คลังเก็บหมวดหมู่: ข่าวศิลป และ วัฒนธรรม

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มูลนิธิพุทธภูมิธรรม และกัลยาณมิตร ร่วมสงเสด็จ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) /พลเอก ปิยพงศ์ กลิ่นพันธ์ุ นำพลังบุญ บูรณะอุโบสถวัดศรีกะอาง จ.นครนายก

แชร์เนื้อหานี้

พลเอก ปิยพงศ์ กลิ่นพันธ์ุ นำพลังบุญ บูรณะอุโบสถวัดศรีกะอาง จ.นครนายก วัดสำคัญประดิษฐาน “พระพุทธพิชิตมาร” พระพุทธรูปสำคัญที่ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ทรงประทานพระนาม 15 ก.พ.68 พลเอกปิยพงศ์ กลิ่นพันธ์ุ , ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 12 , ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม และกัลยาณมิตร ร่วมพลังบุญทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสมทบทุนบูรณะอุโบสถวัดศรีกะอาง จ.นครนายก ยอดปัจจัยร่วมบุญกว่า 6 แสนบาท

ในการนี้ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม ร่วมพลังบุญทอดผ้าป่า 7 หมื่นบาท ถวายเป็นพุทธบูชา เป็นพลังบุญเพื่อพระพุทธศาสนาสามารถร่วมบุญ ซ่อมแซมกระเบื้องหลังคาอุโบสถ และซ่อมแซมถังเก็บน้ำ วัดศรีกะอาง เพิ่มเติมได้ที่
ธนาคารกรุงไทย , เลขบัญชี 212 068 9946 , วัดศรีกะอาง (เปลี่ยนหลังคาโบสถ์และซ่อมแซมถังน้ำ)

**ประวัติ ความสำคัญ แผนงาน ของวัดศรีกะอาง *ประวัติ วัดศรีกะอางตั้งอยู่ที่ อ.บ้านนา จ.นครนายก ก่อตั้งเมื่อ ปีพุทธศักราช 2515 โดยมีเจ้าอาวาสรูปแรก คือ
หลวงปู่จำรัส อินทรกำแหง (ฉายา ฐิติจาโค) ซึ่งท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาส ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2515 – 2536 ในระหว่างปีพุทธศักราช 2522 – 2536 ได้มีการก่อสร้างพระพุทธชินราชจำลอง ความสูง 30 เมตร, ก่อสร้างพระพุทธรูปจำลอง 3 พี่น้อง, ก่อสร้างพระสีวลี, ศาลาไม้, กุฏิบูรพาจารย์ และเสนาสนะอื่น ๆ ในช่วงต่อมา ระหว่างปีพุทธศักราช 2536 – 2566 มีพระครูวรญาณโสภณ (หลวงพ่ออาทร) เป็นเจ้าอาวาส โดยได้มีการก่อสร้างอุโบสถขึ้นในปี 2540 (ยังไม่ได้ฝังลูกนิมิตจนถึงปัจจุบัน) ก่อสร้างถนนเส้นทางในวัด และบันไดทางขึ้นพระพุทธชินราช โดยในระหว่างนี้ทางวัดได้รับวิสุงคามสีมาเรียบร้อยแล้ว ตามทะเบียนเลขที่วิสูงคามสีมา ในปัจจุบันตั้งแต่ พุทธศักราช 2566 – 2568 มีพระมหาฆโณทัย โฆสคุโณ เป็นเจ้าอาวาส

*ความสำคัญ ของวัดศรีกะอางและพระพุทธรูปมีความสำคัญ กล่าวคือ เป็นพระพุทธชินราชที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานนามว่า “พระสัมพุทธะสักยะมุนีโลกนาถ” มีพระพุทธรูปพระประธาน ในพระอุโบสถปางสะดุ้งมาร ได้รับพระราชทานพระนามจาก สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่า “พระพุทธพิชิตมาร” โดยบริเวณผ้าทิพย์หน้าพระพุทธรูปได้รับพระราชทานพระนามาภิไธยย่อ ญสส. ประดิษฐานไว้

นอกจากนี้ยังได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดีย ไว้ในอุโบสถด้วย และความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ วัดศรีกะอางนี้ เป็นวัดธรรมยุติกนิกายตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน โดยในอดีตที่ผ่านมา วัดนี้เคยเป็นที่พำนักของ พ่อแม่ครูอาจารย์ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ หรือพระกรรมฐานสาย พระอาจารย์ มัน ภูริทัตเถระ ได้เดินทางธุดงค์มาพักค้างแรมเจริญสมนธรรม อาทิเช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาป้อง จ.เชียงใหม่ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมาหลวงพ่อวิริยังค์ จ.กรุงเทพฯ และอีกหลายรูป

*แผนงาน ของวัดที่สำคัญ กล่าวคือ การอบรมสั่งสอนสาธุชนของหมู่บ้านโดยรอบวัดและประชาชนโดยทั่วไปให้หันมาสนใจในธรรมะและคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการรักษาศีล ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ยังมีการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะ ที่ถูกสร้าง ขึ้นมาเป็นเวลานานมีสภาพชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้ ตามปกติ เช่น การซ่อมแซมเปลี่ยนกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถที่ชำรุดแตกหักทำให้น้ำรั่วซึมลงมา การปรับปรุงซ่อมแชมถังเก็บน้ำซีเมนต์ การปรับปรุงแหล่งต้นน้ำ เพื่อให้กักเก็บน้ำได้ยาวนาน รวมไปถึงการสวดถอนและการเตรียมการฝังลูกนิมิตในอนาคตอันใกล้

ขอเชิญชวน พุทธศาสนิกชน ร่วมพลังบุญ และ ขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ ครับ อานิสงส์การสร้างโบสถ์ https://www.sarakuntho.org/ มูลนิธิพุทธภูมิธรรม นำโดยอาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิฯ นำนมัสการพระธาตุพนมจำลอง (พระธาตุเจดีย์สิริมงคลนวรัตน์) ถวายบุญกุศลแด่ทุกภพภูมิ เปิดมงคลบวงสรวงฯ ณ วัดสระแก้ว จังหวัดขอนแก่น ในพลังบุญ เปิดงานนมัสการพระธาตุ และทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนสร้างกำแพงแก้วและซุ้มประตูวัด เป็นมหามงคลเพื่อแผ่นดิน ขอให้ทุกท่านมีส่วนในผลบุญ รับมงคลบารมีนี้ ให้เจริญสุข เจริญทรัพย์ เจริญอำนาจบารมี เจริญธรรม ตราบถึง พระนิพพาน…

มูลนิธิพุทธภูมิธรรม และกัลยาณมิตร ร่วมสงเสด็จ พระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และ ปฏิบัติบูชา สวดมนต์อธิษฐานจิตถวายเป็นพุทธบูชา เป็นพลังบุญเพื่อแผ่นดิน ในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) กลับคืนสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อ 15 ก.พ.2568

หลังจากได้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.2567 จนถึงวันที่ 14 ก.พ.2568 รวมระยะเวลา 73 วัน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

ขณะที่ยอดจำนวนประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) หลังจากประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย จนถึงการอัญเชิญกลับสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งสิ้น 2,993,737 คน

ขอร่วมอนุโมทนาบุญและส่งพลังบุญนี้ ให้แด่กัลยาณมิตรทุกท่าน เจริญสุข เจริญธรรม ตราบถึง มรรค ผล นิพพาน เทอญ…

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีหล่อองค์หลวงปู่ดู่ ยืน อันตรายาปิ-พระจักรพรรดิ์กินบ่เซี่ยง บรรยายธรรมโดย หลวงตาม้า วัดถ้ำเมืองนะ

แชร์เนื้อหานี้

      วันที่ 9  กุมภาพันธ์ 2568  ที่บริษัท อาร์ที  อะกริเทค จำกัด ตำบลห้วยขวาง  อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม  ได้จัดพิธีเททองหล่อองค์หลวงปู่ดู่ ยืน อันตรายาปิ (ปิดอันตราย)  สูง 21  เมตร  ส่วนมือขวาและมือซ้าย  และหล่อองค์พระจักรพรรดิ์กินบ่เซี่ยง  จำนวน 4  องค์ (ขนาด 30  นิ้ว  2  องค์  และ  20  นิ้ว  2  องค์)  โดยมีหลวงตาม้า วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) เป็นองค์ประธานในพิธี  พร้อมรับฟังบรรยายธรรมโดยหลวงตาม้า  โดยมีสาธุชนที่มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในครั้งนี้หลาย พันคน  รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายถวายองค์หลวงตาม้า

      สำหรับพิธีเริ่มเวลา  17.00 น.  โดยผู้บริหารบริษัท อาร์ที  อะกริเทค จำกัด พร้อมด้วยแขกผู้เกียรติ  จุดธุปเทียนหน้าเครื่องบรวงสรวง  หลังจากนั้น  เป็นการเริ่มเททองหล่อองค์หลวงปู่ดู่  ยืน อันตรายาปิ (ปิดอันตราย)  สูง 21  เมตร ส่วนมือขวาและมือซ้าย  ต่อด้วยเป็นการหล่อองค์พระจักรพรรดิ์กินบ่เซี่ยง  ขนาด 30  นิ้ว  2  องค์  และ  20  นิ้ว  2  องค์  ตามลำดับ

      หลังจากนั้นเวลาประมาณ  18.00 น. หลวงตาม้า  วัดถ้ำเมืองนะ นำสวดบทจักรพรรดิ์  และมอบของที่ระลึกแด่ผู้มาร่วมงาน  ต่อด้วยหลวงตาบรรยายธรรมพร้อมตอบข้อซักถามของสาธุชน และนำสวดบทพระจักรพรรดิ์ รอบ2ทุ่มครึ่ง  เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีในครั้งนี้

      นอกจากนี้  ทางบริษัทฯ  ได้จัดเตรียมโรงทานอาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับเหล่าผู้มาร่วมงาน  พร้อมแจกของที่ระลึกประกอบด้วยประคำ  ผ้ายันต์  และเงินขวัญถุง  ไว้เป็นที่ระลึกแด่ผู้มาร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครฐม

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ประเพณี”กินวอ”ชาวเขาเผ่าลาหู่ บ้านดอยปู่ไข่บ้านดู่เต้นรำเฉลิมฉลองสนุกสนานท่ามกลางความหนาวเย็น

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อเวลา17.30น.วันที่27ม.ค2568 ที่ผ่านมาท่ามกลางลมหนาวเย็น ที่ผัดแผ่ลงมาจากประเทศจีน ณ ลานพิธีใจกลางหมู่บ้านบ้านดอยปู่ไข่ จังหวังหวัดชียงราย นายพัฒนพงษ์ โพธิ์เกตุ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลบ้านดู่เป็นประธานพิธีเปิดงานประเพณีกินวอ ของชาวเขาเผ่าลาหู่บ้านดอยปู่ไข่ บ้านบริวารบ้านหัวฝาย หมู่ที่ 13 ตำบลบ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย ประจำปี 2568

จัดโดยสภาวัฒนธรรมตำบลบ้านดู่ร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านดู่ ระหว่างวันที่ 27 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีคณะผู้บริหารเทศบาลตำบลบ้านดู่ ปลัดเทศบาล และฝ่ายปกครอง เทศบาลตำบลบ้านดู่ เข้าร่วมงานประเพณี มีการแสดงเต้นรำของเยาวชนเผ่าลาหู่บ้านดอยปู่ไข่ และประเพณีเต้น”จะคึ” รอบต้นวอ ของหนุ่มสาว และเยาวชน ชาติพันธ์ุลาหู่ ที่แต่งตัวสวยสดงดงามเนื่องในประเพณีสำคัญประจำปี ทุกปีและการกินวอ

จะดำเนินไป7-9 วัน ซึ่งจะออกประเพณีกินวอ ตามประเพณีสืบทอดกันมาของชาวเขาเผ่าลาหู่ ลาหูดำ ลาหู่ฯลฯมีการทำข้าวปุกงาอันแสนอร่อยเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงานท่ามกลางลมนาวครังนี้ด้วย สำหรับในวันดังกล่าวยังมีแขกที่ไดรับเชิญร่วมพิธีตลอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขึ้นไปพักที่รีสอร์ทตากอากาศบ้านดอยปู่ไข่ เข้าร่วมเต้นจะคึรอบต้นวอที่ชาวเขาเผ่าลาหู่

ร่วมกันจัดทำขึ้นอย่างสนุกสนาน บ้านดอยปู่ไข่ตั้งอยู่สันเขา หรือดอยแปดซุง ดอยเสือขบม้า นับว่าเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าลาหู่หรือมูเซอร์แดง ประวัติตั้งแต่ปีพศ. 2510 ได้อพยพมาจากพม่า และปีพ.ศ2535ได้แยกออกไปอยู่ในตำบลนางแลบางส่วนมีผู้นำก่อตั้งชื่อหมู่บ้านนามว่าปู่ไข่ เป็นชาวเขาเผ่าเดียวในตำบลบ้านดู่ เป็นบ้านบริวารของบ้านหัวฝายหมู่ที่ 13 ตำบลบ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย

มีประมาณ 40หลังคาเรือน มีความสูงจากระดับเหนือน้ำทะเลประมาณ450-580 ฟุต บนสันเขาเขตป่าสงวนแห่งชาติดอยนางแล-ดอยยาว ดอยพระบาท เป็นป่าต้นน้ำโป่งพระบาทดอยแถบนี้มีการค้นพบร่องรอยรอยเท้า ไดโนเสาร์เก่าแก่ อายุนับพันปี มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นมุมสูงสามารถ

มองทิวทัศน์เมืองเชียงรายได้ชัดเจน โดยเฉพาะสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง ยามค่ำคืน มีแสงไฟยามค่ำคืนที่สวยงามเหมือนดาวบนดิน ในอนาคตสามารถบูมเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ใกล้เมืองเชียงรายได้อนึ่งขณะเดียวกันพี่น้องชาติพันธ์ุเผ่าอื่นๆก็อยู่ในช่วงประเพณีกินวอแต่ละเผ่าอีกด้วยเช่นกัน.

ธนกฤต วรรมณี ทีมงานข่าวเชียงรายรายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน มอบผ้าห่มกันหนาวให้นายกสมาคมสื่อมวลชนจ.น่าน

แชร์เนื้อหานี้

น่าน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ณ วัดมิ่งเมือง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พระสุนทรมุนี(หลวงพ่อเสน่ห์) รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมืองได้เมตตามอบผ้าห่มกันหนาวจำนวน 10 ผืนให้กับนายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านเพื่อนำไปมอบต่อให้กับผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้

เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศในพื้นที่จังหวัดน่าน ในช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำสภาพอากาศหนาวเย็น ทำให้ประชาชนต้องดูแลรักษาสุขภาพร่างกายและจัดหาเครื่องแต่งกายและผ้าห่ม เพื่อรักษาความอบอุ่นแก่ร่างกาย และป้องกันการเจ็บป่วยเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งทางสมาคมสื่อมวลชนจงหวัดน่าน ได้เล็งเห็นถึง ข้อจำกัดของประชาชนในพื้นที่ตำบลไชยสถาน และ ในพื้นที่จังหวัดน่าน บางกลุ่มเช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ ผู้ต้อยโอกาส และ ผู้ป่วยติดเตียง ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ผ้าห่มกันหนาวหรือทุนทรัพย์ในการจัดหาเครื่องแต่งกาย ผ้าห่มกันหนาว ในการนี้สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่านขอขอบพระคุณท่านพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่านเป็นอย่างสูงที่ให้ความอนุเคราะห์เมตามอบผ้าห่มกันหนาวจำนวน 10 ผืนมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ และทางสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน จะนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ต่อไป

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ลั่นฆ้องชัย แต่งไทยเทิดพระเกียรติฯ ในงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช’ ครั้งที่ 37 ประจำปี 2568

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 15 มกราคม 2568 เวลา 08.00 น. นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ภาครัฐ และ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชน จำนวน กว่า 3,500 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรม รณรงค์แต่งไทย “นุ่งโจง ห่มสไบ แต่งไทยทั้งเมือง”

ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมการจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประจำปี 2568 ด้วยการ แต่งไทยย้อนยุค สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ ชุดไทยประยุกต์ อย่างสวยสดงดงาม ปรับเป็นรูปขบวน โดยมีหน่วยงาน สถานศึกษา เข้าร่วมประกวดขบวนรณรงค์แต่งไทย จำนวน 8 ขบวน ประเภทสวยงาม จำนวน 4 ขบวน และประเภทความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 4 ขบวน ออกเดินรณรงค์แต่งไทย

จากบริเวณลานเอนกประสงค์ สวนราชานุสรณ์ ตามท้องถนน ผ่านโบราณสถาน และจุดต่างๆ ในเขตตลาดชุมชนรอบตัวเมืองลพบุรี ระยะทางรวมกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ งานที่ภาคภูมิใจและยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวจังหวัดลพบุรี คือ งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งที่ 37 ประจำปี 2568

โดยได้เชิญชวนชาวลพบุรี พร้อมใจแต่งไทยกันทั้งเมือง ตลอดระยะเวลา 1 เดือน เพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความเป็นไทย และร่วมกันแสดงออก ถึงการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ในช่วงของการจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งจะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 14-23 กุมภาพันธ์ 2568 ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมืองลพบุรี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ องค์บูรพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงคุณูปการอเนกอนันต์ ต่อเมืองลพบุรี สำหรับกิจกรรมดังกล่าว นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์ และส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็นชาติไทยแล้ว ยังถือเป็นการรวมพลังชาวลพบุรี ในการแต่งไทยทั้งเมือง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย เป็นการแสดงออก ซึ่งความร่วมมือกันระหว่างส่วนราชการ ภาคเอกชน องค์กรต่างๆ และประชาชนในจังหวัดลพบุรี เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

สำหรับงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปีนี้พบกับความยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 2568 ชมขบวนแห่ประวัติศาสตร์ รำบวงสรวง สวนนารายณ์นฤมิต ตำรับโอสถพระนารายณ์ ทหารวังเปลี่ยนเวร การแสดงละครลิง กิจกรรมแต่งชุดไทยจดทะเบียนสมรส หมากรุกคน ตลาดย้อนยุค ลานวัฒนธรรมและอาหารพื้นบ้าน

การแสดงศิลปวัฒนธรรม ซาโม่น “ตลาดมอญเมืองละโว้” ชิม ช้อป สินค้าโอทอปของดีจังหวัดลพบุรี สัมผัสการแสดง แสง สี เสียง ประวัติศาสตร์จินตนาการที่ปรับเปลี่ยนใหม่ ที่ยิ่งใหญ่ สุดอลังการ ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเปิดให้ชมฟรีอีกด้วย

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนนย์ข่าวฯ / ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี ภาพ/ข่าว

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / รองผู้ว่าประจวบฯ นำชาวหัวหินร่วมถวายภัตตาหารพระราชทานแด่คณะสงฆ์โครงการจาริกธุดงค์ฯ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.68 ที่วัดหนองคร้า ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รองผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระครูภาวนาสีลวิสุทธิ์ (พระอาจารย์จรัน อนังคโน) รองเจ้าคณะอำเภอศิลาลาด เจ้าอาวาสวัดอุทยานธรรมดงยาง ต.คลีกลิ้ง อ.ศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ ประธานฝ่ายสงฆ์

ในพิธีถวายภัตตาหารพระราชทานแด่คณะสงฆ์โครงการจาริกธุดงค์ธรรมยาตราเผยแพร่ธรรมเฉลิมพระเกียรติ โดยมี พระเถรานุเถระ คณะพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในโครงการจาริกธุดงค์ฯ นายรัฐวิชญ์ พาฉิมพลี ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประจวบฯ นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน นางวาสนา ศรีกาญจนา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพุทธศาสนิกชนชาวหัวหินจำนวนมากร่วมในพิธี ด้วย จ.ศรีสะเกษ

แจ้งว่าคณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ โดยพระครูภาวนาสีลวิสุทธิ์ วัดอุทยานธรรมดงยาง ได้กำหนดจัดโครงการจาริกธุดงค์ธรรมยาตราเผยแผ่ธรรมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อนำคณะสงฆ์ สามเณร อุบาสก ออกจาริกธุดงค์ ฝึกฝนขัดเกลาพัฒนาตนเองและเผยแพร่หลักธรรมคำสอนให้เกิดความเจริญในธรรมของพระพุทธศาสนา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

โดยในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ให้ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วยพระภิกษุในไทย และจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมกว่า 500 รูป ซึ่งกำหนดเริ่มออกเดินจาริกธุดงค์ ในวันที่ 1 ธ.ค.67 – วันที่ 18 ม.ค.68 จากวัดมหาธาตุวชิรมงคล ต.นาเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ผ่าน จ.พังงา ระนอง สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบฯ เพชรบุรี ราชบุรี และสิ้นสุดการจาริกธุดงค์ที่วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร จ.นครปฐม

โดยในวันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.68) คณะสงฆ์ฯ จะเข้าพักปฏิบัติธรรมจำวัดและทำภัตตกิจ ฉันภัตตาหารเพล ที่บ้านเพชรบำเพ็ญ ดร.แม่ชีทศพร วชิระบำเพ็ญ ต.ห้วยทรายเหนือ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี. 
นายนิพล ทองเก่า ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์0909944781

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / สวดมนต์ข้ามปี อาเซียน ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2568 ณ.วัดศรีโสภณธรรมทาน จ.บึงกาฬ

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ ( 31ธันวาคม 2567) ณ วัดศรีโสภณธรรมทาน ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พระครูวิสุทธิโพธารักษ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองบึงกาฬ เจ้าอาวาสวัดศรีโสภณธรรมทาน ประธานฝ่ายสงฆ์ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานฆราวาส

ในพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2568 และสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน โดยมี นายนคร ศิริปริญญานันท์ รอง ผวจ.นายวรพันธ์ ชำนิยันต์ ปลัดจังหวัด นายสมหวัง อารีย์เอื้อ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดบึงกาฬกาฬ นายธีระพล ขุนพานเพิง นอภ.เมืองบึงกาฬ นายอภิชัย จำปานิล หน.สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบึงกาฬ

oplus_0

นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ นางสาวรุงอรุณ ธิมาชัย ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดบึงกาฬ นายชินท์ณภัทร ก้อนคำ ผอ.วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ ส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีในงานจำนวนมาก ท่ามกลางอากาศหนาวและลมเย็น ประมาณ 13 องศาเซลเซียส
โดยงานเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่ายสี่โมงเย็น นิทรรศการสวดมนต์ข้ามปี อาเซียน และองค์ความรู้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ โบราณ“พระพุทธโสภณ หลวงพ่อพระสุก”

ต่อด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเรียน โรงเรียนบึงกาฬ และการแสดง “หมอลำกลอนพื้นบ้าน” อำเภอโซ่พิสัย โดย สภาวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ และพิธีสักการะขอพร พระพุทธโสภณ (องค์หลวงพ่อพระสุก) พระพุทธรูปเก่าแก่สมัยล้านช้าง ปางมารวิชัยเนื้อทองสำริด การจัดแสดง และจำแหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT “นาคกี้” ของขวัญจากแม่น้ำโขง

วัดศรีสามัคคีธรรม อำเภอศรีวิไล และสุดท้ายพิธีสวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสริมสิริมงคล เนื่องในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2568 ภายหลังสวนมนต์ข้ามปีจบ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผวจ.ได้ลั่นฆ้องชัยแสดงว่าขึ้นศักราชปีใหม่ของไทยแล้ว พระสงฆ์สวดชยันโตพร้อมกับพรมน้ำมนต์ให้รับเอาโชคเอาชัยในวันขึ้นปีใหม่ 2568 ถ้วนทั่วทุกคน
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธุ์ทางการทูตจีน-ไทย และ พิธีขอพรเทศการ อันเค่อเล่อ ครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่ประเทศไทย

แชร์เนื้อหานี้

เพื่อตอบรับต่อความริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” และปฏิบัติตามแนวคิดการทูตที่เป็นมิตรและเอื้ออาทรต่อประเทศเพื่อนบ้าน สืบทอดประเพณีอันดีงามของการเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนจีนและไทย เพิ่มพูนมิตรภาพระหว่างจีนและไทย และเพื่อให้พุทธศาสนาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอารยธรรม วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567  สมาคมพุทธศาสนาจีนถังมี่ และสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ร่วมกันจัดงาน “พิธีฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และ พิธีขอพรเทศกาลอันเค่อเล่อ ครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่ประเทศไทย” ณ อาคารหอการค้าไทย-จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมการค้าไทย-จีน และเศรษฐกิจเอเชีย ศูนย์ประสานงานการค้าและการลงทุนอาเซียน และสมาคมวิญญูชนไทย-จีน พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าไทยจีน-และเศรษฐกิจเอเชีย ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นางสาว รุจิรา อารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร  พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน นายบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ รองประธานหอการค้าไทย-จีน นางเยเลนา มาเชนโก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และตัวแทนจากวงการศาสนา การเมือง ธุรกิจ วัฒนธรรม และชุมชนชาวจีน รวมถึงบุคคลสำคัญอีกกว่า 600 ท่าน ได้เข้าร่วมพิธี ในครั้งนี้ พระอาจารย์จินเคอสวนเหลย แห่งพุทธวัชรยาน จงหัวถังมี่ เป็นประธานในพิธี และได้เจริญพุทธมนต์ขอพรให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความเจริญรุ่งเรือง มนุษยชาติมีความสุข และโลกมีความสงบสุข

เพื่อตอบรับต่อความริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” และปฏิบัติตามแนวคิดการทูตที่เป็นมิตรและเอื้ออาทรต่อประเทศเพื่อนบ้าน สืบทอดประเพณีอันดีงามของการเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนจีนและไทย เพิ่มพูนมิตรภาพระหว่างจีนและไทย และเพื่อให้พุทธศาสนาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอารยธรรม วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567  สมาคมพุทธศาสนาจีนถังมี่ และสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ร่วมกันจัดงาน “พิธีฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และ พิธีขอพรเทศกาลอันเค่อเล่อ ครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่ประเทศไทย” ณ อาคารหอการค้าไทย-จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมการค้าไทย-จีน และเศรษฐกิจเอเชีย ศูนย์ประสานงานการค้าและการลงทุนอาเซียน และสมาคมวิญญูชนไทย-จีน พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าไทยจีน-และเศรษฐกิจเอเชีย ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นางสาว รุจิรา อารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร  พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน นายบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ รองประธานหอการค้าไทย-จีน นางเยเลนา มาเชนโก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และตัวแทนจากวงการศาสนา การเมือง ธุรกิจ วัฒนธรรม และชุมชนชาวจีน รวมถึงบุคคลสำคัญอีกกว่า 600 ท่าน ได้เข้าร่วมพิธี ในครั้งนี้ พระอาจารย์จินเคอสวนเหลย แห่งพุทธวัชรยาน จงหัวถังมี่ เป็นประธานในพิธี และได้เจริญพุทธมนต์ขอพรให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความเจริญรุ่งเรือง มนุษยชาติมีความสุข และโลกมีความสงบสุข

ณ ห้องกวางฮวา อาคารหอการค้าไทย-จีนได้จัดแสดงผลงานศิลปะและวัฒนธรรมมันดาลาจินเคอแห่งพุทธวัชรยานจงหัวถังมี่กว่าร้อยชิ้นซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์อันประณีตของพระอาจารย์จินเคอสวนเหลย และคณะศิษย์ ประกอบด้วย ภาพวาด จิตรกรรม ประติมากรรม และเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งได้รับการยกย่องชื่นชมเป็นอย่างสูง ในงานนี้ยังได้จัดแสดงภาพวาดศิลปะมันดาลาจินเคอแห่งพุทธวัชรยานจงหัวถังมี่ ขนาดใหญ่ 3 ภาพ ได้แก่ “โลกเป็นหนึ่ง สันติสุขทั่วโลก” “มิตรภาพไทย-จีน สืบสานตลอดกาล” และ “เสียงแห่งอิสระ” ซึ่งแสดงถึงความปรารถนาดีที่มีต่อมิตรภาพระหว่างจีนและไทย ตลอดจนสันติสุขของโลก เมื่อภาพวาดทั้งสามถูกเปิดเผยออกมานั้น ได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องจากผู้เข้าร่วมงาน และต่างพากันเข้ามาถ่ายภาพร่วมกับพระอาจารย์และเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ณ บริเวณภาพวาด

“ผู้ที่มีความมุ่งมั่นเดียวกัน แม้จะอยู่ห่างไกลกันดั่งภูเขาและทะเล ก็ไม่อาจขวางกั้นได้” ตัวแทนจากวงการศาสนา การเมือง ธุรกิจ และวัฒนธรรมทั่วโลกได้มารวมตัวกันในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีนและไทย ในด้านศาสนา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือเกี่ยวกับโอกาสในการร่วมมือ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชนชาวจีนและนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ มิตรภาพ และความเมตตาต่อกัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเคยกล่าวไว้ว่า: “เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาสันติภาพและส่งเสริมการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ ชาวจีนสืบทอดแนวคิดเรื่องสันติภาพ ความสามัคคี และความกลมเกลียว… ” ท่านเน้นย้ำว่า: ” แนวร่วมเป็นเครื่องมือสำคัญของพรรคในการเอาชนะศัตรูและปกครองประเทศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการรวมชาวจีนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบรรลุการฟื้นฟูชาติที่ยิ่งใหญ่ของจีน ซึ่งต้องยึดมั่นในระยะยาว ……ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคการเมือง ชาติพันธุ์ ศาสนา และชนชั้น รวมถึงชาวจีนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความสามัคคีและร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้าและแข็งแกร่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่เข้มแข็งและฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน

เพื่อตอบสนองต่อคำเรียกร้องของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พระอาจารย์จินเคอสวนเหลยได้อุทิศตนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลายในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค และสืบทอดมรดกอันดีงามของการเป็นมิตรต่อเพื่อนบ้าน ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พระอาจารย์มีความปรารถนาที่จะนำพาศิษย์ นักธุรกิจ และชาวจีนทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกันสร้างแท่นพิธีขอพรเพื่อสันติภาพโลกแห่งพุทธวัชรยานจงหัวถังมี่ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้โลกได้รู้จักภูมิภาคนี้มากขึ้น และร่วมกันเผยแผ่หลักธรรมแห่งความเมตตาและการให้ โดยหวังว่าจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความสุขแก่ประชาชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสันติสุขทั่วโลก

เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล พระอาจารย์ได้เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเป็นกำลังใจให้ชาวจีนโพ้นทะเลให้เข้าร่วมในสังคมท้องถิ่น และสืบทอดคุณธรรมจริยธรรมอันดีงามของชาวจีน เพื่อให้วัฒนธรรมจีนได้รับการยอมรับและเคารพในระดับสากล นอกจากนี้ พระอาจารย์ยังให้คำแนะนำและกำลังใจแก่ชาวจีนโพ้นทะเลในด้านชีวิต การงาน และความเชื่อ นายเฉิน เว่ยผิง ประธานกรรมการสมาคมมิตรภาพชาวจีนโพ้นทะเล ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมจื่อเซียวตู้ชิ่นแห่งอเมริกา รองประธานและเลขาธิการสมาคมพุทธศาสนาจีนถังมี่ได้กล่าวว่า“50 ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” เป็นแบบอย่างแห่งสันติภาพ และเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ การจัดงานครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้คนทั่วโลกได้ร่วมกันส่งเสริมหลักธรรมแห่งเมตตาและปัญญาของพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างสรรค์ความสามัคคีของมนุษย์ชาติ โดยก้าวข้ามขอบเขตทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพระหว่างจีนและไทย และเป็นการเปิดฉากใหม่แห่งสันติภาพและมิตรภาพ พระอาจารย์จินเคอสวนเหลย ได้เน้นย้ำว่า สันติภาพและการพัฒนาคือหัวข้อสำคัญของยุคสมัย การฟื้นฟูชาติและการรวมประเทศเป็นแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ เป็นความปรารถนาร่วมกันของลูกหลานชาวจีนทุกคน ภายใต้การนำทางของพระอาจารย์ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมอารยธรรมจีนอันดีงามที่จัดโดยสมาคมพุทธศาสนาจีนถังมี่ ได้แสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของชนชาติจีนที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สร้างความปรองดอง ร่วมมืออย่างฉันมิตร เปิดใจรับฟัง และร่วมมือกันก้าวไปข้างหน้า ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของลูกหลานชาวจีนทั้งในและต่างประเทศที่ร่วมมือกันสร้างความผาสุกอันยั่งยืนของชนชาติจีน พวกเราหวังว่า ด้วยความสามัคคีและความมุ่งมั่นของลูกหลานชาวจีนทุกคน และการรวมพลังกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ จะร่วมกันส่งเสริมสันติภาพ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ชาวจีน และนำไปสู่การฟื้นฟูชาติ

หม่อมหลวงสุภาพ ปราโมช ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมการค้าไทยจีน-และเศรษฐกิจเอเชีย เล่าถึงความผูกพันอันยาวนานกับพระอาจารย์ ท่านยกย่องอุปนิสัยและปฏิภาณของพระอาจารย์ ใช้ปัญญาอันลึกซึ้งและเมตตาอันเปี่ยมล้น เสริมสร้างสัมพันธภาพทางจิตใจระหว่างประชาชนทั้งสองชาติ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีน เมตตาจิตอันยิ่งใหญ่ของพระอาจารย์ เปรียบเสมือนดวงประทีปที่ส่องสว่าง แผ่รัศมีแห่งปัญญาไปทั่ว เป็นผู้ริเริ่มและนำทางให้เราได้มาพบปะกันในวันอันเป็นมงคลนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างไทยและจีน และความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา

ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้กล่าวขอบคุณพระอาจารย์จินเคอสวนเหลย ที่ได้นำวัฒนธรรมจีนอันดีงามมาสู่ประเทศไทย และได้อธิษฐานขอพรให้ประชาชนมีความสุขและสันติสุขทั่วโลก ท่านยังได้แสดงความชื่นชมในความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ และได้อวยพรให้กิจกรรมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนจะร่วมมือกับสมาคมพุทธศาสนาจีนถังมี่ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีน ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และเพื่อให้จิตวิญญาณของ ครอบครัวไทย-จีน สืบทอดต่อไป และร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใส

ดร.พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวว่า ไทย-จีน มีมิตรภาพและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งมายาวนาน ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองประเทศได้ก้าวไปด้วยกันและมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เฟื่องฟู สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ พระอาจารย์จินเคอสวนเหลยได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของถังมี่ มายังประเทศไทย ส่งมอบศิลปวัฒนธรรมมันดาลาถังมี่ อันทรงคุณค่าสำหรับชาวไทย เสริมสร้างความงดงามแห่งศิลปะพระพุทธศาสนา และเผยแพร่ความรู้และความรักอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา ขอให้ดอกไม้ไฟในงานเฉลิมฉลองศรัทธานี้จุดประกายความหวังของการเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม และเขียนบทใหม่ของมิตรภาพไทย-จีน

นางสาว รุจิรา อารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงผลสำเร็จของความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน โดยระบุว่าประชาชนของทั้งสองประเทศยังคงรักษามิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้นอยู่เสมอ ขณะที่ความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ได้ดำเนินไปอย่างลึกซึ้ง อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีนได้มีโอกาสพัฒนาที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่านยังได้ยกย่องบทบาทเชิงบวกของงานเฉลิมฉลองนี้ที่ช่วยเสริมสร้างมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ขอบคุณพระอาจารย์ที่ได้แบ่งปันศิลปะวัฒนธรรมของมันดาลาถังมี่ให้กับชาวกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทย-จีนในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยหวังว่าจะมีการเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศเพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นายบุญยงค์ ยงเจริญรัฐ รองประธานหอการค้าไทย-จีน ได้กล่าวปราศรัยในงานนี้ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของหอการค้าไทย-จีน ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนและไทยในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม ท่านได้กล่าวถึงความสำคัญของการรวมพลังชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูชาติจีน และการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้กล่าวขอบคุณพระอาจารย์ และชื่นชมในความทุ่มเทของพระอาจารย์ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเล การส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจ และการเสริมสร้างความเชื่อมั่น

นางเยเลนา มาเชนโก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย กล่าวว่า เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2562 เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับจีน ตามคำเชิญของสภาดูมาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย สมาคมมิตรภาพรัสเซีย-จีน และสมาคมศิลปินรัสเซีย พระอาจารย์จินเคอสวนเหลย ได้เข้าร่วมใน “พิธีฉลองครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับจีน และเวทีฟอรัมทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจรัสเซีย-จีน” ท่านเอกอัครราชทูตจีนประจำรัสเซีย จางฮั่นฮุย รองประธานคนแรกของสมาคมมิตรภาพรัสเซีย-จีน คูลิโควา และสมาชิกสภาดูมาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย อาดูกิเยฟ บาโต ได้กล่าวชื่นชมและยกย่องพระอาจารย์อย่างสูงต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัสเซียกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะและวัฒนธรรมมันดาลาจินเคอแห่งพุทธวัชรยานจงหัวถังมี่ที่พระอาจารย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นนั้น ได้ผสมผสานแก่นแท้ของอารยธรรมจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน และก้าวข้ามขีดจำกัดของประเทศชาติ ศิลปะและวัฒนธรรมทางศาสนานี้เองที่เป็นสะพานเชื่อมโยงจิตใจระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ชาวจีนโพ้นทะเลท่านหนึ่งกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันในวัฒนธรรมจีนของชาวจีนโพ้นทะเล พระอาจารย์จินเคอสวนเหลย ได้ให้

กำลังใจแก่เราชาวจีนโพ้นทะเล ให้จดจำแก่นแท้ของวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสืบทอดคุณธรรมอันดีงามของชาวจีน เช่น ความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และความเมตตา พระอาจารย์เปรียบเสมือนดวงประทีปที่นำทางชาวจีนโพ้นทะเลทุกคนที่กำลังดิ้นรนในต่างแดน ให้มีกำลังใจและความกล้าหาญในการก้าวเดินต่อไป

ศาสตราจารย์ลี่เจียนฟู ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชรยานที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ จากมหาวิทยาลัยซื่อชวน ประเทศจีน ศาสตราจารย์หลี่ลี่อัน ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางศาสนา มหาวิทยาลัยซีเป่ย ประเทศจีน และศาสตราจารย์หวังอี้หมิง ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชรยานตะวันออก จากมหาวิทยาลัยครูหัวหนัน ประเทศจีน ได้เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนครั้งนี้ และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน อกจากนี้ ศาสตราจารย์จางเป่าเซิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาสันสกฤต จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และศาสตราจารย์หวังจื่อหยวน ที่ปรึกษาสมาคมศาสนวิทยาแห่งประเทศจีน และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยศาสนาโลก สังคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศจีน ได้ส่งสาส์นแสดงความยินดีมาด้วย พวกเขาระบุว่าจะยังคงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมพุทธระหว่างจีนและไทย และส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของวัฒนธรรมพุทธในทั้งสองประเทศ

ชาวจีนโพ้นทะเลได้นำเสนอการแสดงร้องเพลงและการเต้นที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของชาวจีน ซึ่งเป็นสีสันที่เพิ่มความงดงามให้กับกิจกรรมในครั้งนี้ การแสดงนางฟ้าที่เต้นอย่างสง่างดงาม และการแสดงเปลี่ยนหน้ากากมันดาลาวัชระได้สร้างสรรค์ภาพที่สวยงามและความหมายอันลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ ซึ่งได้มอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจและไม่เหมือนใครให้แก่ผู้เข้าร่วมงานและผู้ศรัทธาทุกท่าน

“50 ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” นับเป็นผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาภายใต้หลักการของความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มิตรภาพของไทยและจีนได้กลายเป็นแบบอย่างของสันติภาพและความร่วมมือในระดับนานาชาติ ในงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ บุคคลสำคัญทางการเมือง และผู้นำทางธุรกิจ ได้มารวมตัวกัน โดยมีเมตตาธรรมเป็นพื้นฐาน และมิตรภาพไทย-จีนเป็นสายใยที่ผูกพัน เพื่อร่วมกันศึกษาถึงบทบาทของพระพุทธศาสนาที่มีต่อการพัฒนาสังคมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสานต่อมิตรภาพอันดีระหว่างทั้งสองประเทศให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น และเป็นการสร้างสรรค์สันติภาพและความสงบสุขให้แก่โลก

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/ตร.สันติบาล จัดกิจกรรมเข้าวัด ฟังธรรม ทำความดีด้วยหัวใจ เฉลิมพระเกียรติ ในหลวง ร. 10

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 8 ธ.ค.67 เวลา 09.30 น. ที่วัดป่าบ้านพันลำ ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ หน่วยสันติบาลจังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรมเข้าวัด ฟังธรรม ทำความดีด้วยหัวใจ เฉลิมพระเกียรติ ในหลวง รัชกาลที่ 10 โดยมี พ.ต.ท.พิพัฒน์ เจริญเดชธนกิจ หัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ กก.2 บก.ส.1 เปิดเผยว่า กิจกรรมเข้าวัด ฟังธรรม ทำความดีด้วยหัวใจ

โดยกองบัญชาการตำรวจสันติบาล มีพันธกิจหลักสำคัญในการถวายความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความยุติธรรมทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของราชอาณาจักร และความปลอดภัยของประชาชนอันเป็นประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน ซึ่งเน้นในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1

ซึ่งรับผิดชอบการสืบสวนหาข่าว ที่เกี่ยวข้องความมั่นคง ในพื้นที่ 20 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จึงได้จัดทำกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10 เพื่อพัฒนาจริยธรรม คุณธรรม และ จิตใจของข้าราชการตำรวจ เพื่อเสริมความรู้ คำสอนของพระพุทธเจ้า ฝึกสมาธิ ปัญญา การให้ทาน เสียสละ และเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างตำรวจสันติบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจิตใจเป็นสาธารณะกุศล ช่วยเหลือผู้อื่น และ ความรัก ความสามัคคี ในองค์กร

หัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ กก.2 บก.ส.1 ได้นำข้าราชการตำรวจในสังกัดทุกนาย เข้าร่วมกิจกรรม เข้าวัดฟังธรรม คำสั่งสอนจาก พระภิกษุสงฆ์ บำเพ็ญกุศล ถวายสังฆทาน โดยมีพระอาจารย์สมบัติ สัมปัตติธารโก เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านพันลำ นำสวดมนต์เช้าและบรรยายธรรม จากนั้นหัวหน้าหน่วยตำรวจสันติบาลบึงกาฬ กก.2 บก.ส.1 ได้นำข้าราชการตำรวจในสังกัดทุกนาย บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ จิตอาสา ทำดีด้วยหัวใจ ทำความสะอาดลานวัด เพื่อความสะอาดเรียบร้อย

นอกจากนี้กิจกรรมดังกล่าวได้แสดงออกถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้รับความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าใจหลักธรรม ได้รับอานิสงส์จากการเข้าวัดฟังธรรม ทำบุญ จิตใจเบิกบาน และได้บำเพ็ญสาธารณะกุศล เป็นส่วนรวมอีกด้วย
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐนิวส์ – วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา จัดสร้างพระพุทธเจ้า 29 พระองค์ 5 ธค. 67

แชร์เนื้อหานี้

5 ธันวาคม 2567 โดยมี พระราชวชิรประชานาถ เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา (ธ). นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานบริหารกลุ่มฉวีวรรณกรุ๊ป ร่วมเป็นประธานในการจัดสร้างพระพุทธเจ้า 29 พระองค์

วัดสมานรัตนาราม เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ในตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่ ตามหน้าโฉนดที่ตั้งวัด 26 ไร่ 3 งาน 50 ตารางวา

ครั้งเเรกในโลก ที่มีการสร้างพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสรู้มา 29 พระองค์ ครบ 29 พระนาม และ หลวงพ่อโสธร 3 พี่น้อง รวมเป็น 32 องค์ใน พุทธวงศ์ ในอสงไขย แสนล้านกัปกัลป์ ที่มีอุบัติตรัสรู้เกิดขึ้นมา เเล้วมหากุศล มีหนึ่งเดียวในโลก หนึ่งเดียวในชีวิต โครงการจัดสร้างพระประธานอุโบสถพระพุทธเจ้า 29 พระองค์ รายนามที่รับเป็นเจ้าภาพสร้างพระประธานอุโบสถ วัดมากดวงเทียน จัดสร้างพระพุทธเจ้า 29 พระองค์ เป็นพระประธานประจำอุโบสถ

จะกำหนดเททองหล่อให้เสร็จครบ 29 พระองค์ในวันเดียวพร้อมกันกำหนดการ หล่อพระ วันที่ 5 ธ.ค.67 สถานที่ บริเวณโดม ประชาคมตรงข้ามองค์พนะราหู 14.00 น.ทำพิธีบวงสรวง 15.00 น.พิธีเจริญพระพุทธมนต์ 16.00 น.พิธีเททอง

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์/ กราบสักการะพระอกแตก พระพุทธรูปเก่าแก่ ที่ทรงคุณค่าของชาวอุตรดิตถ์

แชร์เนื้อหานี้

ที่วัดบ้านแก่งใต้ หมู่ที่ 3 ต.บ้านแก่ง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ชาวบ้านได้นำดอกไม้ ธูปเทียน พวงมาลัย เข้ากราบสักการะองค์หลวงพ่อเพชรหรือพระอกแตก ภายในพระอุโบสถของทางวัด เมื่อเข้าไปภายในพระอุโบสถจะพบภาพวาดบนฝาผนั่ง เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า

เป็นภาพวาดที่สวยงาม และภายในพระอุโบสถจะมีพระประธานชื่อว่า หลวงพ่อเพชร หรือ พระอกแตก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ตั้งเด่นสง่าดูสวยสดงดงาม (สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ) ซึ่งความโดดเด่นของหลวงพ่อเพชรก็คือ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิเพชรองค์สีทองเหลือง บริเวณพระอุระ(ทรวงอก) จะมีพระพุทธรูปอีกองค์ซ้อนอยู่

พระครูปัญญาวัชรกิจ เจ้าอาวาสวัดบ้านแก่งใต้ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อประมาณปี 2555 พระประธานเกิดการชำรุด ชาวบ้านจึงให้ช่างจากจังหวัดพิจิตรเข้ามาซ่อมแซมพระประธานแห่งนี้ แต่ซ่อม

ไปซ่อมมาก็พบว่ามีปูนจำนวนมากร่วงลงมาบริเวณท้องของพระประธาน และก็ค้นพบว่ามีเศียรพระพุทธรูปอีกองค์ซ้อนอยู่ข้างในตรงพระอุระ (ทรวงอก) จึงทำให้ขนานนามกันว่า เป็นพระอกแตก โดยที่ไม่รู้ที่มาที่ไปว่าใครเป็นคนเอาพระใส่เข้าไปและมีกุศโลบายเกี่ยวกับพระนี้อย่างไร

นอกจากนี้พระอกแตกก็ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า พระพุดซ้อน ซึ่งก็ตรงกับลักษณะก็คือ มีพระสององค์ซ้อนกันในองค์เดียวนั่นเอง ขนาดของพระองค์นี้อยู่ที่ 3.8 เมตร และสูงกว่า 4.5 เมตร เรียกได้ว่าเป็นพระศูนย์รวมใจของชาวอุตรดิตถ์ และใครที่แวะเวียนผ่านมาก็ต้องมาแวะสักการะกันสักครั้ง

ภายหลังจากที่ชาวบ้านได้กราบสักการะหลวงพ่อเพ็รชหรือพระอกแตกแล้วต่างก็ได้พากันไปสักการะรูปปั้นของพระยาพิชัยดาบหัก ขนาดความสูง 1.เมตร 80 เซนติเมตร ที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านในพื้นที่และไกล้เคียงมักจะนำพวงมาลัย ดอกกุหลาบแดง น้ำแดง มาสักการะขอพรท่านเกี่ยวกับเรื่องหน้าที่การงานกับท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหักที่นี้กันเป็นประจำ

วัดบ้านแก่งใต้ #อุตรดิตถ์

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / พิธีสมโภชสมศักดิ์พระระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระวชิราภินันท์ เจ้าอาวาส วัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เวลา 09.30 น. ณ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่านพระธรรมวชิโรดม เจ้าคณะภาค 6 วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์งานวันกตัญญูบูรพาจารย์ พิธีสมโภชสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระวชิราภินันท์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เจ้าคณะอำเภอบ้านหลวง และฉลองสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร พระครูนันทเจติยานุรักษ์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยมีนายนินิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายฆาราวาส มีพระมหาเถรานุเถระ เจ้าคณะพระสังฆาธิการ หัวหน้าส่วน ราชการ พ่อค้าประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมพิธีจำนวนมาก การจัดงานวันกตัญญูบูรพาจารย์ พิธีสมโภชสมณ ศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระวชิราภินันท์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร เจ้า คณะอำเภอบ้านหลวง และฉลองสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุช้าง ค้ำวรวิหาร พระครูนันทเจติยานุรักษ์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ ดังนี้

  1. เพื่อทำบุญทักษิณานุปทานน้อมรำลึกถึงบูรพาจารย์ อดีตเจ้าอาวาส ซึ่งมีพระเดชพระคุณหลวงปู่พระธรรมนันทโสภณเป็นต้น และอดีตเจ้าผู้ครองนครน่านทุกพระองค์
  2. เพื่อทำบุญอายุวัฒนมงคล 63 ปี 43 พรรษา พระวชิราภินันท์ และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ไนการทำงานของ พระครูนันทเจติยานุรักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร
  1. เพื่อสนับสนุนการศึกษาของนักเรียนสามเณรวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร ที่ศึกษาระดับมัธยมศึกษา ในโรงเรียนันทบุรีวิทยา พระปริยติธรรม โดยมอบทุนการศึกษาให้ 69ทุน ๆ ละ 1,000 บาท มอบทุนการศึกษาให้พระภิกษุ สามเณรที่เรียนมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติ ระดับปริญญาตรี
    7 ทุน ๆ ละ 3,000 บ.และระดับปริญญาโท 1 ทุน ๆ ละ 14,000 บาท
    เยาวชนลูกหลานในชุมขนบ้านช้างค้ำเรียนในระดับขั้นมัยมศึกษา 2 ทุน ๆ ละ
    1,000 บาท และ ระดับอุดมศึกษา จำนวน 5 ทุน ๆ ละ 5,000 บาท
    4.เพื่อให้การสงเคราะห์แก่กลุ่มเปราะบาง แม่บ้าน 38 ชุมชน ในและนอกเขตเทศบาลเมืองน่าน และไถ่ชีวิตโค จำนวน 4 ตัว
  1. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าปฏิบัติธรรม โดยมีการบรรพชา อุปสมบท บวชชีและบวช ชีพราหมณ์ ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐาน 4 ณ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดน่านแห่งที่ 1 วัดพระธาตุช้างค้ำวารวิหาร อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่านในงานวันกตัญญูบูรพาจารย์ได้รับการสนับสนุนจาก
  2. พระมหาวิชิต ธมมวิชโย กองงานเลขานุการวัดบวรนิเวศวิหาร จำนวน 100,000 บาท
  1. คุณสมชาย บวรวงศ์ดิลก คุณหว่อง ซ่ง เบียว พร้อมคณะจากประเทศสิงคโปร์
    เป็นเจ้าภาพ ถุงยังชีพ 500 ชุด ผ้าห่ม 500 ผืน วีลแชร์ 20 คัน จ็อคเกอร์ 10 ชุด
    ไม้เท้า 200 อัน และปัจจัยไทยธรรม ถวายพระสงฆ์ทั้งหมด
  2. คุณวรวิมล ขัตติพัฒนาพงษ์ เจ้าของร้านพิชช่าคอมปานี น่าน -แพร่ เจ้าภาพพิชช่า 80ถาด ไอครีม 4 ถัง ดีคิว 40 ชุด (200 ชิ้น) เป็นเงิน 50,000 บาท
  3. คุณยุทธพงษ์ เอี่ยมเย็น คุณตุ๊ ร้านอาหารเรือนภูคา เจ้าภาพภัตตาหารถวายพระมหาเถระ 25,000 บาท
  4. คุณอ้อม ร้านเพื่อนกาแฟ เวียงสา เจ้าภาพกาแฟเป็นเงิน 10,000 บาท
  5. ศิษยานุศิษย์วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เจ้าภาพโต๊ะจีนถวายพระ 40โต๊ะ 60,000 บาท
  1. เจ้าภาพโรงทาน 4 0 โรงทาน ทางวัดได้ขึ้นบอร์ดไว้ให้สาธุขนทราบแล้ว
  2. พระครูสุวรรณเจติยานุกูล พระครูสาทรเจติยานุกิจ ถวายมุทิตาสักการะเป็นโต๊ะสำหรับใช้เป็นห้องประชุมวชิราภินันท์เป็นเงิน 16,000 บาท
  3. ร้านบ้านสวน จ.น่าน เจ้าภาพหญ้าเทียมสำหรับใช้ในมณฑลพิธี เป็นเงิน 50,000 บาท10 มูลนิธิวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร ( พระราชวิริยาภรณ์)
    ถวาย 30,000 บาทแบะในโอกาสอันเป็นมงคลคลนี้ หนึ่ง บดิน อริยพัฒน์ อาบสุวรรณ์ ได้มาร้องเพลงมนต์รักพระธาตุช้างค้ำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์พระธาตุช้างค้ำ และเพื่อความเป็นสิริมงคลโดยมีช่างฟ้อนกลุ่มสตรีเทศบาลเมืองน่านมาฟ้อนประกอบเพลงให้ได้รับชมกันอีกด้วย/ บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน/ทีมงานสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

สื่อรัฐทีวี สื่อรัฐนิวส์ / “ครูบาบุญชุ่ม ญานส่วโร” มาพระธรรมเทศนา ที่บ.อาร์ทีอะกริเทค จำกัด คนฟังเรือนหมื่น ที่นครปฐม

แชร์เนื้อหานี้

       ที่บริษัท อาร์ที  อะกริเทค  จำกัด  อำเภอกำแพงแสน  จังหวัดนครปฐม  ได้นิมนต์อัญเชิญ “พระครูบาบุญชุ่ม  ญานส่วโร”  พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งล้านนามาเทศนาพระธรรม โดยมีสาธุชนที่มีจิตศรัทธาจากทั่วสารทิศเข้าร่วมฟังธรรมในครั้งนี้นับหมื่นคน

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศระหว่างที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยรวมถึงชาวไทใหญ่และพี่น้องชาวเมียนมาร์  ต่างพากันรวมตัวมารอรับฟังธรรมเทศนาจาก  ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร  ที่จะเริ่มขึ้นในเวลา  09.00 น. ของวันที่ 17  พฤศจิกายน 2567 ต่างมีประชาชนทยอยเดินทางมาเรื่อยๆ สำหรับการเข้ารับฟังพระธรรมเทศนาในครั้งนี้  มีผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน  เข้าร่วมรับฟังกันเป็นจำนวนมาก

      นอกจากนี้  ทางบริษัทฯ ได้จัดเตรียมโรงทานอาหารและเครื่องดื่มไว้ต้อนรับ  พร้อมแจกด้ายแดงและรูปภาพของพระครูบาบุญชุ่ม ไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

สื่อรัฐทีวี + สื่อรัฐนิวส์ / ทอดผ้ากฐินสามัคคี วัดดงทองพุทธสรรรค์ ต.นิยมชัย อ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี

แชร์เนื้อหานี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน 2567 ขึ้น 10 ค่ำเดือน 12 เวลา 09.19 น. ประชาชนต่างทยอย เดินทางเข้าสู่ลานวัดดงทองพุทธสรรรค์ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี เพื่อร่วมทอดกฐินสามัคคีสมทบทุนเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ ศาสนสถานสร้างศาลาการเปรียญให้แล้วเสร็จ แต่ทางวัดดงทองพุทธสวรรค์ ยังขาดเงินอีกจำนวนมาก ในการก่อสร้างถาวรวัตถุศาลาการเปรียญเพื่อไว้ใช้ ให้ญาติโยมปฏิบัติธรรม ทางวัดดงทองพุทธสวรรค์ จึงได้บอกบุญมายังผู้มีจิตศรัทธาได้รวบร่วมบุญเป็นกฐินสามัคคีกำลังบุญของมุกท่าน เพื่อทอดกฐินสามัคคี ทอดถวาย ณ วัดดงทองพุทธสวรรค์ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบลถ์ จังหวัดลพบุรี

ประธานฝ่ายสงฆ์ได้แก่ครูบาสุปัณวัฒฆ์ ปัญญาวุฒโฒ เจ้าอาวาสวัดดงทองพุทธสวรรค์ ประธานฝ่ายฆราวาสได้แก่ นายสินศักดิ์ ธนเลิศเปี่ยมสุข นางสาวสุคนธ์ทิพย์ ธนเลิศเปี่ยมสุข พร้อมครอบครัว ตลอดทั้งชาวบ้านดงทอง และผู้ที่เดินทางมาจากสถานที่อื่นๆ ทางวัดดงทองพุทธสวรรค์ ตำบลนิยมชัย อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ซึ้งเป็นวัดที่อยู่ออกห่างจากตัวอำเภอสระโบสถ์ประมาณ 20 กิโลเมตร วัดพุทธสวรรค์อยู่ติดถนนสาย อ.สระโบสถ์ – อ.ชัยบาดาล (สายใน) ตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างความเจริญ อาศัยญาติโยมที่เคยเข้ามาเห็นวัดดงทองพุทธสวรรค์ แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา

เพราะทางวัดมีครูบาสุปัณวัฒฆ์ ปัญญาวุฒโฒ เจ้าอาวาสท่านมีเมตตา และเป็นพระปฏิบัติและเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในทางหลักธรรมพระพุทธศาสนา จึงทำให้ประชาชนที่เคยเข้ามาวัดนี้แล้ว และอยากเข้ามาอีกเพื่อส่งเสริมการสร้างถาวรวัตถุของทางวัดดงทองพุทธสวรรค์ให้แล้วเสร็จสมเจตนารมณ์ของเจ้าอาวาสวัดดงทองพุทธสวรรณ เพื่อใช้ในกิจของพุทธศาสนา วัดดงทองพุทธสวรรค์ ก่อสร้างมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2556 บนเนื้อที่ 17 ไร่ โดยพระอาจารย์สมชัย ถาวโร เจ้าอาวาสรูปก่อนหน้านี้ ปัจจุบันท่านได้ถึงแก่มรณะภาพแล้ว มีครูบาสุปัณวัฒฆ์ ปัญญาวุฒโฒ มาประจำอยู่วัดแห่งนี้

งานบุญกฐินเป็นบุญใหญ่ที่จัดเป็น “กาลทาน” คือ ทานที่ถูกกำหนดด้วยเวลา มีเพียงปีละครั้ง ต้องทำภายในเวลา 30 วัน หรือจำง่ายๆว่า หลังวันออกพรรษาจนถึงวันลอยกระทง เป็นช่วงเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ฯและญาติโยมจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันสานต่อประเพณีอันดีงามที่เริ่มมาจาก “พระพุทธเจ้า” ขอเล่าให้ฟังพอสังเขป จุดเริ่มต้นเมื่อครั้งพุทธกาล มีพระสงฆ์จำนวน 30 รูป ต้องการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยระยะทางที่ไกล และยังมีฝนตกลงมา ทำให้จีวรของพระสงฆ์เหล่านั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน เมื่อพระพุทธเจ้าได้เห็นแล้ว จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ทั้งหลายได้อยู่ต่ออีก 30 วันหลังจากออกพรรษาแล้ว เพื่อรอรับกฐิน โดยมีนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นผู้ที่ได้ถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก

อานิสงส์ผลบุญ” การทอดกฐินเป็นกาลทาน คือ ทานที่ต้องทำภายในกำหนดเวลา ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียว ทุกคนที่มาร่วมบุญต้องมีการจัดเตรียมงานในหลายส่วน เจ้าภาพและผู้ร่วมทอดกฐินสามัคคีย่อมเข้าถึงโภคทรัพย์และมนุษย์สมบัติที่ได้ร่วมกันถวายทาน และยังได้อานิสงส์บริวารสมบัติจากการบอกกล่าวชวนญาติมิตรมาร่วมบุญด้วยกัน ถือเป็นบุญใหญ่ ที่ทำได้ยาก และเป็นบุญที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีอานิสงส์มาก

สนอง แท่นสูงเนิน
ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ประจำจังหวัดลพบุรี อนุกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรคจังหวัดลพบุรี รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / ช้าง 10 เชือก แห่ผ้ากฐินสามัคคี วัดสุทธิวนาราม ปากคาด จ.บึงกาฬ / กิจกรรมรถโรงหนัง เฉลิมทัศน์ รอบปฐมทัศน์

แชร์เนื้อหานี้

ยิ่งใหญ่ขบวนช้าง 10 เชือก แห่ผ้ากฐินสมทบทุนสร้างศาลาพุทธบารมีธรรมจักร วัดสุทธิวนาราม สาธุชนร่วมงานบุญหลายพันคน
เมื่อวันที่ 10 พ.ย.67 เวลา 10.00 น. วัดสุทธิวนาราม บ้านห้วยก้านเหลือง หมู่ 11 ตำบลปากคาด อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จัดงานทอดกฐินสามัคคี สมทบทุนสร้างศาลาพุทธบารมีธรรมจักร

โดยมีพระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจ้าอาวาสวัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พระครูภาวนาธรรมวิสุทธิ์(หลวงตาสมพร ธมฺมธีโร) เจ้าคณะอำเภอปากคาด เจ้าอาวาสวัดสุทธิวนาราม พร้อมคณะสงฆ์ มีเจ้าคุณปู่เกศแก้ว เป็นประธานที่ปรึกษาองค์กฐิน และ บริษัท นาตรอนซ์ จำกัด แอปพลิเคชัน NZ Chat โดยคุณจิรภัทร-คุณพัตร์พิมล รัชดาธนาวดี เป็นประธานองค์กฐิน พร้อมคณะร่วมพิธี

ทั้งนี้ ศิษย์ยานุศิษย์ เจ้าคุณปู่เกศแก้ว เดินทางมาร่วมพิธีทอดกฐินทานในครั้งนี้จำนวนมาก และมีพิธีต่างๆ ตามประเพณีมากมาย ไฮไลท์สำคัญคือขบวนแห่ช้าง 10 เชือก สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก
ขบวนแห่เริ่มต้นจากจุดนัดพบ มุ่งหน้าสู่วัดสุทธิวนาราม เป็นระยาทาง 1 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวง212 นำโดยขบวนนางรำที่แต่งกายงดงาม วงดุริยางค์ รถแห่ สร้างสีสันและบรรยากาศอันรื่นเริง ประชาชนจำนวนมากพากันมาร่วมชมและถ่ายภาพขบวนช้างที่ร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีคณะศรัทธาตั้งโรงทานกว่า 40 โรงทาน โดยชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันออกโรงทานเพื่อแจกอาหารเครื่องดื่มให้แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและน้ำใจของชุมชน
การจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะได้รวบรวมทุนทรัพย์สมทบทุนสร้างศาลาพุทธบารมีธรรมจักรแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของชาวบ้านในพื้นที่ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทั้งการจัดขบวนแห่และการตั้งโรงทาน เพื่อให้บุญครั้งสำคัญนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

การทอดกฐินเป็นกาลทาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียว ในปีหนึ่งๆต้องทำภายในกำหนดเวลา และผู้ทอดก็ต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่ ต้องมีผู้ช่วยเหลือหลายคน จึงนิยมกันว่าเป็นพิธีบุญที่อานิสงส์แรง น่าคิดอีกทางหนึ่งว่า พิธีเช่นนี้ได้ทั้งโภคสมบัติเพราะเราเองบริจาค ได้ทั้งบริวารสมบัติเพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรให้มาร่วมการกุศลกาลทานเช่นนี้ เรียกว่า ทานทางพระวินัย

กิจกรรมรถโรงหนัง “เฉลิมทัศน์ รอบปฐมทัศน์ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ
หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ในกำกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดทำโครงการรถโรงหนัง ซึ่งเป็นรถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ สำหรับเดินทางไปจัดฉายภาพยนตร์เพื่อการเรียนรู้แก่เด็กนักเรียนและประชาชนตามโรงเรียน และชุมชนที่ห่างใกลจากโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ในปีงบประมาณพ.ศ. 2568 นี้ โครงการรถโรงหนัง ได้จัดทำกำหนดการเดินทางไปตามกลุ่มจังหวัดทั้งสี่ภาค คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคได้ และภาคกลาง

โดยมีหลักการคือ ในช่วงที่ 1 เวลา 09.00-11.30 น. ช่วงที่ 2 เวลา 12.00-14.00 น. เป็นการจัดฉายสำหรับเด็กนักเรียน และช่วงที่ 3 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป เป็นการจัดฉายสำหรับประชาชนในชุมช โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำหนดฉายในพื้นที่จังหวัดนครพนมและจังหวัดบึงกาฬ
จังหวัดบึงกาฬ มีโปรแกรมจัดฉายภาพยนตร์ จำนวน 2 แห่ง ดังนี้
1) ในระหว่างวันจันทร์ที่ 11 ถึงวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ณ องค์การบริหาร
ส่วนตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ

ในระหว่างวันจันทร์ที่ 16 ถึงวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2567 ลานอเนกประสงค์
วัดสุวรรณราชดาราม ชุมชนบ้านหอคำ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
จังหวัดบึงกาฬ ได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ อำเภอ องค์การบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน และสถานศึกษาในพื้นที่ ได้ให้ความสนใจและส่งนักเรียน พร้อมบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมรับชมภาพยนตร์ในรอบเด็กนักเรียน อาทิ โรงเรียนบ้านศรีนาวา โรงเรียนบ้านหนองแวง

ในวันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2567 เวลา 12.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ พ.จ.อ.โสภณ สิทธิจันทร์ นายอำเภอโซ่พิสัย,นายภิรมย์ ป้องขวาพล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำเจริญ ให้เกียรติร่วมชมภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ เรื่อง “อินทรีย์ทอง” พร้อมด้วยผู้นำชุมชน 12 หมู่บ้าน บุคลากร กลุ่มอสม. และประชาชนในพื้นที่

ในรอบประชาชน เวลา 17.00 น. มีผู้เข้าร่วมรับชมภาพยนตร์ กว่า 70 คน ทั้งนี้ รถโรงหนังสามารถบรรจุได้ถึง 100 ที่นั่งสามารถสำรองที่นั่งออนไลน์ผ่าน QR code ใน infographic หรือติดต่อสอบถามได้ที่ – สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ (telephone) 042491716องค์การบริหารส่วนตำบลถ้ำเจริญ
(โทร) 042485012

ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326 รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กลุ่ม บีเจซี บิ๊กซี ทอดผ้าพระกฐิน พระราชทาน ณ วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง 1,834,991 บาท

แชร์เนื้อหานี้

กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เป็นเจ้าภาพอัญเชิญผ้าพระกฐิน พระราชทาน ณ วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง รวมปัจจัย กฐินพระราชทาน และกฐินสามัคคี รวมทั้งพุ่มผ้าป่าฯจากสายธารศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ร่วมสมทบ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1.8 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) และบริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) โดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายยังชุมนุมสงฆ์ที่จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง อ.เซกา จ.บึงกาฬ

โดยมี พระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจ้าอาวาสวัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายจุมพฏ วรรณฉัตรศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ นายสัญญา โยธา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดบึงกาฬ นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานภาคเอกชน ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และบุคลากรของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ทั้งส่วนกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมพิธี ดังกล่าว


เมื่อเวลา 13.09 น.( 4 พฤศจิกายน 2567) ขบวนอัญเชิญพระกฐินพระราชทานพร้อมเครื่องบริวารพระกฐินเดินทางถึงบริเวณพระอารามหลวง โดย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประธานในพิธี เดินทางมาถึงด้านหน้าพระอุโบสถ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ถวายความเคารพ และรับผ้าพระกฐินพระราชทาน วงดุริยางค์ทหารบก บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
จากนั้น โดย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน เดินเข้าสู่พระอุโบสถ วางผ้าพระกฐินที่พานแว่นฟ้า หน้าพระสงฆ์รูปที่2 จุดธูปเทียนบูชาพระประธานในพระอุโบสถ ยืนประนมมืออุ้มประคองผ้าพระกฐินไว้

โดยหันหน้าไปทางพระประธาน กล่าวนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน เมื่อกล่าวคำถวายจบ ได้ยกประเคนถวายแด่พระสงฆ์รูปที่ได้รับฉันทานุมัติในหมู่สงฆ์ให้เป็นผู้ครองผ้าพระกฐิน คือ พระราชภาวนาโสภณ วิ. เจ้าคณะจังหวัดบึงกาฬ เจ้าอาวาส วัดเซกาเจติยาราม พระอารามหลวง ต่อจากนั้นประธานในพิธี ถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทาน แด่พระราชภาวนาโสภณ วิ. ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ถวายเครื่องไทยธรรมพระสงฆ์รูปที่ 2 แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมพิธี นำเครื่องไทยธรรม ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ 9 รูป เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับ พิธีทอดผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆของพระอาราม เช่น จัดสร้างอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณร โดยได้ยอดเงินรวม 1,834,991 บาท
ทั้งนี้ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี สาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้จัดโรงทานให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน มีทั้งอาหาร หวาน คาว ขนมขึ้นชื่อของแต่ละจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก
ณฐพรหม อิทธิพัทธ์พล//บึงกาฬ 0961464326

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / มท.1 ติดตาม ก่อสร้างโครงการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่าน /พิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถและพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดเทพโลกอุดร

แชร์เนื้อหานี้

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการ รมว.มหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า วันนี้ (3 พ.ย. 67) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายพงษ์นรา เย็นยิ่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินโครงการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่านและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก บริเวณที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นน 405 (บางส่วน) ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน จ.น่าน โดยมีนายบัณฑูร ล่ำซำ รองประธานกรรมการมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำชม

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า โครงการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่านและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออก มีเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา แต่เดิมเป็นที่ตั้งของอาคารศาลากลางจังหวัดน่าน (หลังเก่า) ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 48 เห็นชอบประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์และพัฒนาบริเวณเมืองเก่าน่าน และเห็นชอบแผนแม่บทและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาบริเวณเมืองเก่าน่าน ส่วนหนึ่งของแผนแม่บท กำหนดให้ปรับปรุงการใช้พื้นที่อาคารส่วนราชการเดิใเพื่ออนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน พัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้

ทั้งนี้ วันที่ 14 ก.ย. 66 กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามสัญญาอนุญาตให้มูลนิธิรักษ์ป่าน่านฯ ดำเนินโครงการหอศิลปวัฒนธรรมเมืองน่านฯ ซึ่งประกอบด้วย 1. หอศิลปวัฒนธรรม 2. อาคารหอประชุมอเนกประสงค์ 3. อาคารบริการ 4. สวนพฤกษศาสตร์ และ 5. ลานกิจกรรม

เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ภายในอาคารจะมีการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนต้นทุนทางวัฒนธรรมต่อยอดปัญญาของบรรพชน และพื้นที่ศูนย์สร้างสรรค์ทางปัญญา NAN’S CREATIVE CENTER ได้แก่ พื้นที่เรียนรู้โดยสื่อดิจิทัล ลานเรียนรู้สำหรับเด็กเล็ก ลานกิจกรรมสัมมนา ห้องประชุมสำหรับทั้งแบบส่วนบุคคลและแบบกลุ่ม และห้องสมุดดิจิทัล

“ที่นี่จะเป็นแหล่งให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เมืองน่านให้กับเด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป ตามแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ สืบสาน รักษา และต่อยอดรากเหง้า ความเป็นชนชาติไทย ที่ได้รับการแบ่งเบาพระราชภาระโดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวจังหวัดน่าน” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

การตรวจติดตามในครั้งนี้มีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางวจิราพร อมาตยกุล นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พลตรี วรเทพ บุญญะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมลงพื้นที่

จากนั้นรองนายกรัฐมนตรี และคณะเยี่ยมชม สักการะองค์พระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง ณ วัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง อ.ภูเพียง จ.น่าน องค์พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดน่าน เป็นพระธาตุประจำปีเถาะ ปีนักษัตรพระราชสมภพในหลวง รัชกาลที่ 9 ปัจจุบันมีอายุกว่า 671 ปี/บุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน รายงาน

น่าน พิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถและพิธีถวายผ้าพระกฐินประทานสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ณ วัดเทพโลกอุดร

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดเทพโลกอุดร บ้านมงคลนิมิต ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พลเรือเอกพิเชฐ ตานะเศรษฐเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถ และพิธีถวายผ้าพระกฐินประทานสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก

โดยมีพระราชศานาภิบาลเจ้าคณะจังหวัดน่าน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสุนทรมุนี รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน พระครูสิรินันทวิทย์ เจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน พระครูนิเทศนันทกิจ เจ้าคณะตำบลผาสิงห์ –บ่อ พระอาจารย์นิรัช จัตตสัลโล เจ้าอาวาสวัดเทพโลกอุดร พระอาจารย์สุรวงศ์ ปัญญาวโร คณะสงฆ์วัดเทพโลกอุดร ทุกรูป ผู้บริหารกลุ่มบริษัทพัทยา พล.ต.รุศมนตรี จิณเสน คุณแม่มาลัย จันทะเสน นายนพรัตน์ ถาวงศ์ นายก อบจ.น่าน นายศรีรุ่ง รัตนศิลา ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน

พล.ท.สามารถ โพธิสระ อ.พูลศรี เกียรติกำจาย พ.ต.อ.หญิง ศิริพรรณ พูลสุข พ.อ.ดร.พงศ์ศิริ พงศ์อาริยะมงคล ทหารจาก มทบ.ที่ 38 กองพันทหารม้าที่ 10 กองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 ตำรวจภูธรน่าน ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่านและ ทุกสารทิศ ร่วมพิธีและร่วมปวารณาถวายจตุปัจจัยเพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถหลังแรก ด้วยวัดเทพโลกอุดร ได้รับการแต่งตั้งเป็นวัดตามมติของมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงประกาศเรื่องการตั้งในพระพุทธศาสนา

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีอุโบสถในการทำสังฆกรรมต่างๆของคณะสงฆ์ ดังนั้นคณะสงฆ์ คณะกรรมการและศิษยานุศิษย์วัดเทพโลกอุดร จึงได้กำหนดจัดพิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถและพิธีถวายผ้าพระกฐินประทานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสมทบทุนสร้างอุโบสถหลังแรกขนาด 22X39 เมตร ซึ่งเป็นอุโบสถแบบศิลปะล้านนา เพื่อเป็นสถานที่สำหลับทำสังฆกรรมของคณะสงฆ์และสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้คงสืบไป และท้ายนี้ต้องขอขอบคุณเจ้าภาพโรงทาน ทุกท่านที่นำอาหารหวานคาวและน้ำดื่มมาร่วมโรงทานในครั้งนี้ ขอบคุณเจ้าของรถราง พนักงานขับรถรางทุกท่าน

ที่คอยรับส่งผู้มาร่วมงานทำบุญในครั้งนี้ ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งอานิสงส์บุญบารมีที่ท่านได้ร่วมพิธีทำวางศิลาฤกษ์อุโบสถหลังแรกและพิธีถวายผ้าพระกฐินประทานในครั้งนี้ โปรดอำนวยอวยพรให้ท่านและครอบครัวประสพแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจตุพิธพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิฎาณ ธนสารสมบัติ มีความสุข ความเจริญรุ่งเรืองและสัมฤทธิ์ผลในสิ่งอันพึงปรารถนา ทุกประการเทอญ/

บุญยงค์ สดสะอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน DJ ม้าศึก/DJ ป๋วย รายงาน

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ /วัดคลองกะพั้วจัดพิธีบวงสรวงพระนารายบรรทมสินประทับบนปู่อนันตนาคราช 1,000 เศียร/ท่าปลาแถลงข่าวเตรียมจัดงานมหกรรมของดีอำเภอท่าปลาครั้งที่ 8 ประจำปี 2567 ช่วงเทศกาลออกพรรษา “แห่ผีตลก หนึ่งเดียวในโลก

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดคลองกะพั้ว ต.บ้านโคน อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ พระอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ สีลโตโช เจ้าอาวาสวัดคลองกะพั้ว นำผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สื่อมวลชนและชาวบ้านเข้าชมการดำเนินงานก่อสร้างพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ประทับบนปู่อนันตนาคราช 1,000 เศรียร ซึ่งอยู่ภายในบริเวณวัดคลองกะพั้ว ซึ่งมีขนาด ความกว้าง 15 เมตรลึก 2เมตร 50 เซนติเมตร ขณะนึ้การก่อสร้างไกล้จะแล้วเสร็จ และจะได้มีการประกอบพิธีบวงสรวงในวันที่ 9 ตุลาคม 2567 เวาลา 19.09 น.โดยจะมีพิธีบวงสรวงโดยพิธิกรรมจากพราห์มมและการร่ายรำถวายบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าโดยคณะพราห์มและนางรำที่เดินทางมาจากคำชโนด จ.อุดธานี

สำหรับการสร้างรูปปั้นจำลองพระนารายบรรทมสินธิ์ุ ประทับบนพ่อปู่อนันตนาคราช 1,000เศียร ซึ่งจะมีความสูงประมาณ 6 เมตรรวมฐานที่ตั้ง ประดิษสถานบริเวณภายในวัดคลองกะพั้ว เพื่อให้สาธุชนผู้มีจิตศรัทธาต่อพระนารายณ์บรรทมสินธิ์และปู่อนันตนาคราช ตลอดถึงสาธุชนทั่วไปได้เข้ามากราบไว้สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล

พระอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ สีลเตโช เจ้าอาวาสวัดคลองกะพั้ว กล่าวว่า ภายหลังจากพิธีบวงสรวงองค์พระนารายบรรทมสินธ์ประทับบนพ่อปู่อนันตนาคราช 1,000 เศียร ในช่วงค่ำของวันที่ 9 ตุลาคม เสร็จสิ้น ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ก็จะได้มีพิธีในการทอดกฐินสามัคคี จากคณะศรัทธาและพุทธศาสนิกชนมาร่วมกันทอดกฐินในครั้งนี้ จึงอยากจะขอบอกบุญไปยังผู้มีจิตศรัทธาขอเชิญร่วมบุญทอดกฐินในครั้งนี้

สำหรับอานิสงส์ของการทอดกฐิน
-ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินมาก ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
-ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแจ่มใส บริสุทธิ์ และผ่องใสอยู่เสมอ
-ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิ และเข้าถึงธรรมได้ง่าย
ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้สร้างบุญกุศล ให้ติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
-ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
-ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา น่าเคารพนับถือ
ทั้งนี้ยังเป็นการสงเคราะห์พระภิกษุที่จำพรรษา

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

อุตรดิตถ์-อำเภอท่าปลาแถลงข่าวเตรียมจัดงานมหกรรมของดีอำเภอท่าปลาครั้งที่ 8 ประจำปี 2567 ช่วงเทศกาลออกพรรษา “แห่ผีตลก หนึ่งเดียวในโลก

วันที่ 30 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ นายจักรพรรณ สุวรรณภักดี นายอำเภอท่าปลา นายกิตติกานต์ ทองแตง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาเลือด นายสุรินทร์ ปริมาณ นายกเทศมนตรีตำบลท่าปลา นายนันทสิทธิ์ โพธิ์งาม รองปลัด อบจ.อุตรดิตถ์ นางสาวภัททิรา คำอภิวงศ์รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยว จ.อุตรดิตถ์

พร้อมด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมของดีอำเภอท่าปลา ครั้งที่ 8 ประจำปี 2567 ชึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2567 ณ ที่ว่าการอำเภอท่าปลา จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมประเพณีประจำท้องถิ่นผลิตภัณฑ์ของดีอำเภอท่าปลาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในขนและสร้างรายได้ใต้ไห้แก่ประซาชนและชุมชน เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP ของอำเภอท่าปลาให้มีควนภาพเพิ่มมากขึ้น.เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร มีรายได้ จาการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น โดยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 9 แห่ง ,องค์กรปกครองส่วนท้องที่ทั้ง 7 ตำบล ของอำเภอท่าปลา และการสนับสนุนงบประมาณจาก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์และองทุนพัฒนาไฟฟ้าโรงไฟฟ้าเชื่อนสิริกิติ์ เพื่อให้การสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของดีอำเภอท่าปลาที่เป็นขบวนวัฒนธรรมประจำถิ่นที่มีความโดดเด่นแต่ละท้องถิ่น ในงานมีการจัดบูธวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ลานวัฒนธรรม การจัดเวทีเสวนาภูมิปัญญาปราชญ์ชาวบ้านอำเภอท่าปลา การจัดบูธผ้าทอมือ จกด้วยขนเม่น “มรดกล้ำค่าของคนท่าปลาลายงูเหลือม” การจัดเดินแบบผ้าทอท่าปลาในลานวัฒนธรรมท่าปลา ประเพณีแห่มีตลกอำเภอทำปลา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมากว่าสองร้อยปี สภาวัฒนธรรมได้ขอนำเสนอผีตลก ชาวทำปลามีการละเล่น 2 แบบ คือ คนท่าปลาเดิม ขาวตำบลท่าแฝก เรียกประเพณีแห่ฝีขน นำมาละเล่นในการแห่นาดไปในชุมชน

เพื่อไปขอกราบลากับผู้อาวุโสโนชุมชน มีการแต่งผีตลก นำวิธีแห่ฝีตลกมาใช้ในช่วงเทศการออกพรรษา คือก่อนออกพรรษา ชาวอำเภอปลาจะเข้าในป่าเพื่อตัดไม้ไผ่มาจักเป็นตอก เพื่อมาสานเป็นหัวผีลกและประดับประดาตกแต่งหัวผีให้น่ากลัว รวมถึงขอใช้ผ้าเหลืองพระเก่ามาทำหัวผีตลก การดำเนินการทำหัวก่อนออกพรรษา 1วัน จะมีขบวนแห่หัวผีตลก

วิธีปฏิบัติของคนที่จะสวมหัวผีก็จะนำหมากคำพลูใบ และไข่ต้ม 1 ฟอง เข้าไปอัญเชิญผีมาเข้าเพื่อแห่ไปในหมู่บ้านเพื่อ ชาวบ้านเห็นขบวนแห่ผีตลก จะช่วยกัน ตัดต้นกลัวย ต้นอ้อย ตันข่า ต้นกุ๊ก ตันดอกไม้มากองไว้ที่หน้าบ้านข้างทางเพื่อคณะกรรมการที่ไปร่วมขบวนแห่เก็บเอามาที่วัดเพื่อนำมาประดับประดาศาลาการเปรียญให้เป็นป่าหิมพานต์และเทศน์มหาชาติ

ชมขบวนรถแห่ทั้ง 9 ขบวน 7 ตำบล ได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ในวันที่ 8 พย.นี้ และเพลิดเพลินไปกับขบวนผีตลก ชมการประกวดนางงามวัฒนธรรม การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น (แสง สี เสียง)

และอย่าลืมเลือกซื้อสินค้าชุมชน อาหารท้องถิ่น ของฝากสินค้า OTOP ติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย.

นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

​สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / กฐินน้ำบูชาพญานาค สืบสานประเพณีลุ่มน้ำโขง/เทนนิสเชื่อมความสัมพันธ์ 2 ฝั่งโขง ไทย-ลาว มุกดาหาร​-สะหวันนะเขต ครั้งที่ 37

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2567 เวลา 12.00 น. นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร รับมอบหมายจาก ผวจ.มุกดาหาร ให้เป็นประธานในพิธีทำบุญกฐินน้ำบูชาพญานาค ครั้งที่ 17 โดยความร่วมมือของ ภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดมุกดาหาร

ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร เทศบาลเมืองมุกดาหาร ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดมุกดาหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม โดยมีบริษัทห้างร้านเอกชน ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในองค์พญานาค

และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมพิธี บริเวณใต้สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต
หลังจากพิธีบวงสรวงเสร็จสิ้น ได้มีการนำเครื่องบวงสรวงถวายใส่กระทงขนาดใหญ่เพื่อลอยลงแม่น้ำโขงเพื่อเป็นการบูชาองค์ปู่พญาอนันตนาคราช เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นอันเสร็จพิธี

สำหรับประเพณีกฐินน้ำบูชาพญานาค จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลออกพรรษา เป็นการแสดงความกตัญญูต่อแม่น้ำคงคา และบูชาองค์พญานาค นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เผยแพร่ประเพณีอันดีงามนำพาผู้คนมาสัมผัสความงดงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมริมฝั่งโขง ขณะเดียวกันมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 และไหว้พญานาค บริเวณที่จัดงานและทำให้เห็นถึงพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวจังหวัดมุกดาหารด้วย

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

มุกดาหาร​ -​ เทนนิสเชื่อมความสัมพันธ์ 2 ฝั่งโขง ไทย-ลาว มุกดาหาร​-สะหวันนะเขต ครั้งที่ 37

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567นายรังสิฐ ลือพาณิชย์กุลประธานชมรมกีฬาเทนนิสจังหวัดมุกดาหาร นำนักกีฬา เทนนิสจังหวัดมุกดาหาร รุ่นทั่วไป​ และรุ่นอาวุโส จำนวน 40 คน​ ข้ามไปเล่นกีฬาเทนนิสมิตรภาพเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-ลาว​ ที่เมืองไกสอนพรมวิหาร แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว โดยได้รับการอนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกในการเดินทางจากทางท่านวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และหน่วยงานต่างๆ อาทิ ตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร ศุลกากรมุกดาหาร แขวงการทางมุกดาหาร ในการนี้

ท่านกิลือไช จันโท ประธานสหพันธ์กีฬาเทนนิส แขวงสะหวันนะเขต นำคณะกรรมการและนักกีฬาให้การต้อนรับ พร้อมกล่าวชื่นชมยินดีในมิตรภาพของนักกีฬาทั้งสองประเทศที่มีมาช้านาน ซึ่งการจัดการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 37 แล้ว จัดแข่งขันกีฬากันปีละ 2 ครั้ง สลับกันเป็นเจ้าภาพ หลังจากการแข่งขันเสร็จแล้ว นักกีฬาทั้งสองประเทศร่วมรับประทานอาหาร​ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ในกีฬาเทนนิส
ก่อนจะเดินทางกลับ

ศูนย์ข่าวมุกดาหาร

ภาพ/ข่าว​ กำพล​ ศรีมณีพันธ์
เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​

สื่อรัฐทีวี-สื่อรัฐนิวส์ / “อนุทิน” ชื่นชม อนุรักษ์พุทธศิลป์ไทยยิ่งใหญ่ ! สถาบันพระปกเกล้า จัดมหกรรมประกวดอนุรักษ์พระบูชา-พระเครื่อง

แชร์เนื้อหานี้

โดยมี นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ดร.ถวิลวดี บุรีกุล รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า พลเอก นักรบ บุญบัวทอง ประธานดำเนินงาน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน พระปลัดสุรเชษฐ์ สุรเชฏฺโฐ เจ้าอาวาสวัดโตนด นายพิศาล เตชะวิภาค (ต้อย เมืองนนท์)อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมพระเครื่อง พระบูชาไทย คณะนักศึกษา หลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่น 1-14 สถาบันพระปกเกล้า ตลอดจน แขกผู้มีเกียรติร่วมในงานอย่างคับคั่ง

นายอนุทิน กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นเสาหลักของภูมิปัญญาทางการเมืองของประเทศไทย เป็นเรื่องน่าชื่นชม ที่ทางสถาบันฯ ได้จัดกิจกรรม “มหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่อง” ขึ้น เพื่อหารายได้สนับสนุนโครงการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ในฐานะที่ตนเป็นนักการเมือง ทำงานการเมืองมาเกินครึ่งของชีวิตการทำงานแล้ว ก็ดีใจที่การเมืองภาคพลเมืองจะได้รับการสนับสนุน เพราะนั่นหมายถึง การมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพของประชาชนต่อไป อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางการเมืองและการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

“การที่ทุกท่านมาร่วมงานมหกรรมประกวดพระเครื่องฯครั้งนี้ ขอยืนยันว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เพราะไม่มีพระเครื่ององค์ใดที่เป็นแชมป์ตลอดไป แต่อยู่ที่ใจของเรา หากเราคิดว่าพระองค์ใด ถูกใจ หรือถูกโฉลกกับเรา พระองค์นั้นคือองค์ที่สวยที่สุด มีมูลค่ามากที่สุด หรืออาจจะประเมินค่าไม่ได้” รมว.มหาดไทย กล่าว

นายอนุทิน กล่าวเพิ่มว่า ขอให้ทุกคนใช้โอกาสนี้ในการชื่นชมพุทธศิลป์ ศิลปะของไทย ที่ล้วนแล้วแต่มีคุณค่า มีความเป็นสิริมงคล และได้ร่วมกันถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา อันเป็นที่พึ่งทางใจ
การมีพระเครื่องอยู่ที่คอ อย่างน้อยจะทำให้เรายับยั้ง และมีจิตสำนึกที่ดี ในการจะทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยง หรือปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดี

ด้าน พลเอกนักรบ บุญบัวทอง ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อนำรายได้สนับสนุน โครงการส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง ของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อเป็นการสนับสนุนการอบรมให้ความรู้ประชาธิปไตย แก่ภาคพลเมืองเยาวชนทั่วประเทศ

สำหรับกิจกรรมประกวดอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่องฯ ดำเนินการขึ้นระหว่าง วันที่ 5-6 ตุลาคม โดยมีรางวัลประเภทโต๊ะต่างๆ 78 รางวัล และมี รางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมสูงสุด รางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระยอดนิยม และรางวัลชนะเลิศคะแนนรวมพระทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากพิธีเปิดงาน รมว.มหาดไทย นำคณะผู้จัดงาน เดินเยี่ยมชมบูธการจัดแสดงพระเครื่องพระบูชาที่มาจากทั่วประเทศ พร้อมเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าตลาดนัดพระอีกด้วย

“สว.อังกูร” ผนึกกำลัง 20 องค์กร แบ่งปันความสุข รวมพลังฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

เวลา 10.00 น.วันที่ 7 ตุลาคม 2567 ที่วิทยาลัยการตำรวจ พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จิน ผบช.ศ. และ รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร อุปนายกสมาคมป้องกันกาทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย นายพืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ 20 องค์กรเครือข่าย ร่วมปล่อยคาราวานรถสิ่งของ อาหาร เวชภัณฑ์ วัคซีนที่จำเป็นต่อสัตว์ ในโครงการช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์ หลังประสบอุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ส่งไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่

พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง เปิดเผยว่า อุทกภัยที่เกิดครั้งนี้ ส่งผลให้คนและสัตว์ได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยาก ลำบากค่อการใช้ชีวิตตามปกติ ด้วยความห่วงใย จึงได้หารือคณะทำงาน โดยเฉพาะสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ในการให้ความช่วยเหลือผผุ้ประสบภัยทั้งสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่เดิอดร้อน จึงนำมาซึ่งการร่วมกับองค์กรเครือข่ายต่างๆเพื่อเยียวยาฟื้นฟูสวัสดิภาพสัตว์หลังประสบอุทกภัย เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายซื้อยา อาหาร และเวชภัณฑ์ในการดูแลสัตว์ ป้องกันโรคที่จะเกิดจากสัตว์ รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีให้กับพี่น้องผู้ประสบภัยด้วย

ด้านนายพืชผล น้อยนาฝาย ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนกรมปศุสัตว์ ขอบพระคุณทุกท่าน ทุกองค์กร ทุกเครือข่าย ที่ระดมสิ่งของเครื่องใช้ อาหาร เวชภัณฑ์ต่างๆส่งไปช่วยเหลือสัตว์และพี่น้องชาวเชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้รับผลกระทบ คุณประโยชน์ครั้งนี้ เป็นการช่วยเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างมีเมตตาธรรม ให้โลกใบนี้มีความรัก ความสงบสุขร่วมเย็น

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / ลูกสะตอ แห่ชิงเปรต สารทเดือนสิบ คนใต้ชลบุรี แน่นวัดหนองใหญ่ / พัทยาเตรียมจัดพิธี “นวราตรี” วันแห่งชัยชนะ 9 วัน 9 คืน

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 ก.ย.67 มีรายงานว่า สมาคมชาวใต้ชลบุรี โดย นายสมคิด อุ่นเรือน นายกสมาคมชาวใต้ชลบุรี ได้จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นชาวภาคใต้ งานบุญสารทเดือนสิบ ประจำปี 2567 ซึ่งได้รับเกียรติจากนายสมสิน ทิพย์มณี ประธานที่ปรึกษาสมาคมชาวใต้ชลบุรี ให้เกียรติร่วมงานท่ามกลางพี่น้องชาวใต้ในเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรีที่เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

ด้วยสมาคมชาวได้ชลบุรี ได้ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสามัคคี สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและประชาชนทั่วไป อีกทั้งเพื่อรักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมขนบธรรมเนียม รวมถึงปลูกฝังคุณธรรมร่วมกัน และมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและละสาธารณะประโยชน์ให้สังคมตลอดมา

ในปีนี้ ทางสมาคมชาวใต้ได้กำหนดการจัดงานบุญสารทเดือนสิบขึ้น ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 42 เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องชาวใต้ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่สามารถจะเดินทางกลับ
ภูมิลำเมาได้ร่วมประกอบงามบุญในครั้งนี้โดยทั่วกัน โดยมุ่งเน้นรูปแบบการจัดงานให้เหมือนกับประเพณีทางภาคใต้ที่ได้ดำเนินงานเฉกเช่นเป็นประจำทุกปี

ภายในกิจกรรมปีนี้ไฮไลท์ที่น่าสนใจคือการแข่งขันปีนเสาน้ำมัน และพิธีชิงเปรต เป็นประเพณีของภาคใต้ที่ทำกันในวันสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีเมืองมนุษย์ 15 วัน โดยมาในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งถือว่าเป็นวัน “รับเปรต” หรือ วันสารทเล็ก ลูกหลานต้องเตรียมขนมมาเลี้ยงดูให้อิ่มหมีพีมันและฝากกลับเมืองเปรต ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 นั้นคือวัน ” ส่งเปรต ” กลับคืนเมือง เรียกกันว่า วันสารทใหญ่

กระตุ้นท่องเที่ยวมูเตลู! พัทยาเตรียมจัดพิธี “นวราตรี” วันแห่งชัยชนะ 9 วัน 9 คืน

 วันที่ 29 ก.ย.67 มีรายงานว่า ผู้สื่อข่าวแขนงต่างๆ เข้าร่วมงานแถลงข่าวเตรียมจัดงานพิธีนวราตรี และงานแห่ประเพณี เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ประจำปี 2567 โดยเทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี ร่วมกับสมาคมอินเดียชลบุรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2567 ทั้งนี้ ในพิธีแถลงข่าวมี นางอำพร แก้วแสง ผู้ก่อตั้งเทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี พร้อมด้วย ดร.ดีโอ กูมาร์ ซิงค์ นายกสมาคมอินเดียชลบุรี, นายนเรช จันเดอร์ รองนายกสมาคมอินเดียชลบุรี, นายปราชาญ บาตต์ อุปนายกสมาคมอินเดียชลบุรี และนายเซเรช นักธุรกิจคุชราฏ พัทยา ร่วมพิธี สำหรับพิธีนวราตรี และงานแห่ประเพณี เนื่องในวันแห่งชัยชนะ ประจำปี 2567 ถือเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกของเทวาลัยมหากาลีอวตาร จักรวาลชนนี โดยร่วมกับคณะกรรมการสมาคมอินเดียชลบุรี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสักการะบูชา และสรรเสริญแห่งองค์พระแม่ทุรคา โดยไฮไลท์ของงานจะมีขึ้นในวันที่ 8 ต.ค. 67 - มีพิธีสวดโซฮา อารตีถวายพระแม่ โดยพราหมณ์คณะบารมี เริ่มตั้งแต่ 17.00 น. เป็นต้นไป ส่วนวันที่ 9 ต.ค. 67 - ช่วงเช้าพราหมณ์ทำพิธีสวดถวายและอารตีไฟถวายพระแม่ หลังจากเสร็จพิธี ช่วงเวลา 16.00 น. จะมีการตั้งขบวนแห่องค์พระแม่และองค์เทพ จากเทวาลัยเคลื่อนขบวนไปยังถนนพัทยาสายสอง มุ่งหน้าลงสู่ถนนเลียบชายหาด วงเวียนปลาโลมา ซึ่งจะมีจุดพักให้ผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะบูชา 4 จุด ประกอบด้วย ร้านอาหารอินเดีย Indigo ถนนพัทยา สาย 2 ร้านอาหารอินเดีย Rasoi ถนนพระตำหนัก ร้านอาหารอินเดีย Mumbai se ถนนพัทนา สาย 2 และร้านอาหารอินเดีย Peshwa ถนนเลียบชายหาด หลังจากนี้นั้นขบวนจะกลับมาที่เทวาลัยและเริ่มพิธีในเวลา 19.00น.

และในวันที่ 10 ต.ค. 67 ช่วงเวลา 19.00 น.พราหมณ์ทำพิธีสวดถวายพระแม่ การแสดงการร่ายรำ หรือที่เรียกว่า เต้นดานเดีย วัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ทั้งนี้ขอมห้ผู้มีจิตศรัทธาในองค์พระแม่ทุก ๆพระองค์ มาร่วมงานนวราตรีตลอด 9 วัน 9 คืน ณ เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี

สำหรับนวราตรี คืออีกหนึ่งเทศกาลสำคัญทางศาสนาของชาวฮินดูทั่วโลก เป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะขององค์พระแม่ทุรกาที่ปราบอสูรได้สำเร็จ หลังจากต่อสู้กันมาเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน (นวราตรี) และยังเป็นการฉลององค์พระแม่ทุรกา ทั้ง 9 องค์ จะเป็นวันที่ทุกคนจะไม่ทานเนื้อสัตว์ ไม่ดื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ปฏิบัติตัวที่ผิดศีล ทั้งนี้ภายในพิธีจะมีการจัดเต้นดานเดีย วัฒนธรรรมจากประเทศอินเดียที่ได้รับความนิยมในอินเดีย ในจังหวัดคุชราฏ และการในครั้วสมาคมคุชราฏ พัทยา ก็ได้สนับสนุนเต้นดานเดีย อีกทั้งภายในงานจะมีโรงทานอาหารอาหารมังสวิรัติไทยและอินเดีย ให้บริการผู้ร่วมงาน จึงขอเชิญชวนผู้ศรัทธาเข้าร่วมงาน ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2567 ณ เทวาลัยมหากาลีอวตารจักรวาลชนนี เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

สื่อรัฐทีวี – สื่อรัฐนิวส์ / แห่เปรต”สืบสานประเพณีสารทเดือน 10 คึกคัก ขอพร “ศพไม่เน่าไม่เปื่อยเหลือแต่กระดูกในโลงแก้ว”

แชร์เนื้อหานี้

วันที่ 29 กันยายน 2567 ประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร่วมกันสืบสานประเพณีสารทเดือน 10 หรืองานแห่เปรตจัดขึ้นโดยวัดดอยสวรรค์ (วัดเขาไก่เขี่ย) อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ โดยขบวนแห่เริ่ม ณ บริเวณด้านหน้า สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

มีพระครูประจักษ์กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) ต.วังแดง อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ออกรับบิณฑบาตไปตามถนนสายวังกะพี้ – ตรอนระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร และมีขบวนแห่พระพุทธรูปจำลอง เทวดา นางฟ้า เปรต กระหัง อสูรกาย และขบวนมหรสพ เช่น ลิเก มวยการกุศล ซึ่งตลอด 2 ข้างทาง มีประชาชนมารอใส่บาตรข้าวสาร อาหารแห้ง และปัจจัย เป็นจำนวนมากเมื่อขบวนแห่เปรตมาถึงยังวัดดอยสวรรค์ เป็นที่เรียบร้อย ได้มีการประกอบพิธีอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

พระครูประจักษ์กิตติคุณ กล่าวว่า วัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) จัดงานประเพณีสารทเดือนสิบ หรืองานแห่เปรต เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อรักษาประเพณี สืบทอดพระพุทธศาสนา มีการจำลองนรก สวรรค์ และเมืองมนุษย์ เพื่อสอนให้คนเกรงกลัวต่อบาป หันมาทำความดีตามหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา และให้ชาวพุทธได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ ซึ่งจากการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็จะได้อนุรักษ์สืบสานประเพณีนึ้ไว้ต่อไป

ภายหลังจากเสร็จพิธี ผู้สื่อข่าวได้สังเกตุเห็นมีประชาชนบางกลุ่มได้เข้าไปกราบขอพรโครงกระดูกที่บรรจุภายในโลงแก้ว สอบถามชาวบ้านจึงทราบว่า โครงกระดูกดังกล่าวเป็นศพของนายประกอบ นาคลัดดา ซึ่งเป็นบิดาของพระครูประจักษ์กิตติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยสวรรค์ (เขาไก่เขี่ย) เสียชีวิตไปเมื่อปี 2545 ด้วยวัยชรา ก่อนหน้าจะเสียชีวิตนายประกอบ ได้มาถือศิล ปฏิบัติธรรมนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัดดอยสวรรค์แห่งนี้ เมื่อเสียชีวิตลงศพกลับไม่เน่าไม่เปื่อย แต่จะเหี่ยวแห้งไปตามการเวลา จนเหลือแต่โครงกระดูกที่มีสภาพที่สมบูรณ์อยู่เท่าทุกวันนี้

นาคา คะเลิศรัมย์/ รายงาน

สื่อรัฐทีวี/สื่อรัฐนิวส์ – ​พ่อเมืองมุกดาหาร เปิดงานฉลอง 42 ปี สานอดีต ปัจจุบัน อนาคต

แชร์เนื้อหานี้

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567​ นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานในพิธี บวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองมุกดาหาร และถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่หน้าศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร เนื่องในโอกาสครบรอบ 42 ปี การตั้งจังหวัดมุกดาหาร พร้อมกับเปิดงาน 42 ปี “มุกดาหาร สานอดีต ปัจจุบัน อนาคต” โดยมีนางรำจากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดมุกดาหาร และเทศบาลเมืองมุกดาหาร แสดงรำเฉลิมฉลอง 42 ปี ด้วย

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดกิจกรรมร้อยเรียงอดีต ปัจจุบัน อนาคต จังหวัดมุกดาหาร การเสวนาในประเด็นจังหวัดมุกดาหารอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เปิดรับฟังความคิดเห็นและมุมมองจากทุกภาคส่วนถึงทิศทางการพัฒนาจังหวัดมุกดาหาร การจัดแสดงนิทรรศการงาน 42 ปี ที่หอประชุม 250 ปีจังหวัดมุกดาหาร

ทั้งนี้ มุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการจัดตั้งเป็นจังหวัดมุกดาหารเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2525 เป็นจังหวัดที่ 73 ของประเทศไทย ประกอบด้วย 7 อำเภอ คือ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอคำชะอี อำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอดอนตาล อำเภอดงหลวง อำเภอหว้านใหญ่ และอำเภอหนองสูง มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นแขวงใหญ่อันดับสองรองจากนครหลวงเวียงจันทน์ ทั้งยังเป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor : EWEC) ด้วย

ศูนย์ข่าว​มุกดาหาร

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 092-5259777​