เรื่องทั้งหมดโดย admin

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แสดงความเสียใจกับครอบครัวของ นายเจริญ หมะเห” อดีตประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ผู้ร่วมงานสร้างคุณงามความดีในพื้นที่ชายแดนใต้

แชร์เนื้อหานี้

สงขลา – ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. พันเอก เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี (ค่ายอิงคยุทธบริหาร) ต.บ่อทอง อ.หนองจิก ปัตตานี โดยคณะของท่านได้เดินทางไปยังอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมแสดงความเสียใจและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของ นายเจริญ หมะเห อดีตประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ ซึ่งได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ โดยได้เดินทางไปเข้าพบครอบครัว ที่ บ้านพักในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จึงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ นางสาวมีนา (บุตรสาวของนายเจริญฯ) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการธรรมวิทยามูลนิธิ

โดย พันเอกเอกธวุฒิ คงคาเขตร ผอ.โรงเรียนการเมือง ได้กล่าวว่า วันนี้เราได้มีโอกาสเดินทางมาที่บ้านพักครอบครัว นายเจริญ หมะเห อดีตประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ โดยมาให้กำลังใจ และขอชื่นชม ในคุณงามความดีที่ผ่ารมาของนายเจริญฯ ที่เคยเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของสังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานในฐานะประธานชมรมสรรหาคนดีศรีทักษิณ เป็นหนึ่งในชมรมที่คอยขับเคลื่อนเเละช่วยเหลืองานด้านมวลชนให้กับทหาร โดยหลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตของท่านได้พักสงบในอ้อมกอดของพระเจ้า

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นเงาสอดผ่านม่านตา สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจรักและความใส่ใจของเจ้าหน้าที่ทหาร และความมีน้ำใจจิตมิตรไมตรีส่งผ่านมาซึ่งทางโรงเรียนการเมืองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่มีต่อบุคคลเก่งๆที่เคยร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมในตลอดช่วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชายเเดนใต้ และประเทศชาติ แม้วันนี้ทางครอบครัวต้องตกอยู่ในช่วงยามที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งสำคัญ

“อินนาลิลาฮฮิวาอินนาอิลัยฮิรอญิอูน“ ….

ตอริก สหสันติวรกุล
บรรณาธิการข่าว
(ศูนย์ข่าวภาคใต้) รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาหลั่งไหล! แห่หลวงพ่อปานทางเรือ หนึ่งเดียวในไทย เสียงประทัดกึกก้องทั่วทะเล

แชร์เนื้อหานี้

ศรัทธาหลั่งไหล เสียงประทัดกึกก้องทะเล หนึ่งเดียวในไทย แห่หลวงพ่อปานทางเรือ สุดอลังการ เรือประมงชาวบ้านร่วมขบวนแห่นับร้อยลำ

งานนมัสการปิดทองหลวงพ่อปาน ครบรอบ 115 ปี จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2568
วันที่ 25 ตุลาคม 2568

ที่ วัดมงคลโคธาวาส ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มีงานประจำปี ปิดทองหลวงพ่อปาน ปีที่ 115 และร่วมแห่หลวงพ่อปาน ทางเรือ ณ วัดมงคลโคธาวาส ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

พิธีแห่หลวงพ่อปายทางเรือบุษบก ฤกษ์เวลา 07.29 น. และฤกษ์แห่ทางบก รถบุษบก 09.39 น. โดยมี นาย สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและลั่นฆ้องชัยมงคลฤกษ์

ชาวบ้านและผู้ที่เดินทางมาร่วมงานได้อัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อปาน จากวัดมงคลโคธาวาส ลงเรือบุษบกแห่ไปตามลำคลองคลองด่านออกไปทางปากอ่าว โดยมีเรือประมงของชาวบ้านจำนวนมาก

เข้าร่วมขบวนแห่ออกไปที่ปากอ่าว หลังจากนั้นได้แล่นเรือวนรอบปากอ่าว 3 รอบ ก่อนที่จะมีการแจกธงหลวงพ่อปานกลางทะเล ให้แก่เรือประมง และเรือผู้ที่เดินทางไปร่วมงานที่บริเวณกลางทะเล หลังจากนั้นก็จะเคลื่อนขบวนกลับเข้าฝั่ง

จากนั้นในเวลา 09.39 น. ได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อปาน ขึ้นประดิษฐานบนรถบุษบก เพื่อแห่ไปทั่วจังหวัดสมุทรปราการ ให้ชาวบ้านได้นมัสการและขอพร โดยมีชาวบ้านทั้งในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดใกล้เคียง

ได้สักการบูชาหลวงพ่อปาน ซึ่งกิจกรรมการแห่ทางเรือมีกำลังตำรวจน้ำ เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า และอาสาสมัครกู้ภัยจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมเฝ้าระวังเหตุทางน้ำ ป้องกันอุบัติเหตุทางเรือ

สำหรับหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หลวงพ่อปานยังเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดสมุทรปราการ มาจนถึงทุกวันนี้

กิจกรรมแห่หลวงพ่อปานทางเรือ จัดขึ้นเพื่อให้ชาวประมงได้ร่วมสักการะหลวงพ่อปาน เพราะชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำประมง

โดยก่อนที่ชาวบ้านจะออกเรือ ก็จะเดินทางมากราบไหว้หลวงพ่อปาน เพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัย สำหรับงานงานนมัสการปิดทองหลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 – 31 ตุลาคม 2568


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ลดความสูญเสียผู้ป่วยโรคหัวใจและสมอง รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ยกระดับคัดกรองโรคหัวใจในพื้นที่

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 สมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ผนึกกำลังฟิลิปส์ เดินหน้าโครงการ “หัวใจสัญจร” ยกระดับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจในพื้นที่ห่างไกล ณ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

วันนี้ (24 ต.ค.2568) นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชุมวิชาการ “หัวใจสัญจร” ครั้งที่ 19 และการตรวจผู้ป่วยด้วยเครื่องคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง

โดยมีบุคลากรสาธารณสุข วิทยากร นักศึกษาแพทย์ และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการตรวจคัดกรองและการดูแลรักษาโรคหัวใจในพื้นที่ห่างไกล พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ท้องถิ่นให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างยั่งยืน

พลตำรวจตรี นายแพทย์เกษม รัตนสุมาวงศ์ นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ เปิดเผยว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases: CVDs) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของโลก คร่าชีวิตประชาชนกว่า 17.9 ล้านคนต่อปี ทั้งที่ร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสามารถป้องกันได้

หากได้รับการตรวจคัดกรองและดูแลตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพื่อเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงบริการด้านโรคหัวใจในพื้นที่ห่างไกล สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยฯ, ชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด

จัดโครงการ “หัวใจสัญจร” ขึ้น เพื่อขยายบริการตรวจคัดกรองโรคหัวใจให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วถึง พร้อมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้บุคลากรทางการแพทย์และนักศึกษาแพทย์ในพื้นที่ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยในระยะยาว

ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งและครอบคลุม โดยในปีนี้มีผู้ป่วยเข้ารับการตรวจคัดกรองกว่า 50 ราย พร้อมขยายองค์ความรู้ให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่สามารถดำเนินการตรวจคัดกรองได้ด้วยตนเองในอนาคต
โรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศ

โดยข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2568 ระบุว่ามีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 260,000 ราย ขณะที่แพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจมีเพียงประมาณ 500–600 คน และส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมืองใหญ่ ทำให้การเข้าถึงบริการยังมีข้อจำกัด โครงการ “หัวใจสัญจร” จึงมีบทบาทสำคัญในการกระจายโอกาสการตรวจและการรักษาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งในปีนี้ได้มีการยกระดับเทคโนโลยีการตรวจโดยใช้อัลตราซาวด์หัวใจแบบ 3 มิติ

ซึ่งสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจแบบเรียลไทม์ เห็นโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้อย่างละเอียด ช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำสูง ปลอดภัยต่อผู้ป่วยทุกกลุ่ม รวมถึงสตรีมีครรภ์ นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ IntelliSpace Cardiovascular (ISCV) มาช่วยจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลอย่างเป็นระบบ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งต่อและติดตามผลการรักษา สะท้อนเจตนารมณ์ของทุกภาคส่วนในการผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์สู่ชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และร่วมสร้างระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับคนไทยทุกคน

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กล่าวว่า “ทางโรงพยาบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ เราจึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการดูแลรักษาผู้ป่วย การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล และส่งเสริมการพัฒนานักศึกษาแพทย์ในพื้นที่ และงานฯ

ในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราที่ต้องการยกระดับการดูแลรักษาโรคหัวใจ เนื่องจากเรามีบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางจำกัด แต่มีผู้ป่วยต้องการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจกว่า 50 ราย เราต้องขอขอบคุณทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ และพันธมิตรที่ได้ลงพื้นที่มาช่วยเราในครั้งนี้ นอกจากการตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว เรายังมีการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรและนักศึกษาแพทย์ในพื้นที่เพื่อให้สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้เองในระยะยาว”

เนื่องนวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี ร่วมทำความสะอาดเจดีย์ครอบเท้าเสือ บนยอดเขาพ่อตาหินช้าง

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เลขากิต ขึ้นเขา 219 ขั้น ร่วมทำความสะอาดเจดีย์ครอบเท้าเสือ บนยอดเขาพ่อตาหินช้างเมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 ต.ค.68 นายนพพร อุสิทธิ์ (นายกโต้ง) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพรมอบหมายให้ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (เลขากิต) นาย สุชล สินสมบุญ (สจ ต้น) สจ ชุมพรเขต 3 อ.ท่าแซะ

เข้าร่วมกิจกรรมสลุยร่วมใจอาสาพัฒนาแผงกล้วย ให้เป็น“ลานค้าปลอดโรค”เนื่องนวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสลุย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนบ้านพรุตะเคียน ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ ในโอกาสคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(วันปิยมหาราช)

โดยจัดกิจกรรมจิตอาสารณรงค์ป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก การให้ความรู้สร้างความตะหนักและมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรค การสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย กิจกรรมแจกทรายกำจัดลูกน้ำ ณ ลานค้าชุมชนพ่อตาหินช้าง หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 6 หมูที่ 3 และหมู่ที่ 8 ตำบลสลุย ซึ่งเป็นแหล่งซื้อของฝากประมาณ 100 ร้าน

ตั้งเรียงรายอยู่รอบๆศาลพ่อตาหินช้าง เพื่อให้สถานที่จำหน่ายสินค้าที่สะอาดและเป็นตลาดค้าขายที่ปลอดโรค สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำบลสลุยและจังหวัดชุมพร ซึ่งนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ได้สนับสนุนผ้ากันเปื้อนให้กับพ่อค้า แม่ค้า เพื่อสุขลักษณะที่ดีอีกด้วย

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ด้วยการปรับภูมิทัศน์บนเส้นทางเดินขึ้นตามบันใด 219 ขั้น ที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ให้ชมตลอดเส้นทาง เพื่อไปสักการะเจดีย์สีทอง บริเวณยอดเขาหลังศาลพ่อตาหินช้าง ซึ่งเจดีย์ดังกล่าวมีประวัติการสร้างไว้เพื่อครอบรอยเท้าเสือขนาดใหญ่อยู่บนแผ่นหิน เพื่อให้เจดีย์ดังกล่าวสะอาด ปลอดภัย สามารถเป็นจุดชมวิวและเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้ในอนาคต

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กรมชลประทานสร้างฝายบ้านงาช้าง แก้ภัยแล้ง พัฒนาพื้นที่รอยต่อท่าแซะ–ปะทิว

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณฝายกักเก็บน้ำบ้านงาช้าง–บ้านเขาตีนเป็ด ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ (นายกโต้ง) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร

มอบหมายให้ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ (เลขากิต) และนายปราโมทย์ ดาวเรือง เลขานายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยนายสุชล สินสมบุญ สมาชิกสภา อบจ.ชุมพร เขตอำเภอท่าแซะ, นายอภิชาติ มากยอด สมาชิกสภา อบจ.ชุมพร เขตอำเภอปะทิว, นาย

ปรีชา มีสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสองพี่น้อง, นายสิทธิชัย มากยอด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาไชยราช, นายหนูไกร วงธรรม กำนันตำบลสองพี่น้อง, นายสฤษดิ์ ปิ่นเกตุ กำนันตำบลเขาไชยราช, ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ ร่วมประกอบพิธีถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และเปิดฝายกักเก็บน้ำบ้านงาช้างอย่างเป็นทางกา

โครงการก่อสร้างฝายบ้านงาช้างดำเนินการโดย โครงการชลประทานชุมพร สำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน ภายใต้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2568 ในแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสำหรับการอุปโภค–บริโภคและการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนใช้เป็นแหล่งน้ำผลิตประปาหมู่บ้าน เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน และรักษาความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศในพื้นที่

ทั้งนี้ ฝายบ้านงาช้างจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาไชยราช อำเภอปะทิว และตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค–บริโภคตลอดทั้งปี อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงเป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พันโท ชนิสร จารุกิตติ์ตระกูล ผู้บังคับหน่วยส่งเสริมและสหกรณ์ที่ 4 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นสส.4 สทพ.นทพ.) ได้นำพันธุ์ปลาจำนวนกว่า 6,000 ตัว มอบให้ประชาชนร่วมกันปล่อยลงในฝาย เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศในพื้นที่

โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน ที่ช่วยกันพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่อประโยชน์ต่อการเกษตรและคุณภาพชีวิตของชาวชุมพรอย่างยั่งยืน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดเซกาเจติยาราม จังหวัดบึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 10.09 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน

เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดเซกาเจติยาราม อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

ตามที่ นางรัตนประภา ดิศวัฒน์ ประธานบริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือสิบแสน ขอพระราชทานไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์

ในโอกาสนี้ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธี เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปถวาย

พร้อมด้วย นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และประชาชน เข้าร่วมในพิธีด้วยความพร้อมเพรียงและเปี่ยมด้วยความปลื้มปีติ

ภายในงาน มีการประกอบศาสนพิธีตามแบบแผนของคณะสงฆ์อย่างสมพระเกียรติ

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และสืบสานพระราชปณิธานในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย

การพระราชทานผ้าพระกฐินในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่สะท้อนถึงพระราชปณิธานแห่งการสืบทอดพระพุทธศาสนา

และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทยทั่วทุกภูมิภาค
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ผุดแคมเปญ “วิ่งไป เที่ยวไป เชิญชวนปชช.ทุกทิศทั่วไทยมาท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ – ล่องเรืออุโมงค์ป่าโกงกาง ที่ ต.บางปู อ.ยะหริ่ง

แชร์เนื้อหานี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่ แหล่งชุมชนท่องเที่ยวตำบลบางปู (จุดลงเรือAmazing Bangpu) หมู่ที่ 3 ตำบลบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี นายอภินันท์ หมวดแก้ว นายอำเภอยะหริ่ง เป็นประธานเปิด กิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ประจำปี พ.ศ. 2568

โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ลุกมาน สะอะ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู, นายซาพีอีย์ กอเนาะ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง, ปลัดอำเภอยะหริ่ง, ปลัดเทศบาลตำบลบางปู, เจ้าหน้าที่ปกครอง, พัฒนากรตำบลบางปู, กำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ตำบลบางปู, และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

สำหรับบรรยากาศในกิจกรรม START เริ่มต้นจาก นายอภินันท์ หมวดแก้ว นายอำเภอยะหริ่ง ได้วิ่งเปิดนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งผ่านเส้นทางชุมชนท่องเที่ยว และถ่ายรูป ณ จุดเช็คอิน พร้อมทั้งล่องเรือไปตามเส้นทางเพื่อชมความสวยงามของอุโมงค์ป่าโกงกางบางปู

ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและสนุกสนาน ผู้ร่วมกิจกรรมร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันงดงามของชุมชนท่องเที่ยวบางปู ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างพลังบวกและความสามัคคีในชุมชนได้เป็นอย่างดี

นายอภินันท์ หมวดแก้ว นายอำเภอยะหริ่ง กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย” ในวันนี้ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยและประชาชนได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของอำเภอยะหริ่ง กระตุ้นให้ประชาชนรู้จักแหล่งท่องเที่ยว

อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีความสวยงาม และเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ตลอดจนสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจังหวัดปัตตานีในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่น่าประทับใจ อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและชุมชน ส่งเสริมรายได้อย่างยั่งยืน

ตอริก สหสันติวรกุล
รายงานจาก จังหวัดปัตาานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บิ๊กกัง! ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ นำคณะตรวจความสงบชายแดนไทย-เมียนมาร์ พื้นที่จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ 23 ตุลาคม พ.ศ.2568 พันเอก สรายุทธ ศรลัมพ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19 พร้อมด้วย พันเอก เพรียว เลี้ยงชีพชอบ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก

กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19ได้ร่วมกับ นายสุธี เล้าสุบินประเสริฐ ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายชัยชาญ มูลมาก ป้องกันจังหวัดประจวบฯ และ หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ผู้เกี่ยวข้อง

ร่วมให้การต้อนรับ พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่รับผิดชอบของ

หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19 เพื่อรับทราบข้อมูลการปฏิบัติงาน รวมทั้งปัญหา และอุปสรรคข้อขัดข้องของหน่วย โดยได้เน้นย้ำให้การปฏิบัติงานของหน่วยเป็นไปตามพันธกิจ 5 ประการ

พร้อมทั้งยังได้รับฟังการบรรยายสรุป พบปะให้โอวาท และมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ณ หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก

กองกำลังสุรสีห์ กองพลทหารราบที่ 19 ต.เกาะหลัก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้เดินทางไปที่จุดตรวจร่วมห้วยยาง ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ

เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และพบปะส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ ต่อมาเดินทางมาตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการบ้านไร่เครา หมู่ 6 ช่องทางสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับฟังการบรรยายสรุปประกอบแผนที่ และพบปะให้โอวาท

พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขัวญให้กับกำลังพล ร้อย.ตชด.146 พบปะส่วนราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจช่องทางสิงขร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “หัวหิน” จัดมวยมันส์ ‘LEGEND FIGHTING CHAMPIONSHIPS 2025’ ยกระดับนครหัวหินเป็นศูนย์กลาง “Sports Tourism”

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 24 ต.ค.68 การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ เดอะเลเจ้นท์ อารีน่า และศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน พร้อมระเบิดศึกความยิ่งใหญ่กับการแข่งขันมวยไทยระดับนานาชาติ “Legend Fighting Championships 2025 – มวยไทยสร้างชาติ” ภายใต้แนวคิด “มวยไทยสร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจไทย สร้างคุณค่ามวยไทยสู่เวทีโลก” โดยมี “วิว เยาวภา บุรพลชัย” อดีตฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิกเกมส์ เป็นผู้จัดการแข่งขันรายการนี้ เพื่อขับเคลื่อนพลัง “มวยไทย” ให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก และยกระดับนครหัวหินให้กลายเป็นศูนย์กลาง “Sports Tourism” เมืองแห่งกีฬา ศิลปะ และวัฒนธรรมของประเทศไทย

ศึกแห่งศักดิ์ศรีกำลังจะปะทุขึ้นที่หัวหิน เวทีแห่งเกียรติยศนี้จะเป็นการปะทะกันระหว่างทีมนักมวยไทยและทีมนักมวยต่างชาติ ในสังเวียนที่ผสานความดั้งเดิมของมวยไทยคาดเชือกกับความเข้มข้นของมวยไทยสวมนวม เพื่อชิงถ้วยเกียรติยศแห่งพลัง “มวยไทยสร้างชาติ” ในวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. นี้ เวลา 18.00 – 20.00 น. ณ เวทีมวยชั่วคราว หัวหิน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จ.ประจวบฯ งานนี้เข้าชมฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายรายชื่อคู่มวยสุดเดือดทั้ง 7 คู่ คู่ที่ 1 (พิกัด 56.7 กก.) Akram Ouchibi (ประเทศโมร็อกโก)  ปะทะ เพชรสายรุ้ง ศ.เดชดำรงค์ (ประเทศไทย) คู่ที่ 2 (พิกัด 61 กก.) Ye Yint Nung

(ประเทศเมียนมาร์)  ปะทะ สกัดเพชร พ.ประภัศร์ลูกพ่อโต (ประเทศไทย) คู่ที่ 3 (มวยหญิง พิกัด 53 กก.)  Negin Afshin Shahinfar (ประเทศอิหร่าน) ปะทะ หงส์พิรุณ ก.ประเสริฐยิม (ประเทศไทย) คู่ที่ 4 (พิกัด 58 กก.) Akdahe Boujamaa (ประเทศโมร็อกโก) ปะทะ  นิเชาร์ ส.เพียรทอง (ประเทศไทย) คู่ที่ 5 (พิกัด 59 กก.) Othmane Irhouza (ประเทศโมร็อกโก) ปะทะ  อุดมเล็ก ณุ ปราณบุรี (ประเทศไทย) คู่ที่ 6 (พิกัด 63.5 กก.)  Shokhzod Zafar Ugli Azamatov (ประเทศอุซเบกิสถาน) ปะทะ รัชชานนท์ เอกเมืองนนท์ (ประเทศไทย) คู่ที่ 7 (พิกัด 64 กก.) Younes Rhali (ประเทศโมร็อกโก) ปะทะ  วันมีชัย ป.ศรสิงห์ (ประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทั่วประเทศทาง ช่อง 8 หมายเลข 27 ชมสดออนไลน์ได้ทาง Facebook / YouTube : LFC Legend Fighting Championships
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี นำโดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้บริษัท ฯ เพื่อน้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ประจำปี 2568 ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี เป็นจำนวนมาก การจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินในครั้งนี้ นับเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ และสะท้อนเจตนารมณ์

ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่มุ่งมั่นทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และส่งเสริมคุณค่าชุมชนในทุกภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยปีนี้เริ่มต้นภาคแรกที่วัดพระธาตุแช่แห้ง

พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ถือเป็นวัดประจำปีเถาะ
ตามความเชื่อล้านนา ภายในวัดประดิษฐานพระธาตุแช่แห้ง

ปูชนียสถานสำคัญคู่เมืองน่าน และศูนย์รวมจิตใจ
ของชาวน่านและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ร.ต.อ.สถิตย์ ศรีประสม รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “หัวหิน” จัดใหญ่งานลอยกระทง “นเรศดำริห์รำลึก…เคียงคลื่นคืนจันทร์เพ็ญ” เนรมิตกระทงยักษ์ขนาด 7 เมตร รับนักท่องเที่ยว

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน จ.ประจวบฯ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับตัวแทนชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ เตรียมความพร้อมจัดงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่อกิจกรรม “นเรศดำริห์รำลึก…เคียงคลื่น…คืนจันทร์เพ็ญ” ระหว่างวันที่ 4 -5 พ.ย.นี้ ที่ชุมชนชายทะเลหัวหิน

น.ส.บุษบา โชคสุชาติ กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีเก่าแก่ ที่ทางเทศบาลนครหัวหินได้ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์และจัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมโดยมุ่งเน้นและคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีของไทยให้คงอยู่สืบไป โดยในปีนี้เทศบาลนครหัวหิน จะปลุกมนต์เสน่ห์ชุมชนชายทะเล แลนมาร์กแห่งใหม่

บริเวณถนนนเรศดำริห์ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ของนครหัวหิน เป็นสถานที่ลอยกระทงริมชายทะเล (บริเวณร้านมีกรุณาเดิม) ตกแต่งประดับไฟสวยงามสว่างไสวนับหมื่นดวงตลอดเส้นทางตั้งแต่บริเวณสะพานปลาหัวหิน-ร้านชาวเล รวม 10 วัน มีการประดิษฐ์กระทงยักษ์ขนาด 7 เมตร ตั้งโชว์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เซลฟี่เก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

สำหรับกิจกรรมวันที่ 4 พ.ย.68 มีการแข่งขันประกวดประดิษฐ์กระทงที่ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน, การแสดงจากศูนย์การเรียนรู้หัวหินถิ่นมนต์ขลัง, การแสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเรียน, และรำวงย้อนยุคสุดครึกครื้น / วันที่ 5 พ.ย. มีขบวนแห่กระทงใหญ่จากวัดหัวหินเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเดชานุชิตผ่านร้านชาวเลเข้าสู่บริเวณจัดงาน มีการประกวดนางนพมาศ ชิงเงินรางวัลกว่า 55,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Workshop สอนนักท่องเที่ยวประดิษฐ์กระทงสุดงดงาม ฟรี!

จากนักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ การออกร้านอาหารนานาชนิดนับสิบร้านและชมพลุสวยงามอลังการที่บริเวณสะพานปลาหัวหินทั้ง 2 วัน ตั้งแต่เวลา 20.30 น.เป็นต้นไป นอกจากนี้เทศบาลนครหัวหินยังจัดงานลอยกระทงตามชุมชนต่าง ๆ เช่นที่อ่างเก็บน้ำเขาเต่า, สวนหลวงราชินี 19 ไร่, เขาน้อย, หัวดอน, หนองแก, สะพานขี้เหล็ก, จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งชุดไทยร่วมลอยกระทงแบบรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ที่บริเวณจัดงานตามวันดังกล่าว.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยวันนี้ขออนุญาตนำเรื่องความเดือดร้อนหารือท่านประธานในเรื่องของความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ตอนนี้เดือดร้อนกันทั้งประเทศก็ว่าได้ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรได้ตกต่ำ อยากจะบอกว่ารัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ท่าน อย่ามองว่าเกษตรกรคือภาระของประเทศเลยครับ ประเทศไทยเปรียบเสมือนเป็นพิรามิด เกษตรกรทุกสาขาอาชีพเหมือนฐานราก ระดับบน
ก็คือนักการเมืองกลุ่มทุ่นและข้าราชการ ซึ่งใช้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งนั้นนะครับ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเวลา ๑ ปี ๒ ปีที่ผ่านมาราคาสินค้าการเกษตรไม่ค่อยได้รับการแก้ไข แต่ยังโชคดี ที่มีอยู่โครงการหนึ่ง ก็คือโครงการสินเชื่อชะลอการขาย วงเงิน ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อรวบรวมข้าวที่ยังใช้ได้ ๑ ตัว แล้วก็เป็นนโยบายที่มีกำไรนะครับ เนื่องจากทั้ง ๒ โครงการเป็นได้กำไรทั้ง ๒ โครงการ ซึ่งอันนี้เป็นนโยบายที่ดีเป็นโครงการที่ดีของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ทำร่วมกัน ปีนี้ต้องบอกชาวนาต้องแสดงความดีใจแทนชาวนาด้วยว่าที่ผ่านมาชาวนากว่าจะได้เงินจากโครงการนี้เป็นเดือน เพราะว่าข้าวนาปีกว่าจะออกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน สิ้นสุดเดือนธันวาคม ปีที่แล้วกว่าชาวบ้านจะได้เงินจากโครงการนี้ ประมาณเดือนธันวาคม และก็คือเงินยังไม่มา แต่ชาวบ้านต้องเอาข้าวไปขายฝากทางสหกรณ์ หรือฝากหน่วยงาน


ในโครงการนี้ ปีนี้ขอชมเชยรัฐบาลท่านอนุทินนะครับ ที่ได้ส่งขุนพล ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ท่านได้สั่งการและรีบทำทันที ปีนี้ได้เงินเร็วมาก ๑ พฤศจิกายน โครงการสินเชื่อชะลอการขาย โครงการรวบรวมข้าวจะเข้ามาดำเนินการในข้าวนาปีทันที ในข้าวหอมมะลิ ต้องฝากท่านประธานผ่านพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ ข้าวหอมมะลิปีนี้ทั่วประเทศ ราคาข้าวสดเกี่ยวแล้วมาเลยราคา
จะอยู่ที่ ๑๑,๐๐๐-๑๒,๐๐๐ บาท แน่นอนไม่ถูกกว่านี้ แต่ก็ยังมีปัญหาในข้าวอย่างอื่นนะครับ
ผมฝากให้รัฐบาลเอาโครงการชะลอการขายของพรรคกล้าธรรมไปดำเนินการต่อ เพื่อจะได้แก้ปัญหาทั้งระบบไม่ว่าจะราคาสินค้าข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง โครงการชะลอการขายนี้สามารถใช้ได้เป็นอย่างดี เพราะเราขีดราคาขั้นต่ำไว้ให้เกษตรกรหมด เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็ฝากเรียนผ่านท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โรงพยาบาลประจวบฯ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “โครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11”  

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ที่ลานกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ชั้น 1 อาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลประจวบฯ นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5 ประธานพิธีเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ โครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 “Walk Run Bike Fighting Stroke 11″ และเทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวันพยาบาลแห่งชาติ โดยมี นพ.ธนกร ศรัณยภิญโญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบฯ กล่าวรายงาน นพ.วัชรพงษ์ เหลืองไพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบฯ นพ.อภิวัฒน์ บัณฑิตย์ชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม (อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจวบฯ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลประจวบฯ เจ้าหน้าที่ อสม.

เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปให้การต้อนรัสำหรับโครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต เฉลิมพระเกียรติ” จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศิริราชมูลนิธิ และศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยในปีนี้ จ.ประจวบฯ กำหนดจัดกิจกรรมโครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11 ในวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ย.นี้ พร้อมกันทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ออกกำลังกายเป็นนิสัย ห่างไกลสโตรค (No Stop No Stroke)” โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง และรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี และลดความเสี่ยงต่อโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

อีกทั้งในปี 2568 เป็นการครบรอบ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา พระวิริยะอุตสาหะ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพการพยาบาล เพื่อเป็นการเดินตามรอยพระบาทในการสร้างสรรค์สุขภาพดีถ้วนหน้าให้แก่ประชาชน ดังคำขวัญวันพยาบาลแห่งชาติที่ว่า “การพยาบาล ก้าวไกล เพราะน้ำใจเหล่าพยาบาล เสียสละและบริการตามปณิธานสมเด็จพระบรมราชชนนี”
กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยพิธีเทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพิธีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการแสงนำใจ ไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 11, เสวนาให้ความรู้เรื่อง “รู้จักโรคหลอดเลือดสมอง ก่อนจะสาย” วิทยากร โดย นพ.ณัฏฐ์ พงษ์สุทธิมนัส อายุรแพทย์ระบบประสาท น.ส.ปัทมา ดีประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ดำเนินรายการ โดย น.ส.ปฤศนา พฤศชนะ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ 3, ประเมินคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น

วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) 4) ระบบการพยาบาลทางไกล สอนและสาธิตทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) สำหรับประชาชน, รับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตา, Body Scan : การวัดองค์ประกอบของร่างกาย, Step Test : วัดความ Fit ของหัวใจและปอด, สาธิตอาหารเพื่อสุขภาพ, การบริหารป้องกันสมองเสื่อม, การประเมินสุขภาพจิต “เซียมซีความสุข”, การเข้าถึงข้อมูลทางด้านสุขภาพ, ชมนิทรรศการความรู้โรคหลอดเลือดสมอง,ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี, ชมนิทรรศการ เทิดพระเกียรติ “รอยพระยุคลบาท 125 ปี สมเด็จย่า นำทางสุขภาพไทย” และการแสดงดนตรี โดยชมรมครูเกษียณ โดยมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก.
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “บังดุล” นักวิ่งจิตอาสาชาวปัตตานี วิ่งภารกิจ “ปัตตานีพิชิตภูมะเขือ” 60 จังหวัด ใต้ – เหนือ – อีสาน กว่า 2,500 กิโล เข้าสู่วันที่ 23 การวิ่ง เข้าประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 2 แล้ว

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “บังดุล” หรือ นายอับดุล สารีเต๊ะ อายุ 51 ปี นักวิ่งจิตอาสาชาวปัตตานี ซึ่งออกวิ่งเป็นวันที่ 23 ของการวิ่ง และวันที่ 2 ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านอำเภอทับสะแก เข้าสู่อำเภอเมืองประจวบฯ ตามภารกิจ “ปัตตานีพิชิตภูมะเขือ” โดยเริ่มต้นจาก อ.มายอ จ.ปัตตานี มุ่งหน้าสู่ จังหวัดเชียงราย และจะวกกลับเข้าสู่ภาคอีสาน มุ่งหน้าสู่ ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ระยะทางรวมกว่า 2,500 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางร่วม 3 เดือน โดยหวังระดมเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อนำไปสนับสนุนการสร้างกำแพงกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงจัดหาสิ่งของจำเป็นมอบให้ทหารในพื้นที่

สำหรับครั้งนี้ “บังดุล” เขาเริ่มต้นวิ่งโดยใช้เส้นทางสายเอเชีย ผ่านจังหวัดสงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และจะเข้าสู่ภาคกลาง และ ราชบุรี สุพรรณ อ่างทอง นครสวรรค์ กำแพงเพชร เชียงใหม่ สุดที่เชียงราย ก่อนลงมาโซน อุตรดิตย์ เพชรบูรณ์ และเข้าสู่ภาคอีสาน ไปสิ้นสุดที่ศรีสะเกษ ซึ่งถือเป็นภารกิจวิ่งที่ยาวและเข้มข้นที่สุดของบังดุล โดยทุกวันจะวิ่งวันละราว 50 กิโลเมตร แบ่งเป็นเซตละ 10–15 กิโลเมตร

ในการวิ่งครั้งนี้ บังดุลไลฟ์ผ่าน TikTok ชื่อ “นักวิ่ง จิตอาสา” พร้อมสะพายสัมภาระและติดตั้งโทรศัพท์บนโครงเหล็กอลูมิเนียมเพื่อถ่ายทอดสด ระหว่างทางมีประชาชนที่พบเห็นต่างร่วมให้กำลังใจและบริจาคเงินตลอดเส้นทาง สำหรับบังดุล เขาคือสัญลักษณ์ของการเสียสละเพื่อชาติ และยืนยันว่า การกลับมาวิ่งเพื่อชายแดนไทยครั้งนี้ เป็นการแสดงจุดยืนว่า “คนไทยจะไม่ยอมให้ใครรุกรานแผ่นดิน” สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถร่วมสมทบทุนบริจาคได้ที่ บัญชี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาปาลัส หมายเลข บ/ช 02-0088-256-366
/////////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / บึงกาฬ เปิดการท่องเที่ยวฤดูหนาว นำขบวนรถคาราวานท่องเที่ยว พิชิต 7 น้ำตก ล่าตราประทับ “Waterfalls Buengkan Car Rally”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 10.30 น. นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และนางนิตยา อารีย์เอื้อ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ นำขบวนรถคาราวานท่องเที่ยว เปิดเทศกาลการท่องเที่ยวฤดูหนาว ภายใต้กิจกรรม “วันวาฬพาเที่ยวล่าตราประทับ พิชิต 7 น้ำตกบึงกาฬ – Waterfalls Buengkan Car Rally” เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่จังหวัดบึงกาฬให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบึงกาฬ, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีขบวนรถคาราวานเข้าร่วมกว่า 50 คัน ร่วมเดินทางไปที่น้ำตกตาดนกเขียน และน้ำตกเจ็ดสี ส่วนน้ำตกอื่น ๆ นักท่องเที่ยวสามารถไปเช็กอินรับตราประทับ และแลกรับรางวัลได้ ถึง 19 ธันวาคม 2568 นี้

นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า กิจกรรม “วันวาฬพาเที่ยวล่าตราประทับ พิชิต 7 น้ำตกบึงกาฬ” หรือทริป 7 น้ำตก มีวัตถุประสงค์ต้องการที่จะประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนในจังหวัดบึงกาฬมาท่องเที่ยวในพื้นที่ตัวเอง ซึ่งจุดแรกที่มาคือ น้ำตกตาดนกเขียน เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม ได้พบอะไรหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติที่มีความสวยงาม ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของจังหวัดบึงกาฬ เราไม่ต้องการแข่งความเจริญกับจังหวัดอื่น ๆ แต่เราต้องการแข่งเรื่องธรรมชาติที่มีความกรีน ความเขียว จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว ที่ยังไม่ได้มาในวันนี้ ขอให้ได้มาเที่ยวในวันหลัง หรือวันต่อ ๆ ไป ที่จังหวัดบึงกาฬของเรา

สำหรับกิจกรรม “วันวาฬพาเที่ยวล่าตราประทับ พิชิต 7 น้ำตกบึงกาฬ – Waterfalls Buengkan Car Rally” เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยมาสคอตประจำจังหวัดบึงกาฬ “น้องวันวาฬ” (เป็นวาฬ) เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาพิชิต 7 น้ำตกของจังหวัดบึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของไทย ได้แก่ น้ำตกถ้ำพระ, น้ำตกเจ็ดสี, น้ำตกตาดวิมานทิพย์, น้ำตกกินรี, น้ำตกถ้วยถ้ำน้อย, น้ำตกถ้ำฝุ่น และน้ำตกตาดนกเขียน

โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับตราประทับลงบนหนังสือเดินทางของกิจกรรมทุกครั้งที่ไปน้ำตก 7 แห่งดังกล่าว โดยหากสะสมครบตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป จะมีรางวัลมอบให้นักท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถรับหนังสือเดินทาง 7 Waterfalls ได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่น้ำตกทั้ง 7 แห่ง โดยมีระยะเวลาของกิจกรรม ตั้งแต่บัดนี้ – 19 ธันวาคม 2568 นี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 042-492-471

นางสาวปิยอร ทับทอง นักท่องเที่ยว กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าจะมีน้ำตกที่สวยขนาดนี้ ระหว่างเดินเข้ามาก็ได้ยินเสียงน้ำตกตลอดทาง พอถึงน้ำตกแล้วก็รู้สึกอะเมซิงมาก นอกจากนี้การเดินทางเข้ามาก็ไม่ไกล และค่อนข้างสะดวก รถเล็ก รถเก๋ง สามารถเข้ามาได้ บรรยากาศก็ร่มรื่นด้วย

นางสาวบุณยวีร์ อุเทศพรรัตนกุล นักท่องเที่ยว กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่มีกิจกรรมพาเที่ยว ที่สำคัญคือมีพาสปอร์ต หรือหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ประทับตรา ว่า เราได้มาถึงที่น้ำตกแห่งนี้แล้ว พร้อมกับสะสมตราประทับเพื่อแลกของรางวัล วันนี้ได้มาน้ำตกตาดนกเขียน บรรยากาศดีมาก ส่วนตัวเป็นคนบึงกาฬจึงมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าน้ำตกสวยงามทุกฤดูกาลจริง ๆ

ขณะที่ นักท่องเที่ยวอีกราย ระบุว่า ดีใจมากที่มีกิจกรรมนี้ ตนมาครั้งแรก ก่อนหน้านี้ไม่เคยมาเลย ตอนแรกยังสงสัยอยู่ว่า จะสวยไหม แต่พอมาถึงแล้วรู้สึกประทับใจมาก สุดยอด น่าเที่ยว ใครว่างก็เดินทางมาได้เลยที่นี่ สวยมาก น้ำตกตาดนกเขียน ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก สะสมตราประทับครบ 7 แห่ง จะได้ที่พักฟรีด้วย

สำหรับการรับรางวัลสะสมตราประทับครบ 2 แห่ง แลกรับของที่ระลึก กล่องจุ่ม จำนวน 1 ขึ้น ที่จุดบริการนักท่องเที่ยว ณ น้ำตกที่ร่วมแคมเปญแห่งใดแห่งหนึ่ง จ้านวน 77 รางวัล/แห่งสะสมครบ 4 แห่ง แลกรับของที่ระลึก ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เช่น แก้วเก็บความเย็น, ตุ๊กตา, หมอน, ผ้าห่ม, หรือผ้าเช็ดตัว จำนวน 77 รางวัล

สะสมครบ 6 แห่ง แลกรับของที่ระลึก ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้แก่ WAN WAL Premium set (วันวาฬพรีเมียมเซ็ต) จ๋านวน 7 รางวัล/ UDRU Premium set (ม.ราชภัฏอุดรธานี) จำนวน 7 รางวัล/ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก จำนวน 7 รางวัล/ ชุดเครื่องนอน จำนวน 7 รางวัล

สะสมครบ 7 แห่ง แลกรับของที่ระลึก กระเป๋าเดินทาง จำนวน 7 รางวัล ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดขึงกาฬ หรือ แลกรับสิทธิ์ที่พักฟรี 1 คืน (1 ห้อง) จำนวน 7 สิทธิ์ (จำกัดสิทธิ์แลกรับของที่ระลึกเพียง 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ท่าน เท่านั้น และขอสงวนสิทธิ์ให้กับผู้ที่มาติดต่อรับของรางวัลก่อน จนกว่าของรางวัลจะหมด)

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “เบลล่า–ก้อง ห้วยไร่” ร่วมบวงสรวงพญาศรีมุกดามหามุนีนิลปาลนาคราช พร้อมทอดผ้าป่า ณ วัดรอยพระบาทภูมโนรมย์ มุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม บรรยากาศที่วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ จังหวัดมุกดาหาร เต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา เมื่อสองดาราดัง “เบลล่า ราณี แคมเปน” และศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง “ก้อง ห้วยไร่”

(อัครเดช ยอดจำปา) พร้อมภรรยา ขนิษฐา ยอดจำปา และ “พลอย วีณา เมษกำเหนิดชัย” เดินทางมาร่วมเป็นประธานในพิธี บวงสรวงพญาศรีมุกดามหามุนีนิลปาลนาคราช (ปู่ศรีมุกดา)

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วม ถวายผ้าป่าสามัคคีเพื่อบูรณะองค์พญานาคและปรับภูมิทัศน์และก่อสร้างลานพญานาค โดยมี พระวิฑูรวชิรโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร และเจ้าอาวาสวัดรอย

พระพุทธบาทภูมโนรมย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
และได้รับเกียรติจาก นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมพิธียังคับคั่ง

ภายในงาน “เบลล่า” ปรากฏตัวในชุดผ้าไทยพื้นเมืองสีน้ำเงินเข้มปักลายงดงาม สวมเครื่องประดับเรียบหรูสมฐานะนางเอก

สายบุญ และเป็นประธานคล้องพวมาลัย ผูกผ้าเจ็ดสี จุดธูปเทียนเครื่องบวงสรวงถวายเครื่องสักการะองค์พญาศรีมุกดามหามุนีนิลปาลนาคราช

ท่ามกลางความชื่นชมของประชาชนและแฟนคลับที่มาร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งต่างร่วมอนุโมทนาในความตั้งใจของทั้ง “เบลล่า” และ “ก้อง ห้วยไร่”

ในการสืบสานประเพณีความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค “ปู่ศรีมุกดา” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวมุกดาหาร

✨ งานนี้เรียกว่า “งดงามทั้งใจและกาย” สมกับเป็นดาราสายบุญตัวจริงแห่งวงการ! สายบุญตัวจริง #เบลล่าราณี #ก้องห้วยไร่ #พญาศรีมุกดามหามุนี

#วัดรอยพระบาทภูมโนรมย์ #มุกดาหาร #ข่าวบันเทิงสายบุญ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้///ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / หลังจากสงครามสงบ..นักท่องเที่ยวนานาชาติ ร่วมงานเทศกาลคติชนวิทยาพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 37 ปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

***เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 68 ที่วัดนาโนน ตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ นายพิศิน ทาศิริ นายอำเภออุทุมพรพิสัย เป็นประธานเปิดงานเทศกาลคติชนวิทยาพระพุทธศาสนานานาชาติ ครั้งที่ 37 โดยงานเทศกาลดังกล่าวเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

สร้างความเชื่อมั่นหลังจากที่สงครามสงบ ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และสร้าง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง และการแสดง โดยมี พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ ชาวต่างประเทศจากนานประเทศ รวม 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

***ทั้งนี้คำว่า คติชนวิทยา ถือว่ามีความสำคัญในการศึกษา วิถีชีวิต ความเชื่อ และของกลุ่มคนในสังคมไทยหรือนานาชาติ ทำให้เราเข้าใจและเห็นคุณค่าของ ภูมิปัญญาดั้งเดิม ของบรรพบุรุษ ช่วยอบรมสั่งสอน และสร้าง คุณธรรมจริยธรรม ให้กับคนในสังคม นอกจากนี้ยังให้ความรู้ ฝึก ผ่านการละเล่นหรือนิทาน และการสร้าง การแสดง ความบันเทิง หรือถ่ายทอดผ่านศิลปวัฒนธรรรม บทเพลง ซึ่งสามารถคลายความเครียดได้

***โดยกิจกรรมภายในงานมีการแสดงแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ที่ไม่ค่อยได้เห็นกัน ผ่านการแสดง และเสียงเพลง จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว, เมียนมาร์, เนปาล, ฟิลิปปินส์, โปแลนด์, ศรีลังกา และประเทศไทย อาทิ การเล่นดนตรี เต้นรำ ของชาว โปแลนด์, การเต้นรำ ของชาวฟิลิปปินส์, การร้องเพลวจาก สปป.ลาว, การแสดงวิธีแกลมอ ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย) และการแสดงประเพณีการเลี้ยงปู่ตา ของชนเผ่าส่วย (ประเทศไทย)

***นอกจากนี้ยังมีการแสดงปฐกถาจาก พระวชิรสิทธิธาดา เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ในหัวข้อ “บทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้ธรรมและสมาธิเพื่อสร้างสันติสุข” การสอนชาวนานๆชาติตั้งสติและนั่งสมาธิ การนำชาวนานาชาติร่วมขึ้นเกวียนแห่กองยาวชมความงามรอบพระธาตุหนุนดวง ของวัดนาโนน

ซึ่งความสนุกสนานให้กับชาวต่างชาติ และผู้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดภัยสงครามระหว่างไทยกัมพูชาทำให้นานาชาติไม่กล้าเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หลังจากที่สงครามได้สงบทำให้นานาชาติมีความเชื่อมั่นและหันเข้ามาเที่ยวและทำกิจกรรมในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ภาพ/ข่าว วนิดา,ชาญฤทธิ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ครอบครัว มหัทธรา มอบเครื่องมือแพทย์–สิ่งของจำเป็นให้ชมรมโฮปฯ ช่วยผู้ป่วยยากไร้และสัตว์จรจัด

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงาน ชมรมโฮปสะพานบุญแห่งความหวังและศรัทธา ภายในวัดมหาวงษ์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ คุณ ศิรวิช์ มหัทธรา พร้อมครอบครัว ได้มอบเครื่องมือแพทย์และสิ่งของจำเป็นหลายรายการให้แก่ชมรมโฮปฯ

เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และสัตว์จรจัดในพื้นที่ ประกอบด้วย โลงศพ จำนวน 20 ใบ / แพมเพิส จำนวน 8 แพ็ค / อาหารสุนัขขนาด 20 กิโลกรัม จำนวน 4 ถุง / รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 2 คัน / เครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 1 เครื่อง / เครื่องวัดความดัน จำนวน 1 เครื่อง / พร้อมมอบเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจำนวน 2,000 บาท สำหรับโครงการ “รถปันสุข”

ซึ่งทางชมรมโฮปฯ กำลังจัดสร้าง เพื่อใช้ในภารกิจลงพื้นที่แจกข้าวให้ ผู้ประสบภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้หรือภัยพิบัติต่าง ๆการมอบสิ่งของในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจและความห่วงใยของ

ครอบครัว มหัทธรา ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความสุขให้สังคม พร้อมสนับสนุนภารกิจของชมรมโฮปฯ ซึ่งทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากและสัตว์ที่ขาดการดูแล

นายวสุ เผ่าตำรวจ รองประสานชมรมโฮปฯ กล่าวว่า ตนได้รับมอบจาก นางสาวปิยนุช พาณิชย์พิศาล ประธานชมรมโฮปฯ ให้เป็นตัวแทนรับมอบสิ่งของ ที่ทาง คุณ ศิรวิช์ มหัทธรา พร้อมครอบครัว

ได้มามอบโดยประกอบด้วย โลงศพ 20 ใบ รถวีลแชร์อีก 2 คัน เครื่องผลิตออกซิเจน 1 เครื่อง เครื่องวัดความดัน 1 เครื่อง แพมเพิส 8 ถุง อาหารสุนัขนักหนัก 20 กิโล 4 ถุง

และเงินช่วยสนับสนุนทำรถปันสุข 2,000 บาท ตนก็ขออนุโมทนาบุญกับครอบครัวนี้ด้วย ทำอะไรก็ขอให้สำเร็จสมความปรารถนา


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จัดพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568 ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันพฤหัสบดี ที่ 23 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร พร้อมด้วย นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นำข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ข้าราชการพลเรือน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และพสกนิกรชาวจังหวัดชุมพร ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สักการะ เบื้องหน้าพระราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2568 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

ทั้งด้านการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหาร การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประกอบ พระราชกรณียกิจหลายอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนคนไทย โดยพระราชกรณียกิจที่สำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง

คือ “การเลิกทาส” ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสในแบบของพระองค์ท่าน เป็นไปอย่างมีขั้นตอนและสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะกันหรือก่อให้เกิดสงครามแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทางด้านศิลปวัฒนธรรมทรงเปลี่ยนแปลงประเพณีหลายอย่างให้ทันสมัย และเป็นไปแบบสากล เช่น เลิกประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้า

เปลี่ยนมาเป็นให้ยืนหรือนั่งเก้าอี้แทนและใช้ถวายคำนับตามแบบฝรั่งแสดงความเคารพ การเปลี่ยนทรงผม โดยแต่เดิมชายไทยไว้ทรงหลักแจว (มหาดไทย)

มาเป็นทรงสากล ผู้หญิงเดิมไว้ผมปีก (ผมทัด) เปลี่ยนมาไว้ ผมยาว ประเพณีการแต่งกายก็เช่นกัน เริ่มมีการสวมถุงเท้า รองเท้า ใส่เสื้อนอก มีผ้าผูกคอ หรือแต่งเครื่องแบบเวลาเข้าเฝ้า ออกแบบชุดข้าราชการที่เรียกว่าเสื้อราชแปตแตน ต่อมาเรียกราชปะแตนท์ หรือแปลว่า แบบหลวง นุ่งผ้าสีม่วง

โจงกระเบนตามแบบไทยเดิม ทรงจัดระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดด้วง หน่วยเงินเฟื้องโดยสร้างหน่วยเงินขึ้นใหม่ให้ใช้เหรียญบาท เหรียญสลึง เหรียญสตางค์แทน ด้านสาธารณูปโภค โปรดให้เริ่มดำเนินการประปาขึ้นโดยเก็บกักน้ำที่คลองเชียงราก จังหวัดปทุมธานี

แล้วขุดคลองประปาสำหรับส่งน้ำเข้ามาจนถึงคลองสามเสน พร้อมทั้งฝังท่อเอกและอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อให้ราษฎรมีน้ำสะอาดใช้ พระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์ ล้วนเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนชาวไทย และเพื่อการพัฒนาประเทศให้

ก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้นี้ ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคนเทิดพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณมิเสื่อมคลาย และพร้อมใจถวายพระราชสมัญญานามพระองค์ว่า “พระปิยมหาราช”

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / นายอำเภอโคกสำโรง นำพา ธ.ก.ส ลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ เชิญชวน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ carbon credit.

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นายเจตพงศ์ โชคสวัสดิ์วลกุล นายอำเภอโคกสำโรง นำพนักงานพัฒนาลูกค้า สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลพบุรี

พร้อม นางเพยาว์ (เป้ว) แสงประไพ ประธาน ธตม. ภาคกลาง เข้าเยี่ยมชมสวนสักทองของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์ เกษตรกรปลูกป่าดีเด่นกรมป่าไม้ลพบุรี สระบุรี ที่หมู่ 3 ต.คลองเกตุ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อที่จะเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมโครงการ carbon credit.

ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นผู้ที่ประสานงานเกษตรกรในพื้นที่มาร่วมรับฟังและเยี่ยมชมสวนสักทองพืชสมุนไพรของ นายปรีชา กิจรัตนกาญจน์. โดย ธ.ก.ส.มีเป้าหมายในการรับขึ้นทะเบียนจำนวน 37,000 ต้นในจังหวัดลพบุรี

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้ ยกระดับต้นไม้ที่ปลูกให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เป็นหลักประกันเงินกู้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศ และสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นก

ลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. (2050) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต ดำเนินการตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เพื่อสร้างกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ และตอบสนองความต้องการของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางการปฏิบัติในการดำเนินโครงการ ให้ประชาชนที่สนใจ แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ทำการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล เช่นจำนวนแปลง จำนวนไร่ จำนวนต้นไม้ และนำส่ง ธ.ก.ส. หรือท่านที่สนใจ จะโทรสอบถามได้ที่เบอร์โทร
095 635 9356
063 228 9985

วัตถุประสงค์หลักของโครงการ BAAC Carbon Credit ของ ธ.ก.ส. คือ การส่งเสริมให้ชุมชนและเกษตรกรมีรายได้จากการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่า เพื่อช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ผ่านการ “เปลี่ยนอากาศเป็นเงิน” โดยการสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจากการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้

ถือว่าเป็นข่าวดี สำหรับ เกษตรกร และผู้ปลูกป่า หรือผู้รัก ชอบปลูกต้นไม้ป่า ไม้ยืนต้น เริ่มตั้งแต่ 9 ต้นขึ้นไป ขนาดต้นไม้ วัดความสูงจากพื้นดิน 130 ซ.ม. มีเส้นรอบวง มากกว่า 150 ซ.ม. สามารถ สมัครเข้าเป็นสมาชิก เข้าร่วมโครงการ ขายคาร์บอนเครดิต ติดต่อ ขอรายละเอียด ได้ที่ธนาคาร ธ.ก.ส. จังหวัดใกล้บ้าน. หรือ สหกรณ์สวนป่า ภาคเอกชน จังหวัดลพบุรีจำกัด

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ. ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สมาคมชาวใต้ สมุทรปราการ แถลงข่าว จัดงานแสดงสินค้า FACTORY OUTLET FAIR 2025จัดขึ้น 5 – 14 ธค.2568ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 แพรกษาใหม่ สมุทรปราการ

แชร์เนื้อหานี้

นายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025 ที่จะจัดขึ้นใน วันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
วันพุธที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่ร้านบ้านเกาะยอ ถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ แถลงข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมจัดงานแสดงสินค้าชาวใต้ FACTORY OUTLET FAIR 2025

โดยมีนายไพรัตน์ จันทร์ไซยแก้ว นายกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงานแถลงข่าวข้อมูลการจัดงาน พร้อมด้วยนายชาญณรงค์ รมย์ทอง เลขานุการจัดงาน สมเกียรติ ทองเหลือ อรุณ บุญเพชรทอง ถาวร รัตนพันธุ์ คณะกรรมการฝ่ายจัดงาน และป๋าเท็ดดี้ โลโซ ร่วมกันแถลงข่าว สมาชิกสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ เข้าร่วมงานแถลงข่าว โดยสมาคมชาวใต้จังหวัดสมุทรปราการ กำหนดการจัดงาน “สมาคมชาวใต้สมุทรปราการ Factory Outlet Fair 2025”

ในวันที่ 5 – 14 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น ณ ลานอเนกประสงค์ เยื้องหมู่บ้านพฤกษา 106 สมุทรปราการ ถนนตำหรุ-บางพลี ตำบลแพรกษาใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับวัตถุประสงค์ ทางสมาคมมีนโยบายการจัดงานขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้รวมถึงพี่น้องประชาชน ดังนี้ จัดหาทุนดำเนินกิจกรรมของสมาคมสู่พี่น้องชาวใต้ทั่วประเทศ โดยรายส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไป จัดซื้อจัดหา วัสดุ อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคที่จำเป็น นำไปมอบให้ทหารชายแดนที่กำลังปกป้องรักษาชายแดนไทย จากสถานกาณ์ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ และรายได้ส่วนหนึ่งจะดำเนินการ ดูแลบรรเทาทุกข์พี่น้องตามเหตุสถานการณ์ต่างๆต่อไป

สำหรับสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้จดทะเบียนยกฐานะ จากชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ซึ่งได้มีประวัติ บันทึกไว้ว่าราวปี 2540 พี่น้องชาวใต้ 14 จังหวัด ในสมุทรปราการ ได้รวมตัวกันตั้งชมรมชาวใต้สมุทรปราการ ขึ้นมา โดนมี นายสุรเชษฐ์ คุยยกสุย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น เป็นประธานชมรมคนแรก และได้มีการจัดกิจกรรมสังสรรค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือที่น้องชาวใต้ และสาธารณประโยชน์ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี พ.ศ. 2556 กรรมการปริหารชมรมฯ ขณะนั้นมีความประสงค์จะยกฐานะให้ชมรมชาวใต้สมุทรปราการ เป็นองค์กรที่ สมารถทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างเป็นทางการมากยิ่งขึ้น จึงได้มีมติจัดตั้งเป็นสมาคม ขึ้น

โดยมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว นายเฉลิม จันทร์เภา และนายพิศิษฐ์ รมย์ทอง เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนก่อตั้งสมาคม เมื่อปี พ.ศ.2550 และมี นายไพรัตน์ จันทร์ไชยแก้ว เป็นนายกสมาคม คนแรก มีกรรมการปริหารสมาคม ชุดก่อตั้งทั้งหมดรวม 15 คน ต่อมาสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการ และพี่น้องทั้งชาวใต้ และชาว จ.สมุทรปราการ จนสามารถจัดซื้อที่ดินของสมาคมได้เป็นที่เรียบร้อย มูลค่าหนึ่งล้านเศษ ไว้เพื่อสร้างสำนักงาน และที่พักพิงให้พี่น้องชาวใต้ที่ต้องการที่พักชั่วคราวในอนาคต และเพื่อเป็นสมบัติให้ลูกหลานของชาวใต้สืบไป

การจัดงานสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ ได้ดำเนินการจัดงานมาเป็นระยะเวลา 12 ปี โดยการจัดงานจะจัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนธันวาคมของทุกปี ในการจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พี่น้องชาวได้ ทั้งในสมุทรปราการและพี่น้องพันธมิตรใช้รวมตัวพบปะสังสรรค์ อีกทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อส่งต่อสาธารณประโยชน์ในเรื่องต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายพบปะสังสรรค์โดยมีสมาชิกพี่น้องชาวใต้เข้าร่วมงาน รวมถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และ เอกชน โรงงานอุตสาหกรรม สถานศึกษา ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นพื้นที่ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อน การสร้างอาชีพ การกระจายรายได้ในท้องถิ่น สนับสนุนส่งเสริม-พัฒนาความสามารถของเยาวชน ส่งเสริม-รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ประชาชนสามารถซื้อสินค้าในราคาถูก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานพิเศษกว่าทุกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุน จากองค์กรต่างๆ มากมาย เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น และได้รับประโยชน์ในการจัดกิจกรรม ครั้งนี้
โดยประมาณการผู้เข้ารวมงาน จำนวน 2,000 คน โดยในครั้งนี้ได้มีการจัดงานในส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้ งานพบประสังสรรค์พี่น้องสมาคมชาวใต้สมุทรปราการ มีสินค้าจากโรงงานมาจำหน่ายในราคาถูก ได้รับการสนับสนุนร่วนมือจากโรงงานอุตสาหกรรม การจำหน่ายสินค้าธงฟ้า การจำหน่ายสินค้า ของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม จากประชาชนทั่วไป บูธจัดแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน และสมาคม

มีกิจกรรมร่วมของชาวชุมชุนเพื่อส่งเสริมเยาวชน การประกวดคนตรีระดับเยาวชนและประชาชน ทั่วไป โดยมีรางวัลให้แก่ผู้เข้าประกวด เพื่อยกระดับความสามารถของเยาวชนและประชาชนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิง และยังต่อยอดให้ได้ใช้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่อไป โดยการประกวดนี้ได้รับความร่วมมือจาก ค่ายเพลง และศิลปิน มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน นอกจากนี้กิจกรรมภายในงาน งานออกร้านจากศิลปินดารา การแสดงบนเวที พบกับคอนเสิร์ต ศิลปิน 5 ธันวาคม 2568 BIG BROTHER วันที่ 4 ศิลปิน Dit Smile Buffalo-But Nursery Sound-B-Angle- Syam

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 วง ซูซู วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ตัวตึงก๊อปปี้โชว์ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 วงไก่กะละมัง วันที่ 13 ธันวาคม 2568 บ เบิ้ล 300 วันที่ 14 ธันวาคม 2568 รถแห่ ช.ช้าง มิวสิค ชัยภูมิ


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสื่อสังคมออนไลน์แชร์โพสต์มีดพับผู้โดยสารถูกนำมาขายในกลุ่มออนไลน์ตามที่ปรากฏโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Chongpriang Taonangam” ระบุว่าพบมีดพับของตน ซึ่งเคยถูกเจ้าหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิดำเนินการยึดไว้เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ปรากฏถูกนำออกมาประกาศขายในกลุ่มออนไลน์ “Leatherman Thailand Club” นั้น
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ขอเรียนชี้แจงว่า ทสภ. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้ดำเนินการตรวจค้นสิ่งของต้องห้ามก่อนขึ้นเครื่อง โดยไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนำวัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในพื้นที่เขตหวงห้ามของสนามบินหรือขึ้นไปบนอากาศยาน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยการบินพลเรือนที่กำหนดโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 และกฎระเบียบของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รวมทั้งมาตรการของ AOT เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการเดินอากาศ
ทั้งนี้ หลังจากผู้โดยสารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นว่าสิ่งของดังกล่าวไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นเพื่อขึ้นเครื่องได้ ผู้โดยสารสามารถดำเนินการได้ 3 แนวทาง คือ 1) จัดส่งสิ่งของกลับทางไปรษณีย์ด้วยตนเอง 2) นำสิ่งของไปกับสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง 3) นำไปทิ้งในกล่องใส่วัตถุของมีคมที่ ทสภ. จัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสาร โดยกล่องดังกล่าวจะมีการปิดล็อกไว้เพื่อควบคุมรักษาความปลอดภัย และป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องในการเข้าถึง ซึ่งผู้โดยสารต้องเป็นผู้ทิ้งด้วยตนเอง โดยเจ้าหน้าที่มิได้ทำการยึดสิ่งของจากผู้โดยสารโดยตรง
สำหรับสิ่งของต้องห้ามที่ผู้โดยสารไม่สามารถนำผ่านจุดตรวจค้นได้และได้ทำการทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะถูกจัดเก็บในพื้นที่ปลอดภัย โดยจะมีคณะทำงานจัดเก็บวัตถุต้องห้ามเป็นผู้ดำเนินการ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาแล้ว ทสภ. จะดำเนินการนำสิ่งของไปทำลาย

ทั้งนี้ ในระหว่างรอการทำลาย หากมีหน่วยงานราชการ โรงเรียน สถานศึกษา หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีหนังสือขอรับการบริจาคเพื่อนำไปเป็นสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ทสภ. จะทำการบริจาคส่งมอบให้ต่อไปโดยกระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการบริจาคสิ่งของต้องห้ามฯ ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2568 ทสภ. ได้บริจาคสิ่งของดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่ร้องขอ จำนวน 7 หน่วยงานอย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ทสภ. ได้ยกเลิกการบริจาควัตถุแหลมคมหรือสิ่งของต้องห้ามทุกประเภท โดยจะดำเนินการนำของต้องห้ามทั้งหมดไปทำลายอย่างเหมาะสมภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /จับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมือง 20 รายปลายทางจังหวัดสงขลาส่งต่อประเทศเพื่อนบ้าน

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้รับรายงานจาก พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ) กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว มีแรงงานต่างด้าวมาแอบพักพิงอยู่บริเวณ เพิงพักชายเขา ในพื้นที่ บ.หาดหนองหอย ม.6 ต.ท่าข้าม อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จึงได้ประสานหน่วยงานรับผิดชอบ สนธิกำลัง ฝ่ายปกครอง จนท.ทหารกอ.รมน.จว.ชุมพร จนท.ตร.กก.สส.ภ.จว.ชุมพร ตม.จว.ชุมพร ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเพิงพักชั่วคราวจำนวนสามหลังคุมด้วยผ้าใบสีฟ้าขาวและพบแรงงานชาวต่างด้าวจำนวน 20 รายต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ ได้ร่วมจับกุมบุคคลต่างด้าว สัญชาติพม่า เป็นชาย จำนวน 18 คน หญิงจำนวน 2 คน และร่วมกันนำตัวมาที่ สภ.ท่าแซะ

เพื่อคัดกรองเบื้องต้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรองฯ 1.MR.KYAW HTAY (นายจอ เท) อายุ 42 ปี สัญชาติ เมียนมา 2.MR.SOE MYINT AUNG (นาย โซ เมี๊ยะ อาว) อายุ 22 ปี สัญชาติ เมียนมา 3.MR.AUNG KO MYINT (นาย อาว โก มิ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 4.MR.MYO HTET NING (นาย มิว เทด นาย) อายุ 35 ปี สัญชาติ เมียนมา 5.MR.THEIN THAN HTAY (นาย เต ทาน เท้)

อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 6.MR.AUNG ZAYA (นาย อาว เซ ยะ) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา 7.MR.MOE WIN (นายมู เวน) อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมา 8.MR.THEIN ZAW LWIN (นายเต ซอ ลุย) อายุ 19 ปี สัญชาติ เมียนมา

9.MR.MAUNG NAING (นาย มาว นาย) อายุ 37 ปี สัญชาติ เมียนมา 10.MR.U MYO (นายอู มิ้ว) อายุ 34 ปี สัญชาติ เมียนมา 11.MR.THAN TONE AUNG (นายตาน เต อาว) อายุ 18 ปี

สัญชาติเมียนมา 12.MR.NAY MYO AUNG (นายเน มิว อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติเมียนมา 13.MR.AUNG MYO THUYA (นายอาว มิว ตู ยะ) อายุ 21 ปี สัญชาติ เมียนมา 14.MR.MIN WAI AUNG (นายเม เว อาว) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา 15.MR.ZAW LIN AUNG

(นายซอ ลิน อาว) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 16.MR.MAUNG LWIN (นายเมา ลวย) อายุ 44 ปี สัญชาติ เมียนมา 17.MR.AUNG THAN

(นายเอา แตะ) อายุ 42 ปี สัญชาติเมียนมา 18.MR.NAING TUN (นายไน ทอน) อายุ 32 ปี สัญชาติ เมียนมา 19.MISS AYE AYE SOE (น.ส.เอ้ เอ้ ซู) อายุ 18 ปี สัญชาติ เมียนมา 20.MRS.YIN YIN HTAY (นาง เย เยน เท่) อายุ 25 ปี สัญชาติ เมียนมา
จากการตรวจสอบชาวเมียนมาจำนวนดังกล่าวไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (พาสสปอร์ต )

จากการสอบถามชาวเมียนมา ให้การว่าตนเองเดินทางมาจากพื้นที่ต่างๆในพื้นที่ สมม. ขึ้นรถโดยสารมาลงที่ย่างกุ้ง สมม. จากนั้นนายหน้าพาเดินทางต่อโดยรถโดยสารไปยัง เมาะลำไย สมม. และโดยสารรถตู้มาลงที่ เจดีย์สามองค์ จว.ก.จ. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 เวลา 0145 จากนั้นเดินทางต่อโดยรถเอสยูวี สีดำ (1 ในรถขน) โดยมีการสลับรถจำนวน 4 คัน

จนมาลงที่บริเวณสวนปาล์มน้ำมัน วันที่ 21 ต.ค.68 เวลา 1700 จากนั้นเดินเท้ามายังบริเวณ ป่าใกล้สวนปาล์มน้ำมัน และพักอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 วัน เพื่อรอเดินทางต่อไปไปยัง พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จว. ส.ข. และประเทศมาเลเซีย โดยเสียค่าเดินทางไป จว.ส.ข. เป็นเงินจำนวน 22,000 บาท

และประเทศมาเลเซียเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท โดยจะจ่ายเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมแรงงาน ฯ ส่ง สภ.ท่าแซะ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มทบ.44จัดพิธีถวายราชสักการะและวางพวงมาลา พระบรมรูป ร.5

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 07.30 น ชุมพร พลตรี สมคิด ชูเผือก ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบก ที่ 44 นำ ผอ. กองกำลังฝ่ายต่างๆ ตลอดจนเหล่าข้าราชการทหาร

ในสังกัด มทบ. 44(ค่ายเขตรอุดมศักดิ์) ผบ.หน่วยภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์ นขต.มทบ.44 ผศ.ช.พ. -รพ.ค่ายเขตอุดมศักดิ์ – นศ.นศท.มทบ.44 – ป5พัน 25 และร.25 พัน 1 สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 44 ร่วมพิธี ถวายราชสักการะและวางพวงมาลา พระบรมรูป ร.

พลตรี สมคิด ชูเผือก คำกล่าวพระเกียรติคุณ เนื่องในงานน้อมรำลึก ครบ 115 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เวียนมาครบ ๑๑๕ ปี ในวาระนี้

ข้าพระพุทธเจ้า พลตรี สมคิด ชูเผือก/ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบก ข้าราชการ ภายในค่ายเขตอุดมศักดิ์ ต่างน้อมจิตตั้งมั่น เพื่อร่วมแสดง ความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ/แห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ อย่างหาที่สุดมิได้

ตลอดรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว/ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์/ด้วยทศพิธราชธรรม พระอัจฉริยภาพอันล้ำเลิศ และพระปรีชาญาณอันกว้างไกล ทรงบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจนานัปการ

ทั้งภายในและภายนอก ราชอาณาจักร เพื่อวางรากฐาน การพัฒนากิจการด้านต่าง ๆ ให้ก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ อาทิ ด้านการปกครอง ด้านกฎหมาย ด้านการพาณิชย์ ด้านการคมนาคม ด้านการสาธารณสุข ด้านความมั่นคง

และทรงปกป้องประเทศ ให้รอดพ้นจากวิกฤตต่าง ๆ จนสามารถธำรงไว้ ซึ่งเอกราชของชาติไทย ยังความร่มเย็น เป็นสุข แก่ราษฎรโดยถ้วนหน้า ในขณะเดียวกัน/ทรงปฏิรูปกิจการทางทหาร พัฒนากองทัพให้มีความ

เจริญก้าวหน้า มีความทันสมัยตามแบบสากล และมี ศักยภาพพร้อมต่อ การป้องกันประเทศ ตลอดจน/พระราชทานกำเนิด โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า สถาบันอันทรงเกียรติ ที่ผลิตนายทหารสัญญาบัตรหลัก ที่มีความรู้ ความสามารถ ให้แก่กองทัพ

ในการปฏิบัติ หน้าที่เพื่อพิทักษ์ปกป้องสถาบันชาติ/ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาตราบจนปัจจุบัน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขอน้อมจิตแสดงความจงรักภักดี ถวายเป็นราชสักการะ ขอเดชะพระบารมี แห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว/ทรงโปรดดลบันดาล ให้เหล่าอาณา ประชาราษฎร์ และผืนแผ่นดินไทย ประสบแต่ ความเจริญรุ่งเรืองผาสุก ตราบนิจนิรันดร์เทอญ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / มุกดาหาร 🌕🎆✨ ขอเชิญร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ✨🎆🌕

แชร์เนื้อหานี้

ในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 📍ณ ชั่งทองฟาร์ม บ้านคำเม็ก ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหารร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษ 💖พร้อม ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 42,000 บาท!!🏅ผู้ชนะการประกวดมี “สายสะพายและมงกุฎ” มอบให้ด้วยนะ 👑

👧 การประกวดหนูน้อยนพมาศ
✨ สำหรับน้อง ๆ อายุ 5–10 ปี
💵 ค่าสมัคร 400 บาท
🏆 รางวัลที่ 1 — 6,000 บาท
🥈 รางวัลที่ 2 — 4,000 บาท
🥉 รางวัลที่ 3 — 2,000 บาท
💰 รวมมูลค่ารางวัล 12,000 บาท

💃 การประกวดนางนพมาศ
👑 สำหรับสาวงามอายุ 15 ปีขึ้นไป (หญิง และสาวประเภทสอง)
💵 ค่าสมัคร 800 บาท
🏆 รางวัลที่ 1 — 10,000 บาท
🥈 รางวัลที่ 2 — 5,000 บาท
🥉 รางวัลที่ 3 — 3,000 บาท
💰 รวมมูลค่ารางวัล 18,000 บาท

🌸 การประกวดกระทงสวยงาม
🌿 ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ย่อยสลายได้ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
📏 กำหนดรัศมีรอบฐาน 50 เซนติเมตรขึ้นไป
💵 ค่าสมัคร 400 บาท
🏆 รางวัลที่ 1 — 6,000 บาท
🥈 รางวัลที่ 2 — 4,000 บาท
🥉 รางวัลที่ 3 — 2,000 บาท
💰 รวมมูลค่ารางวัล 12,000 บาท

📅 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2568
📣 ประกาศรายชื่อผู้เข้าประกวด วันที่ 29 ตุลาคม 2568
📲 สนใจสมัครหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจ 👉 ชั่งทองฟาร์ม (Changthong Farm)

🌕 มาร่วมแต่งชุดไทยสุดงดงาม 💐
จุดเทียน ลอยกระทงกลางสระน้ำ 💦
พร้อมดนตรี แสงสี เสียงสุดอลังการ 🎶
มาร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยไปด้วยกันที่ “ชั่งทองฟาร์ม” 💛

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ศรัทธาเชื่อมใจ ปันน้ำใจสู่ผู้เปราะบางเมืองปัตตานี พร้อมมอบสิ่งของจำเป็น สร้างสุข สร้างความปรองดองในชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 15.30 น. นายวันสุกรี แวมามะ นายอำเภอเมืองปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองปัตตานี พร้อมด้วยนางหัสนัย หะยีมะสาและ

เจ้าหน้าที่ปกครองตำบลสะบารัง ร่วมกับวัดตานีนรสโมสร พระอารามหลวง และชุมชนตลาดโต้รุ่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนกลุ่มเปราะบางในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สร้างสุข ส่งต่อ ปันน้ำใจ” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ในชุมชน โดยใช้อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนสู่หมู่บ้านศีลธรรม สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ลดปัญหาความขัดแย้ง และสร้างสังคมแห่งความเมตตา

ในกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้ร่วมงานได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่กลุ่มเปราะบางจำนวน 2 ราย ณ บ้านเลขที่ 56/1 ถนนโรงอ่าง และบ้านเลขที่ 28/4 ถนนสะบารัง ตำบลสะบารัง อำเภอเมืองปัตตานี

ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม โดยมี นายกุมโชค แสงธรรมนาถ ประธานชุมชนตลาดโต้รุ่ง คณะกรรมการชุมชนตลาดโต้รุ่ง ประธานชุมชนโรงอ่าง สมาชิกเทศบาลเมืองปัตตานี อสม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ศาสนา และชุมชน ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อความหวังและน้ำใจให้แก่ผู้ที่ต้องการการดูแล สร้างสังคมที่อบอุ่น ปรองดอง และยั่งยืน

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัดผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย/ “แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”

แชร์เนื้อหานี้

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมให้การต้อนรับ ฮาบีบ อูมัร อิบนีมูฮำหมัดผู้นำจิตวิญญาณมุสลิมโลก เยือนอาเซียนและประเทศไทย พร้อม
ลงพื้นที่ จชต. ในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติของ สมช. หวังเสริมสร้างความเข้าใจของหลักศาสนาที่ถูกต้องและเพื่อสันติสุขในพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงาน (วานนี้) วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอช กรุงเทพมหานคร พลโท นรธิป โพยนอกแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ร่วมให้การต้อนรับ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม

ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสาย จากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และคณะ

ในโอกาสมายืนประเทศไทย ในฐานะแขกของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้, ผู้แทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้,

ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามและนำคณะ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัดแห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของ พี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน

ในการนี้ได้เข้าเยี่ยมนาย อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรีและพบปะผู้นำศาสนาอิสลาม ประจำสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำกิจการด้านศาสนาอิสลามในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านศาสนาอิสลามร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ฮาบีบ อุมัร มูฮัมหมัด ซาเล็ม บิน ฮาฟิส ผู้สืบเชื้อสายจากท่านศาสดา นบี มูฮัมหมัด แห่งศาสนาอิสลามลำดับที่ 33 ผู้นำจิตวิญญาณของพี่น้องมุสลิมอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยเมน และ

โดยคณะมีหมายกำหนดการ เยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในระหว่างวันที่ 21 -23 ตุลาคม 2568 ซึ่งการมาเยือนของผู้นำศาสนาระดับโลก จะเป็นผลดีต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมิติการเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยว

กับหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จะได้ทำความเข้าใจในหลักศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ผ่านผู้นำศาสนาระดับโลกอิสลาม ที่ทุกคนยอมรับและเคารพนับถือ

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน

“แผน ถปภ.904 สานพลังความมั่นคง ปกป้องสถาบันหลักของชาติ”ประชุมแถลงแผนถวายความปลอดภัย (ถปภ.904) ผ่านระบบ VTC ขับเคลื่อนภารกิจถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี

📅 วันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.
ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 15
ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี / ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าร่วมการประชุมแถลงแผน “ถปภ.904” ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VTC)
โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานการประชุม

📡 การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการถวายความปลอดภัย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยมุ่งเน้นให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกองทัพภาคที่ 4 บูรณาการกำลังร่วมกันวางมาตรการถวายความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการข่าว การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความสะดวกด้านเส้นทาง และการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่

💬 พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของภารกิจถวายความปลอดภัยในครั้งนี้ ว่าเป็นภารกิจอันทรงเกียรติสูงสุดของกองทัพ ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมยืนยันความพร้อมของหน่วยในพื้นที่ที่จะปฏิบัติภารกิจด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้

🌿 การแถลงแผน “ถปภ.904” ในครั้งนี้ ยังถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกองทัพบกในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พสกนิกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้หลัก “หนึ่งใจเดียวกัน เพื่อถวายความปลอดภัยแด่องค์ราชันและพระราชินีของปวงชนชาวไทย”

ตอริก สหสันติวรกุล รายงาน ปัตตานี

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / กฐินพระราชทาน ทอดวัดณ วัดราชสิทธารามราชวรวิหารบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โดย.มูลนิธิพุทธภูมิธรรม

แชร์เนื้อหานี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานให้ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม น้อมนำผ้าพระกฐินพระราชทาน ไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ จำพรรษาถ้วนไตรมาสณ วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2568 เวลา 09.59 น.

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดย พลเอก เอกชัย หาญพูนวิทยา ประธานอำนวยการ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม, นางสาว เรณู มีผดุง
ที่ปรึกษามูลนิธิฯ (เจ้าภาพหลัก), มูลนิธิช่วยการสาธารณสุขชุมชน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้า พี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสำนักงานเขตบางกอกใหญ่

ร่วมจัดกิจกรรมพิธี ถวายผ้ากฐินพระราชทาน ที่ได้รับพระราชทานนำมาจัดทำขึ้นในปีนี้ โดยได้รับเมตตาจาก พระราชวิสุทธิโสภณ เจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร พร้อมด้วยคณะสงฆ์ กระทำพิธีอปโลกน์และสวดญัตติทุติยกรรม พระสงฆ์รูปที่ได้รับฉันทานุมัติให้เป็นผู้ครองกฐิน
ณ พระอุโบสถ วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร

โดยมี หน่วยงานข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ,
จิตอาสา ,พ่อค้า, แม่ค้า, ประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญกันอย่างคับคั่ง

การจัดงานในปีนี้มีบรรยากาศ ที่เต็มไปด้วยความอิ่มบุญอิ่มใจ
และความศรัทธาในการสนับสนุนพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งมีการ
มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน โรงเรียนวัดราชสิทธาราม

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม เป็นตัวแทนท่านถวายกฐิน 1,001,999 บาทนอกจากนี้ยังมีการออกบูธ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่
ตรวจสุขภาพ ,นวดเพื่อสุขภาพ,จิตอาสาตัดผม ,ของหน่วยงานราชการ , พร้อมทั้งโรงทานอาหาร คาวหวาน ,น้ำดื่มต่างๆ
เป็นจำนวนมาก ให้ผู้มาร่วมบุญในครั้งนี้ได้รับประทาน

ขอโมทนาสาธุการและขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดงานในครั้งนี้ รวมถึงผู้ที่ได้ถวายปัจจัยและแรงใจในการดำเนินกิจกรรมทำบุญที่มีความหมายอย่างยิ่งในครั้งนี้ ขอให้บุญกุศลที่ได้ทำร่วมกันส่งผลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขและความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตต่อไป สาธุๆๆอนุโมทามิฯ

20 ตุลาคม 2568 : 13.00 น. สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ มอบหมายให้ พ.ต.ศิริชัย ทรัพย์ศิริ กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์ฯ/นายกสมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล,นางเพ็ญศรี สุขเขียว ประธาน มพม.ภาค 18,นางสิริพร เรืองปาน ประธาน มพม.จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยคณะแม่ดีเด่นแห่งชาติ จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับ นายจรัญ ไชยฤทธิ์ รอง หส.ผศ.เขตนครศรีธรรมราช พร้อมคณะเจ้าหน้าที่,พล.ต.สรรเสริญ พุ่มเกิด

รอง ผอ.ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 4,จ.ส.อ.รุ่งวิทย์ มีภพ นายกสมาคมทหารผ่านศึก จ.นครศรีธรรมราช,เครือข่ายทหารผ่านศึก อ.ช้างกลาง/อ.เมือง/อ.ลานสะกา/อ.ร่อนพิบูลย์/อ.พระพรหม/อ.ปากพนัง/อ.เชียรใหญ่/อ.หัวไทร/อ.ท่าศาลา,ประธานเครือข่ายทหารผ่านศึก ต.นาเคียน,น.ส.นันทิยา เรืองจรูญ หัวหน้ากลุ่มนโยบายและวิชาการ

สนง.พมจ.นครศรีธรรมราช,ผญบ. ม.1 ต.ปากพูน : ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของคนพิการ พร้อมมอบชุดเยี่ยมให้กับทหารผ่านศึก คนพิการ ผู้ยากไร้ จำนวน 20 ราย ซึ่งมี นายจรัญ ไชยฤทธิ์ รอง หส.ผศ.เขตนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีมอบ ณ ห้องประชุมสโมสรวีรไทย ค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

*** ขอขอบคุณ สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวสากล : บริจาคชุดเยี่ยมจำนวน 20 ชุด มา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง ***

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / “ฟิลิปินส์” สร้างตำนาน B2B“เอ็มม่า แมรี่ ทิกเลา” คว้ามงกุฎ “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2025”“กชเบล” สู้ยิบตา ได้รองอันดับ1 ควบ ชุดประจำชาติ-ชุดว่ายน้ำยอดเยี่ยม

แชร์เนื้อหานี้

ติดโผมาตั้งแต่แรก และผลก็ไม่พลิกล็อค เมื่อ เอ็มม่า แมรี่ ทิกเลา (EMMA MARY TIGLAO) มิสแกรนด์ ฟิลิปปินส์ โชว์ศักยภาพ 4B ครบเครื่อง เก็บคะแนนทุกรอบได้แบบไม่มีตกหล่น ทัชใจ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด และผู้ถือลิขสิทธิ์ มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จนมาถึงรอบสุดท้าย เฉิดฉายลอยลำคว้าตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2025 ไปครอง สร้างตำนาน B2B

เมื่อรุ่นพี่มิสแกรนด์ฟิลิปปินส์ ซีเจ คริสติน จูเลียน โอเปียซา มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2024 มอบมงให้ เอ็มม่า แมรี่ ทิกเลา มิสแกรนด์ ฟิลิปปินส์ “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล คนที่ 13 ของโลก” ในขณะที่ “กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์” มิสแกรนด์ไทยแลนด์ คู่จับมือพ่ายสู่ตำแหน่งรองอันดับ1

ควบรางวัลชุดประจำชาติ และชุดว่ายน้ำยอดเยี่ยม สำหรับตำแหน่งรองอันดับ 2 ได้แก่ มิสแกรนด์ สเปน ไอทาน่า แคโรไลนา ฮิเมเนซ (AITANA CAROLINA JIMENEZ) ตำแหน่งรองอันดับ 3 ได้แก่ มิสแกรนด์กาน่า เฟธ มาเรีย พอร์เตอร์ (Faith Maria Porter) ตำแหน่งรองอันดับ 4 ได้แก่ มิสแกรนด์ เวเนซุเอลา นาริมาน บัตติคา (NARIMAN BATTIKHA )

ตำแหน่งรองอันดับ 5 มี 5 นางงามที่ได้ครองตำแหน่งนี้ได้แก่ มิสแกรนด์โคลอมเบีย ลอร่า รามอส (Laura Ramos) มิสแกรนด์ เช็ค รีพับบลิค มาร์เกต้า มอร์วิคโควา((MARKETA MORWICKOVA) มิสแกรนด์ เม็กซิโก มอนต์เซอร์ราท วิลลาลวา (MONTSERRAT VILLALVA) มิสแกรนด์ กัวเตมาลา อานา เลนเดิล (Ana Lendl) และ มิสแกรนด์ แทนซาเนีย เบียทริซ อาคยู ท่ามกลางกองเชียร์จากทั่วโลกที่บินตรงมาเชียร์กันแน่น

MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า BRAVO BKK พระราม 9 โดยผู้ครองตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล คนที่ 13 ของโลก จะร่วมปฏิบัติภารกิจต่างๆทั่วโลกร่วมกับองค์กร MGI หรือ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตลอด 1 ปีเต็ม
ติดตามกิจกรรม Miss Grand ได้จากทุกช่องทาง
YouTube Channel : Grand TVFacebook : Miss Grand International , Miss Grand Thailand
Instagram : missgrandinternational , missgrandthailand และ TikTok

MissGrandInternational #MissGrandInternational2025

MissGrandThailand #MissGrandThailand2025 #WeAreGRANDthe1andOnly

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ Miss Grand International และ Miss Grand Thailand
เนตรดาว จตุพงษา (เต้ย PR) 062 395 5642

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / โครงการสำรวจทางหลวง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 228 สายชุมแพ-หนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู จ.ขอนแก่น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 13.45 น. นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพให้เกียรติเป็นประธาน โครงการจ้างวิศวกรสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องทางจราจร บนทางหลวงหมายเลข 228 สายอำเภอชุมแพ-อำเภอหนองบัวลำภู ตอนชุมแพ-สีชมพู

ดำเนินงานระหว่าง 4 มีนาคม 2568-27 พฤษภาคม 2569 รวม 450 วัน โดยมีนายนพดล นุ่มน้อย วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ เจ้าของโครงการ กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมสัมนาตอบข้อซักถามสื่อมวลชน ผู้ได้รับผลกระทบและปัญหาต่างๆจากการสำรวจออกแบบทาลงหลวง 4ช่องจราจร

ในบางครั้งอาจมีผลกระทบต่อชุมชน แหล่งการศึกษา สาธารณะสถาน วัดวาอาราม โรงเรียนและสิ่งแวดล้อมต่างๆตามรายทาง การออกแบบในเชิงวิชาการติดตั้งไฟสว่าง ไฟเขียว-ไฟแดง แหล่งชุมชน ตามทางร่วมทางแยกเพื่่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

จากเส้นทางหลวงขยาย 4 ช่องจราจร ชุมแพ- สีชมพู ผ่านหลายหมู่บ้านหลายตำบลย่อมเกิดปัญหาหลายด้าน บางแห่งติดที่ดินทำกินบางตำบลมีบ้านติดถนน การให้ค่าตอบแทนของรัฐในการเวนคืนที่ดินสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

จนผู้ได้รับผลกระทบยินยอมเป็นที่พอใจโดยไม่เกิดข้อพิพาทคืองานสำเร็จในการขยายเส้นทางหลวง 4 ช่องจราจร การประชุมสัมนาจนถึงเวลา 15.50น.จึงได้ปิดการประชุม

ภาพ/ข่าว กบชุมแพ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชายแดนใต้คึกคัก! “รมช.อามินทร์” เปิดงาน Thai Deep South Connect ครั้งที่ 2 ผนึกภาคี 5 จ.แดนใต้ คาดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 19.15 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณลานคนเดิน สนามกีฬามหาราช อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดมหกรรม “Thai Deep South Connect ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 2“ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายตัวของการท่องเที่ยว โดยมีนายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้แทนจาก ศอ.บต.นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่

รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมเป็นจำนวนมากสำหรับมหกรรมฯดังกล่าวเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ศอ.บต. กับ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เพื่อส่งเสริมการค้าขาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยกิจกรรมหลักคือการจัด “ตลาดนัดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นกว่า 300 คูหามาจำหน่าย

โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการลดภาระและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง โดยการจัดงานในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และอยู่ติดกับประเทศมาเลเซียนั้น มุ่งหวังที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

โดยคาดหวังว่ากิจกรรมตลอด 3 วันนี้ (18-20 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 – 23.00 น.) จะสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างความคึกคักทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากโอกาสในการซื้อขายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและการแสดงดนตรีสดจากศิลปินชื่อดังตลอด 3 วันเต็ม อาทิ วง “กานดา อาร์สยาม” (18 ต.ค.), วง “วงทัพห้า” (19 ต.ค.) และ วง “แทมมะริน” (20 ต.ค.)
ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นยอดซื้อและความคึกคักทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ศอ.บต. ยังได้เตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายมูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท เช่น กิจกรรมเช็คอินรับคูปองเงินสด, ช็อปดี มีคืน, วงล้อลุ้นโชค

รวมถึงกิจกรรมสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ยุคใหม่อย่าง Tiktok Challenge แข่งขันทำคลิปวิดีโอคอนเทนต์ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท อนึ่ง มหกรรม “Thai Deep South Connect” ได้จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วที่จังหวัดปัตตานี และมีแผนจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในอีก 3 พื้นที่ ได้แก่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, อำเภอเมือง จังหวัดสตูล และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ในช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายไ

ด้สู่ฐานรากอย่างแท้จริง โดยการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้าน มีเวทีในการนำสินค้าของตนมาเสนอขายโดยตรง ถือเป็นนโยบายที่มุ่งเน้น “การสร้างรายได้ที่จับต้องได้” ให้กับประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการเสนอ

ความงดงามทางวัฒนธรรมวิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิร์กช็อป การสาธิตงานหัตถกรรม การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน และการนำเสนออาหารฮาลาลที่มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจแก่คนในพื้นที่ แต่ยังเป็นเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศต่อไป
///////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส

คิกออฟแคมเปญ “77th Waterfall Province of Bueng Kan Passport” กระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดบึงกาฬ เตรียมเปิดตัวแคมเปญ “77th Waterfall Province of Bueng Kan Passport” เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน

นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมแห่งบึงกาฬ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ,

สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ และ กลุ่ม YEC จังหวัดบึงกาฬ ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยได้รับการสนับสนุนและคำปรึกษาจาก นายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

แคมเปญนี้ถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัด โดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการ แต่เป็นการรวมพลัง “ร่วมคิด ร่วมทำ” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวบึงกาฬในฐานะเมืองแห่งน้ำตก

ทั้งนี้ จังหวัดบึงกาฬได้กำหนดจัดกิจกรรม “คาราวานท่องเที่ยวเส้นทางน้ำตก 7 แห่ง” พร้อมทดลองใช้ “Bueng Kan Passport” สำหรับสะสมตราประทับสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 โดยจะมีพิธีปล่อยขบวนคาราวาน ณ บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ

กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการเตรียมความพร้อมของจังหวัดบึงกาฬ ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักกีฬาจากต่างประเทศ ที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเปิด สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภ.จว.บึงกาฬ จับกุมขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00 น. ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้รับแจ้งข้อมูลจากศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) เกี่ยวกับกลุ่มคนร้ายที่ทำธุรกรรมถอนเงินสดจากบัญชีในพื้นที่อำเภอปากคาด อำเภอเมืองบึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียง

เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มต้องสงสัย กระทั่งพบกลุ่มบุคคล 3 ราย ประกอบด้วยชาย 2 ราย และหญิง 1 ราย เข้าทำธุรกรรมถอนเงินสดจำนวน 260,000 บาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหน้าโรงเรียนบึงกาฬ ก่อนนำเงินไปฝากต่อที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาตลาดสดบึงกาฬ เข้าบัญชีหญิงชาวต่างชาติ สัญชาติ สปป.ลาว เพื่อฟอกให้เป็นเงินสะอาด

จากการสืบสวนเพิ่มเติม ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีเครือข่ายรวมประมาณ 10 คน พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ โดยเช่าห้องพักจำนวน 3 ห้อง มี “เจ้นาง” ชาวลาว เป็นนายทุนผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับในครั้งนี้ได้เดินทางโดยเครื่องบินจากจังหวัดหาดใหญ่ มาลงที่จังหวัดอุดรธานี ก่อนเข้าพักที่จังหวัดบึงกาฬ และในวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ได้เปิดบัญชีธนาคารในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ก่อนถอนเงินสดมาฝากต่อเข้าบัญชีของเครือข่ายข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลการสอบสวน เพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ
ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ภายใต้การอำนวยการของ
พลตำรวจตรีศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ

พร้อมด้วยรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ
พ.ต.อ.อารัก มะสาธานัง พ.ต.อ.พีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์
พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ แก้วสมนึก พ.ต.อ.ชิษณุพงษ์ พรมมีเดช
และพ.ต.อ.ประยุทธ์ พิทักษ์เผ่าสกุล

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านสุดทนร้อง นักข่าว กอ.รมน ตรวจสอบปัญหากลิ่นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ร้องจนเบื่อ เหม็นเหมือนเดิม

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 จากการตรวจสอบตรวจสอบเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกรโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8 โดย นายธีรศาสตร์  ช้างปลิว นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนตรวจและบังคับใช้กฎหมาย ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย และกำนันตำบลห้วยทราย เข้าร่วมตรวจสอบเรื่องร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน และน้ำเสียจากฟาร์มสุกร ในพื้นที่ หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ผ่านมาเมื่อปี/2567การตรวจสอบพบว่าเป็นการเลี้ยงสุกรประเภท ข มีระบบบำบัดน้ำเสียเป็นแบบ Biogas และบ่อปรับเสถียร ขณะตรวจสอบ

มีการเปิดใช้งานระบบบำบัดน้ำเสียตามปกติ ไม่พบมีการระบายน้ำทิ้งออกสู่ภายนอก บริเวณบ่อบำบัดท้ายโรงเรือนพบมีกลิ่นเหม็น จากการสอบถามฟาร์มพบว่ามีการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมาเวียนใช้ในโรงเรือน และมีการฉีดพ่นน้ำยา EM เป็นประจำทุกวันหรือไม่จาก ตรวจสอบบริเวณบ่อ Biogas ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และบ่อปรับเสถียรคันดินยังไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ คณะตรวจสอบ มีข้อเสนอแนะให้
เพิ่มความถี่ในการกำจัดกลิ่น ปรับปรุงพื้นที่บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พร้อมทั้งมอบหมายให้ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยทราย ดำเนินการติดตามการแก้ไขปัญหาของฟาร์มสุกรดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่20ตุลาคม2568ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหากลิ่นเหม็นจากฟาร์มเลี้ยงดังกล่าวยังพบปัญหาเดิมๆซ้ำซากส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางเข้าร้องเรียน กับนิติกร อบต.ห้วยทราย เพื่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามลงพื้นที่หาทางออกให้กับชาวบ้าน เนื่องจากฟาร์มดังกล่าวค่อยข้างมีฐานะเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านทำให้ไม่กล้าเปิดหน้าร้องเรียน ซึ่งปัญหานี้คงต้องรอการพิจารณาจากส่วนกลาง และจังหวัดอย่างจริงจังต่อไป
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสยามโฟกัสไทม์/4เหล่าทัพ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สธ.ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ปราบปรามลักลอบส่งออกกัญชายึดพัสดุต้องสงสัยกว่า 1,500 ชิ้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 15.30 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมมือ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจยึด พัสดุต้องสงสัย คาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น ผ่านระบบขนส่งพัสดุหลังพบพัสดุต้องสงสัยตกค้างจำนวนมาก

ที่ศูนย์ไปรษณีย์ไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวจิตศ์ตราฎ์ หมีทองธนกรณ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานคณะกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดด้านกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข,

นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา,นายวิน ธนพชรโภคิน ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่ากระทรวงฯ ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกับไปรษณีย์ไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบ ส่งออกกัญชาไปต่างประเทศ พร้อมวางแนวทางตรวจสอบพัสดุบันทึกหลักฐานและดำเนินคดีตามกฎหมาย


โดยมอบหมายให้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เข้าตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยคาดว่าจะเป็นกัญชาลักลอบส่งออก กว่า 1,500 ชิ้น จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่บริษัท ไปรษณีย์ไทยจำกัด และศุลกากร ทำการบันทึกตรวจยึด พร้อมระบุรายละเอียดผู้ส่ง-ผู้รับปริมาณ และเหตุผล ก่อนดำเนินการแจ้งความ และส่งมอบของกลาง ให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี

ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า การลักลอบส่งออกช่อดอกกัญชาเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาในประเทศจะถูกปลดล็อกบางส่วน แต่การส่งออกยังถูกควบคุมเข้มงวด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2568 กรมฯ

ได้ร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครองบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง พบผู้กระทำผิดจำนวน 33 ราย ยึดช่อดอกกัญชากว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง พร้อมสร้างความตระหนักให้ประชาชน รับทราบถึงข้อห้ามในการส่งออกกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อไป


เดี่ยว / ศราวุธ คงสินธ์ จ.สมุทรปราการ

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.บ้านดู่ จัดกิจกรรม “วันสถาปนา ประจำปี 2568” 🇹🇭ณ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ จ.เชียงราย

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้ (17 ตุลาคม 2568) เวลา 07.30 น.พ.ต.อ.ศันย์ชัย พานิชกุล ผกก.สภ.บ้านดู่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชาตรี ชราชิต รอง ผกก.ป.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.สมชาย เด่นตี รอง ผกก.(สอบสวน)

สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.รัฐพัฒน์ ยานะนวล รอง ผกก.สส.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ท.ธวัชชัย มูลแก้ว สว.อก.ฯ รรท.สว.จร.สภ.บ้านดู่ พ.ต.ต.สง่า กันหารุ่งเรือง สวป.(ชม.) สภ.บ้านดู่ พร้อมด้วยคณะ กต.ตร.สภ.บ้านดู่ และข้าราชการตำรวจทุกนาย ร่วมกิจกรรม “วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568”

📍โดยมีการเข้าแถวเคารพธงชาติ
🙏 กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่
🗣️ กล่าวอุดมคติตำรวจ คำปฏิญาณตน และอ่านสาส์นจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความเสียสละ และความภาคภูมิใจในการเป็นตำรวจของประชาชน

🏅ในโอกาสนี้ ได้มีการมอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยม จำนวน 5 นายข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น จำนวน 10 นายผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสถานีตำรวจ จำนวน 2 นาย

เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกนาย
ให้มุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละ และใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น 💙

วันสถาปนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ2568 #สภบ้านดู่ #ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายตำรวจเพื่อประชาชน #BanduPolice #PoliceDay #ภาคภูมิใจตำรวจไทย 🚓🇹🇭

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / สภ.ห้วยยาง จัดกิจกรรม ทำบุญตักบาตร วันตำรวจ ประจำปี 2568 /เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 20 ต.ค. 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.จตุพงษ์ แป้นเขียว รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.ธัญญะ จิตรจารุวงศ์ รอง ผกก.สส.สภ.ห้วยยาง

พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.พ.ต.ต.พิเชษฐ์ วุฒาพานิชย์ สว.สส.พ.ต.ท.จักราวุธ กลางคาร พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมี สว.อก.สภ.ห้วยยาง พร้อมด้วย นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะกรรมการ กต.ตร. และข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง พร้อมทั้งครอบครัว และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในงานวันตำรวจ ประจำปี 2568

โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ร่วมกันเข้าแถวเคารพธงชาติร่วมพิธีบูชาศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ และอุทิศส่วนกุศลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยางที่เสียชีวิต จากนั้น ข้าราชการดำรวจ และครอบครัว

พร้อมบุตร-ธิดา ได้ร่วม พิธีมอบทุนฯ การศึกษาจำนวน 29 ทุน รวมเป็นเงิน 41,500 บาท และร่วมทำบุญตักบาตรเพื่อเป็นศิริมงคล และในช่วงบ่ายร่วมแข่งขันกีฬากระชับความสามัคคี

สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง ต้องเดินทางไปรับผลการประเมินโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ 2568 อันดับที่ 1 ของภาค 7 ( ดีเด่น) จาก พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 จึงได้มาดำเนินกิจกรรมในวันนี้

เอสวีแอล กรุ๊ป สืบสานงานบุญ ถวาย “กฐินสามัคคี” 14 วัด ประจำปี 2568 อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ
   เอสวีแอล กรุ๊ป (SVL Group) โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จาก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เอสวีแอล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVL), บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด (LINE) และ

บริษัท เอสวีแอล พร็อพเพอตี้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SVLP) ร่วมถวายปัจจัยจำนวน 70,000 บาท เพื่อร่วมเทศกาล “ทอดกฐินสามัคคี” ประจำปี 2568 โดยร่วมถวายแก่ 14 วัด ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบฯ โดยมีนายอุดม สดใส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลน์ ทรานสปอร์ต จำกัด ในฐานะตัวแทนคณะผู้บริหารและพนักงาน

ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม ร่วมงานบุญต่อเนื่องทุกปีกับพี่น้องชาวบางสะพาน SVL Group ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ส่งเสริมประเพณี วัฒนธรรม และศาสนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาองค์กรควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

////////////////////
ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ระทึกกลางดึก! รถต้องสงสัยฝ่าด่านตรวจโชคชัย ตำรวจขับไล่ล่าเข้ามากลางเมืองมุกดาหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร ได้ตั้งจุดตรวจบริเวณด่านตรวจโชคชัย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่พบรถยนต์ โตโยต้า revo แคป สีดำ หมายเลขทะเบียน บท 6702 มุกดาหาร บรรทุกถังน้ำแข็งขนาดใหญ่ 2 ถัง ขับมาจากอำเภอเลิงนกทา จ.ยโสธร มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหาร

เมื่อถึงจุดตรวจ คนขับกลับ เร่งเครื่องฝ่าด่านหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขับรถสายตรวจไล่ติดตาม พร้อมประสานกำลังจาก สภ.เมืองมุกดาหาร เข้าสกัดจับ

จนสามารถสกัดรถได้ บริเวณถนนมุกดาหาร–คำชะอี ตรงข้ามสามแยกตาดแคน พบคนขับเป็นชายวัยรุ่น มีหญิงสาวนั่งมาด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสอง พร้อมนำรถยนต์ไปตรวจสอบโดยละเอียดที่ สภ.นิคมคำสร้อย

ข่าวด่วน #มุกดาหาร #ตำรวจไล่ล่าคนร้าย #ฝ่าด่านตรวจ #ข่าววันนี้ #อุบัติเหตุ #เหตุระทึก ///เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / เปิดฉากสุดยิ่งใหญ่ Big Event รับทัพนักกีฬา 20 จว.ภาคอีสาน สู่ “โคราชเมืองกีฬา” ในศึก “ย่าโม โคราชเกมส์”

แชร์เนื้อหานี้

“เจ้าเหรียญทอง” จะเป็นใคร มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ ไปพร้อมกัน 20 – 30 ต.ค. นี้ ที่โคราชไฟกระถางคบเพลิงถูกจุดขึ้น ระเบิดศึก “ย่าโม โคราชเกมส์” ศักดิ์ศรีแห่งกีฬานักเรียนท้องถิ่น รวมเหล่า ขุนพล 16 ชนิดกีฬา ตัวเต็ง จาก อปท. 20 จว.ภาคอีสาน ร่วมคว้าเจ้าเหรียญทองกันแบบดุเดือด ตลอดการแข่งขัน 10 วัน ด้าน อบจ.โคราช เจ้าภาพ เนรมิตพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่อลังการ สมศักดิ์ศรี “โคราชเมืองกีฬา”

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ เมนสเตเดียม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 จ.นครราชสีมา นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผวจ. นครราชสีมา เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย รอบคัดเลือก ระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 40 “ย่าโม โคราชเกมส์” โดยมี นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันกล่าวรายงาน พร้อม รองผู้ว่าราชการจังหวัด คณะผู้บริหาร สมาชิกสภา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีเปิด พร้อมส่งนักกีฬา เข้าร่วมการแข่งขัน

ทั้งนี้ พิธีการเริ่ม เวลา 17.30 น. วงโยธวาทิตเข้าสู่สนามบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ เปิดตัวด้วยการแสดงไฮไลท์ พิธีเปิดจากนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ก่อนที่ขบวนพาเหรดคณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 20 จังหวัด ภาคอีสาน เข้าสู่สนาม และชมการแสดงนาฏมวยไทย จากนั้นเป็นการเชิญธงชาติ ธงกีฬานักเรียน อปท. แห่งประเทศไทย ธงประจำ จ.นครราชสีมา ธง อบจ. 19 จังหวัด และ ธง อบจ.นครราชสีมา ขึ้นสู่เสาธง และ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา พร้อมคณะกรรมการจัดการแข่งขัน กล่าววัตถุประสงค์การจัดแข่งขันกีฬา ต่อประธานพิธีเปิด พร้อมกันนี้ ประธานในพิธีกล่าวต้อนรับคณะผู้บริหาร นักกีฬา ผู้ฝึกสอน และกล่าวเปิดการแข่งขัน จากนั้น นักกีฬา ได้วิ่งคบเพลิงจุดไฟกระถางคบเพลิง และปิดท้ายด้วยการจุดพลุดอกไม้ไฟที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และสะกด อารมณ์ผู้ชมทั้งสนาม ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีเปิดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“สามัคคีคือพลัง” มาร่วมชม ร่วมเชียร์ พร้อมให้กำลังใจทัพนักกีฬาทั้ง 16 ชนิดกีฬา จาก 20 จังหวัด ภาคอีสาน และร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีให้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ที่ได้เดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน และยังถือ โอกาสเดินทางมาท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินสะพัด ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรมที่พัก ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ ตลอดระยะเวลา 10 วันของการแข่งขัน ในศึก “ย่าโม โคราชเกมส์” ระหว่างวันที่ 20 – 30 ตุลาคมนี้ ณ สนามกีฬาภายในจังหวัดนครราชสีมา

สำหรับกีฬาที่ใช้ทำการแข่งขัน จำนวน 16 ชนิดกีฬา ทั้งประเภทชาย – หญิง ประกอบด้วย (1) ฟุตบอลชาย
ณ สนาม มทส. / สนามกีฬา รร.ศีรษะละเลิง (2) ฟุตบอลหญิง ณ สนามกีฬา ม.วงษ์ชวลิตกุล / สำนักช่าง อบจ. / วิทยาลัยนครราชสีมา และสนามกีฬา 80 พรรษาฯ (3) ฟุตซอล (ช/ญ) ณ สนามกีฬา ทต.บ้านใหม่ / สนามกีฬา สสจ.นม. / สนามกีฬา ม.วงษ์ชวลิตกุล / สนาม รร.ราชวิทยาลัย / อาคารลิปตพัลลภ – อาคารชาติชายฮอลล์ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (4) วอลเลย์บอลในร่ม ณ สนาม รร.สุรนารี / สนาม มทร.อีสาน / สนาม มทส. (5) วอลเลย์บอลชายหาด ณ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (6) เปตอง ณ สนามกีฬา 80 พรรษาฯ (7)

หมากรุกไทย ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (8) หมากออสไทย ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (9) หมากล้อม ณ หอประชุม 90 ปี รร.ราชสีมาวิทยาลัย (10) เทเบิลเทนนิส ณ หอประชุม รร.เตรียมน้อมฯ โคราช (11) เซปักตะกร้อ ณ MCC HALL เดอะมอลล์ โคราช (12) แบดมินตัน ณ สนามแบดฯ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร ภาค 3 (13) E-SPORT ณ ห้องโคราชฮอลล์ เซ็นทรัล โคราช (14) เทคบอล ณ MCC HALL เดอะมอลล์ โคราช (15) กรีฑา ณ เมนสเตเดียม สนามกีฬา 80 พรรษาฯ และ (16) จักรยานขาไถ ณ ห้องโคราชฮอลล์ เซ็นทรัล โคราช

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

หนุ่มโรงงานขับมอไซค์ชนสิบล้อดับติดใต้ท้องรถหนุ่มโรงงานขับมอเตอร์ไซด์ด้วยความเร็วสูงชนรถบรรทุกไก่ตัดหน้ากระทันหัน.เบรคไม่ทันชนอย่างแรงร่างกระเด็นอัดก็อปปี้อยู่ใต้ท้องรถตายคาที่ จุดเกิดเหตุ บริเวณ ถนน 224.หน้าโรงงานคาร์กิล อำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 21ตุลาคม.2568 เวลา 7.50 น เกิดอุบัติเหตุพนักงานของโรงงานคาร์กิล ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย.จังหวัดนครราชสีมา ขับขี่รถมอเตอร์ไชด์ทะเบียน1กต.2399 สระบุรี ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนกับรถบรรทุก10ล้อ หมายเลขทะเบียน 89-1967.นครราชสีมา คนขับสิบล้อ ทราบชื่อในเวลาต่อมา นายไพศาล ศรีสุข อยู่บัานเลขที่.30 หมู่1 บ้านโคกสะอาดตำบล อรพิม อำเภอ ครบุรี จังหวัดนครราชสีมาได้ขับรถบรรทุกมาส่งไก่ ของบริษัท คาร์กิล ตำบลกระโทก อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

ช่วงเวลา 7.50น.ได้ขับรถกลับ ออกจากโรงงานดังกล่าวพนักงานรักษาความปลอดภัยได้โบกรถให้ตนเองขับออกไปช่วงจังหวะนั้นได้มีมอเตอร์ไชด์ของพนักงานโรงงานดังกล่าว ขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนกลางรถบรรทุกเข้าอย่างแรงทำให้คนขับมอเตอร์ไชด์กระแทกกับตัวรถแล้วมุดไปคาอยู่ใต้ท้องรถเสียชีวิตทันที
ซึ่งสภาพรถมอเตอร์ไซค์มีสภาพพังยับเยินหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าตนได้ยินเสียงดังมาจากกลางถนนเห็นรถบรรทุกวิ่งออกมาจากโรงงาน.และ รถมอไซค์โรงงานเดียวกัน วิ่งมาบนถนนสาย224 อำเภอโชคชัย-ครบุรีด้วยความเร็วสูง.พุ่งชนรถบรรทุกด้วยความแรงเป็นเหตุให้คนขับขี่มอไชด์เสียชีวิตทันที

นายไพศาลคนขับขี่รถบรรทุกบอกว่าตนส่งไก่เสร็จแล้วกำลังจะกลับไปยังบริษัท เอสแอนด์พี ที่อยู่ห่างออกไป 30 กิโลเมตร ระหว่างขับรถกลับได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นชึ่งตนก็ไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก พร้อมกันนีั.ตำรวจ สภ.โชคชัยเร่งสืบสวนหาสาเหตุ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ตามกฎหมายต่อไป

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวีสื่อรัฐนิวส์ / จับขบวนการขนแรงงานเถื่อน หัวใสปลอมพาสปอร์ต เจอข้อหาหนัก/ รวบแล้ว! ไอ้ต้อมมือมีดขู่ชิงทรัพย์เหยื่อสาว/จับกุมบุคคลต่างด้าว 6 รายหลบหนีเข้าเมือง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 ตำรวจทางหลวงชุมพร-ตม.ชุมพร ผนึกกำลังสกัดขบวนการขนแรงงานเถื่อน หัวใสปลอมพาสปอร์ตหวังตบตาเจ้าหน้าที่ เจอข้อหาหนัก ปลอมหนังสือเดินทาง-ตราประทับ โทษจำคุกสูงถึง 10 ปี
วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงาน พ.ท.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล.จับกุม
บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชาย 10 คน หญิง 3 คน รวมทั้งหมด 13 คน เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวง ส.ทล.๔ กก.๒ บุก.ทล. น้ำโดย ร.ต.ชรัญ ปาณะศรี รอง สว. ส.ทล.๔ กก.๒ บก.ทล, ด.ต.หญิง มณีรัตน์ จันทร์ประณต, จ.ส.ต.สราวุธ กรรณสุรางค์ ,จ.ส.ต.อมรเทพ อินนิมิตร ผบ.หมู่ ส.ทล.๔ กก.ทล, เจ้าหนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร นำโดย พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.ชุมพร, ร.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.ตม.ชุมพร, ด.ต.สัณชัย ชื่อตรง, ด.ต.ยุทธพงษ์ อบเชย, ด.ต.ศราวุฒิ เล่งระบำ ผบ.หมู่ ตม.ชุมพร

สถานที่จับกุม ริมถนน ทล.41 กม.482 ขาล่องใต้ ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพรร่วมกันจับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ชาย 10 คน หญิง 3 คน รวมทั้งหมด 13 คน ในข้อหา

  1. ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม 2. ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น 3. เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมตรวจยึดของกลาง หนังสือเดินทางประเทศเมียนมา (ปลอม) จำนวน 13 เล่ม

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชุมพรออกตรวจพื้นที่ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยเมื่อถึงบริเวณถนนเพชรเกษม กม.482 ต.วังไผ่ อ.เมือง จ.ชุมพร เจ้าหน้าที่พบรถตู้โดยสารซึ่งขับมาทางช่องทางซ้ายมีลักษณะบรรทุกหนักน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงได้ขับรถติดตามพร้อมเปิดสัญญาณไฟเรียกให้รถคันดังกล่าวหยุดเพื่อทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ขับขี่ คือ นายคุณากรฯ สัญชาติไทย และตรวจพบบุคคลต่างด้าวที่โดยสารมาภายในรถจำนวน 13 คน (ชาย 10 คน และหญิง 3 คน)

เจ้าหน้าที่จึงได้สอบถาม นายคุณากรฯ (ผู้ขับขี่รถตู้โดยสาร) ว่ารับคนต่างด้าวมาจากที่ใด โดยนายคุณากรฯ แจ้งว่ารับมาแรงงานต่างด้าวมาจากจังหวัดราชบุรีเพื่อจะไปส่งที่จังหวัดชุมพร จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบหนังสือเดินทางที่แรงงานต่างด้าวนำติดตัวมาด้วย โดยพบว่าหนังสือเดินทางมีลักษณะผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้เชิญมาทำการตรวจสอบอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจทางหลวงชุมพร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชุมพร ผลการตรวจสอบพบว่าหนังสือเดินทางประเทศเมียนมา ทั้ง 13 เล่ม เป็นของปลอม

พบมีการแก้ไขตัวเลข ชื่อ-สกุล ลักษณะตัวอักษร ตัดต่อภาพใบหน้า ประกอบกับผู้ต้องหาไม่สามารถจำรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของตนเองที่ตรงกับหนังสือเดินทางได้ และเมื่อตรวจสอบการตรวจลงตรา (VISA) ภายในหนังสือเดินทางก็ไม่พบข้อมูลในระบบของตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อหาให้ทราบว่า “ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ซึ่งหนังสือเดินทางปลอม, ใช้ดวงตรา รอยตรา หรือแผ่นปะตรวจลงตราที่ทำปลอมขึ้น และเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยได้รับอนุญาต” พร้อมจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาทั้งหมดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น แรงงานต่างด้าวทั้ง 13 คน ให้รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยแจ้งถึงสาเหตุที่ทำหนังสือเดินทางปลอมก็เพื่อหวังที่จะตบตาเจ้าหน้าที่ในระหว่างการเดินทาง โดยยอมจ่ายค่าจ้างทำหนังสือเดินทางปลอมในราคาเล่มละ 15,000 บาท ให้กับนายหน้าชาวเมียนมา จากนั้นได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจากเมืองพะยาโตนซู ผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี
ในส่วนของคนขับรถตู้ ให้การว่าขณะที่ตนเองขับขี่รถตู้เพื่อนำส่งผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปยังจุดหมาย ได้มี เจ้าหน้าที่ตำรวจมาขอตรวจสอบภายในรถ ตนจึงให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตามปกติ โดยตนไม่ทราบว่ากลุ่มผู้โดยสารกลุ่มนี้เป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เนื่องจากมีพาสปอร์ตมาแสดงก่อนใช้บริการรถตู้ของตนทุกคน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝากประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน ในปัจจุบันมีการปลอมหนังสือเดินทางในกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงขอให้นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว นำแรงงานต่างด้าวที่มาสมัครงานไปขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนรับเข้าทำงาน และในส่วนของแรงงานที่มีความจำเป็นจะต้องขึ้นทะเบียนผ่านนายหน้า ขอให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของนายหน้าให้ดี ระวังอย่าตกเป็นเหยื่อของ “นายหน้าเถื่อน”
สำหรับโทษของการใช้หนังสือเดินทางปลอม มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และมีโทษปรับ ตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท

รวบแล้ว! ไอ้ต้อมมือมีดขู่ชิงทรัพย์เหยื่อสาว จนมุมคาบ้านพัก
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านมาบอำมฤต ร่วมกับ บก.สส.ภ.8 และชุดเฉพาะกิจ ภ.จว.ชุมพร จับกุม นายอดุลย์ หรือต้อม อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีชิงทรัพย์โดยมีอาวุธพร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง เหตุเกิดพื้นที่ ต.หงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

จากกรณี วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 15.45 น. น.ส.ละมุลาผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีแดง-ดำ ออกจากบ้านในหมู่บ้าน ถูกคนร้ายขับรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาชิงทรัพย์ โดยใช้มีดขู่ชิงทรัพย์ ภายในซอย ทรัพย์สินที่ถูกชิงไป กระเป๋าผ้าสีฟ้า เงินสดประมาณ 19000 บาท บัตร ATM ธ.กรุงเทพ พร้อมบัตรประชาชน พระเครื่อง 1 องค์ โทรศัพท์มือถือ OPPO สีดำ พร้อมซิม AIS

เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนโดยตรวจสอบกล้อง CCTV หลายจุด พบภาพคนร้ายขับรถ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขณะหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ ต่อมาพบว่าคนร้าย เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเกิดเหตุ จากเสื้อสีขาวเป็นสีเหลือง(ตรวจพบเสื้อสีขาวและกระเป๋าของผู้เสียหายในพงหญ้า ระหว่างทางหลบหนี) ตรวจสอบ สัญญาณโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหาย พบว่ามีการเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตำแหน่งของผู้ต้องสงสัย จากพื้นที่ ต.ดอนยาง ไปถึงบริเวณบ้านหนองมาก
ต่อมา พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต มอบหมายให้ตำรวจชุดสืบ สภ.บ้านมาบอำมฤต ตรวจสอบ ตำรวจติดตามจนพบรถจักรยานยนต์ HONDA WAVE สีเงิน-ฟ้า ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ทิ้งไว้ในสวนยางใกล้บ้านผู้ต้องสงสัยจากการตรวจสอบพบว่า นายอุดลย์ หรืออ้อม แก้วดำ เป็นผู้ครอบครองรถและมีพฤติการณ์ตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด พยานคือ ยืนยันภาพบุคคลในกล้องว่าเป็นนายอุดลย์ ตำรวจสอบสวนและเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมด (ภาพจาก CCTV, โทรศัพท์, เสื้อผ้า, รถจักรยานยนต์) สรุปว่าคนร้ายคือ นายอุดลย์ หรือ ต้อม

เจ้าหน้าที่เข้าจับกุม นายอุดลย์ หรือ ต้อม สถานที่จับกุม บ้านพักไม่มีเลขที่ หมู่ที่ 2 ต.หงส์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เมื่อ 21 ต.ค. 68 เวลาประมาณ 04.00 – 15.00 น. นำโดย พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,พ.ต.ท.ชาติชาย มูลลักษณ์ รอง ผกก.สส.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,พ.ต.ท.ชัยญากรณ์ ศรีสัมฤทธิ์ รอง ผกก.ป.สภ.บ้านมาบอำมฤต , ร.ต.อ.มนตรี บุญรัตนไพโรจน์ รอง สว.สส.สภ.บ้านมาบอำมฤต ,ร.ต.ท.วัชรินทร์ เมฆา ,ร.ต.ต.โสภณ หญีตคง รอง สว.(ป.)ฯ ,ร.ต.ท.ปัญญา ศรีวิลัย รอง สว.(ป.)ฯ ,ร.ต.ต.โยธิน ทั่งเหล็ก รอง สว(ป)ฯ ,ด.ต.เอก ตันลักขณาชัย ,จ.ส.ต.ณภัทรพงษ์ แก้วโกมล ผบ.หมู่(ผช.พงส)ฯ ,จ.ส.ต.วิศิษฏ์ เชี่ยวเลี่ยน ผบ.หมู่.(ป)ฯ ,ส.ต.อ.ณัฐพล แก้วพิชัย ผบ.หมู่.(ป)ฯ , ส.ต.อ.สิทธิโชค เหมาะเจาะ ผบ หมู่(ป)ฯ ,ส.ต.ท.จุฑาชัย พินทอง ผบ.หมู่(ผช.พงสฯ)ฯเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด บก.สส.ภ.8 นำโดย พ.ต.ท.ฐิติณัฏฐ์. ศรีสังข์ รอง ผกก.สืบสวน 3 ปรก.หน.ชป.ชุมพร ,ร.ต.อ.ปรัชญา ชัยงาม รอง สว. กก.สส.3 บก.สส.ภ.8 ,ด.ต.เริงชัย แดงบำรุง ผบ.หมู่ กก.สส.1 บก.สส.ภ.8 ,จ.ส.ต.เป็นหนึ่ง ชาญนคร ผบ.หมู่ กก.ปพ. บก.สส.ภ.8 ,ส.ต.ท.กันตพงษ์ เพียรดี ผบ.หมู่ กก.ปพ. บก.สส.ภ.8

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ฉก.ภ.จว.ชุมพร นำโดย ร.ต.อ.ศักดิ์ไชย ไชยศรี รอง สวฯ ,ร.ต.ท.ธวัชชัย บุญส่งแก้ว รอง สวฯ ,ร.ต.ท.วิวัฒน์ ทองศิริ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.คนึง อินทรสุวรรณ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.ประดิษฐ์ จันทร์เกตุ รอง สว.ฯ ,ร.ต.ต.ไพรัตน์ อินกล้า รอง สว.ฯ ,ด.ต.กฤษดา กุมพิมล ,ด.ต.นันทโชติ ผลพานิช
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสะกดรอย กก.ตชด.41 นำโดย ร.ต.ท.สาคร ไชยฉิม ผบ.มว.สค ,ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ บุตบัณฑิตย์ผบส.สะกดรอย กก.ตชด.41เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเครื่องมือพิเศษ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ส.ต.ท.รัฐพงศ์ แท่นนาค ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8 ,ส.ต.ท.ศุภณัฐ ศิริพันธ์ ผบ หมู่ กก.ปพ.บก.สส.ภ.8

ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายอดุลย์ หรือต้อม แก้วคำ (1-8602-00062-72-8) อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 135 ม.5 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร (จากการตรวจสอบข้อมูลจากทะเบียนราษฎร) เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดชุมพร ที่ จ.413/2568 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ตามคดีอาญาที่ 262/2568 ของสถานีตำรวจภูธรบ้านมาบอำมฤต ในฐานความผิด “ชิงทรัพย์ โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยมีอาวุธ(มีด) โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม” พร้อมด้วยของกลาง 1.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi Note 13 5g สีดำ หมายเลขอีมี่

1 : 865063076424128 หมายเลขอีมี่ 2 :865063076424136 จำนวน 1 เครื่อง 2.โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Realme สีฟ้า ดำ หมายเลขอีมี่ 1 : 863571042360434 หมายเลขอีมี่ 2 : 863571042360426 จำนวน 1 เครื่อง 3.โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด ยี่ห้อซัมซุง สีดำ จำนวน 1 เครื่อง (ไม่มีแบตเตอรี่และซิมการ์ด) 4.โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด ยี่ห้อ Beyand สีดำ จำนวน 1 เครื่อง (ไม่มีแบตเตอรี่และซิมการ์ด)เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนนายอุดลย์ หรือ ต้อม ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา รวบรวมหลัดฐานที่ก่อเหตุแล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสภ.บ้านมาบอำมฤตเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับกุมบุคคลต่างด้าว 6 รายหลบหนีเข้าเมือง พื้นที่ อ.ท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 เมื่อ 21 ต.ค.68 เวลา 09.45 น. ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร,พ.อ.นิพนธ์ อินใหม่ รอง ผอ.รมน. จังหวัด ชุมพร.พ.ต.อ.ศุภณัฐ รัตนภิรมย์ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชุมพร,

พ.ต.ท.สุรพศ สุทธิเกิด รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร, พ.ต.ท.พงศธร พิชิตชลพันธุ์ รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร.พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม. จว.ชุมพร,พ.ต.ท.สันติ มณีรัตน์ สว.ตม.จว.ชุมพร,พ.ต.ท.วชิรพิศักดิ์ ณ สงขลา สว.ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓ กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร นำโดย พ.ต.ท.วิวัฒน์ ฉิมมณี สว.กก.สืบสวน

ภ.จว.ชุมพร,ร.ต.อ.ธรรมรัตน์ สมสนิท รอง สว.กก.สืบสวน ภ.จว.ชุมพร, ด.ต.สมยศ ยังวัฒนา,ด.ต.ธรัช วัฒนไชย,จ.ส.ต.ภาณุวัฒน์ สูงสง่าวงศ์, จ.ส.ต.ก้องศักดิ์ ชูแก้ว.ส.ต.ท.ณัฐชัย สุขประวิทย์ ส.ทท.๒ กก.ทท.๒ บก.ทท.๓ นำโดย ร.ต.อ.คณิศร บุญสิน รอง สว.ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓.ค.ต.ยุทธ พงศ์ เรื่องดำ ผบ.หมู่ ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท.๓.ต.ต. สิงหา นิรัญชอน ผบ.หมู ส.ทท.๒ กก.๒ บก.ทท. กอ.รมน.จังหวัด.ชุมพร นำโดย พ.ต.กอบศักดิ์ นาคหาญ หน.ชรด.๔๐๓ (ชพ), พ.ท.ชาญณรงค์ ทองแก้ว หน.ฝ่ายการข่าวฯ, จ.ส.อ.อรรถพล คลี่บำรุง

ผช.หน.ชรต.๔๐๓(ชพ), จ.ส.อ.พงค์ศิลป์ รุ่งอาญา จนท.ฝ่ายการข่าวฯ จ.ส.อ.ธนวรรธน์ บรรจงศิริทัศน์ สตม.ชุมพร นำโดย ร.ต.ท.สานุพงษ์ บัวศรี รอง สว.(สส.) ตม.จว.ชุมพร,ด.ต.ไตรวิช จันทร์เจริญ ด.ต.คมสัน ทองรักจันทร์ ด.ต.พงษ์ บันลือเขตต์ ผบ.หมู่ ตม.จว.ชุมพร ร้อย ตชด.๔๑๔ นำโดย ร.ต.ท.นพพนันท์ ศรีสุภะ รอง.ผบ.ร้อย ตชด๔๑๔..ร.ต.ท.สิทธิพงษ์ ชื่นจิตร หัวหน้า ชุด ชป.ข่าวลับ.ด.ด.ทศพล รัตนบุตรา เจ้าหน้าที่ประจำชุด, ส.ต.ท.ณัฐพงษ์ อินทนา เจ้าหน้าที่ประจำชุด
ได้ร่วมกันจับกุมตัว บริเวณถนนเพชรเกษมขาล่องใต้ กม.458 ถึง กม.459 ม.2 ต ทรัพย์อนันต์ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

๑.MR.WILL YAN TUN อายุ ๒๐ ปี(สัญชาติเมียนมาร์) เลขประจำตัวคนต่างด้าว ๖๖๗๔๖๙๐๐๐๐๕๔๙ ผู้ขับขี่ ๒.MR.MG AUNG SAN อายุ ๒๔ ปี(สัญชาติเมียนมาร์) เลขประจำตัวคนต่างดาว ๖๖๔๔๖๙๐๐๐๕๐๑๐ ผู้ชอน
3.MR.HEIN MIN TUN อายุ 19 ปี 4.MR.NINE NINE OO อายุ 21 ปี 5.MRS.AYE THET TUN อายุ 20 ปี
6.MRS.THU ZAR MON อายุ 30 ปี พร้อมตรวจยึดของกลาง รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น เวฟ๑๑๐ไอ สีน้ำเงินดำ ป้ายทะเบียน ๑กง๔๘๖๑ เพชรบุรี พร้อมพ่วงข้างมีหลังคา จำนวน ๑ คัน

สอบถามผู้นำพา แจ้งว่าตนทำงานอยู่ล้งทุเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอท่าแซะ ได้ไปรับเพื่อนกลุ่มแรงงานต่างด้าว ที่หลบหนีเข้าเมือง แล้วมาแอบหลบซ่อนอยู่กับเพื่อนแรงงานด้วยกันบริเวณข้างเคียง เพื่อพาไปหาสมัครงาน จนมาเจอชุดเจ้าหน้าที่ตรวจและถูกจับกุม
เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันให้พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ตามมาตรา ๖๔ แห่ง พระราชบัญญัติคนเขาเมือง พ.ศ.๒๕๒๒”เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานจึงนำส่งตัว สภ.ท่าแซะ ดำเนินคดี ต่อไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ /พิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา เทศกาลถือศีลกินเจ 68

แชร์เนื้อหานี้

ธนากร โกศลเมธีรายงาน 0818923514 วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ประเพณี ถือศีล-กินเจ 68 มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ร่วมกับ นางพณณกร ชูกิตติวิบูลย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร

นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร นพพร มีสติ ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองชุมพร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ อาสาสมัครกู้ภัย และประชาชน

ร่วมงาน ทำพิธียกเสา ‘โกเต็ง’ อัญเชิญตะเกียง 9 ดวงขึ้นสู่ยอดเสา สัญญาณแห่งการเริ่มต้น เทศกาลถือศีลกินเจ 68 ร่วมกันละเว้นจากการเบียดเบียน รักษาศีล ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพกายใจแข็งแรง เจริญในธรรม และอิ่มบุญตลอดช่วงเทศกาลกินเจ ณ มูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์

นายประชา วิโรจน์ทินกร ประธานมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ กล่าวต้อนรับในวันนี้ก็นับว่าเป็นอีกวาระหนึ่ง ที่พวกเราชาวชุมพรได้ร่วมกันจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล–กินเจ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบกรรมดี และเป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันถือศีล–กินเจเป็นจำนวนมากขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพรในภาพรวมอีกทางหนึ่ง ซึ่งทราบว่าจังหวัดชุมพรเป็นเป้าหมายของผู้เดินทางจำนวนมาก ที่ประสงค์จะร่วมเทศกาลถือศีล-กินเจ ด้วย เป็นประจำทุกปีอันเนื่องจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน เช่นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติสมบูรณ์ สวยงาม

สภาพสังคมที่มีความสงบสุขไม่วุ่นวายมาก สภาพทางเศรษฐกิจก็ไม่สูงมากนัก เพราะฉะนั้นควรถือโอกาสนี้ สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน เพื่อไปขยายผลต่อในโอกาสข้างหน้า ซึ่งจะสร้างความเจริญแก่ชุมชนพร้อมกับยึดมั่นในปณิธานของสถานที่โรงเจลิบฮกตั๊วแห่งนี้ว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทำความดีเพื่อคนชุมพร” ได้ปลูกฝังในจิตใจให้ยั่งยืนสืบไป

เทศกาลกินเจ ไม่ใช่แค่การงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งแห่งการถือศีล บำเพ็ญบุญ เพื่อให้ร่างกาย และจิตใจมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการเข้าร่วมเทศกาลกินเจ นอกจากจะช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจสดชื่น เบิกบาน สามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมีความสุข

กระผมถือโอกาสอันดีและเป็นมงคลนี้ขอต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ท่านนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร คณะหัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน เข้าสู่งานเทศกาลถือศีล-กินเจ ประจำปี 2568 ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และขออำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ มีพลานามัยสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยทั้งปวง

ขอให้อานิสงส์แห่งการประกอบความดีได้ตอบสนองแต่สิ่งดี ๆ และเป็นมงคลแก่ชีวิตตลอดไป นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร กล่าวด้วยในรอบหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน ช่วงเทศกาลกินเจ จะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 และไปสิ้นสุดในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี พุทธศักราช 2568 ซึ่งตรงกับคริสต์ศักราชที่ 2025

จะตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 แต่ทั้งนี้ โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติจัดล่วงหน้า 1 วัน เป็นการเตรียมพร้อม เทศกาลถือศีล-กินเจ ถือว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญ ทางเทศบาลเมืองชุมพร จึงได้ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ และโรงเจหลิบฮกตั๊วแห่งนี้ ได้ร่วมกันจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ อันเป็นประเพณีของท้องถิ่นชุมพร ที่ได้สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ อันนำมาซึ่งความสงบร่มเย็น ความสามัคคี มีศีลธรรม มีคุณธรรม ของประชาชนในท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดทุกคนจะได้มีสุขภาพกาย – ใจ ที่สมบูรณ์แข็งแรงกลับคืนมา ส่งผลให้ครอบครัว ชุมชน ได้มีความอบอุ่น มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เทศบาลเมืองชุมพร ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภายใต้การนำของกระผม นายศรีชัย วีระนรพานิช นายกเทศมนตรีเมืองชุมพร ได้เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีถือศีล-กินเจ จึงได้ร่วมกับสมาชิกสภาเทศบาลเมืองชุมพร จัดสรรงบประมาณอุดหนุนตามแนวทาง

ที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด สำหรับการจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้ เป็นเงิน 70,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวมได้มีความสมบูรณ์อันนำความเจริญให้เกิดแก่ท้องถิ่น การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะประชาชนเชื้อสายไทย – เชื้อสายจีนและอื่น ๆ ที่ศรัทธาในประเพณีถือศีล – กินเจ
  2. เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรม การถือศีล การปฏิบัติธรรมให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อนำมาซึ่งความสงบร่มเย็นของท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดความสามัคคีปรองดองถ้วนหน้า
  1. เพื่อสร้างความสำนึกรักชุมชน รักท้องถิ่น นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์รวมทางจิตใจเพื่อสร้างขวัญ สร้างกำลังใจ ให้กับคนในพื้นที่
  2. เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น และก่อให้เกิดการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจ ให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นมีการสะพัดยิ่งขึ้น
    การจัดงานประเพณี ถือศีล-กินเจ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้มีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนในท้องถิ่น เพราะจะมีประชาชนจากต่างถิ่นเดินทางเข้ามาในชุมพรมากขึ้น ในช่วงระยะ 10 วันนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 5,000 คน ส่วนครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมารับอาหารเจทานได้จากโรงครัวที่จัดบริการตลอดช่วงเทศกาลนี้ ก็ขอความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ร่วมกันสร้างความดี มีคุณธรรม ขยายผลยิ่งๆขึ้นไป
    นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กระผม รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลถือศีล – กินเจ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งนี้
    การถือศีล – กินเจ นับว่าเป็นการกระทำความดีอย่างหนึ่ง
    ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี มีความสุขสงบสะอาดงดงามทั้งกาย และจิตใจ ถือเป็นศิริมงคลยิ่งแก่ผู้ประพฤติตน ในช่วง 1 ปี จะมีเทศกาล ถือศีล – กินเจ ขึ้น 1 ครั้ง แม้จะมีระยะเวลาเพียง 10 วัน ก็หวังว่าจะส่งผลให้จิตใจของพี่น้องชาวชุมพร ได้หันมาทำความดีให้แพร่หลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังนับว่าเป็นโอกาสดีของชาวจังหวัดชุมพรที่มีโอกาสได้รับนักท่องเที่ยวสายบุญซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นและจังหวัดชุมพร ดียิ่งขึ้นจะมีการ

จับจ่ายใช้สอยที่หลากหลายส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดชุมพร อีกมิติหนึ่งด้วย
จังหวัดชุมพร นับว่าโชคดี ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ริเริ่มก่อเกิดให้มีประเพณีถือศีล – กินเจ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากความเข้มแข็ง ของพี่น้องประชาชนผู้สืบเชื้อสายทั้งไทย-จีน ได้ร่วมมือกัน ในขณะที่หลายๆ จังหวัดไม่มีประเพณีนี้ ก็ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ใช้จุดแข็งข้อนี้ มาพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาจังหวัด

ได้อีกทางหนึ่ง โดยการประสานบูรณาการร่วมกับองค์กร ภาคี เครือข่ายอื่นๆ ที่จะทำให้เติบโตได้ยิ่งๆ ขึ้นไป ซึ่งทางจังหวัดเองก็มีความมั่นใจว่าสามารถรองรับประชาชนที่จะเดินทางมายังจังหวัดชุมพรได้ เพราะปัจจุบันจังหวัดชุมพร ก็ได้พัฒนาไปมากโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานถนนสายต่างๆ ก็มีความสะดวกมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่เกื้อกูลกันได้เป็นอย่างดีอีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้สวยงามคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์

กระผมขอขอบคุณสำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งหลายที่ให้ความร่วมมือสนับสนุน จนได้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้น ขอให้การจัดงานประเพณีเทศกาลถือศีล – กินเจได้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขอให้ทุกท่านได้มีกำลังกาย กำลังใจที่จะทำความดีมากขึ้น มีองค์เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ จงช่วยปกป้องคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องทุกๆ ท่านรวมถึงครอบครัวให้ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ขับเคลื่อน ส่งเสริมพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จ.น่านให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สามารถแข่งขันในตลาดสากล

แชร์เนื้อหานี้

จังหวัดน่าน โดย สำนักงานอุตสาหกรรมน่าน ดำเนินโครงการเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูง กิจกรรมหลักการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ ไม้ไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่า กิจกรรมย่อยพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน ประจำปีงบประมาณ 2568 จัดงานแสดงผลงานและทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน NAN BAMBOO Inno-Creative 2025 จากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ของจังหวัดน่าน จำนวน 30 ผลิตภัณฑ์ โดยมีนางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และนายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรม

จังหวัดน่าน เป็นผู้กล่าวรายงานการจัดงาน มุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ตอบสนองความต้องการของตลาด และวิถีของคนยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับภูมิปัญญา อันทรงคุณค่า ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มวิสาหกิจและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป สามารถร่วมชื่นชมผลิตภัณฑ์ต้นแบบอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน และเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ข่วงเมืองน่าน (ข่วงน้อย) จังหวัดน่าน

นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเกษตรกรรมการปลูกไผ่ และผู้ประกอบการ-วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปไผ่ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่สู่อนาคตที่ยั่งยืน และการผลักดันให้ไผ่เป็นไม้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ตลอดจนเพื่อเพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ จึงควรมีการส่งเสริมการปลูกไผ่ในจังหวัดน่าน เพิ่มพื้นที่การปลูกไผ่เศรษฐกิจ สร้างป่าแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ช่วยสร้างความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการผลิตไผ่แบบครบวงจร เกิดการรวมกลุ่ม และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไผ่ ตลอดจนได้แนวทางผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมไม้ไผ่

ที่สามารถดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย และเข้ากับบริบทสภาพพื้นที่ของจังหวัดน่าน ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายในการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมไผ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นการพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้มีมาตรฐานมีคุณภาพสูง ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน เนื่องจากการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) พบว่ายังอยู่ในระดับการแปรรูปชั้นต้น ราคาถูก หากมีการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรมใหม่จะทำให้มีการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและจังหวัดในภาพรวมมากยิ่งขึ้น

ด้าน นายอดิศักดิ์ มณีท่าโพธิ์ อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ในนามของหน่วยงานดำเนินโครงการ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นปีที่สองของอุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่าน มีวัตถุประสงค์สำคัญ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ สร้างรายได้ ที่ยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการ ส่งเสริมและเปิดช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไผ่จังหวัดน่านสำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมแรก พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 ราย กิจกรรมที่สอง พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ผ่านการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับมาตรฐาน และการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แก่ผู้ประกอบการ 15 ราย

ได้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาแล้วรวม 30 ผลิตภัณฑ์ กิจกรรมที่สาม เชื่อมโยงและทดสอบตลาด ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการ คือการจัดงานแสดงผลงานในครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 โดยนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบทั้ง30 ผลิตภัณฑ์ มาจัดแสดงและทดสอบตลาดผ่านแบบสอบถามรายผลิตภัณฑ์ เพื่อวิเคราะห์ และสรุปผลเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การสาธิตการต่อเรือไผ่ การสาธิตการทำอาหารจากไผ่ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการขายและการแสดงดนตรีเป็นประจำทุกวัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักงานอุตสาหกรรมจะงหวัดน่าน 054 716 018/เครดิตสนง.ปชส.น่าน/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / จีนจับมือไทยร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีเปิดศูนย์วิจัยร่วมมือที่ศูนย์เศรษฐกิจ

แชร์เนื้อหานี้

​ไทย-จีน ร่วมเปิดศูนย์วิจัย มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อยกระดับการวิจัยและนวัตกรรมทางผลผลิตมันสำปะหลังเพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตและมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ คาดว่า เกษตรกรจะได้รับผลดีจากการร่วมมือ ไทย-จีน ในครั้งนี้
​ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.กำไร เขือนสันเทียะ หัวหน้าโครงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจโคราช เทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ทางศูนย์ได้ทำพิธีเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี มันสำปะหลังไทย – จีน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์แห่งนี้ จะมุ่งเน้นพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างทั้ง ไทย-จีน พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่น คลัสเตอร์เกษตรกร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอด สู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจะมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและส่งบุคลากรไปอบรมยังประเทศจีน และร่วมมือจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยระหว่างประเทศ ร่วมกันอีกด้วย

ทางด้านนางสาวธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา และ ในฐานะผู้ประกอบการด้านมันสำปะหลังจากบริษัท สงวนวงษ์ อุตสาหกรรม ผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังและสินค้าแปรรูปจากมันสำปะหลังระดับประเทศ กล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นจุดเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงโดยนำเทคโนโลยีด้านนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าทางการเกษตร เริ่มต้นที่มันสำปะหลังก่อนและค่อยขยายไปยังพืชเกษตรกรของไทยในรายอื่นๆต่อไป ไม่ว่าจะเป็นอ้อยหรือข้าวโพด

วันนี้มันสำปะหลังเราเจอวิกฤตผลผลิตต่ำจนทำให้การค้าของเรา สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ วันนี้ประเทศลาวและเวียดนามเขามีผลผลิตที่ดีกว่าปละต้นทุนต่ำกว่าไทยเราทำให้เขาสามารถแย่งตลาดมันสำปะหลังของไทยเราไปค่อนข้างมาก หากเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆให้กับเกษตรกรไทย ที่ปลูกมันสำปะหลังจะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น เราก็จะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่างลาวและเวียดนามได้ เกษตรกรเราก็จะมีทางรอด ทำให้เชื้อแป้งมีเปอร์เซ็นต์มากขึ้น เราก็จะแข่งขันได้ในอนาคต

ด้านนายสมชาย ศรีตระกูลประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตและประกอบการมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าวว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังของไทยปีนี้จากการสำรวจของ 4 สมาคมมันสำปะหลังไทย พบว่าผลผลิตปีนี้จะมีปริมาณที่ลดลงค่อนข้างมาก เพราะปริมาณฝนสามารถทำให้ผลผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายของเกษตรกรอยู่ที่ 1.80-2.00 บาท /กิโลกรัม และเกษตรกรสามารถผลิตต่อไร่ได้ประมาณ 3 ตัน เศษๆเท่านั้น ความร่วมมือไทย-จีน ครั้งนี้ นัยว่าเป็นเรื่องที่ดี

จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากประเทศจีนมาช่วยทำให้ เกษตรกรปลูกและผลิตมันสำปะหลังให้มีจำนวนมากขึ้น 4-5 ตัน/ไร่ และปริมาณเชื้อแป้งจะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นตรงตามความต้องการของตลาดจากประเทศจีนซึ่งนำแป้งมันสำปะหลังจากไทย ถึง 50% ของผลผลิตทั้งประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าประเทศไทยจะได้รับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีนมาวิจัยร่วมกับจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถปลูกมันสำปะหลังได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น นัยว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน

กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

สื่อรัฐทีวี*สื่อรัฐนิวส์ / ชาวบ้านชูป้าย “ยุติความรุนแรงปฏิเสธความรุนแรง” ร่วมส่งเสียงเรียกร้องให้คืนความสงบสู่ชุมชน

แชร์เนื้อหานี้

วันนี้( 17 ตุลาคม 2568) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลังของชาวบ้านจากหลายชุมชนในพื้นที่อำเภอยี่งอ พร้อมใจกันออกมาเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านความรุนแรง”หลังเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดร้านน้ำชากลางชุมชน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุระเบิดในครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บรวม 17 ราย ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 4 ราย ถูกส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ส่วนที่เหลือแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เหตุเกิดเมื่อเช้าวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยชาวบ้านจากหลายชุมชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจกันออกมาเดินขบวนแสดงพลัง “ต่อต้านความรุนแรง” รวมพลัง “ปฏิเสธความรุนแรง“ ซึ่งบรรยากาศของการเดินขบวนในวันนี้เต็มไปด้วยพลังและความตั้งใจของประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการแสดงออกถึงจุดยืนร่วมกันว่า “ไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบ” ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยต่างถือป้ายข้อความ “ยุติความรุนแรง” “ปฏิเสธความรุนแรง” และ “คืนสันติสุขให้บ้านเรา” เพื่อส่งสารไปยังผู้ก่อเหตุให้ยุติการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่เคยสงบและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชาวบ้านจึงออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้คืนความสงบสุขให้กับพื้นที่ และยืนยันว่า “การใช้ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหาใด ๆ”นายนิมูฮัมหมัด นิเลาะ ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะเทือนใจว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียใจและความตกใจให้กับคนในชุมชนอย่างมาก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยี่งอถือเป็นพื้นที่สงบ ไม่ค่อยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

“ครั้งนี้เราทุกคนรู้สึกช็อกครับ เพราะยี่งอของเราไม่เคยมีเหตุแบบนี้มานานแล้ว ชุมชนเราสงบ อยู่กันแบบพี่น้อง เราเจอกันทุกวันที่ร้านน้ำชา กินข้าวด้วยกัน คุยกันเหมือนครอบครัว แต่พอเกิดเหตุแบบนี้ ทุกคนเศร้าและกลัวมากครับ”หลังเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านได้พูดคุยกันและตัดสินใจรวมพลังออกมาเดินขบวน เพื่อส่งเสียงถึงผู้ก่อเหตุว่า “พวกเราชาวยี่งอไม่ต้องการความรุนแรงอีกต่อไป”“เรามาเดินกันวันนี้เพราะอยากบอกว่า พอแล้วครับ อย่าทำแบบนี้กับคนบริสุทธิ์อีกเลย… หลังจากนี้เราจะช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ใครมาจากนอกพื้นที่เราก็จะคอยสังเกต คอยแจ้ง ถ้ามีสิ่งผิดปกติ เราไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บอีก”เขาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า“เหตุการณ์เมื่อวาน ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายในยี่งอ อยากให้ลูกหลานของเรากลับมาใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยอีกครั้ง อยากเห็นบ้านเราสงบเหมือนเดิมครับ”

และในวันเดียวกัน นายกิตติพงษ์ อำพันธ์ นายอำเภอยี่งอ พร้อมด้วย น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและญาติ รวมถึงครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือเบื้องต้นนายกิตติพงษ์เปิดเผยว่า จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามี 11 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิด และขณะนี้ได้จัดทำข้อมูลเพื่อเสนอจังหวัดช่วยเหลือเยียวยาทั้งในส่วนของทรัพย์สินและร่างกาย เราได้มอบเงินช่วยเหลือรอบแรกไปแล้ว

และกำลังเร่งเอกสารเพื่อจ่ายรอบสองให้กับผู้บาดเจ็บสาหัสทั้ง 4 ราย ขณะเดียวกันได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในเขตชุมชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนขณะที่ น.อ.จักรพันธ์ จันทร์หอม กล่าวว่า หน่วยความมั่นคงทั้งสามฝ่าย — ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง — ได้ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว เราจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปโดยไม่มีความยุติธรรม ผู้กระทำต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน

อย่างไรก็ตามแม้เหตุระเบิดในครั้งนี้จะสร้างบาดแผลทั้งทางกายและใจ แต่การรวมตัวของชาวบ้านในครั้งนี้สะท้อนพลังของประชาชนที่ไม่ยอมให้ความรุนแรงมาทำลายความสงบสุขที่ร่วมกันสร้างมา ทุกเสียง ทุกก้าวของชาวยี่งอในวันนี้ คือคำประกาศชัดเจนว่า “เราปฏิเสธความรุนแรง และจะร่วมกันปกป้องบ้านของเราให้ปลอดภัยอีกครั้ง”
///////////////
ข่าว/กรียา/นราธิวาส