

จากมาตรการ ในการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหมู่บ้านต่อชุมชนในพื้นที่แต่อย่างใด ยังได้สร้างผลกระทบทั้งมลภาวะฝุ่น เสียง และความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวบ้านของชุมชน เสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ข้าพเจ้าผู้มีรายชื่อแนบท้ายหนังสือนี้จึงขอความอนุเคราะห์มายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทบทวนมาตรการในการขนส่งสินค้า การส่งออกของจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องทางห้วยผึ้ง ที่พี่น้องราษฎรได้รับผลกระทบในครั้งนี้ด้วย

ส่วนใหญ่ ผู้ประกอบการจะ ขนรถเพื่อส่งออกไปช่องทางจุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง เวลาประมาณ 05.00 น. ของทุกวัน เพื่อจะเอาเที่ยวให้มาก สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก ถ้าบางวันรถที่มาจากเชียงใหม่ ตี 3 ตี 4 ขับขึ้นไปเสียงดังมาก ตอนขาลงมาก็ขับไวทำเวลาอีกแล้วประจวบเหมาะกับรถนักเรียนที่เรียนในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน.จะรับไปส่งด้วยเด็กบางคนก็นำมอเตอร์ไซค์ไปเองเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ

นายสุชาติ งามประพฤติ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ตอนแรกก็กระทบเหมือนกันแต่ว่ากระทบน้อยหน่อย คือมีการกระจายให้คนในชุมชนรับจ้างขับรถเที่ยวละ 500 บาท ขับรถส่งออกขึ้นช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยผึ้ง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ แต่มาภายหลังได้มีการนำรถส่งออกบรรทุกบนรถสไลด์ หรือรถจอ บรรทุกขึ้นไปแทน เนื่องจากถนนแคบ ทำให้บางที่ก็ทรุด ปูนแตก เหยียบท่อประปา มันกระทบหนักกว่าเดิม ที่สำคัญชาวบ้านไม่มีรายได้แล้ว เขาให้รายละ 500 บาท ต่อ 1 เที่ยว ทำให้ชาวบ้านมีรายได้พอใช้จ่ายบ้าง แต่ช่วงหลังตามระเบียบของจราจร เขาให้บรรทุกบนรถสไลด์แทนการขับขึ้นไปเอง ข้อเสียคือรถบรรทุกขนาดใหญ่ไม่สามารถสวนทางกันได้เนื่องจากถนนแคบ เวลารถน้ำหนักเกินทำให้ ถนนเสียหาย อยากให้มีปัญหาน้อยที่สุดด้วยการให้ชาวบ้านขับรถขึ้นไปเหมือนเดิม//

สมจิตร แสงบันลังค์ ภาพ/ข่าว


สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เตรียมแผนลดอุบัติเหตุปี 2569/ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ครั้งที่ 3/2568 ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) จากห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมีคณะกรรมการศปถ.จังหวัดชุมพรเข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมเกาะลังกาจิว ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดชุมพร

การประชุมครั้งนี้ได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ พร้อมรับทราบการจัดกิจกรรมรณรงค์ “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims)” และการเตรียมจัดกิจกรรม “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” ในวันที่ 21 มกราคม 2569 เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความสูญเสียและความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาร่างแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลและวันหยุดสำคัญ ประจำปี 2569 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานในจังหวัดและระดับประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565–2567

นายเธียรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดชุมพรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมกันสร้างถนนปลอดภัย “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เพื่อให้ชุมพรเป็นเมืองแห่งความปลอดภัยในการเดินทางอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรขอความร่วมมือประชาชนทุกคนร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ดื่มสุราก่อนและขณะขับรถ สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขี่จักรยานยนต์ คาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อนั่งรถยนต์ ไม่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับขี่ และตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

ครูศรียาภัยถ่ายทอดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์พระพันปีหลวง ด้วยปลายดินสอแห่งความจงรักภักดี
ธนากร โกศลเมธี รายงาน 081-8923514 ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร ถ่ายทอดความรู้สึกแห่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านปลายดินสอ

สร้างสรรค์ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” คู่กับ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” สื่อถึงความรัก ความผูกพัน และการครองชีวิตคู่ที่ควรเป็นแบบอย่างของพสกนิกรชาวไทย
นายประสิทธิ์ เพ็ชรจร ครูสอนศิลปะโรงเรียนศรียาภัย อำเภอเมืองชุมพร เปิดเผยว่า ตนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์พระบรมสาทิสลักษณ์ทั้งสองพระองค์ มาจากความประทับใจที่ได้เห็นพระองค์ทั้งสองทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันเสมอ ไม่ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งหนใด สมเด็จพระพันปีหลวงจะทรงติดตามไปด้วยเสมอ แสดงถึงความรัก ความเสียสละ และความผูกพันอันลึกซึ้ง เป็นชีวิตคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนไทยทุกคน

ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ของครูประสิทธิ์เคยได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ “เรื่องสั้นเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด แสงธรรมแห่งศรัทธา” ประพันธ์และเรียบเรียงโดย “พลอยพันแสง” ซึ่งเคยวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศเมื่อกว่า 10 ปีก่อน และได้รับคัดเลือกจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่มหลายครั้งครูประสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพวาดทั้งสองใช้เทคนิคดินสอผสมคาร์บอนและชาโคล เพื่อให้เกิดความนุ่มนวลและละเอียดอ่อน สื่อถึงพระเมตตาและอิริยาบถอันสง่างามของทั้งสองพระองค์ ภาพนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานศิลปะ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดีและแรงบันดาลใจทางจิตใจของศิลปิน

นอกจากนี้ ในฐานะครูผู้สอนศิลปะ ครูประสิทธิ์ยังปลูกฝังความจงรักภักดีในหมู่เยาวชน โดยมอบหมายให้นักเรียนสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “โครงการแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวง เช่น งานด้านหัตถกรรม ศิลปาชีพ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย โดยมีศูนย์ศิลปาชีพบางไทรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทรงริเริ่มไว้

“ภาพการครองชีวิตคู่ของทั้งสองพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนคนไทย นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพ่อของแผ่นดินแล้ว สมเด็จพระพันปีหลวงก็ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินที่ทรงงานเพื่อประชาชนเสมอมา พวกเราควรน้อมนำแนวพระราชดำริและพระจริยวัตรอันงดงามของทั้งสองพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต” ครูประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

ปะทิวจัดแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพายสุดคึกคัก พร้อมสืบสานประเพณีลอยกระทงบ้านบางแหวน
ธนากร โกศลเมธีรายงสย 0818923514 31 ทีมประชันฝีพายกลางคลองบางแหวน เสียงเชียร์กึกก้อง – ต่อยอดงานลอยกระทงสร้างสีสันชุมชน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. ที่บ้านบางแหวน หมู่ที่ 4 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร นายวิทยา สุวรรณ์สิทธิ์ นายอำเภอปะทิว เป็นประธานเปิดการแข่งขันเรือยาว 6 ฝีพาย ภายใต้โครงการ “กองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน”

โดยมีนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร ทีมงานพลังชุมพร นายทรงสิทธิ์ พุ่มศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากคลอง นายสุนทร ธรรมเนียม ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอปะทิว พร้อมด้วยฝ่ายปกครองท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชน เยาวชน และนักกีฬาร่วมงานอย่างคึกคัก

นายสิทธิพร บัวบาน ผู้ใหญ่บ้านบางแหวน ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวน กล่าวว่า โครงการกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านบางแหวนต้านภัยยาเสพติด ประจำปี 2568 จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 อ้อมกอดของแม่” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ผ่านสำนักงาน ป.ป.ส. เมื่อปี 2546 เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านและชุมชน

สำนักงาน ป.ป.ส. ได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้ร่วมกันใช้พลังสามัคคีในการขจัดภัยยาเสพติดให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมความปรองดอง ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ บ้านบางแหวนได้จัดการแข่งขันเรือยาวประเภท 6 ฝีพาย มีเรือเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 31 ลำ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมชมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของวันที่ 5 พฤศจิกายน ยังจะมีการจัดงานประเพณีลอยกระทง ณ บ้านบางแหวน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในชุมชน และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

“อัครา” เปิดสาขาพรรคกล้าธรรม ว่าที่ผู้สมัครครบทั่ง 3 เขต ชูนโยบายพัฒนาชุมพร ใจถึงพึ่งได้ ทำไม่มีวันหยุด
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพร

เพื่อเป็นประธานเปิดสาขาตัวแทนพรรคกล้าธรรม ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม บริเวณสี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีนายบุญสิงห์ วรินรักษ์ รองหัวหน้าพรรค และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร ผู้อำนวยการพรรค อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเดินทางมาด้วย
ภายในงาน มีประชาชนชาวชุมพรให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคกล้าธรรม จังหวัดชุมพร ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นายสุรชัย แดงละอุ่น เขต 1, นายสมมิตร ทองเหลือ เขต 2 และ ดร.ชลทิพย์ สุวรรณการ เขต 3

นายอัครา กล่าวระหว่างพบปะประชาชนว่า “วันนี้พรรคกล้าธรรมตั้งใจมาเปิดพื้นที่ทำงานการเมืองในชุมพร เพื่อรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และจะนำความต้องการเหล่านี้ไปกำหนดเป็นนโยบายขับเคลื่อนประเทศ เรามีความผูกพันกับชุมพรดี เพราะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เข้าใจวิถีชีวิตและปัญหาของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี”รัฐมนตรีฯ ยังกล่าวถึงนโยบายสำคัญของพรรคว่า จะมุ่งพัฒนาคนและอาชีพภายใต้ 4 กระทรวงที่พรรคกำกับดูแล โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสังคม พร้อมดึงศักยภาพของจังหวัดชุมพรที่อุดมสมบูรณ์

ไปต่อยอดด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงท่าเรือ 2 ฝั่งชุมพร–ระนอง เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจภาคใต้ให้เติบโตอย่างมั่นคง “เราส่งผู้สมัครครบ 400 เขตทั่วประเทศ และหวังจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวชุมพร ช่วยกันสนับสนุนพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้จังหวัดของเรา” นายอัครากล่าว

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักธุรกิจท้องถิ่น และกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก ต่างกล่าวว่ารู้สึกดีที่จังหวัดชุมพรได้รับความสนใจจากภาครัฐและพรรคการเมือง ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดความยั่งยืน
ชาวบ้านในพื้นที่หลายคนยังมองว่า การที่มีการเปิดสาขาพรรคการเมืองในจังหวัด จะช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลนโยบายและมีส่วนร่วมในการพัฒนา

บ้านเกิดมากขึ้น พร้อมฝากความหวังให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติของจังหวัดให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในจังหวัดชุมพร เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนวทางพัฒนาในสาขาพรรคกล้าธรรม สี่แยกปฐมพร ตำบลวังไผ่ อำเภอเมืองชุมพร เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของชุมพรให้น่าอยู่และเติบโตไปพร้อมกับคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐทีวี/ ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

แชร์เนื้อหานี้

จากกรณี นายเสนอ เกิดแก้วหรือหนึ่ง อายุ 62 ปี ชาว อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าของสวนยางพารา พร้อมด้วย ลูกชาย และลูกเขย รวม 7 คน เดินทางออกจากบ้านพักในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 26 ต.ค.68 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมถวายอาลัยและสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ครอบครัว นายเสนอ แก้วเกิด เดินทางเข้าพื้นที่ ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาทั้งหมดได้หยุดพักผ่อนหลับนอนที่ วัดรักดีคีรีวัน ต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขตรอยต่อ อ.ทับสะแก

โดยนายเสนอ แก้วเกิด กล่าวว่าตนและครอบครัว ออกเดินทางเป็นวันที่ 11 แล้ว ระยะทางกว่า 280 กม. ซึ่งการเดินไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งต้องเดินกี่กิโลเมตร มืดไหนนอนนั้น เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ซึ่งการแสดงออกถึงความจงรักภักดีครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคนในครอบครัว และไม่มีอุปสรรคใดๆระยะเวลา

การเดินทางมีเพียงบางช่วงที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักจำเป็นต้องหยุดเดิน คาดว่าจะเดินเท้าผ่านจังหวัดประจวบได้คงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน ซึ่งนี้เป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากจังหวัดประจวบตั้งแต่ อ.บางสะพานน้อยจนถึง อ.หัวหินมีระยะทางกว่า 220 ก.ม.ที่ผ่านมา การเดินเท้าครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจของคนในครอบครัว และพสกนิกรที่ต้องการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ แม่ของแผ่นดิน อย่างใกล้ชิดที่สุด

จากนั้นนายเสนอได้เดินทางออกจากร้านข้าวแกง อาหารเช้าของวันนี้ ไปตามริมถนนเพชรเกษมขาขึ้นกรุงเทพโดยมีนายสิทธิชัย ทองสุวรรณ อายุ 27 ปี ลูกเขย ถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เดินนำหน้าขบวน มีอาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวง มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยค่ำวันนี้น่าจะพักที่คลองวาฬ เขตเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะมีชาวบ้านที่เห็นคณะเดินก็จะมอบของ น้ำ ของกิน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเดินครั้งนี้

ชาวบ้านกรูดจัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

เมื่อค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ที่บริเวณคลองวังพลูสถานที่จัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางเทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ร่วมจัดพิธีถวายความอาลัย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายวิฑูรย์ พุกจันทร์ สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.)

นายวิชาญ แก้วจีน ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านกรูด นายณฐพล ภูมิรินทร์ ปลัดเทศบาล พร้อม คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี

จากนั้น นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อม ผู้นำชุมชน ได้ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตตำบลธงชัย จำนวน 7 โรงเรียน

จากรายได้หลังจากการจัดกิจกรรม “บ้านกรูดรันเดอร์แลนด์” BANKRUT RUNDERLAND 2025 ครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แก่ โรงเรียนธงชัยวิทยา โรงเรียนวัดดอนยาง โรงเรียนวัดธงชัยธรรมจักร โรงเรียนวัดถ้ำคีรีวงศ์ โรงเรียนบ้านหนองระแวง โรงเรียนบ้านหนองมงคล และโรงเรียนบ้านดอนสำราญ

นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบ้านไฟไหม้ จากกองทุนพระตำหนักเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ เขาธงชัย จำนวน 4 ครอบครัว จากนั้นได้ร่วมกันลอยกระทงประจำปี ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก
////////////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รองนายกสุชาติ ปล่อยแถว สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยวรับไฮซีซัน พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน/พัทยาเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

แชร์เนื้อหานี้

มีรายงานว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชน โดยใช้พื้นที่ลานสีฟ้า ท่าเทียบเรือท่องเที่ยวพัทยา(บาลีฮาย)ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันปล่อยแถว

ทั้งนี้ ในนามจังหวัดชลบุรี โดยนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ และนายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 2 พันเอกประเสริฐ ใจกล้า รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 14 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานความมั่นคง ตำรวจ ทหาร เมืองพัทยาและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด

ในส่วนของเมืองพัทยาถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความเข้มแข็งจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ที่ร่วมมือกันดูแลนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงถือได้ว่าไฮซีซั่นนี้เป็นการแสดงการเพิ่มศักยภาพเรื่องมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มระบบในสายตานานาชาติด้วย เพราะมีชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

พัทยารับนโยบาย ’บิ๊กเฮ้ง‘ ดูแลนักท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยื

วันที่ 5 พ.ย.68 มีตัวแทนหลากหลายภาคส่วนในเขตพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เข้าร่วมการประชุมแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการประชุมดังกล่าว ที่โรงละครอัลคาซ่าร์ พัทยา จ.ชลบุรีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า

การท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งสพคัญในการสร้างเม็ดเงินเจ่าสสู่ประเทศ สิ่งสำคัญคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการสร้างเมืองท่องเที่ยวสีเขียวในนามตัวแทนภาครัฐอยากขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวเพื่อ

ร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวหลักตามที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันและส่งเสริมอย่างที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คนท้องถิ่นจึงจำเป็นต้องแสดงเจตนาในการมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

หาดพัทยาขอความร่วมมือไม่ลอยกระทงลงทะเล คนแห่ขอขมาพระแม่คงคาคึกคักสวนสาธารณะหนองปรือ

ค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ในค่ำคืนวันลอยกระทง ประจำปี 2568 มีรายงานบรรยากาศเทศกาลขมาพระแม่คงคาในปีนี้ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองหนองปรือเป็นไปด้วยความคึกคักเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวและประชาชนพาบุตรหลานและคนในครอบครัวเข้าร่วมด้วยบรรยากาศที่คึกครื้น

ทั้งนี้ เมืองพัทยาได้ขอความร่วมมือให้งดการลอยกระทงประจำปีนี้ลงทะเลเพื่อรักษาสภาพแวเล้อม ไม่สร้างมลพิษทางน้ำ โดยมีการจัดสถานที่หลักบริเวณสวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือ และมีการเตรียมจุดให้ลอยกระทงแทนจากที่ผ่านมาจะเปิดให้ลอยกระทงลงทะเล ซึ่งสร้างขยะเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี

อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนเปลี่ยนหมุดหมายจากชายหาดพัทยาเป็นสถานที่อื่นใกล้เคียงแทน ทำให้บรรยากาศงานลอยกระทง ประจำปี 2568 ของเทศบาลเมืองหนองปรือดูมีสีสันขึ้นอย่างถนัดตา โดยในงานได้รับเกียรติจากนายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ และคณะ ร่วมให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างดี

พัทยาวางกรอบร่วมเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (The 33rd SEA Games 2025) ในพื้นที่เมืองพัทยา โดยมี สมาชิกสภาเมืองพัทยา ผู้แทนจากสมาคมกีฬาแฮนด์บอลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 จังหวัดเจ้าภาพร่วม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี เพื่อส่งเสริมมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน

เมืองพัทยาในฐานะหนึ่งในเมืองเจ้าภาพ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาชั้นนำจาก 11 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ติมอร์-เลสเต เวียดนาม และ ประเทศไทย โดยการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสนามแข่งขัน สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบการต้อนรับให้ครบวงจร มุ่งขับเคลื่อนศักยภาพเมืองพัทยาสู่การเป็น “Sports City” หรือ เมืองกีฬาแห่งภูมิภาคอาเซียน

สำหรับสนามแข่งขันในพื้นที่เมืองพัทยา ที่จะใช้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ประกอบด้วย กีฬาแฮนด์บอล แข่งขันระหว่างวันที่ 9 – 19 ธันวาคม 2568 ที่อาคารกรีฑาในร่ม ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก (พัทยา), กีฬาเจ็ตสกี แข่งขันระหว่างวันที่ 10 – 14 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาปัญจกีฬา (Modern Pentathlon) แข่งขันระหว่างวันที่ 16 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวินด์เซิร์ฟ แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 18 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา, กีฬาวอลเลย์บอลชายหาด แข่งขันระหว่างวันที่ 11 – 19 ธันวาคม 2568 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ไอซ์ทะลักรับลอยกระทง!! นรข.บึงกาฬ แถลงสกัดยึดยาไอซ์กว่า 137 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 137 ล้าน

แชร์เนื้อหานี้

ที่ สถานีเรือบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) พร้อมด้วยนายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัดบึงกาฬ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวการตรวจยยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 137 ห่อ ห่อละประมาณ 1 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 137 ล้านบาท

ซึ่งดำเนินการตรวจยึดโดยสถานีเรือบึงกาฬ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนององคาย ตามนโยบายของ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (ผบ.นรข.) ที่เน้นย้ำให้หน่วยในบังคับบัญชาปฏิบัติตามภารกิจที่กองทัพเรือมอบหมายคือ การ

ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย คุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่าง ๆ ตามหลักมนุษยธธรรมในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง รวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบก ในการรักษาความมั่นคงและป้องกันประเทศ

น.ท.จักรกฤษ วังกรานต์ หน.สน.เรือบึงกาฬ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 09.30 น. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ จึงได้นำเรียนผู้บังคับบัญชา จากนั้นผู้บังคับบัญชาก็สั่งการทันทีให้เร่งวางแผน และประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ในการสกัดกั้นและจับกุม

จึงได้ออกวางกำลังและปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนกระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 00.50 น. ชุดซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณด้านใต้ป่าช้า บ.ห้วยดอกไม้ ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือกีบเพลายาวลักษณะต้องสงสัยแล่นมาจากกลางลำแม่น้ำโขงแล่นตรงเข้ามายังป่าช้า บ.ห้วยดอกไม้ ต.โคกก่อง อ.เมืองบึงกาฬ และแล่นทวนน้ำโขงขึ้นไปด้านเหนือน้ำ เมื่อเห็นดังนั้นชุดซุ่มฯ จึงได้ออกจากจดซุ่มและเคลื่อนตัวติดตามเรือต้องสงสัยลำดังกล่าวไป

เมื่อเรือลำดังกล่าวแล่นมาถึงด้านใต้ บ.ห้วยดอกไม้ กลุ่มบุคคคลต้องสงสัยที่นั่งมากับเรือจำนวน 2 คน ได้ช่วยกันทิ้งกระสอบต้องสงสัยลงจากเรือกองไว้ริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อเห็นดังนั้น ชุดชุ่มฯ จึงได้ส่งสัญญาณตะโกนให้หยุด และแสดงตัวเป็น จนท.นรข.เพื่อขอทำการตรวจสอบ แต่ชายต้องสงสัยทั้ง 2 คน ได้ผลักหัวเรือออกจากฝั่งและขับออกไปกลางลำแม่น้ำโขงทันที จากนั้น จนท.ได้เข้าทำการ

ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบกระสอบปุ๋ยสีเหลืองกองกระจัดกระจายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จำนวน 7 กระสอบ เมื่อทำการเปิดตรวจสอบพบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) ทั้ง 7 กระสอบ รวมจำนวน 137 ห่อ จึงได้ทำบันทึกตรวจยึด และจะนำของกลางส่ง สภ.เมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//ยึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

ภาคอีสาน/บึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬจัดกิจกรรม “รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนชาวบึงกาฬ จัดกิจกรรม “รวมพลังความภักดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เวลา 08.39 น. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพร้อมเพรียงกันบริเวณสนามฟุตบอล โรงเรียนบึงกาฬ ต่อมาเวลา 09.00 น. ประธานในพิธีเดินทางถึงบริเวณจัดกิจกรรม และเวลา 09.02 น. ประธานในพิธีประจำจุดเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ และกล่าวถวายความอาลัย

ภายในงาน คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบึงกาฬได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี ด้วยการแปรอักษรเป็นพระนามาภิไธยย่อ “ส.ก.” และคำว่า “บึงกาฬ” สื่อถึงความรัก ความภาคภูมิใจ และความสามัคคีของชาวบึงกาฬที่มีต่อพระมหากษัตริย์

จากนั้น ประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ กล่าวปฏิญาณตนเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” และถวายความเคารพตามแบบพระราชนิยม

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมบันทึกภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียง
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล/บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพ เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

แชร์เนื้อหานี้

แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 เยือน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประสานความร่วมมือกับกองทัพประชาชนลาว เพื่อสร้างความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย – ลาว

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พลตรี มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/หัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว และหน่วยความมั่นคง (ฝ่ายไทย) เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ณ กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้เข้าเยี่ยมคำนับ/พบปะพัฒนาสัมพันธ์ (แบบเป็นทางการ) กับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว, หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และได้ถือโอกาสหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน, ปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะปัญหาด้านยาเสพติด, การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, สินค้าหนีภาษี และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ตามแนวชายแดน รวมถึงมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ (Scammer) เพื่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน และขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือน การหารืออย่างสม่ำเสมอ ยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อนำไปสู่มิตรภาพอันดี และการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศให้ มั่นคง ยั่งยืน สืบไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / วัดบางพลีใหญ่กลาง สืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง พิธีทำบุญตักบาตรทางน้ำ ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.00 น. ที่บริเวณสระน้ำวิหารหลวงปู่กิ่ม อรรถโกวิทวุฒิคุณ วัดบางพลีใหญ่กลาง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เจ้าคุณแจ้ “พระวชิรคณาทร” เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อม พระอาจารย์มหาเสน่ห์ และพระอาจารย์เดช แห่งวัดบางพลีใหญ่กลาง พายเรือรับบิณฑบาตทางน้ำ

เนื่องในงานสืบสานวัฒนธรรมประเพณีลอยกระทง วัดบางพลีใหญ่กลาง ประจำปี 2568 โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นางเจียม รุ่งเรือง ประธาน อสม.ตำบลบางพลีใหญ่ นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี นายธีรพัชญ์ ศรีนาเครือธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง

ตลอดจน คณะไวยาวักจร คณะกรรมการวัด ทีมแพทย์ พยาบาล จากศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่ ช้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี อุบาสก อุบาสิกา และคณะครู นักเรียนโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง และประชาชนชาวตำบลบางพลีใหญ่ ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์

สำหรับ ประเพณีทำบุญตักบาตรทางน้ำ ณ วิหารหลวงปู่กิ่มวัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านเจ้าคุณแจ้ ได้ร่วมกับ อบต.บางพลีใหญ่ คณะพระภิกษุสงฆ์ ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดบางพลีใหญ่ ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวชุมชนและคนในท้องถิ่น

มีความเชื่อในอดีตว่าเป็นการทำบุญขอขมาพระแม่คงคา โดยกำหนดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าของวันลอยกระทง ส่วนช่วงเย็นจะมีพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี ร่วมสนับสนุนกระทงเพื่อการศึกษา เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

วัดบางพลีใหญ่กลาง จัดพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “พระพันปีหลวง” ในวาระปัณรสมวาร 15 วัน แห่งการสวรรคต

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ที่โบสถ์วัดบางพลีใหญ่กลาง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานอุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระ(ปัณรสมวาร) 15 วัน แห่งการสวรรคต

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี จุดเครื่องทองน้อย หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี “เจ้าคุณแจ้” พระวชิรคณาทร เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะพระสงฆ์ 10 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้นประกอบพิธีทอดผ้าไตรบังสุกุล พระสงฆ์สดับปกรณ์ กรวดน้ำ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
ภายในพิธีมีหัวหน้าส่วนราชการ

หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจ องค์กรเอกชน โรงพยาบาลบางพลีสมุทรปราการ ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง สถาบันการศึกษา และพสกนิกรชาวอำเภอบางพลีหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลและแสดง

ความอาลัยด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยมีกำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายพระราชกุศลในวาระปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 จนกว่าจะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้พสกนิกรชาวอำเภอบางพลีได้ร่วมกันน้อมรำลึกและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติและสมบูรณ์ตามราชประเพณีทุกประการ


เดียว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ตำรวจ ฝ่ายปกครองโคกสำโรง ลพบุรี ร่วมพิธีปล่อยแถวมาตราการดูแลความปลอดภัย และกวาดล้างอาชญากรรมวันลอยกระทง ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันพุธ ที่ 5 พ.ย. 2568 เวลา 17.30 น. ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอโคกสำโรง นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง นางสาวนงลักษณ์ อยู่พุ่ม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอ พ.ต.อ.จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง พ.ต.ท.มนตรี เล่ห์อิ่ม รอง ผกก.ป.ฯ สภ.โคกสำโรง

พ.ต.ท.องอาจ เนียมศรีเพชร (สวป.) สภ.โคกสำโรง สาธารณสุขอำเภอโคกสำโรง โรงพยาบาลโคกสำโรง คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกสำโรง และที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.โคกสำโรง สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์ และอาสาสมัคร พร้อมข้าราชการตำรวจ ร่วมออกตรวจดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยงานวันลอยกระทง ประจำปี 2568

โดยพิธีปล่อยแถววันนี้เน่นย้ำกำลังพล จนท.ทุกนายเพิ่มความเข็มงวดกวดขัน ระเบียบวินัยจารจร ระดมกวาดล้างอาชญากรรมช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2568 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานความมั่นคงทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีคึกคัก

สำหรับการระดมกวาดล้างครั้งนี้ มุ่งเน้นป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ทั้งคดีอาญาทั่วไป ยาเสพติด อาวุธปืน การพนัน การแข่งรถในทางสาธารณะ รวมถึงการลักลอบจำหน่ายพลุ ดอกไม้ไฟ และโคมลอย

พร้อมจัดกำลังเข้มดูแลพื้นที่จัดงานลอยกระทงทุกแห่งของอำเภอโคกสำโรง “ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเพื่อให้อำเภอโคกสำโรง เป็นอำเภอปลอดภัยในทุกเทศกาล”

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณีลอยกระทงเมืองชุมแพ ภายใต้แนวคิด”ลอยกระทงไท ไทย คารวาลัยพระแม่ของแผ่นดิน” พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แชร์เนื้อหานี้

นิทรรศการ ประเพณีลอยกระทงเทศบาลเมืองชุมแพ ภายใต้แนวคิด”ลอยกระทงไท ไทย คารวาลัยพระแม่ของแผ่นดิน” เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 18.45 น.นายเสกสิทธิ์ สัธนะกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองชุมแพ เป็นประธานเปิดงานพิธีประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ในตำนานเล่าว่าเป็นประเพณีที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์โดยเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา

ให้ชีวิตได้เจริญรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกๆปีและเทศบาลเมืองชุมแพได้จัดนิทรรศการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณให้ข้าราชการ ประชาชนลงนาม

เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้แนวคิด”ลอยกระทงไท ไทย คารวาลัย พระแม่ของแผ่นดิน” โดยมีนายสิงหภณ ดีนาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 ขอนแก่น นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ

พ.ต.อ.รักชาติ เรืองเจริญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชุมแพ นายเกรียงไกร วิริยะอาชา นายอาทิตย์ ถนอมทุน นางสาวรติมา สิริวรพิทักษ์ รองนายกเทศมนตรี ฝ่ายบริหาร สมาชิกสภาฯ ประชาชนในเขต 38 ชุมชนร่วมงานมากมาย เสร็จพิธีร่วมกันลอยกระทง ณ.หนองน้ำกุดน้ำใส เขตเทศบาลเมืองชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ